การบริหารแบบมีส่วนร่วม
(Participative Management)
โดย. ผบก.ธีระ เบญจมโยธิน
สานักงานป้ องกันควบคุมโรคที่ 1 กรุงเทพฯ
การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management)
หมายถึง การบริหารโดยให้บุคคลในองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน
กระบวนการตัดสินใจ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญ ใน
การบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดจาก
การบริหารงาน
ความสาคัญของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม
1.) ก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในการปฏิบัติงานที่มุ่งหวัง
2.) กระบวนการตัดสินใจสามารถรองรับพฤติกรรมของบุคคลใน
องค์กรได้กว้างขวางและเกิดการยอมรับได้
3.) เป็นหลักการของการบริหารที่เป็นผลต่อการดาเนินการเชิง
วิเคราะห์ ซึ่งนาไปสู่การตัดสินใจได้
4.) ลดช่องว่างของระบบการสื่อสารในองค์กรและขจัดปัญหาความ
ขัดแย้งได้
หลักการในการบริหารแบบมีส่วนร่ วม
1) มีการจัดสรรหน้าที่และอานาจ ในการปฏิบัติงานให้กับ ผู้ปฏิบัติงาน คนใน
องค์กร หรือทีมงาน เพื่อต้องการให้มีทุกคนในองค์กรได้มีส่วนร่ วมใน
กระบวนการตัดสินใจ
2) การก่อให้เกิดสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างคนและองค์กรได้อย่างแท้จริง
และผลักดันให้คนในองค์กรได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการ
ตัดสินใจขององค์กร
3) รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในการทางาน
4) ทาให้ทุกคนในองค์กรต้องรวมตัวกันเป็นทีมงาน (Teamwork) เพื่อผนึกกาลังและ
ศักยภาพ ในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งการทางานลักษณะดังกล่าวนั้นจะ
เป็ นไปตามหลักการขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
ตัวแปรที่ทาให้ต้องบริหารแบบมีส่วนร่วม
1. ระบบสารสนเทศ
เป็นตัวแปรที่สาคัญ ทาให้บุคคลและองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงตัวอย่างเช่น องค์กรในปัจจุบัน
ต้องสามารถสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างมีคุณภาพและรวดเร็ว เป็นที่พึง
พอใจของผู้รับบริการ
2. กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีการบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ใน
มาตรา 76 กาหนดว่า
“ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกาหนดนโยบาย การ
ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งการ
ตรวจสอบการใช้อานาจรัฐทุกระดับ” นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมยังเป็นหนึ่งในหลัก 6
ประการ ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมือง และ
สังคมที่ดี พ.ศ. 2542 (Good Governance) อีกด้วย
3. การบริหารงานภาครัฐที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (Result BasedManagement)
คือ การบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันจะต้องสามารถวัดและตรวจสอบได้ว่างานที่ทาอยู่ในปัจจุบันนั้น
สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยการทางานแบบมีส่วนร่วมเป็นหลัก
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของบุคคลในองค์กร
1) แรงจูงใจ คือ สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น เพื่อก่อให้เกิดการกระทาของพลังในบุคคลส่งผลต่อ
การแสดงซึ่งพฤติกรรมและวิธีการในการทางานเพื่อบรรลุเป้ าหมายที่ต้องการ แรงจูงใจมี
ผลต่อกระบวนการทางานของคนในทิศทางแห่งประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลตาม
เป้ าหมายที่ต้องการ
2) ภาวะผู้นา มีผลต่อการมีส่วนร่วมขององค์กรหรือบุคคลในองค์กร ในการกาหนด
ทิศทางของกระบวนการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ การยอมรับ ความร่วมมือ และ
ความดึงดูดใจ คือ เหตุผลทางอารมณ์และอิทธิพลซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของผู้นาด้วย
แรงจูงใจ ภาวะผู้นา
ข้อเสนอแนะการนาวิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม ไปใช้ในการปฏิบัติจริง
1. การประชุมระดมความคิด (Brain Storming) และ การประชุมเชิงปฏิบัติการ
(Workshops)
2. การใช้กลุ่มงานเฉพาะกิจและคณะกรรมการ (Special Task Forces and
Committee)
3. การสร้างและสานวิสัยทัศน์ (Shared Vision )
4. การจัดเวทีประชาคมเพื่อแลกเปลี่ยนความเรียนรู้
5. การใช้ระบบข้อมูลและระบบรวมศูนย์ข้อมูล (Centralize)
6. การจัดระบบการสื่อสารที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล
A

A

  • 1.
    การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) โดย. ผบก.ธีระเบญจมโยธิน สานักงานป้ องกันควบคุมโรคที่ 1 กรุงเทพฯ
  • 2.
    การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) หมายถึงการบริหารโดยให้บุคคลในองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน กระบวนการตัดสินใจ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญ ใน การบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดจาก การบริหารงาน
  • 3.
    ความสาคัญของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม 1.) ก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในการปฏิบัติงานที่มุ่งหวัง 2.) กระบวนการตัดสินใจสามารถรองรับพฤติกรรมของบุคคลใน องค์กรได้กว้างขวางและเกิดการยอมรับได้ 3.)เป็นหลักการของการบริหารที่เป็นผลต่อการดาเนินการเชิง วิเคราะห์ ซึ่งนาไปสู่การตัดสินใจได้ 4.) ลดช่องว่างของระบบการสื่อสารในองค์กรและขจัดปัญหาความ ขัดแย้งได้
  • 4.
    หลักการในการบริหารแบบมีส่วนร่ วม 1) มีการจัดสรรหน้าที่และอานาจในการปฏิบัติงานให้กับ ผู้ปฏิบัติงาน คนใน องค์กร หรือทีมงาน เพื่อต้องการให้มีทุกคนในองค์กรได้มีส่วนร่ วมใน กระบวนการตัดสินใจ 2) การก่อให้เกิดสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างคนและองค์กรได้อย่างแท้จริง และผลักดันให้คนในองค์กรได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการ ตัดสินใจขององค์กร 3) รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นและลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในการทางาน 4) ทาให้ทุกคนในองค์กรต้องรวมตัวกันเป็นทีมงาน (Teamwork) เพื่อผนึกกาลังและ ศักยภาพ ในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งการทางานลักษณะดังกล่าวนั้นจะ เป็ นไปตามหลักการขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
  • 5.
    ตัวแปรที่ทาให้ต้องบริหารแบบมีส่วนร่วม 1. ระบบสารสนเทศ เป็นตัวแปรที่สาคัญ ทาให้บุคคลและองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงตัวอย่างเช่นองค์กรในปัจจุบัน ต้องสามารถสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างมีคุณภาพและรวดเร็ว เป็นที่พึง พอใจของผู้รับบริการ 2. กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีการบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ใน มาตรา 76 กาหนดว่า “ รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกาหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งการ ตรวจสอบการใช้อานาจรัฐทุกระดับ” นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมยังเป็นหนึ่งในหลัก 6 ประการ ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมือง และ สังคมที่ดี พ.ศ. 2542 (Good Governance) อีกด้วย 3. การบริหารงานภาครัฐที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (Result BasedManagement) คือ การบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันจะต้องสามารถวัดและตรวจสอบได้ว่างานที่ทาอยู่ในปัจจุบันนั้น สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยการทางานแบบมีส่วนร่วมเป็นหลัก
  • 6.
    ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของบุคคลในองค์กร 1) แรงจูงใจ คือสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น เพื่อก่อให้เกิดการกระทาของพลังในบุคคลส่งผลต่อ การแสดงซึ่งพฤติกรรมและวิธีการในการทางานเพื่อบรรลุเป้ าหมายที่ต้องการ แรงจูงใจมี ผลต่อกระบวนการทางานของคนในทิศทางแห่งประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลตาม เป้ าหมายที่ต้องการ 2) ภาวะผู้นา มีผลต่อการมีส่วนร่วมขององค์กรหรือบุคคลในองค์กร ในการกาหนด ทิศทางของกระบวนการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ การยอมรับ ความร่วมมือ และ ความดึงดูดใจ คือ เหตุผลทางอารมณ์และอิทธิพลซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของผู้นาด้วย แรงจูงใจ ภาวะผู้นา
  • 7.
    ข้อเสนอแนะการนาวิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม ไปใช้ในการปฏิบัติจริง 1. การประชุมระดมความคิด(Brain Storming) และ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshops) 2. การใช้กลุ่มงานเฉพาะกิจและคณะกรรมการ (Special Task Forces and Committee) 3. การสร้างและสานวิสัยทัศน์ (Shared Vision ) 4. การจัดเวทีประชาคมเพื่อแลกเปลี่ยนความเรียนรู้ 5. การใช้ระบบข้อมูลและระบบรวมศูนย์ข้อมูล (Centralize) 6. การจัดระบบการสื่อสารที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล