วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรียกว่า วัดโพธิ์ อยู่ที่ถนนมหาราช
ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้
เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำารัชกาลที่ ๑ ครั้นถึงสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์
ใหม่ทั้งหมด และได้นำาเอาตำาราวิชาการด้านต่าง ๆ มาจารึกไว้โดยรอบ
เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็น
มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
นอกจากนี้ที่วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ สร้างในสมัยรัชกาล
ที่ ๓ ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั้งองค์ ยาว ๔๖ เมตร สูง ๑๕ เมตร ที่ฝ่า
พระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ ประการ อัน
เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย
ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลำาดับที่
24 ของโลก ในปี พ.ศ. 2549 โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง
8,155,000 คน
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีสิ่งก่อสร้าง
ค่อนข้างแน่น เนื่องจากการบูรณะแบบใส่คะแนน (แข่งกันบูรณะ) ส่งผล
ให้มีอาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึง พระพุทธรูปมากมายภายในวัดแห่งนี้
โดยสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
เขตวัดโพธาราม (เดิม)
เขตวัดโพธารามเดิม ได้แก่ ส่วนตะวันตกของวัด ริมแม่นำ้าเจ้าพระยา
พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของ วิหารพระพุทธไสยาส ศาลาการเปรียญ(ซึ่งเป็นพระ
อุโบสถเดิม ของวัดโพธาราม) พระมณฑป และพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล
วิหารพระพุทธไสยาส สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว ในคราวที่ทรงโปรดฯ ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ
(เข้ามาซ้อนทับเขตวัดโพธารามเดิม ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้) โดย
พระองค์ทรงโปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง
โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง
โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพ
เขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพสีเกี่ยวกับ
พระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกา
เอตทัคคะ 10 ท่าน อยู่ด้วย
ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ
ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ
โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่
พระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปกงจักรตาม
ตำารามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของมงคล 108 ประการนั้น
เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากชมพูทวีปและจีน
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล
พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจาก
พระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำาแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมี
ลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ประตู
ละ 1 คู่ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้อง
เคลือบ
เดิมทีรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณ จากวัด
พระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา ด้วยทรงประสงค์จะหล่อพระศรี
สรรเพชญองค์นี้ขึ้นมาใหม่ แต่หลังจากทรงปรึกษากับคณะสงฆ์แล้ว
คณะสงฆ์ได้ทูลถวายว่า การนำาโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณมาหลอม
ใหม่นั้น ถือเป็นขีด เป็นกาลกิณี ไม่เป็นมงคลแก่บ้านเมือง จึงทรงตัดสิน
พระทัยสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ครอบโกลนพระศรี
สรรเพชญนี้ไว้ และพระราชทานพระนามเจดีย์ว่า "พระมหาเจดีย์พระศรี
สรรเพชญดาญาณ" องค์พระเจดีย์ประด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ตั้งอยู่
ตรงกลางของหมู่พระมหาเจดีย์ ล้อมรอบด้วยพระมหาเจดีย์อีก 3 องค์
นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 1
ต่อมาในรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงมีพระประสงค์ทะนุบำารุงวัด
พระเชตุพนฯ ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขนาบข้างกับพระมหาเจดีย์พระศรี
สรรเพชญดาญาณ ดังนั้น จึงเป็นเจดีย์สามองค์เรียงกันจากเหนือจรดใต้
โดยมีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ ขนาดและความสูงเหมือนกันทุก
ประการ ต่างเพียงสีกระเบื้องที่มาประดับเท่านั้น โดยพระมหาเจดีย์ทาง
ทิศเหนือของ พระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณประดับด้วย
กระเบื้องเคลือบสีขาว นามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรรกนิทาน" ซึ่ง
พระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อ พระราชอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศ หล้านภาลัย พระบรมราชชนก ซึ่งนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำา
รัชกาลที่ 2 ส่วนพระมหาเจดีย์ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์พระศรี
สรรเพชญดาญาณนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า "พระ
มหาเจดีย์มุนีบัติบริขาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธ
บูชา โดยนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 3 ด้วย
เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ถ่ายแบบ
พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย มาจากวัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา โดยองค์พระมหาเจดีย์มี
ลักษณะที่แตกต่างจากพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ คือ มีซุ้มคูหาเข้าไป
ภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาบหรือ
สีนำ้าเงินเข้ม มีนามว่า "พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย" นับเป็นพระ
มหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 4
หลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำารัสว่า "ต่อไปในรัชกาลหลัง
อย่าให้เอาเป็น แบบอย่างที่จำาเป็นจะต้องสร้างพระเจดีย์ ประจำารัชกาล
ในวัดพระเชตุพนต่อไปเลย เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลแต่
แรกนั้นได้เคยทรงเห็นกันทั้ง 4 พระองค์ ผิดกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน
พระองค์อื่น" ดังนั้น การสร้างพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลจึงได้ยุติลง
ตั้งแต่นั้นมา
ศาลาการเปรียญ
เดิมเป็นพระอุโบสถของวัดโพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภาย
หลังการสถาปนาพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลด
ฐานะเป็นศาลาการเปรียญ โดยภายในมี "พระพุทธศาสดา" ประดิษฐาน
เป็นพระประธาน
เขตพระอุโบสถ
เขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม
สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระอุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้
วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่
พระอุโบสถ
ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูป
ปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วย
ประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึง
การตั้งจิตมั่นแน่วแน่)
พระวิหารทิศ
ส่วนพระวิหารทิศทั้ง 4 นั้นได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำาคัญจากหัวเมือง
ต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ โดยแบ่งออกเป็นมุขหน้าและมุขหลัง โดยมุข
หน้า คือ มุขที่หันสู่ทิศต่าง ๆ ส่วนมุขหลังนั้น คือ มุขที่หันหน้าเข้าสู่พระ
อุโบสถ โดยพระวิหารทิศแบ่งออกเป็น 4 ทิศ ได้แก่
* พระวิหารทิศตะวันออก (ทิศพระโลกนาถ) ที่มุขหน้าประดิษฐาน
พระพุทธมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อัญเชิญมาจากวัดเขา
อินทร์ เมืองสวรรคโลก ส่วนบริเวณมุขหลังประดิษฐานพระพุทธโลกนาถ
ศาสดาจารย์ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้
อัญเชิญมาจากวิหารพระโลกนาถ ภายในวัดพระศรีสรรเพชญ (ซึ่งทรุด
โทรมไม่มากนัก)
* พระวิหารทิศตะวันตก (ทิศนาคปรก) ที่มุขหน้าประดิษฐาน
พระพุทธชินศรี เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมือง
สุโขทัย โดยได้อัญเชิญมาพร้อมกับพระพุทธชินราช
* พระวิหารทิศเหนือ (ทิศป่าเลไลย) ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธ
ปาลิไลย เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลย ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นใหม่
เมื่อครั้งทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนฯ
* พระวิหารทิศใต้ (ทิศปัญญจวัคคีย์) ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธ
ชินราช เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย
พระเจดีย์
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระ
เจดีย์มาก ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งพระเจดีย์ต่าง ๆ ได้ 4
ประเภท ได้แก่ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล 4 องค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขต
วัดโพธารามเดิม ส่วนที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถนั้น ได้แก่ พระ
เจดีย์ราย 71 องค์ พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียวรวม 20 องค์ และพระเจดีย์
ทรงปรางค์หรือพระมหาสถูป 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 99 องค์ โดยพระเจดีย์
ที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถ มีรายละเอียดดังนี้
พระเจดีย์ราย
พระเจดีย์ราย ประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบของพระระเบียงชั้นนอกมี
จำานวนทั้งสิ้น 71 องค์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว ซึ่งเดิมมีพระราชประสงค์ให้เป็นให้เป็น ที่บรรจุพระอัฐิของเจ้า
นายเชื้อพระ วงศ์ พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสีและศิลา
เขียว นับเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระเจดีย์อื่น ๆ พระ
เจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับ
ยกย่องว่าเป็น พระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ที่งามที่สุดของยุค
รัตนโกสินทร์
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน
โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่
ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์
ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ล้อม
รอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ภายในพระเจดีย์บรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุทุกองค์
พระมหาสถูป
พระมหาสถูป เป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์ หรือที่เรียกว่า พระอัคฆีย์เจดีย์ มี
จำานวน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง 4 ด้าน
บริเวณซุ้มของพระเจดีย์มีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลหล่อด้วยดีบุก แล้วลงรัก
ปิดทอง ประดิษฐานทั้ง 4 ด้าน ด้านบนมีรูปยักษ์ซึ่งหล่อด้วยดีบุกแบก
ยอดปรางค์ พระมหาสถูปมีชื่อเรียกที่ต่างกันดังนี้
* องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธ
มังคละกายพันธนามหาสถูป
* องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธธร
รมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป
* องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธวิไนย
ปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป
* องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธอภิ
ธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป
ประติมากรรมต่าง ๆ ในวัดโพธิ์
นอกจาก อาคาร พระวิหาร พระเจดีย์ต่าง ๆ แล้ววัดโพธิ์ยังมีสิ่งน่าสนใจ
อีกหลายอย่าง อาทิเช่น
รูปปั้นฤๅษีดัดตน
เขามอ หรือสวนหย่อม เป็นสวนหินปลูกไม้ประดับที่รัชกาลที่ ๓
โปรดเกล้าฯ ให้รื้อขนก้อนศิลาใหญ่ และเล็กซึ่งก่อเป็นภูเขาในสวนขวา
ในพระบรมมหาราชวัง แต่ครั้งรัชกาลที่ ๒ มาก่อนเป็นภูเขาเป็นสวน
ประดับรอบวัด ปลูกต้นไม้ไว้ตามเชิงเขาและบนเขา มีทั้งสถูปและเสา
โคมแบบจีน รูปตุ๊กตาจีนและรูปสัตว์จัตุบาท (สัตว์สี่เท้า) ต่างๆ เรียงราย
อยู่ทั่วไปทั้งบนเขา และเชิงเขา เขามอมีทั้งหมด ๒๔ ลูก เช่น เขาประดู่
เขาสะเดา เขาอโศก เขาสมอ เขาฤาษดัดตน เขาศิวลึงค์ เป็นต้น พรรณ
ไม้ที่ปลูกประดับส่วนใหญ่ตายลงทางวัดได้ปรับปรุงเป็นสวนหิน ประดับ
ด้วยไม้ดอกไม้ใบนับเป็นมุมนั่งพักผ่อนที่เพลิดเพลินตาเย็นกายสบายใจ
เขาฤาษีดัดตน คือสวนสุขภาพแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับพระวิหารทิศ ใต้
เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
รวบรวมการแพทย์แผนโบราณ และศิลปวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้
ทรงพระราชดำาริเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถ แก้ปวดเมื่อย
ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประยุกต์รวมกับคติไทยที่ยกย่องฤาษีเป็นครู
ผู้ประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาการต่างๆ เป็นรูปปั้นฤาษีดัดตนท่าต่างๆ
สมัยแรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ หล่อเป็นเนื้อชิน
อยู่จนถึงปัจจุบันเดิมมีทั้งหมด ๘๐ ท่า แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ ๒๔ ท่า
รูปปั้นฤาษีดัดตน เป็นท่าตรงตามหลักโยคะ ของโยคีอินเดียเป็นการ
ออกกำาลังกายที่ใช้ศิลปะ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้นยังมี
โคลงสี่สุภาพ ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลาประดับอยู่ตามศาลาราย ปัจจุบันได้
รวบรวมไว้ที่ศาลาราย เช่น ศาลาเปลื้องเครื่อง (โรงเรียนแพทย์แผน
โบราณ) เป็นต้น โคลงภาพฤาษีดัดตน เป็นตำารากายภาพบำาบัดของ
แพทย์ไทย แผนโบราณอันเป็นพระราชประสงค์ ขององค์พระพุทธบุรพ
มหากษัตริย์ที่ทรงพระราชดำาริให้วัดนี้เป็นแหล่งรวมวิชาการ
"การดัดตน" เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพ
สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำาบัดโรคภัย
ไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด
เป็นต้น ที่เรียกว่า "ฤษีดัดตน" คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ
ระบบตามร่างกายของเหล่าฤษี ชีไพร ผู้ได้บำาเพ็ญพรต เจริญภาวนามา
นานวันละหลายชั่วโม
รัชกาลที่ ๓ ระบุว่าท่าฤษีดัดตนมี ๘๐ ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือเพียง
๒๔ ท่า ๒๕ ตน ท่าฤษีดัดตนเป็นการบริหารร่างกายของคนไทยที่มีมา
แต่โบราณ ซึ่งเน้นการฝึกลมหายใจและใช้สมาธิร่วมด้วย จึงเป็นทั้งการ
บริหารร่างกายและบริหารจิต รวมทั้งช่วยในการบำาบัดอาการเจ็บป่วย
เบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง และยังทำาให้ร่างกายตื่นตัว แข็งแรง และ
เป็นการพักผ่อน ท่าต่างๆ ที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบื้องต้น
ได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์เป็นอันมาก ได้แก่
๑. ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของแขนขาหรือข้อต่างๆ
เป็นไปอย่าง คล่องแคล่ว มีการเน้นการนวด โดยบางท่าจะมีการกดหรือ
บีบนวดร่วมไปด้วย
๒. ทำาให้โลหิตหมุนเวียน เลือดลมเดินได้สะดวก นับเป็นการออกกำาลัง
กาย สามารถทำาได้ในทุกอิริยาบถของคนไทย
๓. เป็นการต่อต้านโรคภัย บำารุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว
๔. มีการใช้สมาธิร่วมด้วยจะช่วยยกระดับจิตใจให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัว
หงุดหงิด ความง่วง ความท้อแท้ ความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ของการหายใจหากมีการฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง
ป ร ะ วั ติ ค ว า ม เ ป็ น ม า “ ฤ า ษี ดั ด ต น ”
ฤาษี หรือฤษี ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.2542 หมายถึง นักบวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพุทธกาล สละบ้านเรือน
อ อ ก ไ ป บำา เ พ็ ญ พ ร ต แ ส ว ง ห า ค ว า ม ส ง บ
ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช ใน พ.ศ.2331 เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (ปัจจุ
บัน คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ )
และข้อมูลของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน ระบุว่า มีเขา
ฤาษีดัดตน ซึ่งก็คือ สวนสุขภาพแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้พระวิหารทิศใต้ เป็น
พระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รวบรวม
การแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรง
พระราชดำารินำาเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตาม
ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้
ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อ
ให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง สมัย
แรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ.2379
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และ
โปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ (พระราชโอรสในรัชกาล ที่ 1
พระนามเดิม พระองค์เจ้าดวงจักร) เป็นแม่กอง กำากับช่าง หล่อรูปฤาษี
แสดงท่าดัดตน ด้วยสังกะสีผสมดีบุก (เรียกว่า ชิน) จำานวน 80 ท่า เสร็จ
แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสนาอำา มาตย์ และนักปราชญ์
ราชบัณฑิต ร่วมกันแต่งโคลงประกอบรูปฤาษีดัดตน โดยพระองค์เองก็
ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย และจารึกโคลงเหล่านั้นลงบนแผ่นศาลาติดไว้
ตามผนังศาลารายรอบวัด (ก่องแก้ว วีระประจักษ์ สำานักหอสมุดแห่งชาติ
กรมศิลปากร)
ท่ า ฤ า ษี ดั ด ต น
ท่าฤาษีดัดตน ตามแบบดั้งเดิมมีประมาณ 127 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้มี
หลายสถาบันที่นำาองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำาลังกาย เช่น
สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน
(วัดโพธิ์) เป็นต้น ซึ่งแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบและ สไตล์ที่ต่างกัน
คำาว่า ดัดตน หมายถึงการทำาให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายน้อม
ไปตามต้องการ เช่น ให้ยืด ให้หด ให้งอ ให้บิด ฯลฯ ได้ตามต้องการ
แล้วแต่ความชำานาญที่ได้ฝึกฝนมาจนเกิดความคล่องตัว
ที่เรียกว่า ฤาษีดัดตน คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ
ระบบตามร่างกายของเหล่าฤาษี ชีไพร ผู้ได้บำาเพ็ญพรต เจริญภาวนา
มานานวันละหลายชั่วโมง
การดัดตน เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพ
สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำาบัดโรคภัย
ไข้เจ็บต่างๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด เป็นต้น
ท่าฤาษีดัดตนตามแบบดั้งเดิม มีประมาณ 127 ท่า ในสมัยรัชกาลที่
3 ระบุว่ามี 80 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือ 24 ท่า 25 ตน เหตุเพราะมี
หลายสถาบันที่นำาองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำาลังกาย เช่น
สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน
(วัดโพธิ์) กล่าวคือ
สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้คัดเลือกท่าฤาษีจาก 127 ท่า มา
ประยุกต์ให้เกิดความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว เป็นท่าหลักๆ 15 ท่า
ซึ่งทั้ง 15 ท่า จะมีประโยชน์ในการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายเกือบ
ทุกส่วน มีทั้งท่ายืน ท่านอน ท่านั่ง และปัจจุบันได้เผยแพร่ให้หน่วยงาน
ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนนำาไปเป็นท่าการ ออกกำาลังกายสำาหรับ
ประชาชนทั่วไป
ก า ร คั ด เ ลื อ ก ท่ า พื้ น ฐ า น
สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ดำาเนินการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน
15 ท่า จากท่าฤาษีดัดตนที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 127 ท่า โดยมี
แนวคิดและหลักการคัดเลือก ดังนี้
1. เป็นท่าที่เป็นตัวแทนของอิริยาบถต่าง ๆ และสามารถบริหาร
ร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ แขน อก ท้อง เอว เข่าไป
จนถึงเท้า
2. เป็นท่าพื้นฐานทั่วไปสำาหรับการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติให้เกิดความ
เคยชินและช่วยให้เห็นความสำาคัญของการจัดโครงสร้างร่างกายของ
ตนเองให้สมดุล
3. เป็นท่าที่เลือกมาจากท่าฤาษีดัดตนซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมแล้วปรับ
ประยุกต์ใช้ในท่าต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน หรือยืน มีการสรุปความ
เคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือนำาท่าเดิมหลายท่ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน
4. การคัดเลือกท่าต่างๆ จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับความสมดุลของ
โครงสร้างร่างกายและการบริหารร่างกายตามแนวต่าง ๆ เช่น แนวดิ่ง
แนวราบ แนวเฉียง โดยเพิ่มเติมการตรวจร่างกาย อย่างง่าย ๆ เพื่อให้
ทราบถึงโครงสร้างร่างกายของตนเองที่ไม่สมดุล โดยอาศัยแนวคิด
ด้านดุลยภาพของ รศ . พญ . ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ มาใช้ในการคัด
เลือกท่าที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกหัดได้โดยไม่ทำาให้
โครงสร้างที่เสียสมดุลอยู่เดิมมีความเสียหายมากขึ้น
5. ในการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตน ได้เพิ่มท่าบริหารกล้ามเนื้อบน
ใบหน้า ซึ่งคิดค้นโดยร . ศ . นพ . กรุงไกร เจนพาณิชย์ ผู้ล่วงลับไป
แล้ว ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อ และเคยศึกษา
การนวดไทยจากอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ หมอนวดราช
สำานัก ก่อนที่จะเสียชีวิตสามารถคิดค้นท่านวดกล้ามเนื้อ บนใบหน้า 7
ท่าขึ้นมา
6. การคัดเลือกท่าต่าง ๆ ไม่เน้นการรักษาเฉพาะโรค แต่เป็นการ
เตรียมพร้อมการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย อย่างง่ายด้วยตัวเอง
7. ท่าที่คัดเลือกไว้นี้ แม้จะมีการวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางแพทย์
แผนปัจจุบันทั้งในแง่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วก็ตาม สถาบัน
การแพทย์แผนไทย ก็ยังมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้เกิดการวิจัยควบคู่
ไปกับการส่งเสริม ให้มีการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
ยักษ์วัดโพธิ์บริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป
โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่อง
รามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีน หรือ ลั่นถัน นาย
ทวารบาลที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ นอกจากนี้ ยัง
มีตำานานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำาให้เกิดท่าเตียนใน
ปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำาหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งซึ่ง
ทำาหน้าที่ดูแล วัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้ง
ไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำาหนดส่งเงินคืนยักษ์วัดโพธิ์กลับ
ไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่
ใหญ่โต และพละกำาลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึง
ทำาให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้
จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้ง
ยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา
9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ เป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) มี
วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
และสถาบันศาสนา และสร้างจิตสำานึกและความภาคภูมิใจในความเป็น
ไทย อีกทั้งอนุรักษ์วิถีความเป็นอยู่ และศิลปวัฒนธรรมไทยรวมทั้งสร้าง
กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในยามคำ่าคืน ในเขตโบราณสถานใน
กรุงเทพมหานคร
สิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 9 สิ่ง ได้แก่
1. มหัศจรรย์พระไสยาส พระพุทธรูปขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ
ประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ คือ มีประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่
พระบาท
2. มหัศจรรย์ตำาราเวชเชตุพน ศาลาจารึกตำารานวดแผนโบราณ มี
จิตรกรรมลายเส้นบอกตำาแหน่งนวด นับเป็นบันทึกที่รวบรวมสรรพวิชา
ทั้งการแพทย์ การเมือง การปกครอง ประวัติการสร้างวัด และ วรรณคดี
นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ
3. มหัศจรรย์มหาเจดีย์ สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์
องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ
อันประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 1 – 4
4. มหัศจรรย์ต้นตำานานสงกรานต์ไทย คติความเชื่อตำานาน
สงกรานต์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ให้จารึกลงในแผ่นศิลาติดไว้ที่วัดโพธิ์ เป็น
เรื่องเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีดังกล่าว โดยสมมุติผ่านเรื่องราว
ธรรมบาลกุมารและนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์
5. มหัศจรรย์มรดกโลกวัดโพธิ์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงให้นำาองค์
ความรู้จากปราชญ์ของไทยเช่น ตำาราการแพทย์ โบราณคดี
วรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนฯลฯ จารึกลงบนแผ่นหินอ่อน
ประดับไว้ตามบริเวณผนังภายในวัดซึ่งความรู้ที่จารึกไว้บนแผ่นศิลาใน
ปัจจุบันรวมเรียกว่า ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน โดยองค์การยูเนสโกมี
มติรับรองขึ้นทะเบียนศิลาจารึกพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นเอกสาร
มรดกความทรงจำาแห่งโลก
6. มหัศจรรย์ตำานานยักษ์วัดโพธิ์ บอกเล่าเรื่องราวตำานานเกี่ยวกับ
ยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำาให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน
7. มหัศจรรย์ผ่านภพรัตนโกสินทร์ พระอุโบสถหลังเก่าของวัด
โพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังการสถาปนาพระอุโบสถ
หลังใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลดฐานะเป็นศาลาการเปรียญ
โดยภายในมี “พระพุทธศาสดา” ประดิษฐานเป็นพระประธาน
8. มหัศจรรย์วิจิตรพระพุทธเทวปฏิมากร ภายในพระอุโบสถ
ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่
1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะ
เป็นพระนครอย่างถาวร
9. มหัศจรรย์ต้นตำารับนวดแผนไทย รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าให้รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้ง
กรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำารินำาเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อน
อิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่
ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน
แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้
อย่างกว้างขวาง

วัดโพธิ์

  • 1.
    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรียกว่า วัดโพธิ์อยู่ที่ถนนมหาราช ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำารัชกาลที่ ๑ ครั้นถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์ ใหม่ทั้งหมด และได้นำาเอาตำาราวิชาการด้านต่าง ๆ มาจารึกไว้โดยรอบ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ที่วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ สร้างในสมัยรัชกาล ที่ ๓ ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั้งองค์ ยาว ๔๖ เมตร สูง ๑๕ เมตร ที่ฝ่า พระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ ประการ อัน เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย ในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว วัดโพธิ์ได้รับความนิยมเที่ยวเป็นลำาดับที่ 24 ของโลก ในปี พ.ศ. 2549 โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในปีนั้นถึง 8,155,000 คน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีสิ่งก่อสร้าง ค่อนข้างแน่น เนื่องจากการบูรณะแบบใส่คะแนน (แข่งกันบูรณะ) ส่งผล ให้มีอาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึง พระพุทธรูปมากมายภายในวัดแห่งนี้ โดยสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ เขตวัดโพธาราม (เดิม) เขตวัดโพธารามเดิม ได้แก่ ส่วนตะวันตกของวัด ริมแม่นำ้าเจ้าพระยา พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของ วิหารพระพุทธไสยาส ศาลาการเปรียญ(ซึ่งเป็นพระ อุโบสถเดิม ของวัดโพธาราม) พระมณฑป และพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล วิหารพระพุทธไสยาส สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ในคราวที่ทรงโปรดฯ ให้ขยายพระอารามออกมาทางทิศเหนือ (เข้ามาซ้อนทับเขตวัดโพธารามเดิม ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้) โดย พระองค์ทรงโปรดให้พระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้าง โดยได้สร้างพระพุทธไสยาสขึ้นก่อน แล้วจึงสร้างพระวิหารภายหลัง โดยมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ บริเวณผนังของวิหารนั้น ด้านบนมีภาพ
  • 2.
    เขียนสีเรื่อง มหาวงศ์ และผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพสีเกี่ยวกับ พระสาวิกาเอตทัคคะ 13 องค์ อุบาสกเอตทัคคะ 10 ท่านและอุบาสิกา เอตทัคคะ 10 ท่าน อยู่ด้วย ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่ พระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปกงจักรตาม ตำารามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของมงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากชมพูทวีปและจีน พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจาก พระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำาแพงแก้ว สถาปัตยกรรมบริเวณซุ้มประตูมี ลักษณะเป็นไทยประยุกต์แบบจีน โดยจะมีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ประตู ละ 1 คู่ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้อง เคลือบ เดิมทีรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณ จากวัด พระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา ด้วยทรงประสงค์จะหล่อพระศรี สรรเพชญองค์นี้ขึ้นมาใหม่ แต่หลังจากทรงปรึกษากับคณะสงฆ์แล้ว คณะสงฆ์ได้ทูลถวายว่า การนำาโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณมาหลอม ใหม่นั้น ถือเป็นขีด เป็นกาลกิณี ไม่เป็นมงคลแก่บ้านเมือง จึงทรงตัดสิน พระทัยสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ครอบโกลนพระศรี สรรเพชญนี้ไว้ และพระราชทานพระนามเจดีย์ว่า "พระมหาเจดีย์พระศรี สรรเพชญดาญาณ" องค์พระเจดีย์ประด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ตั้งอยู่ ตรงกลางของหมู่พระมหาเจดีย์ ล้อมรอบด้วยพระมหาเจดีย์อีก 3 องค์ นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 1 ต่อมาในรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงมีพระประสงค์ทะนุบำารุงวัด พระเชตุพนฯ ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขนาบข้างกับพระมหาเจดีย์พระศรี สรรเพชญดาญาณ ดังนั้น จึงเป็นเจดีย์สามองค์เรียงกันจากเหนือจรดใต้ โดยมีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ ขนาดและความสูงเหมือนกันทุก ประการ ต่างเพียงสีกระเบื้องที่มาประดับเท่านั้น โดยพระมหาเจดีย์ทาง ทิศเหนือของ พระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณประดับด้วย กระเบื้องเคลือบสีขาว นามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรรกนิทาน" ซึ่ง พระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อ พระราชอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธ
  • 3.
    เลิศ หล้านภาลัย พระบรมราชชนกซึ่งนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำา รัชกาลที่ 2 ส่วนพระมหาเจดีย์ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์พระศรี สรรเพชญดาญาณนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า "พระ มหาเจดีย์มุนีบัติบริขาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธ บูชา โดยนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 3 ด้วย เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ถ่ายแบบ พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย มาจากวัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา โดยองค์พระมหาเจดีย์มี ลักษณะที่แตกต่างจากพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ คือ มีซุ้มคูหาเข้าไป ภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาบหรือ สีนำ้าเงินเข้ม มีนามว่า "พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย" นับเป็นพระ มหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 4 หลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำารัสว่า "ต่อไปในรัชกาลหลัง อย่าให้เอาเป็น แบบอย่างที่จำาเป็นจะต้องสร้างพระเจดีย์ ประจำารัชกาล ในวัดพระเชตุพนต่อไปเลย เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลแต่ แรกนั้นได้เคยทรงเห็นกันทั้ง 4 พระองค์ ผิดกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์อื่น" ดังนั้น การสร้างพระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลจึงได้ยุติลง ตั้งแต่นั้นมา ศาลาการเปรียญ เดิมเป็นพระอุโบสถของวัดโพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภาย หลังการสถาปนาพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลด ฐานะเป็นศาลาการเปรียญ โดยภายในมี "พระพุทธศาสดา" ประดิษฐาน เป็นพระประธาน เขตพระอุโบสถ เขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระอุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้ วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่ พระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูป
  • 4.
    ปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วย ประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึง การตั้งจิตมั่นแน่วแน่) พระวิหารทิศ ส่วนพระวิหารทิศทั้ง 4 นั้นได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำาคัญจากหัวเมือง ต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ โดยแบ่งออกเป็นมุขหน้าและมุขหลัง โดยมุข หน้า คือ มุขที่หันสู่ทิศต่าง ๆ ส่วนมุขหลังนั้น คือ มุขที่หันหน้าเข้าสู่พระ อุโบสถ โดยพระวิหารทิศแบ่งออกเป็น 4 ทิศ ได้แก่ * พระวิหารทิศตะวันออก (ทิศพระโลกนาถ) ที่มุขหน้าประดิษฐาน พระพุทธมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อัญเชิญมาจากวัดเขา อินทร์ เมืองสวรรคโลก ส่วนบริเวณมุขหลังประดิษฐานพระพุทธโลกนาถ ศาสดาจารย์ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้ อัญเชิญมาจากวิหารพระโลกนาถ ภายในวัดพระศรีสรรเพชญ (ซึ่งทรุด โทรมไม่มากนัก) * พระวิหารทิศตะวันตก (ทิศนาคปรก) ที่มุขหน้าประดิษฐาน พระพุทธชินศรี เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมือง สุโขทัย โดยได้อัญเชิญมาพร้อมกับพระพุทธชินราช * พระวิหารทิศเหนือ (ทิศป่าเลไลย) ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธ ปาลิไลย เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลย ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นใหม่ เมื่อครั้งทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนฯ * พระวิหารทิศใต้ (ทิศปัญญจวัคคีย์) ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธ ชินราช เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย พระเจดีย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระ เจดีย์มาก ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งพระเจดีย์ต่าง ๆ ได้ 4 ประเภท ได้แก่ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล 4 องค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขต วัดโพธารามเดิม ส่วนที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถนั้น ได้แก่ พระ เจดีย์ราย 71 องค์ พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียวรวม 20 องค์ และพระเจดีย์ ทรงปรางค์หรือพระมหาสถูป 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 99 องค์ โดยพระเจดีย์ ที่ประดิษฐานในเขตพระอุโบสถ มีรายละเอียดดังนี้ พระเจดีย์ราย
  • 5.
    พระเจดีย์ราย ประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบของพระระเบียงชั้นนอกมี จำานวนทั้งสิ้น 71องค์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งเดิมมีพระราชประสงค์ให้เป็นให้เป็น ที่บรรจุพระอัฐิของเจ้า นายเชื้อพระ วงศ์ พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสีและศิลา เขียว นับเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระเจดีย์อื่น ๆ พระ เจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับ ยกย่องว่าเป็น พระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ที่งามที่สุดของยุค รัตนโกสินทร์ พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์ ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ล้อม รอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ภายในพระเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุทุกองค์ พระมหาสถูป พระมหาสถูป เป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์ หรือที่เรียกว่า พระอัคฆีย์เจดีย์ มี จำานวน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง 4 ด้าน บริเวณซุ้มของพระเจดีย์มีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลหล่อด้วยดีบุก แล้วลงรัก ปิดทอง ประดิษฐานทั้ง 4 ด้าน ด้านบนมีรูปยักษ์ซึ่งหล่อด้วยดีบุกแบก ยอดปรางค์ พระมหาสถูปมีชื่อเรียกที่ต่างกันดังนี้ * องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธ มังคละกายพันธนามหาสถูป * องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธธร รมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป * องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธวิไนย ปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป * องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธอภิ ธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป
  • 6.
    ประติมากรรมต่าง ๆ ในวัดโพธิ์ นอกจากอาคาร พระวิหาร พระเจดีย์ต่าง ๆ แล้ววัดโพธิ์ยังมีสิ่งน่าสนใจ อีกหลายอย่าง อาทิเช่น รูปปั้นฤๅษีดัดตน เขามอ หรือสวนหย่อม เป็นสวนหินปลูกไม้ประดับที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้รื้อขนก้อนศิลาใหญ่ และเล็กซึ่งก่อเป็นภูเขาในสวนขวา ในพระบรมมหาราชวัง แต่ครั้งรัชกาลที่ ๒ มาก่อนเป็นภูเขาเป็นสวน ประดับรอบวัด ปลูกต้นไม้ไว้ตามเชิงเขาและบนเขา มีทั้งสถูปและเสา โคมแบบจีน รูปตุ๊กตาจีนและรูปสัตว์จัตุบาท (สัตว์สี่เท้า) ต่างๆ เรียงราย อยู่ทั่วไปทั้งบนเขา และเชิงเขา เขามอมีทั้งหมด ๒๔ ลูก เช่น เขาประดู่ เขาสะเดา เขาอโศก เขาสมอ เขาฤาษดัดตน เขาศิวลึงค์ เป็นต้น พรรณ ไม้ที่ปลูกประดับส่วนใหญ่ตายลงทางวัดได้ปรับปรุงเป็นสวนหิน ประดับ ด้วยไม้ดอกไม้ใบนับเป็นมุมนั่งพักผ่อนที่เพลิดเพลินตาเย็นกายสบายใจ เขาฤาษีดัดตน คือสวนสุขภาพแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับพระวิหารทิศ ใต้ เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ รวบรวมการแพทย์แผนโบราณ และศิลปวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำาริเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถ แก้ปวดเมื่อย ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประยุกต์รวมกับคติไทยที่ยกย่องฤาษีเป็นครู ผู้ประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาการต่างๆ เป็นรูปปั้นฤาษีดัดตนท่าต่างๆ สมัยแรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ หล่อเป็นเนื้อชิน อยู่จนถึงปัจจุบันเดิมมีทั้งหมด ๘๐ ท่า แต่ปัจจุบันคงเหลืออยู่ ๒๔ ท่า รูปปั้นฤาษีดัดตน เป็นท่าตรงตามหลักโยคะ ของโยคีอินเดียเป็นการ ออกกำาลังกายที่ใช้ศิลปะ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้นยังมี โคลงสี่สุภาพ ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลาประดับอยู่ตามศาลาราย ปัจจุบันได้ รวบรวมไว้ที่ศาลาราย เช่น ศาลาเปลื้องเครื่อง (โรงเรียนแพทย์แผน โบราณ) เป็นต้น โคลงภาพฤาษีดัดตน เป็นตำารากายภาพบำาบัดของ แพทย์ไทย แผนโบราณอันเป็นพระราชประสงค์ ขององค์พระพุทธบุรพ มหากษัตริย์ที่ทรงพระราชดำาริให้วัดนี้เป็นแหล่งรวมวิชาการ "การดัดตน" เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพ สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำาบัดโรคภัย ไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด เป็นต้น ที่เรียกว่า "ฤษีดัดตน" คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ระบบตามร่างกายของเหล่าฤษี ชีไพร ผู้ได้บำาเพ็ญพรต เจริญภาวนามา
  • 7.
    นานวันละหลายชั่วโม รัชกาลที่ ๓ ระบุว่าท่าฤษีดัดตนมี๘๐ ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือเพียง ๒๔ ท่า ๒๕ ตน ท่าฤษีดัดตนเป็นการบริหารร่างกายของคนไทยที่มีมา แต่โบราณ ซึ่งเน้นการฝึกลมหายใจและใช้สมาธิร่วมด้วย จึงเป็นทั้งการ บริหารร่างกายและบริหารจิต รวมทั้งช่วยในการบำาบัดอาการเจ็บป่วย เบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง และยังทำาให้ร่างกายตื่นตัว แข็งแรง และ เป็นการพักผ่อน ท่าต่างๆ ที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบื้องต้น ได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์เป็นอันมาก ได้แก่ ๑. ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของแขนขาหรือข้อต่างๆ เป็นไปอย่าง คล่องแคล่ว มีการเน้นการนวด โดยบางท่าจะมีการกดหรือ บีบนวดร่วมไปด้วย ๒. ทำาให้โลหิตหมุนเวียน เลือดลมเดินได้สะดวก นับเป็นการออกกำาลัง กาย สามารถทำาได้ในทุกอิริยาบถของคนไทย ๓. เป็นการต่อต้านโรคภัย บำารุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว ๔. มีการใช้สมาธิร่วมด้วยจะช่วยยกระดับจิตใจให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ความง่วง ความท้อแท้ ความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการหายใจหากมีการฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง ป ร ะ วั ติ ค ว า ม เ ป็ น ม า “ ฤ า ษี ดั ด ต น ” ฤาษี หรือฤษี ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง นักบวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพุทธกาล สละบ้านเรือน อ อ ก ไ ป บำา เ พ็ ญ พ ร ต แ ส ว ง ห า ค ว า ม ส ง บ ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ใน พ.ศ.2331 เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (ปัจจุ บัน คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ) และข้อมูลของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน ระบุว่า มีเขา ฤาษีดัดตน ซึ่งก็คือ สวนสุขภาพแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้พระวิหารทิศใต้ เป็น พระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รวบรวม การแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรง พระราชดำารินำาเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตาม ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อ ให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง สมัย แรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ.2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และ
  • 8.
    โปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ (พระราชโอรสในรัชกาล ที่1 พระนามเดิม พระองค์เจ้าดวงจักร) เป็นแม่กอง กำากับช่าง หล่อรูปฤาษี แสดงท่าดัดตน ด้วยสังกะสีผสมดีบุก (เรียกว่า ชิน) จำานวน 80 ท่า เสร็จ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสนาอำา มาตย์ และนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ร่วมกันแต่งโคลงประกอบรูปฤาษีดัดตน โดยพระองค์เองก็ ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย และจารึกโคลงเหล่านั้นลงบนแผ่นศาลาติดไว้ ตามผนังศาลารายรอบวัด (ก่องแก้ว วีระประจักษ์ สำานักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร) ท่ า ฤ า ษี ดั ด ต น ท่าฤาษีดัดตน ตามแบบดั้งเดิมมีประมาณ 127 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้มี หลายสถาบันที่นำาองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำาลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) เป็นต้น ซึ่งแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบและ สไตล์ที่ต่างกัน คำาว่า ดัดตน หมายถึงการทำาให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายน้อม ไปตามต้องการ เช่น ให้ยืด ให้หด ให้งอ ให้บิด ฯลฯ ได้ตามต้องการ แล้วแต่ความชำานาญที่ได้ฝึกฝนมาจนเกิดความคล่องตัว ที่เรียกว่า ฤาษีดัดตน คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ระบบตามร่างกายของเหล่าฤาษี ชีไพร ผู้ได้บำาเพ็ญพรต เจริญภาวนา มานานวันละหลายชั่วโมง การดัดตน เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพ สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำาบัดโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด เป็นต้น ท่าฤาษีดัดตนตามแบบดั้งเดิม มีประมาณ 127 ท่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่ามี 80 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือ 24 ท่า 25 ตน เหตุเพราะมี หลายสถาบันที่นำาองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำาลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) กล่าวคือ สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้คัดเลือกท่าฤาษีจาก 127 ท่า มา ประยุกต์ให้เกิดความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว เป็นท่าหลักๆ 15 ท่า ซึ่งทั้ง 15 ท่า จะมีประโยชน์ในการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายเกือบ ทุกส่วน มีทั้งท่ายืน ท่านอน ท่านั่ง และปัจจุบันได้เผยแพร่ให้หน่วยงาน ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนนำาไปเป็นท่าการ ออกกำาลังกายสำาหรับ ประชาชนทั่วไป
  • 9.
    ก า รคั ด เ ลื อ ก ท่ า พื้ น ฐ า น สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ดำาเนินการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า จากท่าฤาษีดัดตนที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 127 ท่า โดยมี แนวคิดและหลักการคัดเลือก ดังนี้ 1. เป็นท่าที่เป็นตัวแทนของอิริยาบถต่าง ๆ และสามารถบริหาร ร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ แขน อก ท้อง เอว เข่าไป จนถึงเท้า 2. เป็นท่าพื้นฐานทั่วไปสำาหรับการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติให้เกิดความ เคยชินและช่วยให้เห็นความสำาคัญของการจัดโครงสร้างร่างกายของ ตนเองให้สมดุล 3. เป็นท่าที่เลือกมาจากท่าฤาษีดัดตนซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมแล้วปรับ ประยุกต์ใช้ในท่าต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน หรือยืน มีการสรุปความ เคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือนำาท่าเดิมหลายท่ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน 4. การคัดเลือกท่าต่างๆ จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับความสมดุลของ โครงสร้างร่างกายและการบริหารร่างกายตามแนวต่าง ๆ เช่น แนวดิ่ง แนวราบ แนวเฉียง โดยเพิ่มเติมการตรวจร่างกาย อย่างง่าย ๆ เพื่อให้ ทราบถึงโครงสร้างร่างกายของตนเองที่ไม่สมดุล โดยอาศัยแนวคิด ด้านดุลยภาพของ รศ . พญ . ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ มาใช้ในการคัด เลือกท่าที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกหัดได้โดยไม่ทำาให้ โครงสร้างที่เสียสมดุลอยู่เดิมมีความเสียหายมากขึ้น 5. ในการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตน ได้เพิ่มท่าบริหารกล้ามเนื้อบน ใบหน้า ซึ่งคิดค้นโดยร . ศ . นพ . กรุงไกร เจนพาณิชย์ ผู้ล่วงลับไป แล้ว ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อ และเคยศึกษา การนวดไทยจากอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ หมอนวดราช สำานัก ก่อนที่จะเสียชีวิตสามารถคิดค้นท่านวดกล้ามเนื้อ บนใบหน้า 7 ท่าขึ้นมา 6. การคัดเลือกท่าต่าง ๆ ไม่เน้นการรักษาเฉพาะโรค แต่เป็นการ เตรียมพร้อมการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย อย่างง่ายด้วยตัวเอง 7. ท่าที่คัดเลือกไว้นี้ แม้จะมีการวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางแพทย์ แผนปัจจุบันทั้งในแง่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วก็ตาม สถาบัน การแพทย์แผนไทย ก็ยังมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้เกิดการวิจัยควบคู่ ไปกับการส่งเสริม ให้มีการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
  • 10.
    ยักษ์วัดโพธิ์บริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป โดยมีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งมักมีผู้เข้าใจผิดว่าตุ๊กตาสลักหินรูปจีนหรือ ลั่นถัน นาย ทวารบาลที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูวัดนั้นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ นอกจากนี้ ยัง มีตำานานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำาให้เกิดท่าเตียนใน ปัจจุบัน นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำาหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งซึ่ง ทำาหน้าที่ดูแล วัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้ง ไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำาหนดส่งเงินคืนยักษ์วัดโพธิ์กลับ ไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ ใหญ่โต และพละกำาลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึง ทำาให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้ง ยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ เป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) มี วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และสถาบันศาสนา และสร้างจิตสำานึกและความภาคภูมิใจในความเป็น ไทย อีกทั้งอนุรักษ์วิถีความเป็นอยู่ และศิลปวัฒนธรรมไทยรวมทั้งสร้าง กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในยามคำ่าคืน ในเขตโบราณสถานใน กรุงเทพมหานคร สิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 9 สิ่ง ได้แก่ 1. มหัศจรรย์พระไสยาส พระพุทธรูปขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ ประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ คือ มีประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่ พระบาท 2. มหัศจรรย์ตำาราเวชเชตุพน ศาลาจารึกตำารานวดแผนโบราณ มี จิตรกรรมลายเส้นบอกตำาแหน่งนวด นับเป็นบันทึกที่รวบรวมสรรพวิชา ทั้งการแพทย์ การเมือง การปกครอง ประวัติการสร้างวัด และ วรรณคดี นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ 3. มหัศจรรย์มหาเจดีย์ สี่รัชกาล เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ องค์พระเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ อันประกอบด้วย พระมหาเจดีย์ประจำารัชกาลที่ 1 – 4
  • 11.
    4. มหัศจรรย์ต้นตำานานสงกรานต์ไทย คติความเชื่อตำานาน สงกรานต์ซึ่งรัชกาลที่ 3 ให้จารึกลงในแผ่นศิลาติดไว้ที่วัดโพธิ์ เป็น เรื่องเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีดังกล่าว โดยสมมุติผ่านเรื่องราว ธรรมบาลกุมารและนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ 5. มหัศจรรย์มรดกโลกวัดโพธิ์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงให้นำาองค์ ความรู้จากปราชญ์ของไทยเช่น ตำาราการแพทย์ โบราณคดี วรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนฯลฯ จารึกลงบนแผ่นหินอ่อน ประดับไว้ตามบริเวณผนังภายในวัดซึ่งความรู้ที่จารึกไว้บนแผ่นศิลาใน ปัจจุบันรวมเรียกว่า ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน โดยองค์การยูเนสโกมี มติรับรองขึ้นทะเบียนศิลาจารึกพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นเอกสาร มรดกความทรงจำาแห่งโลก 6. มหัศจรรย์ตำานานยักษ์วัดโพธิ์ บอกเล่าเรื่องราวตำานานเกี่ยวกับ ยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำาให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน 7. มหัศจรรย์ผ่านภพรัตนโกสินทร์ พระอุโบสถหลังเก่าของวัด โพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังการสถาปนาพระอุโบสถ หลังใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้ว จึงได้ลดฐานะเป็นศาลาการเปรียญ โดยภายในมี “พระพุทธศาสดา” ประดิษฐานเป็นพระประธาน 8. มหัศจรรย์วิจิตรพระพุทธเทวปฏิมากร ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะ เป็นพระนครอย่างถาวร 9. มหัศจรรย์ต้นตำารับนวดแผนไทย รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าให้รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้ง กรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำารินำาเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อน อิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้ อย่างกว้างขวาง