24
แนวทางการบรรยาย: วัดโพธิ์
แผนผังของวัดโพธิ์ ภาพจาก http://www.watpho.com/th#Page3
การนาชมวัดโพธิ์สาหรับชาวต่างประเทศจะเริ่มจากวิหารพระพุทธไสยยาสเป็นจุดแรก เพราะเป็น
จุดที่ต้องซื้อบัตรผ่านประตู สาหรับชาวต่างชาติปัจจุบันค่าเข้าชมคนละ 100 บาท ส่วนคนไทยเข้าชมฟรี.
มัคคุเทศก์จะต้องบรรยายด้านนอกพระวิหาร เพราะภายในมีนักท่องเที่ยวจานวนมากไม่เหมาะสมกับการ
บรรยาย สาหรับเนื้อหาการบรรยายควรสรุปให้ชัดเจน ถูกต้อง ระทัดรัดได้ใจความ เพราะนักท่องเที่ยว
ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะอ่านข้อมูลมาล่วงหน้าแล้ว โดยในช่วงนี้ควรแนะนาเขตพุทธวาสเดิมคือ วิหารพระพุทธ
ไสยยาสน์, สวนเจ้ามิสกวัน, พระเจดีย์สี่รัชกาล, พระมณฑป และศาลาการเปรียญ ส่วนเขตพุทธวาสใหม่ที่
รัชกาลที่ 3 ทรงขยายออกไปคือเขตพระอุโบสถซึ่งมีกาแพงกั้นแบ่งเขตอย่างชัดเจน หลังจากนั้นให้นักท่องเที่ยว
เข้าชมภายในพระวิหาร โดยทางวัดได้จัดเตรียมถุงสาหรับใส่รองเท้าไว้ในนักท่องเที่ยวแต่ละคนถือติดตัวไปด้วย
จุดนาชมต่อไปคือ รูปปั้นตุ๊กตาจีนที่ประตูเข้าสู่เขตพระอุโบสถ, พระวิหารคด, พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล,
ศิวลึงค์, ศาลารายหมอนวด และเดินผ่านวิหารคดของเขตพุทธวาสเดิมเข้าไปยังพระมณฑป, แล้วออกที่ศาลา
รายแม่ซื้อ, เขามอ, แล้วพาเข้าชมศาลาการเปรียญ (บริเวณนี้มีห้องน้าไว้บริการ), พระเจดีย์ราย, พระเจดีย์หมู่
ห้าฐานเดียว, พระวิหารทิศ, เขามอฤาษี แล้วผ่านเข้าไปในพระระเบียงชั้นนอก, พาชมถะหรือเจดีย์จีน,
25
พระระเบียงชั้นใน, บริเวณด้านนอกพระอุโบสถ, พระเจดีย์ทิศ, กาแพงแก้ว, ซุ้มเสมา, วิหารทิศ, เข้าชมภายใน
พระอุโบสถ, พระมหาสถูป, วิหารทิศด้านตะวันออก, ซุ้มประตูทรงมงกุฏ และเดินทางพานักท่องเที่ยวไปยังร้าน
ขายของที่ระลึกและเครื่องดื่มบริเวณ ข้างวิหารคดด้านพระวิหารพระพุทธไสยยาสน์ ณ จุดนี้มีห้องน้าสะอาด -
ปรับอากาศไว้บริการนักเที่ยว แล้วไปขึ้นรถกลับ ณ บริเวณประตูทางออกหรือที่นัดหมาย
เวลาที่ใช้ในการเข้าชม โดยปกติการนาชม ณ วัดโพธิ์จะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง
หากมีเวลาน้อย การนาชมสถานที่แต่ละแห่งและการบรรยายต้องปรับให้เหมาะสม. สิ่งที่สาคัญที่สุดคือ
มัคคุเทศก์จะต้องเข้าใจประวัติศาสตร์และความสาคัญของสถานที่แต่ละแห่งอย่างลึกซึ้งและชานาญในเส้นทาง
การนาชม โดยควรฝึกฝนบรรยายเพิ่มเติมหลังจากจบหลักสูตรการฝึกอบรมมัคคุเทศก์แล้ว และไปเยี่ยมชมวัด
โพธิ์เป็นประจา, ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดโพธิ์
เนื้อหาการบรรยายต่อไปนี้เรียบเรียงจากเวบไซด์ของวิกีพีเดีย เหมาะสมกับการบรรยาย สาหรับ
คาถามเพิ่มเติมจากนักเที่ยว มัคคุเทศก์ต้องศึกษาจากเวบไซด์ของวัดโพธิ์ให้แม่นยา
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
*เรียบเรียงจากสารานุกรมวิกีพีเดีย ใช้ในการบรรยาย
ภาพมุมสูงวัดโพธิ์ ภาพจาก http://www.watpho.com/th#Page5
สวัสดีค่ะ/ครับ ลูกทัวร์ทุกท่าน ขอต้อนรับสู่วัดโพธิ์ ค่ะ/ครับ
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดประจารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึก
สรรพวิชาหลายแขนง และยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจาโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเมื่อ
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 และวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554 โดยยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จานวน
1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจาโลกในทะเบียนนานาชาติ
26
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล, พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว, พระเจดีย์ราย ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5
วัดโพธิ์เป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจานวน 99 องค์ พระเจดีย์ที่สาคัญคือ พระ
มหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 1, 2, 3 และ 4 วัดโพธิ์สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา
เดิมเรียกว่า "วัดโพธาราม" สมัยรัชกาล 1 โปรดให้สถาปนาวัดนี้ใหม่ในปี พ.ศ. 2331 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ
พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนบูรณะของเดิม และทรงพระราชทานนามว่า "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส"
เป็นวัดประจารัชกาลที่ 1
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงถือว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอาราม
หลวงที่มีความสาคัญมาก และทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะทรงบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ทุกรัชกาล นอกจากนี้
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้
ด้านต่าง ๆ ทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการแพทย์แผนโบราณ
27
สิ่งก่อสร้างภายในวัด
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดที่มีสิ่งก่อสร้างและพระพุทธรูปจานวนมาก โดยสามารถแบ่ง
พื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. เขตวัดโพธาราม (เดิม)
ได้แก่ ส่วนตะวันตกของวัด ริมแม่น้าเจ้าพระยา พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของวิหารพระพุทธไสยาสน์, ศาลาการเปรียญ
(ซึ่งเป็นพระอุโบสถเดิมของวัดโพธาราม), พระมณฑป, สวนมิสกวัน และพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล
วิหารพระพุทธไสยาสน์
วิหารพระพุทธไสยาสน์ ภาพจาก http://www.watpho.com/th#Page5 และ https://www.facebook.com/panich.buasamang
วิหารพระพุทธไสยาสน์สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่โปรดฯ
ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ โดยพระองค์โปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง
โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณ
ผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพเขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพจิตรกรรมฝา
ผนังเกี่ยวกับพระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกาเอตทัคคะ 10 ท่าน
28
พระพุทธไสยาสน์
พระพุทธไสยาสน์ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมี
ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่พระ
บาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปจักรตามตารามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของ
มงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากอินเดียและจีน
29
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วย
กาแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมีลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่
ประตูละ 1 คู่ องค์พระเจดีย์นั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ
เดิมทีรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญโกลนพระศรีสรรเพชดาญาณจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ด้วยทรงประสงค์จะหล่อพระศรีสรรเพชญองค์นี้ขึ้นมาใหม่ แต่หลังจากทรงปรึกษากับคณะ
สงฆ์แล้ว ได้รับการทูลถวายว่า การนาโกลนพระศรีสรรเพชดาญาณมาหลอมใหม่นั้นถือเป็นขีด เป็นกาลกิณี
ไม่เป็นมงคลแก่บ้านเมือง จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ครอบโกลนพระศรี
สรรเพชญนี้ไว้ และพระราชทานพระนามเจดีย์ว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ" ตั้งอยู่ตรงกลางของหมู่
พระมหาเจดีย์ ล้อมรอบด้วยพระมหาเจดีย์อีก 3 องค์ นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 1
ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขนาบข้างกับพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ดังนั้นจึง
เป็นเจดีย์สามองค์เรียงกันจากเหนือจรดใต้ โดยพระมหาเจดีย์ทางทิศเหนือนามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรม
กรกนิธาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระ
บรมราชชนก ซึ่งนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 2 ส่วนพระมหาเจดีย์ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ศรีสรร
เพชดาญาณนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า "พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร" ซึ่งพระองค์ทรง
สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 3 ด้วย
30
พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ประจารัชกาลที่ 1 พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิธาน ประจารัชกาลที่ 2
พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร ประจารัชกาลที่ 3 พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย ประจารัชกาลที่ 4
ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang และ http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19426
เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์โปรดเกล้าให้ถ่ายแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย มาจากวัดสวน
หลวงสบสวรรค์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา โดยองค์พระมหาเจดีย์มีลักษณะที่
แตกต่างจากพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ คือ มีซุ้มคูหาเข้าไปภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้ ประดับด้วยกระเบื้อง
เคลือบสีขาบหรือสีน้าเงินเข้ม มีนามว่า "พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย" นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจา
รัชกาลที่ 4 พระเจดีย์ประจารัชกาลทั้ง 4 องค์มีความสูงเท่ากันคือ 42 เมตร
หลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 มีพระราชดารัสว่า "ต่อไปในรัชกาลหลังอย่าให้เอาเป็นแบบอย่างที่จาเป็น
จะต้องสร้างพระเจดีย์ประจารัชกาลในวัดพระเชตุพนต่อไปเลย เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลแต่แรก
นั้นได้เคยทรงเห็นกันทั้ง 4 พระองค์ ผิดกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น" ดังนั้น การสร้างพระมหาเจดีย์
ประจารัชกาลจึงได้ยุติลงตั้งแต่นั้นมา
31
พระระเบียง (วิหารคด) ของเขตพุทธวาสเดิม
พระระเบียง (หรือวิหารคด) ของเขตพุทธาวาสเดิม ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระระเบียง หรือวิหารคดของเขตพุทธาวาสเดิมอยู่ด้านหลังพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นที่จัดแสดง
พระพุทธรูปโบราณหลายยุคทั้งสมัยอู่ทอง สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดให้รวบรวมมาจากหัว
เมืองต่างๆ นับได้จานวนมากมาไว้รวมกันที่วัดโพธิ์ และจัดเรียงพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้
ด้วยกัน พระพุทธรูปเหล่านี้เป็นฝีมือช่างโบราณมีความงดงาม หาดูได้ยาก
นอกจากใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแล้ว พระระเบียงยังใช้เป็นสถานที่สวดมนต์, ทาสมาธิ,
เดินจงกรม, อ่านหนังสือ รวมทั้งเป็นมุมสงบของผู้ต้องการปลีกวิเวก
32
พระมณฑป
พระมณฑป ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระมณฑป หรือหอไตรจตุรมุข รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างขึ้น เป็นสถาปัตยกรรม
จตุรมุขเครื่องยอดทรงมงกุฎ ประดับกระเบื้องเคลือบและถ้วยหลากสี ลวดลายงามวิจิตร ภายในมีตู้เก็บ
พระไตรปิฎก มีศาลาทิศรอบพระมณฑป ผนังภายในศาลาทิศมีภาพจิตรกรรม กาเนิดรามเกียรติ์ ประเพณี
รามัญกวนข้าวทิพย์ เป็นต้น ผนังภายนอกมีศิลาจารึกโคลงสุภาษิต เรียกว่า โคลงโลกนิติ ที่ซุ้มประตูทางเข้า
มณฑปทั้งสองข้างมียักษ์วัดโพธิ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.youtube.com/watch?v=IE2uhpkb2D4)
33
ศาลาการเปรียญ
ศาลาการเปรียญ (อุโบสถหลังเดิม) ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
เดิมเป็นพระอุโบสถของวัดโพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังการสถาปนาพระอุโบสถหลัง
ใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลดฐานะเป็นศาลาการเปรียญ โดยภายในมี "พระพุทธศาสดา" ประดิษฐาน
เป็นพระประธาน
2. เขตที่สถาปนาขึ้นใหม่ (เขตพระอุโบสถ)
เขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระ
อุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่ สิ่งก่อสร้างได้แก่ พระอุโบสถ,
วิหารทิศ, วิหารคด, พระเจดีย์หมู่ห้าบนฐานเดียว, พระเจดีย์ราย, สถูป, เขามอต่างๆ)
เมื่อเข้าเขตพระอุโบสถมัคคุเทศน์ควรบรรยายเรื่องระบบภูมิจักรวาล (cosmology) ตามความเชื่อ
แบบไทย เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เข้าใจการวางผังสถาปัตยกรรม
34
ศาลาราย
ภาพบนและล่างซ้ายคือศาลารายหมอนวด, ส่วนล่างขวาคือศาลารายแม่ซื้อ
ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
ศาลารายคู่หน้าพระมหาเจดีย์อยู่ระหว่างพระมหาเจดีย์กับพระอุโบสถ ศาลารายหลังเหนือ (ศาลา
หมอนวด - หมายเลข 8 ตามแผนผังหน้า 24) จารึกตารานวดแผนโบราณ มีจิตรกรรมลายเส้นบอกตาแหน่ง
นวด จารึกอยู่ที่คอสองเฉลียงลด มีจานวน 32 แผ่น ด้านหลังจารึกสุภาษิตพระร่วง (ปฐมสุภาษิตของไทย)
กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ และภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราสถลมารค (แห่พระกฐินบก)
ศาลารายรอบวัดมีทั้งหมด 16 หลัง คอสองเฉลียงและคอสองในพระประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง
นิบาตรชาดก (พระเจ้าห้าร้อยห้าสิบชาติ) เขียนศาลาละ 36 เรื่อง ศาลาทศชาติอยู่ด้านทิศใต้ของศาลาการ
เปรียญในศาลารายแต่ละหลัง นอกจากมีจิตรกรรมแล้ว ก็ยังมีภาพฉลักไม้ในวรรณคดีพระอภัยมณี และชีวิต
พื้นบ้านทั่วไป ส่วนฤๅษีดัดตนนั้นจารึกอยู่ในช่องกุฎของศาลาและยังคงมีให้เห็นในปัจจุบันนี้
35
ระบบภูมิจักรวาลในคติไทย
ภาพสันนิษฐานระบบภูมิจักรวาล จากหนังสือชุดแผนที่ความรู้เมืองไทย “วัดในรัตนโกสินทร์” เขียนโดย
วิไลรัตน์ ยังรอด และธวัชชัย องศ์วุฒิเวทย์, สานักพิมพ์แปลนรีดเดอร์ส, 2546
ในคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ที่พระยาลิไทกษัตริย์สุโขทัยได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้สรุปว่า จักรวาลมี
ขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางของจักรวาล บนยอดภูเขานี้
คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ผู้ดูแลจักรวาล เหนือขึ้นไปเป็นที่อยู่ของเทพและพรหม
รอบเขาพระสุเมรุมีเขาสัตตบริภัณฑ์เจ็ดลูกล้อมอยู่โดยรอบเป็นวงแหวนเจ็ดวง ถัดออกไปเป็นทวีปใหญ่ทั้งสี่
ตั้งอยู่ตามทิศหลักๆ ได้แก่ อุตรคุรุทวีป บุรพวิเทหะทวีป ชมพูทวีป และอมรโคยานทวีป โดยชมพูทวีปเป็นทวีป
เดียวที่มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิด เพื่อโปรดสัตว์โลกเพราะผู้คนยังมีกิเลสอยู่ ดังนั้นชมพูทวีปจึงหมายถึงโลกมนุษย์
เรานี่เอง ส่วนที่ขอบของชมพูทวีปเป็นเขตป่าหิมพานต์ พื้นที่ทั้งหมดในจักรวาลที่กล่าวมานี้ถูกห้อมล้อมด้วย
ผืนน้าใหญ่มีชื่อว่านทีสีทันดร และที่ขอบขอบจักรวาลมีเขาเป็นกาแพงกั้นจักรวาลแต่ละจักรวาลออกจากกัน
นอกจากนี้ใต้จักรวาลมีมีนรกเป็นสถานที่ลงโทษคนทาชั่ว ส่วนบนฟ้ามีดวงดาว พระอาทิตย์ และพระจันทร์
คติความเรื่องเรื่องจักรวาลนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีชีวิตคนไทยโดยเฉพาะเรื่องบาปกรรมและภพภูมิ
ส่วนในทางช่างนั้นรูปแบบศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาก็คล้อยตามคติความเชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรม
ฝาผนังในโบสถ์ วิหาร หรือการวางผังอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในอารามให้สอดคล้องกับแผนภูมิของ
จักรวาล
36
พระอุโบสถ
พระอุโบสถ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5
พระอุโบสถตั้งอยู่กึ่งกลางของแผนผัง เปรียบเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนเขาพระสุเมรุ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลาง
ของจักรวาล หรือเปรียบได้กับกรุงรัตนโกสินทร์ศูนย์กลางของราชอาณาจักรนั่นเอง และที่ด้านหลังบานประตู
มีภาพพัดยศเป็นตราของฝ่ายอรัญวาสีและคามวาสีของหัวเมืองต่างๆ จัดวางตามแนวทิศที่ตั้งของหัวเมืองนั้นๆ
สะท้อนความหมายว่าพระนครคือศูนย์กลางของศาสนาที่มีคณะสงฆ์ตามหัวเมืองต่างๆ รายล้อมอยู่
ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรง
อัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร
พระพุทธเทวปฏิมากร และพระราชสัญลักษณ์ประดับบนผ้าทิพย์พระพุทธอาสน์พระพุทธเทวปฏิมากร
ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ภาพจาก http://www.watpho.com/th/article/detail/281
37
พระอาทิตย์และพระจันทร์ เป็นภาพเขียนอยู่ที่คอสองพระอุโบสถ หมายถึงเทพผู้ให้แสงที่โคจร
อยู่รอบเขาพระสุเมรุ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5
พระวิหารทิศ
พระวิหารทิศ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
วิหารทิศตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่ เปรียบเสมือนเขาสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ภายในพระวิหารทิศ
ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สาคัญซึ่งอัญเชิญมาจากหัวเมืองต่างๆ คือ
พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์ (ปางมารวิชัย) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันออก (มุขหน้า)
พระพุทธโลกนาถศาสดาจารย์ (ปางห้ามญาติ) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันออก (มุขหลัง)
พระพุทธชินศรีมุนีนาถ (ปางนาคปรก) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันตก
พระพุทธปาลิไลย (ปางป่าเลไลย) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศเหนือ
พระพุทธชินราชวโรวาทธรรมจักร (ปางปฐมเทศนา) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศใต้
38
พระวิหารคด
พระวิหารคด ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระวิหารคดตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ เป็นอาคารหักศอก หน้าบันทาเป็นภาพการรบระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่าย
อธรรมในเรื่องรามเกียรติ์ เช่น พระรามต่อสู้กับมังกรกรรณ, พระลักษณ์ต่อสู้กับกุมภกรรณ เป็นต้น สะท้อน
แนวคิดที่ว่า พระมหากษัตริย์และราชวงศ์เปรียบดั่งพระรามและพระลักษมณ์ผู้มาปราบยุคเข็ญ นอกจากนี้ที่
หน้าบันวิหารทิศยังทาเป็นรูปพระรามทรงหนุมานอีกด้วย
พระเจดีย์
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย
ซึ่งสามารถแบ่งพระเจดีย์ต่างๆ ได้ 4 ประเภท ได้แก่ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล 4 องค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตวัด
โพธารามเดิม, ส่วนที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถนั้นได้แก่ พระเจดีย์ราย 71 องค์, พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว
รวม 20 องค์ และพระเจดีย์ทรงปรางค์หรือพระมหาสถูป 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 99 องค์ โดยพระเจดีย์ที่ประดิษฐาน
ในเขตพระอุโบสถมีรายละเอียดดังนี้
39
พระเจดีย์ราย
พระเจดีย์ราย ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระเจดีย์รายประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบของพระระเบียงชั้นนอกมีจานวนทั้งสิ้น 71 องค์ สร้างขึ้น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเดิมมีพระราชประสงค์ให้เป็นให้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของ
เจ้านายเชื้อพระวงศ์ พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสีและศิลาเขียว นับเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดเล็ก
เมื่อเทียบกับพระเจดีย์อื่นๆ พระเจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับยกย่องว่า
เป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองที่งามที่สุดของยุครัตนโกสินทร์
40
พระระเบียง
พระระเบียง ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang; http://www.watpho.com/th/architecture และ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215
พระระเบียงเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่สร้างล้อมรอบพระอุโบสถ มีอยู่ 2 ชั้น ทั้งสองชั้นเชื่อมต่อด้วย
พระวิหารทิศอยู่รอบพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสาคัญ และสร้างพระวิหารไว้ประจา
สี่ทิศ
พระระเบียงชั้นในประดิษฐานพระพุทธรูป 150 องค์ พระระเบียงชั้นนอกประดิษฐานพระพุทธรูป
244 องค์ เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ปัจจุบันทางวัดได้
บูรณปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปทุกองค์ล้วนแต่เป็นเนื้อสาริด มีพุทธลักษณะงดงามอร่ามตา เป็น
พุทธศิลป์ในยุคสมัยต่างๆ เช่น สุโขทัย เชียงแสน ลพบุรี อู่ทอง และอยุธยา ตามเสาพระระเบียง รัชกาลที่ 3
โปรดเกล้าฯให้จารึกเพลงยาวกลอักษร เพลงยาวกลบท และตาราฉันท์ต่างๆอยู่ในกรอบศิลารวม 100 แผ่น
41
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็น
พระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่
ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์ ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม
ย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ล้อมรอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรม
สารีริกธาตุทุกองค์
42
พระมหาสถูป
พระมหาสถูป ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
พระมหาสถูปเป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์ หรือที่เรียกว่า “พระอัคฆีย์เจดีย์” มีจานวน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่
ตรงมุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง 4 ด้าน บริเวณซุ้มของพระเจดีย์มีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลหล่อด้วยดีบุก แล้ว
ลงรักปิดทอง ประดิษฐานทั้ง 4 ด้าน ด้านบนมีรูปยักษ์ซึ่งหล่อด้วยดีบุกแบกยอดปรางค์ พระมหาสถูปมีชื่อเรียก
ที่ต่างกันดังนี้
 องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธมังคละกายพันธนามหาสถูป
 องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธธรรมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป
 องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธวิไนยปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป
 องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธอภิธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป
43
ประติมากรรมอื่น ๆ
นอกจากอาคารพระวิหาร, พระเจดีย์ต่างๆ แล้ว วัดโพธิ์ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่าง อาทิเช่น
รูปปั้นฤๅษีดัดตน
รูปปั้นฤาษีดัดตน ภาพจาก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=21-10-2013&group=3&gblog=221
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม พระองค์ทรงได้รวบรวม
การแพทย์แผนโบราณและศิลปวิทยาการของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ รวมทั้ง ได้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ ไว้
ด้วย ซึ่งจานวนของรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่สร้างในรัชกาลที่ 1 นั้น ไม่ทราบจานวนแน่ชัด ต่อมาในรัชกาลที่ 3
ได้หล่อรูปปั้นฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ รวม 80 ท่า โดยใช้สังกะสีและดีบุก แทนการใช้ดินที่เสื่อมสภาพได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีการแต่งโคลงสี่สุภาพเพื่อบรรยายสรรพคุณท่าต่างของฤๅษีดัดตนทั้ง 80 บทด้วย เนื่องจากมี
การเคลื่อนย้ายรูปปั้น รวมทั้งมีการลักลอบเอารูปปั้นไปขายบางส่วน ดังนั้นรูปปั้นที่อยู่ภายในวัดโพธิ์จึงมีเหลือ
เพียง 24 ท่าเท่านั้น
44
ยักษ์วัดโพธิ์
ยักษ์วัดโพธิ์ (รูปขวามือด้านล่าง คือยักษ์วัดแจ้ง) ภาพจาก https://watpho.com/th/architecture/detail/265;
และ https://www.facebook.com/panich.buasamang
ยักษ์วัดโพธิ์นั้นตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้าย
ยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีน หรือ ลั่นถัน นายทวารบาลที่ตั้งอยู่
บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ ]
นอกจากนี้ ยังมีตานานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทาให้
เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทาหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทาหน้าที่ดูแลวัดแจ้งนั้น
ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกาหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดแจ้ง
กลับไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกาลังที่มหาศาลของ
ยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทาให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้
ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา
45
เครื่องอับเฉา (ถะ และตุ๊กตาจีนแบบต่างๆ)
เครื่องอับเฉา หรือตัวอับเฉา (Chinese Ship Ballast) คือวัตถุที่มีน้าหนักมากใช้วางในเรือหรือหรือบอลลูน
ร้อนเพื่อให้มีน้าหนักมากไม่โคลงเคลง เครื่องอับเฉามีต้นกาเนิดจากการค้าขายสินค้าด้วยเรือสาเภาเดินทะเล
ในสมัยรัชกาลที่ 3 สินค้าที่ขนไปขายที่ประเทศจีนจะเป็นจาพวกไม้สัก ข้าวสาร งาช้าง ดีบุก พลวง ไม้
เครื่องเทศ ซึ่งเป็นของมีน้าหนัก เมื่อค้าขายเสร็จแล้วก็จะซื้อสินค้ากลับมาจากจีนเป็นพวกผ้าแพร ผ้าไหม
แร่ทอง แร่เงิน ไขมุก ซึ่งมีราคสูงและแต่มีน้าหนักเบา ซึ่งในช่วงที่เดินเรือในทะเลเรือสาเภาจะต้องแล่นฝ่าคลื่นลม
ในทะเล ฉะนั้นจึงต้องทาให้ตัวเรือนั้นมีน้าหนักมากพอสมควรเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลงจึงได้ใส่ตัวอับเฉาเพื่อเป็น
การถ่วงน้าหนักใต้ท้องเรือ ทาให้เรือสามารถแล่นฝ่าคลื่นลมมาได้
ถะ (เจดีย์ศิลปะจีน) ตั้งอยู่ระหว่างพระระเบียงชั้นนอกและชั้นใน รวม 20 องค์ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
และ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215
46
ลั่นถัน – ตุ๊กตาจีนนักรบ
ลั่นถัน คือ ตุ๊กตาหินยืนท้าวเอวถืออาวุธ แต่งกายแบบงิ้ว เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ เป็นนักรบ มือถืออาวุธ หน้าตาดุ
เหมือนจ้องมอง มีเสื้อเกราะรัดตัวอย่างทะมัดทะแมง บางรูปก็เหมือนทหารยืนประจาการอยู่ เป็นนักรบระดับ
ขุนพล ภาพจาก http://www.watpho.com/th/architecture/detail/303 &308
47
ตุ๊กตาจีน-ปั้นเป็นฝรั่ง ทาหน้าที่ทวารบาล
ตุ๊กตาจีนแต่งกายแบบฝรั่ง เป็นรูปมาร์โคโปโล คือ ฝรั่งคนแรกที่เดินทางเข้าไปในประเทศจีน และเผยแพร่
อารยธรรมตะวันตกให้แก่ชาวจีน มีอยู่ 4 คู่ เป็นภาพสะท้อนของช่างจีน มองเห็นฝรั่งสมัยล่าอาณานิคมเป็น
คนดุร้าย ก่อสงครามชิงเอาบ้านเมืองอยู่เนืองๆ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
ตุ๊กตาจีนขุนนางฝ่ายพลเรือนหรือฝ่ายบุ๋น หน้าตาอมยิ้มนิดๆสวมหมวกทรงสูงมือข้างหนึ่งถือหนังสือข้างหนึ่ง
ลูบหนวดเคราเหมือนกาลังครุ่นคิด สวมเสื้อคลุมยาวและรองเท้า ดูภูมิฐาน เป็นนักปกครอง นักวางแผน และ
ขุนนางแห่งราชสานัก
ภาพจาก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215
48
ตุ๊กตาสาวจีน รูปปั้นแบบต่างๆส่วนมากมีหน้าตาสดชื่นยิ้มแย้ม มีทั้งรูปเกล้ามวยผมผูกผ้า และมีผ้าคลุมผมพลิ้ว
บาง สวมเสื้อคลุมยาวกรอมรองเท้า ภาพจาก http://travelchoicetv.ran4u.com/listRecentForum.do?clubId=22957&index=5
ตุ๊กตารูปสิงโตคาบแก้ว รูปสลักสิงโตนิยมตั้งประดับที่เชิงบันได หรือหน้าประตูทางเข้าออกตามแต่
ขนาด อ้าปากแยกเขี้ยว ในปากมีหินก้อนกลมเล็กๆ สามารถเอามือสอดเข้าไปกลิ้งเล่นได้ รูปสลักสิงโตนี้ ช่าง
สลักได้จัดทาไว้ 2 เพศ ตัวเมียมีลูกเล็กๆ อยู่ที่ซอกอกและเท้าเป็นสัญลักษณ์ ตัวผู้อยู่ในท่าวางเท้ามีกงเล็บจับ
ลูกแก้วหรือลูกโลกหรือสิ่งมงคลตามความเชื่อในคติจีน
ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
49
จุดนี้เป็นจุดสุดท้ายของการเยี่ยมชม หวังอย่างยิ่งว่า ทุกท่านคงได้รับความสาระความรู้,
ความเพลิดเพลิน และมีความสุขกับการเยี่ยมชมวัดโพธิ์ ในครั้งนี้.
ขอบคุณค่ะ/ครับ
อ้างอิง
ราไพพรรณ แก้วสุริยะ, วิทยา-อัจฉราวดี สุดประเสริฐ, คู่มือนาเที่ยววัดโพธิ์, (จัดพิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2547)
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, กรุงเทพฯ, 2547
วิไลรัตน์ ยังรอด และธวัชชัย องศ์วุฒิเวทย์, หนังสือชุดแผนที่ความรู้เมืองไทย “วัดในรัตนโกสินทร์”
สานักพิมพ์แปลนรีดเดอร์ส, กรุงเทพฯ, 2546
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan/2012/01/04/entry-2
https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
http://www.sookjai.com/index.php?topic=49689.0;wap2
http://www.watpho.com/th/history
https://www.youtube.com/watch?v=_Ea40hNLbIk
https://www.youtube.com/watch?v=IE2uhpkb2D4
https://www.youtube.com/watch?v=L80a1MqAYBQ

Wat pho part02

  • 1.
    24 แนวทางการบรรยาย: วัดโพธิ์ แผนผังของวัดโพธิ์ ภาพจากhttp://www.watpho.com/th#Page3 การนาชมวัดโพธิ์สาหรับชาวต่างประเทศจะเริ่มจากวิหารพระพุทธไสยยาสเป็นจุดแรก เพราะเป็น จุดที่ต้องซื้อบัตรผ่านประตู สาหรับชาวต่างชาติปัจจุบันค่าเข้าชมคนละ 100 บาท ส่วนคนไทยเข้าชมฟรี. มัคคุเทศก์จะต้องบรรยายด้านนอกพระวิหาร เพราะภายในมีนักท่องเที่ยวจานวนมากไม่เหมาะสมกับการ บรรยาย สาหรับเนื้อหาการบรรยายควรสรุปให้ชัดเจน ถูกต้อง ระทัดรัดได้ใจความ เพราะนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะอ่านข้อมูลมาล่วงหน้าแล้ว โดยในช่วงนี้ควรแนะนาเขตพุทธวาสเดิมคือ วิหารพระพุทธ ไสยยาสน์, สวนเจ้ามิสกวัน, พระเจดีย์สี่รัชกาล, พระมณฑป และศาลาการเปรียญ ส่วนเขตพุทธวาสใหม่ที่ รัชกาลที่ 3 ทรงขยายออกไปคือเขตพระอุโบสถซึ่งมีกาแพงกั้นแบ่งเขตอย่างชัดเจน หลังจากนั้นให้นักท่องเที่ยว เข้าชมภายในพระวิหาร โดยทางวัดได้จัดเตรียมถุงสาหรับใส่รองเท้าไว้ในนักท่องเที่ยวแต่ละคนถือติดตัวไปด้วย จุดนาชมต่อไปคือ รูปปั้นตุ๊กตาจีนที่ประตูเข้าสู่เขตพระอุโบสถ, พระวิหารคด, พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล, ศิวลึงค์, ศาลารายหมอนวด และเดินผ่านวิหารคดของเขตพุทธวาสเดิมเข้าไปยังพระมณฑป, แล้วออกที่ศาลา รายแม่ซื้อ, เขามอ, แล้วพาเข้าชมศาลาการเปรียญ (บริเวณนี้มีห้องน้าไว้บริการ), พระเจดีย์ราย, พระเจดีย์หมู่ ห้าฐานเดียว, พระวิหารทิศ, เขามอฤาษี แล้วผ่านเข้าไปในพระระเบียงชั้นนอก, พาชมถะหรือเจดีย์จีน,
  • 2.
    25 พระระเบียงชั้นใน, บริเวณด้านนอกพระอุโบสถ, พระเจดีย์ทิศ,กาแพงแก้ว, ซุ้มเสมา, วิหารทิศ, เข้าชมภายใน พระอุโบสถ, พระมหาสถูป, วิหารทิศด้านตะวันออก, ซุ้มประตูทรงมงกุฏ และเดินทางพานักท่องเที่ยวไปยังร้าน ขายของที่ระลึกและเครื่องดื่มบริเวณ ข้างวิหารคดด้านพระวิหารพระพุทธไสยยาสน์ ณ จุดนี้มีห้องน้าสะอาด - ปรับอากาศไว้บริการนักเที่ยว แล้วไปขึ้นรถกลับ ณ บริเวณประตูทางออกหรือที่นัดหมาย เวลาที่ใช้ในการเข้าชม โดยปกติการนาชม ณ วัดโพธิ์จะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง หากมีเวลาน้อย การนาชมสถานที่แต่ละแห่งและการบรรยายต้องปรับให้เหมาะสม. สิ่งที่สาคัญที่สุดคือ มัคคุเทศก์จะต้องเข้าใจประวัติศาสตร์และความสาคัญของสถานที่แต่ละแห่งอย่างลึกซึ้งและชานาญในเส้นทาง การนาชม โดยควรฝึกฝนบรรยายเพิ่มเติมหลังจากจบหลักสูตรการฝึกอบรมมัคคุเทศก์แล้ว และไปเยี่ยมชมวัด โพธิ์เป็นประจา, ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดโพธิ์ เนื้อหาการบรรยายต่อไปนี้เรียบเรียงจากเวบไซด์ของวิกีพีเดีย เหมาะสมกับการบรรยาย สาหรับ คาถามเพิ่มเติมจากนักเที่ยว มัคคุเทศก์ต้องศึกษาจากเวบไซด์ของวัดโพธิ์ให้แม่นยา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) *เรียบเรียงจากสารานุกรมวิกีพีเดีย ใช้ในการบรรยาย ภาพมุมสูงวัดโพธิ์ ภาพจาก http://www.watpho.com/th#Page5 สวัสดีค่ะ/ครับ ลูกทัวร์ทุกท่าน ขอต้อนรับสู่วัดโพธิ์ ค่ะ/ครับ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นวัดประจารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึก สรรพวิชาหลายแขนง และยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจาโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเมื่อ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 และวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554 โดยยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จานวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจาโลกในทะเบียนนานาชาติ
  • 3.
    26 พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล, พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว, พระเจดีย์รายภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5 วัดโพธิ์เป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจานวน 99 องค์ พระเจดีย์ที่สาคัญคือ พระ มหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 1, 2, 3 และ 4 วัดโพธิ์สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดโพธาราม" สมัยรัชกาล 1 โปรดให้สถาปนาวัดนี้ใหม่ในปี พ.ศ. 2331 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนบูรณะของเดิม และทรงพระราชทานนามว่า "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส" เป็นวัดประจารัชกาลที่ 1 พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงถือว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอาราม หลวงที่มีความสาคัญมาก และทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะทรงบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ทุกรัชกาล นอกจากนี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้ ด้านต่าง ๆ ทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการแพทย์แผนโบราณ
  • 4.
    27 สิ่งก่อสร้างภายในวัด วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดที่มีสิ่งก่อสร้างและพระพุทธรูปจานวนมาก โดยสามารถแบ่ง พื้นที่ออกเป็น2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1. เขตวัดโพธาราม (เดิม) ได้แก่ ส่วนตะวันตกของวัด ริมแม่น้าเจ้าพระยา พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของวิหารพระพุทธไสยาสน์, ศาลาการเปรียญ (ซึ่งเป็นพระอุโบสถเดิมของวัดโพธาราม), พระมณฑป, สวนมิสกวัน และพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล วิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารพระพุทธไสยาสน์ ภาพจาก http://www.watpho.com/th#Page5 และ https://www.facebook.com/panich.buasamang วิหารพระพุทธไสยาสน์สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่โปรดฯ ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ โดยพระองค์โปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณ ผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพเขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพจิตรกรรมฝา ผนังเกี่ยวกับพระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกาเอตทัคคะ 10 ท่าน
  • 5.
    28 พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธไสยาสน์ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่พระ บาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปจักรตามตารามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของ มงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากอินเดียและจีน
  • 6.
    29 พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระมหาเจดีย์สี่รัชกาลเป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วย กาแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมีลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ ประตูละ 1 คู่ องค์พระเจดีย์นั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เดิมทีรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญโกลนพระศรีสรรเพชดาญาณจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ด้วยทรงประสงค์จะหล่อพระศรีสรรเพชญองค์นี้ขึ้นมาใหม่ แต่หลังจากทรงปรึกษากับคณะ สงฆ์แล้ว ได้รับการทูลถวายว่า การนาโกลนพระศรีสรรเพชดาญาณมาหลอมใหม่นั้นถือเป็นขีด เป็นกาลกิณี ไม่เป็นมงคลแก่บ้านเมือง จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ครอบโกลนพระศรี สรรเพชญนี้ไว้ และพระราชทานพระนามเจดีย์ว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ" ตั้งอยู่ตรงกลางของหมู่ พระมหาเจดีย์ ล้อมรอบด้วยพระมหาเจดีย์อีก 3 องค์ นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 1 ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขนาบข้างกับพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ดังนั้นจึง เป็นเจดีย์สามองค์เรียงกันจากเหนือจรดใต้ โดยพระมหาเจดีย์ทางทิศเหนือนามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรม กรกนิธาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระ บรมราชชนก ซึ่งนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 2 ส่วนพระมหาเจดีย์ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ศรีสรร เพชดาญาณนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า "พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร" ซึ่งพระองค์ทรง สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจารัชกาลที่ 3 ด้วย
  • 7.
    30 พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ประจารัชกาลที่ 1พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิธาน ประจารัชกาลที่ 2 พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร ประจารัชกาลที่ 3 พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย ประจารัชกาลที่ 4 ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang และ http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19426 เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์โปรดเกล้าให้ถ่ายแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย มาจากวัดสวน หลวงสบสวรรค์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา โดยองค์พระมหาเจดีย์มีลักษณะที่ แตกต่างจากพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ คือ มีซุ้มคูหาเข้าไปภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้ ประดับด้วยกระเบื้อง เคลือบสีขาบหรือสีน้าเงินเข้ม มีนามว่า "พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย" นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจา รัชกาลที่ 4 พระเจดีย์ประจารัชกาลทั้ง 4 องค์มีความสูงเท่ากันคือ 42 เมตร หลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 มีพระราชดารัสว่า "ต่อไปในรัชกาลหลังอย่าให้เอาเป็นแบบอย่างที่จาเป็น จะต้องสร้างพระเจดีย์ประจารัชกาลในวัดพระเชตุพนต่อไปเลย เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลแต่แรก นั้นได้เคยทรงเห็นกันทั้ง 4 พระองค์ ผิดกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น" ดังนั้น การสร้างพระมหาเจดีย์ ประจารัชกาลจึงได้ยุติลงตั้งแต่นั้นมา
  • 8.
    31 พระระเบียง (วิหารคด) ของเขตพุทธวาสเดิม พระระเบียง(หรือวิหารคด) ของเขตพุทธาวาสเดิม ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระระเบียง หรือวิหารคดของเขตพุทธาวาสเดิมอยู่ด้านหลังพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นที่จัดแสดง พระพุทธรูปโบราณหลายยุคทั้งสมัยอู่ทอง สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดให้รวบรวมมาจากหัว เมืองต่างๆ นับได้จานวนมากมาไว้รวมกันที่วัดโพธิ์ และจัดเรียงพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้ ด้วยกัน พระพุทธรูปเหล่านี้เป็นฝีมือช่างโบราณมีความงดงาม หาดูได้ยาก นอกจากใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแล้ว พระระเบียงยังใช้เป็นสถานที่สวดมนต์, ทาสมาธิ, เดินจงกรม, อ่านหนังสือ รวมทั้งเป็นมุมสงบของผู้ต้องการปลีกวิเวก
  • 9.
    32 พระมณฑป พระมณฑป ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระมณฑปหรือหอไตรจตุรมุข รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างขึ้น เป็นสถาปัตยกรรม จตุรมุขเครื่องยอดทรงมงกุฎ ประดับกระเบื้องเคลือบและถ้วยหลากสี ลวดลายงามวิจิตร ภายในมีตู้เก็บ พระไตรปิฎก มีศาลาทิศรอบพระมณฑป ผนังภายในศาลาทิศมีภาพจิตรกรรม กาเนิดรามเกียรติ์ ประเพณี รามัญกวนข้าวทิพย์ เป็นต้น ผนังภายนอกมีศิลาจารึกโคลงสุภาษิต เรียกว่า โคลงโลกนิติ ที่ซุ้มประตูทางเข้า มณฑปทั้งสองข้างมียักษ์วัดโพธิ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.youtube.com/watch?v=IE2uhpkb2D4)
  • 10.
    33 ศาลาการเปรียญ ศาลาการเปรียญ (อุโบสถหลังเดิม) ภาพจากhttps://www.facebook.com/panich.buasamang เดิมเป็นพระอุโบสถของวัดโพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังการสถาปนาพระอุโบสถหลัง ใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลดฐานะเป็นศาลาการเปรียญ โดยภายในมี "พระพุทธศาสดา" ประดิษฐาน เป็นพระประธาน 2. เขตที่สถาปนาขึ้นใหม่ (เขตพระอุโบสถ) เขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระ อุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่ สิ่งก่อสร้างได้แก่ พระอุโบสถ, วิหารทิศ, วิหารคด, พระเจดีย์หมู่ห้าบนฐานเดียว, พระเจดีย์ราย, สถูป, เขามอต่างๆ) เมื่อเข้าเขตพระอุโบสถมัคคุเทศน์ควรบรรยายเรื่องระบบภูมิจักรวาล (cosmology) ตามความเชื่อ แบบไทย เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เข้าใจการวางผังสถาปัตยกรรม
  • 11.
    34 ศาลาราย ภาพบนและล่างซ้ายคือศาลารายหมอนวด, ส่วนล่างขวาคือศาลารายแม่ซื้อ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang ศาลารายคู่หน้าพระมหาเจดีย์อยู่ระหว่างพระมหาเจดีย์กับพระอุโบสถศาลารายหลังเหนือ (ศาลา หมอนวด - หมายเลข 8 ตามแผนผังหน้า 24) จารึกตารานวดแผนโบราณ มีจิตรกรรมลายเส้นบอกตาแหน่ง นวด จารึกอยู่ที่คอสองเฉลียงลด มีจานวน 32 แผ่น ด้านหลังจารึกสุภาษิตพระร่วง (ปฐมสุภาษิตของไทย) กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ และภาพเขียนกระบวนแห่กฐินพยุหยาตราสถลมารค (แห่พระกฐินบก) ศาลารายรอบวัดมีทั้งหมด 16 หลัง คอสองเฉลียงและคอสองในพระประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง นิบาตรชาดก (พระเจ้าห้าร้อยห้าสิบชาติ) เขียนศาลาละ 36 เรื่อง ศาลาทศชาติอยู่ด้านทิศใต้ของศาลาการ เปรียญในศาลารายแต่ละหลัง นอกจากมีจิตรกรรมแล้ว ก็ยังมีภาพฉลักไม้ในวรรณคดีพระอภัยมณี และชีวิต พื้นบ้านทั่วไป ส่วนฤๅษีดัดตนนั้นจารึกอยู่ในช่องกุฎของศาลาและยังคงมีให้เห็นในปัจจุบันนี้
  • 12.
    35 ระบบภูมิจักรวาลในคติไทย ภาพสันนิษฐานระบบภูมิจักรวาล จากหนังสือชุดแผนที่ความรู้เมืองไทย “วัดในรัตนโกสินทร์”เขียนโดย วิไลรัตน์ ยังรอด และธวัชชัย องศ์วุฒิเวทย์, สานักพิมพ์แปลนรีดเดอร์ส, 2546 ในคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ที่พระยาลิไทกษัตริย์สุโขทัยได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้สรุปว่า จักรวาลมี ขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางของจักรวาล บนยอดภูเขานี้ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ผู้ดูแลจักรวาล เหนือขึ้นไปเป็นที่อยู่ของเทพและพรหม รอบเขาพระสุเมรุมีเขาสัตตบริภัณฑ์เจ็ดลูกล้อมอยู่โดยรอบเป็นวงแหวนเจ็ดวง ถัดออกไปเป็นทวีปใหญ่ทั้งสี่ ตั้งอยู่ตามทิศหลักๆ ได้แก่ อุตรคุรุทวีป บุรพวิเทหะทวีป ชมพูทวีป และอมรโคยานทวีป โดยชมพูทวีปเป็นทวีป เดียวที่มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิด เพื่อโปรดสัตว์โลกเพราะผู้คนยังมีกิเลสอยู่ ดังนั้นชมพูทวีปจึงหมายถึงโลกมนุษย์ เรานี่เอง ส่วนที่ขอบของชมพูทวีปเป็นเขตป่าหิมพานต์ พื้นที่ทั้งหมดในจักรวาลที่กล่าวมานี้ถูกห้อมล้อมด้วย ผืนน้าใหญ่มีชื่อว่านทีสีทันดร และที่ขอบขอบจักรวาลมีเขาเป็นกาแพงกั้นจักรวาลแต่ละจักรวาลออกจากกัน นอกจากนี้ใต้จักรวาลมีมีนรกเป็นสถานที่ลงโทษคนทาชั่ว ส่วนบนฟ้ามีดวงดาว พระอาทิตย์ และพระจันทร์ คติความเรื่องเรื่องจักรวาลนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีชีวิตคนไทยโดยเฉพาะเรื่องบาปกรรมและภพภูมิ ส่วนในทางช่างนั้นรูปแบบศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาก็คล้อยตามคติความเชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรม ฝาผนังในโบสถ์ วิหาร หรือการวางผังอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในอารามให้สอดคล้องกับแผนภูมิของ จักรวาล
  • 13.
    36 พระอุโบสถ พระอุโบสถ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5 พระอุโบสถตั้งอยู่กึ่งกลางของแผนผังเปรียบเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนเขาพระสุเมรุ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลาง ของจักรวาล หรือเปรียบได้กับกรุงรัตนโกสินทร์ศูนย์กลางของราชอาณาจักรนั่นเอง และที่ด้านหลังบานประตู มีภาพพัดยศเป็นตราของฝ่ายอรัญวาสีและคามวาสีของหัวเมืองต่างๆ จัดวางตามแนวทิศที่ตั้งของหัวเมืองนั้นๆ สะท้อนความหมายว่าพระนครคือศูนย์กลางของศาสนาที่มีคณะสงฆ์ตามหัวเมืองต่างๆ รายล้อมอยู่ ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรง อัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร พระพุทธเทวปฏิมากร และพระราชสัญลักษณ์ประดับบนผ้าทิพย์พระพุทธอาสน์พระพุทธเทวปฏิมากร ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภาพจาก http://www.watpho.com/th/article/detail/281
  • 14.
    37 พระอาทิตย์และพระจันทร์ เป็นภาพเขียนอยู่ที่คอสองพระอุโบสถ หมายถึงเทพผู้ให้แสงที่โคจร อยู่รอบเขาพระสุเมรุภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang.5 พระวิหารทิศ พระวิหารทิศ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang วิหารทิศตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่ เปรียบเสมือนเขาสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ภายในพระวิหารทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สาคัญซึ่งอัญเชิญมาจากหัวเมืองต่างๆ คือ พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์ (ปางมารวิชัย) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันออก (มุขหน้า) พระพุทธโลกนาถศาสดาจารย์ (ปางห้ามญาติ) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันออก (มุขหลัง) พระพุทธชินศรีมุนีนาถ (ปางนาคปรก) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศตะวันตก พระพุทธปาลิไลย (ปางป่าเลไลย) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศเหนือ พระพุทธชินราชวโรวาทธรรมจักร (ปางปฐมเทศนา) ประดิษฐานที่พระวิหารทิศใต้
  • 15.
    38 พระวิหารคด พระวิหารคด ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระวิหารคดตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่เป็นอาคารหักศอก หน้าบันทาเป็นภาพการรบระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่าย อธรรมในเรื่องรามเกียรติ์ เช่น พระรามต่อสู้กับมังกรกรรณ, พระลักษณ์ต่อสู้กับกุมภกรรณ เป็นต้น สะท้อน แนวคิดที่ว่า พระมหากษัตริย์และราชวงศ์เปรียบดั่งพระรามและพระลักษมณ์ผู้มาปราบยุคเข็ญ นอกจากนี้ที่ หน้าบันวิหารทิศยังทาเป็นรูปพระรามทรงหนุมานอีกด้วย พระเจดีย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งพระเจดีย์ต่างๆ ได้ 4 ประเภท ได้แก่ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล 4 องค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตวัด โพธารามเดิม, ส่วนที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถนั้นได้แก่ พระเจดีย์ราย 71 องค์, พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว รวม 20 องค์ และพระเจดีย์ทรงปรางค์หรือพระมหาสถูป 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 99 องค์ โดยพระเจดีย์ที่ประดิษฐาน ในเขตพระอุโบสถมีรายละเอียดดังนี้
  • 16.
    39 พระเจดีย์ราย พระเจดีย์ราย ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระเจดีย์รายประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบของพระระเบียงชั้นนอกมีจานวนทั้งสิ้น71 องค์ สร้างขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเดิมมีพระราชประสงค์ให้เป็นให้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของ เจ้านายเชื้อพระวงศ์ พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสีและศิลาเขียว นับเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับพระเจดีย์อื่นๆ พระเจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับยกย่องว่า เป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองที่งามที่สุดของยุครัตนโกสินทร์
  • 17.
    40 พระระเบียง พระระเบียง ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang;http://www.watpho.com/th/architecture และ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215 พระระเบียงเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่สร้างล้อมรอบพระอุโบสถ มีอยู่ 2 ชั้น ทั้งสองชั้นเชื่อมต่อด้วย พระวิหารทิศอยู่รอบพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสาคัญ และสร้างพระวิหารไว้ประจา สี่ทิศ พระระเบียงชั้นในประดิษฐานพระพุทธรูป 150 องค์ พระระเบียงชั้นนอกประดิษฐานพระพุทธรูป 244 องค์ เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ปัจจุบันทางวัดได้ บูรณปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปทุกองค์ล้วนแต่เป็นเนื้อสาริด มีพุทธลักษณะงดงามอร่ามตา เป็น พุทธศิลป์ในยุคสมัยต่างๆ เช่น สุโขทัย เชียงแสน ลพบุรี อู่ทอง และอยุธยา ตามเสาพระระเบียง รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้จารึกเพลงยาวกลอักษร เพลงยาวกลบท และตาราฉันท์ต่างๆอยู่ในกรอบศิลารวม 100 แผ่น
  • 18.
    41 พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียวสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็น พระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์ ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ล้อมรอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรม สารีริกธาตุทุกองค์
  • 19.
    42 พระมหาสถูป พระมหาสถูป ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang พระมหาสถูปเป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์หรือที่เรียกว่า “พระอัคฆีย์เจดีย์” มีจานวน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ ตรงมุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง 4 ด้าน บริเวณซุ้มของพระเจดีย์มีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลหล่อด้วยดีบุก แล้ว ลงรักปิดทอง ประดิษฐานทั้ง 4 ด้าน ด้านบนมีรูปยักษ์ซึ่งหล่อด้วยดีบุกแบกยอดปรางค์ พระมหาสถูปมีชื่อเรียก ที่ต่างกันดังนี้  องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธมังคละกายพันธนามหาสถูป  องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธธรรมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป  องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธวิไนยปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป  องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธอภิธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป
  • 20.
    43 ประติมากรรมอื่น ๆ นอกจากอาคารพระวิหาร, พระเจดีย์ต่างๆแล้ว วัดโพธิ์ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่าง อาทิเช่น รูปปั้นฤๅษีดัดตน รูปปั้นฤาษีดัดตน ภาพจาก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=21-10-2013&group=3&gblog=221 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม พระองค์ทรงได้รวบรวม การแพทย์แผนโบราณและศิลปวิทยาการของกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ รวมทั้ง ได้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ ไว้ ด้วย ซึ่งจานวนของรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่สร้างในรัชกาลที่ 1 นั้น ไม่ทราบจานวนแน่ชัด ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ได้หล่อรูปปั้นฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ รวม 80 ท่า โดยใช้สังกะสีและดีบุก แทนการใช้ดินที่เสื่อมสภาพได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการแต่งโคลงสี่สุภาพเพื่อบรรยายสรรพคุณท่าต่างของฤๅษีดัดตนทั้ง 80 บทด้วย เนื่องจากมี การเคลื่อนย้ายรูปปั้น รวมทั้งมีการลักลอบเอารูปปั้นไปขายบางส่วน ดังนั้นรูปปั้นที่อยู่ภายในวัดโพธิ์จึงมีเหลือ เพียง 24 ท่าเท่านั้น
  • 21.
    44 ยักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดโพธิ์ (รูปขวามือด้านล่าง คือยักษ์วัดแจ้ง)ภาพจาก https://watpho.com/th/architecture/detail/265; และ https://www.facebook.com/panich.buasamang ยักษ์วัดโพธิ์นั้นตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้าย ยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีน หรือ ลั่นถัน นายทวารบาลที่ตั้งอยู่ บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ ] นอกจากนี้ ยังมีตานานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทาให้ เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทาหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทาหน้าที่ดูแลวัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกาหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดแจ้ง กลับไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกาลังที่มหาศาลของ ยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทาให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา
  • 22.
    45 เครื่องอับเฉา (ถะ และตุ๊กตาจีนแบบต่างๆ) เครื่องอับเฉาหรือตัวอับเฉา (Chinese Ship Ballast) คือวัตถุที่มีน้าหนักมากใช้วางในเรือหรือหรือบอลลูน ร้อนเพื่อให้มีน้าหนักมากไม่โคลงเคลง เครื่องอับเฉามีต้นกาเนิดจากการค้าขายสินค้าด้วยเรือสาเภาเดินทะเล ในสมัยรัชกาลที่ 3 สินค้าที่ขนไปขายที่ประเทศจีนจะเป็นจาพวกไม้สัก ข้าวสาร งาช้าง ดีบุก พลวง ไม้ เครื่องเทศ ซึ่งเป็นของมีน้าหนัก เมื่อค้าขายเสร็จแล้วก็จะซื้อสินค้ากลับมาจากจีนเป็นพวกผ้าแพร ผ้าไหม แร่ทอง แร่เงิน ไขมุก ซึ่งมีราคสูงและแต่มีน้าหนักเบา ซึ่งในช่วงที่เดินเรือในทะเลเรือสาเภาจะต้องแล่นฝ่าคลื่นลม ในทะเล ฉะนั้นจึงต้องทาให้ตัวเรือนั้นมีน้าหนักมากพอสมควรเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลงจึงได้ใส่ตัวอับเฉาเพื่อเป็น การถ่วงน้าหนักใต้ท้องเรือ ทาให้เรือสามารถแล่นฝ่าคลื่นลมมาได้ ถะ (เจดีย์ศิลปะจีน) ตั้งอยู่ระหว่างพระระเบียงชั้นนอกและชั้นใน รวม 20 องค์ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang และ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215
  • 23.
    46 ลั่นถัน – ตุ๊กตาจีนนักรบ ลั่นถันคือ ตุ๊กตาหินยืนท้าวเอวถืออาวุธ แต่งกายแบบงิ้ว เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ เป็นนักรบ มือถืออาวุธ หน้าตาดุ เหมือนจ้องมอง มีเสื้อเกราะรัดตัวอย่างทะมัดทะแมง บางรูปก็เหมือนทหารยืนประจาการอยู่ เป็นนักรบระดับ ขุนพล ภาพจาก http://www.watpho.com/th/architecture/detail/303 &308
  • 24.
    47 ตุ๊กตาจีน-ปั้นเป็นฝรั่ง ทาหน้าที่ทวารบาล ตุ๊กตาจีนแต่งกายแบบฝรั่ง เป็นรูปมาร์โคโปโลคือ ฝรั่งคนแรกที่เดินทางเข้าไปในประเทศจีน และเผยแพร่ อารยธรรมตะวันตกให้แก่ชาวจีน มีอยู่ 4 คู่ เป็นภาพสะท้อนของช่างจีน มองเห็นฝรั่งสมัยล่าอาณานิคมเป็น คนดุร้าย ก่อสงครามชิงเอาบ้านเมืองอยู่เนืองๆ ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang ตุ๊กตาจีนขุนนางฝ่ายพลเรือนหรือฝ่ายบุ๋น หน้าตาอมยิ้มนิดๆสวมหมวกทรงสูงมือข้างหนึ่งถือหนังสือข้างหนึ่ง ลูบหนวดเคราเหมือนกาลังครุ่นคิด สวมเสื้อคลุมยาวและรองเท้า ดูภูมิฐาน เป็นนักปกครอง นักวางแผน และ ขุนนางแห่งราชสานัก ภาพจาก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=23-09-2013&group=3&gblog=215
  • 25.
    48 ตุ๊กตาสาวจีน รูปปั้นแบบต่างๆส่วนมากมีหน้าตาสดชื่นยิ้มแย้ม มีทั้งรูปเกล้ามวยผมผูกผ้าและมีผ้าคลุมผมพลิ้ว บาง สวมเสื้อคลุมยาวกรอมรองเท้า ภาพจาก http://travelchoicetv.ran4u.com/listRecentForum.do?clubId=22957&index=5 ตุ๊กตารูปสิงโตคาบแก้ว รูปสลักสิงโตนิยมตั้งประดับที่เชิงบันได หรือหน้าประตูทางเข้าออกตามแต่ ขนาด อ้าปากแยกเขี้ยว ในปากมีหินก้อนกลมเล็กๆ สามารถเอามือสอดเข้าไปกลิ้งเล่นได้ รูปสลักสิงโตนี้ ช่าง สลักได้จัดทาไว้ 2 เพศ ตัวเมียมีลูกเล็กๆ อยู่ที่ซอกอกและเท้าเป็นสัญลักษณ์ ตัวผู้อยู่ในท่าวางเท้ามีกงเล็บจับ ลูกแก้วหรือลูกโลกหรือสิ่งมงคลตามความเชื่อในคติจีน ภาพจาก https://www.facebook.com/panich.buasamang
  • 26.
    49 จุดนี้เป็นจุดสุดท้ายของการเยี่ยมชม หวังอย่างยิ่งว่า ทุกท่านคงได้รับความสาระความรู้, ความเพลิดเพลินและมีความสุขกับการเยี่ยมชมวัดโพธิ์ ในครั้งนี้. ขอบคุณค่ะ/ครับ อ้างอิง ราไพพรรณ แก้วสุริยะ, วิทยา-อัจฉราวดี สุดประเสริฐ, คู่มือนาเที่ยววัดโพธิ์, (จัดพิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2547) อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, กรุงเทพฯ, 2547 วิไลรัตน์ ยังรอด และธวัชชัย องศ์วุฒิเวทย์, หนังสือชุดแผนที่ความรู้เมืองไทย “วัดในรัตนโกสินทร์” สานักพิมพ์แปลนรีดเดอร์ส, กรุงเทพฯ, 2546 http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan/2012/01/04/entry-2 https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร http://www.sookjai.com/index.php?topic=49689.0;wap2 http://www.watpho.com/th/history https://www.youtube.com/watch?v=_Ea40hNLbIk https://www.youtube.com/watch?v=IE2uhpkb2D4 https://www.youtube.com/watch?v=L80a1MqAYBQ