1
สามัญญผลสูตร
พลตรี มารวย ส่งทานินทร์
๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖
เกริ่นนา
พระสูตรสามัญญผลสูตรนี้ ว่าด้วยหมอชีวก โกมารภัจ ได้นาพระเจ้าอชาตศัตรูและราชอามาตย์ไป
เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจ ทาให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรง
ประกาศพระองค์เป็นอุบาสก ด้วยว่า ตั้งแต่เวลาที่ปลงพระชนม์พระชนกแล้ว พระราชานี้ มิได้บรรทมหลับ
เลยทั้งกลางคืนกลางวัน แต่ตั้งแต่เวลาที่เข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงสดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะมีโอชานี้
แล้ว ทรงบรรทมหลับได้ ได้ทรงกระทาสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย และได้ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธา
ระดับปุถุชนที่เสมอเหมือนพระราชานี้ ไม่ ก็ในอนาคต จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า “ชีวิตวิ
เสส” จักปรินิพพานแล
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
๒. สามัญญผลสูตร
ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ
เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูและราชอามาตย์
[๑๕๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ (ที่ชื่อว่า ชีวก เพราะ
เมื่อคลอดออกมาวันแรกถูกแม่นาไปทิ้ง แต่มีชีวิตรอดมาได้ ที่ชื่อว่า โกมารภัจ เพราะอภัยราชกุมารทรง
นาไปเลี้ยงไว้อย่างราชกุมาร เขาจบการศึกษาทางแพทย์ เป็นคนแรกที่ผ่าตัดสมองเป็นผลสาเร็จ นอกจากนี้
ยังเป็นแพทย์ประจาพระองค์ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) เขตกรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน
๑,๒๕๐ รูป สมัยนั้นแล ในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่า อันเป็นวันอุโบสถของเดือนที่ ๔ ซึ่งเป็นเดือนที่มีดอกโกมุท
บานสะพรั่ง พระราชาแห่งแคว้นมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร (พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นพระราช
โอรสของพระเจ้าพิมพิสารกับพระนางเวเทหิ) มีอามาตย์แวดล้อม ประทับนั่งอยู่บนปราสาทชั้นบน ขณะนั้น
ท้าวเธอทรงเปล่งอุทานว่า “ราตรีสว่างไสวน่ารื่นรมย์ งดงาม น่าชื่นชมยิ่งนัก เป็นฤกษ์งามยามดี วันนี้ เรา
ควรเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดหนอ ที่จะทาให้จิตใจของเราเบิกบานเลื่อมใสได้”
[๑๕๑] เมื่อท้าวเธอทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ ราชอามาตย์ผู้หนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูปูรณะ
กัสสปะ (เจ้าลัทธิชื่อปูรณะ กัสสปโคตร) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ
เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย
ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบาน
เลื่อมใส”
2
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอทรงนิ่ง
[๑๕๒] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูมักขลิ โคศาล (เจ้าลัทธิชื่อมักขลิ ผู้
เกิดในโรงโค) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก
ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก
พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส”
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
[๑๕๓] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูอชิตะ เกสกัมพล (เจ้าลัทธิชื่ออชิตะ ผู้
นุ่งห่มผ้าที่ทาด้วยผมของมนุษย์) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้า
ลัทธิ คนจานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาล
ผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบาน
เลื่อมใส”
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
[๑๕๔] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูปกุธะ กัจจายนะ (เจ้าลัทธิชื่อปกุธะ
กัจจายนโคตร) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก
ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก
พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส”
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
[๑๕๕] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร (เจ้าลัทธิชื่อสัญชัย
ผู้เป็นบุตรของช่างสาน) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คน
จานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัย
มามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส”
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
[๑๕๖] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูนิครนถ์ นาฏบุตร (นิครนถ์ ผู้เป็นบุตร
ของนักฟ้อน) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก
ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานานมีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก
พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส”
เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง
ว่าด้วยหมอชีวก โกมารภัจ
[๑๕๗] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจ นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกลจากพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ท้าว
เธอตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก ทาไมท่านจึงนิ่งอยู่เล่า”
หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วย
พระองค์เองโดยชอบ ประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน
3
๑,๒๕๐ รูป พระองค์มีพระกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็น
สารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า (ชื่อว่า
เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เองและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม) เป็นพระผู้มีพระ
ภาค (ชื่อว่า เป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทาลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรง
ประกอบด้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ,
ความสาเร็จประโยชน์ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจาแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม
(๖) ทรงคายตัณหาในภพทั้งสาม (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรง
มีส่วนแห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น อนึ่ง พุทธคุณนี้ ท่านแบ่งเป็น ๑๐ ประการ โดยแยกพุทธคุณข้อ ๖ เป็น ๒
ประการ คือ (๑) เป็นผู้ยอดเยี่ยม (๒) เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้) พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคพระองค์นั้น เมื่อเสด็จเข้าไปเฝ้า พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส”
[๑๕๘] ท้าวเธอจึงมีรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้จัดเตรียมขบวนช้างเถิด สหายชีวก”
หมอชีวก โกมารภัจ กราบทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพัง ๕๐๐ เชือก
และช้างพระที่นั่ง กราบทูลว่า “ขบวนช้างพร้อมแล้ว ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จเถิด พระเจ้าข้า”
[๑๕๙] ต่อมา พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร โปรดให้สตรี ๕๐๐ คนขึ้นช้างพังเชือกละ ๑ คน แล้ว
ทรงช้างพระที่นั่ง มีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่สมพระเกียรติไป
สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ พอใกล้จะถึงสวนมะม่วง ท้าวเธอทรงหวาดระแวง พระโลมชาติชูชัน จึง
ตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก ท่านไม่ได้หลอกเรา ไม่ได้ลวงเรา ไม่ได้นาเรามาให้ศัตรูดอก
หรือ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน ๑,๒๕๐ รูปทาไมจึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอมไอ หรือเสียงพูดคุยกันเลย”
หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “พระองค์โปรดอย่าได้ทรงหวาดระแวงไปเลย ข้าพระพุทธเจ้า
ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้นาพระองค์มาให้ศัตรูหรอก ขอเดชะ พระองค์โปรดเสด็จเข้าไป
เถิด นั่นยังมีแสงประทีปตามอยู่ในหอนั่ง”
พระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามเรื่องผลแห่งความเป็นสมณะ
[๑๖๐] ท้าวเธอจึงได้เสด็จเข้าไปโดยขบวนช้างพระที่นั่งจนสุดทางช้าง แล้วเสด็จลงจากช้างพระที่
นั่งเข้าทางประตูหอนั่ง ตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไหนเล่า”
หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “ขอเดชะ ผู้ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศ
ตะวันออกข้างหน้าภิกษุสงฆ์ นั่นแลคือพระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า”
[๑๖๑] ลาดับนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้
ประทับยืน ณ ที่สมควร ทรงชาเลืองเห็นภิกษุสงฆ์สงบนิ่งเหมือนสระน้าใส จึงทรงเปล่งอุทานว่า “ขอให้อุทัย
ภัทรกุมาร (อุทัยภัทรกุมาร คือ พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู) ของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์ใน
เวลานี้ เถิด”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาตามความรักบัญชา”
4
ท้าวเธอกราบทูลว่า “อุทัยภัทรกุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน ขอให้เธอจงมีความสงบอย่างภิกษุ
สงฆ์ในเวลานี้ เถิด พระพุทธเจ้าข้า”
[๑๖๒] ลาดับนั้น ท้าวเธอทรงกราบพระผู้มีพระภาค ทรงไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร
กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอวโรกาสทูลถามปัญหาบางอย่างกะพระผู้มีพระภาค หาก
พระผู้มีพระภาคจะประทานพระวโรกาสเพื่อทรงตอบปัญหาของหม่อมฉัน”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เชิญถามตามพระประสงค์เถิด มหาบพิตร”
[๑๖๓] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาชีพที่อาศัยศิลปะ
เหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิ
กุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม
ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ
นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็น
ประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ
ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ พระองค์จะทรง
บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่”
[๑๖๔] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงจาได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ ได้ตรัส
ถามสมณพราหมณ์อื่นมาบ้างแล้ว”
“หม่อมฉันจาได้ว่าเคยถามปัญหาข้อนี้ กับสมณพราหมณเหล่าอื่นมาแล้วพระพุทธเจ้าข้า”
“ท่านเหล่านั้นตอบว่าอย่างไร หากไม่หนักพระทัย เชิญพระองค์ตรัสเถิด”
“ณ สถานที่ที่มีพระผู้มีพระภาคหรือผู้เปรียบดังพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ
เลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ถ้าอย่างนั้น เชิญพระองค์ตรัสเถิด มหาบพิตร”
ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ
อกิริยวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าทาแล้วไม่เป็นอันทา (ลัทธิที่ถือว่า การกระทาทุกอย่างไม่มีผล ทาดีก็
ไม่ได้ดี ทาชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม)
[๑๖๕] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงรา
ชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณะ กัสสปะ ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูปูรณะ
กัสสปะ ว่า ‘ท่านกัสสปะ อาชีพที่อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญ
ธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พล
กล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้
ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คน
เหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา
บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมี
5
สุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านกัสสปะจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้
เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
[๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสปะ ตอบว่า ‘มหาบพิตร
เมื่อบุคคลทาเอง ใช้ให้ผู้อื่นทา ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทาให้เศร้าโศกเอง
ใช้ให้ผู้อื่นทาให้เศร้าโศก ทาให้ลาบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทาให้ลาบาก ดิ้นรนเอง ใช้ให้ผู้อื่นทาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์
ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ตัดช่องย่องเบา ปล้น ทาโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มที่ทางเปลี่ยว
เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทา(เช่นนั้น) ก็ไม่จัดว่าทาบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ในปฐพี
นี้ ให้เป็นดุจลานตากเนื้ อ ให้เป็นกองเนื้ อเดียวกัน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา
แม้หากบุคคลไปฝั่งขวาแม่น้าคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่น
เบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งซ้ายแม่น้าคงคา ให้
เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา เขาย่อมไม่มีบุญที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบุญมาถึงเขา ไม่มีบุญที่
เกิดจากการให้ทาน จากการฝึกอินทรีย์ จากการสารวม จากการพูดคาสัตย์ ไม่มีบุญมาถึงเขา’ หม่อมฉัน
ถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสสปะ กลับตอบเรื่องที่ทาแล้วไม่เป็นอันทา
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสส
ปะ กลับตอบเรื่องที่ทาแล้วไม่เป็นอันทา เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือ
เขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้
อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชม ไม่ตาหนิคากล่าวของครูปูรณะ กัสสปะ ถึงไม่ชื่นชม
ไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้
ลุกจากที่นั่งจากไป
ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล
นัตถิกวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (ลัทธิที่ถือว่า ไม่มีเหตุปัจจัยที่ทาให้สัตว์บริสุทธิ์
หรือเศร้าหมอง)
[๑๖๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูมักขลิ โคศาล ถึง
ที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูมักขลิ โคศาล ว่า ‘ท่านโคศาล อาชีพที่อาศัยศิลปะ
มากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง
เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย
พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ
นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ
ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ
ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านโคศาลจะ
บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
6
[๑๖๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูมักขลิ โคศาลตอบว่า ‘มหาบพิตร
ความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองเอง ความบริสุทธิ์ของสัตว์
ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์เอง ไม่ใช่เพราะการกระทาของตนและไม่ใช่เพราะการ
กระทาของผู้อื่น ไม่ใช่เพราะการกระทาของมนุษย์ ไม่มีกาลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีความสามารถของมนุษย์
ไม่มีความพยายามของมนุษย์ สัตว์ ปาณะ ภูตะ ชีวะ (สัตว์ หมายถึง สัตว์ชั้นสูง เช่น อูฐ ม้า ลา ปาณะ
หมายถึง สัตว์ที่มี ๑ อินทรีย์ ๒ อินทรีย์เป็นต้น ภูตะ หมายถึง สัตว์ทุกจาพวกทั้งที่เกิดจากฟองไข่และเกิดใน
ครรภ์มารดา ชีวะ หมายถึง พวกพืชทุกชนิด) ทั้งปวง ล้วนไม่มีอานาจ ไม่มีกาลัง ไม่มีความเพียร ผันแปรไป
ตามโชคชะตา ตามสถานภาพทางสังคมและตามลักษณะเฉพาะตน ย่อมเสวยสุขและทุกข์ในอภิชาต
(อภิชาติ คือ การกาหนดหมายชนชั้น เช่น โจรเป็นกัณหาภิชาติ (สีดา) นักบวชเป็นนีลาภิชาติ (สีเขียว)
นิครนถ์เป็นโลหิตาภิชาติ (สีแดง) คฤหัสถ์เป็นหลิททาภิชาติ (สีเหลือง) อาชีวกเป็นสุกกาภิชาติ (สีขาว)
นักบวชที่เคร่งวัตรปฏิบัติเป็นปรมสุกกาภิชาติ (สีขาวยิ่งนัก)) ทั้ง ๖ อนึ่งกาเนิดที่เป็นประธาน ๑,๔๐๖,๖๐๐
กรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม ๓ กรรม ๑ กรรมกึ่ง (ตามทัศนะของครูมักขลิ โคศาล กรรม ๕ หมายถึง ตา หู
จมูก ลิ้น และกาย กรรม ๓ หมายถึงกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรม ๑ หมายถึง กายกรรมกับ
วจีกรรมรวมกัน กรรมกึ่ง หมายถึงมโนกรรม) ปฏิปทา ๖๒ อันตรกัป ๖๒ อภิชาติ ๖ ปุริสภูมิ (ขั้นตอนแห่ง
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคล นับตั้งแต่คลอดไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แบ่งเป็น ๘ ขั้น คือ
มันทภูมิ (ระยะไร้เดียงสา) ขิฑฑาภูมิ (ระยะรู้เดียงสา) ปทวีมังสภูมิ (ระยะตั้งไข่) อุชุคตภูมิ (ระยะเดินตรง)
เสขภูมิ (ระยะศึกษา) สมณภูมิ (ระยะสงบ) ชินภูมิ (ระยะมีความรอบรู้) ปันนภูมิ (ระยะแก่หง่อม)) ๘
อาชีวก ๔,๙๐๐ ปริพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓๐๐ รโชธาตุ (ฝุ่นละออง ในที่นี้
หมายถึง ที่ที่ฝุ่นจับเกาะ เช่นหลังฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นต้น) ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗ อสัญญีครรภ์ ๗ นิคัณฐีครรภ์
(ที่งอกซึ่งอยู่ที่ข้อหรือตา เช่นอ้อย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เป็นต้น) ๗ เทวดา ๗ มนุษย์ ๗ ปีศาจ ๗ สระ ๗ ตาไม้
ไผ่ ๗ ตาไม้ไผ่ ๗๐๐ เหวใหญ่ ๗ เหวน้อย ๗๐๐ มหาสุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐ มหากัป (กาหนดระยะเวลา ๑ มหา
กัป ยาวนานมาก อรรถกถาเปรียบว่า มีสระน้าใหญ่แห่งหนึ่งเต็มด้วยน้า บุคคลเอาปลายใบหญ้าคาจุ่มลงไป
นาหยดน้าออกมา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ครั้ง จนน้าในสระนั้นแห้ง กระทาเช่นนี้ ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือระยะเวลา
๑ มหากัป) ๘,๔๐๐,๐๐๐ เหล่านี้ ที่คนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้ว จักทาที่สุดทุกข์ได้เอง ไม่
มีความสมหวังในความปรารถนาว่า เราจักอบรมกรรมที่ยังไม่ให้ผลให้ให้ผล หรือสัมผัสกรรมที่ให้ผลแล้วจัก
ทาให้หมดสิ้นไปด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ ไม่มีสุขทุกข์ที่ทาให้สิ้นสุดลงได้ (จานวนเท่านั้นเท่านี้ )
เหมือนตวงด้วยทะนาน ไม่มีสังสารวัฏที่ทาให้สิ้นสุดไปได้ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีความเสื่อมและความเจริญ
ไม่มีการเลื่อนขึ้นสูงและเลื่อนลงต่า พวกคนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้วก็จักทาที่สุดทุกข์ได้
เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไปย่อมคลี่หมดไปได้เองฉะนั้น’
[๑๖๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูมักขลิ
โคศาล กลับตอบเรื่องความบริสุทธิ์เพราะเวียนว่ายตายเกิด เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่อง
ขนุนสาปะลอ หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกราน
สมณพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูมักขลิ โค
7
ศาล ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ
คากล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป
ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล
อุจเฉทวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ
[๑๗๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูอชิตะ เกสกัมพล
ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูอชิตะ เกสกัมพลว่า ‘ท่านอชิตะ อาชีพที่อาศัยศิลปะ
มากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง
เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย
พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ
นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ
ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ
ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านอชิตะจะ
บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
[๑๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูอชิตะ เกสกัมพล ตอบว่า ‘มหาบพิตร
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทาดีทาชั่วก็ไม่มี โลก
นี้ ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มีคุณ มารดาไม่มีคุณ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่
ทันที และเมื่อจุติ (ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น) ก็ไม่มี สมณ
พราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทาให้แจ้งโลกนี้ และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ไม่มี
ในโลก มนุษย์คือที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ เมื่อสิ้นชีวิต ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้าไปตามธาตุน้า ธาตุ
ไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมผันแปรไปเป็นอากาศธาตุ มนุษย์มีเตียงนอน
เป็นที่ ๕ นาศพไป (เวลาหามศพจะใช้บุรุษ ๔ คนเดินหามเตียงนอนไป ฉะนั้น จึงชื่อว่า มีเตียงเป็นที่ ๕)
ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกขาวโพลนดุจสีนกพิราบ การเซ่นสรวงสิ้นสุดลงแค่เถ้าถ่าน คน
เขลาบัญญัติทานนี้ ไว้ คาที่คนบางพวกย้าว่ามีผลนั้นว่างเปล่า เท็จ ไร้สาระ เมื่อสิ้นชีวิตไม่ว่าคนเขลาหรือคน
ฉลาดย่อมขาดสูญไม่เกิดอีก’
[๑๗๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูอชิตะ
เกสกัมพล กลับตอบเรื่องความขาดสูญ เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือ
เขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้
อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูอชิตะ เกสกัมพล ถึงไม่ชื่น
ชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็
ได้ลุกจากที่นั่งจากไป
ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายนะ
8
นัตถิกวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
[๑๗๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปกุธะ กัจจายนะ
ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูปกุธะ กัจจายนะว่า ‘ท่านกัจจายนะ อาชีพที่อาศัย
ศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง
เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย
พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ
นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ
ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ
ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านกัจจายนะ
จะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
[๑๗๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูปกุธะ กัจจายนะตอบว่า ‘มหาบพิตร
สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสา
ระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและ
กัน สภาวะ ๗ กองนั้นคืออะไรบ้าง คือ กองแห่งธาตุดิน กองแห่งธาตุน้า กองแห่งธาตุไฟ กองแห่งธาตุลม
กองสุข กองทุกข์ กองชีวะ สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต
ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือ
ทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน ในสภาวะ ๗ กองนั้น ไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ใช้ให้คนอื่นฆ่า ไม่มีผู้ฟัง ไม่มี
ผู้ใช้ให้คนอื่นฟัง ไม่มีผู้รู้ ไม่มีผู้ทาให้คนอื่นรู้ ใครก็ตามแม้จะเอาศัสตราคมตัดศีรษะใคร ก็ไม่ชื่อว่าปลงชีวิต
ใครได้ เพราะเป็นเพียงศัสตราแทรกผ่านไประหว่างสภาวะ ๗ กองเท่านั้นเอง’
[๑๗๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูป
กุธะ กัจจายนะ กลับตอบเรื่องความขาดสูญ เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ
หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณ
พราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูปกุธะ กัจจายนะ
ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคา
กล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป
ลัทธิของครูนิครนถ์ นาฏบุตร
อัตตกิลมถานุโยค = ลัทธิที่ถือว่าการทรมานตนเองเป็นการเผากิเลส
[๑๗๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูนิครนถ์ นาฏบุตร
ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูนิครนถ์ นาฏบุตร ว่า ‘ท่านอัคคิเวสสนะ อาชีพที่
อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวก
จัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือน
เบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่าง
9
หม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัย
ศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข
บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่าน
อัคคิเวสสนะจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
[๑๗๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูนิครนถ์ นาฏบุตร ตอบว่า ‘มหาบพิตร
นิครนถ์ในโลกนี้ สารวมด้วยการสังวร ๔ อย่าง คือ ๑. เว้นน้าดิบทุกอย่าง ๒. ประกอบกิจที่เว้นจากบาปทุก
อย่าง ๓. ล้างบาปทุกอย่าง ๔. รับสัมผัสทุกอย่างโดยไม่ให้เกิดบาป นิครนถ์สารวมด้วยการสังวร ๔ อย่างนี้
ดังนั้นบัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้ถึงที่สุดแล้ว สารวมแล้ว ตั้งมั่นแล้ว’
[๑๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครู
นิครนถ์ นาฏบุตร กลับตอบเรื่องความสังวร ๔ อย่าง เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุน
สาปะลอ หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกราน
สมณพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูนิครนถ์
นาฏบุตร ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่
ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป
ลัทธิของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร
อมราวิกเขปวาทะ = ลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่แน่นอน
[๑๗๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูสัญชัย เวลัฏฐ
บุตร ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ว่า ‘ท่านสัญชัย อาชีพที่
อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวก
จัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือน
เบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่าง
หม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัย
ศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข
บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านสัญ
ชัยจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
[๑๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ตอบว่า ‘ถ้า
มหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้ามีจริงหรือ หากอาตมภาพมีความเห็นว่ามีจริง ก็จะทูลตอบว่ามี
จริง แต่อาตมภาพมีความเห็นว่า อย่างนี้ ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่
ก็มิใช่ ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้าไม่มีหรือ ฯลฯ โลกหน้ามีและไม่มีหรือ ฯลฯ โลกหน้าจะ
ว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริงหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดมี
และไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดจะว่ามีก็มิใช่จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริง
หรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีหรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ ฯลฯ ผล
10
วิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วจะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคต (ตถาคต ในที่นี้
เป็นคาที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันมาก่อนพุทธกาล หมายถึง อัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า) เกิดอีก
หรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ
ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ หากอาตมภาพมีความเห็นว่า
หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ ก็จะทูลตอบว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต
จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ แต่อาตมภาพมีความเห็นว่า อย่างนี้ ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็
มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ’
[๑๘๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูสัญ
ชัย เวลัฏฐบุตร กลับตอบหลบเลี่ยง เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือเขา
ถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้อยู่ใน
ราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ถึงไม่ชื่นชมไม่
ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้ลุก
จากที่นั่งจากไป
ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ข้อที่ ๑
[๑๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ว่า อาชีพที่อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้
คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรง
เป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก
พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี
หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็นประจักษ์มา
เลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดามารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณ
พราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่ง
ความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า” (คาถามประเด็นนี้ คือ
ชาวโลกครองชีวิตอยู่เพราะมีวิชาชีพ สมณคุณมีประโยชน์ที่มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนวิชาชีพต่างๆ บ้าง
หรือไม่)
[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร แต่ในเรื่องนี้ อาตมภาพขอย้อนถาม
พระองค์ก่อน โปรดตอบตามพอพระทัย พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนี้ ว่าอย่างไร คือ สมมติว่าพระองค์มี
บุรุษทาสกรรมกรผู้ตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้ถูกพระทัย ต้องเพ็ดทูล
อย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์ เขาคิดว่า น่าอัศจรรย์ผลบุญนัก แท้จริง พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร
พระองค์นี้ ทรงเป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ดุจเทพเจ้า
ส่วนเราเป็นทาสกรรมกรของพระองค์ ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้
ถูกพระทัย ต้องเพ็ดทูลอย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์ เราควรทาบุญไว้จะได้เป็นเหมือนพระองค์ท่าน
ทางที่ดีเราพึงโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต
11
ต่อมา เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวช
แล้วเป็นผู้สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความ
สงัด ถ้าราชบุรุษกราบทูลพฤติการณ์ของเขาอย่างนี้ ว่า ‘ขอเดชะ พระองค์ทรงทราบเถิดว่า บุรุษผู้เคยเป็น
ทาสกรรมกรของพระองค์ที่ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้ถูกพระทัย
ต้องเพ็ดทูลอย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์อยู่นั้น (บัดนี้ ) เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์
ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วเป็นผู้สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทัง
ความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด’ พระองค์จะตรัสอย่างนี้ เชียวหรือว่า เฮ้ย เจ้าคนนั้น จงมา
หาข้า จงเป็นทาสกรรมกรที่ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยรับคาสั่ง คอยประพฤติให้ถูกใจ พูดอย่างไพเราะ
คอยเฝ้าสังเกตดูหน้าตามเดิม”
[๑๘๔] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “จะทาอย่างนั้นไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ที่จริง
หม่อมฉันเสียอีกควรจะไหว้ ลุกรับ เชื้อเชิญให้เขานั่ง บารุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร (ยารักษาโรคและเครื่องยา) และจัดการรักษา ปกป้อง คุ้มครองเขาอย่างชอบธรรม”
[๑๘๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร หากเมื่อ
เป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์มีอยู่หรือไม่”
พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น
ประจักษ์ก็มีอยู่แน่ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร นี้ คือผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบันที่
อาตมภาพบัญญัติถวายพระองค์เป็นข้อที่ ๑”
ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ข้อที่ ๒
[๑๘๖] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลถามว่า “พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะ
ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเช่นนี้ แม้อย่างอื่นได้อีกหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร แต่ในเรื่องนี้ อาตมภาพขอย้อนถามพระองค์
ก่อน โปรดตอบตามพอพระทัย พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนี้ ว่าอย่างไร คือสมมติว่า พระองค์มีบุรุษเป็น
ชาวนา เป็นคหบดี ซึ่งต้องเสียภาษีบารุงรัฐ เขาคิดว่า น่าอัศจรรย์ผลบุญนัก แท้จริง พระเจ้าอชาตศัตรู เว
เทหิบุตร พระองค์นี้ ทรงเป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ดุจ
เทพเจ้า ส่วนเราเป็นชาวนา เป็นคหบดีที่ต้องเสียภาษีบารุงรัฐของพระองค์ เราควรทาบุญไว้จะได้เป็น
เหมือนพระองค์ท่าน ทางที่ดีเราพึงโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็น
บรรพชิต
ต่อมา เขาละทิ้งกองโภคสมบัติน้อยใหญ่และเครือญาติน้อยใหญ่ โกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากา
สาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วเป็นผู้สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหาร
พอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด ถ้าราชบุรุษกราบทูลพฤติการณ์ของเขาอย่างนี้ ว่า
‘ขอเดชะ พระองค์ทรงทราบเถิดว่า บุรุษผู้เคยเป็นชาวนา เป็นคหบดีที่เคยเสียภาษีบารุงรัฐของพระองค์นั้น
12
(บัดนี้ ) เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วเป็นผู้
สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด’
พระองค์จะตรัสอย่างนี้ เชียวหรือว่า เฮ้ย เจ้าคนนั้นจงมาหาข้า จงเป็นชาวนา เป็นคหบดีเสียภาษีบารุงรัฐ
ตามเดิม”
[๑๘๗] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “จะทาอย่างนั้นไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ที่จริง
หม่อมฉันเสียอีกควรจะไหว้ ลุกรับ เชื้อเชิญให้เขานั่ง บารุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร (ยารักษาโรคและเครื่องยา) และจัดการรักษา ปกป้อง คุ้มครองเขาอย่างชอบธรรม”
[๑๘๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร หากเมื่อ
เป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์มีอยู่หรือไม่”
พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น
ประจักษ์ก็มีอยู่แน่ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร นี้ คือผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบันที่
อาตมภาพบัญญัติถวายพระองค์เป็นข้อที่ ๒”
ผลแห่งความเป็นสมณะที่ประณีตกว่าที่ผ่านมา
[๑๘๙] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลถามว่า “พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะ
ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันแม้อย่างอื่นที่ดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์เหล่านี้
ได้อีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร ขอพระองค์โปรดสดับ โปรดตั้งพระทัยให้ดี
อาตมภาพจักแสดงถวาย”
พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลรับสนองพระดารัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว
[๑๙๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้
ด้วยตนเองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอด
เยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค ตถาคตรู้แจ้งโลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ด้วยตนเองแล้ว
ประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม แสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น (ธรรมมีความงามในเบื้องต้นหมายถึงศีล ธรรมมี
ความงามในท่ามกลางหมายถึงอริยมรรค และธรรมมีความงามในที่สุดหมายถึงพระนิพพาน) มีความงาม
ในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ (คาว่า พรหมจรรย์หมายถึงความประพฤติ
ประเสริฐ มีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให้) ไวยาวัจจะ (การขวนขวายช่วยเหลือ) ปัญจสีละ (ศีลห้า)
อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมวิหารอย่างไม่มีขอบเขต) เมถุนวิรัติ (การงดเว้นจากการเสพเมถุน) สทาร
สันโดษ (ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน) วิริยะ (ความเพียร) อุโปสถังคะ (องค์อุโบสถ) อริยมรรค (ทาง
อันประเสริฐ) และศาสนา (พระพุทธศาสนา) ในที่นี้ หมายถึงศาสนา) พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์
บริบูรณ์ครบถ้วน
13
[๑๙๑] คหบดี บุตรคหบดี หรืออนุชน (คนผู้เกิดภายหลัง) ในตระกูลใดตระกูลหนึ่งได้สดับธรรม
นั้นแล้วเกิดศรัทธาในตถาคต เมื่อมีศรัทธาย่อมตระหนักว่า ‘การอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องอึดอัด (การอยู่ครอง
เรือนชื่อว่าเป็นเรื่องอึดอัด เพราะไม่มีเวลาว่างเพื่อจะทากุศลกรรม แม้เรือนจะมีเนื้ อที่กว้างขวางถึง ๖๐ ศอก
มีบริเวณภายในบ้านตั้ง ๑๐๐ โยชน์ มีคนอยู่อาศัยเพียง ๒ คนคือสามีภรรยา ก็ยังถือว่าอึดอัด เพราะมีความ
ห่วงกังวลกันและกัน) เป็นทางแห่งธุลี (ชื่อว่าเป็นทางแห่งธุลี เพราะเป็นที่เกิดและเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสอันทา
จิตให้เศร้าหมอง เช่นราคะเป็นต้น) การบวชเป็นทางปลอดโปร่ง (นักบวชแม้จะอยู่ในเรือนยอด ปราสาท
แก้วและเทพวิมาน ซึ่งมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ยังถือว่าปลอดโปร่ง เพราะนักบวชไม่มีความยึดติดในสิ่ง
ใดๆ เลย) การที่ผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทาได้ง่าย
ทางที่ดีเราควรโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต’
[๑๙๒] ต่อมา เขาละทิ้งกองโภคสมบัติน้อยใหญ่และเครือญาติน้อยใหญ่ โกนผมและหนวดนุ่งห่ม
ผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต
[๑๙๓] เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ สารวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยมารยาทและ
โคจร(การเที่ยวไป) เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ประกอบด้วยกายกรรม
และวจีกรรมอันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินทรีย์
ทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ (และ) เป็นผู้สันโดษ
จูฬศีล
[๑๙๔] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างไร คือ
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มี
ความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่
๒. ภิกษุละ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่
ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่
๓. ภิกษุละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ เว้นห่างไกลจากเมถุน
ธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. ภิกษุละ เว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่คาสัตย์ ดารงความสัตย์ มีถ้อยคาเป็นหลัก เชื่อถือ
ได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก
๕. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาส่อเสียด คือ ฟังความจากฝ่ายนี้ แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทาลายฝ่าย
นี้ หรือฟังความฝ่ายโน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทาลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดอง
กัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน พูดแต่ถ้อยคาที่สร้างสรรค์ความสามัคคี
๖. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาหยาบ คือ พูดแต่คาไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคาของชาวเมือง
คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
๗. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาเพ้อเจ้อ คือ พูดถูกเวลา พูดคาจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิง
วินัย พูดคาที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กาหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา
14
๘. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. ภิกษุฉันมื้อเดียว ไม่ฉันตอนกลางคืน เว้นขาดจากการฉันในเวลาวิกาล
๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการฟ้อนรา ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล
๑๑. ภิกษุเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่อง
ประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว
๑๒. ภิกษุเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่
๑๓. ภิกษุเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. ภิกษุเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. ภิกษุเว้นขาดจากการรับเนื้ อดิบ
๑๖. ภิกษุเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. ภิกษุเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. ภิกษุเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. ภิกษุเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. ภิกษุเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. ภิกษุเว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน
๒๒. ภิกษุเว้นขาดจากการทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร
๒๓. ภิกษุเว้นขาดจากการซื้อขาย
๒๔. ภิกษุเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม และด้วยเครื่องตวงวัด
๒๕. ภิกษุเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลงหรือ
๒๖. ภิกษุเว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจา การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการขู่
กรรโชก
ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ
จูฬศีล จบ
มัชฌิมศีล
[๑๙๕] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวก
ฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคามและภูตคามเหล่านี้ คือ พืชเกิดจากเหง้า เกิดจากลา
ต้น เกิดจากตา เกิดจากยอด เกิดจากเมล็ด
[๑๙๖] ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉัน
โภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังบริโภคของที่สะสมไว้เหล่านี้ คือ สะสมข้าว น้า ผ้า ยาน ที่นอน ของ
หอมและอามิส
[๑๙๗] ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลอย่างนี้ คือ การฟ้อน
15
การขับร้อง การประโคมดนตรี การรา การเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง การ
สร้างฉากบ้านเมืองให้สวยงาม การละเล่นของคนจัณฑาล การเล่นกระดานหก การละเล่นหน้าศพ การแข่ง
ชนช้าง การแข่งม้า การแข่งชนกระบือ การแข่งชนโค การแข่งชนแพะ การแข่งชนแกะ การแข่งชนไก่ การ
แข่งชนนกกระทา การรากระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้า การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัด
กระบวนทัพ การตรวจกองทัพ
[๑๙๘] ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่น
ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการเล่นการพนันอัน
เป็นเหตุแห่งความประมาทอย่างนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา หรือ ๑๐ ตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่น
หมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกาทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็กๆ เล่นหกคะเมน เล่น
กังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นเขียนทาย เล่นทายใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ
[๑๙๙] ๕. ภิกษุเว้นขาดจากที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหาร
ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังใช้ที่นอนสูงใหญ่อย่างนี้ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย
พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะลายวิจิตร เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลายรูปดอกไม้ เครื่องลาดยัด
นุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน เครื่องลาดขน
แกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดขนแกะ
ขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายราได้ เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาดบนหลังม้า เครื่องลาดในรถ
เครื่องลาดทาด้วยหนังเสือ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง
[๒๐๐] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายเช่นที่สมณพราหมณ์ผู้
เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายอย่างนี้ คือ
อบผิว นวด อาบน้าหอม เพาะกาย ส่องกระจก แต้มตา ทัดพวงดอกไม้ ประทินผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับ
ข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้พระขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้
พัดและแส้ขนหางจามรี นุ่งห่มผ้าขาวชายยาว
[๒๐๑] ๗. ภิกษุเว้นขาดจากเดรัจฉานกถา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่
เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดเดรัจฉานกถาอย่างนี้ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอามาตย์ เรื่อง
กองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องพวงดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่อง
ญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องเมืองหลวง เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่อง
ตรอก เรื่องท่าน้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความ
เสื่อม
[๒๐๒] ๘. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉัน
โภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกันอย่างนี้ คือ ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ผมรู้
ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด แต่ผมปฏิบัติถูก คาพูดของผมมีประโยชน์ แต่
คาพูดของท่านไม่มีประโยชน์ คาที่ควรพูดก่อน ท่านกลับพูดภายหลัง คาที่ควรพูดภายหลัง ท่านกลับพูด
16
เสียก่อน เรื่องที่ท่านเคยชินได้ผันแปรไปแล้ว ผมจับผิดคาพูดของท่านได้แล้ว ผมข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมี
ความสามารถก็จงหาทางแก้คาพูดหรือเปลื้องตนให้พ้นผิดเถิด
[๒๐๓] ๙. ภิกษุเว้นขาดจากการทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารอย่างนี้ คือ รับเป็นสื่อให้
พระราชา ราชมหาอามาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และกุมารว่า ‘ท่านจงไปที่นี้ หรือที่โน้น จงนาเอาสิ่งนี้
ไปจงเอาสิ่งนี้ มาจากที่โน้น’ หรือ
[๒๐๔] ๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดหลอกลวง เลียบเคียง หว่านล้อม พูดและเล็ม ใช้ลาภ
ต่อลาภ
ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ
มัชฌิมศีล จบ
มหาศีล
[๒๐๕] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทานาย
อวัยวะ ทานายตาหนิ ทานายโชคลาง ทานายฝัน ทานายลักษณะ ทานายหนูกัดผ้า ทาพิธีบูชาไฟ พิธีเบิก
แว่นเวียนเทียน พิธีซัดแกลบบูชาไฟ พิธีซัดราบูชาไฟ พิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ พิธีเติมเนยบูชาไฟ พิธีเติมน้า
มันบูชาไฟ พิธีพ่นเครื่องเซ่นบูชาไฟ พิธีพลีกรรมด้วยเลือด วิชาดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชา
ทาเสน่ห์ เวทมนตร์ไล่ผี วิชาตั้งศาลพระภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมงป่อง วิชาว่าด้วยหนู
วิชาว่าด้วยเสียงนก วิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง
[๒๐๖] ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง
พวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทานายลักษณะ
แก้วมณี ลักษณะผ้า ลักษณะไม้พลอง ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ
ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะเด็กชาย ลักษณะเด็กหญิง ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะ
ช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโคสามัญ ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่
ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ้มหู (อีกนัยหนึ่ง หมายถึงยอดเรือน) ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค
[๒๐๗] ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตรา
ทัพว่า พระราชาจักเสด็จหรือไม่เสด็จ พระราชาในอาณาจักรจักทรงยกทัพเข้าประชิด พระราชานอก
อาณาจักรจักทรงล่าถอย พระราชานอกอาณาจักรจักทรงยกทัพมาประชิด พระราชาในอาณาจักรจักทรงล่า
ถอย ชัยชนะจักตกเป็นของพระราชาในอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชานอกอาณาจักร ชัยชนะจัก
ตกเป็นของพระราชานอกอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชาในอาณาจักร พระราชาองค์นี้ จักทรงชนะ
พระราชาองค์นี้ จักทรงพ่ายแพ้
17
[๒๐๘] ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่า
จักมีจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทางหรือผิดทาง ดาวนักษัตรจัก
โคจรถูกทางหรือผิดทาง จักมีอุกกาบาตและดาวตก แผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาว
นักษัตรจักขึ้น ตก มัวหมอง แจ่มกระจ่าง จันทรคราส สุริยคราส หรือนักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ หรือดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลอย่างนี้ โคจรผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตและดาวตก
แผ่นดินไหว ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง แจ่มกระจ่างจัก
มีผลอย่างนี้
[๒๐๙] ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่า
ฝนจะดี ฝนจะแล้ง จะหาภิกษาหารได้ง่าย จะหาภิกษาหารได้ยาก จะมีความสงบร่มเย็น จะมีภัย จะมีโรค จะ
ไม่มีโรค การคานวณด้วยการนับนิ้ ว (มุททา) การคานวณด้วยวิธีคิดในใจ (คณนา) การคานวณด้วยวิธี
อนุมานด้วยสายตา (สังขาน) วิชาฉันทลักษณ์และโลกายตศาสตร์
[๒๑๐] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง
พวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมง
คล ฤกษ์วิวาหมงคล ฤกษ์เรียงหมอน ฤกษ์หย่าร้าง ฤกษ์รวบรวมทรัพย์ ฤกษ์ใช้จ่ายทรัพย์ ทาให้โชคดี ทาให้
เคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนตร์ทาให้ลิ้นแข็ง ทาให้คางแข็ง ทาให้มือสั่น ทาให้คางสั่น ทาให้หูอื้อ
เป็นหมอดูลูกแก้ว ใช้หญิงสาวเป็นคนทรง ใช้หญิงประจาเทวาลัยเป็นคนทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์และท้าว
มหาพรหม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทาพิธีเรียกขวัญ หรือ
[๒๑๑] ๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ
บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทาพิธีบน
บาน พิธีแก้บน ร่ายมนตร์ขับผี ตั้งศาลพระภูมิ ทากะเทยให้เป็นชาย ทาชายให้เป็นกะเทย ทาพิธีปลูกเรือน
พิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ามนตร์ รดน้ามนตร์ พิธีบูชาไฟ ปรุงยาสารอก ยาถ่าย ยาแก้โรคลมตีขึ้นเบื้องบน ยา
แก้โรคลมตีลงเบื้องต่า ยาแก้ปวดศีรษะ น้ามันหยอดหู น้ามันหยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา เป็น
หมอตา หมอผ่าตัด หมอรักษาเด็ก (กุมารเวช) การให้สมุนไพรและยา การใส่ยาแล้วล้างออกเมื่อโรคหาย
ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ
[๒๑๒] มหาบพิตร ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากการสารวมในศีล
เลย เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกเป็นพระราชา กาจัดข้าศึกได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยอันตราย
จากข้าศึกเลย ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอริยสีลขันธ์อย่างนี้ ย่อมเสวยสุขอันไม่มีโทษในภายใน มหาบพิตร ภิกษุชื่อ
ว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้ แล
มหาศีล จบ
อินทรียสังวร
18
[๒๑๓] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินทรีย์ทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ) เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้วไม่รวบถือ (คือมองภาพรวมโดยไม่
พิจารณาลงไปในรายละเอียด เช่นมองว่า รูปนั้นสวย รูปนี้ ไม่สวย) ไม่แยกถือ (คือมองแยกพิจารณาเป็น
ส่วนๆ ไป เช่น ตาสวย แต่จมูกไม่สวย) ย่อมปฏิบัติเพื่อสารวมในจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สารวมแล้วก็จะเป็น
เหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงาได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสารวมในจักขุนท
รีย์ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสารวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สารวมแล้วก็จะ
เป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงาได้ จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสารวมในมนิ
นทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความสารวมอินทรีย์อันเป็นอริยะนี้ ย่อมเสวยสุขอันไม่ระคนกับกิเลสในภายใน
มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ แล
สติสัมปชัญญะ
[๒๑๔] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทา
ความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิ
บาตรและจีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่ง การ
นอน การตื่น การพูด การนิ่ง มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างนี้ แล
สันโดษ
[๒๑๕] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สันโดษด้วยจีวรพอคุ้ม
ร่างกายและบิณฑบาตพออิ่มท้อง จะไป ณ ที่ใดๆ ก็ไปได้ทันทีเหมือนนกบินไป ณ ที่ใดๆ ก็มีแต่ปีกเป็นภาระ
มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษเป็นอย่างนี้ แล
การละนิวรณ์ ๕
[๒๑๖] ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะและอริยสันโดษ
อย่างนี้ แล้ว พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
เธอกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดารงสติเฉพาะหน้า
[๒๑๗] เธอละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ในโลก (โลก ในที่นี้ หมายถึง สภาพที่ต้อง
แตกสลาย กล่าวคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ ความยึดติดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีตัวตน
และเป็นของตน อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์) มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความ
มุ่งร้ายคือพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์อยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้าย
คือพยาบาท ละถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) ปราศจากถีนมิทธะ กาหนดแสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะ
อยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและราคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิต
19
สงบอยู่ภายใน ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว
ไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา
อุปมานิวรณ์ ๕
[๒๑๘] เปรียบเหมือนคนกู้หนี้ มาลงทุนจนประสบผลสาเร็จ ใช้หนี้ เก่าที่เป็นต้นทุนจนหมด เก็บ
กาไรที่เหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเรากู้หนี้ มาลงทุน การงานสาเร็จผลดี ได้ใช้หนี้
เก่าที่ยืมมาลงทุนหมดแล้ว กาไรก็ยังมีเหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา’ เพราะความไม่มีหนี้ สินเป็นเหตุ
เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ
[๒๑๙] เปรียบเหมือนคนไข้อาการหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกาลัง ต่อมาหายป่วย บริโภค
อาหารได้ กลับมีกาลัง เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราป่วยอาการหนักบริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกาลัง เวลานี้ หาย
ป่วย บริโภคอาหารได้ มีกาลังเป็นปกติ’ เพราะการหายจากโรคเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและ
ความสุขใจ
[๒๒๐] เปรียบเหมือนคนต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจา ต่อมา พ้นโทษออกจากเรือนจาโดยสวัสดิ
ภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจา เวลานี้ พ้นโทษออกจาก
เรือนจาโดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ’ เพราะการพ้นจากเรือนจาเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิก
บานใจและความสุขใจ
[๒๒๑] เปรียบเหมือนคนที่ตกเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้
ต่อมา พ้นจากความเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ เขาคิด
ว่า ‘เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ เวลานี้ พ้นจากความเป็น
ทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ’ เพราะความเป็นไทแก่ตัวเอง
เป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ
[๒๒๒] เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์สมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า
ต่อมา ข้ามพ้นทางกันดาร ถึงหมู่บ้านอันสงบร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเรามีทรัพย์
สมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า เวลานี้ ข้ามพ้นทางกันดารถึงหมู่บ้านอันสงบ
ร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ’ เพราะการพบภูมิสถานอันร่มเย็นเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและ
ความสุขใจ
[๒๒๓] มหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนยังละไม่ได้ เหมือนหนี้ โรค เรือนจา ความ
เป็นทาส และทางไกลกันดาร
[๒๒๔] มหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มี
โรค การพ้นโทษจากเรือนจา ความเป็นไทแก่ตัวเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็น
[๒๒๕] เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบาน
ใจก็ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น
20
ปฐมฌาน
[๒๒๖] ภิกษุนั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและ
สุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เธอทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มี
ส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง
[๒๒๗] เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนาน ผู้ชานาญ เทผงถูตัวลงใน
ภาชนะสัมฤทธิ์แล้วเอาน้าประพรมให้ติดเป็นก้อน พอตกเย็น ก้อนถูตัวที่ยางซึมไปจับ ก็ติดกันหมด ไม่
กระจายออก ฉันใด ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มี
ส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็น
สมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
ทุติยฌาน
[๒๒๘] ยังมีอีก มหาบพิตร เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสใน
ภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เธอทากายนี้ ให้ชุ่ม
ชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิด
จากสมาธิจะไม่ถูกต้อง
[๒๒๙] เปรียบเหมือนห้วงน้าลึกเป็นวังวน ไม่มีทางที่กระแสน้าจะไหลเข้าได้ ทั้งด้านตะวันออก
ด้านใต้ ด้านตะวันตก และด้านเหนือ ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล แต่กระแสน้าเย็นพุขึ้นจากห้วงน้านั้นแล้วทา
ห้วงน้านั้นให้ชุ่มชื่นเอิบอาบเนืองนองไปด้วยน้าเย็น ไม่มีส่วนไหนของห้วงน้านั้นที่น้าเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด
ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่
ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่า
และประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
ตติยฌาน
[๒๓๐] ยังมีอีก มหาบพิตร เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทากายนี้ ให้ชุ่ม
ชื่นเอิบอิ่มด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง
[๒๓๑] เปรียบเหมือนในกอบัวเขียว (อุบล) กอบัวหลวง (ปทุม) หรือกอบัวขาว (บุณฑริก)
ดอกบัวเขียว ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวบางเหล่าที่เกิดเจริญเติบโตในน้า ยังไม่พ้นน้า จมอยู่ใต้น้า มีน้า
หล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัวเหล่านั้นชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้าเย็นตั้งแต่ยอดถึงเหง้า ไม่มีส่วนไหนที่น้าเย็นจะ
ไม่ถูกต้องฉันใด ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกาย
ที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีต
กว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
21
จตุตถฌาน
[๒๓๒] ยังมีอีก มหาบพิตร เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุ
บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เธอมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่งแผ่ไปทั่วกาย
นี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจะไม่ถูกต้อง
[๒๓๓] เปรียบเหมือนคนนั่งใช้ผ้าขาวคลุมตัวตลอดศีรษะ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ผ้าขาวจะไม่
ปกคลุม ฉันใด ภิกษุมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง
จะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่ง
ความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
วิชชา ๘ ประการ
๑. วิปัสสนาญาณ
[๒๓๔] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน (กิเลสมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า
กิเลสเพียงดังเนิน เพราะยังจิตให้ลาดต่า โน้มเอียงไปสู่ที่ต่า เช่นต้องย้อนกลับไปสู่จตุตถฌานอีก เป็นต้น)
ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อ
ญาณทัสสนะ (ความรู้และความเห็นตรงตามเป็นจริง อาจเรียกว่า มรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ
ปัจจเวกขณญาณ หรือวิปัสสนาญาณก็ได้) รู้ชัดอย่างนี้ ว่า ‘กายของเรานี้ คุมกันเป็นรูปร่าง ประกอบขึ้นจาก
มหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบ ต้องนวดเฟ้น มีอัน
แตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้ ’
[๒๓๕] เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใส
เป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาวหรือสีนวลร้อยอยู่ข้างใน คนตาถึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น
วางไว้ในมือแล้วพิจารณา รู้ว่า‘แก้วไพฑูรย์อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใส
เป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาวหรือสีนวลร้อยอยู่ข้างใน’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิ
บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่
หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ รู้ชัดอย่างนี้ ว่า ‘กายของเรานี้ คุมกันเป็นรูปร่าง ประกอบ
ขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบ ต้องนวด
เฟ้น มีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้ ’ ฉันนั้น ข้อนี้
จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น
ประจักษ์ข้อก่อนๆ
๒. มโนมยิทธิญาณ
22
[๒๓๖] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตกายที่เกิดแต่ใจ คือ เนรมิต
กายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่เกิดแต่ใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
[๒๓๗] เปรียบเหมือนคนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาเห็นว่า ‘นี้ คือหญ้าปล้อง นี้ คือไส้ หญ้า
ปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไส้ถูกชักออกมาจากหญ้าปล้องนั่นเอง’ เปรียบเหมือนคนชัก
ดาบออกจากฝัก เขาเห็นว่า ‘นี้ คือดาบ นี้ คือฝัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ดาบถูกชัก
ออกมาจากฝักนั่นเอง’
หรือเปรียบเหมือนคนดึงงูออกจากคราบ เขาเห็นว่า ‘นี้ คืองู นี้ คือคราบ งูเป็นอย่างหนึ่ง คราบก็
เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่งูถูกดึงออกจากคราบนั่นเอง’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดัง
เนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อ
เนรมิตกายที่เกิดแต่ใจ คือ เนรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่เกิดแต่ใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะ
ที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
๓. อิทธิวิธญาณ
[๒๓๘] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธญาณ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง
คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้
ทะลุฝา กาแพง(และ)ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดาลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้าก็
ได้ เดินบนน้าโดยที่น้าไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้
ใช้ฝ่ามือลูบคลาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อานาจทางกายไปจนถึงพรหม
โลกก็ได้
[๒๓๙] เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือช่างหม้อผู้ชานาญ เมื่อนวดดินเหนียวดีแล้ว พึงทา
ภาชนะที่ต้องการให้สาเร็จได้ เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือ ช่างงาผู้ชานาญเมื่อแต่งงาดีแล้ว พึงทาเครื่อง
งาชนิดที่ต้องการให้สาเร็จได้ เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือช่างทองผู้ชานาญ เมื่อหลอมทองดีแล้ว พึงทา
ทองรูปพรรณชนิดที่ต้องการให้สาเร็จได้ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน
ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธ
ญาณ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดง
ให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กาแพง (และ)ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดา
ลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้าก็ได้ เดินบนน้าโดยที่น้าไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไป
ในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้
อานาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่า
และประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
23
๔. ทิพพโสตธาตุญาณ
[๒๔๐] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุญาณได้ยินเสียง ๒ ชนิด
คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์
[๒๔๑] เปรียบเหมือนคนเดินทางไกล (มีประสบการณ์มาก) ได้ยินเสียงกลอง เสียงตะโพน เสียง
สังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมาง ก็เข้าใจว่า นั่นเสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียง
เปิงมาง ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุญาณได้ยินเสียง ๒ ชนิด
คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผล
แห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อ
ก่อนๆ
๕. เจโตปริยญาณ
[๒๔๒] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ กาหนดรู้จิตของสัตว์และ
คนอื่นด้วยจิตของตน คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่ามีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามี
โทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้ว่าปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะก็รู้ว่าปราศจาก
โมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ (คาว่า มหัคคตะ
แปลว่า ถึงความเป็นใหญ่ มหัคคตจิต หมายถึงจิตที่ถึงฌานสมาบัติ) หรือไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคค
ตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า
เป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น
[๒๔๓] เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกใส
สะอาดหรือในภาชนะน้าใส หน้ามีไฝฝ้าก็รู้ว่ามีไฝฝ้า หรือไม่มีไฝฝ้าก็รู้ว่าไม่มีไฝฝ้า ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิ
บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่
หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ กาหนดรู้จิตของสัตว์และคนอื่นด้วยจิตของตนคือ จิตมี
ราคะก็รู้ว่ามีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้
ว่าปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะก็รู้ว่าปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือ
ฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ หรือไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิต
อื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าจิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าเป็นสมาธิ
หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น ฉันนั้น ข้อนี้
จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น
ประจักษ์ข้อก่อนๆ
24
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
[๒๔๔] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติ
ก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง
๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏ
กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ใน
ภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไป
เกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่าง
นั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ ’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติ
อย่างนี้
[๒๔๕] เปรียบเหมือนคนจากบ้านตนไปบ้านอื่นแล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก เขาจากบ้านนั้น
กลับมายังบ้านเดิมของตน ระลึกได้อย่างนี้ ว่า ‘เราได้จากบ้านตนไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืน นั่ง พูด
นิ่งเฉยอย่างนั้นๆ เราได้จากแม้บ้านนั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืน นั่ง พูด นิ่งเฉยอย่างนั้นๆ
แล้วกลับจากบ้านนั้นมายังบ้านเดิมของตน’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน
ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิ
วาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏ
กัปเป็นอันมากบ้างว่า ‘ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุ
อย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร
เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ ’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อม
ลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและ
ประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
๗. ทิพพจักขุญาณ
[๒๔๖] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ
กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึง
หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มี
ความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นผิด พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความ
เห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลก
สวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตา
ทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้ แล
25
[๒๔๗] เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองหลวง คนตาดียืนบนปราสาทนั้น
เห็นหมู่ชนกาลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง ออกจากเรือนบ้าง สัญจรอยู่ตามถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลาง
เมืองหลวงบ้าง ก็รู้ว่า ‘คนเหล่านี้ เข้าไปสู่เรือน คนเหล่านี้ ออกจากเรือน คนเหล่านี้ สัญจรอยู่ตามถนน คน
เหล่านี้ นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองหลวง’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน
ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อ
จุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วย
ตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต
และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นผิด พวกเขา
หลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโน
สุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นชอบ พวกเขา
หลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง
งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม
อย่างนี้ แล ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความ
เป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
๘. อาสวักขยญาณ
[๒๔๘] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน
เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็น
จริงว่า ‘นี้ ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ อาสวะ นี้ อาสวสมุทัย นี้ อาสวนิโรธ นี้
อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทากิจที่ควรทาเสร็จแล้ว
(กิจที่ควรทาในที่นี้ หมายถึง กิจในอริยสัจ ๔ คือ การกาหนดรู้ทุกข์, การละเหตุเกิดแห่งทุกข์, การทาให้แจ้ง
ซึ่งความดับทุกข์ และการอบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ) ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ อีกต่อไป’ (ไม่มี
หน้าที่ในการบาเพ็ญมรรคญาณเพื่อความหมดสิ้นแห่งกิเลสอีกต่อไป เพราะพระพุทธศาสนาถือว่าการบรรลุ
พระอรหัตตผลเป็นจุดหมายสูงสุด)
[๒๔๙] เปรียบเหมือนสระน้าใสสะอาดไม่ขุ่นมัวบนยอดภูเขา คนตาดียืนที่ขอบสระนั้น เห็นหอย
โข่งและหอยกาบ ก้อนกรวดและก้อนหินหรือฝูงปลากาลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ก็คิด
อย่างนี้ ว่า ‘สระน้านี้ ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบ ก้อนกรวดและก้อนหิน และฝูงปลาเหล่านี้
กาลังแหวกว่ายอยู่ก็มี หยุดอยู่ก็มี ในสระนั้น’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส เพียงดังเนิน
ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่ออาส
วักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ อาสวะ
นี้ อาสวสมุทัย นี้ อาสวนิโรธ นี้ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามา
สวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
26
แล้ว ทากิจที่ควรทาเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ อีกต่อไป’ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็น
สมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
มหาบพิตร ไม่มีผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์อย่างอื่นที่ยอดเยี่ยมกว่าหรือประณีตกว่า
ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์นี้ เลย”
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสก
[๒๕๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระ
ภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคล
หงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักเห็น
รูปได้ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจง
ทรงจาหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความผิด
ได้ครอบงาหม่อมฉันผู้โง่เขลาเบาปัญญาซึ่งได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ทรงธรรม เพราะต้องการความ
เป็นใหญ่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันตามความเป็นจริงเถิด
เพื่อจะได้สารวมต่อไป”
[๒๕๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เจริญพร มหาบพิตร ความผิดได้ครอบงาพระองค์ผู้โง่เขลาเบา
ปัญญาซึ่งได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ทรงธรรม เพราะต้องการความเป็นใหญ่ แต่พระองค์ทรงเห็น
ความผิดว่าเป็นความผิดแล้วทรงสารภาพตามความเป็นจริง ดังนั้น อาตมภาพขอรับทราบความผิดนั้นของ
พระองค์ ก็ผู้ที่เห็นความผิดว่าเป็นความผิดแล้วสารภาพออกมาตามความเป็นจริง รับว่าจะสารวมต่อไป วิธี
นี้ เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า”
[๒๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กราบทูลว่า “ถ้าอย่าง
นั้น บัดนี้ หม่อมฉันขอทูลลากลับ เพราะมีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องทาอีกมาก พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิดมหาบพิตร”
พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วได้เสด็จลุกจากที่
ประทับ ทรงกราบพระผู้มีพระภาค ทรงกระทาประทักษิณแล้วเสด็จจากไป
[๒๕๓] ครั้นเมื่อท้าวเธอเสด็จจากไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุมารับสั่งว่า “ภิกษุ
ทั้งหลาย พระราชาองค์นี้ ถูกขจัดเสียแล้ว ถูกทาลายเสียแล้ว หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้
ทรงธรรม ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม หมายถึง การเห็นอริยสัจ ๔ และการบรรลุมรรค ๓ เบื้องต้น แต่
โดยทั่วไป หมายถึงการบรรลุโสดาปัตติมรรค เช่นในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและในสามัญญผลสูตรนี้ ด้วย)
อันไร้ธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ ทีเดียว”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้ จบลง ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมยินดีพุทธ
ภาษิตนั้นแล
สามัญญผลสูตรที่ ๒ จบ
27
--------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถาสามัญญผลสูตร
ราชามจฺจกถาวณฺณนา
พระบาลีสามัญญผลสูตรว่า เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา ราชคเห ดังนี้ เป็นต้น.
พระนครราชคฤห์นี้ เป็นเมืองทั้งในพุทธกาล ทั้งในจักรพรรดิกาล ส่วนในกาลที่เหลือ เป็นเมือง
ร้าง พวกยักษ์ครอบครอง เป็นป่าที่อยู่อาศัยของยักษ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยังอยู่ในพระครรภ์ พระเทวีเกิดการแพ้ท้องถึงขนาดอย่างนี้ ว่า โอ
หนอ เราพึงดื่มโลหิตพระพาหาเบื้องขวาของพระราชา. พระนางมีพระดาริว่า การแพ้ท้องเกิดขึ้นในฐานะอัน
หนัก ไม่อาจบอกให้ใครทราบได้ เมื่อไม่อาจบอกได้ จึงซูบผอมผิวพรรณซีดลง. พระราชาตรัสถามพระนางว่า
"แน่ะนางผู้เจริญ ร่างกายของเธอมีผิวพรรณไม่ปรกติ มีเหตุอะไรหรือ." ทูลว่า "โปรดอย่าถามเลย
ทูลกระหม่อม." รับสั่งว่า "แน่ะพระนาง เมื่อไม่อาจบอกความประสงค์ของเธอแก่ฉัน เธอจักบอกแก่ใคร"
ดังนี้ ทรงรบเร้าด้วยประการนั้นๆ ให้พระนางบอกจนได้ พอได้ทรงทราบเท่านั้นก็รับสั่งว่า "พระนางนี่โง่ ใน
เรื่องนี้ เธอมีสัญญาหนักหนา มิใช่หรือ" ดังนั้น จึงรับสั่งให้เรียกหมอมา ให้เอามีดทองกรีดพระพาหา แล้ว
รองพระโลหิตด้วยจอกทองคา เจือด้วยน้าแล้วให้พระนางดื่ม.
เนมิตตกาจารย์ทั้งหลายได้ทราบข่าวดังนั้น พากันพยากรณ์ว่า พระโอรสในครรภ์องค์นี้ จักเป็น
ศัตรูแก่พระราชา พระราชาจักถูกพระโอรสองค์นี้ ปลงพระชนม์.
พระเทวีทรงสดับข่าวดังนั้น มีพระดาริว่า "พระโอรสที่ออกจากท้องของเราจักฆ่าพระราชา" จึงมี
พระประสงค์จะทาลายครรภ์ให้ตกไป เสด็จไปพระราชอุทยานให้บีบพระครรภ์. แต่พระครรภ์ก็หาตกไม่.
พระนางเสด็จไปให้ทาอย่างนั้นบ่อยๆ. พระราชาทรงสืบดูว่า พระเทวีนี้ เสด็จไปพระราชอุทยานเนืองๆ เพื่อ
อะไร ทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงทรงห้ามว่า พระนาง เด็กในท้องของพระนาง ยังไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิงเลย
พระนางก็กระทาอย่างนี้ กะทารกที่เกิดแก่ตนเสียแล้ว โทษกองใหญ่ของเราดังกล่าวนี้ จักกระจายไปทั่วชมพู
ทวีป ขอพระนางจงอย่ากระทาอย่างนี้ อีกเลย แล้วได้ประทานอารักขา. พระนางเธอได้หมายใจไว้ว่าเวลา
คลอดจักฆ่าเสีย. แม้ในเวลาที่คลอดนั้น พวกเจ้าหน้าที่อารักขาก็ได้นาพระกุมารออกไปเสีย.
สมัยต่อมา พระกุมารเจริญวัยแล้ว จึงนามาแสดงแก่พระเทวี. พอทอดพระเนตรเห็นพระกุมาร
เท่านั้น พระนางก็เกิดความรักพระโอรส ฉะนั้นจึงไม่อาจฆ่าพระกุมารนั้นได้. ลาดับต่อมา แม้พระราชาก็ได้
พระราชทานตาแหน่งอุปราชแก่พระโอรส.
สมัยต่อมา พระเทวทัตอยู่ในที่ลับ คิดว่า พระสารีบุตรก็มีบริษัทมาก พระโมคคัลลานะก็มีบริษัท
มาก พระมหากัสสปะก็มีบริษัทมาก ท่านเหล่านี้ มีธุระคนละอย่างๆ ถึงเพียงนี้ แม้เราก็จะแสดงธุระสักอย่าง
หนึ่ง.
28
พระเทวทัตนั้น เมื่อไม่มีลาภก็ไม่อาจทาบริษัทให้เกิดขึ้นได้ จึงคิดว่า เอาละ เราจักทาลาภให้
เกิดขึ้น จึงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ทาให้อชาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใสตามนัยที่มาในขันธกะ พอรู้ว่า พระกุมาร
อชาตศัตรูเลื่อมใสคุ้นเคยยิ่ง ถึงขนาดมาสู่ที่บารุงของตนทั้งเช้าเย็นพร้อมด้วยบริวารเต็มรถ ๕๐๐ คัน วัน
หนึ่งจึงเข้าไปหากล่าวว่า ดูก่อนกุมาร เมื่อก่อนพวกมนุษย์มีอายุยืน แต่เดี๋ยวนี้ มีอายุน้อย. ดูก่อนกุมาร ถ้า
อย่างนั้น พระราชกุมารพระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาเสียแล้วเป็นพระราชา. อาตมภาพจักปลงพระชนม์
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า แล้วส่งพระกุมารไปปลงพระชนม์พระบิดา.
พระกุมารอชาตศัตรูนั้นหลงเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเทวทัตมีอานุภาพมาก สิ่งที่พระเทวทัตไม่รู้แจ้ง
ไม่มี จึงเหน็บกฤชที่พระอุรุมุ่งจะฆ่ากลางวันแสกๆ มีความกลัวหวาดหวั่นสะดุ้งตื่นเต้น เข้าไปภายใน
พระราชฐาน ทาอาการแปลกๆ มีประการดังกล่าวแล้ว.
ครั้งนั้น พวกอามาตย์จับอชาตศัตรูราชกุมารได้ ส่งออกมาปรึกษาโทษว่า พระกุมารจะต้องถูก
ประหาร พระเทวทัตจะต้องถูกประหาร และภิกษุพวกพระเทวทัตทั้งหมดจะต้องถูกประหาร แล้วกราบทูล
พระราชาว่า พวกข้าพระองค์จักกระทาตามพระราชอาญา. พระราชาทรงลดตาแหน่งของพวกอามาตย์ที่
ประสงค์ลงโทษประหาร ทรงตั้งพวกอามาตย์ที่ไม่ต้องการให้ลงโทษประหารไว้ในตาแหน่งสูงๆ แล้วตรัสถาม
พระกุมารว่า ลูกต้องการจะฆ่าพ่อเพื่ออะไร. พระกุมารกราบทูลว่า หม่อมฉันต้องการราชสมบัติ พระเจ้าข้า.
พระราชาได้พระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรสนั้น.
อชาตศัตรูราชกุมารบอกแก่พระเทวทัตว่า ความปรารถนาของเราสาเร็จแล้ว. ลาดับนั้น พระเท
วทัตกล่าวกะพระกุมารว่า พระองค์เหมือนคนเอาสุนัขจิ้งจอกไว้ภายในกลองหุ้มหนัง แล้วสาคัญว่าทากิจ
สาเร็จเรียบร้อยแล้ว. อีกสองสามวัน พระบิดาของพระองค์ทรงคิดว่า พระองค์ทาการดูหมิ่น แล้วก็จักเป็น
พระราชาเสียเอง.
พระกุมารถามว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทาอย่างไรเล่า. พระเทวทัตตอบว่า จงฆ่าชนิดถอนราก
เลย. พระกุมารตรัสว่า พระบิดาของข้าพเจ้าไม่ควรฆ่าด้วยศาตรามิใช่หรือ. พระเทวทัตจึงกล่าวว่า จงฆ่า
พระองค์ด้วยการตัดพระกระยาหาร. พระกุมารจึงสั่งให้เอาพระบิดาใส่เข้าในเรือนอบ. ที่ชื่อว่าเรือนอบ คือ
เรือนมีควันที่ทาไว้เพื่อลงโทษแก่นักโทษ. พระกุมารสั่งไว้ว่า นอกจากพระมารดาของเราแล้ว อย่าให้คนอื่น
เยี่ยม.
พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารในขันทองคาแล้วห่อชายพกเข้าเยี่ยมพระราชา. พระราชาเสวย
ภัตตาหารนั้นจึงประทังพระชนม์อยู่ได้. พระกุมารตรัสถามว่า พระบิดาของเราดารงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร.
ครั้นทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ตรัสสั่งห้ามมิให้พระมารดานาสิ่งของใส่ชายพกเข้าเยี่ยม.
ตั้งแต่นั้น พระเทวีก็ใส่ภัตตาหารไว้ในพระเมาลีเข้าเยี่ยม. พระกุมารทรงทราบแม้ดังนั้น รับสั่ง
ห้ามมิให้พระมารดานุ่งพระเมาลีเข้าเยี่ยม.
ลาดับนั้น พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารไว้ในฉลองพระบาททองปิดดีแล้ว ทรงฉลองพระบาททองเข้า
เยี่ยม. พระราชาดารงพระชนม์อยู่ด้วยภัตตาหารนั้น. พระกุมารตรัสถามอีกว่า พระบิดาดารงพระชนม์อยู่ได้
29
อย่างไร ครั้นทรงทราบความนั้น ตรัสสั่งห้ามมิให้แม้แต่ทรงฉลองพระบาทเข้าเยี่ยม.
ตั้งแต่นั้น พระเทวีก็ทรงสนานพระวรกายด้วยน้าหอม แล้วทาพระวรกายด้วยอาหารมีรสอร่อย
๔ อย่าง แล้วทรงห่มพระภูษาเข้าเยี่ยม. พระราชาทรงเลียพระวรกายของพระเทวี ประทังพระชนม์อยู่ได้.
พระกุมารตรัสถามอีก ครั้นทรงทราบดังนั้นแล้วจึงตรัสสั่งว่า ตั้งแต่นี้ ไป ห้ามพระมารดาเข้าเยี่ยม.
ต่อแต่นั้น พระเทวีประทับยืนแทบประตูทรงกันแสงคร่าครวญว่า ข้าแต่พระสวามีพิมพิสาร เวลา
ที่เขาผู้นี้ เป็นเด็ก พระองค์ก็ไม่ให้โอกาสฆ่าเขา ทรงเลี้ยงศัตรูของพระองค์ไว้ด้วยพระองค์เองแท้ๆ บัดนี้ การ
เห็นพระองค์ครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย ต่อแต่นี้ ไปหม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์อีก ถ้าโทษของหม่อมฉันมีอยู่
ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษด้วยเถิด พระเจ้าข้า แล้วก็เสด็จกลับ. ตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่มีพระ
กระยาหาร ดารงพระชนม์อยู่ด้วยความสุขประกอบด้วยมรรคผล (ทรงเป็นพระโสดาบัน) ด้วยวิธีเดินจงกรม
พระวรกายของพระองค์ก็เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น.
พระกุมารตรัสถามว่า แน่ะพนาย พระบิดาของเรายังดารงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร ครั้นทรงทราบ
ว่า ยังดารงพระชนม์อยู่ได้ด้วยวิธีเดินจงกรม พระเจ้าข้า ซ้าพระวรกายยังเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นอีก จึงทรงพระดาริ
ว่า เราจักตัดมิให้พระบิดาเดินจงกรมได้ในบัดนี้ ทรงบังคับช่างกัลบกทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอามีดโกนผ่า
พระบาททั้ง ๒ ของพระบิดาของเรา แล้วเอาน้ามันผสมเกลือทา แล้วจงย่างด้วยถ่านไม้ตะเคียนซึ่งติดไฟคุไม่
มีเปลวเลย แล้วส่งไป.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกช่างกัลบก ทรงดาริว่า ลูกของเราคงจักมีใครเตือนให้รู้สึกตัวแน่
แล้ว ช่างกัลบกเหล่านี้ คงจะมาแต่งหนวดของเรา.
ช่างกัลบกเหล่านั้นไปถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ครั้นถูกตรัสถามว่า มาทาไม จึงกราบทูลให้ทรง
ทราบ. พระราชาพิมพิสารจึงตรัสว่า พวกเจ้าจงทาตามใจพระราชาของเจ้าเถิด. พวกช่างกัลบกจึงกราบทูลว่า
ประทับนั่งเถิด พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระเจ้าพิมพิสารแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกข้า
พระองค์จาต้องทาตามพระราชโองการ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธพวกข้าพระองค์เลย การกระทาเช่นนี้ ไม่
สมควรแก่พระราชาผู้ทรงธรรมเช่นพระองค์ แล้วจับข้อพระบาทด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาถือมีดโกนผ่าพื้นพระ
บาททั้ง ๒ ข้าง เอาน้ามันผสมเกลือทาแล้วย่างด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กาลังคุไม่มีเปลวเลย.
เล่ากันว่า ในกาลก่อน พระราชาพิมพิสารได้ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลานพระเจดีย์ และเอา
พระบาทที่ไม่ได้ชาระเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สาหรับนั่ง นี้ เป็นผลของบาปนั้น.
พระราชาพิมพิสารทรงเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ทรงราลึกอยู่ว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห
สงฺโฆ เท่านั้น ทรงเหี่ยวแห้งไปเหมือนพวงดอกไม้ที่เขาวางไว้ในลานพระเจดีย์ บังเกิดเป็น ยักษ์ชื่อชนวสภะ
เป็นผู้รับใช้ของท้าวเวสสวรรณในเทวโลกชั้นจาตุมหาราช.
และในวันนั้นนั่นเอง พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ. หนังสือ ๒ ฉบับ คือข่าวพระโอรส
ประสูติฉบับหนึ่ง ข่าวพระบิดาสวรรคตฉบับหนึ่ง มาถึงในขณะเดียวกันพอดี.
พวกอามาตย์ปรึกษากันว่า พวกเราจักทูลข่าวพระโอรสประสูติก่อน จึงเอาหนังสือข่าวประสูตินั้น
30
ทูนถวายในพระหัตถ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู. ความรักลูกเกิดขึ้นแก่พระองค์ในขณะนั้นทันที ท่วมไปทั่วพระ
วรกายแผ่ไปจดเยื่อในกระดูก. ในขณะนั้น พระองค์ได้รู้ซึ้งถึงคุณของพระบิดาว่า แม้เมื่อเราเกิด พระบิดาของ
เราก็คงเกิดความรักอย่างนี้ เหมือนกัน. จึงรีบมีรับสั่งว่า แน่ะพนาย จงไปปล่อยพระบิดาของเรา. พวก
อามาตย์ทูลว่า พระองค์สั่งให้ปล่อยอะไร พระเจ้าข้า แล้วถวายหนังสือแจ้งข่าวอีกฉบับหนึ่งที่พระหัตถ์.
พอทรงทราบความเป็นไปดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสง เสด็จไปเฝ้าพระมารดา ทูลว่า
ข้าแต่เสด็จแม่ เมื่อหม่อมฉันเกิด พระบิดาของหม่อมฉันเกิดความรักหม่อมฉันหรือหนอ.
พระนางเวเทหิมีรับสั่งว่า เจ้าลูกโง่ เจ้าพูดอะไร เวลาที่ลูกยังเล็กอยู่ เกิดเป็นฝีที่นิ้ วมือ ครั้นนั้น
พวกแม่นมทั้งหลายไม่สามารถทาให้ลูกซึ่งกาลังร้องไห้ หยุดร้องได้ จึงพาลูกไปเฝ้าเสด็จพ่อของลูกซึ่งประทับ
นั่งอยู่ในโรงศาล เสด็จพ่อของลูกได้อมนิ้ วมือของลูกจนฝีแตกในพระโอษฐ์นั้นเอง ครั้งนั้น เสด็จพ่อของลูก
มิได้เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงกลืนพระบุพโพปนพระโลหิตนั้นด้วยความรักลูก เสด็จพ่อของลูกมีความรัก
ลูกถึงปานนี้ .
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสงคร่าครวญ ได้ถวายเพลิงพระศพพระบิดา.
ฝ่ายพระเทวทัตเข้าเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า มหาบพิตร พระองค์จงสั่งคนที่จักปลงชีวิตพระ
สมณโคดม แล้วส่งคนทั้งหลายที่พระเจ้าอชาตศัตรูพระราชทาน ตนเองขึ้นเขาคิชฌกูฏ กลิ้งศิลาก็แล้ว ให้
ปล่อยช้างนาฬาคิรีก็แล้ว ด้วยอุบายไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อาจปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ก็
เสื่อมลาภสักการะ จึงขอวัตถุ ๕ ประการ เมื่อไม่ได้วัตถุ ๕ ประการนั้นก็ประกาศว่า ถ้าอย่างนั้น จักให้
มหาชนเข้าใจเรื่องให้ตลอด จึงทาสังฆเภท. เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะพาบริษัทกลับแล้ว จึงราก
เลือดออกร้อนๆ นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ๙ เดือน เดือดร้อนใจ ถามว่า เดี๋ยวนี้ พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน
ครั้นได้รับตอบว่า ในพระเชตวัน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงเอาเตียงหามเราไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อเขาหามมา
เพราะมิได้กระทากรรมที่ควรจะได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงถูกแผ่นดินสูบที่ใกล้สระโบกขรณี ในพระเช
ตวันนั่นเอง ลงไปอยู่ในมหานรก.
นี้ เป็นความย่อในเรื่องนี้ .
พระกุมารนี้ พอเกิดเท่านั้น ก็จักเป็นศัตรูแก่พระราชา พวกเนมิตตกาจารย์ทานายไว้ดังนี้ ฉะนั้น
จึงชื่อว่า อชาตศัตรู ด้วยประการฉะนี้ .
ความว่า ประทับอยู่ในมหาปราสาทชั้นบน. ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ทองภายใต้มหา
เศวตฉัตรที่ยกขึ้นไว้ซึ่งควรแก่ความยิ่งใหญ่.
ถามว่า ประทับนั่งทาไม?
แก้ว่า เพื่อบรรเทาความหลับ.
พระราชาองค์นี้ แหละ ตั้งแต่วันที่พยายามปลงพระชนม์พระบิดา พอหลับพระเนตรทั้ง ๒ ลงด้วย
ตั้งพระทัยว่าจักหลับ ก็สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกหอกตั้งร้อยเล่มทิ่มแทง ทรงตื่นอยู่ (ไม่หลับ เพราะหวาดภัย
เหลือเกิน). ครั้นพวกอามาตย์ทูลถามว่า เป็นอะไร พระองค์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ. เพราะฉะนั้น ความหลับจึง
31
มิได้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ดังนั้นจึงประทับนั่งเพื่อบรรเทาความหลับ.
อนึ่ง ในวันนั้นมีนักษัตรเอิกเกริกมาก. ทั่วพระนครกวาดกันสะอาดเรียบร้อย. เอาทรายมาโรย.
ประตูเรือนประดับดอกไม้ ๕ สี. ข้าวตอกและหม้อใส่น้าเต็ม. ทุกทิศาภาคชักธงชัย ธงแผ่นผ้า. ประดับ
ประทีปมาลาวิจิตรโชติช่วง. มหาชนเล่นนักษัตรกันสนุกสนานตามวิถีถนน เบิกบานกันทั่วหน้า.
อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ประทับนั่งเพราะเป็นวันเล่นนักษัตร ดังนี้ ก็มี. ก็แลครั้งกล่าวอย่างนี้
แล้ว เป็นอันทาสันนิษฐานว่า นักษัตรทุกครั้งเป็นของราชตระกูล แต่พระราชาองค์นี้ ประทับนั่งเพื่อบรรเทา
ความหลับเท่านั้น.
ด้วยว่า พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์ชีพพระบิดาของพระองค์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มี
พระภาคเจ้า และเป็นอริยสาวก และพระเทวทัตก็ได้อาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นนั่นแหละกระทาความฉิบ
หายใหญ่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ความผิดจึงมากด้วยประการฉะนี้ . ด้วยความที่พระองค์มีความผิดมากนั้น
จึงไม่อาจเสด็จไปเฝ้าด้วยพระองค์เอง.
อนึ่ง หมอชีวกก็เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้ทรงกระทาแสง
สว่างให้เป็นนิมิต ด้วยหมายพระทัยว่า เราจักเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเป็นเงาตามหลังหมอชีวกนั้น.
หมอชีวกรู้ว่า พระราชาทรงกระทาแสงสว่างให้เป็นนิมิตแก่ตนหรือ? รู้อย่างดี.
เมื่อรู้ เหตุไรจึงนิ่งเสีย? เพื่อตัดความวุ่นวาย.
ด้วยว่า ในบริษัทนั้นมีอุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ ประชุมกันอยู่มาก. เขาเหล่านั้น แม้ตนเองก็ไม่ได้
รับการศึกษาเลย เพราะผู้ไม่ได้รับการศึกษาอยู่ใกล้ชิด เมื่อเราเริ่มกล่าวถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เขาเหล่านั้นก็จักผลุดลุกผลุดนั่งในระหว่างๆ กล่าวคุณแห่งศาสดาของตนๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณกถาแห่งพระ
ศาสดาของเราก็จักไม่สิ้นสุดลงได้. ฝ่ายพระราชา ครั้นทรงพบกุลุปกะของครูทั้ง ๖ เหล่านี้ แล้ว มิได้พอ
พระทัยในคุณกถาของครูทั้ง ๖ เหล่านั้น เพราะไม่มีสาระที่จะถือเอาได้ ก็จักกลับมาทรงถามเรา ครั้นถึงตอน
นั้น เราจักกล่าวพระคุณของพระศาสดา โดยปราศจากความวุ่นวาย แล้วจักพาพระเจ้าอชาตศัตรูไปสู่สานัก
ของพระศาสดา.
หมอชีวกรู้ชัดอยู่อย่างนี้ จึงนิ่งเสีย เพื่อตัดความวุ่นวาย ดังนี้ แล.
อามาตย์แม้เหล่านั้นพากันคิดอย่างนี้ ว่า วันนี้ พระราชาทรงชมราตรีด้วยบท ๕ บท คงมีพระ
ประสงค์จะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์บางองค์ ถามปัญหาแล้วฟังธรรมเป็นแน่ ถ้าพระราชานี้ จักทรงสดับ
ธรรมของสมณะหรือพราหมณ์องค์ใดแล้ว ทรงเลื่อมใสและจักทรงกระทาสักการะใหญ่แก่สมณะหรือ
พราหมณ์องค์นั้น สมณะผู้เป็นกุลุปกะของผู้ใด ได้เป็นกุลุปกะของพระราชา ผู้นั้นย่อมมีความเจริญ ดังนี้ .
อามาตย์เหล่านั้นครั้นคิดอย่างนี้ แล้ว จึงเริ่มกล่าวสรรเสริญสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนๆ ด้วย
หมายใจว่า เรากล่าวสรรเสริญสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนแล้วจักพาพระราชาไป เราก็จักไป. เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูมีกระแสพระดารัสอย่างนี้ แล้ว อามาตย์ของพระราชาคนหนึ่ง ดังนี้
เป็นต้น.
32
ได้ยินว่า ปูรณกัสสปนั้นเป็นทาสที่ ๙๙ ของตระกูลหนึ่ง เหตุนั้น เขาจึงตั้งชื่อว่า ปูรณะ แต่เพราะ
เป็นทาสที่เป็นมงคล จึงไม่มีใครคอยว่ากล่าวว่า ทาดี ทาชั่ว หรือว่า ยังไม่ทา ทาไม่เสร็จ.
ได้ยินว่า นายปูรณะนั้นคิดว่า เราจะอยู่ในที่นี้ ทาไม จึงหนีไป. ครั้งนั้น พวกโจรได้ชิงผ้าของเขา
ไป. เขาไม่รู้จะหาใบไม้หรือหญ้ามาปกปิดกาย จึงเปลือยกายเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. มนุษย์ทั้งหลายเห็น
เขา เข้าใจว่า ท่านผู้นี้ เป็นสมณะ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้มักน้อย คนเช่นท่านผู้นี้ ไม่มี จึงถือเอาของคาวหวาน
เป็นต้นเข้าไปหา.
เขาคิดว่า เพราะเราไม่นุ่งผ้าจึงเกิดลาภนี้ ตั้งแต่นั้นมา แม้ได้ผ้าก็ไม่นุ่ง ได้ถือการเปลือยกายนั้น
นั่นแหละเป็นบรรพชา. แม้คนเหล่าอื่นๆ ประมาณ ๕๐๐ คนก็พากันบวชตาม ในสานักของปูรณกัสสปนั้น.
ความว่า พระราชาทรงเป็นเหมือนบุรุษผู้ต้องการจะกินมะม่วงสุกมีสีดังทอง มีรสอร่อย ครั้นพบ
ผลมะเดื่อสุกที่นามาวางไว้ในมือก็ไม่พอใจฉันใด พระราชาก็ฉันนั้น มีพระประสงค์สดับธรรมกถาที่ไพเราะ
ประกอบด้วยคุณมีฌานและอภิญญาเป็นต้น แลสรุปลงด้วยพระไตรลักษณ์ แม้เมื่อก่อนได้เคยพบปูรณกัสสป
ก็ไม่พอพระทัย มาบัดนี้ ยิ่งไม่พอพระทัยขึ้นไปอีกเพราะการพรรณนาคุณ จึงทรงนิ่งเสีย แม้ไม่พอพระทัยเลย
ก็มีพระดาริว่า ถ้าเราจักคุกคามคนที่เพ็ดทูลนั้นแล้วให้เขาจับคอนาออกไป ผู้ใดผู้หนึ่งแม้อื่นก็จะกลัวว่า
พระราชาทรงกระทาอย่างนี้ แก่คนที่พูดนั้นๆ จักไม่พูดอะไรๆ ฉะนั้น จึงทรงอดกลั้นถ้อยคานั้นแม้ไม่เป็นที่
พอพระทัย ได้ทรงนิ่งเสียเลย.
ลาดับนั้น อามาตย์อีกคนหนึ่งคิดว่า เราจักกล่าวคุณของสมณพราหมณ์ผู้เป็นกุลุปกะของตน จึง
เริ่มทูล. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อามาตย์อีกคนหนึ่ง ดังนี้ เป็นต้น.
โกมารภจฺจชีวกกถาวณฺณนา
ความว่า ได้ยินว่า พระราชาทรงสดับคาของอามาตย์เหล่านั้นแล้ว มีพระราชดาริว่า เราไม่
ต้องการฟังคาพูดของผู้ใดๆ ผู้นั้นๆ ย่อมพูดพล่ามไปหมด ส่วนคาพูดของผู้ใดที่เราต้องการฟัง เขาผู้นั้นกลับ
นิ่งอยู่ เหมือนครุฑถูกฤทธิ์นาคเข้าไปแล้วยืนนิ่ง เสียหายแล้วสิเรา.
ครั้นแล้วทรงพระดาริว่า หมอชีวกเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สงบระงับ แม้ตัวเองก็
สงบระงับ ฉะนั้น จึงนั่งนิ่ง เหมือนภิกษุที่สมบูรณ์ด้วยวัตร. หมอชีวกนี้ เมื่อเราไม่พูดก็จักไม่พูด ก็เมื่อจะจับ
ช้าง ควรจะจับเท้าช้างนั่นแหละ จึงทรงปรึกษากับหมอชีวกนั้นด้วยพระองค์เอง.
เมื่ออามาตย์เหล่านี้ กล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนๆ อยู่ ปากไม่พอกล่าว สมณะที่เป็น
กุลุปกะของท่านเหมือนอย่างของอามาตย์เหล่านี้ ไม่มีหรือ ท่านเป็นคนจนหรือ พระบิดาของเราประทาน
ความเป็นใหญ่แก่ท่านแล้วมิใช่หรือ หรือว่าท่านไม่มีศรัทธา.
ลาดับนั้น หมอชีวกจึงคิดในใจว่า พระราชาพระองค์นี้ ให้เรากล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะ
บัดนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะนิ่ง เหมือนอย่างว่า อามาตย์เหล่านี้ ถวายบังคับพระราชาแล้วนั่งลงกล่าวคุณของ
สมณะผู้กุลุปกะของตนๆ ฉันใด เราจะกล่าวคุณของพระศาสดาของเราเหมือนอย่างอามาตย์เหล่านี้ หาควร
33
ไม่ ดาริพลางลุกขึ้นจากอาสนะหันหน้าไปทางที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคับด้วยเบญจาง
คประดิษฐ์ ประคองอัญชลีซึ่งรุ่งเรืองไปด้วยทศนัขสโมธานเหนือพระเศียร แล้วทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์อย่าทรงเข้าพระทัยว่า ชีวกนี้ จะพาไปพบสมณะพอดีพอร้าย
เพราะพระศาสดาของข้าพระองค์นี้ ในการถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ในการประสูติจากครรภ์พระ
มารดา ในการเสด็จออกผนวช ในการตรัสรู้ และในการประกาศธรรมจักร หวั่นไหวไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ทรง
ทายมกปาฏิหาริย์ก็อย่างนี้ คราวเสด็จลงจากเทวโลกก็อย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวคุณแห่งพระศาสดา
ของข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์จงตั้งพระทัยให้แน่วแน่สดับเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้นกราบทูลดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นี้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ .
ในบทพระพุทธคุณนั้น มีการเชื่อมบทดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้เพราะเหตุนี้ จึง
เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้แจกพระธรรม.
อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ ด้วย นี้ ด้วย.
ก็หมอชีวกพรรณนาพุทธคุณทีละบทจบความลง ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระศาสดาของข้า
พระองค์เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เป็นสัมมาสัมพุทธะอย่างนี้ ฯลฯ เป็นผู้แจกธรรมรัตน์อย่างนี้ แล้วทูลสรุปว่า
ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ถึงอย่างไร เมื่อพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าอยู่ พระทัยก็พึงผ่องใส.
ก็ในพระบาลีตอนนี้ เมื่อหมอชีวกทูลว่า ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เจ้าเถิด ดังนี้ เท่ากับทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เมื่อข้าพระองค์ถูกพระราชาเช่นพระองค์ตั้งร้อยตั้งพันตั้งแสน
ตรัสถาม ย่อมมีเรี่ยวแรงและพลังที่จะกล่าวคุณกถาของพระศาสดาให้จับใจของคนทั้งหมดได้ พระองค์ก็ทรง
คุ้นเคย โปรดเข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหาเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
เมื่อพระราชาทรงสดับคุณกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่เรื่อยๆ นั้น ทั่วพระวรกายมีปีติ ๕
ประการถูกต้องตลอดเวลา พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จไปในขณะนั้นทีเดียว มีพระดาริว่า เมื่อเราจะไป
เฝ้าพระทศพลในเวลานี้ ไม่มีใครอื่นที่จักสามารถจัดยานพาหนะได้เร็ว นอกจากหมอชีวก จึงรับสั่งว่า ชีวกผู้
สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้.
บรรดายานพาหนะมีม้าและรถเป็นต้นที่มีอยู่มากมาย ยานพาหนะคือช้างเป็นสูงสุด ควรจะ
นาไปสานักของพระศาสดาผู้สูงสุด ด้วยยานพาหนะที่สูงสุดเหมือนกัน. พระราชามีพระดาริดังนี้ แล้ว และมี
พระดาริต่อไปอีกว่า ยานพาหนะคือม้าและรถมีเสียงดัง เสียงของยานพาหนะเหล่านั้นได้ยินไปไกลทีเดียว
ส่วนยานพาหนะคือช้าง แม้คนที่เดินตามรอยเท้าก็ไม่ได้ยินเสียง ควรจะไปสานักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
เงียบสงบด้วยยานพาหนะที่เงียบสงบเหมือนกัน
ถามว่า หมอชีวกนี้ ได้กระทาสิ่งที่พระราชาตรัสหรือมิได้ตรัส?
ตอบว่า ได้กระทาสิ่งที่พระราชามิได้ตรัส.
เพราะเหตุไร? เพราะเป็นบัณฑิต.
ได้ยินว่า หมอชีวกนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ ว่า พระราชามีรับสั่งว่า เราจะไปในเวลานี้ . ธรรมดา
34
พระราชาทั้งหลายมีศัตรูมาก หากจะมีอันตรายบางอย่างในระหว่างทาง แม้เราก็จักถูกคนทั้งหลายตาหนิว่า
หมอชีวกคิดว่าพระราชาเชื่อคาเรา จึงพาพระราชาออกไปในเวลาไม่ควร แม้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักถูก
ตาหนิว่า พระสมณโคดมมุ่งแต่จะเทศน์ ไม่กาหนดกาลควรไม่ควรแล้วแสดงธรรม ดังนี้ บ้าง เพราะฉะนั้น
เราจักกระทาอย่างที่ครหาจะไม่เกิดขึ้นแก่เรา และจะไม่เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระราชาก็จะได้รับ
อารักขาอย่างดี.
ต่อแต่นั้น หมอชีวกคิดว่า เพราะอาศัยหญิงทั้งหลาย ภัยย่อมไม่มีแก่ชายทั้งหลาย พระราชามี
หญิงแวดล้อมเสด็จไปสะดวกดี จึงให้เตรียมช้างพัง ๕๐๐ เชือกให้หญิง ๕๐๐ คนปลอมเป็นชาย สั่งว่าพวก
เธอจงถือดาบและหอกซัดแวดล้อมพระราชา แล้วหมอยังคิดอีกว่า พระราชาองค์นี้ ไม่มีอุปนิสัยแห่งมรรคผล
ในอัตตภาพนี้ และธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเห็นอุปนิสัยก่อนจึงแสดงธรรม เอาละเราจักให้มหาชน
ประชุมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสดาจักทรงแสดงธรรมตามอุปนิสัยของใครๆ สักคน พระธรรมเทศนานั้น
จักเป็นอุปการะแก่มหาชน.
หมอชีวกนั้นส่งข่าวสาสน์ให้ตีกลองป่าวประกาศในที่นั้นๆ ว่า วันนี้ พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้
มีพระภาคเจ้า ขอให้คนทุกคนถวายอารักขาพระราชาตามสมควรแก่สมบัติของตนๆ.
ลาดับนั้น มหาชนคิดว่า ได้ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านผู้เจริญ พระ
ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเช่นไรหนอ พวกเราจะมัวเล่นนักษัตรกันทาไม ไปในที่นั้นเถิด. ทุก
คนถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ยืนรอการเสด็จมาของพระราชาอยู่ตามทาง. แม้หมอชีวก็ทูลเชิญเสด็จ
พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เตรียมยานพาหนะช้างเสร็จแล้ว ขอพระองค์จงรู้เวลาที่ควรเสด็จใน
บัดนี้ เถิด.
จริงอยู่ ในวันก่อนโน้น มิได้มีการเตรียมจัดไว้ก่อน ด้วยหมายว่า พระราชาจักเสด็จไปเฝ้าพระ
ตถาคต หมอชีวกจัดในขณะนั้นเอง เอาหญิง ๕๐๐ คนปลอมเป็นชาย สวมผ้าโพก คล้องพระขรรค์ที่บ่า ถือ
หอกซัดมีด้ามเป็นแก้วมณีออกไป ดังนี้ .
หญิงฟ้อนราล้อมนางกษัตริย์อีกจานวนหนึ่งประมาณหมื่นหกพันคนแวดล้อมพระราชา. ท้าย
ขบวนหญิงฟ้อนราเหล่านั้น มีคนค่อม คนเตี้ยและคนแคระเป็นต้น. ท้ายขบวนคนเหล่านั้น มีคนใกล้ชิด
ผู้ดูแลภายในพระนคร. ท้ายขบวนคนใกล้ชิดเหล่านั้น มีมหาอามาตย์ประมาณหกหมื่นคนแต่งตัวเต็มยศ
งดงาม. ท้ายขบวนมหาอามาตย์เหล่านั้น มีลูกเจ้าประเทศราชประมาณเก้าหมื่นคน ประดับด้วย
เครื่องประดับหลายอย่าง ราวกะเพทยาธรหนุ่มถืออาวุธชนิดต่างๆ. ท้ายขบวนลูกเจ้าประเทศราช มี
พราหมณ์ประมาณหมื่นคนนุ่งผ้ามีค่าตั้งร้อย ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งค่า ๕๐๐ อาบน้าลูบไล้อย่างดี งามด้วย
เครื่องประดับต่างๆ มีดอกไม้ทองเป็นต้น เดินยกมือขวาเปล่งเสียงไชโย. ท้ายขบวนพราหมณ์เหล่านั้น มี
ดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ท้ายขบวนดนตรีเหล่านั้น มีนายขมังธนูล้อมเป็นวง. ท้ายพวกขมังธนู มีช้างมี
ตะพองชิดกัน. ท้ายช้าง มีม้าเรียงรายคอต่อคอชิดกัน. ท้ายม้า มีรถชิดกันและกัน. ท้ายรถ มีทหารแขนต่อ
แขนกระทบกัน. ท้ายทหารเหล่านั้น มีเสนา ๑๘ เหล่า รุ่งเรืองด้วยเครื่องประดับที่สมควรแก่ตนๆ.
หมอชีวกจัดคนถวายพระราชา ชนิดลูกศรที่คนยืนอยู่ท้ายสุดขบวน ยิงไปก็ไม่ถึงพระราชา
ตนเองยังตามเสด็จไม่ห่างไกลพระราชา ด้วยหมายใจว่า หากจะมีอันตรายอะไรๆ เราจักถวายชีวิตเพื่อ
35
พระราชาก่อนคนอื่นทั้งหมด. อนึ่ง คบเพลิงก็กาหนดไม่ได้ว่าร้อยเท่านี้ หรือพันเท่านี้ .
คาว่า พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจ ด้วยราชานุภาพอย่าง
ยิ่งใหญ่ นั้น พระสังคีติกาจารย์กล่าวหมายเอาราชฤทธิ์เห็นปานนี้ แล.
ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู ประตูเล็ก ๖๔ ประตู. สวนอัมพวันของหมอชีวก
อยู่ระหว่างกาแพงเมืองกับภูเขาคิชฌกูฏต่อกัน. พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกทางประตูทิศตะวันตก เสด็จเข้า
ไปในเงาของภูเขา. ที่ตรงนั้น พระจันทร์ถูกยอดภูเขาบังไว้ ความมืดจึงมีขึ้นเพราะเงาของภูเขาและเงาของ
ต้นไม้. แม้ข้อที่กล่าวก็มิใช่เหตุอันสมควร ด้วยว่าในเวลานั้น คบเพลิงตั้งแสนดวงก็กาหนดไม่ได้. ก็พระเจ้า
อชาตศัตรูนี้ อาศัยความเงียบสงัด จึงเกิดความกลัวเพราะระแวงหมอชีวก.
ได้ยินว่า หมอชีวกได้ทูลพระองค์ที่ปราสาทชั้นบนทีเดียวว่า ข้าแต่พระมหาราช พระผู้มีพระภาค
เจ้าประสงค์ความเงียบสงัด ควรเข้าเฝ้าด้วยความเงียบสงัดนั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงทรงห้าม
เสียงดนตรี. ดนตรีทั้งหลายพอพระราชาให้หยุดเท่านั้น. ขบวนตามเสด็จจึงไม่เปล่งเสียงดัง มากันด้วย
สัญญานิ้ วมือ. แม้ในสวนอัมพวัน ก็ไม่ได้ยินแม้เสียงกระแอมของใครๆ. ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมยินดี
ในเสียงยิ่งนัก.
พระเจ้าอชาตศัตรูอาศัยความเงียบสงัดนั้น เกิดหลากพระทัย ชักระแวงแม้ในหมอชีวกว่า หมอชี
วกนี้ กล่าวว่า ที่สวนอัมพวันของข้าพระองค์มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ก็ในที่นี้ เราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกระแอม คา
หมอชีวกเห็นจะไม่จริง หมอชีวกนี้ ลวงนาเราออกจากเมือง ซุ่มพลกายไว้ข้างหน้า ต้องการจับเราแล้วขึ้น
ครองราชสมบัติเสียเอง ก็หมอชีวกนี้ ทรงกาลัง ๕ ช้างสาร และเดินไม่ห่างเรา คนของเราที่ถืออาวุธอยู่ใกล้ก็
ไม่มีสักคน น่าอัศจรรย์ เราเสียหายแล้วหนอ.
ก็และครั้นทรงกลัวอย่างนี้ แล้วก็ไม่อาจดารงตนอย่างคนไม่กลัวได้ จึงตรัสบอกความที่พระองค์
กลัวแก่หมอชีวกนั้น. ความว่า หมอชีวกคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ ไม่รู้จักเรา ถ้าเราไม่ปลอบพระองค์ให้เบา
พระทัยว่า ชีวกคนนี้ ไม่ฆ่าผู้อื่นดังนี้ ก็ฉิบหาย จึงทูลปลอบให้มั่นพระทัยว่า อย่าทรงกลัวเลย พระเจ้าข้า
โปรดเสด็จเข้าไปเถิด. อธิบายว่า จงเข้าไป. ก็เมื่อกล่าวครั้งเดียวจะไม่มั่น ฉะนั้น หมอชีวกจึงรีบกล่าว ๒-๓
ครั้ง.
หมอชีวกทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดากาลังของโจรจะไม่จุดประทีปตั้งไว้ แต่นั่นประทีปที่
โรงกลมยังสว่างอยู่ ขอพระองค์จงเสด็จไปตามสัญญาแห่งประทีปนั้นเถิด พระเจ้าข้า.
สามญฺญผลปุจฺฉาวณฺณนา
ก็เดชแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าแผ่ไปสู่พระสรีระของพระราชา ตลอดเวลาที่ประทับ ณ พื้นที่
ประทับ. ในทันใดนั้น พระเสโทไหลออกจากทั่วพระสรีระของพระราชา ผ้าทรงได้เป็นเหมือนบีบน้าไหล.
ความกลัวอย่างมากได้เกิดขึ้นเพราะทรงระลึกถึงความผิดของพระองค์ ท้าวเธอไม่อาจเสด็จไปสานักของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรงๆ ทรงเกาะมือหมอชีวก ราวกะว่าเสด็จชมสวน พลางตรัสชมที่ประทับว่า ชีวกผู้สหาย นี้
เธอให้ทาได้ดี นี้ เธอสร้างได้ดี เสด็จเข้าประตูโรงกลมโดยลาดับ. อธิบายว่า ถึงพร้อมแล้ว.
ได้ยินว่า ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ พระราชานี้ เคยเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระบิดา แต่
36
ภายหลัง เพราะคบมิตรชั่ว จึงทาปิตุฆาต ส่งนายขมังธนู ให้ปล่อยช้างธนบาล มีความผิดมาก ไม่กล้าเข้าไป
เผชิญพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ว่าไม่ทรงทราบจึงตรัสถามนั้น ไม่ใช่เหตุอันสมควร.
ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระวรลักษณ์เต็มที่ ประดับด้วยอนุพยัญชนะ เปล่งพระ
ฉัพพรรณรังสีสว่างไสวทั่วสวน แวดล้อมไปด้วยหมู่ภิกษุ ดุจจันทร์เพ็ญแวดล้อมด้วยหมู่ดาว ประทับนั่ง
ท่ามกลางโรงกลม ใครจะไม่รู้จักพระองค์. แต่พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามนี้ ก็ด้วยท่วงทีแห่งความเป็นใหญ่
ของพระองค์. ข้อที่รู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม ถามดูนี้ เป็นปรกติธรรมดาของราชสกุลทั้งหลาย.
ฝ่ายหมอชีวกฟังพระดารัสนั้นแล้วคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ เป็นดุจประทับยืนอยู่บนแผ่นดิน
ถามว่าแผ่นดินอยู่ไหน ดูท้องฟ้า แล้วถามว่าพระจันทร์พระอาทิตย์อยู่ไหน ยืนอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ ถามว่าเขา
สิเนรุอยู่ไหน ประทับยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระทศพลทีเดียว ตรัสถามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่
ไหน เอาละ เราจักแสดงพระผู้มีพระภาคเจ้าแด่พระองค์ จึงน้อมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่
จริงอยู่ ในที่นั้นไม่มีภิกษุแม้สักรูปหนึ่งที่แสดงความคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงกระแอม.
ภิกษุแม้รูปหนึ่งก็มิได้แลดูพระราชาหรือบริษัทของพระราชาที่อยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ล้วนมี
นางฟ้อนราเป็นบริวาร ประดับด้วยอลังการครบครัน. ภิกษุทุกรูปนั่งดูพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. พระราชา
ทรงเลื่อมใสในความสงบของภิกษุเหล่านั้น ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์สงบ เหมือนห้วงน้าใส เพราะ
ปราศจากเปือกตม บ่อยๆ ทรงเปล่งอุทาน.
ด้วยความสงบนี้ ที่ภิกษุสงฆ์สงบทางกาย ทางวาจาและทางใจ ด้วยความสงบคือศีล. พระราชา
ตรัสอย่างนี้ ในที่นั้น มิได้ทรงหมายถึงความข้อนี้ ว่า โอหนอ! ขอให้ลูกของเราบวชแล้วพึงสงบเหมือนภิกษุ
เหล่านี้ . แต่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์แล้วทรงเลื่อมใส จึงทรงระลึกถึงพระโอรส. ก็การได้สิ่งที่ได้
ด้วยยากหรือเห็นสิ่งอัศจรรย์แล้วระลึกถึงคนรักมีญาติและมิตรเป็นต้น เป็นปรกติของโลกทีเดียว. พระราชา
นี้ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์ แล้วทรงระลึกถึงพระโอรสจึงตรัสอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ .
อีกอย่างหนึ่ง พระองค์มีความแหนงพระทัยในพระโอรส เมื่อทรงปรารถนาให้พระโอรสมีความ
สงบจึงตรัสอย่างนี้ .
ได้ยินว่า พระองค์ทรงปริวิตกอย่างนี้ ว่า ลูกของเราจักถามว่า พระบิดาของเรายังหนุ่ม พระเจ้าปู่
ของเราไปไหน เมื่อสดับว่า พระเจ้าปู่นั้น พระบิดาของพระองค์ฆ่าเสียแล้วดังนี้ จักหมายมั่นว่า เราจักฆ่าพระ
บิดาแล้วครองราชสมบัติ. พระองค์มีความแหนงพระทัยในพระโอรส เมื่อทรงปรารถนาให้พระโอรสมีความ
สงบ จึงตรัสอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ .
ก็พระราชาตรัสอย่างนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระโอรสก็จักฆ่าพระองค์อยู่นั่นเอง.
ก็ในวงศ์นั้นมีการฆ่าบิดาถึง ๕ ชั่วรัชกาล คือ
พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสาร.
พระเจ้าอุทัยฆ่าพระเจ้าอชาตศัตรู.
พระโอรสของพระเจ้าอุทัย พระนามว่ามหามุณฑิกะ ฆ่าพระเจ้าอุทัย.
พระโอรสของพระเจ้ามหามุณฑิกะ พระนามว่าอนุรุทธะ ฆ่าพระเจ้ามหามุณฑิกะ.
พระโอรสของพระเจ้าอนุรุทธะ พระนามว่านาคทาสะ ฆ่าพระเจ้าอนุรุทธะ.
37
ชาวเมืองโกรธว่า พวกนี้ เป็นพระราชาล้างวงศ์ตระกูล ไม่มีประโยชน์ จึงฆ่าพระเจ้านาคทาสะ
เสีย.
ได้ยินว่า เมื่อพระราชามิได้มีพระดารัสเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดาริว่า พระราชานี้
เสด็จมา ประทับนิ่งไม่มีเสียง ทรงพระดาริอย่างไรหนอ ครั้นทรงทราบความคิดของพระราชาแล้ว ทรงพระ
ดาริว่าพระราชานี้ ไม่อาจเจรจากับเรา ทรงชาเลืองดูภิกษุสงฆ์แล้วทรงระลึกถึงพระโอรส ก็เมื่อเราไม่เอ่ยขึ้น
ก่อน พระราชานี้ จักไม่อาจตรัสอะไรๆ เลย เราจะเจรจากับพระองค์. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสในลาดับแห่งพระราชดารัสว่า มหาบพิตร น้าที่ตกในที่สูงย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่มฉันใด ขอพระองค์จงชาเลือง
ดูภิกษุสงฆ์แล้วปฏิบัติตามความรักฉันนั้นเถิด.
ครั้งนั้น พระราชามีพระราชดาริว่า โอ! พระพุทธคุณน่าอัศจรรย์ ชื่อว่าคนที่ทาผิดต่อพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า เหมือนอย่างเราไม่มี ด้วยว่า เราฆ่าอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเชื่อคาของพระ
เทวทัตส่งนายขมังธนู ปล่อยช้างนาฬาคิรี เพราะอาศัยเรา พระเทวทัตจึงกลิ้งศิลา เรามีความผิดใหญ่หลวง
ถึงอย่างนี้ พระทศพลยังตรัสเรียกจนพระโอษฐ์จะไม่พอ โอ! พระผู้มีพระภาคเจ้าประดิษฐานอยู่ด้วยดีใน
ลักษณะของผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ อย่าง เราจักไม่ละทิ้งพระศาสดาเห็นปานนี้ แล้วแสวงหาภายนอก ทรงพระ
โสมนัส.
ความว่า ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีพระราชดาริว่า เราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วไปไหว้ภิกษุสงฆ์ข้างโน้นข้างนี้ ย่อมจะต้องหันหลังให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะไม่เป็นการกระทาความ
เคารพพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะคนที่ถวายบังคมพระราชาแล้วถวายบังคมอุปราช ย่อมเป็นอันไม่กระทา
ความเคารพพระราชา ฉะนั้น พระองค์จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วน้อมอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ตรงที่
ประทับยืนนั่นเอง แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงหนุนให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดอุตสาหะในการถาม
ปัญหา จึงตรัสว่า เชิญถามเถิด มหาบพิตร เมื่อทรงพระประสงค์.
พระพุทธดารัสนั้นมีความว่า เชิญถามเถิด เมื่อทรงพระประสงค์ เราตถาคตไม่มีความหนักใจใน
การวิสัชนาปัญหา.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาอย่างสัพพัญญูปวารณาซึ่งไม่ทั่วไปแก่พระปัจเจก
พุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกทั้งหลายว่า เชิญถามเถิด พระองค์ทรงประสงค์ข้อใดๆ เราตถาคตจัก
วิสัชนาถวายข้อนั้นๆ ทุกข้อแด่พระองค์.
จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า ถ้าทรงพระ
ประสงค์ ย่อมกล่าวว่า ฟังแล้วจักรู้ได้. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสว่า ถามเถิด อาวุโส เมื่อต้องการ
หรือว่า เชิญถามเถิด มหาบพิตร เมื่อทรงพระประสงค์.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาสัพพัญญูปวารณาอย่างนี้ แล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูทรงพอ
พระทัย เมื่อจะทูลถามปัญหา พระเจ้าอชาตศัตรูทรงแสดงเหล่าชนที่อาศัยศิลปะนั้นๆ เลี้ยงชีพ. ด้วยว่า
พระองค์มีพระราชประสงค์ดังนี้ ว่า ผลแห่งศิลปะที่ประจักษ์เพราะอาศัยศิลปะนั้นๆ ย่อมปรากฏแก่ผู้ที่เข้าไป
อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพเหล่านี้ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจที่จะประกาศสามัญญผลที่ประจักษ์ใน
38
ปัจจุบัน เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่หนอ ดังนี้ . เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทรงเริ่มศิลปศาสตร์ทั้งหลาย
มาแสดงคนที่เข้าไปอาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงวิสัชนาปัญหาทันที ทรงพระดาริว่า อามาตย์ของพระราชา
เหล่านี้ ที่เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์มากหลายมาในที่นี้ พวกอามาตย์เหล่านั้น เมื่อเรากล่าวแสดงฝ่ายดา
และฝ่ายขาว จักติเตียนว่า พระราชาของพวกเราเสด็จมาในที่นี้ ด้วยอุตสาหะใหญ่ ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาแล้ว
พระสมณโคดมตรัสความโกลาหลของสมณะให้เป็นเรื่องสมณะทะเลาะกันเสีย จักไม่ฟังธรรมโดยเคารพ. แต่
เมื่อพระราชาตรัส พวกอามาตย์จักไม่อาจติเตียน จักอนุวัตรตามพระราชาเท่านั้น. ธรรมดาชาวโลกย่อมอนุ
วัตรตามผู้เป็นใหญ่ ตกลงเราจะทาให้เป็นภาระของพระราชาแต่ผู้เดียว
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาให้เป็นภาระของพระราชา จึงตรัสว่า มหาบพิตร ปัญหานี้
พระองค์เคยถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นบ้างหรือหนอ. พระองค์ยังจาได้ถึงภาวะที่ถามปัญหานั้น พระองค์
มิได้ทรงลืมสมณพราหมณ์เหล่านั้นหรือ.
ความว่า ถ้าสมณพราหมณ์นั้นๆ พยากรณ์อย่างไร การที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นในที่นี้ จะไม่เป็น
การหนักพระทัยแก่พระองค์. อธิบายว่า ถ้าจะไม่มีความไม่ผาสุกอะไรๆ ขอให้พระองค์ตรัสเถิด.
ก็ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตแท้อย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทูลว่า
ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือท่านผู้เปรียบด้วยพระผู้พระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระ
เจ้าข้า.
อชาตสตฺตุอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถา
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตว่า ชื่อว่าสามัญญผลที่
ประเสริฐกว่านี้ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มี.
พระราชาทรงถวายสาธุการทุกๆ ตอน ทรงสดับเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งพระพุทธพจน์
โดยเคารพ มีพระดาริว่า ก็เราถามปัญหาเหล่านี้ กะสมณพราหมณ์เป็นอันมากนานหนอ ไม่ได้สาระอะไรๆ
เลย เหมือนตาแกลบ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีคุณสมบัติน่าอัศจรรย์ ทรงวิสัชนาปัญหาเหล่านี้ แก่เรา ทาความ
สว่างไสวเหมือนทรงส่องแสงประทีปพันดวง เราถูกลวงมิให้รู้คุณานุภาพของพระทศพลมาตั้งนาน ดังนี้ มี
พระสรีระอันปีติ ๕ อย่างซึ่งเกิดขึ้นด้วยการระลึกถึงพระพุทธคุณสัมผัสแล้ว.
เมื่อจะทรงเผยความเลื่อมใสของพระองค์ จึงทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสก.
ก็ในพระบาลีนี้ มีอธิบายดังนี้ ว่า จับใจจริง พระเจ้าข้า เพราะพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าน่ายินดียิ่งนัก พระเจ้าข้า เพราะข้าพระองค์อาศัยพระธรรมเทศนา จึงเลื่อมใส.
อีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชื่นชมพระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล หมายถึง
ประโยชน์ ๒ อย่าง คือพระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าดีนักเพราะทาโทษให้พินาศ ดีนักเพราะให้บรรลุ
คุณ.
อนึ่ง พึงประกอบความด้วยเหตุอย่างนี้ เป็นต้นว่า พระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าดีนัก เพราะ
๑. ให้เกิดศรัทธา
39
๒. ให้เกิดปัญญา
๓. พร้อมด้วยอรรถ
๔. พร้อมด้วยพยัญชนะ
๕. มีบทง่าย
๖. มีอรรถลึกซึ้ง
๗. สบายหู
๘. จับใจ
๙. ไม่ยกตน
๑๐. ไม่ข่มท่าน
๑๑. เยือกเย็นด้วยกรุณา
๑๒. ผ่องแผ้วด้วยปัญญา
๑๓. เป็นคลองธรรมน่ารื่นรมย์
๑๔. น่าขบคิด
๑๕. ฟังได้ง่าย
๑๖. ทดลองทาตามได้ประโยชน์.
ส่วนอธิบายประกอบมีดังนี้
ใครๆ หงายภาชนะที่คว่าไว้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้ายังเราผู้หันหลังให้พระสัทธรรม ตกลงไป
ในอสัทธรรม ให้หลุดพ้นจากอสัทธรรมได้ ฉันนั้น.
ใครๆ เปิดของที่ปิด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระศาสนาซึ่งถูกรกชัฏ คือมิจฉาทิฏฐิ
ปิดไว้ตั้งแต่ครั้งศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปอันตรธานไป ฉันนั้น.
ใครๆ บอกทางแก่คนหลง ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทาทางสวรรค์ทางนิพพานให้แจ้งแก่
เราผู้เดินทางผิด ฉันนั้น.
ใครๆ ส่องประทีปน้ามันในที่มืด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราผู้ทรงไว้ซึ่งประทีปคือเทศนา
อันขจัดเสียซึ่งความมืดคือโมหะที่ปิดบังพระรัตนตรัยนั้น ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย เพราะทรง
ประกาศโดยปริยายเหล่านี้ แก่เราผู้จมอยู่ในความมืดคือโมหะ ไม่เห็นรูปรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น ฉัน
นั้น.
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชื่นชมพระเทศนาอย่างนี้ แล้ว มีพระทัยเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ด้วยพระ
เทศนานี้ เมื่อจะทรงทาอาการที่เลื่อมใส ความว่า ข้าพระองค์ขอถึง คือ คบ ซ่องเสพ เข้าไปนั่งใกล้ เข้าใจด้วย
ความประสงค์นี้ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดหน่วง เป็นผู้ขจัดไข้ใจ เป็นผู้จัดแจงประโยชน์ของ
เรา.
พระเจ้าอชาตศัตรูถึงสรณะด้วยการมอบตนอย่างนี้ ว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบใด
ขอพระองค์โปรดทรงจา คือทรงทราบข้าพระองค์ไว้ตราบนั้นเถิดว่า เข้าถึงแล้ว ไม่มีผู้อื่นเป็นศาสดา ถึง
สรณะเป็นด้วยสรณคมน์ทั้ง ๓ เป็นอุบาสก เป็นกัปปิยการก (ศิษย์รับใช้) ด้วยว่า แม้หากจะมีใครเอาดาบคม
40
กริบตัดศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่พึงกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่พึงกล่าวพระ
ธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม ไม่พึงกล่าวพระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์ ดังนี้ .
เมื่อประกาศความผิดที่ตนทา คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทาคืนตามธรรม ถึง
ความสารวมต่อไป. แต่เมื่อทรงทาเทศนาให้เป็นบุคคลาธิษฐานตามสมควร จึงตรัสว่า การที่บุคคลเห็นโทษ
โดยเป็นโทษ แล้วสารภาพโทษ รับสังวรต่อไป นี้ เป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าแล.
ความว่า พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทาประทักษิณ ๓ ครั้ง ยกอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธานไว้
เหนือเศียร ผินพระพักตร์ตรงพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถอยหลังชั่วทัศนวิสัยแล้ว ถวายบังคมด้วยเบญจาง
คประดิษฐ์ ณ ภาคพื้นตรงที่พ้นทัศนวิสัย แล้วเสด็จหลีกไป.
มีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ ถูกขุดเสียแล้ว ถูกขจัดเสียแล้ว มีที่พึ่งถูก
ทาลายแล้ว คือตนเองถูกตนเองขุดเสียแล้วก็หมดที่พึ่ง.
มีอธิบายว่า หากพระเจ้าอชาตศัตรูมิได้ปลงพระชนม์พระบิดา พระองค์ประทับนั่งบนอาสนะนี้
แหละ จักได้ทรงบรรลุโสดาปัตติมรรคในบัดนี้ แต่เพราะทรงคบมิตรชั่ว จึงเกิดอันตรายแก่พระองค์ แม้เมื่อ
เป็นเช่นนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูนี้ เข้าเฝ้าพระตถาคต ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาต
ศัตรูจะบังเกิดในโลหกุมภี ตกอยู่ในเบื้องต่า ๓ หมื่นปี ถึงพื้นเบื้องล่างแล้วผุดขึ้นเบื้องบน ๓ หมื่นปี ถึงพื้น
เบื้องบนอีกจึงจักพ้นได้ เหมือนใครๆ ฆ่าคนแล้ว พึงพ้นโทษได้ด้วยทัณฑกรรมเพียงดอกไม้กามือหนึ่งฉะนั้น
เพราะพระศาสนาของเรามีคุณใหญ่.
ถามว่า ก็พระราชาทรงสดับพระสูตรนี้ แล้ว ทรงได้อานิสงส์อะไร?
แก้ว่า ได้อานิสงส์มาก.
ด้วยว่า ตั้งแต่เวลาที่ปลงพระชนม์พระชนกแล้ว พระราชานี้ มิได้บรรทมหลับเลยทั้งกลางคืน
กลางวัน แต่ตั้งแต่เวลาที่เข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงสดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะมีโอชานี้ แล้ว ทรงบรรทม
หลับได้ ได้ทรงกระทาสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธาระดับปุถุชนที่เสมอเหมือน
พระราชานี้ ไม่. ก็ในอนาคต จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าชีวิตวิเสส จักปรินิพพานแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคานี้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
อรรถกถาสามัญญผลสูตร
ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี
จบแล้ว ด้วยประการฉะนี้ .
-----------------------------------------------------

๒๒ สามัญญผลสูตร มจร.pdf

  • 1.
    1 สามัญญผลสูตร พลตรี มารวย ส่งทานินทร์ ๒๕เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เกริ่นนา พระสูตรสามัญญผลสูตรนี้ ว่าด้วยหมอชีวก โกมารภัจ ได้นาพระเจ้าอชาตศัตรูและราชอามาตย์ไป เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจ ทาให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรง ประกาศพระองค์เป็นอุบาสก ด้วยว่า ตั้งแต่เวลาที่ปลงพระชนม์พระชนกแล้ว พระราชานี้ มิได้บรรทมหลับ เลยทั้งกลางคืนกลางวัน แต่ตั้งแต่เวลาที่เข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงสดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะมีโอชานี้ แล้ว ทรงบรรทมหลับได้ ได้ทรงกระทาสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย และได้ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธา ระดับปุถุชนที่เสมอเหมือนพระราชานี้ ไม่ ก็ในอนาคต จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า “ชีวิตวิ เสส” จักปรินิพพานแล พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๒. สามัญญผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ เรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูและราชอามาตย์ [๑๕๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ (ที่ชื่อว่า ชีวก เพราะ เมื่อคลอดออกมาวันแรกถูกแม่นาไปทิ้ง แต่มีชีวิตรอดมาได้ ที่ชื่อว่า โกมารภัจ เพราะอภัยราชกุมารทรง นาไปเลี้ยงไว้อย่างราชกุมาร เขาจบการศึกษาทางแพทย์ เป็นคนแรกที่ผ่าตัดสมองเป็นผลสาเร็จ นอกจากนี้ ยังเป็นแพทย์ประจาพระองค์ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) เขตกรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน ๑,๒๕๐ รูป สมัยนั้นแล ในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่า อันเป็นวันอุโบสถของเดือนที่ ๔ ซึ่งเป็นเดือนที่มีดอกโกมุท บานสะพรั่ง พระราชาแห่งแคว้นมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร (พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นพระราช โอรสของพระเจ้าพิมพิสารกับพระนางเวเทหิ) มีอามาตย์แวดล้อม ประทับนั่งอยู่บนปราสาทชั้นบน ขณะนั้น ท้าวเธอทรงเปล่งอุทานว่า “ราตรีสว่างไสวน่ารื่นรมย์ งดงาม น่าชื่นชมยิ่งนัก เป็นฤกษ์งามยามดี วันนี้ เรา ควรเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดหนอ ที่จะทาให้จิตใจของเราเบิกบานเลื่อมใสได้” [๑๕๑] เมื่อท้าวเธอทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ ราชอามาตย์ผู้หนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูปูรณะ กัสสปะ (เจ้าลัทธิชื่อปูรณะ กัสสปโคตร) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบาน เลื่อมใส”
  • 2.
    2 เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอทรงนิ่ง [๑๕๒] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า“ขอเดชะ ครูมักขลิ โคศาล (เจ้าลัทธิชื่อมักขลิ ผู้ เกิดในโรงโค) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส” เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง [๑๕๓] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูอชิตะ เกสกัมพล (เจ้าลัทธิชื่ออชิตะ ผู้ นุ่งห่มผ้าที่ทาด้วยผมของมนุษย์) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้า ลัทธิ คนจานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาล ผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบาน เลื่อมใส” เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง [๑๕๔] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูปกุธะ กัจจายนะ (เจ้าลัทธิชื่อปกุธะ กัจจายนโคตร) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส” เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง [๑๕๕] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร (เจ้าลัทธิชื่อสัญชัย ผู้เป็นบุตรของช่างสาน) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คน จานวนมากยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานาน มีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัย มามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส” เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง [๑๕๖] ราชอามาตย์อีกคนหนึ่งได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ครูนิครนถ์ นาฏบุตร (นิครนถ์ ผู้เป็นบุตร ของนักฟ้อน) เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงมีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนจานวนมาก ยกย่องกันว่าเป็นคนดี มีประสบการณ์มาก บวชมานานมีชีวิตอยู่หลายรัชสมัย ล่วงกาลผ่านวัยมามาก พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปหาท่าน เมื่อเสด็จเข้าไปหา พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส” เมื่อราชอามาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็ทรงนิ่ง ว่าด้วยหมอชีวก โกมารภัจ [๑๕๗] สมัยนั้น หมอชีวก โกมารภัจ นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกลจากพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ท้าว เธอตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก ทาไมท่านจึงนิ่งอยู่เล่า” หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วย พระองค์เองโดยชอบ ประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน
  • 3.
    3 ๑,๒๕๐ รูป พระองค์มีพระกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็น สารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า (ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เองและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม) เป็นพระผู้มีพระ ภาค (ชื่อว่า เป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทาลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรง ประกอบด้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ, ความสาเร็จประโยชน์ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจาแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม (๖) ทรงคายตัณหาในภพทั้งสาม (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรง มีส่วนแห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น อนึ่ง พุทธคุณนี้ ท่านแบ่งเป็น ๑๐ ประการ โดยแยกพุทธคุณข้อ ๖ เป็น ๒ ประการ คือ (๑) เป็นผู้ยอดเยี่ยม (๒) เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้) พระองค์โปรดเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคพระองค์นั้น เมื่อเสด็จเข้าไปเฝ้า พระทัยของพระองค์จะเบิกบานเลื่อมใส” [๑๕๘] ท้าวเธอจึงมีรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้จัดเตรียมขบวนช้างเถิด สหายชีวก” หมอชีวก โกมารภัจ กราบทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพัง ๕๐๐ เชือก และช้างพระที่นั่ง กราบทูลว่า “ขบวนช้างพร้อมแล้ว ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จเถิด พระเจ้าข้า” [๑๕๙] ต่อมา พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร โปรดให้สตรี ๕๐๐ คนขึ้นช้างพังเชือกละ ๑ คน แล้ว ทรงช้างพระที่นั่ง มีผู้ถือคบเพลิง เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่สมพระเกียรติไป สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ พอใกล้จะถึงสวนมะม่วง ท้าวเธอทรงหวาดระแวง พระโลมชาติชูชัน จึง ตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก ท่านไม่ได้หลอกเรา ไม่ได้ลวงเรา ไม่ได้นาเรามาให้ศัตรูดอก หรือ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จานวน ๑,๒๕๐ รูปทาไมจึงไม่มีเสียงจาม เสียงกระแอมไอ หรือเสียงพูดคุยกันเลย” หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “พระองค์โปรดอย่าได้ทรงหวาดระแวงไปเลย ข้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้นาพระองค์มาให้ศัตรูหรอก ขอเดชะ พระองค์โปรดเสด็จเข้าไป เถิด นั่นยังมีแสงประทีปตามอยู่ในหอนั่ง” พระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามเรื่องผลแห่งความเป็นสมณะ [๑๖๐] ท้าวเธอจึงได้เสด็จเข้าไปโดยขบวนช้างพระที่นั่งจนสุดทางช้าง แล้วเสด็จลงจากช้างพระที่ นั่งเข้าทางประตูหอนั่ง ตรัสถามหมอชีวก โกมารภัจ ว่า “สหายชีวก พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ไหนเล่า” หมอชีวก โกมารภัจ ทูลตอบว่า “ขอเดชะ ผู้ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศ ตะวันออกข้างหน้าภิกษุสงฆ์ นั่นแลคือพระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า” [๑๖๑] ลาดับนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ ประทับยืน ณ ที่สมควร ทรงชาเลืองเห็นภิกษุสงฆ์สงบนิ่งเหมือนสระน้าใส จึงทรงเปล่งอุทานว่า “ขอให้อุทัย ภัทรกุมาร (อุทัยภัทรกุมาร คือ พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู) ของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์ใน เวลานี้ เถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาตามความรักบัญชา”
  • 4.
    4 ท้าวเธอกราบทูลว่า “อุทัยภัทรกุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน ขอให้เธอจงมีความสงบอย่างภิกษุ สงฆ์ในเวลานี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” [๑๖๒] ลาดับนั้น ท้าวเธอทรงกราบพระผู้มีพระภาค ทรงไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอวโรกาสทูลถามปัญหาบางอย่างกะพระผู้มีพระภาค หาก พระผู้มีพระภาคจะประทานพระวโรกาสเพื่อทรงตอบปัญหาของหม่อมฉัน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เชิญถามตามพระประสงค์เถิด มหาบพิตร” [๑๖๓] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาชีพที่อาศัยศิลปะ เหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิ กุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็น ประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ พระองค์จะทรง บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่” [๑๖๔] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงจาได้หรือไม่ว่า ปัญหาข้อนี้ ได้ตรัส ถามสมณพราหมณ์อื่นมาบ้างแล้ว” “หม่อมฉันจาได้ว่าเคยถามปัญหาข้อนี้ กับสมณพราหมณเหล่าอื่นมาแล้วพระพุทธเจ้าข้า” “ท่านเหล่านั้นตอบว่าอย่างไร หากไม่หนักพระทัย เชิญพระองค์ตรัสเถิด” “ณ สถานที่ที่มีพระผู้มีพระภาคหรือผู้เปรียบดังพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ เลย พระพุทธเจ้าข้า” “ถ้าอย่างนั้น เชิญพระองค์ตรัสเถิด มหาบพิตร” ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ อกิริยวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าทาแล้วไม่เป็นอันทา (ลัทธิที่ถือว่า การกระทาทุกอย่างไม่มีผล ทาดีก็ ไม่ได้ดี ทาชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม) [๑๖๕] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงรา ชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณะ กัสสปะ ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูปูรณะ กัสสปะ ว่า ‘ท่านกัสสปะ อาชีพที่อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญ ธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พล กล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คน เหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมี
  • 5.
    5 สุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านกัสสปะจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้ เช่นนั้นบ้างหรือไม่’ [๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูปูรณะ กัสสปะ ตอบว่า ‘มหาบพิตร เมื่อบุคคลทาเอง ใช้ให้ผู้อื่นทา ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ทาให้เศร้าโศกเอง ใช้ให้ผู้อื่นทาให้เศร้าโศก ทาให้ลาบากเอง ใช้ให้ผู้อื่นทาให้ลาบาก ดิ้นรนเอง ใช้ให้ผู้อื่นทาให้ดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ตัดช่องย่องเบา ปล้น ทาโจรกรรมในบ้านหลังเดียว ดักซุ่มที่ทางเปลี่ยว เป็นชู้ พูดเท็จ ผู้ทา(เช่นนั้น) ก็ไม่จัดว่าทาบาป แม้หากบุคคลใช้จักรมีคมดุจมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ในปฐพี นี้ ให้เป็นดุจลานตากเนื้ อ ให้เป็นกองเนื้ อเดียวกัน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งขวาแม่น้าคงคา ฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เบียดเบียนเอง ใช้ให้ผู้อื่น เบียดเบียน เขาย่อมไม่มีบาปที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลไปฝั่งซ้ายแม่น้าคงคา ให้ เอง ใช้ให้ผู้อื่นให้ บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชา เขาย่อมไม่มีบุญที่เกิดจากกรรมนั้น ไม่มีบุญมาถึงเขา ไม่มีบุญที่ เกิดจากการให้ทาน จากการฝึกอินทรีย์ จากการสารวม จากการพูดคาสัตย์ ไม่มีบุญมาถึงเขา’ หม่อมฉัน ถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสสปะ กลับตอบเรื่องที่ทาแล้วไม่เป็นอันทา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูปูรณะ กัสส ปะ กลับตอบเรื่องที่ทาแล้วไม่เป็นอันทา เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือ เขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้ อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชม ไม่ตาหนิคากล่าวของครูปูรณะ กัสสปะ ถึงไม่ชื่นชม ไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้ ลุกจากที่นั่งจากไป ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล นัตถิกวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (ลัทธิที่ถือว่า ไม่มีเหตุปัจจัยที่ทาให้สัตว์บริสุทธิ์ หรือเศร้าหมอง) [๑๖๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูมักขลิ โคศาล ถึง ที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูมักขลิ โคศาล ว่า ‘ท่านโคศาล อาชีพที่อาศัยศิลปะ มากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านโคศาลจะ บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’
  • 6.
    6 [๑๖๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ครูมักขลิ โคศาลตอบว่า ‘มหาบพิตร ความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองเอง ความบริสุทธิ์ของสัตว์ ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์เอง ไม่ใช่เพราะการกระทาของตนและไม่ใช่เพราะการ กระทาของผู้อื่น ไม่ใช่เพราะการกระทาของมนุษย์ ไม่มีกาลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีความสามารถของมนุษย์ ไม่มีความพยายามของมนุษย์ สัตว์ ปาณะ ภูตะ ชีวะ (สัตว์ หมายถึง สัตว์ชั้นสูง เช่น อูฐ ม้า ลา ปาณะ หมายถึง สัตว์ที่มี ๑ อินทรีย์ ๒ อินทรีย์เป็นต้น ภูตะ หมายถึง สัตว์ทุกจาพวกทั้งที่เกิดจากฟองไข่และเกิดใน ครรภ์มารดา ชีวะ หมายถึง พวกพืชทุกชนิด) ทั้งปวง ล้วนไม่มีอานาจ ไม่มีกาลัง ไม่มีความเพียร ผันแปรไป ตามโชคชะตา ตามสถานภาพทางสังคมและตามลักษณะเฉพาะตน ย่อมเสวยสุขและทุกข์ในอภิชาต (อภิชาติ คือ การกาหนดหมายชนชั้น เช่น โจรเป็นกัณหาภิชาติ (สีดา) นักบวชเป็นนีลาภิชาติ (สีเขียว) นิครนถ์เป็นโลหิตาภิชาติ (สีแดง) คฤหัสถ์เป็นหลิททาภิชาติ (สีเหลือง) อาชีวกเป็นสุกกาภิชาติ (สีขาว) นักบวชที่เคร่งวัตรปฏิบัติเป็นปรมสุกกาภิชาติ (สีขาวยิ่งนัก)) ทั้ง ๖ อนึ่งกาเนิดที่เป็นประธาน ๑,๔๐๖,๖๐๐ กรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม ๓ กรรม ๑ กรรมกึ่ง (ตามทัศนะของครูมักขลิ โคศาล กรรม ๕ หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย กรรม ๓ หมายถึงกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรม ๑ หมายถึง กายกรรมกับ วจีกรรมรวมกัน กรรมกึ่ง หมายถึงมโนกรรม) ปฏิปทา ๖๒ อันตรกัป ๖๒ อภิชาติ ๖ ปุริสภูมิ (ขั้นตอนแห่ง การเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคล นับตั้งแต่คลอดไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แบ่งเป็น ๘ ขั้น คือ มันทภูมิ (ระยะไร้เดียงสา) ขิฑฑาภูมิ (ระยะรู้เดียงสา) ปทวีมังสภูมิ (ระยะตั้งไข่) อุชุคตภูมิ (ระยะเดินตรง) เสขภูมิ (ระยะศึกษา) สมณภูมิ (ระยะสงบ) ชินภูมิ (ระยะมีความรอบรู้) ปันนภูมิ (ระยะแก่หง่อม)) ๘ อาชีวก ๔,๙๐๐ ปริพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓๐๐ รโชธาตุ (ฝุ่นละออง ในที่นี้ หมายถึง ที่ที่ฝุ่นจับเกาะ เช่นหลังฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นต้น) ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗ อสัญญีครรภ์ ๗ นิคัณฐีครรภ์ (ที่งอกซึ่งอยู่ที่ข้อหรือตา เช่นอ้อย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เป็นต้น) ๗ เทวดา ๗ มนุษย์ ๗ ปีศาจ ๗ สระ ๗ ตาไม้ ไผ่ ๗ ตาไม้ไผ่ ๗๐๐ เหวใหญ่ ๗ เหวน้อย ๗๐๐ มหาสุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐ มหากัป (กาหนดระยะเวลา ๑ มหา กัป ยาวนานมาก อรรถกถาเปรียบว่า มีสระน้าใหญ่แห่งหนึ่งเต็มด้วยน้า บุคคลเอาปลายใบหญ้าคาจุ่มลงไป นาหยดน้าออกมา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ครั้ง จนน้าในสระนั้นแห้ง กระทาเช่นนี้ ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือระยะเวลา ๑ มหากัป) ๘,๔๐๐,๐๐๐ เหล่านี้ ที่คนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้ว จักทาที่สุดทุกข์ได้เอง ไม่ มีความสมหวังในความปรารถนาว่า เราจักอบรมกรรมที่ยังไม่ให้ผลให้ให้ผล หรือสัมผัสกรรมที่ให้ผลแล้วจัก ทาให้หมดสิ้นไปด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ ไม่มีสุขทุกข์ที่ทาให้สิ้นสุดลงได้ (จานวนเท่านั้นเท่านี้ ) เหมือนตวงด้วยทะนาน ไม่มีสังสารวัฏที่ทาให้สิ้นสุดไปได้ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีความเสื่อมและความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นสูงและเลื่อนลงต่า พวกคนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้วก็จักทาที่สุดทุกข์ได้ เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไปย่อมคลี่หมดไปได้เองฉะนั้น’ [๑๖๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูมักขลิ โคศาล กลับตอบเรื่องความบริสุทธิ์เพราะเวียนว่ายตายเกิด เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่อง ขนุนสาปะลอ หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกราน สมณพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูมักขลิ โค
  • 7.
    7 ศาล ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจและไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ คากล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล อุจเฉทวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ [๑๗๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูอชิตะ เกสกัมพล ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูอชิตะ เกสกัมพลว่า ‘ท่านอชิตะ อาชีพที่อาศัยศิลปะ มากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านอชิตะจะ บัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’ [๑๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูอชิตะ เกสกัมพล ตอบว่า ‘มหาบพิตร ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทาดีทาชั่วก็ไม่มี โลก นี้ ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มีคุณ มารดาไม่มีคุณ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ ทันที และเมื่อจุติ (ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น) ก็ไม่มี สมณ พราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทาให้แจ้งโลกนี้ และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ไม่มี ในโลก มนุษย์คือที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ เมื่อสิ้นชีวิต ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้าไปตามธาตุน้า ธาตุ ไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมผันแปรไปเป็นอากาศธาตุ มนุษย์มีเตียงนอน เป็นที่ ๕ นาศพไป (เวลาหามศพจะใช้บุรุษ ๔ คนเดินหามเตียงนอนไป ฉะนั้น จึงชื่อว่า มีเตียงเป็นที่ ๕) ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกขาวโพลนดุจสีนกพิราบ การเซ่นสรวงสิ้นสุดลงแค่เถ้าถ่าน คน เขลาบัญญัติทานนี้ ไว้ คาที่คนบางพวกย้าว่ามีผลนั้นว่างเปล่า เท็จ ไร้สาระ เมื่อสิ้นชีวิตไม่ว่าคนเขลาหรือคน ฉลาดย่อมขาดสูญไม่เกิดอีก’ [๑๗๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูอชิตะ เกสกัมพล กลับตอบเรื่องความขาดสูญ เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือ เขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้ อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูอชิตะ เกสกัมพล ถึงไม่ชื่น ชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ ได้ลุกจากที่นั่งจากไป ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายนะ
  • 8.
    8 นัตถิกวาทะ = ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย [๑๗๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูปกุธะ กัจจายนะ ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูปกุธะ กัจจายนะว่า ‘ท่านกัจจายนะ อาชีพที่อาศัย ศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่ง เสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะ ที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญ ทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านกัจจายนะ จะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’ [๑๗๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูปกุธะ กัจจายนะตอบว่า ‘มหาบพิตร สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสา ระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและ กัน สภาวะ ๗ กองนั้นคืออะไรบ้าง คือ กองแห่งธาตุดิน กองแห่งธาตุน้า กองแห่งธาตุไฟ กองแห่งธาตุลม กองสุข กองทุกข์ กองชีวะ สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่ผันแปร ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือ ทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน ในสภาวะ ๗ กองนั้น ไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ใช้ให้คนอื่นฆ่า ไม่มีผู้ฟัง ไม่มี ผู้ใช้ให้คนอื่นฟัง ไม่มีผู้รู้ ไม่มีผู้ทาให้คนอื่นรู้ ใครก็ตามแม้จะเอาศัสตราคมตัดศีรษะใคร ก็ไม่ชื่อว่าปลงชีวิต ใครได้ เพราะเป็นเพียงศัสตราแทรกผ่านไประหว่างสภาวะ ๗ กองเท่านั้นเอง’ [๑๗๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูป กุธะ กัจจายนะ กลับตอบเรื่องความขาดสูญ เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณ พราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูปกุธะ กัจจายนะ ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคา กล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป ลัทธิของครูนิครนถ์ นาฏบุตร อัตตกิลมถานุโยค = ลัทธิที่ถือว่าการทรมานตนเองเป็นการเผากิเลส [๑๗๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูนิครนถ์ นาฏบุตร ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูนิครนถ์ นาฏบุตร ว่า ‘ท่านอัคคิเวสสนะ อาชีพที่ อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวก จัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือน เบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่าง
  • 9.
    9 หม้อ นักคานวณ นักบัญชีหรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัย ศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่าน อัคคิเวสสนะจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’ [๑๗๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูนิครนถ์ นาฏบุตร ตอบว่า ‘มหาบพิตร นิครนถ์ในโลกนี้ สารวมด้วยการสังวร ๔ อย่าง คือ ๑. เว้นน้าดิบทุกอย่าง ๒. ประกอบกิจที่เว้นจากบาปทุก อย่าง ๓. ล้างบาปทุกอย่าง ๔. รับสัมผัสทุกอย่างโดยไม่ให้เกิดบาป นิครนถ์สารวมด้วยการสังวร ๔ อย่างนี้ ดังนั้นบัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้ถึงที่สุดแล้ว สารวมแล้ว ตั้งมั่นแล้ว’ [๑๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครู นิครนถ์ นาฏบุตร กลับตอบเรื่องความสังวร ๔ อย่าง เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุน สาปะลอ หรือเขาถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกราน สมณพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูนิครนถ์ นาฏบุตร ถึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้ลุกจากที่นั่งจากไป ลัทธิของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร อมราวิกเขปวาทะ = ลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่แน่นอน [๑๗๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวหนึ่งในกรุงราชคฤห์นี้ หม่อมฉันเข้าไปหาครูสัญชัย เวลัฏฐ บุตร ถึงที่อยู่ เจรจาปราศรัยกันพอคุ้นเคยดี ได้นั่งลงถามครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ว่า ‘ท่านสัญชัย อาชีพที่ อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวก จัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรงเป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือน เบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่าง หม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัย ศิลปะที่เห็นประจักษ์มาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ ท่านสัญ ชัยจะบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่’ [๑๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ตอบว่า ‘ถ้า มหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้ามีจริงหรือ หากอาตมภาพมีความเห็นว่ามีจริง ก็จะทูลตอบว่ามี จริง แต่อาตมภาพมีความเห็นว่า อย่างนี้ ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ ก็มิใช่ ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่า โลกหน้าไม่มีหรือ ฯลฯ โลกหน้ามีและไม่มีหรือ ฯลฯ โลกหน้าจะ ว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดมีจริงหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดมี และไม่มีหรือ ฯลฯ สัตว์ที่ผุดเกิดจะว่ามีก็มิใช่จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริง หรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีหรือ ฯลฯ ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ ฯลฯ ผล
  • 10.
    10 วิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วจะว่ามีก็มิใช่ จะว่าไม่มีก็มิใช่หรือ ฯลฯหลังจากตายแล้ว ตถาคต (ตถาคต ในที่นี้ เป็นคาที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันมาก่อนพุทธกาล หมายถึง อัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า) เกิดอีก หรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ หากอาตมภาพมีความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ ก็จะทูลตอบว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ แต่อาตมภาพมีความเห็นว่า อย่างนี้ ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็ มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ’ [๑๘๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันถามถึงผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ แต่ครูสัญ ชัย เวลัฏฐบุตร กลับตอบหลบเลี่ยง เปรียบเหมือนเขาถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสาปะลอ หรือเขา ถามเรื่องขนุนสาปะลอกลับตอบเรื่องมะม่วง หม่อมฉันจึงคิดว่า คนระดับเราจะรุกรานสมณพราหมณ์ผู้อยู่ใน ราชอาณาเขตได้อย่างไรกัน หม่อมฉันจึงไม่ชื่นชมไม่ตาหนิคากล่าวของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ถึงไม่ชื่นชมไม่ ตาหนิ แต่ก็ไม่พอใจ และไม่เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจออกมา เมื่อไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจคากล่าวนั้น ก็ได้ลุก จากที่นั่งจากไป ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ข้อที่ ๑ [๑๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ว่า อาชีพที่อาศัยศิลปะมากมายเหล่านี้ คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลธนู พนักงานเชิญธง พนักงานจัดกระบวนทัพ พวกจัดส่งเสบียง ราชนิกุลผู้ทรง เป็นนายทหารระดับสูง พลอาสา ขุนพล พลกล้า พลสวมเกราะ พวกทาสเรือนเบี้ย พวกทาขนม ช่างกัลบก พนักงานเครื่องสรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ นักคานวณ นักบัญชี หรืออาชีพที่อาศัยศิลปะอย่างอื่นทานองนี้ คนเหล่านั้นได้รับผลจากอาชีพที่อาศัยศิลปะที่เห็นประจักษ์มา เลี้ยงชีพในปัจจุบัน จึงบารุงตนเอง บิดามารดา บุตรภรรยา มิตรสหายให้เป็นสุข บาเพ็ญทักษิณาในสมณ พราหมณ์ซึ่งมีผลมากเป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดีมีสุขเป็นผลให้เกิดในสวรรค์ พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่ง ความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันได้เช่นนั้นบ้างหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า” (คาถามประเด็นนี้ คือ ชาวโลกครองชีวิตอยู่เพราะมีวิชาชีพ สมณคุณมีประโยชน์ที่มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนวิชาชีพต่างๆ บ้าง หรือไม่) [๑๘๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร แต่ในเรื่องนี้ อาตมภาพขอย้อนถาม พระองค์ก่อน โปรดตอบตามพอพระทัย พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนี้ ว่าอย่างไร คือ สมมติว่าพระองค์มี บุรุษทาสกรรมกรผู้ตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้ถูกพระทัย ต้องเพ็ดทูล อย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์ เขาคิดว่า น่าอัศจรรย์ผลบุญนัก แท้จริง พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร พระองค์นี้ ทรงเป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ดุจเทพเจ้า ส่วนเราเป็นทาสกรรมกรของพระองค์ ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้ ถูกพระทัย ต้องเพ็ดทูลอย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์ เราควรทาบุญไว้จะได้เป็นเหมือนพระองค์ท่าน ทางที่ดีเราพึงโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต
  • 11.
    11 ต่อมา เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวช แล้วเป็นผู้สารวมกายวาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความ สงัด ถ้าราชบุรุษกราบทูลพฤติการณ์ของเขาอย่างนี้ ว่า ‘ขอเดชะ พระองค์ทรงทราบเถิดว่า บุรุษผู้เคยเป็น ทาสกรรมกรของพระองค์ที่ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง เฝ้ารับพระบัญชาตามรับสั่ง คอยประพฤติให้ถูกพระทัย ต้องเพ็ดทูลอย่างไพเราะ คอยสังเกตพระพักตร์อยู่นั้น (บัดนี้ ) เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วเป็นผู้สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทัง ความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด’ พระองค์จะตรัสอย่างนี้ เชียวหรือว่า เฮ้ย เจ้าคนนั้น จงมา หาข้า จงเป็นทาสกรรมกรที่ต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยรับคาสั่ง คอยประพฤติให้ถูกใจ พูดอย่างไพเราะ คอยเฝ้าสังเกตดูหน้าตามเดิม” [๑๘๔] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “จะทาอย่างนั้นไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ที่จริง หม่อมฉันเสียอีกควรจะไหว้ ลุกรับ เชื้อเชิญให้เขานั่ง บารุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร (ยารักษาโรคและเครื่องยา) และจัดการรักษา ปกป้อง คุ้มครองเขาอย่างชอบธรรม” [๑๘๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร หากเมื่อ เป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์มีอยู่หรือไม่” พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น ประจักษ์ก็มีอยู่แน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร นี้ คือผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบันที่ อาตมภาพบัญญัติถวายพระองค์เป็นข้อที่ ๑” ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ข้อที่ ๒ [๑๘๖] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลถามว่า “พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเช่นนี้ แม้อย่างอื่นได้อีกหรือไม่พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร แต่ในเรื่องนี้ อาตมภาพขอย้อนถามพระองค์ ก่อน โปรดตอบตามพอพระทัย พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนี้ ว่าอย่างไร คือสมมติว่า พระองค์มีบุรุษเป็น ชาวนา เป็นคหบดี ซึ่งต้องเสียภาษีบารุงรัฐ เขาคิดว่า น่าอัศจรรย์ผลบุญนัก แท้จริง พระเจ้าอชาตศัตรู เว เทหิบุตร พระองค์นี้ ทรงเป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์ทรงเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ดุจ เทพเจ้า ส่วนเราเป็นชาวนา เป็นคหบดีที่ต้องเสียภาษีบารุงรัฐของพระองค์ เราควรทาบุญไว้จะได้เป็น เหมือนพระองค์ท่าน ทางที่ดีเราพึงโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็น บรรพชิต ต่อมา เขาละทิ้งกองโภคสมบัติน้อยใหญ่และเครือญาติน้อยใหญ่ โกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากา สาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วเป็นผู้สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหาร พอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด ถ้าราชบุรุษกราบทูลพฤติการณ์ของเขาอย่างนี้ ว่า ‘ขอเดชะ พระองค์ทรงทราบเถิดว่า บุรุษผู้เคยเป็นชาวนา เป็นคหบดีที่เคยเสียภาษีบารุงรัฐของพระองค์นั้น
  • 12.
    12 (บัดนี้ ) เขาโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้วเป็นผู้ สารวมกาย วาจา ใจ อยู่สันโดษด้วยอาหารพอประทังความหิวและผ้าพอคุ้มกาย ยินดียิ่งในความสงัด’ พระองค์จะตรัสอย่างนี้ เชียวหรือว่า เฮ้ย เจ้าคนนั้นจงมาหาข้า จงเป็นชาวนา เป็นคหบดีเสียภาษีบารุงรัฐ ตามเดิม” [๑๘๗] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “จะทาอย่างนั้นไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ที่จริง หม่อมฉันเสียอีกควรจะไหว้ ลุกรับ เชื้อเชิญให้เขานั่ง บารุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร (ยารักษาโรคและเครื่องยา) และจัดการรักษา ปกป้อง คุ้มครองเขาอย่างชอบธรรม” [๑๘๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร หากเมื่อ เป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์มีอยู่หรือไม่” พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กราบทูลว่า “เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น ประจักษ์ก็มีอยู่แน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร นี้ คือผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบันที่ อาตมภาพบัญญัติถวายพระองค์เป็นข้อที่ ๒” ผลแห่งความเป็นสมณะที่ประณีตกว่าที่ผ่านมา [๑๘๙] พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลถามว่า “พระองค์จะทรงบัญญัติผลแห่งความเป็นสมณะ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันแม้อย่างอื่นที่ดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์เหล่านี้ ได้อีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บัญญัติได้ มหาบพิตร ขอพระองค์โปรดสดับ โปรดตั้งพระทัยให้ดี อาตมภาพจักแสดงถวาย” พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทูลรับสนองพระดารัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว [๑๙๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ ด้วยตนเองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอด เยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค ตถาคตรู้แจ้งโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม แสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น (ธรรมมีความงามในเบื้องต้นหมายถึงศีล ธรรมมี ความงามในท่ามกลางหมายถึงอริยมรรค และธรรมมีความงามในที่สุดหมายถึงพระนิพพาน) มีความงาม ในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ (คาว่า พรหมจรรย์หมายถึงความประพฤติ ประเสริฐ มีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให้) ไวยาวัจจะ (การขวนขวายช่วยเหลือ) ปัญจสีละ (ศีลห้า) อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมวิหารอย่างไม่มีขอบเขต) เมถุนวิรัติ (การงดเว้นจากการเสพเมถุน) สทาร สันโดษ (ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน) วิริยะ (ความเพียร) อุโปสถังคะ (องค์อุโบสถ) อริยมรรค (ทาง อันประเสริฐ) และศาสนา (พระพุทธศาสนา) ในที่นี้ หมายถึงศาสนา) พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน
  • 13.
    13 [๑๙๑] คหบดี บุตรคหบดีหรืออนุชน (คนผู้เกิดภายหลัง) ในตระกูลใดตระกูลหนึ่งได้สดับธรรม นั้นแล้วเกิดศรัทธาในตถาคต เมื่อมีศรัทธาย่อมตระหนักว่า ‘การอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องอึดอัด (การอยู่ครอง เรือนชื่อว่าเป็นเรื่องอึดอัด เพราะไม่มีเวลาว่างเพื่อจะทากุศลกรรม แม้เรือนจะมีเนื้ อที่กว้างขวางถึง ๖๐ ศอก มีบริเวณภายในบ้านตั้ง ๑๐๐ โยชน์ มีคนอยู่อาศัยเพียง ๒ คนคือสามีภรรยา ก็ยังถือว่าอึดอัด เพราะมีความ ห่วงกังวลกันและกัน) เป็นทางแห่งธุลี (ชื่อว่าเป็นทางแห่งธุลี เพราะเป็นที่เกิดและเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสอันทา จิตให้เศร้าหมอง เช่นราคะเป็นต้น) การบวชเป็นทางปลอดโปร่ง (นักบวชแม้จะอยู่ในเรือนยอด ปราสาท แก้วและเทพวิมาน ซึ่งมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ยังถือว่าปลอดโปร่ง เพราะนักบวชไม่มีความยึดติดในสิ่ง ใดๆ เลย) การที่ผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทาได้ง่าย ทางที่ดีเราควรโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต’ [๑๙๒] ต่อมา เขาละทิ้งกองโภคสมบัติน้อยใหญ่และเครือญาติน้อยใหญ่ โกนผมและหนวดนุ่งห่ม ผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต [๑๙๓] เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ สารวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยมารยาทและ โคจร(การเที่ยวไป) เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ประกอบด้วยกายกรรม และวจีกรรมอันเป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินทรีย์ ทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ (และ) เป็นผู้สันโดษ จูฬศีล [๑๙๔] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างไร คือ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มี ความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ ๒. ภิกษุละ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่ ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ ๓. ภิกษุละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ เว้นห่างไกลจากเมถุน ธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน ๔. ภิกษุละ เว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่คาสัตย์ ดารงความสัตย์ มีถ้อยคาเป็นหลัก เชื่อถือ ได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก ๕. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาส่อเสียด คือ ฟังความจากฝ่ายนี้ แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทาลายฝ่าย นี้ หรือฟังความฝ่ายโน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทาลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดอง กัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน พูดแต่ถ้อยคาที่สร้างสรรค์ความสามัคคี ๖. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาหยาบ คือ พูดแต่คาไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคาของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ ๗. ภิกษุละ เว้นขาดจากคาเพ้อเจ้อ คือ พูดถูกเวลา พูดคาจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิง วินัย พูดคาที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กาหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา
  • 14.
    14 ๘. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม ๙. ภิกษุฉันมื้อเดียวไม่ฉันตอนกลางคืน เว้นขาดจากการฉันในเวลาวิกาล ๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการฟ้อนรา ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล ๑๑. ภิกษุเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่อง ประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว ๑๒. ภิกษุเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่ ๑๓. ภิกษุเว้นขาดจากการรับทองและเงิน ๑๔. ภิกษุเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ ๑๕. ภิกษุเว้นขาดจากการรับเนื้ อดิบ ๑๖. ภิกษุเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี ๑๗. ภิกษุเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย ๑๘. ภิกษุเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ ๑๙. ภิกษุเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร ๒๐. ภิกษุเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา ๒๑. ภิกษุเว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน ๒๒. ภิกษุเว้นขาดจากการทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร ๒๓. ภิกษุเว้นขาดจากการซื้อขาย ๒๔. ภิกษุเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม และด้วยเครื่องตวงวัด ๒๕. ภิกษุเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลงหรือ ๒๖. ภิกษุเว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจา การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการขู่ กรรโชก ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ จูฬศีล จบ มัชฌิมศีล [๑๙๕] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวก ฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคามและภูตคามเหล่านี้ คือ พืชเกิดจากเหง้า เกิดจากลา ต้น เกิดจากตา เกิดจากยอด เกิดจากเมล็ด [๑๙๖] ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉัน โภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังบริโภคของที่สะสมไว้เหล่านี้ คือ สะสมข้าว น้า ผ้า ยาน ที่นอน ของ หอมและอามิส [๑๙๗] ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลอย่างนี้ คือ การฟ้อน
  • 15.
    15 การขับร้อง การประโคมดนตรี การราการเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง การ สร้างฉากบ้านเมืองให้สวยงาม การละเล่นของคนจัณฑาล การเล่นกระดานหก การละเล่นหน้าศพ การแข่ง ชนช้าง การแข่งม้า การแข่งชนกระบือ การแข่งชนโค การแข่งชนแพะ การแข่งชนแกะ การแข่งชนไก่ การ แข่งชนนกกระทา การรากระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้า การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัด กระบวนทัพ การตรวจกองทัพ [๑๙๘] ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่น ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการเล่นการพนันอัน เป็นเหตุแห่งความประมาทอย่างนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา หรือ ๑๐ ตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่น หมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกาทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็กๆ เล่นหกคะเมน เล่น กังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นเขียนทาย เล่นทายใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ [๑๙๙] ๕. ภิกษุเว้นขาดจากที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหาร ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังใช้ที่นอนสูงใหญ่อย่างนี้ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะลายวิจิตร เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลายรูปดอกไม้ เครื่องลาดยัด นุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ ด้าน เครื่องลาดขน แกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดผ้าไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดขนแกะ ขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายราได้ เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาดบนหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทาด้วยหนังเสือ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง [๒๐๐] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายเช่นที่สมณพราหมณ์ผู้ เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายอย่างนี้ คือ อบผิว นวด อาบน้าหอม เพาะกาย ส่องกระจก แต้มตา ทัดพวงดอกไม้ ประทินผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับ ข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้พระขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้ พัดและแส้ขนหางจามรี นุ่งห่มผ้าขาวชายยาว [๒๐๑] ๗. ภิกษุเว้นขาดจากเดรัจฉานกถา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่ เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดเดรัจฉานกถาอย่างนี้ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอามาตย์ เรื่อง กองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องพวงดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่อง ญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องเมืองหลวง เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่อง ตรอก เรื่องท่าน้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความ เสื่อม [๒๐๒] ๘. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉัน โภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกันอย่างนี้ คือ ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ผมรู้ ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด แต่ผมปฏิบัติถูก คาพูดของผมมีประโยชน์ แต่ คาพูดของท่านไม่มีประโยชน์ คาที่ควรพูดก่อน ท่านกลับพูดภายหลัง คาที่ควรพูดภายหลัง ท่านกลับพูด
  • 16.
    16 เสียก่อน เรื่องที่ท่านเคยชินได้ผันแปรไปแล้ว ผมจับผิดคาพูดของท่านได้แล้วผมข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมี ความสามารถก็จงหาทางแก้คาพูดหรือเปลื้องตนให้พ้นผิดเถิด [๒๐๓] ๙. ภิกษุเว้นขาดจากการทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังทาหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารอย่างนี้ คือ รับเป็นสื่อให้ พระราชา ราชมหาอามาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และกุมารว่า ‘ท่านจงไปที่นี้ หรือที่โน้น จงนาเอาสิ่งนี้ ไปจงเอาสิ่งนี้ มาจากที่โน้น’ หรือ [๒๐๔] ๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดหลอกลวง เลียบเคียง หว่านล้อม พูดและเล็ม ใช้ลาภ ต่อลาภ ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ มัชฌิมศีล จบ มหาศีล [๒๐๕] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทานาย อวัยวะ ทานายตาหนิ ทานายโชคลาง ทานายฝัน ทานายลักษณะ ทานายหนูกัดผ้า ทาพิธีบูชาไฟ พิธีเบิก แว่นเวียนเทียน พิธีซัดแกลบบูชาไฟ พิธีซัดราบูชาไฟ พิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ พิธีเติมเนยบูชาไฟ พิธีเติมน้า มันบูชาไฟ พิธีพ่นเครื่องเซ่นบูชาไฟ พิธีพลีกรรมด้วยเลือด วิชาดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชา ทาเสน่ห์ เวทมนตร์ไล่ผี วิชาตั้งศาลพระภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมงป่อง วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยเสียงนก วิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง [๒๐๖] ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง พวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทานายลักษณะ แก้วมณี ลักษณะผ้า ลักษณะไม้พลอง ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะเด็กชาย ลักษณะเด็กหญิง ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะ ช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโคสามัญ ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ้มหู (อีกนัยหนึ่ง หมายถึงยอดเรือน) ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค [๒๐๗] ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตรา ทัพว่า พระราชาจักเสด็จหรือไม่เสด็จ พระราชาในอาณาจักรจักทรงยกทัพเข้าประชิด พระราชานอก อาณาจักรจักทรงล่าถอย พระราชานอกอาณาจักรจักทรงยกทัพมาประชิด พระราชาในอาณาจักรจักทรงล่า ถอย ชัยชนะจักตกเป็นของพระราชาในอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชานอกอาณาจักร ชัยชนะจัก ตกเป็นของพระราชานอกอาณาจักร ความปราชัยจักมีแก่พระราชาในอาณาจักร พระราชาองค์นี้ จักทรงชนะ พระราชาองค์นี้ จักทรงพ่ายแพ้
  • 17.
    17 [๒๐๘] ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาเช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทางหรือผิดทาง ดาวนักษัตรจัก โคจรถูกทางหรือผิดทาง จักมีอุกกาบาตและดาวตก แผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาว นักษัตรจักขึ้น ตก มัวหมอง แจ่มกระจ่าง จันทรคราส สุริยคราส หรือนักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลอย่างนี้ โคจรผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตและดาวตก แผ่นดินไหว ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง แจ่มกระจ่างจัก มีผลอย่างนี้ [๒๐๙] ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่า ฝนจะดี ฝนจะแล้ง จะหาภิกษาหารได้ง่าย จะหาภิกษาหารได้ยาก จะมีความสงบร่มเย็น จะมีภัย จะมีโรค จะ ไม่มีโรค การคานวณด้วยการนับนิ้ ว (มุททา) การคานวณด้วยวิธีคิดในใจ (คณนา) การคานวณด้วยวิธี อนุมานด้วยสายตา (สังขาน) วิชาฉันทลักษณ์และโลกายตศาสตร์ [๒๑๐] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง พวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมง คล ฤกษ์วิวาหมงคล ฤกษ์เรียงหมอน ฤกษ์หย่าร้าง ฤกษ์รวบรวมทรัพย์ ฤกษ์ใช้จ่ายทรัพย์ ทาให้โชคดี ทาให้ เคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนตร์ทาให้ลิ้นแข็ง ทาให้คางแข็ง ทาให้มือสั่น ทาให้คางสั่น ทาให้หูอื้อ เป็นหมอดูลูกแก้ว ใช้หญิงสาวเป็นคนทรง ใช้หญิงประจาเทวาลัยเป็นคนทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์และท้าว มหาพรหม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทาพิธีเรียกขวัญ หรือ [๒๑๑] ๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทาพิธีบน บาน พิธีแก้บน ร่ายมนตร์ขับผี ตั้งศาลพระภูมิ ทากะเทยให้เป็นชาย ทาชายให้เป็นกะเทย ทาพิธีปลูกเรือน พิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ามนตร์ รดน้ามนตร์ พิธีบูชาไฟ ปรุงยาสารอก ยาถ่าย ยาแก้โรคลมตีขึ้นเบื้องบน ยา แก้โรคลมตีลงเบื้องต่า ยาแก้ปวดศีรษะ น้ามันหยอดหู น้ามันหยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา เป็น หมอตา หมอผ่าตัด หมอรักษาเด็ก (กุมารเวช) การให้สมุนไพรและยา การใส่ยาแล้วล้างออกเมื่อโรคหาย ทั้งหมดนี้ คือศีลของภิกษุ [๒๑๒] มหาบพิตร ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากการสารวมในศีล เลย เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกเป็นพระราชา กาจัดข้าศึกได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยอันตราย จากข้าศึกเลย ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอริยสีลขันธ์อย่างนี้ ย่อมเสวยสุขอันไม่มีโทษในภายใน มหาบพิตร ภิกษุชื่อ ว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้ แล มหาศีล จบ อินทรียสังวร
  • 18.
    18 [๒๑๓] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย(อินทรีย์ทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้วไม่รวบถือ (คือมองภาพรวมโดยไม่ พิจารณาลงไปในรายละเอียด เช่นมองว่า รูปนั้นสวย รูปนี้ ไม่สวย) ไม่แยกถือ (คือมองแยกพิจารณาเป็น ส่วนๆ ไป เช่น ตาสวย แต่จมูกไม่สวย) ย่อมปฏิบัติเพื่อสารวมในจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สารวมแล้วก็จะเป็น เหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงาได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสารวมในจักขุนท รีย์ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสารวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สารวมแล้วก็จะ เป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงาได้ จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสารวมในมนิ นทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความสารวมอินทรีย์อันเป็นอริยะนี้ ย่อมเสวยสุขอันไม่ระคนกับกิเลสในภายใน มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ แล สติสัมปชัญญะ [๒๑๔] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทา ความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิ บาตรและจีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่ง การ นอน การตื่น การพูด การนิ่ง มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างนี้ แล สันโดษ [๒๑๕] มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สันโดษด้วยจีวรพอคุ้ม ร่างกายและบิณฑบาตพออิ่มท้อง จะไป ณ ที่ใดๆ ก็ไปได้ทันทีเหมือนนกบินไป ณ ที่ใดๆ ก็มีแต่ปีกเป็นภาระ มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษเป็นอย่างนี้ แล การละนิวรณ์ ๕ [๒๑๖] ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะและอริยสันโดษ อย่างนี้ แล้ว พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดารงสติเฉพาะหน้า [๒๑๗] เธอละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ในโลก (โลก ในที่นี้ หมายถึง สภาพที่ต้อง แตกสลาย กล่าวคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ ความยึดติดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีตัวตน และเป็นของตน อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์) มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความ มุ่งร้ายคือพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์อยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้าย คือพยาบาท ละถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) ปราศจากถีนมิทธะ กาหนดแสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะ อยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและราคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิต
  • 19.
    19 สงบอยู่ภายใน ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว ไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่ ชาระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา อุปมานิวรณ์ ๕ [๒๑๘] เปรียบเหมือนคนกู้หนี้ มาลงทุนจนประสบผลสาเร็จ ใช้หนี้ เก่าที่เป็นต้นทุนจนหมด เก็บ กาไรที่เหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเรากู้หนี้ มาลงทุน การงานสาเร็จผลดี ได้ใช้หนี้ เก่าที่ยืมมาลงทุนหมดแล้ว กาไรก็ยังมีเหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา’ เพราะความไม่มีหนี้ สินเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ [๒๑๙] เปรียบเหมือนคนไข้อาการหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกาลัง ต่อมาหายป่วย บริโภค อาหารได้ กลับมีกาลัง เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราป่วยอาการหนักบริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกาลัง เวลานี้ หาย ป่วย บริโภคอาหารได้ มีกาลังเป็นปกติ’ เพราะการหายจากโรคเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและ ความสุขใจ [๒๒๐] เปรียบเหมือนคนต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจา ต่อมา พ้นโทษออกจากเรือนจาโดยสวัสดิ ภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจา เวลานี้ พ้นโทษออกจาก เรือนจาโดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ’ เพราะการพ้นจากเรือนจาเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิก บานใจและความสุขใจ [๒๒๑] เปรียบเหมือนคนที่ตกเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ ต่อมา พ้นจากความเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ เขาคิด ว่า ‘เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ เวลานี้ พ้นจากความเป็น ทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ’ เพราะความเป็นไทแก่ตัวเอง เป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ [๒๒๒] เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์สมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า ต่อมา ข้ามพ้นทางกันดาร ถึงหมู่บ้านอันสงบร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ สมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า เวลานี้ ข้ามพ้นทางกันดารถึงหมู่บ้านอันสงบ ร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ’ เพราะการพบภูมิสถานอันร่มเย็นเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและ ความสุขใจ [๒๒๓] มหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนยังละไม่ได้ เหมือนหนี้ โรค เรือนจา ความ เป็นทาส และทางไกลกันดาร [๒๒๔] มหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มี โรค การพ้นโทษจากเรือนจา ความเป็นไทแก่ตัวเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็น [๒๒๕] เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบาน ใจก็ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น
  • 20.
    20 ปฐมฌาน [๒๒๖] ภิกษุนั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร ปีติและ สุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เธอทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มี ส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง [๒๒๗] เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนาน ผู้ชานาญ เทผงถูตัวลงใน ภาชนะสัมฤทธิ์แล้วเอาน้าประพรมให้ติดเป็นก้อน พอตกเย็น ก้อนถูตัวที่ยางซึมไปจับ ก็ติดกันหมด ไม่ กระจายออก ฉันใด ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มี ส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็น สมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ทุติยฌาน [๒๒๘] ยังมีอีก มหาบพิตร เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสใน ภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เธอทากายนี้ ให้ชุ่ม ชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิด จากสมาธิจะไม่ถูกต้อง [๒๒๙] เปรียบเหมือนห้วงน้าลึกเป็นวังวน ไม่มีทางที่กระแสน้าจะไหลเข้าได้ ทั้งด้านตะวันออก ด้านใต้ ด้านตะวันตก และด้านเหนือ ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล แต่กระแสน้าเย็นพุขึ้นจากห้วงน้านั้นแล้วทา ห้วงน้านั้นให้ชุ่มชื่นเอิบอาบเนืองนองไปด้วยน้าเย็น ไม่มีส่วนไหนของห้วงน้านั้นที่น้าเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉันใด ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่า และประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ตติยฌาน [๒๓๐] ยังมีอีก มหาบพิตร เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย นามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอทากายนี้ ให้ชุ่ม ชื่นเอิบอิ่มด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง [๒๓๑] เปรียบเหมือนในกอบัวเขียว (อุบล) กอบัวหลวง (ปทุม) หรือกอบัวขาว (บุณฑริก) ดอกบัวเขียว ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวบางเหล่าที่เกิดเจริญเติบโตในน้า ยังไม่พ้นน้า จมอยู่ใต้น้า มีน้า หล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัวเหล่านั้นชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้าเย็นตั้งแต่ยอดถึงเหง้า ไม่มีส่วนไหนที่น้าเย็นจะ ไม่ถูกต้องฉันใด ภิกษุทากายนี้ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกาย ที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีต กว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
  • 21.
    21 จตุตถฌาน [๒๓๒] ยังมีอีก มหาบพิตรเพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เธอมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่งแผ่ไปทั่วกาย นี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจะไม่ถูกต้อง [๒๓๓] เปรียบเหมือนคนนั่งใช้ผ้าขาวคลุมตัวตลอดศีรษะ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ผ้าขาวจะไม่ ปกคลุม ฉันใด ภิกษุมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง จะไม่ถูกต้อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่ง ความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ วิชชา ๘ ประการ ๑. วิปัสสนาญาณ [๒๓๔] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน (กิเลสมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า กิเลสเพียงดังเนิน เพราะยังจิตให้ลาดต่า โน้มเอียงไปสู่ที่ต่า เช่นต้องย้อนกลับไปสู่จตุตถฌานอีก เป็นต้น) ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อ ญาณทัสสนะ (ความรู้และความเห็นตรงตามเป็นจริง อาจเรียกว่า มรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจเวกขณญาณ หรือวิปัสสนาญาณก็ได้) รู้ชัดอย่างนี้ ว่า ‘กายของเรานี้ คุมกันเป็นรูปร่าง ประกอบขึ้นจาก มหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบ ต้องนวดเฟ้น มีอัน แตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้ ’ [๒๓๕] เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใส เป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาวหรือสีนวลร้อยอยู่ข้างใน คนตาถึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือแล้วพิจารณา รู้ว่า‘แก้วไพฑูรย์อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใส เป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาวหรือสีนวลร้อยอยู่ข้างใน’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่ หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ รู้ชัดอย่างนี้ ว่า ‘กายของเรานี้ คุมกันเป็นรูปร่าง ประกอบ ขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา เจริญวัยเพราะข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงแท้ ต้องอบ ต้องนวด เฟ้น มีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา วิญญาณของเราอาศัยและเนื่องอยู่ในกายนี้ ’ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น ประจักษ์ข้อก่อนๆ ๒. มโนมยิทธิญาณ
  • 22.
    22 [๒๓๖] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตกายที่เกิดแต่ใจ คือ เนรมิต กายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่เกิดแต่ใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง [๒๓๗] เปรียบเหมือนคนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาเห็นว่า ‘นี้ คือหญ้าปล้อง นี้ คือไส้ หญ้า ปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไส้ถูกชักออกมาจากหญ้าปล้องนั่นเอง’ เปรียบเหมือนคนชัก ดาบออกจากฝัก เขาเห็นว่า ‘นี้ คือดาบ นี้ คือฝัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ดาบถูกชัก ออกมาจากฝักนั่นเอง’ หรือเปรียบเหมือนคนดึงงูออกจากคราบ เขาเห็นว่า ‘นี้ คืองู นี้ คือคราบ งูเป็นอย่างหนึ่ง คราบก็ เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่งูถูกดึงออกจากคราบนั่นเอง’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดัง เนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อ เนรมิตกายที่เกิดแต่ใจ คือ เนรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่เกิดแต่ใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะ ที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ๓. อิทธิวิธญาณ [๒๓๘] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธญาณ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กาแพง(และ)ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดาลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้าก็ ได้ เดินบนน้าโดยที่น้าไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อานาจทางกายไปจนถึงพรหม โลกก็ได้ [๒๓๙] เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือช่างหม้อผู้ชานาญ เมื่อนวดดินเหนียวดีแล้ว พึงทา ภาชนะที่ต้องการให้สาเร็จได้ เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือ ช่างงาผู้ชานาญเมื่อแต่งงาดีแล้ว พึงทาเครื่อง งาชนิดที่ต้องการให้สาเร็จได้ เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือช่างทองผู้ชานาญ เมื่อหลอมทองดีแล้ว พึงทา ทองรูปพรรณชนิดที่ต้องการให้สาเร็จได้ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธ ญาณ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดง ให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กาแพง (และ)ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดา ลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้าก็ได้ เดินบนน้าโดยที่น้าไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไป ในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้ อานาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่า และประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ
  • 23.
    23 ๔. ทิพพโสตธาตุญาณ [๒๔๐] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุญาณได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ [๒๔๑] เปรียบเหมือนคนเดินทางไกล (มีประสบการณ์มาก) ได้ยินเสียงกลอง เสียงตะโพน เสียง สังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมาง ก็เข้าใจว่า นั่นเสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียง เปิงมาง ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุญาณได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผล แห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อ ก่อนๆ ๕. เจโตปริยญาณ [๒๔๒] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ กาหนดรู้จิตของสัตว์และ คนอื่นด้วยจิตของตน คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่ามีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามี โทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้ว่าปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะก็รู้ว่าปราศจาก โมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ (คาว่า มหัคคตะ แปลว่า ถึงความเป็นใหญ่ มหัคคตจิต หมายถึงจิตที่ถึงฌานสมาบัติ) หรือไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคค ตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า เป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น [๒๔๓] เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกใส สะอาดหรือในภาชนะน้าใส หน้ามีไฝฝ้าก็รู้ว่ามีไฝฝ้า หรือไม่มีไฝฝ้าก็รู้ว่าไม่มีไฝฝ้า ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่ หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ กาหนดรู้จิตของสัตว์และคนอื่นด้วยจิตของตนคือ จิตมี ราคะก็รู้ว่ามีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้ ว่าปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะก็รู้ว่าปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือ ฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ หรือไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิต อื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าจิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็น ประจักษ์ข้อก่อนๆ
  • 24.
    24 ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [๒๔๔] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติ ก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏ กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ใน ภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไป เกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่าง นั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ ’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติ อย่างนี้ [๒๔๕] เปรียบเหมือนคนจากบ้านตนไปบ้านอื่นแล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก เขาจากบ้านนั้น กลับมายังบ้านเดิมของตน ระลึกได้อย่างนี้ ว่า ‘เราได้จากบ้านตนไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืน นั่ง พูด นิ่งเฉยอย่างนั้นๆ เราได้จากแม้บ้านนั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืน นั่ง พูด นิ่งเฉยอย่างนั้นๆ แล้วกลับจากบ้านนั้นมายังบ้านเดิมของตน’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิ วาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏ กัปเป็นอันมากบ้างว่า ‘ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุ อย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ ’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อม ลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและ ประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ๗. ทิพพจักขุญาณ [๒๔๖] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึง หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มี ความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นผิด พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความ เห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลก สวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตา ทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้ แล
  • 25.
    25 [๒๔๗] เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองหลวง คนตาดียืนบนปราสาทนั้น เห็นหมู่ชนกาลังเข้าไปสู่เรือนบ้างออกจากเรือนบ้าง สัญจรอยู่ตามถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลาง เมืองหลวงบ้าง ก็รู้ว่า ‘คนเหล่านี้ เข้าไปสู่เรือน คนเหล่านี้ ออกจากเรือน คนเหล่านี้ สัญจรอยู่ตามถนน คน เหล่านี้ นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองหลวง’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่อ จุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วย ตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นผิด พวกเขา หลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโน สุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทากรรมตามความเห็นชอบ พวกเขา หลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กาลังจุติ กาลังเกิด ทั้งชั้นต่าและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม อย่างนี้ แล ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความ เป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ๘. อาสวักขยญาณ [๒๔๘] เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็น จริงว่า ‘นี้ ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ อาสวะ นี้ อาสวสมุทัย นี้ อาสวนิโรธ นี้ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทากิจที่ควรทาเสร็จแล้ว (กิจที่ควรทาในที่นี้ หมายถึง กิจในอริยสัจ ๔ คือ การกาหนดรู้ทุกข์, การละเหตุเกิดแห่งทุกข์, การทาให้แจ้ง ซึ่งความดับทุกข์ และการอบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ) ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ อีกต่อไป’ (ไม่มี หน้าที่ในการบาเพ็ญมรรคญาณเพื่อความหมดสิ้นแห่งกิเลสอีกต่อไป เพราะพระพุทธศาสนาถือว่าการบรรลุ พระอรหัตตผลเป็นจุดหมายสูงสุด) [๒๔๙] เปรียบเหมือนสระน้าใสสะอาดไม่ขุ่นมัวบนยอดภูเขา คนตาดียืนที่ขอบสระนั้น เห็นหอย โข่งและหอยกาบ ก้อนกรวดและก้อนหินหรือฝูงปลากาลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ก็คิด อย่างนี้ ว่า ‘สระน้านี้ ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบ ก้อนกรวดและก้อนหิน และฝูงปลาเหล่านี้ กาลังแหวกว่ายอยู่ก็มี หยุดอยู่ก็มี ในสระนั้น’ ฉันใด เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส เพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุน้อมจิตไปเพื่ออาส วักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ อาสวะ นี้ อาสวสมุทัย นี้ อาสวนิโรธ นี้ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามา สวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
  • 26.
    26 แล้ว ทากิจที่ควรทาเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ฉันนั้น ข้อนี้ จัดเป็นผลแห่งความเป็น สมณะที่เห็นประจักษ์ ซึ่งดีกว่าและประณีตกว่าผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ มหาบพิตร ไม่มีผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์อย่างอื่นที่ยอดเยี่ยมกว่าหรือประณีตกว่า ผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์นี้ เลย” พระเจ้าอชาตศัตรูทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสก [๒๕๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระ ภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักเห็น รูปได้ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจง ทรงจาหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความผิด ได้ครอบงาหม่อมฉันผู้โง่เขลาเบาปัญญาซึ่งได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ทรงธรรม เพราะต้องการความ เป็นใหญ่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันตามความเป็นจริงเถิด เพื่อจะได้สารวมต่อไป” [๒๕๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เจริญพร มหาบพิตร ความผิดได้ครอบงาพระองค์ผู้โง่เขลาเบา ปัญญาซึ่งได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ทรงธรรม เพราะต้องการความเป็นใหญ่ แต่พระองค์ทรงเห็น ความผิดว่าเป็นความผิดแล้วทรงสารภาพตามความเป็นจริง ดังนั้น อาตมภาพขอรับทราบความผิดนั้นของ พระองค์ ก็ผู้ที่เห็นความผิดว่าเป็นความผิดแล้วสารภาพออกมาตามความเป็นจริง รับว่าจะสารวมต่อไป วิธี นี้ เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า” [๒๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ได้กราบทูลว่า “ถ้าอย่าง นั้น บัดนี้ หม่อมฉันขอทูลลากลับ เพราะมีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องทาอีกมาก พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิดมหาบพิตร” พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วได้เสด็จลุกจากที่ ประทับ ทรงกราบพระผู้มีพระภาค ทรงกระทาประทักษิณแล้วเสด็จจากไป [๒๕๓] ครั้นเมื่อท้าวเธอเสด็จจากไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุมารับสั่งว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย พระราชาองค์นี้ ถูกขจัดเสียแล้ว ถูกทาลายเสียแล้ว หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ ทรงธรรม ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม หมายถึง การเห็นอริยสัจ ๔ และการบรรลุมรรค ๓ เบื้องต้น แต่ โดยทั่วไป หมายถึงการบรรลุโสดาปัตติมรรค เช่นในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและในสามัญญผลสูตรนี้ ด้วย) อันไร้ธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ ทีเดียว” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้ จบลง ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมยินดีพุทธ ภาษิตนั้นแล สามัญญผลสูตรที่ ๒ จบ
  • 27.
    27 -------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถาสามัญญผลสูตร ราชามจฺจกถาวณฺณนา พระบาลีสามัญญผลสูตรว่า เอวมฺเมสุต เอก สมย ภควา ราชคเห ดังนี้ เป็นต้น. พระนครราชคฤห์นี้ เป็นเมืองทั้งในพุทธกาล ทั้งในจักรพรรดิกาล ส่วนในกาลที่เหลือ เป็นเมือง ร้าง พวกยักษ์ครอบครอง เป็นป่าที่อยู่อาศัยของยักษ์เหล่านั้น. ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยังอยู่ในพระครรภ์ พระเทวีเกิดการแพ้ท้องถึงขนาดอย่างนี้ ว่า โอ หนอ เราพึงดื่มโลหิตพระพาหาเบื้องขวาของพระราชา. พระนางมีพระดาริว่า การแพ้ท้องเกิดขึ้นในฐานะอัน หนัก ไม่อาจบอกให้ใครทราบได้ เมื่อไม่อาจบอกได้ จึงซูบผอมผิวพรรณซีดลง. พระราชาตรัสถามพระนางว่า "แน่ะนางผู้เจริญ ร่างกายของเธอมีผิวพรรณไม่ปรกติ มีเหตุอะไรหรือ." ทูลว่า "โปรดอย่าถามเลย ทูลกระหม่อม." รับสั่งว่า "แน่ะพระนาง เมื่อไม่อาจบอกความประสงค์ของเธอแก่ฉัน เธอจักบอกแก่ใคร" ดังนี้ ทรงรบเร้าด้วยประการนั้นๆ ให้พระนางบอกจนได้ พอได้ทรงทราบเท่านั้นก็รับสั่งว่า "พระนางนี่โง่ ใน เรื่องนี้ เธอมีสัญญาหนักหนา มิใช่หรือ" ดังนั้น จึงรับสั่งให้เรียกหมอมา ให้เอามีดทองกรีดพระพาหา แล้ว รองพระโลหิตด้วยจอกทองคา เจือด้วยน้าแล้วให้พระนางดื่ม. เนมิตตกาจารย์ทั้งหลายได้ทราบข่าวดังนั้น พากันพยากรณ์ว่า พระโอรสในครรภ์องค์นี้ จักเป็น ศัตรูแก่พระราชา พระราชาจักถูกพระโอรสองค์นี้ ปลงพระชนม์. พระเทวีทรงสดับข่าวดังนั้น มีพระดาริว่า "พระโอรสที่ออกจากท้องของเราจักฆ่าพระราชา" จึงมี พระประสงค์จะทาลายครรภ์ให้ตกไป เสด็จไปพระราชอุทยานให้บีบพระครรภ์. แต่พระครรภ์ก็หาตกไม่. พระนางเสด็จไปให้ทาอย่างนั้นบ่อยๆ. พระราชาทรงสืบดูว่า พระเทวีนี้ เสด็จไปพระราชอุทยานเนืองๆ เพื่อ อะไร ทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงทรงห้ามว่า พระนาง เด็กในท้องของพระนาง ยังไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิงเลย พระนางก็กระทาอย่างนี้ กะทารกที่เกิดแก่ตนเสียแล้ว โทษกองใหญ่ของเราดังกล่าวนี้ จักกระจายไปทั่วชมพู ทวีป ขอพระนางจงอย่ากระทาอย่างนี้ อีกเลย แล้วได้ประทานอารักขา. พระนางเธอได้หมายใจไว้ว่าเวลา คลอดจักฆ่าเสีย. แม้ในเวลาที่คลอดนั้น พวกเจ้าหน้าที่อารักขาก็ได้นาพระกุมารออกไปเสีย. สมัยต่อมา พระกุมารเจริญวัยแล้ว จึงนามาแสดงแก่พระเทวี. พอทอดพระเนตรเห็นพระกุมาร เท่านั้น พระนางก็เกิดความรักพระโอรส ฉะนั้นจึงไม่อาจฆ่าพระกุมารนั้นได้. ลาดับต่อมา แม้พระราชาก็ได้ พระราชทานตาแหน่งอุปราชแก่พระโอรส. สมัยต่อมา พระเทวทัตอยู่ในที่ลับ คิดว่า พระสารีบุตรก็มีบริษัทมาก พระโมคคัลลานะก็มีบริษัท มาก พระมหากัสสปะก็มีบริษัทมาก ท่านเหล่านี้ มีธุระคนละอย่างๆ ถึงเพียงนี้ แม้เราก็จะแสดงธุระสักอย่าง หนึ่ง.
  • 28.
    28 พระเทวทัตนั้น เมื่อไม่มีลาภก็ไม่อาจทาบริษัทให้เกิดขึ้นได้ จึงคิดว่าเอาละ เราจักทาลาภให้ เกิดขึ้น จึงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ทาให้อชาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใสตามนัยที่มาในขันธกะ พอรู้ว่า พระกุมาร อชาตศัตรูเลื่อมใสคุ้นเคยยิ่ง ถึงขนาดมาสู่ที่บารุงของตนทั้งเช้าเย็นพร้อมด้วยบริวารเต็มรถ ๕๐๐ คัน วัน หนึ่งจึงเข้าไปหากล่าวว่า ดูก่อนกุมาร เมื่อก่อนพวกมนุษย์มีอายุยืน แต่เดี๋ยวนี้ มีอายุน้อย. ดูก่อนกุมาร ถ้า อย่างนั้น พระราชกุมารพระองค์จงปลงพระชนม์พระบิดาเสียแล้วเป็นพระราชา. อาตมภาพจักปลงพระชนม์ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า แล้วส่งพระกุมารไปปลงพระชนม์พระบิดา. พระกุมารอชาตศัตรูนั้นหลงเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเทวทัตมีอานุภาพมาก สิ่งที่พระเทวทัตไม่รู้แจ้ง ไม่มี จึงเหน็บกฤชที่พระอุรุมุ่งจะฆ่ากลางวันแสกๆ มีความกลัวหวาดหวั่นสะดุ้งตื่นเต้น เข้าไปภายใน พระราชฐาน ทาอาการแปลกๆ มีประการดังกล่าวแล้ว. ครั้งนั้น พวกอามาตย์จับอชาตศัตรูราชกุมารได้ ส่งออกมาปรึกษาโทษว่า พระกุมารจะต้องถูก ประหาร พระเทวทัตจะต้องถูกประหาร และภิกษุพวกพระเทวทัตทั้งหมดจะต้องถูกประหาร แล้วกราบทูล พระราชาว่า พวกข้าพระองค์จักกระทาตามพระราชอาญา. พระราชาทรงลดตาแหน่งของพวกอามาตย์ที่ ประสงค์ลงโทษประหาร ทรงตั้งพวกอามาตย์ที่ไม่ต้องการให้ลงโทษประหารไว้ในตาแหน่งสูงๆ แล้วตรัสถาม พระกุมารว่า ลูกต้องการจะฆ่าพ่อเพื่ออะไร. พระกุมารกราบทูลว่า หม่อมฉันต้องการราชสมบัติ พระเจ้าข้า. พระราชาได้พระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรสนั้น. อชาตศัตรูราชกุมารบอกแก่พระเทวทัตว่า ความปรารถนาของเราสาเร็จแล้ว. ลาดับนั้น พระเท วทัตกล่าวกะพระกุมารว่า พระองค์เหมือนคนเอาสุนัขจิ้งจอกไว้ภายในกลองหุ้มหนัง แล้วสาคัญว่าทากิจ สาเร็จเรียบร้อยแล้ว. อีกสองสามวัน พระบิดาของพระองค์ทรงคิดว่า พระองค์ทาการดูหมิ่น แล้วก็จักเป็น พระราชาเสียเอง. พระกุมารถามว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทาอย่างไรเล่า. พระเทวทัตตอบว่า จงฆ่าชนิดถอนราก เลย. พระกุมารตรัสว่า พระบิดาของข้าพเจ้าไม่ควรฆ่าด้วยศาตรามิใช่หรือ. พระเทวทัตจึงกล่าวว่า จงฆ่า พระองค์ด้วยการตัดพระกระยาหาร. พระกุมารจึงสั่งให้เอาพระบิดาใส่เข้าในเรือนอบ. ที่ชื่อว่าเรือนอบ คือ เรือนมีควันที่ทาไว้เพื่อลงโทษแก่นักโทษ. พระกุมารสั่งไว้ว่า นอกจากพระมารดาของเราแล้ว อย่าให้คนอื่น เยี่ยม. พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารในขันทองคาแล้วห่อชายพกเข้าเยี่ยมพระราชา. พระราชาเสวย ภัตตาหารนั้นจึงประทังพระชนม์อยู่ได้. พระกุมารตรัสถามว่า พระบิดาของเราดารงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร. ครั้นทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ตรัสสั่งห้ามมิให้พระมารดานาสิ่งของใส่ชายพกเข้าเยี่ยม. ตั้งแต่นั้น พระเทวีก็ใส่ภัตตาหารไว้ในพระเมาลีเข้าเยี่ยม. พระกุมารทรงทราบแม้ดังนั้น รับสั่ง ห้ามมิให้พระมารดานุ่งพระเมาลีเข้าเยี่ยม. ลาดับนั้น พระเทวีทรงใส่ภัตตาหารไว้ในฉลองพระบาททองปิดดีแล้ว ทรงฉลองพระบาททองเข้า เยี่ยม. พระราชาดารงพระชนม์อยู่ด้วยภัตตาหารนั้น. พระกุมารตรัสถามอีกว่า พระบิดาดารงพระชนม์อยู่ได้
  • 29.
    29 อย่างไร ครั้นทรงทราบความนั้น ตรัสสั่งห้ามมิให้แม้แต่ทรงฉลองพระบาทเข้าเยี่ยม. ตั้งแต่นั้นพระเทวีก็ทรงสนานพระวรกายด้วยน้าหอม แล้วทาพระวรกายด้วยอาหารมีรสอร่อย ๔ อย่าง แล้วทรงห่มพระภูษาเข้าเยี่ยม. พระราชาทรงเลียพระวรกายของพระเทวี ประทังพระชนม์อยู่ได้. พระกุมารตรัสถามอีก ครั้นทรงทราบดังนั้นแล้วจึงตรัสสั่งว่า ตั้งแต่นี้ ไป ห้ามพระมารดาเข้าเยี่ยม. ต่อแต่นั้น พระเทวีประทับยืนแทบประตูทรงกันแสงคร่าครวญว่า ข้าแต่พระสวามีพิมพิสาร เวลา ที่เขาผู้นี้ เป็นเด็ก พระองค์ก็ไม่ให้โอกาสฆ่าเขา ทรงเลี้ยงศัตรูของพระองค์ไว้ด้วยพระองค์เองแท้ๆ บัดนี้ การ เห็นพระองค์ครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย ต่อแต่นี้ ไปหม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์อีก ถ้าโทษของหม่อมฉันมีอยู่ ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษด้วยเถิด พระเจ้าข้า แล้วก็เสด็จกลับ. ตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่มีพระ กระยาหาร ดารงพระชนม์อยู่ด้วยความสุขประกอบด้วยมรรคผล (ทรงเป็นพระโสดาบัน) ด้วยวิธีเดินจงกรม พระวรกายของพระองค์ก็เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น. พระกุมารตรัสถามว่า แน่ะพนาย พระบิดาของเรายังดารงพระชนม์อยู่ได้อย่างไร ครั้นทรงทราบ ว่า ยังดารงพระชนม์อยู่ได้ด้วยวิธีเดินจงกรม พระเจ้าข้า ซ้าพระวรกายยังเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นอีก จึงทรงพระดาริ ว่า เราจักตัดมิให้พระบิดาเดินจงกรมได้ในบัดนี้ ทรงบังคับช่างกัลบกทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอามีดโกนผ่า พระบาททั้ง ๒ ของพระบิดาของเรา แล้วเอาน้ามันผสมเกลือทา แล้วจงย่างด้วยถ่านไม้ตะเคียนซึ่งติดไฟคุไม่ มีเปลวเลย แล้วส่งไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกช่างกัลบก ทรงดาริว่า ลูกของเราคงจักมีใครเตือนให้รู้สึกตัวแน่ แล้ว ช่างกัลบกเหล่านี้ คงจะมาแต่งหนวดของเรา. ช่างกัลบกเหล่านั้นไปถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ครั้นถูกตรัสถามว่า มาทาไม จึงกราบทูลให้ทรง ทราบ. พระราชาพิมพิสารจึงตรัสว่า พวกเจ้าจงทาตามใจพระราชาของเจ้าเถิด. พวกช่างกัลบกจึงกราบทูลว่า ประทับนั่งเถิด พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระเจ้าพิมพิสารแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกข้า พระองค์จาต้องทาตามพระราชโองการ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธพวกข้าพระองค์เลย การกระทาเช่นนี้ ไม่ สมควรแก่พระราชาผู้ทรงธรรมเช่นพระองค์ แล้วจับข้อพระบาทด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาถือมีดโกนผ่าพื้นพระ บาททั้ง ๒ ข้าง เอาน้ามันผสมเกลือทาแล้วย่างด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กาลังคุไม่มีเปลวเลย. เล่ากันว่า ในกาลก่อน พระราชาพิมพิสารได้ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลานพระเจดีย์ และเอา พระบาทที่ไม่ได้ชาระเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สาหรับนั่ง นี้ เป็นผลของบาปนั้น. พระราชาพิมพิสารทรงเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง ทรงราลึกอยู่ว่า อโห พุทฺโธ อโห ธมฺโม อโห สงฺโฆ เท่านั้น ทรงเหี่ยวแห้งไปเหมือนพวงดอกไม้ที่เขาวางไว้ในลานพระเจดีย์ บังเกิดเป็น ยักษ์ชื่อชนวสภะ เป็นผู้รับใช้ของท้าวเวสสวรรณในเทวโลกชั้นจาตุมหาราช. และในวันนั้นนั่นเอง พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติ. หนังสือ ๒ ฉบับ คือข่าวพระโอรส ประสูติฉบับหนึ่ง ข่าวพระบิดาสวรรคตฉบับหนึ่ง มาถึงในขณะเดียวกันพอดี. พวกอามาตย์ปรึกษากันว่า พวกเราจักทูลข่าวพระโอรสประสูติก่อน จึงเอาหนังสือข่าวประสูตินั้น
  • 30.
    30 ทูนถวายในพระหัตถ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู. ความรักลูกเกิดขึ้นแก่พระองค์ในขณะนั้นทันที ท่วมไปทั่วพระ วรกายแผ่ไปจดเยื่อในกระดูก.ในขณะนั้น พระองค์ได้รู้ซึ้งถึงคุณของพระบิดาว่า แม้เมื่อเราเกิด พระบิดาของ เราก็คงเกิดความรักอย่างนี้ เหมือนกัน. จึงรีบมีรับสั่งว่า แน่ะพนาย จงไปปล่อยพระบิดาของเรา. พวก อามาตย์ทูลว่า พระองค์สั่งให้ปล่อยอะไร พระเจ้าข้า แล้วถวายหนังสือแจ้งข่าวอีกฉบับหนึ่งที่พระหัตถ์. พอทรงทราบความเป็นไปดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสง เสด็จไปเฝ้าพระมารดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เมื่อหม่อมฉันเกิด พระบิดาของหม่อมฉันเกิดความรักหม่อมฉันหรือหนอ. พระนางเวเทหิมีรับสั่งว่า เจ้าลูกโง่ เจ้าพูดอะไร เวลาที่ลูกยังเล็กอยู่ เกิดเป็นฝีที่นิ้ วมือ ครั้นนั้น พวกแม่นมทั้งหลายไม่สามารถทาให้ลูกซึ่งกาลังร้องไห้ หยุดร้องได้ จึงพาลูกไปเฝ้าเสด็จพ่อของลูกซึ่งประทับ นั่งอยู่ในโรงศาล เสด็จพ่อของลูกได้อมนิ้ วมือของลูกจนฝีแตกในพระโอษฐ์นั้นเอง ครั้งนั้น เสด็จพ่อของลูก มิได้เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงกลืนพระบุพโพปนพระโลหิตนั้นด้วยความรักลูก เสด็จพ่อของลูกมีความรัก ลูกถึงปานนี้ . พระเจ้าอชาตศัตรูทรงกันแสงคร่าครวญ ได้ถวายเพลิงพระศพพระบิดา. ฝ่ายพระเทวทัตเข้าเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า มหาบพิตร พระองค์จงสั่งคนที่จักปลงชีวิตพระ สมณโคดม แล้วส่งคนทั้งหลายที่พระเจ้าอชาตศัตรูพระราชทาน ตนเองขึ้นเขาคิชฌกูฏ กลิ้งศิลาก็แล้ว ให้ ปล่อยช้างนาฬาคิรีก็แล้ว ด้วยอุบายไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อาจปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ก็ เสื่อมลาภสักการะ จึงขอวัตถุ ๕ ประการ เมื่อไม่ได้วัตถุ ๕ ประการนั้นก็ประกาศว่า ถ้าอย่างนั้น จักให้ มหาชนเข้าใจเรื่องให้ตลอด จึงทาสังฆเภท. เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะพาบริษัทกลับแล้ว จึงราก เลือดออกร้อนๆ นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ๙ เดือน เดือดร้อนใจ ถามว่า เดี๋ยวนี้ พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน ครั้นได้รับตอบว่า ในพระเชตวัน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงเอาเตียงหามเราไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อเขาหามมา เพราะมิได้กระทากรรมที่ควรจะได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงถูกแผ่นดินสูบที่ใกล้สระโบกขรณี ในพระเช ตวันนั่นเอง ลงไปอยู่ในมหานรก. นี้ เป็นความย่อในเรื่องนี้ . พระกุมารนี้ พอเกิดเท่านั้น ก็จักเป็นศัตรูแก่พระราชา พวกเนมิตตกาจารย์ทานายไว้ดังนี้ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อชาตศัตรู ด้วยประการฉะนี้ . ความว่า ประทับอยู่ในมหาปราสาทชั้นบน. ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ทองภายใต้มหา เศวตฉัตรที่ยกขึ้นไว้ซึ่งควรแก่ความยิ่งใหญ่. ถามว่า ประทับนั่งทาไม? แก้ว่า เพื่อบรรเทาความหลับ. พระราชาองค์นี้ แหละ ตั้งแต่วันที่พยายามปลงพระชนม์พระบิดา พอหลับพระเนตรทั้ง ๒ ลงด้วย ตั้งพระทัยว่าจักหลับ ก็สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกหอกตั้งร้อยเล่มทิ่มแทง ทรงตื่นอยู่ (ไม่หลับ เพราะหวาดภัย เหลือเกิน). ครั้นพวกอามาตย์ทูลถามว่า เป็นอะไร พระองค์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ. เพราะฉะนั้น ความหลับจึง
  • 31.
    31 มิได้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ดังนั้นจึงประทับนั่งเพื่อบรรเทาความหลับ. อนึ่ง ในวันนั้นมีนักษัตรเอิกเกริกมาก.ทั่วพระนครกวาดกันสะอาดเรียบร้อย. เอาทรายมาโรย. ประตูเรือนประดับดอกไม้ ๕ สี. ข้าวตอกและหม้อใส่น้าเต็ม. ทุกทิศาภาคชักธงชัย ธงแผ่นผ้า. ประดับ ประทีปมาลาวิจิตรโชติช่วง. มหาชนเล่นนักษัตรกันสนุกสนานตามวิถีถนน เบิกบานกันทั่วหน้า. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ประทับนั่งเพราะเป็นวันเล่นนักษัตร ดังนี้ ก็มี. ก็แลครั้งกล่าวอย่างนี้ แล้ว เป็นอันทาสันนิษฐานว่า นักษัตรทุกครั้งเป็นของราชตระกูล แต่พระราชาองค์นี้ ประทับนั่งเพื่อบรรเทา ความหลับเท่านั้น. ด้วยว่า พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์ชีพพระบิดาของพระองค์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มี พระภาคเจ้า และเป็นอริยสาวก และพระเทวทัตก็ได้อาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นนั่นแหละกระทาความฉิบ หายใหญ่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ความผิดจึงมากด้วยประการฉะนี้ . ด้วยความที่พระองค์มีความผิดมากนั้น จึงไม่อาจเสด็จไปเฝ้าด้วยพระองค์เอง. อนึ่ง หมอชีวกก็เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้ทรงกระทาแสง สว่างให้เป็นนิมิต ด้วยหมายพระทัยว่า เราจักเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเป็นเงาตามหลังหมอชีวกนั้น. หมอชีวกรู้ว่า พระราชาทรงกระทาแสงสว่างให้เป็นนิมิตแก่ตนหรือ? รู้อย่างดี. เมื่อรู้ เหตุไรจึงนิ่งเสีย? เพื่อตัดความวุ่นวาย. ด้วยว่า ในบริษัทนั้นมีอุปัฏฐากของครูทั้ง ๖ ประชุมกันอยู่มาก. เขาเหล่านั้น แม้ตนเองก็ไม่ได้ รับการศึกษาเลย เพราะผู้ไม่ได้รับการศึกษาอยู่ใกล้ชิด เมื่อเราเริ่มกล่าวถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาเหล่านั้นก็จักผลุดลุกผลุดนั่งในระหว่างๆ กล่าวคุณแห่งศาสดาของตนๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณกถาแห่งพระ ศาสดาของเราก็จักไม่สิ้นสุดลงได้. ฝ่ายพระราชา ครั้นทรงพบกุลุปกะของครูทั้ง ๖ เหล่านี้ แล้ว มิได้พอ พระทัยในคุณกถาของครูทั้ง ๖ เหล่านั้น เพราะไม่มีสาระที่จะถือเอาได้ ก็จักกลับมาทรงถามเรา ครั้นถึงตอน นั้น เราจักกล่าวพระคุณของพระศาสดา โดยปราศจากความวุ่นวาย แล้วจักพาพระเจ้าอชาตศัตรูไปสู่สานัก ของพระศาสดา. หมอชีวกรู้ชัดอยู่อย่างนี้ จึงนิ่งเสีย เพื่อตัดความวุ่นวาย ดังนี้ แล. อามาตย์แม้เหล่านั้นพากันคิดอย่างนี้ ว่า วันนี้ พระราชาทรงชมราตรีด้วยบท ๕ บท คงมีพระ ประสงค์จะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์บางองค์ ถามปัญหาแล้วฟังธรรมเป็นแน่ ถ้าพระราชานี้ จักทรงสดับ ธรรมของสมณะหรือพราหมณ์องค์ใดแล้ว ทรงเลื่อมใสและจักทรงกระทาสักการะใหญ่แก่สมณะหรือ พราหมณ์องค์นั้น สมณะผู้เป็นกุลุปกะของผู้ใด ได้เป็นกุลุปกะของพระราชา ผู้นั้นย่อมมีความเจริญ ดังนี้ . อามาตย์เหล่านั้นครั้นคิดอย่างนี้ แล้ว จึงเริ่มกล่าวสรรเสริญสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนๆ ด้วย หมายใจว่า เรากล่าวสรรเสริญสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนแล้วจักพาพระราชาไป เราก็จักไป. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูมีกระแสพระดารัสอย่างนี้ แล้ว อามาตย์ของพระราชาคนหนึ่ง ดังนี้ เป็นต้น.
  • 32.
    32 ได้ยินว่า ปูรณกัสสปนั้นเป็นทาสที่ ๙๙ของตระกูลหนึ่ง เหตุนั้น เขาจึงตั้งชื่อว่า ปูรณะ แต่เพราะ เป็นทาสที่เป็นมงคล จึงไม่มีใครคอยว่ากล่าวว่า ทาดี ทาชั่ว หรือว่า ยังไม่ทา ทาไม่เสร็จ. ได้ยินว่า นายปูรณะนั้นคิดว่า เราจะอยู่ในที่นี้ ทาไม จึงหนีไป. ครั้งนั้น พวกโจรได้ชิงผ้าของเขา ไป. เขาไม่รู้จะหาใบไม้หรือหญ้ามาปกปิดกาย จึงเปลือยกายเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. มนุษย์ทั้งหลายเห็น เขา เข้าใจว่า ท่านผู้นี้ เป็นสมณะ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้มักน้อย คนเช่นท่านผู้นี้ ไม่มี จึงถือเอาของคาวหวาน เป็นต้นเข้าไปหา. เขาคิดว่า เพราะเราไม่นุ่งผ้าจึงเกิดลาภนี้ ตั้งแต่นั้นมา แม้ได้ผ้าก็ไม่นุ่ง ได้ถือการเปลือยกายนั้น นั่นแหละเป็นบรรพชา. แม้คนเหล่าอื่นๆ ประมาณ ๕๐๐ คนก็พากันบวชตาม ในสานักของปูรณกัสสปนั้น. ความว่า พระราชาทรงเป็นเหมือนบุรุษผู้ต้องการจะกินมะม่วงสุกมีสีดังทอง มีรสอร่อย ครั้นพบ ผลมะเดื่อสุกที่นามาวางไว้ในมือก็ไม่พอใจฉันใด พระราชาก็ฉันนั้น มีพระประสงค์สดับธรรมกถาที่ไพเราะ ประกอบด้วยคุณมีฌานและอภิญญาเป็นต้น แลสรุปลงด้วยพระไตรลักษณ์ แม้เมื่อก่อนได้เคยพบปูรณกัสสป ก็ไม่พอพระทัย มาบัดนี้ ยิ่งไม่พอพระทัยขึ้นไปอีกเพราะการพรรณนาคุณ จึงทรงนิ่งเสีย แม้ไม่พอพระทัยเลย ก็มีพระดาริว่า ถ้าเราจักคุกคามคนที่เพ็ดทูลนั้นแล้วให้เขาจับคอนาออกไป ผู้ใดผู้หนึ่งแม้อื่นก็จะกลัวว่า พระราชาทรงกระทาอย่างนี้ แก่คนที่พูดนั้นๆ จักไม่พูดอะไรๆ ฉะนั้น จึงทรงอดกลั้นถ้อยคานั้นแม้ไม่เป็นที่ พอพระทัย ได้ทรงนิ่งเสียเลย. ลาดับนั้น อามาตย์อีกคนหนึ่งคิดว่า เราจักกล่าวคุณของสมณพราหมณ์ผู้เป็นกุลุปกะของตน จึง เริ่มทูล. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อามาตย์อีกคนหนึ่ง ดังนี้ เป็นต้น. โกมารภจฺจชีวกกถาวณฺณนา ความว่า ได้ยินว่า พระราชาทรงสดับคาของอามาตย์เหล่านั้นแล้ว มีพระราชดาริว่า เราไม่ ต้องการฟังคาพูดของผู้ใดๆ ผู้นั้นๆ ย่อมพูดพล่ามไปหมด ส่วนคาพูดของผู้ใดที่เราต้องการฟัง เขาผู้นั้นกลับ นิ่งอยู่ เหมือนครุฑถูกฤทธิ์นาคเข้าไปแล้วยืนนิ่ง เสียหายแล้วสิเรา. ครั้นแล้วทรงพระดาริว่า หมอชีวกเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สงบระงับ แม้ตัวเองก็ สงบระงับ ฉะนั้น จึงนั่งนิ่ง เหมือนภิกษุที่สมบูรณ์ด้วยวัตร. หมอชีวกนี้ เมื่อเราไม่พูดก็จักไม่พูด ก็เมื่อจะจับ ช้าง ควรจะจับเท้าช้างนั่นแหละ จึงทรงปรึกษากับหมอชีวกนั้นด้วยพระองค์เอง. เมื่ออามาตย์เหล่านี้ กล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะของตนๆ อยู่ ปากไม่พอกล่าว สมณะที่เป็น กุลุปกะของท่านเหมือนอย่างของอามาตย์เหล่านี้ ไม่มีหรือ ท่านเป็นคนจนหรือ พระบิดาของเราประทาน ความเป็นใหญ่แก่ท่านแล้วมิใช่หรือ หรือว่าท่านไม่มีศรัทธา. ลาดับนั้น หมอชีวกจึงคิดในใจว่า พระราชาพระองค์นี้ ให้เรากล่าวคุณแห่งสมณะผู้เป็นกุลุปกะ บัดนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะนิ่ง เหมือนอย่างว่า อามาตย์เหล่านี้ ถวายบังคับพระราชาแล้วนั่งลงกล่าวคุณของ สมณะผู้กุลุปกะของตนๆ ฉันใด เราจะกล่าวคุณของพระศาสดาของเราเหมือนอย่างอามาตย์เหล่านี้ หาควร
  • 33.
    33 ไม่ ดาริพลางลุกขึ้นจากอาสนะหันหน้าไปทางที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคับด้วยเบญจาง คประดิษฐ์ประคองอัญชลีซึ่งรุ่งเรืองไปด้วยทศนัขสโมธานเหนือพระเศียร แล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์อย่าทรงเข้าพระทัยว่า ชีวกนี้ จะพาไปพบสมณะพอดีพอร้าย เพราะพระศาสดาของข้าพระองค์นี้ ในการถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ในการประสูติจากครรภ์พระ มารดา ในการเสด็จออกผนวช ในการตรัสรู้ และในการประกาศธรรมจักร หวั่นไหวไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ทรง ทายมกปาฏิหาริย์ก็อย่างนี้ คราวเสด็จลงจากเทวโลกก็อย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวคุณแห่งพระศาสดา ของข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์จงตั้งพระทัยให้แน่วแน่สดับเถิด พระพุทธเจ้าข้า. ครั้นกราบทูลดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นี้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ . ในบทพระพุทธคุณนั้น มีการเชื่อมบทดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้เพราะเหตุนี้ จึง เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ แม้เพราะเหตุนี้ จึงเป็นผู้แจกพระธรรม. อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ ด้วย นี้ ด้วย. ก็หมอชีวกพรรณนาพุทธคุณทีละบทจบความลง ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระศาสดาของข้า พระองค์เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ เป็นสัมมาสัมพุทธะอย่างนี้ ฯลฯ เป็นผู้แจกธรรมรัตน์อย่างนี้ แล้วทูลสรุปว่า ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ถึงอย่างไร เมื่อพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าอยู่ พระทัยก็พึงผ่องใส. ก็ในพระบาลีตอนนี้ เมื่อหมอชีวกทูลว่า ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เจ้าเถิด ดังนี้ เท่ากับทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เมื่อข้าพระองค์ถูกพระราชาเช่นพระองค์ตั้งร้อยตั้งพันตั้งแสน ตรัสถาม ย่อมมีเรี่ยวแรงและพลังที่จะกล่าวคุณกถาของพระศาสดาให้จับใจของคนทั้งหมดได้ พระองค์ก็ทรง คุ้นเคย โปรดเข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหาเถิด พระพุทธเจ้าข้า. เมื่อพระราชาทรงสดับคุณกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่เรื่อยๆ นั้น ทั่วพระวรกายมีปีติ ๕ ประการถูกต้องตลอดเวลา พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จไปในขณะนั้นทีเดียว มีพระดาริว่า เมื่อเราจะไป เฝ้าพระทศพลในเวลานี้ ไม่มีใครอื่นที่จักสามารถจัดยานพาหนะได้เร็ว นอกจากหมอชีวก จึงรับสั่งว่า ชีวกผู้ สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้. บรรดายานพาหนะมีม้าและรถเป็นต้นที่มีอยู่มากมาย ยานพาหนะคือช้างเป็นสูงสุด ควรจะ นาไปสานักของพระศาสดาผู้สูงสุด ด้วยยานพาหนะที่สูงสุดเหมือนกัน. พระราชามีพระดาริดังนี้ แล้ว และมี พระดาริต่อไปอีกว่า ยานพาหนะคือม้าและรถมีเสียงดัง เสียงของยานพาหนะเหล่านั้นได้ยินไปไกลทีเดียว ส่วนยานพาหนะคือช้าง แม้คนที่เดินตามรอยเท้าก็ไม่ได้ยินเสียง ควรจะไปสานักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ เงียบสงบด้วยยานพาหนะที่เงียบสงบเหมือนกัน ถามว่า หมอชีวกนี้ ได้กระทาสิ่งที่พระราชาตรัสหรือมิได้ตรัส? ตอบว่า ได้กระทาสิ่งที่พระราชามิได้ตรัส. เพราะเหตุไร? เพราะเป็นบัณฑิต. ได้ยินว่า หมอชีวกนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ ว่า พระราชามีรับสั่งว่า เราจะไปในเวลานี้ . ธรรมดา
  • 34.
    34 พระราชาทั้งหลายมีศัตรูมาก หากจะมีอันตรายบางอย่างในระหว่างทาง แม้เราก็จักถูกคนทั้งหลายตาหนิว่า หมอชีวกคิดว่าพระราชาเชื่อคาเราจึงพาพระราชาออกไปในเวลาไม่ควร แม้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักถูก ตาหนิว่า พระสมณโคดมมุ่งแต่จะเทศน์ ไม่กาหนดกาลควรไม่ควรแล้วแสดงธรรม ดังนี้ บ้าง เพราะฉะนั้น เราจักกระทาอย่างที่ครหาจะไม่เกิดขึ้นแก่เรา และจะไม่เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระราชาก็จะได้รับ อารักขาอย่างดี. ต่อแต่นั้น หมอชีวกคิดว่า เพราะอาศัยหญิงทั้งหลาย ภัยย่อมไม่มีแก่ชายทั้งหลาย พระราชามี หญิงแวดล้อมเสด็จไปสะดวกดี จึงให้เตรียมช้างพัง ๕๐๐ เชือกให้หญิง ๕๐๐ คนปลอมเป็นชาย สั่งว่าพวก เธอจงถือดาบและหอกซัดแวดล้อมพระราชา แล้วหมอยังคิดอีกว่า พระราชาองค์นี้ ไม่มีอุปนิสัยแห่งมรรคผล ในอัตตภาพนี้ และธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเห็นอุปนิสัยก่อนจึงแสดงธรรม เอาละเราจักให้มหาชน ประชุมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสดาจักทรงแสดงธรรมตามอุปนิสัยของใครๆ สักคน พระธรรมเทศนานั้น จักเป็นอุปการะแก่มหาชน. หมอชีวกนั้นส่งข่าวสาสน์ให้ตีกลองป่าวประกาศในที่นั้นๆ ว่า วันนี้ พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้า ขอให้คนทุกคนถวายอารักขาพระราชาตามสมควรแก่สมบัติของตนๆ. ลาดับนั้น มหาชนคิดว่า ได้ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านผู้เจริญ พระ ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเช่นไรหนอ พวกเราจะมัวเล่นนักษัตรกันทาไม ไปในที่นั้นเถิด. ทุก คนถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ยืนรอการเสด็จมาของพระราชาอยู่ตามทาง. แม้หมอชีวก็ทูลเชิญเสด็จ พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เตรียมยานพาหนะช้างเสร็จแล้ว ขอพระองค์จงรู้เวลาที่ควรเสด็จใน บัดนี้ เถิด. จริงอยู่ ในวันก่อนโน้น มิได้มีการเตรียมจัดไว้ก่อน ด้วยหมายว่า พระราชาจักเสด็จไปเฝ้าพระ ตถาคต หมอชีวกจัดในขณะนั้นเอง เอาหญิง ๕๐๐ คนปลอมเป็นชาย สวมผ้าโพก คล้องพระขรรค์ที่บ่า ถือ หอกซัดมีด้ามเป็นแก้วมณีออกไป ดังนี้ . หญิงฟ้อนราล้อมนางกษัตริย์อีกจานวนหนึ่งประมาณหมื่นหกพันคนแวดล้อมพระราชา. ท้าย ขบวนหญิงฟ้อนราเหล่านั้น มีคนค่อม คนเตี้ยและคนแคระเป็นต้น. ท้ายขบวนคนเหล่านั้น มีคนใกล้ชิด ผู้ดูแลภายในพระนคร. ท้ายขบวนคนใกล้ชิดเหล่านั้น มีมหาอามาตย์ประมาณหกหมื่นคนแต่งตัวเต็มยศ งดงาม. ท้ายขบวนมหาอามาตย์เหล่านั้น มีลูกเจ้าประเทศราชประมาณเก้าหมื่นคน ประดับด้วย เครื่องประดับหลายอย่าง ราวกะเพทยาธรหนุ่มถืออาวุธชนิดต่างๆ. ท้ายขบวนลูกเจ้าประเทศราช มี พราหมณ์ประมาณหมื่นคนนุ่งผ้ามีค่าตั้งร้อย ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งค่า ๕๐๐ อาบน้าลูบไล้อย่างดี งามด้วย เครื่องประดับต่างๆ มีดอกไม้ทองเป็นต้น เดินยกมือขวาเปล่งเสียงไชโย. ท้ายขบวนพราหมณ์เหล่านั้น มี ดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ท้ายขบวนดนตรีเหล่านั้น มีนายขมังธนูล้อมเป็นวง. ท้ายพวกขมังธนู มีช้างมี ตะพองชิดกัน. ท้ายช้าง มีม้าเรียงรายคอต่อคอชิดกัน. ท้ายม้า มีรถชิดกันและกัน. ท้ายรถ มีทหารแขนต่อ แขนกระทบกัน. ท้ายทหารเหล่านั้น มีเสนา ๑๘ เหล่า รุ่งเรืองด้วยเครื่องประดับที่สมควรแก่ตนๆ. หมอชีวกจัดคนถวายพระราชา ชนิดลูกศรที่คนยืนอยู่ท้ายสุดขบวน ยิงไปก็ไม่ถึงพระราชา ตนเองยังตามเสด็จไม่ห่างไกลพระราชา ด้วยหมายใจว่า หากจะมีอันตรายอะไรๆ เราจักถวายชีวิตเพื่อ
  • 35.
    35 พระราชาก่อนคนอื่นทั้งหมด. อนึ่ง คบเพลิงก็กาหนดไม่ได้ว่าร้อยเท่านี้หรือพันเท่านี้ . คาว่า พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจ ด้วยราชานุภาพอย่าง ยิ่งใหญ่ นั้น พระสังคีติกาจารย์กล่าวหมายเอาราชฤทธิ์เห็นปานนี้ แล. ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์มีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู ประตูเล็ก ๖๔ ประตู. สวนอัมพวันของหมอชีวก อยู่ระหว่างกาแพงเมืองกับภูเขาคิชฌกูฏต่อกัน. พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกทางประตูทิศตะวันตก เสด็จเข้า ไปในเงาของภูเขา. ที่ตรงนั้น พระจันทร์ถูกยอดภูเขาบังไว้ ความมืดจึงมีขึ้นเพราะเงาของภูเขาและเงาของ ต้นไม้. แม้ข้อที่กล่าวก็มิใช่เหตุอันสมควร ด้วยว่าในเวลานั้น คบเพลิงตั้งแสนดวงก็กาหนดไม่ได้. ก็พระเจ้า อชาตศัตรูนี้ อาศัยความเงียบสงัด จึงเกิดความกลัวเพราะระแวงหมอชีวก. ได้ยินว่า หมอชีวกได้ทูลพระองค์ที่ปราสาทชั้นบนทีเดียวว่า ข้าแต่พระมหาราช พระผู้มีพระภาค เจ้าประสงค์ความเงียบสงัด ควรเข้าเฝ้าด้วยความเงียบสงัดนั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงทรงห้าม เสียงดนตรี. ดนตรีทั้งหลายพอพระราชาให้หยุดเท่านั้น. ขบวนตามเสด็จจึงไม่เปล่งเสียงดัง มากันด้วย สัญญานิ้ วมือ. แม้ในสวนอัมพวัน ก็ไม่ได้ยินแม้เสียงกระแอมของใครๆ. ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมยินดี ในเสียงยิ่งนัก. พระเจ้าอชาตศัตรูอาศัยความเงียบสงัดนั้น เกิดหลากพระทัย ชักระแวงแม้ในหมอชีวกว่า หมอชี วกนี้ กล่าวว่า ที่สวนอัมพวันของข้าพระองค์มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ก็ในที่นี้ เราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกระแอม คา หมอชีวกเห็นจะไม่จริง หมอชีวกนี้ ลวงนาเราออกจากเมือง ซุ่มพลกายไว้ข้างหน้า ต้องการจับเราแล้วขึ้น ครองราชสมบัติเสียเอง ก็หมอชีวกนี้ ทรงกาลัง ๕ ช้างสาร และเดินไม่ห่างเรา คนของเราที่ถืออาวุธอยู่ใกล้ก็ ไม่มีสักคน น่าอัศจรรย์ เราเสียหายแล้วหนอ. ก็และครั้นทรงกลัวอย่างนี้ แล้วก็ไม่อาจดารงตนอย่างคนไม่กลัวได้ จึงตรัสบอกความที่พระองค์ กลัวแก่หมอชีวกนั้น. ความว่า หมอชีวกคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ ไม่รู้จักเรา ถ้าเราไม่ปลอบพระองค์ให้เบา พระทัยว่า ชีวกคนนี้ ไม่ฆ่าผู้อื่นดังนี้ ก็ฉิบหาย จึงทูลปลอบให้มั่นพระทัยว่า อย่าทรงกลัวเลย พระเจ้าข้า โปรดเสด็จเข้าไปเถิด. อธิบายว่า จงเข้าไป. ก็เมื่อกล่าวครั้งเดียวจะไม่มั่น ฉะนั้น หมอชีวกจึงรีบกล่าว ๒-๓ ครั้ง. หมอชีวกทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดากาลังของโจรจะไม่จุดประทีปตั้งไว้ แต่นั่นประทีปที่ โรงกลมยังสว่างอยู่ ขอพระองค์จงเสด็จไปตามสัญญาแห่งประทีปนั้นเถิด พระเจ้าข้า. สามญฺญผลปุจฺฉาวณฺณนา ก็เดชแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าแผ่ไปสู่พระสรีระของพระราชา ตลอดเวลาที่ประทับ ณ พื้นที่ ประทับ. ในทันใดนั้น พระเสโทไหลออกจากทั่วพระสรีระของพระราชา ผ้าทรงได้เป็นเหมือนบีบน้าไหล. ความกลัวอย่างมากได้เกิดขึ้นเพราะทรงระลึกถึงความผิดของพระองค์ ท้าวเธอไม่อาจเสด็จไปสานักของพระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรงๆ ทรงเกาะมือหมอชีวก ราวกะว่าเสด็จชมสวน พลางตรัสชมที่ประทับว่า ชีวกผู้สหาย นี้ เธอให้ทาได้ดี นี้ เธอสร้างได้ดี เสด็จเข้าประตูโรงกลมโดยลาดับ. อธิบายว่า ถึงพร้อมแล้ว. ได้ยินว่า ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ พระราชานี้ เคยเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระบิดา แต่
  • 36.
    36 ภายหลัง เพราะคบมิตรชั่ว จึงทาปิตุฆาตส่งนายขมังธนู ให้ปล่อยช้างธนบาล มีความผิดมาก ไม่กล้าเข้าไป เผชิญพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ว่าไม่ทรงทราบจึงตรัสถามนั้น ไม่ใช่เหตุอันสมควร. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระวรลักษณ์เต็มที่ ประดับด้วยอนุพยัญชนะ เปล่งพระ ฉัพพรรณรังสีสว่างไสวทั่วสวน แวดล้อมไปด้วยหมู่ภิกษุ ดุจจันทร์เพ็ญแวดล้อมด้วยหมู่ดาว ประทับนั่ง ท่ามกลางโรงกลม ใครจะไม่รู้จักพระองค์. แต่พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามนี้ ก็ด้วยท่วงทีแห่งความเป็นใหญ่ ของพระองค์. ข้อที่รู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม ถามดูนี้ เป็นปรกติธรรมดาของราชสกุลทั้งหลาย. ฝ่ายหมอชีวกฟังพระดารัสนั้นแล้วคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ เป็นดุจประทับยืนอยู่บนแผ่นดิน ถามว่าแผ่นดินอยู่ไหน ดูท้องฟ้า แล้วถามว่าพระจันทร์พระอาทิตย์อยู่ไหน ยืนอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ ถามว่าเขา สิเนรุอยู่ไหน ประทับยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระทศพลทีเดียว ตรัสถามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ไหน เอาละ เราจักแสดงพระผู้มีพระภาคเจ้าแด่พระองค์ จึงน้อมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ จริงอยู่ ในที่นั้นไม่มีภิกษุแม้สักรูปหนึ่งที่แสดงความคะนองมือคะนองเท้า หรือเสียงกระแอม. ภิกษุแม้รูปหนึ่งก็มิได้แลดูพระราชาหรือบริษัทของพระราชาที่อยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ล้วนมี นางฟ้อนราเป็นบริวาร ประดับด้วยอลังการครบครัน. ภิกษุทุกรูปนั่งดูพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. พระราชา ทรงเลื่อมใสในความสงบของภิกษุเหล่านั้น ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์สงบ เหมือนห้วงน้าใส เพราะ ปราศจากเปือกตม บ่อยๆ ทรงเปล่งอุทาน. ด้วยความสงบนี้ ที่ภิกษุสงฆ์สงบทางกาย ทางวาจาและทางใจ ด้วยความสงบคือศีล. พระราชา ตรัสอย่างนี้ ในที่นั้น มิได้ทรงหมายถึงความข้อนี้ ว่า โอหนอ! ขอให้ลูกของเราบวชแล้วพึงสงบเหมือนภิกษุ เหล่านี้ . แต่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์แล้วทรงเลื่อมใส จึงทรงระลึกถึงพระโอรส. ก็การได้สิ่งที่ได้ ด้วยยากหรือเห็นสิ่งอัศจรรย์แล้วระลึกถึงคนรักมีญาติและมิตรเป็นต้น เป็นปรกติของโลกทีเดียว. พระราชา นี้ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์ แล้วทรงระลึกถึงพระโอรสจึงตรัสอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ . อีกอย่างหนึ่ง พระองค์มีความแหนงพระทัยในพระโอรส เมื่อทรงปรารถนาให้พระโอรสมีความ สงบจึงตรัสอย่างนี้ . ได้ยินว่า พระองค์ทรงปริวิตกอย่างนี้ ว่า ลูกของเราจักถามว่า พระบิดาของเรายังหนุ่ม พระเจ้าปู่ ของเราไปไหน เมื่อสดับว่า พระเจ้าปู่นั้น พระบิดาของพระองค์ฆ่าเสียแล้วดังนี้ จักหมายมั่นว่า เราจักฆ่าพระ บิดาแล้วครองราชสมบัติ. พระองค์มีความแหนงพระทัยในพระโอรส เมื่อทรงปรารถนาให้พระโอรสมีความ สงบ จึงตรัสอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ . ก็พระราชาตรัสอย่างนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระโอรสก็จักฆ่าพระองค์อยู่นั่นเอง. ก็ในวงศ์นั้นมีการฆ่าบิดาถึง ๕ ชั่วรัชกาล คือ พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสาร. พระเจ้าอุทัยฆ่าพระเจ้าอชาตศัตรู. พระโอรสของพระเจ้าอุทัย พระนามว่ามหามุณฑิกะ ฆ่าพระเจ้าอุทัย. พระโอรสของพระเจ้ามหามุณฑิกะ พระนามว่าอนุรุทธะ ฆ่าพระเจ้ามหามุณฑิกะ. พระโอรสของพระเจ้าอนุรุทธะ พระนามว่านาคทาสะ ฆ่าพระเจ้าอนุรุทธะ.
  • 37.
    37 ชาวเมืองโกรธว่า พวกนี้ เป็นพระราชาล้างวงศ์ตระกูลไม่มีประโยชน์ จึงฆ่าพระเจ้านาคทาสะ เสีย. ได้ยินว่า เมื่อพระราชามิได้มีพระดารัสเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดาริว่า พระราชานี้ เสด็จมา ประทับนิ่งไม่มีเสียง ทรงพระดาริอย่างไรหนอ ครั้นทรงทราบความคิดของพระราชาแล้ว ทรงพระ ดาริว่าพระราชานี้ ไม่อาจเจรจากับเรา ทรงชาเลืองดูภิกษุสงฆ์แล้วทรงระลึกถึงพระโอรส ก็เมื่อเราไม่เอ่ยขึ้น ก่อน พระราชานี้ จักไม่อาจตรัสอะไรๆ เลย เราจะเจรจากับพระองค์. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสในลาดับแห่งพระราชดารัสว่า มหาบพิตร น้าที่ตกในที่สูงย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่มฉันใด ขอพระองค์จงชาเลือง ดูภิกษุสงฆ์แล้วปฏิบัติตามความรักฉันนั้นเถิด. ครั้งนั้น พระราชามีพระราชดาริว่า โอ! พระพุทธคุณน่าอัศจรรย์ ชื่อว่าคนที่ทาผิดต่อพระผู้มีพระ ภาคเจ้า เหมือนอย่างเราไม่มี ด้วยว่า เราฆ่าอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเชื่อคาของพระ เทวทัตส่งนายขมังธนู ปล่อยช้างนาฬาคิรี เพราะอาศัยเรา พระเทวทัตจึงกลิ้งศิลา เรามีความผิดใหญ่หลวง ถึงอย่างนี้ พระทศพลยังตรัสเรียกจนพระโอษฐ์จะไม่พอ โอ! พระผู้มีพระภาคเจ้าประดิษฐานอยู่ด้วยดีใน ลักษณะของผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ อย่าง เราจักไม่ละทิ้งพระศาสดาเห็นปานนี้ แล้วแสวงหาภายนอก ทรงพระ โสมนัส. ความว่า ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีพระราชดาริว่า เราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไปไหว้ภิกษุสงฆ์ข้างโน้นข้างนี้ ย่อมจะต้องหันหลังให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะไม่เป็นการกระทาความ เคารพพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะคนที่ถวายบังคมพระราชาแล้วถวายบังคมอุปราช ย่อมเป็นอันไม่กระทา ความเคารพพระราชา ฉะนั้น พระองค์จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วน้อมอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ตรงที่ ประทับยืนนั่นเอง แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงหนุนให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดอุตสาหะในการถาม ปัญหา จึงตรัสว่า เชิญถามเถิด มหาบพิตร เมื่อทรงพระประสงค์. พระพุทธดารัสนั้นมีความว่า เชิญถามเถิด เมื่อทรงพระประสงค์ เราตถาคตไม่มีความหนักใจใน การวิสัชนาปัญหา. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาอย่างสัพพัญญูปวารณาซึ่งไม่ทั่วไปแก่พระปัจเจก พุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกทั้งหลายว่า เชิญถามเถิด พระองค์ทรงประสงค์ข้อใดๆ เราตถาคตจัก วิสัชนาถวายข้อนั้นๆ ทุกข้อแด่พระองค์. จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า ถ้าทรงพระ ประสงค์ ย่อมกล่าวว่า ฟังแล้วจักรู้ได้. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสว่า ถามเถิด อาวุโส เมื่อต้องการ หรือว่า เชิญถามเถิด มหาบพิตร เมื่อทรงพระประสงค์. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาสัพพัญญูปวารณาอย่างนี้ แล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูทรงพอ พระทัย เมื่อจะทูลถามปัญหา พระเจ้าอชาตศัตรูทรงแสดงเหล่าชนที่อาศัยศิลปะนั้นๆ เลี้ยงชีพ. ด้วยว่า พระองค์มีพระราชประสงค์ดังนี้ ว่า ผลแห่งศิลปะที่ประจักษ์เพราะอาศัยศิลปะนั้นๆ ย่อมปรากฏแก่ผู้ที่เข้าไป อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพเหล่านี้ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจที่จะประกาศสามัญญผลที่ประจักษ์ใน
  • 38.
    38 ปัจจุบัน เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่หนอ ดังนี้. เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทรงเริ่มศิลปศาสตร์ทั้งหลาย มาแสดงคนที่เข้าไปอาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงวิสัชนาปัญหาทันที ทรงพระดาริว่า อามาตย์ของพระราชา เหล่านี้ ที่เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์มากหลายมาในที่นี้ พวกอามาตย์เหล่านั้น เมื่อเรากล่าวแสดงฝ่ายดา และฝ่ายขาว จักติเตียนว่า พระราชาของพวกเราเสด็จมาในที่นี้ ด้วยอุตสาหะใหญ่ ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาแล้ว พระสมณโคดมตรัสความโกลาหลของสมณะให้เป็นเรื่องสมณะทะเลาะกันเสีย จักไม่ฟังธรรมโดยเคารพ. แต่ เมื่อพระราชาตรัส พวกอามาตย์จักไม่อาจติเตียน จักอนุวัตรตามพระราชาเท่านั้น. ธรรมดาชาวโลกย่อมอนุ วัตรตามผู้เป็นใหญ่ ตกลงเราจะทาให้เป็นภาระของพระราชาแต่ผู้เดียว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาให้เป็นภาระของพระราชา จึงตรัสว่า มหาบพิตร ปัญหานี้ พระองค์เคยถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นบ้างหรือหนอ. พระองค์ยังจาได้ถึงภาวะที่ถามปัญหานั้น พระองค์ มิได้ทรงลืมสมณพราหมณ์เหล่านั้นหรือ. ความว่า ถ้าสมณพราหมณ์นั้นๆ พยากรณ์อย่างไร การที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นในที่นี้ จะไม่เป็น การหนักพระทัยแก่พระองค์. อธิบายว่า ถ้าจะไม่มีความไม่ผาสุกอะไรๆ ขอให้พระองค์ตรัสเถิด. ก็ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตแท้อย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงทูลว่า ณ ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือท่านผู้เปรียบด้วยพระผู้พระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ หม่อมฉันไม่หนักใจ พระ เจ้าข้า. อชาตสตฺตุอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตว่า ชื่อว่าสามัญญผลที่ ประเสริฐกว่านี้ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มี. พระราชาทรงถวายสาธุการทุกๆ ตอน ทรงสดับเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งพระพุทธพจน์ โดยเคารพ มีพระดาริว่า ก็เราถามปัญหาเหล่านี้ กะสมณพราหมณ์เป็นอันมากนานหนอ ไม่ได้สาระอะไรๆ เลย เหมือนตาแกลบ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีคุณสมบัติน่าอัศจรรย์ ทรงวิสัชนาปัญหาเหล่านี้ แก่เรา ทาความ สว่างไสวเหมือนทรงส่องแสงประทีปพันดวง เราถูกลวงมิให้รู้คุณานุภาพของพระทศพลมาตั้งนาน ดังนี้ มี พระสรีระอันปีติ ๕ อย่างซึ่งเกิดขึ้นด้วยการระลึกถึงพระพุทธคุณสัมผัสแล้ว. เมื่อจะทรงเผยความเลื่อมใสของพระองค์ จึงทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสก. ก็ในพระบาลีนี้ มีอธิบายดังนี้ ว่า จับใจจริง พระเจ้าข้า เพราะพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระ ภาคเจ้าน่ายินดียิ่งนัก พระเจ้าข้า เพราะข้าพระองค์อาศัยพระธรรมเทศนา จึงเลื่อมใส. อีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชื่นชมพระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล หมายถึง ประโยชน์ ๒ อย่าง คือพระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าดีนักเพราะทาโทษให้พินาศ ดีนักเพราะให้บรรลุ คุณ. อนึ่ง พึงประกอบความด้วยเหตุอย่างนี้ เป็นต้นว่า พระดารัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าดีนัก เพราะ ๑. ให้เกิดศรัทธา
  • 39.
    39 ๒. ให้เกิดปัญญา ๓. พร้อมด้วยอรรถ ๔.พร้อมด้วยพยัญชนะ ๕. มีบทง่าย ๖. มีอรรถลึกซึ้ง ๗. สบายหู ๘. จับใจ ๙. ไม่ยกตน ๑๐. ไม่ข่มท่าน ๑๑. เยือกเย็นด้วยกรุณา ๑๒. ผ่องแผ้วด้วยปัญญา ๑๓. เป็นคลองธรรมน่ารื่นรมย์ ๑๔. น่าขบคิด ๑๕. ฟังได้ง่าย ๑๖. ทดลองทาตามได้ประโยชน์. ส่วนอธิบายประกอบมีดังนี้ ใครๆ หงายภาชนะที่คว่าไว้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้ายังเราผู้หันหลังให้พระสัทธรรม ตกลงไป ในอสัทธรรม ให้หลุดพ้นจากอสัทธรรมได้ ฉันนั้น. ใครๆ เปิดของที่ปิด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระศาสนาซึ่งถูกรกชัฏ คือมิจฉาทิฏฐิ ปิดไว้ตั้งแต่ครั้งศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปอันตรธานไป ฉันนั้น. ใครๆ บอกทางแก่คนหลง ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทาทางสวรรค์ทางนิพพานให้แจ้งแก่ เราผู้เดินทางผิด ฉันนั้น. ใครๆ ส่องประทีปน้ามันในที่มืด ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราผู้ทรงไว้ซึ่งประทีปคือเทศนา อันขจัดเสียซึ่งความมืดคือโมหะที่ปิดบังพระรัตนตรัยนั้น ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย เพราะทรง ประกาศโดยปริยายเหล่านี้ แก่เราผู้จมอยู่ในความมืดคือโมหะ ไม่เห็นรูปรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น ฉัน นั้น. พระเจ้าอชาตศัตรูทรงชื่นชมพระเทศนาอย่างนี้ แล้ว มีพระทัยเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ด้วยพระ เทศนานี้ เมื่อจะทรงทาอาการที่เลื่อมใส ความว่า ข้าพระองค์ขอถึง คือ คบ ซ่องเสพ เข้าไปนั่งใกล้ เข้าใจด้วย ความประสงค์นี้ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดหน่วง เป็นผู้ขจัดไข้ใจ เป็นผู้จัดแจงประโยชน์ของ เรา. พระเจ้าอชาตศัตรูถึงสรณะด้วยการมอบตนอย่างนี้ ว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ขอพระองค์โปรดทรงจา คือทรงทราบข้าพระองค์ไว้ตราบนั้นเถิดว่า เข้าถึงแล้ว ไม่มีผู้อื่นเป็นศาสดา ถึง สรณะเป็นด้วยสรณคมน์ทั้ง ๓ เป็นอุบาสก เป็นกัปปิยการก (ศิษย์รับใช้) ด้วยว่า แม้หากจะมีใครเอาดาบคม
  • 40.
    40 กริบตัดศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่พึงกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่พึงกล่าวพระ ธรรมว่าไม่ใช่พระธรรมไม่พึงกล่าวพระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์ ดังนี้ . เมื่อประกาศความผิดที่ตนทา คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทาคืนตามธรรม ถึง ความสารวมต่อไป. แต่เมื่อทรงทาเทศนาให้เป็นบุคคลาธิษฐานตามสมควร จึงตรัสว่า การที่บุคคลเห็นโทษ โดยเป็นโทษ แล้วสารภาพโทษ รับสังวรต่อไป นี้ เป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าแล. ความว่า พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทาประทักษิณ ๓ ครั้ง ยกอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธานไว้ เหนือเศียร ผินพระพักตร์ตรงพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถอยหลังชั่วทัศนวิสัยแล้ว ถวายบังคมด้วยเบญจาง คประดิษฐ์ ณ ภาคพื้นตรงที่พ้นทัศนวิสัย แล้วเสด็จหลีกไป. มีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ ถูกขุดเสียแล้ว ถูกขจัดเสียแล้ว มีที่พึ่งถูก ทาลายแล้ว คือตนเองถูกตนเองขุดเสียแล้วก็หมดที่พึ่ง. มีอธิบายว่า หากพระเจ้าอชาตศัตรูมิได้ปลงพระชนม์พระบิดา พระองค์ประทับนั่งบนอาสนะนี้ แหละ จักได้ทรงบรรลุโสดาปัตติมรรคในบัดนี้ แต่เพราะทรงคบมิตรชั่ว จึงเกิดอันตรายแก่พระองค์ แม้เมื่อ เป็นเช่นนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูนี้ เข้าเฝ้าพระตถาคต ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น พระเจ้าอชาต ศัตรูจะบังเกิดในโลหกุมภี ตกอยู่ในเบื้องต่า ๓ หมื่นปี ถึงพื้นเบื้องล่างแล้วผุดขึ้นเบื้องบน ๓ หมื่นปี ถึงพื้น เบื้องบนอีกจึงจักพ้นได้ เหมือนใครๆ ฆ่าคนแล้ว พึงพ้นโทษได้ด้วยทัณฑกรรมเพียงดอกไม้กามือหนึ่งฉะนั้น เพราะพระศาสนาของเรามีคุณใหญ่. ถามว่า ก็พระราชาทรงสดับพระสูตรนี้ แล้ว ทรงได้อานิสงส์อะไร? แก้ว่า ได้อานิสงส์มาก. ด้วยว่า ตั้งแต่เวลาที่ปลงพระชนม์พระชนกแล้ว พระราชานี้ มิได้บรรทมหลับเลยทั้งกลางคืน กลางวัน แต่ตั้งแต่เวลาที่เข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงสดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะมีโอชานี้ แล้ว ทรงบรรทม หลับได้ ได้ทรงกระทาสักการะใหญ่แด่พระรัตนตรัย ชื่อว่าผู้ที่ประกอบด้วยศรัทธาระดับปุถุชนที่เสมอเหมือน พระราชานี้ ไม่. ก็ในอนาคต จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าชีวิตวิเสส จักปรินิพพานแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคานี้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อรรถกถาสามัญญผลสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบแล้ว ด้วยประการฉะนี้ . -----------------------------------------------------