Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
ปเ
Uploaded by
ประพันธ์ เวารัมย์
13,624 views
เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวด c
เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวด c
Education
◦
Read more
9
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 98 times
1
/ 89
2
/ 89
3
/ 89
4
/ 89
5
/ 89
6
/ 89
7
/ 89
8
/ 89
9
/ 89
10
/ 89
11
/ 89
Most read
12
/ 89
13
/ 89
14
/ 89
15
/ 89
16
/ 89
17
/ 89
18
/ 89
19
/ 89
20
/ 89
21
/ 89
22
/ 89
23
/ 89
24
/ 89
25
/ 89
26
/ 89
27
/ 89
28
/ 89
29
/ 89
30
/ 89
31
/ 89
Most read
32
/ 89
Most read
33
/ 89
34
/ 89
35
/ 89
36
/ 89
37
/ 89
38
/ 89
39
/ 89
40
/ 89
41
/ 89
42
/ 89
43
/ 89
44
/ 89
45
/ 89
46
/ 89
47
/ 89
48
/ 89
49
/ 89
50
/ 89
51
/ 89
52
/ 89
53
/ 89
54
/ 89
55
/ 89
56
/ 89
57
/ 89
58
/ 89
59
/ 89
60
/ 89
61
/ 89
62
/ 89
63
/ 89
64
/ 89
65
/ 89
66
/ 89
67
/ 89
68
/ 89
69
/ 89
70
/ 89
71
/ 89
72
/ 89
73
/ 89
74
/ 89
75
/ 89
76
/ 89
77
/ 89
78
/ 89
79
/ 89
80
/ 89
81
/ 89
82
/ 89
83
/ 89
84
/ 89
85
/ 89
86
/ 89
87
/ 89
88
/ 89
89
/ 89
More Related Content
PDF
9 pert
by
pop Jaturong
PDF
สถิติ
by
Ritthinarongron School
PPTX
ระเบียบวิธีวิจัย
by
Kero On Sweet
PPT
ทฤษฎีทางการบริหาร
by
Prapaporn Boonplord
DOC
ทฤษฎีระบบ
by
Mint Kwanmaneekul
PDF
ทฤษฏีภาวะผู้นำและภาวะผู้นำทางวิชาการ
by
Twatchai Tangutairuang
PPTX
ประเด็นที่ 9 การเขียนสรุปและอภิปรายผล
by
chaiya kesarat
PDF
การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
by
วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง
9 pert
by
pop Jaturong
สถิติ
by
Ritthinarongron School
ระเบียบวิธีวิจัย
by
Kero On Sweet
ทฤษฎีทางการบริหาร
by
Prapaporn Boonplord
ทฤษฎีระบบ
by
Mint Kwanmaneekul
ทฤษฏีภาวะผู้นำและภาวะผู้นำทางวิชาการ
by
Twatchai Tangutairuang
ประเด็นที่ 9 การเขียนสรุปและอภิปรายผล
by
chaiya kesarat
การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
by
วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง
What's hot
PPT
บทที่ 2 วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
by
Saiiew
PDF
แนวข้อสอบ Comprehensive 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
DOC
บริหารราชการไทย 1
by
Saiiew
PDF
โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง การทดลองการเจริญเติบโตของยีสต์ในน้ำหมักช...
by
ssuser858855
DOC
บริหารราชการไทย 3
by
Saiiew
PDF
คู่มือให้บริการ รพสต
by
sivapong klongpanich
PPT
บทที่ 4สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการบริหารราชการไทย
by
Saiiew
PDF
IS1 - 1.2 การตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถาม
by
Ploykarn Lamdual
PDF
ลักษณะนโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นอย่างไร
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
by
Kittichai Pinlert
PPTX
โครงงานน้ำยาล้างจาน
by
Jaturaphun Boontom
PDF
กิตติกรรมประกาศ
by
ศุภกรณ์ วัฒนศรี
PDF
การวิเคราะห์ SWOT & TOWS Matrix
by
อาบูญาลีละฮ์ บินอับดุลฆอนีย์
PDF
ตัวอย่างหนังสือราชการ
by
justymew
DOC
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
PDF
15การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475
by
JulPcc CR
PDF
โครงงานวิชา Is2
by
LeoBlack1017
PDF
รัฐประศาสนศาสตร์
by
Thida Noodaeng
PDF
คู่มือสภานักเรียน
by
krupornpana55
DOCX
โครงสร้างองค์กร เสริมสุข
by
0868472700
บทที่ 2 วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
by
Saiiew
แนวข้อสอบ Comprehensive 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
บริหารราชการไทย 1
by
Saiiew
โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง การทดลองการเจริญเติบโตของยีสต์ในน้ำหมักช...
by
ssuser858855
บริหารราชการไทย 3
by
Saiiew
คู่มือให้บริการ รพสต
by
sivapong klongpanich
บทที่ 4สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการบริหารราชการไทย
by
Saiiew
IS1 - 1.2 การตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถาม
by
Ploykarn Lamdual
ลักษณะนโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นอย่างไร
by
ประพันธ์ เวารัมย์
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
by
Kittichai Pinlert
โครงงานน้ำยาล้างจาน
by
Jaturaphun Boontom
กิตติกรรมประกาศ
by
ศุภกรณ์ วัฒนศรี
การวิเคราะห์ SWOT & TOWS Matrix
by
อาบูญาลีละฮ์ บินอับดุลฆอนีย์
ตัวอย่างหนังสือราชการ
by
justymew
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
15การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475
by
JulPcc CR
โครงงานวิชา Is2
by
LeoBlack1017
รัฐประศาสนศาสตร์
by
Thida Noodaeng
คู่มือสภานักเรียน
by
krupornpana55
โครงสร้างองค์กร เสริมสุข
by
0868472700
Similar to เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวด c
PPT
บทที่ 1 แนวคิดหลักการของการบริหารราชการ
by
Saiiew
PDF
Development of management theory
by
Kan Yuenyong
PDF
System management
by
Teetut Tresirichod
PPTX
แนวข้อสอบวิชา ระบบราชการไทย
by
Oppo Optioniez
PPT
แนวคิด
by
Onewie Zii
PDF
Administrative reform
by
Ban Kanchanampa Kanchanampa
PPT
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
Saiiew
PPT
แนวความคิดและทฤษฎีการบริหาร
by
guest3d68ee
DOC
ทฤษฏีการบริหาร
by
guest6b6fea3
PPT
บทที่ 6
by
Saiiew
PPT
Govern
by
ทิพวรรณ พิทักษ์
PPT
Govern
by
mean
PDF
Thai Bureaucracy
by
Saiiew
PDF
Thai Bureaucracy
by
gueste51a26
PDF
Pa theory week4
by
Pathara Auksorn
PDF
ชุดที่59
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
ทฤษฎีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
by
wiraja
PDF
ทฤษฎีระบบราชการ
by
wiraja
DOC
บริหารราชการไทย 4
by
Saiiew
DOC
บริหารราชการไทย 6
by
Saiiew
บทที่ 1 แนวคิดหลักการของการบริหารราชการ
by
Saiiew
Development of management theory
by
Kan Yuenyong
System management
by
Teetut Tresirichod
แนวข้อสอบวิชา ระบบราชการไทย
by
Oppo Optioniez
แนวคิด
by
Onewie Zii
Administrative reform
by
Ban Kanchanampa Kanchanampa
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
Saiiew
แนวความคิดและทฤษฎีการบริหาร
by
guest3d68ee
ทฤษฏีการบริหาร
by
guest6b6fea3
บทที่ 6
by
Saiiew
Govern
by
ทิพวรรณ พิทักษ์
Govern
by
mean
Thai Bureaucracy
by
Saiiew
Thai Bureaucracy
by
gueste51a26
Pa theory week4
by
Pathara Auksorn
ชุดที่59
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
ทฤษฎีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์
by
wiraja
ทฤษฎีระบบราชการ
by
wiraja
บริหารราชการไทย 4
by
Saiiew
บริหารราชการไทย 6
by
Saiiew
More from ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้และนักวิชาการจัดเก็บรายได้
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานธุรการ และนักจัดการงานทั่วไป สอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกพนักงานราชกา...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชุดที่ 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุปแผนยุทธศาสตร์แผนกรมพัฒนาชุมชน
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ประกาศรายชื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมินฯ กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบฯ เพื่...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น 407 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
รวมแนวข้อสอบทีเคยออกชุดพิเศษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
หัวข้อสอบเตรียมสอบ นักวิเคราะห์นโยบายบายและแผน สังกัดท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบท้องถิ่น บรรจุแต่งตั้งสังกัดอบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพัทยา จำนวน 211...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
สรุปพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติม ถึง ฉบ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
แนวข้อสอบ เตรียมสอบจังหวัดศรีสะเกษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้และนักวิชาการจัดเก็บรายได้
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานธุรการ และนักจัดการงานทั่วไป สอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกพนักงานราชกา...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ชุดที่ 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุปแผนยุทธศาสตร์แผนกรมพัฒนาชุมชน
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ประกาศรายชื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมินฯ กำหนดวัน เวลา สถานที่ และระเบียบฯ เพื่...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น 407 ข้อ
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
รวมแนวข้อสอบทีเคยออกชุดพิเศษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
หัวข้อสอบเตรียมสอบ นักวิเคราะห์นโยบายบายและแผน สังกัดท้องถิ่น
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบท้องถิ่น บรรจุแต่งตั้งสังกัดอบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพัทยา จำนวน 211...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
สรุปพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติม ถึง ฉบ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
แนวข้อสอบ เตรียมสอบจังหวัดศรีสะเกษ (แนวข้อสอบเก่า)
by
ประพันธ์ เวารัมย์
เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวด c
1.
1สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย PS 705 แนวความคิดเชิงทฤษฏีในการบริหารรัฐกิจ ศึกษาแนวความคิดเชิงทฤษฏีจากผลงานเขียนของนักวิชาการระดับนา ผู้มีบทบาท สาคัญต่อการพัฒนาการของวิชาการบริหารรัฐกิจในโลกตะวันกและตะวันออก วิเคราะห์ที่มา และสาระของแนวความคิดเชิงทฤษฏีที่สาคัญๆ ศึกษารายกรณีที่นาทฤษฏีมาประยุกต์ใช้ ฯลฯ ให้นักศึกษาอภิปรายสนับสนุน หรือโต้แย้งแนวความคิดเหล่านั้น การบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อยู่ภายใต้บริบท (Context) ทั้งสภาพเหนือรัฐ (Mega State) และ จากระบบภายในสังคม ได้แก่ ระบบการเมือง การปกครอง, เศรษฐกิจ, กฎหมาย และปัจจัย ทางสังคมวิทยาที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล กลุ่มคน ค่านิยมและวัฒนธรรม ฯลฯ - ฝุายการเมือง เป็นฝุายนาความคิดจากประชาชนมาทาเป็นกฎหมาย, นโยบายและ หลักการต่างๆ เพื่อนาไปบริหารประเทศ - ฝุายการเมือง เป็นผู้กาหนดกติกาและนโยบาย - ฝุายรัฐบาล เป็นผู้บริหารงานภาครัฐ (หรือเรียกว่าฝุายบริหารรัฐกิจ นั่นก็คือ รัฐ ประศาสนศาสตร์ นั่นเอง) - คณะรัฐมนตรี เป็นผู้กาหนดนโยบายให้กระทรวง, กรม และหน่วยงานไปปฏิบัติ - ข้าราชการ จึงควรต้องมีความรู้ในการนานโยบายต่างๆ เหล่านั้นไปปฏิบัติหรือ ดาเนินการ และควรมีความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ แนวคิดและปรัชญาพื้นฐานในการบริหารรัฐกิจ นักคิดที่สาคัญของสาขาวิชาบริหารรัฐกิจประกอบด้วยบุคลสาคัญๆ 3 ท่าน (เรียกได้ว่า เป็น GURU ของการบริหารรัฐกิจ) คือ 1.วูดโรว์ วิลสัน มองว่าภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการบริหารงานภาครัฐคือการทาให้ประชาชน มีชีวิตที่ดีที่สุด เขาจึงเชื่อว่าการปฏิบัติต้องมาก่อนทฤษฎี 2.แมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน 3.เฟรดเดอริก เทเลอร์
2.
2สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานมากจากแนวคิดของนักคิดทั้ง 3 และก่อให้เกิดวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องมากมาย แนวคิดสาคัญของนักคิดทั้ง 3 คนมีดังนี้ วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของวิชา บริหารรัฐกิจในสหรัฐอเมริกา ผลงานที่สาคัญคือ The Study of Administration ในปี 1887 เป็น ดุษฎีนิพนธ์ของวิลสัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในการจะมีทฤษฎีในการบริหารงานได้นั้นการบริหารจะต้อง ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง วิลสันจึงเสนอให้การบริหารและการเมืองแยกออกจากกัน โดยการฝ่ายการเมืองควรทา หน้าที่ในการกาหนดนโยบาย ส่วนฝ่ายบริหารหรือข้าราชการประจาควรทาหน้าที่นานโยบายไป ปฏิบัติ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในเวลานั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบราชการของสหรัฐคือการเข้ามาแทรกแซงฝุาย บริหารของนักการเมือง อันเป็นสภาพที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊คสัน ประธานาธิบดีคนที่ 7 ซึ่งเมื่อขึ้นมาดารงตาแหน่งก็ได้สั่งให้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงถึง 10 % เพระมองว่าข้าราชการเหล่านั้นสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี จอห์น อดัมที่เป็นคู่แข่งทาง การเมือง และการกระทาเช่นนี้ก็กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของสหรัฐ ลักษณะเช่นนี้ทาให้ข้าราชการไม่ได้ทางานเพื่อประชาชน แต่ทางานเอาใจ นักการเมืองเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ทาให้อาชีพข้าราชการมีความไม่มั่นคง และข้าราชการ ขาดความเป็นกลางทางการเมือง วิลสันยังเสนอระบบคุณธรรม (Merit System) ในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ หลักการนี้มีสาระสาคัญ 4 ประการคือ 1.Competence หมายถึงคนที่จะเข้ามาทางานในระบบราชการจะต้องมีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตาแหน่ง 2.Equality of Opportunity หมายถึงความเสมอภาคในโอกาสในการเข้าสู่ระบบราชการ หมายถึงคนคนที่มีความรู้ความสามารถแต่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นเพศ การ นับถือศาสนา สีผิว ควรจะมีโอกาสเท่าๆกันในการเข้าทางานในระบบราชการ
3.
3สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 3.Political Neutrality ความเป็นกลางทางการเมือง 4.Security of Tenure คนที่ทางานในระบบราชการจะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง นอกจากนี้วูดโรว์ วิลสัน ยังเสนอให้มีการนาหลักบริหารธุรกิจมาใช้กับการการบริหาร ราชการ แนวคิดของวิลสันเป็นจุดเริ่มต้นทาให้เกิดแนวคิดในการบริหารเปรียบเทียบ เนื่องจาก แนวคิดเรื่องระบบคุณธรรมนั้นมีการใช้มานานแล้วในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ จึงก่อให้เกิดการ เปรียบเทียบการบริหารงาน ทั้งระหว่างภาครัฐของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง รวมทั้งการ บริหารงานระหว่างภาครัฐกับการบริหารงานของเอกชน หลักการบริหารตามแนวคิดของวิลสันถือเป็นแนวคิดการบริหารงานภาครัฐในช่วงแรก หรืออยู่ในช่วงพาราไดม์ที่ 1 ตามการแบ่งของนิโคลัส เฮนรี่ และทาให้เกิดการศึกษาในวิชาอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่นการบริหารเปรียบเทียบ การบริหารการพัฒนา และนโยบายสาธารณะ แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) แมกซ์ เวเบอร์มีผลงานที่สาคัญคือการเสนอการบริหารงานในองค์การขนาดใหญ่ หรือ องค์การที่มีแบบแผน หรือ Bureaucracy ซึ่งแปลว่าระบบราชการ แต่แนวคิดของเวเบอร์ ครอบคลุมถึงการบริหารงานของเอกชนที่เป็นองค์การขนาดใหญ่ด้วย เวเบอร์เสนอว่าองค์การขนาดใหญ่ควรจะมีหลักการบริหารที่ชัดเจน สืบเนื่องจากสังคม ในเวลานั้นเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้น ทาให้การบริหารงานตามความเคยชินไม่ประสบความสาเร็จอีก ต่อไป องค์การขนาดใหญ่หมายถึง -องค์การทีมีภารกิจจานวนมาก -องค์การที่มีผู้ปฏิบัติจานวนมาก -องค์การที่มีหน่วยงานย่อยภายในจานวนมาก -องค์การที่ต้องให้บริการแก่คนจานวนมาก องค์การแบบนี้จาเป็นต้องมีการจัดองค์การแบบ Bureaucracy คือมีการจัดองค์การ อย่างเป็นระบบ เพราะหากไม่มีการจัดระบบที่แน่นอนแล้วจะทาให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก Bureaucracy จึงช่วยให้องค์การที่ไม่มีการจัดการอย่างเป็นเป็นระบบให้เป็นองค์การที่มีการ
4.
4สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย บริหารงานอย่างเป็นระบบ หรือทาให้ Unorganized Organization กลายเป็น Systematic Organized Organization ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดาเนินงาน หลักการสาคัญๆของ Bureaucracy 1.ลักษณะทางโครงสร้างการจัดองค์การ มองว่าองค์การขนาดใหญ่จะต้องมีลักษณะ 1.1 การแบ่งงานกันทาตามแนวราบ (Horizontal Delegation) เพื่อให้มีคนรับผิดชอบใน การทางานแต่ละประเภท และช่วยก่อให้เกิดการทางานตามความชานาญเฉพาะด้าน (Specialization) ซึ่งทาให้เกิดประสิทธิภาพในการทางาน 1.2 การแบ่งงานตามแนวดิ่ง หมายถึงการมีสายการบังคับบัญชา (Hierarchy) เพื่อ ควบคุมการปฏิบัติงานให้เกิดความถูกต้อง (Accuracy) การแบ่งงานตามแนวดิ่งช่วยสะท้อนให้ เห็นถึงระดับการตัดสินใจขององค์การ ซึ่งการตัดสินใจจะเป็นไปตามผลประโยชน์ส่วนรวมของ องค์การ (Organization Goal) 1.3 การมีกฎระเบียบ (Rule & Regulation) เพื่อทาให้เกิดความเป็นระเบียบ ความ แน่นอน เกิดมาตรฐานในการทางานที่เป็นแบบเดียวกัน (Standardization) การมีกฎระเบียบจะ ช่วยลดการสื่อสารที่ไม่จาเป็น และทาให้เกิดความเข้าใจร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน 2.ลักษณะทางพฤติกรรม เวบเบอร์มองว่าพฤติกรรมในการทางานในองค์การขนาดใหญ่ จะต้องมีลักษณะ 2.1 Impersonality การปฏิบัติงานที่ไม่คานึงถึงตัวบุคคล หมายถึงคนที่ปฏิบัติงาน องค์การขนาดใหญ่ที่มีแบบแผนจะต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานอย่างเด็ดขาด 2.2 Rationality การปฏิบัติงานโดยยึดหลักเหตุผล โดยเวเบอร์มองว่าสายการบังคับ บัญชาจะช่วยให้การทางานมีเหตุผลเพราะจะช่วยทาให้เกิดการทาตามขั้นตอนที่ถูกต้อง 2.3 Rule Orientation หมายถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือการยึดถือกฎระเบียบใน การปฏิบัติงาน เพราะกฎระเบียบทาให้มีหลักฐานในการทางาน และทาให้เกิดความต่อเนื่องใน การปฏิบัติงาน เวบเบอร์มองว่าองค์การขนาดใหญ่จะมีประสิทธิภาพจะต้องมีทั้งโครงสร้างและ พฤติกรรมในการปฏิบัติงานที่เป็นแบบแผน
5.
5สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย อย่างไรก็ตามพบว่าในความเป็นจริงผลของการปฏิบัติตามหลัก Bureaucracy ไม่ได้ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพเสมอไป เช่นการที่บอกว่าการแบ่งงานกันทาให้ทาให้เกิดความชานาญ และความรวดเร็วในการทางาน ช่วยเพิ่มผลผลิตในการทางาน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็พบว่าเมื่อคน ต้องทางานเพียงงานเดียวที่ถนัดก็จะทาให้เกิดความเบื่อหน่ายและขาดแรงจูงใจในการทางาน หรือการที่เวบเบอร์บอกว่าการมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ทาให้เกิดการทางานเพื่อ ไปสู่เปูาหมายขององค์การ แต่อีกมุมหนึ่งก็ทาให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ขณะที่กฎระเบียบกลับกลายเป็นช่องทางในการทาให้ผู้ปฏิบัตินาไปสร้างผลประโยชน์ เช่นเดียวกันกับหลักของ Bureaucracy ที่มองว่าจะต้องไม่มีความเป็นส่วนตัวในการ ปฏิบัติงานก็พบว่าขัดกับหลักความจริง เพราะเป็นเรื่องยาก รวมทั้งเรื่องของเหตุผลก็พบว่าใน การปฏิบัติงานหลายๆอย่างก็ไม่ได้มีเหตุผลเสมอไป ขฯเดียวกันก็พบว่าในการปฏิบัตงานผู้ปฏิบัตงานใน Bureaucracy กลับเอาระเบียบมา เป็นเปูาหมายในการปฏิบัติงาน ทาให้เกิดความล่าช้า แนวคิดของเวบเบอร์จึงเป็นแนวคิดในเชิง อุดมคติเพราะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความเป็นจริงก็ก่อให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ ราชการ เพราะต้องทางานบริการคนจานวนมาก และยิ่งยึดหลักความมั่นคงในการประกอบ อาชีพทาให้ระบบราชการเกิดความอุ้ยอ้าย การมีคนมาและมีภารกิจมาก การมีขั้นตอนมากเกิด ความ ก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมามากมาย เช่น ความล่าช้าในการทางาน การทุจริต ดังนั้นในปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐจึงเน้นลดความเป็นระบบราชการให้น้อยลง หรือ Debureaucratization ทั้งการลดคน ลดภารกิจ แนวคิดเกี่ยวกับ Bureaucracy ของเวเบอร์นาไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับ -ทฤษฎีองค์การ -ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับองค์การที่เป็นทางการ (Formal Organization) เฟรดเดอริกส์ เทเลอร์ ((Frederic W.Taylor) เทเลอร์ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นบรมครู ด้านการจัดการ และมองว่าการจัดการเป็นศิลปะ
6.
6สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เทเลอร์พยายามนาเอาวิธีการในการจัดการโดยกาหนดเป็นหลักการที่ชัดเจนมาใช้ใน การปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม จากเดิมที่การปฏิบัติงานจะทาตามความเคยชิน ซึ่งเท เลอร์บอกว่าไม่ก่อให้ความมีประสิทธิภาพในการทางาน เขามองว่าศาสตร์ที่แท้จริงในการปฏิบัติงานไม่ใช่สะสมมาจากบุคคลแต่ละคน แต่จะต้อง มีการเสนออย่างเป็นหลักการที่ชัดเจน เทเลอร์จึงนาเอาหลักววิทยาศาสตร์มาใช้ในการ ปฏิบัติงานตามหลักความเคยชิน หลักวิทยาศาสตร์ในสายตาของเทเลอร์คือการมีระเบียบวิธีในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และเรียกว่าการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) โดยเทเลอร์ศึกษา ระยะเวลาในการทางาน การแสวงหาวิธีการทางาน การนาเอาเครื่องมือมาใช้ในการทางาน เทเลอร์มองว่าหลักการดั้งเดิมที่เคยทากันมานั้นมักจะมีแนวคิดว่านายจ้างกับลูกจ้างมี ผลประโยชน์ขัดกัน คือนายจ้างมองว่าลูกจ้างขี้เกียจแต่ต้องการเงิน ขณะที่ลูกจ้างมองว่า นายจ้างขูดรีดและไม่ต้องการจ่ายเงิน แต่เทเลอร์มองว่านายจ้างกับลูกจ้างมีผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะถ้านายจ้างไม่มีงาน ลูกจ้างก็ไม่มีงานทา ถ้านายจ้างไม่มีลูกจ้างก็ไม่มีคนทาน ดังนั้นจึงควรจะมีกลไกลในการจัดการ ที่ทาให้ทั้ง 2 ฝุายได้ผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสม กรรมวิธีในการศึกษาของเทเลอร์นั้นเริ่มจากการคัดสรรคนเข้ามาทางาน จากเดิมที่ไม่ได้ มีการคัดสรร โดยเทเลอร์จะดูว่าใครบ้างที่มีศักยภาพก็จะมีการเลือกคนเข้ามาเป็นหัวหน้างาน และให้หัวหน้างานคัดสรรคนที่มีความสามารถในการทางาน จากนั้นก็จะให้การจูงใจคนที่มีความสามารถโดยการให้ค่าตอบแทนในการทางานเพิ่มขึ้น โดยให้ทางานตามคาสั่ง และให้ความสาคัญกับการฝึกฝนคนให้เกิดความชานาญในการ จากการศึกษาทดลองของเทเลอร์ในโรงงานถลุงเหล็กพบว่าเมื่อมีการคัดสรรคนงานมา ทางานตามที่กาหนด รวมทั้งการฝึกฝน และการให้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงจูงใจ ทาให้ คนงานทางานได้มากขึ้น เช่นสามารถลาเลียงเหล็กได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 47 ตันจากเดิมทาได้วัน ละ 12 ตัน หลักการสาคัญของ Scientific Management
7.
7สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 1.Specialization การแบ่งงานกันทาตามความสามารถเฉพาะด้าน ในโรงงาน อุตสาหกรรมจึงมีการแบ่งงานออกเป็นขั้นตอน และแต่ละงานจะมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน เช่นใน โรงงานตัดเสื้อ คนที่ทาปกก็จะทาปกอย่างเดียว คนติดกระดุมก็ติดกระดุมอย่างเดียว ซึ่งเท เลอร์เชื่อว่าการแบ่งงานแบบนี้จะทาให้ได้ผลผลิตได้มากกว่าคนๆเดียวตัดเสื้อทั้งตัว 2. Time and Motion Study เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการทางานที่ดีที่สุด หรือ The One Best Way เทเลอร์ยังได้ศึกษาเรื่องของการเคลื่อนไหวในการทางานและเวลาในการทางาน โดย ศึกษาจากคนก่ออิฐว่าจะมีลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไร มีการวางอิฐตรงไหน วางถังปูน ตรงไหน เคลื่อนไหวอย่างไรจึงจะช่วยให้มีความสะดวกและก่ออิฐได้ด้วยความรวดเร็ว หรือเป็น วิธีการก่ออิฐที่ดีที่สุด 3.Intensive Wage Systems ระบบค่าตอบแทนแบบจูงใจ หมายถึงการให้ค่าตอบแทน เพิ่มขึ้นหากคนงานทางานได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และมีการลงโทษหากคนงานทางานตากว่า เกณฑ์ การดาเนินการตามหลักการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดสิ่งต่างๆคือ -More Production, More Money -Full Utilization of Resources คือการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากร -Maximization Efficiency เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามมา หลักการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์กลายเป็นหลักการสาคัญในการ บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมที่มองว่าจะต้องมีการวางระบบระเบียบต่างๆให้ชัดเจน ซึ่งจะนามาซึ่ง ประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดของเทเลอร์ได้รับการนิยมอย่างกว้างขวางแม้กระทั่งในสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามมีการวิจารณ์ว่าหลักการของเทเลอร์เป็นหลักการที่มองคนเป็นหุ่นยนต์ เพราะคนงานต้องทางานตามวิธีการที่กาหนดแม้กระทั่งเรื่องของท่าทางในการทางาน ซึ่งคนที่ วิจารณ์มองว่าคนเรามีข้อจากัดในการทางาน โดยเฉพาะด้านร่างกายที่มีความเหน็ดเหนื่อย จึง ทางานได้โดยมีข้อจากัด การทางานที่ซ้าซากทาให้คนเกิดความเบื่อ
8.
8สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ขณะเดียวกันก็มองว่าเงินไม่ใช่แรงจูงใจหลักในการทางาน การเอาค่าตอบแทนมาสร้าง แรงจูงใจที่สาคัญจึงอาจจะไม่ได้ผล เพราะความต้องการของคนมีหลากหลาย การที่หลักการของเทเลอร์ได้รับความนิยมนาไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมากทา ให้สังคมในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นสังคมที่คนงานเป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่ต้องทางาน เหมือนเครื่องจักร เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากภาพยนต์เสียดสีสังคม เรื่อง Modern Time ที่แสดง โดยชาลี แชปปลิน ที่แสดงเป็นคนงานขันน๊อตในอู่ต่อเรือ การที่เขาต้องทาหน้าที่ขันน๊อตอย่าง เดียวทุกวันๆ ทาให้เขามองอะไรเป็นน๊อตไปหมดแม้กระทั่งนอกเวลาการทางาน ตรงนี้เป็นการเสียดสีให้เห็นว่าหลักการของเทเลอร์มองคนเป็นเครื่องจักร ไม่มีชีวิตจิตใจ อย่างไรก็ตามแนวคิดของเทเลอร์นับเป็นการบุกเบิกการนาเอาระเบียบวิธีในการบริหาร จัดการมาใช้ในการบริหารงาน การบริหารงานภาครัฐ จึงต้องรู้ว่าจัดองค์กรอย่างไร (ต้องมีหลักคิด) องค์การและการจัดการ เป็นสาขาหนึ่งของรัฐประศาสนศาสตร์ ที่ได้มีการค้นคว้า เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ ให้ทันสมัย ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับคนในภาครัฐ เกี่ยวกับ การจัดตาแหน่ง, การพัฒนาคน (ปัจจุบันภาครัฐมีพัฒนาดีขึ้น เพราะมีการประเมินผล) กรบริหารงานภาครัฐ การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ก่อให้เกิด กิจกรรมร่วมกัน Collective Action กิจกรมของปัจเจกบุคคล Individual Action การจัดการภาครัฐ เน้น 3 เรื่องใหญ่ 1. Public Affairs การจัดการสาธารณะ / บริหารเรื่องราวสาธารณะ 2. Public Interest ผลประโยชน์สาธารณะ 3. Public Accountability ตรวจสอบได้จากประชาชนและมีความรับผิดชอบ การบริหารของภาคธุรกิจ จะเน้น 1. Private Affairs เรื่องราวทางธุรกิจ 2. Private Interest ผลประโยชน์ส่วนตัว
9.
9สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย การบริหารภาครัฐ ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ ตัว ทั้งปัจจัยภายนอกรัฐ, ปัจจัยภายในรัฐ ซึ่งต้องมีความรอบรู้และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ผู้บริหารจึงต้องมีความรู้ หลายด้าน เช่น จิตวิทยา, รัฐศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ตรรกะ, การเงิน การคลัง ฯลฯ ซึ่งการบริหารนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ เป็นการใช้ทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์ และเป็นการนาทรัพยากรภายนอกใดๆ ที่เหมาะสมมาใช้ ผู้บริหารที่ดีต้องรอบรู้และละเอียดในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงจะวิเคราะห์ สถานการณ์ในการบริหารช่วงใดช่วงหนึ่ง รัฐประศาสนศาสตร์ จึงอยู่ในสภาพทั้งภายนอกและภายใน เช่น สภาพเหนือรัฐ (Mega State : การดาเนินการที่รัฐต้องทาจากมติภายนอก) *** การบริหารบ้านเมืองจึงมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา (Dynamics) มีปัจจัยเข้ามา เกี่ยวข้องมาก การบริหารให้มีความสมดุล (Equilibrium) ให้ได้ในระยะเวลาและสถานที่นั้นๆ ได้ พัฒนาการของแนวคิดการบริหารรัฐกิจ พาราไดม์1-5 New PA. NPM & Good Governance กล่าวคือ แนวคิดทางการบริหารรัฐกิจ สามารถแบ่งออกเป็น พาราไดม์ได้ 5 พาราไดม์ จากในปัจจุบันนี้ พาราไดม์ที่ 5 ได้พัฒนาเข้ามาสู่ New PA. และพัฒนาต่อมาในปัจจุบันเป็น NPM และการบริหารจัดการที่ดี หรือ Good Governance ซึ่งเป็นแนวคิดครอบงาการบริหารใน ปัจจุบัน กระบวนทัศน์ (พาราไดม์) ทางด้านการบริหารรัฐกิจ หรือกรอบเค้าโครง ทางด้าน การบริหารรัฐกิจมักแบ่งออกเป็นตามช่วงเวลา ว่าในแต่ละช่วงเวลานั้น แนวคิดหรือทฤษฎี
10.
10สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ทางด้านบริหารรับรู้หรือยอมรับในเรื่องใดบ้าง สภาพที่ได้รับการยอมรับร่วมกันจะเรียกว่า สภาพปกติ หรือ Normal Science เช่นในช่วงพาราไดม์ที่ 1 มีการยอมรับร่วมกันว่า การบริหาร จะต้องแยกจากกันอย่างเด็ดขาดจากการเมือง แต่โดยธรรมชาติเมื่อเวลาเปลี่ยนไป การยอมรับ หรือการรับรู้เดิมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เกิดการต่อต้านหรือคัดค้านการยอมรับเดิม ซึ่ง เรียกว่า Paradigm Crisis หรือเกิดวิกฤติทางด้านความเชื่อ หากกระแสการคัดค้านการยอมรับ เดิมประสบความสาเร็จ ก็จะนาไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ ทั้งนี้พาราไดม์ในด้านการบริหารรัฐ กิจ มีหลายพาราไดม์ การแบ่งพาราไดม์ทางด้านการบริหารรัฐกิจตามแนวคิดของ นิโคลัส เฮน รี่ เป็นการแบ่งพาราไดม์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 5 พาราไดม์ พาราไดม์ที่: 1 ให้การเมืองและการบริหารแยกจากกันโดยเด็ดขาด โดยให้ฝุายการเมืองทาหน้าที่ในการกาหนดนโยบาย และฝุายบริหารทาหน้าที่ในการนา นโยบายไปปฏิบัติ Wilson เป็นต้นกาเนิดแนวคิด “การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสอง ส่วน” Goodnow กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกัน 2 ประการ - การเมือง เป็นเรื่องของการกาหนดนโยบาย การแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ ของรัฐ - การบริหาร นานโยบายต่าง ๆ เหล่านั้นไปปฏิบัติ Leonard D. White ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงการบริหาร การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์ ศึกษาจาก “ความจริง” ปลอดจาก “ค่านิยม” ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกาหนดนโยบาย สาธารณะและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจถือเป็น สาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์ พาราไดม์ที่: 2 หลักการบริหาร มองว่าการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่าง ๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็น วิทยาศาสตร์ หน้าที่ของการบริหารคือ ประหยัด และประสิทธิภาพ แนวความคิดนี้มุ่งศึกษา ก็คือ “ความรู้ความชานาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของการบริหาร”
11.
11สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย Gulick ได้เสนอหลักการบริหาร POSDCORB 1. P (Planning)-การวางแผน 2. O (Organizing)-การจัดองค์การ 3. S (Staffing)-การจัดบุคคลเข้าทางาน 4. D (Directing)-การอานวยการ 5. CO (Coordinating)-การประสานงาน 6. R (Reporting)-การรายงานผลการปฏิบัติงาน 7. B (Budgeting)-การงบประมาณ Taylor แสงหาวิธีการทางานที่ดีที่สุด one best way ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมี ปริมาณสูงสุด โดยใช้ปัจจัยการผลิตน้อยที่สุด (เน้นเงิน เน้นงาน) ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมาว่า การเมืองไม่สามารถแยก ออกจากกันได้ และหลักการบริหารไม่สอดคล้องตามหลักของเหตุผล ไม่สามารถใช้ได้ในทาง ปฏิบัติ เป็นแค่สุภาษิตการบริหารเท่านั้น พาราไดม์ที่ 3 : การบริหารรัฐกิจคือรัฐศาสตร์ การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง เกิดขึ้นจากการโต้แย้งพาราไดม์ที่ 1 - การบริหารไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้การบริหารต้องศึกษาไป พร้อมกับการเมือง - หลักต่าง ๆ ของการบริหารมีข้อขัดแย้งกันเสมอ จึงไม่ใช่หลักการ ช่วงพาราไดม์ที่ 3 พยายามเชื่อมโยงความคิดระหว่างวิชาการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ ขึ้นใหม่ แต่ผลที่เกิดกลับกลายเป็นทาให้ความเป็นสาขาวิชาห่างไกลกันออกไป มีการละเลยการบริหาร ทาให้บทความทางการบริหารน้อยลง ให้ส่งผลนักวิชาการรัฐ กิจบางกลุ่มไม่พอใจ/น้อยใจในสถานภาพแบบนั้น รู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในคณะรัฐศาสตร์ ทา ให้เกิดพาราไดม์ที่ 4 Elton Mayo -- Human Relation (พฤติกรรมกลุ่ม) กลุ่มมนุษย์สัมพันธ์ สมมุติฐานเบื้องต้นเชื่อว่า
12.
12สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย -พฤติกรรมที่เหมือนกันไม่ได้มาจากความต้องการอย่างเดียวกัน บางครั้งพฤติกรรมที่ เหมือนกันอาจมาจากความต้องการที่แตกต่างกันก็ได้ -พฤติกรรมที่แตกต่างกันบางครั้งสะท้อนถึงความต้องการอย่างเดียวกัน หมายความว่าการจะพิจารณาถึงพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การโดยดูที่การกระทาเพียง อย่างเดียวนั้นไม่อาจสะท้อนถึงความต้องการที่ชัดเจนได้ จะต้องศึกษาเชิงจิตวิทยาให้ลึกลงไป ถึงจิตใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ -พฤติกรรมของคนในองค์การมาจากความต้องการของคน ๆ นั้น ส่วนพฤติกรรมของ กลุ่มมาจากปทัสถานของกลุ่ม หมายถึง หลักเกณฑ์ที่คนในกลุ่มยึดถือร่วมกัน เป็นตัวกาหนด ทิศทางของพฤติกรรมกลุ่ม Maslow -- ลาดับขั้นความต้องการ ทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการ (The Hierarchy of Needs Theory) เชื่อว่า การจูงใจจะ เกิดขึ้นได้เมื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ถ้าไม่รู้จักความต้องการของมนุษย์ย่อมไม่อาจ จูงใจได้ ความต้องการทั้ง 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological Needs) หรือด้านร่างกาย เช่น ความ ต้องการปัจจัย 4 ขั้นที่ 2 ความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety Needs) ขั้นที่ 3 ความต้องการด้านสังคม (Social Needs) มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่มีใครอยากอยู่ คนเดียวแต่อยากมีเพื่อนฝูง มีกลุ่ม มีสมาคม ขั้นที่ 4 ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง การยกย่องชื่นชม (Esteem Needs) ขั้นที่ 5 ความต้องการบรรลุในสิ่งที่มุ่งหวัง (Self – actualization Needs) แต่ละคนมีความ มุ่งหวังในชีวิตไม่เหมือนกัน McGregor -- ทฤษฎี X Y แม็กเกรเกอร์ (Douglas McGregor) เสนอ Carrot and Stick Approach ไม่ได้พูดถึง การจูงใจอย่างชัดเจนแต่พูดถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในองค์การ เรียกว่าทฤษฎี X และทฤษฎี Y พฤติกรรมมนุษย์แบบทฤษฎี X พฤติกรรมมนุษย์แบบทฤษฎี Y 1. เฉื่อยชา ลานหมดบ่อย 1. ขยันขันแข็ง ฮึกเหิมมีกาลังใจในการ
13.
13สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ทางานตลอดเวลา 2. ขาดความทะเยอทะยาน ขาดความ รับผิดชอบ นาใครไม่ได้ชอบเป็นผู้ตาม 2. มีความทะเยอทะยานสูง รับผิดชอบ ชอบที่จะเป็นผู้นา ไม่ชอบตามใคร 3. ไม่ชอบคิด คิดอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง 3. ฉลาดคิด มีความคิดสร้างสรรค์ 4. ทาอะไรเงอะงะ งุ่มง่าม ไม่น่าเชื่อถือ 4. ฉลาด สรุป ทฤษฎี X คือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบขี้เกียจ คนแบบนี้ไม่ควรมีอยู่มากใน องค์การทฤษฎี Y คือกลุ่มคนที่ขยันทาอะไรก็ดูดีไปหมด น่าจะมีคนประเภทนี้จานวนมาก ๆ ใน องค์การ แต่ในความเป็นจริงองค์การไม่สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้มีคนแบบ Y มาก X น้อย อาจจะเลือกได้ตอนแรกแต่อยู่ไป ๆ คนแบบ Y อาจจะกลายมาเป็น X ก็ได้ องค์การทั่วไปจึงมี คนสองประเภทนี้ด้วยกันเสมอ การจัดการกับคนสองประเภทนี้จึงแตกต่างกันตาม Carrot and Stick Approach Carrot หมายถึง การให้รางวัล ให้สิ่งจูงใจด้วยการชื่นชมยกย่อง Stick หมายถึง การจัดการด้วยวิธีการรุนแรง การลงโทษ ใช้กฎระเบียบ คนแบบทฤษฎี Y เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ วิธีการจัดการต้องใช้ Carrot หรือ Soft Control คือ ให้รางวัล ให้การชื่นชมยกย่อง ให้เกียรติ ให้อานาจในการตัดสินใจ การปกครองที่เหมาะกับคน แบบ Y คือประชาธิปไตย เน้นการมีส่วนร่วม แค่นี้คนแบบ Y ก็รู้สึกได้ถึงการเป็นส่วนหนึ่งและ พร้อมที่จะทางานให้กับองค์การอยู่แล้ว ถ้าใช้ Stick คนแบบ Y จะไม่อยากทางานเลย ประสิทธิภาพในการทางานจะลดต่าลง คนแบบทฤษฎี X นั้น Carrot เอาไม่อยู่ ระบบราชการไทยมีคนแบบนี้จานวนมาก วิธีการ จัดการต้องใช้ Stick คือใช้บทลงโทษและกฎระเบียบที่เคร่งครัด การตรวจสอบ การควบคุมการ ทางานที่เข้มงวด หรือ Hard Control ผู้บริหารจึงไม่ควรใช้วิธีจัดการกับคนเพียงวิธีเดียวเพราะคนมีพฤติกรรมแตกต่างกัน เริ่มต้นผู้บริหารจะต้องรู้ก่อนว่าจริง ๆ แล้วคน ๆ นั้นเป็นแบบ X หรือ Y เข้ามาในองค์การใหม่ ๆ อาจจะยังเป็น Y มาทางานแต่เช้า พอทางานไปนาน ๆ เข้าเริ่มกลายเป็นคนแบบ X ดังนั้นวิธีการ จัดการกับคนต้องเปลี่ยนแปลงตลอดขึ้นอยู่กับพฤติกรรม
14.
14สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย Herberg -- ทฤษฎีสองปัจจัย ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก (Two-factor Theory) เสนอให้จัดการกับ พฤติกรรมของคนในองค์การด้วยสองปัจจัย ได้แก่ 5.1 Hygienic Factor หมายถึง ปัจจัยหรือสิ่งที่จาเป็นต้องมีและองค์การจะต้องจัด ให้มี ถ้าไม่มีคนในองค์การจะไม่ทางาน เมื่อมีแล้วจะก่อให้เกิดพฤติกรรมการทางานในระดับ หนึ่งแต่ไม่ได้มีผลจูงใจให้เกิดการทางานที่มีประสิทธิภาพ เช่น -เงินเดือน (Salary) เห็นได้จากข้าราชการที่แม้จะมีเงินเดือนก็ยังทางานแบบเช้า ชามเย็นชาม เงินเดือนจึงไม่ใช่สิ่งจูงใจเพราะเป็นสิ่งที่ต้องได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีเงินเดือนให้จะไม่ มีใครทางาน -การให้คาปรึกษา แนะนา (Supervision) ผู้บังคับบัญชาต้องพร้อมที่จะให้ความ ช่วยเหลือหรือให้คาปรึกษาแก่ลูกน้องไม่ใช่สักแต่สั่งอย่างเดียว ผู้บริหารนอกจากเป็นนายแล้ว ต้องเป็นโค้ชด้วย โค้ชที่ดีต้องให้คาปรึกษาได้ทุกเรื่องลูกน้องจะรู้สึกอบอุ่นใจในการทางาน -นโยบายขององค์การ (Company Policy) ถ้าองค์การไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจะ ก่อให้เกิดปัญหาในการทางาน ความชัดเจนของนโยบายวัดได้จากตัวผู้ปฏิบัติที่จะต้องมีความ เข้าใจในนโยบายนั้นตรงกันทาให้การปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน -สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการทางาน (Working Conditions) เช่น ต้องการ ประหยัดค่าไฟด้วยการปิดแอร์ แต่เมื่ออากาศร้อนมากเข้าพนักงานย่อมไม่มีอารมณ์ทางาน หรือการทางานของตารวจจราจรอย่าไปคาดหวังประสิทธิภาพให้มากนักเพราะต้องทางานอยู่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออานวยเลย อากาศก็ร้อน ควันพิษก็สูง ตารวจจราจรไม่อาจ ทางานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อหลายปีก่อนมีข่าวเรื่องแหนมนิ้ว เกิดจากโรงงานนั้นมี Working Conditions ที่ไม่ดี แสงสว่างน้อย เวลาพักไม่เหมาะสม คนงานทางานนานมากจนทางานแบบ สะลึมสะลือ -ความมั่นคงปลอดภัยในการทางาน (Job Security) ไม่ใช่อยู่ดี ๆ โดนเจ้านายไล่ ออกอย่างไม่มีเหตุผล การประท้วงของคนงานที่เป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ เห็นได้ว่าเป็นผลมาจาก Hygienic Factor ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน สภาพการทางาน หรือความมั่นคงปลอดภัยในการทางาน ผู้บริหาร
15.
15สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ที่ฉลาดจึงต้องสร้าง Hygienic Factor ให้สมบูรณ์ไว้ก่อนเพื่อให้คนงานทางานให้โดยอย่าเพิ่งหวัง เรื่องประสิทธิภาพ เมื่อมี Hygienic Factor พร้อมแล้วค่อยดู Motivation Factor 5.2 Motivation Factor เป็นปัจจัยจูงใจ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรพนักงานจะยังคงทางาน ต่อไป แต่ถ้ามีปัจจัยเหล่านี้แล้วจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนในองค์การทางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบราชการไทยขาดปัจจัยจูงใจจึงแก้ปัญหาเช้าชามเย็นชาม ไม่ได้ ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ -ความสาเร็จ (Achievement) ถ้างานที่ทาประสบความสาเร็จได้ยากด้วยมี ข้อจากัดมากมาย ในที่สุดคนในองค์การจะไม่มีแรงจูงใจในการทางาน -การยอมรับจากคนรอบข้าง (Recognition) ผู้บริหารต้องสร้างการยอมรับใน ผลงานของพนักงาน เช่น พนักงานคนหนึ่งทายอดขายได้ถล่มทะลาย บริษัทจึงจัดงานเลี้ยง แสดงความยินดีให้กับบุคลากรผู้มีผลงานดีเด่นให้พนักงานทุกคนยอมรับชื่นชมในผลงานของคน ๆ นั้น เมื่อขึ้นไปรับรางวัลพนักงานย่อมภาคภูมิใจที่ตนเองได้รับการยอมรับทั้งจากผู้บริหารและ เพื่อนร่วมงานทุกคนในองค์การและตั้งใจจะทาดีเช่นนี้อีกต่อไป เพราะการเป็นแชมป์ว่ายาก แล้วแต่การรักษาแชมป์นั้นยากยิ่งกว่า -ความรับผิดชอบ (Responsibility) คนแบบทฤษฎี Y ชอบที่จะมีความรับผิดชอบ การที่ผู้บริหารมอบความรับผิดชอบในงานให้มากเท่ากับว่าผู้บริหารให้การยอมรับ เช่น ผู้บังคับ หมู่รับผิดชอบชีวิตทหารกลุ่มหนึ่งแต่เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับหมวดก็ต้องรับผิดชอบชีวิตทหาร มากขึ้น เท่ากับว่าองค์การได้ให้ความสาคัญกับคน ๆ นั้นมากขึ้นให้โอกาสในการดูแลงานที่มาก กว่าเดิม ผู้ปฏิบัติย่อมภาคภูมิใจและอยากทางานมากขึ้น แต่เมื่อใดก็ตามที่ถูกลดความ รับผิดชอบผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเครียดว่าตนเองทาอะไรผิดไปจึงโดนลงโทษเช่นนี้ สรุปว่าการเพิ่ม ความรับผิดชอบคือการเพิ่มโอกาสในการแสดงผลงานของบุคลากร -ความก้าวหน้า (Advancement) ทุกคนทางานย่อมต้องการความก้าวหน้า Career Path Planning จะเป็นตัวบอกว่าแต่ละตาแหน่งจะมีโอกาสเติบโตในงานไปได้ถึง ไหน เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ฮึกเหิมว่าเราจะไม่ได้อยู่แค่นี้ตลอดไปแต่จะเติบโตก้าวหน้า ไปเรื่อย ๆ เมื่อแต่ละคนรับรู้ถึงโอกาสความก้าวหน้าของตนเองย่อมทางานให้ดีขึ้น ๆ เพื่อจะได้ขึ้นไปสู่ ณ จุดที่ตนเองอยากไป
16.
16สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย -การทางานที่มีอิสระ สามารถประสบความสาเร็จได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพา ใครมากมาย (The Work Itself) ระบบราชการไทยมีปัญหามากใน Motivation Factor คือไม่พยายามสร้างปัจจัยตัวนี้จน ทาให้ข้าราชการมีปัญหาพฤติกรรมมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่สร้าง The Work Itself ให้กับข้าราชการ ทุกอย่างต้องผูกติดยึดโยงกับคนอื่น ข้าราชการไม่มีอิสระในการทางาน แรงจูงใจที่จะทางานให้ดีจึงไม่เกิดขึ้น ประกอบกับการให้ความก้าวหน้าโดยไม่มองที่ผลงานแต่ ไปมองที่ตัวอื่น เช่น เป็นเด็กใคร มีเส้นมีสายหรือไม่ ยิ่งทาให้ข้าราชการไม่มีแรงจูงใจเข้าไปใหญ่ พาราไดม์ที่ 4 : การบริหารรัฐกิจคือวิทยาการบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค้านพาราไดม์ ที่ 2 ว่า หลักการบริหารที่แท้จริงนั้น ไม่สามารถจะมีขึ้นได้ หลักการบริหารเป็นแค่เพียงสุภาษิตเท่านั้น พาราไดม์นี้จึงเสนอว่า การบริหารรัฐกิจคือศาสตร์ การบริหาร ในพาราไดม์นี้จะมีการศึกษา 2 ส่วน คือ - ทฤษฎีองค์การ ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ, คน เพื่อที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม องค์การได้ดีขึ้น - วิทยาการจัดการ ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ มาใช้ในการบริหารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการ ดาเนินงานได้อย่างถูกต้อง จุดอ่อนของพาราไดม์ที่ 4 นักวิชาการมองว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของการบริหารรัฐกิจ เพราะเป็นการบริหารทั่วไปที่ใช้ได้ทั้งการบริหารรัฐกิจและธุรกิจ ในความเป็นจริงการบริหารรัฐ กิจจะมีธรรมชาติที่แตกต่างอย่างสาคัญจากธุรกิจ เพราะฉะนั้นเกณฑ์การประเมินจะแตกต่าง กัน เนื่องจากการบริหารรัฐกิจมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นการเมือง สูง มีกฎระเบียบมาก เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย ในขณะที่ธุรกิจมุ่งเน้นกาไร - Herbert Simon เสนอแนวคิดของการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้กรอบจากัด (Bounded Rationality) - Barnard การบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่สาคัญ แต่อานาจหน้าที่ที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับการ ยินยอมของผู้รับคาสั่งจะยอมรับคาสั่งนั้น ๆ
17.
17สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ดังนั้น ในช่วงของ 4 พาราไดม์ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนว่า การศึกษาทางด้านบริหารรัฐ กิจ มีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการยอมรับ การรับรู้ จุด สนใจต่างๆ ทาให้การศึกษาทางด้านการบริหารรัฐกิจดูเหมือนขาดความเป็นเอกลักษณ์หรือ ขาดเอกลักษณ์ในตัวเอง พาราไดม์ที่ 5 : การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ นาเอาความรู้ในวิชาการต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน ในการบริหารงานของรัฐ เรียกว่า สหวิทยาการ มาใช้แก้ปัญหาของสังคม ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างรัฐกับเอกชน เป็นเขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม สนใจมากขึ้นในเรื่องของนโยบาย เศรษฐศาสตร์การเมือง กระบวนการกาหนดและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การวัดผลของ นโยบาย ในการศึกษาพาราไดม์จากการนาเสนอของนิโคลัส เฮนรี่ จะเห็นได้ว่า พาราไดม์ ทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์นั้น เราพิจารณาว่าใน สภาวะปกติที่เกิดการยอมรับในขณะนั้น เช่น ยอมรับในพาราไดม์ที่ 1 ว่า การเมืองและการ บริหารต้องแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดหรือยอมรับในพาราไดม์หลักการบริหาร เราถือว่า เหตุการณ์ที่ยอมรับพาราไดม์ใดพาราไดม์หนึ่งในขณะนั้นเป็นสภาวะปกติ (Normal Sign) ที่มี การรับรู้ หรือมีการยอมรับการกระทาทั้งหลายในขณะนั้นว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องและยอมรับทั่วกัน แต่การเปลี่ยนแปลงของพาราไดม์จะเกิดขึ้นได้ เรียกว่าเป็นการเกิดวิกฤติการณ์ทางด้าน เอกลักษณ์ (Paradigm Crisis) หรือในบางตาราใช้คาว่า Scientific Revolution นั่นก็คือ เกิดการ คัดค้าน หรือเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการรับรู้หรือการยอมรับเดิมว่า สิ่งที่เคยยอมรับกัน นั้นไม่เป็นความจริง ณ จุดนี้จึงเรียกว่าเกิด วิกฤตการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ ซึ่งจะนาไปสู่การ เกิดพาราไดน์ใหม่ ถ้าสามารถทาให้เกิดการยอมรับหรือการับรู้ในสิ่งที่คัดค้านนั้นว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง วิกฤตการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ พาราไดน์ทั้ง 5 ของนิโคลัส เฮนรี่ จะเห็นได้ว่ามี วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ มีอยู่ 2 ครั้งด้วยกัน วิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 เป็นการคัดค้าน พาราไดม์ที่ 1 และพาราไดม์ ที่ 2 เป็นการคัดค้านว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการบริหารได้ และการคัดค้านพาราไดม์ ที่
18.
18สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 2 ว่าในการบริหารงานภาครัฐนั้นไม่สามารถมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการบริหารได้อย่างเป็น สากล วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 นี้นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 3 คือ การบริหาร คือการเมือง และเกิดพาราไดม์ที่ 4 คือ ศาสตร์แห่งการบริหาร วิกฤติการณ์ทางด้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่การศึกษาการบริหารรัฐกิจได้รับ อิทธิพลจากการศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ จึงทาให้เกิดการประชุมร่วมกันระหว่าง นักวิชาการสมัยใหม่ร่วมกันประมาณปี 1968 และนาเสนอแนวคิดที่เรียกว่า New Public Administration หรือ New PA. ขึ้นมา และเป็นแนวคิดที่นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 5 ขึ้นมา New PA.เป็นแนวคิดที่ต้องการให้การบริหารรัฐกิจให้ความสาคัญกับการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและให้ความสาคัญกับประชาชนมากขึ้น แทนที่จะมุ่งสร้างทฤษฎีทางการบริหารเพียง อย่างเดียว หลักการของ New PA. 1. Phenomenology (ปรากฏการณ์วิทยา) หมายถึงการให้ความสาคัญกับเหตุการณ์หรือ ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น โดยมองว่าปรากฏการณ์เหล่านั้นมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และ พฤติกรรมของบุคคล 2. Relevant คือการยอมรับโลกแห่งความเป็นจริง หมายถึงการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ จะต้องให้ความสาคัญกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง 3. Social Equity การบริหารแนวใหม่จะต้องยึดหลักความยุติธรรมในสังคม 4. Participation การมีส่วนร่วม การบริหารรัฐกิจแนวใหม่จะให้ความสาคัญทั้งการมีส่วน ร่วมของประชาชนทั้งภายในองค์การและภายนอกองค์การ 5. Decentralization หรือการกระจายอานาจ จะพบว่าหลักการทั้ง 5 ประการที่มีการ กาหนดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1968 นี้ยังเป็นหลักการที่มีบทบาทสาคัญในการบริหารงานภาครัฐมาโดย ตลอด และทาให้การบริหารงานภาครัฐตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมาให้ความสาคัญกับเรื่องนโยบาย สาธารณะ หรือภารกิจต่างๆที่รัฐต้องพึงกระทาให้กับประชาชน ให้ความสาคัญกับการเข้ามามี ส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง
19.
19สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย จนกระทั่งปี 1980 มีการพิจารณากันอีกครั้งว่าการบริหารงานภาครัฐในรอบ 1 ทศวรรษ ที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และพบว่าตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาอิทธิพลที่สาคัญที่มีผล ต่อการบริหารรัฐกิจมีหลายประการเช่น -อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ -สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ -วิกฤติการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก -ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น -การไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ จะเห็นได้ว่า หลักการสาคัญๆ ของ New Public Administration ที่มีการกาหนดขึ้นมาก จากการประชุมในปี ค.ศ. 1968 เป็นหลักการที่ยังคงมีบทบาทสาคัญต่อการบริหารงานภาครัฐ ในปัจจุบัน นั่นคื เรื่องการยอมรับข้อเท็จจริง การยอมรับเรื่องค่านิยมว่าข้อเท็จจริงและค่านิยม ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การให้ความสาคัญกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีความ เปลี่ยนแปลงไปเพื่อสามารถจัดบริการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่ เปลี่ยนแปลงไปด้วย รวมถึงการจัดบริการสาธารณะต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันนอกจากนั้น New Public Administration ยังให้ความสาคัญกับเรื่องของความเสมอภาคความยุติธรรมภายในสังคม ตลอดจนเรื่องของการมีส่วนร่วมและการกระจายอานาจที่เราเห็นภาพกันชัดเจนในปัจจุบัน ฉะนั้น จากพาราไดม์ทั้ง 5 และพาราไดม์สุดท้าย Public Administration as Public Administration โดยยืดถือตามแนวทางของ New Public Administration จึงเป็นผลทาให้ การศึกษาการบริหารรัฐกิจ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1968-1970 เป็นต้นมา ให้ความสาคัญกับ การศึกษาทางด้านนดยบายสาธารณะ โดยพิจารณาว่า รัฐบาลจะดาเนินกิจกรรมอะไรให้กับ ประชาชนบ้าง ในการตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน ความ เปลี่ยนแปลงของการศึกษาทางด้านการบริหารรัฐกิจ ได้เกิดแนวคิดที่สาคัญขึ้นอีกช่วงหนึ่ง ในช่วงปี ค.ศ. 1990 แนวคิดนี้ส่งผลต่อการปฏิรูประบบราชการของทุกๆ ประเทศทั่วโลกใน ปัจจุบัน นั่นคือแนวคิดที่เรียกว่า New Public Management หรือเรียกย่อๆ ว่า NPM
20.
20สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ทุกวันนี้จะมีการใช้คาว่า Management แทนคาว่า Administration มากขึ้น โดยในปี1994 มีการจัดประชุมเกี่ยวกับ New Public Management และเน้นให้การบริหารงานภาครัฐมีลักษณะ ที่เล็กลงแต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพคล้ายกับการบริหารงานขององค์กรเอกชน หลักการของ New Public Management (NPM) 1.การสร้างการบริการที่มีคุณภาพแก่ (Quality Service) ประชาชน นั่นคือภาครัฐจะต้อง บอกว่าประชาชนคือลูกค้าคนสาคัญที่ต้องให้บริการที่มีคุณภาพ 2.การลดการควบคุมจากส่วนกลางและเพิ่มอิสระในการบริหารงานให้แก่หน่วยงาน หรือการกระจายอานาจนั้นเอง 3.การกาหนดการวัดและการให้รางวัลทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์การ เช่นการที่รัฐบาลกาหนดให้มีการพิจารณาขั้นเงินปีละ 2 ครั้งรวมทั้งมีการกาหนด มาตรการในการวัดความสาเร็จของงาน 4.การสร้างระบบสนับสนุนด้านบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้หน่วยงานสามารถ ทางานได้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่นการที่หน่วยงานภาครัฐของไทยเวลานี้จะมีสานักงานอัตโนมัติ การเป็นรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ 5.การเปิดกว้างในการแข่งขัน เมื่อภาครัฐลดบทบาทของตนเองลงทาให้งานหลายอย่าง ต้องกระจายไปให้ประชาชน ทาให้ภาครัฐต้องแข่งขันกันมากขึ้นทั้งกับภาครัฐด้วยกันเอง และ การแข่งขันกับเอกชน (เช่นในอดีตองค์การโทรศัพท์ไม่เคยแข่งขันกับใคร แต่พอรัฐเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามา เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ด้วย องค์การโทรศัพท์จึงต้องปรับตัวและเปลี่ยนองค์การมาเป็นบริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่นเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันกับเอกชน-กุ้ง) 6.จะต้องมีการวิเคราะห์ ภารกิจว่าภารกิจใดควรทาเอง และภารกิจใดควรปล่อยให้ เอกชนรับไปดาเนินการ ประเด็นนี้เราจะเห็นจากการปรับเปลี่ยนหน่วยงานภาครัฐไปสู่รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น องค์กรมหาชน หรือกรณีมหาวิทยาลัยที่จะปรับไปเป็นมหาวิทยาลัยในกากับของรัฐ
21.
21สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย กระแสของ NPM ดังกล่าวนาไปสู่การปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐไปทั่วโลก รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย แนวคิดในเรื่องการบริหารงานภาครัฐหรือการศึกษาเรื่องการบริหารงานภาครัฐได้ เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้ง พ.ศ. 2543 ในรัฐสมัยรัชการที่ 5 จึงเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้วที่ การ บริหารงานภาครัฐได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในมุมมองของนักวิชาการคนไทย พาราไดม์ ของนักวิชาการไทย จะมีพาราไดม์หลักที่ สาคัญ 2 พาราไดม์ คือ 1. พาราไดม์หลักการบริหาร ซึ่งถือว่าเป็นพาราไดม์ที่มีบทบาทสาคัญในเรื่องของการ ปรับปรุง หรือการจัดทาในเรื่องของระเบียบราชการต่างๆ ของส่วนราชการในประเทศไทย พาราไดม์หลักการบริหาร ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการในประเทศไทย ด้วยความ ต้องการที่นักวิชาการไทยมุ่งหวังไว้ดังนี้ 1.1 ประยุกต์หลักการบริหาร หรือเทคนิคการบริหารทั้งหลายที่นักวิชาการทั่วโลกได้ นาเสนอ มาใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานในระบบราชการ ทั้งนี้ เพราะแต่เดิมการปฏิบัติ ราชการในไทยมักจะเน้นในเรื่องของประเพณีดั้งเดิม หลักเกณฑ์ต่างๆ ไม่ชัดเจน มีลักษณะของ ความเป็นส่วนบุคคลมากกว่าหลักการ ดังนั้น พาราไดม์หลักการบริหารจึงมุ่งหวังที่จะประยุกต์ หลักเกณฑ์ต่างๆ ทางการบริหารงาน รวมถึงเทคนิคในการบริหารงานมาใช้ในการปรับปรุง ระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.2 การให้ความสาคัญกับระบบคุณธรรม โดยมีความเชื่อว่า ระบบคุณธรรมจะช่วย แก้ปัญหาทั้งหลายในระบบราชการได้ เพราะจะทาให้ข้าราชการมีความรู้ความสามารถ มีการ เน้นในเรื่องความเสมอภาคต่างๆ ให้ความสาคัญในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองและ รวมถึงเรื่องความมั่นคงของการปฏิบัติราชการ 2. พาราไดม์พัฒนาระบบราชการ เน้นย้าในเรื่องการวางแผนและการกาหนดนโยบาย โดยมองว่า การบริหารราชการทั้งหลายจะต้องมีการกาหนดนโยบายที่ชัดเจนมีการวางแผนงาน ต่างๆ ที่ชัดเจนขึ้น ต้องมีการจายอานาจ ต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา ประเทศ มีการประสานงานที่ดี และมีระบบข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ
22.
22สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพาราไดม์หลัการบริหาร หรือพาราไดม์พัฒนาระบบราชการ ในการบริหารงานภาครัฐของไทย จะเห็นว่า ทั้งสองพาราไดม์ ยังมีการยอมรับและการรับรู้ ร่วมกันในเรื่องของการปรับปรุงการบริหารราชการในเมืองไทยอยู่ เรามุ่งหวังที่จะเห็นแนวทาง ต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นในการบริหารราชการของไทย จากพาราไดม์ของนักวิชาการไทย จึงเปูน พาราไดม์ที่สะท้อนให้เห็นถึง กระบวนทัศน์ หลักการบริหารงาน หรือแนวคิดสาคัญๆ ที่มี บทบาทต่อการบริหารงานภาครัฐในประเทศไทย การปฏิรูประบบการบริหารงานภาครัฐในภาพรวม การปฏิรูประบบการบริหารงานในภาครัฐจะมียุทธศาสตร์สาหรับการปรับปรุงและการ พัฒนาระบบการบริหารงานภาครัฐ เป็นประเด็นสาคัญๆ อยู่ ซึ่งยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงและ การพัฒนาระบบการบริหารงานภาครัฐนั้น จะเห็นได้ว่า - มุ่งหวังที่จะปรับลดขนาดภาครัฐให้เล็กลง (Down sizing) จึงหมายถึง การลดจานวน คนให้น้อยลง เช่น มีการเกลี่ยกาลังคน, โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวติ เกษียณก่อน กาหนด ก็จะเป็น Jigsaw หนึ่งของการปรับลดขนาดภาครัฐให้เล็กลง - การปรับเปลี่ยนบทบาทและภารกิจ ภาครัฐจะต้องมาวิเคราะห์ภารกิจของตนเองว่า ภารกิจใดควรทาเอง ภารกิจใดควรปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ดาเนินการ - การปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหาร นั่นคือ การลดขึ้นตอนการดาเนินงานทั้งหลาย ให้สั้นลง โดยเปลี่ยนจากการควบคุม เป็นกากับดูแลมากขึ้น การให้ประชาชนเข้าไปมี ส่วนร่วม เราจะเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นในการปรับปรุงการบริหารราชการในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ของการปรับปรุงทั้ง 3 อย่าง เป็นบทบาทที่มีความสาคัญมากสาหรับ การปฏิรูประบบการบริหารราชการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงประเทสไทยด้วย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ผนวกกับกระแสการ ปฏิรูปของการบริหารงานภาครัฐ รวมถึงแนวคิดที่จะลดขนาดภาครัฐให้น้อยลง มีการกระจาย อานาจมากขึ้น ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงเป็นแนวคิดหนึ่งที่เข้าสู่หลักการที่ เรียกว่า ธรรมมาภิบาล (Good Governance) คาว่า Governace เป็นคาที่รวมกันระหว่าง
23.
23สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย Governmrnt กับ Administration คือ ในเรื่องของการปกครองและการบริหารว่าจะมีวิธีการที่จะ ดาเนินการปกครองและบริหารประเทศให้เกิดผมดีได้อย่างไร หรือเกิดหลักการที่ดีได้อย่างไร ระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) หลักธรรมาภิบาล หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้ง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ใน ความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแผนภาพ ดังนี้ 1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้ กฎหมายมิใช่ตามอาเภอใจ หรืออานาจของ ตัวบุคคล จะต้องคานึงถึงความเป็น ธรรม และความยุติธรรม รวมทั้งมีความรัดกุมและ รวดเร็วด้วย 2. หลักคุณธรรม (Morality) หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดี งาม การส่งเสริม ให้บุคลากรพัฒนาตนเอง ไปพร้อมกัน เพื่อให้บุคลากรมีความ ซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต เป็นนิสัย ประจาชาติ 3. หลักความโปร่งใส (Accountability)หลักความโปร่งใส หมายถึง ความโปร่งใส พอเทียบได้ว่ามีความหมาย ตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม กับการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ให้มี ความหมายในเชิงลบ และความน่า สะพรึงกลัวแฝงอยู่ ความโปร่งใสเป็นคาศัพท์ที่ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความ สนใจในเชิงสงบสุข ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้สะดวกและเข้าใจง่าย และ มีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องอย่างชัดเจนในการนี้ เพื่อเป็น สิริมงคลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ขออัญเชิญพระราชกระแส รับสั่งในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้ทรงมี พระราชกระแสรับสั่ง ได้แก่ ผู้ที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
24.
24สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การให้โอกาส ให้บุคลากรหรือผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการ บริหารจัดการ เกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น เป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และหรือ คณะทางานโดยให้ข้อมูล ความคิดเห็น แนะนา ปรึกษา ร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติ 5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility ) หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การ ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสานึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจ ปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความ คิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทาของ ตนเอง 6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy) หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจากัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้บุคลากรมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่าง คุ้มค่า และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน ธรรมาภิบาลจึงเป็นกระบวนการตัดสินใจหรือการกาหนดนโยบาย และกระบวนการนา การตัดสินใจนั้นหรือนโยบายนั้นไปสู่การปฏิบัติ โดยต้องเป็นการดาเนินการที่ปลอดคอรัปชั่น และเคาระต่อกฎหมาย Good Government คือรัฐบาลที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศตน มองประโยชน์ของ ประชาชนในชาติเป็นหลัก โดยรู้จักการสร้างสมดุลระหว่างภายในและภายนอก ถ้าจะจาอย่างง่ายอาจจะจาว่า มรกตใสเสมอจ๊ะ ซึ่งประกอบด้วย ม. - มีส่วนรวม ร. - รับผิดชอบ ก. - ปกครองด้วยกฎหมาย ต. - ตรวจสอบได้ ใส. - โปร่งใส
25.
25สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เสมอ. - เสมอภาค จ๊ะ. - จริยธรรม ในแนวคิดวิชาการ ตัวแบบสาคัญที่เข้าไปมีบทบาทและสอดคล้องกับลักษณะของ Good Governance มี 2 ตัวแบบหลักๆ คือ 1. ตัวแบบระบบตลาด (Market Model) เป็นตัวแบบที่มุ่งหวังที่จะลดขนาดและจากัด บทบาทของภาครัฐให้น้อยลง ให้เอกชนเข้าไปมีบทบาทในการจัดบริการต่างๆ ได้มีโอกาส แข่งขันกับภาครัฐได้มากขึ้น และในขณะเดียวกันภาครัฐเองก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ภาคเอกชน ที่เรียกว่า Business Life Approach ฉะนั้น แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดที่จะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของทุกๆ หน่วยราชการ ในการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พันธกิจและภารกิจ ทั้งหลาย และจะดาเนินงานในเรื่องของการจัดการที่คล้ายคลึงกับภาคเอกชนมากขึ้นพยายาม ประยุกต์แนวคิดหรือมาตรการต่างๆ ที่เอกชนใช้ในการบริหารจัดการมาใช้ในการบริหารงาน ภาครัฐ ฉะนั้น ในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างภาคธุรกิจเอกชนและ ภาครัฐจะเจือจางลงไปทุกที ตัวแบบระบบตลาดยังเป็นตัวแบบที่จะทาให้การบริหารงานทั้งหลายเน้นในเรื่อง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุณภาพของการให้บริการ การผ่อนคลายกฎระเบียบ ความเป็น อิสระ ความยืดหยุ่น ความคล่องตัวในการบริหาร และการวัดผลสัมฤทธิ์ของการดาเนินงาน จะ เห็นได้ว่า แนวคิดต่างๆ เหล่าๆนี้สอดคล้องกันทั้งหมด จากการบริหารงานภาครัฐแบบใหม่ (NPM) การปฏิรูประบบราชการ มาสู่ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ฉะนั้น โครงสร้างหรือ ปรัชญาของการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลง รัฐจะไม่มีการผกขาดอานาจ ผูกขาดการให้บริหาร กฎระเบียบทั้งหลายจะต้องผ่อนคลายเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการ บริหาร รัฐต้องเปลี่ยนจากการควบคุม มาเป็นการกากับดูแล และอานวยความสะดวก รวมถึง การกระจายอานาจไปยังหน่วยงานระดับล่างมากยิ่งขึ้น ประชาชนคือ ลูกค้าที่สาคัญ และ ผลสัมฤทธิ์ของงานจะเป็นตัวชีวัดผลการดาเนินงานทั้งในระดับบุคคล และในระดับหน่วยงาน 2. ตัวแบบประชารัฐ (Participatory State) ในตัวแบบนี้จะสนับสนุนให้ประชาชน และองค์กรประชาสังคม (Civil Society) เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารปกครองบ้างเมือง โดยตรงมากขึ้น ตามรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่า ในเรื่องของการกระจายอานาจจะเป็นสิ่งที่
26.
26สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย สอดคล้องกับตัวแบบเหล่านี้ นอกจากนั้น ตัวแบบประชารัฐยังส่งเสริมให้เรื่องของการร่วมกลุ่ม เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า ในระดับจังหวัดจะมีการทาประชาคม ในระดับตาบบมีการรวมกลุ่มของประชาชน ทั้งหลาย เพื่อมุ่งหวังที่จะให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนจะเป็น เครือข่ายที่สามารถถักทอ โยงใย เชื่อมโยงถึงระดับชาติได้ เป็นเครือข่ายของการสร้างความ ร่วมมือ ความผูกพัน และแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน นอกจากนั้น ในตัวแบบประชารัฐยังมุ่งหวังที่จะให้ความสาคัญในบทบาทขององค์กร เอกชนอาสาสมัคร ที่ไม่มุ่งแสวงหากาไรเพราะถือว่า องค์กรอาสาสมัครเหล่านี้จะเป็นกลไก ทางเลือกใหม่ในเรื่องของการให้บริการสาธารณะ เช่น ร่วมด้วยช่วนกัน ซึ่งมีลักษณะของ องค์กรอาสาสมัครที่เป็นทางเลือกใหม่ในการให้บริการสาธารณะ อันเป็นหลักเกณฑ์ของธรร มาธิบาลที่มาพิจารณาว่าจะไปกันได้หรือไม่กับแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการในปัจจุบัน สหอภิบาล : การบริหารจัดการร่วมกัน (Collaborative Goovernance) แนวคิดเรื่องการบริหารจัดการร่วมกัน (Collaborative Governance) เป็นแนวคิดที่ได้มี การพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นยุคที่ต้องเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการดาเนินชีวิต มากขึ้น ยุคที่มีการเปลี่ยนถ่ายองค์ความรู้แบบไร้พรมแดน ยุคที่สังคมมีความต้องการและความ คาดหวังเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ การดาเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจะคงอยู่นิ่ง หรือคงรูปแบบการทางานที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณเท่าเดิมไม่ได้ เปูาหมายการทางานที่ เพิ่มขึ้นไม่อาจสาเร็จได้ด้วยความสามารถในการทางานของคนเพียงคนเดียวหรือหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง เพราะสภาพสังคมในปัจจุบันได้แปรไปสู่รูปแบบการทางานแบบไร้พรมแดน ด้วย เหตุนี้ การบูรณาการองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้รู้หลายกลุ่ม เป็นเครือข่ายการทางาน ร่วมกันจึงเป็นคาตอบใหม่สาหรับการบริหารจัดการภาครัฐในยุคปัจจุบัน ความหมายของการบริหารจัดการร่วมกัน การบริหารจัดการร่วมกัน เป็นรูปแบบการทางานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่มี กระบวนการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ (formal) มุ่งเน้นข้อสรุปของ กลุ่ม (consensus-oriented) และเป็น ผลที่เกิดขึ้นจากการอภิปราย (deliberative) โดยมี
27.
27สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย วัตถุประสงค์ที่จะร่วมกันกาหนดนโยบาย นานโยบาย สู่การปฏิบัติจริง และบริหารจัดการ โครงการ หรือทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน จุดประสงค์ในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการร่วมกัน การบริหารจัดการรร่วมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการทางาน 3 เรื่องสาคัญ ได้แก่ - เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ โดยใช้การทางานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ ดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่ - เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้าซ้อนในการทางาน - เพื่อสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตย ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ประโยชน์ของการบริหารจัดการร่วมกัน สรุปได้ดังนี้ - เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการส่งมอบบริการสาธารณะ - เพิ่มขีดสมรรถนะและความเป็นมืออาชีพในการทางาน - เพิ่มระดับการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล - ลดความซ้าซ้อนในการทางาน - เพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงโครงการต่างๆ - ปรับปรุงภาพลักษณ์ของหน่วยงานภาครัฐ - ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด - ข้อมูลมีคุณภาพ - เพิ่มจานวนทรัพยากรที่สามารถนาไปใช้ได้ องค์ประกอบสาคัญเพื่อผลักดันให้การบริหารจัดการร่วมกันมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลสูงสุด ประกอบด้วย 1) ข้อกาหนดเบื้องต้น (starting conditions) 2) ภาวะผู้นาแบบเอื้ออานวย (facilitative leadership) 3) การออกแบบวิธีการทางาน “ร่วมกัน” (institutional design) และ
28.
28สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 4) กระบวนการทางาน “ร่วมกัน” (collaborative process) โดยแต่ละองค์ประกอบ มี รายละเอียดดังนี้ 1. ข้อกาหนดเบื้องต้น (starting conditions) : ในการทางาน “ร่วมกัน” ต้องคานึงถึง ข้อกาหนด เบื้องต้นซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสาคัญ 3 ข้อ ได้แก่ - การที่ภาคส่วนต่างๆ ที่จะมาทางาน “ร่วมกัน” มีหรือได้รับทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน - แรงจูงใจในการเข้ามาดาเนินการ “ร่วมกัน” ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ - ประสบการณ์เชิงลบในอดีตเกี่ยวกับการทางาน “ร่วมกัน” ปัจจัยทั้ง 3 ที่มีพื้นฐานที่มาต่างกันอาจส่งผลต่อความสาเร็จและความไม่สาเร็จของการ ทางาน “ร่วมกัน” ได้ 2. ภาวะผู้นาแบบเอื้ออานวย (facilitative leadership) : ผู้นาเป็นผู้มีบทบาทสาคัญ ในการกาหนดแนวทางการทางาน “ร่วมกัน” การสร้างความเชื่อมั่น การสร้างบรรยากาศที่เอื้อ ต่อการพูดคุยและสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ และสร้างแรงจูงใจในการทางานร่วมกัน ภาวะ ผู้นาที่เอื้ออานวยถือเป็นองค์ประกอบสาคัญในการดึงและจูงใจให้ทุกภาคส่วนทางานร่วมกัน ตั้งแต่ต้นจนจบและบรรลุเปูาหมายร่วมกัน 3. การออกแบบวิธีการทางาน “ร่วมกัน” (institutional design) : ควรมีการ กาหนดวิธีการ กฎ กติกาเบื้องต้นในการทางาน “ร่วมกัน” เช่น ระบุว่าใครควรเข้ามามีส่วนร่วม บ้าง เป็นต้น เพื่อสร้างความ เข้าใจ และเอื้อให้กระบวนการทางานของภาคส่วนต่างๆ ที่จะเข้า มาทางาน “ร่วมกัน” นั้น เป็นแบบเปิด กว้างและมีส่วนร่วม 4. กระบวนการทางาน “ร่วมกัน” (collaborative process) : ในกระบวนการ ทางาน “ร่วมกัน” นั้น ประกอบด้วยระยะต่างๆ เช่น ระยะเตรียมการ (prenegotiation phase) ระยะของการเจรจาตกลง (negotiation phase) ระยะดาเนินการ (implementation phase) เป็น ต้น ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมการ สื่อสารต่างๆ จึงเข้ามามีบทบาทสาคัญในกระบวนการทางาน “ร่วมกัน” เพื่อที่จะสื่อสารความก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่าง การทางาน ตัวอย่างกิจกรรมสื่อสารดังกล่าว ได้แก่ การสนทนาแบบเห็นหน้าค่าตา (face-to-
29.
29สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย face dialogue) การสร้างความเชื่อมั่น (trust building) ความ มุ่งมั่นที่จะทางานร่วมกัน (commitment to the process) และความเข้าใจร่วมกัน (shared understanding) ทั้งนี้ ควร พิจารณานากิจกรรมต่างๆ ไปใช้อย่างเหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของ กระบวนการ การที่หน่วยงานต่างๆ ได้มาร่วมกันบริหารจัดการงานใดงานหนึ่งนั้น อุปสรรคที่ อาจพบได้ มีดังนี้ - โครงสร้าง/การเงิน/และระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานที่ทางาน “ร่วมกัน” มีความ แตกต่างกัน อาทิ ข้อกาหนดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อกาหนดที่เกี่ยวกับการถ่ายโอน เงิน ข้อกาหนดเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน เป็นต้น - องค์ความรู้ และความมุ่งมั่นมีไม่เพียงพอ เช่น ขาดประสบการณ์การทางานร่วมกับ ผู้อื่น ทาให้ไม่ เกิดการสื่อสารระหว่างกัน การกลัวเกรงที่จะสูญเสียอานาจ เพราะ ต้องถ่ายเทและแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น เป็นต้น - ขาดการสนับสนุนที่ยั่งยืนจากฝุายการเมือง - ระบบข้อมูลเพื่อประเมินผลที่ไม่เพียงพอ ทาให้ไม่สามารถแสดงให้เห็นความสาเร็จ ของการ ทางานร่วมกันในเชิงตัวเลขได้ โดยสรุป การบริหารจัดการร่วมกันเป็นกระบวนการทางานที่เอื้อให้ภาคส่วนต่างๆ มีเวที เจรจาต่อรองซึ่งกันและกัน ตลอดจนเอื้อต่อการทางานแบบเปิดกว้าง และสร้างขีดสมรรถนะ ของภาคส่วนต่างๆผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการใช้ทรัพยากร เป็นวิธีการบริหารร่วมกัน เป็นกลุ่ม ซึ่งอาจประกอบด้วย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน โดยมี เปูาหมายพื้นฐานอันเดียวกันเกี่ยวกับการทางานให้สาเร็จ ในกระบวนการทางานนี้จะเกิดการ บริหารจัดการอย่างร่วมมือกัน ไม่ใช่การบริหารจัดการอย่างแข่งขันกัน เป็นการบริหารจัดการที่ มีพลังนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงของผลการดาเนินงาน PS 707 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ศึกษาความสาคัญของทรัพยากรมนุษย์ที่มีต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาการของ แนวคิดและทฤษฏีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์การ
30.
30สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย สหประชาชาติ นโยบายของรัฐด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจัดการด้านทรัพยากร มนุษย์ ตลอดจนปัญหาต่างๆ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาหรับแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นั้นความคิดเดิมคือการเน้นการลงทุนใน ตัวมนุษย์เพื่อให้มนุษย์กลายเป็นทุนทางด้านการผลิตเพื่อสร้างความเติบโตในทางเศรษฐกิจ แต่ ปัจจุบันการพัฒนามนุษย์เน้นการสร้างให้มนุษย์มีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจ รวมทั้ง พัฒนาให้มนุษย์ความสุข ใช้ชีวิตโดยปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ นอกจากนี้ยังเน้นการลงทุนด้านการศึกษาเพื่อให้มนุษย์มีศักยภาพในการแข่งขันในการ สร้างนวตกรรม โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ หรือพนักงานของรัฐหรือข้าราชการในยุคใหม่จะ แตกต่างไปจากข้าราชการยุคเดิม โดยเฉพาะทัศนคติในการทางานราชการมีการปรับเปลี่ยนให้ ทางานเหมือนเอกชนมากขึ้น เน้นให้ประชาชนเป็นลูกค้า สร้างและผลิตนวัตกรรมเพื่อการ บริการให้มากขึ้น ความสาคัญของคนทาให้การบริหารทรัพยากรบุคคลปัจจุบันเป็นการพัฒนา ทรัพยากรมนุษยในเชิงกลยุทธ์ คือการเอาคนเป็นศูนย์กลาง การมองว่าคนเป็นพลังขับ เคลื่อนที่สาคัญที่สุดขององค์กร สาคัญกว่าทรัพยากรตัวอื่นๆ จึงต้องพัฒนาศักยภาพ (Competency) ให้มีความโดดเด่น เพื่อให้คนเป็นพลังนาไปสู่เปูาหมายขององค์กร เนื่องจากทุกวันนี้เป็นยุคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร องค์การแต่ละองค์การสามารถเรียนรู้ ได้แทบจะเท่าเทียมกัน การทางานขององค์กรทุกองค์กรแทบจะไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับสถานที่ และเวลาอีกต่อไป ความสามารถในการแข่งขันขององค์การจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์การตั้งอยู่ ณ ที่ใด หรือมีเทคโนโลยีเหนือกว่าอีกต่อไป แต่ ขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ในยุคใหม่ขึ้นอยู่กับว่า องค์การไหนมีคนที่มีคุณภาพมากกว่ากัน การพัฒนาคนจึงเป็นเรื่องสาคัญที่สุดขององค์การ และการพัฒนาคนที่ดีจะต้องพัฒนา ในเชิงกลยุทธ์ด้วย โดยกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ขององค์กร
31.
31สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ลักษณะเช่นนี้ฝุายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การที่เรียกว่า HR จะต้องเป็นนัก ยุทธศาสตร์ที่ต้องทางานร่วมกับ CEO ขององค์การหัวหน้าฝุายทรัพยากรมนุษย์ หรือ CHR (Chief Human Resource)ในองค์กรสมัยใหม่จะไม่ได้เป็นแค่งานธุรการที่ทางานเฉพาะ เรื่อง เงินเดือนและสวัสดิการพนักงานอีกต่อไป แต่ HR ในองค์กรเชิงกลยุทธ์จะต้องเป็น HR มืออาชีพ หรือ HR Professional ที่ต้องคิดว่าจะสร้างและพัฒนาคนเพื่อให้คนมีขีดความสามารถ (Capabilities) ในการทางาน มีการทุ่มเทในการทางาน เพื่อให้บรรลุเปูาหมายขององค์การได้ อย่างไร ทั้งนี้แนวคิดเชิงกลยุทธ์เป็นแนวคิดที่เริ่มต้นในวงการทหาร แต่ภาคเอกชนนามาใช้ในการ บริหารจัดการมานานแล้ว รวมทั้งในปัจจุบันที่ภาคเอกชนให้ความสาคัญกับการพัฒนาคน เชิงกลยุทธ์ ส่วนภาคราชการเพิ่งนามาปรับใช้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราเริ่มใช้แนวคิดการ บริหารองค์การราชการเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ จากหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งจะเป็นแนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้ สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง สงบสุข และตั้งอยู่ใน ความถูกต้องเป็นธรรม ซึ่งจะนามาสู่ความยั่งยืนได้โดยเน้นการให้ ความสาคัญในการพัฒนาคน ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา ท ฤ ษ ฎี ก า ร พั ฒ น า ที่ ยั่ ง ยื น Sustainable Development: UNDP, GHI-HPI (Buddha thought, BHUTAN concept), etc. What Is Human Development ?: Mahbub ul Haq • เปูาหมายขั้นพื้นฐานของการพัฒนาคือการขยายโอกาสหรือทางเลือกของประชาชนให้ มากขึ้น ซึ่งทางเลือกดังกล่าวไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อเวลาได้เปลี่ยนไป • วัตถุประสงค์ของการพัฒนาคือการริเริ่มสร้างสภาวะแวดล้อมสาหรับมนุษย์เพื่อให้มีมี สุขอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ที่สร้างสรรค์ในระยะยาว • การบรรลุเปูาหมายของการพัฒนามิได้ปรากฏผลขึ้นทันทีทันใด หรือไม่เฉพาะในเชิง รายได้หรือการเจริญเติบโต แต่รวมถึง : • การที่มนุษย์สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ • ได้รับการเลียงดูและการบริการสุขภาพที่ดีขึ้น
32.
32สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย • มีชีวิตที่มั่นคง • มีความปลอดภัยจากอาชญากรรมและความรุนแรงทางกายภาพ • มีช่วงเวลาสาหรับความสุนทรีที่น่าพึงพอใจ • มีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง วัฒนธรรมและจิตสานึกของการมีส่วน ร่วมในกิจกรรมของชุมชน • ฯลฯ ทฤษฎีนี้ มองว่า : - มนุษย์เป็นผู้ทาให้เกิดการพัฒนา เป็นผู้คิดและตัดสินใจด้วยตนเอง - มนุษย์พัฒนาตนเองไปได้เรื่อยๆ - ไม่ได้ให้น้าหนักกับรายได้มากนัก - มองความสุขที่ได้รับจากการพัฒนา การพัฒนา คือ การพยายามกระทาให้บรรลุเปูาหมายโดยส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ ของมนุษย์ให้สามารถกาหนดชะตากรรมของตนเองได้ (มหาตมะ คานธี) การพัฒนาแบบยั่งยืน : “การพัฒนาที่เกิดความสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนไม่ทิ้งภาระไว้แก่คนรุ่นหลัง” ตัวชี้วัดการพัฒนาแบบยั่งยืน : 1. คุณภาพชีวิต 2. การศึกษา 3. มาตรฐานการครองชีพ Human development • หลักพื้นฐานของการขยายโอกาสในทางเลือกคือการสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ (Building Human Capabilities) เพื่อให้เขาสามารถกระทาหรือเป็นไปตามความต้องการ ของชีวิต • ขีดความสามารถในการพัฒนามนุษย์จะนาไปสู่...
33.
33สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย - ชีวิตที่ดีมีสุขภาพอนามัย - มีความรู้ - สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จาเป็นสาหรับมาตรฐานการครองชีพ - สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของชุมชน • จุดเน้นของการพัฒนาในมิติของการขยายตัวในเชิงสะสมตลอดจนการสร้างความมั่งคั่ง ในทางการคลังไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะในทัศนะของปรัชญาเมธี และ นักเศรษฐศาสตร์ ที่จะมุ่งเน้นเปูาประสงค์ในเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ ซึ่งเป็นเปูาหมายหลักของ การพัฒนา • เช่นอาริสโตเติล : “ความมั่งคั่งมิใช่เป็นสิ่งที่เราเสาะแสวงหา แต่เป็นไปเพียงเพื่อใช้ ประโยชน์ในการขจัดสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปเท่านั้น” • การบรรลุไปสู่สิ่งที่มนุษย์เสาะแสวงหา การพัฒนามนุษย์มีมุมมองเดียวกันกับมุมมองใน ด้านสิทธิมนุษยชน : - เสรีภาพของมนุษย์, การบรรลุถึงขีดความสามารถและการตระหนักในสิทธิของ ตนจะอาศัยเสรีภาพจะเป็นปัจจัยสาคัญ - มนุษย์พึงที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกในทางเลือก และการเข้ามามีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบต่อตน • การพัฒนามนุษย์และสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งคู่กับในการบังคับ และช่วยในการบรรลุ ไปสู่ชีวิตที่ดี และเกรียติภูมิของมนุษย์ทุกคน ตลอดจนการสร้างการเคารพในตนเองและ ผู้อื่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับมหาภาค องค์การระหว่างประเทศกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ - การศึกษา - การสาธารณสุข - การจ้างงาน
34.
34สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย - คุณภาพชีวิต - ความมั่นคงทางสังคม ( cono ic and ocial o ission for sia and acific) 1. (Investment) - - - 2. (Utilization) 3. (Provision) - - -
35.
35สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย (Human Capital) ( u an apital ccu ulation) ตัวอย่างการวิเคราะห์ หากจะกล่าวถึงความจนในมิติเศรษฐศาสตร์การเมือง จะพบว่า คนจนยังมีมิติต่างๆ คือ - จนทรัพย์สิน ไม่มีเงินใช้ อาจจะเนื่องจากไม่มีความรู้จึงไม่มีงานทา ไม่มีที่ดินทากิน ที่จะสร้างรายได้ ไม่มีทุนในการประกอบอาชะ
36.
36สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย - จนโอกาส คนจนมีโอกาสน้อยกว่าคนรวยในเรื่องการเข้าถึงการศึกษา และเรื่อง สุขภาพอนามัย รวมทั้งโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร - จนอานาจ คนจนขาดอานาจต่อรองในทางการเมือง อาจเพราะเกรงกลัวอิทธิพล เถื่อนจะมารังแก หากไปต่อสู้เรียกร้อง - จนศักดิ์ศรี คนจนจะถูกดูหมิ่นดูแคลนจากพวกคนรวยซึ่งมองข้ามศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ของคนจนไป กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของรัฐในประเด็นคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสทาง สังคมอาจแบ่งได้เป็น ยุทธศาสตร์ ที่ 1 การลงทุน (Investment) 1.1 การลงทุนด้านสุขภาพ ได้แก่ - จัดให้มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะโดยเป็นของสาธารณะแบบมีผู้ดูแล - จัดหาน้าสะอาดให้ดื่ม ใช้ โดยเป็นของสาธารณะแบบมีผู้ดูแล - จัดบริการขั้นพื้นฐานทางสาธารณะสุข เช่น ให้วัคซีนปูองกันโรคต่าง ๆกับเด็กๆ ให้ ความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และการปูองกันเบื้องต้น - จัดให้มีการโภชนาการที่ดี เช่น แจกนม ให้ความรู้เรื่องการบริโภคอาหาร การ ได้รับสารอาหาร แนะนาให้บริโภคอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ตามสภาพท้องถิ่น - จัดให้มีหลักประกันสุขภาพลงทุนทางด้านสุขภาพนี้จะช่วยให้คนจนมีสุขภาพร่างการ และอนามัยดีขึ้น 1.2 การลงทุนด้านการศึกษา ได้แก่ - การส่งเสริมให้คนจนเห็นประโยชน์ของการศึกษา - จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เรียนฟรี (ฟรีจริงๆ) - การส่งเสริมให้เด็กเรียนดีแต่ยากจนหรือด้วยโอกาสได้มีโอกาสรับทุนการศึกษาเพื่อ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น - การส่งเสริมความรู้ในเรื่องประชาธิปไตย การเมืองการปกครองและการมีส่วนร่วม ในสังคม การลงทุนในด้านการศึกษา นี้จะมีผลให้คนจนมีทางเลือกในกาดาเนินชีวิต มากขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้สูงขึ้นได้ในอนาคต
37.
37สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ยุทธศาสตร์ที่ 2 การใช้ประโยชน์ (Utilization) เมื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือสะสมทุนมนุษย์ไปแล้วต้องคานึงถึงงานที่จะมารองรับ ด้วย ประเทศไทยจึงยึดถือการวางแผนกาลังคนหรือแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่าง จริงจัง เพื่อรองรับทรัพยากรมนุษย์ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี เมื่อคนจนได้รับโอกาสทางการศึกษา มีความรู้ก็สามารถออกไปประกอบอาชีพสร้าง รายได้เลี้ยงตัวเองและจุนเจือครอบครัวได้ ประกาศก็มีแรงงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การให้ประโยชน์ (Provision) รัฐควรสร้างระบบสวัสดิการที่ดีให้กับคนจนและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมโดยให้มี หน่วยงานที่รับผิดชอบทางานอย่างจริงจัง เข้มแข็ง หรือรัฐอาจเข้าไปส่งเสริมให้คนจน รวมกลุ่มกันเข้าเพื่อสร้างสวัสดิการต่าง ๆ ขึ้นมารองรับกลุ่มของตนเอง เมื่อคนจนได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้นก็จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพวกเขาได้ บริบททางด้านสถาบัน บทบาทของสถาบันที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเด็นนี้ ประกอบไป ด้วย 1. สถาบันครอบครัว ครอบครัวคนจนมักไม่ค่อยให้ลูกเรียนหนังสือเพราะเสียโอกาสใน การช่วยทางานให้ครอบครัว จึงต้องทาความเข้าใจเสียใหม่ ว่าจะให้ลูกไปเรียนหนังสือ มีความรู้นั้น ส่งผลดีในระยาว เพราะในอนาคตเมื่อลูกมีงานทา มีเงินใช้ก็สามรถดูแลพ่อ แม่ชราได้และมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ทักษะและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็วบนโลกใบนี้ 2. กลุ่มประชาสังคม การส่งเสริมให้คนจนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ แตกต่างกันไปนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพราะการ รวมกันเป็นกลุ่มจะทาให้เกิดอานาจการต่อรองขึ้นระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งปกติแล้ว คนจนจะไม่มีอานาจการต่อรองหรืออานาจทางการเมือง 3. หน่วยงานของรัฐ รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติโดยไม่ เกิดความซ้าซ้อน เหลื่อมล้าของภารกิจ ไม่เกิดความขัดแย้งกัน
38.
38สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 4. หน่วยงานเอกชน – บริษัท ภาคเอกชนควรมีจิตสานึกในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ให้มากขึ้น เช่น เรื่องลดมลภาวะเป็นพิษให้น้อยลง การตอบแทนสังคมโดยการบริจาค ช่วยเหลือผู้ประสบความเดือนร้อนจากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคน ยากคนจนทั้งสิ้น 5. องค์กรพัฒนาเอกชน (Non – Government Organization:NGO) กลุ่มNGOs นับว่ามีบทบาทสาคัญในการเข้าไปช่วยเหลือคนยากคนจนกลุ่มต่าง ๆ ทั่ว ประเทศ โดยเข้าไปปกปูองผลประโยชน์ของคนยากคนจนและผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย มี ความสามารถในการเข้าถึงคนยากคนจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเป็นตัวแทนของ ความต้องการและผลประโยชน์ของท้องถิ่น การทางานของ NGO นั้นประสบความสาเร็จใน หลายโครงการดังที่เราทราบจากข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จาเป็นต้องเชื่อมโยง สอดคล้องกันอย่างเข้มแข็ง กระบวนการพัฒนามนุษย์ในด้านคนยากคนจนและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมจึงจะสามารถ ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: UNDP UNDP เป็นองค์การเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Program) ซึ่งมีแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เรียกว่าการพัฒนามนุษย์ (Human Development: HD) โดยพัฒนามนุษย์จะมองในมุมที่กว้างกว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนามนุษย์ (Human Development: HD) ตั้งแต่ พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) UNDP ให้ความสาคัญกับ “การพัฒนาคน” สหประชาชาติได้ประกาศให้ทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นทศวรรษที่ 4 ของการพัฒนาเป็นทศวรรษที่ เน้นการพัฒนาคน (The Forth Decade of Development: Human Development Decade) การพัฒนามนุษย์ (HD) ตามความหมายของ UNDP จึงหมายถึง การขยาย ทางเลือกของคนในสังคมหนึ่ง ๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายโดยเฉพาะคนยากจนและ เสียเปรียบในสังคม
39.
39สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย -คาว่า “การขยายทางเลือกของคนในสังคม” เห็นได้ว่าคนในประเทศด้อยพัฒนาและ ประเทศกาลังพัฒนาจะมีทางเลือกน้อย เพราะคนในประเทศเหล่านี้จะมีความยากจน การศึกษาต่า การพัฒนามนุษย์จึงเป็นการขยายทางเลือก วิธีการขยายทางเลือกให้กับคนที่คนที่ด้อยโอกาสจะมีมากมาย ทั้งการให้การศึกษา การ มีงานทา การมีโอกาสในการโยกย้าย การมีสุขภาพที่ดี การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น UNDP จะเน้นว่าการขยายทางเลือกของคนในสังคมจะต้องครอบคลุมทั้ง “ทั้งผู้หญิงและ ผู้ชาย” เพราะ UN สนใจประเด็นความเสียเปรียบ การเอารัดเอาเปรียบของผู้หญิงในสังคม โดยเฉพาะในสังคมที่ด้อยพัฒนา ทั้งนี้การขยายทางเลือกของคนในสังคมจะเน้นไปที่ “คนยากจนและเสียเปรียบในสังคม” เพราะคนยากจนและคนที่เสียเปรียบในสังคม เช่น คนพิการ เด็กเร่ร่อน มีทางเลือกน้อย คุณภาพชีวิตจึงต่า การพัฒนามนุษย์ของ UNDP จึงมีคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (People-centered Development) โดยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนจะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว (Longitivity) มี สุขอนามัยดี (Healthy) และมีชีวิตที่สร้างสรรค์ (Creative Lives) ซึ่งประเทศไทยของเราก็เริ่มใช้ ยุทธศาสตร์ยึดคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนามาตั้งแต่แผน 8 เป็นต้นมา ดังนั้นการพัฒนามนุษย์จึงเน้นปัจจัยสาคัญ 4 ประการคือ 1.ขจัดความยากจน (Criminating Poverty) โดยต้องขจัดทั้งความจนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ความจนในโอกาส ความจนในเรื่องอานาจและความยากจนในศักดิ์ศรี 2สร้างงานและการดารงชีพอย่างยั่งยืน (Creating Jobs and Sustaining Livelihoods) การมีงานทาที่มั่นคงอันเป็นหลักประกันของการมีรายได้จึงต้องสร้างงานขึ้นมารองรับ 3.ปกปูองและสร้างเสริมสิ่งแวดล้อม (Protecting and Regenerating the Environment) ทั้งนี้การพัฒนามนุษย์ต้องสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีจะทาให้ มนุษย์ 4.ส่งเสริมความก้าวหน้าของสตรี (Promoting the Advancement of Women) ประเด็น ของสตรีเป็นเรื่องที่สหประชาชาติให้ความสาคัญมาก เพราะหลายประเทศผู้หญิงอยู่ใน สถานภาพที่เสียเปรียบ
40.
40สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เน้น การให้มนุษย์สร้างขีดความสามารถของตนเอง เพื่อนาไปสู่ - การมีสุขภาพอนามัยที่ดี - มีความรู้ - การเข้าถึงทรัพยากรที่จาเป็น - การมีส่วนร่วมในวิถีชีวิต - การแสดงออกทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน ดรรชนีชี้วัดความสุข (Human Development Index) - HDI: UNDP • คุณภาพชีวิต + การสาธารณสุข (Healthy Life) • ความรู้ (Knowledge) • รายได้ที่เพียงพอต่อการบริโภค : มาตรฐานการครองชีพ (A Decent Standard of Living) การวัดความสุขมวลรวมระหว่างประเทศ (The Gross International Happiness Project-GIH) ไม่เน้นเรื่องอื่นนอกจากความสุขของประชาชน ไม่สนใจรายได้ แต่เน้นในความพอใจใน สิ่งที่มีที่เป็น เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมตาม ธรรมชาติ เช่น วิถีชีวิตของชาวบ้าน “บ้านตะค่อม จังหวัดศรีสะเกษ” ที่ทางการประเมินว่าเป็น หมู่บ้านที่ยากจนที่สุด ตามเกณฑ์ประเมินที่ถือเอา "รายได้" เป็นตัวชี้วัด แต่พวกเขามีความสุขที่ แท้จริงตามวิถีแห่ง "สันโดษ" คือการแสวงหาความสุขด้วยการพึ่งวัตถุให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็น ตัวชี้วัดความสุขแท้จริง
41.
41สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย สามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน • เศรษฐกิจ Economic • สิ่งแวดล้อม Environmental • สังคม Social “Development of the People by the People and for the People” : มนุษย์เป็น ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ เช่น โครงการ OTOP แม้ว่าจะมีการสอบถามจากชาวบ้านเพื่อปลูก จิตสานึกในการมีส่วนร่วมของคน แต่การดาเนินงานที่ไม่ได้มีการต่อยอดความคิด (ขาดการ ติดตาม ประเมินผลและการพัฒนา) จึงทาให้โครงการไม่ประสบความสาเร็จเท่าที่ควร ข้อดี : - มนุษย์สามารถพัฒนาตนเอง ด้วยขีดความสามารถของตนเอง - มีการส่งเสริมการพัฒนาในทุกๆ ด้านอย่างเท่ากัน - คนพัฒนาตนเอง โดยรัฐเป็นผู้ส่งเสริมและให้โอกาสในการมีส่วนร่วม - สามารถนาเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับทฤษฎีการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างดี - มองความสุขที่ได้รับจากการพัฒนามากกว่ารายได้ ข้อเสีย : - ไม่สามารถใช้ได้กับทุกสังคม เนื่องจากความแตกต่างในเรื่องของอุปลักษณะนิสัยที่ ต่างกัน + ผลของการได้รับความช่วยเหลือในอดีต เช่น ประเทศในแถบแอฟริกา เป็นต้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับจุลภาค - การฝึกอบรม ซึ่งก็ยังมีใช้อยู่ในปัจจุบัน - การจัดการความรู้ (Knowledge Management) => องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) KM (Knowledge Management) การจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน “มุมมองด้านองค์การเรียนรู้ / การพัฒนาองค์กร” KM เป็นกระบวนการที่นาความรู้ที่มีอยู่หรือที่เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ องค์กร โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น 1. ค้นหา รู้ว่าองค์การมีความรู้อะไรบ้าง “รู้เรา”
42.
42สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ ดึงความรู้มารวบรวม และแสวงหาเพิ่มจาก ภายนอกองค์กร 3. การจัดความรู้เป็นระบบ สามารถค้นหาและใช้ประโยชน์ได้ 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ให้อยู่ในรูปแบบและภาษาที่เข้าใจง่าย 5. การเข้าถึงความรู้ 6. การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ จัดเก็บในรูปแบบเอกสาร หรือนาเทคโนโลยี มาช่วย 7. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สม่าเสมอ กระบวนการจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธี คิด ทางานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาวิธีทางานในรูปแบบใหม่ ๆ ทดลองการ เรียนรู้ และนาเข้าความรู้จากภายนอกมาปรับใช้อย่างเหมาะสม มี เปูาหมาย คือ - เพื่อ พัฒนางาน - เพื่อพัฒนาคน -เพื่อพัฒนา “ฐานความรู้” ทุนความรู้หรือทุนปัญญาของ องค์กรจะช่วยทาให้องค์กรมีศักยภาพในการฟันฝุาความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดีขึ้น องค์ประกอบ KM - คน : แหล่งความรู้และนาไปใช้ - เทคโนโลยี : เครื่องมือ ค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน นา ความรู้ไปใช้ - กระบวนการจัดการ : วิธีการบริหารเพื่อนาความรู้ไปใช้ ปัจจัยที่ทาให้การจัดการความรู้ประสบความสาเร็จ 1. ภาวะผู้นาและกลยุทธ์ 2. วัฒนธรรมองค์กร 3. เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการจัดการความรู้ 4. การวัดผล ทาให้องค์กรทราบถึงสถานะปัจจุบัน เพื่อนาไปทบทวนและปรับปรุง 5. โครงสร้างพื้นฐาน องค์กรควรให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างสะดวก เช่น สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ สรุป หากองค์กรสามารถบริหารปัจจัยทั้ง 5 ประการอย่างเป็นระบบ เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน และมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันแล้ว การจัดการความรู้ก็จะไม่ใช่เรื่องยาก
43.
43สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย LO (Learning Organization) องค์การแห่งการเรียนรู้ แนวคิดในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ การทาให้คนในองค์การเรียนรู้ปัจจัย ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อนามาใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาองค์กรอย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งต้องมีการจัดการความรู้ควบคุ่ไปด้วยเสมอ LO เป็นกระบวนการบริหารรูปแบบใหม่ที่ให้ความสาคัญต่อ - การพัฒนาความเป็นผู้นา - การเรียนรู้ของบุคลากรภายในองค์กร - เน้นรูปแบบการทางานเป็นทีม - เสริมสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน - สร้างสรรค์ความคิดและความใจในการทางานอย่างเป็นระบบ โดยประสานรับกัน ระหว่างหน่วยงาน - เพื่อพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งและสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน เรียนรู้เพื่อ - เชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ขององค์กรกับกระบวนการเรียนรู้ - สร้างผู้นา - สร้างทีมงานในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดนวัตกรรม องค์ประกอบที่สาคัญซึ่งนับว่าเป็นหัวใจของการเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” คือ “วินัย 5 ประการ” ซึ่ง Peter M Senge กล่าวไว้ ได้แก่ 1. บุคคลที่รอบรู้ (Personal Mastery)
44.
44สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย หมายถึง การเรียนรู้ของบุคลากรจะเป็นจุดเริ่มต้น คนในองค์กรจะต้องให้ความสาคัญ กับ การเรียนรู้ ฝึกฝน ปฏิบัติ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ 2. รูปแบบความคิด (Mental Model) หมายถึง แบบแผนทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ จากการสั่งสมประสบการณ์ กลายเป็นกรอบความคิดที่ทาให้บุคคลนั้น ๆ มีความสามารถในการทาความเข้าใจ วินิจฉัย ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม คิดแบบบูรณาการ 3. การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) หมายถึง การสร้างทัศนคติร่วมของคนในองค์กรให้สามารถมองเห็นภาพและมีความ ต้องการที่จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการมองในระดับความมุ่งหวัง เปรียบเสมือนหางเสือ ของเรือที่ขับเคลื่อนให้เรือนั้นมุ่งสู่เปูาหมายในทิศทางที่รวดเร็ว ประหยัดและปลอดภัย 4. การเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning) หมายถึง การเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในลักษณะกลุ่มหรือทีมงาน เป็นเปูาหมาย สาคัญที่จะต้องทาให้เกิดขึ้น เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กัน อย่างสม่าเสมอ เพื่อก่อให้เกิดการร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น 5. การคิดเชิงระบบ (System Thinking) หมายถึง การที่คนในองค์กรมีความสามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ โดยมองเห็นภาพ ความสัมพันธ์กันเป็นระบบได้อย่างเข้าใจและมีเหตุมีผล เป็นลักษณะการมองภาพรวมหรือ ระบบใหญ่ ก่อนว่าจะมีเปูาหมายในการทางานอย่างไร แล้วจึงสามารถมองเห็นระบบย่อย ทาให้สามารถนาไปวางแผน และดาเนินการทาส่วนย่อย ๆ นั้นให้เสร็จทีละส่วน ในการขับเคลื่อนองค์การแห่งการเรียนรู้ต้องสามารถขับเคลื่อนได้ทั้งองค์การโดยผ่าน การขับเคลื่อนทางกลยุทธ์ที่มีการคิดเชิงระบบที่เชื่อมโยงสนับสนุนกันโดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ ทางการบริหารและทางการพัฒนาคุณภาพมาใช้ให้ถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา การนาหลักสมรรถะ (Competency) นามาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ David C. McClelland ที่กล่าวว่า Competency คือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ ปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้น สร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่
45.
45สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย กาหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบ ความสามารถตามกรอบแนวคิดเรื่องขีดความสามารถ ซึ่ง สามารถอธิบายได้ตามแผนภาพโมเดลภูเขาน้าแข็ง แสดงเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการของ Competency สามารถอธิบายได้ว่า คุณลักษณะของบุคคลนั้นเปรียบเหมือนภูเขาน้าแข็งที่ ลอยอยู่ในน้า โดยมีส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยลอยอยู่เหนือน้า ได้แก่ ความรู้ที่บุคคลมีใน สาขาต่างๆ ที่เรียนรู้มา และส่วนของทักษะ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ ชานาญพิเศษใน ด้านต่างๆ ส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้านี้เป็นส่วนที่สังเกตและวัดได้ง่าย สาหรับส่วนของ ภูเขาน้าแข็งที่อยู่ใต้น้านั้นเป็นส่วนที่มีปริมาณมากกว่าสังเกตและวัดได้ยากกว่า และเป็น ส่วนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลมากกว่า ส่วนต่างๆ นี้ได้แก่ บทบาทที่แสดงออก ต่อสังคม (Social Role) ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง (Self-Image) คุณลักษณะ
46.
46สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ส่วนบุคคล (Traits) และแรงจูงใจ (Motives) ส่วนที่อยู่เหนือน้านั้นเป็นส่วนที่สัมพันธ์กับ เชาวน์ปัญญาของบุคคล ซึ่งการที่บุคคลมีเพียงความฉลาดที่ทาให้เขาสามารถเรียนรู้ องค์ความรู้ และทักษะได้เท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะทาให้เขาเป็นผู้ที่มีผลการ ปฏิบัติงานที่โดดเด่น บุคคลจาเป็นต้องมีแรงผลักดัน เบื้องลึก คุณลักษณะส่วนบุคคล ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเองและบทบาทที่แสดงออกต่อสังคมที่เหมาะสมด้วยจึง จะทาให้เขาสามารถเป็นผู้ที่มีผลงานที่โดดเด่นได้ และคานิยามนี้มักจะถูกนามาเป็น กรอบแนวทางในการกาหนด ผู้เขียนขอสรุปความหมายของคาว่า Competency ที่จะใช้ในบทความฉบับนี้ว่า คือ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และคุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Characteristic of Attributes) ที่ส่งผลต่อการแสดง พฤติกรรม (Behavior) ที่จาเป็น และมีผลทาให้บุคคลนั้น ปฏิบัติงานในความรับผิดชอบของตนได้ดีกว่าผู้อื่น Competency ของคนซึ่งเกิดได้จาก 3 ทางคือ (ณรงค์วิทย์ แสนทอง : 2547) 1 เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 2 เกิดจากประสบการณ์การทางาน 3 เกิดจากการ ฝึกอบรมและพัฒนา ประเภทของ Competency แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์: 2547) 1. ขีดความสามารถหลัก (Core Competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะหรือการ แสดงออกของพฤติกรรมของพนักงานทุกคนในองค์การ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวม ถ้าพนักงานทุกคนในองค์การมีขีด ความสามารถประเภทนี้ ก็จะมีส่วนที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์การบรรลุเปูาหมายตามวิสัยทัศน์ได้ 2. ขีดความสามารถด้านการบริหาร (Managerial Competency) คือ ความรู้ ความสามารถด้านการบริหารจัดการ เป็นขีดความสามารถที่มีได้ทั้งในระดับผู้บริหารและระดับ พนักงานโดยจะแตกต่างกันตามบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบ (Role – Based) แตกต่าง ตามตาแหน่งทางการบริหาร งานที่รับผิดชอบ 3. ขีดความสามารถตามตาแหน่งงาน (Functional Competency ) คือ ความรู้ ความ สามารถในงานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเฉพาะของงานต่าง ๆ
47.
47สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย (Job – Based) เช่น ตาแหน่งวิศวกรไฟฟูา ควรต้องมีความรู้ทางด้านวิศวกรรม นักบัญชี ควร ต้องมีความรู้ทางด้านการบัญชี เป็นต้น 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 1. 2. 3. 4. 1. Batch hiring 2. Clustering 3. Role Model 4. Women’s network 5. Flexible organization structures
48.
48สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 6. 1. 1.1 1.2 1.3 2. 2.1 2.2 2.3 3. 3.1 3.2 3.3 1.
49.
49สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 2. 3. 1. 2. 3. 4. PS 708 องค์การและการจัดการ แนวความคิดเกี่ยวกับองค์การและการจัดองค์การ ปรัชญาการบริหาร เปูาหมาย รูปแบบ และจริยธรรมของนักบริหาร องค์ประกอบการบริหารยุทธศาสตร์ และการพัฒนาการ บริหาร การบริหารภายใต้ภาวะจากัด การจัดการกับความขัดแย้ง ตลอดจนการแก้ปัญหาใน กรณีศึกษาด้านการบริหารที่แท้จริง องค์การ หมายถึง การที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมมือกัน มีวัตถุประสงค์หรือ เปูาหมายร่วมกัน และที่สาคัญที่สุดคือต้องมีการจัดการเพื่อให้เปูาหมายบรรลุผล เชสเตอร์ ไอ. บาร์นาร์ด กล่าวว่า องค์การ หมายถึง การร่วมมือร่วมใจกันของคนใน การกระทาการบางอย่างร่วมกันอย่างมีจิตสานึก หมายความว่าคนที่มาร่วมกันนั้นไม่ได้ถูก บังคับให้มาแต่มาอย่างเต็มใจ อย่างสมัครใจ รู้ว่ามาทาอะไร และกระทากิจกรรมบางอย่างใน ระยะเวลายาวนอนพอสมควรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ ถ้ามีแค่วัตถุประสงค์แต่ไม่ มีกิจกรรมย่อมไม่ใช่องค์การที่สมบูรณ์ เช่น คนที่นั่งรถเมล์คันเดียวกัน ต่างคนต่างมีเปูาหมาย
50.
50สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ต่างกันลงกันคนละที่ นั่งบนรถก็ไม่มีการทากิจกรรมร่วมกัน แตกต่างกับการนั่งรถทัวร์ไปทา กิจกรรมรับน้องที่ทุกคนมีเปูาหมายร่วมกันและทากิจกรรมบนรถจึงถือเป็นองค์การ (แบบไม่ เป็นทางการ) ทฤษฏีองค์การ ทฤษฎีการจัดองค์การยุคดั้งเดิม (Classical) เป็นทฤษฎีที่นาเสนอขึ้นมาเพื่อจัดวางระบบโครงสร้างและการบริหารองค์การเพื่อทาให้ เกิดประสิทธิภาพและประหยัด ทาให้บางครั้งมีการเรียกว่าเป็นตัวแบบระบบปิด (Closed Modern ในกลุ่มนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจ 3 แนวคิดด้วยกันคือ 1.Bureaucratic Theory หรือแนวคิดการจัดองค์การแบบมีแบบแผน แมกซ์ เวเบอร์ มองว่าองค์กรขนาดใหญ่ควรจะมีการจัดระบบการทางานที่ชัดเจน เพื่อ ทาให้เกิดการทางานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ลักษณะที่สาคัญของ Bureaucracy ประกอบด้วย -Hierarchy ต้องมีการจัดสายการบังคับบัญชา -Division Of Labor การแบ่งงานกันทาตามความชานาญตาม Specialization -Impersonality การไม่คานึงถึงตัวบุคคลในการปฏิบัติงาน -Rules & Regulations การทางานจะต้องยึดกฎระเบียบเป็นหลัก 2.Scientific Management Theory หรือการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ เป็นแนวคิดที่เท เลอร์นาเสนอในสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของเวเบอร์ เป็นแนวคิดที่มุ่งหวังให้ การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการสร้างระบบการทางานที่ดีที่สุด การจูงใจในการ ทางาน โดยมีจุดเน้นที่สาคัญคือการพัฒนาคน 3.Administrative Management Theory การจัดการและการบริหาร มองว่าหลักการการ จัดการแบบวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์ใช้สาหรับผู้ปฏิบัติงานระดับล่างเท่านั้น กลุ่มนี้จึงเสนอ หลักการบริหารที่นาไปใช้ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น นักวิชาการในกลุ่มนี้ที่สาคัญมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ อังรี ฟาโร เป็นนักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศส มองว่าการบริหารจัดการใน องค์การที่จะทาให้เกิดประสิทธิภาพควรจะมีหลักในการบริหารจัดการ 5 ประการ ที่เรียกย่อๆ ว่า POCCC ประกอบด้วย
51.
51สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 1.Planning คือการวางแผน หรือการกาหนดแนวทางในการดาเนินงานเอาไว้ล่วงหน้า ใน การวางแผนจะมีองค์ประกอบคือ ผู้ปฏิบัติงาน งานที่ต้องทา และระยะเวลาในการทางาน 2.Organizing การจัดองค์การ คือการจัดหน่วยงานที่จะรองรับการปฏิบัติงาน 3.Commanding/Directing การอานวยการหรือการสั่งการ 4.Coordinating การประสานงาน 5.Controlling การควบคุม นอกจากนี้ฟาโยยังเสนอหลักการทั่วไปๆในการบริหารงานอีก 14 ข้อประการ เช่น หลักการแบ่งงานกันทา หลักวินัยในการทางาน เป็นต้น กลุ่มที่สอง คือ กุลลิคและเออร์วิค นาเสนอหลักการในการจัดการที่เรียกว่า POSDCORB ซึ่งมีความใกล้เคียงกับหลักการของฟาโย ประกอบด้วย -P-Planning การวางแผน -O-Organizing การจัดองค์การ -S-Staffing การจัดบุคคลเข้าไปปฏิบัติงาน -D-Directing การอานวยการ -Co-Coordinating การประสานงาน -R-Reporting การจัดรายงานผล -B-Budgeting การจัดทางบประมาณ (ทั้ง การรายงานและการจัดทางบประมาณเป็น เหมือนการควบคุมของฟาโยนั่นเอง) กุลลิกและเออร์วิคมองว่าทั้ง 7 ประการเป็นหน้าที่ที่สาคัญของการบริหาร ซึ่งในเวลา ต่อมาจะมีหน้าที่อื่นๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย นั่นคือแนวคิดที่สาคัญทั้ง 3 แนวที่อยู่ในทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิก ซึ่งจะเน้นการ นาเสนอหลักการ หรือวิธีการทางานภายในองค์การเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและ ประหยัด โดยไม่ได้คานึงถึงคนในองค์การว่าคนในองค์การจะทาตามหลักการหรือหลักเกณฑ์ที่ วางเอาไว้หรือไม่ ทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิกจึงไม่ได้คานึงถึงคนในองค์การ และไม่ให้ ความสาคัญกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ ทาให้ถูกมองว่าเป็น Organization Without People Approach หรือเป็นองค์การที่ปราศจากคน (Dehumanize)
52.
52สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย การเรียกว่าทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิกว่าเป็นตัวแบบระบบปิดเนื่องจาก -การไม่สนใจคนในองค์การ -การไม่สนใจสภาพแวดล้อมอื่นๆขององค์การ โดยให้ความสาคัญเฉพาะหลักการ ทางานและหลักการบริหารเท่านั้น ทฤษฎีในยุคดั้งเดิมแบบใหม่ (Neo-Classical) ถูกมองว่าเป็นทฤษฎีระบบเปิด หรือ Open Model เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากยุค คลาสสิก พยายามลดข้อจากัดของทฤษฎีในยุคคลาสสิก โดยให้ความสนใจในปัจจัยที่เกี่ยวกับ มนุษย์อย่างจริงจัง นักวิชาการสาคัญในกลุ่มนี้เช่น แมรี่ ปาร์กเกอร์ ฟอลเลต (Mary Parker Follet) ,เอลตัน เมโย (Elton Mayo), เชสเตอร์ ไอ.บาร์นาร์ด (Chester I.Barnard) แมรี่ ปาร์กเกอร์ ฟอลเลต เป็นนักวิชาการคนแรก ที่สนใจปัจจัยเกี่ยวกับมนุษย์ มองว่า มนุษย์เป็นองค์ประกอบที่สาคัญในการบริหารงานในองค์การและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นปัจจัยที่มีความซับซ้อนและมีความลึกซึ้ง ทั้งยังเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์การมักจะมา จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันซึ่งมักนามาซึ่งความ ขัดแย้ง ความสนใจของฟอลเลตทาให้เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาเกี่ยวกับ Human Relation Movement หรือการศึกษาเกี่ยวกับขบวนการมนุษยสัมพันธ์ในช่วงเวลาต่อมา เอลตัน เมโย เป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญในการศึกษาเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ โดยเขาได้ ทาการศึกษาในเชิงทดลองที่เรียกว่า Hawthorne Experiments ในบริษัทไฟฟูาในเมืองชิคาโก เป็นการศึกษาทดลองแบบวิทยาศาสตร์ คือเป็นการศึกษาแบบมีขั้นตอนและมีระเบียบ วิธี สิ่งที่เมโยศึกษาก็คือการศึกษาถึงสภาพแวดล้อมกับผลของการทางาน ว่า สภาพแวดล้อมมีผลต่อการทางานหรือไม่ โดยสภาพแวดล้อมที่เมโยศึกษาคือ ความเข้มของ แสงสว่างในที่ทางาน และมีการตั้งสมมุติฐานว่าถ้าแสงสว่างเพิ่มขึ้นจะทาให้ผู้ปฏิบัติงานทางาน ได้มีประสิทภาพสูงขึ้น
53.
53สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย การทดลองของเมโยทาโดยการให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆพร้อมกับการบันทึกผล การปฏิบัติงาน พบว่าผลการปฏิบัติงานของคนงานดีขึ้นทุกระยะๆเมื่อมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น แต่เมื่อ มีการลดแสงสว่างลงในระยะต่อมาผลการปฏิบัติงานก็ยังดีขึ้น ทาให้เขามองว่าความเข้มของ แสงสว่างไม่ได้มีผลโดยตรงต่อผลการปฏิบัติงาน แต่เขาพบว่าขวัญและกาลังใจมีผลต่อผลการ ปฏิบัติงาน เนื่องจากคนงานที่นามาทดลองศึกษาได้เกิดความผูกพันกัน ทาให้เกิดกลุ่มในการ ทางาน เกิดความคุ้นเคย เมโยจึงมองว่ามาตรฐานในการทางานจึงเป็นเรื่องของกลุ่มภายในองค์การ โดยที่ องค์การไม่จาเป็นต้องกาหนด แต่กลุ่มจะกาหนดมาตรฐานและกาหนดโทษกันเอง เช่นถ้าใน กลุ่มมีคนไม่ทางานกลุ่มก็จะลงโทษโดยไม่เอาเข้ากลุ่มถือเป็นการลงโทษทางสังคมที่ได้ผล มากกว่าการลงโทษทางเศรษฐกิจ การศึกษามนุษย์สัมพันธ์จึงเน้นเรื่องกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ ขวัญและกาลังใจในการ ทางาน และการจูงใจทางสังคม ซึ่งเมโยมองว่าสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการ ทางาน เชสเตอร์ ไอ.บาร์นาร์ด เป็นนักวิชาการที่มองว่าองค์การคือการที่คน 2 คนเข้ามา ทางานร่วมกันอย่างมีสติเพื่อให้บรรลุเปูาหมาย โดยการทางานในองค์การมีสิ่งที่สาคัญคือ อานาจหน้าที่และลาดับชั้นของการบังคับบัญชา แต่ต้องเป็นอานาจหน้าที่ที่มีการยอมรับหรือ ได้รับการยินยอมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นอานาจที่ผู้รับคาสั่งยินยอมที่จะทาตาม (เรียกว่า Consent Model ตัวแบบแห่งการยอมรับ) บาร์นาร์ดจึงสนใจทั้งหลักการหรือกฎระเบียบและสนใจคนในองค์การ และมองว่าการ ออกคาสั่งจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับการติดต่อสื่อสาร (Communication) ที่ดีด้วย เพราะหาก สื่อสารผิดพลาดก็จะทาให้ไม่มีการทางานตามคาสั่ง การจะทาให้ผู้รับคาสั่งยอมรับอานาจและทาตามผู้ออกคาสั่ง บาร์นาร์ดได้เสนอแนวคิด ที่เรียกว่า แนวคิดแห่งการสนับสนุนและการเหนี่ยวนา (Concept of Contribution and Inducements) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ให้ความสาคัญกับมนุษย์และให้ความสาคัญกับการสื่อสาร แนวคิดแห่งการสนับสนุน (Contribution) ก็คือความตั้งใจและเต็มใจของผู้ปฏิบัติงานที่จะ ทางานให้กับองค์การ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเหนี่ยวนา (Inducement) หมายถึงความตั้งใจหรือความ
54.
54สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เต็มใจของผู้บริหารที่จะโน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติงานยินยอมทาตามหรือให้ผู้ปฏิบัติงานพร้อมที่จะ ปฏิบัติงาน เช่นการสร้างความเป็นกันเอง การพูดจาที่ดี การให้รางวัลทางสังคม ก็ถือเป็นการ เหนี่ยวนาอย่างหนึ่งของผู้บริหาร ที่จะทาให้ลูกน้องอุทิศตัวเองในการทางาน บาร์นาร์ดให้ความสาคัญกับการโน้มน้าวทางด้านสังคมมากกว่าความโน้มน้าวทางด้าน เศรษฐกิจ ซึ่งจะทาให้เกิดความสาเร็จในการบริหารงาน สิ่งที่ต้องระวังจากการสนับสนุนและเหนี่ยวนาคือการเกิดปัญหาที่เรียกว่า Inducements Communication Contribution Syndrome หรือการความบกพร่องจากการสื่อสาร ทาให้เกิด ความไม่เข้าใจของผู้ปฏิบัติงานซึ่งจะส่งผลให้ไม่เกิด Contribution เช่นในหน่วยงานขนาดเล็กที่มีคนทางาน 7 คนมีการร่วมมือกันทางานอย่างหนักจนงาน ประสบความสาเร็จ หัวหน้าจึงต้องการตอบแทนด้วยการพาลูกน้องไปเที่ยว แต่ไม่สามารถพา ไปพร้อมกันได้ทั้ง 7 คน หัวหน้าจึงต้องจัดสลับกันแต่ไม่ได้สื่อสารให้เกิดความเข้าใจ ก็จะทาให้ เกิดความคลางแคลงใจในระหว่างคนทางานทั้ง 7 คนได้ และผลที่เกิดขึ้นคือความร่วมมือร่วมใจ กันในการทางานหนักก็จะไม่เกิดขึ้นอีก ทฤษฎีองค์การยุคนีโอคลาสสิกจึงเป็นทฤษฎีที่ให้ความสนใจกับคนในองค์การ ขณะที่ยุค คลาสสิกให้ความสาคัญกับหลักการ ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Modern) เป็นทฤษฎีที่พยายามสังเคราะห์ระหว่างทฤษฎีในยุคดั้งเดิมและยุคนีโอคลาสสิกเข้า ด้วยกัน เพราะมองว่าทั้งคนและหลักการล้วนมีความสาคัญ ตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างคนกับหลักการเข้าด้วยกันคือ ทฤษฎี 7’s ซึ่ง ประกอบด้วย *Structure การจัดโครงสร้างขององค์การและการจัดความสัมพันธ์ระหว่างอานาจ หน้าที่และความรับผิดชอบภายในองค์การ *Strategy หรือกลยุทธ์ในการบริหารงาน *Systems คือตัวระบบการทางานในองค์การ หรือระเบียบปฏิบัติ และกระบวนการปฏิบัติงานในด้านต่างๆต้องมีระบบที่ชัดเจน
55.
55สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับองค์การ ที่มีเปูาหมายไปสู่ประสิทธิของ องค์การ ส่วนปัจจัยที่เหลือจะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับคนคือ *Skill ทักษะหรือความชานาญของคนในองค์การ *Staff คือบุคลากรของหน่วยงาน *Style คือลีลาของการบริหาร ส่วน S สุดท้ายคือ Super Ordinate Goal จะเป็นเปูาหมายสูงสุดขององค์การจะบรรลุถึง Super Ordinate Goal ได้จะต้องผสาน S ตัวอื่นๆเข้าด้วยกัน เช่นการจะจัดวางโครงสร้างของ องค์การจะต้องสอดคล้องกับทักษะของผู้ปฏิบัติงาน ทักษะจะเกี่ยวข้องกับการดูแลคนหรือ Staff เป็นต้น ดังภาพ ทฤษฎีนี้ถูกนามาใช้อย่างได้ผลในญี่ปุุน เพราะญี่ปุุนให้ความสาคัญกับคนพร้อมๆกับ หลักการ นอกเหนือจากหลักความสามารถแล้วญี่ปุุนยังดูหลักอาวุโส ขณะที่การบริหารงานใน สหรัฐอาจจะให้ความสาคัญเฉพาะ 3 S แรก ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่จะมองเห็นได้จาก ทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Theory) เพราะจะมองคนว่าคนไม่ใช่ Economic Man หรือ Social Man ล้วนๆ แต่จะ ผสมทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกัน นั่นคือคนเราจะไม่ได้สนใจเงินทองเท่านั้น แต่มีความต้องการทาง สังคมด้วย ทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Theory ) ประกอบด้วย 1.ทฤษฎีการพัฒนาการทางด้านบุคลิกลักษณะ
56.
56สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เป็นทฤษฎีมองว่าคนเราจะมีการพัฒนามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในวัยเด็กจะต้องพึ่งพาคนอื่นๆ และความต้องการพึ่งพาจะลดลงเรื่อยๆเมื่อโตขึ้น พร้อมกับความต้องการที่จะมีอิสระก็มี เพิ่มขึ้น เมื่อคนเข้าสู่วัยทางานก็จะไปพบกับกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นตัวขัดขวางความต้องการ เป็นอิสระของคนเรา ทาให้คนมักจะฝุาฝืนกฎระเบียบ ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านบุคลิกลักษณะจึงเสนอว่าองค์การจะต้องมีการผ่อนปรนให้ คนมีอิสระในการดาเนินการบ้าง ไม่ใช่บังคับให้คนทาตามระเบียบกฎ เกณฑ์ หรือวิธีการทางาน แบบเดิมตลอดเวลา แต่การให้คนมีโอกาสคิดและมีอิสระจะทาให้ผลการปฏิบัติดีกว่าการทา ตามกฎเกณฑ์ไปทั้งหมด 2.ทฤษฎีการจูงใจ ทฤษฎีจูงใจจะมองว่ามีความจาเป็นที่จะต้องโน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติงาน เกิดความต้องการทางาน ทฤษฎีการจูงใจจะมีหลายทฤษฎีเช่นทฤษฎีความต้องการตามลาดับ ขั้นของมาสโลว์ เช่น X ฤษฏี Y ทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ของแมกเคนแลน ซึ่งดัส แปลงทฤษฎีของมาสโลว์และบอกว่าคนมีความต้องการ 3 อย่างคือความต้องการประสบ ความสาเร็จ (Need for Achievements) ความต้องการทางสังคม และความต้องการมีอานาจ (Need for Power) ตัวอย่างของคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสาเร็จคือเอสเฟุ ลอเดอร์ เจ้าของ เครื่องสาอางค์ชื่อดังที่เดิมเป็นแค่สาวขายเครื่องสาอางแบบ Direct Sale แต่ถูกลูกค้าดูถูกทาให้ เธอมีความพยายามและพัฒนาจนกระทั่งเครื่องสาอางค์ของเธอมีชื่อเสียงระดับโลก ทฤษฎีการจูงใจจะช่วยให้ผู้บริหารนาไปใช้ในการโน้มน้าวให้ลูกน้องทางาน เพื่อ ความสาเร็จขององค์การ แต่จะใช้ได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับศิลปะการนาไปใช้ 3.กลุ่มทฤษฎีอื่นๆ เช่น -ทฤษฎีพัฒนาองค์การ (OD-Organizational Development Theory) เป็นทฤษฎีที่มี บทบาทอย่างมากในปัจจุบัน เพราะมารถนามาใช้ในการปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆในองค์การได้ เพราะมองว่าองค์การเป็นเหมืองภูเขาน้าแข็ง (Ice Berg) คือมีส่วนที่มองเห็นชัดเจนเหมือนกับ ภูเขาน้าแข็งที่โผล่พ้นน้า เช่นโครงสร้างองค์การ แต่ก็มีสิ่งอยู่ใต้ผิวน้าที่มองไม่เห็นมากมาย จึง ต้องมีการนาเอาส่วนที่มองไม่เห็นมาทาให้สอดคล้องกับส่วนที่มองเห็น (นักศึกษาจะได้เรียนเรื่องการพัฒนาองค์การในวิชา PS 708 องค์การและการจัดการ)
57.
57สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย -Reengineering การรื้อปรับระบบในการบริหารงาน -ทฤษฎีวงแหวนคุณภาพ (QCC – Quality Control Circle Theory เป็นทฤษฎีที่นาเสนอ โดยนักวิชาการชาวอเมริกันแต่ใช้ได้ผลมากในประเทศญี่ปุุน เพราะเป็นแนวคิดที่เน้นการทางาน โดยอาศัยกลุ่ม ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับวัฒนธรรมแบบอเมริกันที่คนจะมีความเป็นปัจเจกสูง ขณะที่คนญี่ปุุนมีวัฒนธรรมของการรวมกลุ่มมากกว่า การที่คนญี่ปุุนต้องรวมตัวกันเพราะมีสภาพพื้นที่ที่เกิดภัยธรรมชาติอยู่เสมอ ทาให้คน จาเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทาให้ชุมชนของญี่ปุุนมีความเข้มแข็งโดยไม่ ต้องรอการช่วยเหลือจากภาครัฐ ต่างจากสังคมไทยที่แม้เราจะพยายามสร้างการรวมกลุ่มแต่ เป็นกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการสั่งการของทางราชการ แนวคิดนี้จึงใช้ไม่ได้ผลในประเทศไทย ทาให้มีการพูดว่าแนวคิด QCC เกิดอเมริกา โตที่ ญี่ปุุน แต่มาตายที่เมืองไทย ลักษณะขององค์การสมัยใหม่ องค์การสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สาคัญคือการเป็นองค์การแบบ High Performance Organization (HPO) หรือ องค์การที่เน้นผลการปฏิบัติงานในระดับสูงมาเป็นเกณฑ์ในการ ทางาน ซึ่งจะประกอบด้วย 1.Globally Engaged การคานึงถึงการติดต่อสัมพันธ์กับองค์กรอื่นๆ เนื่องจากองค์การแต่ ละองค์การไม่ได้อยู่เพียงลาพังอีกต่อไป แต่ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กับองค์การอื่น เช่นอาจจะมี การเปรียบเทียบระหว่างองค์การของเรากับองค์การอื่นๆ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดี เทียบเท่ากับองค์การอื่นๆ หรือเหนือกว่าอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา (Continuous Improvement) เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice) เพื่อนาองค์การไปสู่องค์การระดับโลก (World Class Organization) เช่นถ้าเราเป็นอบต. เราจะต้องเปรียบเทียบกับอบต.ที่ดีกว่าเพื่อให้มีการทางานที่ดี เท่าๆกันหรือดีกว่าอบต.ที่เราเปรียบเทียบ และต้องมีการปรับปรุงตลอดเวลาเพื่อทาให้เป็นอบต. ที่ดีที่สุดในโลกให้ได้
58.
58สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 2.Technological Literacy หมายถึงต้องเป็นองค์การที่ต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถนาเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการภายในองค์การ โดยต้อง ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี เช่นรามคาแหงจะมีการนาเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนทางไกล 3.Performance-Based เป็นองค์การที่เน้นการปฏิบัติงานเป็นหลัก หรือ Result Based Management หรือการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวจะประกอบด้วย ผลผลิต (Output ) ผลลัพธ์ (Out Come) ผลบั้นปลาย (Ultimate Outcome) การบริหารงานในปัจจุบันจะเน้นทั้ง 3 ส่วน ต่างจากการบริหารแบบเดิมที่เน้น Input และ Outcome เท่านั้น เช่นจะดูว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ มีทรัพยากรแค่ไหน และใช้ทรัพยากรให้ เกิดผลผลิต แต่ปัจจุบันต้องดูถึงผลลัพธ์และผลลัพธ์ปั้นปลายด้วย จึงจะได้งบประมาณหรือ ทรัพยากรไปทางาน ตัวอย่างเช่น การทาโครงการบ้านเอื้ออาทรจะต้องดูว่าผลผลิตของโครงการคืออะไร ซึ่ง ผลผลิตของโครงการก็คือ ตัวบ้านที่ต้องมีการสร้าง ส่วน Outcome ก็คือคนที่จะเข้าไปอยู่ใน โครงการคือคนที่มีรายได้น้อยจริงๆ ซึ่งจะทาให้เกิดเปูาหมายบั้นปลายในระยะยาวคือคนเหล่านี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่างจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่เน้นแต่สร้างบ้าน ไม่ได้เข้าไปจัดการให้คน ยากจนได้อยู่อาศัยจริง ทาให้คนจนนาบ้านไปขายต่อส่วนตนเองยังอยู่อาศัยตามสลัมเหมือนเดิม คุณภาพชีวิตจึงไม่ได้ดีขึ้น 4.Custommer-Focused การให้ความสาคัญกับลูกค้าเป็นแนวคิดที่ภาคเอกชนให้ ความสาคัญมานานโดยมองว่าลูกค้าคือคนสาคัญ ลูกค้าต้องถูกต้องเสมอ ปัจจุบันภาครัฐก็ต้องให้ความสาคัญกับลูกค้าหรือประชาชนเช่นเดียวกัน ขณะที่ สมัยก่อนมักจะมองว่าข้าราชการคือนายของประชาชน แต่ปัจจุบันการบริหารของระบบ ราชการจะต้องสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน เช่นให้การบริการอย่างรวดเร็ว ความ สะดวกสบายในการให้บริการ และความหลากหลากหลาย High Performance Organization จึงทาให้องค์การภาครัฐมีความคล้ายคลึงกับการ บริหารงานเอกชนมากขึ้นหรือมีลักษณะที่เรียกว่า Business -Like Approach ตรงนี้สอดคล้อง
59.
59สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย กับแนวคิดของวูดโรว์ วิลสัน ที่เคยเสนอให้มีการนาเอาหลักการบริหารของเอกชนมาใช้กับการ บริหาราชการ ทฤษฎียุคหลังสมัยใหม่ (Post Modern) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทา ให้ช่องว่างในด้านเวลาหายไป เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอาณาเขตแดน การจัดองค์การจึง เข้าสู่ยุค Post Modern ทฤษฎีในยุคนี้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การบริหารจัดการจึงต้องมีลักษณะที่ ยืดหยุ่น ขอบเขตขององค์การจะไม่มีความชัดเจนอีกต่อไป ลักษณะที่สาคัญของทฤษฎีในยุคนนี้ คือ 1.มีการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากร องค์การจะไม่มีการกาหนดขอบเขตการทางานที่ ชัดเจน แต่จะมีความหลากหลายในการดาเนินงาน เช่นไปรษณีย์จากเดิมที่ทาเฉพาะการรับจ่าย จดหมาย แต่ปัจจุบันทาหน้าที่ทุกอย่างในลักษณะ Pay at Post หรือธนาคารเพื่อการเกษตรก็มี บริหารทวีมิตรที่รับจ่ายค่าบริการต่างๆ 2.มีการนาปรัชญา Just in Time (JIT) มาใช้ในการบริหารงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทน กลับมาในเวลาอันรวดเร็ว 3.การทางานจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่นอาจจะมีการทางานสัปดาห์ละ 4 วันแต่เพิ่ม จานวนชั่วโมงต่อวันเพิ่มขึ้น หรือมีการนาเอาบุคคลภายนอก (Out Source) มาทางานในองค์การ เช่นรามคาแหงใช้คนจากภายนอกมาทางานเกี่ยวกับการรับสมัครนักศึกษา นอกจากนี้อาจจะมีการทางานที่บ้านโดยใช้เทคโนโลยีในการทางาน (Telecommuting) บ้านกับที่ทางานจึงแยกออกจากกันไม่ได้ เช่นเดียวกับการเรียนในอนาคตก็สามารถเรียนได้ที่ บ้าน เป็นลักษณะ E-University E-Learning 4.การทางานในยุค Post Modern จะมีลักษณะเครือข่ายและอาศัย Out source มากขึ้น เช่นการจะจัดงานสักอย่างก็จะมีหน่วยงานเข้ามาจัดการให้ ไม่ว่าจะเป็นประชุม สัมมนา หรือ กระทั่งงานแต่งงาน ยุคสมัยใหม่จะมีการใช้ที่ปรึกษาในการบริหารงานมากขึ้น
60.
60สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย (จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ผู้หญิงนิยมแต่งงานกับฝรั่ง ทาให้มีการบริการด้านการ จัดหาคู่หญิงไทยกับต่างชาติเกิดขึ้นหลายแห่ง ทาให้จังหวัดอุดรมีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศปี ละไม่น้อย ซึ่งถ้ามองในมุมกลับก็จะทาให้สังคมไทยถูกกรัดกร่อนทางวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นเรื่อง สาคัญ ปัญหานี้ก็เคยเกิดขึ้นในอียิปต์เช่นกันที่ชายชาวอียิปต์นิยมแต่งงานกับหญิงต่างชาติ จน รัฐบาลต้องออกมาส่งเสริมให้ผู้ชายนิยมแต่งงานกับหญิงชาวอียิปต์โดยมีกองทุนเพื่อเรื่องนี้ โดยเฉพาะ) การทางานยุคหลังสมัยใหม่จะอาศัยพันธมิตรในการทางาน ในอนาคตการทางานจะไม่มี สถานที่ ไม่มีสานักงาน เช่นการขายของผ่านอินเตอร์เน็ต แนวคิดในยุค Post Modern จะเป็นที่มาขององค์การที่เรียกว่า Virtual Organization หรือองค์การเสมือน หรือองค์การเสมือนจริง หมายถึง องค์การที่ใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยง คน ทรัพย์สิน ความคิด เพื่อที่จะสร้างสินค้าและกระจายสินค้า โดยไม่ต้องคานึงถึงสถานที่ตั้ง แต่เป็นองค์กรที่ถูกเชื่อมโยงโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การเสมือนอาจจะเป็นองค์การที่ภารกิจต่างๆจะถูกจ้างให้หน่วยงานอื่นทาแทน องค์การเสมือนจะทาให้สานักงานมีลักษณะเป็น Virtual Office ไม่มีที่ทางานที่แท้จริง การ ทางานแบบนี้จะเรียกว่า Mobile Worker ซึ่งพื้นฐานของการทางานจะต้องอยู่บนความไว้วางใจ เช่นถ้าให้คนทางานที่บ้านต้องมั่นใจว่าคนทางานต้องมีผลงานออกมา คนทางานก็ต้องมีการ บริหารจัดการตนเอง (Self Management) องค์ประกอบที่สาคัญของโครงสร้างองค์การ 1. ความซับซ้อนของโครงสร้าง (Complexity) หมายถึง ระดับความแตกต่าง (Differentiation) ในโครงสร้าง ยิ่งมีความแตกต่างมากก็ยิ่งซับซ้อนมาก ความแตกต่างในโครงสร้างแยกเป็นสามลักษณะคือ 1.1 ความแตกต่างในแนวนอน (Horizontal Differentiation) องค์การที่แบ่งงานเฉพาะด้าน มาก ๆ จะยิ่งเกิดความแตกต่างในแนวนอน และทาให้ช่วงการบังคับบัญชากว้าง อย่าง โรงพยาบาลโรคจิตรับคนไข้ประเภทเดียวมีความแตกต่างในแนวนอนน้อยกว่าโรงพยาบาลที่รับ
61.
61สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย คนไข้ทุกประเภท ความแตกต่างในแนวนอนเกิดจากความเชี่ยวชาญพิเศษในงาน (Job Specialization) เกิดการจัดหน่วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Departmentalization) รวมงานประเภท เดียวกันไว้ด้วยกัน เกิดหน่วยในแนวนอนในลักษณะต่าง ๆ ยิ่งทาให้องค์การซับซ้อนบริหารยาก ลักษณะของการแบ่งงานในแนวนอน ได้แก่ -แบ่งแบบง่าย เช่น มีพนักงาน 100 คนอยากจะแบ่งเป็น 10 กองก็เอา 10 ไปหาร 100 แบ่งได้กองละ 10 คน -แบ่งตามหน้าที่ เช่น ฝุายผลิต ฝุายการเงิน ฝุายขาย -แบ่งตามชนิดของสินค้า เช่น ฝุายอาหาร ฝุายยา -แบ่งตามลูกค้าที่มาใช้บริการ เช่น ฝุายศัลยกรรม สูตินรีเวช -แบ่งตามสถานที่ตั้ง เช่น โรงพัก เหตุเกิดที่ไหนต้องแจ้งโรงพักในท้องที่นั้น -แบ่งตามกระบวนการผลิตหรือให้บริการ 1.2 ความแตกต่างในแนวดิ่ง (Vertical Differentiation) หมายถึง ความลึกของโครงสร้าง หรือจานวนระดับชั้นของการบังคับบัญชาในแต่ละสายการบังคับบัญชา ยิ่งมีระดับชั้นมากความ ซับซ้อนในแนวดิ่งก็มีสูง บางครั้งเรียกว่า Levels of Control, Levels of Supervision, Level of Management ยิ่งมีระดับชั้นมากจะยิ่งควบคุมได้ยาก เกิดปัญหาในการส่งข่าวสารจึงจาเป็นต้อง มีหัวหน้าดูแล องค์การที่มีช่วงการบังคับบัญชา (Span of Control) แคบจะเป็นองค์การที่สูงและซับซ้อน กว่าองค์การที่มีช่วงการบังคับบัญชากว้าง (ยกเว้นว่าจะมีความแตกต่างในแนวนอนจากการ แบ่งงานเฉพาะด้านมาก) 1.3 การกระจายของสถานที่ตั้ง (Spatial Dispersion) การมีหลาย ๆ ที่ตั้งเป็นการเพิ่ม ความซับซ้อน การควบคุมติดต่อประสานงานทาได้ยาก การกระจายที่ตั้งมีหลายลักษณะคือ -การกระจายที่ตั้งตามแนวนอน เช่น ฝุายขาย ฝุายผลิตอยู่เมืองเดียวกัน -การกระจายที่ตั้งตามแนวดิ่ง เช่น ฝุายบริหารระดับสูง กลาง ต้น อยู่เมือง เดียวกัน สาขาวิทยบริการของรามฯ เป็นการกระจายตามแนวดิ่ง
62.
62สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย (จากแบบวัดความซับซ้อนในหน้า 181 การกระจายของสถานที่ตั้งดูที่สาขา ความ แตกต่างในแนวดิ่งดูที่สายการบังคับบัญชา ระดับการบังคับบัญชา ความแตกต่างในแนวนอนดู ที่ความแตกต่างของตาแหน่ง จานวนแผนกงาน ผู้ทรงคุณวุฒิต่างสาขา) 2. ความเป็นทางการของโครงสร้าง (Formalization) เกิดจากกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของ หน่วยงาน พิจารณาได้จาก -Job Standardization งานต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน เกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการ คัดเลือกคน บทบาทหน้าที่ของแต่ละตาแหน่ง กฎ ขั้นตอน นโยบาย การฝึกอบรม การพิสูจน์ ความจงรักภักดีต่อองค์การ -Job Description กาหนดให้มีคาบรรยายลักษณะงาน -Job Instruction คู่มือการทางาน -Job Tradition แบบแผนการทางาน ถ้ามีและต้องปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้แสดงว่าความเป็นทางการสูง ความเป็นทางการจึง หมายถึงการที่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การมีอิสระในการทางานตามใจชอบได้มากน้อยเพียงใด ถ้ามี อิสระมากแสดงว่าความเป็นทางการต่า สรุป การบริหารงานแบบเก่าเหมือนหรือแตกต่างกับการบริหารยุคร่วมสมัยอย่างไรบ้าง พวกคลาสสิกคือกลุ่มนักวิชาการกลุ่ม Scientific Management แม็กซ์ เวเบอร์ (ทฤษฎีระบบ ราชการ) นักทฤษฎีการบริหาร กลุ่มนี้ทาให้เกิดการทางานดังตารางข้างซ้ายในหน้า 7 องค์การแบบเก่า องค์การร่วมสมัย สถิต พลวัต ไม่ยืดหยุ่น ยึดกฎระเบียบ ยืดหยุ่น เน้นงานที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว เน้นทักษะความสามารถ คน ๆ หนึ่งอาจ ทางานได้มากกว่าหนึ่งหน้าที่ งานถูกกาหนดโดยตาแหน่งหน้าที่ งานถูกกาหนดโดยภารกิจที่ต้องกระทา เน้นความสามารถของบุคคลให้ตรงตาม ตาแหน่งหน้าที่ เน้นการทางานเป็นทีม โครงสร้างถาวร การปรับเปลี่ยนใช้ Temporary Job งานชั่วคราว ไม่ถาวร เมื่อ
63.
63สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย องค์การแบบเก่า องค์การร่วมสมัย เวลานาน หมดความจาเป็นก็เลิกภารกิจนี้ไปได้ เน้นการใช้คาสั่ง เน้นการคิดร่วมกัน ผู้บริหารตัดสินใจเสมอ ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เน้นกฎระเบียบ เน้นผู้รับบริการ การปฏิบัติงานมีเอกภาพ การปฏิบัติงานหลากหลาย ไม่มีเอกภาพ ทางานในสถานที่และเวลาตายตัว ทางานได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่มี ขีดจากัด ความสัมพันธ์ตามสายการบังคับบัญชา สัมพันธ์ในแนวนอนและใช้เครือข่าย (หน้า 127) ตัวแปรของแนวคิดเชิงระบบสามารถนามาเป็นกรอบการวิเคราะห์ในการ เขียนรายงานได้ ตัวแปรที่ต้องศึกษาคือ Inputs, Process, Output, Outcome -Output ผลผลิต เช่น รามคาแหงผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงาน -Outcome ผลลัพธ์ เช่น คนที่จบการศึกษาจากรามคาแหงมีชีวิตการทางานเป็นอย่างไร แตกต่างจากบัณฑิตมหาวิทยาลัยอื่นอย่างไร ถ้าใช้แนวคิดเชิงสถาบันในการวิเคราะห์ตัวแปรที่ศึกษาคือ คุณสมบัติที่ทาให้เกิด องค์การใหม่ ๆ ขึ้นมา (หน้า 128) ดูว่าองค์การนั้นเกิดขึ้นด้วยกฎหมายใด กฎหมายที่ใช้ทันสมัย เหมาะสม หรือมีปัญหาอย่างใดบ้าง ควรปรับปรุงกฎหมายหลักในเรื่องใด หน้าที่หลักหน้าที่รอง ตามกฎหมายสอดคล้องกับความต้องการของสังคมหรือไม่ โครงสร้าง อัตรากาลัง งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ สถานที่ วิธีบริหารจัดการเหมาะสมเพียงพอ หรือไม่ คุณสมบัติเหล่านี้ เรียกว่าคุณสมบัติในเชิงสถาบัน การเตรียมตัวสอบขอให้ทบทวนแนวคิดของนักวิชาการที่อาจารย์ได้พูดไปแล้ว (คลาสสิก ร่วมสมัย) เข้าใจคุณสมบัติในในโครงสร้าง เช่น การรวมอานาจ กระจายอานาจ ความซับซ้อน ความเป็นทางการว่าคืออะไร ตัวแปรที่เป็นคุณสมบัติของโครงสร้างมีอะไรบ้าง อาจารย์จะถามภาพกว้าง ๆ แต่ใครจาทฤษฎีอะไรได้ก็เอามาตอบ หรืออาจารย์อาจถามสั้น ๆ 10 ข้อ
64.
64สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย (หน้า 238) จากแผนภาพแสดงถึงหน่วยงานสนับสนุนของคณะรัฐศาสตร์เรียกว่า สานักงานเลขานุการ มีเลขานุการคณะเป็นหัวหน้าดูแลรับผิดชอบ รายงานโดยตรงต่อคณบดี คณะรัฐศาสตร์ แบ่งหน่วยงานภายในเป็น 4 หน่วยงาน แต่ละหน่วยมีหัวหน้างานรับผิดชอบ แต่ ละงานแบ่งออกเป็นหน่วยและแต่ละหน่วยมีพนักงานประจาหน่วยละ 4 คน หนึ่งคนในนั้นทา หน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยเท่ากับว่าแต่ละหน่วยมีผู้ปฏิบัติงาน 3 คนเท่ากันทั้งหมด ดังนี้ 1. งานบริหารและธุรการ มีหน่วยย่อยคือ -หน่วยสารบรรณ -หน่วยการเจ้าหน้าที่ -หน่วยอาคารสถานที่ -หน่วยผลิตเอกสาร 2. งานคลังและพัสดุ มีหน่วยย่อยคือ -หน่วยการเงินและบัญชี -หน่วยพัสดุ 3. งานบริการการศึกษา มีหน่วยย่อยคือ -หน่วยทะเบียนและประเมินผลการศึกษา -หน่วยกิจการนักศึกษา -หน่วยส่งเสริมและพัฒนาทางวิชาการ -หน่วยบัณฑิตศึกษา 4. งานนโยบายและแผน มีหน่วยย่อยคือ -หน่วยวิเคราะห์แผนและงบประมาณ -หน่วยวิจัยสถาบันและสารสนเทศ -หน่วยวิเทศสัมพันธ์ องค์การในแบบ Shamrock เป็นองค์การในอนาคตอีกรูปแบบหนึ่งที่เสนอโดย ชาร์ลส แฮนดี ( Charles Handy) เหตุผลที่เรียกองค์การแบบนี้ว่าเป็นองค์การแบบแชมรอค กล่าวได้ว่ามาจากรากฐาน ของชื่อต้นที่เป็นต้นไม้ประจาชาติของประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งต้นแชมรอคจะมีลักษณะพิเศษที่
65.
65สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย สาคัญอยู่ที่ใบเป็นแฉก 3 ใบที่อยู่ติดกันเป็นกระจุก ลักษณะใบ 3 แฉกที่อยู่ติดกันของต้นแช มรอคนี้ ได้ถูกนามาเทียบเคียงกับการแบ่งกลุ่มงานภายในองค์การออกเป็น 3 กลุ่มที่สาคัญ คือ (1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (professional core) (2) กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจากภายนอก (outsourcing vendors) และ (3) กลุ่มพนักงานชั่วคราว (part-time) กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นความสามารถหลักของ องค์การ โดยเป็นผู้ปฏิบัติงานประจาขององค์การที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน โดยมี หน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบ คือ การบริหารและการดาเนินงานในภารกิจหรือกิจกรรมหลักที่ เป็นหัวใจขององค์การ กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจากภายนอก ซึ่งอาจจะเป็นภารกิจหรืองานหลักของ องค์การ หรือ ที่มิใช่เป็นภารกิจหรืองานหลักขององค์การก็ได้ โดยบุคคลที่มาปฏิบัติงานใน กลุ่มนี้จะเป็นพนักงานของบริษัทหรือองค์การอื่น ที่อยู่ในฐานะคู่สัญญากับองค์การ ในกรณี แรก เป็นการว่าจ้างผู้ปฏิบัติงานจากภายนอก ให้มาปฏิบัติภารกิจหรืองานหลักขององค์การ สาเหตุเกิดจากการที่องค์การต้องการเร่งดาเนินการให้เสร็จตามกาหนดเวลา หรือ องค์การ ต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรให้ต่าลง องค์การก็เลยว่าจ้างบุคลากรกลุ่มหนึ่งเข้ามา ปฏิบัติงาน โดยที่ทาหน้าที่ช่วยสนับสนุนในภารกิจหรืองานหลัก ตัวอย่างในภาครัฐ เช่น ว่าจ้าง พนักงานธุรการจากบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญา เป็นต้น ส่วนในกรณีที่สอง ที่มิใช่เป็นภารกิจ หรืองานหลักขององค์การ เกิดจากการที่องค์การไม่ได้มีความรู้ความชานาญในเรื่องนั้น หรือ เกิดจากการที่องค์การมีมีบุคลากรไม่เพียงพอที่จะมาดาเนินการในภารกิจ หรือกิจกรรมนั้น หรือ เกิดจากการที่องค์การไม่ประสงค์ที่จะดาเนินการ ตัวอย่างในภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น การว่าจ้างให้บริษัทหรือองค์การอื่นที่อยู่ในฐานะคู่สัญญากับองค์การ จัดหาบุคลากรมา ปฏิบัติงานในฝุายต่างๆ ที่เป็นงานสนับสนุน (staff) ขององค์การ กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มพนักงานชั่วคราว (part-time) ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานที่องค์การได้ ว่าจ้างจากบุคคลทั่วไปภายนอกโดยตรง เพื่อมาช่วยปฏิบัติงานในองค์การ ซึ่งอาจจะเป็นภารกิจ หลักหรือมิใช่ที่เป็นภารกิจหลักขององค์การก็ได้ โดยที่จานวนที่จะว่าจ้างจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ได้ตามความจาเป็นหรือความต้อง การขององค์การในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างในภาครัฐ เช่น
66.
66สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชว่าจ้างบุคลากรภายนอกโดยตรงมาช่วยดาเนินการใน ภารกิจ การสอบในแต่ละภาคการศึกษา จากที่กล่าวมาทั้งหมดถึงการจัดองค์การแบบแชมรอคดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการ จัดองค์การแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดการลดขนาดองค์การ (downsizing) เพราะองค์การ แบบแชมรอคจะช่วยลดจานวนผู้ปฏิบัติงานประจาขององค์การลงให้เหลือ เพียงแค่หนึ่งในสาม เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งหมด โดยจะเหลือเฉพาะผู้ปฏิบัติงานประจาที่ถือเป็นความสามารถหลัก ขององค์การเท่า นั้น ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานอีกสองส่วนที่ดาเนินงานให้กับองค์การนั้นจะไม่ถือเป็น ผู้ปฏิบัติงานประจาขององค์การ โครงสร้างแบบเครือข่าย จะเป็นโครงสร้างที่มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีโครงสร้างในแบบต่างๆมาทางาน ร่วมกัน เช่นบริษัทเสื้อผ้าจะมีหน่วยงานสนับสนุน เช่นจ้างบริษัทสารวจตลาด จ้างบริษัท ออกแบบ จ้างบริษัทตัดเย็บ และจ้างบริษัทจัดจาหน่าย โดยมีบริษัทเจ้าของแบรนด์เนมเป็น ผู้บริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานจะไม่มีสายการบังคับบัญชา มีความยืดหยุ่นสูง การ บอกเลิกจ้างทาได้ง่าย การจัดโครงสร้างแบบนี้ทาให้หน่วยงานหลักไม่ต้องไปทางานทุกอย่างด้วยตนเอง การพัฒนาองค์การเน้นการพัฒนา 2 ส่วนใหญ่ คือ 1. โครงสร้างองค์การ มีการปรับโครงสร้างองค์การในลักษณะใดจึงจะทาให้การ ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถให้บริการได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม 2. การพัฒนาหรือปรับปรุงพฤติกรรมการทางานของผู้ปฏิบัติงานในองค์การ การ เปลี่ยนโครงสร้างจะสามารถทาได้อย่างรวดเร็ว แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นสิ่งยากและต้อง อาศัยเวลา แนวคิดการพัฒนาองค์การเห็นได้ชัดในการปฏิรูประบบราชไทยในปัจจุบัน รัฐบาล ตัดสินใจปฏิรูประบบราชการในเดือนตุลาคม ปีค.ศ.2545 ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
67.
67สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ของการปฏิรูประบบราชการไทย ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 5 ปีของการพัฒนา เราจะได้เห็นการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ส่วนที่กาลังดาเนินการอย่างเข้มข้น คือ การปรับเปลี่ยน วัฒนธรรมและค่านิยมในการทางานของข้าราชการ และมี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางาน วิธีการทางาน และแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อนาไปสู่ องค์การที่มีสมรรถนะสูง หลักการสาคัญขององค์การที่มีสมรรถนะสูง (High Performance Organization: HPO) ประกอบด้วย 1. Globally Engaged มีการติดต่อสัมพันธ์กับองค์การอื่นในทุกระดับ เพื่อพัฒนา องค์การให้เป็นองค์การระดับโลก (World Class Organization) 2. Technological Literacy เรียนรู้และตามทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สามารถนาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในองค์การได้อย่างเหมาะสม 3. Performance Based/ Result Based ทางานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ การให้ ความสาคัญกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสมรรถภาพ โดยกาหนดตัวชี้วัดการปฏิบัติงาน เพื่อใช้ประเมินผลการทางาน 4. Customer Focused การเน้นลูกค้า/ประชาชน องค์การภาครัฐจะต้องให้บริการ แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ เช่น ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ ประหยัด รวดเร็ว ความ ต่อเนื่องในการให้บริการ ให้บริการด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส การปฏิรูประบบราชการของไทยในปัจจุบัน ในการปฏิรูประบบราชการไทยที่เรามีการปฏิรูปในปี 2545 เราได้ดาเนินงานกันมา ต่อเนื่อง รัฐบาลชุดก่อนๆก็จะมีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการมาตลอด เช่นในสมัยชวน หลีกภัยก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ มีแผนปฏิรูประบบราชการ แม้แต่ สมัยของรัฐบาลพลเอกสุจินดา ก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการเช่นกัน ส่วนการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในปี 2545 นั้น เราได้ใช้กฎหมายและยุทธศาสตร์หลักๆ คือ 1.พรบ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 2.พรบ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ. 2546-2550
68.
68สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 4.พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ออกมาใน เดือนตุลาคม 2546 ดังนั้นทั้งพรบ.และยุทธศาสตร์ข้างต้นเป็นเสมือนทิศทางในการปฏิรูประบบราชการไทย โดยการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมนั้น เปรียบเสมือนการทบทวนภารกิจและพบว่า ภารกิจยังมีความซ้าซ้อน และไม่มีประสิทธิภาพ ทุกกระทรวง ทบวง กรม จึงต้องมีการ วิเคราะห์ภารกิจและมีการจัดกลุ่มกระทรวงขึ้นมาใหม่ เราจึงมีการเปลี่ยนแปลงจาก 13 กระทรวงเป็น 20 กระทรวง และกาลังจากมีการปรับโครงสร้างใหม่อีกรอบในเร็วๆนี้ ขณะที่ญี่ปุุนปรับจาก 22 กระทรวงมาเป็น 13 กระทรวง ส่วนของไทยการปรับรอบใหม่ คาดว่าอาจจะลดจานวนลง ยุทธศาสตร์การจัดการภาครัฐ ส่วนนี้อาจารย์จะพูดถึงหลักการที่เรานามาใช้ในการปฏิรูปหรือการพัฒนาระบบราชการ ของไทย องค์ประกอบหลักในการกาหนดยุทธศาสตร์ 1.Governing หมายถึงบทบาทของภาครัฐในการดาเนินงานทุกอย่างทั้งการบริหารและ ปกครองจะต้องนาไปสู่การบริหารบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) 2.Directing เป็นบทบาทของภาครัฐในการชี้นาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อก่อให้เกิดการ เจริญเติบโตและมั่นคง เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Management) พร้อมกันทุกๆ ด้าน 3.Managing หมายถึงการลงมือทาให้ไปสู่การ Good Governance และการเติบโตแบบ ยั่งยืน 4.Executing บทบาทของรัฐในการบริหารระดับนโยบาย และนโยบายจะต้องเกิดผล ในทางปฏิบัติ การปฏิรูประบบราชการไทย (พ.ศ. 2545) สรุปหลักการสาคัญได้ดังนี้
69.
69สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 1. การกระจายอานาจ มีทั้งการกระจายอานาจจากการบริหารราชการส่วนกลางไปสู่ ท้องถิ่น หรือจากหน่วยงานระดับใหญ่ไปให้หน่วยงานระดับย่อย เพื่อให้หน่วยงานที่ได้รับการ กระจายอานาจมีอิสระในการตัดสินใจและการบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง 2. การตรวจสอบ หน่วยงานที่ได้รับมอบอานาจจะต้องมีความพร้อมที่จะดาเนินการได้ เอง พร้อมที่จะรับผิดชอบ และให้ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของตน 3. การมีส่วนร่วม เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ แท้จริงต่อประชาชน จึงต้องมีการเสนอประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนเข้ามามี ส่วนร่วมโดยตรงมาขึ้น ทั้งด้านการบริหาร การเมือง และการปกครอง เช่น การทาประชา พิจารณ์ การลงประชามติต่างๆ 4. การบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นการปรับโครงสร้างด้านการสรรหา การคัดเลือก การเลื่อนตาแหน่ง การให้ค่าตอบแทน และการประเมินผลการปฏิบัติราชการ นักศึกษาจะต้อง ติดตามความเคลื่อนไหวของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ เพราะเป็นแม่บท สาคัญในการวางแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในระบบราชการ เช่น การวางโครงสร้าง ตาแหน่งและโครงสร้างค่าตอบแทน 5. การบริหารการเงินการคลัง เห็นได้ชัดในการวางรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ ใหม่ในระบบ Performance Based Budgeting การนาระบบ GSMIF เข้ามาใช้ รวมถึงการทาบัญชี ต้นทุนต่างๆ โดยยุทธศาสตร์ของการจัดการภาครัฐมีเป้าหมายที่สาคัญคือการทาให้รัฐบาลพัฒนาไป เป็น High Performance Government PS 711 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ศึกษาพัฒนาการและแนวความคิดเกี่ยวกับนโยบายศาสตร์ และการวิเคราะห์นโยบาย สาธารณะ ทฤษฏีและเทคนิคในการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะในแต่ละข้นตอนของ กระบวนการทางนโยบาย ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและการวิเคราะห์ เพื่อ เลือกวิธีการแก้ปัญหาในขั้นการกาหนดนโยบายการวิเคราะห์ในขั้นการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
70.
70สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย จนถึงการวิเคราะห์ในการติดตาม และการประเมินผลของการนานโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งการ วิเคราะห์เพื่อยุติ หรือ พัฒนานโยบายสาธารณะ คาจากัดความของนโยบายสาธารณะ Thomas R. Dye ให้ความหมายว่า นโยบายสาธารณะ คือ สิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะ กระทาหรือไม่กระทา ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจเลือกที่จะกระทาหรือไม่กระทา สิ่งนั้น ถือเป็นนโยบาย สาธารณะทั้งสิ้น เช่น รัฐบาลมีแนวทางที่จะทาวิธีทางปูองกันโรคระบาดไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ H1N1 คือ สิ่งที่รัฐบาลเลือกกระทา แต่บางเรื่องรัฐบาลเลือกที่จะไม่กระทา เช่น การที่รัฐบาลจะ ตรึงราคาแก๊ส LPG จนถึงปลายปี (ไม่ขึ้นราคาก๊าซจนถึงปลายปี) สาระสาคัญของนโยบายสาธารณะ สาระสาคัญของนโยบายสาธารณะ 1) คานึงถึงคานิยม ทั้งของรัฐบาลและประชาชน ซึ่งคานิยมจะถูกกาหนดหรือถูกนาไปใช้ ในการวิเคราะห์เพื่อที่จะกาหนดออกมาเป็นนโยบายใดๆ เช่น นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่จะ เป็นนโยบายที่เกิดผลในระยะสั้นและรวดเร็ว ซึ่งหมายถึงเสียงสนับสนุนการทางานของรัฐบาล ทั้งปัจจุบันและอนาคตด้วย ดังนั้นถ้ามองจากค่านิยม เป็นนโยบายที่เกิดผลเร็ว ประชาชนได้รับ ประโยชน์เร็ว 2) เป็นการตัดสินใจในการดาเนินกิจกรรมของรัฐบาล นโยบายสาธารณะนั้นจะตอง สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจของนโยบายของรัฐบาลอยากจะทาหรือไม่อยากจะทา 3) เป็นการดาเนินกิจกรรมเพื่อประชาชนและสังคมโดยรวม จะเห็นว่า นโยบายทั้งหลาย ที่กาหนดออกมาและเมื่อถูกนาไปปฏิบัติก็จะมุ่งหวังผู้ได้รับประโยชน์ คือประชาชนและสังคม โดยรวม 4) มีผลทางกฎหมายจะนาไปบังคับใช้ต่อคนสวนใหญ่ 5) ถูกนาไปปฏิบัติโดยส่วนราชการ / มอบให้เอกชนรับผิดชอบปฏิบัติ เหตุผลในการวิเคราะห์นโยบาย 1) วิเคราะห์ว่า อะไรเป็นสาเหตุนโยบาย และ อะไรคือผลนโยบาย
71.
71สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 2) เพื่อที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหา (Problem Solving) นั่นคือ เมื่อเรารู้และเข้าใจสิ่งที่ เป็นสาเหตุของนโยบายและผลที่เกิดจากนโยบาย ทาให้เราสามารถที่จะไปประยุกต์ใช้ในการ วิเคราะห์นโยบายเพื่อให้นโยบายสาธารณะสามารถนาไปใช้แก้ปัญหาต่างๆในสังคมได้ เป็น ความรู้ที่ใช้ในการวิเคราะห์เชิงตรรกะวิทยาในลักษณะ If… Then… เช่น ถ้าสภาพสังคม.... ผล .... หรือ ถ้านานโยบายนี้ไปปฏิบัติ.... ผล.... เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมเป็นการมองในเชิง วิชาชีพ 3) การเสนอแนะนโยบาย (Policy Recommendation) เป็นการเสนอแนะนโยบายที่ ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อบรรลุเปูาหมาย (ทางการเมือง) ผลที่ได้จากการนาเสนอก็จะได้ นโยบายที่ดี บรรลุเปูาหมายทางการเมืองหรือวัตถุประสงค์ทางการเมือง เมื่อพิจารณา วัตถุประสงค์ทางการเมือง เป็นการมองว่า รัฐบาลกาหนดนโยบายอะไรออกมาบ้าง นโยบายนั้นถูกนาไปปฏิบัติ ประสบความสาเร็จหรือไม่ ถ้าประสบความสาเร็จประชาชน พอใจ ก็ทาให้มีการเสนอแนะนโยบายใหม่ ที่คล้ายคลึงกับของเดิม แต่ ถ้าไม่ ประสบ ความสาเร็จก็อาจจะต้องมีการแก้ไขหรือยกเลิกนโยบายนั้น แล้วก็นาไปสู่การเสนอแนะ นโยบายในอนาคตที่ทาให้รัฐบาลสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพราะฉะนั้น นโยบายจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารงานหรือเป็นแนวทางในการ ทางานจึงทาให้มองนโยบายใน เชิงกระบวนการ (Processes of Policy) ดังนี้ 1) การก่อรูปนโยบาย (Formation) เนื่องจากเรายังไม่มีอะไรเลย เราก็ต้องก่อรูปในการ ทางานงานขึ้นมา นั่นคือ ทาการเขียนนโยบายกาหนดเปูาหมายให้ชัดเจนขึ้นมา (นั่น คือว่าขั้นตอนนี้ จะเริ่มต้นสถานการณ์ที่เกิดนโยบาย ตระหนักและระบุปัญหา กลั่นกรองปัญหา จัดระเบียนวาระนโยบาย กาหนดวัตถุประสงค์ขึ้น) 2) การวิเคราะห์และประเมิน (Analysis / Appraisal) เป็นการศึกษาดูว่าปฏิบัติได้หรือ ไม่ได้ หมายความว่า ปฏิบัติแล้วเป็นผลดีหรือผลเสีย มีผลดีเพียงพอต่อการลงทุน หรือไม่ (การวิเคราะห์ คือ การจาแนก แยกแยะ จัดกลุ่ม จัดพวก ส่วน การ ประเมิน เป็นการคิดล่วงหน้า เป็นการกาหนดคุณค่าให้กับสิ่งที่ประเมิน) ถ้า ประเมินได้ว่านโยบายดี ก็จะนาไปสู่กระบวนการขั้นที่ 3 3) การนานโยบายไปปฏิบัติ (Implementation) เป็นการดาเนินการตามขั้นตอนที่
72.
72สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย นโยบายว่าไว้ให้เกิดผลอย่างที่นโยบายต้อง เมื่อปฏิบัติเสร็จก็จะเกิดผลลัพธ์ (Results) ผลลัพธ์ที่แท้จริง เห็นผลตอบแทนได้จริง 4) การประเมินผล (Evaluation) การประเมินผลเพื่อต้องการดูว่าผลที่เกิดขึ้นมาใช่ผลที่ เราต้องการที่เราตั้งไว้หรือไม่ การประเมินผลคือ การเปรียบเทียบว่าผลที่เกิดขึ้น จริงกจากการปฏิบัติ (Exact Results) ตรงกับผลที่คาดคะเนไว้หรือไม่ (Expected) จากคาที่กล่าวว่า นโยบาย เป็นเครื่องมือในการทางานหรือการบริหารงาน หากต้องการ ให้การทางานนั้นมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการตัดสินใจที่ดี ซึ่ง ทฤษฎีการตัดสินใจ มี 2 แบบ ด้วยกันดังต่อไปนี้ การตัดสินใจหรือการวินิจฉัยแบบไม่มีแผน (Unplanned Decision Making) 1. Rule of Thumb (กฎหัวแม่มือ) คือ การจัดไม้สั้นไม้ยาว เป็นการตัดสินใจแบบเสี่ยง เลยแบบไม่มีทางเลือก ไม่มีเวลา ถ้าหากถูกก็จะถูกเลย แต่ถ้าผิดก็ผิดเลย ไม่ สามารถจะกลับทางได้ 2. Trial & Error (แบบลองผิดลองถูก) คือ มีเวลาให้ลองผิดลองถูกบ้าง ซึ่งถ้าหากเลือก ทางที่ผิด ก็สามารถกลับมาใช้ในทางที่ถูกได้ 3. Incremental (แบบค่อยเป็นค่อยไป) คือ ไปทีละส่วนจนกว่าจะถึงจุดสุดท้าย 4. Rational (แบบมีเหตุมีผล) คือ ต้องมีเปูาหมาย แล้วทาให้ได้บรรลุเปูาหมาย ถือว่า การตัดสินใจนั้นแบบมีเหตุมีผล (ถ้าหากเป็นเหตุผลส่วนตัวจะไม่เป็น Rational ส่วน เหตุผลที่ตั้งขึ้นเอง เรียกว่า Reason) การตัดสินใจหรือการวินิจฉัยแบบมีแผน (Planned Decision Making) 1. Planning หลักการวางแผน จะวางแผนให้เป็นแผนงาน หรือโครงการก็แล้วแต่ 2. Plan (แผน) คือแนวทางในการทางานที่กาหนดไว้ล่วงหน้า 3. Policy (นโยบาย) คือ สิ่งที่รัฐบาลจะเลือกทาหรือไม่ทา ในการศึกษานโยบายสาะรณะสามารถทาความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของนโยบายและ ผลที่เกิดขึ้นจากการดาเนินนโยบาย ซึ่งจะทาให้เราเข้าใจเชื่องโยงการเกี่ยวพันระหว่าง สภาพ สังคมและเศรษฐกิจ ระบบการเมืองและนโยบายมีความสัมพันธ์เกี่ยวพันกันอย่างไร (เป็น
73.
73สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย การศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์) ดังนี้ 1. ศึกษาสาเหตุของนโยบาย : นโยบายเป็นตัวแปรตาม ก็จะรู้ว่าสภาพสังคมและ เศรษฐกิจอะไรบ้างที่ส่งผลให้มีการกาหนดนโยบายนั้น ระบบการเมืองเป็นอย่างไร พฤติกรรมทางการเมือง กระบวนการทางการเมือง สถาบันทางการเมืองเป็น อย่างไร ที่ทาให้มีการกาหนดนโยบาย 2. ศึกษาผลของนโยบาย : นโยบายเป็นตัวแปรอิสระ หรือ เป็นตัวแปรต้น คือ เท่ากับ เราทาการศึกษาถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดาเนินนโยบายว่า เมื่อนโยบายนั้นถูกนาไป ปฏิบัติแล้วเกิดผลสะท้อนกลับต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร และเกิดผล สะท้อนกลับต่อสถาบันทางเกมือง กระบวงนการพฤติกรรมทางการเมืองอย่างไร และระบบการเมืองนั้นส่งผลสะท้อนกลับต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร เพราะว่าถ้าการเมืองมีเสถียรภาพ การเมืองมีความมั่นคงสังคมและเศรษฐกิจก็ มั่นคงไปด้วย กรอบการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะในภาพรวม คือ 1. Cause-effect Approach สาหรับตัวแบบการวิเคราะห์นโยบาย สามารถดูจาก Cause-effect Approach นี้ ตัวแบบนี้สามารถใช้ตอบคาถามว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทาให้มีการกาหนดนโยบาย สาธารณะ และเมื่อนโยบายสาธารณะถูกนาไปปฏิบัติแล้วได้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งตัวแปร ที่สาคัญมี 3 ตัวแปร คือ ระบบการเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ ทั้ง 3 ตัวแปรมีความสัมพันธ์กัน 2 ลักษณะ คือ 1. นโยบายสาธารณะเป็นตัวแปรตาม (ตามลูกศรเส้นประ/ลูกศรที่อยู่ด้านนอก) คือ นโยบายสาธารณะเป็นผลมาจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ และระบบการเมือง เช่น สภาพ ระบบการเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ นโยบายสาธารณะ
74.
74สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เศรษฐกิจตกต่าและระดับการว่างงานของประชาชนสูง รัฐบาลจึงตัดสินใจกาหนดนโยบายจ้าง งานสาธารณะเพิ่มขึ้น 2. นโยบายสาธารณะเป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (ลูกศรเส้นทึบ/ลูกศรที่อยู่ ด้านใน) เมื่อนโยบายสาธารณะถูกนาไปปฏิบัติจะส่งผลสะท้อนกลับต่อระบบการเมือง สภาพ สังคมและเศรษฐกิจอย่างไร 2. Policy Systems - Policy Stakeholders คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย อาจ เป็นปัจเจกบุคคล กลุ่มคน องค์การ ระบบราชการ พรรคการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกาหนดนโยบาย การดาเนินนโยบาย หรือได้รับผลจากการดาเนิน นโยบาย - Policy Environment ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือ สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีส่วนทาให้เกิดนโยบายและได้รับผลกระทบจากนโยบาย - Public Policies นโยบายสาธารณะต่างๆ ความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ตัวแปรมี 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. Public Policies เป็นตัวแปรตาม ที่เป็นผลมาจาก Policy Stakeholders และPolicy Environment (ตามลูกศรเส้นประ/ลูกศรที่อยู่ด้านนอก) 2. Public Policies เป็นตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ นโยบายสาธารณะมีผล สะท้อนกลับต่อ Policy Stakeholder และ Policy Environment (ตามลูกศรเส้นทึบ/ลูกศรที่อยู่ ด้านใน) นักศึกษาจะต้องกลับไปทบทวนว่า ผลกระทบของนโยบายสาธารณะที่มีต่อตัวแปรอื่นๆ เป็นอย่างไร Policy Stakeholders Policy Environment Public Policies
75.
75สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ในการกาหนดนโยบายนั้นมีปัจจัยหรือองค์ประกอบอะไรบ้างที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการ กาหนดนโยบายสาธารณะและมีอิทธิพลต่อการนานโยบายสาธารณะนั้นไปปฏิบัติให้ประสบ ความสาเร็จ ซึ่งสามารถที่จะแยกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้ ประเภทที่ 1 ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน มีดังต่อไปนี้ 1. ผลประโยชน์ ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเป็นอันดับแรก หากว่านโยบายดังกล่าว สามารถสะท้อนให้เห็นถึงผลประโยชน์โดยรวมของประชาชน ผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวก็จะน้อยหรือแทบไม่มีเลย 2. Fasts (ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง) อาจจะเกิดจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม 3. Actors (บทบาทของตัวแสดงต่างๆ ในสังคม) เช่น ผู้กาหนดนโยบาย คือ ฝุาย การเมือง , กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในสังคม เป็นต้น 4. Values (ค่านิยม) ข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ของประชาชนในแต่ละกลุ่ม ประเภทที่ 2 ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบทางด้านสภาพแวด่ล้อม มีดังนี้ต่อไปนี้ 1. สภาพแวดล้อมทางสังคม อาจจุดูจากตัวชี้วัดย่อยๆ เช่น ลักษณะประชากรแต่ละ ช่วงวัย นั่นคือ สัดส่วนประชากรในแต่ละวัย, การขยายตัวของชุมชนเมือง, ความ ยากจนและคุณภาพชีวิตของประชาชน, โครงสร้างการศึกษา เป็นต้น 2. สภาพแวดล้อมทางการเมือง สภาพบันทางการเมืองมีเสถียรภาพหรือไม่, ข้าราชการประจา ข้าราชการทหาร ที่ทาให้การเมืองเกิดเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ระบบการเมือง สถาบันต่างๆ กระบวนการ พฤติกรรม นโยบายสาธารณะสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
76.
76สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย , มีการกระจายอานาจมั้ย, มีการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ เช่น การกาหนดขนาด กาลังคนเหมาะสม, วัฒนธรรมทางการเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เป็นต้น 3. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจก เช่น ภาวะเงินเฟูอเท่าไร, มีอัตราการว่างงานเท่าไร, ภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ, กระแสทุนนิยมเสรีทาให้เกิด การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง, ราคามน้ามันจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ราคา ทองคา เป็นต้น 4. สภาพแวดล้อมขององค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การที่มีบทบาทในโลก มีการ กาหนดกฎเกณฑ์อะไรบ้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือ การเมืองของ ประเทศ 5. สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี่ เช่น คอมพิวเตอร์ต่างๆ, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การสื่อสารโทรคมนาคม ระบบสานักงานอัตโนมัติ, กรขนส่ง, การบวนการผลิต ซึ่ง พบว่ามีการนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ เช่น กระบวนการตัดต่อยีนต์ ที่เรียกว่า GMO ซึ่งบางประเทศมีนโยบายต่อต้าน GMO เป็นต้น ตัวแบบการวิเคราะห์นโยบาย (Models for Policy Analysis) ตัวแบบของ Thomas R. Dye เป็นตัวแบบที่ง่ายและชัดเจนในการทาความเข้าใจการเมือง และนโยบายสาธารณะที่ได้กาหนดออกมา เป็นตัวแบบที่ให้คาตอบได้ว่าใครเป็นผู้กาหนด นโยบายและการกาหนดนโยบายนั้นอาศัยหลักเกณฑ์อะไรซึ่งมีทั้งหมด 9 ตัวแบบ
77.
77สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายเป็นผลผลิตของสถาบัน 2. เน้นสถาบันสาคัญที่มีอานาจในการกาหนดนโยบาย จุดเด่น 1. ง่ายและสะดวกในการศึกษาโดยพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ จุดด้อย 1. เน้นโครงสร้าง (Structure) โดยไม่สนใจหน้าที่ พฤติกรรม (Function / Behavior) 2. อาจทาให้ไม่เห็นถึงปัจจัย หรือภาพในเชิงปฏิบัติ สรุป ตัวแบบสถาบันจะวิเคราะห์ว่า สถาบันใด 1. ทาหน้าที่กาหนดนโยบาย 2. ทาหน้าที่นานโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ 3. สถาบันใดทาหน้าที่บังคับใช้นโยบายในสังคม ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายเป็นกิจกรรมทางการเมือง 2. เน้นขั้นตอนและพฤติกรรมที่สาคัญในการกาหนดนโยบายว่ามีอะไร
78.
78สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย จุดเด่น 1. เน้นเรื่องขั้นตอนและพฤติกรรมแทนการเน้นเรื่องโครงสร้าง จุดด้อย 1. อาจจะละเลยเนื้อหาหรือสาระของนโยบายซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของการศึกษา นโยบาย สรุป ตัวแบบกระบวนการ สิ่งที่ต้องวิเคราะห์คือ ขั้นตอน / กระบวนการนโยบาย 1. การวิเคราะห์ปัญหา ดุว่านโยบายนั้นถูกกาหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอะไร, ปัญหา ดังกล่าวนั้นเป็นปัญหาที่มีความสาคัญเร่งด่วนหรือไม่ ถ้าเร่งด่วนแสดงว่านโยบายนั้น ตัวผู้นาหรือฝุายการเมืองให้ความสาคัญ แต่หากไม่เร่งด่วน แต่ถูกนามาเป็นนโยบาย ก็ต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือมีผลประโยชน์อะไรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือไม่ 2. การกาหนดทางเลือกนโยบาย คือ วิธีการในการแก้ไขปัญหา จากปัญหานโยบาย อาจจะมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้หลายทาง, ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน ต้องมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของแต่ละทางเลือก 3. การตัดสินนโยบาย ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินนโยบาย เช่น ดูตามข้อมูลการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ หรือ ดูจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้หรือไม่ หรือ มาจากฝุายการเมือง 4. การนานโยบายไปปฏิบัติ โดยส่วนราชการต่างๆ ซึ่งจะดูว่ามีการเมืองเข้าไป แทรกแซงการดาเนินนโยบายของส่วนราชการหรือไม่ หรือการเข้าไปกากับดูแล ติดตามผลการดาเนินนโยบายของฝุายการเมือง 5. การประเมินผลนโยบาย ดูว่าฝุายการเมืองเข้าไปมีบทบาทในการประเมินผลนโยบาย หรือไม่อย่างไร
79.
79สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายคือดุลยภาพระหว่างกลุ่มซึ่งเป็นผลจากการต่อสู้ต่อรองของกลุ่ม 2. ปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการคือหัวใจของการเมือง จุดเด่น 1. เน้นสภาพการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตามความเป็นจริง 2. การมีกลุ่มหลากหลายจะทาให้นโยบายมีลักษณะประนีประนอม จุดด้อย 1. ถือว่าผู้กาหนดนโยบายมีหน้าที่ตอบสนองข้อตกลงของกลุ่มเท่านั้น 2. ละเลยอานาจของผู้ตัดสินนโยบายและสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพล สรุป ตัวแบบกลุ่ม นโยบายที่สนใจ มีความเกี่ยวของ / สะท้อนถึงผลประโยชน์ของกลุ่มในสังคมหรือไม่ (ถ้า มีก็สามารถใชตัวแบบนี้วิเคราะห์ได้) ซึ่งการวิเคราะห์จะดูว่า 1. มีกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดบ้างที่เกี่ยวของกับนโยบาย 2. ผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่ม สอดคล้อง / ขัดแย้งกัน 3. นโยบายที่กาหนดมานั้น สะท้อนดุลยภาพระหว่างกลุ่มในลักษณะใด เป็นการ ประสานประโยชน์หรือค่อนไปทางผู้มีอิทธิพลมากกว่า
80.
80สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายเป็นสิทธิความชอบธรรมชอบผู้นา 2. ผู้นาเป็นผู้กาหนดนโยบาย เพราะประชาชนขาดความสนใจ หรือ ความรู้ในเรื่อง นโยบายนั้น หรือ อาจเกี่ยวของกับความมั่นคงทางการเมือง 3. ผู้นามีอิทธิพลเหนือประชาชนซึ่งเป็นสังคมปิดหรือไม่มั่นคง 4. ข้าราชการมีหน้าที่นานโยบายไปปฏิบัติเท่านั้น จุดเด่น 1. สะท้อนถึงสภาพความเปูนจริงของสังคมที่มีผู้มีอิทธิพลและขาดการมีส่วนร่วม จุดด้อย 1. ละเลยความสาคัญของการมีส่วนร่วมในกระบวนการกาหนดนโยบาย 2. ขัดกับลักษณะสาคัญที่ว่านโยบายมิได้ตัดสินที่จุดใดจุดหนึ่งแต่มีพัฒนาการ 3. นโยบายจะมีลักษณะที่ผูกขาดและเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สรุป ตัวแบบผู้นา การวิเคราะห์ จะต้องอธิบายให้ได้ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการดาเนินนโยบายนั้นสอดคล้อง กับผลประโยชน์หรือความต้องการของกลุ่มผู้นาเท่านั้น (ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สอดคล้องผลประโยชน์ ของประชาชน ต้องมีข้อมูลประกอบการอธิบายด้วย)
81.
81สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายคือผลประโยชน์สูงสุดของสังคม (Maximum Social Gain) มีคุณค่าทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง 2. เป็นการพิจารณาการเลือกนโยบายที่ให้ประโยชน์สุงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุน 3. ผู้ตัดสินนโยบายเป็นผู้ที่มีเหตุผล จุดเด่น 1. การตัดสินนโยบาย เป็นผลจากการมีข้อมูลที่สมบรูณ์ มีทรัพยากรที่จาเป็นและมีการ วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จุดด้อย 1. ในสภาพความเป็นจริงย่อมมีเงื่อนไข ทรัพยากร เหตุผลและความสมารถที่จากัด 2. ประโยชน์สูงสุดของสังคมมักไม่ได้ความเห็นเอกฉันท์ 3. ประโยชน์และต้นทุนบางอย่างไม่ชัดเจน และไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ 4. ผู้ตัดสินใจอาจเจือปนด้วยผลประโยชน์ส่วนบุคคล หรือ อคติ 5. ผู้ตัดสินใจอาจแสวงหาทางเลือก ที่ปฏิบัติได้มากกว่าทางที่ดีที่สุด สรุปตัวแบบยึดหลักเหตุผล 1. รู้ว่าสังคมส่วนรวมมีความความต้องการอะไร ทั้งรู้ความต้องการประชาชนทั้งหมด ว่าต้องการอะไร ว่ามีปัญหาอะไรบ้างคือต้องรู้ทั้งหมด (เป็นไปไม่ได้) และชั่งน้าหนัก
82.
82สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ได้ คือ จัดลาดับความสาคัญของความต้องการหรือเรียงลาดับความสาคัญของ ปัญหาได้ 2. ในความต้องการนั้นในแต่ละความต้องการเรามีวิธีในการตอบความสนองความ ต้องการนั้นอย่างไรต้องรู้ครบทุกทางเลือกคือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ครบ ทุกทาง 3. รู้ผลที่เกิดขึ้นจากแต่ละทางเลือกแล้วต้องรู้ผลตอบแทนแต่ละทางเลือกคุ้มค่าหรือมั้ย แล้วเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (ต้องก่อให้เกิดผลประโยชน์ในทุกๆ ด้าน จึงจะเรียกว่า เป็นนโยบายที่มีเหตุผล ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายเป็นความต่อเนื่องของกิจกรรมของรัฐบาลในอดีตเพียงแต่แก้ไขเพิ่มเติม หรือปรับปรุงบางส่วน 2. กระบวนการกาหนดนโยบายเป็นกระบวนการสั่งสมความรู้จากประสบการณ์ในอดีต 3. เน้นการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่ละน้อย และยอมรับแนวนโยบายที่ผ่าน มาแล้วในอดีต จุดเด่น 1. ง่ายต่อการพิจารณา มีความเสี่ยงน้อย 2. มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการยอมรับสูง จุดด้อย
83.
83สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 1. ขาดกระบวนการในการสร้างทางเลือก และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล 2. ไม่มีลักษณะที่ท้าทาย หรือเกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ 3. มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ความก้าวหน้าหรือการสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เป็นไปไดยาก สรุป ตัวแบบส่วนเพิ่มหรือค่อยเป็นค๋อยไป ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า 1. ในอดีตมีการกาหนดนโยบายในแบบเดียวกันกับนโยบายที่วิเคราะห์อะไรบ้าง 2. นโยบายที่เราวิเคราะห์มีการปรับเปลี่ยน / เพิ่มเติมจากนโยบายในอดีตอย่างไร เพราะว่าการกาหนดนโยบายในตัวแบบนี้เป็นการกาหนดนโยบายที่สามารถ ดาเนินการได้โดยไม่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์มากนัก ประหยัดเวลา ประหยัด ค่าใช้จ่าย ข้อมูลการวิเคราะห์ก็มีไม่มาก ลักษณะสาคัญ 1. นโยบายคือทางเลือกที่มีเหตุผลท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขัน คือ จะมีผู้เล่น อย่างน้อย 2 ฝุาย เมื่อมีผู้เล่น เราก็ไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าเค้าจะเล่นแบบไหน ดังนั้นเราก็ต้องพิจารณาว่าจะดาเนินการ ดาเนินกลยุทธ์แบบใด จึงจะชนะ 2. ดังนั้น เป็นการนาทฤษฏีเกมส์ ซึ่งเป็นทฤษฏีการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีการ แข่งขันตั้งแต่ 2 ฝุายขึ้นไป การเลือกของอีกฝุายหนึ่งขึ้นอยู่กับอีกฝุายหนึ่งเสมอ ซึ่ง การเลือกทางเลือกต้องเป็นการเลือกที่มีเหตุผลที่ดีที่สุดเพราะฉะนั้นการตัดสินใจจะ ไม่เป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะต็องมีการคานึงถึงกลยุทธ์ที่ทาให้เราได้เปรียบหรือ
84.
84สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย เสียหายน้อยที่สุด ดังนั้นการตัดสินใจจะส่งผลหรือขึ้นอยู่กับอีกฝุายหนึ่งเสมอ 3. แนวคิดหลักยุทธศาสตร์ (Strategy) การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลให้ได้ประโยชน์สูงสุด จากคู่แข่ง 4. เปูาหมาย Minimax หรือ 1. ลดความสูญเสีย / ขาดทุนน้อยที่สุด และ 2. เพิ่ม ผลประโยชน์ / กาไรมากที่สุด จุดเด่น 1. เหมาะสาหรับนโยบายเกี่ยวกับสงคราม สันติภาพ การใช้อาวุธร้ายแรง 2. นิยมใชในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 3. หรือใช่ในการต่อรองและการสร้างแนวร่วม 4. มักใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ มากกว่า เป็นเครื่องมือในการกาหนดนโยบาย จุดด้อย 1. ไม่เหมาะกับสภาพความขัดแย้งที่รุนแรง และไม่เหมาะเป็นเครื่องมือในการกาหนด นโยบาย 2. ยากที่จะคานวณประโยชน์สูงสุด และ พยากรณ์ทางเลือกของฝุายตรงข้าม 3. มีปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เอื้ออานวยในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ในตัวแบบทางเลือกสาธารณะนั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจร่วมกันของหลายๆ ฝุายโดยคานึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของปัจเจกบุคคล เพราะฉะนั้นในตัวแบบทางเลือก สาธารณะคือ ปัจเจกบุคคล มองว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละบุคคลมีเหตุผล ท่ามกลางความมี เหตุผลของปัจเจกบุคคลทุกคนจึงแสวงหาอรรถประโยชน์ให้แก่ตนเอง ซึ่งตัวแบบนี้เป็นตัวแบบ ที่นาหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการวินิจฉัยสั่งการ เป็นการมองถึงการตัดสินใจร่วมกันหลายๆ ฝุายและผลที่ออกมาเป็นนโยบายจะสะท้อนถึงการให้ความสนใจปัจเจกบุคคล เช่น นโยบายที่ เรามีการถ่ายโอนภารกิจให้เอกชนดาเนินการ รูปแบบของการให้บริการหลากหลาย การให้ ตัวแบบทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Model)
85.
85สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ความสาคัญกับผลประโยชน์ปัจเจกบุคคลว่า บริการแต่ละแบบจะตรงใจกับปัจเจกบุคคลแต่ละ บุคคล ตัวแบบทางเลือกสาธารณะ วิเคราะห์ นโยบายด้านการให้บริการสาธารณะที่มีรูปแบบ การบริการหลายรูปแบบ รูปแบบการบริการแต่ละรูปแบบสามารถตอบสนองความต้องการ หรือผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลได้ ตัวแบบระบบ (Systems Model) การตอบข้อสอบ นักศึกษาควรเลือกตัวแบบอื่นที่ล้า ลึกมากกว่าตัวแบบระบบ มองว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบ ตามภาพจากแผนภาพอธิบายได้ว่า ปัจจัยนาเข้าอาจจะเป็นข้อเรียกร้องต้องการ (Demands) หรือการสนับสนุนจากประชาชน (Supports) จะถูกนาเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อกลั่นกรองแล้วตัดสินใจออกมาเป็นนโยบาย สาธารณะ ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงเป็นผลผลิตของระบบ ผลของนโยบายจะตกอยู่กับ ประชาชน โดยจะประเมินว่านโยบายดังกล่าวตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มาก น้อยเพียง ใดจาก Feedback ที่ย้อนกลับมา เช่น คนกรุงเทพฯ มีปัญหาการจราจรติดขัดอยาก ให้รัฐบาลสร้างถนนเพิ่ม จากนั้นก็ประเมินผลว่าสร้างถนนแล้วการจราจรยังติดขัดอีกหรือไม่ ถ้ายังติดขัดอยู่ก็เป็น Feedback กลับเข้าสู่รัฐบาลอีกรอบหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องคิดว่าควรแก้ไขหรือ กาหนดนโยบายใดออกมา ตัวแบบระบบสามารถนาไปวิเคราะห์ได้หลากหลายจนกลายเป็นตัว แบบอเนกประสงค์ แต่อาจารย์อยากให้ใช้ตัวแบบอื่นมากกว่าตัวแบบนี้ง่ายเกินไป
86.
86สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ทั้ง 9 ตัวแบบที่กล่าวไปจะให้คาตอบได้ว่าใครเป็นผู้กาหนดนโยบายสาธารณะ ใช้ หลักเกณฑ์ใดในการกาหนด บางตัวแบบใช้วิเคราะห์ได้บางนโยบาย เช่น ตัวแบบกลุ่ม ตัวแบบ ผู้นา ตัวแบบส่วนเพิ่ม บางตัวแบบวิเคราะห์ได้ทุก ๆ นโยบาย เช่น ตัวแบบสถาบัน ตัวแบบ กระบวนการ ตัวแบบระบบสามารถนาไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตัวแบบมีเหตุผลแทบจะใช้ไม่ได้ เลยในสภาพความเป็นจริง ตัวแบบทฤษฎีเกมใช้สาหรับนโยบายการปูองกันประเทศ ตัวแบบในการนานโยบายไปปฏิบัติ เช่น 1. ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) 2. ตัวแบบการจัดการ (Management Model) 3. ตัวแบบการพัฒนาองค์การ (Organizational Development Model) 4. ตัวแบบกระบวนการระบบราชการ (Bureaucratic Process Model) 5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) ในการวิเคราะห์การนานโยบายไปปฏิบัติ นักศึกษาควรเลือกตัวแบบที่สอดคล้องที่ตน ถนัด โดยไม่จาเป็นต้องใช้ตัวแบบทั้งหมด 1. ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) มองว่า ความสาเร็จในการดาเนินนโยบาย ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการวางแผนและการควบคุมการดาเนินการ โดยมีองค์ประกอบ ต่อไปนี้ 1) วัตถุประสงค์และเปูาหมาย 2) การกาหนดภารกิจและการมอบหมายภารกิจ 3) มาตรฐานในการปฏิบัติงาน 4) ระบบการวัดผล 5) ระบบการให้คุณให้โทษ หากนักศึกษานาตัวแบบเหตุผลมาวิเคราะห์การดาเนินนโยบาย นักศึกษาก็ต้องหา องค์ประกอบเหล่านี้ให้พบ 2. ตัวแบบการจัดการ (Management Model) มองว่า ความสาเร็จของการดาเนิน นโยบายขึ้นอยู่กับสมรรถนะขององค์การที่รับผิดชอบในการดาเนินนโยบาย โดยมีปัจจัยดังนี้
87.
87สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย 1) โครงสร้าง มองความพร้อมที่จะสนับสนุนในการดาเนินนโยบาย 2) บุคลากร มองว่า มีจานวนเพียงพอหรือไม่ และมีคุณสมบัติที่จะรับผิดชอบในการ ดาเนินนโยบายหรือไม่ 3) งบประมาณ มองว่า มีเพียงพอหรือไม่ ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นอย่างไร 4) สถานที่ มองทาเลที่ตั้งว่าเหมาะสมกับการนานโยบายไปปฏิบัติหรือไม่ 5) วัสดุอุปกรณ์/ เครื่องมือเครื่องใช้ มองว่า มีครบถ้วน เพียงพอ และทันสมัยต่อการ ดาเนินนโยบายหรือไม่ 3. ตัวแบบการพัฒนาองค์การ (Organizational Development Model) มองว่า ความสาเร็จของการดาเนินนโยบายขึ้นอยู่กับปัจจัย 5 ส่วน ดังนี้ 1) ภาวะผู้นา ผู้นาของหน่วยงานที่รับผิดชอบดาเนินนโยบายมีภาวะผู้นาหรือไม่ 2) ผู้นาสามารถโน้มน้าวจูงใจ ให้บุคลากรในหน่วยงานอยากทางานหรือไม่ 3) หน่วยงานที่รับผิดชอบดาเนินนโยบายมีการทางานเป็นทีมหรือไม่ 4) หน่วยงานได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมหรือไม่ 5) หน่วยงานได้สร้างการความผูกพันและการยอมรับในการทางานหรือไม่ เพราะ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเสริมสร้างขวัญและกาลังใจในการทางานเป็นอย่างดี หากสามารถหาคาตอบทั้ง 5 ส่วนนี้ได้ ก็จะสามารถใช้ตัวแบบการพัฒนาองค์การมา วิเคราะห์การดาเนินนโยบายได้ เช่น มีภาวะผู้นาเหมาะสม (เป็นประชาธิปไตย) มีการจูงใจทั้ง ทางเศรษฐกิจและสังคม มีการสนับสนุนการมีส่วนร่วม มีการทางานเป็นทีมสูง บุคลากรมีความ ผูกพันและมีการยอมรับกันในการทางานสูง โอกาสที่จะนานโยบายไปปฏิบัติได้สาเร็จก็มีมาก 4. ตัวแบบกระบวนการระบบราชการ (Bureaucratic Process Model) มองว่า ความสาเร็จในการนานโยบายไปปฏิบัติขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้กาหนดนโยบายและระดับ การยอมรับของผู้ดาเนินนโยบาย เพราะบางครั้ง ข้าราชการการเมืองที่เข้าไปดาเนินนโยบาย ขาดความเข้าใจในสภาพของปัญหา ส่งผลทาให้การดาเนินนโยบายไม่ประสบความสาเร็จหรือ สาเร็จน้อย และหากข้าราชการประจาใส่เกียร์ว่างหรือไม่ยอมรับนโยบาย โอกาสที่นโยบายนั้น จะประสบความสาเร็จก็มีน้อย
88.
88สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย นักศึกษาต้องวิเคราะห์ว่า ผู้กาหนดนโยบายมีข้อมูลพร้อมและเข้าใจสภาพปัญหาหรือไม่ และสามารถถ่ายทอดให้ผู้ปฏิบัติเกิดการยอมรับได้หรือไม่ 5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) มองสมรรถนะของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการดาเนินนโยบายว่ามีอานาจในการต่อรองหรือไม่ จานวนหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ การดาเนินนโยบายมีมากหรือน้อย หากมีมาก การดาเนินนโยบายก็จะสาเร็จน้อย เพราะต่างก็ แย่งชิงทรัพยากรกัน และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชน นักการเมือง หัวหน้าหน่วยงาน และกลุ่มผลประโยชน์หรือไม่ หากหน่วยงานมีอานาจในการต่อรองมาก ผลของการดาเนินนโยบายก็มีโอกาสประสบ ความสาเร็จได้มาก ตัวบ่งชี้ความสามารถในการต่อรองคือ บุคลิกภาพของผู้นา ความรู้ ความสามารถของผู้นา/องค์การ สถานะทางด้านอานาจและทรัพยากรของหน่วยงาน ภาพรวมเงื่อนไขต่างๆ ที่มีผลต่อความสาเร็จของนโยบาย นักศึกษาอาจสรุปว่า ความสาเร็จในการดาเนินนโยบายขึ้นอยู่กับภาวะผู้นา ความ ร่วมมือ สภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี จากภาพจะ เห็นว่าตัวแปรต่างๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ตัวแบบในการประเมินผล มี 3 ตัวแบบ ได้แก่ 1. Policy monitoring การติดตามผลการดาเนินนโยบายเป็นการติดตาม ความคืบหน้าของการดาเนินนโยบายในแต่ละช่วงระยะว่าเป็นอย่างไร เป็นการใช้มาตรฐาน หรือตัวชี้วัดคอยติดตามดูการปฏิบัติงานไปเรื่อยๆ
89.
89สรุปเนื้อหาเตรียมสอบ Comprehensive สาขาบริหารรัฐกิจ
โดย นายนันทภพ สินไชย ในทางวิชาการมองว่า การติดตามประเมินผลนโยบายเป็นการ ตรวจสอบพื้นที่บริการ (coverage)ว่า นโยบายไปถึงกลุ่มเป้าหมายมาก น้อยแค่ไหน และการให้บริการ (delivery) ว่า การปฏิบัติและวิธีการ ต่างๆที่ทาจริงนั้น ตรงตามแผนการให้บริการหรือไม่อย่างเป็นระบบ 2. Efficiency Evaluation การประเมินประสิทธิภาพของการดาเนิน นโยบาย 3. Effectiveness Evaluation การประเมินประสิทธิผลของการดาเนิน นโยบาย ขั้นตอนการประเมินผล - การศึกษารายละเอียดของสิ่งที่ถูกประเมินและการศึกษาความต้องการของ ผู้ใช้ ผลประเมิน - การกาหนดประเด็นในการประเมิน/การกาหนดตัวชี้วัดและการพัฒนาตัวชี้วัด - การออกแบบการประเมิน (การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและ การเสนอรายงาน - การเก็บรวบรวมข้อมูล - การวิเคราะห์ข้อมูล - การสรุปผลการประเมิน - การเขียนรายงาน
Download