สถิติกับงานวิจัย
ประเภทของสถิติ
 1. สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) เป็นสถิติที่บรรยายให้
คุณลักษณะของสิ่งที่ต้องการศึกษาจากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่ง
อาจจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็กก็ได้ ผลของการศึกษาไม่สามารถ
นาไปอ้างอิงกลุ่มอื่นได้
 2. สถิติเชิงอ้างอิงหรือสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เป็นสถิติที่
ใช้ศึกษากับกลุ่มตัวอย่างแล้วสรุปผลที่ได้จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง
นั้นอ้างอิงไปถึงกลุ่มประชากรโดยอาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็น สถิติ
แบบนี้สาคัญอยู่ที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องเป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มประชากร
ขั้นตอนการนาสถิติไปใช้ในงานวิจัย
 ขั้นที่ 1 การออกแบบงานวิจัย
◦ 1.1 กาหนดประชากรเป้าหมาย(target population ) 1.2 เทคนิคการ
เลือกตัวอย่าง
 ขั้นที่ 2 การสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
 ขั้นที่ 3 การตรวจสอบความเชื่อถือ การวัดความตรง(validity)
การวัดความเชื่อถือได้ (Reliability)
 ขั้นที่ 4 การสรุปลักษณะประชากร
 ขั้นที่ 5 สรุปผลงานวิจัย
สถิติพรรณนา(Descriptive Statistics)
เป็นสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและบรรยายลักษณะข้อมูล
ที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่ศึกษา
สถิติพรรณนา(Descriptive Statistics)
 สถิติการแจกแจง(Distributions)
◦ ความถี่ (Frequency)
◦ ร้อยละ (Percentage)
◦ อัตราส่วน (Ratio)
◦ เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile)
◦ เดไซล์ ( Deciles)
◦ ควอไทล์ ( Quartile)
 สถิติวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง(Measures of Central
Tendency)
◦ ค่าเฉลี่ย ( Average or Arithmetic Mean)
◦ ฐานนิยม ( Mode)
◦ มัธยฐาน ( Median)
• สถิติวัดการแจงแจกของข้อมูล
• พิสัย ( Range)
• ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation)
• ความแปรปรวน (Variance)
สถิติสาหรับตัวแปรเดียว (Univariate Statistics)
สถิติที่ใช้กับตัวแปรตัวเดียวในที่นี้จะเริ่มจากตัวแปรกลุ่มก่อน แล้ว
จึงตามเสนอด้วยสถิติที่ใช้กับตัวแปรอันดับ ตัวแปรช่วง และตัว
แปรอัตราส่วน
1. สถิติสาหรับตัวแปรกลุ่ม (nominal variable)
เทคนิควิธี
1.1 การกระจายจานวนในแต่ละกลุ่มความถี่ (Frequency)
1.2. การกระจายอัตราส่วน/ร้อยละ (Percent)
สถิติสาหรับตัวแปรเดียว (Univariate Statistics)
คำสั่งในโปรแกรม SPSS ที่ใช้สำหรับกำรวิเครำะห์ค่ำสถิติ
- FREQUENCIES เมื่อมีกลุ่มตัวอย่ำงเพียงกลุ่มเดียว
- CROSSTABS เมื่อมีกลุ่มตัวอย่ำง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
สถิติสาหรับตัวแปรเดียว (Univariate Statistics)
2. สถิติสาหรับตัวแปรอันดับ (Ordinal variable)
เทคนิควิธี ใช้สถิติการกระจายความถี่ (Frequency)
และอัตราส่วนร้อย(Percent)
3. สถิติสาหรับตัวแปรช่วงหรือตัวแปรอัตราส่วน
เนื่องจากตัวแปรช่วงและตัวแปรอัตราส่วน ใช้วิธีทางสถิติร่วมกันจึงขอ
เสนอสถิติที่ใช้พรรณนาข้อมูลช่วงและข้อมูลอัตราส่วนไปพร้อมๆกัน
เทคนิควิธี ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
คือสถิติที่ใช้เพื่ออธิบาย บรรยายหรือสรุปลักษณะของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัว
เลขที่เก็บรวบรวมมา
ตัวอย่างสถิติเชิงพรรณนา เช่น การแจกแจงความถี่(Frequencies
Distrition) การวัดค่ากลางของข้อมูล (Measures of
CentralTendency)การวัดการกระจายของข้อมูล(Measure
of Dispersion)
การแจกแจงความถี่(Frequencies Distrition)
 การแจกแจงความถี่เป็นการจัดข้อมูลที่ผู้วิจัยรวบรวมมาได้ตามลักษณะ
ต่างๆของข้อมูลนั้นเพื่อง่ายต่อการนาไปใช้ และสะดวกรวดเร็วต่อการ
นาข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ เช่น การจาแนกครอบครัวที่อาศัยอยู่ใน
กรุงเทพฯตามอาชีพของหัวหน้าครอบครัว การจาแนกกลุ่มลูกค้าตาม
เพศ อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา อายุ สถานภาพสมรส เป็นต้น
 การแจกแจงความถี่ของข้อมูลเพื่อการวิจัยควรกระทาเมื่อข้อมูลมีเป็น
จานวนมากๆหรือข้อมูลมีค่าซ้ากันอยู่มาก
ตัวอย่างการแจกแจงความถี่
นาย กรณ์. ต้องการทราบว่าใครคือบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างเดินทางไปเที่ยวชมวัดพระแก้วด้วยเป็น
ประจา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 400 คน นาเสนอข้อมูลในรูปตารางแจกแจง
ดังนี้
ความถี่(คน)
ไปคนเดียว 86
ไปกับเพื่อน 159
ไปกับครอบครัว 155
รวม 400
การแจกแจงความถี่สะสม
ชั้นปีที่ ความถี่ ความถี่
สะสม
1 400 400
2 350 750
3 250 1000
ตารางแสดงความถี่สะสมของนักศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 3
ตัวอย่างแสดงค่าร้อยละ
เกรด จานวน ร้อยละ
A 5 10
B 12 24
C 22 44
D 11 22
รวม 50 100
การวัดค่ากลางของข้อมูล
คือการหาค่ากลางๆที่เป็นตัวเลข เพื่อใช้เป็นตัวแทนของข้อมูล
ชุดหนึ่งๆ สถิติที่ใช้วัดค่ากลางของข้อมูล เช่น ค่าฐานนิยม
(Mode) ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าเฉลี่ย
(Mean)
ฐานนิยม
 ฐานนิยมเป็นค่ากลางที่บอกให้ผู้วิจัยทราบว่าค่าใดมีจานวนมาก
ที่สุดหรือมีความถี่สูงสุด เช่น รถยนต์ใช้ยางขนาดใดมากที่สุด
นักศึกษาใช้เสื้อเชิ้ตสาเร็จขนาดใดมากที่สุด
 ข้อมูลชุดหนึ่งๆอาจมีฐานนิยมได้หลายค่า เช่น 2 ค่า ถ้ามีมากถึง
4 ค่าอาจถือว่าไม่มีฐานนิยมเลย
 โดยปกติฐานนิยมมักใช้วัดค่ากลางของข้อมูลเมื่อค่าต่างๆของ
ข้อมูลเป็นค่ามาตรฐานที่กาหนดไว้ค่อนข้างแน่นอน เช่น ขนาด
ของเสื้อ S,M,L,XL
ค่าฐานนิยม (Mode) คือค่าของข้อมูลที่มีความถี่มากที่สุด
สัญลักษณ์ที่ใช้ คือ Mo
 จงหาฐานนิยมของข้อมูลต่อไปนี้3, 2, 4, 5, 6, 4, 8, 4, 7, 10
ข้อมูลที่ซ้ากันมากที่สุดคือ 4
ฐานนิยมคือ 4
 ข้อมูลบางชุดอาจมีฐานนิยม 2 ค่า เช่น 10, 14, 12, 10, 11, 13, 12,
14, 12, 10
ข้อมูลที่ซ้ากันมากที่สุดคือ 10 กับ 12
ฐานนิยม คือ 10 กับ 12
มัธยฐาน
 มัธยฐานเป็นค่ากลางที่บอกให้นักวิจัยทราบว่ามีจานวนค่าของ
ข้อมูลชุดนั้นที่มากกว่าและน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณเท่าๆกัน
 ในกรณีที่จานวนข้อมูลทั้งหมดเป็นจานวนคู่ค่ามัธยฐานจะเป็น
ค่าเฉลี่ยของสองค่าที่อยู่ตรงกลางของข้อมูลทั้งหมด
ค่ามัธยฐาน (Median) คือค่าของข้อมูลที่อยู่ ณ ตาแหน่งตรงกลางของ
ชุดของข้อมูลที่มีการจัดเรียงลาดับจากค่ามากไปหาค่าน้อยหรือค่าน้อยไปหามาก
สัญลักษณ์ที่ใช้คือ Md
จงหามัธยฐานของข้อมูลต่อไปนี้9, 5, 11, 16, 6, 10, 13, 14, 3
วิธีทา เรียงข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุดไปหาข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดคือ 3, 5, 6, 9, 10,
11, 13, 14, 16
Median จะอยู่ตาแหน่งที่ N+1 = 9+1
2 2
ค่ามัธยฐานจะอยู่ตาแหน่งที่ 5
ดังนั้น ค่ามัธยฐานเท่ากับ 10
ค่าเฉลี่ย (Mean) สัญลักษณ์คือ X ได้แก่ ค่าที่เกิดขึ้นจากการ
ร่วมตัวเลขเข้าด้วยกันทั้งหมดและนาไปหารด้วยจานวนข้อมูล
ตัวอย่างเช่น อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างจานวน 10 คน
20 + 44+31+56+62+35+48+24+39+40/10
ค่าเฉลี่ยของอายุกลุ่มตัวอย่างได้แก่ 39.9 ปี
ข้อดีและข้อจากัดของค่ากลาง
ค่ากลาง ฐานนิยม มัธยฐาน ค่าเฉลี่ย
ข้อดี เหมาะกับข้อมูลที่มีค่า
ผิดปกติเช่นค่าสูงเกินไปหรือ
ต่าเกินไป
เหมาะกับข้อมูลที่มีค่า
ผิดปกติเช่นเดียวกับค่า
ฐานนิยม
1. สะดวกในการคานวณ
แม้เก็บข้อมูลไม่ครบ
2. ใช้ในการเปรียบเทียบ
ข้อมูลเชิงปริมาณ
หลายๆชุด
ข้อเสีย 1. ไม่เหมาะกับข้อมูลที่ไม่
ซ้ากัน
2. อาจมีคาตอบได้
มากกว่า 1 คาตอบและ
คาตอบอาจจะแตกต่าง
กันมาก
ใช้กับข้อมูลเชิงปริมาณ
เท่านั้น
1. เป็นค่ากลางที่ไม่ดี ถ้า
มีข้อมูลที่มีค่าผิดปกติ
2. ใช้กับข้อมูลเชิง
ปริมาณเท่านั้น
การวัดการกระจาย
การวัดการกระจายเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลมากกว่า 1 กลุ่ม เพื่อดู
ลักษณะของข้อมูลว่าข้อมูลภายในกลุ่มมีความแตกต่างกันมากน้อย
เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลอีกกลุ่มหนึ่ง
ยี่ห้อที่ 1 : 9 9 7 8 19 19 20
ยี่ห้อที่ 2 : 15 14 15 11 13 11 12
ค่าเฉลี่ยของอายุใช้งานทั้งสองยี่ห้อเท่ากัน คือ 13 ปี
ควรเลือกยี่ห้อที่ 2 ที่อายุการใช้งานใกล้เคียงกับค่ากลาง
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ได้แก่ การคานวณความ
เบี่ยงเบนของข้อมูลต่างๆออกจากค่าเฉลี่ย
2
)
(
  X
Xt
N
SD =
N= 1
I =1
ความหมายของค่าเบียงเบนมาตรฐาน
 SD หมายถึง ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
 X หมายถึง ค่าเฉลี่ย
 X t หมายถึง ค่าที่สามารถสังเกตได้ของตัวอย่างกลุ่มที่ 1 ถึง
กลุ่ม N
 N หมายถึง ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
 ∑ หมายถึง สัญลักษณ์ผลรวม
 ถ้ำตัวแปรมีระดับกำรวัดเป็นช่วง (Interval Scale) หรือเป็นอัตรำส่วน
(Ratio Scale)
 สถิติที่นำมำใช้ในกำรพรรณนำข้อมูล ได้แก่ ค่ำเฉลี่ย (Mean) ค่ำมัธยฐำน
(Median) ฐำนนิยม (Mode) ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน (Standard
Deviation)และควำมแปรปรวน(Variance) เป็นต้น
คำสั่งในโปรแกรม SPSS ที่ใช้สำหรับกำรวิเครำะห์ค่ำสถิติ
- DESCRIPTIVES เมื่อมีกลุ่มตัวอย่ำงเพียงกลุ่มเดียว
- MEANS เมื่อมีกลุ่มตัวอย่ำง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
สถิติสาหรับตัวแปรเดียว
ลักษณะของข้อมูล สถิติที่ใช้ การนาเสนอข้อมูล
1. สเกลนามกาหนด (Nominal
Scale)
ความถี่
อัตราส่วนร้อย
ตารางแจกแจงความถี่ ร้อยละ
สัดส่วน
2. สเกลอันดับ (Ordinal Scale) ความถี่ อัตราส่วนร้อย
เปอร์เซ็นต์ไทส์
ตารางแจกแจงความถี่ ร้อยละ
สัดส่วน
3. สเกลอันตรภาคและ
อัตราส่วน (Interval and Ratio
Scale)
ความถี่ อัตราส่วนร้อยละ ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ความ
แปรปรวน พิสัย เปอร์เซ็นต์ไทล์
ค่าเฉลี่ย
ตารางแจกแจงความถี่ ค่าความ
เบ้ค่าความโด่ง

descriptive.pdfการวิเคราะห์ข้อมมูลสำหรับการศึกษา