แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ปีการศึกษา 2559
ชื่อโครงงาน
การดื่มชาและกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ
ชื่อผู้ทาโครงงาน
นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์
นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/15
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2559
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม
1. นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์ เลขที่ 3
2. นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร เลขที่ 5
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
การดื่มชาและกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Drinking tea & coffee for good health
ประเภทโครงงาน สื่อการเรียนการสอนเพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์ และ นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร
ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2559
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
ชา เป็นผลผลิตทางเกษตรกรรมจากใบ ยอดอ่อน และก้านของต้นชา นามาผ่านกรรมวิธีแปรรูป
หลากหลายแล้วยังหมายรวมถึงเครื่องดื่มกลิ่นหอมที่ทาจากพืชตากแห้งชนิดต่างๆ ที่นามาชงหรือต้มกับน้าร้อน
ชาจึงเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากน้าเปล่า ซึ่งชาสามารถแบ่ง
หยาบๆ ได้ 6 ประเภท ได้แก่ ชาขาว, ชาเหลือง, ชาเขียว, ชาอูหลง, ชาดา และชาผู่เอ๋อร์ ชาทุกชนิดสามารถ
ทาได้จากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ผ่านกรรมวิธีที่แตกต่างกันออกไป ก็จะเกิดชาขึ้นหลายแบบขึ้น
ชาถูกจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูปหลังจากเก็บเกี่ยว ใบของตนชาจะถูกทิ้งให้สลดและบ่ม โดย
ทาให้เอนไซม์ในใบชาเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยในชาดากระบวนการนี้จะดาเนินการคู่กันไปกับการทาให้
แห้ง หากไม่ระมัดระวังในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิระหว่างกระบวนการผลิต ใบชาอาจขึ้นรา
เกิดปฏิกิริยาสร้างสารพิษที่อาจเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นได้ ทาให้รสชาติเสียไปและอันตรายต่อการบริโภค
ชามีต้นกาเนิดในแถบเอเชียตะวันออก คือ จีนและอินเดีย แต่ในปัจจุบันมีปลูกกันทั่วไปในหลาย
ประเทศ สาหรับประเทศไทยมีปลูกมาในจังหวัดเชียงใหม่ ชาจะเจริญงอกงามได้ดีในที่สูงตามภูเขาซึ่งมีดินอุดม
สมบูรณ์และฝนตกชุก ใบชาเมื่อเก็บมาจาก้นแล้วจะต้องรีบทาให้แห้งโดยเร็ว โดยนามาคั่วในกระทะเพื่อทาลาย
เอนไซม์ในใบชาให้หมดไป ทาให้ไม่เกิดการบูด ในใบชาจะประกอบด้วยกรดแกลโลเทนนิค (Gallo tannic
acid) 15% ซึ่งจะทาให้สารเทนนิคออกมา โดยทั่วไปนิยมชงใบชากับน้าดื่ม เพื่อกระตุ้นไม่ให้ง่วงนอน และ
นอกจากนี้ยังรักษาโรคท้องร่วงได้ คนไทยในภาคเหนือนิยมเคี้ยวและอมแทนการกินหมาก
ชาวจีนรู้จักการบริโภคชามาแล้วกว่าพันปี ชาวบ้านในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้ชาเป็นยารักษา จีนถือเป็น
ประเทศแรกที่รู้จักการดื่มชา โดยมีหลักฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสต์ศักราช นักวิทยาศาสตร์ชาว
สิงคโปร์พบว่า การดื่มน้าชาช่วยให้สมองสดชื่น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนั้นชาบางชนิด เช่น ชาอัญชัญ
ชาใบหม่อน เจี่ยวกุ้หลาน และชาหญ้าหวาน ยังมีประโยชน์ที่จะช่วยที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลด
คอเลสเตอรอลลภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานอีกด้วย
จะเห็นได้ชัดว่าการดื่มชานั้นสร้างประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง แต่หากชาเกิดการแปรรูปผิดวิธีหรือ
เกิดการนามาบริโภคผิดวิธี ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น สตรีมีครรภ์ หรือเด็กที่อายุน้อยกว่า
3 ขวบ หรือผู้หญิงที่กาลังมีประจาเดือนไม่ควรดื่มชา เนื่องจากชาจะรวมตัวกับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์
เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งจะทาให้ผู้นั้นขาดสารอาหารบางชนิดได้ หรือในปัจจุบันผู้คนนิยมชงชาประกอบนมชนิดต่างๆ
หรือการบริโภคชานมไข่มุก ซึ่งก่อให้เกิดโรคร้าย อาทิ โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งส่งผลเสีย
พอๆ กับ การดื่มน้าอัดลมเลยทีเดียว
กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทาจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่า เมล็ดกาแฟคั่ว มีการปลูกต้น
กาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก นิยมดื่มแบบร้อนๆ บางครั้งมักใส่นมหรือครีมลงในถ้วยกาแฟ ในกาแฟ
หนึ่งถ้วยมีส่วนประกอบของคาเฟอีน 80-140 มิลลิกรัม ทาให้มีสรรพคุณชูกาลังในมนุษย์ กาแฟสามารถแบ่ง
ได้หลายชนิด ได้แก่ กาแฟดา, เอสเพรสโซ่, คาปูชิโน่, ลาเต้, มอคค่า, อเมริกาโน่ และกาแฟขาว ปัจจุบันกาแฟ
เป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเช่นเดียวกับชาและน้าดื่ม “กาแฟเขียว” (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่าน
การคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก
ชนิดของเมล็ดกาแฟนั้นมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมี 2 สายพัน์ ได้แก่ อารา
บิก้า (Arabica) ซึ่งเป็นกาแฟแบบดั้งเดิม มีรสชาติดี และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนสูง และ
สามารถปลูกในที่ที่อาราบิก้าปลูกไม่ได้ มีความทนทานและราคาถูก แต่ผู้คนไม่นิยมดื่มมากนักเนื่องจากมีรสขม
และเปรี้ยว ส่วนโรบัสต้าที่มีคุณภาพดีมักถูกนาไปใช้เป็นส่วนผสมของเอสเพรสโซ่แบบผสม
มีงานวิจัยหลายงานที่ระบุว่าเมล็ดกาแฟมีสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและกระตุ้นประสาท
ส่วนกลาง การดื่มกาแฟจึงช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทาให้ตาแข็ง นอนไม่หลับแต่ทาให้ร่างกายสดชื่น ขจัด
ความเซื่องซึมและอ่อนล้าได้
จากเนื้อหาข้างต้น ผู้จัดทาโครงงานจึงมีความคิดที่จะรวบรวมวิธีการบริโภคชาและกาแฟให้เกิด
ประโยชน์อย่างที่สุด และรวมถึงการนาข้อมูลการบริโภคชาและกาแฟที่ผิดมาเผยแพร่แก่ทุกคน เพราะ
เครื่องดื่มทั้งสองชนิดเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนนิยมดื่มกันทั่วโลก จึงควรมีวิธีการเรียบเรียงข้อมูลการบริโภคชาและ
กาแฟที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคดีขึ้น มากกว่าการบริโภคแบบผิดๆ ที่ก่อแต่ผลเสีย จากสาเหตุต่างๆ
นั้น จึงเกิดเป็นโครงงานที่พร้อมจะเผยแพร่การบริโภคชาและกาแฟที่ถูกต้อง และการบริโภคเพื่อลดความเสี่ยง
ในการเกิดโรคร้ายที่ตามมา
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคชาและกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงศึกษาการบริโภค
ชาและกาแฟในแบบที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายด้วย
2. เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มชาและกาแฟที่ให้ทั้งผลดีและผลเสีย
3. เพื่อเผยแพร่การบริโภคชาและกาแฟที่ดีต่อร่างกาย รวมทั้งเผยแพร่วิธีการบริโภคที่จะทาให้ร่างกาย
ได้รับผลเสียด้วย
4. เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาโครงงานนี้ สามารถดื่มชาด้วยวิธีการที่ให้ผลดีแก่ร่างกาย และหลีกเลี่ยงการบริโภคชา
ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ขอบเขตโครงงาน
ศึกษาข้อมูลเรื่องการดื่มชาและกาแฟที่ให้ผลในแบบต่างๆจากหนังสือและอินเทอร์เน็ต
หลักการและทฤษฎี
เครื่องดื่มประเภทน้าชามีมาช้านานกว่า 4700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง
ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีกด้วย เช่น ต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ต้านอาการ
อักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลาไส้ ป้องกันตับจากสารพิษ และโรคอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสสระ
อย่างไรก็ตาม การที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากมีองค์ประกอบของสารสาคัญในใบ
ชาที่เรียกว่า แทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล (Tea polyphenols) สารสาคัญกลุ่มนี้พบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่
ละชนิดอาจจะมีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันไป สารแทนนินในใบชาสดหรือชาเขียวที่มีฤทธิ์ทางยาที่สาคัญ
ได้แก่สารกลุ่มที่ชื่อว่า คาเทคชินส์ (catechins) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้มากมายหาก
ดื่มเป็นประจา แต่สารสาคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและ
ความร้อน ดังนั้นเราลองมาพิจารณาดูว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาก
ที่สุด หรือแบบไหนจะได้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเลย หรือในทางตรงกันข้ามมีผลเสีย
ต่อร่างกายก็เป็นไปได้
1. สาหรับผู้ที่นิยมดื่มน้าชาร้อนๆ สารสาคัญที่เป็นประโยชน์คือ ‘คาเทคชินส์’ (Catechins) จะถูกความ
ร้อนทาลายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความหอมและรสชาด ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ร่างกายแต่ยังนิยมชาร้อนๆ ควรดื่มน้าชาที่เข้มข้น เช่นเดียวกับคนจีนแต้จิ๋ว ที่นิยมชงชาจีนรสเข้มข้น
ในถ้วยชาใบจิ๋วคล้ายกับการดื่มกาแฟเอ็กซ์เพรซโซ่ ความเข้มข้นของใบชาจะทาให้มีปริมาณสารคา
เทคชินส์ที่เข้มข้น และแม้ว่าสารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้าร้อน แต่จะ
ยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ ที่พอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง
2. ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนามาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่า
ของสารสาคัญในใบชาไว้ได้ดี อย่างไรก็ตามหากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวที่ต้องผ่านขบวนการ
ต้มหรือทาให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลลินทรีย์ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสาคัญในน้าชาก็จะ
ถูกทาลายหรือลดน้อยลงไปเช่นกัน
3. การดื่มน้าชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้านมสด นมข้นหรือ
นมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสาคัญในชา และทาลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็น
ประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้าชาล้วนๆไม่ควรปรุง
แต่ง สาหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นม จะไม่ได้ประโยชน์จากใบชาเลย
4. ผู้ที่รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้าชา
ร่วมไปด้วย เพราะสารสาคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่
ร่างกาย ในกรณีที่ดื่มน้าชาร่วมกับการรับประทานอาหาร แร่ธาตุต่างๆจากผักใบเขียวหรือจากผลไม้ก็
จะถูกสารสาคัญจากชาจับไว้หมดไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน
5. โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสาคัญคือแทนนิน ซึ่งจะไป
ตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆจากอาหารที่รับประทาน ทาให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มี
คุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมักจะมีคาแนะนาไม่ให้เด็กดื่มน้าชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน
เพราะจะทาให้ร่างกายขาดสารอาหารได้
6. ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มีองค์ประกอบของฟรูออไรด์
ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง และสูงกว่าปริมาณในน้าประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่ม
น้าชาเป็นประจา จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลาไส้ โรคกระดูกพรุน (Osteofluorosis)
โรคข้อ และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล
7. ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า “ออกซาเรท oxalate” แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่
น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆและดื่มบ่อยๆเป็นประจา จะสะสมสารออกซาเรทในร่างกาย
ได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทาลายไต
8. ใบชามีสารคาเฟอินน์ ในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้าไป เพียงแต่การดื่มน้าชา สาร
แทนนินจากน้าชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาแฟอินน์เข้าสู่ร่างกาย ทาให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจ
และสมองน้อยกว่ากาแฟมาก
จากที่กล่าวไปข้างต้น พอสรุปได้ว่าเครื่องดื่มชามีทั้งคุณและโทษต่อร่างกาย ขึ้นอยู่กับการบริโภค ถ้า
มากเกินไปจะเป็นโทษได้ ผู้ที่นิยมนาสารสกัดจากชาเขียวไปทาสปา โดยการหมักบนใบหน้าและผิวหนัง ควร
ผสมกับน้าเย็น ไม่ควรผสมน้านมเด็ดขาด เพราะจะไปทาลายคุณค่าของสารสกัดชาเขียวตามที่กล่าวไปแล้ว
ข้างต้น การนาสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ หากต้องนาไปทาให้ร้อน เช่น ขนมเค้ก คุณค่าชาเขียวจะ
หมดไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนาผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่าน
ขบวนการความร้อน เพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย
บทความฉบับนี้อาจทาให้ผู้บริโภคหลายคนงง เพราะเคยทราบแต่สารพัดประโยชน์ของชาเขียว แต่
อ่านแล้วคงไม่ทาให้กลัวการการดื่มชา องค์ความรู้จากนักวิจัยจะช่วยให้เราระวังไม่บริโภคมากเกินไป เพราะ
เช่นเดียวกับทุกอย่าง ถ้ามากไปมักจะมีให้ผลเสียต่อร่างกายได้
ส่วนประกอบที่สาคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7 trimethylxanthine ซึ่ง
เป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ด
กาแฟ ใบชา โคลา caffeine ถูกผสมลงในน้าอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้าหนัก
กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลา
ประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกาย โดยจะถูกทาลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการ
ขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการ การกระตุ้นของกาแฟ จะต้องดื่มกาแฟบ่อย
กว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกาเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดย
การกระตุ้นสมอง ทาให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ
ปริมาณ caffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่าง
ปริมาณกาแฟMilligrams of Caffeine และชนิดของเครื่องดื่ม
นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่ง ๆ เราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก. ซึ่งไม่เกิดผล
ข้างเคียงต่อร่างกาย
ผลดีของกาแฟ
กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทาให้ไม่ง่วง สมาธิในการทางานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทาให้
ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทางาน และยังทาให้ความสามารถในการทางานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อย
เนื่องจากไข้หวัด
ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้า เล่นกีฬาได้นานขึ้น
ผลดีของกาแฟจะทาให้ไม่ง่วงนอน โดยเฉพาะผู้ที่ทางานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ
กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้าหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับ
ปัสสาวะอ่อน ๆ ดังนั้นขณะออกกาลังกายหรือหลังออกกาลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ
เพราะจะทาให้ร่างกายขาดน้า
ดื่มนาน ๆ จะติดกาแฟหรือไม่
องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนาน ๆ แล้วจะเสพติด การดื่ม
กาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติด เนื่องจากไม่จาเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็
เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย
ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ
โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้ว
การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น
กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่น ๆ มีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทาให้มีสมาธิในการทางานดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทางานเป็นกะ
และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่
กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล
การดื่มกาแฟเป็นประจาจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่ว
ในถุงน้าดี
มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลาไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว
กาแฟกับสุขภาพสตรี
กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะ
เป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนาว่าการดื่มวันละ
3-4 แก้ว ขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สาหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด
การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้ว จะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น
กาแฟกับโรคกระดูกพรุน
ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทาให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่
เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอ แนะนาว่าควรจะดื่มนมเพิ่ม สาหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว
ขึ้นไป
กาแฟกับโรคมะเร็ง
มีรายงานจาก World Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มี
ความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง
มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย
มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลาไส้ใหญ่
กาแฟกับโรคหัวใจ
เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว ไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ
การดื่มกาแฟเป็นประจาไม่ทาให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทาให้ความดันขึ้น
ชั่วคราว
กาแฟกับโรคเบาหวาน
จากการศึกษาพบว่า การดื่มกาแฟจะทาให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือด
เพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrine เพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง
1. http://www.thekitchn.com/does-putting-milk-in-your-tea-negate-its-health-benefits-
food-news-177896
2. https://www.healthstatus.com/health_blog/diabetes-3/milk-in-your-tea-not-a-good-
idea/
3. http://ajcn.nutrition.org/content/81/1/326S.full
4. http://journal.frontiersin.org/article/10.3389/fphar.2016.00192/full
5. http://www.m.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-960/green-tea
6. http://www.teaanswers.com/side-effects-tea/
7. http://health.kapook.com/view4592.html

แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์

  • 1.
    แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปีการศึกษา2559 ชื่อโครงงาน การดื่มชาและกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์ นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/15 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34
  • 2.
    ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม 1. นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์เลขที่ 3 2. นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร เลขที่ 5 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) การดื่มชาและกาแฟให้ดีต่อสุขภาพ ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Drinking tea & coffee for good health ประเภทโครงงาน สื่อการเรียนการสอนเพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวณัฐณิชา ดารงค์วรวัฒน์ และ นางสาวอารีรัตน์ สุทธเนตร ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2559
  • 3.
    ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ชา เป็นผลผลิตทางเกษตรกรรมจากใบ ยอดอ่อนและก้านของต้นชา นามาผ่านกรรมวิธีแปรรูป หลากหลายแล้วยังหมายรวมถึงเครื่องดื่มกลิ่นหอมที่ทาจากพืชตากแห้งชนิดต่างๆ ที่นามาชงหรือต้มกับน้าร้อน ชาจึงเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากน้าเปล่า ซึ่งชาสามารถแบ่ง หยาบๆ ได้ 6 ประเภท ได้แก่ ชาขาว, ชาเหลือง, ชาเขียว, ชาอูหลง, ชาดา และชาผู่เอ๋อร์ ชาทุกชนิดสามารถ ทาได้จากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ผ่านกรรมวิธีที่แตกต่างกันออกไป ก็จะเกิดชาขึ้นหลายแบบขึ้น ชาถูกจัดประเภทตามกระบวนการแปรรูปหลังจากเก็บเกี่ยว ใบของตนชาจะถูกทิ้งให้สลดและบ่ม โดย ทาให้เอนไซม์ในใบชาเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยในชาดากระบวนการนี้จะดาเนินการคู่กันไปกับการทาให้ แห้ง หากไม่ระมัดระวังในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิระหว่างกระบวนการผลิต ใบชาอาจขึ้นรา เกิดปฏิกิริยาสร้างสารพิษที่อาจเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นได้ ทาให้รสชาติเสียไปและอันตรายต่อการบริโภค ชามีต้นกาเนิดในแถบเอเชียตะวันออก คือ จีนและอินเดีย แต่ในปัจจุบันมีปลูกกันทั่วไปในหลาย ประเทศ สาหรับประเทศไทยมีปลูกมาในจังหวัดเชียงใหม่ ชาจะเจริญงอกงามได้ดีในที่สูงตามภูเขาซึ่งมีดินอุดม สมบูรณ์และฝนตกชุก ใบชาเมื่อเก็บมาจาก้นแล้วจะต้องรีบทาให้แห้งโดยเร็ว โดยนามาคั่วในกระทะเพื่อทาลาย เอนไซม์ในใบชาให้หมดไป ทาให้ไม่เกิดการบูด ในใบชาจะประกอบด้วยกรดแกลโลเทนนิค (Gallo tannic acid) 15% ซึ่งจะทาให้สารเทนนิคออกมา โดยทั่วไปนิยมชงใบชากับน้าดื่ม เพื่อกระตุ้นไม่ให้ง่วงนอน และ นอกจากนี้ยังรักษาโรคท้องร่วงได้ คนไทยในภาคเหนือนิยมเคี้ยวและอมแทนการกินหมาก ชาวจีนรู้จักการบริโภคชามาแล้วกว่าพันปี ชาวบ้านในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้ชาเป็นยารักษา จีนถือเป็น ประเทศแรกที่รู้จักการดื่มชา โดยมีหลักฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสต์ศักราช นักวิทยาศาสตร์ชาว สิงคโปร์พบว่า การดื่มน้าชาช่วยให้สมองสดชื่น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนั้นชาบางชนิด เช่น ชาอัญชัญ ชาใบหม่อน เจี่ยวกุ้หลาน และชาหญ้าหวาน ยังมีประโยชน์ที่จะช่วยที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลด คอเลสเตอรอลลภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานอีกด้วย จะเห็นได้ชัดว่าการดื่มชานั้นสร้างประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง แต่หากชาเกิดการแปรรูปผิดวิธีหรือ เกิดการนามาบริโภคผิดวิธี ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น สตรีมีครรภ์ หรือเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบ หรือผู้หญิงที่กาลังมีประจาเดือนไม่ควรดื่มชา เนื่องจากชาจะรวมตัวกับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งจะทาให้ผู้นั้นขาดสารอาหารบางชนิดได้ หรือในปัจจุบันผู้คนนิยมชงชาประกอบนมชนิดต่างๆ หรือการบริโภคชานมไข่มุก ซึ่งก่อให้เกิดโรคร้าย อาทิ โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งส่งผลเสีย พอๆ กับ การดื่มน้าอัดลมเลยทีเดียว
  • 4.
    กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทาจากเมล็ดซึ่งได้จากต้นกาแฟ หรือมักเรียกว่าเมล็ดกาแฟคั่ว มีการปลูกต้น กาแฟในมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก นิยมดื่มแบบร้อนๆ บางครั้งมักใส่นมหรือครีมลงในถ้วยกาแฟ ในกาแฟ หนึ่งถ้วยมีส่วนประกอบของคาเฟอีน 80-140 มิลลิกรัม ทาให้มีสรรพคุณชูกาลังในมนุษย์ กาแฟสามารถแบ่ง ได้หลายชนิด ได้แก่ กาแฟดา, เอสเพรสโซ่, คาปูชิโน่, ลาเต้, มอคค่า, อเมริกาโน่ และกาแฟขาว ปัจจุบันกาแฟ เป็นเครื่องดื่มซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเช่นเดียวกับชาและน้าดื่ม “กาแฟเขียว” (กาแฟซึ่งยังไม่ผ่าน การคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก ชนิดของเมล็ดกาแฟนั้นมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมี 2 สายพัน์ ได้แก่ อารา บิก้า (Arabica) ซึ่งเป็นกาแฟแบบดั้งเดิม มีรสชาติดี และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนสูง และ สามารถปลูกในที่ที่อาราบิก้าปลูกไม่ได้ มีความทนทานและราคาถูก แต่ผู้คนไม่นิยมดื่มมากนักเนื่องจากมีรสขม และเปรี้ยว ส่วนโรบัสต้าที่มีคุณภาพดีมักถูกนาไปใช้เป็นส่วนผสมของเอสเพรสโซ่แบบผสม มีงานวิจัยหลายงานที่ระบุว่าเมล็ดกาแฟมีสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและกระตุ้นประสาท ส่วนกลาง การดื่มกาแฟจึงช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทาให้ตาแข็ง นอนไม่หลับแต่ทาให้ร่างกายสดชื่น ขจัด ความเซื่องซึมและอ่อนล้าได้ จากเนื้อหาข้างต้น ผู้จัดทาโครงงานจึงมีความคิดที่จะรวบรวมวิธีการบริโภคชาและกาแฟให้เกิด ประโยชน์อย่างที่สุด และรวมถึงการนาข้อมูลการบริโภคชาและกาแฟที่ผิดมาเผยแพร่แก่ทุกคน เพราะ เครื่องดื่มทั้งสองชนิดเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนนิยมดื่มกันทั่วโลก จึงควรมีวิธีการเรียบเรียงข้อมูลการบริโภคชาและ กาแฟที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคดีขึ้น มากกว่าการบริโภคแบบผิดๆ ที่ก่อแต่ผลเสีย จากสาเหตุต่างๆ นั้น จึงเกิดเป็นโครงงานที่พร้อมจะเผยแพร่การบริโภคชาและกาแฟที่ถูกต้อง และการบริโภคเพื่อลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคร้ายที่ตามมา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคชาและกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงศึกษาการบริโภค ชาและกาแฟในแบบที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายด้วย 2. เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มชาและกาแฟที่ให้ทั้งผลดีและผลเสีย 3. เพื่อเผยแพร่การบริโภคชาและกาแฟที่ดีต่อร่างกาย รวมทั้งเผยแพร่วิธีการบริโภคที่จะทาให้ร่างกาย ได้รับผลเสียด้วย 4. เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาโครงงานนี้ สามารถดื่มชาด้วยวิธีการที่ให้ผลดีแก่ร่างกาย และหลีกเลี่ยงการบริโภคชา ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
  • 5.
    ขอบเขตโครงงาน ศึกษาข้อมูลเรื่องการดื่มชาและกาแฟที่ให้ผลในแบบต่างๆจากหนังสือและอินเทอร์เน็ต หลักการและทฤษฎี เครื่องดื่มประเภทน้าชามีมาช้านานกว่า 4700 ปีนอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีกด้วย เช่น ต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ต้านอาการ อักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลาไส้ ป้องกันตับจากสารพิษ และโรคอื่นๆอีกมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสสระ อย่างไรก็ตาม การที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากมีองค์ประกอบของสารสาคัญในใบ ชาที่เรียกว่า แทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล (Tea polyphenols) สารสาคัญกลุ่มนี้พบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่ ละชนิดอาจจะมีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันไป สารแทนนินในใบชาสดหรือชาเขียวที่มีฤทธิ์ทางยาที่สาคัญ ได้แก่สารกลุ่มที่ชื่อว่า คาเทคชินส์ (catechins) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้มากมายหาก ดื่มเป็นประจา แต่สารสาคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและ ความร้อน ดังนั้นเราลองมาพิจารณาดูว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ที่สุด หรือแบบไหนจะได้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเลย หรือในทางตรงกันข้ามมีผลเสีย ต่อร่างกายก็เป็นไปได้ 1. สาหรับผู้ที่นิยมดื่มน้าชาร้อนๆ สารสาคัญที่เป็นประโยชน์คือ ‘คาเทคชินส์’ (Catechins) จะถูกความ ร้อนทาลายไปเกือบหมด คงเหลือแต่ความหอมและรสชาด ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ร่างกายแต่ยังนิยมชาร้อนๆ ควรดื่มน้าชาที่เข้มข้น เช่นเดียวกับคนจีนแต้จิ๋ว ที่นิยมชงชาจีนรสเข้มข้น ในถ้วยชาใบจิ๋วคล้ายกับการดื่มกาแฟเอ็กซ์เพรซโซ่ ความเข้มข้นของใบชาจะทาให้มีปริมาณสารคา เทคชินส์ที่เข้มข้น และแม้ว่าสารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้าร้อน แต่จะ ยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ ที่พอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง 2. ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด หากนามาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่า ของสารสาคัญในใบชาไว้ได้ดี อย่างไรก็ตามหากขบวนการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวที่ต้องผ่านขบวนการ ต้มหรือทาให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลลินทรีย์ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสาคัญในน้าชาก็จะ ถูกทาลายหรือลดน้อยลงไปเช่นกัน 3. การดื่มน้าชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้านมสด นมข้นหรือ นมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสาคัญในชา และทาลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็น
  • 6.
    ประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงควรดื่มน้าชาล้วนๆไม่ควรปรุง แต่งสาหรับผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นม จะไม่ได้ประโยชน์จากใบชาเลย 4. ผู้ที่รับประทานวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก เกลือแร่ หรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้าชา ร่วมไปด้วย เพราะสารสาคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ ร่างกาย ในกรณีที่ดื่มน้าชาร่วมกับการรับประทานอาหาร แร่ธาตุต่างๆจากผักใบเขียวหรือจากผลไม้ก็ จะถูกสารสาคัญจากชาจับไว้หมดไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน 5. โทษของการดื่มชาต่อร่างกายก็มีรายงานเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสาคัญคือแทนนิน ซึ่งจะไป ตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆจากอาหารที่รับประทาน ทาให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มี คุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมักจะมีคาแนะนาไม่ให้เด็กดื่มน้าชา ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทาให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ 6. ใบชายังมีองค์ประกอบที่ให้โทษต่อร่างกายที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงคือ มีองค์ประกอบของฟรูออไรด์ ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง และสูงกว่าปริมาณในน้าประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่ม น้าชาเป็นประจา จะเกิดการสะสม มีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลาไส้ โรคกระดูกพรุน (Osteofluorosis) โรคข้อ และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ผู้ที่ดื่มไม่มาก ก็คงไม่ต้องกังวล 7. ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า “ออกซาเรท oxalate” แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่ น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆและดื่มบ่อยๆเป็นประจา จะสะสมสารออกซาเรทในร่างกาย ได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทาลายไต 8. ใบชามีสารคาเฟอินน์ ในปริมาณสูง อาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้าไป เพียงแต่การดื่มน้าชา สาร แทนนินจากน้าชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาแฟอินน์เข้าสู่ร่างกาย ทาให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจ และสมองน้อยกว่ากาแฟมาก จากที่กล่าวไปข้างต้น พอสรุปได้ว่าเครื่องดื่มชามีทั้งคุณและโทษต่อร่างกาย ขึ้นอยู่กับการบริโภค ถ้า มากเกินไปจะเป็นโทษได้ ผู้ที่นิยมนาสารสกัดจากชาเขียวไปทาสปา โดยการหมักบนใบหน้าและผิวหนัง ควร ผสมกับน้าเย็น ไม่ควรผสมน้านมเด็ดขาด เพราะจะไปทาลายคุณค่าของสารสกัดชาเขียวตามที่กล่าวไปแล้ว ข้างต้น การนาสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารอื่นๆ หากต้องนาไปทาให้ร้อน เช่น ขนมเค้ก คุณค่าชาเขียวจะ หมดไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนาผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่าน ขบวนการความร้อน เพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย บทความฉบับนี้อาจทาให้ผู้บริโภคหลายคนงง เพราะเคยทราบแต่สารพัดประโยชน์ของชาเขียว แต่ อ่านแล้วคงไม่ทาให้กลัวการการดื่มชา องค์ความรู้จากนักวิจัยจะช่วยให้เราระวังไม่บริโภคมากเกินไป เพราะ เช่นเดียวกับทุกอย่าง ถ้ามากไปมักจะมีให้ผลเสียต่อร่างกายได้
  • 7.
    ส่วนประกอบที่สาคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า1,3,7 trimethylxanthine ซึ่ง เป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ด กาแฟ ใบชา โคลา caffeine ถูกผสมลงในน้าอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้าหนัก กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลา ประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกาย โดยจะถูกทาลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการ ขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการ การกระตุ้นของกาแฟ จะต้องดื่มกาแฟบ่อย กว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกาเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดย การกระตุ้นสมอง ทาให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ ปริมาณ caffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่าง ปริมาณกาแฟMilligrams of Caffeine และชนิดของเครื่องดื่ม นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่ง ๆ เราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก. ซึ่งไม่เกิดผล ข้างเคียงต่อร่างกาย
  • 8.
    ผลดีของกาแฟ กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทาให้ไม่ง่วง สมาธิในการทางานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทาให้ ไม่ง่วงนอนมีสมาธิในการทางาน และยังทาให้ความสามารถในการทางานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อย เนื่องจากไข้หวัด ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้า เล่นกีฬาได้นานขึ้น ผลดีของกาแฟจะทาให้ไม่ง่วงนอน โดยเฉพาะผู้ที่ทางานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้าหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับ ปัสสาวะอ่อน ๆ ดังนั้นขณะออกกาลังกายหรือหลังออกกาลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ เพราะจะทาให้ร่างกายขาดน้า ดื่มนาน ๆ จะติดกาแฟหรือไม่ องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนาน ๆ แล้วจะเสพติด การดื่ม กาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติด เนื่องจากไม่จาเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็ เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้ว การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่น ๆ มีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทาให้มีสมาธิในการทางานดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทางานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่ กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล การดื่มกาแฟเป็นประจาจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่ว ในถุงน้าดี มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลาไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว กาแฟกับสุขภาพสตรี กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะ เป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนาว่าการดื่มวันละ 3-4 แก้ว ขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สาหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้ว จะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น
  • 9.
    กาแฟกับโรคกระดูกพรุน ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทาให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่ เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนาว่าควรจะดื่มนมเพิ่ม สาหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว ขึ้นไป กาแฟกับโรคมะเร็ง มีรายงานจาก World Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มี ความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลาไส้ใหญ่ กาแฟกับโรคหัวใจ เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว ไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ การดื่มกาแฟเป็นประจาไม่ทาให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทาให้ความดันขึ้น ชั่วคราว กาแฟกับโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่า การดื่มกาแฟจะทาให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือด เพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrine เพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน เอกสารอ้างอิง 1. http://www.thekitchn.com/does-putting-milk-in-your-tea-negate-its-health-benefits- food-news-177896 2. https://www.healthstatus.com/health_blog/diabetes-3/milk-in-your-tea-not-a-good- idea/ 3. http://ajcn.nutrition.org/content/81/1/326S.full 4. http://journal.frontiersin.org/article/10.3389/fphar.2016.00192/full
  • 10.