Pronoun
•   1.1 ความหมายของ Tense
•   Tense คือ รูปของคำำกริยำทีบอกเวลำของกำรกระทำำ ในภำษำอังกฤษกำรกระทำำที่
                               ่
    เกิดขึ้นในเวลำทีแตกต่ำงกันจะใช้รูปของคำำกริยำทีแตกต่ำงกัน เช่น
                    ่                               ่
•   1. I am playing football now. ( ฉันกำำลังเล่นฟุตบอล )
•   2. I played football yesterday. ( ฉันเล่นฟุตบอลเมื่อวำนนี้ )
•   ในประโยคที่ 1 รูปของคำำกริยำคือ am playing บอกให้รู้ว่ำกำรเล่นฟุตบอลกำำลังเกิด
    ขึ้นในขณะทีพูดประโยคนี้ออกมำ
                ่
•   ในประโยคที่ 2 รูปของคำำกริยำคือ played บอกให้รว่ำกำรเล่นฟุตบอลเกิดขึ้นเมื่อวำน
                                                      ู้
    นี้
•
•   1.2 ชนิดของ Tense
•   Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ
•   1. Present Tense ใช้กับกำรกระทำำทีเป็นปัจจุบน
                                        ่       ั
•   2. Past Tense ใช้กบกำรกระทำำที่เป็นอดีต
                      ั
•   3. Future Tense ใช้กับกำรกระทำำทีเป็นอนาคต
                                      ่
แต่ละ Tense ใหญ่แบ่งออกเป็น 4 Tense ย่อย จึงมีทั้งหมด 12 Tense ดังนี้




        Present Tense                              Past Tense                        Future Tense

1. Present Simple Tense                1. Past Simple Tense                  1. Future Simple Tense

2. Present Progressive Tense           2. Past Progressive Tense             2. Future Progressive Tense

3. Present Perfect Tense               3. Past Perfect Tense                 3. Future Perfect Tense

4. Present Perfect Progressive                                               4. Future Perfect Progressive
                                       4. Past Perfect Progressive Tense
Tense                                                                        Tense




     1.3 โครงสร้ า งของ Tense
     ทัง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้
       ้
Present Simple Tense
• 2.1 ประโยค Present Simple Tense เชิงบอกเล่า
• โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s )
• ( ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ( s ) )
• ( เมื่อประธำนเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำำกริยำจะต้องเติม s )
• ตัวอย่ำง : 1.I go to school by car. (ฉันไปโรงเรียนโดย
  รถยนต์)
• 2. He walks to school. ( เขำเดินไปโรงเรียน )
• 3. You play football every day. ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน )
• 4. Somsri and Somsak study English every day .( สมศรี
  และสมศักดิเรียนภำษำอังกฤษทุกวัน )
              ์
•   2.2 ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ
•   เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธ
    ทำำได้ดวยกำรใช้ Verb to do มำช่วย มีหลักกำรใช้ดังนี้
            ้
•   do ใช้กับประธำนพหูพจน์ และ I กับ you
•   does ใช้กับประธำนเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้
•   โครงสร้าง : Subject + do / does + not + Verb 1
•   ( ประธำน + do / does + not + กริยำช่องที่ 1 )
•   ตัวอย่ำง : 1. I do not ( don’t ) go to school by car. ( ฉันไม่ไปโรงเรียนโดยรถยนต์
    )
•   2. He does not ( doesn’t ) walk to school. ( เขำไม่เดินไปโรงเรียน )
•   3. You do not play football every day. ( คุณไม่เล่นฟุตบอลทุกวัน )
•   4. Somsri and Somsak do not study English every day .( สมศรีและสมศักดิไม่     ์
    เรียนภำษำอังกฤษทุกวัน )
•   ข้อสังเกต : เมื่อนำำ does มำช่วยในประโยคแล้ว ต้องตัด s ออกด้วย
• 2.3 ประโยค Present Simple Tense เชิงคำาถามและการ
  ตอบ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำม
  หมำยเชิงคำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ do หรือ does มำวำงไว้หน้ำ
  ประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของ
  ประโยคดังนี้
• โครงสร้าง : Do / Does + Subject + Verb 1 ?
• ( Do / Does + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. Does he walk to school ? (เขำเดินไปโรงเรียน
  ใช่หรือไม่ )
• -Yes, he does. ( ใช่ เขำเดินไปโรงเรียน )
• -No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขำไม่ได้เดินไปโรงเรียน )
• 2. Do you play football every day ? ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน
  ใช่หรือไม่ )
• -Yes, I do. ( ใช่ ฉันเล่นฟุตบอลทุกวัน )
• -No, I don’t. ( ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลทุกวัน )
• 2.4 หลักการใช้ Present Simple Tense
   – ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำทีเป็นควำมจริงตลอดไปหรือ
                                   ่
     เป็นควำมจริงตำมธรรมชำติ เช่น 1. The sun rises in the
     east.( พระอำทิตย์ขึ้นทำงทิศตะวันออก )
• 2. Fire is hot. ( ไฟร้อน )
• 2. ใช้กับกำรกระทำำที่กระทำำอยู่จนเป็นนิสัย มักจะมีกลุม
                                                       ่
  คำำที่มควำมหมำยว่ำ เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น
         ี
      • I get up at six o’clock every day. ( ฉันตื่นนอนเวลำ 6 นำฬิกำทุก
        วัน )
      • He plays football every day. ( เขำเล่นฟุตบอลทุกวัน )
•   2.5 หลักการเติม s ที่คำากริยา
•   1.กริยำที่ลงท้ำยด้วย s, ss, sh, ch, o, หรือ x ให้เติม e ก่อนแล้วจึงเติม s
    เช่น
•   pass - passes = ผ่ำน
•   brush - brushes = แปรงฟัน
•   catch - catches = จับ
•   go - goes = ไป
•   box - boxes = ชก
•   2.กริยำที่ลงท้ำยด้วย y และหน้ำ y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น ie แล้วจึง
    เติม s เช่น
•   cry - cries = ร้องไห้
•   fry - fries = ทอด
•   try - tries = พยำยำม
•   ข้อยกเว้น ถ้ำกริยำนั้นหน้ำ y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย เช่น
•   play - plays = เล่น
•   stay - stays = พัก
•   3. กริยำที่นอกเหนือจำกที่กล่ำวในข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้เติม s ได้เลย
1.3 โครงสร้ า งของ Tense
ทั้ง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้



         Present Tense                                 Past Tense                      Future Tense

1. S + V.1                                1. S + V.2                         1. S + will , shall +V.1

2. S + is ,am , are + V.1 เติม ing        2. S + was , were + V.1 เติม ing   2. S + will, shall + be + V.1 เติม ing

3. S + have , has + V.3                   3. S + had + V.3                   3. S + will , shall + have , has + V.3

4. S + have , has + been + V.1 เติม                                          4. S +will , shall + have + been +
                                          4. S + had + been + V.1 เติม ing
ing                                                                          V.1 เติม ing




                                     S ย่อมำจำก Subject หมำยถึง ประธำนของประโยค
                                       V.1 ย่อมำจำก Verb 1 หมำยถึง กริยำช่องที่ 1
                                       V.2 ย่อมำจำก Verb 2 หมำยถึง กริยำช่องที่ 2
                                       V.3 ย่อมำจำก Verb 3 หมำยถึง กริยำช่องที่ 3
Present Perfect Tense



• ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอก
  เล่า
• โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3
• ( ประธำน + have , has + กริยำช่อง 3 )
• ตัวอย่ำง : 1. I have studied English for 5
  years.( ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว )
• 2. He has lived in Bangkok since 1990.(
  เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
• ประโยค Present Perfect Tense เชิงปฏิเสธ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้
  มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to
  have ซึงมีโครงสร้ำงดังนี้
           ่
• โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb
  3
• ( ประธาน + have , has + not + กริยาช่อง 3 )
• ตัวอย่ำง :
• 1. I have not studied English for 5 years.( ฉัน
  เรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถง 5 ปี )
                            ึ
• 2. He has not lived in Bangkok since 1990.( เขำ
  ไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
•   3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำาถามและการตอบ
•   เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีควำมหมำย เชิง
    คำำถำมให้นำำ Verb to have มำวำงไว้หน้ำประโยค
•   และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้
•   โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ?
•   (Have, Has + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? )
•   ตัวอย่ำง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภำษำ
    อังกฤษมำ 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ )
•   -Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว )
•   -No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถึง 5 ปี )
•   2. Has he lived in Bangkok since 1990 ?( เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
    ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ใช่หรือไม่ )
•   -Yes, he has. (ใช่ เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 )
•   -No, he hasn’t. ( ไม่ เขำไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
•   หลักการใช้ Present Perfect Tense
•   1. ใช้กบเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึนแล้วในอดีต และเหตุกำรณ์นั้นยัง
           ั                               ้
    คงต่อเนื่องมำจนถึงปัจจุบัน เช่น
     – Somchai has studied English for 5 years. ( สมชำยเรียนภำษำอังกฤษมำ 5
       ปีแล้ว ขณะนี้กยังเรียนอยู่ )
                     ็
     – I have worked in this company since 1990. ( ฉันทำำงำนในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี
       1990 ขณะนี้ก็ยังทำำอยู่ )
•   2. ใช้กบเหตุกำรณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำำในอดีต ซึ่งมิได้บงบอกเวลำที่แน่นอน
           ั                                             ่
    เอำไว้ และมักจะมีคำำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice
•   มำใช้ร่วมเสมอ เช่น
•   - I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ำมำก่อน )
•   - Have you ever been abroad ?( คุณเคยไปต่ำงประเทศหรือเปล่ำ )
•   - She has been to Bangkok twice. ( หล่อนเคยไปกรุงเทพฯ 2 ครั้ง )
Past Simple Tense
• 6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอก
  เล่า โครงสร้าง : Subject + Verb 2
• ( ประธำน + กริยำช่องที่ 2 )
• ตัวอย่ำง : 1.He walked to school yesterday.
  ( เขำเดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ )
• 2. They played volleyball last week. ( เขำ
  ทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ที่แล้ว )
• 6.2 ประโยค Past Simple Tense เชิงปฏิเสธ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำม
  หมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ด้วยกำรใช้ Verb to do
• ช่องที่ 2 คือ did มำช่วย และเติม not ข้ำงหลัง มีโครงสร้ำงของ
  ประโยคดังนี้
• โครงสร้าง : Subject + did + not + Verb 1
• ( ประธำน + did + not + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday.
  ( เขำไม่ได้เดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ )
• 2. They did not play volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยไม่
  ได้เล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ทแล้ว )
                               ี่
• ข้อสังเกต : เมื่อนำา did มาใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยน
  กริยาช่องที่ 2 ให้เป็นกริยาช่องที่ 1 ด้วย
•   6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำาถามและการตอบ
•   เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงคำำถำม
    ทำำได้ด้วยกำรนำำ did มำวำงไว้หน้ำประโยค
•   และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้
•   โครงสร้าง : Did + Subject + Verb 1
•   ( Did + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 )
•   ตัวอย่ำง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวำนนี้เขำเดินมำ
    โรงเรียนใช่หรือไม่ )
•   - Yes, he did. ( ใช่ เขำเดินมำ )
•   - No, he didn’t. ( ไม่เขำไม่ได้เดินมำ )
•   2. Did they play volleyball last week ?( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล
    สัปดำห์ที่แล้วใช่หรือไม่ )
•   - Yes, they did. ( ใช่ เขำทั้งหลำยเล่น )
•   - No, they didn’t . ( ไม่ เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น )
• 6.4 หลักการใช้ Past Simple Tense
• 1. ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึ้นและ
  จบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำำ กลุ่มคำำ หรือ
  อนุประโยคต่อไปนีอยู่ในประโยค
                   ้
125314023903 81

125314023903 81

  • 1.
  • 8.
    1.1 ความหมายของ Tense • Tense คือ รูปของคำำกริยำทีบอกเวลำของกำรกระทำำ ในภำษำอังกฤษกำรกระทำำที่ ่ เกิดขึ้นในเวลำทีแตกต่ำงกันจะใช้รูปของคำำกริยำทีแตกต่ำงกัน เช่น ่ ่ • 1. I am playing football now. ( ฉันกำำลังเล่นฟุตบอล ) • 2. I played football yesterday. ( ฉันเล่นฟุตบอลเมื่อวำนนี้ ) • ในประโยคที่ 1 รูปของคำำกริยำคือ am playing บอกให้รู้ว่ำกำรเล่นฟุตบอลกำำลังเกิด ขึ้นในขณะทีพูดประโยคนี้ออกมำ ่ • ในประโยคที่ 2 รูปของคำำกริยำคือ played บอกให้รว่ำกำรเล่นฟุตบอลเกิดขึ้นเมื่อวำน ู้ นี้ • • 1.2 ชนิดของ Tense • Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ • 1. Present Tense ใช้กับกำรกระทำำทีเป็นปัจจุบน ่ ั • 2. Past Tense ใช้กบกำรกระทำำที่เป็นอดีต ั • 3. Future Tense ใช้กับกำรกระทำำทีเป็นอนาคต ่
  • 9.
    แต่ละ Tense ใหญ่แบ่งออกเป็น4 Tense ย่อย จึงมีทั้งหมด 12 Tense ดังนี้ Present Tense Past Tense Future Tense 1. Present Simple Tense 1. Past Simple Tense 1. Future Simple Tense 2. Present Progressive Tense 2. Past Progressive Tense 2. Future Progressive Tense 3. Present Perfect Tense 3. Past Perfect Tense 3. Future Perfect Tense 4. Present Perfect Progressive 4. Future Perfect Progressive 4. Past Perfect Progressive Tense Tense Tense 1.3 โครงสร้ า งของ Tense ทัง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้ ้
  • 10.
    Present Simple Tense •2.1 ประโยค Present Simple Tense เชิงบอกเล่า • โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s ) • ( ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ( s ) ) • ( เมื่อประธำนเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำำกริยำจะต้องเติม s ) • ตัวอย่ำง : 1.I go to school by car. (ฉันไปโรงเรียนโดย รถยนต์) • 2. He walks to school. ( เขำเดินไปโรงเรียน ) • 3. You play football every day. ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน ) • 4. Somsri and Somsak study English every day .( สมศรี และสมศักดิเรียนภำษำอังกฤษทุกวัน ) ์
  • 11.
    2.2 ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ดวยกำรใช้ Verb to do มำช่วย มีหลักกำรใช้ดังนี้ ้ • do ใช้กับประธำนพหูพจน์ และ I กับ you • does ใช้กับประธำนเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้ • โครงสร้าง : Subject + do / does + not + Verb 1 • ( ประธำน + do / does + not + กริยำช่องที่ 1 ) • ตัวอย่ำง : 1. I do not ( don’t ) go to school by car. ( ฉันไม่ไปโรงเรียนโดยรถยนต์ ) • 2. He does not ( doesn’t ) walk to school. ( เขำไม่เดินไปโรงเรียน ) • 3. You do not play football every day. ( คุณไม่เล่นฟุตบอลทุกวัน ) • 4. Somsri and Somsak do not study English every day .( สมศรีและสมศักดิไม่ ์ เรียนภำษำอังกฤษทุกวัน ) • ข้อสังเกต : เมื่อนำำ does มำช่วยในประโยคแล้ว ต้องตัด s ออกด้วย
  • 12.
    • 2.3 ประโยคPresent Simple Tense เชิงคำาถามและการ ตอบ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำม หมำยเชิงคำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ do หรือ does มำวำงไว้หน้ำ ประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของ ประโยคดังนี้ • โครงสร้าง : Do / Does + Subject + Verb 1 ? • ( Do / Does + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ) • ตัวอย่ำง : 1. Does he walk to school ? (เขำเดินไปโรงเรียน ใช่หรือไม่ ) • -Yes, he does. ( ใช่ เขำเดินไปโรงเรียน ) • -No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขำไม่ได้เดินไปโรงเรียน ) • 2. Do you play football every day ? ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน ใช่หรือไม่ ) • -Yes, I do. ( ใช่ ฉันเล่นฟุตบอลทุกวัน ) • -No, I don’t. ( ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลทุกวัน )
  • 13.
    • 2.4 หลักการใช้Present Simple Tense – ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำทีเป็นควำมจริงตลอดไปหรือ ่ เป็นควำมจริงตำมธรรมชำติ เช่น 1. The sun rises in the east.( พระอำทิตย์ขึ้นทำงทิศตะวันออก ) • 2. Fire is hot. ( ไฟร้อน ) • 2. ใช้กับกำรกระทำำที่กระทำำอยู่จนเป็นนิสัย มักจะมีกลุม ่ คำำที่มควำมหมำยว่ำ เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น ี • I get up at six o’clock every day. ( ฉันตื่นนอนเวลำ 6 นำฬิกำทุก วัน ) • He plays football every day. ( เขำเล่นฟุตบอลทุกวัน )
  • 14.
    2.5 หลักการเติม s ที่คำากริยา • 1.กริยำที่ลงท้ำยด้วย s, ss, sh, ch, o, หรือ x ให้เติม e ก่อนแล้วจึงเติม s เช่น • pass - passes = ผ่ำน • brush - brushes = แปรงฟัน • catch - catches = จับ • go - goes = ไป • box - boxes = ชก • 2.กริยำที่ลงท้ำยด้วย y และหน้ำ y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น ie แล้วจึง เติม s เช่น • cry - cries = ร้องไห้ • fry - fries = ทอด • try - tries = พยำยำม • ข้อยกเว้น ถ้ำกริยำนั้นหน้ำ y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย เช่น • play - plays = เล่น • stay - stays = พัก • 3. กริยำที่นอกเหนือจำกที่กล่ำวในข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้เติม s ได้เลย
  • 15.
    1.3 โครงสร้ างของ Tense ทั้ง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้ Present Tense Past Tense Future Tense 1. S + V.1 1. S + V.2 1. S + will , shall +V.1 2. S + is ,am , are + V.1 เติม ing 2. S + was , were + V.1 เติม ing 2. S + will, shall + be + V.1 เติม ing 3. S + have , has + V.3 3. S + had + V.3 3. S + will , shall + have , has + V.3 4. S + have , has + been + V.1 เติม 4. S +will , shall + have + been + 4. S + had + been + V.1 เติม ing ing V.1 เติม ing S ย่อมำจำก Subject หมำยถึง ประธำนของประโยค V.1 ย่อมำจำก Verb 1 หมำยถึง กริยำช่องที่ 1 V.2 ย่อมำจำก Verb 2 หมำยถึง กริยำช่องที่ 2 V.3 ย่อมำจำก Verb 3 หมำยถึง กริยำช่องที่ 3
  • 16.
    Present Perfect Tense •ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอก เล่า • โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3 • ( ประธำน + have , has + กริยำช่อง 3 ) • ตัวอย่ำง : 1. I have studied English for 5 years.( ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว ) • 2. He has lived in Bangkok since 1990.( เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
  • 17.
    • ประโยค PresentPerfect Tense เชิงปฏิเสธ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้ มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึงมีโครงสร้ำงดังนี้ ่ • โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb 3 • ( ประธาน + have , has + not + กริยาช่อง 3 ) • ตัวอย่ำง : • 1. I have not studied English for 5 years.( ฉัน เรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถง 5 ปี ) ึ • 2. He has not lived in Bangkok since 1990.( เขำ ไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
  • 18.
    3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำาถามและการตอบ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีควำมหมำย เชิง คำำถำมให้นำำ Verb to have มำวำงไว้หน้ำประโยค • และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้ • โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ? • (Have, Has + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? ) • ตัวอย่ำง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภำษำ อังกฤษมำ 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ ) • -Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว ) • -No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถึง 5 ปี ) • 2. Has he lived in Bangkok since 1990 ?( เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ใช่หรือไม่ ) • -Yes, he has. (ใช่ เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 ) • -No, he hasn’t. ( ไม่ เขำไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
  • 19.
    หลักการใช้ Present Perfect Tense • 1. ใช้กบเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึนแล้วในอดีต และเหตุกำรณ์นั้นยัง ั ้ คงต่อเนื่องมำจนถึงปัจจุบัน เช่น – Somchai has studied English for 5 years. ( สมชำยเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว ขณะนี้กยังเรียนอยู่ ) ็ – I have worked in this company since 1990. ( ฉันทำำงำนในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี 1990 ขณะนี้ก็ยังทำำอยู่ ) • 2. ใช้กบเหตุกำรณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำำในอดีต ซึ่งมิได้บงบอกเวลำที่แน่นอน ั ่ เอำไว้ และมักจะมีคำำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice • มำใช้ร่วมเสมอ เช่น • - I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ำมำก่อน ) • - Have you ever been abroad ?( คุณเคยไปต่ำงประเทศหรือเปล่ำ ) • - She has been to Bangkok twice. ( หล่อนเคยไปกรุงเทพฯ 2 ครั้ง )
  • 20.
    Past Simple Tense •6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอก เล่า โครงสร้าง : Subject + Verb 2 • ( ประธำน + กริยำช่องที่ 2 ) • ตัวอย่ำง : 1.He walked to school yesterday. ( เขำเดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ ) • 2. They played volleyball last week. ( เขำ ทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ที่แล้ว )
  • 21.
    • 6.2 ประโยคPast Simple Tense เชิงปฏิเสธ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำม หมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ด้วยกำรใช้ Verb to do • ช่องที่ 2 คือ did มำช่วย และเติม not ข้ำงหลัง มีโครงสร้ำงของ ประโยคดังนี้ • โครงสร้าง : Subject + did + not + Verb 1 • ( ประธำน + did + not + กริยำช่องที่ 1 ) • ตัวอย่ำง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday. ( เขำไม่ได้เดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ ) • 2. They did not play volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยไม่ ได้เล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ทแล้ว ) ี่ • ข้อสังเกต : เมื่อนำา did มาใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยน กริยาช่องที่ 2 ให้เป็นกริยาช่องที่ 1 ด้วย
  • 22.
    6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำาถามและการตอบ • เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงคำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ did มำวำงไว้หน้ำประโยค • และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้ • โครงสร้าง : Did + Subject + Verb 1 • ( Did + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ) • ตัวอย่ำง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวำนนี้เขำเดินมำ โรงเรียนใช่หรือไม่ ) • - Yes, he did. ( ใช่ เขำเดินมำ ) • - No, he didn’t. ( ไม่เขำไม่ได้เดินมำ ) • 2. Did they play volleyball last week ?( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล สัปดำห์ที่แล้วใช่หรือไม่ ) • - Yes, they did. ( ใช่ เขำทั้งหลำยเล่น ) • - No, they didn’t . ( ไม่ เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น )
  • 23.
    • 6.4 หลักการใช้Past Simple Tense • 1. ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึ้นและ จบลงไปแล้วในอดีต ซึ่งมักจะมีคำำ กลุ่มคำำ หรือ อนุประโยคต่อไปนีอยู่ในประโยค ้