1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6
ปีการศึกษา 2561
ชื่อโครงงาน คุณรู้จักชาเขียวแล้วหรือยัง
ชื่อผู้ทาโครงงาน
1นายอัศนี ศรีสุธรรม เลขที่ 29 ชั้น ม.6 ห้อง 6
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม .……
1………………………………….. เลขที่……… 2…………………………………เลขที่ ……….
3………………………………….. เลขที่………
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
คุณรู้จักชาเขียวแล้วหรือยัง
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Do you know green tea
ประเภทโครงงาน: เพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน: นายอัศนี ศรีสุธรรม
ชื่อที่ปรึกษา: ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน: 3 สัปดาห์
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน)
ในปัจจุบันมนุษย์เราต่างก็รู้จักกับชาเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เราก็นามาเป็นเครื่องดื่มไว้บริโภคกันใน
รูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชาเขียวแบบดั้งเดิมที่มีกลิ่นของใบชาอย่างเข้มข้น หรือจะนามาเป็น
เครื่องดื่มเย็นๆที่มีรสชาติหวาน มัน กลมกล่อมของชาเขียว ที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อย่างโออิชิหรืออิชิ
ตันซึ่งก็จาหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ หรือเราอาจจะพบในรูปแบบที่ซื้อ
ขายตามร้านนม ร้านกาแฟ หรือในคาเฟต่างๆได้เช่นกัน ซึ่งบางครั้งเราก็จะสังเกตว่าเราก็ได้รู้จักกับชา
เขียวมายาวนานและบริโภคเป็นประจาแต่เรากลับไม่รู้เลยว่า ชาเขียวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรหรือมี
คุณประโยชน์และโทษอย่างไร ทางทีมงานจึงอยากนาเสนอเรื่องราว ประวัติความเป็นมา คุณประโยชน์
และโทษที่ควรรู้เกี่ยวกับชาเขียว ให้ได้ทราบกัน เพื่อที่จะให้คนที่ได้ศึกษาโครงงานนี้ได้รู้จักกับชาเขียว
มากขึ้นแล้วจึงนาไปคิดไตรตรองว่าควรบริโภคชาเขียวในปริมาณที่มากน้อยแค่ไหน
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1.ศึกษาคุณประโยชน์ของการดื่มชาเขียว
2.ศึกษาโทษของการดื่มชาเขียว
3
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
1.ชาเขียวที่ถูกนามาทาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม
2.สารอาหารหารที่อยู่ในชาเขียว
3.ผลกระทบของชาเขียวที่มีต่อร่างกาย
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
สารอาหารสาคัญจากชาเขียว
สารอาหารสาคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี กรดอะมิโน และสารในกลุ่ม xanthine
alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งสารเหล่านี้คือสารที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการ
ทางานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกกันว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้น
สามารถแยกออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC),
epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งสามารถพบสารคาเทชินได้มากและมีฤทธิ์
ที่ทรงพลังที่สุดในชาเขียว ที่เราเรียกกันว่า สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์เลตที่เป็นสารที่มีความสาคัญในการออกฤทธิ์ต้าน
อนุมูลอิสระ
สรรพคุณของชาเขียว
มีส่วนในการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการรักษาโรค
ต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังทาให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี
มีส่วนช่วยในการทาให้เกิดการเจริญอาหาร
มีส่วนช่วยในการเพิ่มจานวนแบคทีเรียชนิดดีในลาไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกาจัดพิษในลาไส้ได้
ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
ป้องกันตับจากพิษต่างๆ รวมทั้งโรคชนิดอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลาไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ
Botulinus และเชื่อ Staphylococcus
มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้าดีและในไต
ช่วยในการห้ามเลือดหรือทาให้เลือดไหลได้ช้าลง
มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทาให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อ
และข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับวัยกลางคน
ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย
ใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
มีส่วนช่วยในการทาให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและเบ้าตา จึงทาให้ตาสว่าง ไม่
ง่วงนอน แถมยังทาให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วย
ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้เป็นอย่างดี
มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายน้า ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย
ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา
1.ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
2.มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุดใน
ชาเขียว
3.มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมน้าหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
4
4.มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับน้าตาลในเลือด
5.มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ
5.มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆวิธีดาเนินงาน
โทษของชาเขียว
ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึง
ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้
เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่
1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทาให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้
การบริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทาให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่
มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่
หลับ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้
2. ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
3. ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด
4. การดื่มชาเขียวอาจจะทาให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้
5. การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทาให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่าน
ทางน้านม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคาแนะนาว่าไม่ควรดื่มเกิน
วันละ 2 ถ้วย
6. สาหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควร
หลีกเลี่ยงชาเขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้
7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทาให้ความนิยมของการดื่มชาเขียว
ในคนที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว
สามารถเกิดอันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเค
ที่พบมากในชาเขียว สามารถทาให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทาให้เกิดลิ่มเลือดอุด
ตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน
8. สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทาให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้
จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
9. การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทาให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่ง
อาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทาให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูก
ได้ง่ายขึ้น
10. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้ แต่
ความเป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้อง
ว่าง พบว่าเกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สาหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง
11. สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสาร
ตัวนี้จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทาให้เกิด
ความผิดปกติต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทา
ให้กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกาจัดสารพิษในตับลดลง
12. มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทาให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
(testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทางานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชา
เขียวอาจจะทาให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้
5
แนวทางการดาเนินงาน
1.สืบค้นปัญหาในปัจจุบัน
2.ตั้งชื่อหัวข้อโครงงาน
3.ศึกษาและรวบรวมข้อมูล
4.วิเคราะห์ข้อมูล
5.เรียบเรียงข้อมูล
6.ปรับปรุงแก้ไข
7.นาเสนอโครงงาน
8.ประเมินผลงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1.คอมพิวเตอร์
2.โทรศัพท์มือถือ
3.อินเตอร์เน็ต
งบประมาณ
2,000 บาท
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3 จัดทาโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทาเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นาเสนอโครงงาน
6
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
1.มีความรู้เรื่องคุณประโยชน์ของชาเขียวเพิ่มขึ้น
2.มีความรู้เรื่องโทษของชาเขียวเพิ่มขึ้น
สถานที่ดาเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
เคมี:โมเลกุลของสารที่อยู่ในชาเขียวคือxanthine alkaloids
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
https://www.honestdocs.co/green-tea-benefits-and-harm

Do you-know-green-tea

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6 ปีการศึกษา 2561 ชื่อโครงงาน คุณรู้จักชาเขียวแล้วหรือยัง ชื่อผู้ทาโครงงาน 1นายอัศนี ศรีสุธรรม เลขที่ 29 ชั้น ม.6 ห้อง 6 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม .…… 1………………………………….. เลขที่………2…………………………………เลขที่ ………. 3………………………………….. เลขที่……… คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) คุณรู้จักชาเขียวแล้วหรือยัง ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Do you know green tea ประเภทโครงงาน: เพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน: นายอัศนี ศรีสุธรรม ชื่อที่ปรึกษา: ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน: 3 สัปดาห์ ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน) ในปัจจุบันมนุษย์เราต่างก็รู้จักกับชาเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เราก็นามาเป็นเครื่องดื่มไว้บริโภคกันใน รูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชาเขียวแบบดั้งเดิมที่มีกลิ่นของใบชาอย่างเข้มข้น หรือจะนามาเป็น เครื่องดื่มเย็นๆที่มีรสชาติหวาน มัน กลมกล่อมของชาเขียว ที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อย่างโออิชิหรืออิชิ ตันซึ่งก็จาหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ หรือเราอาจจะพบในรูปแบบที่ซื้อ ขายตามร้านนม ร้านกาแฟ หรือในคาเฟต่างๆได้เช่นกัน ซึ่งบางครั้งเราก็จะสังเกตว่าเราก็ได้รู้จักกับชา เขียวมายาวนานและบริโภคเป็นประจาแต่เรากลับไม่รู้เลยว่า ชาเขียวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรหรือมี คุณประโยชน์และโทษอย่างไร ทางทีมงานจึงอยากนาเสนอเรื่องราว ประวัติความเป็นมา คุณประโยชน์ และโทษที่ควรรู้เกี่ยวกับชาเขียว ให้ได้ทราบกัน เพื่อที่จะให้คนที่ได้ศึกษาโครงงานนี้ได้รู้จักกับชาเขียว มากขึ้นแล้วจึงนาไปคิดไตรตรองว่าควรบริโภคชาเขียวในปริมาณที่มากน้อยแค่ไหน วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1.ศึกษาคุณประโยชน์ของการดื่มชาเขียว 2.ศึกษาโทษของการดื่มชาเขียว
  • 3.
    3 ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขตเงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน) 1.ชาเขียวที่ถูกนามาทาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม 2.สารอาหารหารที่อยู่ในชาเขียว 3.ผลกระทบของชาเขียวที่มีต่อร่างกาย หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน) สารอาหารสาคัญจากชาเขียว สารอาหารสาคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี กรดอะมิโน และสารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งสารเหล่านี้คือสารที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการ ทางานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกกันว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้น สามารถแยกออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งสามารถพบสารคาเทชินได้มากและมีฤทธิ์ ที่ทรงพลังที่สุดในชาเขียว ที่เราเรียกกันว่า สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์เลตที่เป็นสารที่มีความสาคัญในการออกฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระ สรรพคุณของชาเขียว มีส่วนในการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการรักษาโรค ต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังทาให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี มีส่วนช่วยในการทาให้เกิดการเจริญอาหาร มีส่วนช่วยในการเพิ่มจานวนแบคทีเรียชนิดดีในลาไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกาจัดพิษในลาไส้ได้ ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย ป้องกันตับจากพิษต่างๆ รวมทั้งโรคชนิดอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้ มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลาไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ Botulinus และเชื่อ Staphylococcus มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้าดีและในไต ช่วยในการห้ามเลือดหรือทาให้เลือดไหลได้ช้าลง มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทาให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อ และข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับวัยกลางคน ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี มีส่วนช่วยในการทาให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและเบ้าตา จึงทาให้ตาสว่าง ไม่ ง่วงนอน แถมยังทาให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วย ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้เป็นอย่างดี มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายน้า ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา 1.ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย 2.มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุดใน ชาเขียว 3.มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมน้าหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
  • 4.
    4 4.มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับน้าตาลในเลือด 5.มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ 5.มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆวิธีดาเนินงาน โทษของชาเขียว ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึง ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัยแต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้ เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่ 1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทาให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้ การบริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทาให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่ มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่ หลับ รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้ 2. ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ 3. ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด 4. การดื่มชาเขียวอาจจะทาให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้ 5. การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทาให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่าน ทางน้านม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคาแนะนาว่าไม่ควรดื่มเกิน วันละ 2 ถ้วย 6. สาหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควร หลีกเลี่ยงชาเขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้ 7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทาให้ความนิยมของการดื่มชาเขียว ในคนที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว สามารถเกิดอันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเค ที่พบมากในชาเขียว สามารถทาให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทาให้เกิดลิ่มเลือดอุด ตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันปัญหายาตีกัน 8. สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทาให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้ จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง 9. การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทาให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่ง อาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทาให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูก ได้ง่ายขึ้น 10. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้ แต่ ความเป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้อง ว่าง พบว่าเกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สาหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง 11. สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสาร ตัวนี้จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทาให้เกิด ความผิดปกติต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทา ให้กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกาจัดสารพิษในตับลดลง 12. มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทาให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทางานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชา เขียวอาจจะทาให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้
  • 5.
    5 แนวทางการดาเนินงาน 1.สืบค้นปัญหาในปัจจุบัน 2.ตั้งชื่อหัวข้อโครงงาน 3.ศึกษาและรวบรวมข้อมูล 4.วิเคราะห์ข้อมูล 5.เรียบเรียงข้อมูล 6.ปรับปรุงแก้ไข 7.นาเสนอโครงงาน 8.ประเมินผลงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1.คอมพิวเตอร์ 2.โทรศัพท์มือถือ 3.อินเตอร์เน็ต งบประมาณ 2,000 บาท ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3 จัดทาโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทาเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นาเสนอโครงงาน
  • 6.
    6 ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) 1.มีความรู้เรื่องคุณประโยชน์ของชาเขียวเพิ่มขึ้น 2.มีความรู้เรื่องโทษของชาเขียวเพิ่มขึ้น สถานที่ดาเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง เคมี:โมเลกุลของสารที่อยู่ในชาเขียวคือxanthine alkaloids แหล่งอ้างอิง(เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) https://www.honestdocs.co/green-tea-benefits-and-harm