• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Research4
 

Research4

on

  • 1,454 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,454
Views on SlideShare
1,454
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
8
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Research4 Research4 Presentation Transcript

    • การเลือกหัวข้อและการสร้างปัญหาในการวิจัย เอกสารประกอบการสอน วิชา 427-302 Social Sciences Research Methodology
    • ปัญหาการวิจัย (Research Problem) หมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัย ใคร่รู้คำตอบ ดังนั้น การกำหนดปัญหาการวิจัย จึงหมายถึง การระบุประเด็นที่นักวิจัยสงสัย และประสงค์ที่จะหาคำตอบ ปัญหาการวิจัย (Research Problem)
    • การเลือกหัวข้อและการสร้างปัญหาในการวิจัย การเลือกหัวข้อและการกำหนดปัญหาในการวิจัย (selection topic and formulation of a research problem) เป็นงานขั้นตอนแรกสุดของกระบวนการวิจัย ซึ่งมีอยู่ 5 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การกำหนดปัญหาในการวิจัย การสร้างรูปแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการตีความและ สรุปผล (Selltiz et.al., 1976 : 12)
    • การเลือกหัวข้อและการสร้างปัญหาในการวิจัย ปัญหาการวิจัย เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน (basic elements) 1 ใน 4 อย่างของการวิจัย คือ 1. ปัญหาการวิจัย (research problem) , 2. ตัวแปร (variable) , 3. ความสัมพันธ์ (relation) และ 4. สมมติฐาน (hypothesis) (Nachmias and Nachmias , 1987 : 55)
    • การเลือกหัวข้อและการสร้างปัญหาในการวิจัย “ ปัญหาการวิจัย ” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยทุกโครงการเพราะ “ ถ้าไม่มีปัญหาก็จะไม่มีการวิจัย (no problem, no research) ”
    • ความหมายของปัญหาการวิจัย ปัญหาการวิจัย (statement of problem) หมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัย ใคร่รู้คำตอบ และการหาคำตอบนั้นจะต้องกระทำอย่างมีระบบที่เชื่อถือได้ เช่น ทำไมชาวชนบทจึงนิยมอพยพย้ายถิ่นเข้ามาหากินในเมืองหลวง , ปัญหาเรื่องการสร้างบ้านพักให้ข้าราชการในชนบทจะแก้ปัญหาเรื่องการขาดขวัญ กำลังใจ ของข้าราชการในชนบทหรือไม่ , เหตุใดนิสิตนักศึกษาไม่ต้องการทำงานในราชการ แต่ต้องการทำงานในเอกชน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหา ก่อให้เกิดความสงสัยอยากรู้ ที่มีระบบระเบียบที่เชื่อถือได้
    • องค์ประกอบของการเลือกและกำหนดปัญหาในการวิจัย 1. การเลือกหัวข้อในการวิจัย (selecting a topic for research) 2. การกำหนดปัญหาในการวิจัย (formulating a specific research problem)
    • องค์ประกอบของการเลือกและกำหนดปัญหาในการวิจัย 1.  ชื่อเรื่องในการวิจัย (research title) 2. หัวเรื่องหรือหัวข้อในการวิจัย (research topic) 3. ประเด็นของการวิจัย (research issue) 4. ปัญหาในการวิจัย (research problem) 5. สมมติฐานในการวิจัย (research hypothesis)
    • การเลือกปัญหาการวิจัย นักวิจัยที่เพิ่งเริ่มต้น ทั่วๆไป มักคิดว่าไม่รู้จะวิจัยเรื่องอะไร หรือไม่มีเรื่องจะวิจัย หรือคิดว่าเรื่องนี้ ปัญหานี้มีคนทำมาแล้วทั้งนั้น ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่า ท่านคิดผิด เพราะแท้จริงแล้ว มีปัญหาอยู่มากมายรอบตัวเรา เพราะ
    • การเลือกปัญหาการวิจัย 1. ตัวแปรที่เกี่ยวกับเวลา สถานที่ ชุมชน บุคคล องค์การ วิธีการบริหาร อาชีพ สถานการณ์ ฯลฯ มีความผันแปรตลอดเวลา ยากต่อการสรุปมากกว่าเรื่องของฟิสิกส์ เคมี หรือคณิตศาสตร์
    • การเลือกปัญหาการวิจัย 2. ปัญหาทางสังคมศาสตร์นั้น ไม่ได้คงที่แน่นอนตลอดเวลา 3. ปัญหา หรือ ข้อสรุปต่างๆทางสังคมศาสตร์ที่เคยศึกษามาแล้ว ต้องการ การตรวจสอบ เพื่อให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ
    • การเลือกปัญหาการวิจัย 4. การศึกษาที่ผ่านมาต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเสมอ เพราะในช่วงเวลาที่แปรเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป ปัญหานั้นควรจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากตัวแปรใหม่มัก เกิดขึ้นอยู่เสมอ
    • การเลือกปัญหาการวิจัย ด้วยเหตุนี้ นักวิจัย จึงไม่ควรคิดว่า ตนเองนั้นไม่มีปัญหาสำหรับทำวิจัย เพราะปัญหานั้นมีอยู่แล้วมากมาย แต่ท่านยังหาไม่พบ เท่านั้นเอง
    • แหล่งของปัญหาการวิจัย นักวิจัยอาจหาข้อปัญหาการวิจัยได้ จาก แหล่งต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์ผลงานวิจัยที่คนอื่นเคยทำมาก่อนในเรื่องที่ตนเองสนใจ และกำลังศึกษาอยู่ พร้อมทั้ง วิพากษ์วิจารณ์และคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามหาช่องว่าง หรือ ช่วงที่ขาดตอนสำหรับเรื่องนั้นๆ ที่เรายังไม่เข้าใจ หรือหาคำอธิบายเรื่องนั้นไม่ได้ ก็จะได้ปัญหาสำหรับการวิจัย
    • แหล่งของปัญหาการวิจัย 2. นำคำพูด ข้อเสนอแนะของผู้รู้ต่างๆ ตลอดจนเรื่องราวที่ถกเถียงหรือเป็น ข้อขัดแย้งที่ยังไม่ได้ ทำการทดลองด้วยวิธีการวิจัยมาเป็นปัญหาสำหรับการวิจัย 3. วิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยพิจารณาว่าสังคมมีการ เปลี่ยนแปลงตามสภาพ เวลา และเทคนิควิทยาการต่างๆอาจทำให้เกิดปัญหาได้
    • แหล่งของปัญหาการวิจัย 4. วิเคราะห์ปัญหาจากการสนทนา หรือปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ ในกรณีที่เป็น นักศึกษา อาจใช้วิธีปรึกษา ( เท่านั้น ... อย่าไปถามว่าจะทำเรื่องอะไรดี ! ) กับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือ อาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชานั้นๆ 5. ศึกษาปัญหาจากสถาบันต่างๆ หรือสถานที่ที่มีการวิจัย หรือบุคคลที่ทำการวิจัย โดยเข้าร่วม โครงการวิจัยนั้น ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวทางในการเลือกปัญหาได้
    • ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 1. รวบรวมข้อมูลก่อน ที่จะให้คำจำกัดความของหัวข้อปัญหาอย่างชัดเจน เพราะข้อมูลนั้นอาจ ไม่ครอบคลุมปัญหานั้นๆอย่างสมบูรณ์ 2. หาข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และพยายามคิดปัญหาให้เหมาะสมกับข้อมูล เพราะข้อมูลที่เก็บมาจาก แหล่งใดแหล่งหนึ่งอาจไม่มีความสมบูรณ์
    • ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 3. ข้อ ปัญหาและความมุ่งหมาย ของการวิจัย ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบแหล่งของการเก็บรวบรวม ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการสรุปผลหรือข้อยุติต่างๆ 4. ทำวิจัยโดย ไม่อ่านผลงานวิจัย ของบุคคลอื่น ที่คล้ายๆกัน ทำให้ผู้วิจัยมีความรู้แคบและอาจเกิด ความยุ่งยากในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้
    • ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 5. ทำวิจัยโดย ไม่มีความรู้พื้นฐาน ทางทฤษฎี หรือ ไม่มีทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานทางการวิจัย จะก่อให้ เกิดปัญหาในการวางแผนงานวิจัย หรือ การตั้งสมมติฐาน และอื่นๆ 6. ข้อตกลงเบื้องต้นไม่ชัดเจน ทำให้การวิจัยนั้นไม่กระจ่างชัด และผู้ทำการวิจัยไม่เห็น แนวทาง ในการทำวิจัยนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง อาจเป็นผลให้การแปลผลการวิจัยผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริงได้
    • ข้อผิดพลาดในการเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 7. การวิจัยที่ มีปัญหาครอบจักรวาล ไม่จำกัดขอบเขต เป็นสาเหตุให้การทำวิจัยนั้นไม่รู้จักจบสิ้น เพราะไม่ทราบว่ามีขอบเขตแค่ใหน ( หาที่ลงไม่ได้ )
    • วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 1. ให้เลือกปัญหาที่ตนเอง มีความสนใจจริงๆ 2. สะสมความรู้ความจริงและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้มากที่สุด 3. เลือกสรรความรู้ความจริงที่สะสมไว้ โดยพิจารณาที่เกี่ยวข้องจริงๆ
    • วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 4. เขียนสมมติฐานการวิจัยให้ชัดเจน 5. เลือกสรรสมมติฐานที่จะมีข้อมูลมาทดสอบได้ 6. เลือกปัญหาที่ตนเอง มีความรู้พอจะทำได้ 7. เลือกปัญหาที่ตนเอง มีเครื่องมือที่จะทำวิจัยได้
    • วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 8. เลือกปัญหาการวิจัยโดยคำนึงถึง เงิน และ เวลา พอจะทำได้ 9. เลือกปัญหาที่มีความสำคัญพอเพียงที่จะได้รับอนุมัติให้ทำได้ 10. เลือกปัญหาที่ให้ความรู้ใหม่ ไม่ซ้ำซ้อนกับที่เคยทำโดยไม่จำเป็น
    • วิธีวิเคราะห์และเลือกหัวข้อปัญหาการวิจัย 11. เลือกปัญหาที่เป็นประโยชน์ ทั้งในแง่การนำไปใช้ และเสริมความรู้ใหม่ 12. เลือกปัญหาที่จะชี้ช่องให้คนอื่นทำวิจัยต่อไปได้
    • กรอบแนวคิดในการทำวิจัย นิยามเชิงปฏิบัติการ ลักษณะทั่วไปของนิยามเชิงปฏิบัติการ สิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิด สรุปความสัมพันธ์ของแนวคิด นิยาม ตัวบ่งชี้ และคำถาม
    • กรอบแนวคิดในการทำวิจัย กรอบแนวคิด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อปัญหาการวิจัย การมีกรอบแนวคิดจะทำให้นักวิจัยสามารถจัดระเบียบข้อมูลได้ และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพราะกรอบแนวคิดเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ เข้าไว้ภายใต้หัวข้อเดียวกัน
    • กรอบแนวคิด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อปัญหาการวิจัย การให้แนวความคิดจึงต้องชัดเจน และสามารถพิสูจน์ได้ การมีกรอบแนวคิดจะทำให้นักวิจัยสามารถจัดระเบียบข้อมูลได้ และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพราะกรอบแนวคิดเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ เข้าไว้ภายใต้หัวข้อเดียวกัน
    • เมื่อนักวิจัยกำหนดจุดความสนใจหรือปัญหา ที่จะต้องการหาคำตอบ ได้แล้ว เพื่อให้สามารถจัดระบบความคิดให้กับสิ่งที่ตั้งคำถามและสนใจที่จะศึกษา นักวิจัย จะต้องปฏิบัติในสิ่งต่อไปนี้ .....
    • สมมติว่า นักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง " ปัจจัยทางสังคมบางประการที่มีอิทธิพลต่อการมี ส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น " สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนวคิด ทฤษฎี และตำราต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน ว่า " ปัจจัยทางสังคม " " การมีส่วนร่วม " และ " กิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น ณ พื้นที่ที่จะเข้าไปศึกษา " นั้น มีคำอธิบายว่าอย่างไร และในการศึกษาวิจัยนี้กำหนดขอบเขตการอธิบายไว้แค่ไหน ขั้นตอนนี้เอง ที่เรียกว่า การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย
    • สมมติว่า นักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง " การศึกษา กระบวนการตัดสินใจของพนักงานเทศบาลระดับบริหาร เพื่อนำนโยบายทาง การเมืองไปปฏิบัติ " สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนวคิด ทฤษฎี ตำราต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน ให้กับสิ่งที่เรียกว่า " กระบวนการตัดสินใจ " ว่าอะไรบ้างที่อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ และการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร บุคคลจะต้องอาศัยอะไรบ้างในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฯลฯ เพื่อกำหนดขอบเขตการอธิบายให้แน่นอน ขั้นตอนนี้เอง ที่เรียกว่า การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย
    • สมมติว่า นักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง " ความพึงพอ ใจในการปฏิบัติงานของนักประชาสงเคราะห์ในส่วน ภูมิภาค " สิ่งแรกที่ ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนว คิด ทฤษฎี ตำราต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน กับสิ่งที่เรียกว่า " ความพึงพอใจ " นั่นคือ นักวิจัยจะต้องค้นคว้าให้กระจ่างว่า พฤติกรรมที่เรียกว่าความพึงพอใจ นั้น มีลักษณะอย่างไร และสิ่งที่เรียกว่า " ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการทั่วไป " ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แล้วไปค้นคว้าเพิ่มเติมว่า " คนที่รับราชการในตำแหน่งนักประชาสงเคราะห์ " มีภารกิจอะไรบ้าง ความยากง่ายของงาน ความพร้อมของหน่วยงาน ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ฯลฯ ซึ่งการกำหนดขอบเขตขององค์ความรู้ที่กล่าวมา ก็คือ การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย ฯลฯ
    • นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) หลังจากที่นักวิจัยกำหนดกรอบแนวคิด ในการวิจัยได้ เรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนต่อไป นักวิจัยจะต้องให้ความหมายของแนวคิด โดย จะต้องค้นหาสิ่งบ่งชี้ (Indicators) ว่าสิ่งที่ต้องการวัดนั้น จะใช้อะไรมาวัด
    • ในความหลากหลายบนโลกมนุษย์ เราจะพบบ่อยๆ ว่าแนวความคิด (Concept) บางอย่างไม่สามารถเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์และอธิบายสิ่งที่ต้องการวัดได้โดยง่าย เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติ การเรียนรู้ ฯลฯ เพราะแนวความคิดเหล่านี้มีลักษณะเป็นนามธรรม
    • ดังนั้น การจะตอบความหมายของแนวความคิดเหล่านี้ จึงไม่อาจใช้เพียงวิธีนำเสนอภาพ หรือชี้ไปยังวัตถุหรือบุคคลหรือเหตุการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาในขั้นตอนนี้ จึงต้องใช้วิธีให้คำจำกัดความ โดยจะต้องเป็นคำจำกัดความที่สามารถนำไปปฏิบัติได้
    • ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยคือ ปรากฏการณ์ทางสังคมส่วนใหญ่ไม่สามารถจะวัดได้โดยตรง หรือวัดได้แต่มีความยุ่งยากในเรื่องความถูกต้อง และความเชื่อถือได้ของการวัด เราจะวัดการมีส่วนร่วมทางการเมืองในท้องถิ่นนั้นอย่างไร เราจะวัดทัศนคติหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างไร
    • ก่อนจะตัดสินใจว่าจะวัดอย่างไร เราจึงต้องกำหนดความหมายหรือคำจำกัดความของตัวแปรต่างๆ เสียก่อน คำจำกัดความของตัวแปร จะต้องชี้วัดลงไปว่า สิ่งที่เราพูดถึงนั้นมีลักษณะอย่างไร อะไรเป็นเครื่องวัด
    • คำจำกัดความที่กำหนดขึ้นจะมีลักษณะที่ชี้ลงไปว่า อะไรคือสิ่งที่จะใช้วัดแนวความคิดซึ่งมีความหมายกว้างๆ หรือเป็นนามธรรม คำจำกัดความเช่นนี้เรียกว่า คำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) ซึ่งก็คือคำจำกัดความที่สามารถนำไปเก็บข้อมูลมาได้ โดยในคำนิยามนั้นจะมีตัวบ่งชี้ (Indicator) ของสิ่งที่เราจะศึกษา ซึ่งโดยปกติเราไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง
    • ลักษณะทั่วไปของนิยามเชิงปฏิบัติการ การให้กำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) เป็นการกำหนดทิศทางสำหรับนักวิจัยในการปฏิบัติเหมือนกัน เข้าใจปรากฏการณ์เป็นอย่างเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว นิยามเชิงปฏิบัติการประกอบด้วยลักษณะสำคัญ คือ
    • คุณลักษณะหรือองค์ประกอบของตัวแปร พฤติกรรมที่แสดงออก เกณฑ์ที่เป็นเครื่องชี้วัด
    • สิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิด 1. ท่านได้กำหนดความหมายของแนวคิด (Concept) ต่างๆ ไว้แน่นอนชัดเจนแล้วหรือไม่ 2. คำศัพท์ที่ต้องใช้ ได้มีการนิยามไว้แน่นอนชัดเจนเพียงใด 3. มีการกำหนดแนวคิด (Concept) ต่างๆ อย่างพอเพียงและถูกต้องหรือยัง
    • สิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิด 4. แนวคิด (Concept) บางประการ จำเป็นต้องกำหนดข้อจำกัดเพิ่มอีกหรือไม่ 5. เมื่อกลุ่มที่ศึกษาเปลี่ยนไป ความหมายเปลี่ยนตามไปหรือไม่ เช่น อายุ เพศ ฯลฯ 6. ท่านกำหนดความหมายต่างๆ โดยมีอะไรเป็นพื้นฐาน
    •