Your SlideShare is downloading. ×
  • Like
  • Save
The evolution of science curriculum in the United States (Thai Version) โดย กอบวิทย์  พิริยะวัฒน์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Now you can save presentations on your phone or tablet

Available for both IPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

The evolution of science curriculum in the United States (Thai Version) โดย กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์

  • 7,413 views
Published

Presentation นำเสนอวิวัฒนาการหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษา ของสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา …

Presentation นำเสนอวิวัฒนาการหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษา ของสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเป็นกรณ๊ศึกษาที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษาของประเทศไทยต่อไป

Published in Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
7,413
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3

Actions

Shares
Downloads
0
Comments
1
Likes
1

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. นาเสนอเพือแลกเปลียนเรียนรู้ และเป็ นแนวทาง ่ ่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ศึกษาของประเทศไทย magnegis@hotmail.com http://teacherkobwit2010.wordpress.com
  • 2. วันนีเ้ ราจะพาทุกท่ านไปเรียนรู้ และทาความเข้ าใจ เกียวกับวิวฒนาการของหลักสู ตรวิทยาศาสตร์ ของ ่ ั ประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้ าจะดีให้ ดเี ราก็ต้องไปศึกษา ที่สหรัฐอเมริกากันดีกว่ า !
  • 3. ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • 4. สนุกครับ / สนุกค่ ะ
  • 5. ผมอยากรู้ ว่า สมัยก่ อนการเรียนวิทยาศาสตร์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ของเราเป็ นอย่ างไรหรือครับ
  • 6. เพือให้ ทุกๆคนเข้ าใจวิวฒนาการของหลักสู ตรวิทยาศาสตร์ ่ ัในประเทศสหรัฐอเมริกาของเรามากขึน ครูจะพา ้ ว้าว!พวกเราไปพบกับ ท่ าน ผอ. ซูซาน ซึ่งเป็ น น่ าสนใจจังผู้เชี่ยวชาญด้ านวิทยาศาสตร์ ศึกษาของสหรัฐอเมริกาเรา
  • 7. สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ ท่าน ผอ.ซู ซานสวัสดีจ้า! เด็กๆทุกคน ดิฉัน ผอ.ซู ซาน ค่ ะ
  • 8. ท่ าน ผอ.ครับ พอดีว่าในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เด็กๆเขาอยากทราบว่ า สมัยก่อนการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ ของประเทศเราเป็ นอย่ างไร ผมจึงพาเด็กๆมาเรียนรู้ กบ ท่ าน ผอ.ครับ ั ดีมากเลยเด็กๆ ถ้ าอยากจะค่ ะ! ทราบเกียวกับวิทยาศาสตร์ ่ ศึกษาของอเมริกา เดียว ๋ ผอ.จะเล่าให้ ทุกๆคนฟัง
  • 9. แล้วเราจะเริ่มตั้งแต่ สมัย ไหนกันดีครับ เริ่มตั้งแต่กาเนิดประเทศอเมริกาของ เราเลยดีไหมครับ ! ฮ่ า ฮ่ า ! จริงๆแล้ว วิทยาศาสตร์ ศึกษาก็เริ่มต้ น มานานตั้งแต่ เป็ นประเทศ ของเราแล้วค่ะ แต่ ยงไม่ ค่อย ั มีการบันทึกที่ชัดเจนนัก
  • 10. เอาอย่ างนีนะจ๊ ะ! ผอ. จะเล่ า ้ ให้ พวกเราฟังตั้งแต่ สมัยทีมี ่ การบันทึกและมีการเปลียน ่ แปลงทางวิทยาศาสตร์ ศึกษา เกิดขึนอย่ างชัดเจนแล้วกัน ้รับทราบครับ /ค่ ะ
  • 11. ยุคสปุตนิก คศ.1960-1970 ยุคก่อนปฏิรูป ยุค TIMSS (Third Internationalก่อน คศ.1942-1945 Mathematics and Science Study) คศ. 1980-ปัจจุบัน
  • 12. แล้วยุคก่อนการปฏิรูป นี่เริ่มต้ นขึนเมื่อไหร่ ครับ ้ผมค้นข้ อมูลไม่ เจอเลยครับ ยุคก่อนการปฏิรูป เริ่มตั้งแต่ ก่อน ค.ศ. 1942 ตอนนั้น วิทยาศาสตร์ เป็ นวิชาหนึ่งใน หลักสู ตรการเรียนการสอนทุก ระดับชั้นการสอนวิทยาศาสตร์ เป็ นแบบ“อนุรักษ์ นิยม”
  • 13. การสอนวิทยาศาสตร์ เป็ นแบบ “อนุรักษ์ นิยม” เป็ นอย่ างไรหรือครับการสอนวิทยาศาสตร์ เป็ นแบบ“อนุรักษ์ นิยม” ก็คือ ครู เป็ นผู้ให้ ความรู้ (active) นักเรียน เป็ นผู้รับความรู้ (passive) นั่นเองค่ะ
  • 14. นี่ไงค่ ะ ภาพการสอนในปี 1942 การครู เป็ นผู้ให้ ความรู้ (active) นักเรียนเป็ นผู้รับความรู้ (passive)
  • 15. ต่ อมาในปี ค.ศ. 1942 เกิด เหตุการณ์ ครั้งสาคัญขึนบนโลก ้ ของเราแล้วเกียวข้ องประเทศ ่ สหรัฐอเมริกาของเราด้ วย ทราบไหมคะว่ า คือเหตุการณ์ ใดเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเปล่าครับ ? ใช่ แล้วค่ ะ
  • 16. นี่ไงค่ะ ภาพสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึน ้
  • 17. แล้วรู้ไหมคะว่า สงครามครั้งนั้นส่ งผลอย่ างไร ต่ อการศึกษาวิทยาศาสตร์ ของสหรัฐอเมริกาอย่ างไร เด็กหนุ่มจานวนมากถูกเกณฑ์ มาเข้ ารับการฝึ กในกรมกองต่ างๆเพือเข้ าสู่ สนามรบทาให้ ทหารเกณฑ์ ส่วนใหญ่ มทกษะทางคณิตศาสตร์ ่ ี ั และวิทยาศาสตร์ ต่ามาก
  • 18. นักวิทยาศาสตร์ ช้ันนาเกิดความกังวลว่ าคนรุ่นใหม่ อาจไม่ สามารถรักษาความเป็ นผู้นาทางเทคโนโลยี ด้ านการทหารของประเทศไว้ ได้ ในอนาคต
  • 19. จากนั้น ในปี 1945 ดร.แวนวาร์ บุช (Dr.Vannevar Bush) ผู้อานวยการสานักงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ จัดทารายงานชื่อ “วิทยาศาสตร์ ขอบเขตทีไม่ สิ้นสุ ด ่ (Science the Endless Frontier)” ขึน ้
  • 20. จากนั้น ได้ จัดตั้งองค์ กรระดับชาติ ทาหน้ าทีจัดสรร ่ งบประมาณการวิจัยและดาเนินนโยบายเพือเพิม ่ ่ กาลังคนด้ านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี ในปี 1950 มีการก่อตั้งมูลนิธิ วิทยาศาสตร์ แห่ งชาติ (The National Science Foundation : NSF)
  • 21. อย่ างนีการก่อตั้งมูลนิธิ ้ วิทยาศาสตร์ แห่ งชาติกน่าจะ ็ ทาให้ วทยาศาสตร์ ของ ิ อเมริกาดีขนสิครับ ึ้ มันไม่ แค่ น้ันนะสิคะในปี 1957 ชาวอเมริกาเรียกร้ อง ให้ มการปฏิรูปเพราะความรู้ สึก ีว่ าการเป็ นผู้นา ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีถูกคุกคาม รู้ ไหมคะ ว่ าเพราะอะไร?
  • 22. อ๋อ! หนูจาได้ ว่า คุณครูเคยสอนว่า ในวันที่ 4 ตุลาคมปี 1957 รัสเซียสามารถส่ ง ยานสปุตนิกขึนสู่ อวกาศ ้ ใช่ แล้วครับ เก่งมา ลูกศิษย์ ครู
  • 23. นั่นคือจุดเริ่มต้ นของยุคใหม่ ของ การปฏิรูปการศึกษาวิทยาศาสตร์ ของอเมริกา เป็ นทีมาของชื่อยุค ่ “สปุตนิก” นั่นเองค่ะ ในปี 1958 รัฐบาลกลางอนุมัติงบประมาณ จานวนมากให้ กบโครงการปฏิรูปการศึกษา ั วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ ช่วงการบริหารประเทศของEisenhower ประธานาธิบดีไอเซ่ นฮาวร์ (1953-1961) ต่ อเนื่อง มาถึงประธานาธิบดีเคนเนดี(1961-1963) JFK
  • 24. 1. การเพิมความรู้ ของครู ่ 2. การพัฒนาเนือหาวิชา ้ วิทยาศาสตร์ ให้ หลักสู ตรและวิธีการเรี ยนการ มหาวิทยาลัยต่ างๆจัด สอนวิทยาศาสตร์ จัดทา หลักสู ตรอบรมครู หลักสู ตรใหม่ ให้ มีรูปแบบและ เนือหาตามที่นักวิทยาศาสตร์ คิด ้ ว่าเหมาะสมในการเตรียม พืนฐานสาหรับวิชาชีพ ้ วิทยาศาสตร์
  • 25. แล้วหลักสู ตรใหม่ ที่ พัฒนาขึนมานีมีลกษณะ ้ ้ ั สาคัญอย่ างไรบ้ างครับ? พัฒนาขึนโดย ้ นาความตืนเต้ นของ ่ นักวิทยาศาสตร์ ช้ันนาการวิจยและการค้ นพบ ั ทางวิทยาศาสตร์ เข้ า ของประเทศ ไปสู่ ช้ ันเรียน นักเรี ยนเรี ยนรู้ แนวคิด ผ่านการทากิจกรรม ต่ างๆ ซึ่งช่ วยพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหา
  • 26. อย่ างนี! การศึกษาวิทยาศาสตร์ ของ ้ ประเทศเราก็น่าจะดีขนนะสิครับ ึ้ ไม่ เพียงแค่ นี้นะคะ! ในปี 1965 รอง ประธานาธิบดี ฮิวเบิร์ต ฮัมฟรีย์ ได้ เสนอให้ รัฐบาลของประธานาธิบดีจอห์ นสั นออก กฏหมายพระราชบัญญัติการศึกษาระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (Elementary and Secondary Education Act of 1965 ) อีกด้ วยHubert Humphrey
  • 27. ผลจากการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษา ในครั้งนั้น ได้ ส่งผลต่ อความสาเร็จ ครั้งยิงใหญ่ ของชาวอเมริกน ! ่ ั เด็กๆรู้ ไหมคะ ว่ าคืออะไร?
  • 28. ใช่ แล้วค่ ะ !ในช่ วงประธานาธิบดีเคนเนดี สหรั ฐอเมริกาส่ งมนุษย์ อวกาศไปลงดวงจันทร์ ได้ สาเร็จ ประชาชนพอใจทีได้ รับความเป็ นผู้นากลับคืนมา และรู้ สึกว่ าปั ญหาด้ าน ่ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศได้ รับการแก้ไขแล้ ว
  • 29. โห น่ าภูมใจจังเลยครับ! อย่ างนี้ ิ แสดงว่ าหลักสู ตรใหม่ ช่วยพัฒนา การศึกษาวิทยาศาสตร์ ของประเทศ ของเราให้ ดีขนนะเนี่ย ึ้เหมือนว่ ากาลังจะไปได้ ด้วยดี แต่ ไม่ ใช่ อย่ างนั้นนะคะ อ้าว ! ทาไมละครับ ท่ าน ผอ.
  • 30. ช่ วงปี 1970 นั้น ปัญหาสั งคมต่ างๆ เช่ น ปั ญหาด้ านสิ ทธิมนุษยชน การแบ่ งแยกสี ผว สงครามเวียดนาม ิ เศรษฐกิจตกต่า ทาให้ ประชาชนค่ อยๆ ลดความสนใจในการปฏิรูป วิทยาศาสตร์สงครามเวียดนาม การแบ่ งแยกสีผว ิ
  • 31. และหลักสู ตรใหม่ ยงถูก ั วิจารณ์ อย่ างหนัก ใช่ แล้ ว ครู จะบอกให้ เพราะว่าละเลยความรู้ พืนฐาน (Basic Knowledge) ทีมีเนือหาและ ้ ่ ้แนวความคิดยากเกินความสามารถของเด็กทัวไป ่ ทั้งยังไม่ เหมาะสมต่ อเด็กที่เป็ นชนกลุ่มน้ อยและ เด็กทีมีความบกพร่ องทางสติปัญญา ่ อย่ างนีนี่เอง ้
  • 32. ช่ วงนั้นนะ สั บสนมากเลย สั บสนอะไร ครับครูรู ปแบบการศึกษามักจะเคลือนทีไปมาระหว่ างสองขั้ว คือ ขั้วอนุรักษ์ นิยม ่ ่ซึ่งเน้ นความรู้ พนฐาน และครู เป็ นศู นย์ กลางการเรียนการสอน กับขั้ว ื้เสรีนิยม (Progressive) ซึ่งมีนักเรี ยนเป็ นศู นย์ กลางของการเรี ยนการสอน ในทีสุด ในปี ่ 1975 ก็ยกเลิก หลักสู ตรใหม่
  • 33. ผมเป็ นครู กอยากรู้ เหมือนกันครับ ็ ว่ าทาไมถึงยกเลิกหลักสู ตรใหม่ การปฏิรูปเน้ นเฉพาะการทา นักการศึกษาไม่ ได้ มส่วน ี หลักสู ตร แต่ขาดกระบวนการ ร่ วมในการปฏิรูปตั้งแต่ ต้น สาคัญอืนๆ เช่ น การจัดทา ่ ทาให้ ขาดการ สนับสนุนใน นโยบายและแผนงานระยะยาว หน่ วยงานอืนๆ ่ เพือสืบเนื่องการปฏิรูปในระดับ ่ รัฐและเขตการศึกษา การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษา ต้ องได้ รับความ ร่ วมมือจากทุกฝ่ ายที่ครู ซึ่งไม่ มบทบาทใด ี เกียวข้ อง ่ ใดเลยในการพัฒนา หลักสู ตรใหม่
  • 34. เห็นไหมครับเด็กๆ ในทีสุด ่ก็สิ้นสุ ดยุคสปุตนิกซะแล้ว ! แล้วต่ อไป ยุคอะไร ล่ะครับ อยากรู้ จัง
  • 35. ยุคต่ อมาคือ ยค TIMSS ุย่ อมาจาก Third International Mathematics and Science Study ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ปี 1980-ปัจจุบน ั ว้ าว! ถึงยุคปัจจุบันแล้ ว
  • 36. หลังจากยุคสปุตนิกเริ่มมีเสี ยงเรี ยกร้ อง ให้ รัฐบาลหันมาให้ ความสนใจการ ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษาอีกครั้งเมื่อในปี 1981 ที.เอช.เบลล์ (T.H. Bell) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งคณะกรรมการแห่ งชาติว่าด้ วยความเป็ นเลิศทางการศึกษา (The National Commision ofExcellence Education) เพือทารายงานเกี่ยวกับคุณภาพ ่การศึกษา ในสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า “ประเทศในภาวะเสี่ ยง ที.เอช.เบลล์ (T.H. Bell)(A Nation At Risk )” ชี้ให้ เห็นคะแนนมาตรฐาน แบบสอบ ความถนัดทางวิชาการของนักเรียน มัธยม ซึ่งมีแนวโน้ มต่าลงเรื่อยๆ
  • 37. ช่ วงนั้นมีเอกสารสาคัญ สิ่ งหนึ่งเกิดขึน ! ้เอกสารอะไรหรือ ครับ ท่ าน ผอ.
  • 38. ที่มา https://www.msu.edu/~dugganha/rethinkintro.htm
  • 39. เอกสารนีเ้ กียวกับ ่ อะไรหรือครับ ท่ าน ผอ.กล่าวถึงความจาเป็ นในการสร้ างประเทศ ซึ่งประชาชนทุกคนมีความรู้ ความเข้ าใจวิทยาศาสตร์(Science literacy)
  • 40. แล้วยังมีเอกสารอืนๆทีเ่ กียวข้ องกับ ่ ่ การศึกษาวิทยาศาสตร์ อกไหมครับ ี เอกสารสาคัญที่รัฐต่ างๆนาไปใช้ เป็ นแนวทางในการจัดทามาตรฐานและโครงสร้ างหลักสู ตรวิทยาศาสตร์ ในทุกระดับชั้ น รวมทั้งหลักสู ตรการเตรียมครู วทยาศาสตร์ การอบรมครู วทยาศาสตร์ และการวัดผล ิ ิประเมินผลทางวิทยาศาสตร์ ศึกษา ได้ แก่ National Science Education Standards ของ National Research Council (NRC, 1996)
  • 41. อ๋อ! ครูเคยเห็นหนังสืออยู่ในห้ องสมุดเดียวครูไปหยิบมาให้ ดูนะ ๋
  • 42. แล้วยังมีการดาเนินการอะไรนอกจากนี้ อีกหรือเปล่า ครับมีค่ะ! ในปี 1989 รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์ จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ได้ จัดทาเปาหมาย ้การศึกษาของชาติจานวน 6 ข้ อทีรัฐบาล ่จะต้ องทา ให้ ได้ ภายในปี 2000 โดยออกเป็ นกฎหมายชื่อ พระราชบัญญัติอเมริกา 2000 : จอร์ จ เอช. ดับเบิลยู. บุชความเป็ นเลิศในการศึกษา (America 2000:Excellence in Education Act)
  • 43. ประธานาธิบดีจอร์ จ บุช นี่มีวสัยทัศน์ จริงๆ ิ เลยนะครับ แล้วต่ อมาในสมัยประธานาธิบดี คลินตัน เป็ นอย่างไรบ้ างครับมีค่ะ! ในปี 1992 ได้ ออกกฎหมายชื่อ Goals2000: Education America Act (1994) โดยกาหนดเปาหมายการศึกษาของชาติเพิมขึน ้ ่ ้จากของประธานาธิบดีบุชอีก 2 ข้ อ รวมเป็ น8 ข้ อโดยเปาหมายข้ อ 4 กล่าวว่าภายในปี ้2000 นักเรียนอเมริกนต้ องสอบวิทยาศาสตร์ ประธานาธิบดีคลินตัน ั และคณิตศาสตร์ ได้ เป็ นที่ 1 ของโลก โห! ที่ 1 ของโลกเลย
  • 44. อ๋อ! ผมจาได้ แล้ว มีการจัดตั้งหน่ วยงาน ชื่อ สถาบันมาตรฐานการศึกษาและการ พัฒนาแห่ งชาติ (National EducationStandards and Improvement Council : NESIC) ทาหน้ าทีออกใบรับรอง ่มาตรฐานการศึกษาวิทยาศาสตร์ ให้ กบรัฐ ั และเขตการศึกษาทีสนใจ ่ อเมริกาเราทุ่มขนาดนี้ การศึกษา วิทยาศาสตร์ ของเราต้ องดีขนึ้ แน่ นอนใช่ ไหมครับ
  • 45. ผิดคาดค่ ะ!ในปี 1995มีรายงานผลการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในระดับนานาชาติ (The Third International Mathematicsand Science Study, TIMSS) ผลพบว่านักเรียนในเกรด 8และ เกรด 12 ของอเมริกามีคะแนนสอบอยู่ในกลุ่มสุ ดท้ ายส่ งผลให้ ประชาชนและนักการเมืองมองเห็นอย่างชัดเจนว่ าภาวะความเป็ นผู้นา ของอเมริกากาลังสั่ นคลอน การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษา คือทางออกเพือช่ วงชิงความเป็ นหนึ่งใน ่โลกกลับคืนมา อ้าว! ทาไมกลับกลายเป็ นแบบนี้ แล้วทายังไงกันต่ อไปล่ะครับทีนี้
  • 46. ทั้ง 50 รัฐมีมติเป็ นเอกฉันท์ ยอมรับเป้ าหมายและมาตรฐาน การศึกษาวิทยาศาสตร์ ของชาติ
  • 47. แล้วประเทศของเราทาอย่ างกันต่ อไปล่ะ ครับทีนี้ !ในปี 1993 –2001 ประธานาธิบดีคลินตันแห่ งพรรคเดโมแครต ซึ่งดารงตาแหน่ งติดต่ อกันถึง2 วาระเป็ นเวลา 8 ปี ได้ ประกาศให้ การปฏิรูปการศึกษาเป็ นวาระแห่ งชาติและได้ เป็ นผู้นาในการปฏิรูปการศึกษาอย่ างต่ อเนื่อง โดยให้ ความสนับสนุนทั้งด้ านการเสนอกฎหมายและงบประมาณเพือการปฏิรูปการศึกษา รวมทั้ง ประธานาธิบดีคลินตัน ่การดาเนินงานตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาให้บรรลุตามเปาหมาย ้
  • 48. ท่ านประธานาธิบดีคลินตัน นี่เก่งจังเลย นะครับ ให้ ความสาคัญและสนับสนุน ในด้ านการศึกษาเป็ นอย่ างมากในปี 2001 – 2009 ประธานาธิบดีจอร์ จดับเบิลยู บุช ได้ ให้ ความ สาคัญต่ อการปฏิรูปการศึกษาเป็ นอันดับแรกเช่ นเดียวกันโดยมุ่งดาเนินการปฏิรูปการศึกษาเพือ ่อนาคตของเยาวชนอเมริกนทุกคน จึงได้ ัดา เนินการสานต่ อด้ านนโยบายเพือ ่ปรับปรุงการ ดาเนินงานปฏิรูปการศึกษาให้บรรลุเป้ าหมายยิงขึน ่ ้
  • 49. ครู ทราบมาอีกว่ า นอกจากนี้การปฏิรูป การศึกษาของประธานาธิบดีบุช ยังมี เปาหมายทีจะให้ เด็กอเมริกนทุกคนได้ รับ ้ ่ ั การศึกษาทีมีคุณภาพสู ง ่โดยจัดทาแผนการปฏิรูปการศึกษาของประธานาธิบดีจอร์ จ ดับเบิลยู บุชปรากฏตามร่ างกฎหมาย “เยาวชนอเมริกนทุกคนต้ องได้ รับการศึกษาทีมี ั ่คุณภาพสู ง” (No Child Left Behind Act of 2001) เพือปรับปรุ งการ ่ปฏิรูปการศึกษาตามกฎหมายว่ าด้ วยการประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
  • 50. ถึงกระนั้น ผลการเรียนของนักเรียน สหรัฐอเมริกาในวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ก็ยงอยู่ในเกณฑ์ ต่า ั อ้าว ทาไม ล่ะครับเดี๋ยว ผอ.จะวิเคราะห์ ให้ ฟังนะคะ มีปัญหาสาคัญสามประการที่ต้องนา มาพิจารณา กล่ าวคือ มีครู จานวนมากเกินไปทีสอนไม่ ตรงวุฒิ (Out – of – field) มีนักเรียน ่ น้ อยเกินไปทีลงทะเบียนเรี ยนรายวิชาชั้ นสู งและมีโรงเรี ยนน้ อย ่ เกินไปทีจัดการเรี ยนการสอนตามหลักสู ตรและใช้ ตารา ่ เรียนทีมีความท้าทาย ่
  • 51. รู้ อย่ างนีแล้ว รัฐบาลดาเนินการ ้ อย่ างไรบ้ างหรือครับ การพัฒนาหลักสู ตรคณิตประชาคมอุดมศึกษา (Higher ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ให้Education Community) เพือ ่ เข้ มข้ นมากขึน การปรับปรุง ้สร้ างรู ปแบบหุ้นส่ วนความ การพัฒนาวิชาชีพครู ด้านร่ วมมือกับมหาวิทยาลัยเพือ่ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ยกระดับมาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ให้ สถาบันวิจยหลักมีส่วน ั ร่ วมเสริมสร้ างการศึกษาการเสริมสร้ างการศึกษา ด้ านคณิตศาสตร์ และ ด้ านคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ระดับอนุบาลวิทยาศาสตร์ ให้ เข้ มแข็ง ถึงชั้นปี ที12ให้ เข้ มแข็ง ่
  • 52. และแล้ วก็มาถึงท่ านประธานาธิบดีบารัก โอบาโม คนปัจจุบันกันบ้ าง อยากรู้จังว่ ามีเหตุการณ์ สาคัญอะไรเกิดขึนบ้ าง ้ ประธานาธิบดี โอบามา
  • 53. รู้ อย่ างนีแล้ว รัฐบาลโอบามา ้ ดาเนินการอย่ างไรบ้ างหรือครับ สนับสนุนให้ แรงงานใน ประกาศว่ าจะตั้งประธานฝ่ าย อุตสาหกรรมพัฒนาทักษะการ เทคโนโลยี (CTO – Chief ทางานตัวเองให้ ตรงกับความ Technology Officer) ของ ต้ องการของภาคธุรกิจที่ ประเทศเป็ นคนแรกใน เปลียนไปอย่ างรวดเร็ว ่ ประวัตศาสตร์ เพือมาคุมงาน ิ ่ ด้ านวิทยาศาสตร์ โดยตรง จ้ างครู สายวิทยาศาสตร์ เพิมเติม อุดหนุน ่ ทุนการศึกษาสาหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
  • 54. นอกจากนี้ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) ต้ องการสร้ างนวัตกรรมด้ าน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพือปรับปรุ ง ่ ประสิ ทธิภาพในการผลิตของอเมริกาในแผนการของโอบามานั้นกล่าวถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใน ภาพรวม โดยเน้ นเทคโนโลยีทอเมริกาต้ องลงทุนอย่ างเร่ งด่ วนใน ี่ ระยะเวลาสิ บปี ข้ างหน้ า 3 ชนิด คือ พลังงานทดแทน, ชีวการแพทย์ (biomedical) และสเต็มเซลล์
  • 55. โห! ท่ าน โอบามา เน้ นพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ มากๆเลยนะครับยังไม่ หมดเพียงเท่านีนะคะ ท่ าน ้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ยังมีนโยบายในการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ ของอเมริกาอีกดังนีค่ะ ้
  • 56. พัฒนาศักยภาพในการแข่ งขันของ อเมริกา- ลงทุนในวิทยาศาสตร์ : เพิมงบประมาณภาครัฐ ่ด้ านการวิจัยทัวไปเป็ น 2 เท่าภายในเวลา 10 ปี ่- ลงทุนในการวิจัยระดับมหาวิทยาลัย: ขยายขอบเขตการวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา
  • 57. เตรียมความพร้ อมให้ เด็กและเยาวชน อเมริกนสู่ ศตวรรษที่ 21 ั- ประกาศให้ การศึกษาด้ านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็ นวาระแห่ งชาติ: รับสมัครครู ทจบ ี่การศึกษาด้ านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยตรง-พัฒนาคุณภาพการสอบวัดความทางวิทยาศาสตร์ :ทางานร่ วมกับผู้ว่าการรั ฐและนักการศึกษาเพือ่ปรับปรุ งวิธีการสอบวัดความรู้ ให้ สามารถวัดผลทักษะการคิดเชิ งทีเ่ ป็ นเหตุเป็ นผล
  • 58. เตรียมความพร้ อมให้ เด็กและเยาวชน อเมริกนสู่ ศตวรรษที่ 21 ั-สนับสนุนทุนเรี ยนด้ านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในระดับอุดมศึกษา- เพิมจานวนบัณฑิตด้ านวิทยาศาสตร์ และ ่คณิตศาสตร์ : ปรับปรุ งคุณภาพการศึกษาด้ านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับชั้นมัธยมปลาย
  • 59. ใช้ วทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ ิ นวัตกรรมเพือแก้ ปัญหาร้ ายแรงที่ ่ ประเทศกาลังเผชิ ญเทคโนโลยีและการ สื่ อสารในศตวรรษที่ 21-ลงทุนในการพัฒนาพลังงานทดแทนที่เป็ นมิตรต่ อสิ่ งแวดล้อม- ปรับปรุ งโครงข่ ายความปลอดภัยสาธารณะ:นาเทคโนโลยีสมัยใหม่- ลงทุนในการวิจัยด้ านชี วการแพทย์ (biomedical):- ลงทุนในการวิจัยสเต็มเซลล์ (stem cell):
  • 60. โห! ท่ านโอบามาเนี่ย ทุ่มเททั้ง นโยบายและงบประมาณเพือพัฒนา ่ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของ อเมริกาอย่ างมากมายเลยนะครับใช่ แล้ วค่ ะ พวกหนูจึงนับว่ าโชคดีมากที่ได้ เกิดอยู่ในยุคสมัยนี้ ซึ่งจะเติบโตเป็ นกาลังสาคัญของประเทศชาติในอนาคต เอ! แล้วครู หลายๆคนทีเ่ ก่งๆ ทีเ่ ข้ า มาสอนวิทยาศาสตร์ ทโรงเรียนของ ี่ เรานี่เขาเป็ นใครหรือครับ
  • 61. อ๋อ ! เด็กๆหมายถึงพวกเขาเหล่านีใช่ ไหมเอ่ย! ้
  • 62. อ๋อ! พวกเขาเหล่านีกเ็ ป็ น ้อาสาสมัครในโครงการ Teach for America นั่นเองครับ ใช่ แล้วค่ ะ ! นับว่าเป็ นอีกหนึ่งส่ วน สาคัญทีชาวอเมริกัน ร่ วมกันระดม ่ ความรู้ ความสามารถเพือมาเป็ นครู ่ สอนหนังสื อทีโรงเรียนเพือยกระดับ ่ ่ การศึกษาวิทยาศาสตร์ ของอเมริกาพีๆ เขาเก่ง และใจดีมากๆเลยครับ ผม ่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ กบพีๆเขามาก ั ่
  • 63. “Teach for America” ซึ่งเปิ ดโอกาสให้นักศึกษาทีเ่ รียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ หรือทางานมาพักหนึ่งเข้ าอบรมเป็ นเวลา 3 - 6 เดือน เพือเข้ าถึงจิตวิทยา ่ของเด็กๆ เข้ าใจวิธีการสอนทีถูกหลัก หลังจากนั้นพวก ่เขาจะถูกส่ งไปสอนทัวประเทศ ผสมผสานกับอาจารย์ ่ประจา ทาการเรียนไม่ ให้ เป็ นการเรียนแบบ “จมกับหนังสื อ” แต่ เรียนแล้วสามารถนาไปปฏิบัตได้ จริง ิ
  • 64. ครู ทมาจากโปรแกรม Teach for America ี่เป็ นหนุ่มสาวไฟแรงต่ างสาขาอาชีพ พวกเขาต่ างมีความปรารถนาทีจะพัฒนาประเทศสิ่ งทีได้ ตอบแทน ่ ่คือเงินเดือนทีคดเป็ นรายได้ ไม่ แพ้การทางานออฟฟิ ศ ่ ิทีสาคัญพวกเขาได้ รับเกียรติและการสรรเสริญจาก ่สั งคมอเมริกนเป็ นอย่ างมาก ั
  • 65. จากที่ ผอ. กับคุณครู เล่ ามาให้ เด็กๆฟังนี้พอทาให้ เด็กๆเข้ าใจเกี่ยวกับ ความเป็ นมาของการศึกษาวิทยาศาสตร์ ของประเทศเรามากขึนไหมคะ ้ เข้ าใจครับ/ค่ ะ
  • 66. ดังนั้น ความหวังของประเทศสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาด้ านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพือเป็ นผู้นาของโลก ก็ฝากไว้ กบเด็กๆทุกคน ่ ั ทีจะต้ องเติบโตเป็ นกาลังสาคัญในการพัฒนา ่ ประเทศของเราในอนาคตต่ อไป
  • 67. อ้าว! เด็กๆครับวันนี้หมด เวลาแล้ ว ขอบคุณท่ าน ผอ.ซู ซานทีได้ ให้ ความรู้ กบ ่ ั เราทุกคนกันหรือยังขอบคุณค่ ะ ขอบคุณครับ
  • 68. บทสรุป การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษาในอเมริกา เกิดขึนจากความต้ องการ ้เป็ นทีหนึ่งในโลกไม่ ว่าจะด้ านเศรษฐกิจ สั งคม หรือการเมือง บทเรียน ่จากจุดอ่อนของการปฏิรูปครั้งแรกในยุคสปุตนิก ถูกนามาแก้ไขอย่ างระมัดระวังในการปฏิรูปครั้งหลัง โดยเน้ นความสาคัญทีการพัฒนาครู ่ทั้งทางด้ านองค์ความรู้ ทักษะการสอนและการวัดผล ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้ างของหน่ วยงานอืนๆทั้งหมดทีเ่ กียวข้ อง ่ ่กับระบบการศึกษา เนื่องจากการปฏิรูปเป็ นสิ่ งทีไม่สามารถทาให้ เสร็จ ่ได้ โดยรวดเร็ว แนวนโยบายทีมนคง ไม่ เปลียนแปลงตามภาวะ ่ ั่ ่การเมือง การสนับสนุนด้ านงบประมาณอย่ างต่ อเนื่องจากรัฐบาลกลางรวมทั้งวิสัยทัศน์ ของผู้นา ประเทศ จึงเป็ นปัจจัยสาคัญทีจะนาการ ่ปฏิรูปไปสู่ เป้ าหมายทีต้องการ ่
  • 69. การศึกษาเป็ นปัจจัยพืนฐานทีสาคัญทีสุดในการวางรากฐานความ ้ ่ ่เข้ มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอานาจอย่ างสหรัฐอเมริกา แต่ หากประชาชนส่ วนใหญ่ ขาดศักยภาพทีจาเป็ นต่ อการ ่พัฒนาประเทศแล้ว ย่ อมไม่ อาจรักษาความเป็ นมหาอานาจไว้ ได้ ดังนั้นผู้นาสหรัฐฯ คนปัจจุบันจึงต้ องหาแนวทางพัฒนาการศึกษาของประเทศอย่ างเร่ งด่ วน ทั้งนี้ เบืองหลังนโยบายด้ านการศึกษาทั้งหมดของนาย ้โอบามา คือ การระดมความคิดเห็นจากครู อาจารย์ นักการศึกษาทัวสหรัฐฯ ่รวมถึงการดึงผู้มประสบการณ์ ด้านการศึกษาเข้ ามาร่ วมงาน จึงมันใจใน ี ่ระดับหนึ่งได้ ว่าการศึกษาของสหรัฐฯ จะพัฒนาในทางทีดีขน ่ ึ้
  • 70. เอกสารอ้ างอิงนลินี ทวีสิน. ผู้นาสหรัฐฯ เร่ งแก้วกฤติการศึกษาของประเทศ . ิ http://www.vcharkarn.com/varticle/38475 . สื บค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2555สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ . การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา . กรุ งเทพฯ : กลุ่มพัฒนานโยบายวิทยาศาสตร์ศึกษา สกศ., 2543.สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่ งชาติ . แผนการปฏิรูปการศึกษาของประธานาธิบดีจอร์ จ ดับเบิลยู. บุช .กรุ งเทพฯ : กลุ่มพัฒนานโยบายวิทยาศาสตร์ศึกษา สกศ., 2544.ไม่ปรากฏผูแต่ง . นโยบายด้านเทคโนโลยีของบารัค โอบามา . ้ http://www.siamintelligence.com/obama-technology-agenda/ . สื บค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2555Jim Goodnight and Keith Krueger. 2008.Why Obama Cant Ignore Education Tech. http://www.businessweek.com/technology/content/dec2008/tc20081223_067401.htm?campaign_id=rss_tech.AAAS (American Association for the Advancement of Science). 1998. Blueprints for Reform: Science, Mathematics, and Technology Education. Project 2061. Washington, D.C.: AAAS.NSTA (National Science Teachers Association). 1998. NSTA Standards for Science Teacher Preparation. http://www.iuk.edu/faculty/sgilbert/nstastand98.htm.