บทที่ 10
การประเมินหลักสูตร
มโนทัศน์(Concept)
ในการทางานหรือการประกอบกิจการใดก็ตามจะมีขั้นตอนในการดาเนินงานขั้นตอนหนึ่งซึ่งจะขาดเสี
ยมิได้คือการประเมิน ผล (Evaluation) เพื่อให้ทราบว่าการทาง าน ห รือประกอบกิจกรรมนั้ น ๆ
ได้ผลตามความมุ่งหมายที่กาหนดไว้หรือไม่เพียงใดมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างเพื่อที่จะดาเนินการแก้ไขปรั
บปรุงพัฒนาต่อไปในทางการศึกษาก็เช่นกันการที่จะทราบว่าการจัดการศึกษาบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้เพียง
ใ ด นั้ น ส่ ว น ห นึ่ ง ที่ จ ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ไ ด้ คื อ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร
การประเมินผลหลักสูตรเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นว่าการกาหนดหลักสูตรไปใช้จะได้ผลมากน้อยเพียงใดเพราะฉะนั้
นการประเมินหลักสูตรจึงเป็นขั้นตอนที่สาคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและผลที่ได้จาก
การประเมินหลักสูตรจะเป็นข้อมูลในการตัดสินเพื่อแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
ผลการเรียนรู้(Learning Outcome)
1. มีความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการพัฒนาหลักสูตร เรื่อง การประเมินหลักสูตร
2. สามารถให้คาแนะนาในการประสานตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินหลักสูตร
สาระเนื้อหา(Content)
การประเมินหลักสูตร
การประเมินหลักสูตรเป็นขั้นตอนในการศึกษาคุณค่าของว่าดีหรือไม่อย่างไรบกพร่องในส่วนไหนเพื่อ
นาผลการประเมินไปปรับปรุงหลักสูตรในโอกาสต่อไปการประเมินหลักสูตรนั้นมีขอบเขตและระยะการประเมิ
นแตกต่างกันออกไปแล้วแต่จุดประสงค์ของการประเมินเช่นการประเมินเอกสารหลักสูตรในระ ยะก่อนนาหลัก
สูตรไปใช้การประเมินการใช้หลักสูตรในขณะที่ดาเนินการใช้หลักสูตรหรือประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตรแล
ะประเมินระบบหลักสูตรหลังจากการใช้หลักสูตรแล้วการประเมินผลหลักสูตรนั้นต้องกาหนดลงไปให้แน่ชัดว่า
ต้องการประเมินอะไรข้อมูลที่นามาประเมินต้องเชื่อถือได้การวิเคราะห์ผลการประเมินต้องทาอย่างรอบคอบ
การประเมินหลักสูตรต้องทาเป็นกระบวนการตามลาดับขั้นตอนตั้งแต่กาหนดวัตถุประสงค์ของการป
ระเมินวางแผนและออกแบบการประเมินรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลรายงานและสรุปผลการประเมินเพื่อที่จะ
นาผลที่ได้จากการประเมินไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรในโอกาสต่อไปจากขั้นตอนการประเมินนักศึกษาได้พัฒ
นารูปแบบการประเมินไว้หลายรูปแบบเป็ นต้นว่ารูปแบบการประเมินหลักสูตรที่สร้างเสร็จใหม่ๆ
ซึ่งเป็นการประเมินผลก่อนการนาหลักสูตรไปใช้เช่นรูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบ
ปุยแซง ค์ห รือรู ป แบบ การประ เมิน ห ลักสู ตรใ น ระ หว่าง ห รื อหลังการใ ช้ห ลักสู ตรเช่น
รู ป แ บ บ ก าร ป ร ะ เมิน ห ลัก สู ต ร ข อ ง ไ ท เ ล อ ร์ , ส เต ค , ส ตั ฟ เฟิ ล บี มห รื อ ด อ ริ ส โ ก ว์
แต่ละรูปแบบแม้จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปเราก็สามารถนาแนวคิดในการประเมินหลักสูตรมาประยุกต์เป็
นรูปแบบการประเมินหลักสูตรที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการจะประเมินนั้นๆ ได้
1. ความหมายของการประเมินหลักสูตร
การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศตลอดจนกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับหลัก
สูตรเพื่อนามาตัดสินค่าหรือคุณภาพของหลักสูตรนั้นนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการประเมินห
ลักสูตรไว้ต่างๆ กันดังนี้คือ
กู๊ ด (Good, 1945 : 209)
ได้ให้ความหมายไว้ว่าการประเมินหลักสูตรคือการประเมินผลของกิจกรรมการเรียนภายในขอบข่ายของการสอ
นที่เน้นเฉพาะจุดประสงค์ของการตัดสินใจในความถูกต้องของจุดมุ่งหมายความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของเ
นื้อหาและผลสัมฤทธิ์ของวัตถุประสงค์เฉพาะซึ่งนาไปสู่การตัดสินใจในการวางแผนการจัดโครงการต่อเนื่องแล
ะการหมุนเวียนของกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่จะจัดให้มีขึ้น
ลี ค ร อ น บ า ช (Lee J. Cronbach, 1970: 231)
ให้ความหมายว่าการประเมินหลักสูตรคือการรวบรวมข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจในเรื่องโปรแกรมหรื
อหลักสูตรการศึกษา
ส ตั ฟ เ ฟิ ล บี ม แ ล ะ ค ณ ะ (Stufflebeam Daniel L. et., 1971: 128)
ให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่าการประเมินหลักสูตรคือกระบวนการหาข้อมูลเก็บข้อมูลเพื่อนาไปใช้
ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีกว่าเดิม
วิ ชั ย ว ง ษ์ ใ ห ญ่ (2521 : 192)
ให้ความหมายของประเมินหลักสูตรไว้ว่าการประเมินหลักสูตรเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับคุณค่าของหลักสูตรโดย
ใ ช้ ผ ล จ า ก ก า ร วั ด ใ น แ ง่ มุ ม ต่ า ง ๆ
ของสิ่งที่ประเมินเพื่อนามาพิจารณาร่วมกันและสรุปว่าจะให้คุณค่าของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมานั้นว่าอย่างไรมีคุ
ณภาพดีหรือไม่เพียงใดหรือได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดหรือไม่มีส่วนใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข
สุ จ ริ ต เ พี ย ร ช อ บ (2548 : 64)
กล่าวถึงการประเมินหลักสูตรไว้ว่าเป็นกระบวนการที่สาคัญเพราะเป็นการหาคาตอบว่าหลักสูตรสัมฤทธิ์ผลตาม
ที่ได้ตั้งจุดมุ่งหมายไว้หรือไม่มากน้อยเพียงใดอะไรเป็นสาเหตุผู้ประเมินหลักสูตรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดีทั้งทา
งด้านหลักสูตรและด้านการประเมินผลซึ่งจะต้องเน้นการประเมินทั้งโปรแกรมการศึกษามิใช่แต่เพียงผลการเรีย
นปีสุดท้ายเท่านั้นแต่ควรประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนด้วย
จากความหมายของการประเมินหลักสูตรที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการประเมินหลักสูตรคือกระบว
น ก า ร ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ตั ด สิ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ว่า ห ลั ก สู ต ร นั้ น ๆ
มีประสิทธิภาพแค่ไหนเมื่อนาไปใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้หรือไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไขเพื่อนาผลที่ได้ม
าใช้ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีกว่าต่อไป
2. จุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตร
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและมีขอบเขตที่กว้างขวางการประเมินหลักสู
ตรจะต้องครอบคลุมขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรเพราะฉะนั้นการประเมินหลักสูตรจึงมีขอบเขตของการปร
ะเมินที่กว้างขวางด้วยการประเมินหลักสูตรแต่ละจุดแต่ละขั้นตอนมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไปในรายละเอียดแ
ต่โดยทั่วไปแล้วจุดมุ่งหมายใหญ่ของการประเมินหลักสูตรจะมีความใกล้เคียงกันจะขอยกตัวอย่างจุดมุ่งหมายขอ
งการประเมินหลักสูตรที่นักศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้
ทาบา(Taba, 1962:310) ได้กล่าวไว้ว่าการประเมินหลักสูตรกระทาขึ้นเพื่อศึกษากระบวนการต่างๆ
ที่กาหนดไว้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างที่สอดคล้องหรือขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาการประเมินดังกล่
า ว จ ะ ค ร อ บ ค ลุ ม เ นื้ อ ห า ทั้ ง ห ม ด ข อ ง ห ลั ก สู ต ร แ ล ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ต่ า ง ๆ
ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่จุดประสงค์ขอบเขตของเนื้อหาสาระคุณภาพของผู้ใช้บริหารและผู้ใช้หลักสูตรสมรรถภาพข
องผู้เรียนความสัมพันธ์ของวิชาต่างๆ การใช้สื่อและวัสดุการสอน ฯลฯ
วิชั ย ว ง ษ์ ใ ห ญ่ (2537 : 218-219) ก ล่า ว ว่า ก า ร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร โ ด ย ทั่ ว ๆ
ไปจะมีจุดมุ่งหมายดังนี้เพื่อหาคุณค่าของหลักสูตรโดยตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมานั้นสามารถบรรลุต
ามวัตถุประสงค์หรือไม่เพื่อวัดผลดูว่าการวางเค้าโครงและรูปแบบระบบของหลักสูตรรวมทั้งวัสดุประกอบหลัก
สูตรและการบริหารและบริการหลักสูตรเป็นไปในทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่การประเมินหลักสูตรจากผู้เรียนเอง
หรือการประเมินผลผลิตเพื่อตรวจสอบดูว่าลักษณะที่พึงประสงค์เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือไม่เพี
ยงใด
ใจทิพ ย์ เชื้อรัตน พงษ์ (2539 :192 – 193) กล่าวว่าโดยทั่วไปการประเมิน หลักสู ตรใดๆ
ก็ตามจะมีจุดมุ่งหมายสาคัญที่คล้ายคลึงกันดังนี้คือเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขสิ่งบกพร่องที่พบในองค์ประกอบต่า
ง ๆ
ของหลักสูตรเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขระบบการบริหารหลักสูตรการนิเทศกากับดูแลการจัดกระบวนการเรียนก
ารสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารว่าควรใช้หลักสูตรต่อไปอีกหรือควรยกเลิก
การใช้หลักสูตรเพียงบางส่วนหรือยกเลิกทั้งหมดเพื่อต้องการทราบคุณภาพของผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสู
ตรว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามความมุ่งหวังของหลักสูตรหลักจากผ่านกระบวนการทางการศึกษามาแ
ล้วหรือไม่อย่างไรจากจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรข้างต้นพอสรุปได้ว่าการประเมินผลหลักสูตรมีจุดมุ่ง
หมายดังนี้เพื่อหาคุณค่าของหลักสูตรนั้นโดยดูว่าหลักสูตรที่จัดทาขึ้นนั้นสามารถสนองวัตถุประสงค์ที่ต้องการห
รือไม่หลักสูตรนั้นต้องการหรือไม่สนองความต้องการของผู้เรียนและสังคมอย่างไรเพื่ออธิบายและพิจารณาว่าลั
ก ษ ณ ะ ข อ ง ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ใ น แ ง่ ต่ า ง ๆ
เช่นหลักการจุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอนและการวัดผลว่า
สอดคล้องต้องกันหรือไม่หรือสนองความต้องการหรือไม่เพื่อตัดสินว่าหลักสูตรมีคุณภาพดีหรือไม่เหมาะสมหรื
อไม่เหมาะสมกับการนาไปใช้มีข้อบกพร่องที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้างการประเมินผลในลักษณะนี้มักจะ
ดาเนินไปในช่วงที่การพัฒนาหลักสูตรยังคงดาเนินการอยู่เพื่อที่จะพิจารณาว่าองค์ประกอบต่างๆ
ของหลักสูตรเช่นจุดหมายโครงสร้างเนื้อหาการวัดผลฯลฯมีความสอดคล้องและเหมาะสมหรือไม่สามารถนามา
ปฏิบัติในช่วงการนาหลักสูตรไปทดลองใช้หรือในขณะที่การใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนกาลัง
ดาเนินอยู่ได้มากน้อยเพียงใดได้ผลเพียงใดและมีปัญหาอุปสรรคอะไรจะได้เป็นประโยชน์แก่นักพัฒนาหลักสูตร
แ ล ะ ผู้ ที่ มี ส่ ว น เ กี่ ย ว ข้ อ ง ใ น ก า ร ป รั บ ป รุ ง เป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่า ง ๆ
ของหลักสูตรให้มีคุณภาพดีขึ้นได้ทันท่วงทีเพื่อตัดสินว่าการบริหารงานด้านวิชาการและบริหารงานด้านหลักสูต
รเป็นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่เพื่อหาทางแก้ไขระบบการบริหารหลักสูตรการนาหลักสูตรไปใช้ให้มีประสิทธิ
ภาพเพื่อติดตามผลผลิตจากหลักสูตรคือผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากการผ่านกระบวนการทางกา
รศึกษามาแล้วตามหลักสูตรว่าเป็นไปตามมุ่งหวังหรือไม่เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขสิ่งบกพร่องที่พบในองค์ประ
ก อ บ ต่ า ง ๆ
ในหลักสูตรเพื่อช่วยในการตัดสินว่าควรใช้หลักสูตรต่อไปหรือควรปรับปรุงพัฒนาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือยกเลิกใ
ช้หลักสูตรนั้นหมดการประเมินผลในลักษณะนี้จะดาเนินการหลังจากที่ใช้หลักสูตรไปแล้วระยะหนึ่งแล้วจึงประ
เมินเพื่อสรุปผลตัดสินว่าหลักสูตรมีคุณภาพดีหรือไม่บรรลุตามเป้าหมายที่หลักสูตรกาหนดไว้มากน้อยเพียงใดส
นองความต้องการของสังคมเพียงใดและเหมาะสมกับการนาไปใช้ต่อไปหรือไม่จากจุดมุ่งหมายของการประเมิน
ผ ล ห ลั ก สู ต ร ต่ า ง ๆ ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ
ที่ได้จากการประเมินจะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาของสังคมซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของประชาก
รในการพัฒนาสังคมในอนาคตต่อไปดังนั้นการประเมินผลหลักสูตรซึ่งมีความสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยไ
ป ก ว่ า ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ส่ ว น อื่ น ๆ
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ควรจะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุดในการที่ประเมินผลหลักสูตรเพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลที่ถูก
ต้องชัดเจนและจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของวิธีการต่างๆ ที่นามาใช้
3. ระยะของการประเมินหลักสูตร
ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ค ว ร มี ก า ร ด า เ นิ น เ ป็ น ร ะ ย ะ ๆ
ทั้งนี้เนื่องจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของหลักสูตรอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยและในระยะต่างกันเช่นอ
า จ มี ส า เ ห ตุ ม า จ า ก ต อ น จั ด ท า ห รื อ
ยกร่างหลักสูตรซึ่งทาให้ตัวหลักสูตรไม่มีคุณภาพที่ดีหรือไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้เรียนแ
ละสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหรืออาจมีสาเหตุมาจากตอนนาหลักสูตรไปใช้เป็นต้นการประเมินหลักสูตรที่ดีจึงต้อ
งตรวจสอบเป็นระยะเพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 3ระยะคือ
ระยะที่ 1 การประเมินหลักสูตรก่อนนาหลักสูตรไปใช้ (Project Analysis)
ในช่วงระหว่างที่มีการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตรอาจมีการดาเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนของการจัด
ทานับแต่การกาหนดจุดมุ่งหมายไปจนถึงการกาหนดการวัดและประเมินผลการเรียนซึ่งสามารถทาได้ 2
ลักษณะคือ
1.
ประเมินหลักสูตรเมื่อสร้างหลักสูตรฉบับร่างเสร็จแล้วก่อนจะนาหลักสูตรไปใช้จริงควรมีการประเมินตรวจสอ
บ คุ ณ ภ า พ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ฉ บั บ ร่ า ง แ ล ะ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ
ของหลักสูตรการประเมินหลักสูตรในระยะนี้ต้องอาศัยความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาหลักสูตรทาง
ด้านวิชาชีพครูทางด้านการวัดผลหรือจะให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หรือพิจารณาก็ได้
2.
ประเมินผลในขั้นตอนทดลองใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือเป็นปัญหาให้มีความสมบูรณ์เพื่อ
ประสิทธิภาพในการนาไปใช้ต่อไปเช่นหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ.2521 มีการทดลองใช้ตั้งแต่พ.ศ. 2519 และ
2520 เพื่อหาข้อบกพร่องอุปสรรคจะได้แก้ไขให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป
ระยะที่ 2 การประเมินหลักสูตรระหว่างการดาเนินการใช้หลักสูตร (Formative Evaluation)
ในขณะที่มีการดาเนินการใช้หลักสูตรที่จัดทาขึ้นควรมีการประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถ
นาไปใช้ได้ดีเพียงใดหรือบกพร่องในจุดไหนจะได้แก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมเช่นประเมินกระบวนการใช้หลัก
สูตรในด้านการบริหารการจัดการหลักสูตรการนิเทศกากับดูแลและการจัดกระบวนการเรียนการสอน
ระยะที่ 3 การประเมินหลักสูตรหลังการใช้หลักสูตร (SummativeEvaluation)
หลังจากที่มีการใช้หลักสูตรมาแล้วระยะหนึ่งคือครบกระบวนการเรียบร้อยแล้วควรจะประเมินหลักสู
ต ร ทั้ ง ร ะ บ บ ซึ่ ง ไ ด้ แ ก่ ก า ร ป ร ะ เ มิ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ด้ า น ต่ า ง ๆ
ของหลักสูตรทั้งหมดคือเอกสารหลักสูตรวัสดุหลักสูตรบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรการบริหารหลักสู
ต ร ก า ร นิ เ ท ศ ก า กั บ ติ ด ต า ม ก า ร จั ด ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ฯ ล ฯ
เพื่อสรุปผลตัดสินว่าหลักสูตรที่จัดทาขึ้นนั้นควรจะดาเนินการใช้ต่อไปหรือควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือควร
จะยกเลิกเช่น หลักสู ตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521 มีช่วงระ ยะการใช้งาน 6 ปี เมื่อครบ 6
ปี แล้วจะมีการประเมิน ผลห ลักสูตรรวบยอดทั้งหมดโดยนาข้อมูลตั้งแต่ระยะที่ 1จนถึงระยะที่ 2
มารวบรวมวิเคราะห์และประเมินคุณค่าทั้งนี้อาจจะต้องอาศัยข้อมูลที่สาคัญอีกบางข้อมูลเช่นผลสัมฤทธิ์ทางการ
ศึกษาของผู้เรียนซึ่งได้แก่การนาไปใช้ในการดารงชีวิตการประกอบอาชีพเข้ามาประกอบการวิเคราะห์และประเ
มินค่าด้วย
4. ขอบเขตในการประเมินหลักสูตร
การประเมินผลหลักสูตรเป็นงานที่มีความซับซ้อนมีความกว้างขวางและมีความละเอียดอ่อนมากการป
ระเมินผลหลักสูตรต้องคานึงถึงปัจจัยหลายอย่างที่จะต้องนาเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะที่มีความสัมพันธ์ต่อกันกา
รประเมินผลหลักสูตรมิได้หมายความว่าจะประเมินเฉพาะตัวหลักสูตรที่เป็นเอกสารจัดทาเป็นรูปเล่มเท่านั้นแต่ต้
องประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรทั้งหมดเช่นนักเรียนครูกระบวนการระบบต่างๆ
โ ค ร ง ก า ร ต่ า ง ๆ ฯ ล ฯ ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ
ที่ได้จากการประเมินผลสภาพการณ์ดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ได้ว่าหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร
จากแน วคิดดังกล่าวนั กการศึกษาได้พ ยายามจัดรวบรวมสภาพ การณ์ขั้น ตอน ต่าง ๆ
จัดเป็นหมวดหมู่หรือกาหนดขอบข่ายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อสะดวกในการที่จะดาเนินการประเมินผลนักการศึกษาได้
เสนอขอบข่ายของการประเมินผลไว้ดังนี้
โบแชมป์ (Beauchamp. 1975:177) ได้กาหนดขอบข่ายการประเมินหลักสูตรไว้ว่าควรประเมิน 4
ด้านคือ
1 .ประเมินผลการใช้หลักสูตร (Evaluation of Teacher use of the Curriculum)
2. ประเมินผลรูปแบบของหลักสูตร (Evaluation of theDesign)
3. ประเมินผลการเรียนของนักเรียน (Evaluation of Pupil Outcomes)
4. ประเมินผลระดับหลักสูตร (Evaluation of Curriculum System)
เ ซ เ ล อ ร์ แ ล ะ อ เ ล็ ก ซ า น เ ด อ ร์ (Saylor and Alexander, 1981: 265)
ได้กล่าวถึงขอบเขตของการประเมินหลักสูตรไว้ดังนี้
1 .
การประเมินจุดมุ่งหมายของโรงเรียนจุดมุ่งหมายของหลักสูตรจุดมุ่งหมายเฉพาะวิชาและจุดมุ่งหมายในการสอน
เพื่ อ จ ะ ดู ว่า จุด มุ่ง ห ม า ยเห ล่านั้ น เห มาะ ส มกับ ตัว ผู้เรี ย น ส ภ าพ แ ว ด ล้ อ มห รื อ ไ ม่
มีความเที่ยงตรงและครอบคลุมเพียงใด
2 .
การประเมินผลโครงการการศึกษาของโรงเรียนทั้งหมดเช่นการเตรียมพร้อมของโรงเรียนการดาเนินงานของกลุ่
มโรงเรียน งบประ มาณ การเงิน การแน ะ แน วห้องสมุดดูว่าการดาเนิ น งาน โครงการต่าง ๆ
ได้ดาเนินการไปอย่างไรและมีประสิทธิภาพเพียงใด
3. การประเมิน ผลการเลือกเนื้อหาและการจัดประสบการณ์เรียน และกิจกรรมต่างๆ
ว่าเหมาะสมเพียงใด
4 .
การประเมินผลการสอบเพื่อดูว่าการสอนของครูดาเนินไปโดยยึดตัวหลักสูตรหรือไม่การสอนได้เปลี่ยนแปลงพ
ฤติกรรมของผู้เรียนไปตามที่ต้องการหรือไม่เพราะผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนคือผลสัมฤทธิ์ในกา
รสอนของครู
5 .
การประเมินผลโครงการประเมินผลเพื่อป้องกันการผิดพลาดซึ่งจะทาให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรผิด
พลาดไปด้วย
สุ มิ ต ร คุ ณ า นุ ก ร (2520: 198 – 202)
ได้แสดงความคิดเห็นว่าการประเมินผลเพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรนั้นควรมีขอบเขตอยู่ 4ประการคือ
1. การวิเคราะห์ตัวหลักสูตร
2. การวิเคราะห์กระบวนการนาหลักสูตรไปใช้
3. การวิเคราะห์สัมฤทธิ์ผลการเรียนของเด็ก
4. การวิเคราะห์โครงการประเมินผล
ใ จ ทิ พ ย์ เ ชื้ อ รั ต น พ ง ษ์ (2539 : 195 – 197)
กล่าวว่าในการประเมินหลักสูตรนั้นสิ่งที่ต้องประเมินสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. การประเมินเอกสารหลักสูตรเป็นการตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตร
2 .
การประเมินการใช้หลักสูตรเป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนาไปใช้กับสถานการณ์จริงเพียงใด
3. การประเมินสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตรเป็นการตรวจสอบสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียน
4. การประเมินระบบหลักสูตร
สันต์ ธรรมบารุง (2527:141-142) ได้กาหนดขอบเขตการประเมินผลหลักสูตรไว้ดังนี้
1. ประเมินหลักสูตรความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์
2. ประเมินโครงการทั้งหมดของโรงเรียน
3. ประเมินโครงการเฉพาะส่วน
4. ประเมินการเรียนการสอน
5. ประเมินโครงการ การประเมินผล
6. ประเมินโครงการความสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนถึงการสอนด้วย
7. ประเมินโครงการของผู้เรียนจบออกไปว่าหางานทาได้หรือไม่
จา ก ข อ บ เ ข ต ก าร ป ร ะ เมิน ผ ล ห ลัก สู ต ร ที่ ย ก ม าเป็ น ตั วอ ย่า ง จ ะ เห็ น ได้ ว่า
การประเมินหลักสูตรนั้นสามารถทาการประเมินได้ในขอบเขตที่แตกต่างกันอาจจะเป็นการประเมินในขอบเขต
ที่แคบ เช่น การประเมิน จุดมุ่งหมายของหลักสู ตร หรือการประเมิน ใน ขอบเขตที่กว้าง เช่น
ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ทั้ ง ร ะ บ บ
ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการประเมินหรือสิ่งที่เราต้องการตรวจสอบและระยะของการประเมินดังกล่าวมาแล้
ว
5. หลักเกณฑ์ในการประเมินหลักสูตร
เนื่องจากการประเมินหลักสูตรเป็ นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก ผู้ทาหน้าที่ประเมินผล
จาเป็นต้องยึดหลักการที่สาคัญในการประเมินผลเพื่อที่จะทาให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ได้ผลจากการประเมินหลักสูตรที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะนาไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรได้จริง
เ ป็ น ข้ อ มู ล ห รื อ ห ลั ก ฐ า น ที่ เ ชื่ อ ถื อ ไ ด้ สู ง
มีความเที่ยงตรงเราจะพบว่าในการประเมินหลักสูตรผลจากการประเมินผลหลายต่อหลายเรื่องมิได้ถูกนาไปใช้ก็
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งๆ ที่การประเมินผลหลักสูตรแต่ละครั้งเป็ นงานใหญ่ต้องลงทุน ลงแรงสูง
เพ ร า ะ ฉ ะ นั้ น ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลัก สู ต ร เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ผ ล ก า ร ป ร ะ เมิ น ที่ มีคุ ณ ค่า
เราจึงมีหลักเกณฑ์ที่จะช่วยในการประเมินดังนี้
1. มี จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ที่ แ น่ น อ น
การประเมินผลหลักสูตรจะต้องกาหนดลงไปให้แน่นอนชัดเจนว่าประเมินอะไร
2. มีการวัดที่เชื่อถือได้ โดยมีเครื่องมือและเกณฑ์การวัดซึ่งเป็นที่ยอมรับ
3. ข้ อ มู ล เ ป็ น จ ริ ง จ า เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง ส า ห รั บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ดั ง นั้ น
ข้อมูลจะต้องได้มาอย่างถูกต้องเชื่อถือได้และมากพอที่จะใช้เป็นตัวประเมินค่าหลักสูตรได้
4. มีขอบเขตที่แน่นอนชัดเจนว่าเราต้องการประเมินในเรื่องใดแค่ไหน
5. ประเด็นของเรื่องที่จะประเมินอยู่ในช่วงเวลาของความสนใจ
6. ก า ร ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ม า เ พื่ อ ก า ห น ด ก ฎ เ ก ณ ฑ์
และกาหนดเครื่องมือในการประเมินผลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
7.การวิเคราะห์ผลการปะเมินต้องทาอย่างระมัดระวังรอบคอบ และให้มีความเที่ยงตรงใน
การพิจารณา
8. การประเมินผลหลักสูตรควรใช้วิธีการหลายๆ วิธี
9. มีเอกภาพในการตัดสินผลการประเมิน
10. ผ ล ต่ า ง ๆ
ที่ได้จากการประเมินควรนาไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโอกาสต่อไป
เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี และมีคุณค่าสูงสุดตามที่ต้องการ
6. ขั้นตอนในการประเมินหลักสูตร
การประเมินหลักสูตรเป็ นกระบวนการในการพิจารณาคุณค่าหรือนิยม (Worth or Value)
ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ขั้ น ต อ น ห รื อ วิ ธี ก า ร ป ร ะ เ มิ น จึ ง มี ค ว า ม ส า คั ญ ม า ก
ซึ่งนักศึกษาหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนในการประเมินหลักสูตรดังนี้
ทาบา (Taba, 1962:324) ให้แนวทางในการประเมินผลหลักสูตรเป็นกระบวนการมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.
วิเคราะห์และตีความตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรให้มองเห็นกระจ่างชัดในเชิงพฤติกรรมคือปฏิบัติได้จริง
(Formulation and Clarification for Objective)
2.คัดเลือกและสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมสาหรับค้นหาหลักสูตร (Selection andConstructionof the
Appropriate Instruments for Getting Evidences)
3. ใช้เครื่องมือที่สร้างขึ้นประเมินผลหลักสูตรตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (Application of Evaluative Criteria)
4.
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังจากนักเรียนและลักษณะของการสอนเพื่อนามาประกอบในการแปรผลของการป
ร ะ เมิ น (Information on the Background of Students and the Nature of Instruction in the Light Which to
Interpretthe Evidences)
ใ จ ทิ พ ย์ เ ชื้ อ รั ต น พ ง ษ์ (2539: 198-202) ก ล่ า ว ว่ า
ในการประเมินหลักสูตรนั้นผู้ประเมินผลควรดาเนินตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบดังนี้ คือ
1. ขั้ น ก า ห น ด วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร
ผู้ประเมินหลักสูตรต้องกาหน ดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการประเมิน ให้ชัดเจน ก่อน ว่า
จะประเมินส่วนใดหรืออย่างใดและในแต่ละเรื่องจะศึกษาบางส่วนในเรื่องนั้นๆ ก็ได้
2. ขั้นวางแผนออกแบบการประเมิน คือ
2.1 การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง
2.2 การกาหนดแหล่งข้อมูล
2.3 การพัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.4 การกาหนดเกณฑ์ในการประเมิน
2.5 การกาหนดเวลา
3. ขั้นรวบรวมข้อมูล
4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล
5. ขั้นรายงานผลการประเมิน
จ า ก ขั้ น ต อ น ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ก ล่ า ว ม า ทั้ ง ห ม ด
สามารถสรุปขั้นตอนการประเมินหลักสูตรได้ดังนี้
1. ขั้ น ก า ห น ด วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ห รื อ จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น
การกาหนดจุดมุ่งหมายในการประเมินเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการในการดาเนินการประเมินหลักสูตร
ผู้ประเมินต้องกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการประเมินให้ชัดเจนว่าจะประเมินอะไร
ใ น ส่ ว น ใ ด ด้ ว ย วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ อ ย่ า ง ไ ร เ ช่ น
ต้องการประเมินเอกสารหลักสูตรเพื่อดูว่าเอกสารหลักสูตรถูกต้องสมบูรณ์สามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภ
าพแค่ไหน หรือจะประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ในเรื่องอะไรแค่ไหน หรือการนาหลักสูตรไปใช้ทั้งหมด
หรือจะประเมินหลักสูตรทั้งระบบการกาหนดวัตถุประสงค์ในการประเมินที่ชัดเจนทาให้เราสามารถกาหนดวิธีก
าร เครื่องมือ และขั้นตอนในการประเมินได้อย่างถูกต้อง และทาให้การประเมินหลักสูตรดาเนินไป
2. ขั้ น ก า ห น ด ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ วิ ธี ก า ร ที่ จ ะ ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล
การกาหนดเกณฑ์และวิธีการประเมินเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนาไปสู่เป้าหมายของการประเมินเกณฑ์การประเ
มิ น จ ะ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง บ่ ง ชี้ คุ ณ ภ า พ ใ น ส่ ว น ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ที่ ถู ก ป ร ะ เ มิ น
การกาหนดวิธีการที่จะใช้การประเมินผลทาให้เราสามารถดาเนินงานไปตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น
3. ขั้ น ก า ร ส ร้ า ง เ ค รื่ อ ง มื อ แ ล ะ วิ ธี ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสาคัญที่จะมีผลทาให้ก
า ร ป ร ะ เ มิ น นั้ น น่ า เ ชื่ อ ถื อ ม า ก น้ อ ย แ ค่ ไ ห น
ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินหรือเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงเป็นขั้นตอนที่สาคัญ
ซึ่งผู้ประเมินจะต้องเลือกใช้และสร้างอย่างมีคุณภาพมีความเชื่อถือได้ และมีความเที่ยงตรงสูง
4. ขั้ น เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
ในขั้นการรวบรวมข้อมูลนั้นผู้ประเมินต้องเก็บรวบรวมข้อมูลตามขอบเขตและระยะเวลาที่กาหนดไว้
ใ น บ า ง ค รั้ ง ถ้ า จ า เ ป็ น ต้ อ ง อ า ศั ย ผู้ อื่ น ใ น ก า ร ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
ค ว ร พิ จ า ร ณ า ผู้ ที่ จ ะ ม า ท า ห น้ า ที่ เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ที่ มี ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม
เพราะผู้เก็บรวบรวมข้อมูลมีส่วนช่วยให้ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ
5. ขั้น วิเคราะ ห์ ข้อมูล ใน ขั้ น นี้ ผู้ประ เมิน จะ ต้อง กาห น ด วิธี การจัดระ บบ ข้อมูล
พิจารณาเลือกใช้สถิติใน การวิเคราะห์ที่เหมาะสม แล้วจึงวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้ น
โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กาหนดไว้
6. ขั้ น ส รุ ป ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล แ ล ะ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น
ใ น ขั้ น นี้ ผู้ ป ร ะ เ มิ น จ ะ ส รุ ป แ ล ะ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร วิ เค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ใ น ขั้ น ต้ น
ผู้ป ร ะ เมิน จ ะ ต้อ ง พิ จ าร ณ ารู ป แ บ บ ข อ ง ก าร ร ายง าน ผ ล ว่าค ว ร จะ เป็ น รู ป แ บ บ ใ ด
และการรายงาน ผลจะมุ่งเสน อข้อมูลที่บ่ง ชี้ ให้เห็ น ว่า หลักสู ตรมีคุณ ภ าพ หรื อไม่เพี ยงใ ด
มีส่วนใดบ้างที่ควรแก้ไข ปรับปรุงหรือยกเลิก
7. ขั้นนาผลที่ได้จากการประเมินไปพัฒนาหลักสูตรในโอกาสต่อไป
7. ประโยชน์ของการประเมินหลักสูตร
การประเมินผลหลักสูตรเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งที่จะทาให้เราทราบถึงคุณภาพและประสิทธิภ
า พ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร
การประเมินผลมีประโยชน์ในการจัดการศึกษาการจัดทาหรือพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยผลการประเมินผลเป็นสา
คัญ ประโยชน์ของการประเมินผลหลักสูตรมีดังนี้
1. ท าใ ห้ ท ราบ ห ลัก สู ต รที่ สร้าง ห รื อพั ฒ น าขึ้ น นั้ น มีจุดดีห รื อจุดเสี ยตรง ไห น
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนปรับปรุงได้ถูกจุด ส่งผลให้หลักสูตรมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
2. สร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และค่านิยมที่มีต่อโรงเรียนให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน
3.ช่วยในการบริหารทางด้านวิชาการ ผู้บริหารจะได้รู้ว่าควรจะตัดสินใจและสนับสนุนช่วยเหลือ
หรือบริการทางด้านใดบ้าง
4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจในความสาคัญของการศึกษา
5. ส่ ง เส ริ ม ใ ห้ ผู้ ป ก ค ร อ ง มีค ว าม สั ม พั น ธ์ ใ ก ล้ ชิ ด กับ โร ง เ รี ย น ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น
ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการสอนนักเรียนได้ผลดี ด้วยความร่วมมือกันทั้งทางโรงเรียนและทางบ้าน
6. ใ ห้ ผู้ ป ก ค ร อ ง ท ร า บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง ส ม่ า เ ส ม อ
เพื่อหาทางส่งเสริมและปรับปรุงแก้ไขร่วมกันระหว่างผู้ปกครองนักเรียนกับทางโรงเรียน
7. ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล เ ป็ น ร ะ บ บ ร ะ เ บี ย บ เ พ ร า ะ มี เ ค รื่ อ ง มื อ
และหลักเกณฑ์ทาให้เป็นเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น
8. ช่วยชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตร
9. ช่ ว ย ใ ห้ ส า ม า ร ถ ว า ง แ ผ น ก า ร เ รี ย น ใ น อ น า ค ต ไ ด้
ข้ อ มู ล ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร ท า ใ ห้ ท ร า บ เ ป้ า ห ม า ย แ น ว ท า ง
และขอบเขตในการดาเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียน
8. ปัญหาในการประเมินหลักสูตร
ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ตอน ต้นว่า การประเมิน หลักสู ตรเป็ น งาน ที่มีขอบเขตกว้างขวาง
มีขั้น ตอ น ใ น ก ารป ฏิ บัติง าน ห ลายขั้น ต อน แล ะ ต้อง เกี่ยวกับ บุ คค ลห ล ายฝ่ าย ดัง นั้ น
ในการประเมินหลักสูตรจึงมักพบกับปัญหาในแต่ละขั้นตอนหรือแต่ละกระบวนการที่แตกต่างกันไปปัญหาที่มัก
พบทั่วไปในการประเมินหลักสูตรมีดังนี้
1.ปัญหาด้านการวางแผนการประเมินหลักสูตร การประเมินหลักสูตรมักไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
ทาให้ขาดความละเอียดรอบคอบในการประเมินผล และไม่ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการประเมิน
2.ปัญหาด้านเวลา การกาหนดเวลาไม่เหมาะสมการประเมินหลักสูตรไม่เสร็จตามเวลาที่กาหนด
ทาให้ได้ข้อมูลเนิ่นช้าไม่ทันต่อการนามาปรับปรุงหลักสูตร
3. ปั ญ ห า ด้ า น ค ว าม เชี่ ย ว ช า ญ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร
คณ ะ กรรมการป ระ เมิน ห ลัก สู ตรไม่มีความรู้ค วามเข้าใ จเรื่ อง ห ลัก สู ต รที่ จะ ป ระ เมิน
หรือไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผลทาให้ผลการประเมินที่ได้ไม่น่าเชื่อถือขาดความระเอียดรอบคอบ
ซึ่งมีผลทาให้การแก้ไขปรับปรุงปัญหาของหลักสูตรไม่ตรงประเด็น
4.ปัญหาด้านความเที่ยงตรงของข้อมูล ข้อมูลที่ไม่ใช้ในการประเมินไม่เที่ยงตรงเนื่องจาก
ผู้ประเมินมีความกลัวเกี่ยวกับผลการประเมิน จึงทาให้ไม่ได้เสนอข้อมูลตามสภาพความเป็ นจริงหรือ
ผู้ถูกประเมินกลัวว่าผลการประเมินออกมาไม่ดี จึงให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง
5.ปัญหาด้านวิธีการประเมิน การประเมินหลักสูตรส่วนมากมาจากประเมินในเชิงปริมาณ
ท า ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ ค้ น พ บ ที่ ผิ ว เ ผิ น ไ ม่ ลึ ก ซึ้ ง
จึง คว รมีก ารป ระ เมิน ผล ที่ ใ ช้วิธี ก ารป ร ะ เมิน เชิ ง ป ริ มาณ แล ะ เชิ ง คุณ ภ าพ ค วบ คู่กัน
เพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์และมองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
6.ปัญหาด้านการประเมินหลักสูตรทั้งระบบการประเมินหลักสูตรทั้งระบบมีการดาเนินงานน้อยมาก
ส่วนมากมักจะประเมินผลเฉพาะด้าน เช่น ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านวิชาการ (Academic
Achievement) เป็นหลัก ทาให้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
7. ปั ญ ห า ด้ า น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง
คณะกรรมการประเมินหลักสูตรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมักไม่ประเมินหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
8. ปั ญ ห าด้าน เก ณ ฑ์ ก ารป ร ะ เมิน เก ณ ฑ์ ก าร ป ระ เมิน ห ลัก สู ต รไ ม่ชั ด เจ น
ทาให้ผลการประเมินไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ได้นาผลไปใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรอย่างจริงจัง
9. รูปแบบของการประเมินหลักสูตร
ใ น เ รื่ อ ง รู ป แ บ บ ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร
มีนักวิชาการซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการประเมินผลเสนอแนะหลายรูปแบบด้วยกันซึ่งสามารถนามา
ศึกษาเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ ในปัจจุบันรูปแบบของการประเมินหลักสูตรสามรถแบ่งได้เป็น
2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1.รูปแบบของการประเมินหลักสูตรที่สร้างเสร็จใหม่ๆ เป็นการประเมินผลก่อนนาหลักสูตร ไปใช้
กลุ่มนี้จะเสนอรูปแบบที่เด่นๆ คือ รูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบ ปุยแชงค์
(Puissance Analysis Technique)
2.รูปแบบของการประเมินหลักสูตรในระหว่างหรือหลังการใช้หลักสูตรสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ
ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ
2.1รู ปแบบการประเมิน หลักสูตรที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็ น หลัก (GoalAttainment Model)
เป็นรูปแบบการประเมินที่จะประเมินว่าหลักสูตรมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดโดยพิจารณาจากจุดมุ่งหมายเป็นหลัก
กล่าวคือพิจารณาว่าผลที่ได้รับเป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือไม่เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์
(Ralph W. Tyler) และรูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ (Rabert L. Hammond)
2.2 รู ป แบ บ การป ระ เมิน ห ลักสู ต รที่ ไม่ยึด เป้ าห มาย (GoalFree Evaluation Model)
เป็นรูปแบบการประเมินที่ไม่นาความคิดของผู้ประเมินเป็นตัวกาหนดความคิดในโครงการประเมินผู้ประเมินจะ
ประเมินเหตุการณ์ที่เกิดตามสภาพความเป็นจริง มีความเป็นอิสระในการประเมินและ ไม่ต้องมีความลาเอียง
เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสคริฟเวน (Michael Scriven)
2.3 รู ป แ บ บ ก าร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ยึ ด เก ณ ฑ์ เป็ น ห ลัก (Criterion Model)
เป็นรูปแบบการประเมินที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าของหลักสูตรโดยใช้เกณฑ์เป็นหลักเช่น
รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค (Robert E. Stake)
2.4 รูปแบ บการประเมิน ห ลักสู ตรที่ช่วยใ น การตัดสิ น ใ จ (Decision-Mzking Model)
เป็ นรูปแบบการประเมินที่เน้นการทางานอย่างมีระบบเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
และการเสนอผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น
รูปแบบการประเมินของโพรวัส(Malcolm Provus) รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม(DanielL.
Stufflebeam) และรูปแบบการประเมินหลักสูตรของดอริสโกว์ (Doris T. Gow) เป็นต้น
การประ เมิน ห ลักสู ตรมีขอ บเขตต่าง ๆ ที่จะ ต้อง ท าการป ระ เมิน กว้าง ขวาง มาก
ดังนั้นวิธีการประเมินหลักสูตรจึงต้องได้รับการวิเคราะห์และออกแบบให้สามารถที่จะประเมินได้ครบถ้วนในข
อ บ ข่ า ย ส า ร ะ ทั้ ง ห ม ด รู ป แ บ บ ต่า ง ๆ ที่ จ ะ ใ ช้ ป ร ะ เมิ น ผ ล มี ห ล า ย รู ป แ บ บ
ผู้มีหน้าที่ในการประเมินผลจาเป็นต้องเรียนรู้ทาความเข้าใจให้กระจ่างชัด และจะต้องนารูปแบบต่างๆ
ไป ใ ช้ อ ย่าง ถู ก ต้อ ง ต รง ต ามจุ ด ห มาย แ ล ะ ลัก ษ ณ ะ ข อ ง ข อ บ ข่ายส าระ แ ต่ล ะ อ ย่า ง
ทั้งนี้เป็นไปได้ว่าการประเมินผลขอบข่ายสาระทั้งหมดของหลักสูตรจาเป็นต้องใช้วิธีการหลายวิธีหรือหลายๆ
รูปแบบจึงจะได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นในการที่จะนาไปพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณค่าเหมาะสมกับความต้องการขอ
งสังคม รูปแบบการประเมินมีดังนี้
9.1 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค (TheStake’s Congruence ContingencyModel)
รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตคเป็นรูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ยึดเกณฑ์เป็นหลักสูตร
สเตคได้ให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่า เป็นการบรรยายและการตัดสินคุณค่าของหลักสูตร
ซึ่งเน้นเรื่องการบรรยายสิ่งที่จะถูกประเมิน โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินคุณค่า
ส เ ต ค มี จุ ด มุ่ง ห ม า ย ที่ จ ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร โ ด ย ก า ร ป ร ะ เ มิ น ดั ง นั้ น
สเตคจึงเสนอว่าควรมีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินผลหลักสูตร 3 ด้าน คือ
1. ด้าน สิ่ งที่ มาก่อน ห รื อสภ าพ ก่อน เริ่ มโค รง การ (Antecedent) ห มายถึง สิ่ ง ต่าง ๆ
ที่เอื้อให้เกิดผลจากหลักสูตรและเป็ นสิ่งที่มีอยู่ก่อนการใช้หลักสูตรอยู่แล้วประกอบด้วย 7 หัวข้อ คือ
บุคลิกและนิสัยของนักเรียน บุคลิกและนิสัยครู
2.ด้านเนื้อหาในหลักสูตร วัสดุอุปกรณ์ การเรียนการสอน อาคารสถานที่ การจัดโรงเรียน
ลักษณะของชุมชนขณะที่มีการเรียนการสอนระหว่างนักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับครู ครูกับผู้ปกครอง ฯลฯ
เป็นขั้นของการใช้หลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย 5 หัวข้อ คือ การสื่อสาร การจัดแบ่งเวลา การลาดับเหตุการณ์
การให้กาลังใจ และบรรยากาศของสิ่งแวดล้อม
3.ด้านผลผลิต หรือผลที่ได้รับจากโครงการ (Outcomes) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตร
ประกอบด้วย 5หัวข้อ คือ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ทัศนคติของนักเรียน ทักษะของนักเรียน ผลที่เกิดขึ้นกับครู
และผลที่เกิดขึ้นกับสถาบันซึ่งรูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตคแสดงให้เห็นเป็นตาราง 3 ดังนี้
ตาราง 3วิเคราะห์หลักสูตรของสเตค
เกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร
ข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์หลักสูตร
ข้อมูลเชิงบรรยาย ข้อมูลเชิงตัดสิน
ผลที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้น มาตรฐานที่ใช้ การตัดสินใจ
1. สภาพก่อนเริ่มโครงการ
-บุคลิกและนิสัยของนักเรียน
-บุคลิกและนิสัยของครู
-เนื้อหาในหลักสูตร
-อุปกรณ์การเรียนการสอน
-บริเวณโรงเรียน
-ชุมชน
2. กระบวนการในการเรียน
-การสื่อสาร
-เวลาที่จัดให้
-ลาดับของเหตุการณ์
-การให้กาลังใจ
-สภาพสังคมหรือบรรยากาศ
3. ผลที่ได้รับจากโครงการ
-ความสาเร็จของนักเรียน
-ทัศนคติของนักเรียน
เกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร
ข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์หลักสูตร
ข้อมูลเชิงบรรยาย ข้อมูลเชิงตัดสิน
ผลที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้น มาตรฐานที่ใช้ การตัดสินใจ
-ทักษะของนักเรียน
-ผลที่ครูได้รับ
-ผลที่สถาบันได้รับ
จากแบบตัวอย่างของสเตคนี้จะเห็นว่าขั้นตอนในการประเมินผลหลักสูตรจะเป็นดังนี้ คือ
1. การตั้งเกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร
สเตคได้เส น อหั วข้อของ เกณ ฑ์ ที่จะ ใ ช้ใน การวิเคราะห์ หลักสู ตรได้ 3 หั วข้อ คือ
เรื่ อ ง เ กี่ ย ว กั บ สิ่ ง ที่ มี ม า ก่อ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร ส อ น แ ล ะ ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น
เขาให้ความคิดเห็นว่าการประเมินจากผลที่ได้รับนั้นยังไม่พอที่จะประเมินว่าหลักสูตรนั้นดีหรือไม่เพียงใดเพราะ
ผ ล ที่ ไ ด้ นั้ น ขึ้ น อ ยู่ กั บ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ อี ก ห ล า ย อ ย่ า ง เ ป็ น ต้ น ว่ า
หากผู้เรียนไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็มิได้หมายความว่าหลักสูตรนั้นเป็ นหลักสูตรที่ไม่ดี
การที่ผู้เรียน ไม่สามารถเรียน ได้ตามที่ต้องการ อาจมาจากองค์ประกอบทางด้าน เวลา เช่น
ให้เวลาแก่ผู้เรียนน้อยไปเวลาที่จัดให้ไม่เหมาะสม
ดั ง นั้ น
การที่จะช่วยดูแต่ผลที่ได้รับและนามาประเมินค่าหลักสูตรนั้นเป็นการไม่เพียงพอและอาจจะไม่สามารถช่วยชี้ช่อ
ง ท า ง ก า ร ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร นั้ น แ ต่ อ ย่ า ง ใ ด ด้ ว ย เ ห ตุ นี้
สเตคจึงได้เสนอว่าควรมีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินผลหลักสูตรถึง 3ด้านดังที่กล่าวมาแล้ว
2. การหาข้อมูลมาประกอบ
หลังจากที่ได้ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อนามาเป็นแนวทางในการประเมินผลหลักสูตรแล้วผู้ประเมินผลหลักสู
ตรจะต้องทาการเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อนามาพิจารณาตามแบบตัวอย่างของสเตคแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.ส่วนที่เป็นการบรรยายหรือเรียกว่า “ข้อมูลเชิงบรรยาย”(DescriptiveData) ประกอบด้วยข้อมูล 2
ชนิด คือ
1.1ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่คาดหวังของหลักสูตรเกี่ยวกับสิ่งที่มาก่อนกระบวนการเรียน การสอน
และผลผลิตของหลักสูตร
1.2
ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงซึ่งสังเกตได้หรือทดสอบได้เกี่ยวกับสิ่งที่มีก่อนกระบวนการเรียนก
ารสอน ผลผลิตของหลักสูตร
ผู้ประเมิน จะต้องอธิบายความสัมพัน ธ์ (Contingency) ระห ว่างสิ่ งที่มาก่อน (Antecedents)
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น (Transactions) แ ล ะ ผ ล ผ ลิ ต (Outcomes)
ข อ ง ห ลั ก สู ต ร แ ล ะ ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง (Congruence)
ระหว่างสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไรจากการพิจารณาข้อมูลในลักษณะแนวตั้งและแนวนอน
นี้ สรุปเป็นแผนภูมิเกี่ยวกับการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์และความสอดคล้องของหลักสูตรดังภาพประกอบ 30
ต่อไปนี้
ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่คาดหวัง ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
ความสอดคล้อง
ความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์
ความสอดคล้อง
ความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์
ความสอดคล้อง
ภ า พ ป ร ะ ก อ บ 31
แสดงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายเพื่อหาความสัมพันธ์และความสอดคล้องของหลักสูตร
2.ส่วนที่เป็นการพิจารณาตัดสินคุณค่าของหลักสูตรหรือที่เรียกว่า “ข้อมูลเชิงตัดสิน” (Judgemental
Data) ประกอบด้วยข้อมูล 2 ชนิด คือ
2.1ข้อมูลที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Standards) ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เช่นครู ผู้บริหาร
นักเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ เชื่อว่าควรจะใช้
สิ่งที่มีมาก่อน สิ่งที่มีก่อน
ก่อนก่อน
กระบวนการเ
รียนการสอน
กระบวนการเ
รียนการสอน
ผลผลิต ผลผลิต
2.2 ข้ อ มู ล ที่ เ ป็ น ก า ร ตั ด สิ น ข อ ง บุ ค ค ล ต่ า ง ๆ
ซึ่ ง เป็ น ค ว า มรู้ สึ ก นึ ก คิ ด ตั ด สิ น คุณ ภ า พ แ ล ะ ค ว า มเ ห มา ะ ส มข อ ง บุ ค ค ล ต่าง ๆ
ผู้ประเมินจะต้องตัดสินคูณค่าของหลักสูตรโดยใช้ข้อมูลที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานและข้อมูลที่เป็นการตัดสินของบุ
คคลต่างๆ มาประกอบการพิจารณาตัดสินว่าหลักสูตรมีส่วนใดดีหรือส่วนใดไม่ดี
3. วิธีการใช้ตารางในการประเมินผลของหลักสูตร
เริ่มต้นด้วยการพิจารณาข้อมูลทั้ง 4 หมวด ตามเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น เช่น จากตารางแบบตัวอย่างของ สเตค
จ ะ เ ริ่ ม ที่ ข้ อ ก . ด้ า น สิ่ ง ที่ มี ม า ก่อ น ข้ อ ก .1 บุ ค ลิ ก แ ล ะ นิ สั ย ข อ ง นั ก เ รี ย น
เร า ก็ จ ะ พิ จ า ร ณ า ว่า ผ ล ที่ ค า ด ห วัง ห รื อ วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ด้ า น นี้ คื อ อ ะ ไ ร
และน ามาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดขึ้น ว่าตรงห รือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ห รือไม่เพียงใ ด
และผลที่เกิดขึ้ นนั้ นใช้มาตรฐานอะ ไรวัดและถืออะไรเป็ นห ลักใน การตัดสิ นยกตัวอย่าง เช่น
ในเรื่องของบุคลิกและนิสัยของนักเรียน
ผลที่คาดหวัง : ต้องการนักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นากล้าซักถามโต้ตอบและโต้แย้ง
ผ ล ที่ เกิ ด ขึ้ น : ไ ด้ นั ก เ รี ย น ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ค ว า ม เ ป็ น ผู้ น า ป ร ะ ม า ณ 20%
และได้นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นาตาม 80%
มา ต ร ฐ า น ที่ ใ ช้ : ค ว ร แ ล ะ นั ก บ ริ ห าร ก า ร ศึ ก ษ าเห็ น ว่า นั ก เรี ย น 1 0 0 %
ควรมีทั้งลักษณะความเป็นผู้นาและผู้ตามอยู่ในตัว
ที่มาของหลักสูตรการตัดสิน :สังคมประชาธิปไตย
จ าก ก าร เป รี ย บ เที ย บ เ ก ณ ฑ์ ข้อ มู ล ใ น ห มว ด ต่า ง ๆ ใ น ลั ก ษ ณ ะ ข้ า ง ต้ น
ผู้ประเมินจะสามารถเห็นว่าหลักสูตรนั้นมีความสอดคล้องกันหรือไม่ในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ
น อ ก จ า ก นั้ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ข้ อ มู ล ต า ม แ น ว ตั้ ง
ผู้ป ระ เมิน นั้ น จ ะ พ บ ว่าห ลัก สู ตร นั้ น มีค วาม สั มพั น ธ์ ใ น ตัวกัน ห รื อไม่ ตัวอ ย่าง เช่น
ในเรื่องบุคลิกและนิสัยของนักเรียน
ภาพประกอบ 32 แสดงความสัมพันธ์ในการประเมินหลักสูตร
ใ น ลั ก ษ ณ ะ เ ช่น นี้ ก าร เ ป รี ย บ เที ย บ ข้อ มู ล ต า ม แ น ว ตั้ ง ข อ ง ห ลั ก ลู ก ศ ร
ผู้ประเมิน หลักสู ตรจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าการจัดการทั้ง 3ด้าน คือ ด้าน สิ่งที่มีมาก่อน
กระบวนการในการสอน และผลที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันถูกต้องหรือไม่
การวิเคราะห์ถึงความสอดคล้องกับความสัมพันธ์กันของหลักสูตรนี้จะเป็นแนวทางชี้ให้เห็นถึงข้อบก
พร่องต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงหลักสูตรเป็นอันมาก
9.2 รูปแบบของการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam)
แ ด เ นี ย ล แ อ ล ส ตั ฟ เ ฟิ ล บี ม ( Daniel L. Stufflebeam)
ได้อธิบายความหมายของการประเมินผลทางการศึกษาเอาไว้ว่าเป็นกระบวนการการบรรยายการหาข้อมูล
แ ล ะ ก า ร ใ ห้ ข้ อ มู ล เ พื่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ห า ท า ง เ ลื อ ก
ฉะนั้นรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดขอลสตัฟเฟิลบีมจึงเป็นรูปแบบเหมาะสมแก่การช่วยตัดสินใ
จเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด
ตามปกติสถานการณ์ในการตัดสินใจ (DecisionSettingt) โดยทั่วไปจะประกอบด้วยมิติที่สาคัญ 2
ประการ คือ
1. มิติด้าน ข้อมูลที่มีอยู่ (Information Grasp) คือถ้าเราจะ ตัดสิ น ใจทาอะ ไรสักอย่าง
เราจาเป็นต้องคานึงว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่มากน้อยเพียงใด
ผลที่คาดหวัง
นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นา
ผลที่เกิดขึ้น
ได้นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นา 20%
และมีลักษณะความเป็นผู้ตาม 80%
ผลที่คาดหวัง
การสอนที่มีลักษณะเป็น The way
Communication
ผลที่เกิดขึ้น
ครูส่วนใหญ่สอนโดยใช้ One way
Communication
และในเรื่องของกระบวนการในการสอนหรือสื่อสารข้อมูลสื่อสารปรากฏว่า
2. มิติ ด้ าน ป ริ ม าณ ค วา ม เป ลี่ ยน แ ป ล ง ที่ ต้อ ง ก า รใ ห้ เกิ ด ขึ้ น (Degree of Cange)
คื อ ค ว า ม ห ม า ย ว่ า ถ้ า เ ร า จ ะ ตั ด สิ น ใ จ ท า อ ะ ไ ร สั ก อ ย่ า ง ห นึ่ ง
เราต้องคานึงว่าเมื่อทาไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากน้อยสักแค่ไหน
จากรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีมแสดงให้เห็นว่า
1. ส ถ าน ก า ร ณ์ ตัด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก าร ใ ห้ มีก าร เป ลี่ ย น แ ป ล ง เ พี ย ง เล็ ก น้ อ ย
แต่ทว่าข้อมูลที่จะช่วยให้การตัดสินใจนั้นมีอยู่มากสถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Homeostatic
2.
สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่น้อย
สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Incremental
3. ส ถ า น ก า ร ณ์ ตั ด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่า ง ม า ก
แต่ว่าข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจมีอยู่น้อย สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Neomobilistic
4. ส ถ า น ก า ร ณ์ ตั ด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่า ง ม า ก
และข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่มาก สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Metamorphism
จ า ก ที่ ก ล่ า ว ม า จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า
การตัดสินใจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใดก็ตามก็จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงประมาณ (Evaluation Data)
ม า ช่ ว ย เ ป็ น พื้ น ฐ า น เ พ ร า ะ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ใ ด ๆ
ของผู้บริหารที่ไม่ใช่ข้อมูลเชิงประมาณมาเป็นพื้นฐานในการหาทางเลือกย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการดาเนิ
นงานตามทางเลือกนั้นอย่างมาก
ส่ ว น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ท า ง ก า ร ตั ด สิ น ใ จ นั้ น
ไม่ว่าจะเป็ น เรื่องจะ จัดเนื้ อหาวิชาใน หลักสู ตรอย่างไรจะ จัดการเรียน การสอน ด้วยวิธีไห น
จ ะ ใ ช้ สื่ อ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น อ ะ ไ ร จ ะ จั ด กิ จ ก ร ร ม เ ส ริ ม ห ลั ก สู ต ร อ ะ ไ ร
ถ้าพิ จารณ าใ น แง่ขอ ง วิธี การกับ ผลที่ เกิดขึ้ น และ สิ่ งที่ คาดห วัง กับสิ่ ง ที่ จะ เกิดขึ้ น จริ ง
เราอาจจาแนกการตัดสินใจออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
(1)
การตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน
Planning
(4)
การตัดสินใจเกี่ยวกับคุณสมบัติที่พึง
ประสงค์ (Recyccling)
สิ่งที่คาดหวัง สิ่งที่เป็นจริง
ผลที่เกิดขึ้น
ภาพประกอบ 33 แสดงประเภทและความสัมพันธ์ Stufflebeam
ต่อสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เป็นจริง
1. PlanningDecisionsเป็นการตัดสินใจโดยคาดหวังว่าเราต้องการให้เกิดผลทางการศึกษาอย่างไร
เช่นหลังจากที่นักเรียนจบชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ไปแล้วนักเรียนควรจะมีคุณสมบัติที่เด่นๆ อย่างไรบ้าง
ฉะนั้นการตัดสินใจชนิดนี้จึงนามาเป็นประโยชน์ในการกาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือในการวางแผนจัด
การศึกษาได้เป็นอย่างดี จึงเรียกการตัดสินใจอย่างนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน
2. Structuring Decisions
เป็ น การตัดสิน ใจโดยคาดหวังว่าถ้าต้องการให้เกิดผลทางการศึกษาตามที่คาดหวังไว้ในข้อ 1
นั้นเราควรจะวางโครงสร้างห รือวางรูปแบบของการใช้ห ลักสูตรที่พึ่งประสงค์เอาไว้อย่างไรเช่น
ถ้ า จ ะ ใ ห้ นั ก เ รี ย น มี คุ ณ ส ม บั ติ ต ร ง ต า ม ที่ ค า ด ห วั ง เ อ า ไ ว้ นั้ น
โรงเรียนควรจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรการบริหารงานควรเป็นแบบใด ครูควรจัดการเรียนการสอนอย่างไร
ควรให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรอะไรบ้าง ฯลฯ จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง
3. Implemening Decisions เ ป็ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ว่ า
ตามความเป็ น จริง นั้ น ได้มีการน าห ลักสู ตรไปใ ช้ตามแน วท าง ที่คาดห วัง เอ าไว้ห รื อไม่
มีการควบคุมหรือแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้วิธีการที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นไปตามที่ต้องการมากน้อยเพียงใด
จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการนาไปใช้
4. Recycling Decisions เป็ น การตัดสิ น ใจห ลังจากศึกษาตามห ลักสู ตรไปแล้วนั้ น จริง ๆ
แล้วนักเรียนมีคุณสมบัติอย่างไร มีความรู้มีทักษะ มีเจตคติ เป็นอย่างไรและเป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้หรือไม่
มีอ ะ ไ ร บ้ าง ที่ ต้ อ ง รั ก ษ าไ ว้ มีอ ะ ไ รบ้ าง ที่ ต้อ ง ล ะ ทิ้ ง ห รื อ ต้อ ง ป รั บ ข ย าย เสี ยใ ห ม่
จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับคุณสมบัติที่พึ่งประสงค์
ทั้งหมดที่กล่าวมา 4 ข้อนี้ คือประเภ ทการตัดสิน ใจทางการศึกษา แต่ตามความคิดของ
สตัฟเฟิลบีมนั้น การตัดสินใจทุกๆ เรื่องจาเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงประเมินในการพิจารณาขั้นพื้นฐาน
และสตัฟเฟิลบีมได้ให้แนวคิดไว้ว่า การประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งสาคัญที่เราต้องประเมินอยู่ 4 ด้าน คือ
(2)
การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง
(Structuring)
(3)
การตัดสินเกี่ยวกับการนาไปใช้
(Implementing)
วิธีการ
1. ก า ร ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม (Context Evaluation)
เป็ น การป ระ เมิน ที่ มีจุดมุ่ง ห มายเพื่ อใ ห้ ได้ห ลัก ก ารและ เห ตุผล มากาห น ดจุดมุ่ง ห มาย
ก า ร ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้ พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร รู้ ว่ า
ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า มี อ ะ ไ ร บ้ า ง
สภาพการณ์ที่คาดหวังและสภาพที่แท้จริงในสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็ นอย่างไร มีความต้องการ
ห รื อ ปั ญ ห า อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ยั ง ไ ม่ ไ ด้ รั บ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ห รื อ แ ก้ ไ ข
มีโอกาสและสรรพกาลังที่จาเป็ นอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ถูกนามาใช้ในการจัดการศึกษา และสืบเนื่อง
มาจากปัญหาอะไรบ้าง ฯลฯ ในการประเมินสภาพแวดล้อมนี้ ผู้ประเมินอาจใช้วิธีดังต่อไปนี้
1.1 การวิเคราะห์ความคิดรวบยอด (Conceptual Analysis)
1.2 การทาวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์จริงๆ (Empirical Studies)
1.3 ก า ร อ า ศั ย ท ฤ ษ ฎี แ ล ะ ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ
การประเมินสภาพแวดล้อมนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการวางแผนหรือกาหนดจุ
ดมุ่งหมาย (Planning Decision)
2. ป ร ะ เ มิ น ตั ว ป้ อ น ( Inputs Evaluation)
เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจว่า จะใช้ทรัพยากรหรือสรรพกาลังต่าง ๆ
ที่ มี อ ยู่ เ พื่ อ ใ ห้ บ ร ร ลุ ผ ล ต า ม จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร
จะ ขอ ค วามช่วย เห ลื อ ด้าน ท รัพ ยาก รแ ล ะ ส รรพ ก าลัง จาก แห ล่ง ภ ายน อ ก ดีห รื อ ไ ม่
จะใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบใดดีจึงจะประเมินด้วยตัวป้อนอาจจะทาได้โดย
2.1 จัดทาในรูปแบบของคณะกรรมการ
2.2 อาศัยผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มีผู้ทาเอาไว้แล้ว
2.3 ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้การปรึกษา
2.4 ทาการวิจัยเชิงทดลองเป็นการนาร่อง
อนึ่ ง ขอให้สังเกตว่าวิธีการประเมิน นี้ มีความแตกต่างกันออกไปมาก นับแต่ใช้วิธีง่ายๆ
โดยอาศัยความคิดเห็ นของผู้เชี่ยวชาญ หรือของคณะกรรมการ ไปจน ถึงวิธีการที่ซับซ้อน เช่น
การวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่มากหรือน้อยนั้นเอง
ตัวอย่างเช่น ใน การตัดสิน ใจแบบ Homeostatic ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
แต่ทว่าข้อมูลที่จะมาช่วยในการสนับสนุนนั้นมีอยู่มากแล้วในบางกรณีอาจไม่จาเป็นต้องประเมินผลในลักษณะ
ที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ประการใด อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์การตัดสินใจแบบ Incrementalหรือ Neomobilistic
ที่ต้องการนานวัตกรรมบางอย่างมาใช้ในหลักสูตรประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนจาเป็นต้องใช้วิธีการที่ร
อบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ผลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้นั่นเอง
ฉ ะ นั้ น ก า ร ป ร ะ เมิ น ตัว ป้ อ น นี้ จ ะ ช่ว ย ใ ห้ เ ร าไ ด้ ข้อ มู ล ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
ถ้ า เ ร า จ ะ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ต า ม ห ลั ก สู ต ร
เราควรจะ ขอ ความร่วมมือแ ละ ช่วยเห ลื อจากแ ห ล่ง ภ ายน อ กห รื อ ไม่ค วรจะ ห าวิธี ใ ด
วิธี การหนึ่ ง ที่มีอยู่แล้วห รือวิธี การที่ คิดค้น ขึ้ น มาให ม่ การดาเนิ น งาน ใ น โรงเรียน เช่น
ก า ร บ ริ ห า ร ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น ฯ ล ฯ
ค ว ร เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร จึ ง จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ก าร น า ห ลั ก สู ต ร ไ ป ใ ช้ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็ จ
การประเมินตัวป้อนนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านโครงสร้างหรือการวางรูปแบบใน
การดาเนินงาน (Structuring Decision)
3. ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ( Process Evaluation)
เป็ นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื บค้นจุดอ่อน ของรูปแบบการดาเนิน ตามที่คาดหวังเอาไว้
ห รื อ จุ ด อ่ อ น ข อ ง ก า ร ด า เ นิ น ง า น ใ น ขั้ น ท ด ล อ ง ก า ร ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร
เพื่ อ น า ม า ใ ช้ เ ป็ น ข้ อ มู ล ป ร ะ ก อ บ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ใ น ก า ร เลื อ ก วิธี ก า ร ต่อ ไ ป
ฉะนั้นต้องมีการจดบันทึกผลการประเมินกระบวนการนั้นจาเป็นต้องอาศัยวิธีการหลายๆ อย่างต่างๆ กัน เช่น
3.1 การสังเกตแบบมีส่วนรวมปฏิบัติ
3.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์
3.3 การสัมภาษณ์
3.4 การใช้แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า
3.5 การเขียนรายงานประเภทปลายเปิด
อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร นี้
บ า ง ค รั้ ง จ า เ ป็ น ต้ อ ง ตั้ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ใ น ก าร ป ร ะ เมิ น ผ ล ขึ้ น ม า โ ด ย เ ฉ พ า ะ
แ ล ะ ใ ห้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ชุ ด นี้ มี เ ว ล า ก า ร ท า ป ร ะ เ มิ น อ ย่า ง เ ต็ ม ที่ เ ช่ น
ถ้าเป็ น ส ถาบัน ระ ดับ อุดมศึกษาก็อาจจะ ได้แก่ทีมง าน ใน ห น่วยวิจัยของ สถาบัน นั้ น เอง
แต่ถ้าเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาก็อาจจะได้แก่ศึกษานิเทศก์ของจังหวัดเพราะการตั้งครูในโรงเรียนทาหน้า
ที่ ป ร ะ เ มิ น ผ ล โ ด ย เฉ พ า ะ ท า ไ ด้ ย า ก เ นื่ อ ง จ า ก มี ข้ อ จ า กัด อ ยู่ห ล า ย อ ย่า ง เ ช่ น
เรื่องเวลาซึ่งมีความจาเป็นมากในกรณีที่สถานการณ์การตัดสินใจเป็นแบบ Incrementalและ Neomobilistic
เพราะมีข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจอยู่แล้วน้อยมาก แต่ถ้าหากสถานการณ์การตัดสินใจแบบ Homeobilistic
ซึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลที่จะนามาใช้สนับสนุนอย่างมากแล้ว
ผู้บริหารและครูในโรงเรียนอาจช่วยกันทาการประเมินก็ได้
การประเมินกระบวนการนี้ให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจด้านการนาหลักสูตรไปใช้ปฏิบัติจริงๆ
(Implementing Decisions)
4. ก าร ป ร ะ เมิ น ผ ล ผ ลิ ต ( Products Evaluation) มีจุ ด มุ่ง ห มาย จ ะ ต ร วจ ส อ บ ว่า
ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ นั ก เ รี ย น นั้ น เ ป็ น ไ ป ต า ม ที่ ค า ด ห วัง เ อ า ไ ว้ม า ก เ พี ย ง ใ ด
อาจทาได้โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์สัมพันธ์กับหลักสูตรอื่นที่มีอยู่ก็ได้
ในกระบวนการการศึกษานั้นการประเมินผลผลิตจะให้ข้อมูลที่จะนามาช่วยตัดสินใจว่ามีกิจกรรมทาง
ก า ร ศึ ก ษ า อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ค ว ร ท า ต่ อ ไ ป เ ลิ ก ท า
หรือควรนามาปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่นอกจากนั้นยังให้ข้อมูลที่จะนาไปเชื่อมต่อหรือสานต่อเข้ากับขั้นตอนอื่นๆ
ข อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า ไ ด้ อี ก ด้ ว ย เ ช่ น
โรงเรียนหนึ่ งมีปัญหาครูไม่พอสอนหรือครูมีภารกิจมากจนไม่มีเวลาจะเตรียมการสอน ให้ได้ผล
จึง ไ ด้ คิ ด ค้น น วัต ก ร ร ม ท าง ก าร ส อ น แ บ บ RIT (Reduced Insructional Time) ขึ้ น ม า ใ ช้
เ ส ร็ จ แ ล้ ว ก า ร ท า ป ร ะ เ มิ น ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง ก า ร เ รี ย น แ บ บ RIT ดู
พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ของนักเรียน นั้น อยู่ใน ขั้น ที่จะน าไปเผยแพ ร่ในโรงเรียน อื่น ๆ
ที่ ป ร ะ ส บ ปั ญ ห าอ ย่าง เดี่ ยว กัน ได้ เพ ร าะ เป็ น สิ่ ง ที่ ท าไ ด้ง่ายไม่สิ้ น เป ลื อ ง ม าก นั ก
อย่างนี้ผู้บริหารการศึกษาก็อาจใช้ผลจากการประเมินดังกล่าวมาช่วยตัดสินใจประกาศให้โรงเรียนต่างๆ
น า น วั ต ก ร ร ม RIT ไ ป ใ ช้ จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ต่ อ ไ ป
การประเมินผลผลิตนี้จะให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจว่า จะเก็บรักษาไว้ เลิกใช้หรือปรับปรุงแก้ไขใหม่
( Recycling Decisions)
เนื่องจากสตัฟเฟิลบีมให้แนวคิดว่าในการประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งที่จะต้องประเมินอยู่ 4อย่าง คือ
Context, Input, Process และ Products รูปแบบการประเมินผลของเขาจึงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็น CIPP
Model
9.3 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler)
ไ ท เล อ ร์ ( Ttler, 1949 : 248) เ ป็ น ผู้ ที่ ว า ง ร า ก ฐ า น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร
โดยเสนอแนะแนวคิดว่าการประเมินหลักสูตรเป็นการเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงเป็นไป
ตามจุดมุ่ง ห มายที่ได้ตั้งไว้ห รือไม่ โดยการศึกษารายละ เอียดของ อง ค์ประ กอบของ คณ ะ
กระบวนการจัดการศึกษา 3 ส่วน คือ จุดมุ่งหมายทางการศึกษา การจัดประสบการณ์การเรียน รู้
และการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดังภาพประกอบ 34
ภาพประกอบ 34 รูปแบบการประเมินของไทเลอร์
ไ ท เ ล อ ร์ มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า
จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนรัดกุมและจาเพาะเจาะจงจะเป็นแนวทางในการประเมินผลในภายหลัง
บทบาทของการประเมินหลักสูตรจึงอยู่ที่การดูผลผลิตของหลักสูตรว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดหรือไม่
แนวคิดของไทเลอร์เกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรจึงยึดความสาเร็จของจุดมุ่งหมายเป็ นหลัก (GoalAttainment
Model)
ไทเลอร์มีความเห็นว่าจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตร คือ
1.
เพื่อตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั้นประสบผลสาเร็จหรือไม่
ส่วนใดที่ประสบผลสาเร็จก็อาจเก็บไว้ใช้ได้ต่อไป แต่ส่วนใดที่ไม่ประสบผลสาเร็จควรจะปรับปรุงแก้ไข
2.
เพื่อการประเมินค่าความก้าวหน้าทางการศึกษาของกลุ่มประชากรขนาดใหญ่เพื่อให้สาธารณชนได้ข้อมูลที่น่าเชื่
อ ถื อ แ ล ะ เ ข้ า ใ จ ปั ญ ห า ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า
และเพื่อใช้ข้อมูลนั้นเป็นแนวทางในการปรับปรุงนโยบายทางการศึกษาที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย
ด้วยเหตุนี้การประเมินหลักสูตรจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและการประเมินคุณค่าของหลัก
สูตร ไทเลอร์ได้จัดลาดับการเรียนการสอนและการประเมินผลดังนี้
1.กาหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ในการกาหนดจุดมุ่งหมาย (Goal
Sources) คือ นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระส่วนปัจจัยที่กาหนดขอบเขตของจุดมุ่งหมาย (Goal Screens)
2. ก าห น ด จุด ป ระ ส ง ค์ เฉ พ าะ ห รื อ จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เชิ ง พ ฤ ติ ก รร มอ ย่าง ชัด เจ น
ซึ่งจะเป็นพฤติกรรมที่ต้องการวัดหลังจากจัดประสบการณ์การเรียน
3. กาหนดเนื้อหาหรือประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
4.
เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมที่จะทาให้เนื้อหาหรือประสบการณ์ที่วางไว้ประสบความสาเร็จ
5. ประเมินผลโดยการตัดสินใจด้วยการวัดผลทางการศึกษา หรือการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
6. ห า ก ห ลั ก สู ต ร ไ ม่ บ ร ร ลุ ต า ม จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ที่ ว า ง ไ ว้
ก็ จ ะ ต้ อ ง มี ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ที่ จ ะ ย ก เ ลิ ก ห รื อ ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร นั้ น
จุดมุ่งหมาย
ประสบการณ์การเรียนรู้ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แ ต่ ถ้ า บ ร ร ลุ ต า ม จุ ด มุ่ง ห ม า ย ก็ อ า จ จ ะ ใ ช้ เ ป็ น ข้ อ มู ล ย้ อ น ก ลั บ (Feedback)
เพื่ อ ป รั บ ป รุ ง ก าร ก าห น ด จุ ด มุ่ง ห มา ย ใ ห้ ส อ ด ค ล้อ ง กับ สั ง ค ม ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง
หรือใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของหลักสูตร การประเมินหลักสูตรตามแนวคิดของไทเลอร์
จะ เห็ น ว่าเป็ น ก าร ยึด ค ว ามส าเร็ จข อ ง ผู้เรี ยน ส่ ว น ใ ห ญ่ เป็ น เก ณ ฑ์ ใ น ก าร ตัด สิ น
โ ด ย อ า ศั ย ก า ร วั ด พ ฤ ติ ก ร ร ม ก่ อ น แ ล ะ ห ลั ง เ รี ย น (Pre-Post Measurement)
และมีการกาหนดเกณฑ์ไว้ก่อนล่วงหน้าว่าความสาเร็จระดับใดจึงจะประสบความสาเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้
ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ใ น ลั ก ษ ณ ะ นี้ จึ ง เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เมิ น ผ ล ส รุ ป (Summative Evaluation)
มากกว่าการประเมินผลความก้าวหน้า (Formative Evaluation)
9.4 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ (Hammond)
โ ร เ บ อ ร์ ต แ ฮ ม ม อ น ด์ (Robert Hammond)
มีแ น วคิ ด ใ น ก ารป ร ะ เมิน ก าร ห ลัก สู ต ร โด ยยึด จุ ดป ระ ส ง ค์ เป็ น ห ลัก คล้ายไ ท เล อ ร์
แ ต่แ ฮ ม ม อ น ด์ ไ ด้เ ส น อ แ น ว คิ ด ที่ ต่า ง จ าก ไ ท เล อ ร์ โ ด ย ที่ แ ฮ ม ม อ น ด์ เส น อ ว่า
โค รง สร้าง สาห รับก ารป ร ะ เมิน นั้ น ประ ก อบ ด้วยมิติ (Dimensions) ใ ห ญ่ๆ ห ลายมิติด้วย
แ ต่ ล ะ มิ ติ ก็ จ ะ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ตั ว แ ป ร ส า คั ญ อี ก ห ล า ย ตั ว แ ป ร
ความ สาเร็ จห รื อความล้มเห ลวข อง ห ลัก สู ตรขึ้ น อ ยู่กับ การป ะ ท ะ สั มพัน ธ์ (Interaction)
ระห ว่างตัวแปรในมิติต่างๆ เห ล่านี้ มิติทั้ง 3 ได้แก่มิติด้านการเรียน การสอน มิติด้าน สถาบัน
และมิติด้านพฤติกรรม
1. มิติด้านการสอน ประกอบด้วยตัวแปรสาคัญ 5 ตัวแปร คือ
1.1 ก า ร จั ด ชั้ น เ รี ย น แ ล ะ ต า ร า ง ส อ น
คื อ ก าร จัด ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น ใ ห้ พ บ กัน แ ล ะ ด า เนิ น กิ จ ก ร ร ม ก าร เ รี ย น ก าร ส อ น
ซึ่งการจัดในส่วนนี้จะต้องคานึงถึงเวลาและสถานที่
1.2 เ นื้ อ ห าวิช า ห ม าย ถึ ง เนื้ อ ห าวิช าที่ จ ะ น า ม าจัด ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น
การจัดลาดับเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะของผู้เรียนและชั้นเรียนแต่ละระดับ
1.3 วิธี ก า ร ห ม าย ถึ ง ห ลั ก ก า ร เรี ย น รู้ ก า ร อ อ ก แ บ บ กิ จ ก ร ร มก าร เรี ย น
รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน
1.4 สิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ หมายถึง สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษ
ห้องปฏิบัติการ วัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ รวมถึงสิ่งที่มีผลต่อการใช้หลักสูตร และการสอนด้านอื่นๆ
1.5งบประมาณ หมายถึง เงินที่ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน
การซ่อมแซม เงินเดือนครู ค่าจ้างบุคลากรที่จะทางานการใช้หลักสูตรประสบความสาเร็จ
2. มิติด้านสถาบัน ประกอบด้วยตัวแปรที่ควรคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร 5ตัวแปร คือ
2.1นักเรียน มีองค์ประกอบที่ต้องคานึ งใน การประเมิน หลักสู ตร ได้แก่อายุ เพ ศ
ระดับชั้นที่กาลังศึกษา ความสนใจ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุขภาพกายและสุขภาพจิต ภูมิหลังทางครอบครัว
2.2ครูมีองค์ประกอบที่ต้องคานึงในการประเมินหลักสูตรได้แก่อายุเพศ วุฒิสูงสุดทางการศึกษา
ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ท า ง ก า ร ส อ น เ งิ น เ ดื อ น
กิจกรรม ที่ท าเวล าว่าง การฝึ กอ บรม เพิ่ มเกี่ยวการใ ช้ห ลัก สู ต รใ น ช่วง ระ ยะ เวลา 1-3 ปี
และความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.3 ผู้บริหาร หมายถึง มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ อายุ เพศ
วุฒิ สู งสุ ดทาง การศึกษา ประ สบการณ์ ทางการศึกษา เงิน เดือน ลักษณะ ทาง บุคลิกภ าพ
ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม เ พิ่ ม เ ติ ม เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร ใ น ช่ ว ง ร ะ ย ะ เ ว ล า 1-3 ปี
และความพึงพอเคยใจในการปฏิบัติงานด้านวิชาการ
2.4ผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่อายุเพศ
ค ว า ม เ ชี่ ย ว ช าญ เฉ พ า ะ ด้ า น ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ก าร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ห รื อ ช่ ว ย เ ห ลื อ
ลักษณะทางบุคลิกภาพและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.5ครอบครัว มีองค์ประกอบที่ต้องคานึ งในการประเมินหลักสูตร ได้แก่สถานภาพสมรส
ขน าดครอบ ครัว รายได้ สถาน ที่ อยู่ การศึกษา การเป็ น ส มาชิกข องส มาคม การโยกย้าย
จานวนบุตรที่อยู่ในโรงเรียนนี้ และจานวนญาติที่อยู่ร่วมโรงเรียน
2.6ชุมชน มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่สถานภาพชุมชน
จานวนประชากรการกระจายของอายุของประชากร ความเชื่อ (ค่านิยมประเพณี ศาสนา) ลักษณะทางเศรษฐกิจ
สภาพการให้บริการสุขภาพอนามัย และการรับนวัตกรรมเทคโนโลยี
3. มิติด้านพฤติกรรม มีองค์ประกอบของพฤติกรรม 3ด้าน คือ พฤติกรรมด้านความ (Cognitive
Domain) พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychomotor Domain) และพฤติกรรมด้านเจตคติ (Affective Domain)
แ น ว คิ ด ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ข อ ง แ ฮ ม ม อ น ด์
เ ริ่ ม ด้ ว ย ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ก า ลั ง ด า เ นิ น ก า ร อ ยู่ ใ น ปั จ จุ บั น
เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ มู ล เ ป็ น พื้ น ฐ า น ที่ จ ะ น า ไ ป สู่ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
แ ล้ ว จึ ง เ ริ่ ม ก า ห น ด ทิ ศ ท าง แ ล ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ข อ ง ก า ร เป ลี่ ย น แ ป ล ง ห ลั ก สู ต ร
ควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตรมีดังนี้
1.กาหนดสิ่งที่ต้องการประเมินควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่ งในหลักสูตร เช่น ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ และจากัดระดับชั้นเรียน
2. กาหนดตัวแปรในมิติการสอนและมิติสถาบันให้ชัดเจน
3. ก า ห น ด จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เ ชิ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม โ ด ย ร ะ บุ ถึ ง 1.
พ ฤ ติก รรมข อง นั ก เรี ยน ที่ แ ส ด ง ว่าป ระ ส บ ค วามส าเร็ จต ามจุด ป ระ ส ง ค์ ที่ ก าห น ด 2.
เ งื่ อ น ไ ข ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น 3.
เกณฑ์ของพฤติกรรมที่บอกให้รู้ว่านักเรียนประสบความสาเร็จตามจุดประสงค์มากน้อยเท่าใด
4. ป ร ะ เ มิ น พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ร ะ บุ ไ ว้ ใ น จุ ด ป ร ะ ส ง ค์
ผลที่ได้จากการประ เมิน จะ เป็ น ตัวกาหน ดพิ จารณ าห ลักสู ตรที่ดาเนิ น ใ ช้อยู่เพื่ อตัดสิ น
รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
5.วิเคราะห์ ผลภ ายใ น อง ค์ประ กอบและความสัมพัน ธ์ ระห ว่างองค์ประ กอบต่าง ๆ
เพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับพฤติกรรมแท้จริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลสะท้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
ที่ตั้งไว้ และเป็นการตัดสินใจว่าหลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด
6. พิจารณาสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงปรับปรุง
แนวคิดในการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ใช้แนวคิดจองไทเลอร์เป็นพื้นฐานในการกาหนดจุดป
ระสงค์เชิงพฤติกรรม และการการใช้ข้อมูลจากการประเมินผลในการปรับปรุงจุดประสงค์ของหลักสูตรนั้น
แต่แฮ มมอน ด์ใน แน วคิดที่เป็ น ประ โยช น์ ใน การวิเคราะ ห์ ตัวแปรของ มิติด้าน การส อน
และมิติด้านสถาบันซึ่งอาจมีผลต่อความสาเร็จของหลักสูตรนั้นด้วย
9.5 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโพรวัส (Provus, Discrepancy Evalution Model)
โพ รวัส ได้เส น อ แน วคิ ด เกี่ยวกับ รู ป แ บ บ ก ารป ร ะ เมิน ห ลัก สู ต รซึ่ ง เรี ยก ว่า
“การประ เมิน ผลความแตกต่างหรื อการประ เมิน ความไม่สอดคล้อง ” (Discrepancy Evalution)
ซึ่ ง จ ะ ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ทั้ ง ห ม ด 5 ส่ ว น คื อ 1. ก า ร อ อ ก แ บ บ (Desingn) 2.
ทรัพยากรหรือสิ่งที่เริ่มตั้งไว้เมื่อใช้หลักสูตร(Installation) 3.กระบวนการ ( Process) 4.ผลผลิตของหลักสูตร
( Products ) 5. ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ห รื อ ผ ล ต อ บ แ ท น (Cost)
ในแต่ละส่วนจะมีขั้นตอนการประเมินผลโดยจะดาเนินการเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 ผู้ประเมินจะต้องกาหนดเกณฑ์มาตรฐาน (Standards –S) ของสิ่งที่ต้องการวัดก่อน เช่น
มาตรฐานด้านเนื้อหา เป็นต้น
ขั้นที่ 2ผู้ประเมินต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงานหรือการปฏิบัติจริงของสิ่งที่ต้องการวัด
(Performance– P)
ขั้นที่ 3ผู้ประเมินนาข้อมูลที่รวบรวมได้ขั้นที่ 2 มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ในขั้นที่ 1
(Compare –C)
ขั้ น ที่ 4 ผู้ ป ร ะ เ มิ น ศึ ก ษ า ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง
หรือความไม่สอดคล้องระหว่างผลการปฏิบัติจริงกับเกณฑ์มาตรฐาน (Discrepancy – D)
ขั้ น ที่ 5 ผู้ป ระ เมิ น ส่ ง ผ ล ก า ร ป ร ะ เมิ น ไ ป ใ ห้ ผู้ บ ริ ห าร ห รื อ ผู้ ที่ เกี่ ยว ข้ อ ง
เพื่ อเป็ น ข้อมูล ใ น การตัด สิ น ใ จเกี่ยวกับห ลักสู ตรว่าจะ เลิกการใช้ห ลัก สู ตรที่ ป ระ เมิน
หรือปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติ หรือเกณฑ์มาตรฐานให้คุณภาพดีขึ้น ( Decision Making )
S
C D Decision Making
P
ภาพประกอบ 35 การประเมินของ Provus
S = Standard เ ป็ น ขั้ น แ ร ก ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ก ล่ า ว คื อ
ประเมินผลต้องตั้งสิ่งมาตรฐานที่ต้องการวัดไว้ก่อน
P = Performance ห ลั ก จ า ก ด า เ นิ น ก า ร ขั้ น แ ร ก เ รี ย บ ร้ อ ย แ ล้ ว
ผู้ประเมินจะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงานหรือการปฏิบัติจริง ในสิ่งที่ต้องการวัดให้เพียงพอ
ข้อมูลที่รวบรวมความเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมที่ชัดเจน
C = Compare เ มื่ อ ตั้ ง ม า ต ร ฐ า น แ ล ะ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล เ ส ร็ จ แ ล้ ว
ก็นาข้อมูลมาเปรียบเทียบเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
D = Discrepancy จ า ก ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ข้ อ มู ล กับ ม า ต ร ฐ า น ที่ ก า ห น ด ไ ว้
ผู้ประเมินพบว่ามีช่องว่างอะไรที่เกิดขึ้นกับผลที่คาดหวัง
D = Decision Making
ผู้ประเมินจะส่งผลผลประเมินไปให้ผู้ที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ ง
ซึ่งขั้นตอนการประเมินดังกล่าว สามารถอธิบายเป็นรูปแบบดังนี้
เกณฑ์มาตรฐาน การปฏิบัติจริง
เปรียบเทียบ
ภาพประกอบ 36 แสดงกระบวนการในการตัดสินใจการประเมินของโพรวัส
แ บ บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร ข อ ง โ พ ร วั ส นี้
นับว่าสะดวกแก่การประเมินหลายประเภทและเป็นกระบวนการที่ให้เห็นถึงผู้บริหารจะตัดสินใจ จะใช้หรือไม่
หรือจะปรับปรุงเพิ่มเติม หรือจะหยิบยกข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งมาพิจารณา
สรุป(Summary)
การประเมินหลักสูตรอาจถือได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการในการพัฒนาหลักสู ตร
เป็นขั้นตอนที่ชี้ให้เราได้ทราบว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเล่มและนาไปใช้แล้วนั้นประสบความสาเร็จมาก
น้ อ ย เ พี ย ง ใ ด มี ข้ อ ดี ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ต้ อ ง แ ก้ ไ ข ป รั บ ป รุ ง
ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ ป็ น ก าร พิ จ า ร ณ า คุ ณ ค่า ข อ ง ห ลั ก สู ต ร โ ด ย อ าศั ย วิ ธี ก า ร ต่า ง ๆ
ใน การประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็ น จริงนามาวิเคราะห์ และสรุป ชี้ให้เห็น ข้อบกพ ร่องต่างๆ
เ พื่ อ น า ไ ป เ ป็ น ข้ อ มู ล ใ น ก า ร พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร ใ น โ อ ก า ส ต่ อ ไ ป
เพ ราะฉะนั้ นจึงจาเป็ นที่ผู้ประเมิน ต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงใน จุดมุ่งห มาย สิ่งที่จะประเมิน
และวิธีการประเมิน ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง เพราะจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรมีอยู่หลายประการ
สิ่งที่ควรได้รับการประเมินก็ครอบคลุมหลายองค์ประกอบ รวมทั้งรูปแบบการประเมินก็มีอยู่หลายหลาก
ผลจากการประเมินหลักสูตรนั้นย่อมมีคุณประโยชน์ทั้งต่อผู้บริหารและผู้ใช้หลักสูตรตลอดจนประสิทธิภาพของ
ความสอดคล้อง/ไม่สอดคล้องระหว่าง
การปฏิบัติจริงกับเกณฑ์มาตรฐาน
ตัดสินใจ
ยกเลิก ปรับปรุง
การศึกษา หากการประเมินกระทาอย่างเป็ นระบบมีเป้าหมายและมีวิธีการที่ชัดเจนเป็นที่น่าเชื่อถือ
เมื่ อ น าไ ป ป รั บ ป รุ ง แ ล้ ว ย่อ ม ใ ห้ ห ลัก ป ร ะ กัน ว่า ห ลั ก สู ต ร มี คุ ณ ภ า พ ดี ดั ง นั้ น
กระบวนการจัดทาการประเมินหลักสูตรจึงเป็นกระบวนการและขั้นตอนสาคัญที่ต้องกระทาอย่างรอบคอบในกา
ร ศึ ก ษ า วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ที่ ถู ก ต้ อ ง
วิธีการและขั้น ตอน ใน การประ เมิน จะ ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ าย
จึงทาให้ได้ผลประเมินที่ถูกต้องเที่ยงตรงเป็นจริง และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรโดยแท้
ตรวจสอบทบทวน(Self-Test)
1. การประเมินหลักสูตรมีความจาเป็นหรือไม่อย่างไร
2. การประเมินหลักสูตรก่อนนาไปใช้มีจุดประสงค์สาคัญคืออะไร
กิจกรรม(Activity)
1. ฝึกปฏิบัติวางแผนการประเมินหลักสูตรครอบคลุมกระบวนการหลักสูตรทั้งหมด
2. ฝึกเขียนระบุเกณฑ์คุณภาพหลักสูตรที่พึงประสงค์
3. เขียนรายงานการประเมินโดยย่อ

บทที่ 10

  • 1.
    บทที่ 10 การประเมินหลักสูตร มโนทัศน์(Concept) ในการทางานหรือการประกอบกิจการใดก็ตามจะมีขั้นตอนในการดาเนินงานขั้นตอนหนึ่งซึ่งจะขาดเสี ยมิได้คือการประเมิน ผล(Evaluation) เพื่อให้ทราบว่าการทาง าน ห รือประกอบกิจกรรมนั้ น ๆ ได้ผลตามความมุ่งหมายที่กาหนดไว้หรือไม่เพียงใดมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้างเพื่อที่จะดาเนินการแก้ไขปรั บปรุงพัฒนาต่อไปในทางการศึกษาก็เช่นกันการที่จะทราบว่าการจัดการศึกษาบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้เพียง ใ ด นั้ น ส่ ว น ห นึ่ ง ที่ จ ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ไ ด้ คื อ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร การประเมินผลหลักสูตรเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นว่าการกาหนดหลักสูตรไปใช้จะได้ผลมากน้อยเพียงใดเพราะฉะนั้ นการประเมินหลักสูตรจึงเป็นขั้นตอนที่สาคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและผลที่ได้จาก การประเมินหลักสูตรจะเป็นข้อมูลในการตัดสินเพื่อแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ผลการเรียนรู้(Learning Outcome) 1. มีความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการพัฒนาหลักสูตร เรื่อง การประเมินหลักสูตร 2. สามารถให้คาแนะนาในการประสานตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินหลักสูตร สาระเนื้อหา(Content) การประเมินหลักสูตร การประเมินหลักสูตรเป็นขั้นตอนในการศึกษาคุณค่าของว่าดีหรือไม่อย่างไรบกพร่องในส่วนไหนเพื่อ นาผลการประเมินไปปรับปรุงหลักสูตรในโอกาสต่อไปการประเมินหลักสูตรนั้นมีขอบเขตและระยะการประเมิ นแตกต่างกันออกไปแล้วแต่จุดประสงค์ของการประเมินเช่นการประเมินเอกสารหลักสูตรในระ ยะก่อนนาหลัก สูตรไปใช้การประเมินการใช้หลักสูตรในขณะที่ดาเนินการใช้หลักสูตรหรือประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตรแล ะประเมินระบบหลักสูตรหลังจากการใช้หลักสูตรแล้วการประเมินผลหลักสูตรนั้นต้องกาหนดลงไปให้แน่ชัดว่า ต้องการประเมินอะไรข้อมูลที่นามาประเมินต้องเชื่อถือได้การวิเคราะห์ผลการประเมินต้องทาอย่างรอบคอบ
  • 2.
    การประเมินหลักสูตรต้องทาเป็นกระบวนการตามลาดับขั้นตอนตั้งแต่กาหนดวัตถุประสงค์ของการป ระเมินวางแผนและออกแบบการประเมินรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลรายงานและสรุปผลการประเมินเพื่อที่จะ นาผลที่ได้จากการประเมินไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรในโอกาสต่อไปจากขั้นตอนการประเมินนักศึกษาได้พัฒ นารูปแบบการประเมินไว้หลายรูปแบบเป็ นต้นว่ารูปแบบการประเมินหลักสูตรที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ซึ่งเป็นการประเมินผลก่อนการนาหลักสูตรไปใช้เช่นรูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบ ปุยแซง ค์หรือรู ป แบบ การประ เมิน ห ลักสู ตรใ น ระ หว่าง ห รื อหลังการใ ช้ห ลักสู ตรเช่น รู ป แ บ บ ก าร ป ร ะ เมิน ห ลัก สู ต ร ข อ ง ไ ท เ ล อ ร์ , ส เต ค , ส ตั ฟ เฟิ ล บี มห รื อ ด อ ริ ส โ ก ว์ แต่ละรูปแบบแม้จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปเราก็สามารถนาแนวคิดในการประเมินหลักสูตรมาประยุกต์เป็ นรูปแบบการประเมินหลักสูตรที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการจะประเมินนั้นๆ ได้ 1. ความหมายของการประเมินหลักสูตร การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศตลอดจนกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับหลัก สูตรเพื่อนามาตัดสินค่าหรือคุณภาพของหลักสูตรนั้นนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการประเมินห ลักสูตรไว้ต่างๆ กันดังนี้คือ กู๊ ด (Good, 1945 : 209) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการประเมินหลักสูตรคือการประเมินผลของกิจกรรมการเรียนภายในขอบข่ายของการสอ นที่เน้นเฉพาะจุดประสงค์ของการตัดสินใจในความถูกต้องของจุดมุ่งหมายความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของเ นื้อหาและผลสัมฤทธิ์ของวัตถุประสงค์เฉพาะซึ่งนาไปสู่การตัดสินใจในการวางแผนการจัดโครงการต่อเนื่องแล ะการหมุนเวียนของกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่จะจัดให้มีขึ้น ลี ค ร อ น บ า ช (Lee J. Cronbach, 1970: 231) ให้ความหมายว่าการประเมินหลักสูตรคือการรวบรวมข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจในเรื่องโปรแกรมหรื อหลักสูตรการศึกษา ส ตั ฟ เ ฟิ ล บี ม แ ล ะ ค ณ ะ (Stufflebeam Daniel L. et., 1971: 128) ให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่าการประเมินหลักสูตรคือกระบวนการหาข้อมูลเก็บข้อมูลเพื่อนาไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีกว่าเดิม วิ ชั ย ว ง ษ์ ใ ห ญ่ (2521 : 192) ให้ความหมายของประเมินหลักสูตรไว้ว่าการประเมินหลักสูตรเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับคุณค่าของหลักสูตรโดย ใ ช้ ผ ล จ า ก ก า ร วั ด ใ น แ ง่ มุ ม ต่ า ง ๆ
  • 3.
    ของสิ่งที่ประเมินเพื่อนามาพิจารณาร่วมกันและสรุปว่าจะให้คุณค่าของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมานั้นว่าอย่างไรมีคุ ณภาพดีหรือไม่เพียงใดหรือได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดหรือไม่มีส่วนใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข สุ จ ริต เ พี ย ร ช อ บ (2548 : 64) กล่าวถึงการประเมินหลักสูตรไว้ว่าเป็นกระบวนการที่สาคัญเพราะเป็นการหาคาตอบว่าหลักสูตรสัมฤทธิ์ผลตาม ที่ได้ตั้งจุดมุ่งหมายไว้หรือไม่มากน้อยเพียงใดอะไรเป็นสาเหตุผู้ประเมินหลักสูตรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดีทั้งทา งด้านหลักสูตรและด้านการประเมินผลซึ่งจะต้องเน้นการประเมินทั้งโปรแกรมการศึกษามิใช่แต่เพียงผลการเรีย นปีสุดท้ายเท่านั้นแต่ควรประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนด้วย จากความหมายของการประเมินหลักสูตรที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการประเมินหลักสูตรคือกระบว น ก า ร ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ตั ด สิ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ว่า ห ลั ก สู ต ร นั้ น ๆ มีประสิทธิภาพแค่ไหนเมื่อนาไปใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้หรือไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไขเพื่อนาผลที่ได้ม าใช้ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีกว่าต่อไป 2. จุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตร กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและมีขอบเขตที่กว้างขวางการประเมินหลักสู ตรจะต้องครอบคลุมขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรเพราะฉะนั้นการประเมินหลักสูตรจึงมีขอบเขตของการปร ะเมินที่กว้างขวางด้วยการประเมินหลักสูตรแต่ละจุดแต่ละขั้นตอนมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไปในรายละเอียดแ ต่โดยทั่วไปแล้วจุดมุ่งหมายใหญ่ของการประเมินหลักสูตรจะมีความใกล้เคียงกันจะขอยกตัวอย่างจุดมุ่งหมายขอ งการประเมินหลักสูตรที่นักศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ ทาบา(Taba, 1962:310) ได้กล่าวไว้ว่าการประเมินหลักสูตรกระทาขึ้นเพื่อศึกษากระบวนการต่างๆ ที่กาหนดไว้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดบ้างที่สอดคล้องหรือขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาการประเมินดังกล่ า ว จ ะ ค ร อ บ ค ลุ ม เ นื้ อ ห า ทั้ ง ห ม ด ข อ ง ห ลั ก สู ต ร แ ล ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ต่ า ง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่จุดประสงค์ขอบเขตของเนื้อหาสาระคุณภาพของผู้ใช้บริหารและผู้ใช้หลักสูตรสมรรถภาพข องผู้เรียนความสัมพันธ์ของวิชาต่างๆ การใช้สื่อและวัสดุการสอน ฯลฯ วิชั ย ว ง ษ์ ใ ห ญ่ (2537 : 218-219) ก ล่า ว ว่า ก า ร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร โ ด ย ทั่ ว ๆ ไปจะมีจุดมุ่งหมายดังนี้เพื่อหาคุณค่าของหลักสูตรโดยตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมานั้นสามารถบรรลุต ามวัตถุประสงค์หรือไม่เพื่อวัดผลดูว่าการวางเค้าโครงและรูปแบบระบบของหลักสูตรรวมทั้งวัสดุประกอบหลัก สูตรและการบริหารและบริการหลักสูตรเป็นไปในทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่การประเมินหลักสูตรจากผู้เรียนเอง หรือการประเมินผลผลิตเพื่อตรวจสอบดูว่าลักษณะที่พึงประสงค์เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือไม่เพี ยงใด
  • 4.
    ใจทิพ ย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539 :192 – 193) กล่าวว่าโดยทั่วไปการประเมิน หลักสู ตรใดๆ ก็ตามจะมีจุดมุ่งหมายสาคัญที่คล้ายคลึงกันดังนี้คือเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขสิ่งบกพร่องที่พบในองค์ประกอบต่า ง ๆ ของหลักสูตรเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขระบบการบริหารหลักสูตรการนิเทศกากับดูแลการจัดกระบวนการเรียนก ารสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารว่าควรใช้หลักสูตรต่อไปอีกหรือควรยกเลิก การใช้หลักสูตรเพียงบางส่วนหรือยกเลิกทั้งหมดเพื่อต้องการทราบคุณภาพของผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสู ตรว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามความมุ่งหวังของหลักสูตรหลักจากผ่านกระบวนการทางการศึกษามาแ ล้วหรือไม่อย่างไรจากจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรข้างต้นพอสรุปได้ว่าการประเมินผลหลักสูตรมีจุดมุ่ง หมายดังนี้เพื่อหาคุณค่าของหลักสูตรนั้นโดยดูว่าหลักสูตรที่จัดทาขึ้นนั้นสามารถสนองวัตถุประสงค์ที่ต้องการห รือไม่หลักสูตรนั้นต้องการหรือไม่สนองความต้องการของผู้เรียนและสังคมอย่างไรเพื่ออธิบายและพิจารณาว่าลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ใ น แ ง่ ต่ า ง ๆ เช่นหลักการจุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอนและการวัดผลว่า สอดคล้องต้องกันหรือไม่หรือสนองความต้องการหรือไม่เพื่อตัดสินว่าหลักสูตรมีคุณภาพดีหรือไม่เหมาะสมหรื อไม่เหมาะสมกับการนาไปใช้มีข้อบกพร่องที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้างการประเมินผลในลักษณะนี้มักจะ ดาเนินไปในช่วงที่การพัฒนาหลักสูตรยังคงดาเนินการอยู่เพื่อที่จะพิจารณาว่าองค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตรเช่นจุดหมายโครงสร้างเนื้อหาการวัดผลฯลฯมีความสอดคล้องและเหมาะสมหรือไม่สามารถนามา ปฏิบัติในช่วงการนาหลักสูตรไปทดลองใช้หรือในขณะที่การใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนกาลัง ดาเนินอยู่ได้มากน้อยเพียงใดได้ผลเพียงใดและมีปัญหาอุปสรรคอะไรจะได้เป็นประโยชน์แก่นักพัฒนาหลักสูตร แ ล ะ ผู้ ที่ มี ส่ ว น เ กี่ ย ว ข้ อ ง ใ น ก า ร ป รั บ ป รุ ง เป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่า ง ๆ ของหลักสูตรให้มีคุณภาพดีขึ้นได้ทันท่วงทีเพื่อตัดสินว่าการบริหารงานด้านวิชาการและบริหารงานด้านหลักสูต รเป็นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่เพื่อหาทางแก้ไขระบบการบริหารหลักสูตรการนาหลักสูตรไปใช้ให้มีประสิทธิ ภาพเพื่อติดตามผลผลิตจากหลักสูตรคือผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากการผ่านกระบวนการทางกา รศึกษามาแล้วตามหลักสูตรว่าเป็นไปตามมุ่งหวังหรือไม่เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขสิ่งบกพร่องที่พบในองค์ประ ก อ บ ต่ า ง ๆ ในหลักสูตรเพื่อช่วยในการตัดสินว่าควรใช้หลักสูตรต่อไปหรือควรปรับปรุงพัฒนาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือยกเลิกใ ช้หลักสูตรนั้นหมดการประเมินผลในลักษณะนี้จะดาเนินการหลังจากที่ใช้หลักสูตรไปแล้วระยะหนึ่งแล้วจึงประ เมินเพื่อสรุปผลตัดสินว่าหลักสูตรมีคุณภาพดีหรือไม่บรรลุตามเป้าหมายที่หลักสูตรกาหนดไว้มากน้อยเพียงใดส นองความต้องการของสังคมเพียงใดและเหมาะสมกับการนาไปใช้ต่อไปหรือไม่จากจุดมุ่งหมายของการประเมิน ผ ล ห ลั ก สู ต ร ต่ า ง ๆ ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ
  • 5.
    ที่ได้จากการประเมินจะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาของสังคมซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของประชาก รในการพัฒนาสังคมในอนาคตต่อไปดังนั้นการประเมินผลหลักสูตรซึ่งมีความสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยไ ป ก ว่า ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ส่ ว น อื่ น ๆ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ควรจะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุดในการที่ประเมินผลหลักสูตรเพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลที่ถูก ต้องชัดเจนและจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของวิธีการต่างๆ ที่นามาใช้ 3. ระยะของการประเมินหลักสูตร ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ค ว ร มี ก า ร ด า เ นิ น เ ป็ น ร ะ ย ะ ๆ ทั้งนี้เนื่องจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของหลักสูตรอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยและในระยะต่างกันเช่นอ า จ มี ส า เ ห ตุ ม า จ า ก ต อ น จั ด ท า ห รื อ ยกร่างหลักสูตรซึ่งทาให้ตัวหลักสูตรไม่มีคุณภาพที่ดีหรือไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้เรียนแ ละสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหรืออาจมีสาเหตุมาจากตอนนาหลักสูตรไปใช้เป็นต้นการประเมินหลักสูตรที่ดีจึงต้อ งตรวจสอบเป็นระยะเพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 3ระยะคือ ระยะที่ 1 การประเมินหลักสูตรก่อนนาหลักสูตรไปใช้ (Project Analysis) ในช่วงระหว่างที่มีการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตรอาจมีการดาเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนของการจัด ทานับแต่การกาหนดจุดมุ่งหมายไปจนถึงการกาหนดการวัดและประเมินผลการเรียนซึ่งสามารถทาได้ 2 ลักษณะคือ 1. ประเมินหลักสูตรเมื่อสร้างหลักสูตรฉบับร่างเสร็จแล้วก่อนจะนาหลักสูตรไปใช้จริงควรมีการประเมินตรวจสอ บ คุ ณ ภ า พ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ฉ บั บ ร่ า ง แ ล ะ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ ของหลักสูตรการประเมินหลักสูตรในระยะนี้ต้องอาศัยความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาหลักสูตรทาง ด้านวิชาชีพครูทางด้านการวัดผลหรือจะให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หรือพิจารณาก็ได้ 2. ประเมินผลในขั้นตอนทดลองใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขส่วนที่ขาดตกบกพร่องหรือเป็นปัญหาให้มีความสมบูรณ์เพื่อ ประสิทธิภาพในการนาไปใช้ต่อไปเช่นหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ.2521 มีการทดลองใช้ตั้งแต่พ.ศ. 2519 และ 2520 เพื่อหาข้อบกพร่องอุปสรรคจะได้แก้ไขให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป ระยะที่ 2 การประเมินหลักสูตรระหว่างการดาเนินการใช้หลักสูตร (Formative Evaluation) ในขณะที่มีการดาเนินการใช้หลักสูตรที่จัดทาขึ้นควรมีการประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถ นาไปใช้ได้ดีเพียงใดหรือบกพร่องในจุดไหนจะได้แก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมเช่นประเมินกระบวนการใช้หลัก สูตรในด้านการบริหารการจัดการหลักสูตรการนิเทศกากับดูแลและการจัดกระบวนการเรียนการสอน
  • 6.
    ระยะที่ 3 การประเมินหลักสูตรหลังการใช้หลักสูตร(SummativeEvaluation) หลังจากที่มีการใช้หลักสูตรมาแล้วระยะหนึ่งคือครบกระบวนการเรียบร้อยแล้วควรจะประเมินหลักสู ต ร ทั้ ง ร ะ บ บ ซึ่ ง ไ ด้ แ ก่ ก า ร ป ร ะ เ มิ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ด้ า น ต่ า ง ๆ ของหลักสูตรทั้งหมดคือเอกสารหลักสูตรวัสดุหลักสูตรบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรการบริหารหลักสู ต ร ก า ร นิ เ ท ศ ก า กั บ ติ ด ต า ม ก า ร จั ด ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ฯ ล ฯ เพื่อสรุปผลตัดสินว่าหลักสูตรที่จัดทาขึ้นนั้นควรจะดาเนินการใช้ต่อไปหรือควรปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือควร จะยกเลิกเช่น หลักสู ตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521 มีช่วงระ ยะการใช้งาน 6 ปี เมื่อครบ 6 ปี แล้วจะมีการประเมิน ผลห ลักสูตรรวบยอดทั้งหมดโดยนาข้อมูลตั้งแต่ระยะที่ 1จนถึงระยะที่ 2 มารวบรวมวิเคราะห์และประเมินคุณค่าทั้งนี้อาจจะต้องอาศัยข้อมูลที่สาคัญอีกบางข้อมูลเช่นผลสัมฤทธิ์ทางการ ศึกษาของผู้เรียนซึ่งได้แก่การนาไปใช้ในการดารงชีวิตการประกอบอาชีพเข้ามาประกอบการวิเคราะห์และประเ มินค่าด้วย 4. ขอบเขตในการประเมินหลักสูตร การประเมินผลหลักสูตรเป็นงานที่มีความซับซ้อนมีความกว้างขวางและมีความละเอียดอ่อนมากการป ระเมินผลหลักสูตรต้องคานึงถึงปัจจัยหลายอย่างที่จะต้องนาเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะที่มีความสัมพันธ์ต่อกันกา รประเมินผลหลักสูตรมิได้หมายความว่าจะประเมินเฉพาะตัวหลักสูตรที่เป็นเอกสารจัดทาเป็นรูปเล่มเท่านั้นแต่ต้ องประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรทั้งหมดเช่นนักเรียนครูกระบวนการระบบต่างๆ โ ค ร ง ก า ร ต่ า ง ๆ ฯ ล ฯ ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ ที่ได้จากการประเมินผลสภาพการณ์ดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ได้ว่าหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร จากแน วคิดดังกล่าวนั กการศึกษาได้พ ยายามจัดรวบรวมสภาพ การณ์ขั้น ตอน ต่าง ๆ จัดเป็นหมวดหมู่หรือกาหนดขอบข่ายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อสะดวกในการที่จะดาเนินการประเมินผลนักการศึกษาได้ เสนอขอบข่ายของการประเมินผลไว้ดังนี้ โบแชมป์ (Beauchamp. 1975:177) ได้กาหนดขอบข่ายการประเมินหลักสูตรไว้ว่าควรประเมิน 4 ด้านคือ 1 .ประเมินผลการใช้หลักสูตร (Evaluation of Teacher use of the Curriculum) 2. ประเมินผลรูปแบบของหลักสูตร (Evaluation of theDesign) 3. ประเมินผลการเรียนของนักเรียน (Evaluation of Pupil Outcomes) 4. ประเมินผลระดับหลักสูตร (Evaluation of Curriculum System)
  • 7.
    เ ซ เล อ ร์ แ ล ะ อ เ ล็ ก ซ า น เ ด อ ร์ (Saylor and Alexander, 1981: 265) ได้กล่าวถึงขอบเขตของการประเมินหลักสูตรไว้ดังนี้ 1 . การประเมินจุดมุ่งหมายของโรงเรียนจุดมุ่งหมายของหลักสูตรจุดมุ่งหมายเฉพาะวิชาและจุดมุ่งหมายในการสอน เพื่ อ จ ะ ดู ว่า จุด มุ่ง ห ม า ยเห ล่านั้ น เห มาะ ส มกับ ตัว ผู้เรี ย น ส ภ าพ แ ว ด ล้ อ มห รื อ ไ ม่ มีความเที่ยงตรงและครอบคลุมเพียงใด 2 . การประเมินผลโครงการการศึกษาของโรงเรียนทั้งหมดเช่นการเตรียมพร้อมของโรงเรียนการดาเนินงานของกลุ่ มโรงเรียน งบประ มาณ การเงิน การแน ะ แน วห้องสมุดดูว่าการดาเนิ น งาน โครงการต่าง ๆ ได้ดาเนินการไปอย่างไรและมีประสิทธิภาพเพียงใด 3. การประเมิน ผลการเลือกเนื้อหาและการจัดประสบการณ์เรียน และกิจกรรมต่างๆ ว่าเหมาะสมเพียงใด 4 . การประเมินผลการสอบเพื่อดูว่าการสอนของครูดาเนินไปโดยยึดตัวหลักสูตรหรือไม่การสอนได้เปลี่ยนแปลงพ ฤติกรรมของผู้เรียนไปตามที่ต้องการหรือไม่เพราะผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนคือผลสัมฤทธิ์ในกา รสอนของครู 5 . การประเมินผลโครงการประเมินผลเพื่อป้องกันการผิดพลาดซึ่งจะทาให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรผิด พลาดไปด้วย สุ มิ ต ร คุ ณ า นุ ก ร (2520: 198 – 202) ได้แสดงความคิดเห็นว่าการประเมินผลเพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรนั้นควรมีขอบเขตอยู่ 4ประการคือ 1. การวิเคราะห์ตัวหลักสูตร 2. การวิเคราะห์กระบวนการนาหลักสูตรไปใช้ 3. การวิเคราะห์สัมฤทธิ์ผลการเรียนของเด็ก 4. การวิเคราะห์โครงการประเมินผล ใ จ ทิ พ ย์ เ ชื้ อ รั ต น พ ง ษ์ (2539 : 195 – 197) กล่าวว่าในการประเมินหลักสูตรนั้นสิ่งที่ต้องประเมินสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. การประเมินเอกสารหลักสูตรเป็นการตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตร
  • 8.
    2 . การประเมินการใช้หลักสูตรเป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนาไปใช้กับสถานการณ์จริงเพียงใด 3. การประเมินสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตรเป็นการตรวจสอบสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียน 4.การประเมินระบบหลักสูตร สันต์ ธรรมบารุง (2527:141-142) ได้กาหนดขอบเขตการประเมินผลหลักสูตรไว้ดังนี้ 1. ประเมินหลักสูตรความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ 2. ประเมินโครงการทั้งหมดของโรงเรียน 3. ประเมินโครงการเฉพาะส่วน 4. ประเมินการเรียนการสอน 5. ประเมินโครงการ การประเมินผล 6. ประเมินโครงการความสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนถึงการสอนด้วย 7. ประเมินโครงการของผู้เรียนจบออกไปว่าหางานทาได้หรือไม่ จา ก ข อ บ เ ข ต ก าร ป ร ะ เมิน ผ ล ห ลัก สู ต ร ที่ ย ก ม าเป็ น ตั วอ ย่า ง จ ะ เห็ น ได้ ว่า การประเมินหลักสูตรนั้นสามารถทาการประเมินได้ในขอบเขตที่แตกต่างกันอาจจะเป็นการประเมินในขอบเขต ที่แคบ เช่น การประเมิน จุดมุ่งหมายของหลักสู ตร หรือการประเมิน ใน ขอบเขตที่กว้าง เช่น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ทั้ ง ร ะ บ บ ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการประเมินหรือสิ่งที่เราต้องการตรวจสอบและระยะของการประเมินดังกล่าวมาแล้ ว 5. หลักเกณฑ์ในการประเมินหลักสูตร เนื่องจากการประเมินหลักสูตรเป็ นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก ผู้ทาหน้าที่ประเมินผล จาเป็นต้องยึดหลักการที่สาคัญในการประเมินผลเพื่อที่จะทาให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลจากการประเมินหลักสูตรที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะนาไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรได้จริง เ ป็ น ข้ อ มู ล ห รื อ ห ลั ก ฐ า น ที่ เ ชื่ อ ถื อ ไ ด้ สู ง มีความเที่ยงตรงเราจะพบว่าในการประเมินหลักสูตรผลจากการประเมินผลหลายต่อหลายเรื่องมิได้ถูกนาไปใช้ก็ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งๆ ที่การประเมินผลหลักสูตรแต่ละครั้งเป็ นงานใหญ่ต้องลงทุน ลงแรงสูง เพ ร า ะ ฉ ะ นั้ น ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลัก สู ต ร เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ผ ล ก า ร ป ร ะ เมิ น ที่ มีคุ ณ ค่า เราจึงมีหลักเกณฑ์ที่จะช่วยในการประเมินดังนี้
  • 9.
    1. มี จุด ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ที่ แ น่ น อ น การประเมินผลหลักสูตรจะต้องกาหนดลงไปให้แน่นอนชัดเจนว่าประเมินอะไร 2. มีการวัดที่เชื่อถือได้ โดยมีเครื่องมือและเกณฑ์การวัดซึ่งเป็นที่ยอมรับ 3. ข้ อ มู ล เ ป็ น จ ริ ง จ า เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง ส า ห รั บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ดั ง นั้ น ข้อมูลจะต้องได้มาอย่างถูกต้องเชื่อถือได้และมากพอที่จะใช้เป็นตัวประเมินค่าหลักสูตรได้ 4. มีขอบเขตที่แน่นอนชัดเจนว่าเราต้องการประเมินในเรื่องใดแค่ไหน 5. ประเด็นของเรื่องที่จะประเมินอยู่ในช่วงเวลาของความสนใจ 6. ก า ร ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ม า เ พื่ อ ก า ห น ด ก ฎ เ ก ณ ฑ์ และกาหนดเครื่องมือในการประเมินผลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 7.การวิเคราะห์ผลการปะเมินต้องทาอย่างระมัดระวังรอบคอบ และให้มีความเที่ยงตรงใน การพิจารณา 8. การประเมินผลหลักสูตรควรใช้วิธีการหลายๆ วิธี 9. มีเอกภาพในการตัดสินผลการประเมิน 10. ผ ล ต่ า ง ๆ ที่ได้จากการประเมินควรนาไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโอกาสต่อไป เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี และมีคุณค่าสูงสุดตามที่ต้องการ 6. ขั้นตอนในการประเมินหลักสูตร การประเมินหลักสูตรเป็ นกระบวนการในการพิจารณาคุณค่าหรือนิยม (Worth or Value) ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ขั้ น ต อ น ห รื อ วิ ธี ก า ร ป ร ะ เ มิ น จึ ง มี ค ว า ม ส า คั ญ ม า ก ซึ่งนักศึกษาหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนในการประเมินหลักสูตรดังนี้ ทาบา (Taba, 1962:324) ให้แนวทางในการประเมินผลหลักสูตรเป็นกระบวนการมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ 1. วิเคราะห์และตีความตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรให้มองเห็นกระจ่างชัดในเชิงพฤติกรรมคือปฏิบัติได้จริง (Formulation and Clarification for Objective) 2.คัดเลือกและสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมสาหรับค้นหาหลักสูตร (Selection andConstructionof the Appropriate Instruments for Getting Evidences) 3. ใช้เครื่องมือที่สร้างขึ้นประเมินผลหลักสูตรตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (Application of Evaluative Criteria)
  • 10.
    4. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังจากนักเรียนและลักษณะของการสอนเพื่อนามาประกอบในการแปรผลของการป ร ะ เมิน (Information on the Background of Students and the Nature of Instruction in the Light Which to Interpretthe Evidences) ใ จ ทิ พ ย์ เ ชื้ อ รั ต น พ ง ษ์ (2539: 198-202) ก ล่ า ว ว่ า ในการประเมินหลักสูตรนั้นผู้ประเมินผลควรดาเนินตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบดังนี้ คือ 1. ขั้ น ก า ห น ด วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ผู้ประเมินหลักสูตรต้องกาหน ดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการประเมิน ให้ชัดเจน ก่อน ว่า จะประเมินส่วนใดหรืออย่างใดและในแต่ละเรื่องจะศึกษาบางส่วนในเรื่องนั้นๆ ก็ได้ 2. ขั้นวางแผนออกแบบการประเมิน คือ 2.1 การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง 2.2 การกาหนดแหล่งข้อมูล 2.3 การพัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.4 การกาหนดเกณฑ์ในการประเมิน 2.5 การกาหนดเวลา 3. ขั้นรวบรวมข้อมูล 4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล 5. ขั้นรายงานผลการประเมิน จ า ก ขั้ น ต อ น ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ก ล่ า ว ม า ทั้ ง ห ม ด สามารถสรุปขั้นตอนการประเมินหลักสูตรได้ดังนี้ 1. ขั้ น ก า ห น ด วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ห รื อ จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น การกาหนดจุดมุ่งหมายในการประเมินเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการในการดาเนินการประเมินหลักสูตร ผู้ประเมินต้องกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการประเมินให้ชัดเจนว่าจะประเมินอะไร ใ น ส่ ว น ใ ด ด้ ว ย วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ อ ย่ า ง ไ ร เ ช่ น ต้องการประเมินเอกสารหลักสูตรเพื่อดูว่าเอกสารหลักสูตรถูกต้องสมบูรณ์สามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภ าพแค่ไหน หรือจะประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ในเรื่องอะไรแค่ไหน หรือการนาหลักสูตรไปใช้ทั้งหมด หรือจะประเมินหลักสูตรทั้งระบบการกาหนดวัตถุประสงค์ในการประเมินที่ชัดเจนทาให้เราสามารถกาหนดวิธีก าร เครื่องมือ และขั้นตอนในการประเมินได้อย่างถูกต้อง และทาให้การประเมินหลักสูตรดาเนินไป
  • 11.
    2. ขั้ นก า ห น ด ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ วิ ธี ก า ร ที่ จ ะ ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล การกาหนดเกณฑ์และวิธีการประเมินเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนาไปสู่เป้าหมายของการประเมินเกณฑ์การประเ มิ น จ ะ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง บ่ ง ชี้ คุ ณ ภ า พ ใ น ส่ ว น ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ที่ ถู ก ป ร ะ เ มิ น การกาหนดวิธีการที่จะใช้การประเมินผลทาให้เราสามารถดาเนินงานไปตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น 3. ขั้ น ก า ร ส ร้ า ง เ ค รื่ อ ง มื อ แ ล ะ วิ ธี ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสาคัญที่จะมีผลทาให้ก า ร ป ร ะ เ มิ น นั้ น น่ า เ ชื่ อ ถื อ ม า ก น้ อ ย แ ค่ ไ ห น ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินหรือเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงเป็นขั้นตอนที่สาคัญ ซึ่งผู้ประเมินจะต้องเลือกใช้และสร้างอย่างมีคุณภาพมีความเชื่อถือได้ และมีความเที่ยงตรงสูง 4. ขั้ น เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ในขั้นการรวบรวมข้อมูลนั้นผู้ประเมินต้องเก็บรวบรวมข้อมูลตามขอบเขตและระยะเวลาที่กาหนดไว้ ใ น บ า ง ค รั้ ง ถ้ า จ า เ ป็ น ต้ อ ง อ า ศั ย ผู้ อื่ น ใ น ก า ร ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ค ว ร พิ จ า ร ณ า ผู้ ที่ จ ะ ม า ท า ห น้ า ที่ เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ที่ มี ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม เพราะผู้เก็บรวบรวมข้อมูลมีส่วนช่วยให้ข้อมูลที่รวบรวมได้มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ 5. ขั้น วิเคราะ ห์ ข้อมูล ใน ขั้ น นี้ ผู้ประ เมิน จะ ต้อง กาห น ด วิธี การจัดระ บบ ข้อมูล พิจารณาเลือกใช้สถิติใน การวิเคราะห์ที่เหมาะสม แล้วจึงวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้ น โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กาหนดไว้ 6. ขั้ น ส รุ ป ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล แ ล ะ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น ใ น ขั้ น นี้ ผู้ ป ร ะ เ มิ น จ ะ ส รุ ป แ ล ะ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร วิ เค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ใ น ขั้ น ต้ น ผู้ป ร ะ เมิน จ ะ ต้อ ง พิ จ าร ณ ารู ป แ บ บ ข อ ง ก าร ร ายง าน ผ ล ว่าค ว ร จะ เป็ น รู ป แ บ บ ใ ด และการรายงาน ผลจะมุ่งเสน อข้อมูลที่บ่ง ชี้ ให้เห็ น ว่า หลักสู ตรมีคุณ ภ าพ หรื อไม่เพี ยงใ ด มีส่วนใดบ้างที่ควรแก้ไข ปรับปรุงหรือยกเลิก 7. ขั้นนาผลที่ได้จากการประเมินไปพัฒนาหลักสูตรในโอกาสต่อไป 7. ประโยชน์ของการประเมินหลักสูตร การประเมินผลหลักสูตรเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งที่จะทาให้เราทราบถึงคุณภาพและประสิทธิภ า พ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร การประเมินผลมีประโยชน์ในการจัดการศึกษาการจัดทาหรือพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยผลการประเมินผลเป็นสา คัญ ประโยชน์ของการประเมินผลหลักสูตรมีดังนี้
  • 12.
    1. ท าให้ ท ราบ ห ลัก สู ต รที่ สร้าง ห รื อพั ฒ น าขึ้ น นั้ น มีจุดดีห รื อจุดเสี ยตรง ไห น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนปรับปรุงได้ถูกจุด ส่งผลให้หลักสูตรมีคุณภาพดียิ่งขึ้น 2. สร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และค่านิยมที่มีต่อโรงเรียนให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน 3.ช่วยในการบริหารทางด้านวิชาการ ผู้บริหารจะได้รู้ว่าควรจะตัดสินใจและสนับสนุนช่วยเหลือ หรือบริการทางด้านใดบ้าง 4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจในความสาคัญของการศึกษา 5. ส่ ง เส ริ ม ใ ห้ ผู้ ป ก ค ร อ ง มีค ว าม สั ม พั น ธ์ ใ ก ล้ ชิ ด กับ โร ง เ รี ย น ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการสอนนักเรียนได้ผลดี ด้วยความร่วมมือกันทั้งทางโรงเรียนและทางบ้าน 6. ใ ห้ ผู้ ป ก ค ร อ ง ท ร า บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง ส ม่ า เ ส ม อ เพื่อหาทางส่งเสริมและปรับปรุงแก้ไขร่วมกันระหว่างผู้ปกครองนักเรียนกับทางโรงเรียน 7. ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล เ ป็ น ร ะ บ บ ร ะ เ บี ย บ เ พ ร า ะ มี เ ค รื่ อ ง มื อ และหลักเกณฑ์ทาให้เป็นเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น 8. ช่วยชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตร 9. ช่ ว ย ใ ห้ ส า ม า ร ถ ว า ง แ ผ น ก า ร เ รี ย น ใ น อ น า ค ต ไ ด้ ข้ อ มู ล ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร ท า ใ ห้ ท ร า บ เ ป้ า ห ม า ย แ น ว ท า ง และขอบเขตในการดาเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียน 8. ปัญหาในการประเมินหลักสูตร ดังที่ได้กล่าวไว้ใน ตอน ต้นว่า การประเมิน หลักสู ตรเป็ น งาน ที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีขั้น ตอ น ใ น ก ารป ฏิ บัติง าน ห ลายขั้น ต อน แล ะ ต้อง เกี่ยวกับ บุ คค ลห ล ายฝ่ าย ดัง นั้ น ในการประเมินหลักสูตรจึงมักพบกับปัญหาในแต่ละขั้นตอนหรือแต่ละกระบวนการที่แตกต่างกันไปปัญหาที่มัก พบทั่วไปในการประเมินหลักสูตรมีดังนี้ 1.ปัญหาด้านการวางแผนการประเมินหลักสูตร การประเมินหลักสูตรมักไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทาให้ขาดความละเอียดรอบคอบในการประเมินผล และไม่ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการประเมิน 2.ปัญหาด้านเวลา การกาหนดเวลาไม่เหมาะสมการประเมินหลักสูตรไม่เสร็จตามเวลาที่กาหนด ทาให้ได้ข้อมูลเนิ่นช้าไม่ทันต่อการนามาปรับปรุงหลักสูตร 3. ปั ญ ห า ด้ า น ค ว าม เชี่ ย ว ช า ญ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร คณ ะ กรรมการป ระ เมิน ห ลัก สู ตรไม่มีความรู้ค วามเข้าใ จเรื่ อง ห ลัก สู ต รที่ จะ ป ระ เมิน
  • 13.
    หรือไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผลทาให้ผลการประเมินที่ได้ไม่น่าเชื่อถือขาดความระเอียดรอบคอบ ซึ่งมีผลทาให้การแก้ไขปรับปรุงปัญหาของหลักสูตรไม่ตรงประเด็น 4.ปัญหาด้านความเที่ยงตรงของข้อมูล ข้อมูลที่ไม่ใช้ในการประเมินไม่เที่ยงตรงเนื่องจาก ผู้ประเมินมีความกลัวเกี่ยวกับผลการประเมิน จึงทาให้ไม่ได้เสนอข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงหรือ ผู้ถูกประเมินกลัวว่าผลการประเมินออกมาไม่ดี จึงให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง 5.ปัญหาด้านวิธีการประเมิน การประเมินหลักสูตรส่วนมากมาจากประเมินในเชิงปริมาณ ท า ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ ค้ น พ บ ที่ ผิ ว เ ผิ น ไ ม่ ลึ ก ซึ้ ง จึง คว รมีก ารป ระ เมิน ผล ที่ ใ ช้วิธี ก ารป ร ะ เมิน เชิ ง ป ริ มาณ แล ะ เชิ ง คุณ ภ าพ ค วบ คู่กัน เพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์และมองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น 6.ปัญหาด้านการประเมินหลักสูตรทั้งระบบการประเมินหลักสูตรทั้งระบบมีการดาเนินงานน้อยมาก ส่วนมากมักจะประเมินผลเฉพาะด้าน เช่น ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านวิชาการ (Academic Achievement) เป็นหลัก ทาให้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 7. ปั ญ ห า ด้ า น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง คณะกรรมการประเมินหลักสูตรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมักไม่ประเมินหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง 8. ปั ญ ห าด้าน เก ณ ฑ์ ก ารป ร ะ เมิน เก ณ ฑ์ ก าร ป ระ เมิน ห ลัก สู ต รไ ม่ชั ด เจ น ทาให้ผลการประเมินไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ได้นาผลไปใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรอย่างจริงจัง 9. รูปแบบของการประเมินหลักสูตร ใ น เ รื่ อ ง รู ป แ บ บ ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร มีนักวิชาการซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการประเมินผลเสนอแนะหลายรูปแบบด้วยกันซึ่งสามารถนามา ศึกษาเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ ในปัจจุบันรูปแบบของการประเมินหลักสูตรสามรถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ 1.รูปแบบของการประเมินหลักสูตรที่สร้างเสร็จใหม่ๆ เป็นการประเมินผลก่อนนาหลักสูตร ไปใช้ กลุ่มนี้จะเสนอรูปแบบที่เด่นๆ คือ รูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบ ปุยแชงค์ (Puissance Analysis Technique) 2.รูปแบบของการประเมินหลักสูตรในระหว่างหรือหลังการใช้หลักสูตรสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 2.1รู ปแบบการประเมิน หลักสูตรที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็ น หลัก (GoalAttainment Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่จะประเมินว่าหลักสูตรมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดโดยพิจารณาจากจุดมุ่งหมายเป็นหลัก
  • 14.
    กล่าวคือพิจารณาว่าผลที่ได้รับเป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือไม่เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ (Ralph W.Tyler) และรูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ (Rabert L. Hammond) 2.2 รู ป แบ บ การป ระ เมิน ห ลักสู ต รที่ ไม่ยึด เป้ าห มาย (GoalFree Evaluation Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่ไม่นาความคิดของผู้ประเมินเป็นตัวกาหนดความคิดในโครงการประเมินผู้ประเมินจะ ประเมินเหตุการณ์ที่เกิดตามสภาพความเป็นจริง มีความเป็นอิสระในการประเมินและ ไม่ต้องมีความลาเอียง เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสคริฟเวน (Michael Scriven) 2.3 รู ป แ บ บ ก าร ป ร ะ เมิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ยึ ด เก ณ ฑ์ เป็ น ห ลัก (Criterion Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าของหลักสูตรโดยใช้เกณฑ์เป็นหลักเช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค (Robert E. Stake) 2.4 รูปแบ บการประเมิน ห ลักสู ตรที่ช่วยใ น การตัดสิ น ใ จ (Decision-Mzking Model) เป็ นรูปแบบการประเมินที่เน้นการทางานอย่างมีระบบเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการเสนอผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบการประเมินของโพรวัส(Malcolm Provus) รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม(DanielL. Stufflebeam) และรูปแบบการประเมินหลักสูตรของดอริสโกว์ (Doris T. Gow) เป็นต้น การประ เมิน ห ลักสู ตรมีขอ บเขตต่าง ๆ ที่จะ ต้อง ท าการป ระ เมิน กว้าง ขวาง มาก ดังนั้นวิธีการประเมินหลักสูตรจึงต้องได้รับการวิเคราะห์และออกแบบให้สามารถที่จะประเมินได้ครบถ้วนในข อ บ ข่ า ย ส า ร ะ ทั้ ง ห ม ด รู ป แ บ บ ต่า ง ๆ ที่ จ ะ ใ ช้ ป ร ะ เมิ น ผ ล มี ห ล า ย รู ป แ บ บ ผู้มีหน้าที่ในการประเมินผลจาเป็นต้องเรียนรู้ทาความเข้าใจให้กระจ่างชัด และจะต้องนารูปแบบต่างๆ ไป ใ ช้ อ ย่าง ถู ก ต้อ ง ต รง ต ามจุ ด ห มาย แ ล ะ ลัก ษ ณ ะ ข อ ง ข อ บ ข่ายส าระ แ ต่ล ะ อ ย่า ง ทั้งนี้เป็นไปได้ว่าการประเมินผลขอบข่ายสาระทั้งหมดของหลักสูตรจาเป็นต้องใช้วิธีการหลายวิธีหรือหลายๆ รูปแบบจึงจะได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นในการที่จะนาไปพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณค่าเหมาะสมกับความต้องการขอ งสังคม รูปแบบการประเมินมีดังนี้ 9.1 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค (TheStake’s Congruence ContingencyModel) รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตคเป็นรูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ยึดเกณฑ์เป็นหลักสูตร สเตคได้ให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่า เป็นการบรรยายและการตัดสินคุณค่าของหลักสูตร ซึ่งเน้นเรื่องการบรรยายสิ่งที่จะถูกประเมิน โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินคุณค่า
  • 15.
    ส เ ตค มี จุ ด มุ่ง ห ม า ย ที่ จ ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร โ ด ย ก า ร ป ร ะ เ มิ น ดั ง นั้ น สเตคจึงเสนอว่าควรมีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินผลหลักสูตร 3 ด้าน คือ 1. ด้าน สิ่ งที่ มาก่อน ห รื อสภ าพ ก่อน เริ่ มโค รง การ (Antecedent) ห มายถึง สิ่ ง ต่าง ๆ ที่เอื้อให้เกิดผลจากหลักสูตรและเป็ นสิ่งที่มีอยู่ก่อนการใช้หลักสูตรอยู่แล้วประกอบด้วย 7 หัวข้อ คือ บุคลิกและนิสัยของนักเรียน บุคลิกและนิสัยครู 2.ด้านเนื้อหาในหลักสูตร วัสดุอุปกรณ์ การเรียนการสอน อาคารสถานที่ การจัดโรงเรียน ลักษณะของชุมชนขณะที่มีการเรียนการสอนระหว่างนักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับครู ครูกับผู้ปกครอง ฯลฯ เป็นขั้นของการใช้หลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย 5 หัวข้อ คือ การสื่อสาร การจัดแบ่งเวลา การลาดับเหตุการณ์ การให้กาลังใจ และบรรยากาศของสิ่งแวดล้อม 3.ด้านผลผลิต หรือผลที่ได้รับจากโครงการ (Outcomes) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตร ประกอบด้วย 5หัวข้อ คือ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ทัศนคติของนักเรียน ทักษะของนักเรียน ผลที่เกิดขึ้นกับครู และผลที่เกิดขึ้นกับสถาบันซึ่งรูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตคแสดงให้เห็นเป็นตาราง 3 ดังนี้ ตาราง 3วิเคราะห์หลักสูตรของสเตค เกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร ข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์หลักสูตร ข้อมูลเชิงบรรยาย ข้อมูลเชิงตัดสิน ผลที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้น มาตรฐานที่ใช้ การตัดสินใจ 1. สภาพก่อนเริ่มโครงการ -บุคลิกและนิสัยของนักเรียน -บุคลิกและนิสัยของครู -เนื้อหาในหลักสูตร -อุปกรณ์การเรียนการสอน -บริเวณโรงเรียน -ชุมชน 2. กระบวนการในการเรียน -การสื่อสาร -เวลาที่จัดให้ -ลาดับของเหตุการณ์ -การให้กาลังใจ -สภาพสังคมหรือบรรยากาศ 3. ผลที่ได้รับจากโครงการ -ความสาเร็จของนักเรียน -ทัศนคติของนักเรียน
  • 16.
    เกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร ข้อมูลสาหรับการวิเคราะห์หลักสูตร ข้อมูลเชิงบรรยาย ข้อมูลเชิงตัดสิน ผลที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้นมาตรฐานที่ใช้ การตัดสินใจ -ทักษะของนักเรียน -ผลที่ครูได้รับ -ผลที่สถาบันได้รับ จากแบบตัวอย่างของสเตคนี้จะเห็นว่าขั้นตอนในการประเมินผลหลักสูตรจะเป็นดังนี้ คือ 1. การตั้งเกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร สเตคได้เส น อหั วข้อของ เกณ ฑ์ ที่จะ ใ ช้ใน การวิเคราะห์ หลักสู ตรได้ 3 หั วข้อ คือ เรื่ อ ง เ กี่ ย ว กั บ สิ่ ง ที่ มี ม า ก่อ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร ส อ น แ ล ะ ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น เขาให้ความคิดเห็นว่าการประเมินจากผลที่ได้รับนั้นยังไม่พอที่จะประเมินว่าหลักสูตรนั้นดีหรือไม่เพียงใดเพราะ ผ ล ที่ ไ ด้ นั้ น ขึ้ น อ ยู่ กั บ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ อี ก ห ล า ย อ ย่ า ง เ ป็ น ต้ น ว่ า หากผู้เรียนไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็มิได้หมายความว่าหลักสูตรนั้นเป็ นหลักสูตรที่ไม่ดี การที่ผู้เรียน ไม่สามารถเรียน ได้ตามที่ต้องการ อาจมาจากองค์ประกอบทางด้าน เวลา เช่น ให้เวลาแก่ผู้เรียนน้อยไปเวลาที่จัดให้ไม่เหมาะสม ดั ง นั้ น การที่จะช่วยดูแต่ผลที่ได้รับและนามาประเมินค่าหลักสูตรนั้นเป็นการไม่เพียงพอและอาจจะไม่สามารถช่วยชี้ช่อ ง ท า ง ก า ร ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร นั้ น แ ต่ อ ย่ า ง ใ ด ด้ ว ย เ ห ตุ นี้ สเตคจึงได้เสนอว่าควรมีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินผลหลักสูตรถึง 3ด้านดังที่กล่าวมาแล้ว 2. การหาข้อมูลมาประกอบ หลังจากที่ได้ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อนามาเป็นแนวทางในการประเมินผลหลักสูตรแล้วผู้ประเมินผลหลักสู ตรจะต้องทาการเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อนามาพิจารณาตามแบบตัวอย่างของสเตคแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นการบรรยายหรือเรียกว่า “ข้อมูลเชิงบรรยาย”(DescriptiveData) ประกอบด้วยข้อมูล 2 ชนิด คือ 1.1ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่คาดหวังของหลักสูตรเกี่ยวกับสิ่งที่มาก่อนกระบวนการเรียน การสอน และผลผลิตของหลักสูตร 1.2 ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงซึ่งสังเกตได้หรือทดสอบได้เกี่ยวกับสิ่งที่มีก่อนกระบวนการเรียนก ารสอน ผลผลิตของหลักสูตร
  • 17.
    ผู้ประเมิน จะต้องอธิบายความสัมพัน ธ์(Contingency) ระห ว่างสิ่ งที่มาก่อน (Antecedents) ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น (Transactions) แ ล ะ ผ ล ผ ลิ ต (Outcomes) ข อ ง ห ลั ก สู ต ร แ ล ะ ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง (Congruence) ระหว่างสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไรจากการพิจารณาข้อมูลในลักษณะแนวตั้งและแนวนอน นี้ สรุปเป็นแผนภูมิเกี่ยวกับการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์และความสอดคล้องของหลักสูตรดังภาพประกอบ 30 ต่อไปนี้ ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่คาดหวัง ข้อมูลที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ความสอดคล้อง ความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ ความสอดคล้อง ความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ ความสอดคล้อง ภ า พ ป ร ะ ก อ บ 31 แสดงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายเพื่อหาความสัมพันธ์และความสอดคล้องของหลักสูตร 2.ส่วนที่เป็นการพิจารณาตัดสินคุณค่าของหลักสูตรหรือที่เรียกว่า “ข้อมูลเชิงตัดสิน” (Judgemental Data) ประกอบด้วยข้อมูล 2 ชนิด คือ 2.1ข้อมูลที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Standards) ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เช่นครู ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ เชื่อว่าควรจะใช้ สิ่งที่มีมาก่อน สิ่งที่มีก่อน ก่อนก่อน กระบวนการเ รียนการสอน กระบวนการเ รียนการสอน ผลผลิต ผลผลิต
  • 18.
    2.2 ข้ อมู ล ที่ เ ป็ น ก า ร ตั ด สิ น ข อ ง บุ ค ค ล ต่ า ง ๆ ซึ่ ง เป็ น ค ว า มรู้ สึ ก นึ ก คิ ด ตั ด สิ น คุณ ภ า พ แ ล ะ ค ว า มเ ห มา ะ ส มข อ ง บุ ค ค ล ต่าง ๆ ผู้ประเมินจะต้องตัดสินคูณค่าของหลักสูตรโดยใช้ข้อมูลที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานและข้อมูลที่เป็นการตัดสินของบุ คคลต่างๆ มาประกอบการพิจารณาตัดสินว่าหลักสูตรมีส่วนใดดีหรือส่วนใดไม่ดี 3. วิธีการใช้ตารางในการประเมินผลของหลักสูตร เริ่มต้นด้วยการพิจารณาข้อมูลทั้ง 4 หมวด ตามเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น เช่น จากตารางแบบตัวอย่างของ สเตค จ ะ เ ริ่ ม ที่ ข้ อ ก . ด้ า น สิ่ ง ที่ มี ม า ก่อ น ข้ อ ก .1 บุ ค ลิ ก แ ล ะ นิ สั ย ข อ ง นั ก เ รี ย น เร า ก็ จ ะ พิ จ า ร ณ า ว่า ผ ล ที่ ค า ด ห วัง ห รื อ วัต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ใ น ด้ า น นี้ คื อ อ ะ ไ ร และน ามาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดขึ้น ว่าตรงห รือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ห รือไม่เพียงใ ด และผลที่เกิดขึ้ นนั้ นใช้มาตรฐานอะ ไรวัดและถืออะไรเป็ นห ลักใน การตัดสิ นยกตัวอย่าง เช่น ในเรื่องของบุคลิกและนิสัยของนักเรียน ผลที่คาดหวัง : ต้องการนักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นากล้าซักถามโต้ตอบและโต้แย้ง ผ ล ที่ เกิ ด ขึ้ น : ไ ด้ นั ก เ รี ย น ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ค ว า ม เ ป็ น ผู้ น า ป ร ะ ม า ณ 20% และได้นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นาตาม 80% มา ต ร ฐ า น ที่ ใ ช้ : ค ว ร แ ล ะ นั ก บ ริ ห าร ก า ร ศึ ก ษ าเห็ น ว่า นั ก เรี ย น 1 0 0 % ควรมีทั้งลักษณะความเป็นผู้นาและผู้ตามอยู่ในตัว ที่มาของหลักสูตรการตัดสิน :สังคมประชาธิปไตย จ าก ก าร เป รี ย บ เที ย บ เ ก ณ ฑ์ ข้อ มู ล ใ น ห มว ด ต่า ง ๆ ใ น ลั ก ษ ณ ะ ข้ า ง ต้ น ผู้ประเมินจะสามารถเห็นว่าหลักสูตรนั้นมีความสอดคล้องกันหรือไม่ในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ น อ ก จ า ก นั้ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ข้ อ มู ล ต า ม แ น ว ตั้ ง ผู้ป ระ เมิน นั้ น จ ะ พ บ ว่าห ลัก สู ตร นั้ น มีค วาม สั มพั น ธ์ ใ น ตัวกัน ห รื อไม่ ตัวอ ย่าง เช่น ในเรื่องบุคลิกและนิสัยของนักเรียน
  • 19.
    ภาพประกอบ 32 แสดงความสัมพันธ์ในการประเมินหลักสูตร ใน ลั ก ษ ณ ะ เ ช่น นี้ ก าร เ ป รี ย บ เที ย บ ข้อ มู ล ต า ม แ น ว ตั้ ง ข อ ง ห ลั ก ลู ก ศ ร ผู้ประเมิน หลักสู ตรจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าการจัดการทั้ง 3ด้าน คือ ด้าน สิ่งที่มีมาก่อน กระบวนการในการสอน และผลที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันถูกต้องหรือไม่ การวิเคราะห์ถึงความสอดคล้องกับความสัมพันธ์กันของหลักสูตรนี้จะเป็นแนวทางชี้ให้เห็นถึงข้อบก พร่องต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงหลักสูตรเป็นอันมาก 9.2 รูปแบบของการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) แ ด เ นี ย ล แ อ ล ส ตั ฟ เ ฟิ ล บี ม ( Daniel L. Stufflebeam) ได้อธิบายความหมายของการประเมินผลทางการศึกษาเอาไว้ว่าเป็นกระบวนการการบรรยายการหาข้อมูล แ ล ะ ก า ร ใ ห้ ข้ อ มู ล เ พื่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ห า ท า ง เ ลื อ ก ฉะนั้นรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดขอลสตัฟเฟิลบีมจึงเป็นรูปแบบเหมาะสมแก่การช่วยตัดสินใ จเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด ตามปกติสถานการณ์ในการตัดสินใจ (DecisionSettingt) โดยทั่วไปจะประกอบด้วยมิติที่สาคัญ 2 ประการ คือ 1. มิติด้าน ข้อมูลที่มีอยู่ (Information Grasp) คือถ้าเราจะ ตัดสิ น ใจทาอะ ไรสักอย่าง เราจาเป็นต้องคานึงว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่มากน้อยเพียงใด ผลที่คาดหวัง นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นา ผลที่เกิดขึ้น ได้นักเรียนที่มีลักษณะความเป็นผู้นา 20% และมีลักษณะความเป็นผู้ตาม 80% ผลที่คาดหวัง การสอนที่มีลักษณะเป็น The way Communication ผลที่เกิดขึ้น ครูส่วนใหญ่สอนโดยใช้ One way Communication และในเรื่องของกระบวนการในการสอนหรือสื่อสารข้อมูลสื่อสารปรากฏว่า
  • 20.
    2. มิติ ด้าน ป ริ ม าณ ค วา ม เป ลี่ ยน แ ป ล ง ที่ ต้อ ง ก า รใ ห้ เกิ ด ขึ้ น (Degree of Cange) คื อ ค ว า ม ห ม า ย ว่ า ถ้ า เ ร า จ ะ ตั ด สิ น ใ จ ท า อ ะ ไ ร สั ก อ ย่ า ง ห นึ่ ง เราต้องคานึงว่าเมื่อทาไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากน้อยสักแค่ไหน จากรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีมแสดงให้เห็นว่า 1. ส ถ าน ก า ร ณ์ ตัด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก าร ใ ห้ มีก าร เป ลี่ ย น แ ป ล ง เ พี ย ง เล็ ก น้ อ ย แต่ทว่าข้อมูลที่จะช่วยให้การตัดสินใจนั้นมีอยู่มากสถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Homeostatic 2. สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่น้อย สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Incremental 3. ส ถ า น ก า ร ณ์ ตั ด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่า ง ม า ก แต่ว่าข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจมีอยู่น้อย สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Neomobilistic 4. ส ถ า น ก า ร ณ์ ตั ด สิ น ใ จ ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ย่า ง ม า ก และข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่มาก สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Metamorphism จ า ก ที่ ก ล่ า ว ม า จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า การตัดสินใจนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใดก็ตามก็จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงประมาณ (Evaluation Data) ม า ช่ ว ย เ ป็ น พื้ น ฐ า น เ พ ร า ะ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ใ ด ๆ ของผู้บริหารที่ไม่ใช่ข้อมูลเชิงประมาณมาเป็นพื้นฐานในการหาทางเลือกย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการดาเนิ นงานตามทางเลือกนั้นอย่างมาก ส่ ว น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ท า ง ก า ร ตั ด สิ น ใ จ นั้ น ไม่ว่าจะเป็ น เรื่องจะ จัดเนื้ อหาวิชาใน หลักสู ตรอย่างไรจะ จัดการเรียน การสอน ด้วยวิธีไห น จ ะ ใ ช้ สื่ อ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น อ ะ ไ ร จ ะ จั ด กิ จ ก ร ร ม เ ส ริ ม ห ลั ก สู ต ร อ ะ ไ ร ถ้าพิ จารณ าใ น แง่ขอ ง วิธี การกับ ผลที่ เกิดขึ้ น และ สิ่ งที่ คาดห วัง กับสิ่ ง ที่ จะ เกิดขึ้ น จริ ง เราอาจจาแนกการตัดสินใจออกได้เป็น 4 ประเภท คือ (1) การตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน Planning (4) การตัดสินใจเกี่ยวกับคุณสมบัติที่พึง ประสงค์ (Recyccling) สิ่งที่คาดหวัง สิ่งที่เป็นจริง ผลที่เกิดขึ้น
  • 21.
    ภาพประกอบ 33 แสดงประเภทและความสัมพันธ์Stufflebeam ต่อสิ่งที่คาดหวังและสิ่งที่เป็นจริง 1. PlanningDecisionsเป็นการตัดสินใจโดยคาดหวังว่าเราต้องการให้เกิดผลทางการศึกษาอย่างไร เช่นหลังจากที่นักเรียนจบชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ไปแล้วนักเรียนควรจะมีคุณสมบัติที่เด่นๆ อย่างไรบ้าง ฉะนั้นการตัดสินใจชนิดนี้จึงนามาเป็นประโยชน์ในการกาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือในการวางแผนจัด การศึกษาได้เป็นอย่างดี จึงเรียกการตัดสินใจอย่างนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน 2. Structuring Decisions เป็ น การตัดสิน ใจโดยคาดหวังว่าถ้าต้องการให้เกิดผลทางการศึกษาตามที่คาดหวังไว้ในข้อ 1 นั้นเราควรจะวางโครงสร้างห รือวางรูปแบบของการใช้ห ลักสูตรที่พึ่งประสงค์เอาไว้อย่างไรเช่น ถ้ า จ ะ ใ ห้ นั ก เ รี ย น มี คุ ณ ส ม บั ติ ต ร ง ต า ม ที่ ค า ด ห วั ง เ อ า ไ ว้ นั้ น โรงเรียนควรจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรการบริหารงานควรเป็นแบบใด ครูควรจัดการเรียนการสอนอย่างไร ควรให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรอะไรบ้าง ฯลฯ จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง 3. Implemening Decisions เ ป็ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ว่ า ตามความเป็ น จริง นั้ น ได้มีการน าห ลักสู ตรไปใ ช้ตามแน วท าง ที่คาดห วัง เอ าไว้ห รื อไม่ มีการควบคุมหรือแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้วิธีการที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นไปตามที่ต้องการมากน้อยเพียงใด จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการนาไปใช้ 4. Recycling Decisions เป็ น การตัดสิ น ใจห ลังจากศึกษาตามห ลักสู ตรไปแล้วนั้ น จริง ๆ แล้วนักเรียนมีคุณสมบัติอย่างไร มีความรู้มีทักษะ มีเจตคติ เป็นอย่างไรและเป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้หรือไม่ มีอ ะ ไ ร บ้ าง ที่ ต้ อ ง รั ก ษ าไ ว้ มีอ ะ ไ รบ้ าง ที่ ต้อ ง ล ะ ทิ้ ง ห รื อ ต้อ ง ป รั บ ข ย าย เสี ยใ ห ม่ จึงเรียกการตัดสินใจแบบนี้ว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับคุณสมบัติที่พึ่งประสงค์ ทั้งหมดที่กล่าวมา 4 ข้อนี้ คือประเภ ทการตัดสิน ใจทางการศึกษา แต่ตามความคิดของ สตัฟเฟิลบีมนั้น การตัดสินใจทุกๆ เรื่องจาเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงประเมินในการพิจารณาขั้นพื้นฐาน และสตัฟเฟิลบีมได้ให้แนวคิดไว้ว่า การประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งสาคัญที่เราต้องประเมินอยู่ 4 ด้าน คือ (2) การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง (Structuring) (3) การตัดสินเกี่ยวกับการนาไปใช้ (Implementing) วิธีการ
  • 22.
    1. ก าร ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม (Context Evaluation) เป็ น การป ระ เมิน ที่ มีจุดมุ่ง ห มายเพื่ อใ ห้ ได้ห ลัก ก ารและ เห ตุผล มากาห น ดจุดมุ่ง ห มาย ก า ร ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ผู้ พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร รู้ ว่ า ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า มี อ ะ ไ ร บ้ า ง สภาพการณ์ที่คาดหวังและสภาพที่แท้จริงในสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็ นอย่างไร มีความต้องการ ห รื อ ปั ญ ห า อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ยั ง ไ ม่ ไ ด้ รั บ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ห รื อ แ ก้ ไ ข มีโอกาสและสรรพกาลังที่จาเป็ นอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ถูกนามาใช้ในการจัดการศึกษา และสืบเนื่อง มาจากปัญหาอะไรบ้าง ฯลฯ ในการประเมินสภาพแวดล้อมนี้ ผู้ประเมินอาจใช้วิธีดังต่อไปนี้ 1.1 การวิเคราะห์ความคิดรวบยอด (Conceptual Analysis) 1.2 การทาวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์จริงๆ (Empirical Studies) 1.3 ก า ร อ า ศั ย ท ฤ ษ ฎี แ ล ะ ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ การประเมินสภาพแวดล้อมนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการวางแผนหรือกาหนดจุ ดมุ่งหมาย (Planning Decision) 2. ป ร ะ เ มิ น ตั ว ป้ อ น ( Inputs Evaluation) เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจว่า จะใช้ทรัพยากรหรือสรรพกาลังต่าง ๆ ที่ มี อ ยู่ เ พื่ อ ใ ห้ บ ร ร ลุ ผ ล ต า ม จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร จะ ขอ ค วามช่วย เห ลื อ ด้าน ท รัพ ยาก รแ ล ะ ส รรพ ก าลัง จาก แห ล่ง ภ ายน อ ก ดีห รื อ ไ ม่ จะใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบใดดีจึงจะประเมินด้วยตัวป้อนอาจจะทาได้โดย 2.1 จัดทาในรูปแบบของคณะกรรมการ 2.2 อาศัยผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มีผู้ทาเอาไว้แล้ว 2.3 ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้การปรึกษา 2.4 ทาการวิจัยเชิงทดลองเป็นการนาร่อง อนึ่ ง ขอให้สังเกตว่าวิธีการประเมิน นี้ มีความแตกต่างกันออกไปมาก นับแต่ใช้วิธีง่ายๆ โดยอาศัยความคิดเห็ นของผู้เชี่ยวชาญ หรือของคณะกรรมการ ไปจน ถึงวิธีการที่ซับซ้อน เช่น การวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่มากหรือน้อยนั้นเอง ตัวอย่างเช่น ใน การตัดสิน ใจแบบ Homeostatic ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ทว่าข้อมูลที่จะมาช่วยในการสนับสนุนนั้นมีอยู่มากแล้วในบางกรณีอาจไม่จาเป็นต้องประเมินผลในลักษณะ ที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ประการใด อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์การตัดสินใจแบบ Incrementalหรือ Neomobilistic
  • 23.
    ที่ต้องการนานวัตกรรมบางอย่างมาใช้ในหลักสูตรประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนจาเป็นต้องใช้วิธีการที่ร อบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ผลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้นั่นเอง ฉ ะ นั้น ก า ร ป ร ะ เมิ น ตัว ป้ อ น นี้ จ ะ ช่ว ย ใ ห้ เ ร าไ ด้ ข้อ มู ล ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ถ้ า เ ร า จ ะ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ต า ม ห ลั ก สู ต ร เราควรจะ ขอ ความร่วมมือแ ละ ช่วยเห ลื อจากแ ห ล่ง ภ ายน อ กห รื อ ไม่ค วรจะ ห าวิธี ใ ด วิธี การหนึ่ ง ที่มีอยู่แล้วห รือวิธี การที่ คิดค้น ขึ้ น มาให ม่ การดาเนิ น งาน ใ น โรงเรียน เช่น ก า ร บ ริ ห า ร ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น ฯ ล ฯ ค ว ร เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร จึ ง จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ก าร น า ห ลั ก สู ต ร ไ ป ใ ช้ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็ จ การประเมินตัวป้อนนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านโครงสร้างหรือการวางรูปแบบใน การดาเนินงาน (Structuring Decision) 3. ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ( Process Evaluation) เป็ นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื บค้นจุดอ่อน ของรูปแบบการดาเนิน ตามที่คาดหวังเอาไว้ ห รื อ จุ ด อ่ อ น ข อ ง ก า ร ด า เ นิ น ง า น ใ น ขั้ น ท ด ล อ ง ก า ร ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร เพื่ อ น า ม า ใ ช้ เ ป็ น ข้ อ มู ล ป ร ะ ก อ บ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ใ น ก า ร เลื อ ก วิธี ก า ร ต่อ ไ ป ฉะนั้นต้องมีการจดบันทึกผลการประเมินกระบวนการนั้นจาเป็นต้องอาศัยวิธีการหลายๆ อย่างต่างๆ กัน เช่น 3.1 การสังเกตแบบมีส่วนรวมปฏิบัติ 3.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ 3.3 การสัมภาษณ์ 3.4 การใช้แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า 3.5 การเขียนรายงานประเภทปลายเปิด อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร นี้ บ า ง ค รั้ ง จ า เ ป็ น ต้ อ ง ตั้ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ใ น ก าร ป ร ะ เมิ น ผ ล ขึ้ น ม า โ ด ย เ ฉ พ า ะ แ ล ะ ใ ห้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ชุ ด นี้ มี เ ว ล า ก า ร ท า ป ร ะ เ มิ น อ ย่า ง เ ต็ ม ที่ เ ช่ น ถ้าเป็ น ส ถาบัน ระ ดับ อุดมศึกษาก็อาจจะ ได้แก่ทีมง าน ใน ห น่วยวิจัยของ สถาบัน นั้ น เอง แต่ถ้าเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาก็อาจจะได้แก่ศึกษานิเทศก์ของจังหวัดเพราะการตั้งครูในโรงเรียนทาหน้า ที่ ป ร ะ เ มิ น ผ ล โ ด ย เฉ พ า ะ ท า ไ ด้ ย า ก เ นื่ อ ง จ า ก มี ข้ อ จ า กัด อ ยู่ห ล า ย อ ย่า ง เ ช่ น เรื่องเวลาซึ่งมีความจาเป็นมากในกรณีที่สถานการณ์การตัดสินใจเป็นแบบ Incrementalและ Neomobilistic เพราะมีข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจอยู่แล้วน้อยมาก แต่ถ้าหากสถานการณ์การตัดสินใจแบบ Homeobilistic
  • 24.
    ซึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลที่จะนามาใช้สนับสนุนอย่างมากแล้ว ผู้บริหารและครูในโรงเรียนอาจช่วยกันทาการประเมินก็ได้ การประเมินกระบวนการนี้ให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจด้านการนาหลักสูตรไปใช้ปฏิบัติจริงๆ (Implementing Decisions) 4.ก าร ป ร ะ เมิ น ผ ล ผ ลิ ต ( Products Evaluation) มีจุ ด มุ่ง ห มาย จ ะ ต ร วจ ส อ บ ว่า ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ นั ก เ รี ย น นั้ น เ ป็ น ไ ป ต า ม ที่ ค า ด ห วัง เ อ า ไ ว้ม า ก เ พี ย ง ใ ด อาจทาได้โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์สัมพันธ์กับหลักสูตรอื่นที่มีอยู่ก็ได้ ในกระบวนการการศึกษานั้นการประเมินผลผลิตจะให้ข้อมูลที่จะนามาช่วยตัดสินใจว่ามีกิจกรรมทาง ก า ร ศึ ก ษ า อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ค ว ร ท า ต่ อ ไ ป เ ลิ ก ท า หรือควรนามาปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่นอกจากนั้นยังให้ข้อมูลที่จะนาไปเชื่อมต่อหรือสานต่อเข้ากับขั้นตอนอื่นๆ ข อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า ไ ด้ อี ก ด้ ว ย เ ช่ น โรงเรียนหนึ่ งมีปัญหาครูไม่พอสอนหรือครูมีภารกิจมากจนไม่มีเวลาจะเตรียมการสอน ให้ได้ผล จึง ไ ด้ คิ ด ค้น น วัต ก ร ร ม ท าง ก าร ส อ น แ บ บ RIT (Reduced Insructional Time) ขึ้ น ม า ใ ช้ เ ส ร็ จ แ ล้ ว ก า ร ท า ป ร ะ เ มิ น ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง ก า ร เ รี ย น แ บ บ RIT ดู พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ของนักเรียน นั้น อยู่ใน ขั้น ที่จะน าไปเผยแพ ร่ในโรงเรียน อื่น ๆ ที่ ป ร ะ ส บ ปั ญ ห าอ ย่าง เดี่ ยว กัน ได้ เพ ร าะ เป็ น สิ่ ง ที่ ท าไ ด้ง่ายไม่สิ้ น เป ลื อ ง ม าก นั ก อย่างนี้ผู้บริหารการศึกษาก็อาจใช้ผลจากการประเมินดังกล่าวมาช่วยตัดสินใจประกาศให้โรงเรียนต่างๆ น า น วั ต ก ร ร ม RIT ไ ป ใ ช้ จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ต่ อ ไ ป การประเมินผลผลิตนี้จะให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจว่า จะเก็บรักษาไว้ เลิกใช้หรือปรับปรุงแก้ไขใหม่ ( Recycling Decisions) เนื่องจากสตัฟเฟิลบีมให้แนวคิดว่าในการประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งที่จะต้องประเมินอยู่ 4อย่าง คือ Context, Input, Process และ Products รูปแบบการประเมินผลของเขาจึงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็น CIPP Model 9.3 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler) ไ ท เล อ ร์ ( Ttler, 1949 : 248) เ ป็ น ผู้ ที่ ว า ง ร า ก ฐ า น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร โดยเสนอแนะแนวคิดว่าการประเมินหลักสูตรเป็นการเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงเป็นไป ตามจุดมุ่ง ห มายที่ได้ตั้งไว้ห รือไม่ โดยการศึกษารายละ เอียดของ อง ค์ประ กอบของ คณ ะ กระบวนการจัดการศึกษา 3 ส่วน คือ จุดมุ่งหมายทางการศึกษา การจัดประสบการณ์การเรียน รู้ และการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดังภาพประกอบ 34
  • 25.
    ภาพประกอบ 34 รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ ไท เ ล อ ร์ มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนรัดกุมและจาเพาะเจาะจงจะเป็นแนวทางในการประเมินผลในภายหลัง บทบาทของการประเมินหลักสูตรจึงอยู่ที่การดูผลผลิตของหลักสูตรว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดหรือไม่ แนวคิดของไทเลอร์เกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรจึงยึดความสาเร็จของจุดมุ่งหมายเป็ นหลัก (GoalAttainment Model) ไทเลอร์มีความเห็นว่าจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตร คือ 1. เพื่อตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั้นประสบผลสาเร็จหรือไม่ ส่วนใดที่ประสบผลสาเร็จก็อาจเก็บไว้ใช้ได้ต่อไป แต่ส่วนใดที่ไม่ประสบผลสาเร็จควรจะปรับปรุงแก้ไข 2. เพื่อการประเมินค่าความก้าวหน้าทางการศึกษาของกลุ่มประชากรขนาดใหญ่เพื่อให้สาธารณชนได้ข้อมูลที่น่าเชื่ อ ถื อ แ ล ะ เ ข้ า ใ จ ปั ญ ห า ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า และเพื่อใช้ข้อมูลนั้นเป็นแนวทางในการปรับปรุงนโยบายทางการศึกษาที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ด้วยเหตุนี้การประเมินหลักสูตรจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและการประเมินคุณค่าของหลัก สูตร ไทเลอร์ได้จัดลาดับการเรียนการสอนและการประเมินผลดังนี้ 1.กาหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ในการกาหนดจุดมุ่งหมาย (Goal Sources) คือ นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระส่วนปัจจัยที่กาหนดขอบเขตของจุดมุ่งหมาย (Goal Screens) 2. ก าห น ด จุด ป ระ ส ง ค์ เฉ พ าะ ห รื อ จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เชิ ง พ ฤ ติ ก รร มอ ย่าง ชัด เจ น ซึ่งจะเป็นพฤติกรรมที่ต้องการวัดหลังจากจัดประสบการณ์การเรียน 3. กาหนดเนื้อหาหรือประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ 4. เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมที่จะทาให้เนื้อหาหรือประสบการณ์ที่วางไว้ประสบความสาเร็จ 5. ประเมินผลโดยการตัดสินใจด้วยการวัดผลทางการศึกษา หรือการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 6. ห า ก ห ลั ก สู ต ร ไ ม่ บ ร ร ลุ ต า ม จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ที่ ว า ง ไ ว้ ก็ จ ะ ต้ อ ง มี ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ที่ จ ะ ย ก เ ลิ ก ห รื อ ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร นั้ น จุดมุ่งหมาย ประสบการณ์การเรียนรู้ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
  • 26.
    แ ต่ ถ้า บ ร ร ลุ ต า ม จุ ด มุ่ง ห ม า ย ก็ อ า จ จ ะ ใ ช้ เ ป็ น ข้ อ มู ล ย้ อ น ก ลั บ (Feedback) เพื่ อ ป รั บ ป รุ ง ก าร ก าห น ด จุ ด มุ่ง ห มา ย ใ ห้ ส อ ด ค ล้อ ง กับ สั ง ค ม ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง หรือใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของหลักสูตร การประเมินหลักสูตรตามแนวคิดของไทเลอร์ จะ เห็ น ว่าเป็ น ก าร ยึด ค ว ามส าเร็ จข อ ง ผู้เรี ยน ส่ ว น ใ ห ญ่ เป็ น เก ณ ฑ์ ใ น ก าร ตัด สิ น โ ด ย อ า ศั ย ก า ร วั ด พ ฤ ติ ก ร ร ม ก่ อ น แ ล ะ ห ลั ง เ รี ย น (Pre-Post Measurement) และมีการกาหนดเกณฑ์ไว้ก่อนล่วงหน้าว่าความสาเร็จระดับใดจึงจะประสบความสาเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ใ น ลั ก ษ ณ ะ นี้ จึ ง เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เมิ น ผ ล ส รุ ป (Summative Evaluation) มากกว่าการประเมินผลความก้าวหน้า (Formative Evaluation) 9.4 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ (Hammond) โ ร เ บ อ ร์ ต แ ฮ ม ม อ น ด์ (Robert Hammond) มีแ น วคิ ด ใ น ก ารป ร ะ เมิน ก าร ห ลัก สู ต ร โด ยยึด จุ ดป ระ ส ง ค์ เป็ น ห ลัก คล้ายไ ท เล อ ร์ แ ต่แ ฮ ม ม อ น ด์ ไ ด้เ ส น อ แ น ว คิ ด ที่ ต่า ง จ าก ไ ท เล อ ร์ โ ด ย ที่ แ ฮ ม ม อ น ด์ เส น อ ว่า โค รง สร้าง สาห รับก ารป ร ะ เมิน นั้ น ประ ก อบ ด้วยมิติ (Dimensions) ใ ห ญ่ๆ ห ลายมิติด้วย แ ต่ ล ะ มิ ติ ก็ จ ะ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ตั ว แ ป ร ส า คั ญ อี ก ห ล า ย ตั ว แ ป ร ความ สาเร็ จห รื อความล้มเห ลวข อง ห ลัก สู ตรขึ้ น อ ยู่กับ การป ะ ท ะ สั มพัน ธ์ (Interaction) ระห ว่างตัวแปรในมิติต่างๆ เห ล่านี้ มิติทั้ง 3 ได้แก่มิติด้านการเรียน การสอน มิติด้าน สถาบัน และมิติด้านพฤติกรรม 1. มิติด้านการสอน ประกอบด้วยตัวแปรสาคัญ 5 ตัวแปร คือ 1.1 ก า ร จั ด ชั้ น เ รี ย น แ ล ะ ต า ร า ง ส อ น คื อ ก าร จัด ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น ใ ห้ พ บ กัน แ ล ะ ด า เนิ น กิ จ ก ร ร ม ก าร เ รี ย น ก าร ส อ น ซึ่งการจัดในส่วนนี้จะต้องคานึงถึงเวลาและสถานที่ 1.2 เ นื้ อ ห าวิช า ห ม าย ถึ ง เนื้ อ ห าวิช าที่ จ ะ น า ม าจัด ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น การจัดลาดับเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะของผู้เรียนและชั้นเรียนแต่ละระดับ 1.3 วิธี ก า ร ห ม าย ถึ ง ห ลั ก ก า ร เรี ย น รู้ ก า ร อ อ ก แ บ บ กิ จ ก ร ร มก าร เรี ย น รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน 1.4 สิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ หมายถึง สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษ ห้องปฏิบัติการ วัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ รวมถึงสิ่งที่มีผลต่อการใช้หลักสูตร และการสอนด้านอื่นๆ 1.5งบประมาณ หมายถึง เงินที่ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน การซ่อมแซม เงินเดือนครู ค่าจ้างบุคลากรที่จะทางานการใช้หลักสูตรประสบความสาเร็จ
  • 27.
    2. มิติด้านสถาบัน ประกอบด้วยตัวแปรที่ควรคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร5ตัวแปร คือ 2.1นักเรียน มีองค์ประกอบที่ต้องคานึ งใน การประเมิน หลักสู ตร ได้แก่อายุ เพ ศ ระดับชั้นที่กาลังศึกษา ความสนใจ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุขภาพกายและสุขภาพจิต ภูมิหลังทางครอบครัว 2.2ครูมีองค์ประกอบที่ต้องคานึงในการประเมินหลักสูตรได้แก่อายุเพศ วุฒิสูงสุดทางการศึกษา ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ท า ง ก า ร ส อ น เ งิ น เ ดื อ น กิจกรรม ที่ท าเวล าว่าง การฝึ กอ บรม เพิ่ มเกี่ยวการใ ช้ห ลัก สู ต รใ น ช่วง ระ ยะ เวลา 1-3 ปี และความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน 2.3 ผู้บริหาร หมายถึง มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ อายุ เพศ วุฒิ สู งสุ ดทาง การศึกษา ประ สบการณ์ ทางการศึกษา เงิน เดือน ลักษณะ ทาง บุคลิกภ าพ ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม เ พิ่ ม เ ติ ม เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร ใ น ช่ ว ง ร ะ ย ะ เ ว ล า 1-3 ปี และความพึงพอเคยใจในการปฏิบัติงานด้านวิชาการ 2.4ผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่อายุเพศ ค ว า ม เ ชี่ ย ว ช าญ เฉ พ า ะ ด้ า น ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ก าร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ห รื อ ช่ ว ย เ ห ลื อ ลักษณะทางบุคลิกภาพและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน 2.5ครอบครัว มีองค์ประกอบที่ต้องคานึ งในการประเมินหลักสูตร ได้แก่สถานภาพสมรส ขน าดครอบ ครัว รายได้ สถาน ที่ อยู่ การศึกษา การเป็ น ส มาชิกข องส มาคม การโยกย้าย จานวนบุตรที่อยู่ในโรงเรียนนี้ และจานวนญาติที่อยู่ร่วมโรงเรียน 2.6ชุมชน มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่สถานภาพชุมชน จานวนประชากรการกระจายของอายุของประชากร ความเชื่อ (ค่านิยมประเพณี ศาสนา) ลักษณะทางเศรษฐกิจ สภาพการให้บริการสุขภาพอนามัย และการรับนวัตกรรมเทคโนโลยี 3. มิติด้านพฤติกรรม มีองค์ประกอบของพฤติกรรม 3ด้าน คือ พฤติกรรมด้านความ (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychomotor Domain) และพฤติกรรมด้านเจตคติ (Affective Domain) แ น ว คิ ด ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ข อ ง แ ฮ ม ม อ น ด์ เ ริ่ ม ด้ ว ย ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ก า ลั ง ด า เ นิ น ก า ร อ ยู่ ใ น ปั จ จุ บั น เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ มู ล เ ป็ น พื้ น ฐ า น ที่ จ ะ น า ไ ป สู่ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ แ ล้ ว จึ ง เ ริ่ ม ก า ห น ด ทิ ศ ท าง แ ล ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ข อ ง ก า ร เป ลี่ ย น แ ป ล ง ห ลั ก สู ต ร ควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตรมีดังนี้ 1.กาหนดสิ่งที่ต้องการประเมินควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่ งในหลักสูตร เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และจากัดระดับชั้นเรียน
  • 28.
    2. กาหนดตัวแปรในมิติการสอนและมิติสถาบันให้ชัดเจน 3. กา ห น ด จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เ ชิ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม โ ด ย ร ะ บุ ถึ ง 1. พ ฤ ติก รรมข อง นั ก เรี ยน ที่ แ ส ด ง ว่าป ระ ส บ ค วามส าเร็ จต ามจุด ป ระ ส ง ค์ ที่ ก าห น ด 2. เ งื่ อ น ไ ข ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น 3. เกณฑ์ของพฤติกรรมที่บอกให้รู้ว่านักเรียนประสบความสาเร็จตามจุดประสงค์มากน้อยเท่าใด 4. ป ร ะ เ มิ น พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ ร ะ บุ ไ ว้ ใ น จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ผลที่ได้จากการประ เมิน จะ เป็ น ตัวกาหน ดพิ จารณ าห ลักสู ตรที่ดาเนิ น ใ ช้อยู่เพื่ อตัดสิ น รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร 5.วิเคราะห์ ผลภ ายใ น อง ค์ประ กอบและความสัมพัน ธ์ ระห ว่างองค์ประ กอบต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับพฤติกรรมแท้จริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลสะท้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ที่ตั้งไว้ และเป็นการตัดสินใจว่าหลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด 6. พิจารณาสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงปรับปรุง แนวคิดในการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ใช้แนวคิดจองไทเลอร์เป็นพื้นฐานในการกาหนดจุดป ระสงค์เชิงพฤติกรรม และการการใช้ข้อมูลจากการประเมินผลในการปรับปรุงจุดประสงค์ของหลักสูตรนั้น แต่แฮ มมอน ด์ใน แน วคิดที่เป็ น ประ โยช น์ ใน การวิเคราะ ห์ ตัวแปรของ มิติด้าน การส อน และมิติด้านสถาบันซึ่งอาจมีผลต่อความสาเร็จของหลักสูตรนั้นด้วย 9.5 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโพรวัส (Provus, Discrepancy Evalution Model) โพ รวัส ได้เส น อ แน วคิ ด เกี่ยวกับ รู ป แ บ บ ก ารป ร ะ เมิน ห ลัก สู ต รซึ่ ง เรี ยก ว่า “การประ เมิน ผลความแตกต่างหรื อการประ เมิน ความไม่สอดคล้อง ” (Discrepancy Evalution) ซึ่ ง จ ะ ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ทั้ ง ห ม ด 5 ส่ ว น คื อ 1. ก า ร อ อ ก แ บ บ (Desingn) 2. ทรัพยากรหรือสิ่งที่เริ่มตั้งไว้เมื่อใช้หลักสูตร(Installation) 3.กระบวนการ ( Process) 4.ผลผลิตของหลักสูตร ( Products ) 5. ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ห รื อ ผ ล ต อ บ แ ท น (Cost) ในแต่ละส่วนจะมีขั้นตอนการประเมินผลโดยจะดาเนินการเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ผู้ประเมินจะต้องกาหนดเกณฑ์มาตรฐาน (Standards –S) ของสิ่งที่ต้องการวัดก่อน เช่น มาตรฐานด้านเนื้อหา เป็นต้น ขั้นที่ 2ผู้ประเมินต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงานหรือการปฏิบัติจริงของสิ่งที่ต้องการวัด (Performance– P) ขั้นที่ 3ผู้ประเมินนาข้อมูลที่รวบรวมได้ขั้นที่ 2 มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ในขั้นที่ 1 (Compare –C)
  • 29.
    ขั้ น ที่4 ผู้ ป ร ะ เ มิ น ศึ ก ษ า ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง หรือความไม่สอดคล้องระหว่างผลการปฏิบัติจริงกับเกณฑ์มาตรฐาน (Discrepancy – D) ขั้ น ที่ 5 ผู้ป ระ เมิ น ส่ ง ผ ล ก า ร ป ร ะ เมิ น ไ ป ใ ห้ ผู้ บ ริ ห าร ห รื อ ผู้ ที่ เกี่ ยว ข้ อ ง เพื่ อเป็ น ข้อมูล ใ น การตัด สิ น ใ จเกี่ยวกับห ลักสู ตรว่าจะ เลิกการใช้ห ลัก สู ตรที่ ป ระ เมิน หรือปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติ หรือเกณฑ์มาตรฐานให้คุณภาพดีขึ้น ( Decision Making ) S C D Decision Making P ภาพประกอบ 35 การประเมินของ Provus S = Standard เ ป็ น ขั้ น แ ร ก ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลั ก สู ต ร ก ล่ า ว คื อ ประเมินผลต้องตั้งสิ่งมาตรฐานที่ต้องการวัดไว้ก่อน P = Performance ห ลั ก จ า ก ด า เ นิ น ก า ร ขั้ น แ ร ก เ รี ย บ ร้ อ ย แ ล้ ว ผู้ประเมินจะต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงานหรือการปฏิบัติจริง ในสิ่งที่ต้องการวัดให้เพียงพอ ข้อมูลที่รวบรวมความเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมที่ชัดเจน C = Compare เ มื่ อ ตั้ ง ม า ต ร ฐ า น แ ล ะ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล เ ส ร็ จ แ ล้ ว ก็นาข้อมูลมาเปรียบเทียบเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ D = Discrepancy จ า ก ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ข้ อ มู ล กับ ม า ต ร ฐ า น ที่ ก า ห น ด ไ ว้ ผู้ประเมินพบว่ามีช่องว่างอะไรที่เกิดขึ้นกับผลที่คาดหวัง D = Decision Making ผู้ประเมินจะส่งผลผลประเมินไปให้ผู้ที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ ง ซึ่งขั้นตอนการประเมินดังกล่าว สามารถอธิบายเป็นรูปแบบดังนี้ เกณฑ์มาตรฐาน การปฏิบัติจริง เปรียบเทียบ
  • 30.
    ภาพประกอบ 36 แสดงกระบวนการในการตัดสินใจการประเมินของโพรวัส แบ บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ห ลั ก สู ต ร ข อ ง โ พ ร วั ส นี้ นับว่าสะดวกแก่การประเมินหลายประเภทและเป็นกระบวนการที่ให้เห็นถึงผู้บริหารจะตัดสินใจ จะใช้หรือไม่ หรือจะปรับปรุงเพิ่มเติม หรือจะหยิบยกข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งมาพิจารณา สรุป(Summary) การประเมินหลักสูตรอาจถือได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการในการพัฒนาหลักสู ตร เป็นขั้นตอนที่ชี้ให้เราได้ทราบว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเล่มและนาไปใช้แล้วนั้นประสบความสาเร็จมาก น้ อ ย เ พี ย ง ใ ด มี ข้ อ ดี ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง อ ะ ไ ร บ้ า ง ที่ ต้ อ ง แ ก้ ไ ข ป รั บ ป รุ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ ป็ น ก าร พิ จ า ร ณ า คุ ณ ค่า ข อ ง ห ลั ก สู ต ร โ ด ย อ าศั ย วิ ธี ก า ร ต่า ง ๆ ใน การประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็ น จริงนามาวิเคราะห์ และสรุป ชี้ให้เห็น ข้อบกพ ร่องต่างๆ เ พื่ อ น า ไ ป เ ป็ น ข้ อ มู ล ใ น ก า ร พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร ใ น โ อ ก า ส ต่ อ ไ ป เพ ราะฉะนั้ นจึงจาเป็ นที่ผู้ประเมิน ต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงใน จุดมุ่งห มาย สิ่งที่จะประเมิน และวิธีการประเมิน ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง เพราะจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรมีอยู่หลายประการ สิ่งที่ควรได้รับการประเมินก็ครอบคลุมหลายองค์ประกอบ รวมทั้งรูปแบบการประเมินก็มีอยู่หลายหลาก ผลจากการประเมินหลักสูตรนั้นย่อมมีคุณประโยชน์ทั้งต่อผู้บริหารและผู้ใช้หลักสูตรตลอดจนประสิทธิภาพของ ความสอดคล้อง/ไม่สอดคล้องระหว่าง การปฏิบัติจริงกับเกณฑ์มาตรฐาน ตัดสินใจ ยกเลิก ปรับปรุง
  • 31.
    การศึกษา หากการประเมินกระทาอย่างเป็ นระบบมีเป้าหมายและมีวิธีการที่ชัดเจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เมื่อ น าไ ป ป รั บ ป รุ ง แ ล้ ว ย่อ ม ใ ห้ ห ลัก ป ร ะ กัน ว่า ห ลั ก สู ต ร มี คุ ณ ภ า พ ดี ดั ง นั้ น กระบวนการจัดทาการประเมินหลักสูตรจึงเป็นกระบวนการและขั้นตอนสาคัญที่ต้องกระทาอย่างรอบคอบในกา ร ศึ ก ษ า วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ที่ ถู ก ต้ อ ง วิธีการและขั้น ตอน ใน การประ เมิน จะ ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ าย จึงทาให้ได้ผลประเมินที่ถูกต้องเที่ยงตรงเป็นจริง และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรโดยแท้ ตรวจสอบทบทวน(Self-Test) 1. การประเมินหลักสูตรมีความจาเป็นหรือไม่อย่างไร 2. การประเมินหลักสูตรก่อนนาไปใช้มีจุดประสงค์สาคัญคืออะไร กิจกรรม(Activity) 1. ฝึกปฏิบัติวางแผนการประเมินหลักสูตรครอบคลุมกระบวนการหลักสูตรทั้งหมด 2. ฝึกเขียนระบุเกณฑ์คุณภาพหลักสูตรที่พึงประสงค์ 3. เขียนรายงานการประเมินโดยย่อ