บทที่ 8 การยศาสตร์
การยศาสตร์ เป็นศัพท์บัญญัติมาจากคาภาษาอังกฤษว่า “ Ergonomics ”
 ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคาภาษากรีกประกอบรวมกัน ๓ คา คือ
“ ergon ” หมายถึง “ งาน (work) ”
“ nomoi ” หมายถึง “ กฎ (law) ”
“ ikos ” หมายถึง “ ศาสตร์หรือระบบความรู้ (ics) ”
หากแปลตามตัวอักษร "Ergonomics" หมายถึง ศาสตร์หรือระบบความรู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎกับงาน
ส่วนคาว่า "การย์" (การยะ) ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้
ความหมายว่า หน้าที่ กิจธุระงาน
 ศัพท์บัญญัติว่า การยศาสตร์ จึงมีความหมายว่า ระบบความรู้เกี่ยวกับงาน ซึ่งค่อนข้าง
ตรงกับความหมายของรูปศัพท์ในคาภาษาอังกฤษ (สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนฯ, 2551)
การยศาสตร์
การยศาสตร์
 การยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นองค์ความรู้ที่ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะสมกับ
ผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นการปรับปรุงสภาพการทางานอย่างเป็นระบบ
 เกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชาด้วยกัน นามาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการทางานให้มี
ประสิทธิภาพในการทางานความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด
 โดยจะให้ความสาคัญกับคนทางานเป็นอันดับแรก
 โดยจะดูว่าการออกแบบเครื่องมือเครื่องจักร และสภาพแวดล้อมในการทางานมีผลกระทบอย่างไร
บ้าง
 ซึ่งก็รวมไปถึงวิธีการทางานหรือท่าทางในการทางานที่เหมาะสม เพื่อจะได้ใช้พลังงานในการ
ทางานน้อยที่สุด เกิดความเครียดความล้าและความผิดปกติจากการบาดเจ็บสะสมเรื้อรัง
( Cumulative Trauma Disorders: CTDs ) น้อยที่สุด
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
แป้ นพิมพ์ (Keyboard)
 การใช้แป้ นพิมพ์โดยใช้แรงกดจากปลายนิ้วมีผลต่อการพัฒนาความผิดปกติของท่อน
แขน
โดยแรงขั้นต่าที่ใช้ในการกดจะเป็นเพียงครึ่งแรกของการกดทั้งหมด ถ้าผู้ใช้ต้องออกแรง
กดมากเท่าใดก็จะหมายถึงมันใช้งานไม่สะดวกมากเท่านั้น
การพิมพ์ด้วยแป้ นพิมพ์ที่แข็งกระด้างต้องการใช้แรงกดที่มากขึ้น และแม้ว่าผู้ใช้จะกดคีย์
บนโน้ตบุ๊กด้วยแรงที่น้อยกว่าบนเครื่องตั้งโต๊ะก็ตาม เขากลับใช้แรงกดเกินความจาเป็นมาก
ไป
การทาให้มีเสียงดังตอบรับขณะกดคีย์แต่ละคีย์ลงไปคล้ายกับเสียงคลิกเมาส์จึงช่วยลด
การใช้แรงกดคีย์ที่มากเกินไปได้
แป้นพิมพ์ : ภาพท่าการวางมือที่ถูกบังคับโดยแบบของแป้นพิมพ์ (Bridger, 2003)
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
แป้ นพิมพ์ (Keyboard)
แป้ นพิมพ์ (Keyboard)
การจัดให้มีคีย์ตัวเลขประกอบอยู่บนแป้ นพิมพ์ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะมีการ
ทบทวน เนื่องจากคีย์ตัวเลขนี้จะเป็นการเพิ่มความกว้างให้กับแป้ นพิมพ์และต้องวางเมาส์
ห่างออกไปจากผู้ใช้มากกว่าที่ควร ทาให้หัวไหล่ถูกหันตามออกไปด้วยเมื่อใช้เมาส์ ซึ่ง
เมื่อใช้งานนานไปก็จะทาให้เกิดความไม่สะดวก ดังภาพต่อไปนี้
(ก) ตาแหน่งของเมาส์และการวางแขนที่เป็นผลมาจากการใช้แป้ นพิมพ์แบบมีแป้ นตัวเลข
(ข)ตาแหน่งของเมาส์และการวางแขนเมื่อนาเอาแป้ นตัวเลขออกไป (Cook และKothiyal, 1998)
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
เมาส์ (Mouse)
• เมาส์จัดเป็นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา
• การออกแบบเมาส์ได้มีการออกแบบให้ใช้งานโดยต้องคว่าฝ่ามือลงซึ่งฝ่ามือจะถูก
ยกขึ้นอยู่สูงกว่าข้อมือในท่าที่ผิดธรรมชาติ
• เมาส์บางอันมีขนาดใหญ่มากทั้งยาวและกว้างทาให้ไม่สะดวกในการใช้ปุ่มคลิก
โดยต้องใช้นิ้วยืดออกไปเพื่อจะคลิกที่ปุ่มได้
• เมาส์ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับมือขวาแต่ก็ยังมีพวกที่นาไปใช้กับมือซ้าย
โดยวางไว้ทางด้านซ้ายของแป้ นพิมพ์ โดยที่รูปทรงของเมาส์มือขวานั้นไม่เหมาะ
อย่างยิ่งกับกับการใช้โดยมือซ้าย
• ดังนั้นการออกแบบเมาส์ให้สามารถใช้กับมือในท่าที่เป็นธรรมชาติได้ ซึ่งมี
นัยสาคัญที่จะลดอาการติดกันของกระดูกและกล้ามเนื้อในขณะใช้งานคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
เมาส์ (Mouse)
: ภาพการเคลื่อนของมือที่ออกไปจากตาแหน่งตามธรรมชาติเมื่อมีการใช้เมาส์
(ปรับปรุงจากBS EN ISO 9241-9-2000)
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
ทัชเพด (Touchpad)
• การใช้ทัชเพดนี้จะพบได้บนแลปท็อปคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กโดยใช้แทนเมาส์
• รูปร่างของทัชเพดมีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมอยู่ด้านหน้าแป้ นพิมพ์ใช้งานโดยใช้ปลายนิ้ว
• ผู้ใช้ส่วนมากพบว่าเขาสามารถใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวบนทัชเพด เพราะว่าไม่ต้องการให้
ทิศทางของเคอร์เซอร์เปลี่ยนไป ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้ามีนิ้วมืออีกนิ้วมาสัมผัส
• ผลสรุปก็คือ การใช้งานจะมารวมอยู่ที่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียว ซึ่งนานไปก็เกิดความอ่อนล้า
ได้การใช้ทัชเพดเป็นเวลานานจึงควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากการใช้นิ้ว
เพียงนิ้วเดียวเป็นเวลานานในการทางาน
• ผู้ใช้ทัชเพดจึงควรใช้เมาส์เพิ่มเติมด้วย
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
แทรคบอลล์(Trackball)
• แทรคบอลล์เหมือนกับการหงายเมาส์แบบลูกกลิ้งขึ้นมาแล้วใช้งาน
• การทางานกับแทรคบอลล์ซึ่งวางอยู่ตรงกลางมาทางส่วนล่างของแป้ นพิมพ์มีผลให้
การใช้งานกล้ามเนื้อไหล่ลดลงมากกว่าการใช้เมาส์ ทาให้ใช้ข้อมือมากกว่าอุปกรณ์
นาเข้าข้อมูลชนิดอื่นๆ
• ซึ่งแทรคบอลล์ได้ติดอยู่กับตัวเครื่องช่วยพยุงมือในขณะที่อยู่เหนือโต๊ะเป็นเหตุให้
ส่วนแขนไม่ได้รับการพยุงทาให้อ่อนล้าได้
• บางชนิดมีการติดตั้งไว้ในเมาส์และใช้งานโดยใช้นิ้วโป้ ง การวางมือเพื่อใช้งานแบบนี้
จะนาไปสู่ความผิดปกติของท่อนแขนได้
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
จอยสติก (Joystick)
• จอยสติกมีรูปร่างเป็นแท่งยึดติดอยู่กับฐาน จอยสติกขนาดใหญ่ใช้งานโดยใช้มือจับ
ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้ปรับให้เข้ากับธรรมชาติของการใช้ปลายแขน
• ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้แรงบังคับโยกไปมาได้มากกว่าการจับยึดไว้ตรง ๆ
อย่างไรก็ตามการจับยึดโดยใช้แรงจากมือนี้อาจมีผลกระทบต่อความเที่ยงตรงของการ
เคลื่อนไหวได้
• การออกแบบจอยสติกบางครั้งจะให้ใช้นิ้วโป้ งในการกดด้วย การใช้งานนิ้วโป้ งใน
กรณีนี้เป็นสิ่งที่ไม่แนะนา ในการใช้จอยสติกไม่ควรใช้เกิน45 องศาไปทางซ้ายและขวา
30 องศาไปข้างหน้า และ 15 องศามาข้างหลัง
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
จอภาพสัมผัส (Touchscreen)
• การใช้งานจอภาพสัมผัสผู้ใช้จะต้องสัมผัสลงไปบนจอภาพ นั่นเป็นหนึ่งในวิธีการที่รวดเร็ว
ในการเลือกสิ่งของบนจอภาพ ซึ่งมันจะให้ผลดีที่สุดในการชี้และการเลือก
• อย่างไรก็ตามมันมีผลต่อผู้ใช้ในการยื่นแขนออกไปโดยไม่มีอะไรมารองรับหรือพยุงไว้สิ่ง
หนึ่งที่เป็นความยากก็คือจอภาพถูกวางไว้ตามความต้องการ สองอย่างนี้คือ มันต้องอยู่ห่างจาก
ผู้ใช้พอสมควร เพื่อให้อ่านได้สะดวกแต่ก็ต้องไม่ห่างเกินเอื้อม และไม่ควรใช้งานนานเกินไปกับ
จอภาพแบบนี้
• อาจจะเหมาะกับการเลือกด้วยการใช้เวลาสั้น ๆ หรือไม่ก็เป็นการป้ อนตัวหนังสือเพียง
เล็กน้อยเท่านั้น
• การวางจอไว้ในแนวตั้งตรงนั้นควรจะตั้งให้มีความสูงเพียงพอซึ่งควรจะอยู่บริเวณตั้งแต่
หัวไหล่ขึ้นไป
• การวางจอที่วางในแนวนอนจะต้องไม่ตั้งให้สูงกว่าในแนวระดับศอก
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
กราฟิกแท็บเล็ต(Graphic tablet)
• กราฟิกแท็บเล็ตและปากกาใช้งานในการวาดเขียน เพื่อการออกแบบ
• เนื่องจากสามารถทางานได้ด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตามด้วยด้ามจับที่มีขนาดเล็กซึ่ง
การใช้งานด้วยด้ามจับแบบนี้อาจทาให้รู้สึกเมื่อยล้าได้ดังนั้นการใช้งานแบบไม่มีหยุดจึง
ควรหลีกเลี่ยง ทั้งนี้รวมถึงการใช้ปากกาแสงที่ชี้ไปยังจอภาพด้วยกราฟิกแท็บเล็ตและ
ปากกาใช้งานในการชี้จุด การเลือก การลากแล้ววาง และการวาด
• โดยหน้าสัมผัสของกราฟิกแท็บเล็ตจะต้องแบนราบและเรียบและไม่สะท้อนแสง
• ซึ่งจะต้องใช้แผ่นนาร่องวางทาบเอาไว้เพื่อให้เห็นฟังก์ชั่นการทางานกราฟิกที่มีไว้ให้
ใช้ในโปรแกรม และแผ่นนี้จะต้องไม่ขยับเลื่อนไปเมื่อใช้งาน
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs)
• ความผิดปกติของรยางค์บน คือ กลุ่มอาการที่มีการอักเสบสะสมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่
บริเวณ ปลายนิ้ว หัวไหล่ แขน และคอ
• เป็นความผิดปกติในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ได้แก่ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อ
ต่อต่างๆ
• เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทางานร่วมกันเพื่อตอบสนองต่อ ตาแหน่งและการเคลื่อนไหวของ
แขน ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นมีทั้งการทางานแบบนิ่งอยู่กับที่ และการทางานแบบ
เคลื่อนไหวไปมา
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
 การทางานซ้าซาก (Repetition)
 ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkwardposture)
 กล้ามเนื้อทางานเกร็งค้างกับที่ (Static muscle work)
 การออกแรง (Force)
 ช่วงระยะเวลาการทางาน (Duration of exposure)
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) มีดังนี้
ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) การทางานซ้าซาก (Repetition)
o ถ้าทางานในลักษณะเดียวกันเหมือนเดิมซ้า ๆ เป็นเวลานาน จะเกิดเป็นการทาซ้าซาก
o การทางานในลักษณะนี้กล้ามเนื้อแต่ละมัดจะตอบสนองการทางานในรูปแบบเดิม
o เมื่อทานานๆโดยไม่มีช่วงพักโดยกล้ามเนื้อจะเกิดการล้าและจะฟื้นฟูกลับมาในสภาพ
เดิมได้ไม่เต็มที่
o การที่กล้ามเนื้อทางานเกินกาลังติดต่อกัน จะนาไปสู่การอักเสบและการเสื่อมของ
เนื้อเยื่อ ยิ่งถ้าต้องทางานอย่างเร่งรีบยิ่งต้องใช้กาลังกล้ามเนื้อสูงขึ้น ก็ยิ่งทาให้กล้ามเนื้อ
ล้าได้เร็วขึ้น
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkward posture)
 ท่าทางที่ฝืนธรรมชาติทาให้เกิดปัญหาความผิดปกติของรยางค์บนได้
 ดังนั้นในที่ทางานจึงจาเป็นที่จะต้องใช้เฟอร์นิเจอร์ และจัดเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะ
ทางานให้เหมาะสม
 ท่าที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของแขนหรือลาตัวอยู่ในตาแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น
แป้ นพิมพ์และเมาส์ อยู่ห่างจากลาตัวมากเกินไปทาให้ต้องยื่นแขนไปข้างหน้าหรือเอื้อม
ไปไกลมากขึ้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มักจะยกแขนขึ้นมาให้ข้อมือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ใช้
แป้ นพิมพ์และเมาส์ การทางานอยู่ในท่านี้นานๆจะมีผลต่อกล้ามเนื้อ เพราะว่ากล้ามเนื้อ
ไม่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม
ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkward posture)
: ภาพตัวอย่างแขนและลาตัวอยู่ในตาแหน่งที่ไม่เหมาะสม
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/health2you/2009/06/04/entry-14,15
ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) กล้ามเนื้อทางานเกร็งค้างกับที่
(Static muscle work)
 คือ การยกแขนหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายให้อยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง
ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
 ในระหว่างนี้กล้ามเนื้อจะเกร็งตัวและไม่สามารถคลายตัวได้ ทาให้มีการ
ไหลเวียนของเลือดลดลงในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และไม่สามารถกาจัดของเสียจาก
กระบวนการเผาผลาญพลังงานได้ทาให้กล้ามเนื้อเกิดการอ่อนล้าได้เร็วขึ้นใน
 กรณีที่เก้าอี้ตั้งอยู่ต่าจากแป้ นพิมพ์และเมาส์มาก ทาให้ในขณะทางานต้อง
ยกหัวไหล่และแขนขึ้นและค้างไว้ท่านี้ ถ้าค้างไว้เป็นเวลา 5 นาที จะต้องใช้เวลา
ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่ากล้ามเนื้อจะกลับมาเหมือนเดิมกล้ามเนื้อทางานเกร็ง
ค้างกับที่
ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) การออกแรง (Force)
 ระดับแรงในการทางานของกล้ามเนื้อมีผลต่อท่าทางของแต่ละคน
 ทาให้เกิดการล้าของกล้ามเนื้อและจะนาไปสู่อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
 คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์จานวนมากมีการเปลี่ยนแปลงท่าทาง ในขณะทางานและต้อง
พิมพ์งานด้วยความเร่งรีบ ซึ่งหลายคนก็ออกแรงกดมากเกินไป แป้ นพิมพ์ถูกออกแบบมาให้
เหมาะกับการสัมผัสเบา ๆ บางคนที่กดแป้ นพิมพ์อย่างแรงก็ทาให้กล้ามเนื้อต้องทางานมาก
ขึ้น
 คนส่วนใหญ่จับเมาส์ด้วยแรงที่มากเกินความจาเป็น ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าได้
เร็วขึ้น
 แรงที่ใช้นั้นจะปรับไปตามความหนักของงานและสามารถส่งผลให้เกิดความผิดปกติ
ของรยางค์บนได้
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs)
ช่วงระยะเวลาการทางาน
(Duration of exposure)
 ระยะเวลาการทางานในแต่ละวันมีผลทาให้เกิดอาการเจ็บป่วยและ
ใช้งานไม่ถนัดเกิดขึ้นได้
 คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ จะทาให้เกิดความผิดปกติ
ของรยางค์บนได้เช่นกัน ซึ่งอาการค่อย ๆ เกิดการสะสมมาเรื่อย ๆ
 การทางานที่มีช่วงเวลาพักน้อย การทางานนอกเวลา และการทางาน
อย่างสุดโต่ง แม้จะในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจทาให้เกิดความผิดปกติของ
รยางค์บนได้
 หรือแม้แต่คนที่หยุดงานเป็นเวลานานแล้วกลับมาทางานใหม่ก็จะทา
ให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
ปวดหลัง (Backache)
o คนที่มีอาการปวดหลังมักจะปวดหลังส่วนล่างหรือหลังส่วนเอว อาการปวดมักเกิด
จากการทางานอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องและนั่งเป็นเวลานาน ๆโดยไม่ลุกจากที่
o อาการปวดหลังสามารถเกิดได้จากลักษณะของสถานที่ทางานไม่เหมาะสม เก้าอี้ไม่
ดีไม่ได้ถูกปรับให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน
o การแก้ปัญหาอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นจากการทางาน ควรเลือกใช้เก้าอี้ให้เหมาะสม
กับผู้ใช้ในแต่ละคน และมีการฝึกอบรมในเรื่องท่าทางที่ถูกต้องในการทางานให้แก่
พนักงานและอนุญาตให้พนักงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจาลุกจากที่นั่งเดินไป
เดินมาได้บ่อย ๆ
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
การล้าสายตา (Visual fatigue)
 ลักษณะอาการของการล้าสายตา คือ ตาแดง คันที่ตา มองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพ
ซ้อน ปวดบริเวณรอบ ๆ ตามีน้าตาไหล ปวดศีรษะ อาการคลื่นไส้ อาการเหล่านี้เกิดจาก
การใช้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ดวงตามากเกินไป
 ตาและกล้ามเนื้อที่ควบคุมลูกตาจะตอบสนองเหมือนกับส่วนอื่นๆ ของร่างกายจะดี
ขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง
 นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทาไมคนที่ทางานด้วยคอมพิวเตอร์จึงต้องมีช่วงพักเวลาพักจาก
หน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ซึ่งจะทาให้ดวงตาได้มีการพักด้วย
 ดวงตาควรที่จะจ้องวัตถุอื่นๆในระยะทางที่แตกต่างกันมากกว่าที่จะจ้องอยู่กับ
หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ถ้าไม่สามารถที่พักสายตาได้อย่างน้อย ๆก็ควรที่จะ
ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปมองสิ่งอื่น ๆ บ่อย ๆ
ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน
ความเครียด (Stress)
 เป็นอาการทางจิตเวช (Psychological) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ได้รับมอบหมายงานไม่
เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน
 ซึ่งเป็นผลให้ได้รับแรงกดดันมากเกินไป ซึ่งคนที่มีภาวะเครียดเป็นเวลานานจะทาให้เกิด
การป่วยได้โดยมีอาการวิตกกังวล หดหู่ เกิดเป็นโรคหัวใจ มีอาการปวดหลัง มีปัญหาเกี่ยวกับ
กระเพาะและลาไส้ และอาจจะหาทางออกอย่างไม่เหมาะสม
 การตอบสนองนี้จึงเกิดขึ้นในองค์กร ถ้าในองค์กรมีหนึ่งคนที่มีความเครียดมาก ๆ จะ
ส่งผลกระทบต่อคนอื่นที่มีจิตใจปกติได้
 โดยคนที่มีความเครียดจะทางานได้ไม่เต็มที่ อาจจะมีการขาดงานบ่อย ๆ ทาให้เพิ่มภาระ
งานกับเพื่อนร่วมงาน ในที่สุดทาให้ต้องถูกออกจากการทางาน
 องค์กรจาเป็นต้องทบทวนตาแหน่งที่ทาให้เกิดความลาบากใจหรือมีความกดดันในการ
ทางานของพนักงานด้วย
การปรับสภาพการทางาน
ท่าทางการนั่งทางาน อุปกรณ์ต่างๆ มีขนาด ระยะ แสงสว่าง ไม่เหมาะสม ทาให้
อวัยวะบางส่วนทางานหนัก ซึ่งการทางานติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผล
กระทบต่อสุขภาพ และอาจเกิดการบาดเจ็บของอวัยวะเรื้อรังได้ ดังนั้น สานักงาน
หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรให้ความสาคัญต่อการจัดสถานที่ทางานให้เหมาะสม
ดังต่อไปนี้
 โต๊ะที่ใช้ในสานักงานจะมีรูปแบบทั่วไปเป็นทรงสี่เหลี่ยมอย่างง่าย บางครั้งมี
ลิ้นชักติดกับพื้นผิวโต๊ะ
 เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง นักออกแบบโต๊ะและผู้ผลิตจึงต้องพัฒนา
รูปแบบโต๊ะทางานเพื่อให้ตรงกับความต้องการ โดยต้องสนับสนุนกับอุปกรณ์
สานักงาน เช่น จอภาพ แป้ นพิมพ์ ไมโครโฟน โทรศัพท์เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์
และอุปกรณ์อื่น ๆ และเพื่อรองรับการเพิ่มจานวนของบุคคลในสานักงานโดยไม่
ต้องเพิ่มพื้นที่ของอาคาร
 โต๊ะทางานสามารถเปลี่ยนรูปร่าง และรูปทรง ให้เหมาะสาหรับใช้คนเดียว สอง
คน หรือใช้เป็นกลุ่มใหญ่โดยใช้โต๊ะทางานร่วมกันได้
 โดยที่ผู้ใช้สามารถคงความสูง ปรับความสูงบางส่วนได้และมีลิ้นชักแนบใต้โต๊ะ
หรือแท่นแขวนเคลื่อนที่ซึ่งในเรื่องของโต๊ะทางานควรพิจารณาดังนี้
โต๊ะทางาน (Desk)
การปรับสภาพการทางาน
 ความสูงของโต๊ะทางานควรมีความสูงพอเหมาะ
 ขณะทางานไม่ต้องก้มศีรษะมากนัก
 ผิวโต๊ะทาด้วยวัสดุที่ไม่สะท้อนแสงรบกวนการทางาน
 หากเป็นโต๊ะที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะควรมีถาดรองแป้ นพิมพ์และเมาส์เพื่อให้หน้า
จอคอมพิวเตอร์ใกล้ระดับสายตา และสามารถพิมพ์งานโดยใช้แป้ นพิมพ์และเมาส์ได้
นานโดยไม่ต้องยกไหล่
 ความสูงของโต๊ะทางาน มักจะถูกออกแบบมาให้มีความสูง 720 มม.หรือประมาณ 25-
29 นิ้วตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งจะเหมาะกับบุคลากรส่วนใหญ่ในสานักงาน
 การทางานจะต้องมีพื้นที่ที่ว่างอย่างน้อย 650 มม. ระหว่างพื้นและพื้นใต้ผิวโต๊ะทางาน
ความสูงโต๊ะทางาน(Desk height)
การปรับสภาพการทางาน
 พื้นผิวโต๊ะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สาคัญของโต๊ะ เพราะผู้ใช้จะนาอุปกรณ์เกี่ยวกับ
สานักงานมาวางไว้
 สาหรับอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์นั้น ควรจะจัดหน้าจอ และแป้นพิมพ์วางไว้ตาแหน่ง
หน้าของผู้ใช้ ซึ่งความลึกของโต๊ะควรมีระยะห่างจากตาแหน่งหน้าจอถึงปลายนิ้ว เป็น
ตาแหน่งที่ใช้ในการทางาน
 หน้าจอไม่ควรวางด้านหนึ่งด้านใดของโต๊ะ ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วเมื่อบนโต๊ะทางานมี
เอกสารเป็นจานวนมาก ก็จะทาการย้ายจอภาพและแป้นพิมพ์ไปยังด้านข้างของโต๊ะ
 ถ้าหน้าจออยู่ในตาแหน่งข้างใดข้างหนึ่ง ผู้ใช้จะต้องหมุนศีรษะ เวลาดูหน้าจอ และ
จะต้องหันกลับไปมองที่เอกสารหรือแป้นพิมพ์รูปแบบนี้อาจทาให้เกิดการบิดของ
ร่างกายประมาณ 20% พบความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะส่วนคอและไหล่สูง
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
: ภาพแสดงรูปแบบพื้นผิวโต๊ะ
(a) Cockpit-style surface
(b) L-shaped surface
(c) Wave surface
 ผู้ผลิตจึงได้ออกแบบโต๊ะที่มีการเพิ่มพื้นที่ผิวเป็นแบบ Cockpit-stylesurfaces,
L-shapedsurfaces และ Wavesurfaces ดังในภาพดังนี้
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
 รูปแบบพื้นผิวโต๊ะดังกล่าว อาจสร้างปัญหา หากไม่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะเห็นว่า ถ้าผู้ใช้เอียงเก้าอี้ที่มีที่วางแขน มักจะพบว่าที่วางแขนจะชนกับ
ขอบโต๊ะของ L-shaped ภาพที่ทามุม 90° และเป็นตัวป้ องกันผู้ใช้จากการนั่ง
ใกล้กับโต๊ะที่ต้องการ ดังภาพต่อไปนี้
: ภาพแสดงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้เก้าอี้ที่มีที่วางแขนกับโต๊ะ L-shapedsurface
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
 ปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายกันกับรูปแบบผิวโต๊ะWave surface คือ เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนไปยัง
หน้าจอที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเก้าอี้ ที่วางแขนจะสัมผัสกับขอบโต๊ะ และทาให้ผู้ใช้
อยู่ตรงกลางของจอภาพ ผู้ใช้อาจพบว่า ต้องขยับร่างกายเล็กน้อย จากการที่จะต้อง
เคลื่อนที่ไปข้างหนึ่งเพื่อใช้อุปกรณ์ หรืออาจต้องย้ายอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ ที่
กาหนดบนโต๊ะเพื่อให้นั่งสบายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นผิวที่ต้องใช้ร่วมกับ
อุปกรณ์ ดังภาพต่อไปนี้
: ภาพแสดงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เก้าอี้ที่มีที่วางแขนกับโต๊ะ Wave surface
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
 โต๊ะที่มีพื้นผิวที่ต้องใช้เป็นคู่ ทาให้ไม่สมดุลและต้องมีการเอียงไปทางขวามือของ
โต๊ะ และอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ด้านซ้ายของโต๊ะซึ่งหมายความว่าสัดส่วนที่สาคัญของ
การทางานของผู้ใช้พื้นที่จะอยู่ในทั้งด้านซ้ายหรือขวา ดังภาพด้านล่าง บางคนจะ
คิดว่ามีการจากัดความยืดหยุ่นของการใช้พื้นที่ทางาน ซึ่งเป็นผลจากการไม่ได้
ทดลองใช้งานเฟอร์นิเจอร์ในที่ทางานจริงก่อนซื้อ
: ภาพแสดงความไม่สมดุลของโต๊ะที่มีพื้นผิวเป็นคู่
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
 อีกหนึ่งคุณสมบัติของพื้นผิวที่สาคัญและสมควรจะกล่าวถึง คือ ขอบของโต๊ะ โดย
ปกติโต๊ะรุ่นเก่าขอบโต๊ะจะทามุม 90° ในกรณีนี้ยังมีหลายรุ่นที่ผู้ขายทาให้ราคาถูก
ลง ขอบของโต๊ะทางานควรจะกลมมน หรือ "bull-nosed" ถือว่าเหมาะสมดังในภาพ
ภาพแสดงเขตการเข้าถึงสะดวกและพื้นที่ทางานปกติ (McKeownและ Twiss, 2004)
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
คุณลักษณะใต้พื้นผิว (Undersurface features)
การออกแบบพื้นผิวใต้โต๊ะนี้ไม่มีความสาคัญเท่าพื้นผิวโต๊ะ เพราะจะมี
ผลกระทบเฉพาะเรื่องความสะดวกสบายแต่ละบุคคลควรมีพื้นที่ว่างอย่าง
เพียงพอสาหรับการขยับขาจากหน้าไปหลัง และจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง
เพื่อให้สามารถย้ายขาอย่างอิสระและเปลี่ยนตาแหน่งได้ง่ายโดยไม่มีอุปสรรค
สาหรับข้อแนะนาทั่วไปคือโต๊ะทางานของแต่ละบุคคล ควรมีที่ว่างใต้โต๊ะ
อย่างน้อย 600 มม. ด้านหน้า ถึงด้านหลังและ600 มม. จากซ้ายไปขวา เทียบกับ
ตาแหน่งที่นั่ง ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเป็น 1,000 มม. ในบริเวณนี้ควรพิจารณา
คุณสมบัติอื่น เช่น ความสะดวกของการไปด้านหลังของโต๊ะ ขอบโต๊ะ และขา
โต๊ะซึ่งอาจเป็นอุปสรรคกับพื้นได้
พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design)
การปรับสภาพการทางาน
 เก้าอี้ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีโดยคานึงถึงหลักสรีรศาสตร์
ของมนุษย์หรือเก้าอี้เออร์กอนอมิกส์ (Ergonomics chair)นั้น
 ต้องช่วยลดหรือบรรเทาปัญหาความเค้นและความเครียดที่เกิดขึ้นมาจาก
การที่บุคลากรสานักงานใช้งานพวกเครื่องคอมพิวเตอร์ แป้ นพิมพ์ และ
อุปกรณ์สานักงานอย่างอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
 เก้าอี้ที่ถูกหลักการยศาสตร์นั้นผู้ออกแบบจะมีการนาเอาหลักเกณฑ์
ทางด้านการยศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของความสมดุลของเก้าอี้มุมเอนหลัง
ที่พอดีและการหมุนเคลื่อนไหวของเก้าอี้ในทิศทางต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้
ในงานออกแบบด้วย
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
ความสมดุล (Seat balance) เก้าอี้ที่ดีต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้นั่งมีท่าทางทรวดทรง
การนั่งที่ถูกต้องหรือท่าทางการนั่งที่สมดุลตามธรรมชาติของลากระดูกสัน
หลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัวอักษรอังกฤษตัว“S”
เมื่อมองจากทางด้านข้างโดยที่หลังส่วนล่างที่เรียกว่าLumbar spines จะแอ่น
เว้ามาทางด้านหน้าส่วนหลังช่วงเอวหรือส่วนล่างของตัว“S” จะเป็นส่วนที่
ต้องรองรับน้าหนักตัวส่วนบนคือ ศีรษะ แขนและลาตัวทั้งหมดเอาไว้และ
กล้ามเนื้อหลังส่วนเอวนี้ก็ต้องพยายามทางานอย่างหนักคือ ทั้งหดทั้งดึงเพื่อ
รักษาแนวลาสันหลังรูปตัวเอสนี้เอาไว้ไม่ให้เป็นตัวเอสหลังค่อมหรือตัวเอสห
งายหลังจนเสียสมดุลที่ดีไป
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
: ภาพแสดงลากระดูกสันหลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัวอักษรอังกฤษตัว “S” (Jenkins,1998)
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
ปรับความสูงที่นั่ง(Seat height adjustment)
 ช่วงของการปรับเก้าอี้สานักงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นหรือแต่ละ
บริษัท
 สาหรับเก้าอี้ที่ดีที่สุด ที่นั่งควรสามารถปรับความสูงได้ระหว่าง 380 มม.
ถึง 530 มม.จากพื้น
 ขณะนั่งสะโพก เข่า ข้อเท้า ทามุม 90 องศา ให้ต้นขาขนานพื้นอยู่ระดับ
เดียวกับสะโพก เท้าวางราบกับพื้น
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
ปรับพนักพิง (Backrest adjustment)
 การปรับพนักพิงเพื่อให้สัมผัสรองรับความโค้งแอ่นของบั้นเอวของแต่ละ
บุคคลควรพอดี
 ถ้าหากไม่พอดีควรมีหมอนเล็กหนุนที่บั้นเอว เพื่อรักษาความโค้งปกติจะ
สังเกตว่าหากพอดีแล้วจะรู้สึกสบายหลังขึ้น
 การใช้ที่นั่งที่มีพนักพิงสูงเพื่อสนับสนุนหัวของผู้ใช้ซึ่งเจตนาของผู้ใช้เพื่อ
พักผ่อนหรือเป็นที่พักของศีรษะ แต่การมีที่พิงศีรษะอาจทาให้บุคคลไม่
กระตือรือร้นในการทางานกับคอมพิวเตอร์
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
ที่วางแขน (Armrests)
ถ้าที่วางแขนออกแบบมาไม่ดี และตาแหน่งของที่วางแขนไม่ดี อาจสร้างปัญหาให้กับ
ผู้ใช้ได้
หากมีการติดมาอย่างถาวรกับเก้าอี้ ปัญหาหลักคือ ที่วางแขนบางอันกลายเป็นตัว
ป้ องกันผู้ใช้นั่งใกล้เคียงกับขอบชั้นในของโต๊ะ ทาให้ระยะทางระหว่างผู้ใช้และ
แป้ นพิมพ์หรือเมาส์ไกลกัน ผู้ใช้ก็จะทาการกางแขนทั้งสองข้างออก ซึ่งทาให้เพิ่มภาระ
สาหรับแขนมากขึ้น
ถ้ามีที่วางแขน ควรจะใช้ในท่าทางที่ถูกสนับสนุนปลายแขนของผู้ใช้แต่ไม่รบกวน
วิธีการทางานของผู้ใช้ควรย้ายแขนได้อย่างอิสระ สามารถจับต้องวัตถุหรือใช้
แป้ นพิมพ์เมาส์ได้สะดวก
 ถ้าผู้ใช้ทางานกับเก้าอี้ที่มีที่วางแขนแล้วเกิดปัญหา ก็ควรถอดออกได้โดยง่าย
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
กลไกการปรับ(Adjustment mechanisms)
กลไกการปรับคุณสมบัติสาคัญของกลไกการปรับใด ๆ ควรที่จะใช้งานง่ายจาก
ตาแหน่งที่นั่ง
การปรับที่ต้องให้ผู้ใช้ยืนขึ้นเพื่อดาเนินการควบคุมได้
หากมีการควบคุมการทางานที่ซับซ้อน ผู้ใช้จะไม่ค่อยชอบ และต้องเสียเวลา
กับการทาความคุ้นเคยกับการควบคุมนั้นและจะเป็นผลให้ไม่ใช้มันอีกเลย
กลไกการปรับที่นั่งจะอยู่ใต้เก้าอี้ใช้ควบคุมการเปลี่ยนการตั้งค่าของที่นั่งเพื่อให้
สามารถปรับแรงรองรับผู้ใช้ที่มีน้าหนักแตกต่างกันได้เพื่อให้มีความต้านทาน
เพียงพอในการเคลื่อนไหวของพนักพิง
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
: ภาพแสดงการนั่งเก้าอี้ที่มีกลไกการปรับ
เก้าอี้(Chair)
การปรับสภาพการทางาน
ที่วางเท้า (Footrests)
 ถ้าเท้าของผู้ใช้ไม่สัมผัสพื้น อาจจะเนื่องจากว่าผู้ใช้ตัวเล็ก เก้าอี้ควรจะมีที่วางเท้า เพราะที่วางเท้า
เปรียบเสมือนพื้น ลักษณะของที่วางเท้าจึงต้องคล้ายกับพื้น ต้องเป็นพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ เพื่อให้
สามารถรองรับการวางเท้าทั้งสองอย่างสบาย
 ที่วางเท้าบางอันจะออกแบบด้วยพื้นผิวพลาสติก วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันเท้าลื่นไหล
 ผู้ใช้มีความแตกต่างทั้งรูปร่าง และขา ซึ่งมีความยาวแตกต่างกัน ที่รองเท้าจึงควรปรับระดับความสูง
และควรเอียงได้
 หากผู้ใช้โต๊ะแบ่งพื้นที่การทางานออกเป็นสองส่วนงานที่แตกต่าง ซึ่งปกติเกิดขึ้นกับโต๊ะแบบL-
shapedsurfaces ควรจะให้มีที่รองเท้าสองที่ไว้ใต้โต๊ะแต่ละส่วน เท้าของผู้ใช้จะสัมผัสกับพื้นเมื่อมีการ
ใช้เก้าอี้
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
ที่วางข้อมือ(Wristrests)
 ที่วางข้อมือ ประกอบไปด้วยเจลที่วางอยู่หน้าเมาส์ ผู้คนทั่วไปมักจะใช้รองข้อมือ
ในขณะกาลังคลิกข้อมูลและควรใช้เป็นที่พักมือเมื่อผู้ใช้ไม่ได้ใช้แล้ว
 ถ้าไม่มีที่วางข้อมือจะพบว่ามือของผู้ใช้จะลอยอยู่เหนือเมาส์ เมื่อเป็นกรณีนี้จะต้อง
ใช้กล้ามเนื้อส่วนใหญ่จากแขน เพื่อให้ตาแหน่งมือเทียบเท่ากับเมาส์
 หากแต่ผู้ใช้ใช้ที่วางข้อมือขณะที่พยายามทางานกับเมาส์ ก็จะมีประสิทธิภาพเป็นที่
พักไปด้วย
 ดังนั้นองค์กรควรให้ที่วางข้อมือแก่พนักงาน นอกจากนี้ยังควรให้ข้อมูลประกอบที่
เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้เห็นความสาคัญของการใช้ที่วางข้อมือขณะปฏิบัติการ
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
ที่จับกระดาษ (Document holder)
 ที่จับกระดาษ หรือที่จับสาเนา ควรจะจัดหาไว้ในสถานการณ์ที่บุคคลต้องดูเอกสาร ขณะโต้ตอบกับ
หน้าจอ หรือแป้นพิมพ์
 โดยปกติผู้ใช้จานวนมากที่วางเอกสารต้นฉบับบนพื้นผิวโต๊ะข้าง ๆ แป้ นพิมพ์ ผลที่ตามมา คือ การ
มองลงมาที่เอกสารจะต้องก้มศีรษะ และคอจะต้องหมุนหัวซ้า ๆ จากเอกสารไปที่หน้าจอ อาจเกิด
ปัจจัยเสี่ยงสาหรับอาการปวดคอ
 ดังนั้นการทางานในลักษณะนี้น่าจะทาให้ไม่สบายที่คอ การใช้ที่จับเอกสารเพื่อดูเนื้อหาควรมีความ
สูงระดับเดียวกันกับหน้าจอ เพื่อลดการทาซ้า ๆ กับกล้ามเนื้อคอ
 นอกจากนี้ยังมีการใช้เอกสารที่อยู่บนพื้นผิวโต๊ะ ซึ่งอยู่ในระยะที่แตกต่าง และไกลจากหน้าจอ เวลาที่
ผู้ใช้ดูเอกสารแล้วกลับไปดูที่หน้าจอ และกลับมาอีกครั้งจะต้องปรับโฟกัสสายตา การปรับโฟกัส
สายตาดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามจานวนครั้ง ทาให้ผู้ใช้จานวนมากเกิดความเมื่อยล้าสายตาหรือปวดหัว
ตามมา
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
ภาพแสดงตัวอย่างการใช้งานที่จับกระดาษ
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
อุปกรณ์ปรับระดับความสูงของจอภาพ(Screen risers)
 อุปกรณ์ปรับระดับความสูงของจอภาพ มีสองรูปแบบ คือแบบแรกเป็นแผ่นแบนที่
สนับสนุนจอซีอาที ดั้งเดิมที่วางบนโต๊ะ
 อีกแบบที่ประกอบด้วยที่ยึดไปด้านหลังของจอแบน แขนเหล่านี้เอาไว้สาหรับปรับ
ความสูง
 ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าความสูงของหน้าจอเพื่อให้เหมาะสมได้แขนยังสามารถให้ผู้ใช้
สามารถดึงหน้าจอมาด้านหน้า หรือผลักกลับไปด้านหลัง
 ช่วยให้มีพื้นที่ว่างของโต๊ะเมื่อไม่ใช้งานหน้าจอ
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
ชุดโทรศัพท์หูฟัง (Telephone headset)
 ในปัจจุบันมีการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์เพิ่มขึ้น และใช้โทรศัพท์ลดลง
แต่ก็ยังมีอยู่จานวนหนึ่งที่ต้องพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นเวลานาน หรือซ้า ๆ ในวัน
ทางาน
 ถึงแม้ว่าหน่วยงานที่ดาเนินการโดยเฉพาะเป็นศูนย์โทรศัพท์ได้ตั้งค่าให้รองรับการ
ทางานพร้อมหูฟังไว้แล้ว แต่ก็มีสานักงานจานวนมากที่หูฟังเป็นอุปสรรคระหว่างหู
และไหล่ ในขณะที่ผู้ใช้ใช้งาน หรือมีการเข้าถึงข้อมูลบนหน้าจอ
 ผลของการใช้กล้ามเนื้อในแบบคงที่นาน ๆ จะนาไปสู่ความไม่สบายของคอ
 หูฟังโทรศัพท์ควรจะให้บริการแก่ผู้ดาเนินงานที่ต้องใช้โทรศัพท์ในเวลาเดียวกันกับ
การโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
แท่นอ่านหนังสือ(Readingslopes)
 บุคคลบางคนจะต้องอ่านเอกสารจานวนมาก และใช้เวลาต่อเนื่อง ต้องก้มศีรษะไป
บนโต๊ะเป็นระยะเวลานาน เพื่อก้มลงไปอ่านเอกสาร
 การกระทานี้นาไปสู่ความไม่สบายทั้งคอและหลัง
 สถานการณ์นี้สามารถแก้ไขได้โดยใช้แท่นอ่านหนังสือ บางครั้งเรียกว่า ผู้อ่าน หรือ
บรรณาธิการแบบพกพา
 เหมาะสาหรับโต๊ะที่สูง และไม่สามารถปรับระดับได้ความลาดเอียงทาให้เอกสารทา
มุมได้เหมาะสมกับผู้ใช้โดยช่วยลดการก้มไปข้างหน้า
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
: ภาพแสดงตัวอย่างแทนอ่านหนังสือ
(ก) เอกสารที่มีระยะห่างต่อการอ่าน หรือ เขียน
(ข) เอกสารบนแท่นอ่านหนังสือ ที่มีระยะเหมาะสมต่อการอ่าน และเขียน
(ค) เอกสารบนแท่นอ่านหนังสือ ที่มีระยะเหมาะสมต่อการอ่าน
อุปกรณ์เสริม (Accessories)
การปรับสภาพการทางาน
สรุป...หลักสาคัญของการยศาสตร์
การตระหนักว่า ท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง และการทางานโดยไม่มีการพัก จะนาไปสู่ความ
ผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Disorders: MSD) เป็นเรื่องที่มี
ความสาคัญลาดับต้นๆสาหรับทุกคนที่ทางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์
การที่มีโต๊ะทางานที่ถูกหลักการยศาสตร์ที่สุด อาจยังคงไม่สามารถป้ องกันอาการ
ผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกได้ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรเปลี่ยนท่าทางและเดินออก
จากโต๊ะทางานหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดความเมื่อยล้าจากการนั่งนาน ๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในบริษัทควรแนะนาให้ลุกไปดื่มน้าตลอดวันซึ่งเป็น
การรับประกันว่าผู้ใช้ได้พักอย่างแน่นอน

บทที่ 8 การยศาสตร์

  • 1.
  • 2.
    การยศาสตร์ เป็นศัพท์บัญญัติมาจากคาภาษาอังกฤษว่า “Ergonomics ”  ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคาภาษากรีกประกอบรวมกัน ๓ คา คือ “ ergon ” หมายถึง “ งาน (work) ” “ nomoi ” หมายถึง “ กฎ (law) ” “ ikos ” หมายถึง “ ศาสตร์หรือระบบความรู้ (ics) ” หากแปลตามตัวอักษร "Ergonomics" หมายถึง ศาสตร์หรือระบบความรู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎกับงาน ส่วนคาว่า "การย์" (การยะ) ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ ความหมายว่า หน้าที่ กิจธุระงาน  ศัพท์บัญญัติว่า การยศาสตร์ จึงมีความหมายว่า ระบบความรู้เกี่ยวกับงาน ซึ่งค่อนข้าง ตรงกับความหมายของรูปศัพท์ในคาภาษาอังกฤษ (สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนฯ, 2551) การยศาสตร์
  • 3.
    การยศาสตร์  การยศาสตร์ (Ergonomics)เป็นองค์ความรู้ที่ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพงานให้เหมาะสมกับ ผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นการปรับปรุงสภาพการทางานอย่างเป็นระบบ  เกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชาด้วยกัน นามาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการทางานให้มี ประสิทธิภาพในการทางานความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด  โดยจะให้ความสาคัญกับคนทางานเป็นอันดับแรก  โดยจะดูว่าการออกแบบเครื่องมือเครื่องจักร และสภาพแวดล้อมในการทางานมีผลกระทบอย่างไร บ้าง  ซึ่งก็รวมไปถึงวิธีการทางานหรือท่าทางในการทางานที่เหมาะสม เพื่อจะได้ใช้พลังงานในการ ทางานน้อยที่สุด เกิดความเครียดความล้าและความผิดปกติจากการบาดเจ็บสะสมเรื้อรัง ( Cumulative Trauma Disorders: CTDs ) น้อยที่สุด
  • 4.
    อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์ แป้ นพิมพ์ (Keyboard) การใช้แป้ นพิมพ์โดยใช้แรงกดจากปลายนิ้วมีผลต่อการพัฒนาความผิดปกติของท่อน แขน โดยแรงขั้นต่าที่ใช้ในการกดจะเป็นเพียงครึ่งแรกของการกดทั้งหมด ถ้าผู้ใช้ต้องออกแรง กดมากเท่าใดก็จะหมายถึงมันใช้งานไม่สะดวกมากเท่านั้น การพิมพ์ด้วยแป้ นพิมพ์ที่แข็งกระด้างต้องการใช้แรงกดที่มากขึ้น และแม้ว่าผู้ใช้จะกดคีย์ บนโน้ตบุ๊กด้วยแรงที่น้อยกว่าบนเครื่องตั้งโต๊ะก็ตาม เขากลับใช้แรงกดเกินความจาเป็นมาก ไป การทาให้มีเสียงดังตอบรับขณะกดคีย์แต่ละคีย์ลงไปคล้ายกับเสียงคลิกเมาส์จึงช่วยลด การใช้แรงกดคีย์ที่มากเกินไปได้
  • 5.
    แป้นพิมพ์ : ภาพท่าการวางมือที่ถูกบังคับโดยแบบของแป้นพิมพ์(Bridger, 2003) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์ แป้ นพิมพ์ (Keyboard)
  • 6.
    แป้ นพิมพ์ (Keyboard) การจัดให้มีคีย์ตัวเลขประกอบอยู่บนแป้นพิมพ์ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะมีการ ทบทวน เนื่องจากคีย์ตัวเลขนี้จะเป็นการเพิ่มความกว้างให้กับแป้ นพิมพ์และต้องวางเมาส์ ห่างออกไปจากผู้ใช้มากกว่าที่ควร ทาให้หัวไหล่ถูกหันตามออกไปด้วยเมื่อใช้เมาส์ ซึ่ง เมื่อใช้งานนานไปก็จะทาให้เกิดความไม่สะดวก ดังภาพต่อไปนี้ (ก) ตาแหน่งของเมาส์และการวางแขนที่เป็นผลมาจากการใช้แป้ นพิมพ์แบบมีแป้ นตัวเลข (ข)ตาแหน่งของเมาส์และการวางแขนเมื่อนาเอาแป้ นตัวเลขออกไป (Cook และKothiyal, 1998) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 7.
    เมาส์ (Mouse) • เมาส์จัดเป็นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา •การออกแบบเมาส์ได้มีการออกแบบให้ใช้งานโดยต้องคว่าฝ่ามือลงซึ่งฝ่ามือจะถูก ยกขึ้นอยู่สูงกว่าข้อมือในท่าที่ผิดธรรมชาติ • เมาส์บางอันมีขนาดใหญ่มากทั้งยาวและกว้างทาให้ไม่สะดวกในการใช้ปุ่มคลิก โดยต้องใช้นิ้วยืดออกไปเพื่อจะคลิกที่ปุ่มได้ • เมาส์ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับมือขวาแต่ก็ยังมีพวกที่นาไปใช้กับมือซ้าย โดยวางไว้ทางด้านซ้ายของแป้ นพิมพ์ โดยที่รูปทรงของเมาส์มือขวานั้นไม่เหมาะ อย่างยิ่งกับกับการใช้โดยมือซ้าย • ดังนั้นการออกแบบเมาส์ให้สามารถใช้กับมือในท่าที่เป็นธรรมชาติได้ ซึ่งมี นัยสาคัญที่จะลดอาการติดกันของกระดูกและกล้ามเนื้อในขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 8.
    เมาส์ (Mouse) : ภาพการเคลื่อนของมือที่ออกไปจากตาแหน่งตามธรรมชาติเมื่อมีการใช้เมาส์ (ปรับปรุงจากBSEN ISO 9241-9-2000) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 9.
    ทัชเพด (Touchpad) • การใช้ทัชเพดนี้จะพบได้บนแลปท็อปคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กโดยใช้แทนเมาส์ •รูปร่างของทัชเพดมีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมอยู่ด้านหน้าแป้ นพิมพ์ใช้งานโดยใช้ปลายนิ้ว • ผู้ใช้ส่วนมากพบว่าเขาสามารถใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวบนทัชเพด เพราะว่าไม่ต้องการให้ ทิศทางของเคอร์เซอร์เปลี่ยนไป ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้ามีนิ้วมืออีกนิ้วมาสัมผัส • ผลสรุปก็คือ การใช้งานจะมารวมอยู่ที่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียว ซึ่งนานไปก็เกิดความอ่อนล้า ได้การใช้ทัชเพดเป็นเวลานานจึงควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากการใช้นิ้ว เพียงนิ้วเดียวเป็นเวลานานในการทางาน • ผู้ใช้ทัชเพดจึงควรใช้เมาส์เพิ่มเติมด้วย อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 10.
    แทรคบอลล์(Trackball) • แทรคบอลล์เหมือนกับการหงายเมาส์แบบลูกกลิ้งขึ้นมาแล้วใช้งาน • การทางานกับแทรคบอลล์ซึ่งวางอยู่ตรงกลางมาทางส่วนล่างของแป้นพิมพ์มีผลให้ การใช้งานกล้ามเนื้อไหล่ลดลงมากกว่าการใช้เมาส์ ทาให้ใช้ข้อมือมากกว่าอุปกรณ์ นาเข้าข้อมูลชนิดอื่นๆ • ซึ่งแทรคบอลล์ได้ติดอยู่กับตัวเครื่องช่วยพยุงมือในขณะที่อยู่เหนือโต๊ะเป็นเหตุให้ ส่วนแขนไม่ได้รับการพยุงทาให้อ่อนล้าได้ • บางชนิดมีการติดตั้งไว้ในเมาส์และใช้งานโดยใช้นิ้วโป้ ง การวางมือเพื่อใช้งานแบบนี้ จะนาไปสู่ความผิดปกติของท่อนแขนได้ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 11.
    จอยสติก (Joystick) • จอยสติกมีรูปร่างเป็นแท่งยึดติดอยู่กับฐานจอยสติกขนาดใหญ่ใช้งานโดยใช้มือจับ ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้ปรับให้เข้ากับธรรมชาติของการใช้ปลายแขน • ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้แรงบังคับโยกไปมาได้มากกว่าการจับยึดไว้ตรง ๆ อย่างไรก็ตามการจับยึดโดยใช้แรงจากมือนี้อาจมีผลกระทบต่อความเที่ยงตรงของการ เคลื่อนไหวได้ • การออกแบบจอยสติกบางครั้งจะให้ใช้นิ้วโป้ งในการกดด้วย การใช้งานนิ้วโป้ งใน กรณีนี้เป็นสิ่งที่ไม่แนะนา ในการใช้จอยสติกไม่ควรใช้เกิน45 องศาไปทางซ้ายและขวา 30 องศาไปข้างหน้า และ 15 องศามาข้างหลัง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 12.
    จอภาพสัมผัส (Touchscreen) • การใช้งานจอภาพสัมผัสผู้ใช้จะต้องสัมผัสลงไปบนจอภาพนั่นเป็นหนึ่งในวิธีการที่รวดเร็ว ในการเลือกสิ่งของบนจอภาพ ซึ่งมันจะให้ผลดีที่สุดในการชี้และการเลือก • อย่างไรก็ตามมันมีผลต่อผู้ใช้ในการยื่นแขนออกไปโดยไม่มีอะไรมารองรับหรือพยุงไว้สิ่ง หนึ่งที่เป็นความยากก็คือจอภาพถูกวางไว้ตามความต้องการ สองอย่างนี้คือ มันต้องอยู่ห่างจาก ผู้ใช้พอสมควร เพื่อให้อ่านได้สะดวกแต่ก็ต้องไม่ห่างเกินเอื้อม และไม่ควรใช้งานนานเกินไปกับ จอภาพแบบนี้ • อาจจะเหมาะกับการเลือกด้วยการใช้เวลาสั้น ๆ หรือไม่ก็เป็นการป้ อนตัวหนังสือเพียง เล็กน้อยเท่านั้น • การวางจอไว้ในแนวตั้งตรงนั้นควรจะตั้งให้มีความสูงเพียงพอซึ่งควรจะอยู่บริเวณตั้งแต่ หัวไหล่ขึ้นไป • การวางจอที่วางในแนวนอนจะต้องไม่ตั้งให้สูงกว่าในแนวระดับศอก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 13.
    กราฟิกแท็บเล็ต(Graphic tablet) • กราฟิกแท็บเล็ตและปากกาใช้งานในการวาดเขียนเพื่อการออกแบบ • เนื่องจากสามารถทางานได้ด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตามด้วยด้ามจับที่มีขนาดเล็กซึ่ง การใช้งานด้วยด้ามจับแบบนี้อาจทาให้รู้สึกเมื่อยล้าได้ดังนั้นการใช้งานแบบไม่มีหยุดจึง ควรหลีกเลี่ยง ทั้งนี้รวมถึงการใช้ปากกาแสงที่ชี้ไปยังจอภาพด้วยกราฟิกแท็บเล็ตและ ปากกาใช้งานในการชี้จุด การเลือก การลากแล้ววาง และการวาด • โดยหน้าสัมผัสของกราฟิกแท็บเล็ตจะต้องแบนราบและเรียบและไม่สะท้อนแสง • ซึ่งจะต้องใช้แผ่นนาร่องวางทาบเอาไว้เพื่อให้เห็นฟังก์ชั่นการทางานกราฟิกที่มีไว้ให้ ใช้ในโปรแกรม และแผ่นนี้จะต้องไม่ขยับเลื่อนไปเมื่อใช้งาน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการทางานของร่างกายมนุษย์
  • 14.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) • ความผิดปกติของรยางค์บน คือ กลุ่มอาการที่มีการอักเสบสะสมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ บริเวณ ปลายนิ้ว หัวไหล่ แขน และคอ • เป็นความผิดปกติในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ได้แก่ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อ ต่อต่างๆ • เนื้อเยื่อเหล่านี้จะทางานร่วมกันเพื่อตอบสนองต่อ ตาแหน่งและการเคลื่อนไหวของ แขน ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นมีทั้งการทางานแบบนิ่งอยู่กับที่ และการทางานแบบ เคลื่อนไหวไปมา
  • 15.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน  การทางานซ้าซาก (Repetition) ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkwardposture)  กล้ามเนื้อทางานเกร็งค้างกับที่ (Static muscle work)  การออกแรง (Force)  ช่วงระยะเวลาการทางาน (Duration of exposure) ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper Limb Disorders: ULDs) มีดังนี้
  • 16.
    ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน ความผิดปกติของรยางค์บน (UpperLimb Disorders: ULDs) การทางานซ้าซาก (Repetition) o ถ้าทางานในลักษณะเดียวกันเหมือนเดิมซ้า ๆ เป็นเวลานาน จะเกิดเป็นการทาซ้าซาก o การทางานในลักษณะนี้กล้ามเนื้อแต่ละมัดจะตอบสนองการทางานในรูปแบบเดิม o เมื่อทานานๆโดยไม่มีช่วงพักโดยกล้ามเนื้อจะเกิดการล้าและจะฟื้นฟูกลับมาในสภาพ เดิมได้ไม่เต็มที่ o การที่กล้ามเนื้อทางานเกินกาลังติดต่อกัน จะนาไปสู่การอักเสบและการเสื่อมของ เนื้อเยื่อ ยิ่งถ้าต้องทางานอย่างเร่งรีบยิ่งต้องใช้กาลังกล้ามเนื้อสูงขึ้น ก็ยิ่งทาให้กล้ามเนื้อ ล้าได้เร็วขึ้น
  • 17.
    ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkward posture)  ท่าทางที่ฝืนธรรมชาติทาให้เกิดปัญหาความผิดปกติของรยางค์บนได้  ดังนั้นในที่ทางานจึงจาเป็นที่จะต้องใช้เฟอร์นิเจอร์ และจัดเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะ ทางานให้เหมาะสม  ท่าที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของแขนหรือลาตัวอยู่ในตาแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น แป้ นพิมพ์และเมาส์ อยู่ห่างจากลาตัวมากเกินไปทาให้ต้องยื่นแขนไปข้างหน้าหรือเอื้อม ไปไกลมากขึ้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มักจะยกแขนขึ้นมาให้ข้อมือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ใช้ แป้ นพิมพ์และเมาส์ การทางานอยู่ในท่านี้นานๆจะมีผลต่อกล้ามเนื้อ เพราะว่ากล้ามเนื้อ ไม่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
  • 18.
    ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Awkward posture) : ภาพตัวอย่างแขนและลาตัวอยู่ในตาแหน่งที่ไม่เหมาะสม ที่มา : http://www.oknation.net/blog/health2you/2009/06/04/entry-14,15 ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
  • 19.
    ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) กล้ามเนื้อทางานเกร็งค้างกับที่ (Static muscle work)  คือ การยกแขนหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายให้อยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน  ในระหว่างนี้กล้ามเนื้อจะเกร็งตัวและไม่สามารถคลายตัวได้ ทาให้มีการ ไหลเวียนของเลือดลดลงในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และไม่สามารถกาจัดของเสียจาก กระบวนการเผาผลาญพลังงานได้ทาให้กล้ามเนื้อเกิดการอ่อนล้าได้เร็วขึ้นใน  กรณีที่เก้าอี้ตั้งอยู่ต่าจากแป้ นพิมพ์และเมาส์มาก ทาให้ในขณะทางานต้อง ยกหัวไหล่และแขนขึ้นและค้างไว้ท่านี้ ถ้าค้างไว้เป็นเวลา 5 นาที จะต้องใช้เวลา ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่ากล้ามเนื้อจะกลับมาเหมือนเดิมกล้ามเนื้อทางานเกร็ง ค้างกับที่ ความเจ็บป่ วยที่เกิดจากการทางาน
  • 20.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) การออกแรง (Force)  ระดับแรงในการทางานของกล้ามเนื้อมีผลต่อท่าทางของแต่ละคน  ทาให้เกิดการล้าของกล้ามเนื้อและจะนาไปสู่อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น  คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์จานวนมากมีการเปลี่ยนแปลงท่าทาง ในขณะทางานและต้อง พิมพ์งานด้วยความเร่งรีบ ซึ่งหลายคนก็ออกแรงกดมากเกินไป แป้ นพิมพ์ถูกออกแบบมาให้ เหมาะกับการสัมผัสเบา ๆ บางคนที่กดแป้ นพิมพ์อย่างแรงก็ทาให้กล้ามเนื้อต้องทางานมาก ขึ้น  คนส่วนใหญ่จับเมาส์ด้วยแรงที่มากเกินความจาเป็น ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าได้ เร็วขึ้น  แรงที่ใช้นั้นจะปรับไปตามความหนักของงานและสามารถส่งผลให้เกิดความผิดปกติ ของรยางค์บนได้
  • 21.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน ความผิดปกติของรยางค์บน (Upper LimbDisorders: ULDs) ช่วงระยะเวลาการทางาน (Duration of exposure)  ระยะเวลาการทางานในแต่ละวันมีผลทาให้เกิดอาการเจ็บป่วยและ ใช้งานไม่ถนัดเกิดขึ้นได้  คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ จะทาให้เกิดความผิดปกติ ของรยางค์บนได้เช่นกัน ซึ่งอาการค่อย ๆ เกิดการสะสมมาเรื่อย ๆ  การทางานที่มีช่วงเวลาพักน้อย การทางานนอกเวลา และการทางาน อย่างสุดโต่ง แม้จะในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจทาให้เกิดความผิดปกติของ รยางค์บนได้  หรือแม้แต่คนที่หยุดงานเป็นเวลานานแล้วกลับมาทางานใหม่ก็จะทา ให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
  • 22.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน ปวดหลัง (Backache) o คนที่มีอาการปวดหลังมักจะปวดหลังส่วนล่างหรือหลังส่วนเอวอาการปวดมักเกิด จากการทางานอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องและนั่งเป็นเวลานาน ๆโดยไม่ลุกจากที่ o อาการปวดหลังสามารถเกิดได้จากลักษณะของสถานที่ทางานไม่เหมาะสม เก้าอี้ไม่ ดีไม่ได้ถูกปรับให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน o การแก้ปัญหาอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นจากการทางาน ควรเลือกใช้เก้าอี้ให้เหมาะสม กับผู้ใช้ในแต่ละคน และมีการฝึกอบรมในเรื่องท่าทางที่ถูกต้องในการทางานให้แก่ พนักงานและอนุญาตให้พนักงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจาลุกจากที่นั่งเดินไป เดินมาได้บ่อย ๆ
  • 23.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน การล้าสายตา (Visual fatigue) ลักษณะอาการของการล้าสายตา คือ ตาแดง คันที่ตา มองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพ ซ้อน ปวดบริเวณรอบ ๆ ตามีน้าตาไหล ปวดศีรษะ อาการคลื่นไส้ อาการเหล่านี้เกิดจาก การใช้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ดวงตามากเกินไป  ตาและกล้ามเนื้อที่ควบคุมลูกตาจะตอบสนองเหมือนกับส่วนอื่นๆ ของร่างกายจะดี ขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง  นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทาไมคนที่ทางานด้วยคอมพิวเตอร์จึงต้องมีช่วงพักเวลาพักจาก หน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ซึ่งจะทาให้ดวงตาได้มีการพักด้วย  ดวงตาควรที่จะจ้องวัตถุอื่นๆในระยะทางที่แตกต่างกันมากกว่าที่จะจ้องอยู่กับ หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ถ้าไม่สามารถที่พักสายตาได้อย่างน้อย ๆก็ควรที่จะ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปมองสิ่งอื่น ๆ บ่อย ๆ
  • 24.
    ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทางาน ความเครียด (Stress)  เป็นอาการทางจิตเวช(Psychological) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ได้รับมอบหมายงานไม่ เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน  ซึ่งเป็นผลให้ได้รับแรงกดดันมากเกินไป ซึ่งคนที่มีภาวะเครียดเป็นเวลานานจะทาให้เกิด การป่วยได้โดยมีอาการวิตกกังวล หดหู่ เกิดเป็นโรคหัวใจ มีอาการปวดหลัง มีปัญหาเกี่ยวกับ กระเพาะและลาไส้ และอาจจะหาทางออกอย่างไม่เหมาะสม  การตอบสนองนี้จึงเกิดขึ้นในองค์กร ถ้าในองค์กรมีหนึ่งคนที่มีความเครียดมาก ๆ จะ ส่งผลกระทบต่อคนอื่นที่มีจิตใจปกติได้  โดยคนที่มีความเครียดจะทางานได้ไม่เต็มที่ อาจจะมีการขาดงานบ่อย ๆ ทาให้เพิ่มภาระ งานกับเพื่อนร่วมงาน ในที่สุดทาให้ต้องถูกออกจากการทางาน  องค์กรจาเป็นต้องทบทวนตาแหน่งที่ทาให้เกิดความลาบากใจหรือมีความกดดันในการ ทางานของพนักงานด้วย
  • 25.
    การปรับสภาพการทางาน ท่าทางการนั่งทางาน อุปกรณ์ต่างๆ มีขนาดระยะ แสงสว่าง ไม่เหมาะสม ทาให้ อวัยวะบางส่วนทางานหนัก ซึ่งการทางานติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผล กระทบต่อสุขภาพ และอาจเกิดการบาดเจ็บของอวัยวะเรื้อรังได้ ดังนั้น สานักงาน หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรให้ความสาคัญต่อการจัดสถานที่ทางานให้เหมาะสม ดังต่อไปนี้
  • 26.
     โต๊ะที่ใช้ในสานักงานจะมีรูปแบบทั่วไปเป็นทรงสี่เหลี่ยมอย่างง่าย บางครั้งมี ลิ้นชักติดกับพื้นผิวโต๊ะ เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง นักออกแบบโต๊ะและผู้ผลิตจึงต้องพัฒนา รูปแบบโต๊ะทางานเพื่อให้ตรงกับความต้องการ โดยต้องสนับสนุนกับอุปกรณ์ สานักงาน เช่น จอภาพ แป้ นพิมพ์ ไมโครโฟน โทรศัพท์เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ และเพื่อรองรับการเพิ่มจานวนของบุคคลในสานักงานโดยไม่ ต้องเพิ่มพื้นที่ของอาคาร  โต๊ะทางานสามารถเปลี่ยนรูปร่าง และรูปทรง ให้เหมาะสาหรับใช้คนเดียว สอง คน หรือใช้เป็นกลุ่มใหญ่โดยใช้โต๊ะทางานร่วมกันได้  โดยที่ผู้ใช้สามารถคงความสูง ปรับความสูงบางส่วนได้และมีลิ้นชักแนบใต้โต๊ะ หรือแท่นแขวนเคลื่อนที่ซึ่งในเรื่องของโต๊ะทางานควรพิจารณาดังนี้ โต๊ะทางาน (Desk) การปรับสภาพการทางาน
  • 27.
     ความสูงของโต๊ะทางานควรมีความสูงพอเหมาะ  ขณะทางานไม่ต้องก้มศีรษะมากนัก ผิวโต๊ะทาด้วยวัสดุที่ไม่สะท้อนแสงรบกวนการทางาน  หากเป็นโต๊ะที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะควรมีถาดรองแป้ นพิมพ์และเมาส์เพื่อให้หน้า จอคอมพิวเตอร์ใกล้ระดับสายตา และสามารถพิมพ์งานโดยใช้แป้ นพิมพ์และเมาส์ได้ นานโดยไม่ต้องยกไหล่  ความสูงของโต๊ะทางาน มักจะถูกออกแบบมาให้มีความสูง 720 มม.หรือประมาณ 25- 29 นิ้วตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งจะเหมาะกับบุคลากรส่วนใหญ่ในสานักงาน  การทางานจะต้องมีพื้นที่ที่ว่างอย่างน้อย 650 มม. ระหว่างพื้นและพื้นใต้ผิวโต๊ะทางาน ความสูงโต๊ะทางาน(Desk height) การปรับสภาพการทางาน
  • 28.
     พื้นผิวโต๊ะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สาคัญของโต๊ะ เพราะผู้ใช้จะนาอุปกรณ์เกี่ยวกับ สานักงานมาวางไว้ สาหรับอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์นั้น ควรจะจัดหน้าจอ และแป้นพิมพ์วางไว้ตาแหน่ง หน้าของผู้ใช้ ซึ่งความลึกของโต๊ะควรมีระยะห่างจากตาแหน่งหน้าจอถึงปลายนิ้ว เป็น ตาแหน่งที่ใช้ในการทางาน  หน้าจอไม่ควรวางด้านหนึ่งด้านใดของโต๊ะ ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วเมื่อบนโต๊ะทางานมี เอกสารเป็นจานวนมาก ก็จะทาการย้ายจอภาพและแป้นพิมพ์ไปยังด้านข้างของโต๊ะ  ถ้าหน้าจออยู่ในตาแหน่งข้างใดข้างหนึ่ง ผู้ใช้จะต้องหมุนศีรษะ เวลาดูหน้าจอ และ จะต้องหันกลับไปมองที่เอกสารหรือแป้นพิมพ์รูปแบบนี้อาจทาให้เกิดการบิดของ ร่างกายประมาณ 20% พบความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะส่วนคอและไหล่สูง พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 29.
    : ภาพแสดงรูปแบบพื้นผิวโต๊ะ (a) Cockpit-stylesurface (b) L-shaped surface (c) Wave surface  ผู้ผลิตจึงได้ออกแบบโต๊ะที่มีการเพิ่มพื้นที่ผิวเป็นแบบ Cockpit-stylesurfaces, L-shapedsurfaces และ Wavesurfaces ดังในภาพดังนี้ พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 30.
     รูปแบบพื้นผิวโต๊ะดังกล่าว อาจสร้างปัญหาหากไม่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นว่า ถ้าผู้ใช้เอียงเก้าอี้ที่มีที่วางแขน มักจะพบว่าที่วางแขนจะชนกับ ขอบโต๊ะของ L-shaped ภาพที่ทามุม 90° และเป็นตัวป้ องกันผู้ใช้จากการนั่ง ใกล้กับโต๊ะที่ต้องการ ดังภาพต่อไปนี้ : ภาพแสดงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้เก้าอี้ที่มีที่วางแขนกับโต๊ะ L-shapedsurface พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 31.
     ปัญหาที่เกิดขึ้นคล้ายกันกับรูปแบบผิวโต๊ะWave surfaceคือ เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนไปยัง หน้าจอที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเก้าอี้ ที่วางแขนจะสัมผัสกับขอบโต๊ะ และทาให้ผู้ใช้ อยู่ตรงกลางของจอภาพ ผู้ใช้อาจพบว่า ต้องขยับร่างกายเล็กน้อย จากการที่จะต้อง เคลื่อนที่ไปข้างหนึ่งเพื่อใช้อุปกรณ์ หรืออาจต้องย้ายอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ ที่ กาหนดบนโต๊ะเพื่อให้นั่งสบายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นผิวที่ต้องใช้ร่วมกับ อุปกรณ์ ดังภาพต่อไปนี้ : ภาพแสดงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เก้าอี้ที่มีที่วางแขนกับโต๊ะ Wave surface พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 32.
     โต๊ะที่มีพื้นผิวที่ต้องใช้เป็นคู่ ทาให้ไม่สมดุลและต้องมีการเอียงไปทางขวามือของ โต๊ะและอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ด้านซ้ายของโต๊ะซึ่งหมายความว่าสัดส่วนที่สาคัญของ การทางานของผู้ใช้พื้นที่จะอยู่ในทั้งด้านซ้ายหรือขวา ดังภาพด้านล่าง บางคนจะ คิดว่ามีการจากัดความยืดหยุ่นของการใช้พื้นที่ทางาน ซึ่งเป็นผลจากการไม่ได้ ทดลองใช้งานเฟอร์นิเจอร์ในที่ทางานจริงก่อนซื้อ : ภาพแสดงความไม่สมดุลของโต๊ะที่มีพื้นผิวเป็นคู่ พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 33.
     อีกหนึ่งคุณสมบัติของพื้นผิวที่สาคัญและสมควรจะกล่าวถึง คือขอบของโต๊ะ โดย ปกติโต๊ะรุ่นเก่าขอบโต๊ะจะทามุม 90° ในกรณีนี้ยังมีหลายรุ่นที่ผู้ขายทาให้ราคาถูก ลง ขอบของโต๊ะทางานควรจะกลมมน หรือ "bull-nosed" ถือว่าเหมาะสมดังในภาพ ภาพแสดงเขตการเข้าถึงสะดวกและพื้นที่ทางานปกติ (McKeownและ Twiss, 2004) พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 34.
    คุณลักษณะใต้พื้นผิว (Undersurface features) การออกแบบพื้นผิวใต้โต๊ะนี้ไม่มีความสาคัญเท่าพื้นผิวโต๊ะเพราะจะมี ผลกระทบเฉพาะเรื่องความสะดวกสบายแต่ละบุคคลควรมีพื้นที่ว่างอย่าง เพียงพอสาหรับการขยับขาจากหน้าไปหลัง และจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง เพื่อให้สามารถย้ายขาอย่างอิสระและเปลี่ยนตาแหน่งได้ง่ายโดยไม่มีอุปสรรค สาหรับข้อแนะนาทั่วไปคือโต๊ะทางานของแต่ละบุคคล ควรมีที่ว่างใต้โต๊ะ อย่างน้อย 600 มม. ด้านหน้า ถึงด้านหลังและ600 มม. จากซ้ายไปขวา เทียบกับ ตาแหน่งที่นั่ง ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเป็น 1,000 มม. ในบริเวณนี้ควรพิจารณา คุณสมบัติอื่น เช่น ความสะดวกของการไปด้านหลังของโต๊ะ ขอบโต๊ะ และขา โต๊ะซึ่งอาจเป็นอุปสรรคกับพื้นได้ พื้นผิวโต๊ะ (Worksurface design) การปรับสภาพการทางาน
  • 35.
     เก้าอี้ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีโดยคานึงถึงหลักสรีรศาสตร์ ของมนุษย์หรือเก้าอี้เออร์กอนอมิกส์ (Ergonomicschair)นั้น  ต้องช่วยลดหรือบรรเทาปัญหาความเค้นและความเครียดที่เกิดขึ้นมาจาก การที่บุคลากรสานักงานใช้งานพวกเครื่องคอมพิวเตอร์ แป้ นพิมพ์ และ อุปกรณ์สานักงานอย่างอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี  เก้าอี้ที่ถูกหลักการยศาสตร์นั้นผู้ออกแบบจะมีการนาเอาหลักเกณฑ์ ทางด้านการยศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของความสมดุลของเก้าอี้มุมเอนหลัง ที่พอดีและการหมุนเคลื่อนไหวของเก้าอี้ในทิศทางต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ ในงานออกแบบด้วย เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 36.
    ความสมดุล (Seat balance)เก้าอี้ที่ดีต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้นั่งมีท่าทางทรวดทรง การนั่งที่ถูกต้องหรือท่าทางการนั่งที่สมดุลตามธรรมชาติของลากระดูกสัน หลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัวอักษรอังกฤษตัว“S” เมื่อมองจากทางด้านข้างโดยที่หลังส่วนล่างที่เรียกว่าLumbar spines จะแอ่น เว้ามาทางด้านหน้าส่วนหลังช่วงเอวหรือส่วนล่างของตัว“S” จะเป็นส่วนที่ ต้องรองรับน้าหนักตัวส่วนบนคือ ศีรษะ แขนและลาตัวทั้งหมดเอาไว้และ กล้ามเนื้อหลังส่วนเอวนี้ก็ต้องพยายามทางานอย่างหนักคือ ทั้งหดทั้งดึงเพื่อ รักษาแนวลาสันหลังรูปตัวเอสนี้เอาไว้ไม่ให้เป็นตัวเอสหลังค่อมหรือตัวเอสห งายหลังจนเสียสมดุลที่ดีไป เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 37.
  • 38.
    ปรับความสูงที่นั่ง(Seat height adjustment) ช่วงของการปรับเก้าอี้สานักงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นหรือแต่ละ บริษัท  สาหรับเก้าอี้ที่ดีที่สุด ที่นั่งควรสามารถปรับความสูงได้ระหว่าง 380 มม. ถึง 530 มม.จากพื้น  ขณะนั่งสะโพก เข่า ข้อเท้า ทามุม 90 องศา ให้ต้นขาขนานพื้นอยู่ระดับ เดียวกับสะโพก เท้าวางราบกับพื้น เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 39.
    ปรับพนักพิง (Backrest adjustment) การปรับพนักพิงเพื่อให้สัมผัสรองรับความโค้งแอ่นของบั้นเอวของแต่ละ บุคคลควรพอดี  ถ้าหากไม่พอดีควรมีหมอนเล็กหนุนที่บั้นเอว เพื่อรักษาความโค้งปกติจะ สังเกตว่าหากพอดีแล้วจะรู้สึกสบายหลังขึ้น  การใช้ที่นั่งที่มีพนักพิงสูงเพื่อสนับสนุนหัวของผู้ใช้ซึ่งเจตนาของผู้ใช้เพื่อ พักผ่อนหรือเป็นที่พักของศีรษะ แต่การมีที่พิงศีรษะอาจทาให้บุคคลไม่ กระตือรือร้นในการทางานกับคอมพิวเตอร์ เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 40.
    ที่วางแขน (Armrests) ถ้าที่วางแขนออกแบบมาไม่ดี และตาแหน่งของที่วางแขนไม่ดีอาจสร้างปัญหาให้กับ ผู้ใช้ได้ หากมีการติดมาอย่างถาวรกับเก้าอี้ ปัญหาหลักคือ ที่วางแขนบางอันกลายเป็นตัว ป้ องกันผู้ใช้นั่งใกล้เคียงกับขอบชั้นในของโต๊ะ ทาให้ระยะทางระหว่างผู้ใช้และ แป้ นพิมพ์หรือเมาส์ไกลกัน ผู้ใช้ก็จะทาการกางแขนทั้งสองข้างออก ซึ่งทาให้เพิ่มภาระ สาหรับแขนมากขึ้น ถ้ามีที่วางแขน ควรจะใช้ในท่าทางที่ถูกสนับสนุนปลายแขนของผู้ใช้แต่ไม่รบกวน วิธีการทางานของผู้ใช้ควรย้ายแขนได้อย่างอิสระ สามารถจับต้องวัตถุหรือใช้ แป้ นพิมพ์เมาส์ได้สะดวก  ถ้าผู้ใช้ทางานกับเก้าอี้ที่มีที่วางแขนแล้วเกิดปัญหา ก็ควรถอดออกได้โดยง่าย เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 41.
    กลไกการปรับ(Adjustment mechanisms) กลไกการปรับคุณสมบัติสาคัญของกลไกการปรับใด ๆควรที่จะใช้งานง่ายจาก ตาแหน่งที่นั่ง การปรับที่ต้องให้ผู้ใช้ยืนขึ้นเพื่อดาเนินการควบคุมได้ หากมีการควบคุมการทางานที่ซับซ้อน ผู้ใช้จะไม่ค่อยชอบ และต้องเสียเวลา กับการทาความคุ้นเคยกับการควบคุมนั้นและจะเป็นผลให้ไม่ใช้มันอีกเลย กลไกการปรับที่นั่งจะอยู่ใต้เก้าอี้ใช้ควบคุมการเปลี่ยนการตั้งค่าของที่นั่งเพื่อให้ สามารถปรับแรงรองรับผู้ใช้ที่มีน้าหนักแตกต่างกันได้เพื่อให้มีความต้านทาน เพียงพอในการเคลื่อนไหวของพนักพิง เก้าอี้(Chair) การปรับสภาพการทางาน
  • 42.
  • 43.
    ที่วางเท้า (Footrests)  ถ้าเท้าของผู้ใช้ไม่สัมผัสพื้นอาจจะเนื่องจากว่าผู้ใช้ตัวเล็ก เก้าอี้ควรจะมีที่วางเท้า เพราะที่วางเท้า เปรียบเสมือนพื้น ลักษณะของที่วางเท้าจึงต้องคล้ายกับพื้น ต้องเป็นพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ เพื่อให้ สามารถรองรับการวางเท้าทั้งสองอย่างสบาย  ที่วางเท้าบางอันจะออกแบบด้วยพื้นผิวพลาสติก วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันเท้าลื่นไหล  ผู้ใช้มีความแตกต่างทั้งรูปร่าง และขา ซึ่งมีความยาวแตกต่างกัน ที่รองเท้าจึงควรปรับระดับความสูง และควรเอียงได้  หากผู้ใช้โต๊ะแบ่งพื้นที่การทางานออกเป็นสองส่วนงานที่แตกต่าง ซึ่งปกติเกิดขึ้นกับโต๊ะแบบL- shapedsurfaces ควรจะให้มีที่รองเท้าสองที่ไว้ใต้โต๊ะแต่ละส่วน เท้าของผู้ใช้จะสัมผัสกับพื้นเมื่อมีการ ใช้เก้าอี้ อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 44.
    ที่วางข้อมือ(Wristrests)  ที่วางข้อมือ ประกอบไปด้วยเจลที่วางอยู่หน้าเมาส์ผู้คนทั่วไปมักจะใช้รองข้อมือ ในขณะกาลังคลิกข้อมูลและควรใช้เป็นที่พักมือเมื่อผู้ใช้ไม่ได้ใช้แล้ว  ถ้าไม่มีที่วางข้อมือจะพบว่ามือของผู้ใช้จะลอยอยู่เหนือเมาส์ เมื่อเป็นกรณีนี้จะต้อง ใช้กล้ามเนื้อส่วนใหญ่จากแขน เพื่อให้ตาแหน่งมือเทียบเท่ากับเมาส์  หากแต่ผู้ใช้ใช้ที่วางข้อมือขณะที่พยายามทางานกับเมาส์ ก็จะมีประสิทธิภาพเป็นที่ พักไปด้วย  ดังนั้นองค์กรควรให้ที่วางข้อมือแก่พนักงาน นอกจากนี้ยังควรให้ข้อมูลประกอบที่ เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้เห็นความสาคัญของการใช้ที่วางข้อมือขณะปฏิบัติการ อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 45.
    ที่จับกระดาษ (Document holder) ที่จับกระดาษ หรือที่จับสาเนา ควรจะจัดหาไว้ในสถานการณ์ที่บุคคลต้องดูเอกสาร ขณะโต้ตอบกับ หน้าจอ หรือแป้นพิมพ์  โดยปกติผู้ใช้จานวนมากที่วางเอกสารต้นฉบับบนพื้นผิวโต๊ะข้าง ๆ แป้ นพิมพ์ ผลที่ตามมา คือ การ มองลงมาที่เอกสารจะต้องก้มศีรษะ และคอจะต้องหมุนหัวซ้า ๆ จากเอกสารไปที่หน้าจอ อาจเกิด ปัจจัยเสี่ยงสาหรับอาการปวดคอ  ดังนั้นการทางานในลักษณะนี้น่าจะทาให้ไม่สบายที่คอ การใช้ที่จับเอกสารเพื่อดูเนื้อหาควรมีความ สูงระดับเดียวกันกับหน้าจอ เพื่อลดการทาซ้า ๆ กับกล้ามเนื้อคอ  นอกจากนี้ยังมีการใช้เอกสารที่อยู่บนพื้นผิวโต๊ะ ซึ่งอยู่ในระยะที่แตกต่าง และไกลจากหน้าจอ เวลาที่ ผู้ใช้ดูเอกสารแล้วกลับไปดูที่หน้าจอ และกลับมาอีกครั้งจะต้องปรับโฟกัสสายตา การปรับโฟกัส สายตาดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามจานวนครั้ง ทาให้ผู้ใช้จานวนมากเกิดความเมื่อยล้าสายตาหรือปวดหัว ตามมา อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 46.
  • 47.
    อุปกรณ์ปรับระดับความสูงของจอภาพ(Screen risers)  อุปกรณ์ปรับระดับความสูงของจอภาพมีสองรูปแบบ คือแบบแรกเป็นแผ่นแบนที่ สนับสนุนจอซีอาที ดั้งเดิมที่วางบนโต๊ะ  อีกแบบที่ประกอบด้วยที่ยึดไปด้านหลังของจอแบน แขนเหล่านี้เอาไว้สาหรับปรับ ความสูง  ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าความสูงของหน้าจอเพื่อให้เหมาะสมได้แขนยังสามารถให้ผู้ใช้ สามารถดึงหน้าจอมาด้านหน้า หรือผลักกลับไปด้านหลัง  ช่วยให้มีพื้นที่ว่างของโต๊ะเมื่อไม่ใช้งานหน้าจอ อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 48.
    ชุดโทรศัพท์หูฟัง (Telephone headset) ในปัจจุบันมีการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์เพิ่มขึ้น และใช้โทรศัพท์ลดลง แต่ก็ยังมีอยู่จานวนหนึ่งที่ต้องพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นเวลานาน หรือซ้า ๆ ในวัน ทางาน  ถึงแม้ว่าหน่วยงานที่ดาเนินการโดยเฉพาะเป็นศูนย์โทรศัพท์ได้ตั้งค่าให้รองรับการ ทางานพร้อมหูฟังไว้แล้ว แต่ก็มีสานักงานจานวนมากที่หูฟังเป็นอุปสรรคระหว่างหู และไหล่ ในขณะที่ผู้ใช้ใช้งาน หรือมีการเข้าถึงข้อมูลบนหน้าจอ  ผลของการใช้กล้ามเนื้อในแบบคงที่นาน ๆ จะนาไปสู่ความไม่สบายของคอ  หูฟังโทรศัพท์ควรจะให้บริการแก่ผู้ดาเนินงานที่ต้องใช้โทรศัพท์ในเวลาเดียวกันกับ การโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 49.
    แท่นอ่านหนังสือ(Readingslopes)  บุคคลบางคนจะต้องอ่านเอกสารจานวนมาก และใช้เวลาต่อเนื่องต้องก้มศีรษะไป บนโต๊ะเป็นระยะเวลานาน เพื่อก้มลงไปอ่านเอกสาร  การกระทานี้นาไปสู่ความไม่สบายทั้งคอและหลัง  สถานการณ์นี้สามารถแก้ไขได้โดยใช้แท่นอ่านหนังสือ บางครั้งเรียกว่า ผู้อ่าน หรือ บรรณาธิการแบบพกพา  เหมาะสาหรับโต๊ะที่สูง และไม่สามารถปรับระดับได้ความลาดเอียงทาให้เอกสารทา มุมได้เหมาะสมกับผู้ใช้โดยช่วยลดการก้มไปข้างหน้า อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 50.
    : ภาพแสดงตัวอย่างแทนอ่านหนังสือ (ก) เอกสารที่มีระยะห่างต่อการอ่านหรือ เขียน (ข) เอกสารบนแท่นอ่านหนังสือ ที่มีระยะเหมาะสมต่อการอ่าน และเขียน (ค) เอกสารบนแท่นอ่านหนังสือ ที่มีระยะเหมาะสมต่อการอ่าน อุปกรณ์เสริม (Accessories) การปรับสภาพการทางาน
  • 51.
    สรุป...หลักสาคัญของการยศาสตร์ การตระหนักว่า ท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง และการทางานโดยไม่มีการพักจะนาไปสู่ความ ผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Disorders: MSD) เป็นเรื่องที่มี ความสาคัญลาดับต้นๆสาหรับทุกคนที่ทางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ การที่มีโต๊ะทางานที่ถูกหลักการยศาสตร์ที่สุด อาจยังคงไม่สามารถป้ องกันอาการ ผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกได้ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรเปลี่ยนท่าทางและเดินออก จากโต๊ะทางานหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดความเมื่อยล้าจากการนั่งนาน ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในบริษัทควรแนะนาให้ลุกไปดื่มน้าตลอดวันซึ่งเป็น การรับประกันว่าผู้ใช้ได้พักอย่างแน่นอน