• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
 

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

on

  • 3,543 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,543
Views on SlideShare
3,375
Embed Views
168

Actions

Likes
3
Downloads
155
Comments
0

2 Embeds 168

http://www.udcancer.org 166
http://webcache.googleusercontent.com 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อาชีวอนามัยและความปลอดภัย Presentation Transcript

    • อาชีวอนามัยและความปลอดภัย(Occupational Health and Safety) กนกวรรณ ธาตุทาเล ศูนย์ มะเร็งอุดรธานี 24 กุมภาพันธ์ 2555
    • ความหมายของอาชีวอนามัยและความปลอดภัย• อาชีวะ (Occupation) : หมายถึงบุคคลที่ประกอบสัมมาชีพหรื อคนที่ประกอบอาชีพทั้งมวล ่• อนามัย (Health) : หมายถึงสุ ขภาพอนามัย ความเป็ นอยูที่สุขสมบูรณ์ของผูประกอบอาชีพ ้อาชีวอนามัย หมายถึง งานที่เกี่ยวข้ องกับการควบคุมดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพทังหมด เป็ นงานที่ ้เกี่ยวข้ องกับการปองกันและส่งเสริ มสุขภาพอนามัย รวมทัง้ ้การดารงคงไว้ ซงสภาพร่างกาย และจิตใจที่สมบูรณ์ของผู้ ึ่ประกอบอาชีพทุกอาชีพ
    • อาชีวอนามัย (Occupational Health )หมายถึง สุขภาพอนามัยในผู้ประกอบอาชีพที่มีความเกี่ยวข้ อง หรือมีความสัมพันธ์ กันระหว่ างสุขภาพของผู้ปฏิบตงาน กับสภาพงาน หรือสภาพ ั ิสิ่งแวดล้ อมในการทางานอาชีพ(การทางาน) สุขภาพอนามัย
    • ความปลอดภัย (Safety) : หมายถึง สภาพแวดล้อมของการทางาน ที่ปราศจากภัยคุกคาม ไม่มีอนตราย ั(Danger) และความเสี่ ยงใดๆ (Risk) ในทางปฏิบติ ันั้นอาจจะไม่สามารถควบคุมอันตรายหรื อความเสี่ ยงในการทางานที่มีผลต่อสุ ขภาพ การบาดเจ็บการพิการ การตายได้ท้ งหมด ั แต่ตองมีการ ้ดาเนินงาน มีการกาหนดกิจกรรมด้านความปลอดภัยเพื่อให้เกิดอันตรายหรื อความเสี่ ยงน้อยสุ ดเท่าที่จะทาได้
    • ลักษณะงานด้านอาชีวอนามัยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ประชุมร่ วมกันให้ลกษณะงานด้าน ัอาชีวอนามัยไว้ ประกอบด้วยลักษณะงาน 5 ประการสาคัญคือ1. การส่ งเสริ ม (Promotion) หมายถึง การส่ งเสริ มและธารงรักษาไว้ เพื่อให้แรงงานทุกอาชีพมีสุขภาพร่ างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่ ่สมบูรณ์ที่สุด และมีความเป็ นอยูในสังคมที่ดีตามสถานะที่พึงมีได้2. การป้ องกัน (Prevention) หมายถึงงานด้านป้ องกันผูที่ทางาน ้ไม่ให้มีสุขภาพอนามัย เสื่ อมโทรมหรื อผิดปกติอนมีสาเหตุอน ั ัเนื่องมาจากสภาพ สภาวะการทางานที่ผิดปกติ
    • 3. การป้ องกันคุมครอง (Protection) หมายถึง การปกป้ อง ้คนทางานในสถานประกอบการ หรื อลูกจ้างไม่ให้ทางานที่เสี่ ยงต่อสภาพการทางานทีอนตรายจนเป็ นสาเหตุสาคัญที่ทา ่ ัให้เกิดปัญหาอุบติเหตุ การบาดเจ็บจากการทางานได้ ั4. การจัดการงาน (Placing) หมายถึง การจัดสภาพต่างๆของการทางาน และปรับสภาพ ให้ทางานในสิ่ งแวดล้อมของการทางานที่เหมาะสมกับความสามารถของร่ างกายและจิตใจของแต่ละคนมากที่สุดเท่าที่จะทาได้ โดยคานึงถึงความเหมาะสมในด้านต่างๆ โดยการนาเอาด้านการลงทุนมาประกอบพิจารณาถึงความเป็ นไปได้ดวย้
    • ั5. การปรับงานให้กบคนและปรับคนให้กบงาน ั (Adaptation) หมายถึง การปรับสภาพของงานและของคนให้สามารถทางานได้อย่างเหมาะสม ่ คานึงถึงสภาพทางสรี ระวิทยามากที่สุด อยูในพื้นฐานของความแตกต่างกันของสภาพร่ างกาย และจิตใจ พยายามเลือกจัดหางานให้เหมาะสมกับสภาพร่ างกายมากที่สุด เพื่อประสิ ทธิภาพ ของงาน ทางานให้เกิดประสิ ทธิผลมากที่สุด
    • อาชีวอนามัย เป็ นการศึกษาถึงปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการทางาน วิธีการทางาน สภาพของงานสิ่งแวดล้ อมในการทางาน ความเหมาะสมของเครื่ องมือที่ใช้ ในการทางาน ลักษณะท่ าทางการทางาน ความซาซากของงาน้ เป็ นสาเหตุทาให้ เกิดโรค เกิดความผิดปกติของร่ างกาย เกิดการบาดเจ็บหรื อความพิการ ทุพลภาพ
    • ขอบเขตของงานอาชีวอนามัย worker สภาพสิ่งแวดล้ อมของงาน(Working environment)
    • worker การ อันตรายและ การ การค้ นหา อุบัตเหตุจาก ิ ส่ งเสริม ปองกัน ้ โรค การทางาน สุขภาพ โรค อนามัย การฟื ้ นฟู สุขภาพ
    • โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Diseases) หมายถึง โรคหรื อความเจ็บป่ วยที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ปฏิบติงาน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสัมผัสสิง ั ่ คุกคาม หรื อสภาวะแวดล้ อมในการทางานที่ไม่เหมาะสม โดยที่อาการของความเจ็บป่ วยนันๆ อาจ ้เกิดขึ ้นกับผู้ปฏิบติงานในขณะทางาน หรื อหลังจาก ัการทางานเป็ นเวลานานเช่น โรคพิษตะกัว โรคซิลิโค ่ สิส โรคพิษสารตัวทาละลาย โรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ และการบาดเจ็บจากการทางานฯลฯ
    • สภาพสิ่งแวดล้ อมของงาน (Working environment)โดยใช้ หลักการทางอาชีวสุขศาสตร์ (Occupational hygiene) มีหลักการอยู่ 3 ข้ อด้ วยกันคือ - การรู้ปัญหา (Recognition) - การประเมินอันตราย (Evaluation) - การควบคุม (Control)
    • การรู้ ปัญหา (Recognition)อันตรายจากสิ่งแวดล้ อมทางด้ านกายภาพ เช่ น อุณหภูมิ เสียง แสง รังสี ความกดดันบรรยากาศที่ผิดปกติ อันตรายจาก สารเคมี อันตรายจากด้ านชีวภาพ ปั ญหาทางด้ านการยศาสตร์ ได้ แก่ ความเหมาะสมของ เครื่องมือ เครื่องจักร และวิธีการปฏิบัตงาน ิ
    • การประเมินอันตราย (Evaluation) ต้ องมีการประเมินระดับอันตราย โดยการตรวจสอบ การตรวจวัด เปรียบเทียบกับค่ ามาตรฐาน การควบคุม (Control)โดยใช้ มาตรการ วิธีการที่เหมาะสมในการแก้ ไขปั ญหา
    • สิ่งแวดล้ อมของงานที่มี โรคจากการทางาน การตรวจวินิจฉัย ผลกระทบต่ อสุขภาพ การดูแลรั กษา คนงานที่มีสุขภาพดี ความสัมพันธ์ ระหว่ างคนและสิ่งแวดล้ อมของงาน เมื่อไม่ มีการจัดการทางด้ าน สิ่งแวดล้ อมที่มีผลกระทบต่ อสุขภาพ
    • สิ่งแวดล้ อมของงานที่มี ผลกระทบต่ อสุขภาพ โรคจากการ การตรวจวินิจฉัย ทางาน การรู้ปัญหา การดูแลรักษา การประเมิน อันตราย การควบคุมอันตราย สิ่งแวดล้ อมของงานที่ไม่ คนงานที่มีสุขภาพดี เป็ นอันตรายต่ อสุขภาพความสัมพันธ์ ระหว่ างคนและสิ่งแวดล้ อมของงาน ที่มีการจัดการทางด้ านสิ่งแวดล้ อม
    • โรคจากการประกอบอาชีพที่เป็ นปั ญหาในประเทศไทย แบ่งเป็ น - อุบติภย/การบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ ั ั(Accidents/Occupational Traumatic Injuries)การบาดเจ็บของกล้ ามเนื ้อ กระดูก และข้ อ (MusculoskeletalInjuries) - โรคปอดจากการประกอบอาชีพ (OccupationalLung Diseases) รวมถึงโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ เช่นโรคซิลิโคสิส โรคบิสสิโนสิส โรคแอสเบสโตสิส และอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ฯลฯ - โรคพิษจากสารโลหะหนัก (Heavy MetalPoisoning) เช่น โรคพิษตะกัว โรคพิษจากสารหนูปรอท ่แมงกานีส ฯลฯ
    • - โรคพิษจากสารกาจัดศัตรูพืช(PesticidePoisoning) และเวชศาสตร์ เกษตรกรรม - โรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ(Dermatological Disorders) - ภาวะการได้ ยินเสื่อมจากเสียงดัง (OccupationalHearing Loss) - ภาวะเป็ นพิษต่อระบบประสาท (NeurotoxicDisorders) - โรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพ (OccupationalCancers) - โรคหัวใจและหลอดเลือด(CardiovascularDiseases) - ปัญหาสุ ขภาพจิตและความเครี ยดจากการทางาน (Psychological Disorders and Work Stress)
    • ปั ญหาสุขภาพแบ่ งได้ เป็ น 2 กลุ่มใหญ่ คือโรคหรื อความผิดปกติจากการทางาน (Occupational disease) เกิดจากการสัมผัสหรื อได้ รับตัวการเกิดโรคขณะทางาน ซึ่งอาจได้ รับ เป็ นระยะเวลานานๆจนเกิดอาการปรากฏ หรื อได้ รับในปริมาณที่มากในระยะเวลาสันๆ และต้ องได้ รับการตรวจวินิจฉัยการ ้ยืนยันจากแพทย์ หรื ออาจสรุ ปได้ ว่า เป็ นโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทางาน(Worked related disease) และต้ องสอดคล้ องกับสภาพแวดล้ อมของงาน หรื อตัวก่ อโรค เช่ น การสูญเสียการได้ ยน โรค ิsilicosis ที่เกิดจากการทางานในบรรยากาศที่มีฝุ่นหินทรายและหายใจเอาฝุ่ นหินทรายเข้ าไปในปอด อาการอักเสบของกล้ ามเนือ เอ็น หรื อ ้ข้ อต่ อที่เกิดจากการทางานซาซากจากการใช้ ท่าทางที่ไม่ เหมาะสมเป็ น ้เวลานาน ฯลฯ (จึงจาเป็ นต้ องมีข้อมูลพืนฐานสุขภาพก่ อนเข้ าทางาน ้เพื่อเปรี ยบเทียบ)
    • การบาดเจ็บจากการทางาน(Occupational Injuries)เป็ นการบาดเจ็บจากการทางาน เนื่องจากได้ รับอุบัตเหตุจากการ ิทางาน เช่ น ความบกพร่ องของเครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ ในการทางาน การจัดเก็บและดูแลสถานที่ทางาน ลักษณะของงาน หรือเกิดจากความประมาทของผู้ปฏิบัตงาน ขาดความรู้ ิและทักษะ ต้ องการความสะดวกในการทางานโดยไม่ ปองกัน ้เช่ นการใส่ อุปกรณ์ เครื่องปองกัน ฯลฯ และการบาดเจ็บที่ ้เรือรัง อาจทาให้ เกิดโรคได้ และอาจส่ งผลกระทบต่ อคนและ ้สิ่งแวดล้ อมรอบรอบได้
    • อันตรายจากสิ่งแวดล้ อมในการประกอบอาชีพ(Occupational environmental hazard) อันตรายทางด้ านกายภาพ(Physical hazard)1 . เสียง(Noise)2. สภาพการจัดแสงสว่ างในการทางาน ( Lighting in the workplace) 3.ความสั่ นสะเทือน(Vibration) 4.อุณหภูมิท่ ผิดปกติ (Abnormal temperature) ี 5.ความกดดันบรรยากาศที่ผิดปกติ (Abnormal pressure) 6.รังสี (Radiation)
    • อันตรายทางด้ านเคมี (Chemicxal hazards)เกิดจากการนาสารเคมีมาใช้ ทางานหรือมี สารเคมีท่ เป็ นอันตรายเกิด ี ขึนจากขบวนการผลิตของงาน ้ โดยร่ างกายอาจ ได้ รับสารเคมีทาง การหายใจ การดดซึม เข้ าทางผิวหนัง ู การกินที่ไม่ ได้ ตงใจ ั้
    • อันตรายจากสิ่ งแวดล้ อมทางเคมี การปองกัน และควบคุม ้สารเคมีท่ีใช้ในโรงพยาบาล มีดงนี้คือ สารเคมีที่ใช้ ในการฆ่ าเชื้อ ัโรค (chemical disinfectants) เนื่องจากโรงพยาบาลเป็ นสถานที่รับผูป่วยที่ติดเชื้อ จากที่ต่างๆ เพื่อรับการรักษาดังนั้น ้การใช้สารเคมีในการทาความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคตามสถานที่เครื่ องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ จึงเป็ นสิ่ งจาเป็ น เพื่อป้ องกันมิให้ท้ งผูป่วยหรื อผูปฏิบติงานเกิดการติดเชื้อได้ สารเคมีท่ีใช้ ั ้ ้ ัได้แก่ Isopropyl alcohol, SodiumHypochlorite (chlorine), Iodine,Phenolics, Quaternary ammoniumcompounds, Glutaraldehyde,Formaldehyde
    • Antineoplastic drugsAntineoplastic drugs เป็ นยาที่ใช้เพื่อยังยั้งหรื อป้ องกันการเจริ ญเติบโตของเซลล์เนื้อเยือร้าย ่
    • ผลต่อสุ ขภาพ Antineoplastic drugs หลายชนิดมี ่รายงานจากการทดลองในสัตว์ ที่ได้รับสารนี้วา ทาให้เกิดการกลายพันธุ์และเป็ นมะเร็ ง สัตว์ท่ีเกิดมามีอวัยวะผิดปกติ มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า Cyclophosphamide,Chlorambucil, 1-4-butanediol dimethylsulfonateและ melphalan เป็ นสารก่อมะเร็ งในมนุษย์ (Sorsa et al ค.ศ.1985) เมื่อให้ยาในการรักษาผูป่วย พบว่า antineoplastic drugs ้(Cyclophosphamide) มีความสัมพันธ์กบการเพิ่ม ัอุบติเหตุ ของโรคเนื้อร้าย (IARC ค.ศ.1981) และทาให้ ัเด็กเกิดมามีอวัยวะผิดปกติ
    • Sotaniemi et al (ค.ศ.1983)รายงานว่า พบตับถูกทาลายในพยาบาล 3 คนซึ่งทาหน้าที่ให้ยา และจับต้องยาantineoplastic เป็ นเวลาหลายปี โดยมีอาการปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ ผิวหนัง และเยือบุมีลกษณะเปลี่ยนแปลง ผมร่ วง ไอมีปฏิกิริยา ่ ัภูมิแพ้ อาการที่พบในพยาบาลทั้ง 3 คน มีลักษณะเช่นเดียวกับผูป่วยที่ได้รับยา ้antineoplastic
    • สารเคมีที่ใช้บาบัดโรคมะเร็ งแต่สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ ง กับผูที่สมผัส ้ ัและก่อให้เกิดทารกพิการแต่กาหนดตัวอ่อนผิดปกติ หากมารดาได้รับสารดังกล่าว ขณะตั้งครรภ์สรุปโดย IARC (ปี ค.ศ.1975, 1976,1981) สารเคมีที่ใช้ ในการ หลักฐานที่ค้นพบการเป็ นมะเร็ง ทารกพิการแต่ บาบัดโรคมะเร็ง กาเนิด (1) และ ในมนุษย์ ในสั ตว์ ตัวอ่อนผิดปกติ (2) Actinomtci ไม่พอเพียง จากัด 1, 2+ n-D Adriamycin ไม่พอเพียง พอเพียง ..... BCNU ไม่พอเพียง พอเพียง 1, 2
    • สารเคมีที่ใช้ ในการ หลักฐานที่ค้นพบการเป็ นมะเร็ง ทารกพิการแต่ บาบัดโรคมะเร็ง ในมนุษย์ ในสั ตว์ กาเนิด (1) และตัว อ่อนผิดปกติ (2)Bleomycin ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง .....1,4-Butanedol พอเพียง จากัด 1dimethylsulfonate (Myleran,Busal fan)Chlorambucil พอเพียง พอเพียง 1, 2CCNL ไม่พอเพียง พอเพียง 1, 2Cisplatin ไม่พอเพียง จากัด 2
    • สารเคมีที่ใช้ ในการบาบัด หลักฐานที่ค้นพบการเป็ นมะเร็ง ทารกพิการแต่ โรคมะเร็ง กาเนิด (1) และตัว ในมนุษย์ ในสั ตว์ อ่อนผิดปกติ (2)Cyclophosphamid พอเพียง พอเพียง 1, 2eDacarbazine ไม่พอเพียง พอเพียง 1, 25-Fluorouracil ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง 1, 2Melphalan พอเพียง พอเพียง 16-Mercaptopurine ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง 1, 2Methotrexate ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง 1, 2
    • สารเคมีที่ใช้ ในการ หลักฐานที่ค้นพบการเป็ นมะเร็ง ทารกพิการแต่ บาบัดโรคมะเร็ง ในมนุษย์ ในสั ตว์ กาเนิด (1) และ ตัวอ่อนผิดปกติ (2)Nitrogen ไม่พอเพียง พอเพียง 1, 2mustardProcarbazine ไม่พอเพียง พอเพียง 1, 2Thiotepa ไม่พอเพียง พอเพียง 1Uracil mustard ไม่พอเพียง พอเพียง 1Vinblastine ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง 1, 2Vincristine ไม่พอเพียง ไม่พอเพียง 1, 2
    • Mercuryผลต่ อสุ ขภาพปรอทสามารถเข้าสู่ ร่างกายโดยทางการหายใจและดูดซึ มเข้าสู่ ผวหนัง การสัมผัสช่วงเวลาสั้นๆ ิแต่ปริ มาณสู งทาให้เกิดการระคายเคือง การย่อยอาหารผิดปกติ และทาให้ไตถูกทาลายการสัมผัสเป็ นเวลานานในปริ มาณความเข้มข้นต่า เป็ นผลให้อาการทางประสาท ่ ่มีลกษณะอารมณ์ที่ไม่คงที่ หน้ายุง สัน เหงือกบวม ัน้ าลายออกมาก anorexiaน้ าหนักตัวลด และเป็ นโรคผิวหนัง เนื่องจากการแพ้สาร
    • การปองกันและควบคุม ้1.มีระบบระบายอากาศบริเวณที่มีการใช้ สารปรอทเพื่อปองกันไม่ ้ ให้ ไอปรอทสะสมอยูในห้ องหรื อเกิดการไหลเวียนในสถานที่ทางาน ่2.ควรมีการเฝาควบคุมสิงแวดล้ อมการทางาน โดยการตรวจ ้ ่ วัดอากาศเพื่อหาปรอท3.กรณีที่ปรอทหกรดตามจุดต่างๆควรมีการกาจัดทันที เพราะจะทา ให้ ไอปรอทกระจายอยูในอากาศ ่4.การกาจัดปรอทที่หก ควรมีการสวมใส่อปกรณ์ปองกันชนิดใช้ แล้ วทิ ้ง ุ ้5.ควรมีการเก็บตัวอย่างปั สสาวะเพื่อวิเคราะห์หาปรอทเป็ นระยะๆ ในกลุมคนที่ทางานสัมผัสปรอท ระดับปรอทในปั สสาวะ 0.1-0.5 ่mg./urine 1 lit มีนยสาคัญที่ทาให้ เกิดอาการของพิษปรอทได้ ั
    • อาการของพิษปรอท การเกิดพิษจากสารปรอทมีท้ งชนิดเฉี ยบพลันและเรื้ อรัง พิษชนิดเฉี ยบพลัน ัมักเกิดจากอุบติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ ร่างกาย ซึ่ งปริ มาณปกติที่ได้ ัรับเข้าสู่ ร่างกายและทาให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ -อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยืออาจหลุดออกมาเป็ นชิ้นๆ ่ -เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร -มีอาการท้องร่ วงอย่างแรง อุจจาระเป็ นเลือด -เป็ นลม สลบเนื่องจากร่ างกายเสี ยเลือดมาก -เมื่อเข้าสู่ ระบบหมุนเวียนโลหิ ต ปรอทจะไปทาลายไต ทาให้ปัสสาวะไม่ออกหรื อปัสสาวะเป็ นเลือด -ตายในที่สุด
    • พิษชนิดเรื้อรัง ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทาอันตรายต่อระบบประสาทส่ วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทาให้เสี ยการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขาการพูด มีผลต่อระบบประสาทรับความรู ้สึก เช่น การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอันตรายเหล่านี้ เมื่อเป็ นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับดีดงเดิมได้ หายใจหอบ ปอด ัอักเสบ มีอาการเจ็บหน้าอก มีไข้ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกและตายได้
    • การป้ องกัน และควบคุม1.การใช้ อปกรณ์ปองกันอันตรายส่วนบุคคล การเลือกใช้ ชนิด ุ ้ ใดขึ ้นอยูกบลักษณะงาน และโอกาสที่ได้ รับการสัมผัส ่ ั เช่น การใช้ ถงมือหรื ออุปกรณ์ปองกันใบหน้ า เพื่อปองกัน ุ ้ ้สารสัมผัสกับผิวหนังหรื อ ใช้ แว่นตาเพื่อปองกันสารกระเด็นเข้ าตา ้ 2.ขณะทางานถ้ าเสื ้อผ้ าเปื อน ควรรี บถอดออก และแยก ้ นาไปซัก 3.สารเคมีถกผิวหนังต้ องรี บล้ างออก ู 4.สถานที่ใช้ สารเคมีต้องมีการระบายอากาศเฉพาะที่ที่ดี เพื่อกาจัดไอและกลิ่นของสารเคมี 5.ผู้ ปฏิบติงานควรได้ รับการตรวจสุขภาพประจาปี ั
    • อันตรายทางด้ านชีวภาพ (Biological hazards) เกิดจากการทางานที่ต้องเสี่ยงจากการสัมผ้ สได้ รับอันตรายจากสารชีวภาพ(Biological agents)ทาให้ เกิดความผิด ปกติต่อร่ างกาย หรือมีอาการเจ็บป่ วยเกิดขึน เช่ น เชือจุลินทรีย์ ้ ้ฝุ่ นละอองจากส่ วนของพืชหรือสัตว์ การติดเชือจาก ้สัตว์ หรือแมลง รวมทังการถูก ทาร้ ายจากสัตว์ และ ้แมลง
    • สิ่งแวดล้ อมทางชีวภาพ เลือด body fluids ควรจะรี บเก็บไว้ในภาชนะ ที่มีฝาปิ ดเพื่อป้ องกันการรั่วระหว่างการขนส่ งและป้ องกันมิให้มีการปนเปื้ อนจากภายนอก ้ ่ ้ ับริเวณพืนทีทางานควรปูดวยวัสดุที่กนการซึ มผ่านของตัวอย่างชีววัตถุ และทาความสะอาดง่าย เช่นแผ่นพลาสติก เมื่อตัวอย่างเลือด หรื อ body fluids หกกระจายควรกาจัดการปนเปื้ อนด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อ เช่น Sodium hypochlorideที่มีความเข้มข้น 0.5% ทันที ก่อนที่จะทาความสะอาด
    • เสื้ อผ้าที่ปนเปื้ อนด้วยชีววัตถุ เมื่อต้องการทา ความสะอาด ต้องใช้ผงซักฟอกและน้ าที่ อุณหภูมิอย่างน้อย 71ºC (160ºF) เป็ นเวลานาน 25 นาทีกรณี ที่ใช้อุณหภูมิต่ากว่านั้น จะต้องใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อ
    • ตัวอย่างของเสี ยที่เป็ นของแข็ง (Solidwaste) เช่น เสื้ อผ้า เข็มฉีดยาที่ปนเปื้ อนด้วยเลือด และ body fluids เมื่อต้องการกาจัดควรนาไปกาจัดด้วยการเผาที่เตาเผาอุณหภูมิสูง ส่ วนอุจจาระที่ปนเปื้ อน ควรกาจัดโดย Sanitary landfill or pitlatrine
    • ด้ านการยศาสตร์ (Ergonomics) เป็ นอันตรายที่เกิดจากการใช้ ท่าทางที่ไม่ เหมาะสมในการทางาน วิธีการปฏิบัตงานที่ ิ ไม่ ถูกต้ อง การปฏิบัตงานที่ทาซาซาก ิ ้ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรที่ไม่เหมาะสม อาจทาให้ เกิดการเจ็บป่ วย หรือ อุบัตเหตุจากการทางาน ิ
    • ด้ านกายภาพ เสียง(Noise) แบ่งออกเป็ น 4 ประเภท 1.เสียงที่ดงสม่าเสมอ(Steady-level noise) ั ไม่เกิน 5 เดซิเบลใน 1 วินาที พบในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเครื่ องจักรใช้ ในการทางานตลอดเวลา เสียงเครื่ องทอผ้ า เสียงพัดลม ฯลฯ 2.เสียงที่เปลี่ยนแปลงระดับเสมอ(Fluctuating noise) เสียงที่มีระดับความเข้ มที่ไม่คงที่ สูงๆต่าๆ มีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงที่เกินกว่า 5 เดซิเบลใน 1 วินาที เช่นเสียงไซเรน เสียงเลื่อยวงเดือน กบไสไม้ ไฟฟา ฯลฯ ้
    • 3.เสียงที่ดงเป็ นระยะ(Intermittent noise) ั เป็ นเสียงที่มีความดังไม่ตอเนื่อง เช่นเสียงเครื่ องบิน ่เครื่ องอัดลม เครื่ องเป่ าหรื อเครื่ องระบายไอน ้า เสียงจากการจราจร ฯลฯ 4.เสียงกระทบ(Impact noise or Impulsenoise) เป็ นเสียงจากการกระทบหรื อกระแทก อาจเกิดแล้ วหายไป หรื อเกิดติดๆกันหรื อเกิดขึ ้นนานๆครัง เช่น เสียงจาก ้การทุบหรื อตีโลหะ ตอกเสาเข็มฯลฯ
    • ระดับเสียงและระยะเวลาที่ยอมให้ สมผัสได้ ใน 1 วัน ัระยะเวลาในแต่ ละวัน(ช.ม) ระดับเสียง(เดซิเบลเอ) 8 90 6 92 4 95 3 97 2 100 11/2 102 1 105 1/2 110 ¼ or less 115 ที่มา:OSHA standard
    • การสัมผัสเสี ยง ที่มีความเข้มสูง เป็ นระยะเวลานานหลายปีจะทาให้เกิดการสู ญเสี ยการได้ยนแบบถาวร ิ(permanent hearing loss) ซึ่ งจะไม่มีโอกาสกลับคืนสู่ สภาพปกติ และไม่มีทางรักษาหายได้ การสัมผัสเสี ยงดัง มีผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทางาน ของร่ างกาย เช่นการทงานของ Cardiovascular, endocrine, neurogenic และสรี ระของร่ างกาย เป็ นต้นนอกจากนี้ ยังพบว่า เสี ยงดังทาให้เกิดการรบกวนการพูด การสื่ อความหมายและกลบเสี ยงสัญญาณต่างๆ ซึ่งจะส่ งผลให้ เกิดอุบติเหตุจากการทางานได้ ั
    • การควบคุมอันตรายจากเสียงพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการควบคุมที่แหล่งกาเนิดเสียง(Source control)ต่ากว่า 85 เดซิเบลเอการควบคุมหรื อลดระดัยบเสียงที่ทางผ่านระหว่างแหล่งกาเนิดไปยังคนโดยพิจารณาการส่งผ่านเสียงว่ามาทางใด ทากาแพงกัน ใช้ วสดุดดซับ ้ ั ูการควบคุมหรื อลดอันตรายที่ผ้ รับเสียง การใส่อปกรณ์ เครื่ องครอบหู ู ุ ที่อดรูหู ุ
    • ความสันสะเทือน(Vibration) ่การได้ รับอันตรายจากความสันสะเทือนแบ่งได้ 2 ประเภท ่ 1.ความสันสะเทือนที่เกิดกับร่างกายทุกส่วน(ทัว ่ ่ ร่างกาย) พบในผู้ที่ขบรถบรรทุกรถไถ เครื่ องจักรที่มี ั คนควบคุมส่งผ่านความสันสะเทือนทางที่นง อยู่ ่ ั่ ในช่วงความถี่ ระหว่าง 2 ถึง 100 เฮิร์ท
    • 2.ความสันสะเทือนที่เกิดกับอวัยวะเฉพาะ ่ส่วนของร่างกาย ส่วนใหญ่จะเกิดที่แขนและมือที่ใช้ ในการทางาน เช่น เครื่ องขุดเจาะขนาดใหญ่ ค้ อนทุบเครื่ องตัด เลื่อยไฟฟา เครื่ องขัดถูพื ้นหินขัด ้ความถี่อยู่ในช่วง 20-1000 เฮิร์ท
    • ผลของความสันสะเทือนต่อร่างกาย ่-กาลังมากๆขณะทางาน จะเกิดเรื อรังสาหรับผู้ที่ ้ทางานเป็ นระยะเวลานาน-มีผลต่อกระดูกโครงสร้ าง (Bone structure)-รบกวนการหลังของน ้าย่อยในระบบทางเดินอาหาร ่-ความสามารถในการเคลื่อนไหว มีผลในการเปลี่ยนแปลงความไวของประสาท-กระดูกข้ อต่อเกิดการอักเสบ
    • โรคมือและแขนที่เกิดจากความสันสะเทือน ่(Hand-arm vibration syndrome) หรื อ HAVS 1.เกิดการบีบเกร็งของหลอดเลือดบริ เวณนิ ้วมือ ทาให้ นิ ้ว ซีดขาว 2. ประสาทรับความรู้สกที่มือเปลี่ยนแปลง ลดความรู้สก ึ ึ ความว่องไวลดลง 3.กล้ ามเนื ้อมือผิดปกติ
    • การปองกันอันตรายจากความสันสะเทือน ้ ่1.ลดความเข้ ม และระยะเวลาในการสัมผัส กับความสันสะเทือน ่2.ตรวจสอบระดับการสัมผัสความสันสะเทือน ่3.การตรวจร่างกายเป็ นระยะ ควรห้ าม สูบบุหรี่ หรื อใช้ ยาสูบ4.มีการจัดเตรี ยมยาเมื่อมีอาการผิดปกติ
    • 5.ควรใช้ เสื ้อผ้ าเครื่ องแต่งกาย และอุปกรณ์ที่สามารถลด ความสันสะเทือน ่6.ควรมีการจัดอบรมให้ ความรู้ แก่เจ้ าหน้ าที่ที่ปฏิบติงาน ั เพื่อลดความเสี่ยง
    • ความร้ อนแหล่งที่พบโรงซักรี ด ห้องติดตั้งหม้อไอน้ า โรงครัวเป็ นสถานที่ทางานที่มีแหล่งกาเนิดความ ่ร้อน ทาให้อุณหภูมิบริ เวณที่ทางานอยูสูงกว่าปกติมาก
    • ผลต่อสุขภาพความร้อนมีผลกระทบต่อสุ ขภาพ คือ ทาให้เกิดเป็ นลมเนื่องจากความร้อนในร่ างกายสูง (Heatstroke) เกิดการอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน(Heat exhaustion) เกิดกดารเป็ นตะคริ ว(Heat Cramp) เนื่องจากความร้อนอาการผดผืนขึ้น ตามบริ เวณผิวหนัง (Heat rash) และเกิด ่การขาดน้ า (dehydration)
    • การปองกันและควบคุม ้-สาหรับผู้ททางานหนัก ควรจัดให้ มีระยะพักผ่อน ที่มีอากาศเย็น ั่-เครื่ องมืออุปกรณ์ที่มีแหล่งความร้ อน ควรมีฉนวนหุ้มกันความร้ อน-ติดตังระบบดูดอากาศเฉพาะที่ เพื่อระบายความร้ อน ้-ติดตังฉากกันความร้ อน ้ ้-จัดให้ มีลมเป่ า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ และการระเหยของเหงื่อ-จัดให้ มีน ้าเย็นสาหรับดื่มในที่ทางาน-จัดให้ มีที่ทางานสาหรับที่พกเย็น ั
    • รั งสี มีรังสีแตกตัว และไม่ แตกตัว อันตรายจากการสัมผัสรังสี-บริเวณที่มีการใช้ การสะสม-การทิ ้งสารกัมมันตรังสี
    • ผลต่อสุขภาพ-ปริ มาณ-ระยะเวลาการสัมผัส-ระยะทาง-ชนิดของสิ่งขวางกันระหว่างรังสี ้ กับผู้ปฏิบติงาน ั-ชนิดของรังสี-ปั จจัยเสี่ยง อายุ เพศ สภาวะสุขภาพ อาหาร ฯลฯ
    • รังสีที่ไม่แตกตัว (Nonionization Radiation) รังสีไม่แตกตัว เป็ นรังสีที่ไม่มีพลังงานเพียงพอที่จะแตกตัวเป็ นอะตอม แต่จะสันสะเทือน และการเคลื่อนตัวของ ่โมเลกุลจะทาให้ เกิดความร้ อน-รังสีเหนือม่วง มีผลต่อตา ผิวหนังอักเสบ มะเร็งผิวหนัง-รังสีในช่วงคลื่นที่สายตามองเห็นได้ (Visible Light)ปวดศีรษะ ตาเมื่อยล้ า หลอดไฟควรมีอปกรณ์กรองแสง ติดตังหลอดไฟให้ ุ ้เหมาะสม
    • -รังสีใต้ แดง (Infrared ray) มีผลต่อ ตา ผิวหนัง-รังสีในช่วงคลื่นวิทยุ มีผลต่อตา ระบบ ประสาทส่วนกลาง ระบบสืบพันธ์-รังสีไมโครเวฟ ผลต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับradio frequency-รังสีอลตร้ าซาวน์ ุ
    • รั งสีอุลตร้ าซาวด์ ่ผลต่ อสุ ขภาพแม้วาการสัมผัสกับอัลตราซาวน์จะไม่ปรากฎว่าเป็ นอันตราย แต่การสัมผัสอัลตราซาวน์ที่มีความถี่สูงที่สามารถได้ยนได้ คือ ความถี่ที่มากกว่า 10 KHz ทาให้ ิเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนTinitus ปวดหู มึนงงอ่อนเพลีย นอกจากนี้ยงทาให้เกิดอาการสูญเสี ยการได้ยน ั ิชัวคราว การสัมผัสรังสี อลตราซาวน์ที่มีความถี่ต่า จะทาให้ ่ ัเกิดผลเฉพาะที่เกิดการทาลายปลายประสาทของอวัยวะส่ วนที่สมผัส ผูที่สมผัสรังสี อลตราซาวน์ซ่ ึ งเคลื่อนที่โดยมีอากาศ ั ้ ั ัเป็ นตัวกลาง จะมีผลต่อระบบประสาทส่ วนกลาง ระบบอื่นๆอวัยวะในหู และการได้ยน ิ
    • ผลต่อสุขภาพกับการใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์-ปวดเมื่อยกล้ ามเนื ้อ ปวดคอ หลัง ไหล่ เอว สาเหตุจากการนังไม่ถกต้ องเป็ นเวลานาน การนังทางานนาน ทาให้ มีผลต่อ ่ ู ่การไหลเวียนเลือด เลือดไปเลี ้ยงส่วนต่างๆไม่สะดวก จึงเกิดการเมื่อยล้ า โต๊ ะ เก้ าอี ้ควรเหมาะสม ปรับระดับได้-ความล้ าของสายตา ควรมีแสงสว่างที่เหมาะสม หน้ าจอไม่ควรเกิน500 ลักซ์ ควรมีการพักเมื่อทางานติดต่อกัน 2 ชัวโมง่ควรพัก 15 นาที-เกิดความเครี ยดได้
    • การสัมผัสรังสี แตกตัว ทาให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนส์การเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม การแบ่งตัวของเซลล์ล่าช้า และเซลล์ถูกทาลายเซลล์ท่ีแบ่งตัวอย่างรวดเร็ ว (เนื้อเยือในเลือด, ผิวหนัง, เลนส์ตา) ่กว่าปกติจะทาให้เกิดผลกระทบรุ นแรงกว่า เซลล์ที่แบ่งตัวช้า (กระดูกต่อมเอ็นโดรไครน์และระบบประสาท) เกิด fibrosis ของปอด และไต ตาโรคโลหิ ตจางชนิด Aplastic ทาให้เป็ นหมันโรคผิวหนังและอายุขยสั้น ั
    • ค่ามาตรฐานสาหรับรังสีที่ก่อให้ เกิดการแตกตัว ชนิดของมาตรฐาน Federal National Council Nuclear Occupational Radiation on Radiation Regulatory safety and Council (FRC) Protection and Commission Health Measurement (NRC) Administration (NCRP) (OSHA)ผูปฏิบติงานที่สัมผัสรังสี ทว ้ ั ั่ 5 rem/ปี 4 rem/ปี 5 rem/ปี 3 rem/3 เดือน ร่ างกาย* 3 rem/3 เดือน 3 rem/3 เดือน 3 rem/3 เดือน ต้องไม่เกินค่าสะสม ขณะที่มี ต้องไม่เกินค่าสะสม ขณะที่มี ต้องไม่เกินค่าสะสม ชีวตอยู่ ิ ชีวตอยู่ ิ ขณะที่มีชีวตอยู่ ิ ค่าสะสมขณะที่มีชีวต ิ 5 (N-18)** rem 5 (N-18) rem 5 (N-18) rem 5 (N-18) remประชากรทัวไปที่สมผัสรังสี ่ ั 0.5 rem/ปี 0.5 rem/ปี 0.5 rem/ปี ทัวร่ างกาย ่•หมายถึงผูฏิบติงานที่ทางานในแผนกรังสี หรื อลักษณะงานอื่นที่มีโอกาสสัมผัสกับรังสี ที่ ้ ัก่อให้เกิดการแตกตัว**หมายถึง (N-18) อายุของผูปฏิบติงาน ลบด้วย 18 ้ ั
    • การควบคุมการได้ รับสัมผัส มีการบันทึกเกี่ยวกับ การสัมผัสรังสีของผู้ปฏิบติงาน ปริมาณ ั รังสีและการจัดเก็บ รายงานการสารวจรังสีในสถานที่ทางาน การใช้ อปกรณ์ปองกันอันตรายส่วนบุคคล การตรวจสอบอุปกรณ์ ุ ้ มีมาตรการควบคุมสารกัมมันตรังสีให้มีการตรวจวัดปริ มาณรังสี ในพื้นที่ทางานเป็ นระยะๆ เพื่อหารอยรั่วหรื อจุดบกพร่ องของต้นกาเนิดรังสี หรื อหาปริ มาณ ่รังสี ที่ปนเปื้ อนอยูในอากาศหลังจากที่ตรวจพบ จะได้ใช้เป็ นแนวทางการป้ องกัน ควบคุม และแก้ไขต่อไป
    • -ตรวจวัดปริ มาณรังสี ดูดกลืน เข้าสู่ร่างกาย ผูปฏิบติงานโดยใช้เครื่ องบันทึกรังสี ้ ั ประจาตัวบุคคล เพื่อเฝ้ าระวังสุ ขภาพของ ผูปฏิบติงานค่าที่ได้จะประเมินปริ มาณรังสี ้ ั ที่ร่างกายสะสมไว้ เกินค่ามาตรฐานความ ปลอดภัยหรื อไม่ -ตรวจสุขภาพประจาปี ก่ อนปฏิบัตงาน ิCBC ตา ระบบสืบพันธ์
    • สิ่ งแวดล้ อมทางจิตวิทยาสั งคมเป็ นสิ่ งแวดล้ อมการทางานที่ก่อให้ เกิด ความเครียดจากการทางาน การเปลียนแปลงทางสรีระ อันเนื่องมาจาก ่ อารมณ์ หรือจิตใจที่ได้ รับความบีบคั้น
    • สิ่งแวดล้ อมทางจิตวิทยา สังคมมุ่งเป้ าไปที่ตวคน และจิตวิญญาณ (Spirit) ัที่ตองใช้เพื่อการทางานดังนั้น แนวคิดในการ ้มองปัจจัยต้นเหตุ ผลกระทบ ค่ามาตรฐานและการควบคุมป้ องกันจึงแตกต่างกัน กับสิ่ งแวดล้อมที่กล่าวข้างต้นอย่างสิ้ นเชิง
    • สิ่ งแวดล้อมทางจิตสังคมหมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดจากหลายปัจจัยปะปนกันได้แก่สิ่งแวดล้อมที่เป็ นวัตถุ ตัวงานซึ่งมีท้ งปริ มาณ ัและคุณภาพประกอบกันไปสภาพการบริ หารงานในองค์กร ความรู้ความสามารถของผูปฏิบติงาน ความ ้ ัต้องการพื้นฐานวัฒนธรรม ความเชื่อ พฤติกรรมตลอดจนสภาพแวดล้อมนอกงาน ที่ทาให้เกิดการรับรู้และประสบการณ์
    • สิ่ งต่างๆ เหล่านี้มีความสลับซับซ้อนและ ่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยูตลอด ยังผลให้เกิดผลงาน (work performance) ความพึงพอใจในงาน (Job satisfactiion)สุ ขภาพทางกายและทางจิต (physicaland mental health) ซึ่งจะเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัย
    • สิ่ งทีก่อให้ เกิดความเครียด ่ (Stressor) หมายถึง สภาวะแวดล้อมซึ่งบีบคั้นยังผลให้เกิดความเครี ยด
    • ปั จจัยทางสังคม เศรษฐกิจและงานที่มีผลต่ อสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัตงาน ิ าก : Psychosocial factors at Work : Recognition and control. Geneva, International Labour Office, 1984
    • สิ่ งที่ทาให้ เกิดความเครียด (Stressors) เช่ นความต้องการเวลา ตารางการจัดงาน ความต้องการในงาน งานล่วงเวลา กะการทางานสภาพทางกายภาพ - มีสิ่งคุกคามทางกายภาพหรื อทางเคมี หรื อทางเออร์กอนอมิคส์การจัดองค์ กร - บทบาทไม่ชดเจน มีความขัดแย้งในบทบาท มี ัการแข่งขันและไม่เป็ นมิตรสภาพขององค์ กร - ชุมชน งานไม่มนคงไม่มีการพัฒนาในอาชีพ ั่สภาพนอกงาน - ส่ วนตัวครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ
    • ผลที่ตามมา ทางกายระยะสั้น – ความดันโลหิ ตเพิม ่ระยะยาว - ความดันโลหิ ตสูง โรคหัวใจ โรคแผลในกระเพาะอาหาร หอบหื ด ทางจิตระยะสั้น - ความวิตกกังวล ความไม่พึงพอใจ โรคอุปทาน(mass psychogenic illness)ระยะยาว - ซึมเศร้า จิตสลาย (burnout)ความผิดปกติทางจิต
    • พฤติกรรมระยะสั้ น- ขาดงาน ผลผลิตลด การร่ วมงานลด- ลดการคบเพื่อนคบฝูง และการทากิจกรรมต่างๆ-ติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา-ระยะยาว - ไม่พยายามช่วยตัวเอง
    • ในปี ค.ศ.1977 NIOSH ได้ศึกษาผูป่วยที่มีความผิดปกติทาง ้จิตและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่า ผูป่วย ้ซึ่งประกอบอาชีพ 130 ประเภท มีผป่วยที่ประกอบอาชีพ 22 ู้ประเภทมีอตราการผิดปกติทางจิตสูงมากที่สุด ั โดยมีอาชีพ 6 ประเภทซึ่งเป็ นอาชีพที่ตองอูแลสุ ขภาพ ได้แก่ ้นักวิชาการสุ ขภาพ พยาบาลเวชปฏิบตินกเทคนิคการแพทย์ ผูช่วย ั ั ้พยาบาล พยาบาลวิชาชีพ ผูช่วยทันตแพทย์ (colligan et al. ้1977) และจากการศึกษา อื่นๆ พบว่า สัดส่ วนอัตราการตาย(Proportional mortality ratio = PMR) ของผูชายกับผูหญิงได้เพิ่มขึ้น โดยที่ผชายมักประกอบอาชีพทันตแพทย์ ้ ้ ู้แพทย์ นักวิชาการด้านการแพทย์ และทันตแพทย์ ส่ วนผูหญิง ้ประกอบอาชีพพยาบาล
    • ในปี ค.ศ.1988 สถาบันอาชีวอนามัยในฟิ นแลนด์ ทาการศึกษาความเครี ยดและอาการจิตสลายที่เกิดขึ ้นในหมูแพทย์ชาวฟิ นแลนด์ ่พบว่าแพทย์ที่มีความเครี ยดมากที่สด คือ คนที่ไม่มีงานถาวรทา ุและทางานในแผนกฉุกเฉินเป็ นส่วนใหญ่ และเป็ นโรงพยาบาลในส่วนกลางส่วนอาการจิตสลายพบมากในแพทย์ที่ทาหน้ าที่ ดูแลคนป่ วยในแผนกผู้ป่วยนอก แพทย์ที่มีอาการเครี ยดมากที่สด ได้ แก่ ุแพทย์เฉพาะทาง สาขากุมารจิตเวชจิตแพทย์ทวไป และแพทย์เฉพาะ ั่ทางที่ทางานใกล้ ชิด กับผู้ป่วยโรคมะเร็งหรื อโรคอื่นที่หนักมากๆ ทันตแพทย์ก็เป็ นอาชีพหนึง ที่ก่อให้ เกิดความเครี ยดได้ สงสาเหตุ ่ ูเนื่องจากการที่ต้องจัดการกับผู้ป่วย การพยายามรักษาตารางเวลาการทางานพยายามประคับประคองการทางานของตน ให้ อยูใต้ การ ่ทางานหนักเกินไป งานบริหารสภาพงานที่ไม่เหมาะสม เพราะต้ องทาในที่จากัด และท่าทางการทางานที่ไม่เหมาะสม
    • ลักษณะงานที่ทาเหมือนๆ กันจนเป็ นกิจวัตรน่าเบื่อและพยาบาลก็ถือว่าเป็ นอาชีพมีความเครี ยดสู งที่สุด มีอตรา ัการฆ่าตัวตายสู งสุ ดและมีอตราการป่ วยเป็ นโรคจิตสู ง ป็ น ัอันดับแรกของรายชื่อผูป่วยโรคจิตที่โรงพยาบาลได้รับ ้หน้าที่พยาบาลที่แตกต่างกันไปให้ความรู ้สึกกดดันที่แตกต่าง พยาบาลที่ตองดูแลผูป่วยหนักในแผนก ไอ.ซี. ้ ้ ้ ิ ุ่ยู. ที่ตองใช้เครื่ องมือช่วยชีวต ที่ยงยากสลับซับซ้อน มีลักษณะงานที่ฉุกเฉิ นและต้องผจญกับความเป็ นความตาย ่ของคนไข้อยูตลอดเวลา เป็ นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทาให้เกิดความเครี ยดสู งสุ ด ในผูมีอาชีพพยาบาล ้
    • ผลต่ อสุ ขภาพที่พบในผูทางานด้านดูแลผูป่วย พบว่า ้ ้ ัความเครี ยดมีความสัมพันธ์กบความไม่อยากอาหาร แผลอักเสบ ความผิดปกติดานจิตใจ ปวดศีรษะข้างเดียว ้นอนไม่หลับ การมีอารมณ์แปรปรวน การทาลายชีวตของครอบครัวและสังคม การเพิมการสู บ ิ ่บุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และยา ความเครี ยดมีผลกระทบต่อทัศนคติและพฤติกรรม และยังพบว่า ผูปฏิบติงานที่มี ้ ัความเครี ยดมีผลต่อการติดต่อสื่ อสารกับผูป่วย และเพื่อน ้ร่ วมงาน
    • สาเหตุของความเครียดในผู้ทาหน้ าทีรักษาพยาบาล ่ ปั จจัยที่ทาให้เกิดความเครี ยด สรุ ปได้ดงนี้คือ ั•เพื่อนร่ วมงาน•ความขัดแย้งระหว่างบุคคล•บุคลากรไม่พอเพียง•การทางานในที่ไม่คุนเคย ้•การทางานในที่มีเสี ยงดังเกินไป•การไม่มีส่วนร่ วมในการวางแผน หรื อตัดสิ นใจ•การขาดรางวัล หรื อสิ่ งจูงใจ•การไม่ได้แสดงความสามารถพิเศษ หรื อความสามารถอื่นๆ•การเปลี่ยนงานกะ เข้าเวร
    • •การสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ ขณะทางาน•การสัมผัสกับผูป่วยโรคติดต่อ ้•การเพิ่มงานพิเศษ•ความแตกต่างในเรื่ องตาแหน่งรายได้•การขาดความเป็ นอิสระ•ตารางาการปฏิบติงานเต็ม ั•ปัจจัยด้านเออร์กอนอมิคส์-การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี
    • ตัวชี้วดสุ ขภาพจิต ั ในทางบวก ในทางลบ1. ค่ าความพึงพอใจต่ างๆ ได้ แก่ ความพึงพอใจ ในงาน  ความวิตกกังวล ความพึงพอใจ ในชีวิต  ความเบื่อหน่ายในงาน ความพึงพอใจ ต่อความต้องการที่  การผละงานได้รับการสนองตอบ ความพึงพอใจ ในศักดิ์ศรี ที่ได้รับใน  ความซึ มเศร้าการตอบสนอง
    • ตัวชี้วดสุ ขภาพจิต ั ในทางบวก ในทางลบ. ความสามา2รถ และการควบคุม 2. ความไม่สามารถกระทาตนเองจนสามารถเอาชนะ กิจการและไม่สามารถควบคุมอุปสรรคต่างๆ ได้แก่ ่ ตนเองให้ผานพ้นอุปสรรคได้ ได้แก่ การพัฒนาตน  การปล่อยปละละเลยตนเอง ความเป็ นอิสระในความคิดนึก  การเฉยเมย ไม่คิด ไม่นึก การกระทาที่เกื้อหนุนให้  การเฉื่ อยชา ไม่ลงมือกระทาบรรลุผลสาเร็ จ การใดๆ
    • 3. จิตใจทีเ่ ป็ นสุ ขได้ แก่ 3. จิตใจทีไม่ เป็ นสุ ขได้ แก่ ่ ความพึงพอใจในความเป็ นอยู่  ความกระวนกระวาย ไม่พอใจ ในความเป็ นอยู่ ความรู ้สึกอยากมีชีวิตอยู่  ความเบื่อหน่ายในชีวิต ความพอใจในชีวิตสมรส  ความเบื่อชีวิตสมรส การเข้าร่ วมเป็ นส่ วนของสังคม  ความเบื่อ และหลีกหนีจากสังคม ความสามารถในงานที่ทา  ความไร้ความสามารถในงานที่ ทา
    • หลักกการประเมินสุ ขภาพจิตในการทางาน มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ1. ประเมินจากลักษณะทางจิตโดยทัวๆ ไป เช่น ่ประสบการณ์ในการบาบัดรักษาทางจิตในอดีต การปรับตัวทางสังคม ตรวจอาการของโรคจิตต่างๆความรู ้สึกส่ วนตัวของบุคคล การประเมินพฤติกรรมในชีวตประจาวัน ิ2.การประเมินความพึงพอใจในการทางาน
    • -ประเมินจากความเครี ยดในการทางาน-ประเมินจากความวิตกกังวลของบุคคล-ประเมินจากความเครี ยดในชีวต (Life Stress) ิ-ด้านวิธีการประเมิน เครื่ องมือที่ใช้ ตลอดจนการแปลและสรุ ปผลการประเมินปัญหาสุ ขภาพจิตในการทางานประเมินจากขวัญ กาลังใจในการทางาน
    • วิธีการจัดการกับความเครียดวิธีการควบคุมสุ ขภาพจิต จากความเครี ยดที่เกิดจากการทางาน เสนอโดยสถาบันความปลอดภัย และอาชีวอนามัยแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริ กา(NIOSH) ให้ใช้กลวิธี 4 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ1.ออกแบบงานให้มีการปรับปรุ งสภาพงาน2.เฝ้ าระวังปัจจัยเสี่ ยง และความรับผิดชอบทางจิต3.ให้ขอมูล ให้การศึกษา ฝึ กอบรม ้4.ให้บริ การทางสุ ขภาพจิตแก่ผปฏิบติงาน ู้ ั
    • อาจประยุกต์มาเป็ นวิธีการปฏิบติในรายละเอียดได้ ัดังต่อไปนี้•มีการประชุมกับทีมงานเป็ นประจา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและให้มีแนวความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน• จัดให้มีโครงการบริ หารจัดการความเครี ยดในองค์กร ่•ผูทาหน้าที่ควบคุม กากับงาน ควรมีความยืดหยุนและ ้ มีแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบงาน•มีจานวนผูร่วมทีมงานที่เหมาะสม ้
    • •จัดให้มีการทางานเป็ นกะอย่างเหมาะสม ผูที่ตอง ้ ้ ่อยูงานกะต้องได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอก่อนเข้างานกะ•จัดให้มีการทางานที่มีประสิ ทธิภาพ และมีสภาพแวดล้อมการทางานที่เหมาะสม•การเข้าถึงแต่ละบุคคล โดยให้มีกิจกรรมคลายเครี ยด•การเพิมพูนความรู ้ และโอกาสที่จะปรับปรุ ง ่ทักษะ และความเชื่อมันในการทางาน ่ให้ทุกคนมีส่วนร่ วมในการกาหนดเวลางาน
    • การประเมินความเสี่ยง (RISK ASSESSMENT) หมายถึง กระบวนการ การประมาณระดับความเสี่ยง และการตัดสิน ว่าความเสี่ยงนันอยูในระดับที่ยอมรับได้ หรื อไม่ ้ ่กระบการประเมินความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรควรจะดาเนินตามเกณฑ์ตาง ๆ ดังต่อไปนี ้ ่จาแนกประเภทของกิจกรรมของงานให้ เขียนชนิดของกิจกรรมที่ปฏิบติหน้ าที่อยู่ และให้ เขียนขันตอน ั ้ปฏิบติงาน ของแต่ละกิจกรรม โดยให้ ครอบคลุม สถานที่ทางาน ัเครื่ องจักร เครื่ องมือ อุปกรณ์ บุคลากร รวมทังทาการจัดเก็บ ้รวบรวมข้ อมูลดังกล่าว
    • ชี ้บ่งอันตราย ชี ้บ่งอันตรายทังหมดที่เกี่ยวข้ อง แต่ละกิจกรรมของงาน ้ พิจารณาว่าใครจะได้ รับอันตรายและจะได้ รับอันตราย อย่างไร• กาหนดความเสี่ ยง ประมาณความเสี่ ยงจากอันตรายแต่ละอย่าง โดย ่สมมุติวามีการควบคุมตามแผน หรื อตามขั้นตอนการทางานที่มีอยู่ ผูประเมินควรพิจารณาประสิ ทธิ ผลของการ ้ควบคุม และผลที่เกิดจากความล้มเหลวของการควบคุม
    • • ตัดสิ นว่าความเสี่ ยงยอมรับได้หรื อไม่ ตัดสิ นว่า แผนหรื อการระวังป้ องกันด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มีอยู่ (ถ้ามี) ่เพียงพอที่จะจัดการอันตรายให้อยูภายใต้การควบคุมและเป็ นไปได้ตามข้อกาหนดตามกฎหมายหรื อไม่
    • • เตรี ยมแนวปฏิบติการควบคุมความเสี่ ยง (ถ้าจาเป็ น) ั หากพบว่า ขั้นตอนปฏิบติขอใดมีความหละหลวม ไม่ ั ้ถูกต้อง และต้องการปรับปรุ งแก้ไข เพื่อลดระดับหรื อ ่อันตราความเสี่ ยงลงให้อยูในระดับที่ยอมรับได้ เตรี ยมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่ งต่าง ๆ ที่พบในการประเมิน หรื อที่ควรเอาใจใส่ องค์กรควรแน่ใจว่าการ ่ควบคุมที่จดทาใหม่และที่มีอยูมีการนาไปใช้อย่างมี ัประสิ ทธิผล
    • • ทบทวนความเพียงพอของแผนปฏิบติการ ั ประเมินความเสี่ ยงใหม่ดวยวิธีการควบคุมที่ ้ได้มีการปรับปรุ ง และตรวจสอบว่าความเสี่ ยง ่นั้นอยูในระดับที่ยอมรับได้
    • รูปแบบการประเมินความเสี่ ยง (Risk Assessment Pro-Forma) องค์กรควรมีการเตรี ยมรู ปแบบง่าย ๆ ที่สามารถใช้เพื่อการบันทึกสิ่ งที่คนพบจากการประเมินโดยทัวไป จะครอบคลุมถึง ้ ่•กิจกรรมของงาน (Work Activity)•อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น (Hazards)•มาตรการควบคุมที่มีอยู่ (Control in place)•บุคคลที่มีโอกาสเสี่ ยง (Personnel at risk)•สิ่ งที่น่าจะก่อให้เกิดอันตราย (ความเป็ นไปได้ในการเกิดอันตรายนั้นมีมากน้อยเพียงใด)•ความรุ นแรงของอันตราย•ระดับความเสี่ ยง•สิ่ งที่ตองการทาภายหลังการประเมิน ้•รายละเอียดทัวไป เช่น ชื่อผูประเมิน วันที่ประเมิน ฯลฯ ่ ้
    • พิษของกรดเกลือทีมตอร่างกาย ่ ี ่ •ระบบทางเดินหายใจกรดเกลือก่อให ้เกิดการระคายเคืองเยือบุจมูก ลาคอ ่และเยือบุทางเดินหายใจ อาการจะเริมเกิดขึนเมือสูด ่ ่ ้ ่ ่ดมเข ้าไปในปริมาณ 35 สวนในล ้าน หากได ้รับเข ้าไป ่50 - 100 สวนในล ้าน อาการจะรุนแรงจนทนไม่ได ้ผล ้ ่ ่ทีเกิดขึนกับเยือบุทางเดินหายใจสวนบน เมือได ้รับกรด ่ ่เกลือในปริมาณมากอาจทาให ้เนือเยือบวมอย่างมาก ้ ่จนเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ และ suffocation ได ้ผู ้ทีได ้รับพิษขันรุนแรงจะมีอาการหายใจหอบหายใจไม่ ่ ้ทัน เนืองจากภาวะอุดกันหลอดลมขนาดเล็กบางราย ่ ้ ึ่อาจเกิดภาวะปอดบวมน้ าซงเป็ นอันตรายอย่างมากสาหรับในเด็กอาจเกิดอาการกล ้ายหอบหืด ซงจะ ึ่เป็ นอยูนานหลายเดือนและไม่คอยตอบสนองต่อการ ่ ่รักษาด ้วยยาขยายหลอดลม
    • •สมดุลกรด-ด่างของร่างกาย อาจเกิดขึนได ้จากการได ้รับพิษทางระบบทางเดินอาหาร ้ เนืองจากคลอไรด์อออนเพิมสูงขึนในเด็กทีมอตราการเผาผลาญ ่ ิ ่ ้ ่ ี ั ในร่างกายสูงจะได ้รับผลกระทบมากกว่าปกติถงขันเป็ นอันตราย ึ ้ ี ิ ต่อชวตได ้•ผิวหน ังแผลทีผวหนังเป็ นลักษณะแผลลึก คล ้ายแผลไฟไหม ้ ่ ิ ่ ่ ึ่น้ าร ้อนลวก อาจเกิดแผลทีเยือบุซงเป็ นเนือเยืออ่อนได ้ ้ ่ ่ ัเชนกันการได ้รับพิษโดยการสมผัสกรดไฮโดรคลอริกเข ้มข ้น จะทาให ้เกิดแผลเป็ นขนาดใหญ่และลึกหาก ัสมผัสสารละลายทีเจือจาง ก็จะเกิดเป็ นผืนผิวหนั ง ่ ่อักเสบและระคายเคืองในเด็กจะพบปั ญหาทีผวหนัง ่ ิมากกว่าผู ้ใหญ่
    • •พิษต่อตาไอระเหยของไฮโดรเจนคลอไรด์หรือกรดไฮโดรคลิรกทาให ้เซลล์กระจกตาเกิดการตาย เลนสตา ิ ์เกิดเป็ นต ้อกระจกและความดันภายในลูกเพิมขึน ่ ้ ี่ ัจนกลายเป็ นต ้อหินได ้กรณีทสมผัสกับสารละลายทีเจืองจาง จะเกิดแผลทีกระจกตา ่ ่ด ้านนอก•ระบบทางเดินอาหารก่อให ้เกิดอาการปวดท ้องรุนแรง กลืนลาบาก ้คลืนไสอาเจียน การได ้รับพิษโดยการกินกรด ่ไฮโดรคลอริกเข ้มข ้นจะทาให ้เกิดการหลุดลอกของเยือบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกิด ่เป็ นแผลภายในมีเลือดออก แผลอาจทะลุได ้
    • •ระบบห ัวใจและหลอดเลือดเกิดขึนเมือได ้รับพิษจากการกินเข ้าไปหรือ ้ ่ ัสมผัสในปริมาณสูง ทังกรดไฮโดรคลอริก ้และแก๊ซไฮโดรเจนคลอไรด์ทาให ้ความดันโลหิตลดตาลง เกิดภาวะเลือดออกในทางเดิน ่อาหารและระบบสมดุลน้ าและของเหลวใน ีร่างกายเสยไปการทาหน ้าทีของปอดจะ ่กลับมาเป็ นปกติหลังจากได ้รับพิษ 7 - 14 วัน
    • “เก่ า” กับ “ใหม่ ”• บริการอาชีวอนามัย แบบเดิม (TraditionalServices)– เน้ นการบังคับใช้ กฎหมาย (กระทรวงแรงงาน)– เน้ นผู้เชี่ยวชาญ• เดินสารวจโรงงาน เก็บตัวอย่ างสารเคมี ตรวจร่ างกายการเฝาระวังสิ่งแวดล้ อม การเฝาระวังสุขภาพ ้ ้• บริการอาชีวอนามัย แบบ “ทันสมัย”– เน้ นการมีส่วนร่ วม (Participation : employerand employee)– ผู้เชี่ยวชาญ คือ facilitator– บูรณาการ / องค์ รวม (“whole person”approach)– เป็ นไปตามความต้ องการ / ปั ญหาของกลุ่ม พืนที่ ้
    • วงจรคุณภาพ - การปองกันโรคจากการทางาน ้Plan(ประเมินความเสี่ยงต่ อสุขภาพ)Do(ลดสิ่งคุกคาม,ลดการสัมผัส)Check(การตรวจวัดสิ่งแวดล้ อมและสุขภาพพนักงานenvironmental and biologicalmonitoring)Act(ปรั บขันตอน Do) ้