หัวข้อการเรียนรู้ที่ 5. งานตัดขึ้นรูปโลหะแผ่น
ขบวนการตัดขึ้นรูปโลหะแผ่น สามารถแบ่งออกได้หลายขบวนการตามชนิดของกรรมวิธีการ
ตัดและการนาไปใช้งานในขั้นตอนต่อไป ทุกขบวนการก็มีจุดประสงค์เดียวกันก็คือ การตัดชิ้นงานให้
ออกมาเป็นรูปร่างแบบต่างๆ และเกือบทุกขบวนการของการตัดขึ้นรูปนั้นจะใช้ทฤษฎีของการ
เปลี่ยนแปลงอย่างถาวร (Plastic deformation) และการแตกร้าวของโลหะ (fracture) เข้ามาใช้
อธิบายในขบวนการตัดเหล่านั้นได้ นอกจากนั้นสูตรที่ใช้สาหรับการคานวณหาแรงและงานที่ใช้ในการ
ขึ้นรูป ก็สามารถนาเข้ามาใช้ได้ ยกเว้นแต่ขบวนการตัดเรียบ (Shaving) เท่านั้นที่แตกต่างไปจาก
ขบวนการตัดขึ้นรูปแบบอื่นๆ
5.1 การตัดเฉือน (Shearing)
การตัดเฉือนเป็นขบวนการตัดวิธีหนึ่งเพื่อตัดชิ้นงานให้ขาดออกจากกัน ซึ่งลักษณะของ
การตัดนั้นจะต้องตัดให้ขาดเป็นเส้นตรง โดยชิ้นงานที่ถูกตัดด้วยวิธีนี้จะเรียกชิ้นงานว่าแผ่นชิ้นงาน
หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการนาไปใช้งาน การตัดเฉือนนี้ชิ้นงานจะถูกนาไปตัดบนเครื่องจักร
ที่เรียกว่า เครื่องตัดโลหะแผ่น (Square shears) ซึ่งเครื่องตัดโลหะแผ่นนี้อาจจะเป็นประเภทใช้มือ
โยก ใช้เท้าเหยียบ หรือใช้พลังงานอย่างอื่นเข้ามาช่วยในการสตัดก็ได้ ที่ตัวเครื่องจะมีแผ่นใบมีดขนาด
ยาวตั้งแต่ 50-2000 มิลลิเมตร อยู่ 2 อันทาหน้าที่เป็นตัวตัดชิ้นงานและมีเกจสาหรับวัดความยาว
ของชิ้นงานที่จะตัดอยู่บนตัวเครื่องด้วย เครื่องตัดโลหะแผ่นแบบนี้มีขีดจากัดอยู่อย่างหนึ่งคือ จะตัด
ชิ้นงานออกมาเป็นเส้นตรงๆ แต่เพียงอย่างเดียว
รูปที่ 4.44 แสดงลักษณะการตัดเฉือนโลหะ
5.2 การตัดขาด (Cut off)
การตัดขาดเป็นขบวนการตัดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจะต้องตัดตามเส้นที่ขีดเอาไว้และการตัดนั้น
ไม่จาเป็นต้องตัดเป็นเส้นตรงเสมอไป ซึ่งอาจจะตัดให้เป็นเส้นโค้ง เส้นตั้งฉาก หรือตามรูปทรงที่
ต้องการก็ได้ โดยชิ้นงานที่ได้จากการตัดโดยขบวนการนี้เรียกว่า แผ่นชิ้นงาน
การตัดขาดนั้นจะทาการตัดชิ้นงานบนดาย ดังนั้นขบวนการนี้จึงถือเป็นขบวนการขึ้นรูป
โดยการกดกระแทก ที่แท่งดายนั้นจะถูกทาเป็นลักษณะของเส้นคมตัดหนึ่งเส้น (one single – line
cut) เพื่อให้ได้แผ่นชิ้นงาน 1 แผ่นต่อการตัดหนึ่งสโตก (stroke) หรืออาจจะทาเส้นคมตัดสองเส้นที่
เหมือนกัน (two identical single-line cuts) เพื่อตัดแผ่นชิ้นงานให้ได้สองแผ่นต่อการตัดหนึ่งส
โตก หรืออาจจะทาการตัดแผ่นชิ้นงานให้ได้หลายๆ แผ่นต่อการตัดหนึ่งสโตก โดยการเพิ่มเส้นคมตัด
ให้มาก
รูปที่ 4.45 แสดงลักษณะการตัดขาด
5.3 การตัดเศษโลหะออก (Parting)
การตัดเศษโลหะออกเป็นขบวนการที่ทาการตัดโดยการใช้ขอบเส้นคมตัดสองเส้นบน
แท่งพั้นช์ (Punch) และแท่งดาย (Die) เพื่อตัดแผ่นชิ้นงานออกมาหนึ่งแผ่น และขบวนการนี้เป็นการ
ขึ้นรูปโดยการกด กระแทก
รูปที่ 4.46 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะออก
5.4 การตัดแผ่นชิ้นงานออก (Blanking)
การตัดแผ่นชิ้นงานออกเป็นขบวนการตัดชิ้นงานอีกวิธีหนึ่ง โดยจะตัดโลหะแผ่นย่อย
ออกเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ จะสังเกตเห็นว่าขณะที่มีการตัดนั้นจะมีแผ่นชิ้นงานหลุดออกมา แต่
เศษโลหะที่เกิดจากการตัดยังไม่หลุดออกยังคงเป็นโลหะแผ่นย่อยซึ่งมีรูอยู่ตรงกลางมากมาย เศษ
โลหะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการตัดชิ้นงานได้ถูกดาเนินการไปจนกระทั่งหมดตามความยาวของโลหะ
แผ่นย่อยนั้น
รูปที่ 4.47 แสดงลักษณะการตัดแผ่น
5.5 การตัดรู (Punching)
เป็นการตัดแผ่นชิ้นงานให้เป็นรูบนงานที่ผลิตเสร็จแล้วขนาดของรูที่ต้องการตัดนั้นไม่จาเป็นต้องมี
ขนาดใหญ่เท่ากันทุกรู จะตัดรูกลมหรือรูสี่เหลี่ยมก็ได้ ซึ่งเป็นการตัดรูโดยการใช้แท่งพั้นช์ (Punch) และ
แท่งดาย (die) รูที่ได้รับออกมาจะเรียบแต่เศษโลหะที่หลุดออกมามันจะใช้ไม่ได้ เพราะเกิดการบิดงอ
เนื่องจากแรงกดในการตัด
รูปที่ 4.48 แสดงลักษณะการตัดรู
5.6 การตัดรูเป็นรูยาว (Slotting)
การตัดรูเป็นรูยาวและขบวนการตัดรูจะที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่มีข้อแตกต่างกัน
คือ ขบวนการตัดรูเป็นรูยาวนั้นจะใช้ตัดรูที่เป็นรูกลมยาวหรือรูสี่เหลี่ยมยาว โดยจะตัดที่แผ่นชิ้นงาน
หรือที่ชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งขบวนการนี้ถือว่าเป็นขบวนการขึ้นรูปโดยการกดกระแทก เช่นเดียวกัน
รูปที่ 4.49 แสดงลักษณะการตัดรูเป็นรูยาว
5.7 การตัดรูเป็นกลุ่ม (Perforating)
การตัดรูเป็นกลุ่มนั้นจะประกอบไปด้วยการตัดรูเป็นกลุ่ม โดยขบวนการตัดรูและ
ขบวนการตัดรูเป็นรูยาวรวมกัน รูนั้นอาจจะตัดพร้อมกันทีเดียวหรืออาจจะตัดเป็นขั้นตอนไปก็
ได้ โดยปกติแผ่นชิ้นงานที่นามาตัดรูด้วยขบวนการนี้ต้องการมีตาแหน่งของรูที่ตัดเป็นระยะห่างเท่าๆ
กันและการตัดรูต้องทาในดายเท่านั้น
รูปที่ 4.50 การตัดรูเป็นกลุ่ม
5.8 การตัดขอบ (Notching)
การตัดขอบเป็นขบวนการตัดชิ้นงานด้วยแท่งพั้นช์ (Punch) และแท่งดาย (Die) ซึ่งแท่ง
พั้นช์ (Punch) จะทาหน้าที่ตัดชิ้นงานตรงขอบของชิ้นงานเท่านั้น ซึ่งจะทาการตัดเศษโลหะให้หลุดออก
จากขอบของโลหะแผ่นย่อย และบางทีก็นาไปใช้ตัดขอบของชิ้นงานด้วยนอกจากนี้ยังมีการตัดบากขอบ
ชิ้นงานส่วนที่ไม่ต้องการออกก่อนนาชิ้นงานไปขึ้นรูป เพื่อไม่ให้เกิดรอยฉีกขาดตรงบริเวณขอบงาน
ขอบงานผลิตภัณฑ์มีความสวยงาม และปลอดภัยต่อการในการใช้งาน ซึ่งมีวิธีการบากได้หลาย
ลักษณะ เช่น บากรูปตัววีสองข้าง บากรูปตัววีข้างเดียว บากตัดมุมฉาก ตัดตรง ตัดขอบเป็นรูป
สามเหลี่ยม เป็นต้น
รูปที่ 4.51 แสดงลักษณะการตัดขอบ
5.9 การตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย (Semi-Notching)
การตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย มีจุดประสงค์เหมือนกับขบวนการตัดขอบ จะ
แตกต่างตรงที่แทนที่จะเป็นการตัดขอบของชิ้นงาน แต่มาตัดตรงส่วนกลางโลหะแผ่นย่อยให้เป็นรู
ตามที่ได้ออกแบบไว้ ชิ้นส่วนที่หลุดออกจากการตัดจะเป็นเศษโลหะ ก็เพื่อประโยชน์ในการนาไปเข้า
ขบวนการลากขึ้นรูปหรือดัดขึ้นรูปต่อไป ขบวนการตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย เป็น
ขบวนการตัดชิ้นงานแบบต่อเนื่องบนดายและถือว่าเป็นขบวนการขึ้นรูปโดยการกด กระแทกด้วย
รูปที่ 4.52 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย
5.10 การตัดบางส่วน (Lancing)
เป็นการตัดชิ้นงานที่ชิ้นงานจะไม่ขาดออกจากกัน โดยจะตัดให้เกิดเส้นคมตัดที่ขอบของ
ชิ้นงานสองเส้นเพื่อประโยชน์นาไปเข้าขบวนการอื่นต่อไป การทาการตัดบางส่วนนั้นจะต้องทาในดาย
แบบต่อเนื่อง (Progressive Die) เท่านั้น เมื่อชิ้นงานถูกตัดบางส่วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทาการ
งอขึ้นรูปหรือลากขึ้นรูปชิ้นงานนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าชิ้นงานที่ถูกตัดด้วยขบวนการตัดบางส่วนนั้นจะไม่มี
เศษโลหะเกิดขึ้นจากการตัดเลย
รูปที่ 4.53 แสดงลักษณะการตัดบางส่วน
5.11 การตัดเศษโลหะออกและการตัดขาด (Parting and Cutoff)
เมื่อต้องการที่จะแยกชิ้นส่วนของชิ้นส่วนที่ติดกันให้ขาดออกจากกัน จาเป็นที่จะต้องใช้
ขบวนการที่เรียกว่า การตัดเศษโลหะออก (Parting) หรือการตัดออก (Cut off)
รูปที่ 4.54 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะออก
5.12 การตัดขลิบริม (Trimming)
การลากขึ้นรูปโลหะแผ่นมีจุดประสงค์เพื่อทาถ้วย (Cup) กันชนรถยนต์ (fenders)
หลังคา คลุมหน้าหม้อรถยนต์ (hoods) หรือถังแก็ส (gas tanks) โดยจะต้องยึดขอบนอกของชิ้นงาน
เอาไว้ การยึดขอบนอกของชิ้นงานนี้ จะทาให้การไหลตัวของโลหะในดาย (Die) เป็นไปได้ช้า ซึ่งจะมี
ผลดีต่อการขึ้นรูปและยังเป็นการป้องกันการเกิดรอยย่น (wrinkle) ของชิ้นงานอีกด้วย ดังนั้นบริเวณ
ส่วนขอบของชิ้นงานที่ถูกยึดจะเป็นรอยย่นและขรุขระ ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายได้ ซึ่งขอบชิ้นงาน
ส่วนที่เสียเป็นส่วนของโลหะที่เผื่อเอาไว้ไม่ได้มีผลต่อชิ้นงานแต่อย่างใด ดังนั้นหลังจากทาการลากขึ้น
รูปแล้วจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนาโลหะส่วนที่เกินออก
รูปที่ 4.55 แสดงลักษณะการตัดขลิบริม
5.13 การตัดขลิบริมตามแนวนอน (Horizontal Trimming)
การขลิบริมที่ถูกกระทาในแนวนอน (Horizontal plane) คือกระทาแนวเดียวกับฐาน
ของชิ้นงานจะเรียกการกระทาแบบนี้ว่าการตัดขลิบริมตามแนวนอน (Horizontal Trimming) การตัด
ขลิบริมโดยใช้ขบวนการนี้จะใช้ในกรณีที่ชิ้นงานนั้นถูกดัดงอหรือลากขึ้นรูปมา แต่ไม่ได้เป็นรูปทรง
ตามที่ต้องการ เช่นมีขนาดยาวเกินไปหรือผิวที่ปากไม่เรียบ
รูปที่ 4.56 แสดงลักษณะการตัดขลิบริมตามแนวนอน
5.14 การแยกซอย (Slitting)
โรงงานรีดโลหะแผ่น (Steel mill) โดยทั่วไปจะผลิตโลหะแผ่นออกมาเป็นม้วนๆ (Sheet
metal coil) ม้วนโลหะม้วนหนึ่งๆ จะมีความกว้างประมาณ 1270 ถึง 2030 มิลลิเมตร ขนาดความ
กว้างของโลหะแผ่นดังกล่าวนี้ อาจจะนาไปใช้งานกับดายบางขนาดได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่
แล้วม้วนโลหะที่มีขนาดดังกล่าวนั้นจะถูกนาไปแบ่งซอยให้มีขนาดความกว้างลดน้อยลงแต่ความยาว
ยังคงเดิม วิธีการที่เราแบ่งซอยม้วนโลหะแผ่นที่มีความกว้างมากๆ ออกเป็นม้วนโลหะแผ่นที่มีความ
กว้างลดน้อยลงนั้นเรียกว่า การแยกซอย (Slitting) การทาการแยกซอยทาได้โดยการใช้เครื่องจักรที่
เหมาะกับงานนี้โดยเฉพาะ (Special machine) การแยกซอยไม่ใช่ขบวนการขึ้นรูปโดยการกดก
กระแทก
รูปที่ 4.57แสดงลักษณะการแยกซอย
5.15 การตัดเรียบ (Shaving)
การตัดเรียบ (Shaving) นั้นเป็นวิธีการตัดพื้นฐานที่ใช้สาหรับงานตัดโลหะแผ่น โดย
ขบวนการนี้จะตัดเอาขอบชิ้นงานที่เกิดจากการแตกร้าวของขบวนการอื่นออกไปหมด รอยที่เกิดจาก
การตัดจะเรียบ การตัดเจาะรูโดยการใช้แท่งพั้นช์ (Punch) ซึ่งสามารถเรียกว่า เป็นการตัดเรียบได้
เหมือนกัน ถ้าช่องว่าง (Clearance) ระหว่างขอบคมตัดของใบมีดทั้งสองนั้นเป็นศูนย์ ดังนั้นความ
แข็งแรงและความถูกต้องของศูนย์กลาง (alignment) ระหว่างแท่งพั้นช์ (Punch) และแท่งดาย (Die)
ถือเป็นสิ่งสาคัญมาก
รูปที่ 4.58 แสดงลักษณะการตัดเรียบ
5.16 การตัดโลหะแผ่นด้วยกรรไกร
เป็นการตัดที่เหมาะสาหรับงานตัดโลหะแผ่นบางๆ ที่มีความแข็งไม่มาก เช่น แผ่นเหล็ก
อาบสังกะสี แผ่นอลูมิเนียม และเหล็กแผ่นดา เป็นต้น การเลือกใช้กรรไกรสาหรับงานตัดให้คานึง
ความหนา ความแข็งของวัสดุเป็นหลัก ซึ่งการเลือกใช้กรรไกรแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับ
ลักษณะงาน โดยการตัดด้วยกรรไกรเป็นการตัดเฉือน จะอาศัยแรงกดที่ด้ามเพื่อให้คมปากของกรรไกร
ทั้งสองด้านเฉือนตัดโลหะให้แยกขาดออกจากกัน กรรไกรเพื่อตัดงานมี 2 ลักษณะ คือ งานตัดตรง
และงานตัดโค้ง การตัดชิ้นงานแนวยาว ๆ ให้ขาดออกจากกัน ให้สอดแผ่นโลหะเข้าไปในปาก ของ
กรรไกรให้ลึกมากที่สุด และไม่ควรกดตัดจนสิ้นสุดขอบโลหะ ให้เหลือพื้นที่เพื่อกดตัดให้ต่อเนื่อง เพื่อ
ป้องกันถอยย่นและฉีกขาด สาหรับการตัดบากมุมของชิ้นงานเพื่อพับตะเข็บ ควรใช้ปลายของกรรไกร
สอดให้ขนาดเท่ากับแนวตัด กดมุมให้พอดีกับมุมบากขอบงาน
ข้อควรระวังในการตัดด้วยกรรไกร ไม่ควรตัดโลหะแผ่นที่มีความหนามาก เพราะจะ
เป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน คมตัดเยิน จุดหมุนสึกหรอ กรรไกรชารุดง่าย
รูปที่ 4.59 แสดงลักษณะการตัดโลหะแผ่นด้วยกรรไกร
5.17 การตัดโลหะแผ่นด้วยเครื่องจักร
เป็นการตัดโลหะแผ่นที่ทาได้สะดวก และรวดเร็วสามารถตัดชิ้นงานหนา และมีจานวน
มากได้ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรตัดงานผลิตเชิงการค้า และอุตสาหกรรม การตัดด้วยเครื่องตัด
อัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติงานต้องศึกษาคู่มือการใช้งานเครื่องตัดแต่ละรุ่นก่อนลงปฏิบัติงาน เครื่องตัดรุ่นใหม่
จะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีความเที่ยงตรง ตัดงานได้หลายแบบขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของ
เครื่องจักรเครื่องนั้น ๆ
รูปที่ 4.60 แสดงลักษณะการตัดโลหะแผ่นด้วยเครื่องจักร
รูปที่ 4.61 แสดงลักษณะเครื่องตัดไฮดรอลิกส์

405

  • 1.
    หัวข้อการเรียนรู้ที่ 5. งานตัดขึ้นรูปโลหะแผ่น ขบวนการตัดขึ้นรูปโลหะแผ่นสามารถแบ่งออกได้หลายขบวนการตามชนิดของกรรมวิธีการ ตัดและการนาไปใช้งานในขั้นตอนต่อไป ทุกขบวนการก็มีจุดประสงค์เดียวกันก็คือ การตัดชิ้นงานให้ ออกมาเป็นรูปร่างแบบต่างๆ และเกือบทุกขบวนการของการตัดขึ้นรูปนั้นจะใช้ทฤษฎีของการ เปลี่ยนแปลงอย่างถาวร (Plastic deformation) และการแตกร้าวของโลหะ (fracture) เข้ามาใช้ อธิบายในขบวนการตัดเหล่านั้นได้ นอกจากนั้นสูตรที่ใช้สาหรับการคานวณหาแรงและงานที่ใช้ในการ ขึ้นรูป ก็สามารถนาเข้ามาใช้ได้ ยกเว้นแต่ขบวนการตัดเรียบ (Shaving) เท่านั้นที่แตกต่างไปจาก ขบวนการตัดขึ้นรูปแบบอื่นๆ 5.1 การตัดเฉือน (Shearing) การตัดเฉือนเป็นขบวนการตัดวิธีหนึ่งเพื่อตัดชิ้นงานให้ขาดออกจากกัน ซึ่งลักษณะของ การตัดนั้นจะต้องตัดให้ขาดเป็นเส้นตรง โดยชิ้นงานที่ถูกตัดด้วยวิธีนี้จะเรียกชิ้นงานว่าแผ่นชิ้นงาน หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการนาไปใช้งาน การตัดเฉือนนี้ชิ้นงานจะถูกนาไปตัดบนเครื่องจักร ที่เรียกว่า เครื่องตัดโลหะแผ่น (Square shears) ซึ่งเครื่องตัดโลหะแผ่นนี้อาจจะเป็นประเภทใช้มือ โยก ใช้เท้าเหยียบ หรือใช้พลังงานอย่างอื่นเข้ามาช่วยในการสตัดก็ได้ ที่ตัวเครื่องจะมีแผ่นใบมีดขนาด ยาวตั้งแต่ 50-2000 มิลลิเมตร อยู่ 2 อันทาหน้าที่เป็นตัวตัดชิ้นงานและมีเกจสาหรับวัดความยาว ของชิ้นงานที่จะตัดอยู่บนตัวเครื่องด้วย เครื่องตัดโลหะแผ่นแบบนี้มีขีดจากัดอยู่อย่างหนึ่งคือ จะตัด ชิ้นงานออกมาเป็นเส้นตรงๆ แต่เพียงอย่างเดียว รูปที่ 4.44 แสดงลักษณะการตัดเฉือนโลหะ
  • 2.
    5.2 การตัดขาด (Cutoff) การตัดขาดเป็นขบวนการตัดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจะต้องตัดตามเส้นที่ขีดเอาไว้และการตัดนั้น ไม่จาเป็นต้องตัดเป็นเส้นตรงเสมอไป ซึ่งอาจจะตัดให้เป็นเส้นโค้ง เส้นตั้งฉาก หรือตามรูปทรงที่ ต้องการก็ได้ โดยชิ้นงานที่ได้จากการตัดโดยขบวนการนี้เรียกว่า แผ่นชิ้นงาน การตัดขาดนั้นจะทาการตัดชิ้นงานบนดาย ดังนั้นขบวนการนี้จึงถือเป็นขบวนการขึ้นรูป โดยการกดกระแทก ที่แท่งดายนั้นจะถูกทาเป็นลักษณะของเส้นคมตัดหนึ่งเส้น (one single – line cut) เพื่อให้ได้แผ่นชิ้นงาน 1 แผ่นต่อการตัดหนึ่งสโตก (stroke) หรืออาจจะทาเส้นคมตัดสองเส้นที่ เหมือนกัน (two identical single-line cuts) เพื่อตัดแผ่นชิ้นงานให้ได้สองแผ่นต่อการตัดหนึ่งส โตก หรืออาจจะทาการตัดแผ่นชิ้นงานให้ได้หลายๆ แผ่นต่อการตัดหนึ่งสโตก โดยการเพิ่มเส้นคมตัด ให้มาก รูปที่ 4.45 แสดงลักษณะการตัดขาด 5.3 การตัดเศษโลหะออก (Parting) การตัดเศษโลหะออกเป็นขบวนการที่ทาการตัดโดยการใช้ขอบเส้นคมตัดสองเส้นบน แท่งพั้นช์ (Punch) และแท่งดาย (Die) เพื่อตัดแผ่นชิ้นงานออกมาหนึ่งแผ่น และขบวนการนี้เป็นการ ขึ้นรูปโดยการกด กระแทก รูปที่ 4.46 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะออก
  • 3.
    5.4 การตัดแผ่นชิ้นงานออก (Blanking) การตัดแผ่นชิ้นงานออกเป็นขบวนการตัดชิ้นงานอีกวิธีหนึ่งโดยจะตัดโลหะแผ่นย่อย ออกเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ จะสังเกตเห็นว่าขณะที่มีการตัดนั้นจะมีแผ่นชิ้นงานหลุดออกมา แต่ เศษโลหะที่เกิดจากการตัดยังไม่หลุดออกยังคงเป็นโลหะแผ่นย่อยซึ่งมีรูอยู่ตรงกลางมากมาย เศษ โลหะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการตัดชิ้นงานได้ถูกดาเนินการไปจนกระทั่งหมดตามความยาวของโลหะ แผ่นย่อยนั้น รูปที่ 4.47 แสดงลักษณะการตัดแผ่น 5.5 การตัดรู (Punching) เป็นการตัดแผ่นชิ้นงานให้เป็นรูบนงานที่ผลิตเสร็จแล้วขนาดของรูที่ต้องการตัดนั้นไม่จาเป็นต้องมี ขนาดใหญ่เท่ากันทุกรู จะตัดรูกลมหรือรูสี่เหลี่ยมก็ได้ ซึ่งเป็นการตัดรูโดยการใช้แท่งพั้นช์ (Punch) และ แท่งดาย (die) รูที่ได้รับออกมาจะเรียบแต่เศษโลหะที่หลุดออกมามันจะใช้ไม่ได้ เพราะเกิดการบิดงอ เนื่องจากแรงกดในการตัด รูปที่ 4.48 แสดงลักษณะการตัดรู
  • 4.
    5.6 การตัดรูเป็นรูยาว (Slotting) การตัดรูเป็นรูยาวและขบวนการตัดรูจะที่มีลักษณะคล้ายๆกัน แต่มีข้อแตกต่างกัน คือ ขบวนการตัดรูเป็นรูยาวนั้นจะใช้ตัดรูที่เป็นรูกลมยาวหรือรูสี่เหลี่ยมยาว โดยจะตัดที่แผ่นชิ้นงาน หรือที่ชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งขบวนการนี้ถือว่าเป็นขบวนการขึ้นรูปโดยการกดกระแทก เช่นเดียวกัน รูปที่ 4.49 แสดงลักษณะการตัดรูเป็นรูยาว 5.7 การตัดรูเป็นกลุ่ม (Perforating) การตัดรูเป็นกลุ่มนั้นจะประกอบไปด้วยการตัดรูเป็นกลุ่ม โดยขบวนการตัดรูและ ขบวนการตัดรูเป็นรูยาวรวมกัน รูนั้นอาจจะตัดพร้อมกันทีเดียวหรืออาจจะตัดเป็นขั้นตอนไปก็ ได้ โดยปกติแผ่นชิ้นงานที่นามาตัดรูด้วยขบวนการนี้ต้องการมีตาแหน่งของรูที่ตัดเป็นระยะห่างเท่าๆ กันและการตัดรูต้องทาในดายเท่านั้น รูปที่ 4.50 การตัดรูเป็นกลุ่ม
  • 5.
    5.8 การตัดขอบ (Notching) การตัดขอบเป็นขบวนการตัดชิ้นงานด้วยแท่งพั้นช์(Punch) และแท่งดาย (Die) ซึ่งแท่ง พั้นช์ (Punch) จะทาหน้าที่ตัดชิ้นงานตรงขอบของชิ้นงานเท่านั้น ซึ่งจะทาการตัดเศษโลหะให้หลุดออก จากขอบของโลหะแผ่นย่อย และบางทีก็นาไปใช้ตัดขอบของชิ้นงานด้วยนอกจากนี้ยังมีการตัดบากขอบ ชิ้นงานส่วนที่ไม่ต้องการออกก่อนนาชิ้นงานไปขึ้นรูป เพื่อไม่ให้เกิดรอยฉีกขาดตรงบริเวณขอบงาน ขอบงานผลิตภัณฑ์มีความสวยงาม และปลอดภัยต่อการในการใช้งาน ซึ่งมีวิธีการบากได้หลาย ลักษณะ เช่น บากรูปตัววีสองข้าง บากรูปตัววีข้างเดียว บากตัดมุมฉาก ตัดตรง ตัดขอบเป็นรูป สามเหลี่ยม เป็นต้น รูปที่ 4.51 แสดงลักษณะการตัดขอบ 5.9 การตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย (Semi-Notching) การตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย มีจุดประสงค์เหมือนกับขบวนการตัดขอบ จะ แตกต่างตรงที่แทนที่จะเป็นการตัดขอบของชิ้นงาน แต่มาตัดตรงส่วนกลางโลหะแผ่นย่อยให้เป็นรู ตามที่ได้ออกแบบไว้ ชิ้นส่วนที่หลุดออกจากการตัดจะเป็นเศษโลหะ ก็เพื่อประโยชน์ในการนาไปเข้า ขบวนการลากขึ้นรูปหรือดัดขึ้นรูปต่อไป ขบวนการตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย เป็น ขบวนการตัดชิ้นงานแบบต่อเนื่องบนดายและถือว่าเป็นขบวนการขึ้นรูปโดยการกด กระแทกด้วย รูปที่ 4.52 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะตรงกลางโลหะแผ่นย่อย
  • 6.
    5.10 การตัดบางส่วน (Lancing) เป็นการตัดชิ้นงานที่ชิ้นงานจะไม่ขาดออกจากกันโดยจะตัดให้เกิดเส้นคมตัดที่ขอบของ ชิ้นงานสองเส้นเพื่อประโยชน์นาไปเข้าขบวนการอื่นต่อไป การทาการตัดบางส่วนนั้นจะต้องทาในดาย แบบต่อเนื่อง (Progressive Die) เท่านั้น เมื่อชิ้นงานถูกตัดบางส่วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการทาการ งอขึ้นรูปหรือลากขึ้นรูปชิ้นงานนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าชิ้นงานที่ถูกตัดด้วยขบวนการตัดบางส่วนนั้นจะไม่มี เศษโลหะเกิดขึ้นจากการตัดเลย รูปที่ 4.53 แสดงลักษณะการตัดบางส่วน 5.11 การตัดเศษโลหะออกและการตัดขาด (Parting and Cutoff) เมื่อต้องการที่จะแยกชิ้นส่วนของชิ้นส่วนที่ติดกันให้ขาดออกจากกัน จาเป็นที่จะต้องใช้ ขบวนการที่เรียกว่า การตัดเศษโลหะออก (Parting) หรือการตัดออก (Cut off) รูปที่ 4.54 แสดงลักษณะการตัดเศษโลหะออก
  • 7.
    5.12 การตัดขลิบริม (Trimming) การลากขึ้นรูปโลหะแผ่นมีจุดประสงค์เพื่อทาถ้วย(Cup) กันชนรถยนต์ (fenders) หลังคา คลุมหน้าหม้อรถยนต์ (hoods) หรือถังแก็ส (gas tanks) โดยจะต้องยึดขอบนอกของชิ้นงาน เอาไว้ การยึดขอบนอกของชิ้นงานนี้ จะทาให้การไหลตัวของโลหะในดาย (Die) เป็นไปได้ช้า ซึ่งจะมี ผลดีต่อการขึ้นรูปและยังเป็นการป้องกันการเกิดรอยย่น (wrinkle) ของชิ้นงานอีกด้วย ดังนั้นบริเวณ ส่วนขอบของชิ้นงานที่ถูกยึดจะเป็นรอยย่นและขรุขระ ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายได้ ซึ่งขอบชิ้นงาน ส่วนที่เสียเป็นส่วนของโลหะที่เผื่อเอาไว้ไม่ได้มีผลต่อชิ้นงานแต่อย่างใด ดังนั้นหลังจากทาการลากขึ้น รูปแล้วจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนาโลหะส่วนที่เกินออก รูปที่ 4.55 แสดงลักษณะการตัดขลิบริม 5.13 การตัดขลิบริมตามแนวนอน (Horizontal Trimming) การขลิบริมที่ถูกกระทาในแนวนอน (Horizontal plane) คือกระทาแนวเดียวกับฐาน ของชิ้นงานจะเรียกการกระทาแบบนี้ว่าการตัดขลิบริมตามแนวนอน (Horizontal Trimming) การตัด ขลิบริมโดยใช้ขบวนการนี้จะใช้ในกรณีที่ชิ้นงานนั้นถูกดัดงอหรือลากขึ้นรูปมา แต่ไม่ได้เป็นรูปทรง ตามที่ต้องการ เช่นมีขนาดยาวเกินไปหรือผิวที่ปากไม่เรียบ รูปที่ 4.56 แสดงลักษณะการตัดขลิบริมตามแนวนอน
  • 8.
    5.14 การแยกซอย (Slitting) โรงงานรีดโลหะแผ่น(Steel mill) โดยทั่วไปจะผลิตโลหะแผ่นออกมาเป็นม้วนๆ (Sheet metal coil) ม้วนโลหะม้วนหนึ่งๆ จะมีความกว้างประมาณ 1270 ถึง 2030 มิลลิเมตร ขนาดความ กว้างของโลหะแผ่นดังกล่าวนี้ อาจจะนาไปใช้งานกับดายบางขนาดได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ แล้วม้วนโลหะที่มีขนาดดังกล่าวนั้นจะถูกนาไปแบ่งซอยให้มีขนาดความกว้างลดน้อยลงแต่ความยาว ยังคงเดิม วิธีการที่เราแบ่งซอยม้วนโลหะแผ่นที่มีความกว้างมากๆ ออกเป็นม้วนโลหะแผ่นที่มีความ กว้างลดน้อยลงนั้นเรียกว่า การแยกซอย (Slitting) การทาการแยกซอยทาได้โดยการใช้เครื่องจักรที่ เหมาะกับงานนี้โดยเฉพาะ (Special machine) การแยกซอยไม่ใช่ขบวนการขึ้นรูปโดยการกดก กระแทก รูปที่ 4.57แสดงลักษณะการแยกซอย 5.15 การตัดเรียบ (Shaving) การตัดเรียบ (Shaving) นั้นเป็นวิธีการตัดพื้นฐานที่ใช้สาหรับงานตัดโลหะแผ่น โดย ขบวนการนี้จะตัดเอาขอบชิ้นงานที่เกิดจากการแตกร้าวของขบวนการอื่นออกไปหมด รอยที่เกิดจาก การตัดจะเรียบ การตัดเจาะรูโดยการใช้แท่งพั้นช์ (Punch) ซึ่งสามารถเรียกว่า เป็นการตัดเรียบได้ เหมือนกัน ถ้าช่องว่าง (Clearance) ระหว่างขอบคมตัดของใบมีดทั้งสองนั้นเป็นศูนย์ ดังนั้นความ แข็งแรงและความถูกต้องของศูนย์กลาง (alignment) ระหว่างแท่งพั้นช์ (Punch) และแท่งดาย (Die) ถือเป็นสิ่งสาคัญมาก รูปที่ 4.58 แสดงลักษณะการตัดเรียบ
  • 9.
    5.16 การตัดโลหะแผ่นด้วยกรรไกร เป็นการตัดที่เหมาะสาหรับงานตัดโลหะแผ่นบางๆ ที่มีความแข็งไม่มากเช่น แผ่นเหล็ก อาบสังกะสี แผ่นอลูมิเนียม และเหล็กแผ่นดา เป็นต้น การเลือกใช้กรรไกรสาหรับงานตัดให้คานึง ความหนา ความแข็งของวัสดุเป็นหลัก ซึ่งการเลือกใช้กรรไกรแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับ ลักษณะงาน โดยการตัดด้วยกรรไกรเป็นการตัดเฉือน จะอาศัยแรงกดที่ด้ามเพื่อให้คมปากของกรรไกร ทั้งสองด้านเฉือนตัดโลหะให้แยกขาดออกจากกัน กรรไกรเพื่อตัดงานมี 2 ลักษณะ คือ งานตัดตรง และงานตัดโค้ง การตัดชิ้นงานแนวยาว ๆ ให้ขาดออกจากกัน ให้สอดแผ่นโลหะเข้าไปในปาก ของ กรรไกรให้ลึกมากที่สุด และไม่ควรกดตัดจนสิ้นสุดขอบโลหะ ให้เหลือพื้นที่เพื่อกดตัดให้ต่อเนื่อง เพื่อ ป้องกันถอยย่นและฉีกขาด สาหรับการตัดบากมุมของชิ้นงานเพื่อพับตะเข็บ ควรใช้ปลายของกรรไกร สอดให้ขนาดเท่ากับแนวตัด กดมุมให้พอดีกับมุมบากขอบงาน ข้อควรระวังในการตัดด้วยกรรไกร ไม่ควรตัดโลหะแผ่นที่มีความหนามาก เพราะจะ เป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน คมตัดเยิน จุดหมุนสึกหรอ กรรไกรชารุดง่าย รูปที่ 4.59 แสดงลักษณะการตัดโลหะแผ่นด้วยกรรไกร 5.17 การตัดโลหะแผ่นด้วยเครื่องจักร เป็นการตัดโลหะแผ่นที่ทาได้สะดวก และรวดเร็วสามารถตัดชิ้นงานหนา และมีจานวน มากได้ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรตัดงานผลิตเชิงการค้า และอุตสาหกรรม การตัดด้วยเครื่องตัด อัตโนมัติ ผู้ปฏิบัติงานต้องศึกษาคู่มือการใช้งานเครื่องตัดแต่ละรุ่นก่อนลงปฏิบัติงาน เครื่องตัดรุ่นใหม่ จะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีความเที่ยงตรง ตัดงานได้หลายแบบขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของ เครื่องจักรเครื่องนั้น ๆ
  • 10.