1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6
ปีการศึกษา 2560
ชื่อโครงงาน ประโยชน์และโทษของชาเขียว
(Advantages and disadvantages of green tea)
ชื่อผู้ทาโครงงาน
นางสาวณัชชา สันติพงศ์ เลขที่ 10 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 6
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม
นางสาวณัชชา สันติพงศ์ ชั้นมัธยมศึกษษปีที่ 6/6 เลขที่ 10
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
ประโยชน์และโทษของชาเขียว
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Advantages and disadvantages of green tea.
ประเภทโครงงาน โครงงานประเภทเพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัชชา สันติพงศ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 เลขที่ 10
ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
3
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
ปัจจุบันความนิยมของเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่แพ้กาแฟก็คงจะเป็น ชาเขียว ที่นิยมกันมากใน
หมู่วัยรุ่น เพราะดื่มร้อนก็ ได้ดื่มเย็นก็ดี และรสชาติก็อร่อยถูกปากผู้คนทั่วโลกอีกด้วย ตลาดชาเขียวก็
เพิ่มจํานวนขึ้นมาตามๆกัน บางคน ชอบดื่มแบบชาเขียวสําเร็จรูปตามร้านสะดวกซื้อ หรือบางคนชอบ
ดื่มตามร้านกาแฟต่างๆ ก็จะได้กลิ่นและบรรยากาศ มากขึ้น เมื่อดื่มกันบ่อยๆ ชาเขียวถูกนามาพัฒนา
สร้างสรรค์ออกมาหลายเมนู หลายแบบ ทั้งในรูปแบบขนมเค้ก ขนมปัง คุ๊กกี้ ไอศกรีม หรือเบเกอร์รี่
อื่นๆ เพราะชาเขียวดัดแปลงง่าย มีสีสันสวยทําให้ขนมน่ารับประทานและรสชาติอร่อย ทําให้ชาเขียว
เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในยุคที่โซเชียลที่เข้าถึงง่าย ตามกระแสสังคมจึงเป็นเรื่องง่ายที่ชาเขียวจะ เป็น
ความนิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว
ชาเขียวไม่ได้แค่สามารถนํามาประกอบอาหารได้เท่านั้นแต่ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
อื่นๆได้ด้วย เช่น อโรมาเธอราปี (Aroma Therapy) ครีมบํารุงผิว สบู่ นํ้ายาดับกลิ่น ยาสีฟัน ฯลฯ
ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาถึงประโยชน์และโทษของชาเขียว
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาประโยชน์และโทษของชาเขียว
2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการศึกษาให้กับผู้ที่สนใจในเรื่อง ของชาเขียว
3. เพื่อนําเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจําวัน
4.เพื่อนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์
5.เพื่อต้องการนําความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต
ขอบเขตโครงงาน
สิ่งที่ต้องการศึกษา คือ ความรู้ที่เกี่ยวกับชาเขียว เช่น วิธีการเก็บใบชาเขียว สารอาหารสําคัญที่อยู่
ในชาเขียว ชนิดของชาเขียวที่นิยมรับประทาน ประโยชน์และโทษของชาเขียวที่มีผลต่อร่างกาย
4
หลักการและทฤษฎี
- วิธีการเก็บใบชาให้ได้คุณภาพ
สําหรับชาเขียวที่มีคุณภาพนั้นจะได้จากใบชาคู่ที่หนึ่งและใบชาคู่ที่สองที่ทําการเก็บจากยอด ซึ่งชาคู่ที่
หนึ่งและสองนั้นชาวจีนจะเรียกว่า บู๋อี๋ ส่วนใบชาคู่ที่สามและสี่จากยอดนั้น ชาวจีนจะเรียกว่า อัน
เคย และส่วนใบชาคู่ที่ห้าและหกจากปลายยอดจะจัดอยู่ในประเภทของชาชั้นเลว โดยที่ชาวจีนจะ
เรียกว่า ลํ่าก๋อง ส่วนในเรื่องของกลิ่น สี และรสชาติของชาเขียวนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเท
ชินที่มีอยู่ในชา และในส่วนของฤดูการเพาะปลูก รวมทั้งการเก็บเกี่ยว ก็จะมีผลต่อระดับของสารคาเท
ชิน ซึ่งสารชนิดนี้จะมีอยู่ประมาณ 12-13% ในช่วงที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่ในทางกลับกันในช่วงฤดู
ร้อนจะมีสารคาเทชินในชาอยู่ประมาณ 13-14% และสําหรับใบชาเขียวอ่อนจะมีสารคาเทชินอยู่
มากกว่าใบชาเขียวแก่
- สารอาหารสาคัญจากชาเขียว
สารอาหารสําคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี กรดอะมิโน และสารใน
กลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งสารเหล่านี้คือสาร
ที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการทํางานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์
ที่เรียกกันว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้นสามารถแยกออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ gallocatechin
(GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate
(ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งสามารถพบสารคาเทชินได้มากและมีฤทธิ์ที่ทรง
พลังที่สุดในชาเขียว ที่เราเรียกกันว่า สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์ เลตที่เป็นสารที่มีความสําคัญในการ
ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
5
- สรรพคุณของชาเขียว
1. มีส่วนในการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการ
รักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
2. มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
3. ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังทําให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี
4. มีส่วนช่วยในการทําให้เกิดการเจริญอาหาร
5. มีส่วนช่วยในการเพิ่มจํานวนแบคทีเรียชนิดดีในลําไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกําจัดพิษในลําไส้ได้
6. ช่วยป้ องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
7. ป้ องกันตับจากพิษต่างๆ รวมทั้งโรคชนิดอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
8. มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลําไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้าน
เชื้อ Botulinus และเชื่อ Staphylococcus
9. มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยป้ องกันนิ่วในถุงนํ้าดีและในไต
10. ช่วยในการห้ามเลือดหรือทําให้เลือดไหลได้ช้าลง
11. มีส่วนช่วยในการป้ องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทําให้ปวดเมื่อตาม
กล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับวัยกลางคน
12. ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัด
ต่อย ใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
13. มีส่วนช่วยในการทําให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและเบ้าตา จึงทําให้ตาสว่าง
ไม่ง่วงนอน แถมยังทําให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วย
14. ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้เป็นอย่างดี
15. มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายนํ้า ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีก
ด้วย
- ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา
1. ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
2. มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุด
ในชาเขียว
3. มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมนํ้าหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี
4. มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับนํ้าตาลในเลือด
5. มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ
6. มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
6
- ประโยชน์ของชาเขียว
1. ใช้เพื่อเป็นการปรุงแต่งกลิ่นสี รวมทั้งรสชาติของอาหาร
เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการที่มีความหลากหลายของผู้บริโภค และชาเขียวยังจัดเป็นสารที่ให้
กลิ่นรสจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมเป็ นอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นกลิ่นและรสชาติที่นิยม
นํามาเป็ นส่วนผสมของอาหารหลากชนิด เช่น ขนมปัง เค้ก ขนมขอบเคี้ยว ลูกอม เป็ นต้น
2. ใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นเกลืออาบนํ้า ครีมบํารุงผิว สบู่ นํ้ายาดับกลิ่น ยาสีฟัน โลชั่น รวมทั้งนํ้ายาบ้วนปาก โดยผ่าน
การสกัดจากชาเขียวก่อนนํามาใช้ในการทําผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
3. สามารถนํามาเพิ่มความงามให้แก่ตัวเองได้
โดยการนํานํ้าแร่มาต้มให้เดือด จากนั้นใส่ผงชาเขียวหรือใบชาเขียวตามลงไป แล้วจึงค่อยทิ้งไว้ให้เย็น
เสร็จแล้วจึงเทนํ้าที่ได้มาใส่ลงไปในขวดสเปรย์ เอาไว้ใช้ฉีดหน้าในทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะช่วย
เพิ่มความชุ่มชื่นและความเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี
4. สามารถใช้เพื่อดับกลิ่นปากและแบคทีเรียในช่องปากได้
อีกทั้งยังช่วยทําให้ลมหายใจมีความสดชื่นอีกทั้งยังช่วยป้ องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีผล
การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีสรรพคุณ
ที่ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและช่วยทําลายจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ
นั่นเอง
มีส่วนช่วยในการป้ องกันฟันผุ เพราะชาเขียวสามารถทําลายแบคทีเรียได้ รวมทั้งสามารถป้ องกัน
อาหารเป็นพิษ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดคราบพลัคในช่องปากได้เช่นกัน โดยจากการ
ทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าสาร catechins นั้นมีส่วนช่วยในการยับยั้งกระบวนการผลิตกลูแคน
ของเชื้อ Streptococcus mutans ในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว
7
- โทษของชาเขียว
ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้ องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึง
ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกาย
ได้เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่
1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทําให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้การ
บริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทําให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่มากเกินไป
เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัดไม่
สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้
2. ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
3. ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด
4. การดื่มชาเขียวอาจจะทําให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้
5. การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทําให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่านทาง
นํ้านม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคําแนะนําว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย
6. สําหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงชา
เขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้
7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้จึงทําให้ความนิยมของการดื่มชาเขียวในคน
ที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว สามารถเกิด
อันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเคที่พบมากในชาเขียว
สามารถทําให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทําให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ
โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือ
เภสัชกร เพื่อป้ องกันปัญหายาตีกัน
8. สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทําให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้จึง
เพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
8
9. การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทําให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งอาจจะ
เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทําให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูกได้ง่ายขึ้น
10. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้แต่ความ
เป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง พบว่า
เกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สําหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง
11. สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสารตัวนี้
จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทําให้เกิดความผิดปกติ
ต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทําให้กลูตาไธโอน
(glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกําจัดสารพิษในตับลดลง
12. มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทําให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
(testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทํางานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชาเขียวอาจจะ
ทําให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้
9
- วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
1. ตั้งหัวข้อที่ต้องการศึกษา
2. นําหัวข้อมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูล
3. สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
4. นําข้อมูลที่ได้มาอ่านทําความเข้าใจ
5. ประเมินความถูกต้องและความครบถ้วนของเนื้อหา
6. หาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ
7. นําข้อมูลจากหลายๆแหล่งที่มา มารวบรวมและสรุปออกมาเป็นเนื้อความเดียวกัน
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1. คอมพิวเตอร์
2. เครื่องปริ้นท์
3. หนังสือ
4. เครื่องเขียน
งบประมาณ
ไม่มีงบประมาณในการศึกษาข้อมูลและทําโครงงาน
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลา
ดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
1
6
1
7
1 คิดหัวข้อโครงงาน * * ณัชชา
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล * * * * ณัชชา
3 จัดทําโครงร่างงาน * * ณัชชา
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน * * * ณัชชา
5 ปรับปรุงทดสอบ * * ณัชชา
6 การทําเอกสารรายงาน * * ณัชชา
7 ประเมินผลงาน * * ณัชชา
8 นําเสนอโครงงาน * ณัชชา
10
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของประโยชน์และโทษของชาเขียว
2. เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในเรื่อง ของชาเขียว
3. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในอนาคตได้
4. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์
5. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาเขียวได้
สถานที่ดาเนินการ
1. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
2. ห้องสมุด
3. บ้าน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
1. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
2. ชีววิทยา
3. เคมี
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นํามาใช้การทําโครงงาน)
1. https://www.honestdocs.co/green-tea-benefits-and-harm
2. https://sanrapow.wordpress.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%
B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%
B2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B2/
3. http://sukkaphap-d.com/ประโชน์ของ-ชาเขียว-แค/
4. http://beautyclubthailand.com/10-ประโยชน์ความงามของชาเขียว
5. หนังสือชาเขียวนํ้าผึ้งหรือยาพิษ
6. หนังสือโอชะกับชาเขียว

ใบงานคอม

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6 ปีการศึกษา 2560 ชื่อโครงงาน ประโยชน์และโทษของชาเขียว (Advantages and disadvantages of green tea) ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัชชา สันติพงศ์ เลขที่ 10 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 6 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม นางสาวณัชชา สันติพงศ์ ชั้นมัธยมศึกษษปีที่6/6 เลขที่ 10 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) ประโยชน์และโทษของชาเขียว ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Advantages and disadvantages of green tea. ประเภทโครงงาน โครงงานประเภทเพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัชชา สันติพงศ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 เลขที่ 10 ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2560
  • 3.
    3 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ปัจจุบันความนิยมของเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่แพ้กาแฟก็คงจะเป็น ชาเขียว ที่นิยมกันมากใน หมู่วัยรุ่นเพราะดื่มร้อนก็ ได้ดื่มเย็นก็ดี และรสชาติก็อร่อยถูกปากผู้คนทั่วโลกอีกด้วย ตลาดชาเขียวก็ เพิ่มจํานวนขึ้นมาตามๆกัน บางคน ชอบดื่มแบบชาเขียวสําเร็จรูปตามร้านสะดวกซื้อ หรือบางคนชอบ ดื่มตามร้านกาแฟต่างๆ ก็จะได้กลิ่นและบรรยากาศ มากขึ้น เมื่อดื่มกันบ่อยๆ ชาเขียวถูกนามาพัฒนา สร้างสรรค์ออกมาหลายเมนู หลายแบบ ทั้งในรูปแบบขนมเค้ก ขนมปัง คุ๊กกี้ ไอศกรีม หรือเบเกอร์รี่ อื่นๆ เพราะชาเขียวดัดแปลงง่าย มีสีสันสวยทําให้ขนมน่ารับประทานและรสชาติอร่อย ทําให้ชาเขียว เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในยุคที่โซเชียลที่เข้าถึงง่าย ตามกระแสสังคมจึงเป็นเรื่องง่ายที่ชาเขียวจะ เป็น ความนิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว ชาเขียวไม่ได้แค่สามารถนํามาประกอบอาหารได้เท่านั้นแต่ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่นๆได้ด้วย เช่น อโรมาเธอราปี (Aroma Therapy) ครีมบํารุงผิว สบู่ นํ้ายาดับกลิ่น ยาสีฟัน ฯลฯ ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาถึงประโยชน์และโทษของชาเขียว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาประโยชน์และโทษของชาเขียว 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการศึกษาให้กับผู้ที่สนใจในเรื่อง ของชาเขียว 3. เพื่อนําเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจําวัน 4.เพื่อนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ 5.เพื่อต้องการนําความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต ขอบเขตโครงงาน สิ่งที่ต้องการศึกษา คือ ความรู้ที่เกี่ยวกับชาเขียว เช่น วิธีการเก็บใบชาเขียว สารอาหารสําคัญที่อยู่ ในชาเขียว ชนิดของชาเขียวที่นิยมรับประทาน ประโยชน์และโทษของชาเขียวที่มีผลต่อร่างกาย
  • 4.
    4 หลักการและทฤษฎี - วิธีการเก็บใบชาให้ได้คุณภาพ สําหรับชาเขียวที่มีคุณภาพนั้นจะได้จากใบชาคู่ที่หนึ่งและใบชาคู่ที่สองที่ทําการเก็บจากยอด ซึ่งชาคู่ที่ หนึ่งและสองนั้นชาวจีนจะเรียกว่าบู๋อี๋ ส่วนใบชาคู่ที่สามและสี่จากยอดนั้น ชาวจีนจะเรียกว่า อัน เคย และส่วนใบชาคู่ที่ห้าและหกจากปลายยอดจะจัดอยู่ในประเภทของชาชั้นเลว โดยที่ชาวจีนจะ เรียกว่า ลํ่าก๋อง ส่วนในเรื่องของกลิ่น สี และรสชาติของชาเขียวนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณของสารคาเท ชินที่มีอยู่ในชา และในส่วนของฤดูการเพาะปลูก รวมทั้งการเก็บเกี่ยว ก็จะมีผลต่อระดับของสารคาเท ชิน ซึ่งสารชนิดนี้จะมีอยู่ประมาณ 12-13% ในช่วงที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่ในทางกลับกันในช่วงฤดู ร้อนจะมีสารคาเทชินในชาอยู่ประมาณ 13-14% และสําหรับใบชาเขียวอ่อนจะมีสารคาเทชินอยู่ มากกว่าใบชาเขียวแก่ - สารอาหารสาคัญจากชาเขียว สารอาหารสําคัญที่พบได้ในชาเขียว ได้แก่ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี กรดอะมิโน และสารใน กลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน (caffeine) และธิโอฟิลลีน (theophylline) ซึ่งสารเหล่านี้คือสาร ที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการทํางานของระบบประสาทส่วนกลาง และยังมีสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกกันว่า คาเทชิน ซึ่งสารคาเทชินนั้นสามารถแยกออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ gallocatechin (GC), epicatechin (EC), epigallocatechin (EGC), epicatechin gallate (ECG), และ epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งสามารถพบสารคาเทชินได้มากและมีฤทธิ์ที่ทรง พลังที่สุดในชาเขียว ที่เราเรียกกันว่า สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลป์ เลตที่เป็นสารที่มีความสําคัญในการ ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • 5.
    5 - สรรพคุณของชาเขียว 1. มีส่วนในการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนถึงโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีโดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการ รักษาโรคต่างๆ มาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว 2. มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยในการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย 3. ช่วยแก้อาการเมาเหล้า อีกทั้งยังทําให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี 4. มีส่วนช่วยในการทําให้เกิดการเจริญอาหาร 5. มีส่วนช่วยในการเพิ่มจํานวนแบคทีเรียชนิดดีในลําไส้ จึงมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษและช่วยกําจัดพิษในลําไส้ได้ 6. ช่วยป้ องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย 7. ป้ องกันตับจากพิษต่างๆ รวมทั้งโรคชนิดอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้ 8. มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลําไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้าน เชื้อ Botulinus และเชื่อ Staphylococcus 9. มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยป้ องกันนิ่วในถุงนํ้าดีและในไต 10. ช่วยในการห้ามเลือดหรือทําให้เลือดไหลได้ช้าลง 11. มีส่วนช่วยในการป้ องกันโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง ส่งผลทําให้ปวดเมื่อตาม กล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับวัยกลางคน 12. ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัด ต่อย ใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี 13. มีส่วนช่วยในการทําให้เกิดการผ่อนคลายอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและเบ้าตา จึงทําให้ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน แถมยังทําให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วย 14. ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้เป็นอย่างดี 15. มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายนํ้า ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีก ด้วย - ชาเขียวกับฤทธิ์ทางยา 1. ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งภาวะโรคต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าชาเขียวนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย 2. มีฤทธิ์ในการลดความอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยได้ระบุว่าสารแคททีชินที่มีส่วนในการลดความอ้วนพบได้มากที่สุด ในชาเขียว 3. มีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จนส่งผลต่อการควบคุมนํ้าหนักของร่างกายได้เป็นอย่างดี 4. มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและระดับนํ้าตาลในเลือด 5. มีงานวิจัยทางคลินิกที่ค้นพบว่าชาเขียวมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคของหลอดเลือดหัวใจ 6. มีผลต่อการช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
  • 6.
    6 - ประโยชน์ของชาเขียว 1. ใช้เพื่อเป็นการปรุงแต่งกลิ่นสีรวมทั้งรสชาติของอาหาร เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการที่มีความหลากหลายของผู้บริโภค และชาเขียวยังจัดเป็นสารที่ให้ กลิ่นรสจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมเป็ นอย่างมากในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นกลิ่นและรสชาติที่นิยม นํามาเป็ นส่วนผสมของอาหารหลากชนิด เช่น ขนมปัง เค้ก ขนมขอบเคี้ยว ลูกอม เป็ นต้น 2. ใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกลืออาบนํ้า ครีมบํารุงผิว สบู่ นํ้ายาดับกลิ่น ยาสีฟัน โลชั่น รวมทั้งนํ้ายาบ้วนปาก โดยผ่าน การสกัดจากชาเขียวก่อนนํามาใช้ในการทําผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 3. สามารถนํามาเพิ่มความงามให้แก่ตัวเองได้ โดยการนํานํ้าแร่มาต้มให้เดือด จากนั้นใส่ผงชาเขียวหรือใบชาเขียวตามลงไป แล้วจึงค่อยทิ้งไว้ให้เย็น เสร็จแล้วจึงเทนํ้าที่ได้มาใส่ลงไปในขวดสเปรย์ เอาไว้ใช้ฉีดหน้าในทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะช่วย เพิ่มความชุ่มชื่นและความเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี 4. สามารถใช้เพื่อดับกลิ่นปากและแบคทีเรียในช่องปากได้ อีกทั้งยังช่วยทําให้ลมหายใจมีความสดชื่นอีกทั้งยังช่วยป้ องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีผล การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าสารสกัดจากชาเขียวนั้นมีสรรพคุณ ที่ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและช่วยทําลายจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ นั่นเอง มีส่วนช่วยในการป้ องกันฟันผุ เพราะชาเขียวสามารถทําลายแบคทีเรียได้ รวมทั้งสามารถป้ องกัน อาหารเป็นพิษ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดคราบพลัคในช่องปากได้เช่นกัน โดยจากการ ทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าสาร catechins นั้นมีส่วนช่วยในการยับยั้งกระบวนการผลิตกลูแคน ของเชื้อ Streptococcus mutans ในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว
  • 7.
    7 - โทษของชาเขียว ชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็ง รวมถึง ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย แต่จริงๆ แล้วในอีกด้านหนึ่ง ชาเขียวก็สามารถให้โทษต่อร่างกาย ได้เช่นกัน ซึ่งผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มชาเขียว ได้แก่ 1. ในชาเขียวมีคาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่กระตุ้นทําให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเช่นเดียวกับในกาแฟ และโกโก้การ บริโภคชาเขียวในปริมาณที่ไม่มากเกินไป มักไม่ทําให้เกิดพิษจากคาเฟอีน แต่ถ้าดื่มชาเขียวในปริมาณที่มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3 ถึง 4 ถ้วย อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัดไม่ สบายท้อง คลื่นไส้ รวมถึงอาจมีอาการท้องเสียได้ 2. ควรระวังการดื่มชาเขียวในคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะคาเฟอีนสามารถทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ 3. ในคนที่เป็นเบาหวาน คาเฟอีนอาจจะส่งผลรบกวนการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด 4. การดื่มชาเขียวอาจจะทําให้ภาวะวิตกกังวลมีอาการแย่ลงได้ 5. การรับประทานชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจจะทําให้คาเฟอีนในชาเขียว ส่งผ่านไปยังเด็กผ่านทาง นํ้านม ซึ่งถ้าเด็กได้รับปริมาณมาก อาจจะเกิดอันตรายจากคาเฟอีนได้ โดยมีคําแนะนําว่าไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ถ้วย 6. สําหรับในคนท้อง การทานชาเขียวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งลูก ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงชา เขียว และเครื่องดื่มที่ให้คาเฟอีน เช่น กาแฟ และโกโก้ 7. เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้จึงทําให้ความนิยมของการดื่มชาเขียวในคน ที่เป็นมะเร็งจึงเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สารโพลีฟีนอล (polyphenols) ซึ่งพบได้มากในชาเขียว สามารถเกิด อันตรกิริยากับยารักษามะเร็งหรือยาตีกันได้ โดยเฉพาะกับยา bortezomib นอกจากนี้วิตามินเคที่พบมากในชาเขียว สามารถทําให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟารินลดลง ซึ่งอาจจะทําให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ก่อนการทานชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือ เภสัชกร เพื่อป้ องกันปัญหายาตีกัน 8. สารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารที่ทําให้เกิดรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้จึง เพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดเหล็ก (iron deficiency) ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
  • 8.
    8 9. การรับประทานชาเขียวในปริมาณที่มาก อาจส่งผลทําให้มีการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้นซึ่งอาจจะ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) และอาจทําให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่กระดูกได้ง่ายขึ้น 10. มีความเชื่อว่าการดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง จะสามารถช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ควรจะได้จากอาหารได้แต่ความ เป็นจริงแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจากการทดลองในหนูทดลอง ที่ให้หนูดื่มชาเขียวในขณะท้องว่าง พบว่า เกิดพิษต่อตับ ไต และระบบทางเดินอาหาร แต่สําหรับผลในมนุษย์นั้นยังไม่มีการทดลอง 11. สารคาเทชิน (catechins) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) พบว่าสารตัวนี้ จะมีพิษต่อไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งส่งผลทําให้เกิดความผิดปกติ ต่อตับ ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ รวมถึงตับวาย นอกจากนี้สารคาเทชินยังส่งผลทําให้กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารที่คอยกําจัดสารพิษในตับลดลง 12. มีรายงานว่า การให้หนูทดลองกินชาเขียวในปริมาณสูง จะส่งผลทําให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการทํางานของอัณฑะผิดปกติ ดังนั้น ชาเขียวอาจจะ ทําให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ได้
  • 9.
    9 - วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน 1. ตั้งหัวข้อที่ต้องการศึกษา 2.นําหัวข้อมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูล 3. สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต 4. นําข้อมูลที่ได้มาอ่านทําความเข้าใจ 5. ประเมินความถูกต้องและความครบถ้วนของเนื้อหา 6. หาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ 7. นําข้อมูลจากหลายๆแหล่งที่มา มารวบรวมและสรุปออกมาเป็นเนื้อความเดียวกัน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1. คอมพิวเตอร์ 2. เครื่องปริ้นท์ 3. หนังสือ 4. เครื่องเขียน งบประมาณ ไม่มีงบประมาณในการศึกษาข้อมูลและทําโครงงาน ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลา ดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 1 คิดหัวข้อโครงงาน * * ณัชชา 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล * * * * ณัชชา 3 จัดทําโครงร่างงาน * * ณัชชา 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน * * * ณัชชา 5 ปรับปรุงทดสอบ * * ณัชชา 6 การทําเอกสารรายงาน * * ณัชชา 7 ประเมินผลงาน * * ณัชชา 8 นําเสนอโครงงาน * ณัชชา
  • 10.
    10 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของประโยชน์และโทษของชาเขียว 2. เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในเรื่องของชาเขียว 3. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในอนาคตได้ 4. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ 5. สามารถนําความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาเขียวได้ สถานที่ดาเนินการ 1. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย 2. ห้องสมุด 3. บ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 1. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2. ชีววิทยา 3. เคมี แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นํามาใช้การทําโครงงาน) 1. https://www.honestdocs.co/green-tea-benefits-and-harm 2. https://sanrapow.wordpress.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0% B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8% B2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B2/ 3. http://sukkaphap-d.com/ประโชน์ของ-ชาเขียว-แค/ 4. http://beautyclubthailand.com/10-ประโยชน์ความงามของชาเขียว 5. หนังสือชาเขียวนํ้าผึ้งหรือยาพิษ 6. หนังสือโอชะกับชาเขียว