รพิสูจน์บาดแผล
ามหมายของบาดแผล
บาดแผล ( WOUND) หมายถึง การที่ผิวหนัง
ของร่างกายส่วนในส่วนหนึ่งได้รับอันตราย การกระ
ทำาให้บาดเจ็บ อาจเกิดการคั่งของเลือดหรือผิวหนังแยก
ออกจากกัน ซึ่งเกิดจากได้รับแรงกระแทก ดังนั้น
บาดแผลจึงมีความสำาคัญเพราะเป็นผลจากการรับการก
ระทบ กระแทก ในทางกฎหมายบาดแผลอาจเป็นหลัก
ฐานที่แสดงว่ามีการทำาร้ายกัน แสดงถึงเจตนาของผู้
และบาดแผลในทางนิติเวชศาสตร์
วจบาดแผลมีจุดมุ่งมายที่จะนำาผลการตรวจมาวิเคราะห์ตามหลักวิชา
มคิดเห็นของผู้ตรวจ เพื่อสรุปผลให้เห็นเป็นประโยชน์ในการดำาเนิน
ผลสรุปออกมา 10 ประเด็น
วจบาดแผลตามหลักวิชานิติเวชศาสตร์อาศัยความรู้เกี่ยวกับ ชนิดข
าดแผล ตำาแหน่งของบาดแผล จำานวนของบาดแผล วัตถุแปลกปลอ
าที่แสดงว่ามีชีวิตจากบาดแผล
ความเห็นเกี่ยวกับบาดแผลจะต้องกระทำาอย่างมีเหตุผลและเป็นจริงผ
องเป็นพยานในชั้นศาล ในฐานะประจักษ์พยานผู้ตรวจบาดแผลและ
งหมายในการตรวจบาดแผล
าดแผลเกิดจากการกระทำาตนเองหรือจากผู้อื่นกระทำา หรืออุบัติเหต
าดแผลเกิดจากอาวุธอะไร หรือจากการบาดเจ็บชนิดใด
าดแผลทำาให้บาดเจ็บสาหัสหรือไม่
าดแผลทำาให้บาดเจ็บถึงตายหรือไม่
าดแผลเกิดมานานเท่าใด
าดแผลเกิดก่อนตายหรือหลังตาย
ามีหลายบาดแผล บาดแผลใดทำาให้ตาย
าบาดแผลทำาให้ตาย เหตุตายคืออะไร
าดแผลทำาให้ตายทันทีหรือไม่
อนตายผู้ได้รับบาดเจ็บพูดได้หรือไม่
หลักการตรวจบาดแผล
1. ชนิดของบาดแผล
2. ขนาดของบาดแผล
3. ตำาแหน่งของบาดแผล
4. ทิศทางของบาดแผล
5. จำานวนบาดแผล
6. วัตถุแปลกปลอมในแผล
7. ปฏิกิริยาที่แสดงว่ามีชีวิตจากบาดแผล (Vital reaction)
ามเห็นเกี่ยวกับบาดแผลและการเป็นพยา
ตรวจบาดแผลและสามารถลงความเห็นเกี่ยวกับบาดแผลได้ดีที่สุด ค
กษาหรือแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพ โดยอาศัยหลักการลงความเห็นแล
ความเห็นที่มีเหตุผล มีความเป็นธรรมอย่างยิ่ง และไม่อยู่นอกเหนือ
เห็นของพยานแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นพยานใดสามารถอ้างเห
ว่า ย่อมเป็นที่ยอมรับของผู้พิพากษาพิจารณาตัดสิน
พยานของแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้บาดเจ็บนั้น ในบางกรณี อาจจะครบ
ยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยาน
พยานของแพทย์นั้นเริ่มตั้งแต่เมื่อแพทย์ตรวจรักษาผู้บาดเจ็บ บันทึก
รบาดเจ็บและบาดแผล ทำารายงานการชันสูตรบาดแผลให้แก่พนักง
ารในชั้นสอบสวน เป็นพยานศาลตามหมายเรียกของผู้พิพากษาที่ร้อ
ามรุนแรงบาดแผล
าดเจ็บเป็นผลจากการกระทำาต่อร่างกายด้วยวิธีใดก็ตามจะทำาให้เกิด
รงเพียงใดนั้น ความรุนแรงของบาดแผลจึง ขึ้นอยู่กับ
ปริมาณพลังงานที่กระทำาต่อร่างกาย
แข็งไม่มีคมชนิดเดียวกันกระแทกถูกร่างกายด้วยแรงต่างกัน แรงที่ม
ตรายแก่ร่างกายได้มากกว่า
ของสิ่งที่กระทบ 
งที่กระทบแข็งกว่าตีด้วยแรงเท่ากันย่อมทำาให้เกิดการบาดเจ็บได้ ม
แหน่งของร่างกายที่ถูกกระทบ/สภาพร่างกายของผู้ได้รับบา
ต่างๆของร่างกายมีลักษณะของเนื้อเยื่อแตกต่างกัน เช่น ที่ศีรษะ มีห
มาณครึ่งเซนติเมตร และมีแผ่นกะโหลกรองอยู่ ย่อมเกิดการบาดเจ็บ
ได้ง่ายเมื่อถูกตีด้วยของแข็ง ,
แข็งแรงย่อมมีกลไกการป้องกันการบาดเจ็บมากกว่าเด็ก ผู้ป่วย ผู้สูง
ามรุนแรงบาดแผล (ต่อ)
งของพื้นผิวที่กระทบ
ผิวของการกระทบกว้าง การบาดเจ็บจะยิ่งลดลงเช่น ถ้าใช้ไม้แผ่นท
ท่ากันไม้ที่มีพื้นที่ของการกระทบ มากกว่าจะทำาให้การบาดเจ็บน้อย
กว่าที่ตีด้วยแรงเท่ากัน
4. สภาพแวดล้อมอื่นๆ การขับขี่ยานพาหนะในขณะที่
อากาศขมุกขมัว ถนนลื่น ย่อมมีโอกาสประสบอุบัติเหตุมากกว่า
การขับขี่ยานพาหนะในสภาพอากาศปกติ
6.ระยะเวลาที่กระทบกับร่างกาย
        ของแข็งชนิดเดียวกัน กระแทกด้วยแรงที่เท่ากัน ถ้า
การกระทบใช้เวลามากกว่า ความรุนแรงจะน้อยกว่า เช่น การ
ใช้ไม้แบบเดียวกันตีที่ร่างกายด้วยแรงเท่ากัน ถ้าร่างกาย
เคลื่อนที่ไปในทางเดียวกับการตี ช่วงเวลาที่ไม้กับร่างกายจะ
ได้สัมผัสกันย่อมนานกว่า เมื่อเทียบกับร่างกายที่เคลื่อนที่สวน
ารบาดเจ็บ ร่างกายจะมีการตอบสนองต่อการบาดเจ
1. หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่มากขึ้น
2. หยุดยั้งการบาดเจ็บ
3. รักษาการบาดเจ็บให้กลับคืนสู่สภาพปกติ
4. ปรับสภาพร่างกายหลังการบาดเจ็บ
การตอบสนองต่อการบาดเจ็บและบาดแผล
รหายของบาดแผล
แผลอักเสบ (Inflammation) จะเริ่มขึ้นทันทีเมื่อเกิดบาดแผล
– 3 วัน แผลจะอุ่นกว่าบริเวณข้างเคียง เนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงบริเว
ผนังหลอดเลือดฝอยจะขยายตัวเพื่อให้เม็ดเลือดขาวออกมากำาจัดเช
2.ระยะแผลเหนี่ยงรั้ง (Wound contraction)
ระยะนี้จะมีการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันขึ้นที่บริเวณแผล เพื่อ
เชื่อม/ยึดเนื้อเยื่อที่แยกออกจากกันขณะเกิดบาดแผล ให้เข้า
มาชิดละสมานกันทีละเล็กทีละน้อย ตั้งแต่ก้นแผลถึงปากแผล
หายของบาดแผล (ต่อ)
ยะแผลปิด(Proliferation of epithelial cells) เป็นระยะที่เซลล์ผ
งตัวเพิ่มปริมาณ มาปกคลุมปากแผล ปิดเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่สร้างขึ้นม
(Scar)
4.ระยะแผลปรับตัว(Remodeling orscar
maturation) เมื่อแผลหายปิดสนิทจะพบว่า แผลเป็น(scar)
จะมองเห็นได้ชัด และยังฉีกขาดง่าย ร่างกายจึงต้องมีการ
ปรับสีผิวหนัง ขนาดและปริมาณของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันให้ใกล้
เคียงกับเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน การปรับ
ตัวของบาดแผลอาจทำาให้แผลเป็น(scar) แข็งแรงกว่า
สูตรบาดแผลเพื่อให้ทราบว่าบาดแผลเป็นบาดแผลชนิดใด เกิดจาก
ายมากน้อยเพียงใดนั้นจะทำาให้เจ้าพนักงานสอบสวนสามารถตั้งข้อ
ด้ถูกต้อง ตามความรุนแรงของผลของการกระทำา โดยจำาแนกออกเป
แผลไม่เป็นอันตรายแก่กาย
แผลที่เป็นอันตรายแก่กาย
แผลเป็นอันตรายสาหัส
แผลที่ทำาให้ถึงแก่ความตาย
สูตรบาดแผลที่ถูกต้องแม่นยำา จึงเป็นสิ่งสำาคัญที่จะทำาให้ผู้เสียหายแ
ครองตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานสอบสวนสามารถดำาเนินการเก
ละยุติธรรม
นิดและความสำาคัญของบาดแผล
1.บาดแผลจากของไม่มีคม( BLUNT INJURIES)
2.บาดแผลจากของมีคม
3.บาดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด
4.บาดแผลจากความร้อนและพลังงานอื่น
5.แผลกระดูกหัก (FRACTURES OF SKELETON SYSTEM
6.แผลจากการอุบัติเหตุการจราจร
ดแผลจากของไม่มีคม ( BLUNT INJURIES) เป็นบาดแผลที่เก
ring) แรงบดทับ(Crushing) หรือแรงบิด(Sheering) ของไม่มีคมเม
Tissue) ทำาให้เกิดบาดแผลแตกต่างกับบาดแผลจากของมีคม
กของแข็งไม่มีคมแบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ
ผลถลอก (ABRASIONS)
ผลชำ้าเขียวหรือฟกชำ้า (CONTUSIONS orBRUISE)
ผลฉีกขาด(LACERATIONS)
ผลกระดูกหัก (FRACTURES OF SKELETON SYSTEM)
1.บาดแผลจากของไม่มีคม
( BLUNT INJURIES)
เป็นแผลที่เกิดกับผิวหนังชั้นนอก ทำาให้ผิวหนัง
ชั้นนอกหลุดหรือถูกทำาลาย
ลักษณะของแผลถลอกจะเป็นแผลเฉพาะที่ผิวหนังชั้น
นอก ในขณะมีชีวิตอยู่แผลจะหายในเวลาไม่นาน( 2 - 3 วัน)
ถ้าไม่มีการติดเชื้อ และมักไม่มีแผลเป็น
แผลถลอกที่เกิดขึ้นหลังตายจะเป็นสีเหลืองและใส
ไม่มีสีเหมือนแผลถลอกก่อนตาย แต่ถ้าทิ้งไว้นานหลาย
ชั่วโมงสีอาจจะเปลี่ยนเป็นสีคลำ้าลงและอาจจะแยกจากแผล
ลถลอก(ABRASIONS)
1.บาดแผลผิวหนังถลอก
จากแรงกด
(Pressure abrasion or
Impact abrasion)
ลถลอก(ABRASIONS)(ต่อ)
บาดแผลผิวหนัง
ถลอกมี 2 ชนิด
2.บาดแผลผิวหนังถลอก
จากแรงถูลาก/ครูดไถ
(Scrape orSliding
abrasion )
ลถลอก(ABRASIONS)(ต่อ)
ความสำาคัญในทางนิติเวชศาสตร์ของ
บาดแผลผิวหนังถลอก มี 3 ประการคือ
1.ทำาให้ทราบสาเหตุของบาดผลว่า
เกิดจากของมีมีคม
2.บอกลักษณะที่ทำาให้เกิดบาดแผล
3.ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าเกิด
ขึ้น ก่อนหรือหลังตาย
ขียวหรือฟกชำ้า (ต่อไปจะเรียกแผลชำ้า) เกิดจากการที่เส้นเลือดแตก
นื้อเยื่อจากการกระทบ กระแทก การชำ้าเช่นนี้ก็เกิดในอวัยวะภายใน
ล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด ตับ หรือสมอง บางครั้งจำานวนเลือดที่ออกมามีม
นก็ได้
าเขียวหรือฟกชำ้า(CONTUSIONS)
ลจะอักเสบ บวมเป็นรอยชำ้าสีนำ้าเงินแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำา แล
ปดาห์ หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่ทำาให้เกิดแผล
าเขียวหรือฟกชำ้า(CONTUSIONS)(ต่อ)
        
คัญในทางนิติเวชศาสตร์ของบาดแผลฟกชำ้ามี 5 ประกา
1.ทำาให้ทราบสาเหตุของแผลฟกชำ้าว่าเกิด
จากของไม่มีคม
2.ทำาให้บาดเจ็บจากเล็กน้อยหรือรุนแรงเสีย
ชีวิตได้
3.บอกลักษณะการกระทำาและสิ่งที่ใช้ใน
การกระทำาได้
4.ระยะการรักษาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความ
รุนแรงของการบาดเจ็บ
5.สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นบาดแผลเกิดขึ้น
ก่อนตาย
ขาดคือแผลที่เกิดจากแรงบด(Shearing force) แรงฉีก(Crushing force
ม่มีคมการกระทบกระแทกอาจเกิดจากการถูกตี หกล้ม หรือรถชนฯลฯ
ขาดของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แผลฉีกขาดอาจไม่แสดงรูปร่างข
เดียวกับแผลชำ้า อวัยวะภายในก็เกิดการฉีกขาดได้โดยผิวหนังไม่ฉีกขาด
ดแผลฉีกขาด(Laceration)
ม่เรียบ ในแผลค่อนข้างเรียบอาจจะเกิดจากกรณีที่ของแข็งมากแล
มากระทบ ในขณะเดียวกันการถูกของแข็งมีคมที่ไม่ค่อยคมก็อาจเกิด
รถลอกในการแทงมิดด้ามดังกล่าวแล้ว
ผลมักไม่เป็นเส้นตรง
าหรือถลอกที่ขอบแผล อาจจะพบมากหรือน้อย ก็ได้ขึ้นอยู่กับขน
กิดแผล
มโยง(Tissue Bride) ระหว่างขอบแผล เพราะแผลเกิดจากของไ
สาท เนื้อเยื่ออ่อนๆยังอยู่ และเชื่อมโยงบาดแผลทั้ง 2 ข้าง
องชี้ว่าเป็นแผลฉีกขาด “ไม่ใช่แผลถูกแทง หรือบาดแผลที่เกิด
ล การมีโพรงแผลเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่จำาเพาะของบาดแผลฉีกขาด
คม
ลักษณะสำาคัญของแผลฉีกขาด
จากของแข็งไม่มีคม
ปริขาด(Striae tear)เกิดจากยึดของผิวหนังอย่างเร็วและแรง พบที่บริเ
ฉีกขาดหนังถลก/หนังหลุด(Avulsion) เกิดจากแรงกระชาก ถูลากอย
นิดนี้จะต้องเกิดจากของไม่มีคมกระทบในในแนวมุมเฉียง
ยในกรณีอันตรายจากเครื่องจักรกล
ถูกบดทับ(Crush) เกิดจากการถูกของหนักบด กระแทก ขยี้ การบาดเจ
ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หลอดเลือด เส้นประสาทฉีกขาด กระดูกแตกบดละเอีย
อวัยวะออก
ถูกบดตัด(Amputation) เกิดจากการบด/กระชากที่รุนแรง
วะบริเวณบาดแผลถูกบดทับขาดออกจากร่างกาย
บาดแผลฉีกขาดแบ่งเป็น 4
ชนิด
ห้ทราบว่าสาเหตุเกิดจากของไม่มีคม
ห้ทราบสาเหตุเพียงเล็กน้อย พิการ ทุพพลภาพ
เวลารักษาไม่แน่นอน
ความสำาคัญทางนิติเวชศาสตร์ของ
บาดแผลฉีกขาดมี 3 ประการ
ผลถูกของมีคม
กวัตถุที่มีคมหรือปลายแหลมเช่นมีด กระจก ขวาน เหล็กแหลม กรรไ
ผลถูกของมีคมมีลักษณะดังนี้
บาดแผลตรงและเรียบ
รอยถลอกที่ขอบแผล
ยื่อรอบๆบาดแผลไม่ฟกชำ้า
เนื้อเยื่อเชื่อมโยง(Tissue Bride) ระหว่างขอบบาดแผล
2.บาดแผลถูกของมี
คม
ผลจากของแหลมหรือของมีคมอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.บาดแผลถูกแทง (stab wounds)
2.บาดแผลถูกเชือด (incised wounds)
3.บาดแผลถูกฟัน (chop wounds)
4.บาดแผลจากการรักษาของแพทย์ (therapeutic wounds)
2.บาดแผลถูกของมี
คม
วัตถุมีคม“แผลจะมีความลึกมากกว่าความยาว”มีการทำาลายอว
ยบไม่มีขอบถลอกหรือชำ้าเขียว ไม่มีโพรงแผล ไม่มีเนื้อเยื่อเชื่อมโยง
างของบาดแผลถูกแทงขึ้นอยู่กับลักษณะ ขนาดของอาวุธทิศทางใน
วของใบมีดขณะอยู่ในแผล, การเคลื่อนไหวของผู้ถูกแทงและแรงด
ดแผลถูกแทง(stab wounds)
แรงที่ใช้ในการแทงใช้แรงมากหรือ
น้อย สังเกตได้จาก
         1. สภาพของมีด
            -  ปลายแหลมมากหรือทู่
            -  ความคมของคมมีด
            -  ความบางของคมมีด
            -  มีดสองคมหรือคมเดียว
            -  ความบางของสันมีด
         2. ความต้านทานของอวัยวะที่มีดผ่าน
         3. ความลึกของแผล
         4. ความหนาแน่นของเสื้อผ้าและสิ่งที่
ขวางใบมีดอยู่
บาดแผลถูกแทง(stab
wounds)(ต่อ)
1.รอยด้ามมีด ถ้ามีดถูกสอดเข้าไปเต็มแรง
แผลถูกแทงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง2ด้าน
อาจมีรอยถลอก ซึ่งเป็นรอยพิมพ์ของด้าน
มีด รอยพิมพ์ของด้านมีดมีความสำาคัญและ
ชี้บอกเจตนาของผู้ทำาร้ายได้
2.รอยกรรไกร ลักษณะของบาดแผลขึ้น
อยู่กับว่ากรรไกรเปิดหรือปิดขณะแทง
-บาดแผลจากกรรไกรขณะเปิด
บาดแผลค่อนข้างจะเป็น 3 เหลี่ยมและเป็น
คู่ๆ ด้านยอดของ 3 เหลี่ยมจะชนเข้าหากัน
-บาดแผลจากกรรไกรขณะปิด
บาดแผลจะมีรูปร่างค่อนข้าง 4 เหลี่ยมและมี
รอยถลอกทั้ง 2 ข้างของบาดแผล
บาดแผลถูกแทง(stab
wounds)(ต่อ)
         เป็นแผลที่เกิดจากของแข็งมีคม เช่น
มีด เศษกระจก เศษโลหะ หรือ แม้กระทั่ง
กระดาษ  เกิดขึ้นจากการเอาด้านคมของ
วัตถุนั้นปาดไปบนผิวหนังทำาให้เกิดแผล
ขึ้น  “แผลจะมีความยาวเป็นแนว
ตรงมากกว่าความลึก”ส่วนมากแผล
ชนิดนี้ไม่ทำาให้ถึงตายยกเว้นเชือด
บริเวณคอ หรือข้อมือกรณีฆ่าตัวตาย  แต่
ถ้าเป็นการฆาตกรรมแผลจะเชือดที่ ลำา
คอเท่านั้น
        
ลถูกเชือดหรือปาด/ตัด(incised wound)
ความยาวหรือความลึกของแผลไม่ช่วยในการ
ประเมินลักษณะอาวุธ เช่น แผลถูกเชือด ยาว 3 นิ้วลึกครึ่ง
นิ้ว อาวุธอาจจะเป็น มีดที่ยาว 6นิ้ว หรือ2นิ้ว หรือเป็นมี
โกน   หรือเป็นเศษกระจกที่คม หรือสิ่งมีคมใดใดก็ได้
เกิดจากของแข็งมีคมที่หนัก เช่น ขวาน อีโต้ มีดสับหมู
ฯลฯ จึงมักจะมีแผลที่กระดูก
  แผลจะมีลักษณะผสมของแผลเชือดกับแผลฉีกขาดจาก
ของแข็งไม่มีคม คือขอบแผลไม่ค่อยเรียบ
อาจจะมีชำ้าหรือถลอกที่ขอบแผล แต่ไม่มี เนื้อเยื่อเชื่อม
โยง(Tissue Bride) และไม่มีโพรงแผล
ลถูกฟันหรือสับ(chop wounds)
ลจากการรักษาโดยการผ่าตัดมักทำาให้เกิดการสับสนในการตรวจแ
พทย์ผู้รักษาต้องส่งรายงานการผ่าตัดและการรักษามาพร้อม   กับศพ
าบนตัวผู้ป่วยก่อนตาย เช่นสายนำ้าเกลือ ท่อถ่ายเลือด ผ้าปิดแผล ฯ
บศพห้ามดึงออก
ารรักษา(therapeutic ordiagnostic wound
ดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด
ระสุนปืน
ผลกระสุนปืนเป็นบาดแผลที่มีลักษณะเดียวกับถูกของแข็งไม่มีคม ห
ของแข็งมีคมก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพของหัวกระสุนที่กระทบ กับผิวหนง
นที่ไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างจะมีลักษณะหัวกลมมนไม่มีคม แต่สามารถทะ
ความแรงของดินปืนที่ดันหัวกระสุนปืนออกมา     ฉะนั้นบาดแผลทา
มีบาดแผลถลอกอยู่รอบรูทางเข้า(abraded rim) หรืออาจจะมีชำ้าด
โยง(tissue bridge)
ระยะยิงของบาดแผลกระสุนปืน(Range of fire) แบ่งเป็น
3 ระยะ ดังนี้
1.บาดแผลกระสุนปืนระยะประชิด(Contact gunshot
wound)บาดแผลจะมีลักษณะเป็นรู ระยะที่ปลายลำากล้องปืนประชิด
ติดกับผิวหนังสิ่งที่ออกมาจากลำากล้องทั้งหมดเช่นแก๊ส เขม่าและ
ดินปืนที่ยังไม่ถูกเผาไหม้ทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในบาดแผล น่าจะ
เป็นการฆ่าตัวตายหรือผู้อื่นทำาให้ตาย
2.บาดแผลกระสุนปืนระยะใกล้(Close range gunshot
wound)ระยะระหว่างผิวหนังและปลายกระบอกปืนระหว่าง18-
24นิ้ว ลักษณะของบาดแผลจะตรวจพบเขม่าปืนและรอยสักดินปืน
สามารถแยกเขม่าปืนออกจากรอยสักดินปืนได้จากการเช็ดล้าง
เขม่าปืนจะล้างออกได้
น่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือผู้อื่นทำาให้ตาย
3.บาดแผลกระสุนปืนระยะไกล(Distant gunshot wound)
ปากกระบอกปืนอยู่ห่างจากผิวหนังตั้งแต่24นิ้วขึ้นไป รอบๆบาดแผล
3.บาดแผลกระสุนปืนและวัตถุ
ระเบิด(ต่อ)
ความรุนแรงในการเกิดแผลขึ้นอยู่กับ นำ้าหนัก และความเร็ว
ของหัวกระสุนปืนตามหลักกลศาสตร์
         การตรวจบาดแผลกระสุนปืนต้องให้ทราบถึง
         1.ทิศทางของกระสุนปืนในร่างกาย
         2.ระยะของการยิง
         การจะทราบทิศทางหรือระยะทางได้ ต้องทราบเสียก่อน
ว่าแผลใดเป็นแผลทางเข้า
แผลใดเป็นแผลทางออกของหัวกระสุนปืน
วิถีกระสุน
1.บาดแผลทางเข้ากระสุนปืน (entrance, entry wound)
     ลักษณะที่สำาคัญของการเป็นแผลทางเข้าของกระสุนปืน
     1. เป็นแผลรูค่อนข้างกลม
     2. เป็นแผลที่มีขอบถลอก(abraded rim)
     3. อาจพบคราบดำาของเขม่า(soot)หรือรอยจุดดำาของ
ดินปืน(tattooing)รอบบาดแผล      
3.บาดแผลกระสุนปืนและวัตถุ
ระเบิด(ต่อ)
กของกระสุนปืน(exit wound)แผลทางออกของกระสุนปืนจะมีลัก
กลม  ถ้ากระสุนปืนผ่านร่างกายโดยไม่กระทบกับกระดูกหรือของแข
ละทะลวงออกจากร่างกายทำาให้แผลที่ออกเกิดเป็นรูค่อนข้างกลมแล
งจากการควงตัวช้าลง(ในกรณีที่ยิงจากปืนลำากล้องเกลียว) แต่จะไ
ปอื่นคล้ายถูกของแข็งมีคม   เนื่องจากการที่หัวกระสุนมีการเปลี่ยนแ
กการที่ กระแทกกระดูก
างออกอาจจะมีมากกว่าหนึ่งแผลได้   เนื่องจากการที่หัวกระสุนแตก
กทำาให้กระดูก แตกออกเป็นหลายชิ้นทะลุออกไป
งพบแผลทางออกที่เกิดมีถลอกหรือชำ้ารอบแผลได้   ในกรณีนี้ถือว่า
ด้ก็ต่อเมื่อผิวหนังส่วนที่หัว กระสุนออกอยู่แนบติดกับของแข็งทำาให
ระแทกกับ ของแข็งนั้นเกิดเป็นแผลชำ้าและถลอกได้       
ดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด(ต่อ)
ปืนลักษณะพิเศษ
ส(Grazing wound)เกิดจากหัวกระสุนถูกผิวหนังในแนวนอน
ยดผิวหนังไม่ทะลุอวัยวะใดๆ
ข้าซำ้า(Re-entry wound)เกิดจากหัวกระสุนทะลุผ่านส่วนหนึ่งของ
หนึ่งของร่างกาย เช่นกระสุนทะลุผ่านแขนแล้วเข้าไปด้านข้างของ
ข้าที่หัวกระสุนผ่านวัตถุอื่น(Intermediate target) แผลจะมีรูป
ลางเข้ามาในบาดแผล
กระสุนกระทบวัตถุตัวกลางก่อนแล้วกระดอนเข้าสู่ร่างกาย(
ผลเป็นรูปวงรีมีรอยถลอกไม่สมำ่าเสมอ
แผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด(ต่อ)
ระสุนปืนลูกซอง
อกแบบมาให้ยิงทีละหลายๆลูก เวลายิงกระสุนจะออกเป็นกลุ่ม
ะจายออกไป บาดแผลจากปืนลูกซองมักไม่พบบาดแผลทางออกของ
ณระยะยิงของบาดแผลกระสุนปืนลูกซอง
นศูนย์กลางของกลุ่มกระสุนหน่วยเป็นนิ้วคูณด้วย3 ระยะยิงจ
ส้นผ่านศูนย์กลางของกลุ่มกระสุนได้ 6 นิ้ว
ท่ากับ 6x3= 18ฟุต
ดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด(ต่อ)
งบาดแผลจะคล้ายกับพวกบาดแผลถูกของไม่มีคม แต่จะมีค
ษของวัตถุระเบิดติดอยู่ที่บาดแผลกระจายทั่วไปหรือมีบาดแ
ดแผลถูกระเบิด(Blast injury)
ผลที่เกิดจากความร้อนและพลังงานอื่น(Burn)
บาดแผลถูกไฟไหม้ (Burn)
เกิดจากความร้อนของเปลวไฟต่อผิวหนังมี
ลักษณะแห้ง
ถูกนำ้าร้อนลวก
กษณะคล้ายกับบาดแผลถูกไฟไหม้ แต่จะพบว่าผิดหนังพอง
เหลืองอยู่ภายในคล้ายถุงนำ้าที่บริเวณแผล (bleb)
เคมี (Chemical Burn)
อยู่กับความเข้มข้นของสารเคมี ถ้าเข้มข้นมากก็จะทำาลายผ
ผลที่เกิดจากความร้อนและพลังงานอื่น(Burn)
ลถูกกระแสไฟฟ้าผ่าน (Electrical Burn)
บาดแผลกระแสไฟฟ้าเข้า หรือ
บริเวณจุดสัมผัส (Contact
Point)
มีลักษณะเหมือนบาดแผล
ถูกไฟไหม้ทั่วๆไป แต่จะมีรอย
ลึกของบาดแผลที่ผิวหนังเด่น
ชัดและอาจมีบาดแผลไฟไหม้
ร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการไหม้
ของเสื้อผ้า บริเวณกระแสไฟ
ผ่านกระแสไฟฟ้าออก จะเห็นเป็นเพียงรอบชำ้าแดงๆ ไม่มีรอยไห
ถูกฟ้าผ่า (Lightning Injury)
แผลถูกรังสี (Radiation)
กเกิดจากการกระแทกกับของแข็งไม่มีคม แต่ของแข็งมีคมก
ต่แผลที่เกิดขึ้นบนกระดูกจะมีลักษณะต่างกันโดยสิ้นเชิงแผ
กโดยตรงหรือโดยอ้อม
ระดูกหัก(FRACTURES OF SKELETON SY
ผลตออุบัติเหตุจราจร ประกอบด้วยผู้ขับขี่ยานพาหนะ สภาพถนน แล
ป็นสาเหตุสำาคัญ ที่ทำาให้เกิดอุบัติเหตุจราจร
ดแผลของผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุจราจร จะสามารถบอกได้ว่าผู้นั้นเป
อคนเดินถนน และอาจบอกได้ว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
อฮอล์ต่อร่างกาย
นใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิว
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
กอฮอล์ต่อร่างกาย
ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อ
ร ตั้งแต่ปากถึงลำาไส้ จะถูกดูซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านตับ เข้าสู่หัวใ
องร่างกาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ละลายในนำ้า อวัยวะที่มีนำ้าเป็นส่วน
มาก ที่เห็นชัดคือสมอง ทำาให้แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอ
ล์ขณะท้องว่าง ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะสูงสุดในเวลา 15 นาที
ล์ ในขณะที่กระเพาะอาหารไม่ว่างระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะสูงสุด
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
กระบวนการเผาผลาญ
แอลกอฮอล์ มี 3 ระยะ
1.ระยะดูดซึม ใช้เวลา15-90นาที
2.ระยะแพร่กระจายใช้เวลา
ประมาณ 30 นาที
3.ระยะกำาจัดออก
ระเทศไทยได้กำาหนดมาตรการในการตรวจจับผู้ขับขี่ที่เมา
ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทีเกิน 50 mg% เป็นผู้ขับขี่ที่เมาส
มผิดตามกฎหมายที่กำาหนดไว้ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำาคุกไม่เกิน 3
งแต่ 2,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำาทั้งปรับ
60 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
ผลของ
แอลกอฮอล์ต่อ
ร่างกาย
บเทียบระดับแอลกอออล์ในเลือดกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุจราจร พบว่า
ล์ในเลือด 20 mg% โอกาสเกิดอุบัติเหตุ ใกล้เคียงกับคนไม่ดื่มสุร
ล์ในเลือด 50 mg% โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 2 เท่า เทียบกับค
ล์ในเลือด 80 mg% โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 3 เท่า เทียบกับค
ล์ในเลือด 100 mg% โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 6 เท่า เทียบกับค
ล์ในเลือด 150 mg% โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 40 เท่า เทียบกับ
ล์ในเลือดมากกว่า 200 mg% ไม่สามารถวัดได้ เนื่องจากควบคุมกา
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
ผลของ
แอลกอฮอล์ต่อ
ร่างกาย
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
กษณะการบาดเจ็บที่พบในผู้คนเดินถนน มี 4 ลักษณ
แผลจากการถูกกันชน(Bumperinjury)
แผลรอยพิมพ์ของสิ่งของที่มากระทบ
บาดเจ็บที่เท้า
แผลที่เกิดจากการชนลอยขึ้นไปแล้วตกลงมา
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
ษณะการบาดเจ็บที่พบในผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ด้านหน้า
Windshield injury ศีรษะจะกระแทกด้านหน้าของรถยนต์
Dashboard injury เป็นการบาดเจ็บของผู้ขับขี่และผู้โดยสารท
ด้านหน้าแล้วมีการชนด้านหน้า หัวเข่าจะพุ่งไปกระแทกกับส
ของรถ ทำาให้เกิดการบาดเจ็บที่กระดูกสะบ้า ต้นขา สะโพกได
ด้านข้าง
Dicing injury การชนด้านข้าง เช่นเดียวกับร่างกายจะเคล
ทิศทางเดียวกับที่ถูกชน กระจกหน้าต่างอาจแตกออกเป็นเห
ฝังเข้าไปที่ใบหน้า
ลจากการอุบัติเหตุการจราจร
อ้างอิง
1.สถาบันนิติเวชวิทยา
http://www.ifm.go.th/en/ifm-book/forensics-lesson/144-wou
http://www.ifm.go.th/en/ifm-book/forensics-lesson/145-gun
2. เอกสารการสอนชุดวิชา กฎหมายสาธารณสุขสิ่ง
แวดล้อมและนิติเวชศาสตร์ หน่วยที่ 9-15
ฉบับปรับปรุงครั้งที่1 พ.ศ.2546
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชา
วิทยาศาสตร์สุขภาพ
3. เอกสารประกอบการเรียนวิชากฎหมายสาธารณสุข
และนิติเวชวิทยา
(Public Health Law and Forensic Medicine) รหัสวิชา
ENDEND
สมาชิกในกลุ่ม
นางสาววริษฐา คำาพันธ์
57325020324
นายชัยณรงค์ สีแหล้ 57325020436
นส ณัฐญา วิเศษรอด 57325020307
นางสาวชาลิณี ผาบปิจงวงศ์ 57325020405
วิชา กฎหมายสาธารณสุขและนิติเวช
วิทยา
รหัสวิชา 8013702 ภาคเรียนที่ 3 /
2557
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

การพิสูจน์บาดแผล New.

Editor's Notes

  • #39 บาดแผลกระสุนปืนลูกซอง วิธีประมาณระยะยิงของบาดแผลกระสุนปืนลูกซอง วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของกลุ่มกระสุนหน่วยเป็นนิ้วคูณด้วย3 ระยะยิงจ
  • #47 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #48 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #49 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #50 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #52 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #53 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร
  • #54 ผลของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการดื่มกิน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวของทางเดินอาหาร