Finance Cost Of Capital

16,302 views
16,148 views

Published on

Published in: Economy & Finance, Business
2 Comments
8 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
16,302
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
562
Comments
2
Likes
8
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Finance Cost Of Capital

  1. 1. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน (Cost of Capital) เมื่อผูลงทุนนําเงินมาลงทุนในบริษัท เขาคาดหวังวาจะไดรับผลตอบแทนที่เหมาะสมจาก การลงทุนนั้น ถามองในแงของบริษัท ผลตอบแทนที่เจาของเงินทุนคาดหวังก็คือ ตนทุนของ บริษัทในการใชเงินทุน หรือเรียกสั้น ๆ วา ตนทุนของเงินทุน เงินทุนที่บริษัทจัดหามาเพื่อการลงทุนในสินทรัพย อาจมาจากแหลงเงินทุนเพียงแหลง เดียว หรืออาจมาจากหลายแหลง เงินทุนที่ไดจากแตละแหลงจะมีตนทุนของเงินทุนในรูปที่ แตกตางกัน เชน เงินทุนจากการกอหนี้ มีตนทุนในรูปของดอกเบี้ย อัตรารอยละของตนทุนที่ เกิดขึ้น เรียกวา ตนทุนของหนี้สิน เงินทุนที่ไดมาจากการออกหุนบุริมสิทธิและหุนสามัญ บริษัท ตองจายผลตอบแทนใหแกผูถือหุนในรูปของเงินปนผล อัตรารอยละของตนทุนที่เกิดขึ้น เรียกวา ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ และ ตนทุนของหุนสามัญ เปนตน ความสําคัญของตนทุนของเงินทุน ตนทุนของเงินทุนมีความสําคัญตอธุรกิจดวยเหตุผลหลายประการ คือ 1. ตนทุนของเงินทุนเปนองคประกอบสําคัญของการตัดสินใจของธุรกิจ โดยเฉพาะใน การตั ด สิ น ใจซึ่ ง เกี่ ย วข อ งกั บ โครงการลงทุ น หรื อ ที่ เ รี ย กว า งบประมาณเงิ น ทุ น (capital budgeting) ถาธุรกิจตัดสินใจเลือกลงทุนไดโดยไมผิดพลาดทุกครั้ง ก็จะชวยเพิ่มมูลคาใหแกผู ลงทุน 2. ตนทุนของเงินทุนมีบทบาทสําคัญในการประเมินมูลคารวมของกิจการ ในกรณีที่จะมี การซื้อหรือควบกิจการ 3. มีธุรกิจจํานวนไมนอยที่กําหนดผลตอบแทนของผูบริหารจากมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ  (EVA) ของกิจการ และดังที่ไดทราบแลววา EVA คือ ผลตางระหวางกําไรสุทธิจากการ ดําเนินงานหลังภาษี (NOPAT) กับ ตนทุนในการจัดหาเงินทุน ดังนั้น ตนทุนของเงินทุนจึงเปน
  2. 2. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 120 องคประกอบสําคัญในการกําหนดผลตอบแทนของผูบริหาร 4. ตนทุนของเงินทุน เปนปจจัยสําคัญในการตัดสินใจเรื่องโครงสรางของเงินทุน ตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก (Weighted Average Cost of Capital) ดังไดกลาวแลววา ธุรกิจอาจจัดหาเงินทุนจากแหลงเงินทุนเพียงแหลงเดียว คือมาจาก สวนของผูถือหุนทั้งหมด หรืออาจมาจากหลายแหลงผสมกัน (capital components) อยางไรก็ดี ธุรกิจสวนใหญจะใชเงินทุนจากหลายแหลงที่มีความแตกตางกัน ทั้งในดานของความเสี่ยง และ ในดานของอัตราผลตอบแทนที่ผูลงทุนตองการ และตนทุนของเงินทุนที่ใชในการวิเคราะหการ ตัดสินใจเรื่องงบประมาณเงินทุนที่เหมาะสมควรเปน คาเฉลี่ยถวงน้ําหนักของตนทุนของแหลง เงินทุนที่มาจากหลาย ๆ แหลงนั้น เรียกคาเฉลี่ยถวงน้ําหนักนี้วา ตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวง น้ําหนัก (weighted average cost of capital) หรือ WACC ธุรกิจสวนใหญจะกําหนดสัดสวนที่เปนเปาหมายของเงินทุนแตละแหลงไว ตัวอยางเชน บริษัท ก. มีแผนที่จะจัดหาเงินทุนจากหนี้สินในสัดสวน 30% จากหุนบุริมสิทธิ 10% และจาก สวนของผูถือหุน 60% สัดสวนของเงินทุนที่บริษัทกําหนดไวนี้ เรียกวา โครงสรางเงินทุนที่เปน เปาหมาย (target capital structure) ถึงแมวาธุรกิจจะพยายามรักษาโครงสรางเงินทุนที่เปนเปาหมายไว แตโครงสรางเงินทุน ของธุรกิจก็มีโอกาสที่จะเบี่ยงเบนไปจากเปาหมายได ดวยเหตุผล 2 ประการ คือ 1. ตลาดเงิ น กั บ ตลาดทุ น อาจอยู ใ นภาวะที่ เ อื้ อ ต อ การจั ด หาเงิ น ทุ น ต า งเวลากั น ตัวอยางเชน ถาตลาดทุนอยูในภาวะรุงเรือง ธุรกิจอาจเห็นเปนโอกาสเหมาะที่จะออกหุนสามัญ แทนการกูยืม ซึ่งจะมีสวนทําใหโครงสรางเงินทุนของธุรกิจมีสัดสวนที่เบี่ยงเบนไปจากเปาหมาย 2. ปญหาเรื่องคาใชจายในการออกหลักทรัพย (flotation cost) ซึ่งเปนคาใชจายที่จะ เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจตองการออกหลักทรัพย และเปนคาใชจายคงที่ในจํานวนคอนขางสูง ซึ่งถาธุรกิจ ออกทั้งหุนกู หุนบุริมสิทธิ และหุนสามัญในเวลาเดียวกัน โดยที่หลักทรัพยแตละประเภทมีมูลคา ไมมากพอ คาใชจายในการออกหลักทรัพยจะทําใหการจัดหาเงินทุนขาดประสิทธิภาพและเปน การสิ้นเปลือง ปญหาดังกลาวอาจเปนเหตุใหธุรกิจเลือกออกหุนสามัญ หุนกู และหุนบุริมสิทธิ ตางเวลากัน ซึ่งเทากับเปนการปรับเปลี่ยนสัดสวนของโครงสรางเงินทุนจากที่ตั้งเปาหมายไว แทนที่จะยึดสัดสวนเปาหมายไวตลอดเวลา
  3. 3. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 121 สถานการณ ดั ง กล า ว อาจเป น สาเหตุ ใ ห ผู บ ริ ห ารตั ด สิ น ใจเรื่ อ งงบประมาณเงิ น ทุ น ผิดพลาดได ตัวอยางเชน บริษัท ก. กําหนดโครงสรางเงินทุนที่เปนเปาหมายไวแลว และกําลัง พิจารณาจัดหาเงิน ทุน เพื่อการลงทุนในโครงการในปหนา ตามโครงสรางเงิ นทุ นที่กําหนดไว บริษัท ก. ควรจัดหาเงินทุนทั้งจากหนี้สินและจากสวนของผูถือหุน แตเพื่อประหยัดคาใชจายใน การออกหลักทรัพย บริษัทจึงคิดจะจัดหาเงินทุนดวยวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียว สมมุติวา บริษัท ก. ตัดสินใจออกหุนกูอัตราดอกเบี้ย 8% ทําใหตนทุนของเงินทุนของบริษัทในปนี้เปน 8% เพราะ ใชเงินทุนจากหนี้สินอัตราดอกเบี้ย 8% เพียงอยางเดียว อยางไรก็ดี การตัดสินใจเชนนี้ไมถูกตอง ถาบริษัท ก. จัดหาเงินทุนจากหนี้สินในปนี้ทําใหโครงสรางเงินทุนของบริษัทเบี่ยงเบนไปจาก เปาหมาย คือมี หนี้ สิน ในสัดสว นที่สูง ในการจัดหาเงิน ทุน เพื่ อการลงทุ นที่ จะเกิดขึ้น ตอไปใน อนาคต บริษัทมีความจําเปนตองจัดหาเงินทุนจากสวนของผูถือหุนใหมากขึ้น สมมุติตอวาในป 2547 บริษัท ก. ไดกูเงินจํานวนมากดวยอัตราดอกเบี้ย 8% เพื่อไป ลงทุนในโครงการที่ใหผลตอบแทน 10% ถึงป 2548 บริษัทมีโครงการใหมที่จะใหผลตอบแทนสูง ถึง 13% ซึ่งสูงกวาที่จะไดรับจากโครงการป 2547 แตปญหาก็คือ ในป 2547 บริษัทไดใชเงินทุน จากหนี้สินจนเต็มความสามารถในการกอหนี้ของบริษัทแลว ป 2548 บริษัทตองออกหุนสามัญซึ่ง มีตนทุนถึง 15.3% และมีผลใหบริษัทตองปฏิเสธโครงการลงทุนที่ใหผลตอบแทนในอัตรา 13% ไปเพราะผลตอบแทนไมคุมกับตนทุนที่บริษัทตองจายในการจัดหาทุน จากตัวอยางที่กลาวมานี้ แสดงถึงกระบวนการของการงบประมาณเงินทุนที่ไมถูกตอง เหตุ ใ ดบริ ษั ท ก. จึ ง ลงทุ น ในโครงการที่ ใ ห ผ ลตอบแทน 10% ในป ห นึ่ ง แต ก ลั บ ต อ งปฏิ เ สธ โครงการลงทุนที่ใหผลตอบแทน 13% ในปถัดไป เปนเรื่องที่ไมสมเหตุสมผลที่การตอบรับหรือ การปฏิเสธโครงการจะเปนผลพวงมาจากจากการจัดหาเงินทุนจากแหลงเงินทุนที่เปนไปตาม สถานการณหรือตามความพอใจ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดดังกลาว ผูบริหารควรคํานึงวา ธุรกิจยังตองดําเนินอยูตอไป และคํานวณหาตนทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนักของเงินทุนที่จัดหาจากหลาย ๆ แหลง โดยไมตองคํานึงถึงการจัดหาเงินทุนจากแหลงใดแหลงหนึ่งเปนพิเศษเพื่อเวลาใดเวลา หนึ่งโดยเฉพาะ หั ว ข อ ต อ ไปจะกล า วถึ ง การคํ า นวณต น ทุ น ของแหล ง เงิ น ทุ น แต ล ะแหล ง และการ คํานวณหาตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก
  4. 4. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 122 ตนทุนของหนี้สิน (Cost of Debt) : rd(1-T) ขั้นตอนแรกในการประมาณตนทุนของหนี้สิน คือ การกําหนดอัตราผลตอบแทนที่ผูใหกู ตองการ หรือ rd แมวาการประมาณคา rd จะมีหลักการงาย ๆ แตก็อาจเกิดปญหาขึ้นในทาง ปฏิบัติได ตัวอยางเชน บางบริษัทอาจออกหุนกูทั้งแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่และแบบอัตราดอกเบี้ย ลอยตัว หรือออกหุนกูทั้งแบบธรรมดาและแบบแปลงสภาพ หรือออกหุนกูทั้งแบบที่มี sinking fund และแบบที่ไมมี sinking fund และหุนกูแตละแบบก็มีตนทุนที่แตกตางกันไป เปนการยากที่ผูบริหารการเงินจะทราบตั้งแตแรกวาจะตองใชตราสารหนี้แบบใด และเปน จํานวนเทาใด การจะเลือกใชตราสารหนี้แบบใดนั้นขึ้นอยูกับวาจะนําเงินไปลงทุนในสินทรัพย ชนิดใด และยังขึ้นอยูกับสภาพของตลาดทุนในชวงเวลาที่ออกตราสารดวย ถึงกระนั้นก็ตาม ผูบริหารการเงินจะรูดีวาตราสารหนี้ประเภทใดที่ธุรกิจของตนใชเปนประจํา ตัวอยางเชน บริษัท ก. โดยปกติจะจัดหาเงินทุนระยะสั้นเพื่อนํามาใชเปนเงินทุนหมุนเวียนโดยการออกตราสารพาณิชย (commercial paper) และจัดหาเงินทุนระยะยาวเพื่อการลงทุนในโครงการโดยการออกหุนกูอายุ การไถถอน 10 ป ในการประมาณคา WACC เพื่อการตัดสิ น ใจเรื่ องงบประมาณเงิน ทุน ผูบริหารการเงินของบริษัท ก. จะใชตนทุนของหุนกูอายุ 10 ป เพื่อกําหนดตนทุนของหนี้สิน ซึ่ง อัต ราดอกเบี้ย ของหุ น กู ที่จ ะออกควรเปน เท า ใด บริษั ท ก. สามารถปรึก ษากับ วาณิ ช ธนากร (investment banker) ได อัตราดอกเบี้ยของหุนกูที่จะออกใหม อาจไมใชอัตราเดียวกันกับหุนกูที่ธุรกิจเคยออก มาแลว ซึ่งเราจะเรียกอัตราตนทุนของหุนกูเดิมวาเปน ตนทุนในอดีต (historical cost or embedded cost) อยางไรก็ดี ในการจัดการการเงินธุรกิจ เราใชคา WACC เพื่อการตัดสินใจ ลงทุนในโครงการ ซึ่งการตัดสินใจขึ้นอยูกับ อัตราผลตอบแทนของโครงการ โดยเปรียบเทียบกับ อัตราตนทุนของเงินทุนที่จัดหาใหม หรือ ตนทุนสวนเพิ่ม (marginal cost) ดังนั้น ดวย จุดประสงคนี้เราจึงใชเฉพาะตนทุนของหนี้สินที่จัดหาใหมในการประมาณคา WACC สมมุติวา ในอดีตบริษัท ก. ไดออกหุนกูและมีการซื้อขายกันในตลาดทุน ฝายการเงินของ บริษัทสามารถใชราคาตลาดของหุนกูในการคํานวณหาอัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนกูจะไดรับ (yield to maturity or YTM) เนื่องจาก YTM เปนอัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนกูคาดหวังวาจะ ไดรับ ดังนั้นบริษัท ก. จึงสามารถใช YTM ของหุนกูเกาเปนคา rd ของหุนกูที่จะออกใหมได แตถาบริษัท ก. ไมมีหุนกูที่ซื้อขายกันในตลาดทุน ฝายการเงินก็อาจใชผลตอบแทนของบริษัทอื่น ที่ทําธุรกิจใกลเคียงกันและมีหุนกูที่ซื้อขายในตลาดทุน มาประมาณคา rd ได
  5. 5. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 123 อัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนกูตองการ หรือ rd ยังไมใชอัตราตนทุนของหนี้สินของบริษัท เนื่องจากดอกเบี้ยจายเปนรายจายที่สามารถนํามาหักจากรายไดเพื่อการคํานวณภาษี ดังนั้น อัตราตนทุนของหนี้สินของบริษัทจะนอยกวาอัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนกูตองการ ในการคํ า นวณต น ทุ น ของเงิ น ทุ น เฉลี่ ย ถ ว งน้ํ า หนั ก จะใช ต น ทุ น ของหนี้ สิ น หลั ง ภาษี (after-tax cost of debt) หรือ rd(1 - T) โดยที่ T คืออัตราภาษี ตนทุนของหนี้สินหลังภาษี = อัตราดอกเบี้ย - ภาษีที่ประหยัดได = rd - rd(T) = rd(1 - T) (5-1) ตัวอยาง 5.1 ถาบริษัท ก. สามารถออกหุนกูดวยอัตราดอกเบี้ย 11% และมีอัตราภาษี 30% คํานวณตนทุนของหนี้สินหลังภาษีไดดังนี้ rd(1 - T) = 11% (1.0 – 0.3) = 11% (0.7) = 7.7% ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ (Cost of Preferred Stock) : rps เมื่อตองการจัดหาเงินทุน ธุรกิจบางแหงใชหุนบุริมสิทธิเปนแหลงเงินทุนหนึ่งในจํานวน หลาย ๆ แหลง ผลตอบแทนที่ผูถือหุนบุริมสิทธิไดรับ คือ เงินปนผล แตเงินปนผลหุนบุริมสิทธิ ตางจากดอกเบี้ยที่จายใหแกเจาหนี้ เพราะธุรกิจไมสามารถนําเงินปนผลหุนบุริมสิทธิมาเปน รายจายกอนการคํานวณภาษี ดังนั้น เงินปนผลหุนบุริมสิทธิจึงเปนตนทุนของธุรกิจทั้งจํานวน และในการคํ านวณตนทุนของหุนบุริมสิท ธิจึงไมตองมีการปรับเป นตนทุนหลังภาษีเหมือนกับ ตนทุนของหนี้สิน ถึง แม วา จะไม มี ก ฎเกณฑที่บัง คั บใหผูออกหุ น บุริม สิ ท ธิต องจ า ยเงิน ปน ผล แตบริ ษัท โดยทั่วไปมักกําหนดใหมีการจาย ดวยเหตุผลตาง ๆ คือ 1. ถาบริษัทไมจายเงินปนผลใหหุนบุริมสิทธิ ก็ไมสามารถจายเงินปนผลใหแกหุนสามัญ ของบริษัทได 2. หากไมจายเงินปนผลหุนบุริมสิทธิ จะสงผลใหการจัดหาเงินทุนในตลาดทุนทําไดยาก ขึ้น และ 3. ในบางบริษัท มีการใหสิทธิแกผูถือหุนบุริมสิทธิในการควบคุมกิจการ
  6. 6. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 124 ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ หรือ rps คํานวณไดดังนี้ เงินปนผลหุนบุริมสิทธิ ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ =  ราคาสุทธิของหุนบุริมสิทธิ Dps rps = (5-2) Pn ราคาสุทธิของหุนบุริมสิทธิ หมายถึง ราคาที่บริษัทจะไดรับหลังจากหักคาใชจายในการ ออกหุน (flotation cost) แลว ตัวอยาง 5.2 บริษัท ก. ออกหุนบุริมสิทธิซึ่งจายเงินปนผลหุนละ 10 บาท และมีราคาขายหุนละ  100 บาท ถาบริษัท ก. ออกหุนบุริมสิทธิใหมและมีคาใชจายในการออกหุน 2.5% ของราคาหุน หรือคิดเปนคาใชจายหุนละ 2.50 บาท บริษัทจะไดรับเงินสุทธิ 97.50 บาทตอหุน ดังนัน ตนทุน  ้ ของหุนบุริมสิทธิจะเปนดังนี้ 10 rps = = 10.3% 97.50 ตนทุนของหุนสามัญ (Cost of Common Stock), rs การจัดหาเงินทุนจากสวนของผูถือหุนทําได 2 ทางคือ 1. ออกหุนสามัญใหม และ 2. จากกําไรสะสม ถาบริษทออกหุนสามัญใหม อัตราผลตอบแทนที่จะใหแกผูถือหุนสามัญ ควรเปนเทาไร ั  จึงจะเปนอัตราที่ผูถือหุนพอใจ  ธุรกิจที่มีฐานะการเงินมั่นคงไมนิยมที่จะจัดหาเงินทุนโดยการออกหุนสามัญใหมดวย เหตุผล 3 ประการ คือ 1. คาใชจายในการออกหุนสูง 2. ในสายตาของนักลงทุน การออกหุนสามัญเปนการสงสัญญาณในทางลบ เพราะนัก ลงทุนเชื่อวาผูบริหารบริษัทคือกลุมบุคคลที่รูขอมูลที่แทจริงของบริษัท ผูบริหารจะ ตั ด สิ น ใจออกหุ น สามั ญก็ ตอ เมื่ อ ราคาตลาดของหุน สามั ญ สูง กว า มู ลค า ที่ แท จริ ง ดังนั้น หากธุรกิจใดประกาศแผนการเพิ่มทุนโดยออกหุนสามัญ ก็มักจะสงผลให ราคาตลาดของหุนสามัญของธุรกิจนั้นลดลง
  7. 7. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 125 3. การเพิ่มจํานวนหุนสามัญมีผลกระทบตอราคาของหุน ผลักดันใหบริษัทตองขายหุน ในราคาที่ต่ํากวาราคาตลาดกอนจะประกาศเพิ่มทุน ถึงแมวาจะมีปญหาเหลานี้เกิดขึ้น ก็ยังมีธุรกิจบางแหงจําเปนตองเพิ่มทุนโดยการออกหุน สามัญ อยางไรก็ดี การจัดหาเงินทุนของธุรกิจที่จะกลาวถึงในบทนี้ จะถือเอาธุรกิจสวนใหญเปน เกณฑ คือไมมีแผนเพิ่มทุนโดยการออกหุนสามัญ การจัดหาเงินทุนจากสวนของผูถือหุนจะไดมา จากกําไรสะสม กําไรสะสม คือ กําไรสุทธิหลังหักภาษีสวนที่ธุรกิจเก็บสะสมไวแทนที่จะจายเปนเงินสด ปนผลใหกับผูถือหุนสามัญ ถาธุรกิจตัดสินใจที่จะใชเงินทุนจากกําไรสะสม จะมีเรื่องของตนทุน คาเสียโอกาสเขามาเกี่ยวของ เพราะผูถือหุนสามัญเสียโอกาสที่จะไดรับเงินสวนนี้ในรูปของเงินสด ปนผลและนําเงิ นนี้ไปลงทุนในหลักทรัพยอื่น ๆ เชน ซื้อหุนสามัญของบริษัทอื่น หุนกู หรือ อสังหาริมทรัพย เปนตน ดังนั้น ธุรกิจจะตองนํากําไรสะสมนี้ไปหาผลตอบแทนใหไดไมนอยกวาที่  ผูถือหุนจะทําไดจากทางเลือกการลงทุนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงเทากัน อัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนตองการจากการลงทุนอื่นที่มีความเสี่ยงระดับเดียวกัน เปน อัตราเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนที่ตองการจากหุนสามัญของธุรกิจนั้น ถาธุรกิจจะนํากําไร สะสมซึ่ ง ควรจะเปน ของผู ถือหุ น ในรูปของเงิน สดปน ผลไปใชเพื่อลงทุนตอ ธุรกิ จก็จ ะตอ งหา ผลประโยชนตอบแทนจากกําไรสะสมไดไมต่ํากวาอัตราผลตอบแทนที่ผูถือหุนตองการ ดังนั้น อัตราตนทุนของกําไรสะสม จึงควรมีคาเทากับ อัตราตนทุนของหุนสามัญ หรือ rs การประมาณคา rs ทําได 3 วิธี คือ 1. วิธี CAPM 2. วิธี Discounted Cash Flow (DCF) 3. วิธี Bond-Yield-Plus-Risk-Premium ในการประมาณคา rs สามารถเลือกใชไดมากกวา 1 วิธี และไมมีวิธีใดที่ดีที่สุด ดังนั้น ในการประมาณตนทุนของสวนของผูถือหุนสามัญ โดยทั่วไปจะใชทั้ง 3 วิธี แลวจึงตัดสินใจ เลือกใชคาที่ผูประมาณมีความมั่นใจในเรื่องของขอมูลมากที่สุด 1. วิธี CAPM (Capital Asset Pricing Model) การประมาณตนทุนของหุนสามัญ ดวยวิธี CAPM มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ประมาณคาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไมมีความเสี่ยง (risk-free rate หรือ rRF) ในทางปฏิบัติอาจใชอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลที่ถือใน
  8. 8. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 126 ระยะยาวเปนคา rRF ขั้นที่ 2 ประมาณคาสวนชดเชยความเสี่ยงของตลาด ณ เวลาปจจุบัน (market risk premium หรือ RPM ) โดยที่ RPM = rM – rRF ขั้นที่ 3 ประมาณคาสัมประสิทธเบตา (Beta coefficient หรือ bi) ซึ่งใชเปนดัชนีวัดความ เสี่ยงตามตลาดหรือความเสี่ยงที่เปนระบบของหุนสามัญ ขั้นที่ 4 แทนคาในสมการของ CAPM เพื่อประมาณคาอัตราผลตอบแทนที่ตองการของหุน สามัญจากสมการ rs = rRF + (rM – rRF) bi (5-3) ตัวอยาง 5.3 หุนสามัญของบริษัท ก. มี rRF = 8%, rM = 14% และ bi = 1.1 คํานวณหา rs ดวยวิธี CAPM ดังนี้ rs = 8% + (14% - 8%)(1.1) = 8% + (6%)(1.1) = 8% + 6.6% = 14.6% 2. วิธี Discounted Cash Flow (DCF) วิธีนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งวา วิธี Dividend-yield-plus-growth-rate ประมาณคา rs จาก สมการ D1 +g rs = (5-4) P0 โดยที่ P0 = ราคาตลาดของหุนสามัญ ณ เวลา 0 D1 = เงินสดปนผลตอหุนเมื่อสินปที่ 1 ้ g = อัตราการเติบโตของเงินปนผล ตัวอยาง 5.4 หุนสามัญของบริษัท ก. ปจจุบันมีราคาตลาดหุนละ 32 บาท ถาบริษัทคาดวาจะ จายเงินปนผลในปหนาหุนละ 2.40 บาท และคาดวาจะมีอัตราการเติบโตของเงินปนผลเทากับ 7% ตอป ตนทุนของหุนสามัญ , rs คํานวณไดดังนี้ 2.40 + 7.0% rs = 32.00 = 7.5% + 7.0% = 14.5%
  9. 9. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 127 3. วิธี Bond-Yield-Plus-Risk-Premium วิธีนี้คํานวณตนทุนหุนสามัญจากอัตราดอกเบี้ยของหุนกูบวกดวยสวนชดเชยความเสี่ยง rs = ตนทุนของหุนกูหลังภาษี + สวนชดเชยความเสี่ยง (5-5) อัตราดอกเบี้ยของหุนกูที่นํามาเปนตัวหลักในการคํานวณตามสมการ 5-5 ปกติควรเปน อัตราดอกเบี้ยของหุนกูของบริษัทเดียวกันที่ออกจําหนายในระยะเวลาใกลเคียงกับเวลาที่คํานวณ ตนทุนหุนสามัญ เนื่องจากการลงทุนในหุนสามัญมีความไมแนนอนในเรื่องของเงินปนผลและ ราคาขายตอ ผูถือหุนสามัญจึงตองการอัตราผลตอบแทนที่สูงกวาอัตราดอกเบี้ยที่ผูถือหุนกูไดรับ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น การคํานวณผลตอบแทนที่ผูถือหุนสามัญตองการซึ่งก็คือตนทุนหุน สามัญ จึงตองพิจารณาถึงสวนชดเชยความเสี่ยงของบริษัทผูออกหุนสามัญ และนํามาบวกกับ อัตราดอกเบี้ยที่ผูถือหุนกูไดรับ การกําหนดสวนชดเชยความเสี่ยงขึ้นอยูกับการพิจารณาของ บริษัท ซึ่งอาจอยูในชวง 3 ถึง 5 เปอรเซ็นต ตัวอยาง 5.5 บริษัท ก. มีหุนกูซึ่งใหอัตราผลตอบแทนหลังภาษี 10.4% กําหนดสวนชดเชย ความเสี่ยงใหกับผูถือหุนสามัญในอัตรา 4% คํานวณตนทุนของหุนสามัญดวยวิธี Bond-Yield- Plus-Risk-Premium ไดดังนี้ rs = 10.4% + 4% = 14.4% เปรียบเทียบวิธี CAPM, DCF, และ Bond-Yield-Plus-Risk-Premium ดังไดกลาวแลววา การประมาณตนทุนของหุนสามัญอาจทําได 3 วิธี สําหรับบริษัท ก. คา rs ที่ประมาณไดจากวิธีตาง ๆ สรุปไดดังนี้ วิธี CAPM rs = 14.6% วิธี DCF rs = 14.5% วิธี Bond-Yield-Plus-Risk-Premium rs = 14.4% คาเฉลี่ยของสามวิธีนี้คือ rs = (14.6% + 14.5% + 14.4%)/3 = 14.5% ใน 3 วิธีนี้ วิธีที่เปนที่นิยมมากที่สุดคือวิธี CAPM อยางไรก็ดีธุรกิจสวนใหญจะใชวิธีใน การประมาณมากกวา 1 วิธี โดยปกติคาที่ประมาณไดจากวิธีทั้ง 3 นี้จะไมเทากัน หากคาที่ได ใกลเคียงกันจะเลือกใชวิธีใดก็ได แตถาการประมาณคาจาก 3 วิธี ใหผลที่แตกตางกันมาก ผู
  10. 10. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 128 วิเคราะหจะตองใชวิจารณญาณเลือกวิธีที่ใหคาที่สมเหตุสมผลมากที่สุดสําหรับสถานการณใน เวลานั้น การคํานวณตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก (Weighted Average Cost of Capital, WACC) ในบทนี้ไดสมมุติวาธุรกิจไดกําหนดโครงสรางเงินทุนไวแลววาในการจัดหาเงินทุนจะใช เงินทุนจากแหลงใดบางและในสัดสวนเทาใด โครงสรางเงินทุนที่กําหนดไวแลวนี้ถือเปนโครงสราง เงินทุนที่เหมาะสมที่สุดและเปนโครงสรางเปาหมายของธุรกิจ ในการคํานวณตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก เราจะใชสัดสวนของเงินทุนจากหนี้สิน หุนบุริมสิทธิ และสวนของผูถือหุนสามัญ ตามโครงสรางเงินทุนที่เปนเปาหมาย ตัวอยาง 5.6 บริษัท ก. มีโครงสรางเงินทุนที่เปนเปาหมายดังนี้คือ หนี้สิน 30% หุนบุริมสิทธิ 10% และสวนของผูถือหุนสามัญ 60% บริษัทเสียภาษีในอัตรา 30% เงินทุนจากสวนของผูถือ หุนสามัญมาจากกําไรสะสมทั้งหมด บริษัทมีตนทุนของเงินทุนดังนี้ ตนทุนของหนี้สนหลังภาษี rd(1 - T) ิ = 11%(0.7) = 7.7% ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ  rps = 10.3% ตนทุนของสวนของผูถือหุนฯ rs = 14.5% ตนทุนของเงินทุนเฉลียของบริษัท ก. คํานวณไดดังนี้ ่ WACC = wdrd(1-T) + wprp + wcers (5-6) = 0.3(11.0%)(0.7) + 0.1(10.3%) + 0.6(14.5%) = 12.04% ในที่นี้คา wd, wps และ wce คือสัดสวนหรือน้ําหนักของเงินทุนจากหนี้สิน หุนบุริมสิทธิ และสวนของผูถือหุนสามัญตามลําดับ ปจจัยที่มีผลกระทบตอตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก (WACC) ปจจัยที่มีผลกระทบตอตนทุนของเงินทุนมีหลายปจจัย ทั้งที่ควบคุมไดและควบคุมไมได ปจจัยทีธุรกิจไมสามารถควบคุมได ่ 1. การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ถาอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น จะมีผล ใหตนทุนของหนี้สินของธุรกิจสูงขึ้นดวย
  11. 11. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 129 2. สวนชดเชยความเสี่ยงตามตลาด (Market Risk Premium) ความเสี่ยงของ หลักทรัพยและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน เปนตัวกําหนดสวนชดเชยความเสี่ยงตาม ตลาดซึ่งนอกเหนือการควบคุมของธุรกิจ แตมีผลตอตนทุนของสวนของผูถือหุน รวมทั้ง WACC ดวย 3. อัตราภาษี ในการคํานวณอัตราตนทุนของหนี้สิน ตองเปนตนทุนของหนี้สินหลัง ภาษี ปจจัยทีธุรกิจสามารถควบคุมได ่ 1. นโยบายโครงสร า งเงิ น ทุ น ในบทนี้ ไ ด ส มมุ ติ ว า ธุ ร กิ จ มี โ ครงสร า งเงิ น ทุ น ที่ เ ป น เปาหมาย และคํ านวณ WACC โดยยึดสัดสวนของเงิน ทุนตามโครงสรางที่เ ปน เปาหมายนี้ อยางไรก็ดี ธุรกิจสามารถจะเปลี่ยนแปลงโครงสรางเงินทุนของตนเองได ซึ่งจะมีผลกระทบตอ ตนทุนของเงินทุน 2. นโยบายเงิ น ป น ผล การจ า ยเงิ น ป น ผลของธุ ร กิ จ อาจมี ผ ลกระทบต อ อั ต รา ผลตอบแทนที่ตองการของหุนสามัญ หรือ rs ได 3. นโยบายการลงทุน อัตราตนทุนของเงินทุนเปนสิ่งสะทอนถึงความเสี่ยงของสินทรัพย ที่ธุรกิจตองการลงทุน ธุรกิจสวนใหญจัดหาเงินทุนใหมเพื่อมาลงทุนในโครงการลงทุนหรือใน สินทรัพยใหมซึ่งไมแตกตางจากสินทรัพยที่มีอยูเดิมมากนัก จึงอาจกลาวไดวาสินทรัพยใหมมี ความเสี่ยงในระดับเดียวกับสินทรัพยเดิม อยางไรก็ดี ถาธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการ ลงทุน เชน ลงทุนผลิตสินคาใหม ตนทุนของเงินทุนที่จัดหาเพิ่มก็ควรจะสะทอนถึงความเสี่ยงของ โครงการลงทุนใหมดวย การปรับตนทุนของเงินทุนตามความเสี่ยงของโครงการลงทุน (Adjusting the Cost of Capital for Risk) ดังไดกลาวแลววา ตนทุนของเงินทุนเปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดทํางบประมาณ เงินทุน ธุรกิจจะตัดสินใจลงทุนในโครงการก็ตอเมื่อผลตอบแทนที่จะไดจากโครงการสูงกวาตนทุน ของเงินทุน เราไดศึกษามาแลวจากบทที่ 4 วาการที่นักลงทุนเลือกลงทุนในหุนของธุรกิจที่มีความ เสี่ยงสูง ยอมคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงดวย ดังนั้น ธุรกิจที่มีการลงทุนในโครงการ ที่มีความเสี่ยงสูง จึงมีตนทุนของเงินทุนสูงกวาธุรกิจที่มีการลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงต่ํา กวา
  12. 12. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 130 ภาพ 5.1 แสดงการแลกเปลี่ยนชดเชยระหวางความเสี่ยงกับตนทุนของเงินทุน โดย สมมุติใหบริษัท L เปนธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ํามี WACC 8% ในขณะที่บริษัท H เปนธุรกิจที่มี ความเสี่ยงสูงและมี WACC 12% ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ตนทุนของเงินทุนที่แสดงอยูในภาพ 5.1 เปนตนทุนของ เงินทุนโดยรวมของธุรกิจ หรือ WACC ซึ่งใชเปนเกณฑในการตอบรับหรือปฏิเสธโครงการลงทุน ทั่ว ๆ ไปโดยไมเจาะจงวาเปนโครงการใด แตในความเปนจริงแลว โครงการลงทุนแตละโครงการ จะมีความเสี่ยงไมเทากัน อัตราตนทุนของเงินทุนสําหรับแตละโครงการก็ควรจะสะทอนถึงความ เสี่ยงเฉพาะของโครงการนั้น ๆ ไมใชความเสี่ยงโดยเฉลี่ยของโครงการทั้งหมดที่ธุรกิจลงทุน ซึ่ง ความเสี่ยงโดยเฉลี่ยนี้จะสะทอนอยูในตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก หรือ WACC ของธุรกิจ ภาพ 5.1 ความเสี่ยงและตนทุนของเงินทุน 1 อัตราผลตอบแทน (%) ตอบรับโครงการ WACC 12.0 H ปฏิเสธโครงการ 10.5 A 10.0 9.5 B 8.0 L rRF ความเสี่ยง 0 ความเสี่ยง L ความเสี่ยง A ความเสี่ยง H เพื่ออธิบายประเด็นนี้ สมมุติวาทั้งบริษัท L และบริษัท H กําลังพิจารณาลงทุนใน โครงการเดียวกันคือโครงการ A สําหรับบริษัท L โครงการ A จัดวามีความเสี่ยงสูงกวาโครงการ อื่น ๆ โดยเฉลี่ยของบริษัท ในขณะที่สําหรับบริษัท H โครงการ A มีความเสี่ยงต่ํากวาโครงการ อื่น ๆ โดยเฉลี่ย จากภาพ 5.1 โครงการ A มีอัตราผลตอบแทน 10.5% ถาพิจารณาอัตรา ผลตอบแทนของโครงการ A เปรี ย บเที ย บกับ WACC ของบริ ษัท บริ ษัท L นา จะตอบรั บ โครงการ A 1 ที่มา : Brigham, Eugene F. and Ehrhardt, Michael C., Financial Management : Theory and Practice, 10th Edition, Thomson, 2002, p. 439.
  13. 13. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 131 เพราะใหผลตอบแทนสูงกวา WACC ของบริษัท L ซึ่งเทากับ 8% ในขณะที่บริษัท H นาจะ ปฏิเสธโครงการ A เพราะใหผลตอบแทนต่ํากวา WACC ของโครงการ H ซึ่งเทากับ 12% แต การตัดสินใจตามหลักเกณฑนี้ยังไมถูกตอง เพราะอัตราตนทุนของเงินทุนที่ควรใชในการตัดสินใจ ตอบรับหรือปฏิเสธโครงการไมใชอัตราตนทุนของเงินทุนของบริษัท แตควรเปนอัตราตนทุนของ เงินทุนที่ใชลงทุนในโครงการ A โดยเฉพาะ (hurdle rate) ดังนั้น ถาเปรียบเทียบอัตรา ผลตอบแทนของโครงการ A ซึ่งเทากับ 10.5% กับ WACC ของโครงการ A ซึ่งเทากับ 10.0% ทั้งบริษัท L และบริษัท H ควรตอบรับโครงการ A ไดทั้ง 2 บริษัทเพราะโครงการ A ให ผลตอบแทนสูงกวาตนทุนของเงินทุนของโครงการ สมมุติตอวาทั้ง 2 บริษัทกําลังพิจารณาโครงการ B อยูอีกโครงการหนึ่ง โครงการ B มี ความเสี่ยงเทากันกับโครงการ A แตมีอัตราผลตอบแทน 9.5% ซึ่งต่ํากวาอัตราตนทุนของเงินทุน เฉพาะของโครงการ (hurdle rate) ซึ่งเทากับ 10% ในกรณีนี้ทั้ง 2 บริษัทควรตัดสินใจปฏิเสธ โครงการ B อย า งไรก็ ดี ถ า ทั้ ง 2 บริ ษั ท ใช ห ลั ก เกณฑ ก ารตั ด สิ น ใจโดยเปรี ย บเที ย บอั ต รา ผลตอบแทนของโครงการกับอัตราตนทุนของเงินทุนของบริษัท ผลก็คือบริษัท L จะตัดสินใจตอบ รับโครงการ B เพราะใหผลตอบแทนสูงกวา 8% แตการตัดสินใจนี้จะมีผลกระทบใหมูลคาของ ธุรกิจของบริษัท L ลดลง เพราะผลตอบแทนของโครงการไมคุมคากับความเสี่ยง การประมาณตนทุนของเงินทุนสําหรับโครงการลงทุน (Estimating The Cost of Capital for Individual Projects) ถึงแมจะมีความชัดเจนวาตนทุนของเงินทุนของโครงการลงทุนขึ้นอยูกับความเสี่ยงของ โครงการ แตการประมาณความเสี่ยงของโครงการลงทุนเปนเรื่องที่ทําไดยาก ความเสี่ยงที่ เกี่ยวของกับโครงการลงทุนอาจแบงไดเปน 3 ประเภทคือ 1. ความเสี่ยงเฉพาะตัว (Stand-alone risk) เปนความเสี่ยงของโครงการลงทุนถา ธุรกิจมีการลงทุนในโครงการนั้นเพียงโครงการเดียว ความเสี่ยงเฉพาะตัววัดไดจากความผันผวน ของผลตอบแทนที่คาดหวังของโครงการ 2. ความเสี่ยงของธุรกิจ (Corporate risk or Within-firm risk) เปนความเสี่ยงของ โครงการที่มีผลกระทบตอธุรกิจในฐานะที่โครงการนั้นเปนสวนหนึ่งของกลุมโครงการที่ธุรกิจได ลงทุนไป ความเสี่ยงของธุรกิจนี้วัดจากผลกระทบของโครงการที่มีตอความไมแนนอนของกําไรใน อนาคตของธุรกิจ
  14. 14. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 132 3. ความเสี่ยงตามตลาด (Market risk or Beta risk) เปนความเสี่ยงของโครงการมอง ในแงของผูถือหุนซึ่งไดลงทุนโดยมีการกระจายความเสี่ยงอยางดีแลว โดยผูถือหุนเขาใจดีวา โครงการนั้นเปนเพียงสวนหนึ่งของกลุมโครงการลงทุนของธุรกิจที่เขาถือหุนอยู และหุนของธุรกิจ นั้ น ก็ เ ป น ส ว นหนึ่ ง ของกลุ ม หลั ก ทรั พ ย ข องเขา ความเสี่ ย งทางตลาดวั ด จากผลกระทบของ โครงการที่มีตอคาสัมประสิทธิ์เบตาของธุรกิจนั้น การลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัวหรือความเสี่ยงของธุรกิจในระดับสูง ไม จําเปนวาจะตองมีผลกระทบตอคาเบตาของธุรกิจเสมอไป อยางไรก็ดี ถาผลตอบแทนของ โครงการมีความไมแนนอนสูง และผลตอบแทนเหลานั้นมีความสัมพันธกับผลตอบแทนของ โครงการอื่น ๆ ของธุ รกิจ และสัม พัน ธกับผลตอบแทนของโครงการของธุรกิ จอื่น ๆ ดวยแลว โครงการนั้นจะมีความเสี่ยงในระดับสูงทั้ง 3 ประเภท ตัวอยางเชน สมมุติบริษัทผูผลิตรถยนต รายหนึ่งตัดสินใจจะลงทุนในโครงการผลิตรถยนตพลังงานไฟฟา บริษัทไมมีความมั่นใจวาการ ผลิ ตรถยนต ที่ใช เ ทคโนโลยีใ หม นี้จะประสบความสําเร็ จ หรือไมถ าตองผลิ ตในปริ ม าณมาก ๆ ดังนี้ถือวาโครงการนี้มีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง นอกจากนี้ผูบริหารของบริษัทยังประมาณดวยวา โครงการนี้จะประสบความสําเร็จถาภาวะเศรษฐกิจดี เพราะในภาวะเศรษฐกิจดีผูบริโภคจะมี กําลังซื้อมากขึ้น ซึ่งหมายความวาโครงการนี้มีแนวโนมจะประสบความสําเร็จถาโครงการอื่น ๆ ของบริษัทกําลังดําเนินไปดวยดี แตโครงการนี้มีแนวโนมจะลมเหลวไดถาโครงการอื่น ๆ ของ บริษัทกําลังมีปญหา จากกรณีตัวอยางนี้ถือวาโครงการผลิตรถยนตพลังงานไฟฟามีความเสี่ยง ของธุรกิจสูงดวย และทายสุดเนื่องจากผลตอบแทนของบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรม ผลิตรถยนตมีความสัมพันธอยางสูงกับธุรกิจอื่น ๆ แสดงถึงวาโครงการนี้มีคาเบตา หรือความ เสี่ยงตามตลาดสูงอีกดวย ดังนั้น โครงการนี้จึงมีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ประเภท ในทางทฤษฎี ความเสี่ยงที่สําคัญที่สุดคือความเสี่ยงตามตลาด เพราะเปนความเสี่ยงที่มี ผลกระทบโดยตรงตอราคาหุนสามัญ แตความเสี่ยงประเภทนี้เปนความเสี่ยงที่ประมาณคาได ยากที่สุด ในทางปฏิบัติผูทําหนาที่ตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการลงทุนจะประเมินความเสี่ยงทั้ง 3 ประเภทโดยใชวิจารณญาณของผูตัดสินใจในการจัดลําดับความเสี่ยงของโครงการลงทุน โดยใช คา WACC ของธุรกิจเปนคากลาง ผูประเมินจะปรับอัตราตนทุนของเงินทุนของแตละโครงการ ใหสอดคลองกับลําดับของความเสี่ยงที่จัดใหแตละโครงการ ตัวอยางเชน ธุรกิจอาจกําหนด ระดับของความเสี่ยงไว 3 ระดับ คือ ความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงปานกลาง และความเสี่ยงต่ํา จากนั้นกําหนดอัตราตนทุนของเงินทุนสําหรับความเสี่ยงแตละระดับ โดยตนทุนของเงินทุนเฉลี่ย ถวงน้ําหนัก หรือ WACC จะใชกับโครงการที่มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง สวนโครงการที่มี ความเสี่ยงสูงจะใชตนทุนของเงินทุนที่สูงกวา WACC และใชตนทุนของเงินทุนต่ํากวา WACC
  15. 15. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 133 กับโครงการที่มีความเสี่ยงต่ํา ตัวอยางเชน ถาธุรกิจมี WACC 10% ผูบริหารอาจใชอัตรา 10% ในการประเมินโครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง อัตรา 12% สําหรับโครงการที่มี ความเสี่ยงสูง และอัตรา 8% สําหรับโครงการที่มีความเสี่ยงต่ํา เปนตน อยางไรก็ดี ถึงแมวา วิธีการนี้จะดีกวาที่จะใชอัตราตนทุนของเงินทุนอัตราเดียวกันทุกโครงการโดยไมมีการปรับเลย แต การปรับอัตราตนทุนของเงินทุนตามความเสี่ยงนี้ยังจําเปนตองใชวิจารณญาณของผูบริหารเปน สําคัญ เพราะยังไมมีวิธีการอื่นใดที่ใหผลการปรับที่ถูกตองเปนที่นาพอใจ เรื่องของการปรับ ตนทุนของเงินทุนตามความเสี่ยงของโครงการนี้จะไดกลาวถึงอีกครั้งในบทที่ 7 เรื่องการประมาณ กระแสเงินสดและการวิเคราะหความเสี่ยงของโครงการ สรุป ในบทนี้ไดกลาวถึงตนทุนของเงินทุนที่ใชในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณเงินทุน ซึ่งเปน คาเฉลี่ยถวงน้ําหนักของตนทุนของเงินทุนจากหลายแหลง ไดแก หนี้สิน หุนบุริมสิทธิ และสวน ของผูถือหุน ตนทุนของหนี้สินเปนตนทุนของหนี้สินใหมหลังภาษี คํานวณจาก rd (1-T) ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ คํานวณจากเงินปนผลหุนบุริมสิทธิหารดวยราคาสุทธิของหุน บุริมสิทธิ หรือ rps = Dps/Pn ตนทุนของสวนของผูถือหุน หรือตนทุนของหุนสามัญ, rs หมายถึงอัตราผลตอบแทนที่ ผูถือหุนตองการ มีวิธีประมาณคาได 3 วิธีคือ 1) วิธี CAPM 2) วิธี DCF และ 3) วิธี Bond- yield-plus-risk-premium ธุ ร กิ จ ทุ ก แห ง จะมี โ ครงสร า งเงิ น ทุ น ที่ เ ป น เป า หมายซึ่ ง เป น ส ว นผสมของหนี้ สิ น หุ น บุริมสิทธิ และสวนของผูถือหุน ในสัดสวนที่จะทําใหไดตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนักหรือ WACC ต่ําสุด โดยคํานวณคา WACC ไดจาก WACC = wdrd(1-T) + wpsrps + wcerce ปจจัยที่มีผลกระทบตอตนทุนของเงินทุนมีหลายปจจัย ทั้งที่ควบคุมได เชน นโยบาย ของธุรกิจที่เกี่ยวกับโครงสรางเงินทุน เงินปนผล และนโยบายการลงทุน และที่ควบคุมไมได เชน อัตราดอกเบี้ย สวนชดเชยความเสี่ยงตามตลาด และ อัตราภาษี ในการจัดทํางบประมาณเงินทุน ธุรกิจควรปรับตนทุนของเงินทุนที่ใชในการประเมิน โครงการตามระดับความเสี่ยงของโครงการ
  16. 16. การจัดการสินทรัพยธุรกิจ 134 คําถามทายบท 1. คํานวณตนทุนของหนี้สินหลังภาษีตอไปนี้ ก. อัตราดอกเบี้ย 13% อัตราภาษี 0% ข. อัตราดอกเบี้ย 13% อัตราภาษี 20% ค. อัตราดอกเบี้ย 13% อัตราภาษี 35% 2. บริษัท ธารา จํากัด ออกหุนบุริมสิทธิจําหนายในราคาหุนละ 50 บาท กําหนดจายเงินปน ผลในอัตราคงที่หุนละ 3.80 บาท การออกหุนมีคาใชจาย 5% ตนทุนของหุนบุริมสิทธิ, rps เปนเทาไร 3. บริษัท วารี จํากัด ออกหุนบุริมสิทธิมีราคาตราไว 100 บาท กําหนดจายเงินปนผลในอัตรา 11% ขายไดในราคาหุนละ 97 บาท บริษัทตองมีคาใชจายในการออกหุน 5% ของราคา ขาย ตนทุนของหุนบุริมสิทธิของบริษัทนี้เปนเทาไร 4. บริษัท สายชล จํากัด มีหุนสามัญซึ่งมีราคาตลาดปจจุบันหุนละ 30 บาท คาดวาจะจายเงิน ปนผลตอนสิ้นป หุนละ 3 บาท (D1 = 3.00 บาท) และอัตราการเติบโตของเงินปนผลอยู ในอัตราคงที่ ปละ 5% ใหคํานวณตนทุนของสวนของผูถือหุนสามัญ 5. บริษัท สุขนที จํากัด มีโครงสรางเงินทุนที่เหมาะสมสําหรับบริษัทดังนี้ หนี้สิน 25% หุนบุริมสิทธิ 15 หุนสามัญ 60 รวมเงินทุน 100% บริษัทเสียภาษีในอัตรา 30% และผูลงทุนคาดหมายวากําไรและเงินปนผลจะเติบโต ในอัตราคงที่ 9% บริษัทจายเงินปนผลในปกอนหุนละ 3.60 บาท (D0) และหุนสามัญ มีราคาตลาดในปจจุบันหุนละ 60 บาท พันธบัตรรัฐบาลใหผลตอบแทน 11% อัตรา ผลตอบแทนของตลาดเทากับ 14% และบริษัทสุขนทีมีคาเบตา 1.51 บริษัทออกหุนบุริมสิทธิขายในราคาหุนละ 100 บาท กําหนดจายเงินปนผลหุนละ 11 บาท มีคาใชจายในการออกหุนหุนละ 5 บาท บริษัทออกหุนกูอัตราดอกเบี้ย 12% ก. คํานวณตน ทุนของหนี้ สิน หุนบุริมสิทธิ และของสวนของผูถือหุนสามัญ สมมุติ บริษัทสุขนทีไมมีการออกหุนสามัญใหม ข. คํานวณหาตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก (WACC)
  17. 17. บทที่ 5 ตนทุนของเงินทุน 135 6. อธิบายปจจัยที่มีผลกระทบตอตนทุนของเงินทุนเฉลี่ยถวงน้ําหนัก (WACC) ของธุรกิจ 7. ธุรกิจควรประเมินโครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงแตกตางกันอยางไร 8. ในการจัดทํางบประมาณเงินทุนของโครงการลงทุนของธุรกิจ ควรใชตนทุนของเงินทุน เฉลี่ย หรือ WACC สําหรับทุกโครงการลงทุนหรือไม อธิบาย 9. ความเสี่ยงของโครงการลงทุนมีกี่ประเภท อะไรบาง ในทางทฤษฎีความเสี่ยงประเภทใดที่ จัดวาสําคัญที่สุด เพราะเหตุใด

×