คือ   คำแสดงความถี่ หรือความบ่อย ใช้แสดงความถี่ หรือความบ่อยของการกระทำใน   Present Simple Tense           100%           always 80%            usually,often 50%            sometimes 20%            rarely,seldom  0%            never ตัวอย่างการใช้ I always brush my teeth before I go to bed . I usually have toast for breakfast .
โครงสร้าง :  Subject + is, am, are + Verb 1 ing.  ประโยคปฏิเสธ   เติม  not  หลัง  V.to be   ประโยคคำถาม   นำ  V.to be  วางไว้หน้าประโยค หลักการเติม  ing  ท้ายคำกริยา             1.  คำกริยาธรรมดา ให้เติม  ing  ได้เลย         2.  คำกริยาที่มีพยางค์เดียว มีตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดอีก  1  ตัว แล้วเติม  ing 3.  คำกริยาที่ลงท้ายด้วย  e  เพียงตัวเดียวให้ตัด  e  ทิ้งแล้วเติม  ing 4.  คำกริยาที่ลงท้ายด้วย  ie  ให้เปลี่ยน  ie  เป็น  y  แล้วเติม  ing
Relative Clauses  เป็นประโยคที่ทำหน้าที่คล้าย  adjective  ใช้ขยาย คำนามที่วางอยู่ข้างหน้า   ทำหน้าที่คล้าย  adjective  เพื่อบอกลักษณะหรือขยาย  noun  ซึ่งอยู่ข้างหน้าเพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นคนไหน อะไร ของใคร เป็นต้น b )  ไม่มีเครื่องหมาย  comma  The man  who works in your office   came here   yesterday . The house that stands at the end of the street  is very old .
 
ประโยคบอกเล่า   :   Subject + Verb 2 ประโยคปฏิเสธ   :  Subject + did + not + Verb 1   ประโยคคำถาม   :  Did + Subject + Verb 1 +? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ้นสุดแล้ว 2.  เหตุการณ์หนึ่งกระทำเป็นประจำในอดีต แต่บัดนี้ไม่ได้ทำอี  3.  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาหนึ่งในอดีต และระยะเวลานั้นได้ล่วงเลยมาแล้ว เช่น 4.   ใช้แสดงถึงการสมมุติหรือข้อแม้ ในปัจจุบันหรือในอนาคต ตามหลังคำว่า  If, Unless, Wish
Adverbs  ที่มาจาก  adjectives   ส่วนมากจะเป็น    Adverbs of Manner   โดยมีหลักการเติม   ดังนี้   1.  เติม  -  ly  โดยตรง  เช่น   bad-badly 2.  Adjectives  ที่ลงท้ายด้วย     le     หากหน้า  - le   เป็นอักษรเสียงพยัญชนะ เปลี่ยน  e  เป็น  y  เช่น  simple-simply 3.  Adjectives   ที่ลงท้ายด้วย    y   โดยมีอักษรเสียงพยัญชนะนำหน้า  y  โดยทั่วไปจะเปลี่ยน  y  เป็น  i  ก่อนเติม  ly   เช่น  busy-busily
 
โครงสร้าง   :   S + has/have + V3   1.  ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และยังดำเนินหรือมีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มักมีคำว่า  since  และ  for  อยู่ด้วย      since ( ตั้งแต่ )  ใช้กับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นๆ ในอดีต  2.  ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งกระทำเสร็จสิ้นใหม่ๆ จะมีคำว่า  just , recently (=lately ) = (not long ago)  และ   lately  ใช้กับประโยคคำถามและปฏิเสธ   3.yet ( ยัง )  ใช้กับ   Question , Negative Answer  และ  Negative Statement // already ( เรียบร้อยแล้ว )  ใช้กับ  Affirmative Statement  และ  Affirmative Answer
โครงสร้าง   : S + have,has + been +Ving แสดงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินต่อเนื่องกันมาจนถึงตอนที่พูดขณะที่พูดเหตุการณ์นั้นที่กำลังกระทำอยู่ เช่น I have been writing letters for two hours. ฉันเขียนจดหมายมาเป็นเวลาสองชั่วโมง  ( ตอนนี้ก็กำลังเขียนอยู่ )
 
โครงสร้าง   :  Subject + was, were + V-ing ใช้ในเหตุการณ์ที่แสดงอาการกำลังกระทำในอดีต เช่น  She was going to post office. 2.  ใช้แสดงถึงการกระทำที่ต่อเนื่องกันในอดีต 3.  เหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ ณ เวลาจุดใดจุดหนึ่งในอดีตที่ระบุไว้ชัดเจน เช่น  They were cleaning the room at eight o'clock yesterday.      
กำลังเกิดเหตุการณ์อะไรอยู่แล้วมีเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรก เราจะใช้ควบคู่  Past Simple  และ  Past Continuous  โดยที่ Past Continuous  เป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดและ Past Simple  เป็นเหตุการณ์ที่เข้ามาแทรก       เช่น I was eating my cake then I saw Phan. ฉันกำลังกินเค้กของฉันอยู่ แล้วฉันก็เห็นแป้น  While I was mopping the floor, I found the ring. ในขณะที่ฉันถูพื้นอยู่ ฉันก็เจอแหวน
โครงสร้าง   : S+had+been+ Ving   แสดงถึงการกระทำซึ่งเริ่มต้นมาก่อนจุถึงเวลาพูดถึงในอดีต และการกระทำนั้น ๆ ได้กระทำต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั้งถึงอีกเวลาหนึ่งในอดีต เช่น       When we visited Preecha at home last night it was obvious he had    really been working up to the time we arrived. เมื่อเราไปเยี่ยมปรีชาที่บ้านคืนนี้ เป็นที่ประจักษ์ว่า เขาได้ทำงานอย่างจริงจังตลอดเวลาจนกระทั่งถึงเวลาที่เราได้ไปถึง
 
โครงสร้าง   :  Subject + will/shall + V.1 ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต   2.  ใช้ในการพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่มีแผนที่จะพูดมาก่อน   3.  ใช้ในการทำนายการเกิดเหตุการณ์อนาคต   4.  ใช้กับสถานการณ์แสดงการสมัครใจ เสนอตัวทำ   เช่น  He will arrive next Saturday.
คือ ประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข   หรือการสมมุติ   If + Present Simple , Future Simple.......(type 1) If + Past Simple , S + would + V1 ........(type 2) If + Past Perfect , S+would/should + have +V3.........(type 3)
1.    ใช้แสดงความปรารถนาในอดีต  [Had + V3]   I wish it  had snowed  yesterday.  2.    ใช้แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  [V2, was/were + Ving] They wish they  were traveling  now. 3.    ใช้แสดงความปรารถนาในอนาคต   [Would + V1] You wished she  would arrive  the next day.
 
Must   แปลว่า “ต้อง” ใช้ได้กับประธานทุกตัว Have to   แปลว่า “จำเป็นต้อง” แสดงถึงกฎ ความจำเป็น Should   แปลว่า “ควร” ใช้เป็นคำแนะนำ May   ใช้แสดงความปรารถนา / อวยพร ใช้เป็นคำขออนุญาตที่สุภาพ Might   ใช้แสดงสิ่งที่เป็นไปได้ หรือ น่าจะเป็นไปได้ Can   แปลว่า “สามารถ” ใช้แสดงการขออนุญาต แสดงความสามารถ ใช้แสดงการคาดคะเน Could   ใช้เหมือน  Can  แต่อยู่ในรูป  Past Tense
Direct Speech   การนำเอาคำพูดของคนอื่น มากล่าวต่อ หลักการเปลี่ยนจาก  Direct Speech  เป็น  Indirect Speech  หรือ Reported Statement ( บอกเล่าและปฏิเสธ ) ขั้นตอนการเปลี่ยน (1)  ตัดเครื่องหมาย  comma (,)  ออก (2)  จะเติม  that  หลัง  Reporting Verbs  หรือไม่ก็ได้ (3)  ตัดเครื่องหมายคำพูด  ( Quotation mark)  ออก (4)  เปลี่ยนสรรพนามในคำพูดให้เข้ากับผู้พูด (5)  เปลี่ยน  Tense  ของคำกริยาในคำพูดให้เข้ากับ    Reporting Verbs
 
การเปรียบเทียบขั้นปกติ   ( Positive Degree )  ใช้เปรียบเทียบความเท่าเทียมกัน ไม่เท่าเทียมกัน เช่น  long, short, small , big , fast, slow  เป็นต้น การเปรียบเทียบขั้นกว่า   ( Comparative Degree )  ใช้เปรียบเทียบกับนาม  2  จำนวน เช่น  longer, shorter, smaller, bigger , faster, slower  เป็นต้น การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด   ( Superlative Degree )  ใช้เปรียบเทียบกับนามที่มีจำนวนตั้งแต่  3  ขึ้นไป เช่น  longest, shortest, smallest, biggest  เป็นต้น
1.)  ข้างหน้าเป็น ประโยคบอกเล่า  ,    Tag  ( เป็นฏิเสธ )  2.)   คำที่ถือว่าเป็นปฏิเสธ คือ  no , not , none , neither , nobody , nothing , few , little , hardly , seldom , scarcely , rarely  3)   ถ้าประโยคส่วนหน้าเป็น  Present Simple   ( V1) ,  Tag  ใช้  verb to do มาช่วย  (  do , does)  4.)  ถ้าประโยคส่วนหน้าใช้  Let + obj + V1 , Tag  ใช้   will you / won't you ?
Reflexive Pronouns (  สรรพนามตนเอง  )   คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า  - self form of pronoun    ได้แก่      myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself   ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น    ถ้าต้องการเน้นกรรม  ( object )  ให้วางหลังกรรม
 
การใช้  a, an : Noun  นับได้เอกพจน์ขึ้นต้นออกเสียงสระให้ใช้  an   แต่ถ้าออกเสียงด้วยพยัญชนะ ให้ใช้  a   เช่น -  an  hour (" แอน  อา วร์ ") -  a  university ( อะ  ยู นิเวอร์ซิตี้ ) 2.  การใช้  the 2.1 The + Noun  เอกพจน์  -- >  ใช้แทนที่ความหมาย   noun  นั้นทั้งประเภท เช่น - The whale is a mammal. 2.2  ใช้กับ  noun  ที่มีอันเดียวสิ่งเดียว เช่น  the sun, the moon, the earth, the ground
หลักในการเปลี่ยนประโยค  Active Voice  เป็น  Passive Voice  1 .  นำกรรมของประโยค  Active Voice  มาเป็นประธานของประโยค  Passive Voice  เช่น Active Voice  :  John eats bread . Passive Voice :  Bread is eaten by John . 2 .  เปลี่ยนคำกริยาของประโยค  Active Voice  เป็นช่องที่  3   และจะต้องมี  Verb to be  อยู่หน้าคำกริยานั้นเสมอ  3 .  นำประธานของประโยค  Active Voice  ไปเป็นกรรมของประโยค  Passive Voice  โดยมีคำว่า  by  นำหน้า เช่น Active Voice  :  John eats bread . Passive Voice : Bread is eaten by John.
 
1.  โดยทั่วไปเติม  s  หลังนามเอกพจน์ เช่น   apple-apples 2.  คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  s, ss, sh, ch, x, z  ให้เติม    es  เช่น   glass-glasses 3.  คำนามที่ลงท้ายด้วย  o   และหน้า  o  เป็นพยัญชนะ เติม  es  เช่น   potato-potatoes ข้อยกเว้น    คำนามที่ลงท้ายด้วย  o  บางคำที่ข้างหน้าเป็นสระหรือพยัญชนะ เติม  s  เช่น  auto-autos   4.  คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  y  และหน้า  y  เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน    y  เป็น  i  แล้วเติม  es  เช่น   army-armies   5.  คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  f  หรือ  fe  เปลี่ยนให้เป็น  v  แล้วเติม  es  เช่น   calf-calves
1.Countable Nouns (  นามนับได้   ) เอกพจน ์ :    เช่น    dog,country,day,year พหูพจน ์ :     เช่น    dogs,countries,days,years 2.Uncountable Nouns  (  นามนับไม่ได้  ) เป็นนามที่นับไม่ได้ เนื่องจากภาษาอังกฤษมองสิ่งนั้นในภาพรวมและคิดว่าไม่สามารถจะแยกเป็นส่วนได้    รวมทั้งความคิด การกระทำต่างๆที่เป็นรูปธรรม   มีรูปเอกพจน์
a   few   (  น้อย  , สองสาม )  หมายความว่า พอมีอยู่บ้างเล็กน้อย หรือไม่มากนัก a little     ( น้อย )     แต่พอมีอยู่บ้างไม่มากนัก ใ ช้นำหน้าคำนามนับไม่ได้เอกพจน์   a lot of   ( จำนวนมาก )  ใช้นำหน้าคำนามพหูพจน์ + กริยาพหูพจน์
 
หน้าที่ของ  Infinitive - เป็นประธานของกริยา เช่น  To obey the law is everyone's duty .  - เป็นกรรมของกริยา เช่น  He tried  to save  some money . - เป็นคำคุณศัพท์ เช่น  She collected the clothes  to be  washed . - เป็นคำวิเศษณ์ เช่น  I am happy  to talk  to him - เป็น  complement  ของ  verb to be  เช่น  Suda's ambition is  to be  a doctor .
ถ้า เป็น  everyone  ก็เข้าใจว่า หมายถึง คน แปลว่าทุกคน someone  ก็หมายถึง ใครสักคน  anyone  ก็หมาย ใครสักคน แต่คำว่า  any  มักจะปรากฎอยู่ในประโยคที่เป็นคำถาม หรือ ปฏิเสธ  ถ้าประโยคบอกเล่า ก็ใช้  someone somebody  มาจากคำว่า  some  และ  body  คำว่า  some  หมายถึง บ้าง จำนวนหนึ่ง ดังนั้น คำว่า  somebody  จึงแปลได้ว่า ใครสักคนหนึ่ง ไม่บอกชัดเจนว่าใคร แต่มีแน่ๆสักคน ส่วนคำว่า  nobody  ก็มาจาก คำว่า  none  และ  body คำว่า  none  หมายถึง ไม่มี หมด หรือจะจำง่ายๆ ว่า  no  ก็ได้ครับ  ( no =  ไม่ )
 

สรุปบทรียนม.๓

  • 1.
  • 2.
  • 3.
    คือ คำแสดงความถี่ หรือความบ่อย ใช้แสดงความถี่ หรือความบ่อยของการกระทำใน Present Simple Tense          100%           always 80%            usually,often 50%            sometimes 20%            rarely,seldom 0%            never ตัวอย่างการใช้ I always brush my teeth before I go to bed . I usually have toast for breakfast .
  • 4.
    โครงสร้าง : Subject + is, am, are + Verb 1 ing. ประโยคปฏิเสธ เติม not หลัง V.to be ประโยคคำถาม นำ V.to be วางไว้หน้าประโยค หลักการเติม ing ท้ายคำกริยา            1. คำกริยาธรรมดา ให้เติม ing ได้เลย         2. คำกริยาที่มีพยางค์เดียว มีตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดอีก 1 ตัว แล้วเติม ing 3. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e เพียงตัวเดียวให้ตัด e ทิ้งแล้วเติม ing 4. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยน ie เป็น y แล้วเติม ing
  • 5.
    Relative Clauses เป็นประโยคที่ทำหน้าที่คล้าย adjective ใช้ขยาย คำนามที่วางอยู่ข้างหน้า ทำหน้าที่คล้าย adjective เพื่อบอกลักษณะหรือขยาย noun ซึ่งอยู่ข้างหน้าเพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นคนไหน อะไร ของใคร เป็นต้น b ) ไม่มีเครื่องหมาย comma The man who works in your office came here yesterday . The house that stands at the end of the street is very old .
  • 6.
  • 7.
    ประโยคบอกเล่า : Subject + Verb 2 ประโยคปฏิเสธ : Subject + did + not + Verb 1 ประโยคคำถาม : Did + Subject + Verb 1 +? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ้นสุดแล้ว 2. เหตุการณ์หนึ่งกระทำเป็นประจำในอดีต แต่บัดนี้ไม่ได้ทำอี 3. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วระยะเวลาหนึ่งในอดีต และระยะเวลานั้นได้ล่วงเลยมาแล้ว เช่น 4. ใช้แสดงถึงการสมมุติหรือข้อแม้ ในปัจจุบันหรือในอนาคต ตามหลังคำว่า If, Unless, Wish
  • 8.
    Adverbs ที่มาจาก adjectives  ส่วนมากจะเป็น   Adverbs of Manner  โดยมีหลักการเติม ดังนี้ 1. เติม - ly โดยตรง เช่น bad-badly 2. Adjectives ที่ลงท้ายด้วย    le    หากหน้า - le  เป็นอักษรเสียงพยัญชนะ เปลี่ยน e เป็น y เช่น simple-simply 3. Adjectives  ที่ลงท้ายด้วย   y โดยมีอักษรเสียงพยัญชนะนำหน้า y โดยทั่วไปจะเปลี่ยน y เป็น i ก่อนเติม ly  เช่น busy-busily
  • 9.
  • 10.
    โครงสร้าง : S + has/have + V3 1. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และยังดำเนินหรือมีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มักมีคำว่า since และ for อยู่ด้วย    since ( ตั้งแต่ ) ใช้กับจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นๆ ในอดีต 2. ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งกระทำเสร็จสิ้นใหม่ๆ จะมีคำว่า just , recently (=lately ) = (not long ago) และ lately ใช้กับประโยคคำถามและปฏิเสธ 3.yet ( ยัง ) ใช้กับ Question , Negative Answer และ Negative Statement // already ( เรียบร้อยแล้ว ) ใช้กับ Affirmative Statement และ Affirmative Answer
  • 11.
    โครงสร้าง : S + have,has + been +Ving แสดงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินต่อเนื่องกันมาจนถึงตอนที่พูดขณะที่พูดเหตุการณ์นั้นที่กำลังกระทำอยู่ เช่น I have been writing letters for two hours. ฉันเขียนจดหมายมาเป็นเวลาสองชั่วโมง ( ตอนนี้ก็กำลังเขียนอยู่ )
  • 12.
  • 13.
    โครงสร้าง :  Subject + was, were + V-ing ใช้ในเหตุการณ์ที่แสดงอาการกำลังกระทำในอดีต เช่น She was going to post office. 2. ใช้แสดงถึงการกระทำที่ต่อเนื่องกันในอดีต 3. เหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ ณ เวลาจุดใดจุดหนึ่งในอดีตที่ระบุไว้ชัดเจน เช่น They were cleaning the room at eight o'clock yesterday.      
  • 14.
    กำลังเกิดเหตุการณ์อะไรอยู่แล้วมีเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรก เราจะใช้ควบคู่ Past Simple และ Past Continuous โดยที่ Past Continuous เป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดและ Past Simple เป็นเหตุการณ์ที่เข้ามาแทรก      เช่น I was eating my cake then I saw Phan. ฉันกำลังกินเค้กของฉันอยู่ แล้วฉันก็เห็นแป้น While I was mopping the floor, I found the ring. ในขณะที่ฉันถูพื้นอยู่ ฉันก็เจอแหวน
  • 15.
    โครงสร้าง : S+had+been+ Ving แสดงถึงการกระทำซึ่งเริ่มต้นมาก่อนจุถึงเวลาพูดถึงในอดีต และการกระทำนั้น ๆ ได้กระทำต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั้งถึงอีกเวลาหนึ่งในอดีต เช่น      When we visited Preecha at home last night it was obvious he had    really been working up to the time we arrived. เมื่อเราไปเยี่ยมปรีชาที่บ้านคืนนี้ เป็นที่ประจักษ์ว่า เขาได้ทำงานอย่างจริงจังตลอดเวลาจนกระทั่งถึงเวลาที่เราได้ไปถึง
  • 16.
  • 17.
    โครงสร้าง :  Subject + will/shall + V.1 ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 2. ใช้ในการพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่มีแผนที่จะพูดมาก่อน 3. ใช้ในการทำนายการเกิดเหตุการณ์อนาคต 4. ใช้กับสถานการณ์แสดงการสมัครใจ เสนอตัวทำ เช่น He will arrive next Saturday.
  • 18.
    คือ ประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข หรือการสมมุติ If + Present Simple , Future Simple.......(type 1) If + Past Simple , S + would + V1 ........(type 2) If + Past Perfect , S+would/should + have +V3.........(type 3)
  • 19.
    1.   ใช้แสดงความปรารถนาในอดีต [Had + V3] I wish it had snowed yesterday. 2.   ใช้แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน [V2, was/were + Ving] They wish they were traveling now. 3.   ใช้แสดงความปรารถนาในอนาคต [Would + V1] You wished she would arrive the next day.
  • 20.
  • 21.
    Must แปลว่า “ต้อง” ใช้ได้กับประธานทุกตัว Have to แปลว่า “จำเป็นต้อง” แสดงถึงกฎ ความจำเป็น Should แปลว่า “ควร” ใช้เป็นคำแนะนำ May ใช้แสดงความปรารถนา / อวยพร ใช้เป็นคำขออนุญาตที่สุภาพ Might ใช้แสดงสิ่งที่เป็นไปได้ หรือ น่าจะเป็นไปได้ Can แปลว่า “สามารถ” ใช้แสดงการขออนุญาต แสดงความสามารถ ใช้แสดงการคาดคะเน Could ใช้เหมือน Can แต่อยู่ในรูป Past Tense
  • 22.
    Direct Speech การนำเอาคำพูดของคนอื่น มากล่าวต่อ หลักการเปลี่ยนจาก Direct Speech เป็น Indirect Speech หรือ Reported Statement ( บอกเล่าและปฏิเสธ ) ขั้นตอนการเปลี่ยน (1) ตัดเครื่องหมาย comma (,) ออก (2) จะเติม that หลัง Reporting Verbs หรือไม่ก็ได้ (3) ตัดเครื่องหมายคำพูด ( Quotation mark) ออก (4) เปลี่ยนสรรพนามในคำพูดให้เข้ากับผู้พูด (5) เปลี่ยน Tense ของคำกริยาในคำพูดให้เข้ากับ Reporting Verbs
  • 23.
  • 24.
    การเปรียบเทียบขั้นปกติ ( Positive Degree ) ใช้เปรียบเทียบความเท่าเทียมกัน ไม่เท่าเทียมกัน เช่น long, short, small , big , fast, slow เป็นต้น การเปรียบเทียบขั้นกว่า ( Comparative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนาม 2 จำนวน เช่น longer, shorter, smaller, bigger , faster, slower เป็นต้น การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด ( Superlative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนามที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 ขึ้นไป เช่น longest, shortest, smallest, biggest เป็นต้น
  • 25.
    1.) ข้างหน้าเป็นประโยคบอกเล่า ,    Tag  ( เป็นฏิเสธ ) 2.)  คำที่ถือว่าเป็นปฏิเสธ คือ no , not , none , neither , nobody , nothing , few , little , hardly , seldom , scarcely , rarely 3)  ถ้าประโยคส่วนหน้าเป็น Present Simple   ( V1) ,  Tag  ใช้ verb to do มาช่วย ( do , does) 4.) ถ้าประโยคส่วนหน้าใช้ Let + obj + V1 , Tag ใช้   will you / won't you ?
  • 26.
    Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า - self form of pronoun   ได้แก่     myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself  ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น   ถ้าต้องการเน้นกรรม ( object ) ให้วางหลังกรรม
  • 27.
  • 28.
    การใช้ a,an : Noun นับได้เอกพจน์ขึ้นต้นออกเสียงสระให้ใช้ an แต่ถ้าออกเสียงด้วยพยัญชนะ ให้ใช้ a เช่น - an hour (" แอน อา วร์ ") - a university ( อะ ยู นิเวอร์ซิตี้ ) 2. การใช้ the 2.1 The + Noun เอกพจน์ -- > ใช้แทนที่ความหมาย noun นั้นทั้งประเภท เช่น - The whale is a mammal. 2.2 ใช้กับ noun ที่มีอันเดียวสิ่งเดียว เช่น the sun, the moon, the earth, the ground
  • 29.
    หลักในการเปลี่ยนประโยค ActiveVoice เป็น Passive Voice 1 . นำกรรมของประโยค Active Voice มาเป็นประธานของประโยค Passive Voice เช่น Active Voice : John eats bread . Passive Voice : Bread is eaten by John . 2 . เปลี่ยนคำกริยาของประโยค Active Voice เป็นช่องที่ 3 และจะต้องมี Verb to be อยู่หน้าคำกริยานั้นเสมอ 3 . นำประธานของประโยค Active Voice ไปเป็นกรรมของประโยค Passive Voice โดยมีคำว่า by นำหน้า เช่น Active Voice : John eats bread . Passive Voice : Bread is eaten by John.
  • 30.
  • 31.
    1. โดยทั่วไปเติม s หลังนามเอกพจน์ เช่น apple-apples 2. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, ss, sh, ch, x, z ให้เติม   es เช่น glass-glasses 3. คำนามที่ลงท้ายด้วย o  และหน้า o เป็นพยัญชนะ เติม es เช่น potato-potatoes ข้อยกเว้น   คำนามที่ลงท้ายด้วย o  บางคำที่ข้างหน้าเป็นสระหรือพยัญชนะ เติม s เช่น auto-autos   4. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน   y เป็น i แล้วเติม es เช่น army-armies   5. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe เปลี่ยนให้เป็น v แล้วเติม es เช่น calf-calves
  • 32.
    1.Countable Nouns ( นามนับได้ ) เอกพจน ์ :   เช่น   dog,country,day,year พหูพจน ์ :    เช่น   dogs,countries,days,years 2.Uncountable Nouns  ( นามนับไม่ได้ ) เป็นนามที่นับไม่ได้ เนื่องจากภาษาอังกฤษมองสิ่งนั้นในภาพรวมและคิดว่าไม่สามารถจะแยกเป็นส่วนได้   รวมทั้งความคิด การกระทำต่างๆที่เป็นรูปธรรม มีรูปเอกพจน์
  • 33.
    a   few  ( น้อย , สองสาม ) หมายความว่า พอมีอยู่บ้างเล็กน้อย หรือไม่มากนัก a little    ( น้อย )   แต่พอมีอยู่บ้างไม่มากนัก ใ ช้นำหน้าคำนามนับไม่ได้เอกพจน์ a lot of   ( จำนวนมาก ) ใช้นำหน้าคำนามพหูพจน์ + กริยาพหูพจน์
  • 34.
  • 35.
    หน้าที่ของ Infinitive- เป็นประธานของกริยา เช่น To obey the law is everyone's duty . - เป็นกรรมของกริยา เช่น He tried to save some money . - เป็นคำคุณศัพท์ เช่น She collected the clothes to be washed . - เป็นคำวิเศษณ์ เช่น I am happy to talk to him - เป็น complement ของ verb to be เช่น Suda's ambition is to be a doctor .
  • 36.
    ถ้า เป็น everyone ก็เข้าใจว่า หมายถึง คน แปลว่าทุกคน someone ก็หมายถึง ใครสักคน anyone ก็หมาย ใครสักคน แต่คำว่า any มักจะปรากฎอยู่ในประโยคที่เป็นคำถาม หรือ ปฏิเสธ ถ้าประโยคบอกเล่า ก็ใช้ someone somebody มาจากคำว่า some และ body คำว่า some หมายถึง บ้าง จำนวนหนึ่ง ดังนั้น คำว่า somebody จึงแปลได้ว่า ใครสักคนหนึ่ง ไม่บอกชัดเจนว่าใคร แต่มีแน่ๆสักคน ส่วนคำว่า nobody ก็มาจาก คำว่า none และ body คำว่า none หมายถึง ไม่มี หมด หรือจะจำง่ายๆ ว่า no ก็ได้ครับ ( no = ไม่ )
  • 37.