การวางโครงเรื่อง
ดร.กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชัย
Plotting
Facebook.com/TouchPoint.in.th TouchPoint.in.th YouTube.com/c/TouchPointTH
โครงเรื่องเป็นการกาหนดแนวทางการเขียน การเรียบเรียง
ข้อมูล การจัดลาดับความคิด และการจัดลาดับหัวข้อ
โครงเรื่องที่ดีจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลหลายด้าน
แล้วผูกเป็นโครงเรื่อง ส่วนตอนเขียนเรื่องอาจมีการ
ปรับเปลี่ยน สามารถเสริมจินตนาการได้ตามความเหมาะสม
การเขียนโครงเรื่อง
Plot Writing
01 02 03
04 05 06
ประโยชน์ของโครงเรื่อง
ช่วยในการนาเสนอเนื้อหา ช่วยแบ่งหัวข้อได้ชัดเจน ช่วยเขียนเรื่องอย่างมีเหตุผล
ช่วยในการวางสัดส่วนของเรื่อง ช่วยไม่ให้ลืมหัวข้อเรื่องที่จะเขียน ช่วยไม่ให้สับสนเวลาเขียน
Storyline Benefits
ทาให้ได้เนื้อหาที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายมีการกาหนด
ขอบเขตเนื้อหาช่วยให้เห็นแนวทางการเรียบเรียงความคิด
การหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
ช่วยในการนาเสนอเนื้อหา
ช่วยแบ่งหัวข้อได้ชัดเจน
ทาให้เห็นขอบเขตของเนื้อหาอย่างชัดเจน เห็นการลาดับของ
เนื้อหา เห็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย ช่วยในการเก็บประเด็น
ให้ครบถ้วน
ช่วยเขียนเรื่องอย่างมีเหตุผล
ทาให้มองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของประเด็นต่างๆใน
เนื้อหาจากโครงเรื่องได้ชัดเจน ทาให้เนื้อหามีน้าหนักและ
สมเหตุสมผล
ช่วยในการวางสัดส่วนของเรื่อง
ทาให้ทราบว่าควรเขียนในประเด็นอะไรบ้างมีประเด็นใดที่ไม่ควร
เขียน หรือประเด็นใดควรนาความคิดหรือรายละเอียดมาสนับสนุน
มากน้อยแค่ไหน จึงจะพอเหมาะกับความยาวซึ่งจะช่วยให้สัดส่วน
ของเรื่องเหมาะสม
ช่วยไม่ให้ลืมหัวข้อเรื่องที่จะเขียน
ในขณะเขียนเราอาจจะจดจ่อกับเรื่องที่เขียนจนลืมเขียนหัวข้อ
อื่นๆ ได้ การเขียนโครงเรื่องจะช่วยเตือนความจาให้เราไม่ลืม
เขียนหัวข้อ
ช่วยไม่ให้สับสนเวลาเขียน
การเขียนโครงเรื่องก่อนลงมือเขียนเปรียบเสมือนการเขียนฉบับร่าง
ของงานเขียน เมื่อลงมือเขียนจึงสามารถเขียนตามหัวข้อต่างๆที่
ผู้เขียนได้วางโครงเรื่องไว้ทาให้ไม่เกิดความสับสนเวลาเขียน
วิธีการวางโครงเรื่อง
1. วางแผนการเขียนเรื่อง
2. ผูกปมหลักของเรื่อง
3. เตรียมโครงร่างเนื้อเรื่อง
How to Plot
วางแผนการเขียนเรื่อง
1. ระดมความคิดเพื่อให้ได้แนวคิดในการเขียนโครงเรื่อง
2. เขียนสมมติฐานหรือบทสรุปของเรื่อง
3. เขียนลักษณะของตัวละครหลักและตัวละครรอง
4. สร้างปมขัดแย้ง
5. สร้างฉากท้องเรื่อง
ระดมความคิดเพื่อให้ได้แนวคิดในการเขียนโครงเรื่อง
เริ่มจากการระดมความคิด ลองเขียนทุกสิ่งที่คิดในหัวออกมาเป็นรายการ โดยไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความสมเหตุสมผล สิ่งที่คิด ได้แก่ เรื่อง ตัวละคร ฉาก อาจเขียนเป็นผังความคิดเพื่อเห็นภาพ
เขียนสมมติฐานหรือบทสรุปของเรื่อง
การตั้งสมมติฐานให้เริ่มจากประโยคสั้นๆ ไปเรื่อยๆ หรือ “อะไรจะเกิดขึ้น...ถ้า....”
เขียนลักษณะของตัวละครหลักและตัวละครรอง
เขียนลักษณะของตัวละคร ภูมิหลังของตัวละคร นิสัย สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ สิ่งที่ตัวละครต้องการในเรื่อง
จะเขียนละเอียดหรือคร่าวๆ ก็ได้
สร้างปมขัดแย้ง
ปมขัดแย้งควรอยู่ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้สึกถึงความตึงเครียดขณะอ่าน และพัฒนาปมขัดแย้ง
นี้ไปตลอดทั้งเรื่อง และดาเนินไปถึงขีดสุดเมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง และควรจะคลี่คลายในตอนจบ
ปมขัดแย้งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ปมขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละคร
กับจิตใจของเขา
ปมขัดแย้งภายใน
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจิตใจของตัวละคร ได้แก่
คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสังคม
ปมขัดแย้งภายนอก
สร้างฉากท้องเรื่อง
ฉากท้องเรื่องเป็นสิ่งที่บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่
เป็นองค์ประกอบสาคัญเพราะมีผลต่อการให้ภาพและพัฒนา
เนื้อเรื่อง สังคมและเทคโนโลยีย่อมแตกต่างกันตามกาลเวลา
ให้ค้นคว้าให้มากเพื่อความสมจริง
ผูกปมหลักของเรื่อง
1. จดทุกฉากที่คิดออก
2. สร้างฉากเปิดเรื่องที่มัดใจผู้อ่าน
3. สร้างเหตุการณ์ที่ทาให้ตัวละครต้องทาอะไรบางอย่าง
4. สร้างการขมวดปมเพื่อเพิ่มความตึงเครียด
5. เขียนจุดไคลแม็กซ์
6. กาหนดฉากสาหรับภาวะคลี่คลาย
7. สร้างจุดคลี่คลายที่น่าพอใจเพื่อจบเรื่อง
8. ถ้าจาเป็นให้เติมช่องว่างระหว่างฉาก
จดทุกฉากที่คิดออก
ฉากในเรื่องอาจมีหลายฉาก ให้จดทุกฉากที่นึกออก โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความสมเหตุสมผลอาจเริ่มจากฉากเร้าใจก่อน แล้วค่อยเพิ่มเติมฉากอื่นๆ
ไม่จาเป็นต้องเรียงตามลาดับฉาก
สร้างฉากเปิดเรื่องที่มัดใจผู้อ่าน
ฉากเปิดเรื่องเป็นฉากที่แนะนาเรื่องหรือตัวละคร โดยให้ตัวละครอยู่ใน
สถานการณ์ประจาวัน บอกใบ้ปมขัดแย้งของเรื่องด้วยการให้ตัวละคร
เผชิญหน้ากับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปมขัดแย้ง
สร้างเหตุการณ์ที่ทาให้ตัว
ละครต้องทาอะไรบางอย่าง
ในฉากจะต้องมีเหตุการณ์ที่ทาให้ตัวละครต้องทาอะไร
บางอย่าง อาจอยู่ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องอาจใช้ฉากนี้เป็น
เหตุการณ์ที่สร้างปมขัดแย้งขึ้นมา
สร้างการขมวดปมเพื่อเพิ่มความตึงเครียด
การขมวดปมจะเริ่มหลังจากเหตุการณ์ที่ทาให้ตัวละครต้องทาอะไรบางอย่างแล้วค่อยๆ สร้างความตึงเครียดตลอดทั้งเรื่อง
จนถึงจุดไคลแม็กซ์ ถ้าเป็นเรื่องสั้นอาจจะรวบอยู่ในฉากเดียว แต่ถ้าเป็นเรื่องยาวอาจมีการขมวดปมหลายจุดด้วยกัน และ
สร้างช่วงคลายความตึงเครียดไว้ในการขมวดปมด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้มีเวลาพักจากความตึงเครียดบ้าง
เขียนจุดไคลแม็กซ์
จุดไคลแม็กซ์เป็นจุดสูงสุดของเนื้อเรื่องเมื่อตัวละครต้องเผชิญกับปมขัดแย้ง เป็นจุดที่อารมณ์
ของเรื่องจะเข้มข้นเพราะความตึงเครียดในเรื่องมาถึงจุดที่สูงที่สุด
กาหนดฉากสาหรับภาวะคลี่คลาย
ภาวะคลี่คลายเล่าผลที่ตามมาของจุดไคลแม็กซ์ ซึ่งควรจะเล่าให้
กระชับและนาผู้อ่านไปสู่จุดคลี่คลายของเรื่อง ภาวะคลี่คลายนี้จะ
ทาหน้าที่ขมวดโครงเรื่องทั้งหมด
สร้างจุดคลี่คลายที่น่าพอใจเพื่อ
จบเรื่อง
ตอนจบควรทาให้ผู้อ่านรู้สึกว่าไม่มีปมใดในเรื่องที่ยังหลวมอยู่
ตอนจบไม่จาเป็นต้องมีความสุขเสมอไปเพราะหลายเรื่องก็จบ
แบบเศร้าๆ แต่ผู้อ่านควรรู้สึกถึงความพึงพอใจเพราะรู้ว่าเขา
ได้อะไรบางอย่างจากเรื่องนี้
ถ้าจาเป็นให้เติมช่องว่างระหว่างฉาก
เมื่อได้ปมหลักของเรื่องเป็นฐานแล้วอาจพบว่ามีบางฉากไม่เชื่อม
กัน ให้สร้างจุดที่จะมาเชื่อมฉากต่างๆ ที่ยังมีช่องว่างในโครงเรื่อง
อยู่ หากไม่แน่ใจว่าจะเชื่อมฉาก A กับ B อย่างไร ให้โน้ตไว้แล้วไป
ฉากอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาที่จุดนี้อีกครั้ง
เตรียมโครงร่างเนื้อเรื่อง
1. ความละเอียดของโครงเรื่อง
2. เขียนโครงร่างที่มีทั้งลาดับตัวเลข
3. เริ่มจากตอนต้นเรื่องไปถึงท้ายเรื่อง
4. เขียนสรุปอธิบายแต่ละฉากใน 1 ประโยค
5. เพิ่มรายละเอียดแต่ละฉากได้ตามต้องการ
ความละเอียดของโครงเรื่อง
โครงเรื่องจะละเอียดหรือไม่ละเอียดก็ได้ เพราะสามารถใช้ในการเขียน
โครงร่างเนื้อเรื่องที่ดีได้เหมือนกันผู้เขียนสามารถเพิ่มรายละเอียด
โครงร่างเนื้อเรื่องเพิ่มเติมได้เสมอ
เขียนโครงร่างของเรื่องที่มีทั้งลาดับตัวเลข
ใช้ตัวเลข 1 2 3 กับรายละเอียดหลัก
ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ A B C กับกับประเด็นรอง เช่น การกระทาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในฉากนั้น
ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็ก a b c กับรายละเอียดที่ไม่สาคัญ แต่อยากให้มีในฉาก
การลาดับเลขจะสามารถช่วยลาดับเหตุการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น
เริ่มจากตอนต้นเรื่องไปถึงท้ายเรื่อง
เนื่องจากได้วางปมหลักของเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว ให้จัดลาดับฉาก
ต่างๆ ตามปมหลักของเรื่องขณะที่เขียนโครงเรื่องให้ลาดับเลขแต่ละ
ฉากให้ถูกต้อง
เริ่มเรื่อง
กลางเรื่อง
จบเรื่อง
เขียนสรุปอธิบายแต่ละฉากใน 1 ประโยค
เป็นการรวบประเด็นหลักเข้าไปในโครงร่างเนื้อเรื่องใส่แต่ละฉากในเนื้อเรื่องลงไป หากพบช่องโหว่ในเนื้อเรื่อง
ให้พยายามอุดช่องโหว่นั้น หากยังคิดไม่ออก ให้ใส่ประเด็นหลักว่าจะต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ถึงจะเชื่อม
ประเด็นของโครงเรื่องเหล่านั้นด้วยกันได้
เขียนสรุปอธิบายแต่ละฉากใน 1 ประโยค
การเพิ่มรายละเอียดไม่จาเป็นต้องทา แต่สิ่งนี้อาจจะช่วยให้ผู้เขียนสามารถเขียนเรื่องได้ง่ายขึ้นทีหลัง
เขียนชื่อตัวละครที่อยู่ในฉากนั้นทั้งหมด
เขียนทุกการกระทาที่เกิดขึ้นในฉากนั้น
หมายเหตุรายละเอียดสาคัญที่ใช้อธิบายลักษณะ สถานการณ์ ความตึงเครียด และอื่นๆ
การเขียนเรื่องให้น่าสนใจ
Interesting Stories Writing
จุดเริ่มต้น (Exposition)
ปูเหตุการณ์ความขัดแย้ง(Rising Action)
จุดเปลี่ยน (Climax)
คลี่คลายปัญหา(Falling Action)
ตอนจบ (Conclusion)
การเขียนเรื่องให้น่าสนใจ
Interesting Stories Writing
Exposition
• ที่มาของเรื่อง
• ภูมิหลังของตัวละครหรือสถานที่
• แนะนาตัวละคร
Rising Action
• ดาเนินเรื่องไปสู่ความขัดแย้งหรือจุดเปลี่ยน
• มาจากฝ่ายตรงข้าม หรือจากเหตุการณ์ในอดีต
Climax
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ / เผชิญหน้ากับศัตรู ปัญหา
Falling Action
• ปัญหาได้รับการแก้ไข
• ผลลัพธ์ของเหตุการณ์
Exposition
ตอนจบของเรื่อง
FREYTAG’S PYRAMID
เป็นการเปิดด้วยที่มาของเรื่อง อาจย้อนไปถึงอดีต
ภูมิหลังของตัวละครหรือสถานที่ให้เห็นแนวทางของเนื้อเรื่อง
ให้ข้อมูลบางอย่างของตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครหลักที่มีผลต่อเนื้อเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น
จุดเริ่มต้น
Exposition
ปูเหตุการณ์ความขัดแย้ง
Rising Action
ดาเนินเรื่องไปสู่ความขัดแย้งหรือจุดเปลี่ยน โดยนาตัวละครไปสู่ปัญหาหรือเหตุการณ์บางอย่างซึ่งอาจมาจากฝ่ายตรงข้าม
หรือจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเผชิญหน้าและลุ้นไปกับปัญหาพร้อมๆกับตัวละครหลัก
จุดเปลี่ยน
Climax
เป็นส่วนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับตัวละครหลักส่งผลต่อเนื้อเรื่องมักเป็นฉากที่ตัวละครเผชิญหน้า
กับศัตรู ปัญหา หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาจเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเรื่อง
คลี่คลายปัญหา
Falling Action
เป็นช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย ปัญหาได้รับการแก้ไข และได้เห็นผลลัพธ์ของเหตุการณ์
ช่วงไคลแม็กซ์ เนื้อเรื่องส่วนนี้จะนาไปสู่ตอนจบ
ตอนจบ
Conclusion
ตอนจบจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียนมีตอนจบได้หลายแบบ เช่น
มีความสุข โศกเศร้า หรือจบแบบไม่ชัดเจน ให้คนดูไปคิดต่อ หรือจบแบบหักมุม
เพื่อให้ยากต่อการคาดเดา
การวางโครงเรื่อง
ดร.กฤษณพงศ์ เลิศบารุงชัย
Plotting
Facebook.com/TouchPoint.in.th
TouchPoint.in.th
YouTube.com/c/TouchPointTH

การวางโครงเรื่อง (Plotting)