แผนที่ ลูกโลก

25,467 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
25,467
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
218
Actions
Shares
0
Downloads
114
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

แผนที่ ลูกโลก

  1. 1. ใบความรู้ เรื่อง แผนที่ – ลูกโลก ระดับ ม. 4จุดประสงค์การเรียน 1. บอกความเป็นมาและเปรียบเทียบความแตกต่างของแผนที่และลูกโลกได้ 2. บอกองค์ประกอบของแผนที่ และประโยชน์ที่ได้รับได้ .......................................................... แผนที่ หมายถึง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงลักษณะและที่ตั้งของสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏบนผิวโลกโดยการย่อส่วน และการใช้สัญลักษณ์แทนลงในวัสดุพื้นราบ ลูกโลก หมายถึงเป็นเครื่องมือ ทางภูมิศาสตร์ที่ใช้ศึ กษาลักษณะ ตาแหน่งต่างๆ บนพื้นผิวโลกได้ โดยการย่อส่วนในลักษณะทรงกลมที่คล้ายโลกจริงประวัติความเป็นมาของแผนที่ ความสามารถในการทาแผนที่เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ พฤติกรรมที่แสดงออกทางแผนที่มีมานานแล้ว เช่น พวกเอสกิโมรู้จักการทาแผนที่ด้วยการใช้ไม้สลักติดลงบนหนังแมวน้า แสดงแหล่งล่าสัตว์ ตกปลา ชาวเกาะมาร์แชลใช้เปลือกหอยแทนเกะ ก้านมะพร้าวแทนเส้นทางเดินเรือและบริเวณที่มีคลื่นจัดเป็นต้น แผนภูมิของชาวหมู่เกาะ Marshall ใช้เปลือกหอยแทนเกาะและก้านมะพร้าวแทนคลื่น
  2. 2. แผนที่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ แผนที่ของชาวเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2,300 ปี ก่อนพุทธศักราช ทาด้วยดินเหนียว แสดงกรรมสิทธิที่ดินแปลงหนึ่ง แผนที่บาบิโลนเป็นแผนที่เก่าแก่ที่สุด เมื่อ 2,500 ปี ก่อนค.ศ สมัยกรีกโบราณ ชาวกรีกโบราณเป็นผู้วางรากฐานการทาแผนที เริ่มด้วยการพิสูจน์ว่าโลกกลม เมื่อประมาณ พ.ศ. 193 ต่อมา พ.ศ. 323 อีแรโตสเตนีส (Eratosthenes) ก็วัดขนาดของโลกได้เป็นคนแรก โดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นเท่านั้น และเขาได้คิดสร้างเส้นสมมติที่เรี ยกว่า เส้นขนานและเส้นเมอริเดียน แผนที่ของอีแรตโทเทเนียส และขนาดของโลกที่คานวณได้ใกล้เคียงที่สุดเป็นคนแรก
  3. 3. ต่อมาอีกราว 370 ปี ปโตเลมี (Claudius Ptolemy) คิดทาแผนที่ให้ดียิ่งขึ้น โดยนาเอาผลงานของ อีแรโตสเตนีสมารับปรุงคิดหาวิธีกาหนดค่าของมุมของเส้นขนานและเส้นเมอริเดียน ต่อมาแผนที่ของปโสตเลมีได้หายสาบสูญไปเป็นเวลาถึง 1,500 ปี แผนที่ปโตเลมี สมัยโรมัน โรมันสนใจทาแผนที่เพื่อการเดินทาง การรบและแสดงการแผ่อาณาจักรโรมัน เช่นแผนที่ Orbis Terrarum แผนที่สมัยโรมันไม่คานึงถึงความต้องของรูปร่างของแผ่นดินมากนัก รูปร่างของแผ่นดินจึงผิดจากความจริงอยู่มาก แผนที่ของโรมันที่เรียกว่า “Orbis Terrarum” แสดงอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่
  4. 4. สมัยกลางของยุโรป ตั้งแต่ พ.ศ.843 เป็นต้นมา การทาแผนที่ขึ้นอยู่กับคติทางศาสนา เพราะในสมัยนี้ศาสนามีอิทธิพลมาก แผนที่สมัยนี้แสดงรูปร่างของโลกเป็นวงกลม มีมหาสมุทรล้อมรอบ ภายในมีทะเล แบ่งแผ่นดินออกเป็นส่วนๆ โดยมีเมืองเยรูซาเลม ตั้งอยู่ตรงกลาง เรียกว่า ที-ใน-โอ (T-in-O) แผนที่ T - In - O ประมาณ ค.ศ. 801 ชาวจีนโบราณได้คิดแผนที่ขึ้นใช้ แผนที่ที่เก่าแก่ที่สุดของจีนเป็นแผนที่ซึ่งแกะสลักด้วยหิน แสดงให้เห็นกาแพงเมืองจีนตัดข้ามแม่น้าเหลือง แผนที่เก่าแก่ที่สุดของจีน พ.ศ.1680
  5. 5. ในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 มีการประดิษฐ์เข็มทิศขึ้นใช้ในการสารวจทาแผนที่ตามชายฝั่งทะเลเรียกว่าแผนที่ปอร์โตลาน (portolan chart) นับว่าเป็นแผนที่ที่มีความถูกต้องพอใช้ แผนที่ปอร์โตลานแสดงทิศทางการเดินเรือ ในพุทธศตวรรษที่ 21 การทาแผนที่เจริญขึ้นมาก ปัจจัยส่งเสริมความเจริญทางแผนที่ในยุคนี้ มี 3ประการคือ 1. ได้มีการค้นพบแผนที่ของปโตเลมีที่หายไป 2. คิดวิธีการทาแม่พิมพ์และการพิมพ์แผนที่ 3. ค้นพบทวีปอเมริกา (โลกใหม่) แผนที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแผนที่สมัยปัจจุบันมากที่สุด คือ แผนที่ของ Deigo ribero ซึ่งทาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2072 แผนที่ของ Deigo ribero พ.ศ. 2035 ชาวเยอรมันชื่อ มาร์ติน บาเเฮม (Martin Bahaim) ได้คิดสร้างโลกจาลองขึ้นสาเร็จ นับว่าเป็นความก้าวหน้าทางแผนที่อย่างหนึ่ง ลูกโลกที่มาร์ติน บาเฮม สร้างในปี พ.ศ. 2035
  6. 6. ต่อมาได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือวัดมุมขึ้นใช้ ระยะนี้ฝรั่งเศสนับได้ว่าเป็นประเทศที่สนใจและเชี่ยวชาญในการทาแผนที่ เช่น ริเริ่มการวัดหาค่าของมุมตามเส้นเมอริเดียนขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 23 ได้มีการวางโครงข่ายสามเหลี่ยม และการทาแผนที่ ภูมิประเทศบนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสสาเร็จและประเทศอื่นๆ ก็ยังยึดหลักการทาแผนที่ของฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 เป็นต้นมา เป็นยุคแห่งการปรับปรุงแผนที่ขนานใหญ่ มีการทาแผนที่แสดงรายละเอียดทางธรณีวิทยา เศรษฐกิจ การศึกษา มีการพิมพ์สอดสีสวยงามขึ้น สมัยปัจจุบันการทาแผนที่เจริญขึ้นมาก เพราะวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบิน ภาพถ่ายจากดาวเทียม ฯลฯ ความเป็นมาของแผนที่ในประเทศไทย แผนที่ปโตเลมีฉบับที่เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ.693 เรียกบริเวณที่ตั้งประเทศไทยปัจจุบันว่าAurea Khersonesus ซึ่งแปลว่า แหลมทอง (Gloden peninsular) แผนที่ภายในประเทศที่เก่าแก่ที่สุดคือ แผนที่ยุทธศาสตร์สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พ.ศ. 1893-1912 แผนที่ในประเทศไทย การทาแผนที่ภายในเริ่มเมื่อปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2411 ได้มีการทาแผนที่บริเวณชายพระราชาอาณาเขตด้านตะวันตกของไทย เพื่อใช้กาหนดแนวเขตพรมแดนไทยกับพม่าต่อมา พ.ศ. 2413 ได้ทาแผนที่กรุงเทพฯ และกรุงธนบุรี โดยชาวต่างประเทศเป็นผู้ทาความเจริญในการทาแผนที่ของประเทศไทย เริ่มจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2418 ได้ทรงตั้งกองทาแผนที่ขึ้นตามคาแนะนาของนายเฮนรีอาลาบาสเตอร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ โดยมุ่งประโยชน์ในการตัดถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ การวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ไปพระตะบอง และทาแผนที่ปากอ่าวเพื่อการเดินเรือ ใน พ.ศ. 2424 ได้จ้างชาวอังกฤษ คือแมคคาร์ธี มาเป็นเจ้ากรมแผนที่ มีการวางโครงข่ายสามเหลี่ยมจากประเทศไทยไปลาว-เขมร
  7. 7. ต่อมาได้ทาแผนที่มาตราส่วน 1 : 2,000,000 แสดงดินแดนประเทศไทย รวมทั้งลาว-เขมร และทาแผนที่บริเวณที่ราบภาคกลาง มาตราส่วน 1 : 100,000 งานทาแผนที่ของประเทศไทยระยะต่อมา พอสรุปได้ดังนี้ 1. พ.ศ. 2444 เริ่มสารวจและทาแผนที่โฉนดขึ้นเป็นครั้งแรก 2. พ.ศ. 2447 มีการทาแผนที่ตามแนวพรมแดนด้านลาวและเขมรโดยชาวฝรั่งเศส 3. พ.ศ. 2453-2493 ทาแผนที่ทั่วไปภายในประเทศ เป็นแผนที่มาตราส่วน 1 : 50,000 ระยะเวลา 40ปีนี้ทาแผนที่เสร็จประมาณ 50 % 4. พ.ศ. 2455 เริ่มสารวจทาแผนที่ทางทะเล 5. พ.ศ. 2466 เริ่มงานสมุทรศาสตร์ 6. พ.ศ. 2468 นายชัตตัน(N.Sutton) อาจารย์วิชาภูมิศาสตร์โรงเรียนสวนกุหลาบ ร่วมมือกับกรมแผนที่ทหาร ทาแผนที่เย็บเล่มขึ้นเป็นครั้งแรก 7. พ.ศ. 2495 เริ่มโครงการทาแผนที่ประเทศไทย ตามข้อตกลงระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นการทาแผนที่มาตราส่วน 1: 50,000 ขึ้นใหม่ทั่วประเทศ 8. พ.ศ. 2504 กรมแผนที่ทหารได้ทาแผนที่เฉพาะวิชา มาตราส่วน 1 : 1,000,000 ขึ้น 10 ชนิด 9. พ.ศ. 2507 ปรับปรุงแก้ไขแผนที่เฉพาะให้ทันสมัยขึ้น และย่อส่วนเป็นมาตราส่วน 1 : 2,500,000 10. พ.ศ. 2510-2512 เป็นต้นมา ก็ปรับปรุงแก้ไขแผนที่เฉพาะวิชาชุดเดิม แล้วรวบรวมเป็นแผนที่เล่มมีคาอธิบายประกอบแผนที่เฉพาะแต่ละชนิด ทาให้สะดวกในการศึกษาและใช้เป็นอย่างมาองค์ประกอบของแผนที่ 1. ขอบระวางแผนที่ เพื่อความสวยงาม มัก มีตัวเลขแสดงค่าพิกัดภูมิศาสตร์ หรือบอกชื่อของแผนที่ไว้ 2. ชื่อแผนที่ เพื่อบอกว่าเป็นแผนที่ชนิดใด ใช้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องใด 3. สัญลักษณ์ คือสิ่งที่กาหนดขึ้นในแผนที่เพื่อแทนสิ่งต่าง ๆที่ปรากฎในพื้นที่จริง แบ่งเป็น(จุด เส้น สี ภาพ หรือเป็นพื้นที่ ) 4. ทิศทาง แผนที่ทุกแผ่นต้องกาหนดทิศไว้ เพื่อให้ผู้ใช้แผนที่สามารถความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฎได้ถูกต้อง โดยทั่วไปจะกาหนดทิศเหนือเสมอ 5. มาตราส่วน เป็นสิ่งที่แสดงให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางในแผนที่กับระยะทางจริงบนผิวโลก เนื่องจากแผนที่เป็นการย่อส่วนพื้นผิวโลก มาตราส่วนที่นิยมใช้ มี 2 แบบ คือ แบบกราฟิก และแบบตัวเลข 6. เส้นโครงแผนที่ เป็นภาพถ่ายทอดลักษณะของพื้นผิวโลก เส้นขนาน และเส้นเมอริเดียนลงบนพื้นราบ โดยใช้วิธีการสร้างรูปทรงเรขาคณิตการสมมติ ให้มีจุดกาเนิดแสงอยู่ภายในโลก และส่องมากระทบกับผิวโลกทาให้เงาของเส้นขนานและเส้นเมอริเดียนทอดมาปรากฎบนวัตถุราบรูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงกรวย ทรงกระบอก เป็นต้น
  8. 8. ข้อแตกต่างของแผนที่ – ลูกโลก ลูกโลก แผนที่ 1. เป็นทรงกลม 1. เป็นทรงแบน 2. ใช้ศึกษาการหมุนรอบตัวเองและดวง 2. ไม่สามารถหมุนได้ อาทิตย์ 3. ใช้ศึกษาเฉพาะโครงสร้างของประเทศ 3. ศึกษารายละเอียดของพื้นที่ได้มากกว่า ต่างๆ เช่น แผนที่ตาบล แผนที่อาเภอ แผนที่ จังหวัดประโยชน์ของแผนที่ 1. ด้านการคิดดาเนินชิวิตประจาวัน ผู้ใช้แผนที่จะได้รับประโยชน์ ดังนี้ 1.1 การเดินทาง ใช้แผนที่แสดงเส้นทางคมนาคม ถนนและรถประจาทางเป็นต้น 1.2 สภาพลมฟ้าอากาศ ทราบถึงลักษณะของลมฟ้าอากาศของท้องถิ่นในแต่ละวัน 2. ด้านการศึกษา ใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน ช่วยให้เข้าใจเรื่องที่ศึกษาได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ ดังนี้ 3.1พัฒนาการท่องเที่ยว ใช้แผนที่เป็นเครื่องมือเดินทางท่องเที่ยว 3.2พัฒนาการสาธารณูปโภค เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ 3.3พัฒนาการอนามัย สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชากร 4. ด้านการปกครองและงานราชการ แผนที่ช่วยเสริมงานราชการ ดังนี้ 4.1 กาหนดอาณาเขตของจังหวัดและประเทศให้แน่นอน 4.2 การเดินทางไปปฏิบัติราชการยังท้องถิ่นทุรกันดารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น 5. ด้านการทหาร แผนที่มีประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์การทหาร เช่น ทราบถึงเส้นทางการเดินทาง ทาเลที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศของพื้นที่สงคราม เป็นต้น

×