1
 
 
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ 
 
รหัสวิชา ง33201 ชือวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือสาร 5 
ปการศึกษา 2562 
 
ชือโครงงาน การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรไทย 
 
ชือผู้ทําโครงงาน 
ชือ นางสาวสโรชา สมบุญ เลขที 27 ชัน ม.6 ห้อง 6 
 
 
 
อาจารย์ทีปรึกษาโครงงาน ครูเขือนทอง มูลวรรณ์ 
 
 
 
ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที 1-2  
ปการศึกษา 2562 
 
 
 
 
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ 
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 34   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
2
 
ใบงาน 
การจัดทําข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ 
 
สมาชิกในกลุ่ม   
1​.​นางสาว สโรชา สมบุญ เลขที 27 ​ม.6 ห้อง 6 
 
คําชีแจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี 
 
ชือโครงงาน (ภาษาไทย) 
การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร 
ชือโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)   
The Development of Utilization of Herbs. 
ประเภทโครงงาน จําลองทฤษฎี 
ชือผู้ทําโครงงาน นางสาวสโรชา สมบุญ  
ชือทีปรึกษา ครูเขือนทอง มูลวรรณ์ 
ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที1-2 
ทีมาและความสําคัญของโครงงาน   
ปจจุบัน สมุนไพรถูกนํามาใช้มากขึนในรูปแบบของยา ผลิตภัณฑ์ต่างๆ 
แสดงให้เห็นว่าผู้คนเล็งเห็นถึงความสําคัญและสรรพคุณของสมุนไพรกันมาก
ขึน นอกจากจะทํายารักษาโรคแล้วยังมี การทําครีมทาผิวจากกวาวเครือขาว 
สบู่ขมินชันผสมมะขาม แชมพูสระผมจากมะกรูด และอืนๆ โดยผลิตภัณฑ์
เหล่านีผสมสารสกัดจากสมุนไพรทีมีประโยชน์และสรรพคุณต่างๆนานา แต่
อย่างไรก็ตาม สมุนไพรก็ยังไม่เปนทีนิยมมากนัก การแพทย์แผนไทยได้นํา
สมุนไพรไทยมาใช้ประโยชน์มากขึน สมุนไพรจึงกลับมาได้รับความนิยมอีก
ครังหนึง ผู้จัดทําจึงมีความสนใจในหัวข้อนี เพราะ สมุนไพรเปนพืชทีหาได้
ตามท้องถินและมีในประเทศไทยจํานวนมาก มีผู้นํามาใช้อย่างแพร่หลาย แต่
ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับยาแผนปจจุบัน ทําให้เกิดความสงสัยว่า เพราะ
เหตุใดสมุนไพรทีมีสรรพคุณมากมายและรักษาโรคได้จึงไม่ได้รับความนิยม 
ผู้คนไม่ค่อยให้ความสําคัญ ประกอบกับต้องการศึกษาสรรพคุณสมุนไพรเพือ
เปนความรู้เพิมเติมและต่อยอดในอนาคตได้ 
 
 
 
 
 
 
3
 
วัตถุประสงค์   
1.เผยแพร่ การใช้ประโยชน์และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร  
2.นําเสนอแนวทางการนําสมุนไพรไปใช้ในการรักษาโรคและบํารุงร่างกาย  
3.ต้องการให้บุคคลทัวไปรู้จักสมุนไพรมากขึนและเห็นความสําคัญของ
สมุนไพร  
 
ขอบเขตโครงงาน  
1.ความหมาย ประเภทและสรรพคุณของสมุนไพร ตัวทีมีการใช้ในปจจุบัน 
2.การนําสมุนไพรมาใช้และวิธีการใช้ทีถูกต้อง  
3.การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในด้านต่างๆ เช่น รักษาโรค บํารุงร่างกาย  
4.การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทําเปน
ผลิตภัณฑ์หลายชนิดมากขึนไม่ใช่เพียงแค่ยารักษาโรค หรือ ทําให้ผลิตภัณฑ์
จากสมุนไพรน่าสนใจ ดึงจุดเเด่นของสมุนไพรออกมาให้ผู้คนได้ทราบมากขึน 
เปนต้น  
 
หลักการและทฤษฎี  
การจําแนกรูปแบบของสมุนไพรทีใช้เปนยา 
สมุนไพรไม่ว่าจะเปนส่วนทีมาจากพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือธาตุวัตถุก็ตาม เวลา
จะนํามาใช้เพือบริโภค หรือเพือการรักษาตามกรรมวิธีจําเพาะอันใดก็ตาม พอ
จะจําแนกรูปแบบของสมุนไพรทีใช้เปนยาได้ดังนีคือ  
1. รูปแบบทีเปนของเหลว ยาเหล่านีมักได้จากกรรมวิธีต่างๆ กันเช่น ยาต้ม
คือหันต้นยาแล้วต้มกับนา ยาชงเปนยาแห้งหันเปนชินเล็กๆ คัวแล้วนําไปชง
กับนา นาคันสมุนไพรเตรียมโดยการเอาต้นสมุนไพรสดๆ ตําให้ละเอียด เติม
นาแล้วคันเอานายามารับประทาน และยาดองเตรียมโดยบดสมุนไพรให้แห้ง
ห่อด้วยผ้าขาวบาง ดองในสุรา  
 
2. รูปแบบทีเปนของแข็ง ยาปนลูกกลอน เตรียมโดยหันต้นไม้ยาสดให้เปน
แว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดเปนผง ผสมกับนาผึงหรือนาเชือม 1 ส่วน ปน
เปนลูกกลมๆ เล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ปนเสร็จผึงแดดจน
แห้ง  
 
4
 
3. รูปแบบกึงแข็งกึงเหลว สมุนไพรเหล่านีจะทําให้อยู่ในลักษณะพอทรงตัว
ได้ มักใช้เพือการรักษาภายนอก เช่น ยาพอก เตรียมโดยใช้ต้นสดตําให้แหลก
หรือเหลว  
 
4. รูปแบบอืนๆ ทีมีลักษณะการใช้พิเศษ เช่นใช้วิธีรมควัน เพือรักษาโรคของ
ทางเดินหายใจ หรือการรมควันเพือรักษาแผล และให้มดลูกเข้าอู่ในสตรีภาย
หลังคลอด 
 
● ประเภทของสมุนไพร 
สําหรับการแบบประเภทของสมุนไพรไทย นัน เราใช้การแบ่งประเภทของ
สมุนไพร ออกเปน 2 ประเภท คือ สมุนไพรแผนโบราณ และสมุนไพรแผน
ปจจุบัน ซึง รายละเอียด แตกต่างกันอย่างไร มีรายละเอียดดังนี 
สมุนไพรแผนโบราณ คือ สิงทีใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ซึงเปนสิงทีได้จาก พืช 
สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึงลักษณะการใช้งานในการรักษา เช่น ใช้ทําเปนส่วน
ประกอบของอาหาร เครืองดืม ยา หรือเครืองสําอาง ซึงสมุนไพรแผนโบราณ 
เปนความรู้และภูมิปญญาทีได้รับการถ่ายทอด จากอดีตสู่ปจจุบัน สําหรับ
สมุนไพรไทย ตามแบบฉบับแพทย์แผนไทย นัน สามารถแบ่งเปน 2 ลักษณะ 
คือ สมุนไพรไทยแผนโบราณ และสมุนไพรจีนแผนโบราณ รายละเอียดดังต่อ
ไปนี 
● สมุนไพรไทยแผนโบราณ คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีสามารถหาได้ใน
ท้องถินของประเทศไทย ซึงแพทย์ใช้สิงเหล่านีมาเปนส่วนประกอบของ
ยารักษาโรค อาหาร เครืองดืม หรือเครืองสําอาง 
● สมุนไพรจีนแผนโบราณ คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีใช้ในการรักษาโรค 
โดยเปนสมุนไพร ทีมีอยู่ในประเทศจีน เปนความรู้และภูมิปญญาการ
รักษาโรคทีได้จากชนชาติจีน และสมุนไพรเหล่านี ส่วนใหญ่หาได้ที
ประเทศจีน หรือประเทศทีมีภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศจีน 
 
5
 
สมุนไพรแผนปจจุบัน คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีทางการแพทย์และเภสัชกร 
สมัยใหม่ ได้ศึกษา และทดลองแล้ว ให้การยอมรับถึงผลของสมุนไพร เพือใช้
ในการรักษาโรคต่างๆ ซึงสมุนไพรแผนปจจุบัน สามารถสกัดพืช สัตว์หรือแร่
ธาตุต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบผง เม็ด นา หรือ ครีม เปนต้น เรียกลักษณะนีว่าการ
สกัดเอาสารบางชนิดจากสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 
● ประเภทของสมุนไพรตามหลักเภสัชกรรม 
สําหรับประเภทของสมุนไพร ตามแบบเภสัชกร นัน เราแบ่งสมุนไพรออกเปน
ชนิดต่างๆ ตามความแตกต่างของวัตถุดิบ ประกอบด้วย พืช สุตว์และแร่ธาตุ 
รายละเอียดของสมุนไพรทีแบ่งตามหลักเภสัชศาสตร์ มี ดังนี 
❖ พืชสมุนไพร 
สมุนไพรชนิดพืช สามารถแบ่งออกเปน 5 ประเถท ซึงประกอบด้วย แบ่งออก
เปน 5 ประเภท คือ 
● ชนิดต้นไม้ อาทิ เช่น ต้นพิกุล ต้นขีเหล็ก ต้นมะตูม เปนต้น 
● ชนิดเถาหรือเครือ อาทิ เช่น บอระเพ็ด เถาคันแดง เปนต้น 
● ชนิดหัวหรือเหง้า อาทิ เช่น ข่า ขิง กระชาย กวาวเครือ เปนต้น 
● ชนิดผัก อาทิ เช่น ผักบุ้ง ผักชี ผักกาด เปนต้น 
● ชนิดหญ้า อาทิ เช่น หญ้าแพรก หญ้าคา ตะไคร้ เปนต้น 
 
❖ สัตว์สมุนไพร 
สมุนไพรทีได้จากสัตว์ต่างๆ สามารถแบ่งประเภทของสัตว์สมุนไพรออกเปน 
3 ประเภท คือ สัตว์บกสมุนไพร สัตว์นาสมุนไพร และสัตว์ปกสมุนไพร ราย
ละเอียด ดังนี 
● สัตว์บกสมุนไพร อาทิ เช่น ควายเผือก หมีควาย เสือ ตุ๊กแก งู เปนต้น 
● สัตว์นาสมุนไพร อาทิ เช่น ปลาฉลาม เต่า ปลาหมึก หอยสังข์ เปนต้น 
● สัตว์ปกสมุนไพร อาทิ เช่น นกนางแอ่น ผึง เปนต้น 
 
 
 
 
6
❖ แร่ธาตุสมุนไพร 
สมุนไพร ทีได้จากแร่ธาตุต่างๆ สามารถแบ่งออกเปน 2 ประเภท คือ สมุนไพร
แร่ธาตุทีสลายตัวยาก และสมุนไพรแร่ธาตุทีสลายตัวเร็ว รายละเอียด ดังนี 
● ชนิดสลายตัวยาก อาทิ เช่น เหล็ก ทองคํา เงิน เปนต้น 
● ชนิดสลายตัวเร็ว อาทิเช่น สารส้ม พิมเสน เกลือ เปนต้น 
ประเภทสมุนไพรแบ่งตามคุณสมบัติของสมุนไพร 
การแบ่งชนิดของสมุนไพร ยังมีการแบ่งตามรสชาติของสมุนไพร ชนิดนันๆ 
ด้วย ซึง สมุนไพร ทีมีรสชาติต่างกัน ให้สรรพคุณในการรักษาดรคทีต่างกัน 
รสชาติจึงสามารถบ่งบอกประโยชน์ด้านการรักษาโรคได้ด้วย ซึงรายละเอียด
ของสมุนไพรรสชาติ ต่างๆ สามารถแบ่งได้ มี 9 รสชาติ ประกอบด้วย รสฝาด 
รสหวาน รสเมา รสขม รสเผ็ด รสมัน รสหอม รสเค็ม และรสเปรียว ราย
ละเอียดดังนี 
● รสฝาด จะมีประโยชน์ด้านการรักษาแผล ช่วยสมานแผล ได้ดี 
● รสหวาน จะมีประโยชน์ช่วยบํารุงร่างกาย ช่วยเพิมกําลังวังชา ให้
กระชุ่มกระชวย เปนต้น 
● รสเมาเบือ จะช่วยให้ขัยของเสียออกจากร่างกายได้ดี แก้พิษ ได้ 
● รสขม สมุนไพรรสขม ช่วยทําให้เจริญอาหาร กระตุ้นนาลาย แก้กระหาย
นา และบํารุงเลือด เปนต้น 
● รสเผ็ดร้อน จะมัีประโยชน์ช่วยบํารุงธาตุขัน ช่วยขับลม บํารุงระบบทาง
เดินอาหาร เปนต้น 
● รสมัน ช่วยในการแก้อาการปวดเมือย บํารุงเส้นเอ็น แก้ปวดเข่าปวดข้อ 
เปนต้น 
● รสหอมเย็น ช่วยบํารุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหาย
นา เปนต้น 
● รสเค็ม ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แก้ลมพิษ ได้ดี เปนต้น 
● รสเปรียว ช่วยแก้ไอ ขัเสมหะ บํารุงระบบการทํางานของเลือด ได้ดี 
เปนต้น 
7
การแปรรูปพืชเพือนํามาใช้เปนสมุนไพร 
สําหรับ สมุนไพร สามารถใช้ประโยชน์ได้ทังสดๆ และการแปรรูป การแปรรูป
ประโชน์เพือการเก็บไว้ได้นานๆและในปริมาณมากๆ รูปแบบการแปรรูป
สมุนไพร มีหลายรูปแบบ รายละเอียด ดังนี 
● ตากแห้ง เปนการเก็บรักษาสมุนไพรให้ได้ประสิทธิภาพทีดีทีสุด ทังในแง่
ของคุณภาพ ปริมาณและนาหนัก 
● ทําให้ขนาดเล็กลง เปนการนําเอาสมุนไพรมาทําให้ขนาดเล็กลง และนํา
ไปตากแห้ง เพือให้ปริมาณนาของสมุนไพรลดลง นิยมใช้กับ ราก เปลือก 
ลําต้น 
● บดปนให้เปนผง เปนวิธีทีสะดวกในการใช้งานมาก สมันโบราณนิยมนํา
มาตากแห้งและใช้ครกโขรกให้ละเอียด 
● สะกัดนามันหอมระเหย ในสมุนไพรบางชนิดทีมีกลินหอม นํามาต้มสกัน
นํานามันจากสมุนไพร มาปรุงเปนยาดม ยาหอม ยาทา เปนต้น 
 
โทษและอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร 
สมุนไพรนอกจากจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ในทางตรงกัน
ข้าม ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็อาจมีโทษและอันตรายได้เช่นกัน อันตรายจากสมุนไพร
นันอาจแยกออกเปน 3 ประการคือ  
ประการทีหนึง อันตรายทีเกิดจากโรคทีขาดการรักษาเช่น โรคความดันโลหิต
สูง โรคเบาหวาน หรือโรคหืด ซึงการแพทย์ปจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้
หายขาดได้ การให้ยานันเพือบรรเทาอาการและปองกันโรคแทรกซ้อนทีอาจ
จะเกิดขึน ถ้าไม่เข้าใจเกียวกับโรคทีถูกต้องอาจจะเบือก็เลยหยุดยา แล้วรักษา
ด้วยสมุนไพร มียาสมุนไพรหลายชนิดทีอาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา
โรค นอกจากนันโรคทีท่านเปนอยู่บางครังก็อาจจะไม่มีอาการเด่นชัด ทําให้
เข้าใจผิดคิดว่าโรคหายแล้วก็ละเลยกับการรักษาทีถูกต้อง นานๆ ไปโรคเดิม
อาจจะกําเริบเช่น เปนความดันโลหิตสูงมากๆ ไม่ได้รักษาก็อาจจะทําให้
เส้นเลือดแตกในสมองเปนอัมพฤกษ์อัมพาตได้  
 
 
 
 
 
8
 
ประการทีสอง เปนอันตรายทีเกิดจากฤทธิของสมุนไพรโดยตรง มีสมุนไพร
หลายชนิดทีมีสารเคมีทีเปนพิษร้ายแรง ถ้าได้รับเข้าไปจะทําให้เกิดอาการจาก
พิษของสารชนิดนันๆ ยกตัวอย่างเช่น มะเกลือ (มะเกลือเปนไม้ยืนต้นขนาด
กลาง) เปนทีทราบกันมานานแล้วว่าผลมะเกลือมีสารเคมีทีสําคัญหลายชนิดที
มีสรรพคุณในการขับถ่ายพยาธิ ตํารับยากลางบ้านได้แนะนําให้ใช้ผลมะเกลือ
สดตําคันผสมกระทิ ได้มีรายงานผู้ปวยหลายรายทีได้รับพิษจากมะเกลือ ผู้
ปวยมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเดิน หลังจากนันจะมีอาการตามัว ตามองไม่เห็น 
ตาบอดได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลมะเกลือทีแก่เต็มทีจนมีสีดํานัน อาจจะ
มีสาร nepthalene ซึงเปนพิษต่อประสาทตาโดยตรง  
 
ยีโถ ไม้พุ่มประดับทีนิยมปลูกกันตามบ้านเรือน เคยมี
ผู้แนะนําให้เอาใบยีโถต้มนารับประทานเพือแก้โรค
พิษสุราเรือรัง หลังจากรับประทานเข้าไป มีอาการ
อาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ และปวดท้อง ถ้ารับ
ประทานมากพิษของสารเคมีในใบยีโถจะกดการเต้น
ของหัวใจ ทําให้หัวใจเต้นช้าลง และอาจจะหยุดได้ ดัง
นันจึงควรจะต้องระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิงในเด็ก อาจรับประทานเข้าไป
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 
นอกจากนีพืชอืนๆ อีกหลายชนิดก็อาจจะมีพิษ เช่น  
ลําโพง มีพิษต่อระบบประสาทโดยตรง ถ้าได้รับเข้าไป
มากคนไข้จะมีอาการตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายนา 
ม่านตาขยาย ไม่สู้แสง ผิวหนังร้อนแดง ถ้าเปนมากอาจ
ถึงขันสับสน จิตประสาทหลอน และคลุ้มคลัง  
  
ประการทีสาม อันตรายจากสารเจือปนในสมุนไพร ทางคณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทําการตรวจวิเคราะห์ยาสมุนไพร เพือจะหาสาร
เจือปนทีอาจจะเปนอันตรายจากตัวอย่างจํานวนร่วมร้อย พบว่ามี arsenic 
60% มีสาร steroids 30% นอกจากนันมีสารปรอทและตะกัวประปราย  
สารปรอท ปรอททีผสมในสมุนไพร อาจจะทําให้เปนพิษ โดยมีอาการปาก
เปอย เหงือกอักเสบ ฟนหลุด นาลายไหลมากผิดปกติ และไตวาย เปนต้น  
สารตะกัว พิษของสารตะกัวเปนทีรู้จักกันดี ตะกัวเปนพิษทําให้มีอาการปวด
ท้อง โลหิตจาง กล้ามเนืออ่อนแรงจากปลายประสาทผิดปกติ เปนต้น 
9
Arsenic ​ในสมัยก่อนนิยมใช้เปนยารักษาโรคผิวหนังเรือนกวาง และรักษาโรค 
syphilis ในปจจุบันเลิกใช้เพราะเปนยาอันตราย ในตําราแพทย์โบราณทังของ
ไทยและจีนเชือว่า arsenic มีคุณสมบัติกระตุ้นให้กระชุ่มกระชวย แต่ถ้าผู้ปวย
ได้รับมากเกินไปก็อาจจะเกิดพิษของ arsenic ได้ ในระยะแรกผู้ปวยจะมี
อาการเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย ต่อมาผู้ปวยมีอาการปวดแสบปวดร้อน
บริเวณปลายประสาทแปร๊บๆ แบบถูกไฟฟาช๊อต ระยะหลังจะมีผืนตามตัว
สีดํา ผิวหนังหนาขึน ผู้ปวยทีได้รับ arsenic อาจจะมีโอกาสเปนมะเร็งได้มาก
ขึน เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด เปนต้น  
Steroids ​มีคุณสมบัติบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด จึงนิยมเจือปนใน
สมุนไพร ทําให้โรคบางอย่างดูเหมือนดีขึน เช่น โรคหืด โรคไขข้ออักเสบ แต่ถ้า
ใช้นานๆ จะมีอาการข้างเคียงและอันตรายอย่างมาก ผู้ปวยมีหน้าบวมฉุ เปน
สิว ลําตัวอ้วนกลม ผิวหนังลายเปนจาเลือดได้ง่าย และกระดูกผุ เปนต้น ถ้าใช้
ติดต่อกันนานทําให้ติดยาและถ้าหยุดยาเฉียบพลัน อาจทําให้ช็อคได้ 
คําแนะนําในการใช้สมุนไพร 
สมุนไพรเปนดาบสองคม พึงระลึกเสมอว่าอะไรก็ตามทีมีประโยชน์มาก ก็อาจ
มีโทษได้เช่นกัน การใช้สมุนไพรควรจะต้องระมัดระวัง 
หลักการในการใช้สมุนไพรคือ 
1. ถ้าเปนโรคทียังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ผลดี ก็ไม่ควร
รักษาด้วยสมุนไพร เช่น งูพิษกัด สุนัขบ้ากัด โรคบาดทะยัก กระดูกหัก วัณโรค 
เบาหวาน เปนต้น 
2. กลุ่มอาการบางอย่างทีบ่งชีว่า อาจจะเปนโรคร้ายแรงทีจําเปนต้องรักษา
อย่างรีบด่วนเช่น ไข้สูง ซึม ไม่รู้สึกตัว ปวดอย่างรุนแรง อาเจียนเปนเลือด ตก
เลือดจากช่องคลอด ท้องเดินอย่างรุนแรง หรือคนไข้เปนเด็กและสตรีมีครรภ์ 
ควรรีบนําปรึกษาแพทย์ แทนทีจะรักษาด้วยสมุนไพร  
3. การใช้ยาสมุนไพรนัน ควรค้นคว้าจากตํารา หรือปรึกษาท่านผู้รู้ โดยใช้ให้
ถูกต้อง ใช้ให้ถูกส่วน ใช้ให้ถูกขนาด ใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกโรค ใช้ให้ถูกคน 
4. ไม่ควรใช้สมุนไพรติดต่อกันเปนเวลานานๆ เพราะพิษอาจจะสะสมได้ เมือ
ใช้ยาหลายสัปดาห์ อาการไม่ดีขึน ควรปรึกษาแพทย์  
5. ถ้ามีอาการพิษทีเกิดขึนจากยาสมุนไพร ตามทีได้กล่าวมาแล้ว ควรรีบหยุด
ยาโดยเร็ว 
 
 
10
 
 
ประโยชน์ของการใช้ยาสมุนไพร 
1. ราคาถูกกว่ายาแผนใหม่ (ยาแผนปจจุบัน) มาก 
2. มีพิษและผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนใหม่ 
3. สมุนไพรบางชนิดเปนทังอาหารและยาด้วย 
4. ไม่ต้องซือหา สามารถปลูกได้เองในบ้าน 
5. เหมาะกับคนส่วนใหญ่ เพราะสามารถนํามาใช้ได้เอง เมือรู้จักวิธีใช้ 
6. ช่วยลดดุลการค้า ในการสังยาจากต่างประเทศ 
7. ทําให้คนเห็นคุณค่า และกลับมาดําเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากขึน 
8. ทําให้เกิดความภูมิใจ ในวัฒนธรรม และคุณค่าของความเปนไทยเพือ
เปนการอนุรักษ์มรดกไทยในการสนับสนุนให้ประชาชนช่วยตนเองใน
การใช้ยาสมุนไพรตามแบบแผนโบราณ  
 
ปฏิรูปแพทย์แผนไทย ควบคู่กับพัฒนาสมุนไพรไทย 
 
 
 
 
ผ.ศ. ยุพา เต็งวัฒนโชติ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก 
มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการปฏิรูปแพทย์แผนไทย ในรายการวิสดอม 
ทอล์กของอาร์เอสยู วิสดอม ทีวี ว่า “แพทย์แผนไทยจะมองคนแบบองค์รวม
ทังร่างกายและจิตใจ เมือระบบการทํางานส่วนหนึงส่วนใดเสียก็จะไปกระทบ
อีกส่วนหนึง ซึงแพทย์แผนไทยจะเหมาะสมกับโรคเรือรังทังหลาย เพราะ
แพทย์แผนปจจุบันจะบรรเทาอาการ แต่ต้องกินยาควบคุมอาการต่อเนือง เมือ
กินไปนานๆจะไปมีผลกระทบต่อตับไต ซึงจะพาโรคอืนๆมาอีก”เห็นควรอย่าง
ยิงว่าควรเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้ใช้หลักการแพทย์แผนไทย 
โดยการรักษาทีต้นเหตุ อาการทีจะสืบเนืองไปอาการต่างๆก็จะน้อยลง 
สุขภาพจะดีขึน ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิตซึงต้องแก้ทีต้นเหตุคือระบบในร่างกาย 
 
 
11
 
การผลิตยาสมุนไพร ในตํารับหนึงจะมีสมุนไพรมากกว่า 10 ชนิดต้องใช้
องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยเลือกตํารายาทีดีแล้วพัฒนาให้ทันสมัย 
แทนทีจะกินยาต้มนํามาปรับให้สะดวกขึน ผลิตในโรงงานมาตรฐาน มีการ
ควบคุมตามมาตรฐานGMP (Good Manufacturing Practice หรือหลักเกณฑ์
และวิธีการทีดีในการผลิตอาหาร จัดทําขึนโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหาร
ระหว่างประเทศ) 
การยกระดับแพทย์แผนไทยขึนมาให้ได้รับการยอมรับมากขึนและ
ทํางานร่วมกันกับแพทย์แผนปจจุบัน โดยมีค่าทางวิทยาศาสตร์มารองรับว่า
เมือให้ยาไปแล้วผลการรักษาดีขึนหรือไม่ก็จะเปนการยืนยันอย่างหนึง แพทย์
แผนปจจุบันก็จะช่วยยืนยันว่ารักษาแล้วดีขึนจริงทําให้ได้รับการเชือถือมาก
ขึน  
การพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วม
แข่งขันหรือไม่ ?  
 
 
 
 
 
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชียวชาญสมุนไพรของ
สหประชาชาติ และอาจารย์ประจําวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก 
มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเทศไทยมีการใช้สมุนไพรเพือการรักษามา
นาน บรรพบุรุษได้สังสมองค์ความรู้ด้านนีมาอย่างต่อเนือง โดยกระทรวง
สาธารณสุขได้มีการออกประกาศ กระทรวงฯ คุ้มครองตําราการแพทย์แผน
ไทยของชาติ 198 ตํารา และตํารับยาแผนไทยของชาติ 30,000 ตํารับ ตํารา
ยาสมุนไพรทีสําคัญ เช่น “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ซึงเปนตําราทีล้นเกล้า
รัชกาลที 5 ทรงมีพระราชดําริให้รวบรวมไว้กว่า 1,200 ตํารับ และยังมีตํารา
ยาวัดโพธิทีรวบรวมจากจารึก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่
หัว เปนต้น ซึงจากเอกสารและจารึกเหล่านีเปนสิงยืนยันได้เปนอย่างดีว่า 
ประเทศไทยมีการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรมานาน  
 
 
12
 
 
แต่เมือยาเคมีจากต่างชาติเริมมามีบทบาทในวิถีชีวิตคนไทย ทําให้ความนิยม
ใช้ยาสมุนไพรลดลง ภก.รศ.ดร.สุรพจน์ กล่าวว่า ประเทศไทยขาดโอกาส
ทางการแข่งขันในตลาดยารักษาโรคไปอย่างน่าเสียดาย ทังทีประเทศไทยมี
วัตถุดิบคือ สมุนไพรทีมีคุณภาพ มีสารสําคัญทีจะสกัดออกมา แปรรูปเปนยา
สมุนไพร ทีมีมูลค่าสูง  
ปญหาคือ การขาด Know-How เทคโนโลยีสมุนไพรขันสูง ซึงทําให้ไม่
สามารถสร้างนวัตกรรมยาสมุนไพรได้ ตังแต่ต้นนาคือ การคุมการปลูกพืช
สมุนไพรให้ได้คุณภาพ ตัวยาสมาเสมอ การขาดเทคโนโลยีการสกัดและการ
ผลิตทีทันสมัยเพือรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐานสากล อัน
จะทําให้สามารถส่งไปจําหน่ายได้ทัวโลก 
“เวลานีกระแสความต้องการสมุนไพรเพิมขึนสูงมากในตลาดโลกเพราะ 
สมุนไพรช่วยทังการรักษาโรคปองกันและส่งเสริมสุขภาพประเทศเรามี
สมุนไพรมากมายและหลากหลายแต่ขาดการสร้างนวัตกรรมเพือให้ได้
ผลิตภัณฑ์ทีดีมีคุณภาพมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  
ในขณะทีการผลิตผลิตภัณฑ์ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิงแวดล้อม และการปลูก 
สมุนไพรต้องปลอดจากสารเคมีหากต้องการแข่งขันในตลาดโลกจะต้องเร่ง
พัฒนานวัตกรรมทังการปลูกสมุนไพรให้ได้คุณภาพสมาเสมอ ปลอดสารพิษ   
ไม่ใช้สารเคมี และต้องมีกระบวนการผลิตทีได้คุณภาพเปนทียอมรับมีการวิจัย 
เพือยืนยันว่าเปนผลิตภัณฑ์สมุนไพรทีดีจริงๆ หากทําได้ก็จะสร้างรายได้ให้แก่ 
ประเทศอย่างมหาศาล” 
 
 
 
 
 
 
 
ส่วนเหตุทีทําให้ความต้องการใช้ยาสมุนไพรเพิมมากขึนนัน 
ภก.รศ.ดร.สุรพจน์ กล่าวเพิมเติมว่า เวลานียาเคมีกําลังประสบปญหาหลาย   
ประการ กล่าวคือ การวิจัยและพัฒนายาใหม่แต่ละตัวนันต้องสูงทุนสูงมาก     
13
และต้องใช้เวลานานยาเคมีบางชนิดก็จะมีอาการข้างเคียงทีเปนพิษ 
ไม่สามารถนําวัตถุดิบเคมีในกระบวนการสังเคราะห์ทีใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้  
โรงงานทีสังเคราะห์ตัวยาเคมีอาจก่อมลพิษต่อสิงแวดล้อม ยาเคมีมีราคาแพง 
ทําให้ประชาชนเข้าถึงยาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา นอกจาก   
นันมีข้อจํากัดในประสิทธิภาพการรักษาโดยเฉพาะการรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อ
เรือรังบางชนิดทีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจหลอดเลือด     
ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง เปนต้น  
การทีรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรไทยนันนับเปนเรือง
ทีดี ทําให้เปดโอกาสให้มีการศึกษาวิจัย ค้นคว้าสมุนไพรมากขึน แต่อย่างไร     
ก็ตาม การพัฒนาจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วนมาทํางานร่วม   
และปฏิบัติให้เกิดผลเปนรูปธรรม ต้องเรียนรู้ว่าตลาดโลกต้องการอะไร แล้ว   
ดําเนินการกําหนดกฎเกณฑ์เพือผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีการขึนทะเบียน 
ตํารับยาสมุนไพรไทยเพือการส่งออก หากทําสําเร็จและได้ผลจริงก็จะก่อให้ 
เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริงเพราะประชาชนทุกภาคส่วนได้
ประโยชน์เปนการต่อยอดสร้างเศรษฐกิจของประเทศบนพืนฐานทีเปนจุดแข็ง
ของประเทศเรา จะช่วยขับเคลือนประเทศไทยสู่การเปนผู้นําของโลกด้านยา 
สมุนไพรต่อไป 
 
แผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพร ฉบับที 1 พ.ศ. 2560-2564 
 
 
เปาหมาย   
● ประเทศไทยเปนประเทศทีส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ
และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชันนําของภูมิภาคอาเซียน 
● มูลค่าวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ภายในประเทศเพิมขึน อย่างน้อย 1 เท่าตัว  
 
14
 
 
พันธกิจ 
● พัฒนาสมุนไพรให้เปนทียอมรับ 
● ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้มาตรฐานมีคุณภาพและสร้างมูลค่า
เพิม 
● เพิมขีดความสามารถในการแข่งขันของสมุนไพรไทย  
● ส่งเสริมให้เกิดความรู้ คามเข้าใจ และการใช้สมุนไพรไทย 
 
 
ยุทธศาสตร์  
➔ ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรทีมีศักยภาพตามความต้องการ
ของตลาดทังในและต่างประเทศ 
❏ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน 
❏ การวิจัยและการจัดทําข้อกําหนดมาตรฐานวัตถุดิบ
สมุนไพร 
❏ การอนุรักษ์และการใช้พืชสมุนไพรจากปาทียังยืน 
➔ พัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพ
ระดับสากล 
❏ การพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย 
❏ การพัฒนาการตลาดสมุนไพรไทย  
❏ การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย 
➔ ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพือรักษาโรคและการสร้างเสริม 
สุขภาพ   
❏ การพัฒนาโครงสร้าง ส่งเสริมการจัดบริการและการใช้ 
สมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุข  
❏ การวิจัย เสริมสร้างองค์ความรู้ มาตรฐาน คุณภาพ 
และความเสียง 
❏ พัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการของการแพทย์แผน
ไทย   
 
15
 
 
❏ การจัดการและการเข้าถึงยาจากสมุนไพรในบัญชียา
หลักแห่งชาติ  
❏ การใช้สมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพและการปองกัน
โรคในชุมชนและบทบาทของหมอพืนบ้าน  
❏ การสือสารเพือสร้างความรู้ทีถูกต้อง 
ความเข้าใจ ความเชือมัน  
➔ สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายภาครัฐเพือ
การขับเคลือนสมุนไพรไทยอย่างยังยืน  
❏ พัฒนาโครงสร้างการบริหารสมุนไพรไทย 
❏ พัฒนากฎหมายด้านการส่งเสริมและควบคุม
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย 
❏ พัฒนาระบบฐานข้อมูลสมุนไพรและระบบประเมินขีด
ความสามารถในการแข่งขันด้านสมุนไพร  
❏ การเสริมสร้างกลไกบริหารงานวิจัยและพัฒนา
สมุนไพร  
❏ การเสริมสร้างและพัฒนาสมุนไพร  
Product Champion 
❏ การพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal City)   
 
วิธีดําเนินงาน  
แนวทางการดําเนินงาน 
1.เลือกหัวข้อทีสงสัยและปรึกษากับครูผู้สอน  
2.ศึกษาและรวบรวมข้อมูลทีเกียวข้อง  
3.จัดทํารายงาน  
4.นําเสนอครูผู้สอน  
5.ปรับปรุงและแก้ไข 
เครืองมือและอุปกรณ์ทีใช้ 
-อินเตอร์เน็ต 
-หนังสือทีมีเนือหาเกียวข้องกับเรืองทีจัดทํา  
-คอมพิวเตอร์ 
-โทรศัพท์มือถือ 
16
   
 
งบประมาณ 
50-150 บาท 
 
ขันตอนและแผนดําเนินงาน 
 
ลํา
ดับ 
ที 
ขันตอน  สัปดาห์ที ผู้รับผิด
ชอบ 
1  2  3  4  5  6  7  8  9 
1
0 
1
1 
1
2 
1
3 
1
4 
1
5 
1
6 
1
7
 
1  คิดหัวข้อโครง
งาน 
x                                 
2  ศึกษาและ
ค้นคว้าข้อมูล 
  x  x  x  x                         
3  จัดทําโครงร่าง
งาน 
        x  x  x                     
4  ปฏิบัติการสร้าง
โครงงาน 
        x  x  x  x  x                 
5  ปรับปรุงทดสอบ              x  x  x                 
6  การทําเอกสาร
รายงาน 
              x  x                 
7  ประเมินผลงาน                  x  x               
8  นําเสนอโครง
งาน 
                  x               
 
ผลทีคาดว่าจะได้รับ  
1.ส่งเสริมให้มีการใช้สมุนไพรมากขึน ทําให้สมุนไพรไทยเปนทีรู้จัก มีความ
สําคัญมากขึนในสังคมไทย   
2.เผยแพร่ให้บุคคลทัวไปได้ทราบถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทยอย่างคร่าวๆ  
3.ทําให้เรารู้จักสมุนไพรไทยทีมีในประเทศของเราเองมากขึน ทราบสรรพคุณ 
เนืองจากสมุนไพรไทยนันมีหลายชนิด สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละตัว
สามารถใช้รักษาโรคได้อย่างดี และทีสําคัญไม่เปนอันตรายต่อร่างกายมากเท่า
ยาจากสารเคมี สามารถใช้เปนความรู้รอบตัวไว้ใช้ในยามจําเปน 
สถานทีดําเนินการ
1.ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่  
17
2.ห้องสมุด โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่  
กลุ่มสาระการเรียนรู้ทีเกียวข้อง 
1.กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  
2.กลุ่มสาระการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ 
3.กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  
 
บรรณานุกรม  
 
-สารรังสิตONLINE : การพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ไทยมีความพร้อมใน
การเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่?.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
https://www2.rsu.ac.th/sarnrangsit-online-detail/herb01 
(วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562) 
-รูปแบบและประเภทของสมุนไพร.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
จาก https://beezab.com/สมุนไพร-มีอะไรบ้าง/  
(วันทีสืบค้นข้อมูล: 24 สิงหาคม 2562) 
 
-ประโยชน์ของการใช้สมุนไพร.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  
จาก http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-11.htm  
(วันทีสืบค้นข้อมูล: 23 สิงหาคม 2562) 
 
-​คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 
ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี : สมุนไพร ​.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/Herbal
(วันทีสืบค้นข้อมูล: 23 สิงหาคม 2562) 
-โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ : สมุนไพรแห่งชาติ .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
จาก https://www.posttoday.com/life/healthy/498479
​(วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562) 
-กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก : หนังสือแผนแม่บทแห่งชาติ ว่า
ด้วยการพัฒนาสมุนไพร ฉบับที 1 พ.ศ 2560-2564.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
https://www.dtam.moph.go.th/index.php?option=com_content&view
=article&id=1672:dl0021&catid=42&Itemid=334&lang=th  
(วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562) 
 
 

at1

  • 1.
    1     แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์    รหัสวิชา ง33201 ชือวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือสาร 5  ปการศึกษา 2562    ชือโครงงาน การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรไทย    ชือผู้ทําโครงงาน  ชือ นางสาวสโรชา สมบุญ เลขที 27 ชัน ม.6 ห้อง 6        อาจารย์ทีปรึกษาโครงงาน ครูเขือนทอง มูลวรรณ์        ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที 1-2   ปการศึกษา 2562          โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่  สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 34                     
  • 2.
    2   ใบงาน  การจัดทําข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์    สมาชิกในกลุ่ม    1​.​นางสาว สโรชาสมบุญ เลขที 27 ​ม.6 ห้อง 6    คําชีแจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี    ชือโครงงาน (ภาษาไทย)  การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร  ชือโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)    The Development of Utilization of Herbs.  ประเภทโครงงาน จําลองทฤษฎี  ชือผู้ทําโครงงาน นางสาวสโรชา สมบุญ   ชือทีปรึกษา ครูเขือนทอง มูลวรรณ์  ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที1-2  ทีมาและความสําคัญของโครงงาน    ปจจุบัน สมุนไพรถูกนํามาใช้มากขึนในรูปแบบของยา ผลิตภัณฑ์ต่างๆ  แสดงให้เห็นว่าผู้คนเล็งเห็นถึงความสําคัญและสรรพคุณของสมุนไพรกันมาก ขึน นอกจากจะทํายารักษาโรคแล้วยังมี การทําครีมทาผิวจากกวาวเครือขาว  สบู่ขมินชันผสมมะขาม แชมพูสระผมจากมะกรูด และอืนๆ โดยผลิตภัณฑ์ เหล่านีผสมสารสกัดจากสมุนไพรทีมีประโยชน์และสรรพคุณต่างๆนานา แต่ อย่างไรก็ตาม สมุนไพรก็ยังไม่เปนทีนิยมมากนัก การแพทย์แผนไทยได้นํา สมุนไพรไทยมาใช้ประโยชน์มากขึน สมุนไพรจึงกลับมาได้รับความนิยมอีก ครังหนึง ผู้จัดทําจึงมีความสนใจในหัวข้อนี เพราะ สมุนไพรเปนพืชทีหาได้ ตามท้องถินและมีในประเทศไทยจํานวนมาก มีผู้นํามาใช้อย่างแพร่หลาย แต่ ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับยาแผนปจจุบัน ทําให้เกิดความสงสัยว่า เพราะ เหตุใดสมุนไพรทีมีสรรพคุณมากมายและรักษาโรคได้จึงไม่ได้รับความนิยม  ผู้คนไม่ค่อยให้ความสําคัญ ประกอบกับต้องการศึกษาสรรพคุณสมุนไพรเพือ เปนความรู้เพิมเติมและต่อยอดในอนาคตได้             
  • 3.
    3   วัตถุประสงค์    1.เผยแพร่ การใช้ประโยชน์และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร   2.นําเสนอแนวทางการนําสมุนไพรไปใช้ในการรักษาโรคและบํารุงร่างกาย   3.ต้องการให้บุคคลทัวไปรู้จักสมุนไพรมากขึนและเห็นความสําคัญของ สมุนไพร     ขอบเขตโครงงาน   1.ความหมายประเภทและสรรพคุณของสมุนไพร ตัวทีมีการใช้ในปจจุบัน  2.การนําสมุนไพรมาใช้และวิธีการใช้ทีถูกต้อง   3.การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในด้านต่างๆ เช่น รักษาโรค บํารุงร่างกาย   4.การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทําเปน ผลิตภัณฑ์หลายชนิดมากขึนไม่ใช่เพียงแค่ยารักษาโรค หรือ ทําให้ผลิตภัณฑ์ จากสมุนไพรน่าสนใจ ดึงจุดเเด่นของสมุนไพรออกมาให้ผู้คนได้ทราบมากขึน  เปนต้น     หลักการและทฤษฎี   การจําแนกรูปแบบของสมุนไพรทีใช้เปนยา  สมุนไพรไม่ว่าจะเปนส่วนทีมาจากพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือธาตุวัตถุก็ตาม เวลา จะนํามาใช้เพือบริโภค หรือเพือการรักษาตามกรรมวิธีจําเพาะอันใดก็ตาม พอ จะจําแนกรูปแบบของสมุนไพรทีใช้เปนยาได้ดังนีคือ   1. รูปแบบทีเปนของเหลว ยาเหล่านีมักได้จากกรรมวิธีต่างๆ กันเช่น ยาต้ม คือหันต้นยาแล้วต้มกับนา ยาชงเปนยาแห้งหันเปนชินเล็กๆ คัวแล้วนําไปชง กับนา นาคันสมุนไพรเตรียมโดยการเอาต้นสมุนไพรสดๆ ตําให้ละเอียด เติม นาแล้วคันเอานายามารับประทาน และยาดองเตรียมโดยบดสมุนไพรให้แห้ง ห่อด้วยผ้าขาวบาง ดองในสุรา     2. รูปแบบทีเปนของแข็ง ยาปนลูกกลอน เตรียมโดยหันต้นไม้ยาสดให้เปน แว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดเปนผง ผสมกับนาผึงหรือนาเชือม 1 ส่วน ปน เปนลูกกลมๆ เล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ปนเสร็จผึงแดดจน แห้ง    
  • 4.
    4   3. รูปแบบกึงแข็งกึงเหลว สมุนไพรเหล่านีจะทําให้อยู่ในลักษณะพอทรงตัว ได้มักใช้เพือการรักษาภายนอก เช่น ยาพอก เตรียมโดยใช้ต้นสดตําให้แหลก หรือเหลว     4. รูปแบบอืนๆ ทีมีลักษณะการใช้พิเศษ เช่นใช้วิธีรมควัน เพือรักษาโรคของ ทางเดินหายใจ หรือการรมควันเพือรักษาแผล และให้มดลูกเข้าอู่ในสตรีภาย หลังคลอด    ● ประเภทของสมุนไพร  สําหรับการแบบประเภทของสมุนไพรไทย นัน เราใช้การแบ่งประเภทของ สมุนไพร ออกเปน 2 ประเภท คือ สมุนไพรแผนโบราณ และสมุนไพรแผน ปจจุบัน ซึง รายละเอียด แตกต่างกันอย่างไร มีรายละเอียดดังนี  สมุนไพรแผนโบราณ คือ สิงทีใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ซึงเปนสิงทีได้จาก พืช  สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึงลักษณะการใช้งานในการรักษา เช่น ใช้ทําเปนส่วน ประกอบของอาหาร เครืองดืม ยา หรือเครืองสําอาง ซึงสมุนไพรแผนโบราณ  เปนความรู้และภูมิปญญาทีได้รับการถ่ายทอด จากอดีตสู่ปจจุบัน สําหรับ สมุนไพรไทย ตามแบบฉบับแพทย์แผนไทย นัน สามารถแบ่งเปน 2 ลักษณะ  คือ สมุนไพรไทยแผนโบราณ และสมุนไพรจีนแผนโบราณ รายละเอียดดังต่อ ไปนี  ● สมุนไพรไทยแผนโบราณ คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีสามารถหาได้ใน ท้องถินของประเทศไทย ซึงแพทย์ใช้สิงเหล่านีมาเปนส่วนประกอบของ ยารักษาโรค อาหาร เครืองดืม หรือเครืองสําอาง  ● สมุนไพรจีนแผนโบราณ คือ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีใช้ในการรักษาโรค  โดยเปนสมุนไพร ทีมีอยู่ในประเทศจีน เปนความรู้และภูมิปญญาการ รักษาโรคทีได้จากชนชาติจีน และสมุนไพรเหล่านี ส่วนใหญ่หาได้ที ประเทศจีน หรือประเทศทีมีภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศจีน   
  • 5.
    5   สมุนไพรแผนปจจุบัน คือ พืชสัตว์ หรือแร่ธาตุ ทีทางการแพทย์และเภสัชกร  สมัยใหม่ ได้ศึกษา และทดลองแล้ว ให้การยอมรับถึงผลของสมุนไพร เพือใช้ ในการรักษาโรคต่างๆ ซึงสมุนไพรแผนปจจุบัน สามารถสกัดพืช สัตว์หรือแร่ ธาตุต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบผง เม็ด นา หรือ ครีม เปนต้น เรียกลักษณะนีว่าการ สกัดเอาสารบางชนิดจากสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์  ● ประเภทของสมุนไพรตามหลักเภสัชกรรม  สําหรับประเภทของสมุนไพร ตามแบบเภสัชกร นัน เราแบ่งสมุนไพรออกเปน ชนิดต่างๆ ตามความแตกต่างของวัตถุดิบ ประกอบด้วย พืช สุตว์และแร่ธาตุ  รายละเอียดของสมุนไพรทีแบ่งตามหลักเภสัชศาสตร์ มี ดังนี  ❖ พืชสมุนไพร  สมุนไพรชนิดพืช สามารถแบ่งออกเปน 5 ประเถท ซึงประกอบด้วย แบ่งออก เปน 5 ประเภท คือ  ● ชนิดต้นไม้ อาทิ เช่น ต้นพิกุล ต้นขีเหล็ก ต้นมะตูม เปนต้น  ● ชนิดเถาหรือเครือ อาทิ เช่น บอระเพ็ด เถาคันแดง เปนต้น  ● ชนิดหัวหรือเหง้า อาทิ เช่น ข่า ขิง กระชาย กวาวเครือ เปนต้น  ● ชนิดผัก อาทิ เช่น ผักบุ้ง ผักชี ผักกาด เปนต้น  ● ชนิดหญ้า อาทิ เช่น หญ้าแพรก หญ้าคา ตะไคร้ เปนต้น    ❖ สัตว์สมุนไพร  สมุนไพรทีได้จากสัตว์ต่างๆ สามารถแบ่งประเภทของสัตว์สมุนไพรออกเปน  3 ประเภท คือ สัตว์บกสมุนไพร สัตว์นาสมุนไพร และสัตว์ปกสมุนไพร ราย ละเอียด ดังนี  ● สัตว์บกสมุนไพร อาทิ เช่น ควายเผือก หมีควาย เสือ ตุ๊กแก งู เปนต้น  ● สัตว์นาสมุนไพร อาทิ เช่น ปลาฉลาม เต่า ปลาหมึก หอยสังข์ เปนต้น  ● สัตว์ปกสมุนไพร อาทิ เช่น นกนางแอ่น ผึง เปนต้น         
  • 6.
    6 ❖ แร่ธาตุสมุนไพร  สมุนไพร ทีได้จากแร่ธาตุต่างๆสามารถแบ่งออกเปน 2 ประเภท คือ สมุนไพร แร่ธาตุทีสลายตัวยาก และสมุนไพรแร่ธาตุทีสลายตัวเร็ว รายละเอียด ดังนี  ● ชนิดสลายตัวยาก อาทิ เช่น เหล็ก ทองคํา เงิน เปนต้น  ● ชนิดสลายตัวเร็ว อาทิเช่น สารส้ม พิมเสน เกลือ เปนต้น  ประเภทสมุนไพรแบ่งตามคุณสมบัติของสมุนไพร  การแบ่งชนิดของสมุนไพร ยังมีการแบ่งตามรสชาติของสมุนไพร ชนิดนันๆ  ด้วย ซึง สมุนไพร ทีมีรสชาติต่างกัน ให้สรรพคุณในการรักษาดรคทีต่างกัน  รสชาติจึงสามารถบ่งบอกประโยชน์ด้านการรักษาโรคได้ด้วย ซึงรายละเอียด ของสมุนไพรรสชาติ ต่างๆ สามารถแบ่งได้ มี 9 รสชาติ ประกอบด้วย รสฝาด  รสหวาน รสเมา รสขม รสเผ็ด รสมัน รสหอม รสเค็ม และรสเปรียว ราย ละเอียดดังนี  ● รสฝาด จะมีประโยชน์ด้านการรักษาแผล ช่วยสมานแผล ได้ดี  ● รสหวาน จะมีประโยชน์ช่วยบํารุงร่างกาย ช่วยเพิมกําลังวังชา ให้ กระชุ่มกระชวย เปนต้น  ● รสเมาเบือ จะช่วยให้ขัยของเสียออกจากร่างกายได้ดี แก้พิษ ได้  ● รสขม สมุนไพรรสขม ช่วยทําให้เจริญอาหาร กระตุ้นนาลาย แก้กระหาย นา และบํารุงเลือด เปนต้น  ● รสเผ็ดร้อน จะมัีประโยชน์ช่วยบํารุงธาตุขัน ช่วยขับลม บํารุงระบบทาง เดินอาหาร เปนต้น  ● รสมัน ช่วยในการแก้อาการปวดเมือย บํารุงเส้นเอ็น แก้ปวดเข่าปวดข้อ  เปนต้น  ● รสหอมเย็น ช่วยบํารุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหาย นา เปนต้น  ● รสเค็ม ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แก้ลมพิษ ได้ดี เปนต้น  ● รสเปรียว ช่วยแก้ไอ ขัเสมหะ บํารุงระบบการทํางานของเลือด ได้ดี  เปนต้น 
  • 7.
    7 การแปรรูปพืชเพือนํามาใช้เปนสมุนไพร  สําหรับ สมุนไพร สามารถใช้ประโยชน์ได้ทังสดๆและการแปรรูป การแปรรูป ประโชน์เพือการเก็บไว้ได้นานๆและในปริมาณมากๆ รูปแบบการแปรรูป สมุนไพร มีหลายรูปแบบ รายละเอียด ดังนี  ● ตากแห้ง เปนการเก็บรักษาสมุนไพรให้ได้ประสิทธิภาพทีดีทีสุด ทังในแง่ ของคุณภาพ ปริมาณและนาหนัก  ● ทําให้ขนาดเล็กลง เปนการนําเอาสมุนไพรมาทําให้ขนาดเล็กลง และนํา ไปตากแห้ง เพือให้ปริมาณนาของสมุนไพรลดลง นิยมใช้กับ ราก เปลือก  ลําต้น  ● บดปนให้เปนผง เปนวิธีทีสะดวกในการใช้งานมาก สมันโบราณนิยมนํา มาตากแห้งและใช้ครกโขรกให้ละเอียด  ● สะกัดนามันหอมระเหย ในสมุนไพรบางชนิดทีมีกลินหอม นํามาต้มสกัน นํานามันจากสมุนไพร มาปรุงเปนยาดม ยาหอม ยาทา เปนต้น    โทษและอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร  สมุนไพรนอกจากจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ในทางตรงกัน ข้าม ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็อาจมีโทษและอันตรายได้เช่นกัน อันตรายจากสมุนไพร นันอาจแยกออกเปน 3 ประการคือ   ประการทีหนึง อันตรายทีเกิดจากโรคทีขาดการรักษาเช่น โรคความดันโลหิต สูง โรคเบาหวาน หรือโรคหืด ซึงการแพทย์ปจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้ หายขาดได้ การให้ยานันเพือบรรเทาอาการและปองกันโรคแทรกซ้อนทีอาจ จะเกิดขึน ถ้าไม่เข้าใจเกียวกับโรคทีถูกต้องอาจจะเบือก็เลยหยุดยา แล้วรักษา ด้วยสมุนไพร มียาสมุนไพรหลายชนิดทีอาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา โรค นอกจากนันโรคทีท่านเปนอยู่บางครังก็อาจจะไม่มีอาการเด่นชัด ทําให้ เข้าใจผิดคิดว่าโรคหายแล้วก็ละเลยกับการรักษาทีถูกต้อง นานๆ ไปโรคเดิม อาจจะกําเริบเช่น เปนความดันโลหิตสูงมากๆ ไม่ได้รักษาก็อาจจะทําให้ เส้นเลือดแตกในสมองเปนอัมพฤกษ์อัมพาตได้            
  • 8.
    8   ประการทีสอง เปนอันตรายทีเกิดจากฤทธิของสมุนไพรโดยตรง มีสมุนไพร หลายชนิดทีมีสารเคมีทีเปนพิษร้ายแรงถ้าได้รับเข้าไปจะทําให้เกิดอาการจาก พิษของสารชนิดนันๆ ยกตัวอย่างเช่น มะเกลือ (มะเกลือเปนไม้ยืนต้นขนาด กลาง) เปนทีทราบกันมานานแล้วว่าผลมะเกลือมีสารเคมีทีสําคัญหลายชนิดที มีสรรพคุณในการขับถ่ายพยาธิ ตํารับยากลางบ้านได้แนะนําให้ใช้ผลมะเกลือ สดตําคันผสมกระทิ ได้มีรายงานผู้ปวยหลายรายทีได้รับพิษจากมะเกลือ ผู้ ปวยมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเดิน หลังจากนันจะมีอาการตามัว ตามองไม่เห็น  ตาบอดได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลมะเกลือทีแก่เต็มทีจนมีสีดํานัน อาจจะ มีสาร nepthalene ซึงเปนพิษต่อประสาทตาโดยตรง     ยีโถ ไม้พุ่มประดับทีนิยมปลูกกันตามบ้านเรือน เคยมี ผู้แนะนําให้เอาใบยีโถต้มนารับประทานเพือแก้โรค พิษสุราเรือรัง หลังจากรับประทานเข้าไป มีอาการ อาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ และปวดท้อง ถ้ารับ ประทานมากพิษของสารเคมีในใบยีโถจะกดการเต้น ของหัวใจ ทําให้หัวใจเต้นช้าลง และอาจจะหยุดได้ ดัง นันจึงควรจะต้องระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิงในเด็ก อาจรับประทานเข้าไป โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  นอกจากนีพืชอืนๆ อีกหลายชนิดก็อาจจะมีพิษ เช่น   ลําโพง มีพิษต่อระบบประสาทโดยตรง ถ้าได้รับเข้าไป มากคนไข้จะมีอาการตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายนา  ม่านตาขยาย ไม่สู้แสง ผิวหนังร้อนแดง ถ้าเปนมากอาจ ถึงขันสับสน จิตประสาทหลอน และคลุ้มคลัง      ประการทีสาม อันตรายจากสารเจือปนในสมุนไพร ทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทําการตรวจวิเคราะห์ยาสมุนไพร เพือจะหาสาร เจือปนทีอาจจะเปนอันตรายจากตัวอย่างจํานวนร่วมร้อย พบว่ามี arsenic  60% มีสาร steroids 30% นอกจากนันมีสารปรอทและตะกัวประปราย   สารปรอท ปรอททีผสมในสมุนไพร อาจจะทําให้เปนพิษ โดยมีอาการปาก เปอย เหงือกอักเสบ ฟนหลุด นาลายไหลมากผิดปกติ และไตวาย เปนต้น   สารตะกัว พิษของสารตะกัวเปนทีรู้จักกันดี ตะกัวเปนพิษทําให้มีอาการปวด ท้อง โลหิตจาง กล้ามเนืออ่อนแรงจากปลายประสาทผิดปกติ เปนต้น 
  • 9.
    9 Arsenic ​ในสมัยก่อนนิยมใช้เปนยารักษาโรคผิวหนังเรือนกวาง และรักษาโรค  syphilisในปจจุบันเลิกใช้เพราะเปนยาอันตราย ในตําราแพทย์โบราณทังของ ไทยและจีนเชือว่า arsenic มีคุณสมบัติกระตุ้นให้กระชุ่มกระชวย แต่ถ้าผู้ปวย ได้รับมากเกินไปก็อาจจะเกิดพิษของ arsenic ได้ ในระยะแรกผู้ปวยจะมี อาการเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย ต่อมาผู้ปวยมีอาการปวดแสบปวดร้อน บริเวณปลายประสาทแปร๊บๆ แบบถูกไฟฟาช๊อต ระยะหลังจะมีผืนตามตัว สีดํา ผิวหนังหนาขึน ผู้ปวยทีได้รับ arsenic อาจจะมีโอกาสเปนมะเร็งได้มาก ขึน เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด เปนต้น   Steroids ​มีคุณสมบัติบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด จึงนิยมเจือปนใน สมุนไพร ทําให้โรคบางอย่างดูเหมือนดีขึน เช่น โรคหืด โรคไขข้ออักเสบ แต่ถ้า ใช้นานๆ จะมีอาการข้างเคียงและอันตรายอย่างมาก ผู้ปวยมีหน้าบวมฉุ เปน สิว ลําตัวอ้วนกลม ผิวหนังลายเปนจาเลือดได้ง่าย และกระดูกผุ เปนต้น ถ้าใช้ ติดต่อกันนานทําให้ติดยาและถ้าหยุดยาเฉียบพลัน อาจทําให้ช็อคได้  คําแนะนําในการใช้สมุนไพร  สมุนไพรเปนดาบสองคม พึงระลึกเสมอว่าอะไรก็ตามทีมีประโยชน์มาก ก็อาจ มีโทษได้เช่นกัน การใช้สมุนไพรควรจะต้องระมัดระวัง  หลักการในการใช้สมุนไพรคือ  1. ถ้าเปนโรคทียังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ผลดี ก็ไม่ควร รักษาด้วยสมุนไพร เช่น งูพิษกัด สุนัขบ้ากัด โรคบาดทะยัก กระดูกหัก วัณโรค  เบาหวาน เปนต้น  2. กลุ่มอาการบางอย่างทีบ่งชีว่า อาจจะเปนโรคร้ายแรงทีจําเปนต้องรักษา อย่างรีบด่วนเช่น ไข้สูง ซึม ไม่รู้สึกตัว ปวดอย่างรุนแรง อาเจียนเปนเลือด ตก เลือดจากช่องคลอด ท้องเดินอย่างรุนแรง หรือคนไข้เปนเด็กและสตรีมีครรภ์  ควรรีบนําปรึกษาแพทย์ แทนทีจะรักษาด้วยสมุนไพร   3. การใช้ยาสมุนไพรนัน ควรค้นคว้าจากตํารา หรือปรึกษาท่านผู้รู้ โดยใช้ให้ ถูกต้อง ใช้ให้ถูกส่วน ใช้ให้ถูกขนาด ใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกโรค ใช้ให้ถูกคน  4. ไม่ควรใช้สมุนไพรติดต่อกันเปนเวลานานๆ เพราะพิษอาจจะสะสมได้ เมือ ใช้ยาหลายสัปดาห์ อาการไม่ดีขึน ควรปรึกษาแพทย์   5. ถ้ามีอาการพิษทีเกิดขึนจากยาสมุนไพร ตามทีได้กล่าวมาแล้ว ควรรีบหยุด ยาโดยเร็ว     
  • 10.
    10     ประโยชน์ของการใช้ยาสมุนไพร  1. ราคาถูกกว่ายาแผนใหม่ (ยาแผนปจจุบัน)มาก  2. มีพิษและผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนใหม่  3. สมุนไพรบางชนิดเปนทังอาหารและยาด้วย  4. ไม่ต้องซือหา สามารถปลูกได้เองในบ้าน  5. เหมาะกับคนส่วนใหญ่ เพราะสามารถนํามาใช้ได้เอง เมือรู้จักวิธีใช้  6. ช่วยลดดุลการค้า ในการสังยาจากต่างประเทศ  7. ทําให้คนเห็นคุณค่า และกลับมาดําเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากขึน  8. ทําให้เกิดความภูมิใจ ในวัฒนธรรม และคุณค่าของความเปนไทยเพือ เปนการอนุรักษ์มรดกไทยในการสนับสนุนให้ประชาชนช่วยตนเองใน การใช้ยาสมุนไพรตามแบบแผนโบราณ     ปฏิรูปแพทย์แผนไทย ควบคู่กับพัฒนาสมุนไพรไทย          ผ.ศ. ยุพา เต็งวัฒนโชติ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก  มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการปฏิรูปแพทย์แผนไทย ในรายการวิสดอม  ทอล์กของอาร์เอสยู วิสดอม ทีวี ว่า “แพทย์แผนไทยจะมองคนแบบองค์รวม ทังร่างกายและจิตใจ เมือระบบการทํางานส่วนหนึงส่วนใดเสียก็จะไปกระทบ อีกส่วนหนึง ซึงแพทย์แผนไทยจะเหมาะสมกับโรคเรือรังทังหลาย เพราะ แพทย์แผนปจจุบันจะบรรเทาอาการ แต่ต้องกินยาควบคุมอาการต่อเนือง เมือ กินไปนานๆจะไปมีผลกระทบต่อตับไต ซึงจะพาโรคอืนๆมาอีก”เห็นควรอย่าง ยิงว่าควรเผยแพร่หรือประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้ใช้หลักการแพทย์แผนไทย  โดยการรักษาทีต้นเหตุ อาการทีจะสืบเนืองไปอาการต่างๆก็จะน้อยลง  สุขภาพจะดีขึน ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิตซึงต้องแก้ทีต้นเหตุคือระบบในร่างกาย     
  • 11.
    11   การผลิตยาสมุนไพร ในตํารับหนึงจะมีสมุนไพรมากกว่า 10ชนิดต้องใช้ องค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยเลือกตํารายาทีดีแล้วพัฒนาให้ทันสมัย  แทนทีจะกินยาต้มนํามาปรับให้สะดวกขึน ผลิตในโรงงานมาตรฐาน มีการ ควบคุมตามมาตรฐานGMP (Good Manufacturing Practice หรือหลักเกณฑ์ และวิธีการทีดีในการผลิตอาหาร จัดทําขึนโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหาร ระหว่างประเทศ)  การยกระดับแพทย์แผนไทยขึนมาให้ได้รับการยอมรับมากขึนและ ทํางานร่วมกันกับแพทย์แผนปจจุบัน โดยมีค่าทางวิทยาศาสตร์มารองรับว่า เมือให้ยาไปแล้วผลการรักษาดีขึนหรือไม่ก็จะเปนการยืนยันอย่างหนึง แพทย์ แผนปจจุบันก็จะช่วยยืนยันว่ารักษาแล้วดีขึนจริงทําให้ได้รับการเชือถือมาก ขึน   การพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วม แข่งขันหรือไม่ ?             รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชียวชาญสมุนไพรของ สหประชาชาติ และอาจารย์ประจําวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก  มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเทศไทยมีการใช้สมุนไพรเพือการรักษามา นาน บรรพบุรุษได้สังสมองค์ความรู้ด้านนีมาอย่างต่อเนือง โดยกระทรวง สาธารณสุขได้มีการออกประกาศ กระทรวงฯ คุ้มครองตําราการแพทย์แผน ไทยของชาติ 198 ตํารา และตํารับยาแผนไทยของชาติ 30,000 ตํารับ ตํารา ยาสมุนไพรทีสําคัญ เช่น “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” ซึงเปนตําราทีล้นเกล้า รัชกาลที 5 ทรงมีพระราชดําริให้รวบรวมไว้กว่า 1,200 ตํารับ และยังมีตํารา ยาวัดโพธิทีรวบรวมจากจารึก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่ หัว เปนต้น ซึงจากเอกสารและจารึกเหล่านีเปนสิงยืนยันได้เปนอย่างดีว่า  ประเทศไทยมีการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรมานาน      
  • 12.
    12     แต่เมือยาเคมีจากต่างชาติเริมมามีบทบาทในวิถีชีวิตคนไทย ทําให้ความนิยม ใช้ยาสมุนไพรลดลง ภก.รศ.ดร.สุรพจน์กล่าวว่า ประเทศไทยขาดโอกาส ทางการแข่งขันในตลาดยารักษาโรคไปอย่างน่าเสียดาย ทังทีประเทศไทยมี วัตถุดิบคือ สมุนไพรทีมีคุณภาพ มีสารสําคัญทีจะสกัดออกมา แปรรูปเปนยา สมุนไพร ทีมีมูลค่าสูง   ปญหาคือ การขาด Know-How เทคโนโลยีสมุนไพรขันสูง ซึงทําให้ไม่ สามารถสร้างนวัตกรรมยาสมุนไพรได้ ตังแต่ต้นนาคือ การคุมการปลูกพืช สมุนไพรให้ได้คุณภาพ ตัวยาสมาเสมอ การขาดเทคโนโลยีการสกัดและการ ผลิตทีทันสมัยเพือรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐานสากล อัน จะทําให้สามารถส่งไปจําหน่ายได้ทัวโลก  “เวลานีกระแสความต้องการสมุนไพรเพิมขึนสูงมากในตลาดโลกเพราะ  สมุนไพรช่วยทังการรักษาโรคปองกันและส่งเสริมสุขภาพประเทศเรามี สมุนไพรมากมายและหลากหลายแต่ขาดการสร้างนวัตกรรมเพือให้ได้ ผลิตภัณฑ์ทีดีมีคุณภาพมีประสิทธิภาพและปลอดภัย   ในขณะทีการผลิตผลิตภัณฑ์ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิงแวดล้อม และการปลูก  สมุนไพรต้องปลอดจากสารเคมีหากต้องการแข่งขันในตลาดโลกจะต้องเร่ง พัฒนานวัตกรรมทังการปลูกสมุนไพรให้ได้คุณภาพสมาเสมอ ปลอดสารพิษ    ไม่ใช้สารเคมี และต้องมีกระบวนการผลิตทีได้คุณภาพเปนทียอมรับมีการวิจัย  เพือยืนยันว่าเปนผลิตภัณฑ์สมุนไพรทีดีจริงๆ หากทําได้ก็จะสร้างรายได้ให้แก่  ประเทศอย่างมหาศาล”                ส่วนเหตุทีทําให้ความต้องการใช้ยาสมุนไพรเพิมมากขึนนัน  ภก.รศ.ดร.สุรพจน์ กล่าวเพิมเติมว่า เวลานียาเคมีกําลังประสบปญหาหลาย    ประการ กล่าวคือ การวิจัยและพัฒนายาใหม่แต่ละตัวนันต้องสูงทุนสูงมาก     
  • 13.
    13 และต้องใช้เวลานานยาเคมีบางชนิดก็จะมีอาการข้างเคียงทีเปนพิษ  ไม่สามารถนําวัตถุดิบเคมีในกระบวนการสังเคราะห์ทีใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้   โรงงานทีสังเคราะห์ตัวยาเคมีอาจก่อมลพิษต่อสิงแวดล้อม ยาเคมีมีราคาแพง  ทําให้ประชาชนเข้าถึงยาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนานอกจาก    นันมีข้อจํากัดในประสิทธิภาพการรักษาโดยเฉพาะการรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อ เรือรังบางชนิดทีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจหลอดเลือด      ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง เปนต้น   การทีรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรไทยนันนับเปนเรือง ทีดี ทําให้เปดโอกาสให้มีการศึกษาวิจัย ค้นคว้าสมุนไพรมากขึน แต่อย่างไร      ก็ตาม การพัฒนาจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วนมาทํางานร่วม    และปฏิบัติให้เกิดผลเปนรูปธรรม ต้องเรียนรู้ว่าตลาดโลกต้องการอะไร แล้ว    ดําเนินการกําหนดกฎเกณฑ์เพือผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีการขึนทะเบียน  ตํารับยาสมุนไพรไทยเพือการส่งออก หากทําสําเร็จและได้ผลจริงก็จะก่อให้  เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริงเพราะประชาชนทุกภาคส่วนได้ ประโยชน์เปนการต่อยอดสร้างเศรษฐกิจของประเทศบนพืนฐานทีเปนจุดแข็ง ของประเทศเรา จะช่วยขับเคลือนประเทศไทยสู่การเปนผู้นําของโลกด้านยา  สมุนไพรต่อไป    แผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพร ฉบับที 1 พ.ศ. 2560-2564      เปาหมาย    ● ประเทศไทยเปนประเทศทีส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชันนําของภูมิภาคอาเซียน  ● มูลค่าวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายในประเทศเพิมขึน อย่างน้อย 1 เท่าตัว    
  • 14.
    14     พันธกิจ  ● พัฒนาสมุนไพรให้เปนทียอมรับ  ● ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้มาตรฐานมีคุณภาพและสร้างมูลค่า เพิม  ●เพิมขีดความสามารถในการแข่งขันของสมุนไพรไทย   ● ส่งเสริมให้เกิดความรู้ คามเข้าใจ และการใช้สมุนไพรไทย      ยุทธศาสตร์   ➔ ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรทีมีศักยภาพตามความต้องการ ของตลาดทังในและต่างประเทศ  ❏ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน  ❏ การวิจัยและการจัดทําข้อกําหนดมาตรฐานวัตถุดิบ สมุนไพร  ❏ การอนุรักษ์และการใช้พืชสมุนไพรจากปาทียังยืน  ➔ พัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพ ระดับสากล  ❏ การพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย  ❏ การพัฒนาการตลาดสมุนไพรไทย   ❏ การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย  ➔ ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพือรักษาโรคและการสร้างเสริม  สุขภาพ    ❏ การพัฒนาโครงสร้าง ส่งเสริมการจัดบริการและการใช้  สมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุข   ❏ การวิจัย เสริมสร้างองค์ความรู้ มาตรฐาน คุณภาพ  และความเสียง  ❏ พัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการของการแพทย์แผน ไทย     
  • 15.
    15     ❏ การจัดการและการเข้าถึงยาจากสมุนไพรในบัญชียา หลักแห่งชาติ   ❏ การใช้สมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพและการปองกัน โรคในชุมชนและบทบาทของหมอพืนบ้าน   ❏การสือสารเพือสร้างความรู้ทีถูกต้อง  ความเข้าใจ ความเชือมัน   ➔ สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายภาครัฐเพือ การขับเคลือนสมุนไพรไทยอย่างยังยืน   ❏ พัฒนาโครงสร้างการบริหารสมุนไพรไทย  ❏ พัฒนากฎหมายด้านการส่งเสริมและควบคุม ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย  ❏ พัฒนาระบบฐานข้อมูลสมุนไพรและระบบประเมินขีด ความสามารถในการแข่งขันด้านสมุนไพร   ❏ การเสริมสร้างกลไกบริหารงานวิจัยและพัฒนา สมุนไพร   ❏ การเสริมสร้างและพัฒนาสมุนไพร   Product Champion  ❏ การพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal City)      วิธีดําเนินงาน   แนวทางการดําเนินงาน  1.เลือกหัวข้อทีสงสัยและปรึกษากับครูผู้สอน   2.ศึกษาและรวบรวมข้อมูลทีเกียวข้อง   3.จัดทํารายงาน   4.นําเสนอครูผู้สอน   5.ปรับปรุงและแก้ไข  เครืองมือและอุปกรณ์ทีใช้  -อินเตอร์เน็ต  -หนังสือทีมีเนือหาเกียวข้องกับเรืองทีจัดทํา   -คอมพิวเตอร์  -โทรศัพท์มือถือ 
  • 16.
    16       งบประมาณ  50-150 บาท    ขันตอนและแผนดําเนินงาน    ลํา ดับ  ที  ขันตอน สัปดาห์ที ผู้รับผิด ชอบ  1  2  3  4  5  6  7  8  9  1 0  1 1  1 2  1 3  1 4  1 5  1 6  1 7   1  คิดหัวข้อโครง งาน  x                                  2  ศึกษาและ ค้นคว้าข้อมูล    x  x  x  x                          3  จัดทําโครงร่าง งาน          x  x  x                      4  ปฏิบัติการสร้าง โครงงาน          x  x  x  x  x                  5  ปรับปรุงทดสอบ              x  x  x                  6  การทําเอกสาร รายงาน                x  x                  7  ประเมินผลงาน                  x  x                8  นําเสนอโครง งาน                    x                  ผลทีคาดว่าจะได้รับ   1.ส่งเสริมให้มีการใช้สมุนไพรมากขึน ทําให้สมุนไพรไทยเปนทีรู้จัก มีความ สําคัญมากขึนในสังคมไทย    2.เผยแพร่ให้บุคคลทัวไปได้ทราบถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทยอย่างคร่าวๆ   3.ทําให้เรารู้จักสมุนไพรไทยทีมีในประเทศของเราเองมากขึน ทราบสรรพคุณ  เนืองจากสมุนไพรไทยนันมีหลายชนิด สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละตัว สามารถใช้รักษาโรคได้อย่างดี และทีสําคัญไม่เปนอันตรายต่อร่างกายมากเท่า ยาจากสารเคมี สามารถใช้เปนความรู้รอบตัวไว้ใช้ในยามจําเปน  สถานทีดําเนินการ 1.ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่  
  • 17.
    17 2.ห้องสมุด โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่   กลุ่มสาระการเรียนรู้ทีเกียวข้อง  1.กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์   2.กลุ่มสาระการเรียนรู้คอมพิวเตอร์  3.กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ     บรรณานุกรม     -สารรังสิตONLINE: การพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ไทยมีความพร้อมใน การเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่?.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  https://www2.rsu.ac.th/sarnrangsit-online-detail/herb01  (วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562)  -รูปแบบและประเภทของสมุนไพร.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  จาก https://beezab.com/สมุนไพร-มีอะไรบ้าง/   (วันทีสืบค้นข้อมูล: 24 สิงหาคม 2562)    -ประโยชน์ของการใช้สมุนไพร.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก   จาก http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-11.htm   (วันทีสืบค้นข้อมูล: 23 สิงหาคม 2562)    -​คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี : สมุนไพร ​.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/Herbal (วันทีสืบค้นข้อมูล: 23 สิงหาคม 2562)  -โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ : สมุนไพรแห่งชาติ .[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  จาก https://www.posttoday.com/life/healthy/498479 ​(วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562)  -กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก : หนังสือแผนแม่บทแห่งชาติ ว่า ด้วยการพัฒนาสมุนไพร ฉบับที 1 พ.ศ 2560-2564.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  https://www.dtam.moph.go.th/index.php?option=com_content&view =article&id=1672:dl0021&catid=42&Itemid=334&lang=th   (วันทีสืบค้นข้อมูล: 26 สิงหาคม 2562)