Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
EN
Uploaded by
Changnoi Etc
713 views
Ch1 innovation
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 51
2
/ 51
3
/ 51
4
/ 51
5
/ 51
6
/ 51
7
/ 51
8
/ 51
9
/ 51
10
/ 51
11
/ 51
12
/ 51
13
/ 51
14
/ 51
15
/ 51
16
/ 51
17
/ 51
18
/ 51
19
/ 51
20
/ 51
21
/ 51
22
/ 51
23
/ 51
24
/ 51
25
/ 51
26
/ 51
27
/ 51
28
/ 51
29
/ 51
30
/ 51
31
/ 51
32
/ 51
33
/ 51
34
/ 51
35
/ 51
36
/ 51
37
/ 51
38
/ 51
39
/ 51
40
/ 51
41
/ 51
42
/ 51
43
/ 51
44
/ 51
45
/ 51
46
/ 51
47
/ 51
48
/ 51
49
/ 51
50
/ 51
51
/ 51
More Related Content
PDF
นวัตกรรมการศึกษา9
by
nuttawoot
PDF
บทที่ 7
by
Rathapon Silachan
PDF
นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาทุกหัวข้อ
by
Wang Bin Bin
PDF
เทคโนโลยี และสื่อการสอน
by
Chanathip Tangz
PDF
ระบบเทคโนโลยี
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
DOC
1
by
Goodluck Kawil
DOC
Ca7 ld8 บทที่ 1อาจารย์
by
keatsunee.b
PDF
จุดเน้นที่ 6 ภาค1 ปี55
by
tassanee chaicharoen
นวัตกรรมการศึกษา9
by
nuttawoot
บทที่ 7
by
Rathapon Silachan
นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาทุกหัวข้อ
by
Wang Bin Bin
เทคโนโลยี และสื่อการสอน
by
Chanathip Tangz
ระบบเทคโนโลยี
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
1
by
Goodluck Kawil
Ca7 ld8 บทที่ 1อาจารย์
by
keatsunee.b
จุดเน้นที่ 6 ภาค1 ปี55
by
tassanee chaicharoen
Viewers also liked
DOCX
Education policy yingluck
by
Changnoi Etc
PPTX
Buat ict
by
sriwidyapermatasari24
PDF
Ch5 e-learning-text
by
Changnoi Etc
PDF
Fly ash utilization a brief review in indian context
by
Manoj Kumar Tiwari
PDF
кис в атырау для кири
by
sitex
PDF
SEH on mingw32
by
kikairoya
PDF
chapter1 Educational innovation
by
Changnoi Etc
PDF
Suitability of leaching test methods for fly ash and slag a review
by
Manoj Kumar Tiwari
PDF
Ch4 communication and computer networks
by
Changnoi Etc
Education policy yingluck
by
Changnoi Etc
Buat ict
by
sriwidyapermatasari24
Ch5 e-learning-text
by
Changnoi Etc
Fly ash utilization a brief review in indian context
by
Manoj Kumar Tiwari
кис в атырау для кири
by
sitex
SEH on mingw32
by
kikairoya
chapter1 Educational innovation
by
Changnoi Etc
Suitability of leaching test methods for fly ash and slag a review
by
Manoj Kumar Tiwari
Ch4 communication and computer networks
by
Changnoi Etc
Similar to Ch1 innovation
PDF
นวัตกรรมการศึกษา9
by
nuttawoot
PDF
รวมรายงานอาจารย์สังคม
by
Wanlapa Kst
PDF
การพัฒนานวัตกรรมด้านหลักสูตรและการสอน
by
Drsek Sai
PDF
Ci13501chap3
by
kanjanapum
DOC
บทที่ 1
by
Rathapon Silachan
PDF
Unit 7
by
Tar Bt
PDF
"aect ecucational technology"
by
Wichit Chawaha
PDF
Aect present wichit-current issue in edu tech
by
Wichit Chawaha
PPT
แนวคิด ขอบข่าย พัฒนาการ
by
george-tb
PPT
Original etcce1
by
Aadbordin Pongpun-ngam
PDF
Introduction to innovation 2013 10-27
by
khon Kaen University
PDF
การใช้นวัตกรรมการศึกษาในประเทศ
by
DekDoy Khonderm
PDF
บทที่ 1
by
Rathapon Silachan
PPT
Learning21
by
Watkhusrang School
PDF
หลักการออกแบบสื่อการสอน
by
Krookhuean Moonwan
PDF
บทที่ 2
by
issaraka
PDF
บทที่ 1
by
issaraka
PDF
บทที่ 2
by
Rathapon Silachan
PPT
บรรยายเทคโนโลยีการศึกษา..
by
Wiwat Ch
PDF
รายงานพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
by
Natmol Thedsanabun
นวัตกรรมการศึกษา9
by
nuttawoot
รวมรายงานอาจารย์สังคม
by
Wanlapa Kst
การพัฒนานวัตกรรมด้านหลักสูตรและการสอน
by
Drsek Sai
Ci13501chap3
by
kanjanapum
บทที่ 1
by
Rathapon Silachan
Unit 7
by
Tar Bt
"aect ecucational technology"
by
Wichit Chawaha
Aect present wichit-current issue in edu tech
by
Wichit Chawaha
แนวคิด ขอบข่าย พัฒนาการ
by
george-tb
Original etcce1
by
Aadbordin Pongpun-ngam
Introduction to innovation 2013 10-27
by
khon Kaen University
การใช้นวัตกรรมการศึกษาในประเทศ
by
DekDoy Khonderm
บทที่ 1
by
Rathapon Silachan
Learning21
by
Watkhusrang School
หลักการออกแบบสื่อการสอน
by
Krookhuean Moonwan
บทที่ 2
by
issaraka
บทที่ 1
by
issaraka
บทที่ 2
by
Rathapon Silachan
บรรยายเทคโนโลยีการศึกษา..
by
Wiwat Ch
รายงานพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
by
Natmol Thedsanabun
More from Changnoi Etc
PDF
Ch7 cai
by
Changnoi Etc
PDF
Ch6 multimedia
by
Changnoi Etc
PDF
Ch6 multimedia text
by
Changnoi Etc
PDF
Ch5 e-learning
by
Changnoi Etc
PDF
Chapter3 Information technology for education
by
Changnoi Etc
PDF
chapter2 theory of learning
by
Changnoi Etc
Ch7 cai
by
Changnoi Etc
Ch6 multimedia
by
Changnoi Etc
Ch6 multimedia text
by
Changnoi Etc
Ch5 e-learning
by
Changnoi Etc
Chapter3 Information technology for education
by
Changnoi Etc
chapter2 theory of learning
by
Changnoi Etc
Ch1 innovation
1.
บทที่1 นวัตกรรมการศึกษา ความหมายของนวัตกรรมและนวัตกรรมการศึกษา
นวตกรรม หรื อ นวกรรม มาจากคาว่า “นว” หมายถึง ใหม่ “กรรม” หมายถึง การกระทา เมื่อนาสองคานี้มารวมกัน เป็ น นวตกรรม หรื อนวกรรม จึงหมายถึงการกระทา ใหม่ ๆ ซึ่ งในที่น้ ีมีนกการ ั ศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคานี้ไว้ดงนี้ ั ทอมัส ฮิวช์ (Thomasl Hughes, 1971 อ้างถึงใน ไชยยศ เรื องสุ วรรณ. 2521 : 13) ได้ให้ความหมายของ ่ คาว่า นวกรรมว่า “เป็ นการนาวิธีการใหม่ ๆมาปฏิบติ หลังจากได้ผานการทดลองหรื อได้รับการพัฒนามาเป็ น ั ขั้น ๆ แล้ว โดยเริ่ มมาตั้งแต่การคิดค้น (Invention) พัฒนาการ (Development) ซึ่งอาจจะเป็ นไปในรู ปของ โครงการทดลองปฏิบติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนาไปปฏิบติจริ ง ซึ่ งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบติเดิมที่ ั ั ั เคยปฏิบติมา และเรี ยกว่า นวกรรม (Innovation)” ั มอตัน (Morton, J.A. อ้างถึงใน ไชยยศ เรื องสุ วรรณ. 2521 : 13) ได้ให้นิยามของนวกรรมไว้ในหนังสื อ Organising for Innovation ของเขาว่านวกรรม หมายถึงการทาให้ใหม่ข้ ึนอีกครั้ง (Renewal) ซึ่ งหมายถึงการ ปรับปรุ งของเก่าและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงานหรื อองค์การนั้น ๆ นวกรรมไม่ใช่ ่ การขจัดหรื อล้มล้างสิ่ งเก่าให้หมาดไป แต่เป็ นการปรับปรุ งเสริ มแต่ง และพัฒนาเพื่อความอยูรอดของระบบ ไมล์ แมทธิว (Miles Matthew B. อ้างถึงใน ไชยยศ เรื องสุ วรรณ. 2521 : 14) ได้กล่าวถึงนวกรรมไว้ ในเรื่ อง Innovation in Education ว่า “นวกรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงแนวคิดอย่างถ้วนถี่ การเปลี่ยนแปลง ให้ใหม่ข้ ึน เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพให้เป้ าหมายของระบบบรรลุผล” ่ ไชยยศ เรื องสุ วรรณ (2521 : 14) ได้กล่าวไว้วา นวกรรม หมายถึงวิธีการปฏิบติใหม่ ๆ ที่แปลกไป ั จากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ขึ้นมา หรื อการปรุ งแต่งของเก่าให้ใหม่เหมาะสม และสิ่ งทั้งหลายเล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนามาจนเป็ นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฏิบติ ทาให้ระบบ ั ก้าวไปสู่ จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพขึ้น ่ วสันต์ อติศพท์ (2523 : 15) กล่าวไว้วา นวกรรม เป็ นคาสมาสระหว่าง “นว” และ “กรรม” ซึ่งมี ั ความหมายว่า ความคิดและการกระทาใหม่ ๆ ที่จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ สิ่งที่ดีกว่า เช่น นวกรรม ทางการแพทย์ หมายถึง ความคิดและการกระทาใหม่ ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุ งตลอดจนแก้ปัญหา ่ ทางการแพทย์ที่มีอยูในปั จจุบน นวกรรมการศึกษาก็หมายถึง ความคิดและการกระทาใหม่ ๆ ที่จะทาให้เกิด ั การเปลี่ยนแปลงเพื่อจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษากิดานันท์ มลิทอง (2540 : 245) ได้กล่าวไว้วา ่ นวัตกรรมเป็ นแนวความคิด การปฏิบติ หรื อสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยงไม่เคยมีใช้มาก่อนหรื อเป็ นการพัฒนา ั ั ่ ดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยูแล้วให้ทนสมัยและใช้ได้ผลดียงขึ้น เมื่อนานวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทางาน ั ิ่
2.
นั้นได้ผลดีมีประสิ ทธิ ภาพและประสิ
ทธิ ผลสู งกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ดวย โดยสรุ ป ้ แล้ว นวัตกรรมหมายถึง ความคิดและการกระทาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรื อการพัฒนาดัดแปลงจาก ของเดิมให้ดีข้ ึนและเมื่อนามาใช้งานก็ทาให้งานมีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น เมื่อนานวัตกรรมมาใช้ในการศึกษา เราก็เรี ยกว่านวัตกรรมการศึกษา หลักสาคัญในการพิจารณาว่ าเป็ นนวัตกรรม จากความหมายของคาว่า นวัตกรรมจะเห็นว่านักการศึกษาแต่ละท่านได้ให้ความหมายไว้แตกต่าง ่ กันแต่พอจะมีเกณฑ์ให้เราพิจารณาได้วาสิ่ งใดเป็ นนวัตกรรมหรื อไม่ โดยชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้ให้เกณฑ์ใน การพิจารณาสิ่ งที่จะถือว่าเป็ น นวัตกรรมไว้ดงนี้ ั 1. จะต้องเป็ นสิ่ งใหม่ท้ งหมดหรื อบางส่ วน ั 2. มีการนาวิธีการจัดระบบมาใช้ โดยพิจารณาองค์ประกอบทั้งส่ วนข้อมูลที่ใส่ เข้าไป กระบวนการ และผลลัพธ์ ให้เหมาะสมก่อนที่จะทาการเปลี่ยนแปลง ้ ั ่ 3. มีการพิสูจน์ดวยการวิจย หรื ออยูระหว่างการวิจยว้า จะช่วยให้การดาเนิ นงานบางอย่างมี ั ประสิ ทธิ ภาพสู งขึ้น 4. ยังไม่เป็ นส่ วนหนึ่งของระบบงานในปั จจุบน หากกลายเป็ นส่ วนหนึ่งของระบบงานที่ดาเนินอยู่ ั ในขณะนี้ ไม่ถือว่าเป็ นนวัตกรรม หลักสาคัญในการนานวัตกรรมเข้ ามาใช้ การที่จะรับนวัตกรรมเข้ามาใช้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งนั้น จาเป็ นที่จะต้องมีการพิจารณาอย่าง รอบคอบถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ความเหมาะสม ความเป็ นไปได้ ตลอดจนความคุมค่าของการนามาใช้โดย ้ คานึงถึงสิ่ งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (กิดานันท์ มลิทอง. 2541:246) ั ั ่ 1. นวัตกรรมที่จะนามาใช้น้ นมีจุดเด่นที่เห็นได้ชดกว่าวัสดุ อุปกรณ์ หรื อวิธีการที่ใช้อยูในปั จจุบน ั มากน้อยเพียงใด 2. นวัตกรรมนั้นมีความเหมาะสมหรื อไม่กบระบบหรื อสภาพที่เป็ นอยู่ ั 3. มีการวิจยหรื อกรณี ศึกษาที่ยนยันแน่นอนแล้วว่าสามารถนามาใช้ได้ดีในสภาวการณ์ที่คล้ายคลึง ั ื กันนี้ 4. นวัตกรรมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความต้องการของผูใช้อย่างจริ งจัง ้ นวัตกรรมการศึกษาทีน่าสนใจ ่ การนานวัตกรรมมาใช้ในวงการศึกษา เรี ยกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรี ยนการสอนมีประสิ ทธิ ภาพดียงขึ้น ผูเ้ รี ยนสามารถเกิด ิ่
3.
การเรี ยนรู ้ได้อย่างรวดเร็
วมีประสิ ทธิ ผลสู งกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรี ยนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น และ ประหยัดเวลาในการเรี ยนได้อีกด้วย ปั จจุบนมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่ งมีท้ ง ั ั นวัตกรรมที่ใช้กนแพร่ หลายแล้ว และประเภทที่กาลังเผยแพร่ เช่น บทเรี ยนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน การใช้ ั แผ่นวีดิทศน์เชิงโต้ตอบ สื่ อหลายมิติ เป็ นต้น ั สื่ อประสม (Multi Media) สื่ อประสม หมายถึง การนาเอาสื่ อหลาย ๆ ประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการเพื่อให้ เกิดประสิ ทธิ ภาพและประสิ ทธิ ผลสู งสุ ดในการเรี ยนการสอน โดยการใช้สื่อแต่ละอย่างตามลาดับขั้นตอน ของเนื้ อหา และในปั จจุบนมีการนาคอมพิวเตอร์ มาใช้ร่วมด้วยเพื่อการพลิกหรื อการควบคุมการทางานของ ั อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเสนอข้อมูลทั้งตัวอักษร ภาพกราฟิ ก ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทศน์ และเสี ยง ั จากความหมาย ของคาว่าสื่ อประสม นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งสื่ อประสมออกเป็ น 2 กลุ่ม คือ สื่ อประสม (Multimedia 1) เป็ นสื่ อประสมที่ใช้โดยการนาสื่ อหลายประเภทมาใช้ร่วมกันใน กันในการเรี ยนการสอน เช่น นาวีดิทศน์มาสอนประกอบการบรรยายของผูสอนโดยมีสื่อสิ่ งพิมพ์ ั ้ ประกอบด้วย หรื อการใช้ชุดการเรี ยนหรื อชุ ดการสอน การใช้สื่อประสมประเภทนี้ผเู ้ รี ยนและสื่ อจะไม่มี ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกัน และจะมีลกษณะเป็ น “สื่ อหลายแบบ” ั สื่ อประสม (Multimedia 2) เป็ นสื่ อประสมที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็ นฐานในการเสนอสารสนเทศ หรื อการผลิตเพื่อเสนอข้อมูลประเภทต่าง ๆ เชนภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ตัวอักษรและเสี ยงในลักษณะของ สื่ อหลายมิติ โดยที่ผใช้มีการโต้ตอบกับสื่ อโดยตรง ู้ การนาสื่ อประสมมาใช้ ในการศึกษา สื่ อประสมมีประโยชน์ในด้านการศึกษาหลาย ๆ ประการ เช่น เป็ นการดึงดูดความสนใจ ของ ผูเ้ รี ยน เป็ นการให้สารสนเทศที่หลากหลาย สนับสนุนการจัดการเรี ยนการสอนแบบรายบุคคลได้เป็ นอย่าง ดี ที่สาคัญช่วยให้ผเู ้ รี ยนสามารถตรวจสอบยั้อนหลังและแก้ไขจุดอ่อนในการเรี ยนได้ ซึ่ งเราสามารถใช้สื่อ ประสมเพื่อการศึกษาได้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น 1. เป็ นเกมเพื่อการศึกษา คือ การใช้เกมในลักษณะของสื่ อประสม ซึ่ งจะเป็ นสิ่ งที่ดึงดูดความสน ใจของผูเ้ รี ยนได้เป็ นอย่างดีนอกเหนื อไปจากความสนุกสนานจากการเล่นเกมตามปกติ เกมต่าง ๆ จะมีการ สอดแทรกความรู ้ดานต่าง ๆ เช่น คาศัพท์ ความหมายของวัตถุ แผนที่ทางภูมิศาสตร์ การฝึ กทักษะด้าน ้ ความเร็ วในการคิดคานวณ ฯลฯ เกมเพื่อการศึกษาเกมหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็ นอย่างมากเพื่อให้ความรู ้ ด้านภูมิศาสตร์ และฝึ กทักษะด้านการค้นหาได้แก่ เกม ชื่ อ Where in the World is Carmen Sandiago เป็ นต้น
4.
2. การสอนและการทบทวน คือ
การใช้สื่อประสมเพื่อการสอนและทบทวนซึ่งมีดวยการหลายรู ป ้ รู ปแบบ เช่น การฝึ กสะกดคา การคิดคานวณ และการเรี ยนภาษา ผูเ้ รี ยนจะมีโอกาสเรี ยนรู ้จากการสอนใน เนื้อหา และฝึ กปฏิบติเพื่อทบทวนไปด้วยในตัว จนกว่าจะเรี ยนเนื้อหาในแต่ละตอนได้เป็ นอย่างดีแล้วจึงเริ่ ม ั ในบทใหม่ตามหลักของการสอนใช้คอมพิวเตอร์ ช่วย เช่น การเรี ยนภาษาต่างๆ 3. สารสนเทศอ้างอิง คือ สื่ อประสมที่ใช้สาหรับสารสนเทศอ้างอิงเพื่อการศึกษามักจะบรรจุอยู่ ในแผ่นซี ดี – รอม เนื่องจากสามารถบรรจุขอมูลได้เป็ นจานวนมาก โดยจะเป็ นลักษณะเนื้อหานานาประเภท ้ อาทิเช่น สารนุกรม พจนานุ กรม แผนที่โลก ปฏิทินประจาปี สารทางการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ สื่ อหลายมิติ (HyperMedia) สื่ อหลายมิติ คือ การเสนอข้อมูลเพื่อให้ผรับสามารถรับสารสนเทศในรู ปแบบต่าง ๆ ที่สื่อเสนอได้ ู้ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากรู ปแบบหนึ่งไปยังอีกรู ปแบบหนึ่งได้ในทันทีดวยความรวดเร็ ว ซึ่ง “สื่ อหลายมิติ” ้ (Hypermedia) นี้ได้พฒนามาจาก “ข้อความหลายมิติ” (Hypertext) ซึ่งเป็ นการเสนอเพียงข้อความตัวอักษร ั ภาพกราฟิ กและเสี ยงที่มีมาแต่เดิม ลักษณะของข้ อความหลายมิติ (Hypertext) ข้อความหลายมิติ (Hypertext) เป็ นระบบย่อยของ สื่ อหลายมิติ(Hypermedia) เป็ นการนาเสนอ สารสนเทศที่ผอ่านไม่จาเป็ นต้องอ่านเนื้อหาในมิติเดียวเรี ยงลาดับกันในแต่ละบท ตลอดทั้งเล่ม โดยผูอ่าน ู้ ้ สามารถข้ามไปอ่านหรื อค้นคว้าข้อมูลที่สนใจในตอนใดก็ได้ โดยไม่จาเป็ นต้องเรี ยงตามลาดับ (น้ าทิพย์ วิภา วิน, 2542 : 53 ; วิเศษศักดิ์ โคตรอาชา และคณะ , 2542 : 53) ลักษณะของ Hypertext ที่เห็นกันโดยทัวไป ่ เช่น Help ของ Windows ซึ่ งจะมีขอความอธิ บายในเรื่ องหนึ่งอยู่ แต่เมื่อมีคาเฉพาะหรื อคาที่สามารถ ้ อธิบายในรายละเอียดได้อีกคานั้นจะถูกเชื่อมไปยังข้อความหรื อไฟล์อีกไฟล์หนึ่งเพื่อให้ผใช้เรี ยก (ธนะพัฒน์ ู้ ถึงสุ ข และ ชเนนทร์ สุ ขวารี , ม.ป.ป : 84) รู ปแบบของข้อความหลายมิติมีลกษณะของการเสนอเนื้ อหา ที่ไม่เป็ นเส้นตรงในมิติเดียว ผูอ่าน ั ้ สามารถอ่านเนื้อหาข้อมูลในมิติอื่น ๆ ได้โดยไม่จาเป็ นต้องเรี ยงลาดับตามเนื้ อหา ทั้งนี้เพราะ ข้อความ หลายมิติมีการตัดข้อมูลเป็ นส่ วนย่อยเป็ นตอน ๆ เรี ยกว่า “ จุดต่อ” (nodes) และเมื่อผูอ่านเรี ยกจุดต่อขึ้นมา ้ อ่านเราเรี ยกว่า “การเลือกอ่าน” (browse) จุดต่อที่ผอ่านจะเรี ยกมาใช้อ่านนั้นก็เมื่อจุดต่อนั้น มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลหรื อเนื้ อหาที่กาลังอ่าน ู้ อยูน้ น จุดต่ออาจจะประกอบด้วยคาเพียง 2 – 3 คา หรื อเป็ นข้อมูลเนื้ อหาเกี่ยวกับเรื่ องนั้นก็ได้ ่ ั การติดต่อกันของจุดต่อนี้เกิดจากการ “เชื่อมโยง” (link) ซึ่ งผูอ่านสามารถกระโดดข้ามจากจุดต่อหนึ่ง ้ ไปยังอีกจุดต่อหนึ่งได้โดยการคลิกเมาส์ที่ “ปุ่ ม” (button) ซึ่งอาจทาไว้ในลักษณะตัวอักษรดาหนา ตัวอักษรสี ตัวขีดเส้นใต้ แถบดา จุดดา สัญลักษณ์ เช่น อาจเป็ นรู ปตาถ้าต้องการแสดงจุดต่อของรู ปภาพ หรื อทาเป็ นรู ป ลาโพง หรื อไมโครโฟนเพื่อเสนอเสี ยงพูดหรื อเสี ยงดนตรี ก็ได้
5.
ข้อมูลที่บรรจุในข้อความหลายมิติอาจเปรี ยบเทียบได้เสมือนกับเป็ น
บัตรหรื อแผ่นฟิ ล์มใสหลายๆ แผ่นที่วางซ้อนกันเป็ นชั้น ๆ (stacks) ในแต่ละแผ่นจะบรรจุขอมูลแต่ละอย่างลงไว้ โดยที่แผ่นแรกจะเป็ น ้ ข้อมูลเริ่ มต้นเพื่อให้อ่าน และสามารถใช้เป็ นรายการเพื่อพาดพิงหรื อค้นคว้าไปถึงข้อมูลในแผ่นอื่น ๆ ต่อไป ข้อมูลเพิมเติมย่อย ๆ หรื อจุดต่อนี้ จะปรากฏในกรอบเล็กหรื อหน้าต่างเพื่ออธิ บายข้อมูลเริ่ มต้นนั้นให้กระจ่าง ่ แจ้งยิงขึ้น และจะดึงออกมาได้มากน้อยเท่าไรก็ได้ตามความต้องการต่อจากนั้นผูอ่านก็สามารถข้ามไปอ่าน ่ ้ เนื้อหาข้อมูลที่สนใจต่อไปได้ และสามารถดึงจุดต่อออกมาใช้ได้ทุกเวลาตามต้องการ จากความหมาย และลักษณะของสื่ อหลาย มิติที่ได้ทราบไปแล้วนั้นว่า จะเสนอข้อมูลในลักษณะ ตัวอักษรภาพกราฟิ กอย่างง่าย ๆ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาข้อความหลายมิติให้สามารถบรรจุขอมูล ได้หลาก ้ หลายประเภทขึ้นจึง ได้ชื่อว่าเป็ น “ไฮเปอร์มีเดีย” (Hypermedia) หรื อตามศัพท์บญญัติของราชบัญฑิตย - ั ยสถานว่า “สื่ อหลายมิติ” สื่ อหลายมิติ (Hypermedia) เป็ นการขยายแนวความคิดของข้อความหลายมิติในเรื่ องของการเสนอ ข้อมูลในลักษณะไม่เป็ นเส้นตรง และเพิ่มความสามารถในการบรรจุขอมูลในลักษณะของภาพเคลื่อนไหว ้ แบบวีดิทศน์ ภาพกรกฟิ กที่เป็ นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ภาพถ่าย เสี ยงพูด เสี ยงดนตรี เข้าไว้ ั ในเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผใช้หรื อผูเ้ รี ยนสามารถเข้าถึงเนื้ อหาเรื่ องราวในลักษณะต่าง ๆ ได้หลายรู ปแบบมาก ู้ ขึ้นกว่าเดิม (กิดานันท์ มลิทอง. 2540: 269) สื่ อหลายมิติ (Hypermedia) เป็ นเทคนิคที่ตองการใช้สื่อผสมอื่นๆ ที่คอมพิวเตอร์สามารถนาเสนอ ้ ได้ในรู ปแบบต่างๆ ได้ท้ ง ข้อความ เสี ยง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว (น้ าทิพย์ วิภาวิน, 2542 : 53) ั Hypermedia เป็ นการขยายแนวความคิดจาก Hypertext อันเป็ นผลมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ที่สามารถผสมผสานสื่ อและอุปกรณ์หลายอย่างให้ทางานไปด้วยกัน (วิเศษศักดิ์ โคตรอาชา และคณะ , 2542 : 53) จุดประสงค์ ของการใช้ สื่อหลายมิติ ( Hypermedia) 1. ใช้เป็ นเครื่ องมือในการสื บค้น (Browsing) สื บไปในข้อมูลสารสนเทศหรื อบทเรี ยนต่างๆ 2. ใช้เพื่อการการเชื่อมโยง (Linking) โดยผูใช้สามารถเชื่ อมโยงแฟ้ มข้อมูลต่างๆ ภายในระบบ ้ เดียวกัน ตลอดจนเชื่ อมต่อไปยังเครื อข่ายภายนอก เช่น การเชื่ อมต่อกับ Intranet Internet เป็ นต้น 3. ใช้ในการสร้างบทเรี ยน (Authoring) สร้างโปรแกรมนาเสนอรายงานสารสนเทศต่างๆ ซึ่ ง ถือว่าเป็ นโปรแกรมที่มีความน่าสนใจ เนื่ องจากสามารถนาเสนอได้ท้ งภาพ เสี ยง และ ั ภาพเคลื่อนไหว (วิเศษศักดิ์ โคตรอาชา และคณะ , 2542 : 56)
6.
สื่ อหลายมิติกบการเรียนการสอน
ั จากความสามารถของสื่ อหลายมิติที่ช่วยให้ผใช้สามารถสื บค้นข้อมูลที่เชื่ อมโยงถึงกันได้ ู้ หลากหลายรู ปแบบได้อย่างรวดเร็ วนี้เอง ทาให้มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งมีการใช้สื่อหลายมิติในการเรี ยน การสอนในระดับชั้นและวิชาเรี ยนต่าง ๆ แล้วในปั จจุบน ั ตัวอย่างการใช้สื่อหลายมิติในการเรี ยนการสอน เช่น โรงเรี ยนฟอเรสต์ฮิลล์ เมืองแกรนด์ แรพิดส์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริ กา ได้ใช้สื่อหลายมิติต้ งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็ นต้นมา โดยใช้ในลักษณะบทเรี ยนสื่ อ ั หลายมิติ โดยครู และนักเรี ยนได้ร่วมกันสร้างบทเรี ยนเกี่ยวกับการถูกทาลายของป่ าฝนในเขตร้อน โดย เริ่ มต้นด้วยการค้นคว้าหาเนื้ อหาข้อมูลจากห้องสมุดแล้วรวบรวมภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และเสี ยงจาก แหล่งค้นคว้าต่าง ๆ มาเป็ นข้อมูล แล้วทาการสร้างบทเรี ยนโดยการใช้ Hypercard และอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน การบันทึกข้อมูลเช่น ใช้เครื่ องกราดภาพในการบันทึกภาพถ่าย ส่ วนภาพเคลื่อนไหวและเสี ยงใช้เครื่ อง คอมพิวเตอร์ ต่อกับเครื่ องเล่นแผ่นวีดิทศน์ และเนื้อหาบางส่ วนบันทึกจากแผ่นซี ดี – รอมด้วย เนื้ อหาถูก ั ั เชื่อมโยงโดย “ปุ่ ม” เพื่อให้ผเู ้ รี ยนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กบบทเรี ยนโดยการเลือกเรี ยนและศึกษาเนื้อหา ตามลาดับที่ตนต้องการ นอกจากนี้ ยังมีการเขียนบทเรี ยนการสอนใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยในลักษณะสื่ อหลาย มิติโดยการใช้โปรแกรมสาเร็ จรู ปต่าง ๆ เช่น ToolBook และ AuthorWare ด้วย ประโยชน์ ของสื่ อหลายมิติในการเรียนการสอน ในการเรี ยนบทเรี ยนที่เขียนในลักษณะสื่ อหลายมิติผเู้ รี ยนสามารถเรี ยนรู้ขอมูลจากบทเรี ยนได้ ้ มากมายหลายประเภทในลักษณะต่าง ๆ กันดังนี้ 1. เรี ยกดูความหมายของคาศัพท์ ที่ผเู ้ รี ยนยังไม่เข้าใจได้ทนที ั 2. ขยายความเข้าใจในเนื้ อหาบทเรี ยนด้วยการ - ดูแผนภาพหรื อภาพวาด - ดูภาพถ่าย ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวที่บนทึกจากเครื่ องเล่นแผ่นวีดิทศน์ ั ั - ฟังเสี ยงคาอธิบายที่เป็ นเสี ยงพูด หรื อฟังเสี ยงดนตรี เสี ยง special effect ่ 3. ใช้สมุดบันทึกที่มีอยูในโปรแกรมเพื่อบันทึกใจความสาคัญของบทเรี ยน 4. ใช้เครื่ องมือสาหรับการวาดภาพในโปรแกรมนั้นเพื่อวาด แผนที่มโนทัศน์ (concept map) ของ ตนเพื่อให้เข้าใจบทเรี ยนได้ง่ายยิงขึ้น ่ 5. สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ที่สนใจขึ้นมาอ่านหรื อดูเพิ่มเติมได้โดยสะดวก ่ ่ 6. ใช้แผนที่ระบบ (system map) เพื่อดูวาขณะนี้กาลังเรี ยนอยูตรงส่ วนใดของบทเรี ยนและเพื่อ ่ ช่วยในการดูวาจะเรี ยนในส่ วนใดของบทเรี ยนต่อไป
7.
ซีดี – รอม
(Compact Disc – Read Only Memory : CD ROM) ซีดี –รอม เป็ นสื่ อบันทึกประเภทสื่ อแสง (optical media) ที่ทาการบันทึกและอ่านข้อมูลด้วยแสง เลเซอร์ ได้หลากหลายรู ปแบบมีลกษณะเป็ นแผ่นพลาสติกกลม เส้นผ่าศูนย์กลาย 4.75 นิ้ว ผิวหน้าด้วยโลหะ ั สะท้อนแสงเพื่อป้ องกันข้อมูลที่บนทึกไว้ สามารถบันทึกข้อมูลได้มากถึง 680 เมกะไบต์ ผูใช้สามารถอ่าน ั ้ ข้อมูลจากแผ่นได้เพียงอย่างเดียวโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรื อลบข้อมูลเหล่านั้นได้ ซี ดี – รอมนั้นก็คือ สื่ อบันทึกที่เราเรี ยกกันว่า “แผ่นซี ดี” ที่มาจากคาภาษาอังกฤษว่า “Compact Disc” นันเอง ่ คุณสมบัติของซีดี-รอม ซี ดีรอมเป็ นสื่ อที่มีคุณสมบัติท่ีเป็ นข้อได้เปรี ยบสื่ ออื่นมากมายหลายประการ ได้แก่ 1. ความจุขอมูลมหาศาล ซีดี-รอม แผ่นหนึ่งสามารถบรรจุขอมูลได้มากถึง 680 เมกะไบต์ ้ ้ ั เปรี ยบเทียบได้กบ หนังสื อ 250,000 หน้า หรื อข้อความในกระดาษพิมพ์ดีดจานวน 300,000 แผ่น 2. บันทึกข้อมูลนานาประเภท เนื่องจากการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นซี ดี – รอมอยูในระบบดิจิทล ่ ั จึงสามารถบันทึกข้อมูลในลักษณะตัวอักษร ภาพถ่ายสี และขาวดา ภาพเคลื่อนไหว ภาพ กราฟิ ก เสี ยงพูด และสี ยงดนตรี ได้อย่างมีคุณภาพสู ง 3. การสื บค้นฉับไว แม้วาซี ดี รอม จะบรรจุขอมูลจานวนมหาศาลไว้ก็ตาม แต่การค้นหาข้อมูลใน ่ ้ แผ่นซี ดี – รอมอยูในลักษณะ “เข้าถึงโดยสุ่ ม” ซึ่งเป็ นการเข้าถึงข้อมูลโดยใช้เวลาในการค้นหาได้รวดเร็ ว ่ ่ ่ เท่ากันหมดไม่วาข้อมูลนั้นจะอยูในที่ใดของแผ่น ่ 4. มาตรฐานสากล แผ่นซี ดี – รอม อยูในรู ปแบบมาตรฐานที่มีขนาดและลักษณะเดียวกันหมด ั จึงทาให้สามารถใช้กบหน่วยขับซี ดี-รอมหรื อเครื่ องเล่นซี ดี-รอม ทัวไปได้เหมือน ๆ กัน ่ 5. ราคาไม่แพง จากความนิยมใช้ ซี ดี – รอม ในปั จจุบน จึงทาให้การผลิตแผ่นและเครื่ องเล่น ั จานวนมากมีตนทุนที่ต่าลง แผ่นและเครื่ องเลนซี ดี-รอมทุกวันนี้จึงมีราคาลดลงมากจนสามารถซื้ อหามาใช้ ้ กันได้อย่างแพร่ หลายทัวไป ่ 6. อายุการใช้งานนาน กล่าวกันว่าแผ่นซี ดี-รอม จะมีอายุใช้งานทนทานได้นานตลอดไปโดยที แผ่นไม่ฉีกขาด และไม่มีรอยขูดขีดของหัวเข็มเนื่ องจากใช้แสงเลเซอร์ ในการอ่านข้อมูล ถึงแม้จะมีคราบ สกปรกจากรอยนิ้วมือหรื ฝนละออกก็สามารถทาความสะอาดได้ ุ่ 7. ความคงทนของข้อมูล ซีดี-รอม เป็ นสื่ อที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสนามแม่เหล็กจึงทาให้ ่ ข้อมูลอยูคงที่ตอลดไป และที่สาคัญคือ ไม่ติดไวรัสเนื่องจากไม่สามารถบันทึกทับได้ 8. ประหยัด เมื่อเทียบขนาดเนื้ อที่การบันทึกข้อมูลระหว่างแผ่นซี ดี – รอม กับแผ่นบันทึกแล้ว ่ จะเห็นได้วาซี ดี-รอมแผ่นหนึ่ งสามารถบรรจุขอมูลได้มากกว่าแผ่นบันทึกหลายร้อยเท่า ้ 9. ความสะดวก เนื่องจากซีดี-รอม เป็ นแผ่นที่มีขนากเล็ก จึงทาให้ไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บ สามารถพกพาไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้โดยสะดวก
8.
ประเภทของข้ อมูลบนซีดี-รอม
ซีดี-รอมในปั จจุบนมีการบันทึกข้อมูลทุกประเภทลงบนแผ่นเพื่อการใช้ในลักษณะ “สื่ อประสม” ั ข้อมูลอาจมีอยูเ่ พียงลาพังหรื อรวมอยูกบข้อมูลประเภทอื่น ๆ ก็ได้ ประเภทต่าง ๆ ของข้อมูลมีดงนี้ ่ ั ั 1. ตัวอักษร ข้อมูลในลักษณะตัวอักษรเป็ นประเภทของข้อมูลพื้นฐานที่นิยมบันทึกลงซี ดี-รอมซึ่ง บันทึกได้มากสุ ดถึง 680 ล้านอักขระ ั ่ 2. เสี ยง เสี ยงที่บนทึกลง ซี ดี-รอม มีอยูมากมายหลายประเภท โดยสามารถใช้บนทึกเสี ยงแบบ ั ADPCM ได้มากสุ ดถึง 18 ชัวโมง นับตั้งแต่เสี ยบบี๊บจนถึงเสี ยงดนตรี ่ 3. ภาพกราฟิ ก ภาพกราฟิ กที่บนทึกลงบนแผ่นซี ดี-รอม เป็ นได้ท้ งภาพถ่าย และภาพวาดลายเส้น ั ั ่ ลายเส้นที่เป็ นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวทาจากโปรแกรมต่าง ๆ ซึ่ งบันทึกอยูในสารบบย่อยแยกต่างหาก จากแฟ้ มข้อมูลที่เป็ นตัวอักษรหรื อเสี ยง 4. วีดีทศน์ การบันทึกภาพวีดิทศน์ที่ใช้เล่นในเวลา 1 วินาที ต้องใช้เนื้อที่บรรจุขอมูลถึง 22 - 27 ั ั ้ เมกะไบต์เลยทีเดียว จึงทาให้ซีดี-รอมแผ่นหนึ่งที่มีความจุ 680 เมกะไบต์สามารถบรรจุภาพวีดิทศน์ได้เพียง ั 30 วินาทีเท่านั้น ซีด-รอม เพือการศึกษา ี ่ เนื่องจากซีดี-รอม เป็ นสื่ อที่สามารถบันทึกข้อมูลได้หลากหลายรู ปแบบ ทั้งตัวอักษร ภาพกราฟิ ก ภาพกราฟิ กเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทศน์และเสี ยง จึงทาให้เหมาะในการบันทึกสารสนเทศนานา ั ประเภทลงไว้ในแผ่นเพื่อความรู ้และความบันเทิง สาหรับด้านการศึกษานั้นได้มีการบันทึกเนื้อหาทั้งที่ให้ ความรู ้ทว ๆ ไปและเพื่อการสอนโดยตรงได้ในลักษณะของการสอนใช้คอมพิวเตอร์ ช่วย ซึ่ งซี ดีรอมที่ ั่ สามารถนามาใช้ในการให้ความรู ้และการสอนมีตวอย่างดังนี้ ั - ใช้เพื่อสอนอ่าน - ใช้เพื่อเป็ นเกมการศึกษา - ให้ความรู้/ฐานข้อมูล - กฤตศิลป์ - ดนตรี - ท่องเทียว ความจริงเสมือน (Virtual Reality : VR) ความจริ งเสมือน (Virtual Reality) หรื อที่เรี ยกกันย่อ ๆ ว่า “ วีอาร์ ” (VR) เป็ นกลุ่มเทคโนโลยีเชิง ่ ่ โต้ตอบที่ผลักดัน ให้ผใช้เกิดความรู ้สึกของการเข้าร่ วมอยูภายในสิ่ งแวดล้อมที่ไม่ได้มีอยูจริ งที่สร้างขึ้นโดย ู้ คอมพิวเตอร์ พัฒนาการของความเป็ นจริ งเสมือนได้รับอิทธิ พลมาจากแนวความคิดง่าย ๆ แต่มีอานาจมาก เกี่ยวกับการที่จะเสนอสารสนเทศอย่างไรให้ดีที่สุด คือ ถ้าผูออกแบบสามารถให้ประสาทสัมผัสของมนุษย์มี ้
9.
ั
่ ้ ความค่อยเป็ นค่อยไปในปฏิสัมพันธ์กบโลกทางกายภาพ ซึ่งเป็ นสิ่ งที่อยูลอมรอบตัวเราแล้วมนุษย์ ก็จะ สามารถรับและเข้าใจสารสนเทศได้ง่ายขึ้น ถ้าสารสนเทศนั้นกระตุนการรับรู ้สัมผัสของผูรับ ้ ้ เทคโนโลยีความเป็ นจริ งเสมือนสามารถเลียนการรับรู้สัมผัสของโลกทางกายภาพ ได้โดยสร้างการ รับรู ้หลายทางในสิ่ งแวดล้อมสามมิติข้ ึนมา ความเป็ นจริ งเสมือนได้สร้างเนื้ อหาสาระของสิ่ งที่แสดงให้เห็น โดยการรับรู ้ซ่ ึ งเป็ นผลลัพธ์ของคอมพิวเตอร์ เพื่อสนองต่อการเคลื่อนไหวทางกายภาพของผูใช้ที่สืบหาด้วย ้ เครื่ องรับรู้ของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ในการทางานของความเป็ นจริงเสมือน การทางานของความเป็ นจริ งเสมือนประกอบด้วยอุปกรณ์สาคัญ 2 อย่าง คือ จอภาพสวมศีรษะ และถุงมือรับรู ้ โดยการทางานร่ วมกับซอฟต์แวร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1. จอภาพสวมศีรษะ (head-mounted display : HMD) หรื อที่รู้จกกันว่า “ชุดแว่นตา” (goggles) ั ประกอบด้วยแว่นตาที่บรรจุจอมอนิ เตอร์ ขนาดเล็กซึ่ งทาด้วยกระจก 3 มิติ เรี ยกว่า “stereoscopic glasses” ทามุมกว้างประมาณ 140 องศา เพื่อให้ผใช้สามารถมองเห็นสิ่ งที่เป็ นนามธรรมในลักษณะ 3 มิติ ในโลก ู้ ของความเป็ นจริ งเสมือนได้ ่ 2. ถุงมือรับรู้ (sensor glove) เป็ นถุงมือขนาดเบาที่มีเส้นใยนาแสงเรี ยงเป็ นแนวอยูตามนิ้วและ ข้อมือเพื่อเป็ นเครื่ องรับรู ้การเคลื่อนที่และส่ งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์ เมื่อสวมถุงมือนี้แล้วจะทาให้ผใช้ ู้ ่ ั่ เข้าถึงสิ่ งแวดล้อม 3 มิติ ถุงมือรับรู้จะทาให้ผใช้จบต้อง และรู ้สึกได้ถึงวัตถุสิ่งของซึ่ งไม่มีอยูที่นนจริ ง ๆ ู้ ั 3. ซอฟต์แวร์โปรแกรม การที่จะให้ได้ภาพ 3 มิติน้ นจะต้องใช้ซอฟต์แวร์ โปรแกรมเพื่อสร้าง ั ภาพบนคอมพิวเตอร์ ดวยเพื่อให้ผใช้สามารถท่องสารวจไปในโลกเสมือนจริ งได้ ้ ู้ การใช้ ความเป็ นจริงเสมือนในวงการต่ าง ๆ ่ กายศาสตร์ เนื่ องจากเทคโนโลยีความเป็ นจริ งเสมือนเป็ นการนาร่ างกายคนเรา เข้าไปอยูใน โลกเสมือนจริ งจึงสามารถนามาใช้ทางด้านการศึกษาได้เป็ นอย่างดี เช่น องค์การนาซาต้องการออกแบบ ่ อุปกรณ์ทางด้านอวกาศ และดูวานักบินอวกาศจะใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างไรนักวิจยต้องใช้ความเป็ นจริ ง ั เสมือนในการทาแบบจาลอง อุปกรณ์น้ น และทดสอบว่าร่ างกายมนุษย์จะสามารถเข้ากันได้และใช้อุปกรณ์ ั นั้นอย่างไร โบราณคดี ความเป็ นจริ งเสมือนจะช่วยในการสารวจซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่ ่ ่ ค้นพบได้วาของเดิมเป็ นอย่างไรและอยูในช่วงสมัยใด สถาปัตยกรรม ความเป็ นจริ งเสมือนสามารถนามาใช้ในด้านการออกแบบอาคาร โดยให้ สถาปนิกและลูกค้าสารวจภายในแบบจาลองและแก้ไขแบบการก่อนสร้างให้เป็ นไปตามต้องการ การแพทย์ แพทย์และศัลยแพทย์ จะใช้ความเป็ นจริ งเสมือนในการดูระบบ 3 มิติในร่ างกาย คนไข้
10.
บันเทิง มีการทดลองสร้างสถานบันเทิงแบบใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีความเป็
นจริ งเสมือนใน ในรู ปแบบของโรงภาพยนตร์ เดิม แต่จะมีอุปกรณ์อานวยความสะดวกนานาชนิดสาหรับการแสดงประเภท ต่าง ๆ ความเป็ นจริงเสมือนเพือการศึกษา ่ ่ ในวงการศึกษานั้น เป็ นที่ทราบกันดีวาการสร้างจินตนาการเป็ นวิธีการเสนอการเสนอข้อมูล และ มโนทัศน์แก่ผเู ้ รี ยนเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจและการปรับตัวให้เข้าได้ในสังคม การนาความเป็ นจริ งเสมือน มาใช้ในการศึกษาสามารถใช้ได้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ่ 1. สารวจสถานที่และสิ่ งของที่มีอยูที่ผเู ้ รี ยนยังไม่อาจเข้าถึงได้ 2. สารวจของจริ งซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนสัดส่ วนขนาด และระยะเวลาแล้ว จะไม่สามารถสารวจได้ อย่างมีประสิ ทธิ ผล 3. สร้างสถานที่และวัตถุดวยคุณภาพที่ดีข้ ึนกว่าเดิม ้ 4. มีปฏิสัมพันธ์กบบุคคลอื่นที่อยูในที่ห่างไกลออกไปโดยผ่านทางสมาคมที่มีความสนใจ ั ่ ในเรื่ องเดียวกัน ั 5. มีปฏิสัมพันธ์กบบุคคลจริ งในโลกความจริ งเสมือน ั 6. มีปฏิสัมพันธ์กบสิ่ งที่เป็ นความเป็ นจริ งเสมือน อินเทอร์ เน็ต (Internet) อินเทอร์ เน็ต คือ ระบบของการเชื่อมโยงข่ายงานคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มากครอบคลุมไปทัวโลก ่ เพื่ออานวยความสะดวกในการให้บริ การสื่ อสารข้อมูล เช่นการบันทึกเข้าระยะไกล การถ่ายดอนแฟ้ ม ฯลฯ อินเทอร์ เน็ต คือ ข่ายของข่ายงาน (network of networks) เนื่ องจากเป็ นข่ายงานขนาดใหญ่ที่ ่ เชื่อมโยงข่ายงานทั้งหมดทัวโลกเข้าด้วยกัน โดยที่อินเทอร์ เน็ตตั้งอยูในไซเบอร์ สเปซ ซึ่ งเป็ นจักรวาลที่สร้าง ่ ่ ขึ้นโดยระบบคอมพิวเตอร์ ผูใช้คอมพิวเตอร์ สามารถเข้าไปอยูในไซเบอร์ สเปซได้ โดยใช้โมเด็มและติดต่อ ้ กับผูใช้คนอื่นได้ ้ การใช้ งานในอินเทอร์ เน็ต เราสามารถใช้อินเทอร์ เน็ตในการทางานได้มากมายหลากหลายประเภทดังนี้ 1. ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Mail : E-Mail) หรื อที่เรี ยกกันสั้น ๆ ว่า อี-เมล์ เป็ นการ ์ ้ ่ รับส่ งข้อความผ่านขายงานคอมพิวเตอร์ ผูใช้สามารถส่ งข้อความจากข่ายงานที่ตนใช้อยูไปยังผูรับอื่น ๆ ได้ ้ ทัวโลก ่ 2. การถ่ายโอน (File Transfer Protocol : FTP) เป็ นการถ่ายโอนแฟ้ มข้อมูลประเภทต่าง ๆ จาก คอมพิวเตอร์เครื่ องอื่นมาบรรจุลงไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา
11.
3. การขอเข้าใช้ระบบจากระยะไกล โปรแกรมที่ใช้ในอินเทอร์
เน็ตเพื่อ การขอเข้าไปใช้ระบบ จากระบบโปรแกรมหนึ่งที่รู้จกกันดี คือ เทลเน็ต (Telnet) เป็ นการให้ผใช้สามารถเข้าไปใช้ทรัพยากร ั ู้ หรื อขอใช้บริ การจากคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น 4. การค้นหาแฟ้ ม เนื่ องจากอินเทอร์ เน็ตเป็ นระบบขนาดใหญ่ท่ี ครอบคลลุมกว้างขวางทัวโลก่ ่ โดยมีแฟ้ มข้อมูลต่าง ๆ มากมายอยูในระบบผูใช้สามารถสื บค้นมาใช้งานได้ ้ 5. การค้นหาข้อมูลด้วยระบบเมนู เป็ นการใช้ในระบบยูนิกซ์เพื่อค้นหาข้อมูล และขอใช้บริ การ ข้อมูลด้วยระบบเมนู 6. กลุ่มอภิปรายหรื อกลุ่มข่าว (Newsgroup) เป็ นการรวมกลุ่มของผูใช้อินเทอร์เน็ตที่ ้ สนใจเรื่ อง เดียวกันแลกเปลี่ยนข่าวสารหรื อแนวคิดกัน 6. บริ การสารสนเทศบริ เวณกว้าง (เวส) (Wide Area Information Server : WAIS) เป็ นผลการ ่ ใช้เวสเพื่อเชื่ อมโยงศูนย์ขอมูลที่อยูในข่ายงานอินเทอร์ เน็ตเข้าด้วยกัน ้ 7. การสนทนาในข่ายงาน (Internet Relay Chat : IRC) เป็ นการสนทนากันของผูใช้โดยมีการโต้ ้ ตอบกันทันทีโดยการพิมพ์ขอความโต้ตอบกันผ่านเครื อข่าย ้ 8. สิ่ งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Publisher) หนังสื อพิมพ์ วารสาร และนิตยสาร เช่น TIME,ELLE โดยบรรจุเนื้ อหาลงไปในเว็บไซต์ของตน 9. เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) หรื อที่เรี ยกสั้น ๆ ว่า “เว็บ” เป็ นการสื บค้น ่ สารสนเทศที่อยูในอินเทอร์ เน็ตในระบบข้อความหลายมิติโดยคลิกที่จุดเชื่อมโยง อินเทอร์ เน็ตในการศึกษา เราสามารถใช้อินเทอร์ เน็ตในการศึกษาได้หลายรู ปแบบ ได้แก่ 1. การค้นคว้า เนื่ องจากอินเทอร์ เน็ตเป็ นข่ายงานที่รวมข่ายงานต่าง ๆ มากมายไว้ดวยกันจึงทาให้ ้ สามารถสื บค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทัวโลก ่ 2. การเรี ยนและติดต่อสื่ อสาร ผูสอนและผูเ้ รี ยนสามารถใช้อินเทอร์ เน็ตในการเรี ยนติดต่อสื่ อการ ้ กันได้โดยที่ผสอนจะเสนอเนื้ อหาบทเรี ยนโดยใช้ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ผเู ้ รี ยนเปิ ดอ่านเรื่ องราวและ ู้ ์ ภาพประกอบที่เสนอในแต่ละบทเรี ยน 3. การศึกษาทางไกล การใช้อินเทอร์เน็ตในการศึกษาทางไกล อาจจะใช้ในรู ปแบบของการสื่ อ ่ สาร โดยการใช้บทเรี ยนที่อยูในไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์แทนหนังสื อเรี ยน ์ 4. การเรี ยนการสอนอินเทอร์เน็ต เป็ นการฝึ กอบรมเพื่อให้ผใช้คอมพิวเตอร์ สามารถใช้โปรแกรม ู้ ต่าง ๆ เพื่อทางานในอินเทอร์ เน็ตได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ 5. การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต เป็ นการใช้อินเทอร์ เน็ต ในกิจกรรมการเรี ยนการสอนในระดับ ระดับโรงเรี ยน และมหาวิทยาลัย เช่น การจัดตั้งโครงการร่ วมระหว่างสถาบันการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยน
12.
เปลี่ยนข้อมูลหรื อการสอนในวิชาต่าง ๆ
ร่ วมกันโดยเรี ยกว่า โรงเรี ยนบนเว็บ แผ่นวีดิทัศน์ เชิงโต้ ตอบ (Interactive Video) แผ่นวีดิทศน์เชิงโต้ตอบ เป็ นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และแผ่นวีดิทศน์ใน ั ั รู ปของสื่ อประสมที่ให้ท้ งภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทศน์ภาพนิ่ง เสี ยง และตัวอักษร โดยมีการเรี ยกใช้ขอมูล ั ั ้ ในลักษณะสื่ อหลายมิติ เพื่อใช้ในการฝึ กอบรมและการเรี ยนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิงในการศึกษา ่ รายบุคคลและการศึกษาแบบอิสระ อุปกรณ์ ทใช้ ในแผ่ นวีดิทัศน์ เชิ งโต้ ตอบ ี่ 1. เครื่ องเล่นแผ่นวีดิทศน์ เป็ นเครื่ องที่สามารถต่อเข้ากับเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ ในการเล่นเชิง ั โต้ตอบระดับ 3 ได้ 2. จอภาพ เพื่อเสนอภาพ จากเครื่ องเล่นแผ่นวีดิทศน์ ปกติแล้วมักใช้เครื่ องรับโทรทัศน์เป็ นจอ ั ภาพ แต่อาจจะใช้จอมอนิ เตอร์ ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ รับภาพและตัวอักษรก็ได้ 3. ชุดไมโครคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลบางที่ควรมีเนื้อที่แผ่นบันทึกแบบ บันทึกแบบแบ็งขนาดตั้งแต่ 100 เมกะไบต์ข้ ึนไป 4. เครื่ องเล่นซี ดี-รอม เพื่อเสนอข้อมูลและเนื้ อหาบทเรี ยนจานวนมาก ที่ไม่สามารถบรรจุลงใน ลงในจานบันทึกของคอมพิวเตอร์ได้หมด 5. อุปกรณ์รับข้อมูล เพื่อรับข้อมูลการตอบสนองของผูเ้ รี ยน ในแต่ละขั้นตอนของบทเรี ยนซึ่งอาจ จะเป็ นการตอบคาถามเป็ นข้อความหรื อการเลือกตอบก็ได้ ั 6. เครื่ องพิมพ์ เป็ นเครื่ องพิมพ์ที่ใช้กบเครื่ องคอมพิวเตอร์ หาหรับพิมพ์ ผลการเรี ยนหรื อการตอบ สนองของผูเ้ รี ยนออกมาบนกระดาษ แนวโน้ มของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีผลทาให้มีความ เปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมและเทคโนโลยีในระยะที่ผานมาจนถึงปั จจุบนพบว่าประเด็นที่น่าสนใจที่ทาให้มี ่ ั การเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะต่าง ๆ ก่อให้เกิดนวัตกรรมประเภทต่าง ๆ ได้ดงต่อไปนี้ ั 1. การรวมตัวของสื่ อ เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาท ทาให้มีการนาสื่ อเข้ามาใช้ร่วมกับ คอมพิวเตอร์ในลักษณะสื่ อประสม เช่น การใช้แผ่นวีดิทศน์เชิงโต้ตอบ การใช้แผ่นซี ดี-รอมบันทึกข้อมูล ั เป็ นต้น ั ่ ั 2. สื่ อขนาดเล็ก สื่ อหลายชนิดที่เป็ นนวัตกรรมที่ใช้กนอยูในขณะนี้เป็ นวัสดุและอุปกรณ์ที่มีใช้กน มานานแล้วแต่ในปั จจุบนได้อาศัยเทคโนโลยีช่วยในการคิดค้นและพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและใช้ได้สะดวก ั ขึ้น เช่น กล้องถ่ายวีดิทศน์ การผลิตแผ่นซี ดี ฯลฯ ั
13.
3. ความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ เครื่
องคอมพิวเตอร์ ในปั จจุบนนอกจากจะมีนาดเล็กลงแล้ว ยังมี ั สมรรถนะในการทางานสู งกว่าเดิมมาก สามารถบรรจุเนื้ อที่บนทึกข้อมูลได้มาก ทางานได้อย่างรวดเร็ ว และ ั มีราคาถูกลง ทาให้โรงเรี ยนต่าง ๆ สามารถซื้ อมาใช้ในการเรี ยนการสอนได้อย่างทัวถึง ่ 4. ระบบสื่ อสาร โทรคมนาคม ปั จจุบนการส่ งสัญญาณผ่านดาวเทียมทาให้ผเู ้ รี ยนในซี กโลกหนึ่ง ั ่ สามารถเรี ยนรู้ไปได้พร้อมกับผูเ้ รี ยนอีกซี กโลกหนึ่งโดยที่ผสอนและผูเ้ รี ยนไม่จาเป็ นต้องอยูสถานที่เดียวกัน ู้ ก็สามารถทาให้เกิดการเรี ยนการสอนร่ วมกันได้โดยการสอนในลักษณะการประชุมทางไกล โดยวีดิทศน์ ั (Video Teleconference) 5. อินเทอร์ เน็ต และเวิร์ล ไวด์ เว็บ อินเทอร์ เน็ตเป็ นข่ายงานคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มากครอบ ครอบคลุมไปทัวโลกและให้บริ การแก่ผใช้ได้หลายสิ บล้านคนทัวโลกในบริ การต่าง ๆ กัน ่ ู้ ่ 6. ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) เป็ นพื้นฐานโครงสร้างสารสนเทศที่เป็ น แนวคิดในการที่จะนาข่ายงานคอมพิวเตอร์ ความเร็ วสู งเชื่ อมโยงบ้าน โรงเรี ยน และสถานที่ทางานต่าง ๆ ด้วยการใช้สื่อที่สามารถส่ งข้อมูลด้วยความเร็ วสู ง การจัดการศึกษาแบบอะซิงโครนัส (Asynchronous Learning) บทนา โลกในยุคที่เรี ยกว่า ยุคสารสนเทศหรื อยุค IT นั้น การพัฒนาทางด้านวิทยาการ และ เทคโนโลยีเป็ นไปอย่างรวดเร็ ว ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้าน การดารงชีวิต วัฒนธรรม สังคม และการติดต่อสื่ อสาร เป็ นต้น ในแวดวงการศึกษาก็เช่นกัน เทคโนโลยีทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ได้แก่ การเรี ยนการสอน ตลอดจนการเรี ยนรู ้ ของมนุษย์ ดังนั้นผลของเทคโนโลยีที่ มีต่อการศึกษา สามารถแบ่งได้เป็ น 3 ประเด็น (พรเทพ เมืองแมน, 2539 : 24-25) ได้แก่ 1. เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิถีของการเรี ยนรู้ สภาพการเรี ยนการสอนในปัจจุบน มีการนา ั เทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยอานวยความสะดวกทาให้การเรี ยนการสอนมีประสิ ทธิภาพมากขึ้น นันคือ ผูสอน ่ ้ จากเดิมใช้เพียงชอล์คและกระดานดา เปลี่ยนมาเป็ นกระดานไวท์บอร์ด จอฉาย มีการใช้เครื่ องมือและ อุปกรณ์อื่น ๆ สนับสนุ นการเรี ยนการสอน เช่น เครื่ องฉายภาพ ข้ามศีรษะ สไลด์ วีดิทศน์ และ ั คอมพิวเตอร์ เป็ นต้น ส่ วนผูเ้ รี ยนเปลี่ยนจากการฟังคาบรรยายแล้วจด มาเป็ นการค้นคว้าหาความรู้จากสื่ อ ่ ต่าง ๆ ที่มีอยูอย่างมากมาย ทั้งที่เป็ นแหล่งความรู ้ธรรมดา ได้แก่หองสมุด หรื อจากเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ้ เป็ นต้น 2. เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเทคนิควิธีการในการเรี ยนการสอน โดยผูสอนเปลี่ยนวิธีสอนจากการ ้ บรรยาย หรื อถ่ายทอดโดยตรง เป็ นการให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้ดวยตนเองมากขึ้น โดยผูสอนทาหน้าที่คอยชี้ ้ ้ แนวทาง และแนะนาวิธีการเรี ยนให้แก่ผเู ้ รี ยน และในบางโอกาสผูสอน และผูเ้ รี ยนก็อาจเรี ยนรู ้ร่วมกันก็ได้ ้ 3. เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงสิ่ งแวดล้อมในการเรี ยนการสอน จากบรรยากาศการเรี ยนการสอนที่ มีเพียงห้องเรี ยนสี่ เหลี่ยม ผูเ้ รี ยนนังเป็ นแถวหันหน้าเข้าหาผูสอนและกระดานดา เปลี่ยนไปเป็ นการที่ผเู ้ รี ยน ่ ้
14.
ค้นคว้าหาความรู ้ดวยตนเอง มีการทางานเป็
นกลุ่ม นอกจากนี้ภายในห้องเรี ยนอาจมีสื่อต่าง ๆ เช่นเครื่ อง ้ คอมพิวเตอร์ ที่เชื่ อมต่อกับห้องสมุดและระบบอินเทอร์ เน็ต เพื่อให้ผเู ้ รี ยนค้นคว้าได้อย่างสะดวกและ รวดเร็ ว และสามารถเลือกสื่ อที่จะเรี ยน วิธีการเรี ยน ตลอดจนเวลาเรี ยนได้มากขึ้น พรเทพ เมืองแมน (2539 : 25) ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาการเรี ยนรู ้วา จากแนวคิดการจัดการ ่ เรี ยนการสอนแบบเดิม ที่มีการเรี ยนการสอนเป็ นกลุ่มใหญ่ การสอนที่ ยึดครู เป็ นศูนย์กลาง ทาให้การ เรี ยนการสอนไม่ประสบความสาเร็ จเท่าที่ควร นักการศึกษา ในปั จจุบนได้ให้ความสนใจกับการเรี ยนรู ้ ั ด้วยตนเองมากขึ้น มีการจัดการศึกษาที่เรี ยกว่าการเรี ยนเป็ นรายบุคคล (Individual Study) โดยมีความเชื่อ ตามแนวของทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ปรัชญาการเรี ยนรู้ในยุคปั จจุบน ั เน้นการเรี ยนรู้ที่ยดผูเ้ รี ยน เป็ นศูนย์กลาง (Student Center) เพราะเชื่อว่าการเรี ยนรู ้น้ น ผูเ้ รี ยนมี ึ ั ความสาคัญมากที่สุด นอกจากนี้นกการศึกษายังให้ความสาคัญในเรื่ องการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวต ั ิ และ การศึกษาเพื่อพัฒนาสติปัญญา ดังนั้นจึงมีปรัชญาการศึกษาที่เกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวต (Life ิ ่ Long Education) และสังคมการเรี ยนรู้ (Learning Society) เป็ นต้น จะเห็นได้วา “การเรี ยนรู้ดวยตนเอง” ้ ของผูเ้ รี ยน มีบทบาทมากในยุคข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้เนื่ องจากสื่ อต่าง ๆ มีมากขึ้น ผูเ้ รี ยนสามารถหาความรู ้ ด้วยสื่ อต่าง ๆ ที่มีอยูมากมาย ได้แก่วทยุ โทรทัศน์ สิ่ งพิมพ์ต่าง ๆ หรื อแม้แต่ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ่ ิ การเรี ยนรู ้ในลักษณะ ดังกล่าวนี้ จึงเป็ นการเรี ยนรู ้ที่ผเู ้ รี ยนเรี ยนอย่างมีความสุ ข เพราะเป็ นการเรี ยนรู ้ที่ เกิดจากความพอใจ และความอยากรู ้ของผูเ้ รี ยนเอง ผูเ้ รี ยนอาจดูโทรทัศน์ อ่านวารสาร หรื อนังเล่น ่ ่ ้ คอมพิวเตอร์ อยูที่บาน โดยไม่มีขอจากัดเรื่ องเวลาและสถานที่ ้ นอกจากนี้ พรเทพ เมืองแมน (2539 : 25) ยังได้กล่าวถึงการเรี ยนรู้ยค IT ว่า เป็ นยุคที่ผเู ้ รี ยนสามารถ ุ เรี ยนรู ้ได้จากแหล่งความรู ้ต่าง ๆ ที่มีอยูอย่างมากมาย ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสื อพิมพ์ วารสาร เป็ น ่ ต้น ่ ้ ในอนาคตอันใกล้ ผูเ้ รี ยนแต่ละคนสามารถมีเครื่ องคอมพิวเตอร์ อยูที่บาน หรื อพกพาเครื่ อง คอมพิวเตอร์ แบบที่เรี ยกว่า Notebook แทนการถือหนังสื อไปโรงเรี ยนผูเ้ รี ยนอาจเปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ ่ ต่อกับระบบเครื อข่าย แล้วเปิ ด E- mail เพื่อดูวาอาจารย์ ให้งานอะไรบ้าง แล้วทางานส่ งอาจารย์ผาน E- ่ mail เพื่อให้อาจารย์ตรวจแก้ไขงาน นอกจากนั้นผูเ้ รี ยนแต่ละคนสามารถลงทะเบียนเรี ยนผ่านระบบ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โดยไม่ตองเสี ยเวลา รอคิวเพื่อลงทะเบียนเรี ยนในวันเดียวกัน สามารถตรวจสอบดูวา ้ ่ เรี ยนวิชาอะไรไปบ้างแล้ว เหลืออีกกี่หน่วยกิต หรื อแม้แต่ดูคะแนนเฉลี่ยได้อย่างรวดเร็ วและถูกต้องผ่าน เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่บานของตนเอง หรื อที่มีไว้บริ การตามหน่วยงานต่าง ๆ ในสถานศึกษา ้ Asynchronous Learning ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา (2541 : 13) ได้กล่าวถึง Asynchronous Learning ว่า คือรู ปแบบ การเรี ยนการสอนที่ผสอน และผูเ้ รี ยนไม่จาเป็ นต้องพบกันตามเวลาในตารางที่กาหนดไว้ ู้ ไว้ (Synchronous Learning) แต่ผสอนและผูเ้ รี ยนสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา โดยใช้เครื่ องมือสื่ อสารต่าง ู้
15.
ๆ ซึ่ งเป็
นการเรี ยนรู ้ท่ีไม่มีขอจากัดในเรื่ องของเวลา และสถานที่ ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนที่ไหน เวลาใดก็ได้ ้ (Anywhere Anytime) เป็ นการเรี ยนที่อาศัยวิธีการ หรื อเครื่ องมือต่าง ๆ ที่ทาให้ผเู ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ใน ลักษณะที่ปฏิสัมพันธ์ และมีส่วนร่ วมช่วยเหลือกันระหว่าง ผูเ้ รี ยน โดยใช้แหล่งข้อมูลความรู ้ต่าง ๆ ทั้งใกล้ และไกล ผูเ้ รี ยนสามารถศึกษาค้นคว้า หรื อเข้าถึงข้อมูลความรู ้เหล่านั้นจากที่ไหน และเวลาใดก็ได้ ตาม ความต้องการและความสะดวกของผูเ้ รี ยนเอง ซึ่ง Asynchronous Learning เป็ นการใช้การสื่ อสารระยะไกล (Telecommunication) เพื่อช่วยให้การเรี ยนรู ้มีลกษณะใกล้เคียงกับการเรี ยนในระบบห้องเรี ยน หรื อการ ั เรี ยนการสอนที่ผสอนกับผูเ้ รี ยนได้พบหน้ากัน (Face - to – Face Instruction) ู้ แนวคิดเกี่ยวกับ Asynchronous Learning คือการนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสื่ อสาร และความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้แก่ ระบบโทรทัศน์ ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งโปรแกรมสาเร็ จรู ป (Software) ต่าง ๆ มาใช้ให้เป็ นประโยชน์ เพื่อการศึกษา ทาให้สามารถขจัด ข้อจากัดของการเรี ยนการสอนในลักษณะที่ผสอนและผูเ้ รี ยนต้องมีเวลาตรงกัน ู้ ในลักษณะตารางสอน (Synchronous Learning) มีสถานที่ตรงกัน อาจจะเป็ นห้องเรี ยน หรื อสถานที่ใดที่หนึ่งจึงจะมีกิจกรรมการ ั ้ เรี ยนการสอน ที่ทาให้ผเู ้ รี ยนมีปฏิสัมพันธ์กบผูสอนในลักษณะ Face – to – Face แต่ถาหากใช้เทคโนโลยี ้ และเครื่ องมือสื่ อสารต่าง ๆ จะช่วยสนับสนุนการเรี ยนรู ้ การเรี ยนรู ้ในลักษณะดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกัน โดยที่ ผูเ้ รี ยนและผูสอนไม่จาเป็ นต้องมีเวลาและสถานที่ตรงกัน นันคือ ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยน ้ ่ จากที่ไหนและเวลาใดก็ได้ ตามความต้องการของผูเ้ รี ยนเอง โดยผ่านสื่ อต่าง ๆ เช่น Multimedia Computer, Telephone และ Computer Linking Infrastructure, The Internet และ World Wide Web, E – Mail, Conference System และอื่น ๆ เช่น Audio – Video Asynchronous Learning มีองค์ประกอบ (พรเทพ เมืองแมน , 2541 : 16) ดังนี้ 1. แหล่งข้อมูลระยะไกล (Remote Resource) ที่ตองใช้เครื่ องมือ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการ ้ เชื่อมต่อกับระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น - E – Mail - Web Board, White Board, Bulletin Board - Web Phonelink - Chat - Talk online - Video Conference - FTP - Course Homepage - Course Syllabus - Lecture Note - Tutorials - Homework Assignments
16.
- Slides
- Multimedia Coureware - Interactive Multimedia Coureware - Hypermedia Coureware - Visual Library 2. การเรี ยนรู ้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning) โดยมีลกษณะสาคัญ ดังนี้ ั 2.1 ผูเ้ รี ยนจะเป็ นผูควบคุมสิ่ งที่จะเกิดขึ้นในการเรี ยนการสอนตามความต้องการของตนเอง ้ 2.2 เป็ นการเรี ยนในลักษณะของการสื่ อสารสองทาง(Two – Way Communication) ทั้ง ระหว่างผูเ้ รี ยนกับผูเ้ รี ยนด้วยกัน และระหว่างผูเ้ รี ยนกับผูสอน ้ 3. การเรี ยนแบบร่ วมมือกัน (Collabrative Learning) เป็ นการเรี ยนแบบช่วยเหลือกัน ซึ่ งการ เรี ยนแบบนี้คือ นักเรี ยนร่ วมกันทางานในกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อบรรลุเป้ าหมายหลักร่ วมกัน 4. การเรี ยนการสอน ที่ไม่จาเป็ นต้องเรี ยนตามตารางสอน (Teaching and Learning in Asynchronous Learning) เป็ นการเรี ยนการสอนแบบ Asynchronous ซึ่ งผูสอน และผูเ้ รี ยนมีบทบาท ดังนี้ ้ 4.1 บทบาทของผูสอน ผูสอนจะเป็ นผูช้ ีแนะแนวทาง เป็ นโค้ช และผูอานวยความสะดวก ้ ้ ้ ้ ในการเรี ยนการสอน โดยถือว่าผูสอนเป็ นสมาชิกคนหนึ่งในการเรี ยนการสอนด้วย ้ 4.2 บทบาทของผูเ้ รี ยน ต้องค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองในการเรี ยนแบบช่วยเหลือกัน และ ั ต้องมีปฏิสัมพันธ์กน ผูเ้ รี ยนจะต้องเรี ยนรู ้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่ใช่ให้ครู เป็ นผูนาความรู ้มาให้เพียงฝ่ าย ้ เดียว และต้องมีการเรี ยนรู้แบบผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง 5. เทคนิคการเรี ยนแบบ Asynchronous (AsynchronousTechniques) ประกอบด้วยสิ่ งต่างๆ ดังนี้ - Web – Based Instruction - Web – Based Interactive Learning Environment - WWW – Based Education - Interactive Education Aids - World Lecture Hall - World - Based Multimedia 6. การใช้ Web Based Course คือการที่ผสอนให้รายละเอียดทั้งด้านเนื้อหา แหล่งค้นคว้า แบบฝึ กหัด ฯลฯ ู้ โดยการนารายละเอียดดังกล่าว ใส่ ไว้ในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนสามารถเรี ยกใช้ได้ตลอดเวลา สิ่ งที่สนับสนุนให้เกิดลักษณะการเรี ยนการสอนแบบ Asynchronous มีดงนี้ ั 6.1 การเรี ยนการสอนแบบผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง (Student Center) 6.2 การเรี ยนรู ้แบบช่วยเหลือกัน (Collaborative Learning)
17.
6.3 มีการเสริ มเนื้อหา
(Content Reinforcement) 6.4 ง่ายในการรับข้อมูลจากสื่ อต่าง ๆ ทัวโลก ่ 6.5 รับข้อมูลได้รวดเร็ ว ทันเวลา และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน 6.6 การเรี ยนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning) ่ 6.7 การให้ความรู ้ผานสื่ อหลากหลาย (Multimedia) ลักษณะการเรี ยนการสอนแบบ Asynchronous Learning ที่กล่าวมาข้างต้น มีการนาเทคโนโลยี ต่าง ๆ มาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่ อสาร ทั้งนี้เพื่อนามาใช้สนับสนุน การเรี ยนการสอน ให้มีประสิ ทธิภาพ และเพื่อให้ผเู้ รี ยนสามารถเลือกสถานที่ เวลา และสื่ อการเรี ยนได้ตาม ความต้องการ การเรี ยนการสอนผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต (E-Learning) วันนี้สิ่งที่เรี ยกว่า เทคโนโลยีการเรี ยนการสอนทางอินเทอร์เน็ต (e-Learning ) ได้พฒนาล้ าหน้าไป ั อีกขั้น ปั จจุบนได้นาเสนอทางเลือกใหม่อนชาญฉลาดในการเรี ยนรู ้ช่วยลดข้อด้อย และผสม ั ั ผสานข้อดีของระบบการเรี ยนในชั้นเรี ยน และการเรี ยนทางไกลเข้าไว้ดวยกันอย่างน่าอัศจรรย์มีความ ้ ่ ยืดหยุนสู ง ยิงไปกว่านั้นผูเ้ รี ยนยังสามารถเข้าถึงความรู ้ในหลากหลายแขนงวิชา ตั้งแต่ภาษาต่างประเทศไป ่ จนถึงวิศวกรรมศาสตร์ สามารถเรี ยนได้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ไม่ตองเดินทาง ทั้งยังประหยัด ้ ค่าใช้จ่าย ส่ วนอุปกรณ์การเรี ยนการสอนที่จาเป็ นมีเพียง 2 อย่างคือ เครื่ องคอมพิวเตอร์ และเว็บบราวเซอร์ ด้วยเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาล่าสุ ดนี้สามารถตอบสนองกระบวนการเรี ยนการสอนทางไกลได้เกือบครบ ทุกความต้องการ ดังเช่น - การเรี ยนเดี่ยวด้วยตนเอง ซึ่ งผูเ้ รี ยนสามารถกาหนดแผนการเรี ยนได้ดวยตัวเอง ้ (Self-directed) โดยอาศัยสื่ อการสอนจากอินเทอร์เน็ต ในระดับนี้จะไม่มีการตอบโต้กบผูสอนหรื อทา ั ้ กิจกรรมกลุ่มกับผูเ้ รี ยนคนอื่นๆ แต่จะมีระบบติดตามพัฒนาการและประเมินผลการเรี ยนรู ้โดยผูบริ หาร ้ หลักสู ตร ลักษณะการเรี ยนเช่นนี้เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนเลือกเรี ยนตามความสะดวก และสามารถกาหนดกรอบ เวลาช้าเร็ วที่ใช้ในการเรี ยนได้เหมาะสมกับระดับความสามารถในการเรี ยนรู ้ - การเรี ยนแบบนัดหมายเวลา (Synchronous ) ลักษณะการเรี ยนจะมีบรรยากาศใกล้เคียงกับการเรี ยนในชั้นเรี ยนจริ งๆ มากที่สุด(ต่างกัน ่ ่ เพียงผูเ้ รี ยนนังอยูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เท่านั้น) ซึ่ งไฮเทคถึงขั้นสามารถสร้างห้องเรี ยนเสมือนจริ ง (Virtual Classroom) ไว้บนเรี ยลไทม์อินเทอร์ เน็ตได้ ช่วยให้มีความเป็ นไปได้ในการจัดการเรี ยนการสอนทางไกล เต็มรู ปแบบ มีองค์ประกอบครบ ได้แก่ ตัวผูเ้ รี ยน ผูสอน และเพื่อนร่ วมชั้น เข้าสู่ กระบวนการเรี ยนการสอน ้ พร้อมๆ กัน มีส่ื อการสอนทั้งภาพและเสี ยง ผูเ้ รี ยนสามารถร่ วมกิจกรรมกลุ่มหรื อตอบโต้แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกับผูสอนหรื อกับเพื่อนร่ วมชั้นได้เต็มที่ (คล้าย chat room) ส่ วนผูสอนสามารถตั้งโปรแกรมติดตาม ้ ้ พัฒนาการ ประเมินผลการเรี ยน รวมทั้งประสิ ทธิภาพของหลักสู ตรได้ ทั้งนี้ ไม่จากัดเรื่ องสถานที่ แต่ผเู ้ รี ยน ในชั้นและผูสอนจะต้องนัดเวลาเรี ยนอย่างพร้อมเพรี ยง ้
18.
- การเรี ยนแบบไม่ได้นดหมายเวลา
(Asynchronous Learning) จะรวมเอาลักษณะการเรี ยน ั ด้วยตนเองกับการเรี ยนในระบบชั้นเรี ยนมาไว้บนอินเทอร์ เน็ตแบบเรี ยลไทม์ กล่าวคือ ผูเ้ รี ยนสามารถ กาหนดแผนการเรี ยนของตนเอง เรี ยนโดยอาศัยสื่ อการสอนจากอินเทอร์เน็ตแล้ว ผูเ้ รี ยนยังสามารถถาม คาถาม ทาแบบฝึ กหัด ทารายงานกลุ่ม อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูเ้ รี ยนคนอื่นๆและเข้าสู่ กระบวนการประเมินผล ซึ่ งเหมาะกับหลักสู ตรที่เน้นฝึ กทักษะ การแก้ไขปั ญหาสามารถเรี ยนได้ทุกที่ทุก เวลา (Trend, 2543, 11-13) ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต การเรี ยนการสอนผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต หมายถึง วิธีการเรี ยนการสอนในรู ปแบบของไฮเปอร์ มีเดียว (Hypermedia) ที่ผเู ้ รี ยนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรการเรี ยนรู ้ต่าง ๆ โดยผ่านระบบ เครื อข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) เป็ นสื่ อในการสนับสนุน และส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้ (Khan H. Badrul. 1997 : 6) องค์ ประกอบของการเรียนการสอนผ่านเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต การจัดการเรี ยนการสอนผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. การพัฒนาเนื้อหา 1.1 ทฤษฎีการเรี ยนรู้และทฤษฎีการสอน 1.2 การออกแบบระบบการสอน 1.3 การพัฒนาหลักสู ตร 2. มัลติมีเดีย 2.1 ข้อความกราฟิ ก 2.2 ภาพเคลื่อนไหว 2.3 การออกแบบการปฏิสัมพันธ์ 3. เครื่ องมือในอินเทอร์เน็ต 3.1 เครื่ องมือในการติดต่อสื่ อสาร - แบบไม่ได้นดหมายเวลา (Asynchronous) เช่น จดหมายอิเล็คทรอนิกส์ , กลุ่มข่าว, ลิส ั เซิฟ (Listservs) เป็ นต้น - แบบนัดหมายเวลา (Synchronous) เช่น แบบตัวอักษร ได้แก่ Chat, IRC - แบบเสี ยงและภาพ ได้แก่ Internet Phone, Net Meeting, Conference Tools 3.2 เครื่ องมือในการเชื่ อมต่อระยะไกล - Telnet, File Transfer Protocol เป็ นต้น
19.
3.3 เครื่ องมือช่วยนาทางในอินเทอร์
เน็ต (ฐานข้อมูลและเว็บเพจ) - Gopher, Lynx เป็ นต้น 3.4 เครื่ องมือช่วยค้นและเครื่ องมืออื่น ๆ - Search Engine, Counter Tool 4. เครื่ องมือคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ประกอบ และซอฟต์แวร์ 4.1 ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น Unix, Windows NT, Windows 98, Dos ฯลฯ 4.2 ซอฟต์แวร์ ให้บริ การเครื อข่าย ฮาร์ ดิสก์ ซีดีรอม เป็ นต้น 5. อุปกรณ์เชื่อมต่อเข้าสู่ เครื อข่าย และผูให้บริ การอินเทอร์ เน็ต ้ 5.1 โมเด็ม 5.2 รู ปแบบการเชื่อมต่อ ความเร็ ว 33.6 Kbps, 56 Kbps, สายโทรศัพท์, ISDN, T1, Satellite เป็ น ต้น 5.3 ผูให้บริ การอินเทอร์เน็ต , เกตเวย์ ้ 6. เครื่ องมือในการพัฒนาโปรแกรม 6.1 โปรแกรมภาษา (HTML : Hypertext Markup Language , JAVA , JAVA Script , CGI Script , Perl , Active X) 6.2 เครื่ องมือช่วยเขียนโปรแกรม เช่น FrontPage, FrontPage Express, Hotdog, Home site เป็ นต้น 7. ระบบให้บริ การอินเทอร์เน็ต 7.1 HTTP Servers , Web Site , URL 7.2 CGI (Common Gateway Interface) 8. บราวเซอร์ การเรียนการสอนบนอินเทอร์ เน็ต (e-Learning) อินเทอร์ เน็ตและคอมพิวเตอร์ เริ่ มเข้ามามีส่วนกับ ่ วิถีชีวตและความเป็ นอยูในสังคมมากขึ้น ิ สถาบันการศึกษาทุกแห่งให้ความสนใจ ในเรื่ องเทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ ทางด้านการศึกษาเป็ นสิ่ งจาเป็ นการเรี ยนการสอนในปัจจุบนจึงเปลี่ยนสภาพไปค่อนข้างมาก นิสิตนักศึกษา ั ครู อาจารย์ ล้วนแล้วแต่ตองใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ประกอบการเรี ยนการสอนด้วยกันทั้งสิ้ น การเรี ยนการ ้ สอนก็เหมือนกับธุ รกิจทัวไปที่ตองปรับตัวให้ทนกับการแข่งขัน ปั จจุบนมีแหล่งความรู ้เกิดขึ้นมากมาย มีสิ่ง ่ ้ ั ั ที่จะต้องเรี ยนต้องสอนมหาศาล ทาอย่างไรจึงจะลงทุนทางด้านการศึกษาน้อยแต่ได้ผลตอบแทนสู ง การเพิ่ม ผลผลิตและประสิ ทธิภาพการเรี ยนรู้จะทาได้อย่างไร การเรี ยนรู ้สมัยใหม่ตองใช้เวลาน้อย เรี ยนรู้ได้เร็ ว มีการ ้
20.
ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ร่ วมกัน
รวมถึงการแบ่งปั นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ด้วย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปั จจุบนตอบสนองต่อการประยุกต์เข้ากับการเรี ยนการสอนได้เป็ นอย่างดี ั ทาไมต้ อง e - Learning จากการคาดคะเนของนักลงทุนเน้นให้เห็นว่า การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรวมถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศของบริ ษท และองค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริ กา เพิมจาก ั ่ สัดส่ วน 5 เปอร์ เซ็นต์ ในปี 1970 มาเป็ นประมาณเกือบ 30 เปอร์ เซ็นต์ ในปี 1990 และในปี ค.ศ. 2000 นี้ ค่าใช้จ่ายทางด้านไอทีเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และความต้องการกาลังคนทางด้านนักคอมพิวเตอร์ ของ ่ ่ สหรัฐอเมริ กาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ ว โดยในขณะนี้มีตาแหน่งงานทางด้านไอทีวางอยูถึงกว่า 350,000 ตาแหน่ง และจะเพิ่มเป็ น 1.3 ล้านตาแหน่งที่ตองการในปี 2006 นันหมายถึง การผลิตกาลังคน การเรี ยนการสอนต้อง ้ ่ ได้รับการพัฒนาและสร้างกาลังคนที่มีคุณภาพได้มากขึ้นและเร็ วขึ้น e-Learning เป็ นหนทางหนึ่งของการ พัฒนากาลังคนในด้านการเรี ยนการสอนแบบออนไลน์ ผูเ้ รี ยนสามารถเลือกเรี ยนอะไรก็ได้ เวลาใดก็ได้ตาม ความเหมาะสม ซึ่งทาให้นิสิต นักศึกษา พอใจกับการเรี ยนรู ้ที่มีอิสระและคล่องตัว ระบบ e-Learning จะทา ให้ลดเวลาการเรี ยนรู ้ได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และเสี ยค่าใช้จ่ายน้อยกว่าระบบการสอนและฝึ กอบรม ่ แบบเดิมถึง 30-60 เปอร์เซ็นต์ แต่การใช้ e-Learning ยังอยูในยุคเริ่ มต้นจากการคาดคะเนพบว่า การใช้ e- Learning ในองค์กรบริ ษทต่างๆ ที่จะทาในเรื่ องของการฝึ กอบรมพนักงานมีความต้องการสู งขึ้นมาก โดยมี ั สภาพการขยายตัวมากกว่าสองเท่าทุกๆ ปี โดยเฉพาะการเรี ยนการสอนผ่านทางอินเทอร์ เน็ตจะเป็ นเป้ าหมาย ที่สาคัญสาหรับสถาบันการศึกษาต่างๆ รู ปแบบของ e-Learning e-Learning เป็ นรู ปแบบของการเรี ยนการสอนที่นาเอาระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นาเสนอรู ปแบบที่ชื่อว่า KULN-Kasetsart University Learning Network ซึ่งเป็ นโมเดลการเรี ยนการสอนแบบ e-Learning เป็ น รู ปแบบหนึ่งของการเรี ยนการสอนโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และดาเนินกิจกรรมโดยอาศัยเครื อข่าย คอมพิวเตอร์เป็ นหลัก เช่น eCommerce, eBusiness รู ปที่ 4 แสดงรู ปแบบของ e-Learning การใช้ e-Learning การใช้ e-Learning ต้องมีการบริ หารจัดการ การกาหนดวัตถุประสงค์เพื่อดาเนินการโดยใช้เครื อข่าย คอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่ องมือช่วยบริ การให้ถึงเป้ าหมายได้ง่าย และรวดเร็ ว จุดเด่นของการเรี ยนรู ้แบบนี้คือ การเข้าถึงเนื้ อหาได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานที่ สาหรับการสร้างเนื้ อหาก็มีลกษณะที่ทาให้สิ่งที่สร้างขึ้นนั้นนา ั กลับมาใช้ได้ตลอดเวลาเรี ยกซ้ าได้ไม่รู้จบ การดาเนิ นการต่าง ๆ จึงใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เข้าช่วย เช่น การประเมินผล การสอบ ทดสอบความรู ้ต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างจาก e-Learning e-Learning เป็ นงานที่
21.
สามารถมีผลผลิตและสร้างประโยชน์ทางการค้าได้ ดังนั้น จึงมีบริ
ษท และมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ั หลายแห่ง เริ่ มให้ความสนใจที่จะเปิ ดตลาดทางด้าน e-Learning และสร้างผลผลิตในเรื่ องเนื้อหาเพื่อนา ออกมาใช้และจาหน่ายต่อไป ลักษณะของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็ นเนื้อหาสาหรับการเรี ยนการสอนผ่าน e- Learning ประกอบด้วย e-Book เป็ นการสร้างหนังสื อหรื อเอกสารในรู ปแบบสิ่ งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ ั ใช้ประโยชน์กบระบบการเรี ยนการสอนบนเครื อข่าย Virtual Lab เป็ นการสร้างห้องปฏิบติการจาลองที่ ั ผูเ้ รี ยนสามารถเข้ามาทาการทดลอง การทดลองอาจใช้วธีการทาง simulation หรื ออาจให้นกเรี ยนทดลองจริ ง ิ ั ตามคาแนะนาที่ให้ Video และการกระจายแบบ Real/audio/video เป็ นการสร้างเนื้อหาในรู ปแบบวิดีโอ หรื อ บันทึกเป็ นเสี ยงเพื่อเรี ยกผ่านทางเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ Virtual Classroom เป็ นการสร้างห้องเรี ยนจาลอง ขึ้นมา โดยใช้กระดานข่าวบนอินเทอร์เน็ต กระดานคุย หรื อแม้แต่จดหมายอิเล็กทรอนิ กส์ เพื่อเป็ นประโยชน์ ่ ต่อการเรี ยนรู ้ผานเครื อข่าย Web-based Instruction/Web-based training การสร้างโฮมเพจหรื อเว็บเพ็จเพื่อ ประโยชน์การเรี ยนการสอน e-Library เป็ นการสร้างห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริ การบนเครื อข่ายมี ่ เป้ าหมายอยูที่ one-stop service การเรี ยนการสอนก็เป็ นการบริ การอย่างหนึ่ง ในปัจจุบนได้ใช้ประโยชน์จาก ั เครื อข่าย การสนองตอบการเรี ยนรู ้จึงต้องเอื้ออานวยให้ผเู ้ รี ยนได้ใช้ประโยชน์หรื อแสวงหาปั จจัยแห่งการ เรี ยนรู้ได้ครบถ้วน การเรี ยกผ่านเครื อข่ายเข้าสู่ ทรัพยากรต่างๆ ต้องทาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของผูใช้ ้ ตั้งแต่การเข้าสู่ ช้ นเรี ยน การหยิบหนังสื อ การนาเอาเอกสารคาสอน รู ปภาพที่นาเสนอไปทบทวนได้เอง ั สามารถทาแบบทดสอบ ประเมินผล ตลอดจนการแสวงหาเอกสารเพิ่มเติม ก็กระทาได้จากหน้าจอของ ผูเ้ รี ยนเช่นกัน e-Learning เข้ามามีบทบาทที่สาคัญต่อการเรี ยนรู ้ การสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถยังเป็ นเรื่ องสาคัญยิง ของการพัฒนาประเทศในปัจจุบน ดร. บุญมาก ศิริเนาวกุล ได้กล่าวถึง ่ ั การศึกษาผ่านอินเทอร์ เน็ต ในคอลัมน์โลกาภิวฒน์ หนังสื อพิมพ์ไทยเดลินิวส์ หน้า 16 ประจาวันที่ 15 ั พฤษภาคม 2544 ไว้ดงนี้ การศึกษาผ่านอินเทอร์ เน็ต หรื อเรี ยกว่า e-Learning หรื อ e-education มีการพูดและ ั เขียนถึงกันเป็ นจานวนมากในระยะนี้ แต่ในทางปฏิบติจริ งๆแล้วนั้นยังไม่ได้เห็นรู ปร่ างกันมากนัก นอกจาก ั การร่ างแผนแม่บทที่เรี ยกว่า "แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารเพื่อการศึกษาแห่งชาติ" ซึ่ง จัดทาโดย สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมีนาคม 2544การใช้ อินเทอร์ เน็ตเพื่อการศึกษา มีองค์ประกอบ 4 ประการหลัก ดังนี้ 1. โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์ เน็ตเพื่อการศึกษา จะต้องมีการวางเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตของประเทศ ่ ให้ครบทุกตาบล ซึ่งอาจจะใช้โครงการอินเทอร์ เน็ตตาบลที่รัฐบาลคิดจะทา แต่จะให้อยูตามโรงเรี ยนต่าง ๆ ประจาตาบล และที่สาคัญที่สุด คือ รัฐบาลจะต้องให้บริ การอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะและบริ การ ฟรี หรื อในราคาที่ถูกที่สุด 2. เนื้อหาหลักสู ตรและวิชาเรี ยน เนื้อหาสาหรับการศึกษาโดยทัวๆ ไปนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ได้ ่ ร่ างหลักสู ตรสาหรับนักเรี ยนทัวทั้งประเทศเป็ นตาราเรี ยนมาแล้ว แต่ในเนื้อหาหลักสู ตร ที่จะให้มีการเรี ยน ่ การสอนผ่านอินเทอร์ เน็ตจะต้องมีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้อินเทอร์ เน็ตโดยเฉพาะ และจะต้องมี การพัฒนาอย่างต่อเนื่ อง โดยตลาดซึ่งอาจจะมีคณะกรรมการ สาหรับพัฒนาหลักสู ตรวิชาเรี ยนสาหรับ
22.
อินเทอร์ เน็ตโดยเฉพาะ และมีสานักงานสาหรับการดาเนินการเพื่อเป็
นการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหา หลักสู ตรควบคู่ไปด้วย 3. โรงเรี ยนต่างๆ ที่เป็ นผูเ้ รี ยนผ่านอินเทอร์ เน็ต จะต้องมีโรงเรี ยนต่างๆ ทัวประเทศทุกตาบลเข้าร่ วม ่ โครงการ ทั้งกรมสามัญศึกษา และสานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ โดยที่ทุกโรงเรี ยนจะต้องให้มี ห้องปฏิบติการคอมพิวเตอร์ ที่สามารถต่อการใช้อินเทอร์ เน็ตได้ดวยความเร็ วที่พอรับได้อย่างเช่น ห้องเรี ยน ั ้ ละ 40 เครื่ องต่อนักเรี ยน 2000 คน ต้องทาให้ได้อย่างน้อย 8000 โรงเรี ยนทัวประเทศ และภายในระยะเวลา ่ 4-6 ปี จะมีนกเรี ยนได้เรี ยน16 ล้านคนและจะต้องมีการอบรมครู -อาจารย์ อย่างสม่าเสมอ ั 4. การเงินสาหรับโครงการ ในเรื่ องนี้สาคัญที่สุด มีผมองว่า น่าจะให้เอกชนทดลองทามากกว่า และ ู้ เก็บค่าบริ การจากนักศึกษา เพราะถ้าจะให้รัฐบาลทาอาจจะไม่สาเร็ จได้ เพราะปัญหาเรื่ องงบประมาณที่ทา โครงการนี้ ซึ่งใช้งบการลงทุนถึง 30,000 ล้านบาท หรื อมากกว่าควรจะมีการบริ หารโดยเอกชน แต่ควบคุม มาตรฐานการศึกษาโดยรัฐบาล การศึกษาผ่านอินเทอร์ เน็ตนี้ จะช่วยเปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนมีความเท่าเทียม ั กันในทางด้านโอกาสการศึกษาซึ่ งจะกระจายไปทัวทุกตาบลของประเทศเมื่อความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี ่ ในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างอินเทอร์ เน็ตเข้ามามีอิทธิ พลต่อการสื่ อสาร ธุ รกิจ และชีวตประจาวันมากขึ้นทุก ิ ขณะ จึงไม่มีขอยกเว้นใดๆ สาหรับกระบวนการเรี ยนรู ้ของมนุษย์ที่ได้รับผลจากความเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว ้ ่ เช่นเดียวกัน ในปั จจุบนรู ปแบบการเรี ยนการสอนจึงไม่ได้จากัดอยูแค่ระบบชั้นเรี ยนหรื อทางไกลแบบที่ใช้ ั ่ กันอยูในปั จจุบน ยังรวมถึง e-Learning หรื อการเรี ยนการสอนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็ นอีกทางเลือกหนึ่งที่ ั กาลังได้รับความสนใจในแวดวงการศึกษา รวมทั้งองค์กรธุ รกิจที่ตองจัดโปรแกรมฝึ กอบรมบุคลากรเพื่อเพิ่ม ้ ขีดความสามารถในการแข่งขัน การออกแบบการเรี ยนการสอนบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตในการจัดการเรี ยน การสอนผ่านอินเทอร์ เน็ต นับว่าเป็ นนวัตกรรมใหม่ทางการเรี ยนการสอนในห้องเรี ยน การสอนในห้องเรี ยน ที่ใช้ประโยชน์ของเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเข้ามาเป็ นสื่ อ ในการเรี ยนการสอนในลักษณะที่ผเู้ รี ยนสามารถมี ั ่ ปฏิสัมพันธ์กบเนื้อหาบทเรี ยนและผูสอนเหมือนกับอยูในห้องเรี ยนจริ ง ในลักษณะของห้องเรี ยนเสมือน ้ (Virtual Classroom) คือสามารถที่จะเรี ยนเนื้ อหา อภิปราย สัมมนา ซักถามและตอบปัญหาการเรี ยนโดยการ เรี ยนการสอนกระทาได้ดวย การเรี ยนผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่ อมโยงเครื่ องคอมพิวเตอร์ ของผูเ้ รี ยน ้ (Client) ผ่านเครื่ องคอมพิวเตอร์ ท่ีให้บริ การ (Server) โดยการเชื่อมโยงนี้สามารถทาได้ท้ งในรู ปแบบของการ ั ่ เชื่อมระยะใกล้ผานเครื อข่ายภายใน (LAN) หรื อการเชื่อมโยงระยะไกล (Remote Login) ผ่านโมเด็มก็ได้ การดาเนิ นการสอนจะดาเนินไปโดยผ่านเว็บไซต์ (Web site) โดยการนาเสนอสื่ อในลักษณะของสื่ อประสม ที่นาเสนอทั้งข้อความ ภาพถ่าย ภาพกราฟิ ก ภาพเคลื่อนไหว (Graphic Animation) ภาพเคลื่อนไหวเหมือน จริ ง (Video) เสี ยง (Sound) และเสี ยงประกอบ (Effect) โดยผูเ้ รี ยนและผูสอนสามารถมีการปฏิสัมพันธ์แบบ ้ ในทันทีทนใด เช่น การสนทนาผ่านกลุ่มสนทนา (Chat or IRC) และการปฏิสัมพันธ์แบบไม่ทนทีทนใด เช่น ั ั ั การส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E - mail) การตอบปั ญหาผ่านกลุ่มข่าว (News Group)
23.
รู ปแบบการออกแบบระบบการเรี ยนการสอนบนเครือข่
ายอินเตอร์ เน็ต แมคมานัส (Mcmanus.1998)ได้เสนอรู ปแบบการออกแบบระบบการเรี ยนการสอนด้วยอินเทอร์ เน็ต ที่เรี ยกว่า เอชดีเอ็ม (HDM: Hypermedia Design Model) โดยประกอบด้วย 1. การกาหนดขอบเขตของการเรี ยนการสอน 2. การกาหนดองค์ประกอบของกรณี ตวอย่างที่เกี่ยวกับการเรี ยนการสอน ั 3. รวบรวมหัวข้อความรู ้เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ กรณี ตวอย่าง ั 4. เชื่อมโยงแนวทางต่าง ๆ เข้าสู่ กรณี ที่จะแสดงความนึกคิด 5. ให้ผเู ้ รี ยนเป็ นผูควบคุมการเรี ยนโดยใช้กรณี ตวอย่าง ้ ั 6. ให้ผเู้ รี ยนได้มีโอกาสในการตรวจสอบตนเอง รู ปที่ 5 แสดง Cognitive Flexibility and the Hypermedia Design Model ที่มา : Mcmanus http://ccwf.cc.utexas.edu/~mcmanus/wbi.html (Online) โดยมีข้ นในการออกแบบดังนี้ ั 1. กาหนดขอบเขตของการเรี ยนการสอนเป็ นการกาหนดขอบเขตและองค์ประกอบของการเรี ยนรู ้ที่ ผูเ้ รี ยนควรจะได้รับ ตามความเหมาะสมกับเวลา เป็ นการกาหนดว่าขอบเขตของการเรี ยนการสอนควรจะมี แค่ไหน ระบบการเรี ยนการสอนแบบไฮเปอร์มีเดีย ควรจะเป็ นขอบเขตความรู้ที่มีความซับซ้อน มีเส้นทาง การเชื่อมโยงองค์ประกอบความรู้ที่ซบซ้อน และซ้ าซ้อนหลายเส้นทาง ั 2. กาหนดองค์ประกอบของกรณี ตวอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการเรี ยนการสอน เป็ นการกาหนดองค์ ั ประองค์ประกอบย่อยของกรณี ตวอย่างที่เกี่ยวกับการเรี ยนการสอน ที่จะทาให้เกิดการเรี ยนรู ้แก่ผเู ้ รี ยน ซึ่ง ั รวมทั้ง ข้อความ กราฟิ ก เสี ยง และวิดีโอ ที่เกี่ยวข้องกับ จุดมุ่งหมาย ที่สาคัญกรณี ตวอย่างที่ผออกแบบเลือก ั ู้ มาควรจะมีความเหมาะสมในทุก ๆ ด้านของขอบเขตการเรี ยน 3. กาหนดหัวข้อ และแนวคิดในขั้นนี้ จะเป็ นการกาหนดเค้าโครงความรู ้ กาหนดเป้ าหมาย การ ออกแบบ เลือกเลือกรู ปแบบการเรี ยนที่เหมาะสม และวิธีการนาเสนอองค์ความรู ้แบบการติดต่อที่สอดคล้อง กับเป้ าหมายของการออกแบบเค้าโครงความรู ้ ที่จะกาหนดในขั้นตอนนี้เป็ นองค์ความรู ้ที่ผเู ้ รี ยนควรจะได้รับ เพื่อให้บรรลุวตถุประสงค์ของการเรี ยนตามขอบเขตไว้ในขั้นตอนที่ 1 ั 4. รวบรวมหัวข้อความรู ้เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ กรณี ตวอย่างในขั้นตอนนี้จะเป็ นการรวบรวม และสร้าง ั เส้นทางเพื่อเชื่อมโยงตัวอย่างต่าง ๆ เข้าไว้ดวยกันซึ่ งจะเป็ นเส้นทางนาไปสู่ ประเด็นความรู ้ที่กาหนดไว้ ใน ้ ขอบเขตของการเรี ยนการสอน 5. ให้ผเู้ รี ยนเป็ นผูควบคุมการเรี ยนโดยใช้กรณี ตวอย่างการเปิ ดฮกาสให้ผเู ้ รี ยนเป็ นผูควบคุมการเรี ยน ้ ั ้ ด้วยตนเองผ่านเส้นทางการเรี ยนรู ้จากกรณี ตวอย่างที่กาหนดไว้ จะทาให้ผเู้ รี ยนสามารถบรรลุวตถุประสงค์ ั ั ของการเรี ยนที่ต้ งไว้ได้ โดยใช้แนวความคิดตามทฤษฎีคอนสตรัคติวส (Constructivist) ซึ่งผูเ้ รี ยนอาจจะ ั ิ
24.
ไม่จาเป็ นที่จะต้องเดินตามแนวความคิดที่ผสอนวางไว้ แต่ผเู
้ รี ยนสามารถจะคิดคาสาคัญ (Keyword) ที่ใช้ใน ู้ การค้นหาด้วยเครื่ องมือช่วยค้น (Search Engine) ขึ้นมาเองก็ได้ 6. ให้โอกาสผูเ้ รี ยนในการตรวจสอบตนเองเป็ นขั้นตอนการตรวจสอบตนเองของผูเ้ รี ยน ในรู ปแบบ ที่ผเู้ รี ยนจะเป็ นศูนย์กลางของการเรี ยนรู้ ผูเ้ รี ยนที่จะเลือก กาหนด ค้นหาข้อมูลความรู้ และตอบคาถาม ที่อยากรู้ได้ดวยตนเอง ผูเ้ รี ยน จึงควรมีการตรวจสอบตนเองว่า สามารถบรรลุวตถุประสงค์ตามที่ต้ งไว้ ้ ั ั ได้หรื อไม่ โดยผูสอนควรออกแบบเครื่ องมือช่วยในการตรวจสอบตนเองของผูเ้ รี ยน ้ แมกกริ ล (Magreal. 1997) แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะโครงสร้างเว็บเพจ ของ เว็บไซต์สาหรับรายวิชา ซึ่งควรจะมีองค์ประกอบที่เป็ นเว็บเพจ ดังต่อไปนี้ 1. โฮมเพจ (Homepage) เป็ นเว็บเพจแรกของเว็บไซต์ โฮมเพจควรมีเนื้อหาสั้น ๆ เฉพาะที่จาเป็ นที่ เกี่ยวข้องกับรายวิชา ซึ่งประกอบด้วย ชื่อรายวิชา ชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบรายวิชา สถานที่ โฮมเพจ ควรจะ จบในหน้าจอเดียว ควรหลีกเลี่ยงที่จะใส่ ภาพ กราฟิ กใหญ่ ซึ่งจะทาให้ผใช้เสี ยเวลาในการโหลดข้อมูล นาน ู้ 2. เว็บเพจแนะนา (Introduction) แสดงสังเขปรายวิชา ควรมีการเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดที่ เกี่ยวข้องควรใส่ ขอความทักทายต้อนรับ รายชื่อผูที่เกี่ยวกับการสอนรายวิชานี้ พร้อมทั้งการเชื่อมโยงไปเว็บ ้ ้ เพจที่อยูของผูเ้ กี่ยวข้องแต่ละคน และเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดของรายวิชา ่ 3. เว็บเพจแสดงภาพรวมของรายวิชา (Overview) แสดงภาพรวมโครงสร้างของรายวิชามีคาอธิบาย สั้นๆ เกี่ยวกับหน่วยการเรี ยน วิธีการเรี ยน วัตถุประสงค์ และเป้ าหมาย 4. เว็บเพจแสดงสิ่ งจาเป็ นในการเรี ยน (Course Requirements) เช่น หนังสื อประกอบ บทเรี ยน คอมพิวเตอร์ ทรัพยากรการศึกษาในเครื อข่าย (Online Resources) เครื่ องมือต่าง ๆ ทั้ง ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ โปรแกรมอ่านเว็บที่ที่จาเป็ นต้องใช้ในการเรี ยนทางอินเทอร์ เน็ตโดยใช้เว็บเพจ 5. เว็บเพจแสดงข้อมูลสาคัญ (Vital information) ได้แก่ การติดต่อผูสอนหรื อผูช่วยสอน ที่อยู่ ้ ้ หมายเลขโทรศัพท์ เวลาที่จะติดต่อแบบออนไลน์ได้ การเชื่อมโยงเว็บเพจการลงทะเบียน ใบรับรองการเรี ยน การเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจคาแนะนา การเชื่อมโยงไปใช้หองสมุดเสมือน และการเชื่อมโยงไปยังนโยบาย ้ ของสถานศึกษา 6. เว็บเพจแสดงบทบาทและความรับผิดชอบของผูที่เกี่ยวข้อง (Responsibilities)ได้แก่ สิ่ งที่คาดหวัง ้ สิ่ งที่คาดหวังจากผูเ้ รี ยนตามรายวิชา กาหนดการสังงานที่ได้รับมอบหมาย วิธีการประเมินผลรายวิชาบทบาท ่ หน้าที่ของผูสอน ผูช่วยสอน และผูสนับสนุน เป็ นต้น ้ ้ ้ 7. เว็บเพจกิจกรรมที่มอบหมายให้ทาการบ้าน (Assignment) ประกอบด้วยงานที่มอบหมายหรื องาน ที่ผเู ้ รี ยนจะต้องทาในรายวิชาทั้งหมด กาหนดส่ งงาน การเชื่อมโยงไปยังกิจกรรมสาหรับเสริ มการเรี ยน 8. เว็บเพจแสดงกาหนดการเรี ยน (Course Schedule) เป็ นการกาหนดวันส่ งงาน วันทดสอบย่อย วัน สอบเป็ นการกาหนดเวลาที่ชดเจนจะช่วยให้ผเู ้ รี ยนควบคุมตนเองได้ดีข้ ึน ั 9. เว็บเพจทรัพยากรสนับสนุนการเรี ยน (Resources) แสดงรายชื่อแหล่งทรัพยากร สื่ อ
25.
พร้อมการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีขอมูล ความรู ้ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา
้ 10. เว็บเพจแสดงตัวอย่างแบบทดสอบ (Simple Test) แสดงคาถาม แบบทดสอบ ในการสอบย่อย หรื อตัวอย่างของงานสาหรับทดสอบ 11. เว็บเพจแสดงประวัติ (Biography) แสดงข้อมูลส่ วนตัวของผูสอน ผูช่วยสอน และคนที่เกี่ยวข้อง ้ ้ กับการเรี ยนการสอน พร้อมภาพถ่าย ข้อมูลการศึกษา ผลงาน สิ่ งที่สนใจ 12. เว็บเพจแบบประเมิน (Evaluation) แสดงแบบประเมินเพื่อให้ผเู้ รี ยนใช้ในในการประเมินผล รายวิชา 13. เว็บเพจแสดงคาศัพท์ (Glossary) แสดงคาศัพท์ และความหมายที่ใช้ ในการเรี ยนรายวิชา 14. เว็บเพจการอภิปราย (Discussion) สาหรับการสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สอบถามปัญหา การเรี ยนระหว่างผูเ้ รี ยน และระหว่างผูเ้ รี ยนกับผูสอน ้ ซึ่ งเป็ นได้ท้ งแบบสื่ อสารแบบนัดหมายเวลา ั (Synchronous Communication) คือติดต่อสื่ อสารพร้อมกันตามเวลาจริ ง และสื่ อสารแบบไม่นดหมายเวลา ั (Asynchronous Communication) ผูเ้ รี ยนส่ งคาถามเข้าไปในเว็บเพจ และผูที่จะตอบคาถามหรื อแลกเปลี่ยน ้ ความคิดเห็น จะมาพิมพ์ขอความเมื่อมีเวลาว่าง ้ 15. เว็บเพจประกาศข่าว (Bulletin Board) สาหรับให้ผเู้ รี ยนและผูสอนใช้ในการประกาศข้อความ ้ ต่าง ๆ ซึ่ งอาจจะเกี่ยวข้องหรื อไม่เกี่ยวข้องกับการเรี ยนก็ได้ 16. เว็บเพจคาถามคาตอบที่พบบ่อย (FAQ Pages) แสดงคาถามและคาตอบเกี่ยวกับรายวิชา โปรแกรมการเรี ยน สถาบันการศึกษา และเรื่ องที่เกี่ยวข้อง 17. เว็บเพจแสดงคาแนะนาในการเรี ยนรายวิชา คาแนะนา ในการออกแบบเว็บไซต์ ของรายวิชา บุญเรื อง เนียมหอม (บุญเรื อง เนียมหอม, 2540) ได้พฒนาระบบการเรี ยนการสอนทางอินเทอร์เน็ต ใน ั ระดับอุดมศึกษา พบว่า องค์ประกอบของระบบการเรี ยนการสอนทางอินเทอร์ เน็ต ได้แก่ ปัจจัยนาเข้า กระบวนการเรี ยนการสอน กลไกควบคุม ปัจจัยนาออก และข้อมูลป้ อนกลับ 1. องค์ประกอบด้านปัจจัยนาเข้า ได้แก่ การกาหนดวัตถุประสงค์ของการเรี ยนการสอนการวิเคราะห์ ผูเ้ รี ยน การออกแบบเนื้อหาวิชา การกาหนดเทคนิควิธีการเรี ยน และกิจกรรมการเรี ยนการสอน การเตรี ยม ความพร้อมสิ่ งแวดล้อมการเรี ยนทางอินเทอร์ เน็ต การกาหนดคุณสมบัติผสอน การเตรี ยมความพร้อมผูสอน ู้ ้ 2. องค์ประกอบด้านกระบวนการเรี ยนการสอน ได้แก่ การดาเนิ นการเรี ยนการสอนด้วยกิจกรรม และบริ การของอินเทอร์เน็ต การสร้างเสริ มทักษะและจัดกิจกรรมสนับสนุน 3. องค์ประกอบด้านกลไกควบคุม ได้แก่ การควบคุม การตรวจสอบ การติดตามการเรี ยน 4. องค์ประกอบด้านปัจจัยนาออก ได้แก่ การประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน 5. องค์ประกอบด้านข้อมูลป้ อนกลับ ได้แก่ การประเมินผลการสอน ข้อมูลป้ อนกลับเพื่อปรับปรุ ง แก้ไข
26.
รู ปที่ 6
ระบบการเรียนการสอนผ่ านอินเทอร์ เน็ตของบุญเรื อง เนียมหอม ขั้นตอนของรู ปแบบการเรียนการสอน รู ปแบบการเรี ยนการสอนทางอินเทอร์ เน็ตเป็ นแบบจาลองการจัดการเรี ยนการสอนในองค์ประกอบ ด้านกระบวนการเรี ยนการสอน และด้านกลไกควบคุม มี 3 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นตอนก่อนเรี ยน 1.1 แจ้งวัตถุประสงค์ของการศึกษารายวิชา ผูสอนนัดประชุมรวม เพื่อปฐมนิเทศ แจ้วตถุประสงค์ ้ ั เนื้อหา วิธีการเรี ยนการสอน 1.2 สารวจความพร้อมและความต้องการของผูเ้ รี ยน ทดสอบความรู ้พ้ืนฐานและสารวจปั ญหาความ ต้องการของผูเ้ รี ยน เพื่อนาไปปรับปรุ งกิจกรรมการเรี ยนการสอน หรื อปรับพื้นฐานความพร้อมของผูเ้ รี ยน 1.3 การเตรี ยมความพร้อมผูเ้ รี ยน โดยให้ศึกษาเพิ่มเติมในเว็บเพจเรี ยนเสริ ม หรื อศึกษาเนื้อหาจาก แฟ้ มข้อมูลที่จดทาขึ้นเฉพาะ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนถ่ายโอนไปศึกษาด้วยตนเอง ั 2. ขั้นตอนการเรี ยนการสอนตามรู ปแบบ 2.1 สร้างความสนใจในเนื้ อหาวิชาประจาหน่วย ในเว็บเพจห้องเรี ยน 2.2 แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของหน่วย ในเว็บเพจเนื้ อหาความรู ้ 2.3 สรุ ปทบทวนความรู ้เดิมในเว็บเพจเนื้ อหาความรู ้ และสามารถเชื่อมโยง ไปหน่วยที่ผานมา ่ 2.4 เสนอเนื้อหาความรู ้ใหม่ ในเว็บเพจเนื้ อหาความรู ้ 2.5 ชี้แนวทางการเรี ยนรู ้ จัดกิจกรรมสนับสนุ นการเรี ยนในเว็บเพจกิจกรรม ด้วยกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ั 2.5.1 กิจกรรมสนทนาระหว่างอาจารย์กบนักศึกษา และนักศึกษากับนักศึกษา 2.5.2 กิจกรรมอภิปรายกลุ่มในเว็บอภิปราย โดยจัดตั้งกลุ่มขึ้นเองหรื อโยงไปเว็บไซต์กลุ่มข่าวทาง เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต (World Wide Web) แหล่งข้อมูลโกเฟอร์ ท่ีมีบริ การกลุ่มข่าว 2.5.3 กิจกรรมตอบปั ญหาโดยกระตุนให้ผเู้ รี ยนถามปัญหาทางไปรษณี ย ์ อิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งจัดเตรี ยม ้ ไว้ในเว็บเพจตอบปั ญหา และอาจารย์ตอบปัญหา ในคอลัมน์ตอบปัญหาและคอลัมน์ตอบปั ญหาที่มีผถาม ู้ บ่อย ๆ 2.5.4 แนะนาให้นกศึกษาทาแบบฝึ กหัดประเมินความรู้ดวยตนเอง โดยโยงไปเว็บเพจการ ั ้ ประเมินผลในส่ วนที่เป็ นแบบฝึ กหัด 2.5.5 แนะนาให้นกศึกษา ค้นคว้าโดยโยงไปค้นหาข้อมูลในเว็บเพจแหล่งทรัพยากรการเรี ยนรู ้ได้แก่ ั ก. เชื่อมโยงไปเว็บไซต์เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต และแหล่งข้อมูลโกเฟอร์ ที่ ให้บริ การความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ ข. เชื่อมโยงไปถ่ายโอนแฟ้ มข้อมูล (FTP : File Transfer Protocol) จากแหล่งบริ การถ่ายโอน แฟ้ มข้อมูล
27.
ค. เชื่อมโยงไปห้องสมุดเสมือน ศูนย์ขอมูลและสารสนเทศ
สิ่ งพิมพ์อิเล็คทรอนิกส์ และสื่ อการสื่ อ ้ ศึกษาประเภทต่าง ๆ 2.6 เสนอกิจกรรม การบ้าน แบบฝึ กหัดในเว็บเพจกิจกรรม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริ มกิจกรรม เสริ มทักษะการเรี ยนด้วยตนเอง การเรี ยนรายบุคคล การเรี ยนแบบร่ วมมือ การทางานกลุ่มให้ผเู ้ รี ยนมีปฎิ ั สัมพันธ์กบสิ่ งแวดล้อมทางการเรี ยน ซึ่ งผูเ้ รี ยนจะเกิดการเรี ยนรู ้โดยการค้นพบ 2.7 นักศึกษาทากิจกรรม การบ้าน และส่ งแฟ้ มข้อมูลกิจกรรม การบ้านให้อาจารย์ ทางไปรษณี ย ์ อิเล็คทรอนิกส์ นักศึกษาที่เรี ยนด้วยตนเอง และทางานกลุ่มสร้างเว็บไซต์เสนอผลงาน และเชื่อมโยงไปเสนอ ในเว็บเพจผลงานนักศึกษา 2.8 อาจารย์ตรวจการบ้านส่ งคะแนน และข้อมูลป้ อนกลับทางเว็บเพจประวัตินกศึกษา ในส่ วน ั ส่ วนตัว และสรุ ปข้อมูลเป็ นการประเมินผลย่อย (Formation Evaluation) รับติดตามพฤติกรรมการเรี ยน และใช้เป็ นข้อมูลสาหรับปรับปรุ งการจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอน ในขณะเดียวกันอาจารย์ตรวจผลงาน เว็บไซต์ของนักศึกษา ให้ขอมูลป้ อนกลับแสดงความคิดเห็น และให้ความรู ้เพิ่มเติมในเว็บเพจผลงานของ ้ นักศึกษา 2.9 อาจารย์สรุ ปความรู ้ประจาหน่วย เพื่อการจา และนาความรู้ไปใช้ในเว็บเพจสรุ ปบทเรี ยน 3. ขั้นตอนการประเมินผล 3.1 อาจารย์ประเมินผลการปฎิบติงาน การทากิจกรรมประจาหน่วย เป็ นการประเมินผลระหว่าง ั เรี ยน (Formation Evaluation) 3.2 เมื่อเรี ยนจบทุกหน่วยอาจารย์ประเมินผลสัมฤทธิ์ ทาการเรี ยนโดยจัดห้องสอบรวมโดยรู ปแบบ โครงสร้างเว็บเพจจะประกอบไปด้วยเว็บเพจต่าง ๆ ดังนี้ 3.2.1 เว็บเพจประกาศข่าว เสนอข่าว กิจกรรมต่างๆ 3.2.2 เว็บเพจประมวลรายวิชา 3.2.3 เว็บเพจห้องเรี ยนเสมือน 3.2.4 เว็บเพจเนื้ อหาความรู ้ เสนอวัตถุประสงค์ของหน่วยการเรี ยน ทบทวน ความรู ้เดิมและให้ความรู ้ใหม่ 3.2.5 เว็บเพจกิจกรรมเสนอกิจกรรมการเรี ยนการสอนและโยงไปแหล่งความรู ้ 3.2.6 เว็บเพจอภิปราย สาหรับกิจกรรมสนทนา อภิปรายกลุ่ม 3.2.7 เว็บเพจตอบปั ญหา เสนอคาถามคาตอบ 3.2.8 เว็บเพจผลงานนักศึกษา เป็ นเว็บไซต์แสดงผลงาน กิจกรรมของนักศึกษา 3.2.9 เว็บเพจสรุ ปบทเรี ยน เสนอเนื้อหาสรุ ปประจาหน่วย และถ่ายโยงความรู ้ 3.2.10 เว็บเพจเรี ยนเสริ ม เสนอเนื้อหาความรู ้สาหรับปรับพื้นความรู ้ 3.2.11 เว็บเพจทรัพยากรการเรี ยน เชื่อมโยงไปแหล่งความรู ้ต่าง ๆ คือ - เว็บเพจเวิลด์ไวด์เว็บ
28.
- เว็บเพจแหล่งข้อมูลโกเฟอร์
- เว็บเพจถ่ายโอนแฟ้ มข้อมูล - เว็บเพจห้องสมุดเสมือน สื่ อการศึกษา สิ่ งพิมพ์ สิ่ งพิมพ์ อิเล็คทรอนิกส์ 3.2.12 เว็บเพจประเมินผลการเรี ยน ประกอบด้วยเว็บเพจแบบฝึ กหัด เว็บเพจการทดสอบ และเว็บ เพจการประเมินการสอน 3.2.13 เว็บเพจประวัติ ประกอบด้วยเว็บเพจประวัติอาจารย์ ผูสนับสนุน และนักศึกษา ้ สรุ ป จากการศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาระบบการเรี ยนการสอนสามารถ นามาออกแบบระบบการ เรี ยนการสอน ได้ดงนี้ ั องค์ประกอบของระบบการเรี ยนการสอนประกอบด้วยองค์ประกอบด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. การกาหนดจุดมุ่งหมายการสอน 2. การวิเคราะห์ปัญหา 3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการสอน ได้แก่ สถานที่ สื่ อการเรี ยนการสอน เวลา 4. การวิเคราะห์ผเู้ รี ยน ได้แก่ ความรู้และประสบการณ์เดิม ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ วัย และอายุ ความพร้อมทางครอบครัว สภาพสังคม ฐานะ และรายได้ ทัศนคติ เพศ ระดับการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ความต้องการในการเรี ยน 5. การวิเคราะห์ผสอน ได้แก่ ความรู ้ดานเนื้ อหา ความรู ้พ้ืนฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ ความรู้ ู้ ้ พื้นฐานด้านการออกแบบและพัฒนาโฮมเพจ ความรู้และทัศนะในการใช้อินเทอร์เน็ต 6. การวิเคราะห์เนื้อหาและรายวิชา ได้แก่ ความเหมาะของรายวิชาการเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม การ จัดลาดับเนื้ อหา การจาแนกหัวข้อ การวางแผนการเชื่ อมโยงเนื้อหา การกาหนดขอบเขตของเนื้ อหา 7. การวิเคราะห์งานและกิจกรรมการเรี ยนการสอน ได้แก่ แจ้งวัตถุประสงค์ในการเรี ยน การบรรยาย ในชั้นเรี ยน การอภิปรายกลุ่ม การซักถามและตอบปัญหาในการเรี ยน การบ้าน หรื อแบบฝึ กหัด การทา กิจกรรมกลุ่ม การฝึ กปฎิบติ ั 8. การวัดและประเมินผล ได้แก่ การออกแบบการวัดและประเมินผล การเลือกวิธีวดและประเมินผล ั การสร้างเครื่ องมือวัดและประเมินผล การพัฒนาข้อทดสอบ การประเมินผลก่อนเรี ยน การประเมินผล ระหว่างเรี ยน การประเมินผลหลังเรี ยน การประเมินผลการเรี ยน การประเมินผลการสอน การวัดเจตคติ การ ประเมินผลระบบ กลไกควบคุม ข้อมูลย้อนกลับและพบว่า ขั้นตอนของการพัฒนาระบบการเรี ยนการสอน จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นการวิเคราะห์ 2. ขั้นการออกแบบ 3. ขั้นการพัฒนา 4. ขั้นการนาไปใช้ 5. ขั้นการควบคุม
29.
การจัดห้ องเรียนเสมือนจริง (Virtual
Classroom) การเรี ยนการสอนที่จาลองแบบเสมือนจริ ง เป็ นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ทัวโลกกาลังให้ความสนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรี ยนการสอนในระบบนี้อาศัยสื่ อ ่ อิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคม และเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เป็ นหลัก ที่เรี ยกว่า Virtual Classroom หรื อ Virtual Campus บ้าง นับว่าเป็ นการพัฒนาการ บริ การทางการศึกษาทางไกลชนิดที่เรี ยกว่าเคาะประตูบานกันจริ งๆ ้ เป็ นรู ปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดน ความหมายของห้ องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) ได้มีผให้ความหมายของห้องเรี ยนเสมือนจริ งไว้หลายท่าน ดังนี้ ู้ ศ. ดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ได้กล่าวถึงความหมายของห้องเรี ยนเสมือน(Virtual Classroom) ว่า ่ หมายถึง การเรี ยนการสอนที่ผานระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ ของผูเ้ รี ยนเข้าไว้กบ ั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ของผูให้บริ การเครื อข่าย (File Server) และเครื่ องคอมพิวเตอร์ผให้บริ การเว็บ (Web ้ ู้ Server) อาจเป็ นการเชื่อมโยงระยะใกล้หรื อระยะไกล ผ่านทางระบบการสื่ อสารและอินเทอร์ เน็ตด้วย กระบวนการสอนผูสอนจะออกแบบระบบการเรี ยนการสอนไว้โดยกาหนดกิจกรรมการเรี ยนการสอน สื่ อ ้ ต่างๆ นาเสนอผ่านเว็บไซต์ประจาวิชา จัดสร้างเว็บเพจในแต่ละส่ วนให้สมบูรณ์ ผูเ้ รี ยนจะเข้าสู่ เว็บไซต์ ประจาวิชาและดาเนินการเรี ยนไปตามระบบการเรี ยน ที่ผสอนออกแบบไว้ในระบบเครื อข่ายมีการจาลอง ู้ สภาพแวดล้อมต่างๆ ในลักษณะเป็ นห้องเรี ยนเสมือน (ครรชิต มาลัยวงศ์, 2540) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าห้องเรี ยนเสมือน (Virtual Classroom) เป็ นการเรี ยนการสอนที่ จะต้องมีการนัดเวลา นัดสถานที่ นัดผูเ้ รี ยนและผูสอน เพื่อให้เกิดการเรี ยนการสอนมีการกาหนดตารางเวลา ้ หรื อตารางสอนผูเ้ รี ยนไม่ตองเดินทางแต่เรี ยกผ่านเครื อข่ายตามกาหนดเวลาเพื่อเข้าห้องเรี ยนและเรี ยน ได้แม้ ้ ่ จะอยูที่ใดในโลก(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , 2543) ่ รุ จโรจน์ แก้วอุไร กล่าวไว้วาห้องเรี ยนเสมือน (Virtual Classroom) เป็ นการจัดการเรี ยนการสอน ทางไกลเต็มรู ปแบบ โดยมีองค์ประกอบครบ ได้แก่ ตัวผูเ้ รี ยน ผูสอน และเพื่อนร่ วมชั้น เข้าสู่ กระบวนการ ้ เรี ยนการสอนพร้อมๆ กัน มีส่ื อการสอนทั้งภาพและเสี ยง ผูเ้ รี ยนสามารถร่ วมกิจกรรมกลุ่มหรื อตอบโต้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูสอนหรื อกับเพื่อนร่ วมชั้นได้เต็มที่ (คล้ายกับ chat room) ส่ วนผูสอนสามารถ ้ ้ ตั้งโปรแกรมติดตามพัฒนาการ ประเมินผลการเรี ยนรวมทั้งประสิ ทธิ ภาพของหลักสู ตรได้ ทั้งนี้ไม่จากัดเรื่ อง สถานที่ แต่ผเู ้ รี ยนในชั้นและผูสอนจะต้องนัดเวลาเรี ยนอย่างพร้อมเพรี ยง (รุ จโรจน์ แก้วอุไร ,2543 : 22) ้ บุญเกื้อ ควรหาเวช ได้กล่าวถึงห้องเรี ยนเสมือนว่า (Virtual Classroom) หมายถึง การจัดการเรี ยนการ สอนที่ ผูเ้ รี ยนจะเรี ยนที่ไหนก็ได้ เช่น ที่บาน ที่ทางาน โดยไม่ตองไปนังเรี ยนในห้องเรี ยนจริ งๆ ทาให้ ้ ้ ่ ประหยัดเวลา ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย (บุญเกื้อ ควรหาเวช. 2543: 195)
30.
่ ่
โดยสรุ ป กล่าวได้วาได้วา ห้องเรี ยนเสมือน (Virtual Classroom) หมายถึง การเรี ยนการสอนที่ ั กระทาผ่านระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่ อมโยงคอมพิวเตอร์ ของผูเ้ รี ยนเข้าไว้กบเครื่ องคอมพิวเตอร์ ของผู ้ ให้บริ การเครื อข่าย (File Server) และคอมพิวเตอร์ผให้บริ การเว็บ (Web sever) เป็ นการเรี ยนการสอนที่จะมี ู้ การนัดเวลาหรื อไม่นดเวลาก็ได้ และนัดสถานที่ นัดตัวบุคคล เพื่อให้เกิดการเรี ยนการสอน มีการกาหนด ั ตารางเวลาหรื อตารางสอน เข้าสู่ กระบวนการเรี ยนการสอนพร้อมๆ กันหรื อไม่พร้อมกัน มีการใช้สื่อการ สอนทั้งภาพและเสี ยง ผูเ้ รี ยนสามารถร่ วมกิจกรรมกลุ่มหรื อตอบโต้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูสอนหรื อ้ กับเพื่อนร่ วมชั้นได้เต็มที่ (คล้าย chat room) ส่ วนผูสอนสามารถตั้งโปรแกรมติดตามพัฒนาการประเมินผล ้ การเรี ยนรวมทั้งประสิ ทธิ ภาพของหลักสู ตรได้ ทั้งนี้ ไม่จากัดเรื่ องสถานที่ เวลา (Any Where & Any Time) ของผูเ้ รี ยนในชั้นและผูสอน ้ ประเภทของห้ องเรียนเสมือน รศ.ดร.อุทย ภิรมย์รื่น (อุทย ภิรมย์รื่น, 2540) ได้จาแนกประเภทการเรี ยนในห้องเรี ยนแบบเสมือนจริ ง ั ั ได้ 2 ลักษณะ คือ 1. จัดการเรี ยนการสอนในห้องเรี ยนธรรมดา แต่มีการถ่ายทอดสดภาพและเสี ยงเกี่ยวกับบทเรี ยน ่ โดยอาศัยระบบโทรคมนาคมและเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ไปยังผูเ้ รี ยนที่อยูนอกห้องเรี ยนนักศึกษาก็สามารถ รับฟังและติดตามการสอนของผูสอนได้จากเครื่ องคอมพิวเตอร์ ของตนเองอีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกับ ้ อาจารย์ผสอน หรื อเพื่อนักศึกษาในชั้นเรี ยนได้ ห้องเรี ยนแบบนี้ยงอาศัยสิ่ งแวดล้อมทางกายภาพที่เป็ นจริ ง ู้ ั ซึ่ งเรี ยกว่า Physical Education Environment 2. การจัดห้องเรี ยนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพเสมือนจริ ง เรี ยกว่า Virtual Reality โดยใช้ สื่ อที่เป็ นตังหนังสื อ (Text-Based) หรื อภาพกราฟิ ก (Graphical-Based) ส่ งบทเรี ยนไปยังผูเ้ รี ยนโดยผ่าน ระบบโทรคมนาคมและเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ห้องเรี ยนลักษณะนี้เรี ยกว่า Virtual Education Environment ซึ่งเป็ น Virtual Classroom ที่แท้จริ ง การจัดการเรี ยนการสอนทางไกลทั้งสองลักษณะนี้ ในบางมหาวิทยาลัย ก็ใช้ร่วมกัน คือมีท้ งแบบที่เป็ นห้องเรี ยนจริ ง และห้องเรี ยนเสมือนจริ ง การเรี ยนการสอนก็ผานทางเครื อข่าย ั ่ ่ ั่ คอมพิวเตอร์ ที่เชื่ อมโยงกันอยูทวโลก เช่น Internet, WWW. ขณะนี้ได้มีผพยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยเสมือน ู้ จริ งขึ้นแล้ว โดยเชื่อมโยง Site ต่างๆ ที่ให้บริ การด้านการเรี ยนการสอนทางไกล แบบ Virtual Classroom ต่างๆ เข้าด้วยกัน และจัดบริ เวณอาคารสถานที่ ห้องเรี ยน ห้องสมุด ภาควิชาต่างๆ ศูนย์บริ การต่างๆ ตลอดจน คณาจารย์ นักศึกษา กิจกรรมทุกอย่างเสมือนเป็ นชุ มชนวิชาการจริ งๆ แต่ขอมูลเหล่านี้จะอยูที่ศูนย์ ้ ่ คอมพิวเตอร์ ของแต่ละแห่ง ผูประสงค์จะเข้าร่ วมในการเปิ ดบริ การก็จะต้องจองเนื้อที่และเขียนโปรแกรมใส่ ้ ข้อมูลเข้าไว้ เมื่อนักศึกษาติดต่อเข้ามา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็จะแสดงภาพ เสี ยง ภาพเคลื่อนไหว และ สามารถโต้ตอบได้เสมือนหนึ่งเป็ นมหาวิทยาลัยจริ ง ๆ การติดต่อกับมหาวิทยาลัยเสมือนจริ งทาได้ดงนี้ ั
31.
1. บทเรี ยนและแบบฝึ
กหัดต่าง ๆ อาจจะส่ งให้ผเู ้ รี ยนในรู ปวีดีทศน์ หรื อวีดิทศน์ผสมกับ Virtual ั ั Classroom หรื อ CD-ROM ที่มีสื่อประสมทั้งภาพ เสี ยง การเคลื่อนไหว โดยผ่านระบบสัญญาณเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ ดาวเทียม โทรทัศน์ โทรสาร หรื อทางเมล์ ตามความต้องการของผูเ้ รี ยน 2. ผูเ้ รี ยนจะติดต่อสื่ อสารกับอาจารย์ผสอนได้โดยตรง ในขณะสอนก็ได้หากเป็ นการเรี ยนที่ Online ู้ ซึ่งจะเป็ นแบบของการสื่ อสารสองทาง (Two-way Communication) ที่โต้ตอบโดยทันทีทนใดระหว่างผูเ้ รี ยน ั และผูสอนหรื อระหว่างผูเ้ รี ยนด้วยกัน (Synchronous Interaction) เช่น การ Chat หรื ออาจใช้การโต้ตอบแบบ ้ ไม่ทนทีทนใด (Asynchoronous Interaction) เช่น การใช้ E-mail, การใช้ Web- board เป็ นต้น ั ั 3. การทดสอบ ทาได้หลายวิธี เช่น ทดสอบแบบ Online หรื อทดสอบโดยผ่านทางโทรสาร ทาง E- mail และทางไปรษณี ยธรรมดา บางแห่งจะมีผจดสอบโดยผ่านตัวแทนของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นที่ ์ ู้ ั นักศึกษาอาศัยอยู่ การเรี ยนทางไกลโดยผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รี ยนเลือกเรี ยน วิชาที่ตนสนใจได้ตลอดเวลา ในทุกแห่งที่มีการเปิ ดสอน ไม่ตองเข้าชั้นเรี ยนก็ได้ ในการศึกษาหาความรู้ จึงมี ้ ความยืดหยุนด้านเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปมาก นอกจากนี้ผเู ้ รี ยน ยังสามารถติดต่อกับอาจารย์ผสอน ่ ู้ ได้โดยตรง สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูเ้ รี ยนคนอื่นซึ่ งอยูห่างไกลกันได้ เป็ นการเรี ยนแบบ ่ ช่วยเหลือซึ่ งกัน และกันทางานร่ วมกัน (Collaborative Learning) อย่างไรก็ตามการเรี ยน ทางไกลลักษณะนี้ อาจจะขาดความสัมพันธ์แบบ face-to-face คือ การเห็นหน้าเห็นตัวกันได้แต่ปัจจุบนนี้ก็มีกล้องวีดิทศน์ ที่ ั ั เชื่อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในระบบเครื อข่าย ก็สามารถทาให้เห็นหน้ากันได้ ดังนั้นปั ญหาเรื่ อง face-to- ่ ั face ก็หมดไป ความสาเร็ จและคุณภาพของการเรี ยนในระบบนี้ข้ ึนอยูกบตัวผูเ้ รี ยนค่อนข้างมาก เพราะ จะต้องมีความรับผิดชอบ ต้องบริ หาร เวลาเพื่อติดตามบทเรี ยน การทากิจกรรมและการทดสอบต่างๆให้ทน ั ตามกาหนดเวลา จึงจะทาให้การเรี ยนประสบผล สาเร็ จได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพมากที่สุด การออกแบบห้องเรี ยนเสมือน (Virtual Classroom) สามารถออกแบบให้มีลกษณะดังนี้ั 1. Learning is Fun ได้นาเทคโนโลยีของ JAVA มาเสริ มในการเรี ยนรู ้แบบสนุกสนานและไม่เครี ยด นักเรี ยนจะได้เล่นเกมทางคณิ ตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และรายวิชาอื่นๆ ที่จะสามารถออก แบบในลักษณะนี้ได้ 2. Multimedia นักเรี ยนจะเรี ยนรู้บทเรี ยนจากภาพและเสี ยง สามารถควบคุมขั้นตอนของของการ เรี ยนรู ้ได้ดวยปลายนิ้วสัมผัสของตนเอง ้ ่ ั 3. Asynchronous learning หมายถึง การเรี ยนที่ไม่จาเป็ นจะต้องมีครู ผสอนอยูกบนักเรี ยนในเวลา ู้ และสถานที่เดียวกัน ครู จะจัดทา/รวบรวม "บทเรี ยนออนไลน์" ซึ่ งใช้เรี ยนที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ ตามแต่ ผูเ้ รี ยนจะสะดวก บทเรี ยนมีให้เลือกมากมาย และเชื่อมโยงไปยังบทเรี ยนอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน 4. Electronic Library เป็ นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ นักเรี ยนสามารถค้นหาสิ่ งที่ตองการจากแหล่ง ้ ข้อมูลต่างๆ ทัวโลกได้ โดยใช้ ่ - Search Engine นอกจากนี้ยงมีบริ การให้คนหาหนังสื อจากห้องสมุดของ ั ้
32.
มหาวิทยาลัยต่างๆ ค้นหาคาศัพท์และอื่นๆ จาก
Web Site ต่างๆ - Information on Demand นักเรี ยนสามารถเรี ยกดูขอมูลสารสนเทศตามที่ตองการได้จากข้อมูลตาม ้ ้ คาสั่ง ซึ่ งได้แก่ ข่าว และสารพันความรู ้ต่าง ๆ จากภาพในอนาคตที่ปรากฏลักษณะของ Virtual Classroom ผนวกกับกระแสความเจริ ญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และความต้องการเห็นสังคมไทยเป็ นสังคมแห่ง การเรี ยนรู้ แข่งขันและร่ วมมือ มีสมรรถภาพ การพัฒนากระบวนเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนในแง่มุมของ Virtual Classroom : A New Alternative for Thai Students. หรื อห้องเรี ยนเสมือนจริ ง ทางเลือกใหม่ของนักเรี ยนไทย จึงเป็ นเรื่ องที่น่าจับตามอง ลักษณะการจัดการเรียนการสนอแบบห้ องเรียนเสมือน การจัดการเรี ยนการสอนแบบห้องเรี ยนเสมือน เป็ นการจัดการศึกษาในลักษณะการสอนทางไกล ผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต เพื่อให้เข้าใจระบบการจัดการเรี ยนการสอนแบบห้องเรี ยนเสมือนมากยิงขึ้นขอ ่ กล่าวถึง 1. การจัดการศึกษาทางไกล และ 2. การจัดการศึกษาผ่านเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต ดังนี้ 1. การศึกษาทางไกล (Distance Learning) การศึกษาทางไกลเป็ นการเปิ ดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผใฝ่ รู ้ และใฝ่ เรี ยนที่ไม่สามารถสละเวลา ู้ ไปรับการศึกษาจากระบบการศึกษาปกติได้เนื่องจากภาระทางหน้าที่การงานหรื อทางครอบครัว และเป็ นการ เปิ ดโอกาสให้ผที่ตองการเพิ่มพูน หรื อปรับปรุ งความรู ้ที่มีอยู่ ให้ทนสมัยเพื่อประโยชน์ในการทางาน ู้ ้ ั ความหมายของการศึกษาทางไกล (Distance Education) ่ การศึกษาทางไกล (Distance Education) หมายถึง ระบบการศึกษาที่ผเู ้ รี ยนและผูสอนอยูไกลกัน แต่ ้ สามารถทาให้เกิดการเรี ยนรู ้ได้โดยอาศัยสื่ อการสอนในลักษณะของสื่ อประสม กล่าวคือการใช้สื่อต่างๆ ร่ วมกัน เช่น ตาราเรี ยน เทปเสี ยง แผนภูมิ คอมพิวเตอร์ หรื อโดยการใช้อุปกรณ์ทาง โทรคมนาคม และ สื่ อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์เข้ามาช่วยในการแพร่ กระจาย การศึกษาไปยังผูที่ปรารถนาจะเรี ยนรู้ได้ ้ อย่างกว้างขวางทัวทุกท้องถิ่น การศึกษานี้มีท้ งในระดับต้นจนถึงระดับสู งขั้นปริ ญญา (กิดานันท์ มลิทอง, ่ ั 2543 : 173) การศึกษาทางไกลเป็ นการศึกษาวิธีหนึ่งในการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรี ยน ที่ อาศัยสื่ อสิ่ งพิมพ์ สื่ ออิเลคทรอนิกส์ และสื่ อบุคคล รวมทั้งระบบโทรคมนาคมในรู ปแบบต่างๆ เป็ นหลักการ เรี ยนการสอน เพื่อให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้ได้ดวยตนเองจากสื่ อเหล่านั้น และอาจมีการสอนเสริ มควบคู่ไปด้วย ้ ้ ้ ่ เพื่อให้ผเู้ รี ยนซักถามปัญหาจากผูสอนหรื อผูสอนเสริ ม โดยการศึกษานี้ อาจจะอยูในรู ปแบบของการศึกษา อิสระ การศึกษารายบุคคล หรื อรู ปแบบของมหาวิทยาลัยเปิ ดก็ได้ ตัวอย่างการศึกษาทางไกลในประเทศไทย ได้แก่
33.
มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช ซึ่งในการจัดการเรี
ยนการ สอนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้สื่อสิ่ งพิมพ์ เป็ น หลัก โดยมี สื่ อเสริ ม คือรายการวิทยุกระจายเสี ยง และรายการโทรทัศน์ บางวิชาอาจมีเทปคาสเซ็ท วีดิโอเทป หรื อสื่ อพิเศษอย่างอื่น ร่ วมด้วย นักศึกษาจะเรี ยนด้วยตนเอง โดยอาศัยสื่ อเหล่านี้ เป็ นหลัก แต่ มหาวิทยาลัยก็จดการสอนเสริ มเป็ นครั้งคราว ซึ่งเปิ ดโอกาสให้ผสอน และผูเ้ รี ยนได้พบกันเพื่อซักถามข้อ ั ู้ สงสัยหรื อขอคาอธิ บายเพิ่มเติม (สานักงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2544. ที่มา : http://www.learn.in.th/distance_edu ) ลักษณะเฉพาะของการศึกษาทางไกล 1. ผูเ้ รี ยนศึกษาด้วยตนเองเป็ นส่ วนใหญ่และสามารถเลือกเวลาเรี ยนได้ตามสะดวก 2. เป็ นการศึกษาตลอดชีวต ิ 3. การให้โอกาสเท่าเทียมกันในการศึกษา 4. ส่ งเสริ มการสื่ อสารมวลชน สื่ อในการศึกษาทางไกล ่ การเลือกสื่ อเพื่อใช้ในการศึกษาทางไกลจะต้องคานึงถึงหลักจิตวิทยาที่วาถ้าผูเ้ รี ยนต้องมีปฏิสมพันธ์ ั กับสื่ อตลอดเวลานานๆ เข้าก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่สนุก เกิดความท้อแท้หมดกาลังใจในการศึกษาด้วย ตนเอง ดังนั้นสื่ อควรจะเป็ นสื่ อที่มีการเสริ มแรง ให้กาลังใจ และให้ผเู ้ รี ยนสามารถรู ้ความก้าวหน้าของตนเอง ่ เป็ นระยะๆ การใช้ส่ื อในการเรี ยนแบบนี้ จึงควรอยูในลักษณะสื่ อประสม โดยมีสื่อใดสื่ อหนึ่งเป็ นสื่ อหลัก และมีสื่อชนิดอื่นเป็ นสื่ อเสริ ม ซึ่งสื่ อที่ใช้ในการศึกษาทางไกลสามารถแยกออกได้เป็ น 1. สื่ อหลัก คือ สื่ อที่บรรจุเนื้ อหารายละเอียดตามประมวลการสอนในแต่ละวิชาในหลักสู ตร ผูเ้ รี ยน ต้องศึกษาจากสื่ อหลักให้ครบตามหลักสู ตรของวิชาจึงจะสามารถเรี ยนรู ้เนื้ อหาได้อย่างครบถ้วน 2. สื่ อเสริ ม คือ สื่ อที่ช่วยเก็บตก ต่อเติมความรู ้ให้แก่ผเู ้ รี ยนให้มีความรู ้กระจ่างหากผูเ้ รี ยนศึกษาจาก ่ สื่ อหลักแล้วยังไม่เพียงพอ ก็สามารถศึกษาจากสื่ อเสริ มได้ ซึ่ งอาจจะอยูในรู ปแบบของเทปสรุ ปบทเรี ยน วิทยุ เอกสารเสริ ม การสอนเสริ ม การพบกลุ่ม หรื อเว็บไซต์ต่างๆ 2. การจัดการเรียนการสอนผ่ านเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต เทคโนโลยีใหม่ล่าสุ ดในวงการคอมพิวเตอร์ ในปั จจุบนที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวตประจาวันของ ั ิ ชาวโลกคือ เทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ต ซึ่ งเกิดจากการเชื่ อมโยงเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ต่างๆ ในโลกเข้าด้วยกัน ภายใต้กฎเกณฑ์การต่อเชื่ อม (Protocol) อย่างเดียวกันที่เรี ยกว่า TCP/IP อินเทอร์เน็ตเป็ นปรากฏการณ์ของคา ่ ว่า "โลกาภิวฒน์" (Globalization) ที่เป็ นรู ปธรรม โลกทั้งโลกสามารถติดต่อสื่ อสารกันได้ ไม่วาจะเพื่อ ั วัตถุประสงค์ใด ในทางการศึกษา อินเทอร์เน็ตเป็ นการเปิ ดกว้างของการให้โอกาสในการศึกษาหาความรู้ อย่างไม่เคยมีมาก่อน และเป็ นการเปิ ดโอกาสที่ให้เกิดความเท่าเทียมสาหรับทุกคน ที่สามารถจะเข้าถึง
34.
เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตได้
ลองนึกถึงความจริ งที่วาเด็กไทยที่อยูบนดอยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็สามารถหา ่ ่ ั ความรู ้จากอินเทอร์ เน็ตได้เท่าเทียมกันกับเด็กอเมริ กนที่นิวยอร์ ค และเท่ากับเด็กญี่ปุ่นที่โตเกียว อินเทอร์เน็ต เป็ นแหล่งสะสมความรู ้หรื อที่บางคนเรี ยกว่า "ขุมทรัพย์ความรู้"เพราะในบรรดาคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเชื่ อมอยู่ กับอินเทอร์ เน็ตนั้น ต่างก็มีขอมูลสะสมไว้มากมาย และวิธีให้บริ การบนอินเทอร์ เน็ตก็ทาให้ผใช้สามารถ ้ ู้ เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ถ้าเจ้าของข้อมูลยอมเปิ ดให้เป็ นข้อมูลสาธารณะ แต่สิ่งที่ตองระวังคือ ้ ข้อมูลบนอินเทอร์ เน็ตจานวนมากเป็ นข้อมูลที่ไม่มีการกลันกรอง ไม่มีการรับรองความถูกต้อง ผูที่ตองการ ่ ้ ้ ใช้ขอมูลจะต้องใช้วจารณญาณในการเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และนามาใช้เฉพาะข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ ้ ิ ่ เท่านั้น อาจกล่าวได้วาการศึกษาในยุคอินเทอร์ เน็ตนั้นคือ การเรี ยนรู ้ที่จะแยกแยะและกลันกรองข้อมูลเพื่อ ่ นาข้อมูลมาเรี ยบเรี ยงและจัดระบบขึ้นเป็ นความรู ้ ขณะนี้มีงานวิจยซึ่ งพยายามสร้างกระบวนการอัตโนมัติ ั (โดยใช้คอมพิวเตอร์ ) ของการค้นหาข้อมูล (จากเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต) และนามาเรี ยบเรี ยงขึ้นเป็ นความรู ้ ตามกฎเกณฑ์ที่ผใช้สามารถระบุได้ ศาสตร์ ใหม่แขนงนี้มีชื่อเรี ยกว่า วิศวกรรมความรู้ (Knowledge ู้ Engineering) ซึ่งมีการบริ การ World Wide Web (WWW.) เป็ นวิธีการให้บริ การข้อมูลแบบหนึ่งบนเครื อข่าย อินเทอร์ เน็ต เป็ นวิธีการที่พฒนาขึ้นมาเพื่อความสะดวกต่อผูใช้ โดยอาศัยสมรรถนะที่สูงขึ้นมากของ ั ้ คอมพิวเตอร์ ในยุคนี้ WWW . ใช้กฎเกณฑ์การรับส่ งข้อมูลแบบ Hypertext Transfer Protocol (http) ซึ่งมี จุดเด่นที่สาคัญอยู่ 2 ประการคือ 1. สามารถทาการเชื่ อมโยงและเรี ยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาปรากฏได้ โดยวิธีการที่เรี ยกว่า Hyperlink ่ 2. สามารถจัดการข้อมูลได้หลายรู ปแบบไม่วาจะเป็ น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวเสี ยง และ วีดิทศน์ั อินเทอร์ เน็ตคือ โลกเสมือนจริง (Cyber Space) อินเทอร์ เน็ตเป็ นสิ่ งที่ปฏิวติวิถีชีวตในโลกนี้อย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมากยิง ั ิ ่ ่ กว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะกิจกรรมของมนุษย์ทุกอย่าง ไม่วาจะเป็ นการทามาหากิน การศึกษาหาความรู้ การพักผ่อนหย่อนใจล้วนเปลี่ยนไปเพราะมีเทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ต การซื้ อขายสิ นค้า และบริ การเกือบทุกอย่างจะกระทาผ่าน อินเทอร์ เน็ตในสัดส่ วนที่มากขึ้นทุกวันด้วยอัตราการเจริ ญเติบโต ่ แบบทวีคูณ สื่ อข่าวสารและสื่ อบันเทิงต่างๆ มีอยูมากมายบนอินเทอร์ เน็ต การศึกษาผ่านอินเทอร์ เน็ตกาลังจะ กลายเป็ นรู ปแบบปกติของการศึกษาในอนาคตอันใกล้ โลกของอินเทอร์ เน็ตเป็ นเพียงโลกเสมือนจริ งไม่มี ตัวตนให้เราสัมผัสได้ แต่ก็เป็ นโลกที่สามารถบันดาลความจริ งให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อเราสังซื้ อสิ นค้าผ่าน ่ อินเตอร์ เน็ตกับร้านค้าที่ไม่มีอาคาร มีแต่หน้าร้านจาลองบนเว็ปไซต์ สิ นค้าก็ยงส่ งมาถึงเราได้ เราฝากเงินกับ ั ธนาคารบนอินเทอร์ เน็ต เราก็สามารถใช้เงินที่ฝากไว้น้ นไปซื้ อสิ นค้าได้ เราลงทะเบียนเรี ยนกับ "Virtual ั University"บนอินเทอร์ เน็ตเรี ยนจบเราก็ได้รับปริ ญญาซึ่ งเป็ นที่ยอมรับเช่นเดียวกับปริ ญญาจากมหาวิทยาลัย ที่มีวทยาเขตจริ ง กิจกรรมเสมือนจริ ง (Virtual Activities) ต่างๆ เหล่านี้นบวันจะมีความแพร่ หลายมากขึ้น ิ ั
35.
และนับวันความแตกต่างระหว่าง Virtual กับ
Real และระหว่าง Cyber Space กับ Physical Space จะน้อยลง ทุกทีแต่ Virtual กับ Cyber จะมีขอได้เปรี ยบกว่าอย่างน้อยก็ในเรื่ องความประหยัดค่าใช้จ่ายและในเรื่ องความ ้ ไร้พรมแดนจะเห็นได้วาสิ่ งที่อยูเ่ บื้องหลังสิ่ งเสมือน(Virtual) ทั้งหลายบนอินเทอร์ เน็ตให้ผลที่เป็ นจริ งได้ก็ ่ คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็ นการรวมเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมเข้า ด้วยกัน สิ่ งเสมือนต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ควรรู ้จกได้แก่ (ที่มา : ั http://www.learn.in.th/distance_edu) 1. การศึกษาเสมือน (Virtual Education) การศึกษาแบบเดิมต้องอาศัยสถาบันการศึกษาที่มีตวตนมีสถานที่ มีบุคลากรค่อนข้างมาก แม้แต่การศึกษา ั ทางไกลก็ไม่มีขอยกเว้น แต่ดวยเทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ต เราสามารถจัดการศึกษาเสมือนขึ้นเป็ นมิติใหม่ของ ้ ้ การศึกษาไร้พรมแดน สถานศึกษาไม่ตองมีวทยาเขต ไม่ตองมีบุคลากรมาก ผูเ้ รี ยนจะอยูแห่งหนตาบลใดก็ ้ ิ ้ ่ ได้ และจะเลือกเรี ยนจากสถาบันแบบเสมือนแห่งใดก็ได้ ผูเ้ รี ยนไม่ตองเสี ยเวลาเดินทางก็สามารถเรี ยนกับ ้ สถาบันต่างประเทศได้ในรู ปแบบเดิมสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งมีหลักสู ตรของตนเอง นักศึกษาจะต้อง ลงทะเบียนเรี ยนวิชาที่เปิ ดสอนโดยสถาบันที่ตนสังกัดอยูเ่ ท่านั้น จะมีบางในบางกรณี ที่นกศึกษาได้รับ ้ ั อนุญาตให้ลงทะเบียนเรี ยนวิชาของสถาบันอื่น แต่นนเป็ นข้อยกเว้นซึ่ งเป็ นส่ วนน้อย การศึกษาเสมือน ั่ (Virtual Education) ของอนาคตจะเปิ ดกว้างให้นกศึกษาเลือกลงทะเบียนเรี ยนวิชาที่เปิ ดสอนในต่างสถาบัน ั ได้มากขึ้นและสะดวกขึ้น ซึ่ งจะเป็ นผลดีท้ งต่อนักศึกษาและต่อสถาบันเพราะนอกจากจะเปิ ดโอกาสให้ ั นักศึกษาได้ศึกษาหาความรู ้อย่างกว้างขวางมากขึ้นแล้ว ยังทาให้สถาบันต่างๆ สามารถแบ่งปั นทรัพยากร บุคคลที่หายากและมีจากัด ให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างสถาบัน ซึ่ งนาไปสู่ การประหยัดค่าใช้จ่าย อีกด้วย สิ่ งที่อยากจะขอย้าในที่น้ ีคือการศึกษาเสมือนยังใช้อาจารย์ที่เป็ นมนุษย์เป็ นผูสร้างบทเรี ยนและเป็ น ้ ผูดูแลการเรี ยนการสอน ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ หรื อหุ่ นยนต์มาทาการสอนอย่างที่บางคนเข้าใจคอมพิวเตอร์ ้ (และอินเทอร์ เน็ต) เป็ นเพียงสื่ อที่นามาใช้ถ่ายทอดความรู ้จากผูสอนสู่ ผเู ้ รี ยนเท่านั้นและแม้วาใน ้ ่ กระบวนการถ่ายทอดนั้น จะมีบางขั้นตอนที่เป็ นกระบวนการอัตโนมัติ แต่ตวความรู ้และขั้นตอนอัตโนมัติ ั เหล่านั้นก็ถูกสร้างขึ้นและถูกกาหนดโดยอาจารย์ที่เป็ นคนจริ งๆ ข้อดีอีกประการหนึ่งของการศึกษาเสมือน บนอินเทอร์เน็ต คือ ความรู ้ไม่จากัดเพียงเท่าที่สถาบันมี แต่โลก(อินเทอร์เน็ต)ทั้ งโลกคือแหล่งความรู ้ และ เป็ นแหล่งความรู ้ท่ีเชื่ อมโยงกัน เพียงใช้ปลายนิ้วคลิกเมาส์ก็สามารถเรี ยกความรู ้จากแหล่งต่างๆ ที่อยูคนละ ่ ่ ซีกโลกมาได้แล้ว จุดเน้นของการศึกษาจึงเปลี่ยนไป ไม่ได้อยูที่การแสวงหาความรู ้มาเก็บใส่ ตว แต่อยูที่การ ั ่ ิ ่ เรี ยนรู้วธีการค้นหา และแยกแยะข้อมูลที่มีอยูมากมาย เพื่อให้ได้สิ่งที่ตองการมาเรี ยบเรี ยงให้เป็ นความรู ้ที่ ้ สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้จริ ง ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็ นทักษะที่จะต้องพัฒนา ให้เกิดขึ้นในตัวผูเ้ รี ยนและจะได้มาด้วยการศึกษาด้วย ตนเอง (Self Study) เป็ นหลัก ไม่ใช่ได้มาโดยอาจารย์ผสอนเป็ นผูป้อน อนึ่งความรู ้ในสมัยนี้ ส่ วนมากเป็ น ู้ ้ ความรู ้ที่มีอายุการใช้งานจากัดเมื่อหมดอายุใช้งานแล้วก็ตองเรี ยนกันใหม่วธีการการศึกษา แบบเสมือนผ่าน ้ ิ อินเทอร์ เน็ตนั้น เป็ นวิธีการที่เอื้ออานวยต่อการศึกษาหาความรู ้ แบบต่อเนื่ องและการศึกษาตลอดชีวต ิ
36.
(Continuing
Education and Life-long Education) (ที่มา:http://www.learn.in.th/distance_edu/body_chapter.html) 2. มหาวิทยาลัยเสมือนจริ ง (Virtual University) มหาวิทยาลัยเสมือนจริ ง คือ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีขอจากัดในด้านเวลาและสถานที่ ใครเรี ยนเวลาใด ้ ่ และเรี ยนจากที่ไหนก็ได้ ในมหาวิทยาลัยเสมือนจริ งไม่วาจะเป็ นห้องเรี ยน ห้องทดลอง ห้องสมุด ห้องพบปะ สนทนา ล้วนเปิ ดตลอดวันๆ ละ 24 ชัวโมง สัปดาห์ละ 7 วัน นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเสมือนจริ งไม่ตอง ่ ้ เดินทางไปมหาวิทยาลัย และไม่ตองเสี ยเวลาหาที่จอดรถ นักศึกษามหาวิทยาลัยเสมือนจริ งไม่ตองแต่ง ้ ้ เครื่ องแบบไม่ตองเสี ยเวลาเลือกชุดเสื้ อผ้าที่จะใส่ ไปมหาวิทยาลัย ไม่แต่งอะไรเลยก็ยงเรี ยนที่มหาวิทยาลัย ้ ั ่ ่ เสมือนจริ งได้ เพราะเรี ยนอยูหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะอยูบนเตียงนอนหรื อที่ไหนในบ้านหรื อที่ทางาน หลังเวลางานก็ยงเรี ยนได้ (สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2543. ที่มา : ั http://www.learn.in.th/distance_edu) 3. สถาบันเสมือนสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่ งเป็ นหน่วยงาน ของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่ งเสริ มการนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้พฒนาประเทศ และมีหน้าที่ ั ในการสนับสนุนการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้มีเพียงพอแก่ ความต้องการของ ประเทศทั้งด้านปริ มาณและคุณภาพ การศึกษาเสมือนผ่านอินเทอร์ เน็ตจะเป็ นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อ นาไปสู่ การบรรลุวตถุประสงค์ดงกล่าว สวทช. จึงได้จดตั้งสถาบันเสมือนแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นมีชื่อ ั ั ั ว่า สถาบันบัณฑิตวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีไทย : สบวท. (Thailand Graduate Institute for Sciences and Technology :TGIST) สบวท. ได้สร้างเครื อข่ายความร่ วมมือ (Consortium) กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งใน ประเทศอินเทอร์ เน็ต ในลักษณะที่เป็ นตลาดนัดสาหรับการศึกษาผ่านอินเทอร์ เน็ตของประเทศไทย ซึ่งจะ เปิ ดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนวิชากัน และเป็ นศูนย์กลางการศึกษาต่อเนื่องสาหรับนัก วิชาชีพต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิงในสาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และ ่ เทคโนโลยีแห่งชาติ, 2543. (ที่มา : http://www.learn.in.th/distance_edu/body_chapter.html) 4. มหาวิทยาลัยอิเลคทรอนิกส์ (e-University) เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทาให้ระยะทางไม่มีความหมาย สามารถดาเนิน กิจกรรมร่ วมกันบนเครื อข่ายได้มากมาย ระบบคอมพิวเตอร์ทาให้เราสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ ว เก็บข้อมูลได้มาก ค้นหาข้อมูลได้สะดวก แลกเปลี่ยนข่าวสารกันอย่างทันทีทนใดในระบบออนไลน์ ทาให้ ั ระบบการทางานต่าง ๆ ขยายตัวและให้บริ การได้กว้างขวาง ธุ รกิจและบริ การดาเนินการแบบ 24 x 7 และ ่ ขยายตัวเข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ เราจึงเรี ยกระบบเศรษฐกิจแบบนี้วา Network Economy หรื อ New Economy สังคมโลกกาลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ e-Society เป็ นการใช้ชีวตและดาเนินกิจการต่างๆ ด้วยข้อมูล ิ ข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มประเทศอาเชียนได้บรรลุขอตกลงร่ วมกันในการรวมกลุ่มเพื่อให้เป็ นการ ้ ดาเนินการแบบ e-Asian ประเทศไทยตั้งกลยุทธ์รับด้วยการเตรี ยมประเทศเข้าสู่ e-Thailand โดยเน้นให้มี
37.
กิจกรรมการดาเนินการทางด้านสังคมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศเพื่อเตรี ยมการให้สังคมไทยเข้าสู่ e-Society กิจกรรมที่ตองดาเนิ
นการคือเร่ งส่ งเสริ มให้ภาคเอกชนได้ดาเนินธุ รกิจแบบ e-Business และภาคราชการเร่ ง ้ การให้บริ การแบบเบ็ดเสร็ จ (one-stop service) ด้วย e-Government โดยมีกิจกรรมเสริ มเพื่อความมันใจใน่ การดาเนินการหลายเรื่ อง เช่น เร่ งออกกฎหมายในเรื่ อง e-Signature เพื่อรองรับการใช้ E-Cash ในอนาคต บทบาทที่สาคัญของมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับเปลี่ยนและดาเนินการ เพื่อต้องการให้มีการเรี ยนรู้ได้มากและ รวดเร็ ว ต้นทุนต่า การผลิตบุคลากรต้องกระทาได้ทนกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระแสการขาด ั แคลนกาลังคนทางเทคโนโลยีในประเทศพัฒนาแล้ว ทาให้ทุกประเทศหันมาให้ความสนใจระบบการเรี ยนรู้ แบบใหม่ เสริ มกับระบบเดิมที่เรี ยกว่า e-Learning มีการใช้ไอทีเพื่อการศึกษากันอย่างกว้างขวางและมากมาย เพื่อรองรับระบบการเรี ยนรู ้ที่มีขอมูลข่าวสารจานวนมาก การเรี ยนรู้ที่มีประสิ ทธิผลสู ง ลงทุนต่า และได้ผล ้ ในเชิงการกระจายเข้าสู่ มวลชนได้มาก ระบบการดาเนินการในมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับเปลี่ยนเข้าสู่ การ ดาเนินการแบบ e-University e-University หมายถึง มหาวิทยาลัยที่ใช้ไอทีเข้าช่วยการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย โดยเน้นการ ใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เชื่ อมโยงให้เกิดกิจกรรมต่างๆ แบบออนไลน์ ใช้ขอมูลข่าวสารจานวนมาก และมี ้ การกระจายการใช้งานอย่างทัวถึง ่ ตัวอย่างเทคโนโลยีทจัดการเรียนการสอนแบบ Virtual Classroom ี่ วารสารไมโครคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 183 ตุลาคม 2543, หน้า 113 - 114 ได้แนะนาตัวอย่างเทคโนโลยีที่จดการ ั เรี ยนการสอนแบบ Virtual Classroom คือโปรแกรม Lotus Learning Space 4.0 ซึ่งเป็ นแพล็ตฟอร์มสาหรับ ่ การเรี ยนการสอนบนอินเทอร์ เน็ตที่สมบูรณ์แบบและมีความยืดหยุนสู งสุ ด ซึ่งได้ผนวกระบบการเรี ยนการ สอนทางไกลและระบบชั้นเรี ยนแบบดั้งเดิมเข้าไว้ดวยกันอย่างลงตัว ้ พร้อมขีดความสามารถรองรับการ เรี ยนรู ้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ คุมค่าทั้งในระดับองค์กรสถาบันการศึกษา ในที่น้ ี มี 2 โมดูลหลัก ดังนี้ ้ 1. LearningSpace Core ล้ าหน้าด้วยขีดความสามารถในการนาเสนอบทเรี ยน ติดตามผล ตรวจสอบ และ บริ หารจัดการหลักสู ตร สาหรับการเรี ยนรู้ดวยตนเองพร้อมเครื่ องมือรองรับการสร้างสรรค์หลักสู ตรใหม่ๆ ทุกขนาดความต้องการ ้ ตั้งแต่ระดับภาควิชาในมหาวิทยาลัยไปจนถึงหลักสู ตรมาตรฐานที่ใช้ฝึกอบรมในองค์กรธุ รกิจ หรื อสิ สาหกิจ ขนาดใหญ่ 2. Learning Space Collaboration โดดเด่นด้วยการผสมผสานคุณสมบัติดานบริ หารจัดการและการเรี ยนด้วยตนเอง ้ ของ Learning Space Core เข้ากับบรรยากาศการเรี ยนรู ้เป็ นกลุ่มผ่านการอภิปรายแสดงความคิดเห็นใน ห้องเรี ยนเสมือนจริ ง (Virtual Classroom) ซึ่ งสามารถดึงดูดความสนใจจากผูเ้ รี ยนทัวทุกมุมโลก ่
38.
ทั้ง Learning Space
Core และ Learning Space Collaboration ซึ่งเป็ นโมดูลของชุดฐานข้อมูลหลักที่ แข็งแกร่ ง เอื้ออานวนต่อทุกสภาพแวดล้อมการพัฒนาและนาเสนอบทเรี ยนได้ตรงตามความต้องการ เพื่อ ความสาเร็ จในการเรี ยนรู้สูงสุ ด สามารถรองรับการเรี ยนการสอนอินเทอร์ เน็ตทั้ง 3 ลักษณะ ดังต่อไปนี้ Self- directed : Learning Space Core ครบครันด้วยคุณสมบัติดานการนาเสนอหลักสู ตรสาหรับการเรี ยน ้ ด้วยตนเอง เต็มเปี่ ยมด้วยประสิ ทธิภาพ ฟังก์ชนในการติดตามตรวจสอบ ประเมินผล สร้างเนื้อหาบทเรี ยน ั จากแหล่งข้อมูลบนเว็บหรื อจากซี ดีรอมสามารถนาเสนอทุกสื่ อการเรี ยนการสอนที่สร้างขึ้นใหม่ภายใต้ มาตรฐาน AICC พร้อมความคล่องตัวในการจัดโครงสร้างหลักสู ตรภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพและ เกณฑ์การประเมินผลที่จาเป็ นรวมถึงช่วยการเข้าถึงการเรี ยนรู ้ที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล ่ อย่างยืดหยุน Asynchronous : คุณสมบัติทเี่ อือต่ อการเรียนเป็ นกลุ่มของ Learning Space ้ Collaboration ประกอบด้วยฟังก์ชนที่รองรับการอภิปราย ถกปัญหา และการทางานเป็ นทีม พร้อม ั สื่ อการเรี ยนการสอนแบบฝึ กหัดที่เน้นการแก้ปัญหา และแบบประเมินผล ช่วยเสริ มศักยภาพการเรี ยนด้วย ตนเองและเรี ยนในระบบชั้นเรี ยนแบบเรี ยลไทม์บนอินเทอร์ เน็ต Synchronous : Learning Space 4.0 สามารถจาลองสถานการณ์ของชั้นเรี ยนจริ ง (Virtual Classroom หรื อห้องเรี ยนเสมือน) มาไว้บนเรี ยลไทม์ อินเทอร์ เน็ตได้อย่างชาญฉลาด พร้อมฟังก์ชนในการผลิตสื่ อการสอนด้วยภาพและเสี ยงครบครัน สามารถ ั รองรับการสื่ อสารในชั้นเรี ยนอย่างเต็มที่ ทั้งอีเล็กทรอนิ กส์ไวท์บอร์ ดและแอพพลิเค-ชันต่างๆ ที่ใช้ร่วมกัน ได้ ฟังก์ชนสาหรับยกมือตอบคาถามหรื อแสดงความคิดเห็น (Electronic Hand Raising) ฟังก์ชนแสดง ั ั รายชื่อนักเรี ยนในชั้น ฟังก์ชนสาหรับสนทนาส่ วนตัวหรื อเป็ นกลุ่ม (Chat Room) ห้องทางานออนไลน์ ั สาหรับผูสอนรวมทั้งฟังก์ชนออกแบบกิจกรรมในชั้นเรี ยนแบบเรี ยลไทม์ดวยเครื่ องมือติดตามและ ้ ั ้ ประเมินผลมาตรฐาน AICC วัตถุประสงค์ การใช้ งานทีหลากหลาย Learning Space 4.0 ่ สามารถตอบสนองความต้องการด้านธุ รกิจและเสริ มประสิ ทธิ ภาพการพัฒนาบุคลากร ดังนี้ 1. สะดวกรวดเร็ ว เข้าถึงพนักงาน ซัพพลายเออร์ คู่คา และลูกค้า ทุกที่ทุกเวลา ยืดหยุนตาม ้ ่ วัฒนธรรมของแต่ละองค์กร 2. ประสบการณ์การเรี ยนรู ้ใหม่ที่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ ด้วยโครงสร้างการเรี ยนรู้ที่ให้ผล สาเร็ จสู งสุ ด ส่ งเสริ มการทางานเป็ นทีม พร้อมขีดความสามารถในการติดตาม ประเมินผล และบริ หาร จัดการบันทึกข้อมูลผูเ้ รี ยนและหลักสู ตร 3. ง่ายต่อการออกแบบโครงสร้างหลักสู ตรหรื อบทเรี ยน การสร้างสรรค์สื่อการเรี ยนการสอน แหล่งข้อมูลหลากหลาย รวมทั้งการบันทึกข้อมูลและสร้างรายงานเพื่อใช้ประเมินผลคุณสมบัติของ Learning Space 4.0
39.
1. Activity Tracking
: ติดตามและรายงานผลทุกกิจกรรมการเรี ยนรู ้ละเอียดทุกขั้นตอนตั้งแต่ ่ กิจกรรม ระยะเวลาที่ใช้ สถานะ คะแนน และตาแหน่งที่อยูของผูเ้ รี ยนในแต่ละกิจกรรม 2. Reporting : ทางานเต็มสมรรถนะด้วยระบบติดตามตรวจสอบ ฟังก์ชนสร้างรายงานสาเร็ จรู ปใน ั ตัว ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้ทุกรายละเอียด เช่น ข้อมูลหลักสู ตร ข้อมูลเกี่ยวกับผูใช้ สถิติการใช้งาน ข้อมูล ้ พัฒนาการของผูเ้ รี ยน และด้วย Seagate Crystal Report Professional ผูใช้สามารถปรับเปลี่ยนรู ปแบบ ้ รายงานได้ตามความเหมาะสมในการใช้งาน หรื อสร้างรายงานฉบับใหม่อย่างง่ายดาย 3. Automate Registration : ระบบการลงทะเบียนอัตโนมัติ เพื่ออานวยความสะดวกให้กบผูเ้ รี ยน ั หรื อพนักงานที่เข้าอบรม . Track and report : สร้างรายงานบันทึกผลการเรี ยนทั้งเดี่ยวและกลุ่ม คุณสมบัติเพือผู้สร้ างหลักสู ตรและผู้สอน ่ earning Space 4.0 เพิ่มขีดความสสามารถของผูสร้างหลักสู ตรและผูสอนในการที่จะสร้างสรรค์และ ้ ้ ่ นาเสนอสื่ อการสอนได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ไม่วาจะเป็ นเอกสารประกอบรายวิชา สื่ อสาหรับ Presentation ไปจนถึงวีดีโอและซอฟต์แวร์ ช่วยสอน นอกจากนี้ Learning Space 4.0 ยังรองรับการทางานของ tool ต่าง ที่ ่ ใช้บรรจุสื่อการสอนอื่นที่มีอยูหรื อสร้างขึ้นใหม่ได้อีกด้วย มีดงนี้ ั . Off - the - shelf courseware : Learning Space Core รองรับมาตรฐาน AICC เอื้อต่อการสร้าง ่ เนื้อหาหลักสู ตรจากแหล่งข้อมูลนอกระบบ รวมถึงการใช้ซีดีรอม โดยไม่จากัดแหล่งที่มาไม่วาจะเป็ น IBM NET หรื อ Smart Force 2. Content creation : Learning Space 4.0 รองรับการสร้างเนื้ อหาบทเรี ยนจากtool ต่าง ๆ เช่น Macromedia (Authorware, Dreamweaver, Dreamweaver plus Course Buider Shockwave, Director, Flash) รวมทั้ง tool อื่น ๆ เช่น Toolbook นอกจากนี้ยงสามารถใช้ MS Office, Lotus Smart Suite หรื อ HTML สร้าง ั เนื้อหาของบทเรี ยนได้สะดวกง่ายดาย 4. Assessments : สะดวกยิงขึ้นด้วยระบบ Browser - based Authorizing ในตัวสาหรับสร้างคาถาม ่ และแบบประเมินผล รวมทั้งแบบทดสอบก่อนหรื อหลังกิจกรรมการเรี ยน และข้อสอบปลายภาครองรับ คาถามคาตอบทุกรู ปแบบ (Trend. 2543. 111-114) การจัดการเรียนการสอนทางไกลโดยใช้ สื่อประสม (Teleconference Multi – media) ในปัจจุบน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ก่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัด ั การศึกษาและการเรี ยนรู ้ของมนุษย์เป็ นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็ นผลสื บเนื่องมาจากศักยภาพ ของเทคโนโลยีสารสนเทศในการขจัดข้อจากัดทางกาลเวลาและระยะทาง ส่ งผลให้การแลกเปลี่ยนข่าวสาร
40.
ข้อมูลเกิดได้ในทุกเวลาและทุกสถานที่
ซึ่ งจากวิวฒนาการนี้เองได้ก่อให้เกิดรู ปแบบการศึกษาทางไกล ั (Distance learning) ขึ้น ปรัชญาการสอนทางไกล แนวคิดที่มีอิทธิ พลต่อการสอนทางไกล คือ “การจัดการศึกษาตลอดชีวิต” ซึ่งมีความเชื่อว่า การศึกษาเป็ นปั จจัยสาคัญประการหนึ่งในการดารงชีวตเป็ นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต้ งแต่เกิดจน ิ ั ตาย ประเด็นสาคัญ คือ การศึกษาที่ยดตามแนวคิดและหลักการนี้ตองตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ึ ้ และสมาชิกของสังคมทุกเพศ ทุกวัย โดยจะต้องมีรูปแบบและวิธีจดการศึกษาที่เอื้ออานวยต่อการเรี ยนรู ้ของ ั ทุกคนนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีบทบาทที่เหมาะสมสามารถตอบสนองต่อการจัดการศึกษา ตลอดชีวิตนี้ คือ การสอนทางไกล รู ปแบบของการจัดการสอนทางไกลจะมีลกษณะที่ตรงข้ามกับการเรี ยน ั การสอนในห้องเรี ยนกล่าวคือ ไม่เน้นเรื่ องการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผูสอนกับผูเ้ รี ยน ดังนั้น หลักการของ ้ การจัดการจัดการสอนทางไกล คือ การยอมรับศักยภาพของบุคคลแต่ละคน ที่จะสามารถแสวงหาความรู้ และเรี ยนรู ้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ ในสภาพแวดล้อมและเครื่ องอานวยความสะดวกอย่างที่ได้จดเตรี ยมไว้ ั การสอนทางไกลจึงยึดหลักของการเรี ยนรู ้ดวยตนเองอย่างอิสระ และยึดหลักการของการเรี ยนรู ้แบบเปิ ด คือ ้ เปิ ดโอกาสให้บุคคลได้ศึกษา และเรี ยนรู ้อย่างเสรี โดยไม่มีอุปสรรคทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม ภูมิประเทศ มากีดขวางหรื อ เป็ นข้อจากัดเหมือนกับการเรี ยนในห้อง จากแนวคิดดังกล่าวนักวิชาการหลายท่านได้ กล่าวถึงปรัชญาของการสอนทางไกลไว้ดงนี้ ั ั ่ วิชย วงศ์ใหญ่ กล่าวถึงหลักการของการจัดการศึกษาทางไกลไว้วา ( วิชย วงศ์ใหญ่.2527. อ้างถึง ั ใน สารานุกรมศึกษาศาสตร์ . 2539 : 658-659) 1. การสอนทางไกล เน้นการศึกษาเป็ นรายบุคคลแต่อาจจะมีการเรี ยนเป็ นกลุ่ม ในลักษณะที่มี การทากิจกรรมหรื อการสอนเสริ มบ้างเป็ นบางครั้ง 2. การสอนทางไกล มีการวางแผน และการจัดกระบวนการเรี ยนการสอนอย่างดี โดยมีการ ออกแบบการสอน การสร้าง การจัดเตรี ยมวัสดุ และสื่ อการเรี ยนอย่างเป็ นระบบไว้ล่วงหน้า 3. การสอนทางไกล ควรมีการจัดทาสื่ อการสอนโดยอาศัยผูเ้ ชี่ยวชาญประจาสาขาวิชาต่าง ๆ และนักเทคโนโลยีทางการศึกษาทางานร่ วมกัน 4. การสอนทางไกล ใช้สื่อประสมและใช้วธีการของสื่ อมวลชนรู ปแบบต่าง ๆ ในการถ่ายทอด ิ ความรู้หรื อการนาเสนอบทเรี ยนที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผูเ้ รี ยน ได้อย่างกว้างขวาง เพียงครั้งเดียวสามารถ ครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ทวประเทศสามารถประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนลดความยุงยากแล้ว จะ ั่ ่ สามารถจัดการศึกษาทางไกลในการให้บริ การทางการศึกษาทั้งการศึกษานอกโรงเรี ยน การศึกษาในระบบ โรงเรี ยน ตลอดจนการศึกษาตามอัธยาศัย ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ เพราะสามารถใช้ช่องสัญญาณได้หลาย
41.
ช่องในการจัดการศึกษาแต่ละประเทศ ในระยะเวลาตลอดทั้งวัน ซึ่
งจะทาให้ประชากรของประเทศได้รับ การศึกษาอย่างทัวถึงและเสมอภาคกัน ่ สนอง ฉินนานนท์ ได้สรุ ปว่าปรัชญาการศึกษาทางไกลสามารถสรุ ปเป็ นสาระสาคัญได้ ดังนี้ ( สนอง ฉินนานนท์. 2538 : 62 อ้างถึงใน บังอร ดวงดุษดี. มปป : 6-7) 1. สังคมแห่งการเรี ยนรู ้ (Learning Socity) สังคมปั จจุบนเป็ นสังคมแห่งการเรี ยนรู ้ หมายความว่า ั ความว่า ่ “การที่บุคคลจะดารงตนอยูในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วในปั จจุบนอย่างมีความสุ ขและ ั ประสบความสาเร็ จได้น้ น ั จาเป็ นต้องศึกษาหาความรู ้ให้ทนสมัยอยูเ่ สมอการศึกษาถือเป็ นปั จจัยสาคัญ ั ประการหนึ่งของการดารงชีวิตไม่ยงหย่อนไปกว่าปั จจัย 4 คือ อาหารเครื่ องนุ่งห่ม ที่อยูอาศัย และยารักษา ิ่ ่ โรค ซึ่ งเป็ นปั จจัยทางด้านวัตถุ การศึกษาจึงจาเป็ นต้องสนองตอบต่อความต้องการของสังคมและบุคคลทุก เพศทุกวัย” 2. การศึกษาตลอดชีวิต แนวความคิดที่มีอิทธิ พลต่อการจัดการศึกษามากที่สุดแนวหนึ่งในปัจจุบน ั คือ แนวความคิดเรื่ อง “การศึกษาตลอดชีวต” ซึ่งถือเป็ นกระบวนการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวตของคน ิ ิ การศึกษาตามแนวความคิดนี้ จะต้องสนองตอบต่อความต้องการของสังคมและบุคคลทุกเพศทุกวัย โดย จะต้องมีรูปแบบวิธีการศึกษาที่เอื้ออานวยต่อการเรี ยนรู ้ของผูเ้ ยาว์และผูใหญ่ ทั้งในระบบและนอกระบบ ้ โรงเรี ยน ผลของการยึดแนวความคิดเรื่ องการศึกษาตลอดชีวิตเป็ นหลักในการศึกษา ทาให้เกิดการขยาย ขอบเขต และแนวทางการศึกษาซึ่ งเป็ นที่รู้จกกันคือ “การจัดการศึกษาระบบเปิ ด” (Open Education) ที่ใช้ ั “ระบบการสอนทางไกล” (Distance Education) 3. การศึกษาระบบเปิ ด คือ การศึกษา “ขยายวง” ที่มุ่งเปิ ดโอกาสให้แก่ผเู ้ รี ยนโดยการขยายโอกาส ทางการศึกษาไปสู่ กลุ่มด้อยโอกาสเป็ นระบบที่ช่วยให้เกิดความเสมอภาค และความเป็ นธรรมให้โอกาส ทางการศึกษาในลักษณะ “ใครใคร่ เรี ยนเรี ยน” 4. การศึกษาระบบเปิ ดโดยใช้ระบบการสอนทางไกล ในปัจจุบนเทคโนโลยีทางการศึกษาในรู ป ั ของสื่ อประสม ได้ก่อให้เกิดการศึกษาระบบเปิ ดที่ใช้วธี “การเรี ยนการสอนทางไกล” ซึ่งหมายถึง ระบบการ ิ สอนที่ไม่มีช้ นเรี ยน แต่อาศัยสื่ อประสม ได้แก่ สื่ อเอกสารการสอนที่ส่งทางไปรษณี ย ์ สื่ อวิทยุกระจายเสี ยง ั สื่ อวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งสื่ อบุคคล ความหมายของการศึกษาทางไกล ได้มีผให้คานิยามของการเรี ยนทางไกล (Distance learning) หรื อการศึกษาทางไกล (distance ู้ education) ไว้หลายท่านด้วยกัน เบิร์ก และฟรี วน (E.R.Burge and CC Frewin ,1985 : 4515) ได้ให้ความหมายของการเรี ยนการสอน ิ ทางไกลว่า หมายถึง กิจกรรมการเรี ยนที่สถาบันการศึกษาได้จดทาเพื่อให้ผเู ้ รี ยนซึ่ งไม่ได้เลือกเข้าเรี ยน ั หรื อไม่สามารถจะเข้าเรี ยนในชั้นเรี ยนที่มีการสอนตามปกติได้กิจกรรมการเรี ยนที่จดให้มีน้ ีจะมีการ ั
42.
ั ผสมผสานวิธีการที่สัมพันธ์กบทรัพยากร การกาหนดให้มีระบบการจัดส่ งสื่
อการสอนและมีการวางแผนการ ดาเนินการ รู ปแบบของทรัพยากรประกอบด้วย เอกสาร สิ่ งพิมพ์ โสตทัศนูปกรณ์ สื่ อคอมพิวเตอร์ ซึ่ งผูเ้ รี ยน อาจเลือกใช้สื่อเฉพาะตนหรื อเฉพาะกลุ่มได้ ส่ วนระบบการจัดส่ งสื่ อนั้นก็มีการใช้เทคโนโลยีนานาชนิ ด สาหรับระบบบริ หารก็มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทางไกลขึ้น เพื่อรับผิดชอบจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอน โฮล์มเบิร์ก (Borje Holmber, 1989: 127 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร บุญอาไพ. 2540 : 38) ได้ให้ ความหมายของการศึกษาทางไกล ว่าหมายถึงการศึกษาที่ผเู ้ รี ยนและผูสอนไม่ได้มาเรี ยนหรื อสอนกันซึ่ ง ๆ ้ ่ ่ หน้า แต่เป็ นการจัดโดยใช้ระบบการสื่ อสารแบบสองทาง ถึงแม้วาผูเ้ รี ยนและผูสอนจะไม่อยูในห้องเดียวกัน ้ ก็ตาม การเรี ยนการสอนทางไกลเป็ นวิธีการสอนอันเนื่ องมาจากการแยกอยูห่างกันของผูเ้ รี ยนและผูสอน การ ่ ้ ปฏิสัมพันธ์ดาเนินการผ่านสื่ อสิ่ งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ และเครื่ องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไกรมส์ (Grimes) ได้ให้นิยามการศึกษาทางไกลว่า คือ “แนวทางทุก ๆ แนวทางของการเรี ยนรู้จาก ่ หลักสู ตรการเรี ยนการสอนปกติที่เกิดขึ้น แต่ในกระบวนการเรี ยนรู ้น้ ีครู ผสอนและนักเรี ยนอยูคนละสถานที่ ู้ กัน ” นอกจากนี้ ไกรมส์ ยังได้อธิ บายถึงเรื่ อง การใช้เทคโนโลยีในการเรี ยนการสอนผ่านสื่ อทางไกล โดย เขาได้ให้นิยามที่กระชัย เข้าใจง่ายสาหรับการศึกษาทางไกลสมัยใหม่ไว้วาคือ “การนาบทเรี ยนไปสู่ นกเรี ยน ่ ั โดยใช้เทคโนโลยีมากกว่าที่จะใช้เทคโนโลยีนานักเรี ยนเข้าสู่ บทเรี ยน” และไกรมส์ยงได้ถอดความของคี ั แกน (Keehan) ซี่ งได้กาหนดลักษณะเฉพาะของการเรี ยนการสอนทางไกลไว้ ดังนี้คือ 1. เป็ นกระบวนการเรี ยนการสอนที่ครู และนักเรี ยนอยูต่างถานที่กน ่ ั 2. สถาบันการศึกษาเป็ นผูกาหนดขอบเขตและวิธีการในการบริ หารจัดการ(รวมทั้งการประเมินผล ้ การเรี ยนของนักเรี ยน) 3. ใช้กระบวนการทางสื่ อในการนาเสนอเนื้อหาหลักสู ตร ั และเป็ นตัวประสานระหว่างครู กบ นักเรี ยน ั 4. สามารถติดต่อกันได้ท้ งระหว่างครู กบนักเรี ยนและหรื อสถาบันการศึกษากับนักเรี ยน ั วิจิตร ศรี สอ้าน (2529 : 5 – 7) ได้ให้ความหมายของการเรี ยนการสอนทางไกลว่าหมายถึง ระบบ การเรี ยนการสอนที่ไม่มีช้ นเรี ยน แต่อาศัยสื่ อประสมอันได้แก่ สื่ อทางไปรษณี ย ์ วิทยุกระจายเสี ยง วิทยุ ั โทรทัศน์ และการสอนเสริ ม รวมทั้งศูนย์บริ การทางการศึกษา โดยมุ่งให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนได้ดวยตนเองอยูกบบ้าน ้ ่ ั ้ ้ ่ ไม่ตองมาเข้าชั้นเรี ยนตามปกติ การเรี ยนการสอนทางไกลเป็ นการสอนที่ผเู ้ รี ยนและผูสอนจะอยูไกลกัน แต่ สามารถมีกิจกรรมการเรี ยนการสอนร่ วมกันได้ โดยอาศัยสื่ อประสมเป็ นสื่ อการสอน โดยผูเ้ รี ยนผูสอนมี ้ โอกาสพบหน้ากันอยูบาง ณ ศูนย์บริ การ การศึกษาเท่าที่จาเป็ น การเรี ยนรู ้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากสื่ อประสมที่ ่ ้ ผูเ้ รี ยนใช้เรี ยนด้วยตนเองในเวลาและสถานที่สะดวก สนอง ฉินนานนท์ (2537 : 17 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร บุญอาไพ. 2540 : 7) ได้ให้ความหมายของ การศึกษาทางไกลว่าเป็ นกิจกรรมการเรี ยนสาหรับผูที่ไม่สามารถเข้าเรี ยนในชั้นเรี ยนตามปกติได้ ซึ่ งอาจจะ ้
43.
เป็ นเพราะเหตุผลทางภูมิศาสตร์ หรื
อเหตุผลทางเศรษฐกิจก็ตาม การเรี ยนการสอนลักษณะนี้ผสอนกับผูเ้ รี ยน ู้ แยกห่างกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์โดยผ่านสื่ อการเรี ยนการสอน การเรี ยนโดยใช้สื่อการเรี ยนทางไกลนั้น ใช้ สื่ อในลักษณะสื่ อประสม (Multimedia) ได้แก่ สื่ อเอกสาร สื่ อโสตทัศน์ และสื่ ออิเล็กทรอนิกส์ เช่นรายการ วิทยุ โทรทัศน์ เทปเสี ยง วีดิทศน์ และคอมพิวเตอร์ ั วิชย วงศ์ใหญ่ ( 2527 อ้างถึงในสารานุกรมศึกษาศาสตร์ . 2539: 658 ) การสนทางไกล (distance ั teaching) หมายถึง ระบบของการจัดการศึกษาวิธีหนึ่ง ซึ่ งผูสอนและผูเ้ รี ยนไม่ตองมาทากิจกรรมใน ้ ้ ่ ห้องเรี ยน กระบวนการเรี ยนการสอนจะยืดหยุนในเรื่ องเวลา สถานที่ โดยคานึงถึงความสะดวกและความ พร้อมของผูเ้ รี ยนเป็ นหลัก รู ปแบบของการเรี ยนจะใช้สื่อการเรี ยนประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่ งพิมพ์ สื่ อที่ติดต่อ ทางไปรษณี ย ์ สื่ อทางวิทยุ สื่ อทางโทรทัศน์และสื่ อโสตทัศน์อุปกรณ์ประเภทอื่น รวมทั้งการพบกลุ่มโดยมี วิทยากรเป็ นผูให้ความรู้หรื อการสิ นเสริ ม เป็ นต้น ้ โดยสรุ ปแล้วการศึกษาทางไกลหมายถึง กิจกรรมการเรี ยนการสอนที่จดขึ้น โดยที่ผเู ้ รี ยนไม่ ั จาเป็ นต้องเข้าชั้นเรี ยนปกติ เป็ นการเรี ยนการสอนแบบไม่มีช้ นเรี ยน แต่อาศัยสื่ อต่าง ๆ ที่เรี ยกว่าสื่ อประสม ั ได้แก่ เอกสาร สื่ อโสตทัศน์ และสื่ ออิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงสื่ อบุคคลช่วยในการจัดการเรี ยนการสอน หลักสาคัญของการศึกษาทางไกล จากความหมาย และปรัชญาของการเรี ยนการสอนทางไกลดังได้กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้วามี ่ ลักษณะเฉพาะสาคัญที่แตกต่างไปจากการศึกษาในระบบอื่นหลายประการ ดังที่ วิจิตร ศรี สอ้าน (วิจิตร ศรี สอ้าน และคณะ 2534 : 7 – 8) ได้จาแนกลักษณะสาคัญของการศึกษาทางไกลไว้ดงนี้ ั 1. ผูเ้ รี ยนและผูสอนอยูห่างจากกัน การเรี ยนการสอนทางไกล เป็ นรู ปแบบการสอนที่ผูสอนและ ้ ่ ้ ผูเ้ รี ยนอยูห่างไกลกัน มีโอกาสพบปะหรื อได้รับความรู ้จากผูสอนโดยตรงต่อหน้าน้อยกว่าการศึกษาตามปกติ ่ ้ การติดต่อระหว่างผูเ้ รี ยนและผูสอนนอกจากจะกระทาโดยผ่านสื่ อต่าง ๆ แล้ว การติดต่อสื่ อสารโดยตรงจะ ้ เป็ นไปในรู ปของการเขียนจดหมายโต้ตอบกัน มากกว่าการพบกันเฉพาะหน้า 2. เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลางการเรี ยน ในระบบการเรี ยนการสอนทางไกลผูเ้ รี ยนจะมี อิสระ ในการ เลือกเรี ยนวิชาและเลือกเวลาเรี ยนตามที่ตนเห็นสมควร สามารถกาหนดสถานที่เรี ยนของตนเอง พร้อมทั้ง กาหนดวิชาการเรี ยนและควบคุมการเรี ยนด้วยตนเอง วิธีการเรี ยนรู ้ก็จะเป็ นการเรี ยนรู ้ดวยตนเอง จากสื่ อที่ ้ สถาบันการศึกษาจัดบริ การรวมทั้งสื่ อเสริ มในลักษณะอื่น ๆ ที่ผเู ้ รี ยนจะหาได้เอง 3. ใช้สื่อและเทคโนโลยีเป็ นเครื่ องมือในการบริ หารและบริ การ สื่ อทางเทคโนโลยีก ารศึกษาที่ใช้ ส่ วนใหญ่จะใช้สื่อสิ่ งพิมพ์เป็ นสื่ อหลัก โดยจัดส่ งให้ผเู ้ รี ยนทางไปรษณี ย ์ สื่ อเสริ มจัดไว้ในหลายรู ปแบบมีท้ ง ั รายการวิทยุกระจายเสี ยง รายการวิทยุโทรทัศน์ เทปเสี ยงประกอบชุดวิชา และวิดีทศน์ประกอบชุดวิชา สิ่ งใด ั ที่มิได้จดส่ งแก้ผเู ้ รี ยนโดยตรง สถาบันการศึกษาจะจัดไว้ตามศูนย์การศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนได้มีโอกาส ั รับฟัง หรื อรับชม โดยอาจให้บริ การยืมได้ นอกจากสื่ อดังกล่าวแล้วสถาบันการศึกษาที่เปิ ดสอนทางไกลยังมี สื่ อเสริ มที่สาคัญอีก เช่น สื่ ออิเล็กทรอนิกส์ สื่ อคอมพิวเตอร์ และสื่ อการสอนทางโทรทัศฯ เป็ นต้น
44.
4. ดาเนินงานและควบคุมคุณภาพในรู ปองค์กรคณะบุคคล
การศึกษาทางไกลได้รับการยอมรับว่า เป็ นส่ วนหนึ่งของระบบและวิธีการจัดการศึกษาในประเทศต่าง ๆ มากยิงขึ้น เพราะสามารถจัดการเรี ยนการ ่ สอน ตลอดจนบริ การการศึกษาให้แก่ผเู ้ รี ยนได้มากกว่า และประหยัดกว่าทั้งนี้เพราะไม่มีขอจากัดในเรื่ อง ้ สัดส่ วนครู ต่อนักเรี ยนอาคารสถานที่ในส่ วนคุณภาพนั้นผูรับผิดชอบจัดการศึกษาทุกคนต่างมุ่งหวังให้ ้ การศึกษาที่ตนจัดบรรละจุดมุ่งหมาย และมาตรฐานที่รัฐตั้งไว้ การศึกษาทางไกลได้มีการสร้างระบบและ องค์กรขึ้นรับผิดชอบในการพัฒนาหลักสู ตตและผลิตเอกสารการสอน ตลอดจนสื่ อการสอนประเภทต่าง ๆ ่ รวมทั้งการออกข้อสอบ ลักษณะเช่นนี้ อาจกล่าวได้วาการศึกษาทางไกลมีระบบการควบคุมคุณภาพของ ่ การศึกษาอย่างเข้มงวดและเคร่ งครัด ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษามิได้อยูภายใต้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรื อองค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะแต่เน้นการจัดการศึกษาที่มีการดาเนิ นงานในรุ ปองค์กรคณะบุคคล ที่ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 5. มีการจัดการศึกษาอย่างมีระบบ กระบวนการเรี ยนการสอนทางไกล ได้รับการออกแบบขึ้น อย่างเป็ นระบบ เริ่ มจากการพัฒนาหลักสู ตรและผลิตเอกสาร ตลอดจนสื่ อการสอนจากผูเ้ ชี่ยวชาญทั้งในด้าน เนื้อหา ด้านสื่ อ และด้านการวัดและประเมินผล มีการดาเนินงานและผลิตผลงานที่เป็ นระบบ มีการควบคุม มาตรฐานและคุณค่าอย่างแน่นอนชัดเจน จากนั้นจะส่ งต่อไปให้ผเู ้ รี ยน ส่ วนการติดต่อที่มาจากผูเ้ รี ยนนั้น ผูเ้ รี ยนจะจัดส่ งกิจกรรมมายังสถานศึกษา ซึ่ งหน่วยงานในสถานศึกษาจะจัดส่ งกิจกรรมของผูเ้ รี ยนไปตาม ระบบถึงผูสอน เพื่อให้ผสอนตรวจตามมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาที่ได้กาหนดไว้ ้ ู้ 6. มีการใช้สื่อประเภทต่าง ๆ หลากหลาย แทนสื่ อบุคคล สื่ อ ที่ใช้แตกต่างกันไปตามเนื้ อหา การ สอนและการจัดการสอนเป็ นการจัดบริ การให้แก่ผเู ้ รี ยนจานวนมากในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการดาเนินงานใน ด้านการเตรี ยมและจัดส่ งสื่ อการศึกษาจึงต้องจัดทาในรู ปของกิจกรรมทางอุตสาหกรรม คือมีการผลิตเป็ น จานวนมาก มีการนาเอาเทคนิคและวิธีการผลิตที่จดเป็ นระบบ และมีการดาเนิ นงานเป็ นขั้นตอนตามระบบ ั อุตสาหกรรม 7. เน้นด้านการผลิตและจัดส่ งสื่ อการสอนมากกว่า การทาการสอนโดยตรง บทบาทของสถาบัน การสอนในระบบทางไกล จะแตกต่างจากสถาบันที่สอนในระบบเปิ ด โดยจะเปลี่ยนจากการสอนเป็ น รายบุคคลมากเป็ นการสอนคนจานวนมากสถาบัน จะรับผิดชอบด้านการผลิตและจัดส่ งเอกสาร และสื่ อการ ศึกษาและประเมินผลการเรี ยนของผูเ้ รี ยน และการจัดสอนเสริ มในศูนย์ภูมิภาค 8. มีการจัดตั้งหน่วยงานและโครงสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการสอนและการบริ การผูเ้ รี ยนแม้ผเู้ รี ยน ้ ่ และผูสอนจะอยูแยกห่างจากกันก็ตาม แต่ผเู ้ รี ยนก็จะได้รับการสนับสนุนจากผูสอนในลักษณะต่าง ๆ มีการ ้ จัดตั้งศูนย์การศึกษาประจาท้องถิ่นหรื อประจาภาคขึ้นเพื่อสนับสนุนให้บริ การการศึกษา 9. ใช้การสื่ อสารติดต่อแบบสองทาง นการจัดการศึกษาทางไกล แม้การจัดการสอนจะเป็ นไป โดยใช้สื่อการสอนประเภทต่างๆแทนการสอนด้วยครู โดยตรงแต่การติดต่อระหว่างผูสอนกับผูเ้ รี ยนก็เป็ นไป ้ ในรู ปการติดต่อสองทาง ซึ่ งสถาบันการศึกษาและผูสอนจะติดต่อกับผูเ้ รี ยนโดยจดหมายและโทรศัพท์ ส่ วน ้ ผูเ้ รี ยนก็อาจจะติดต่อกับผูสอนและสถาบันการศึกษาด้วยวิธีการเดียวกัน นอกจากนี้ทางสถาบันการศึกษายัง ้
45.
จัดให้มีการติดต่อกับผูเ้ รี ยนด้วยการจัดสอนเสริ
ม ซึ่ งส่ งผูสอนไปสอนนักศึกษาตามศูนย์บริ การการศึกษา ้ ประจาจังหวัดตามช่วงเวลาและวิชาที่สถาบันกาหนด สื่ อและวิธีการศึกษาทางไกล สื่ อนับว่าเป็ นหัวใจของการจัดการเรี ยนการสอนในการศึกษาทางไกลเพราะการถ่ายทอดความรู้และ ประสบการณ์ต่าง ๆ จากผูสอนไปยังผูเ้ รี ยนนั้น จะอาศัยสื่ อประเภทต่าง ๆ ผูเ้ รี ยนหรื อนักศึกษาจะเรี ยนด้วย ้ ่ ้ ตนเองอยูที่บานโดยอาศัยสื่ อการสอนประเภทต่าง ๆ (ทิพย์เกสร บุญอาไพ. 2540 : 43 ) ่ การเลือกหรื อจัดสื่ อเพื่อใช้ในการศึกษาทางไกลไม่วาจะเป็ นสื่ อชนิดใดก็ตาม จะต้องคานึงถึงหลัก ่ ่ ั จิตวิทยาที่วา ถ้าผูเ้ รี ยนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์อยูกบสื่ อชนิดเดียวนาน ๆ อาจเกิดความเบื่อหน่วยได้ และอาจทา ให้ผเู ้ รี ยนท้อถอยหมดกาลังใจในการเรี ยนรู ้ ดังนั้น สื่ อที่ใช้ควรเป็ นสื่ อที่หลากหลายและเป็ นสื่ อที่มีการ เสริ มแรงให้กาลังใจผูเ้ รี ยน ซึ่ งการใช้สื่อแบบนี้เรี ยกว่าสื่ อประสม คือมีสื่อหนึ่งเป็ นสื่ อหลักและมีสื่อชนิดอื่น เป็ นสื่ อเสริ ม ทั้งนี้เนื่ องจากสื่ อแต่ละตัวมีท้ งข้อดีและข้อจากัด การศึกษาจากสื่ อเพียงตัวเดียวจะทาให้ผเู ้ รี ยน ั ได้รับความรู ้ไม่สมบูรณ์จึงควรอาศัยสื่ อชนิดอื่นประกอบเพื่อเสริ มความรู ้สื่อที่ใช้ในการศึกษาทางไกลนี้แยก ได้เป็ น (กิดานันท์ มะลิทอง. 2540 : 169) 1. สื่ อหลัก คือสื่ อที่ผเู้ รี ยนสามารถใช้ศึกษาได้ดวยตนเองตลอดเวลาและทุกสถานที่ สื่ อ หลักส่ วน ้ มากจะเป็ นสื่ อสิ่ งพิมพ์ เช่น ตารา เอกสารคาสอน หรื อคู่มือเรี ยน โดยผูเ้ รี ยนสามารถใช้สื่อเหล่านี้เป็ นหลักใน การเรี ยนวิชานั้น ๆ และมีโอกาสพลาดจากการเรี ยนได้นอยมาก เพราะผูเ้ รี ยนมีสื่อหลักนี้อยูกบตัวแล้ว ้ ่ ั 2. สื่ อเสริ ม คือ สื่ อที่จะช่วยเก็บตก ต่อเติมความรู ้ให้แก่ผเู ้ รี ยนให้มีความรู ้กระจ่างสมบูรณ์ข้ ึนหรื อ หากในกรณี ที่ผเู ้ รี ยนศึกษาจากสื่ อหลักแล้วยังไม่จุใจพอ หรื อยังไม่เข้าใจได้ชดเจนมีปัญหาอยูก็สามารถศึกษา ั ่ ่ เพิ่มเติมจากสื่ อเสริ มได้ สื่ อประเภทนี้ จะอยูในรู ปแบบของเทปสรุ ปบทเรี ยน วิทยุ เอกสารเสริ ม การสอน เสริ มหรื อการพบกลุ่ม เป็ นต้น ในส่ วนของวิธีการเรี ยนการสอนทางไกลนั้นนอกจากผูเ้ รี ยนจะเรี ยนด้วยตนเองจากสื่ อประเภทต่างๆ ทั้งสื่ อหลักและสื่ อเสริ มแล้ว สถาบันการศึกษาทางไกลในปั จจุบนจานวนมากได้ใช้สื่อวิธีการต่าง ๆ เป็ นสื่ อ ั เสริ มอีกด้วย เช่น กระบวนการกลุ่ม การสาธิ ต การทดลอง สถานการณ์จาลอง การศึกษารายกรณี ฯลฯ โดย ผูสอนอาจกาหนดให้นกสึ กษาทากิจกรรมต่อเนื่องหลังจากที่ศึกษาเนื้อหาจากสื่ หลัก แล้วอาจให้ไปสัมภาษณ์ ้ ั ผูเ้ กี่ยวข้องเพิ่มเติม ให้ไปฝึ กปฏิบติงานในหน่วยงานต่าง ๆ โดยให้นกศึกษารับผิดชอบไปทากิจกรรม ั ั เหล่านั้นเองแล้วส่ งผลการทากิจกรรมมาให้อาจารย์ผสอนตรวจ หรื อจัดให้มีการประชุมปฏิบติการระยะสั้น ู้ ั มีการอภิปรายกลุ่ม โดยการนัดหมาย ณ ศูนย์วทยบริ การในท้องถิ่นด้วย ( ทิพย์เกสร บุญอาไพ. 2540 : 45) ิ การจัดการศึกษาทางไกลในระดับสากล 1. ประเทศอังกฤษ การศึกษาทางไกลในต่างประเทศมีมานานพอสมควรในสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ ค.ศ. 1969
46.
มหาวิทยาลัยเปิ ด (Open
University) ได้สอนในระดับปริ ญญาตรี และปริ ญญาโท และมีบางวิชาในระดับ ปริ ญญาโทเป็ นวิชาทางการผลิต (manufacturing) และการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่ใช้ในสมัยนั้นเป็ นการแพรื่ ภาพและเสี ยงทางโทรทัศน์และวิทยุ นอกเหนือจากเอกสารและเทป บันทึกภาพต่าง ๆ ระหว่าง ค.ศ. 1987 – 1990 สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้ า (IEE : Institute of Electrical Engineers) แห่งส หราชอาณาจักรได้ ได้ความสนใจการสอนผ่านสื่ อทางไกลแก่สมาชิกและบุคคลทัวไปทางสาขาวิศกรรม ่ ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้วธีบนทึกเทปที่มหาวิทยาลัยแอสตัน ในเมืองเบอร์มิงแฮมและมหาวิทยาลัย ิ ั ยอร์ ค จากนั้น ใน ค.ศ. 1991 ได้เริ่ มใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยฝึ ก (CBT : Computer – Based Training) ทาให้เริ่ ม มีลกษณะโต้ตอบ (Interactive) และคาดว่าในไม่ชาระบบสื่ อประสม (multimedia) ซึ่ งก็ใช้คอมพิวเตอร์ ั ้ เช่นเดียวกันจะเข้ามาแทนที่เพราะสามารถสื่ อได้ท้ งอักษร เสี ยง ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งมี ั ลักษณะโต้ตอบได้ดวย วิชาที่สอนได้แก่ การสื่ อสาร (communications) วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (software ้ engineering) ฯลฯ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยปิ ดบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ ด ได้มีการเสนอแนว ทางการสอนหลักสู ตรปริ ญญาโทด้านวิศวกรรมคลื่นวิทยุ (RF Engineering) แบบทางไกลโดยใช้เครื อข่าย คอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ ช่วยออกแบบ (CAD : Computer-Aided Design) ช่วยในการฝึ กภาคปฏิบติ ั 2. ประเทศสหรัฐอเมริ กา ในประเทศอเมริ กา การศึกษาทางไกลจะมีลกษณะที่หลากหลาย ภาควิชาพัฒนาวิชาชีพวิศวกร ั (Department of Engineering Professional Development) ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินที่เมืองเมดิสันมีการ สอนภาษาญี่ปุ่นทางไกลแก่นกศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มาตั้งแต่ปี 1968 โดยนอกจากการใช้ตารา แล้วยังมีการ ั ประชุมทางไกลด้วยเสี ยงและภาพนิ่ง (audiographic teleconferencing) ตลอดจนการสอนทางาหลผ่าน ดาวเทียมแบบโต้ตอบได้ (interactive satellite broadcasts) อีกทั้งมีการใช้ระบบการศึกษาทางาหลโดย ร่ วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อสอนทางไกลไปยังเมกซิ โก ยุโรปและเอเซี ย มหาวิทยาลัยโคโรลาโด มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันและมหาวิทยลัยไรซ์ได้ร่วมมือกันจัดหลักสู ตร ระดับปริ ญญาตรี วศวกรรมไฟฟ้ า สาขาการประมวลสัญญาดิจิทล (digital signal processsing) แบบทางไกล ิ ั โดยจัดเป็ นภาคปฏิบติให้นกศึกษาได้ฝึกทดลองทั้งนี้เพื่อแบ่งปั นทรัพยากรบุคคลและเครื่ องมือ ั ั นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อสอนทางไกลโดยอาศัยระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เจต (Internet) ซึ่ งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เทคโนโลยีดงกล่าวประกอบด้วย ั (1) ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มข่าวสาร (E- mail and Newsgroups) เพือการส่ งคาถาม ตอบ ์ ่ ั คาถามระหว่างอาจารย์กบนักศึกษา ตลอดจนการถาม-ตอบกันเองระหว่างนักศึกษา (2) โฮมเพจ (Homepage) โดยใช้บราวเซอร์ (browser) ที่ชื่อโมเสก (Mosaic) เนตสเคป (Netscape) และเอ็กซ์ฟลอเรอร์ (Explorer) เพื่อสนับสนุนการสอนโดยเน้นรายละเอียด ภาคปฏิบติ ฐานข้อมูล เอกสารการเรี ยนการสอน แนวทางการเขียนรายงานและรายการคาตอบ ั
47.
(3) การใช้ซอฟต์แวร์ชื่อ แมทแล็ป
(Matlab) ซึ่งเป็ นโปรแกรมสาเร็ จรู ปแบบมาตรฐานสาหรับ การศึกษาและวิจยด้านการประมวลสัญญาณดิจิทลในการฝึ กภาคปฏิบติ ั ั ั ในการสอน นักศึกษาจะถูกจัดแบ่งเป็ นกลุ่ม ซึ่ งโดยปกติจะเป็ นการรวมกลุ่มนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยและ ก่อนการลงมือปฏิบติจะมีเทปบันทึกภาพอธิ บายให้เข้าใจถึงทฤษฎีและแนวทางการทดลอง ั มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ ด มีเครื อข่ายโทรทัศน์เพื่อการสอน (SITN: Stanford University Instructional Television Network) ซึ่ งก่อตั้งมา 25ปี แล้ว ทาหน้าที่แพร่ ภาพหลักสู ตรวิทศกรรมศาสตร์ และ ่ ่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เพื่อสอนนักศึกษาที่ทางานอยูตามบริ ษทที่อยูภายในรัศมีแพร่ ภาพโดยไม่จาเป็ นต้อง ั ่ เดินทางมาเรี ยนที่มหาวิทยาลัย นักศึกษาที่อยูนอกรัศมีการแพร่ ภาพสามารถติดต่อซื้ อเทปบันทึกภาพการ ั ั ่ สอนได้ นอกจากนี้ยงจัดเทปบันทึกภาพการสอนไว้ในห้องสมุดเพื่อให้นกศึกษาที่อยูภายในมหาวิทยาลัยมา ขอยืมได้ ระบบการศึกษาทางไกลที่ทนสมัยและเป็ นระบบที่กว้างไกลทัวทั้งรัฐ คงจะเป็ นที่รัฐนอร์ ธ-คาโรไล ั ่ นา (North Carolina) เชื่อมต่อมหาวิทยาลัยและโรงเรี ยนกว่า 150 แห่งใน ค.ศ. 1994 และคาดว่าจะครอบคลุม ได้ถึง 1,000 แห่ง การบริ การสอนผ่านสื่ อทางไกล (DLS: Distance Learning Service) เป็ นบริ การหนึ่งใน ิ่ ่ หลายบริ การที่วงอยูบน “ทางด่าวนสารสนเทศนอร์ ธคาโรไลนา” (NCH : North Carolina Information Superhighway) ซึ่ งนับเป็ นโครงการทางด่าวนสารสนเทศที่ใช้อตรเร็ วของข้อมูลล่าสุ ดถึง 622 เมกะบิทต่อ ั วินาที นอกจากนี้นอร์ ธคาโรไลนา ได้สร้างบริ เวณเทคดนดลยีที่รู้จกกันในนามของ “อุทยานสามเหลี่ยม ั วิจย” (Research Triangle Park) ซึ่ งในโครงการอุทยานสามเหลี่ยมวิจยนี้ได้เคยมีรเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ั ั เรี ยกว่า “เครื อข่ายเพื่อการศึกษาและวิจยนอร์ ธคาโรไลนา” (NC-REN: North Carolina Research and ั Education Network) โดยเชื่ อมต่อ 5 มหาวิทาลัยและสถาบันวิจยอุทยานสามเหลี่ยม (Triangle Park Research ั Institute) เพื่อใช้ประโยชน์ดานการเรี ยนสอนและวิจยสาขาไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาระหว่าง ค.ศ. 1987 ้ ั – 1989 ได้ขยายไปยังโรงเรี ยนแพทย์ของมหาวิทยาลัย อีก 4 แห่งและมหาวิทยาลัยทัวไปอีก 3 แห่ง ต่อมาได้ ่ เพิ่มอีกประมาณ 10 แห่ง ปั จจุบนเครื อข่ายเพื่อการศึกษาและวิจยนอร์ ธคาโรไลนาได้ปรับปรุ งด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อเข้ากับ ั ั โครงการทางด่วนสารสนเทศนอร์ ธคาโรไลนา ซึ่ งจะทไใครอบคลุมบริ การทั้งด้านการแพทย์ทางไกลและ การศึกษาทางไกลที่สมบูรณ์แบบ กล่าวคือ ผูใช้สามารถได้รับภาพและเสี ยงคุณภาพสู งนอกจากนี้ยงมีระบบ ้ ั ล่าสุ ดของการ “ศึกษาเมื่อต้องการ” โดยเลือกเรี ยนจากคอมพิวเตอร์ ที่ทาหน้าที่เป็ นเซิ ฟเวอร์ ดวยสิ่ งทั้งหลายที่ ้ กล่าวไปแล้วนี้เป็ นไปได้เพราะใช้เทคโนโลยีล่าสุ ดของระบบชุมสายที่เรี ยกว่าเอทีเอ็ม (ATM: Asynchronous Transfer Mode) และครื อข่ายเส้นใยนาแสง (optical fiber) 3. ประเทศญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น การศึกษาทางไกลเริ่ มจากมหาวิทยาลัยทางอากาศ (University of the
48.
Air) ซึ่ งมีลกษณะเป็
นมหาวิทยาลัยเปิ ด รับนักศึกษาโดยไม่ตองผ่านการสอบคัดเลือก เริ่ มเปิ ดทาการเมื่อ ค.ศ. ั ้ 1983 นักศึกษามีท้ งประเภทไม่ตองการปริ ญญา และต้องการปริ ญญา สาหรับผูที่ตองการปริ ญญาต้องจบ ั ้ ้ ้ โรงเรี ยนมัธยมศึกษาและทาการศึกษาในมหาวิทยาลัยทางอากาศอย่างน้อย 4 ปี เพื่อให้ได้ 124 หน่วยกิต วิธีการเรี ยนการสอนใช้การแพร่ ภาพและเสี ยงทางโทรทัศน์ 18 ช่วยโมงต่อวัน โดยมีสถานีโทรทัศน์ของ ตนเอง พร้อมทั้งมีหน่วยงานหรื อ สถาบันการศึกษาสื่ อประสมแห่งชาติ (NIME: National Institute of Multimedia Education) ช่วยทาหน้าที่ผลิตสื่ อเพื่อแพร่ ภาพทางโทรทัศน์ จอกจากนี้ มีสื่ออื่นได้แก่ วิทยุ เทป เสี ยงการบรรยาย เทปภาพการบรรยาย ตารา การทดสอบนักศึกษาทางไปรษณี ย ์ การสอบประจาเทอมที่ศูนย์ การศึกษาและการเรี ยนแบบปกติ (Fact-to-Face) อีก 20 หน่วยกิตก่อนจะจบได้รับปริ ญญาดังกล่าว ระบบมหาวิทยาลัยเปิ ดที่เปิ ดสอนทางไกลมี สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งฮอกไกโดตั้งอยูใน ่ ่ บริ เวณโครงการสามเหลี่ยมวิจยเหนือ (Research Triangle North Project) ซึ่ งอยูระหว่าง 3 เมือง ได้แก่ ซัป ั โปโร ฮิโตเซ และ อีเบทซึ ในเกาะฮอกไกโด สถาบันดังกล่าวทาหน้าที่บริ หารเครื อข่ายศึกษาทางไกลผ่าน ดาวเทียมชื่อเครื อข่ายไพน์ โดยมีศูนย์กลางการบรรยายเพื่อแพร่ ภาพสดจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศ แห่งฮอกไกโดไปยังห้องเรี ยนทัวประเทศญี่ปุ่น 21 แห่ง ซึ่ งรวมวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ พฒนาอิเล็กทรอนิกส์ ่ ั ่ (EDC: Electronics Development Computer Colleges) จานวน 11 แห่งอยูในนี้ดวย ห้องเรี ยนแต่ละจุดจะ ้ ประกอบด้วยอุปกรณ์รับสัญญาณากดาวเทียมเพื่อแพร่ ภาพ และเสี ยงของผูบรรยายซึ่งนักศึกษาจะดูจาก ้ จอภาพโทรทัศน์ หรื อจากจอคอมพิวเตอร์ ก็ได้ โดยเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในห้องเรี ยนเชื่อมต่อเป็ นข่ายงาน บริ เวณเฉพาะที่ (LAN: Local Area Network) ซึ่ งนักเรี ยนแต่ละคนจะได้ใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ หนึ่งเครื่ อง มี ระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (CAI: Computer-Aided Instruction) เพื่อทาหน้าที่ 1) แสดงเนื้อหาที่สอน 2) ตอบคาถามของนักเรี ยน 3) วิเคราะห์การตอบคาถามของนักเรี ยน และ 4) แสดงภาพนิ่ง ในการทางาน นอกจากจะใช้ดาวเทียมในการแพร่ ภาพและเสี ยงผูบรรยายแล้ว ทางโครงการได้ใช้ระบบโครงข่ายบริ การ ้ สื่ อสารร่ วมระบบดิจิทล (ISDN: Integrated Services Digital Network) ช่วยด้วยเพื่อเป็ นการประหยัง ั ช่องสัญญาณดาวเทียม 3. ทวีปอัฟริ กา ทวีปอัฟริ กานับว่าเป็ นทวีปที่เป็ นประเทศกาลังพัฒนา ซึ่ งให้ความสาคัญต่อการจัดการศึกษาทางไกล โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เช่น ดาวเทียม และเส้นใยนาแสง เชื่อมต่อในลักษณะ ต่าง ๆ เช่นกัน โดยเน้น โครงการเริ่ มต้นเมื่อเมษายน ค.ศ. 1994 ระหว่างมหาวิทยาลัยซิ มบับเวของประเทศซิ มบับเว มหาวิทยาลัยไน โรปี ประเทศเคนยา มหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็มแห่งสหรัฐอเมริ กา โดยใช้ดาเทียมอินเทลแซท 603 มีการทดลองสอนด้านเกษตรกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งการสัมมนา ด้านควบคุมแมลงทาลายพืช และวิธีการเพิ่มผลผลิตทางเกษตรกรรม เป็ นต้น ลักษณะสาคัญจากประสบการณ์ของการศึกษาทางไกลของประเทศต่าง ๆ สรุ ปได้ดงนี้ ั (1) มีการจัดการศึกษาทางไกลทั้งในมหาวิทยาลัยเปิ ดและมหาวิทยาลัยปิ ด
49.
(2) หลักสูตรที่สอนหลากหลายทังในสาขาสังคมศาสตร์ เช่น
ภาษาศาสตร์ การบริ หารธุรกิจและใน ้ สาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ เกษตรกรรม และการแพทย์ (3) สื่อและเทคโนโลยีที่ใช้ ได้ แก่ ตารา เทปเสียง เทปภาพ คอมพิวเตอร์ ชวยฝึ ก /สอน สื่อประสม ่ ด้ วยคอมพิวเตอร์ อินเทอร์ เนต การแพร่ภาพด้ วยโทรทัศน์ การใช้ ดาวเทียม และเส้ นใยนาแสง รวมถึงการใช้ ทางด่วนสารสนเทศ (4) มีการจัดการศึกษาทางไกลทังในประเทศที่พฒนาแล้ วและประเทศที่กาลังพัฒนาและหลาย ้ ั โครงการมีลกษณะร่วมมือระหว่างประเทศ ั การศึกษาทางไกลในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วในสังคมโลกยุคปั จจุบน จากยุคปฏิวติอุตสาหกรรมมาสู่ ยคสารสนเทศ ั ั ุ ทาให้ระบบการศึกษาของไทยต้องเผชิ ญกับโจทย์ที่ทาทาย นันก็คือ ความต้องการการศึกษาเพื่อที่จะพัฒนา ้ ่ คนให้ทนกับโลก แต่ปัญหาที่สาคัญก็คือ ขาดแคลนอาจารย์ผสอน ผูเ้ ชี่ยวชาญที่มีคุณภาพเพียงพอกับความ ั ู้ ต้องการหรื อถ้ามีส่วนใหญ่ก็จะอยูแต่ในกรุ งเทพมหานคร ่ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) รัฐได้ให้ความสาคัญ กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและแข่งขันกับต่างประเทศโดย ได้กาหนดมาตรการขยายการศึกษาขั้นบังคับจาก 6 ปี เป็ น 9 และ 12 ปี ตามลาดับ แต่สถานศึกษา ระดับอุดมศึกษาของรัฐสามารถรับนักเรี ยนเข้าเรี ยนต่อได้เพียงเล็กน้อย และปั ญหาอีกประการหนึ่งก็คือ การ กระจุกตัวของสถาบันอุดมศึกษาในส่ วนกลาง ซึ่ งมีการกระจายไปยังภูมิภาคในสัดส่ วนที่ไม่เหมาะสมเมื่อ เปรี ยบเทียบกับจานวนประชากรและจังหวัดต่าง ๆ ทัวประเทศ ่ นโยบายของรัฐบาลในช่วงแผนฯ 8 เน้นให้มีการเพิ่มรู ปแบบการศึกษาทั้งสายสามัญและสาย อาชีวศึกษาให้มีทางเลือกที่หลากหลาย โดยให้เน้นการนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขยายบริ การ เพื่อให้ผเู ้ รี ยน เข้าถึงการบริ การการศึกษามากที่สุด จากมาตรการนี้ทาให้มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะให้มีการปรับระบบการศึกษา และเน้นให้มีการกระจายการศึกษาที่ผเู ้ รี ยนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย หนึ่งในแนวความคิดนั้นก็คือ การขยาย วิทยาเขตสารสนเทศ (IT Campus) ซึ่งเป็ นทางเลือกที่มีความเหมาสมและเป็ นไปได้มากที่สุดเพื่อผลิตบัณฑิ ต ให้ทนต่อความต้องการของประะเทศ ทั้งในเชิงปริ มาณและมีคุณภาพเป็ นมาตรฐานเดียวกันทัวประเทศซึ่ งจะ ั ่ ทาให้ปริ มาณนักเรี ยนที่จะเข้าสู่ ระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็ นทวีคูณ นอกจากนี้ยงให้สถาบันการศึกษาเพิ่ม ั รู ปแบบการศึกษา ให้มีทางเลือกที่มีการสอนผ่านสื่ อทางไกล เป็ นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกบ ั การศึกษา เพื่อที่จะทาให้บรรลุวตถุประสงค์ต่าง ๆ กล่าวคือ ั - การกระจายการให้บริ การทางการศึกษารู ปแบบต่าง ๆ ไปสู่ กลุ่มผูเ้ รี ยนให้ได้มากที่สุด - การเข้าถึงกลุ่มผูเ้ รี ยนที่ไม่สามารถเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยตามระบบปกติ ั - การให้การศึกษาต่อเนื่ อง ซึ่ งเป็ นการปรับปรุ งคุณภาพชี วตให้กบประชากรอีกทางหนึ่ง ิ
50.
ั
- การเรี ยนรู้รับฟังความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กบผูเ้ รี ยนที่มาจากหลาก หลายสังคม วัฒนธรรม และสภาพเศรษฐกิจ การศึกษาทางไกลของกระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ. 2495 กรมการฝึ กหัดครู ได้ริเริ่ มจัดสอนวิชาชุ ดครู ทางไปรษณี ย ์ จากนั้นในปี พ.ศ. 2518 กระทรวงศึกษาธิการ ได้จดโครงการวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษานอกโรงเรี ยน โดยจัดเป็ นรายการ ั ั ้ ่ ความรู ้ทวไปให้กบผูสนใจ ที่อยูในเมืองและชนบท เมื่อกรมการศึกษานอกโรงเรี ยนได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. ั่ 2522 จึงร่ วมกับกรมประชาสัมพันธ์ จัดตั้งสถานีวทยุเพื่อกระจายเสี ยงออกอากาศ ให้กบโครงการจัด ิ ั การศึกษาผูใหญ่แบบเบ็ดเสร็ จ จนถึงปี พ.ศ. 2530 จึงพัฒนาหลักสู ตรการศึกษานอกโรงเรี ยนเป็ นระดับ ้ มัธยมศึกษาโดยใช้สื่อคู่มือแบบเรี ยนและสื่ อเสริ มจากรายการวิทยุเสริ มความรู ้ในเนื้อหาที่เหมาะสม และเมื่อ รัฐบาลได้ให้สัมปทานบริ ษทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนคอมมิวนิ เคชันจากัด ส่ งดาวเทียมไทยคม ขึ้นสู่ วง ั โคจรในปี พ.ศ. 2536 กระทรวงศึกษาธิ การ ได้ร่วมมือกับบริ ษทชินวัตรฯ ดาเนินโครงการการศึกษาทางไกล ั ผ่านดาวเทียม และแพร่ ภาพเสริ มการเรี ยนการสอน ตามหลักสู ตรการศึกษาในโรงเรี ยนและการศึกษานอก โรงเรี ยนตลอดจนให้ความรู ้แก่ประชาชนทัวไป ่ สาหรับโครงการของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ดาเนินการในระยะที่ 1 ไปแล้ว นั้น เป็ นโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ที่ดาเนิ นการร่ วมกับ โรงเรี ยนวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขนธ์ และได้รับการสนับสนุนจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศ ั ไทยและกลุ่มชินวัตรฯติดตั้งสถานีผานดาวเทียม เพื่อออกอากาศการเรี ยนการสอนและรายการทางการศึกษา ่ ณ โรงเรี ยนวังไกลกังวล โดยมีวตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับมัธยมศึกษาของโรงเรี ยนใน ั ภูมิภาคต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกันรวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ระดับมัธยมศึกษา สนับสนุนให้ ทุกโรงเรี ยนในทุกสังกัดเกิดความคล่องตัวในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนในวงกว้าง และ เพื่อเป็ นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ การเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการทางการศึกษา การชี้แจง นโยบายทางการศึกษาให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนได้รับทราบข้อมูลรวดเร็ วทันเหตุการณ์ การศึกษาทางไกลของทบวงมหาวิทยาลัย ่ ปัจจุบน สถาบันอุดมศึกษาบางแห่งมีการสอนทางไกลอยูแล้ว เช่น มหาวิทยาลัยรามคาแหง ั มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในส่ วนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบังมีโครงการสอน ผ่านสื่ อ ทางไกลแบบสองทางด้วยสื่ อประสมผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศกับมหาวิทยาลัยสารสนเทศฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นโดยโครงการนี้ จะใช้ท้ งระบบบดาวเทียมและเครื อข่ายบนพื้นดิน ั
51.
(terrestrial networks) นอกจากนี้โครงการนี้จะมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน (CAI: Computer Aided Instruction) เข้ามาช่วยในโครงการนี้ ดวย้ ่ ่ จะเห็นได้วา การสอนผ่านสื่ อทางไกลในประเทศที่ผานมา การเรี ยนการสอนผ่านสื่ อทางไกล ส่ วนมากจะเป็ นรู ปแบบของการสื่ อสารทางเดียว อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีการสื่ อสารสมัยใหม่ ทาให้ โครงการที่กาลังจะเกิดขึ้นทั้งของทบวงมหาวิทยาลัยและของกระทรวงศึกษาธิ การ เป็ นการศึกษาทางไกลที่มี ั การโต้ตอบกันระหว่างครู – อาจารย์กบนักเรี ยนนักศึกษาได้ ขณะนี้โครงการการศึกษาทางไกลของทบวงมหาวิทยาลัยที่เรี ยกว่า “โครงการขยายวิทยาเขต สารสนเทศของมหาวิทยาลัยไปในส่ วนภูมิภาค” หรื อบางครั้งเรี ยกกันย่อ ๆ ว่า “โครงการวิทยาเขต สารสนเทศ” ได้รับอนุมติจาคณะรัฐมนตรี แล้วเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2539 ั
Download