งานนําเสนอการสืบคนความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืช
ในสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พืชที่นําเสนอ คือ พืช Family MALVACEAE จํานวน 12 ชนิด
รายวิชาชีววิทยา (ว 30246) ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2560
ของนักเรียนมัธยมศึกษาปที่ 6
แผนการเรียนวิทยาศาสตร - คณิตศาสตร หอง 126
นําเสนอ
ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ
แนะนําสมาชิก
น.ส. ธนภรณ อุตรชน เลขที่ 9
น.ส. ธัญณัฐ รุงปญญารัตน เลขที่ 12
น.ส. ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน เลขที่ 24
น.ส. อภิชญา ชินวรกิจ เลขที่ 27
คํานํา
งานนําเสนอชิ้นนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาชีววิทยา (ว 30246) ในระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 6 โดยมีจุดประสงคเพื่อสืบคนความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชในสวน
พฤกษศาสตรของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งรายงานมีเนื้อหาเกี่ยวของกับพืช 12 ชนิดใน
Family MALVACEAE โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับพืชแตละชนิดในหัวขอ ดังตอไปนี้ ชื่อประเภท
ตางๆของพืช เชน ชื่อวิทยาศาสตร ฯลฯ ลักษณะของพืช แหลงที่พบ และประโยชนของพืช
คณะผูจัดทําไดเลือกสืบคนพืชใน family MALVACEAE ซึ่งเปน family ที่ตนชบา
ไดรับการจัดอยู สืบเนื่องมาจากโครงงานศึกษาผลของฮอรโมนออกซินที่มีตอจํานวนดอกของ
ตนชบา ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2560 ที่คณะผูจัดทําเลือกศึกษาและทําการทดลองใน
ตนชบา
คณะผูจัดทํา
สารบัญ
คํานํา ค
สารบัญ ง
กระเจี๊ยบเขียว 1
กระเจี๊ยบแดง 3
ปอแกว 5
ฝาย 7
ชบาเมเปล 9
พุดตาน 11
ชบา 13
หญาขัดใบยาว 15
ปอทะเล 17
โกโก 19
ศุภโชค 21
ขี้อน 23
บรรณานุกรม 25
หนา
กระเจี๊ยบเขียว
 ชื่อวิทยาศาสตร Abelmochus esculentus L.
Moench
 ชื่อพอง Abelmoschus bammia Web
 ชื่อสามัญ Okra, Gumbo, Lady’s finger
 ชื่ออื่นๆ กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบมอญ, มะเขือทะวาย,
มะเขือมอญ
 ลักษณะตางๆของพืช ลําตนมีขนหยาบ มีความสูง
ประมาณ 1-2 เมตร ใบเปนใบเดี่ยว คลายฝามือเรียง
สลับกัน และมีขนหยาบ ดอกมีสีเหลือง ที่โคนกลีบดานในมี
สีมวงออกแดง กานชูเรณูรวมกันเปนลักษณะคลายหลอด
ตามฝกมีขนออนๆทั่วฝก มีสันเปนเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม
ฝกกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ถาฝกออนจะมีรสชาติหวาน
ถาฝกแกจะมีเนื้อเหนียว
• แหลงที่พบ ประเทศเอธิโอเปย แถบศูนยสูตรของทวีป
แอฟริกา อียิปต หมูเกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต
นิยมปลูกมากทั้งในเขตรอนและเขตอบอุน โดยเฉพาะ
ในประเทศไทยที่สามารถปลูกไดทุกภาค
• ประโยชน กระเจี๊ยบมีสารเมือกลื่นพวกเพ็กติน
(pectin) และกัม (gum) ชวยเคลือบกระเพาะอาหาร
และลําไส ปองกันแผลในกระเพาะไมใหลุกลาม รักษา
ความดันโลหิตใหเปนปกติ บํารุงสมอง เปนยาระบาย
และแกโรคพยาธิตัวจี๊ด แตตองกินกระเจี๊ยบติดตอกัน
อยางนอย 15 วัน ฝกแหงปนกินเปนยารักษาโรค
กระเพาะอาหารได
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus sabdariffa L.
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ Jamaica sorrel, Roselle
 ชื่ออื่นๆ กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง,
สมเก็งเค็ง, สมตะเลงเครง, สมปู
 แหลงที่พบ ทั่วไปในประเทศไทย
กระเจี๊ยบแดง
• ลักษณะตางๆของพืช เปนพืชลมลุก ลําตนมีสีแดงอมมวง ใบเปนใบเดี่ยว รูป
ฝามือ สวนปลายของใบแยกเปน 3 หรือ 5 แฉก มีขน สวนดอกเปนดอกเดี่ยว
มีกลีบดอกสีเหลืองออน หรือชมพูออน โคนกลีบมีสีแดง เกสรตัวผูเชื่อมกันเปน
หลอด ผลแหง เปนรูปไขปอม แตกได และมีกลีบเลี้ยงสีแดงลักษณะฉ่ําน้ําหุมไว
• ประโยชน ใชรักษาอาการปสสาวะขัด
แกไอ นิ่ว และการกระหายน้ํา ชวยยอย
อาหาร ละลายเสมหะ ชวยลดไขมันใน
เลือด บํารุงเลือดและธาตุ ขับน้ําดี
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus spp.
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ Kenaf, Hemp hibiscus
 ชื่ออื่นๆ ปอดาย (ภาคเหนือ)
 ลักษณะตางๆของพืช ลําตนตรง ไมแตกกอ
และกิ่ง มีสีของลําตนตางกัน เชน เขียว แดง
หรือมวง และดอกมีสีตางกัน เชน เหลืองออน
มวงแดงตรงกลางดอก
ปอแกว
• แหลงที่พบ ปลูกกระจายในแถบแอฟริกาและ
อินเดีย มีถิ่นกําเนิดในแถบตะวันตกของประเทศ
ซูดาน แลวตอมาปลูกกันแพรหลายในทวีปเอเชีย
อเมริกาใตและแอฟริกา
• ประโยชน เปลือกใชทําเสนใย สําหรับอุตสาหกรรม
สิ่งทอ ปอแกวมักใชแทนหรือปนกับเสนใยจากปอ
กระเจาในการทอกระสอบ ทําเชือก พรม หรือใช
ทําสิ่งทอในการหัตถกรรม
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
ฝาย
 ชื่อวิทยาศาสตร Gossypium herbaceum L.
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ Cotton, Sea Iceland Cotton
 ชื่ออื่นๆ ฝายเทศ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),
ฝายชัน (ลําปาง), ฝายดอก (เชียงใหม)
 แหลงที่พบ ภาคเหนือและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ปลูกมากใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา
• ลักษณะตางๆของพืช ฝายเปนไมพุม
ลําตนมีสีน้ําตาลแดง ใบเปนใบเดี่ยว รูปไขกวาง
ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก 3-5 หยัก
ฐานใบเปนรูปหัวใจ กานใบคอนขางยาว
ดอกเปนดอกเดี่ยว กลีบดอกสีเหลือง
ใบประดับ 5 กลีบติดกัน ผลกลมปลายยาวแหลม
เมล็ดรูปไข มีขนสีขาวยาว 3.7-5 เซนติเมตร
รอบๆ เมล็ด
• ประโยชน ฝายเปนพืชเสนใยที่ใชกันมาก
เมล็ดฝายใชสกัดน้ํามัน เพื่อเปนอาหาร
และใชในอุตสาหกรรม
(ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
ชบาเมเปล
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus acetosella
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ cranberry hibiscus, African
rosemallow
 ชื่ออื่นๆ African rosemallow, false roselle,
maroon mallow, red leaved hibiscus, red
shield hibiscus
 แหลงที่พบ ปลูกมากในทวีปแอฟริกาและเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต
• ลักษณะตางๆของพืช ลําตนและกิ่งกานจะเปนสี
แดง มีขนออนปกคลุม ลําตนเปนพุม ดอกออกตาม
ซอกใบเปนดอกเดี่ยวๆ หรือเปนคู กลีบดอกมีสีสม
มีกลีบเลี้ยงสีแดง บริเวณใจกลางดอกมีสีมวงอมดํา
ใบประดับมีลักษณะคลายรูปใบหอก ดอกจะบานใน
ตอนเชา และหุบลงเมื่อสาย ทําใหออกดอกไดตลอด
ทั้งป ผลมีลักษณะคอนขางกลม คลายผลของ
กระเจี๊ยบ ปลายผลแหลม ภายในมีเมล็ดจํานวนมาก
• ประโยชน นิยมปลูกเปนไมประดับใบ รากสามารถ
รับประทานได ดอกนํามาทําเปนเครื่องดื่มได
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
พุดตาน
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus mutabilis L.
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ Cotton rose, Confederate rose
 ชื่ออื่นๆ ดอกสามสี สามผิว
 ลักษณะตางๆของพืช เปนพรรณไมพุม ตนและกิ่งมีขนสีเทา
ใบเปนใบเดี่ยว ลักษณะของใบคลายรูปไขโคนรูปหัวใจ ปลายใบแหลม
ขอบใบเวาลึกมีแฉก 3-5 แฉก แผนใบสีเขียวคอนขางหนา ผิวใบมีขนสาก
ใบกวางดอกพุดตาน มีดอกซอนใหญสวยงาม ออกดอกตามซอกใบและ
ปลายกิ่ง เมื่อดอกบานชวงแรกจะเปนสีเขียว จะเปลี่ยนเปนสีชมพูและสี
แดงตามอุณหภูมิของวัน ดอกมียอดเกสรตัวเมียสีเหลือง ลักษณะของผล
เปนรูปทรงกลม เมื่อผลแกจะแตกออกเปน 5 แฉก
 แหลงที่พบ ปลูกเปนไมประดับทั่วไปใน
ประเทศไทย มีถิ่นกําเนิดในประเทศจีน
 ประโยชน ดอกพุดตานมีรสฉุนและขม
สรรพคุณชวยแกอาการไอ อาเจียนเปนเลือด
มีระดูขาว รากชวยแกอาการไอหอบ
มีระดูขาว ใบชวยแกอาการตาแดงบวม
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
ชบา
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus rosa-sinensis L.
 ชื่อพอง Hibiscus cooperi auct. , Hibiscus liliiflorus
 ชื่อสามัญ Shoe flower, Hibiscus, Chinese rose
 ชื่ออื่นๆ ชุมเบา (ปตตานี), ใหม ใหมแดง (ภาคเหนือ), บา (ภาคใต)
 ลักษณะตางๆของพืช มีลักษณะเปนไมพุมขนาดกลาง ใบคอนขางมนรี มีปลาย
แหลม ขอบของใบเปนจักรเล็กนอย และมีสีเขียวเขม ลักษณะดอกชบา มีทั้งกลีบชั้น
เดียวและหลายชั้น หากเปนชั้นเดียวปกติจะมีกลีบดอก 5 กลีบ มีกานเกสรอยูตรง
กลางดอกหนึ่งกาน ลักษณะของกลีบดอกชบาจะมีขนาดใหญ มีหลายสี
ลําตนแตกกิ่งปานกลาง แตใบมีขนาดใหญ และดก ทําใหแลดูมีทรงพุมทึบ
เปลือกลําตนมีเสนใยและยางเมือก สามารถดึงลอกออกเปนเสนเชือกได
 แหลงที่พบ ปลูกทั่วไปในเขตรอน โดยตนชบานั้น
มีตนกําเนิดในประเทศจีน อินเดีย และในหมูเกาะ
ฮาวาย
 ประโยชน มีสวนชวยบํารุงผิวพรรณ ชวยบํารุง
จิตใจใหสดชื่นแจมใส ชวยฟอกโลหิต ชวยรักษา
และบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับไต ชวยดับ
รอนในรางกาย แกกระหาย และชวยแกไข ชวย
เรียกน้ํายอย ชวยแกประจําเดือนมาไมสม่ําเสมอ
มีระดูขาว ใบชบาสามารถชวยรักษาแผลไฟไหม
น้ํารอนลวกได
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
หญาขัดใบยาว
 ชื่อวิทยาศาสตร Sida acuta Burm.f.
 ชื่อพอง ไมมี
 ชื่อสามัญ Broom weed, Two-beaked, Snake’s Tongue
 ชื่ออื่นๆ หญาขัดมอญ, คัดมอน, หญาขอ, หญาไมกวาด
 ลักษณะตางๆของพืช เปนไมลมลุก ลําตนตั้งตรงแข็งแรง เปลือกตนมีความเหนียว
กิ่งกานแตกสาขาแผออกเปนพุม ตามกิ่งมีขนนุมหรือคอนขางเกลี้ยง ใบเปนใบเดี่ยว
เรียงเวียนหาง รูปใบหอก ปลายใบแหลม สวนโคนใบมน ขอบใบเปนจักรคลายฟน
เลื่อย ดอกมีสีเหลือง ออกดอกแบบเดี่ยว หรือคูบริเวณงามใบ มีเกสรตัวผู ติดกันเปน
หลอดๆ กลีบเลี้ยงที่โคนดอกติดกันเปนรูปถวยตื้นๆ ปลายแยกออกเปน 5 แฉก
 แหลงที่พบ พบไดทั่วทุกภาคของประเทศไทย
ตามพื้นที่รกรางตางๆ ขางถนนหนทางหรือชายปา
 ประโยชน รากใชเปนยาขมชวยใหเจริญอาหาร ชวย
บํารุงธาตุและปอด แกอาการออนเพลีย ตัวรอน ดับ
พิษไข ชวยขับเสมหะ สวนลําตนนํามาตมในน้ํา ชวย
บรรเทาอาการปวดฟนได กิ่งและลําตนที่โตเต็มที่
แลว นําไปตากแหงจนใบหลุดรวง จากนั้นใชตนแหง
มัดรวมกัน ทําเปนไมกวาด หรือจะใชเปนสวนผสม
สําหรับทําผงขัดหนา
(ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
ปอทะเล
 ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscus tiliaceus L.
 ชื่อพอง Talipariti tiliaceum L.
 ชื่อสามัญ Coast cotton tree,
Yellow mallow tree
 ชื่ออื่นๆ ไมมี
 ลักษณะตางๆของพืช เปนไมยืนตน และไมพุม
ใบเปนรูปหัวใจ เรียงเวียนเสนแขนง ขอบใบหยักถี่
ใตใบมีขนออนๆปกคลุม มีตอมตามซอกใบ
ชอดอกออกตามซอกใบดอกมีสีเหลือง
บานตอนสาย พอตกเย็นจะกลายเปนสีแดงแลว
หลุดรวงไป สวนผลมีลักษณะแหง และแตกได
 แหลงที่พบ พบบริเวณรอยตอระหวางน้ําจืด
กับน้ําเค็ม ปลูกขึ้นตามชายทะเล
หรือแมน้ําลําคลอง
 ประโยชน เปลือกตนปอทะเลใชทําเชือก
ใบใชเปนยารักษาแผล เนื้อไมของปอทะเล
นําไปใชในงานชางไมได เชน ทําเรือ
เปลือกไม และรากใชตมทํายาแกไข
ใบออนกินเปนผัก
ชนพื้นเมืองในฮาวายนําเนื้อไม
ใชสรางเรือแคนู ประเทศในแถบเอเชียนิยม
ใชปอทะเลทําบอนไซ ชาวโอรังอัสลี
นําเปลือกทําเปนผงแหง ใชรักษาโรคติดตอ
ทางเพศสัมพันธ
(ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
โกโก
 ชื่อวิทยาศาสตร Theobroma cacao
 ชื่อพอง Cacao minus Gaertn. ,Cacao sativa.
 ชื่อสามัญ Cacao Tree
 ชื่ออื่นๆ ไมมี
 ลักษณะตางๆของพืช รากแกวของตนกลาโกโก
หยั่งลึกมาก ใบออนของโกโกมีสีเขียวออนจนถึงน้ําตาล
ใบแกมีสีเขียวเขม ปรากฏหูใบชัดเจน ขณะเปนตนออน
ลําตนเดี่ยว ไมมีกิ่งแขนง จากนั้นตายอดจะหยุดการ
เจริญและพัฒนาเปนกิ่งแขนง ดอกออกตามลําตนหรือ
ตามกิ่ง ดอกสีขาวอมชมพู เมล็ดอัดแนนรวมกันอยู
กลางฝก ฝกแกสีสมเหลือง ฝกออนสีเขียวหรือเหลือง
 แหลงที่พบ มีถิ่นกําเนิดบริเวณ upper
Amazon basin ซึ่งเปนบริเวณปาฝนเขต
รอน พบมากในบริเวณอเมริกากลางและใต
ปจจุบันมีการปลูกแพรหลายในประเทศ
ไทย
 ประโยชน สามารถใชปลูกรวมกับพืช
เศรษฐกิจอื่นๆเพื่อใหรมเงา รากหยั่งลึก
สามารถใชคลุมดินได เมล็ดสามารถนํามา
ประกอบอาหารและเครื่องดื่ม
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
ศุภโชค
 ชื่อวิทยาศาสตร Pachira aquatica
 ชื่อพอง Bombax macrocarpum
 ชื่อสามัญ alabar chestnut, French peanut
 ชื่ออื่นๆ monguba , pumpo, money tree
 ลักษณะตางๆของพืช ตนไมเปนทรงพุม แตกกิ่ง
เปนชั้นๆ เปนไมเนื้อออน มีระบบรากใหญและลึก
ใบ เปนใบติดกัน มีความเงาเปนมัน สีเขียวเขม
ดอก ออกเปนชอลักษณะพูสีขาว มีกลิ่นหอมเวลา
กลางคืน ผลเปนผลรวม เปลือกแข็ง คลายนุนแต
ผลสั้นและกลมกวา เมล็ดเมื่อแกจัดเปลือกจะดีด
ตัวเปดออก
 แหลงที่พบ พบในเขตรอน มีถิ่นกําเนิด
แถบทวีปอเมริกาใต นิยมปลูกมากใน
ประเทศจีน
 ประโยชน สามารถปลูกเปนพืชในเชิง
อนุรักษตนน้ําเพราะมีรากหยั่งลึก เมล็ด
ดิบนําไปแปรรูปรับประทานได ใชเปนไม
ประดับที่มีความเชื่อกันวาปลูกแลวเรียก
โชคลาภได
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
ขี้อน
 ชื่อวิทยาศาสตร Pavonia rigida
 ชื่อพอง Urena rigida Wall.
 ชื่อสามัญ ขี้อน
 ชื่ออื่นๆ ครอบจักรวาล,แสงอาทิตย,คืนหน
 ลักษณะตางๆของพืช ไมพุม เลื้อยไปตาม
พื้นดิน ชูยอดตั้งขึ้น เปลือกตนเหนียวสีน้ําตาล
ออน ใบมีขนสีน้ําตาลปกคลุม ลําตนสีน้ําตาลมี
ขนรูปดาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไขหรือรูปโล
ดอกชอกระจุกออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง
กลีบดอกสีชมพูสวนโคนกลีบดอกเชื่อมกับฐาน
หลอดเกสรตัวผู ผลเปนผลแหงแตกได ผิวมีขน
เปนริ้วประดับรูปถวยปกคลุม เมล็ดรูปไต
 แหลงที่พบ พบตามปาเต็งรัง ปาดิบ
แลง พบตามริมทาง ชายปาผลัดใบ พบ
มากทางภาคเหนือและอีสาน
 ประโยชน ใชรากตมน้ํา เพื่อบํารุงโลหิต
ใชรักษานิ่วในถุงน้ําดี
(ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
บรรณานุกรม
 http://www.the-than.com/samonpai/sa_33.html
 http://www.rspg.or.th/plants_data/use/fiber1-2.html
 https://en.m.wikipedia.org/wiki/Hibiscus_acetosella
 http://www.vichakaset.com/ชบาเมเปล/
 http://t-fern.forest.ku.ac.th/Forest/?action=family&action2=family_detail&fam=MALVACEAE
 https://th.m.wikipedia.org/wiki/ชบาเมเปล
 https://th.m.wikipedia.org/wiki/พุดตาน
 https://medthai.com/ดอกชบา/
 https://medthai.com/พุดตาน/
 https://th.m.wikipedia.org/wiki/ชบา
กิตติกรรมประกาศ
คณะผูจัดทําตองขอขอบพระคุณ ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ ที่ไดให
คําแนะนํา และแนวคิดในการดําเนินงาน ตลอดจนแกไขขอบกพรองตางๆมา
โดยตลอด ทําใหงานนําเสนอนี้สําเร็จลุลวงไดดวยดี ขอบคุณสมาชิกในกลุมทุก
คนที่รวมแรงรวมใจในการทํางาน และขอขอบพระคุณผูปกครองที่ไดเปน
กําลังใจ
สุดทายนี้ผูจัดทําหวังวาโครงงานชิ้นนี้จะใหความรูและเปนประโยชนแก
ผูอานทุกๆทาน และหากมีขอเสนอแนะประการใด ผูจัดทําขอรับไวดวยความ
ขอบพระคุณยิ่ง

Plant ser 126_60_2

  • 1.
    งานนําเสนอการสืบคนความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืช ในสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พืชที่นําเสนอ คือ พืชFamily MALVACEAE จํานวน 12 ชนิด รายวิชาชีววิทยา (ว 30246) ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2560 ของนักเรียนมัธยมศึกษาปที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร - คณิตศาสตร หอง 126
  • 2.
  • 3.
    แนะนําสมาชิก น.ส. ธนภรณ อุตรชนเลขที่ 9 น.ส. ธัญณัฐ รุงปญญารัตน เลขที่ 12 น.ส. ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน เลขที่ 24 น.ส. อภิชญา ชินวรกิจ เลขที่ 27
  • 4.
    คํานํา งานนําเสนอชิ้นนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชาชีววิทยา (ว 30246)ในระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 6 โดยมีจุดประสงคเพื่อสืบคนความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชในสวน พฤกษศาสตรของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งรายงานมีเนื้อหาเกี่ยวของกับพืช 12 ชนิดใน Family MALVACEAE โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับพืชแตละชนิดในหัวขอ ดังตอไปนี้ ชื่อประเภท ตางๆของพืช เชน ชื่อวิทยาศาสตร ฯลฯ ลักษณะของพืช แหลงที่พบ และประโยชนของพืช คณะผูจัดทําไดเลือกสืบคนพืชใน family MALVACEAE ซึ่งเปน family ที่ตนชบา ไดรับการจัดอยู สืบเนื่องมาจากโครงงานศึกษาผลของฮอรโมนออกซินที่มีตอจํานวนดอกของ ตนชบา ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2560 ที่คณะผูจัดทําเลือกศึกษาและทําการทดลองใน ตนชบา คณะผูจัดทํา
  • 5.
    สารบัญ คํานํา ค สารบัญ ง กระเจี๊ยบเขียว1 กระเจี๊ยบแดง 3 ปอแกว 5 ฝาย 7 ชบาเมเปล 9 พุดตาน 11 ชบา 13 หญาขัดใบยาว 15 ปอทะเล 17 โกโก 19 ศุภโชค 21 ขี้อน 23 บรรณานุกรม 25 หนา
  • 6.
    กระเจี๊ยบเขียว  ชื่อวิทยาศาสตร Abelmochusesculentus L. Moench  ชื่อพอง Abelmoschus bammia Web  ชื่อสามัญ Okra, Gumbo, Lady’s finger  ชื่ออื่นๆ กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบมอญ, มะเขือทะวาย, มะเขือมอญ  ลักษณะตางๆของพืช ลําตนมีขนหยาบ มีความสูง ประมาณ 1-2 เมตร ใบเปนใบเดี่ยว คลายฝามือเรียง สลับกัน และมีขนหยาบ ดอกมีสีเหลือง ที่โคนกลีบดานในมี สีมวงออกแดง กานชูเรณูรวมกันเปนลักษณะคลายหลอด ตามฝกมีขนออนๆทั่วฝก มีสันเปนเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝกกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ถาฝกออนจะมีรสชาติหวาน ถาฝกแกจะมีเนื้อเหนียว
  • 7.
    • แหลงที่พบ ประเทศเอธิโอเปยแถบศูนยสูตรของทวีป แอฟริกา อียิปต หมูเกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต นิยมปลูกมากทั้งในเขตรอนและเขตอบอุน โดยเฉพาะ ในประเทศไทยที่สามารถปลูกไดทุกภาค • ประโยชน กระเจี๊ยบมีสารเมือกลื่นพวกเพ็กติน (pectin) และกัม (gum) ชวยเคลือบกระเพาะอาหาร และลําไส ปองกันแผลในกระเพาะไมใหลุกลาม รักษา ความดันโลหิตใหเปนปกติ บํารุงสมอง เปนยาระบาย และแกโรคพยาธิตัวจี๊ด แตตองกินกระเจี๊ยบติดตอกัน อยางนอย 15 วัน ฝกแหงปนกินเปนยารักษาโรค กระเพาะอาหารได (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
  • 8.
     ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscussabdariffa L.  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ Jamaica sorrel, Roselle  ชื่ออื่นๆ กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง, สมเก็งเค็ง, สมตะเลงเครง, สมปู  แหลงที่พบ ทั่วไปในประเทศไทย กระเจี๊ยบแดง
  • 9.
    • ลักษณะตางๆของพืช เปนพืชลมลุกลําตนมีสีแดงอมมวง ใบเปนใบเดี่ยว รูป ฝามือ สวนปลายของใบแยกเปน 3 หรือ 5 แฉก มีขน สวนดอกเปนดอกเดี่ยว มีกลีบดอกสีเหลืองออน หรือชมพูออน โคนกลีบมีสีแดง เกสรตัวผูเชื่อมกันเปน หลอด ผลแหง เปนรูปไขปอม แตกได และมีกลีบเลี้ยงสีแดงลักษณะฉ่ําน้ําหุมไว • ประโยชน ใชรักษาอาการปสสาวะขัด แกไอ นิ่ว และการกระหายน้ํา ชวยยอย อาหาร ละลายเสมหะ ชวยลดไขมันใน เลือด บํารุงเลือดและธาตุ ขับน้ําดี (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
  • 10.
     ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscusspp.  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ Kenaf, Hemp hibiscus  ชื่ออื่นๆ ปอดาย (ภาคเหนือ)  ลักษณะตางๆของพืช ลําตนตรง ไมแตกกอ และกิ่ง มีสีของลําตนตางกัน เชน เขียว แดง หรือมวง และดอกมีสีตางกัน เชน เหลืองออน มวงแดงตรงกลางดอก ปอแกว
  • 11.
    • แหลงที่พบ ปลูกกระจายในแถบแอฟริกาและ อินเดียมีถิ่นกําเนิดในแถบตะวันตกของประเทศ ซูดาน แลวตอมาปลูกกันแพรหลายในทวีปเอเชีย อเมริกาใตและแอฟริกา • ประโยชน เปลือกใชทําเสนใย สําหรับอุตสาหกรรม สิ่งทอ ปอแกวมักใชแทนหรือปนกับเสนใยจากปอ กระเจาในการทอกระสอบ ทําเชือก พรม หรือใช ทําสิ่งทอในการหัตถกรรม (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธนภรณ อุตรชน)
  • 12.
    ฝาย  ชื่อวิทยาศาสตร Gossypiumherbaceum L.  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ Cotton, Sea Iceland Cotton  ชื่ออื่นๆ ฝายเทศ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ฝายชัน (ลําปาง), ฝายดอก (เชียงใหม)  แหลงที่พบ ภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ปลูกมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • 13.
    • ลักษณะตางๆของพืช ฝายเปนไมพุม ลําตนมีสีน้ําตาลแดงใบเปนใบเดี่ยว รูปไขกวาง ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเปนรูปหัวใจ กานใบคอนขางยาว ดอกเปนดอกเดี่ยว กลีบดอกสีเหลือง ใบประดับ 5 กลีบติดกัน ผลกลมปลายยาวแหลม เมล็ดรูปไข มีขนสีขาวยาว 3.7-5 เซนติเมตร รอบๆ เมล็ด • ประโยชน ฝายเปนพืชเสนใยที่ใชกันมาก เมล็ดฝายใชสกัดน้ํามัน เพื่อเปนอาหาร และใชในอุตสาหกรรม (ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
  • 14.
    ชบาเมเปล  ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscusacetosella  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ cranberry hibiscus, African rosemallow  ชื่ออื่นๆ African rosemallow, false roselle, maroon mallow, red leaved hibiscus, red shield hibiscus  แหลงที่พบ ปลูกมากในทวีปแอฟริกาและเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต
  • 15.
    • ลักษณะตางๆของพืช ลําตนและกิ่งกานจะเปนสี แดงมีขนออนปกคลุม ลําตนเปนพุม ดอกออกตาม ซอกใบเปนดอกเดี่ยวๆ หรือเปนคู กลีบดอกมีสีสม มีกลีบเลี้ยงสีแดง บริเวณใจกลางดอกมีสีมวงอมดํา ใบประดับมีลักษณะคลายรูปใบหอก ดอกจะบานใน ตอนเชา และหุบลงเมื่อสาย ทําใหออกดอกไดตลอด ทั้งป ผลมีลักษณะคอนขางกลม คลายผลของ กระเจี๊ยบ ปลายผลแหลม ภายในมีเมล็ดจํานวนมาก • ประโยชน นิยมปลูกเปนไมประดับใบ รากสามารถ รับประทานได ดอกนํามาทําเปนเครื่องดื่มได (ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
  • 16.
    พุดตาน  ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscusmutabilis L.  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ Cotton rose, Confederate rose  ชื่ออื่นๆ ดอกสามสี สามผิว  ลักษณะตางๆของพืช เปนพรรณไมพุม ตนและกิ่งมีขนสีเทา ใบเปนใบเดี่ยว ลักษณะของใบคลายรูปไขโคนรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเวาลึกมีแฉก 3-5 แฉก แผนใบสีเขียวคอนขางหนา ผิวใบมีขนสาก ใบกวางดอกพุดตาน มีดอกซอนใหญสวยงาม ออกดอกตามซอกใบและ ปลายกิ่ง เมื่อดอกบานชวงแรกจะเปนสีเขียว จะเปลี่ยนเปนสีชมพูและสี แดงตามอุณหภูมิของวัน ดอกมียอดเกสรตัวเมียสีเหลือง ลักษณะของผล เปนรูปทรงกลม เมื่อผลแกจะแตกออกเปน 5 แฉก
  • 17.
     แหลงที่พบ ปลูกเปนไมประดับทั่วไปใน ประเทศไทยมีถิ่นกําเนิดในประเทศจีน  ประโยชน ดอกพุดตานมีรสฉุนและขม สรรพคุณชวยแกอาการไอ อาเจียนเปนเลือด มีระดูขาว รากชวยแกอาการไอหอบ มีระดูขาว ใบชวยแกอาการตาแดงบวม (ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
  • 18.
    ชบา  ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscusrosa-sinensis L.  ชื่อพอง Hibiscus cooperi auct. , Hibiscus liliiflorus  ชื่อสามัญ Shoe flower, Hibiscus, Chinese rose  ชื่ออื่นๆ ชุมเบา (ปตตานี), ใหม ใหมแดง (ภาคเหนือ), บา (ภาคใต)  ลักษณะตางๆของพืช มีลักษณะเปนไมพุมขนาดกลาง ใบคอนขางมนรี มีปลาย แหลม ขอบของใบเปนจักรเล็กนอย และมีสีเขียวเขม ลักษณะดอกชบา มีทั้งกลีบชั้น เดียวและหลายชั้น หากเปนชั้นเดียวปกติจะมีกลีบดอก 5 กลีบ มีกานเกสรอยูตรง กลางดอกหนึ่งกาน ลักษณะของกลีบดอกชบาจะมีขนาดใหญ มีหลายสี ลําตนแตกกิ่งปานกลาง แตใบมีขนาดใหญ และดก ทําใหแลดูมีทรงพุมทึบ เปลือกลําตนมีเสนใยและยางเมือก สามารถดึงลอกออกเปนเสนเชือกได
  • 19.
     แหลงที่พบ ปลูกทั่วไปในเขตรอนโดยตนชบานั้น มีตนกําเนิดในประเทศจีน อินเดีย และในหมูเกาะ ฮาวาย  ประโยชน มีสวนชวยบํารุงผิวพรรณ ชวยบํารุง จิตใจใหสดชื่นแจมใส ชวยฟอกโลหิต ชวยรักษา และบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับไต ชวยดับ รอนในรางกาย แกกระหาย และชวยแกไข ชวย เรียกน้ํายอย ชวยแกประจําเดือนมาไมสม่ําเสมอ มีระดูขาว ใบชบาสามารถชวยรักษาแผลไฟไหม น้ํารอนลวกได (ผูรับผิดชอบ น.ส.ศุภาพิชญ สุขะวนวัฒน)
  • 20.
    หญาขัดใบยาว  ชื่อวิทยาศาสตร Sidaacuta Burm.f.  ชื่อพอง ไมมี  ชื่อสามัญ Broom weed, Two-beaked, Snake’s Tongue  ชื่ออื่นๆ หญาขัดมอญ, คัดมอน, หญาขอ, หญาไมกวาด  ลักษณะตางๆของพืช เปนไมลมลุก ลําตนตั้งตรงแข็งแรง เปลือกตนมีความเหนียว กิ่งกานแตกสาขาแผออกเปนพุม ตามกิ่งมีขนนุมหรือคอนขางเกลี้ยง ใบเปนใบเดี่ยว เรียงเวียนหาง รูปใบหอก ปลายใบแหลม สวนโคนใบมน ขอบใบเปนจักรคลายฟน เลื่อย ดอกมีสีเหลือง ออกดอกแบบเดี่ยว หรือคูบริเวณงามใบ มีเกสรตัวผู ติดกันเปน หลอดๆ กลีบเลี้ยงที่โคนดอกติดกันเปนรูปถวยตื้นๆ ปลายแยกออกเปน 5 แฉก
  • 21.
     แหลงที่พบ พบไดทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามพื้นที่รกรางตางๆขางถนนหนทางหรือชายปา  ประโยชน รากใชเปนยาขมชวยใหเจริญอาหาร ชวย บํารุงธาตุและปอด แกอาการออนเพลีย ตัวรอน ดับ พิษไข ชวยขับเสมหะ สวนลําตนนํามาตมในน้ํา ชวย บรรเทาอาการปวดฟนได กิ่งและลําตนที่โตเต็มที่ แลว นําไปตากแหงจนใบหลุดรวง จากนั้นใชตนแหง มัดรวมกัน ทําเปนไมกวาด หรือจะใชเปนสวนผสม สําหรับทําผงขัดหนา (ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
  • 22.
    ปอทะเล  ชื่อวิทยาศาสตร Hibiscustiliaceus L.  ชื่อพอง Talipariti tiliaceum L.  ชื่อสามัญ Coast cotton tree, Yellow mallow tree  ชื่ออื่นๆ ไมมี  ลักษณะตางๆของพืช เปนไมยืนตน และไมพุม ใบเปนรูปหัวใจ เรียงเวียนเสนแขนง ขอบใบหยักถี่ ใตใบมีขนออนๆปกคลุม มีตอมตามซอกใบ ชอดอกออกตามซอกใบดอกมีสีเหลือง บานตอนสาย พอตกเย็นจะกลายเปนสีแดงแลว หลุดรวงไป สวนผลมีลักษณะแหง และแตกได
  • 23.
     แหลงที่พบ พบบริเวณรอยตอระหวางน้ําจืด กับน้ําเค็มปลูกขึ้นตามชายทะเล หรือแมน้ําลําคลอง  ประโยชน เปลือกตนปอทะเลใชทําเชือก ใบใชเปนยารักษาแผล เนื้อไมของปอทะเล นําไปใชในงานชางไมได เชน ทําเรือ เปลือกไม และรากใชตมทํายาแกไข ใบออนกินเปนผัก ชนพื้นเมืองในฮาวายนําเนื้อไม ใชสรางเรือแคนู ประเทศในแถบเอเชียนิยม ใชปอทะเลทําบอนไซ ชาวโอรังอัสลี นําเปลือกทําเปนผงแหง ใชรักษาโรคติดตอ ทางเพศสัมพันธ (ผูรับผิดชอบ น.ส.อภิชญา ชินวรกิจ)
  • 24.
    โกโก  ชื่อวิทยาศาสตร Theobromacacao  ชื่อพอง Cacao minus Gaertn. ,Cacao sativa.  ชื่อสามัญ Cacao Tree  ชื่ออื่นๆ ไมมี  ลักษณะตางๆของพืช รากแกวของตนกลาโกโก หยั่งลึกมาก ใบออนของโกโกมีสีเขียวออนจนถึงน้ําตาล ใบแกมีสีเขียวเขม ปรากฏหูใบชัดเจน ขณะเปนตนออน ลําตนเดี่ยว ไมมีกิ่งแขนง จากนั้นตายอดจะหยุดการ เจริญและพัฒนาเปนกิ่งแขนง ดอกออกตามลําตนหรือ ตามกิ่ง ดอกสีขาวอมชมพู เมล็ดอัดแนนรวมกันอยู กลางฝก ฝกแกสีสมเหลือง ฝกออนสีเขียวหรือเหลือง
  • 25.
     แหลงที่พบ มีถิ่นกําเนิดบริเวณupper Amazon basin ซึ่งเปนบริเวณปาฝนเขต รอน พบมากในบริเวณอเมริกากลางและใต ปจจุบันมีการปลูกแพรหลายในประเทศ ไทย  ประโยชน สามารถใชปลูกรวมกับพืช เศรษฐกิจอื่นๆเพื่อใหรมเงา รากหยั่งลึก สามารถใชคลุมดินได เมล็ดสามารถนํามา ประกอบอาหารและเครื่องดื่ม (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
  • 26.
    ศุภโชค  ชื่อวิทยาศาสตร Pachiraaquatica  ชื่อพอง Bombax macrocarpum  ชื่อสามัญ alabar chestnut, French peanut  ชื่ออื่นๆ monguba , pumpo, money tree  ลักษณะตางๆของพืช ตนไมเปนทรงพุม แตกกิ่ง เปนชั้นๆ เปนไมเนื้อออน มีระบบรากใหญและลึก ใบ เปนใบติดกัน มีความเงาเปนมัน สีเขียวเขม ดอก ออกเปนชอลักษณะพูสีขาว มีกลิ่นหอมเวลา กลางคืน ผลเปนผลรวม เปลือกแข็ง คลายนุนแต ผลสั้นและกลมกวา เมล็ดเมื่อแกจัดเปลือกจะดีด ตัวเปดออก
  • 27.
     แหลงที่พบ พบในเขตรอนมีถิ่นกําเนิด แถบทวีปอเมริกาใต นิยมปลูกมากใน ประเทศจีน  ประโยชน สามารถปลูกเปนพืชในเชิง อนุรักษตนน้ําเพราะมีรากหยั่งลึก เมล็ด ดิบนําไปแปรรูปรับประทานได ใชเปนไม ประดับที่มีความเชื่อกันวาปลูกแลวเรียก โชคลาภได (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
  • 28.
    ขี้อน  ชื่อวิทยาศาสตร Pavoniarigida  ชื่อพอง Urena rigida Wall.  ชื่อสามัญ ขี้อน  ชื่ออื่นๆ ครอบจักรวาล,แสงอาทิตย,คืนหน  ลักษณะตางๆของพืช ไมพุม เลื้อยไปตาม พื้นดิน ชูยอดตั้งขึ้น เปลือกตนเหนียวสีน้ําตาล ออน ใบมีขนสีน้ําตาลปกคลุม ลําตนสีน้ําตาลมี ขนรูปดาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไขหรือรูปโล ดอกชอกระจุกออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกสีชมพูสวนโคนกลีบดอกเชื่อมกับฐาน หลอดเกสรตัวผู ผลเปนผลแหงแตกได ผิวมีขน เปนริ้วประดับรูปถวยปกคลุม เมล็ดรูปไต
  • 29.
     แหลงที่พบ พบตามปาเต็งรังปาดิบ แลง พบตามริมทาง ชายปาผลัดใบ พบ มากทางภาคเหนือและอีสาน  ประโยชน ใชรากตมน้ํา เพื่อบํารุงโลหิต ใชรักษานิ่วในถุงน้ําดี (ผูรับผิดชอบ น.ส.ธัญณัฐ รุงปญญารัตน)
  • 30.
    บรรณานุกรม  http://www.the-than.com/samonpai/sa_33.html  http://www.rspg.or.th/plants_data/use/fiber1-2.html https://en.m.wikipedia.org/wiki/Hibiscus_acetosella  http://www.vichakaset.com/ชบาเมเปล/  http://t-fern.forest.ku.ac.th/Forest/?action=family&action2=family_detail&fam=MALVACEAE  https://th.m.wikipedia.org/wiki/ชบาเมเปล  https://th.m.wikipedia.org/wiki/พุดตาน  https://medthai.com/ดอกชบา/  https://medthai.com/พุดตาน/  https://th.m.wikipedia.org/wiki/ชบา
  • 31.
    กิตติกรรมประกาศ คณะผูจัดทําตองขอขอบพระคุณ ครูวิชัย ลิขิตพรรักษที่ไดให คําแนะนํา และแนวคิดในการดําเนินงาน ตลอดจนแกไขขอบกพรองตางๆมา โดยตลอด ทําใหงานนําเสนอนี้สําเร็จลุลวงไดดวยดี ขอบคุณสมาชิกในกลุมทุก คนที่รวมแรงรวมใจในการทํางาน และขอขอบพระคุณผูปกครองที่ไดเปน กําลังใจ สุดทายนี้ผูจัดทําหวังวาโครงงานชิ้นนี้จะใหความรูและเปนประโยชนแก ผูอานทุกๆทาน และหากมีขอเสนอแนะประการใด ผูจัดทําขอรับไวดวยความ ขอบพระคุณยิ่ง