การเขียนภาพ 3 มิติ
งานเขียนแบบ
เป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเขียนหรือวาดเส้น รูปภาพ สัญลักษณ์ และ
รายการประกอบแบบ ลงบนกระดาษเขียนแบบหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้
การสร้างหรือการซ่อมแซมชิ้นงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง
โดยแบบจะแสดงรายละเอียดหรือข้อกาหนดของงานที่ช่างหรือผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจตรงกัน
กับผู้ออกแบบ สามารถอ่านแบบได้ถูกต้องและปฏิบัติตามรูปแบบรายการที่กาหนดไว้ได้
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
ลักษณะของแบบ
แบบโดยทั่วไปมี 3 ลักษณะ ได้แก่ รูปแปลนและรูปด้าน รูปตัด และรูปขยาย ดังตัวอย่าง
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบ เส้นพื้นฐานที่ใช้ในงานเขียนแบบ มีดังนี้
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
มาตราส่วนในงานเขียนแบบ
มาตราส่วนในงานเขียนแบบ เป็นสัดส่วนของแบบกับชิ้นงานจริง ซึ่งมี 3 ลักษณะ ได้แก่
1. มาตราส่วนเท่าของจริง ใช้เมื่อชิ้นงานมีขนาดไม่ใหญ่และเล็กมาก และสามารถ เขียนลงใน
แบบได้พอดี รวมถึงเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
2. มาตราส่วนย่อ ใช้เมื่อต้องการย่อส่วนชิ้นงานที่ใหญ่จนไม่สามารถเขียนลงในแบบได้
3. มาตราส่วนขยาย ใช้เมื่อต้องการขยายส่วนชิ้นงานที่เล็กจนไม่สามารถมองเห็น
รายละเอียดปลีกย่อยได้
ลักษณะของมาตราส่วน ตัวอย่างการเขียนมาตราส่วน
มาตราส่วนเท่าของจริง 1:1
มาตราส่วนย่อ 1:2, 1:5, 1:10, 1:20, 1:25, 1:50, 1:75, 1:100
มาตราส่วนขยาย 2:1, 5:1, 10:1, 20:1, 25:1, 50:1, 75:1, 100:1
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
ภาพในงานเขียนแบบ
ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบเป็นภาพสามมิติ ประกอบด้วยแกนของภาพ 3 แกน ได้แก่ ความกว้าง ความยาว
และความสูง ทามุมซึ่งกันและกันให้เห็นในลักษณะคล้ายรูปทรงชิ้นงานจริง โดย ผู้อ่านแบบจะมองเห็นได้
ชัดเจนและเข้าใจง่าย ภาพสามมิติที่นิยมใช้งาน มีดังนี้
1. ภาพออบลิค (Oblique) เป็นภาพสามมิติที่ต้องมองเห็นด้านหน้าของวัตถุ ซึ่ง
โครงสร้างประกอบไปด้วย เส้นแนวนอน เส้นแนวดิ่ง และเส้นเอียง 45 องศา หลักในการเขียนภาพออบลิค มีดังนี้
1) เขียนภาพด้านหน้าของวัตถุตามมาตรส่วน โดยไม่ให้เกิดความบิดเบี้ยว
2) ด้านข้าง และ ด้านบน เขียนโดยทามุม 45 องศา กับแกนนอน
3) ความยาวของด้านที่เขียนตามแกนทามุม 45 องศา จะยาวเป็นครึ่งหนึ่งของ
อีกด้าน เพื่อให้ดูเหมือนของจริงมากขึ้น
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
ภาพในงานเขียนแบบ
1. ภาพออบลิค (Oblique)
2. ภาพไอโซเมตริก (Isometric) เป็นภาพสามมิติที่เส้นแนวตั้งจะแสดงด้านตั้งของ วัตถุ
ส่วนแนวนอนจะใช้เส้นที่ทามุม 30 องศา กับแกนนอน และเส้นทุกเส้นในภาพจะใช้มาตราส่วนเดียวกัน
หลักการเขียนภาพไอโซเมตริก มีดังนี้
1) เขียนภาพฉายเพื่อให้ทราบความยาวและความกว้างจากภาพด้านบน ความยาว และความสูงจาก
ภาพด้านหน้า และความกว้างหรือความหนาและความสูงจากภาพด้านข้าง
2) เขียนวัตถุรูปแบบกล่องสี่เหลี่ยมที่ประกอบด้วยแกนสามแกนทามุมกัน 120 องศา แกนแรกเขียนใน
แนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและทางขวา โดยทามุม 30 องศา กับเส้นแนวนอน
ภาพในงานเขียนแบบ
ภาพในงานเขียนแบบ
2. ภาพไอโซเมตริก (Isometric)
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
3. ภาพเพอร์สเปกทีฟ (Perspective) หรือภาพทัศนียภาพ
เป็นภาพสามมิติที่มอง จากระยะไกล มีลักษณะการมองเส้นฉายไม่ขนานกัน และมีจุดรวมของสายตาจุดหนึ่ง โดย
ลักษณะของ เส้นฉายจะไปสิ้นสุดที่ระยะขนาดของวัตถุนั้น เป็นภาพเหมือนจริงมากที่สุด เมื่อมองจนสุดสายตา
หลัก ในการเขียนภาพเพอร์สเปกทีฟ มีดังนี้
1) ร่างกรอบของวัตถุที่จะวาดก่อน
2) ร่างรูปทรงพื้นฐานของวัตถุให้อยู่ภายในกรอบ
3) เพิ่มเติมรายละเอียดในภาพร่างและเติมความเข้มของเส้นต่าง
ภาพในงานเขียนแบบ
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
การเขียนภาพฉาย
ภาพฉาย เป็นภาพที่แสดงรายละเอียดของแนวคิดในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ
ในแต่ละด้านของสิ่งที่จะสร้าง มีรายละเอียดของแบบงานครบถ้วนสมบูรณ์ชัดเจน เพื่อให้
ผู้ปฏิบัติงานสามารถนาไปสร้างขึ้นตามแบบได้อย่างถูกต้อง
ภาพฉายยังสามารถแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ได้ เช่น รูปร่าง ขนาด และผิว งาน
ประกอบด้วยภาพด้านหน้า ด้านข้าง และภาพด้านบน แสดงขนาดด้านกว้าง ด้านยาว และความ
สูงหรือความ ลึกของชิ้นงานและหน่วยในการวัดขนาด เพื่อสามารถนาไปสร้างเป็นแบบจาลอง
หรือชิ้นงานของจริงได้
ในการเขียนภาพฉายส่วนใหญ่ จะเขียนหรืออ่านจากภาพไอโซเมตริก หรือ ภาพของจริง โดย
การมองแต่ละด้านแล้วเขียนออกมาเป็นภาพฉาย 2 มิติ ตามภาพที่มองเห็น ซึ่งมีตาแหน่งการมอง
ภาพดังนี้
ภาพฉาย
(Orthogonal Projection)
สิ่งที่มีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบ
งาน (Drawing) แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุที่ต้องการได้อย่าง
สมบูรณ์ และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น
แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชานาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทานั้น โดยจะกาหนด
ข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการทางานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน ลักษณะงานสาเร็จ ซึ่งเป็นไปตาม
มาตรฐานงานเขียนแบบ ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจาเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่าง
ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถใน
การอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน
มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคน
หนึ่ง อาจอธิบายโดยคาพูดหรือถ้อยคาแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ การแสดงโดย
การเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า “ แบบงาน ( Drawing )”
แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2 ลักษณะ คือ
1. แบบงานภาพ 3 มิติ
2. แบบงานภาพ 2 มิติ
ภาพฉาย หมายถึง ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ
โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้
ด้วยภาพ 3 มิติ ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกาหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และ
นาไปทาการผลิตได้ด้วย แต่การเขียนภาพ 3 มิติ นั้นกระทาได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมี
เครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง จึงไม่เหมาะสมที่จะนาวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต เพราะจะ
ทาให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ภาพ 3 มิติ เหมาะสาหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานใน
คราวที่จาเป็นมากกว่า
การที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนาเอา
แต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน จะทาให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทา
ให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น
ภาพฉาย
(Orthogonal Projection)
ภาพฉาย
(Orthogonal Projection)
หลักการพื้นฐานของการฉายภาพ
ภาพฉาย หมายถึง ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงแล้วฉายไป
ปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพดังนั้นการมองภาพแต่ละด้านดัง
ได้กล่าวมาแล้วนั้นคือการมองภาพเพื่อนาไปสู่การฉายภาพ
นั้นเอง ปกติแล้วแสงที่ฉายผ่านชิ้นงานจะกระทบกับระนาบ
ระนาบรองรับภาพ ภาพที่เกิดขึ้นบนระนาบจะมีขนาดขยายใหญ่
ขึ้นตามระยะหางของระนาบนั้นดังภาพที่
แต่การมองภาพเมื่อฉายไปยังระนาบรับภาพในทางเขียนแบบ
เครื่องกลให้ถือว่าเส้นที่ฉายไปยังระนาบนั้นเป็นเส้นขนานกันทุกเส้น
ดังนั้นภาพที่ปรากฎบนระนาบจะมีสัดส่วนสองด้านที่มองเท่ากับของ
จริงดังภาพที่ 5.2
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒
INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ ๑-๒๕๖๒

การเขียนภาพ 3 มิติเพื่อหุ่นยนต์ การเขียนแบบ

  • 1.
  • 2.
    งานเขียนแบบ เป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเขียนหรือวาดเส้น รูปภาพ สัญลักษณ์และ รายการประกอบแบบ ลงบนกระดาษเขียนแบบหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ การสร้างหรือการซ่อมแซมชิ้นงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยแบบจะแสดงรายละเอียดหรือข้อกาหนดของงานที่ช่างหรือผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจตรงกัน กับผู้ออกแบบ สามารถอ่านแบบได้ถูกต้องและปฏิบัติตามรูปแบบรายการที่กาหนดไว้ได้
  • 3.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ ลักษณะของแบบ แบบโดยทั่วไปมี 3 ลักษณะ ได้แก่ รูปแปลนและรูปด้าน รูปตัด และรูปขยาย ดังตัวอย่าง
  • 4.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบ เส้นพื้นฐานที่ใช้ในงานเขียนแบบ มีดังนี้
  • 5.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ มาตราส่วนในงานเขียนแบบ มาตราส่วนในงานเขียนแบบ เป็นสัดส่วนของแบบกับชิ้นงานจริง ซึ่งมี 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. มาตราส่วนเท่าของจริง ใช้เมื่อชิ้นงานมีขนาดไม่ใหญ่และเล็กมาก และสามารถ เขียนลงใน แบบได้พอดี รวมถึงเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน 2. มาตราส่วนย่อ ใช้เมื่อต้องการย่อส่วนชิ้นงานที่ใหญ่จนไม่สามารถเขียนลงในแบบได้ 3. มาตราส่วนขยาย ใช้เมื่อต้องการขยายส่วนชิ้นงานที่เล็กจนไม่สามารถมองเห็น รายละเอียดปลีกย่อยได้ ลักษณะของมาตราส่วน ตัวอย่างการเขียนมาตราส่วน มาตราส่วนเท่าของจริง 1:1 มาตราส่วนย่อ 1:2, 1:5, 1:10, 1:20, 1:25, 1:50, 1:75, 1:100 มาตราส่วนขยาย 2:1, 5:1, 10:1, 20:1, 25:1, 50:1, 75:1, 100:1
  • 6.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ ภาพในงานเขียนแบบ ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบเป็นภาพสามมิติ ประกอบด้วยแกนของภาพ 3 แกน ได้แก่ ความกว้าง ความยาว และความสูง ทามุมซึ่งกันและกันให้เห็นในลักษณะคล้ายรูปทรงชิ้นงานจริง โดย ผู้อ่านแบบจะมองเห็นได้ ชัดเจนและเข้าใจง่าย ภาพสามมิติที่นิยมใช้งาน มีดังนี้ 1. ภาพออบลิค (Oblique) เป็นภาพสามมิติที่ต้องมองเห็นด้านหน้าของวัตถุ ซึ่ง โครงสร้างประกอบไปด้วย เส้นแนวนอน เส้นแนวดิ่ง และเส้นเอียง 45 องศา หลักในการเขียนภาพออบลิค มีดังนี้ 1) เขียนภาพด้านหน้าของวัตถุตามมาตรส่วน โดยไม่ให้เกิดความบิดเบี้ยว 2) ด้านข้าง และ ด้านบน เขียนโดยทามุม 45 องศา กับแกนนอน 3) ความยาวของด้านที่เขียนตามแกนทามุม 45 องศา จะยาวเป็นครึ่งหนึ่งของ อีกด้าน เพื่อให้ดูเหมือนของจริงมากขึ้น
  • 7.
  • 8.
    2. ภาพไอโซเมตริก (Isometric)เป็นภาพสามมิติที่เส้นแนวตั้งจะแสดงด้านตั้งของ วัตถุ ส่วนแนวนอนจะใช้เส้นที่ทามุม 30 องศา กับแกนนอน และเส้นทุกเส้นในภาพจะใช้มาตราส่วนเดียวกัน หลักการเขียนภาพไอโซเมตริก มีดังนี้ 1) เขียนภาพฉายเพื่อให้ทราบความยาวและความกว้างจากภาพด้านบน ความยาว และความสูงจาก ภาพด้านหน้า และความกว้างหรือความหนาและความสูงจากภาพด้านข้าง 2) เขียนวัตถุรูปแบบกล่องสี่เหลี่ยมที่ประกอบด้วยแกนสามแกนทามุมกัน 120 องศา แกนแรกเขียนใน แนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและทางขวา โดยทามุม 30 องศา กับเส้นแนวนอน ภาพในงานเขียนแบบ
  • 9.
  • 10.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ 3. ภาพเพอร์สเปกทีฟ (Perspective) หรือภาพทัศนียภาพ เป็นภาพสามมิติที่มอง จากระยะไกล มีลักษณะการมองเส้นฉายไม่ขนานกัน และมีจุดรวมของสายตาจุดหนึ่ง โดย ลักษณะของ เส้นฉายจะไปสิ้นสุดที่ระยะขนาดของวัตถุนั้น เป็นภาพเหมือนจริงมากที่สุด เมื่อมองจนสุดสายตา หลัก ในการเขียนภาพเพอร์สเปกทีฟ มีดังนี้ 1) ร่างกรอบของวัตถุที่จะวาดก่อน 2) ร่างรูปทรงพื้นฐานของวัตถุให้อยู่ภายในกรอบ 3) เพิ่มเติมรายละเอียดในภาพร่างและเติมความเข้มของเส้นต่าง ภาพในงานเขียนแบบ
  • 11.
    INE ๑๑๐๕ การเขียนแบบเพื่อการออกแบบตกแต่งภายในและนิทรรศการ๑-๒๕๖๒ การเขียนภาพฉาย ภาพฉาย เป็นภาพที่แสดงรายละเอียดของแนวคิดในการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ ในแต่ละด้านของสิ่งที่จะสร้าง มีรายละเอียดของแบบงานครบถ้วนสมบูรณ์ชัดเจน เพื่อให้ ผู้ปฏิบัติงานสามารถนาไปสร้างขึ้นตามแบบได้อย่างถูกต้อง ภาพฉายยังสามารถแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ได้ เช่น รูปร่าง ขนาด และผิว งาน ประกอบด้วยภาพด้านหน้า ด้านข้าง และภาพด้านบน แสดงขนาดด้านกว้าง ด้านยาว และความ สูงหรือความ ลึกของชิ้นงานและหน่วยในการวัดขนาด เพื่อสามารถนาไปสร้างเป็นแบบจาลอง หรือชิ้นงานของจริงได้ ในการเขียนภาพฉายส่วนใหญ่ จะเขียนหรืออ่านจากภาพไอโซเมตริก หรือ ภาพของจริง โดย การมองแต่ละด้านแล้วเขียนออกมาเป็นภาพฉาย 2 มิติ ตามภาพที่มองเห็น ซึ่งมีตาแหน่งการมอง ภาพดังนี้
  • 12.
    ภาพฉาย (Orthogonal Projection) สิ่งที่มีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบ งาน (Drawing)แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุที่ต้องการได้อย่าง สมบูรณ์ และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชานาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทานั้น โดยจะกาหนด ข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการทางานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน ลักษณะงานสาเร็จ ซึ่งเป็นไปตาม มาตรฐานงานเขียนแบบ ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจาเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่าง ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถใน การอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคน หนึ่ง อาจอธิบายโดยคาพูดหรือถ้อยคาแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ การแสดงโดย การเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า “ แบบงาน ( Drawing )” แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2 ลักษณะ คือ 1. แบบงานภาพ 3 มิติ 2. แบบงานภาพ 2 มิติ
  • 13.
    ภาพฉาย หมายถึง ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใดๆ ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ ด้วยภาพ 3 มิติ ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกาหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และ นาไปทาการผลิตได้ด้วย แต่การเขียนภาพ 3 มิติ นั้นกระทาได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมี เครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง จึงไม่เหมาะสมที่จะนาวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต เพราะจะ ทาให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ภาพ 3 มิติ เหมาะสาหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานใน คราวที่จาเป็นมากกว่า การที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนาเอา แต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน จะทาให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทา ให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น ภาพฉาย (Orthogonal Projection)
  • 14.
    ภาพฉาย (Orthogonal Projection) หลักการพื้นฐานของการฉายภาพ ภาพฉาย หมายถึงภาพที่มองจากชิ้นงานจริงแล้วฉายไป ปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพดังนั้นการมองภาพแต่ละด้านดัง ได้กล่าวมาแล้วนั้นคือการมองภาพเพื่อนาไปสู่การฉายภาพ นั้นเอง ปกติแล้วแสงที่ฉายผ่านชิ้นงานจะกระทบกับระนาบ ระนาบรองรับภาพ ภาพที่เกิดขึ้นบนระนาบจะมีขนาดขยายใหญ่ ขึ้นตามระยะหางของระนาบนั้นดังภาพที่ แต่การมองภาพเมื่อฉายไปยังระนาบรับภาพในทางเขียนแบบ เครื่องกลให้ถือว่าเส้นที่ฉายไปยังระนาบนั้นเป็นเส้นขนานกันทุกเส้น ดังนั้นภาพที่ปรากฎบนระนาบจะมีสัดส่วนสองด้านที่มองเท่ากับของ จริงดังภาพที่ 5.2
  • 15.
  • 16.
  • 17.
  • 18.