วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 2000-1401 โครงสร้างอะตอม Copyright 1996-2001 © Dale Carnegie & Associates, Inc.
1.  โครงสร้างอะตอม ผู้คิดค้น  :  เออร์เนส รัทเทอร์ฟอร์ด และนีลส์โบร์ นิวเคลียส ,  โปรตรอน ,  นิวตรอน ,  อิเลคตรอน
มวลอิเลคตรอน ประมาณ มวลโปรตอน /2,000  1.1  ประจุ และมวลของอนุภาค
1.1  ประจุ และมวลของอนุภาค
1.2  เลขอะตอม  (Atomic number) บอกถึงจำนวนโปรตรอน หรือจำนวนอิเลคตรอน เลขอะตอม  =  จำนวนโปรตรอน  =  จำนวนอิเลคตรอน @  อะตอมมีสภาพเป็นกลาง
1.3  เลขมวล  ( Mass Number ) เลขมวล  =  จำนวนโปรตรอน  +  จำนวนนิวตรอน จำนวนนิวตรอน  =  เลขมวล  -  เลขอะตอม ดังนั้น
ตัวย่อทางเคมี  ( อลูมิเนียม ) จำนวนโปรตรอน  =  จำนวนอิเลคตรอน  =  เลขอะตอม  = 13 จำนวนนิวตรอน  =  เลขมวล -  เลขอะตอม  = 27-13= 14
1.4  มวลอะตอม (Atomic mass, A.M.) มวลของ  6.02  x 10 23   อะตอมของธาตุนั้น  ( กรัม )  [ หรือเท่ากับ  1  โมล ]
มวลอะตอม  ( ต่อ ) (Atomic mass, A.M.) น้ำหนักของธาตุ  1  อะตอม  = A.M. x 1.66 x 10 -24   ( กรัม ) เช่น  A.M.  ของอลูมิเนียม  =  26.98 อลูมิเนียม  1  อะตอม หนัก  = 26.98 x 1.66 x 10 -24   กรัม อลูมิเนียม  1  อะตอม หนัก  = 26.98 A.M.U. หรือ อลูมิเนียมมีน้ำหนัก    = 26.98  กรัม / โมล
โมเลกุล  ( อนุภาคที่เล็กที่สุดของสารที่สามารถอยู่ได้เป็นอิสระ ) น้ำหนักของสาร  1  โมเลกุล  = M.W. *1.66*10 -24   ( กรัม ) เช่น  A.M.  ของอลูมิเนียม (Al)   =  26.98  = M.W. อลูมิเนียม  1  โมเลกุล หนัก  = 26.98 x 1.66 x 10 -24   กรัม อลูมิเนียม  1  อะตอม หนัก  = 26.98 x 1.66 x 10 -24   กรัม หรือ อลูมิเนียม  1  โมลมีน้ำหนัก    = 26.98  กรัม
เช่น  A.M.  ของสาร  (O 2 )   = 16 M.W.  ของสาร  (O 2 )   = 16*2=32 O 2  1  โมเลกุล หนัก  = 32 x 1.66 x 10 -24   กรัม O 2  1  อะตอม หนัก  = 16 x 1.66 x 10 -24   กรัม หรือ  O 2   1  โมลอะตอมมีน้ำหนัก    = 16  กรัม หรือ  O 2   1  โมลมีน้ำหนัก    = 32  กรัม
มวลอะตอมสัมพัทธ์  (Relative atomic mass, R.A.M.) มวลของอะตอมมีค่าน้อยมาก จึงใช้วิธีเปรียบเทียบกับมวลของอะตอม ที่เบาที่สุด คือ “ไฮโดรเจน” โดยกำหนดให้มีมวล  =  1
มวลอะตอมสัมพัทธ์  ( ต่อ ) (Relative atomic mass, R.A.M.)
มวลสูตรสัมพัทธ์ หรือมวลโมเลกุล ตัวอย่าง  การหามวลของโมเลกุล ของคาร์บอนไดออกไซด์  CO 2 คาร์บอน  =  1  อะตอม , R.A.M. = 12 ออกซิเจน  =  2  อะตอม , R . A . M . =  16 ดังนั้นมวลโมเลกุล  =  (1 x 12)+(2  x 16)  =  44 ดังนั้นสรุปว่า  CO 2   หนักเป็น  44  เท่าของไฮโดรเจน  1  อะตอม
มวลสูตรสัมพัทธ์ หรือมวลโมเลกุล  ( ต่อ )
1.5  ชั้นของอิเล็กตรอน  ( ออบิทัล ,  Orbital) จำนวนอิเล็กตรอนสูงสุดแต่ละชั้น  =  2 n 2
1.6  ระดับพลังงานของอิเล็กตรอน To move an electron from the first to the second orbit requires energy to overcome the attraction of the nucleus.
ระดับพลังงานของอิเล็กตรอน  ( ต่อ ) อิเล็กตรอนแต่ละตัวจะมีพลังงานไม่เท่ากับ ,  ตัวที่อยู่ชั้นนอกนอกจะมีพลังงานสูงกว่า ความถี่ของโฟตอน  (v) = (E1-E2)/h
ระดับพลังงานของอิเล็กตรอน  ( ต่อ ) นิลส์ บอร์ ได้สร้างโมเดลสำหรับไฮโดรเจนซึ่งมีอิเล็กตรอน  1  ตัว เพื่อหาพลังงานของอิเล็กตรอนที่ระดับต่างๆ คือ E:  พลังงานของโฟตอนที่ให้ออกมา E=(-13.6/n 2 ) eV E=(-13.6/n 2 ) eV x(1.9x10 -19 /eV)  จูล
1.7  โครงสร้างอะตอมของตัวนำ อะตอมทองแดง   :  2-8-18-1 :   แรงดึงดูดอิเล็กตรอนต่ำสุดกรณีตัวที่อยู่วงนอกสุด  (valence orbit, free electron)   ซึ่งเคลื่อนที่ไปอะตอมอื่นได้อย่างง่ายดาย  ( เป็นตัวนำที่ดี )  ดังนั้นจุดสำคัญอยู่ที่อิเล็กตรอนวงนอกสุด
1.8  โครงสร้างอะตอมของสารกี่งตัวนำ Germanium:  2-8-18-4  :  4-Valence Electrons Silicon:  2-8-4 :  4-Valence Electrons ในกรณีของวัสดุฉนวน  จะมี  8 -Valence Electrons
1.9  ไอโซโทป  ( อะตอมที่มีจำนวนนิวตรอนแตกต่างกัน ) ไอโซโทปของธาตุชนิดเดียวกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีเหมือนกัน เนื่องจากปฏิกิริยาเคมีเกี่ยวข้องกับอิเล็กตรอนเท่านั้น
2.  พันธะอะตอม และพันธะโมเลกุล  2.1  พันธะที่มีความแข็งแรง 2.1.1  พันธะไอออนิก 2.1.2  พันธะโควาเลนต์ 2.1.3  พันธะโลหะ 2.2  พันธะที่ไม่แข็งแรง 2.2.1  Permanent Dipole Bonds 2 .2.2  Fluctuating Dipole Bonds
2.1.1  พันธะไอออนิก  ( พันธะที่เกิดขึ้นระหว่างธาตุโลหะ กับ อโลหะ ) อะตอมธาตุหนึ่งถ่ายเทไปให้อีกธาตุหนึ่ง ทำให้เกิดไอออนบวก และ ลบ จึงเกิดแรงดึงดูดกัน   ( แข็งแรง ) อะตอมโซเดียมต้องเสียอิเล็กตรอน  1  ตัวให้กับอะตอมของคลอรีน  เพื่อเติมเต็มอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดให้กับคลอรีน
ดังนั้นอะตอมจะเสียสภาพความเป็นกลาง และเรียกว่า “ ไอออน ” -  โซเดียมไอออนจะเป็นบวก , Na + -  คลอรีนไอออนจะเป็นลบ , Cl - ดังนั้นจึงมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน เป็นพันธะไอออนิก  ของโซเดียมคลอไรด์  ( NaCl )
พันธะไอออนิก   ของแมกนีเซียมคลอไรด์ ระหว่าง แมกนีเซียม  Mg  กับ คลอรีน  Cl แมกนีเซียมจะต้องให้อิเล็กตรอนกับคลอรีน  2  อะตอม
แมกนีเซียม  1  อะตอมให้อิเล็กตรอนกับคลอรีน  2  อะตอม MgCl2 :  แมกนีเซียมคลอไรด์
พันธะไอออนิกของโซเดียมคลอไรด์
พันธะไอออนิก แรงดึงดูดระหว่างอะตอม :   (F attractive  ) (F attractive  ) ={(-Z1  x  e)(Z2  x  e)}/(4  x  π   x   o  x  a 2 ) Z1 :  จำนวนอิเล็กตรอนที่ให้ Z2 :  จำนวนอิเล็กตรอนที่รับ e  :  ประจุ  1.60  x  10 -19   C a  :  รัศมีระหว่างไอออน
พันธะโคเวเลนต์ ตัวอย่าง  สารประกอบไฮโดรคาร์บอน  ( มีเทน )  CH 4 -  อะตอมคาร์บอนต้องการอิเล็กตรอนอีก  4  ตัว -  อะตอมของไฮโดรเจนต้องการอิเล็กตรอนอีก  1  ตัว พันธะโควาเลนต์  :  การใช้อิเล็กตรอนร่วมกันระหว่างอะตอมของธาตุอโลหะ
พันธะโควาเลนต์เดี่ยว  4  พันธะ ของมีเทน
พันธะโควาเลนต์คู่  1  พันธะ ของออกซิเจน  (O 2 ) คุณสมบัติ 1.  มีจุดหลอมเหลวสูง  ( ซิลิคอนไดออกไซด์ ,  ทราย ) 2.  ไม่ละลายน้ำเนื่องจากไม่มีประจุ 3.  ไม่นำไฟฟ้าเนื่องจากไม่มีไอออน ,  อิเล็กตรอนอิสระ 4.  แข็ง  ( เพชร )
พันธะโลหะ การยึดกันของอะตอมในโลหะนั้นแตกต่างไปจาก พันธะไอออนิก และโควาเลนต์ อะตอมของโลหะยึดกันด้วย “ทะเลอิเล็กตรอน”
พันธะโลหะ อิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ (non directional)
อะตอมของโลหะให้อิเล็กตรอน  1  หรือมากกว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปยังขั้วบวก และสามารถถ่ายเทความร้อนด้วย
2.2  พันธะที่ไม่แข็งแรง  (Weak Bonding) พลังงานของพันธะต่ำ  (4-42 kJ/mol )  แรงที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรงดึงดูดของขั้วไฟฟ้า  (electric dipoles)   ที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอม หรือโมเลกุล
2.2.1  Fluctuation Dipole Bond เป็นพันธะที่อ่อนมากเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างอะตอมที่มีการกระจายของประจุอิเล็กตรอนที่ไม่ท่ากัน ทำให้เกิดขั้วไฟฟ้าขึ้น เช่นอะตอมของแก๊สเฉื่อย
2.2.2  Permanent Dipole Bond เป็นพันธะที่อ่อนมากมักเกิดขึ้นระหว่างโมเลกุล  โควาเลนต์ ที่มี  Permanent Dipoles ,   โดยทั่วไปโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุที่มีอิเล็กโตรเนกาวิตี้สูง และเป็น  asymmetric molecule  จะทำให้โมเลกุลนั้นมีขั้ว
ขอขอบคุณข้อมูลที่ได้เรียบเรียงจาก เว็บไซต์ออนไลน์เพื่อการศึกษาทุกข้อมูล ครูธงชัย  พานิชสิติ วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ 15  พฤศจิกายน  2548

Atom

  • 1.
  • 2.
    1. โครงสร้างอะตอมผู้คิดค้น : เออร์เนส รัทเทอร์ฟอร์ด และนีลส์โบร์ นิวเคลียส , โปรตรอน , นิวตรอน , อิเลคตรอน
  • 3.
    มวลอิเลคตรอน ประมาณ มวลโปรตอน/2,000 1.1 ประจุ และมวลของอนุภาค
  • 4.
    1.1 ประจุและมวลของอนุภาค
  • 5.
    1.2 เลขอะตอม (Atomic number) บอกถึงจำนวนโปรตรอน หรือจำนวนอิเลคตรอน เลขอะตอม = จำนวนโปรตรอน = จำนวนอิเลคตรอน @ อะตอมมีสภาพเป็นกลาง
  • 6.
    1.3 เลขมวล ( Mass Number ) เลขมวล = จำนวนโปรตรอน + จำนวนนิวตรอน จำนวนนิวตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม ดังนั้น
  • 7.
    ตัวย่อทางเคมี (อลูมิเนียม ) จำนวนโปรตรอน = จำนวนอิเลคตรอน = เลขอะตอม = 13 จำนวนนิวตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 27-13= 14
  • 8.
    1.4 มวลอะตอม(Atomic mass, A.M.) มวลของ 6.02 x 10 23 อะตอมของธาตุนั้น ( กรัม ) [ หรือเท่ากับ 1 โมล ]
  • 9.
    มวลอะตอม (ต่อ ) (Atomic mass, A.M.) น้ำหนักของธาตุ 1 อะตอม = A.M. x 1.66 x 10 -24 ( กรัม ) เช่น A.M. ของอลูมิเนียม = 26.98 อลูมิเนียม 1 อะตอม หนัก = 26.98 x 1.66 x 10 -24 กรัม อลูมิเนียม 1 อะตอม หนัก = 26.98 A.M.U. หรือ อลูมิเนียมมีน้ำหนัก = 26.98 กรัม / โมล
  • 10.
    โมเลกุล (อนุภาคที่เล็กที่สุดของสารที่สามารถอยู่ได้เป็นอิสระ ) น้ำหนักของสาร 1 โมเลกุล = M.W. *1.66*10 -24 ( กรัม ) เช่น A.M. ของอลูมิเนียม (Al) = 26.98 = M.W. อลูมิเนียม 1 โมเลกุล หนัก = 26.98 x 1.66 x 10 -24 กรัม อลูมิเนียม 1 อะตอม หนัก = 26.98 x 1.66 x 10 -24 กรัม หรือ อลูมิเนียม 1 โมลมีน้ำหนัก = 26.98 กรัม
  • 11.
    เช่น A.M. ของสาร (O 2 ) = 16 M.W. ของสาร (O 2 ) = 16*2=32 O 2 1 โมเลกุล หนัก = 32 x 1.66 x 10 -24 กรัม O 2 1 อะตอม หนัก = 16 x 1.66 x 10 -24 กรัม หรือ O 2 1 โมลอะตอมมีน้ำหนัก = 16 กรัม หรือ O 2 1 โมลมีน้ำหนัก = 32 กรัม
  • 12.
    มวลอะตอมสัมพัทธ์ (Relativeatomic mass, R.A.M.) มวลของอะตอมมีค่าน้อยมาก จึงใช้วิธีเปรียบเทียบกับมวลของอะตอม ที่เบาที่สุด คือ “ไฮโดรเจน” โดยกำหนดให้มีมวล = 1
  • 13.
    มวลอะตอมสัมพัทธ์ (ต่อ ) (Relative atomic mass, R.A.M.)
  • 14.
    มวลสูตรสัมพัทธ์ หรือมวลโมเลกุล ตัวอย่าง การหามวลของโมเลกุล ของคาร์บอนไดออกไซด์ CO 2 คาร์บอน = 1 อะตอม , R.A.M. = 12 ออกซิเจน = 2 อะตอม , R . A . M . = 16 ดังนั้นมวลโมเลกุล = (1 x 12)+(2 x 16) = 44 ดังนั้นสรุปว่า CO 2 หนักเป็น 44 เท่าของไฮโดรเจน 1 อะตอม
  • 15.
  • 16.
    1.5 ชั้นของอิเล็กตรอน ( ออบิทัล , Orbital) จำนวนอิเล็กตรอนสูงสุดแต่ละชั้น = 2 n 2
  • 17.
    1.6 ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนTo move an electron from the first to the second orbit requires energy to overcome the attraction of the nucleus.
  • 18.
    ระดับพลังงานของอิเล็กตรอน (ต่อ ) อิเล็กตรอนแต่ละตัวจะมีพลังงานไม่เท่ากับ , ตัวที่อยู่ชั้นนอกนอกจะมีพลังงานสูงกว่า ความถี่ของโฟตอน (v) = (E1-E2)/h
  • 19.
    ระดับพลังงานของอิเล็กตรอน (ต่อ ) นิลส์ บอร์ ได้สร้างโมเดลสำหรับไฮโดรเจนซึ่งมีอิเล็กตรอน 1 ตัว เพื่อหาพลังงานของอิเล็กตรอนที่ระดับต่างๆ คือ E: พลังงานของโฟตอนที่ให้ออกมา E=(-13.6/n 2 ) eV E=(-13.6/n 2 ) eV x(1.9x10 -19 /eV) จูล
  • 20.
    1.7 โครงสร้างอะตอมของตัวนำอะตอมทองแดง : 2-8-18-1 : แรงดึงดูดอิเล็กตรอนต่ำสุดกรณีตัวที่อยู่วงนอกสุด (valence orbit, free electron) ซึ่งเคลื่อนที่ไปอะตอมอื่นได้อย่างง่ายดาย ( เป็นตัวนำที่ดี ) ดังนั้นจุดสำคัญอยู่ที่อิเล็กตรอนวงนอกสุด
  • 21.
    1.8 โครงสร้างอะตอมของสารกี่งตัวนำGermanium: 2-8-18-4 : 4-Valence Electrons Silicon: 2-8-4 : 4-Valence Electrons ในกรณีของวัสดุฉนวน จะมี 8 -Valence Electrons
  • 22.
    1.9 ไอโซโทป ( อะตอมที่มีจำนวนนิวตรอนแตกต่างกัน ) ไอโซโทปของธาตุชนิดเดียวกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีเหมือนกัน เนื่องจากปฏิกิริยาเคมีเกี่ยวข้องกับอิเล็กตรอนเท่านั้น
  • 23.
    2. พันธะอะตอมและพันธะโมเลกุล 2.1 พันธะที่มีความแข็งแรง 2.1.1 พันธะไอออนิก 2.1.2 พันธะโควาเลนต์ 2.1.3 พันธะโลหะ 2.2 พันธะที่ไม่แข็งแรง 2.2.1 Permanent Dipole Bonds 2 .2.2 Fluctuating Dipole Bonds
  • 24.
    2.1.1 พันธะไอออนิก ( พันธะที่เกิดขึ้นระหว่างธาตุโลหะ กับ อโลหะ ) อะตอมธาตุหนึ่งถ่ายเทไปให้อีกธาตุหนึ่ง ทำให้เกิดไอออนบวก และ ลบ จึงเกิดแรงดึงดูดกัน ( แข็งแรง ) อะตอมโซเดียมต้องเสียอิเล็กตรอน 1 ตัวให้กับอะตอมของคลอรีน เพื่อเติมเต็มอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดให้กับคลอรีน
  • 25.
    ดังนั้นอะตอมจะเสียสภาพความเป็นกลาง และเรียกว่า “ไอออน ” - โซเดียมไอออนจะเป็นบวก , Na + - คลอรีนไอออนจะเป็นลบ , Cl - ดังนั้นจึงมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน เป็นพันธะไอออนิก ของโซเดียมคลอไรด์ ( NaCl )
  • 26.
    พันธะไอออนิก ของแมกนีเซียมคลอไรด์ ระหว่าง แมกนีเซียม Mg กับ คลอรีน Cl แมกนีเซียมจะต้องให้อิเล็กตรอนกับคลอรีน 2 อะตอม
  • 27.
    แมกนีเซียม 1 อะตอมให้อิเล็กตรอนกับคลอรีน 2 อะตอม MgCl2 : แมกนีเซียมคลอไรด์
  • 28.
  • 29.
    พันธะไอออนิก แรงดึงดูดระหว่างอะตอม : (F attractive ) (F attractive ) ={(-Z1 x e)(Z2 x e)}/(4 x π x  o x a 2 ) Z1 : จำนวนอิเล็กตรอนที่ให้ Z2 : จำนวนอิเล็กตรอนที่รับ e : ประจุ 1.60 x 10 -19 C a : รัศมีระหว่างไอออน
  • 30.
    พันธะโคเวเลนต์ ตัวอย่าง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ( มีเทน ) CH 4 - อะตอมคาร์บอนต้องการอิเล็กตรอนอีก 4 ตัว - อะตอมของไฮโดรเจนต้องการอิเล็กตรอนอีก 1 ตัว พันธะโควาเลนต์ : การใช้อิเล็กตรอนร่วมกันระหว่างอะตอมของธาตุอโลหะ
  • 31.
    พันธะโควาเลนต์เดี่ยว 4 พันธะ ของมีเทน
  • 32.
    พันธะโควาเลนต์คู่ 1 พันธะ ของออกซิเจน (O 2 ) คุณสมบัติ 1. มีจุดหลอมเหลวสูง ( ซิลิคอนไดออกไซด์ , ทราย ) 2. ไม่ละลายน้ำเนื่องจากไม่มีประจุ 3. ไม่นำไฟฟ้าเนื่องจากไม่มีไอออน , อิเล็กตรอนอิสระ 4. แข็ง ( เพชร )
  • 33.
    พันธะโลหะ การยึดกันของอะตอมในโลหะนั้นแตกต่างไปจาก พันธะไอออนิกและโควาเลนต์ อะตอมของโลหะยึดกันด้วย “ทะเลอิเล็กตรอน”
  • 34.
  • 35.
    อะตอมของโลหะให้อิเล็กตรอน 1 หรือมากกว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปยังขั้วบวก และสามารถถ่ายเทความร้อนด้วย
  • 36.
    2.2 พันธะที่ไม่แข็งแรง (Weak Bonding) พลังงานของพันธะต่ำ (4-42 kJ/mol ) แรงที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรงดึงดูดของขั้วไฟฟ้า (electric dipoles) ที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอม หรือโมเลกุล
  • 37.
    2.2.1 FluctuationDipole Bond เป็นพันธะที่อ่อนมากเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างอะตอมที่มีการกระจายของประจุอิเล็กตรอนที่ไม่ท่ากัน ทำให้เกิดขั้วไฟฟ้าขึ้น เช่นอะตอมของแก๊สเฉื่อย
  • 38.
    2.2.2 PermanentDipole Bond เป็นพันธะที่อ่อนมากมักเกิดขึ้นระหว่างโมเลกุล โควาเลนต์ ที่มี Permanent Dipoles , โดยทั่วไปโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุที่มีอิเล็กโตรเนกาวิตี้สูง และเป็น asymmetric molecule จะทำให้โมเลกุลนั้นมีขั้ว
  • 39.