ใบความรู้
                                         เรื่อง เทคนิคการหาหัวข้ อโครงงาน

การเลือกหัวข้ อทีจะทาโครงงาน
                    ่
     1. ต้องเป็ นเรื่ องที่นกเรี ยนสนใจจริ ง ๆ จะเป็ นเรื่ องอะไรก็ได้ในท้องถิ่นหรื อชุมชนที่นกเรี ยน
                              ั                                                               ั
สนใจ อยากศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคาตอบ ในสิ่ งที่ตนเองสงสัยเพราะการทางานที่ตนเองให้ความสนใจเป็ น
พิเศษจะทาให้งานสาเร็ จลุล่วงไปได้ดี
     2. พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ประกอบให้ครอบคลุมเสี ยก่อนว่าเพียงพอหรื อไม่ในการทางานนั้น ๆ
เมื่อได้เลือกหัวข้อที่จะทาโครงงานตามความสนใจแล้ว ครู ที่ปรึ กษาจะทาหน้าที่คอยแนะนาเพิ่มเติมในส่ วน
                                                                                         ่
ที่ขาดเท่านั้น ถ้าเลือกหัวข้อดังกล่าวจะหาข้อมูลได้จากแหล่งใดบ้าง ทาอย่างไร จะยุงยากเกินความสามารถ
หรื อไม่
การเลือกหัวข้ อเพือทาโครงงาน
                       ่
                                                                                       ่
          นักเรี ยนอาจพิจารณาจากประเด็น ดังนี้ ศึกษาข้อมูลจากเรื่ องที่สนใจ ที่มีอยูในท้องถิ่นหรื อสิ่ งสาคัญ
      ่
ที่อยูในท้องถิ่นที่สูญหายไปตัวอย่าง เช่น
                      - ความเชื่อเรื่ องปู่ ตา
                      - ความสัมพันธ์ของปู่ ตากับชุ มชน
           -             ลักษณะของความเชื่อ
           -             สถานที่สาคัญ เช่น บือบ้าน สถานที่ศกดิ์สิทธิ์ โบราณถานต่างๆ
                                                              ั
                      - อื่น ๆ
การตั้งคาถามโครงงานประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น
             1. การตั้งคาถามนักเรี ยนควรใช้คาถามอย่างง่ายเป็ นเรื่ องใกล้ตวเสี ยก่อน เช่น ในท้องถิ่นมี
                                                                                ั
สถานที่ใดหรื อประเพณี สาคัญ ที่หายไป หายไปเพราะเหตุใด ปั ญหาหรื อต้นเหตุที่ทาให้หายเกิดจากใคร
หากจะฟื้ นฟูจะทาอย่างไร ทาไมสถานที่สาคัญเช่น ดอนปู่ ตาคนถึงไม่ไปตัดต้นไม้ สาเหตุน่าจะเกิดจาก
อะไร นักเรี ยนจะหาคาตอบได้อย่างไร สอบถามผูรู้ ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์ เน็ต
                                                      ้
          จากการถามคาถามที่เกี่ยวข้องในชุมชนนาไปสู่ คาถามที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กบสิ่ งที่เกี่ยวข้อง เช่น
                                                                                           ั
ประเพณี น้ ีมีใครเข้าร่ วมบ้าง การบวงสรวงในแต่ละยุคใช้ อะไรบ้าง เช่น ดอกไม้ วัสดุอุปกรณ์ มีใครเข้าร่ วม
พิธีบาง ฯลฯ จากคาถามดังกล่าวบางคาถามสามารถตอบได้เลยแต่บางคาถามต้องใช้เวลาในการค้นหา
        ้
คาตอบ
              2. การคิด เป็ นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องมาจากการสังเกต หลังจากที่สังเกตแล้ว นักเรี ยน
                                                                ่
ต้องประมวลสิ่ งที่สังเกตได้บวกกับประสบการณ์เดิมที่มีอยูแล้ว ทาให้เกิดข้อสงสัยอันเป็ นจุดเริ่ มต้นของการ
ค้นหา การแก้ปัญหา การสารวจ
การตั้งคาถามเกียวกับสิ่ งเร้ าหรือความสนใจ
                  ่
คาถามทีถามถึงลักษณะทางกายภาพมักมีข้อความ“อะไร” “ก็”
                  ่
        เช่น “ อะไรที่ทาให้มนเป็ นแบบนี้ ” “ ก็ ”
                                ั
        คาถามทีถามถึงวิธีการ ทีมามักมีข้อความ “อย่างไร” “ที่ไหน”
                    ่                ่
        เช่น“ ทาอย่างไร ” “ ทาที่ไหน ”
        คาถามทีถามถึงสาเหตุ เหตุผล มักมีข้อความ “ทาไม”
                          ่
        เช่น “ ทาไมต้องเอาไก่เสี่ ยงทาย ”
        คาถามทีถามถึงความสั มพันธ์ เปรียบเทียบ มักเป็ นประโยค .. “ กว่า……………….หรือไม่ ”
                      ่
        เช่น “ ถ้าเอาสัตว์อื่นเสี่ ยงทายจะเหมือนกันหรื อแตกต่างกัน ”
        คาถามทีมีจินตนาการเข้ าไปประกอบมักเป็ นประโยค “ถ้ าจะ...หรือไม่ ” “ถ้ า….จะเป็ นอย่างไร”
                        ่
        เช่น “ ถ้าเราไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ในการประกอบพิธีกรรม มันจะเป็ นอย่างไร ”
กติกา 3-2-1
3 คาถามที่เกี่ยวกับหัวข้อโครงงาน
2 คาชม ที่เป็ น จุดเด่น จุดดี หรื อเป็ นประโยชน์ของหัวข้อโครงงานของเพื่อน
1 คาแนะนา หรื อเพิ่มเติมที่คิดว่าช่วยให้หวข้อโครงงาน ของเพื่อนดีข้ ึน
                                             ั

ใบควารู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นDoc

  • 1.
    ใบความรู้ เรื่อง เทคนิคการหาหัวข้ อโครงงาน การเลือกหัวข้ อทีจะทาโครงงาน ่ 1. ต้องเป็ นเรื่ องที่นกเรี ยนสนใจจริ ง ๆ จะเป็ นเรื่ องอะไรก็ได้ในท้องถิ่นหรื อชุมชนที่นกเรี ยน ั ั สนใจ อยากศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคาตอบ ในสิ่ งที่ตนเองสงสัยเพราะการทางานที่ตนเองให้ความสนใจเป็ น พิเศษจะทาให้งานสาเร็ จลุล่วงไปได้ดี 2. พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ประกอบให้ครอบคลุมเสี ยก่อนว่าเพียงพอหรื อไม่ในการทางานนั้น ๆ เมื่อได้เลือกหัวข้อที่จะทาโครงงานตามความสนใจแล้ว ครู ที่ปรึ กษาจะทาหน้าที่คอยแนะนาเพิ่มเติมในส่ วน ่ ที่ขาดเท่านั้น ถ้าเลือกหัวข้อดังกล่าวจะหาข้อมูลได้จากแหล่งใดบ้าง ทาอย่างไร จะยุงยากเกินความสามารถ หรื อไม่ การเลือกหัวข้ อเพือทาโครงงาน ่ ่ นักเรี ยนอาจพิจารณาจากประเด็น ดังนี้ ศึกษาข้อมูลจากเรื่ องที่สนใจ ที่มีอยูในท้องถิ่นหรื อสิ่ งสาคัญ ่ ที่อยูในท้องถิ่นที่สูญหายไปตัวอย่าง เช่น - ความเชื่อเรื่ องปู่ ตา - ความสัมพันธ์ของปู่ ตากับชุ มชน - ลักษณะของความเชื่อ - สถานที่สาคัญ เช่น บือบ้าน สถานที่ศกดิ์สิทธิ์ โบราณถานต่างๆ ั - อื่น ๆ การตั้งคาถามโครงงานประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น 1. การตั้งคาถามนักเรี ยนควรใช้คาถามอย่างง่ายเป็ นเรื่ องใกล้ตวเสี ยก่อน เช่น ในท้องถิ่นมี ั สถานที่ใดหรื อประเพณี สาคัญ ที่หายไป หายไปเพราะเหตุใด ปั ญหาหรื อต้นเหตุที่ทาให้หายเกิดจากใคร หากจะฟื้ นฟูจะทาอย่างไร ทาไมสถานที่สาคัญเช่น ดอนปู่ ตาคนถึงไม่ไปตัดต้นไม้ สาเหตุน่าจะเกิดจาก อะไร นักเรี ยนจะหาคาตอบได้อย่างไร สอบถามผูรู้ ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์ เน็ต ้ จากการถามคาถามที่เกี่ยวข้องในชุมชนนาไปสู่ คาถามที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กบสิ่ งที่เกี่ยวข้อง เช่น ั ประเพณี น้ ีมีใครเข้าร่ วมบ้าง การบวงสรวงในแต่ละยุคใช้ อะไรบ้าง เช่น ดอกไม้ วัสดุอุปกรณ์ มีใครเข้าร่ วม พิธีบาง ฯลฯ จากคาถามดังกล่าวบางคาถามสามารถตอบได้เลยแต่บางคาถามต้องใช้เวลาในการค้นหา ้ คาตอบ 2. การคิด เป็ นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องมาจากการสังเกต หลังจากที่สังเกตแล้ว นักเรี ยน ่ ต้องประมวลสิ่ งที่สังเกตได้บวกกับประสบการณ์เดิมที่มีอยูแล้ว ทาให้เกิดข้อสงสัยอันเป็ นจุดเริ่ มต้นของการ ค้นหา การแก้ปัญหา การสารวจ การตั้งคาถามเกียวกับสิ่ งเร้ าหรือความสนใจ ่
  • 2.
    คาถามทีถามถึงลักษณะทางกายภาพมักมีข้อความ“อะไร” “ก็” ่ เช่น “ อะไรที่ทาให้มนเป็ นแบบนี้ ” “ ก็ ” ั คาถามทีถามถึงวิธีการ ทีมามักมีข้อความ “อย่างไร” “ที่ไหน” ่ ่ เช่น“ ทาอย่างไร ” “ ทาที่ไหน ” คาถามทีถามถึงสาเหตุ เหตุผล มักมีข้อความ “ทาไม” ่ เช่น “ ทาไมต้องเอาไก่เสี่ ยงทาย ” คาถามทีถามถึงความสั มพันธ์ เปรียบเทียบ มักเป็ นประโยค .. “ กว่า……………….หรือไม่ ” ่ เช่น “ ถ้าเอาสัตว์อื่นเสี่ ยงทายจะเหมือนกันหรื อแตกต่างกัน ” คาถามทีมีจินตนาการเข้ าไปประกอบมักเป็ นประโยค “ถ้ าจะ...หรือไม่ ” “ถ้ า….จะเป็ นอย่างไร” ่ เช่น “ ถ้าเราไม่ใช้สิ่งเหล่านี้ในการประกอบพิธีกรรม มันจะเป็ นอย่างไร ” กติกา 3-2-1 3 คาถามที่เกี่ยวกับหัวข้อโครงงาน 2 คาชม ที่เป็ น จุดเด่น จุดดี หรื อเป็ นประโยชน์ของหัวข้อโครงงานของเพื่อน 1 คาแนะนา หรื อเพิ่มเติมที่คิดว่าช่วยให้หวข้อโครงงาน ของเพื่อนดีข้ ึน ั