Present Simple Tense
•2.1 ประโยค Present Simple Tense เชิงบอกเล่า
• โครงสร้าง : Subject + Verb 1 (s )
• ( ประธำน + กริยำช่องที่ 1 ( s ) )
• ( เมื่อประธำนเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 หลังคำำกริยำจะต้องเติม s )
• ตัวอย่ำง : 1.I go to school by car. (ฉันไปโรงเรียนโดย
รถยนต์)
• 2. He walks to school. ( เขำเดินไปโรงเรียน )
• 3. You play football every day. ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน )
• 4. Somsri and Somsak study English every day .( สมศรี
และสมศักดิเรียนภำษำอังกฤษทุกวัน )
์
11.
• 2.2 ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธ
ทำำได้ดวยกำรใช้ Verb to do มำช่วย มีหลักกำรใช้ดังนี้
้
• do ใช้กับประธำนพหูพจน์ และ I กับ you
• does ใช้กับประธำนเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้
• โครงสร้าง : Subject + do / does + not + Verb 1
• ( ประธำน + do / does + not + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. I do not ( don’t ) go to school by car. ( ฉันไม่ไปโรงเรียนโดยรถยนต์
)
• 2. He does not ( doesn’t ) walk to school. ( เขำไม่เดินไปโรงเรียน )
• 3. You do not play football every day. ( คุณไม่เล่นฟุตบอลทุกวัน )
• 4. Somsri and Somsak do not study English every day .( สมศรีและสมศักดิไม่ ์
เรียนภำษำอังกฤษทุกวัน )
• ข้อสังเกต : เมื่อนำำ does มำช่วยในประโยคแล้ว ต้องตัด s ออกด้วย
12.
• 2.3 ประโยคPresent Simple Tense เชิงคำาถามและการ
ตอบ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีควำม
หมำยเชิงคำำถำม ทำำได้ด้วยกำรนำำ do หรือ does มำวำงไว้หน้ำ
ประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของ
ประโยคดังนี้
• โครงสร้าง : Do / Does + Subject + Verb 1 ?
• ( Do / Does + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. Does he walk to school ? (เขำเดินไปโรงเรียน
ใช่หรือไม่ )
• -Yes, he does. ( ใช่ เขำเดินไปโรงเรียน )
• -No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขำไม่ได้เดินไปโรงเรียน )
• 2. Do you play football every day ? ( คุณเล่นฟุตบอลทุกวัน
ใช่หรือไม่ )
• -Yes, I do. ( ใช่ ฉันเล่นฟุตบอลทุกวัน )
• -No, I don’t. ( ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เล่นฟุตบอลทุกวัน )
13.
• 2.4 หลักการใช้Present Simple Tense
– ใช้กับเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำทีเป็นควำมจริงตลอดไปหรือ
่
เป็นควำมจริงตำมธรรมชำติ เช่น 1. The sun rises in the
east.( พระอำทิตย์ขึ้นทำงทิศตะวันออก )
• 2. Fire is hot. ( ไฟร้อน )
• 2. ใช้กับกำรกระทำำที่กระทำำอยู่จนเป็นนิสัย มักจะมีกลุม
่
คำำที่มควำมหมำยว่ำ เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น
ี
• I get up at six o’clock every day. ( ฉันตื่นนอนเวลำ 6 นำฬิกำทุก
วัน )
• He plays football every day. ( เขำเล่นฟุตบอลทุกวัน )
14.
• 2.5 หลักการเติม s ที่คำากริยา
• 1.กริยำที่ลงท้ำยด้วย s, ss, sh, ch, o, หรือ x ให้เติม e ก่อนแล้วจึงเติม s
เช่น
• pass - passes = ผ่ำน
• brush - brushes = แปรงฟัน
• catch - catches = จับ
• go - goes = ไป
• box - boxes = ชก
• 2.กริยำที่ลงท้ำยด้วย y และหน้ำ y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น ie แล้วจึง
เติม s เช่น
• cry - cries = ร้องไห้
• fry - fries = ทอด
• try - tries = พยำยำม
• ข้อยกเว้น ถ้ำกริยำนั้นหน้ำ y เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย เช่น
• play - plays = เล่น
• stay - stays = พัก
• 3. กริยำที่นอกเหนือจำกที่กล่ำวในข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้เติม s ได้เลย
15.
1.3 โครงสร้ างของ Tense
ทั้ง 12 Tense ย่อยมีโครงสร้างของประโยคดังนี้
Present Tense Past Tense Future Tense
1. S + V.1 1. S + V.2 1. S + will , shall +V.1
2. S + is ,am , are + V.1 เติม ing 2. S + was , were + V.1 เติม ing 2. S + will, shall + be + V.1 เติม ing
3. S + have , has + V.3 3. S + had + V.3 3. S + will , shall + have , has + V.3
4. S + have , has + been + V.1 เติม 4. S +will , shall + have + been +
4. S + had + been + V.1 เติม ing
ing V.1 เติม ing
S ย่อมำจำก Subject หมำยถึง ประธำนของประโยค
V.1 ย่อมำจำก Verb 1 หมำยถึง กริยำช่องที่ 1
V.2 ย่อมำจำก Verb 2 หมำยถึง กริยำช่องที่ 2
V.3 ย่อมำจำก Verb 3 หมำยถึง กริยำช่องที่ 3
16.
Present Perfect Tense
•ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอก
เล่า
• โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3
• ( ประธำน + have , has + กริยำช่อง 3 )
• ตัวอย่ำง : 1. I have studied English for 5
years.( ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว )
• 2. He has lived in Bangkok since 1990.(
เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
17.
• ประโยค PresentPerfect Tense เชิงปฏิเสธ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้
มีควำมหมำยเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to
have ซึงมีโครงสร้ำงดังนี้
่
• โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb
3
• ( ประธาน + have , has + not + กริยาช่อง 3 )
• ตัวอย่ำง :
• 1. I have not studied English for 5 years.( ฉัน
เรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถง 5 ปี )
ึ
• 2. He has not lived in Bangkok since 1990.( เขำ
ไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
18.
• 3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำาถามและการตอบ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีควำมหมำย เชิง
คำำถำมให้นำำ Verb to have มำวำงไว้หน้ำประโยค
• และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงดังนี้
• โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ?
• (Have, Has + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? )
• ตัวอย่ำง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภำษำ
อังกฤษมำ 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ )
• -Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำ 5 ปีแล้ว )
• -No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภำษำอังกฤษมำไม่ถึง 5 ปี )
• 2. Has he lived in Bangkok since 1990 ?( เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ใช่หรือไม่ )
• -Yes, he has. (ใช่ เขำอำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 )
• -No, he hasn’t. ( ไม่ เขำไม่ได้อำศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )
19.
• หลักการใช้ Present Perfect Tense
• 1. ใช้กบเหตุกำรณ์หรือกำรกระทำำที่เกิดขึนแล้วในอดีต และเหตุกำรณ์นั้นยัง
ั ้
คงต่อเนื่องมำจนถึงปัจจุบัน เช่น
– Somchai has studied English for 5 years. ( สมชำยเรียนภำษำอังกฤษมำ 5
ปีแล้ว ขณะนี้กยังเรียนอยู่ )
็
– I have worked in this company since 1990. ( ฉันทำำงำนในบริษัทนี้ตั้งแต่ปี
1990 ขณะนี้ก็ยังทำำอยู่ )
• 2. ใช้กบเหตุกำรณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำำในอดีต ซึ่งมิได้บงบอกเวลำที่แน่นอน
ั ่
เอำไว้ และมักจะมีคำำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice
• มำใช้ร่วมเสมอ เช่น
• - I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ำมำก่อน )
• - Have you ever been abroad ?( คุณเคยไปต่ำงประเทศหรือเปล่ำ )
• - She has been to Bangkok twice. ( หล่อนเคยไปกรุงเทพฯ 2 ครั้ง )
20.
Past Simple Tense
•6.1 ประโยค Past Simple Tense เชิงบอก
เล่า โครงสร้าง : Subject + Verb 2
• ( ประธำน + กริยำช่องที่ 2 )
• ตัวอย่ำง : 1.He walked to school yesterday.
( เขำเดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ )
• 2. They played volleyball last week. ( เขำ
ทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ที่แล้ว )
21.
• 6.2 ประโยคPast Simple Tense เชิงปฏิเสธ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำม
หมำยเชิงปฏิเสธ ทำำได้ด้วยกำรใช้ Verb to do
• ช่องที่ 2 คือ did มำช่วย และเติม not ข้ำงหลัง มีโครงสร้ำงของ
ประโยคดังนี้
• โครงสร้าง : Subject + did + not + Verb 1
• ( ประธำน + did + not + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. He did not ( didn’t ) walk to school yesterday.
( เขำไม่ได้เดินมำโรงเรียนเมื่อวำนนี้ )
• 2. They did not play volleyball last week. ( เขำทั้งหลำยไม่
ได้เล่นวอลเลย์บอลสัปดำห์ทแล้ว )
ี่
• ข้อสังเกต : เมื่อนำา did มาใช้ในประโยคแล้วต้องเปลี่ยน
กริยาช่องที่ 2 ให้เป็นกริยาช่องที่ 1 ด้วย
22.
• 6.3 ประโยค Past Simple Tense เชิงคำาถามและการตอบ
• เมื่อต้องกำรแต่งประโยคใน Past Simple Tense ให้มีควำมหมำยเชิงคำำถำม
ทำำได้ด้วยกำรนำำ did มำวำงไว้หน้ำประโยค
• และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้ำงของประโยคดังนี้
• โครงสร้าง : Did + Subject + Verb 1
• ( Did + ประธำน + กริยำช่องที่ 1 )
• ตัวอย่ำง : 1. Did he walk to school yesterday ?( เมื่อวำนนี้เขำเดินมำ
โรงเรียนใช่หรือไม่ )
• - Yes, he did. ( ใช่ เขำเดินมำ )
• - No, he didn’t. ( ไม่เขำไม่ได้เดินมำ )
• 2. Did they play volleyball last week ?( เขำทั้งหลำยเล่นวอลเลย์บอล
สัปดำห์ที่แล้วใช่หรือไม่ )
• - Yes, they did. ( ใช่ เขำทั้งหลำยเล่น )
• - No, they didn’t . ( ไม่ เขำทั้งหลำยไม่ได้เล่น )