Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Thidarat Termphon
121,814 views
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
Education
Education
◦
Read more
45
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 192 times
1
/ 126
2
/ 126
3
/ 126
4
/ 126
5
/ 126
6
/ 126
7
/ 126
8
/ 126
9
/ 126
10
/ 126
11
/ 126
12
/ 126
13
/ 126
Most read
14
/ 126
Most read
15
/ 126
Most read
16
/ 126
17
/ 126
18
/ 126
19
/ 126
20
/ 126
21
/ 126
22
/ 126
23
/ 126
24
/ 126
25
/ 126
26
/ 126
27
/ 126
28
/ 126
29
/ 126
30
/ 126
31
/ 126
32
/ 126
33
/ 126
34
/ 126
35
/ 126
36
/ 126
37
/ 126
38
/ 126
39
/ 126
40
/ 126
41
/ 126
42
/ 126
43
/ 126
44
/ 126
45
/ 126
46
/ 126
47
/ 126
48
/ 126
49
/ 126
50
/ 126
51
/ 126
52
/ 126
53
/ 126
54
/ 126
55
/ 126
56
/ 126
57
/ 126
58
/ 126
59
/ 126
60
/ 126
61
/ 126
62
/ 126
63
/ 126
64
/ 126
65
/ 126
66
/ 126
67
/ 126
68
/ 126
69
/ 126
70
/ 126
71
/ 126
72
/ 126
73
/ 126
74
/ 126
75
/ 126
76
/ 126
77
/ 126
78
/ 126
79
/ 126
80
/ 126
81
/ 126
82
/ 126
83
/ 126
84
/ 126
85
/ 126
86
/ 126
87
/ 126
88
/ 126
89
/ 126
90
/ 126
91
/ 126
92
/ 126
93
/ 126
94
/ 126
95
/ 126
96
/ 126
97
/ 126
98
/ 126
99
/ 126
100
/ 126
101
/ 126
102
/ 126
103
/ 126
104
/ 126
105
/ 126
106
/ 126
107
/ 126
108
/ 126
109
/ 126
110
/ 126
111
/ 126
112
/ 126
113
/ 126
114
/ 126
115
/ 126
116
/ 126
117
/ 126
118
/ 126
119
/ 126
120
/ 126
121
/ 126
122
/ 126
123
/ 126
124
/ 126
125
/ 126
126
/ 126
More Related Content
PDF
สังคมศึกษา ม.ปลาย สค31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002
by
Thidarat Termphon
PDF
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ต้น ทช21002
by
Thidarat Termphon
PDF
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
DOCX
แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 4 ส32102.docx
by
ssuser6a0d4f
PDF
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
PDF
พระพุทธศาสนา ม.3
by
New Nan
DOCX
รายงานพระพุทธ
by
leemeanshun minzstar
สังคมศึกษา ม.ปลาย สค31001
by
Thidarat Termphon
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง ม.ต้น สค21002
by
Thidarat Termphon
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ต้น ทช21002
by
Thidarat Termphon
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 4 ส32102.docx
by
ssuser6a0d4f
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
พระพุทธศาสนา ม.3
by
New Nan
รายงานพระพุทธ
by
leemeanshun minzstar
What's hot
PDF
การพัฒนาตนอง ชุมชน สังคม ม.ปลาย สค31003
by
Thidarat Termphon
PDF
ช่่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31001
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนอาชีพให้มีความมั่่นคง ม.ปลาย อช31003
by
Thidarat Termphon
PDF
อช31001
by
patara4
PDF
ภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ม.ปลาย พต31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
PDF
สังคมศึกษา ม.ต้น สค21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ศิลปศึกษา ม.ปลาย ทช31003
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31002
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ม.ต้น สค21003
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21002
by
Thidarat Termphon
PDF
ช่องทางการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
PDF
การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ม.ต้น อช21003
by
Thidarat Termphon
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ต้น ทช21001
by
Thidarat Termphon
PDF
คณิตศาสตร์ ม.ต้น พค21001
by
Thidarat Termphon
PDF
ใบงานช่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย
by
pongtum
PDF
ชุดวิชาการเรียนรู้สู้ภัยธรรมชาติ 3 สค32032
by
Kasem Boonlaor
PDF
การเงินเพื่อชีวิต 3 สค32029
by
Kasem Boonlaor
การพัฒนาตนอง ชุมชน สังคม ม.ปลาย สค31003
by
Thidarat Termphon
ช่่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31001
by
Thidarat Termphon
การพัฒนอาชีพให้มีความมั่่นคง ม.ปลาย อช31003
by
Thidarat Termphon
อช31001
by
patara4
ภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ม.ปลาย พต31001
by
Thidarat Termphon
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
สังคมศึกษา ม.ต้น สค21001
by
Thidarat Termphon
ศิลปศึกษา ม.ปลาย ทช31003
by
Thidarat Termphon
ทักษะการขยายอาชีพ ม.ปลาย อช31002
by
Thidarat Termphon
การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ม.ต้น สค21003
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม.ต้น ทร21001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21002
by
Thidarat Termphon
ช่องทางการพัฒนาอาชีพ ม.ต้น อช21001
by
Thidarat Termphon
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
การพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็ง ม.ต้น อช21003
by
Thidarat Termphon
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ต้น ทช21001
by
Thidarat Termphon
คณิตศาสตร์ ม.ต้น พค21001
by
Thidarat Termphon
ใบงานช่องทางการขยายอาชีพ ม.ปลาย
by
pongtum
ชุดวิชาการเรียนรู้สู้ภัยธรรมชาติ 3 สค32032
by
Kasem Boonlaor
การเงินเพื่อชีวิต 3 สค32029
by
Kasem Boonlaor
Viewers also liked
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ปลาย ทช31001
by
Thidarat Termphon
PDF
หลักการเกษตรอินทรีย์ ม.ต้น อช02007
by
Thidarat Termphon
PDF
คณิตศาสตร์ ม.ปลาย พค31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
PPTX
โครงการเก็บขยะในโรงเรียนสู่จิตสำนึกต่อชุมชน
by
Natthawut Sutthi
PDF
การทำนา ม.ต้น อช0201
by
Thidarat Termphon
DOCX
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
DOCX
โครงงานสังคม ม.ปลาย
by
ธนิสร ยางคำ
PDF
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
PDF
โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์
by
อนุชา โคยะทา
PDF
โครงการจิตอาสาพัฒนาห้องน้ำโรงเรียนบ้านบัว อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
by
อนุชา โคยะทา
PDF
โครงการจิตอาสาเพื่อชุมชนและสังคม
by
จตุรพล ชานันโท
PPTX
กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์
by
จตุรพล ชานันโท
PDF
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
PDF
วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย พว31001
by
Thidarat Termphon
PDF
ทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย ทร31001
by
Thidarat Termphon
PPT
โครงงาน53
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ปลาย ทช31002
by
Thidarat Termphon
เศรษฐกิจพอเพียง ม.ปลาย ทช31001
by
Thidarat Termphon
หลักการเกษตรอินทรีย์ ม.ต้น อช02007
by
Thidarat Termphon
คณิตศาสตร์ ม.ปลาย พค31001
by
Thidarat Termphon
ศิลปศึกษา ม.ต้น ทช.21003
by
Thidarat Termphon
โครงการเก็บขยะในโรงเรียนสู่จิตสำนึกต่อชุมชน
by
Natthawut Sutthi
การทำนา ม.ต้น อช0201
by
Thidarat Termphon
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
โครงงานสังคม ม.ปลาย
by
ธนิสร ยางคำ
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
โครงงานเชียงคานในวันนี้กับวิถีที่เปลี่ยนไป ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์
by
อนุชา โคยะทา
โครงการจิตอาสาพัฒนาห้องน้ำโรงเรียนบ้านบัว อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
by
อนุชา โคยะทา
โครงการจิตอาสาเพื่อชุมชนและสังคม
by
จตุรพล ชานันโท
กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์
by
จตุรพล ชานันโท
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย พว31001
by
Thidarat Termphon
ทักษะการเรียนรู้ ม.ปลาย ทร31001
by
Thidarat Termphon
โครงงาน53
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
สุขศึกษา พลศึกษา ม.ปลาย ทช31002
by
Thidarat Termphon
Similar to ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
PDF
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
by
suchinmam
PDF
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
PDF
ม.1 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
PDF
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
PDF
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
PDF
ความรู้เรื่องศาสนาแผ่นพับ
by
niralai
PDF
คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม
by
Taraya Srivilas
PDF
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
PDF
สังคมศึกษา ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
13. ม.๓ เทอม ๑ สาระพื้นฐาน วิชาสังคมศึกษา๕ 2
by
hadradchai7515
PDF
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
PDF
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
PDF
งานสังคม
by
MMp'New Aukkaradet
DOCX
กิจกรรม สาระสังคม
by
kruarada
PDF
อังกฤษ ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
13. ม.๓ เทอม ๑ สาระพื้นฐาน วิชาสังคมศึกษา๕ 2
by
hadradchai
PDF
9789740328667
by
Chirawat Wangka
PDF
San
by
สันติภาพ ย่องเหล่ายูง
PDF
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
by
suchinmam
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
ม.1 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
ศาสนาเปรียบเทียบ
by
thnaporn999
ความหมายและประเภทของศาสนา
by
นายวินิตย์ ศรีทวี
ความรู้เรื่องศาสนาแผ่นพับ
by
niralai
คำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชา
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม
by
Taraya Srivilas
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
สังคมศึกษา ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
13. ม.๓ เทอม ๑ สาระพื้นฐาน วิชาสังคมศึกษา๕ 2
by
hadradchai7515
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
บทที่ 1
by
ชัยสิทธิ์ เรืองวัฒนา
งานสังคม
by
MMp'New Aukkaradet
กิจกรรม สาระสังคม
by
kruarada
อังกฤษ ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
13. ม.๓ เทอม ๑ สาระพื้นฐาน วิชาสังคมศึกษา๕ 2
by
hadradchai
9789740328667
by
Chirawat Wangka
San
by
สันติภาพ ย่องเหล่ายูง
ติวศาสนา55
by
Kwandjit Boonmak
ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002
1.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ หามจําหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของ
สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
2.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เอกสารทางวิชาการลําดับที่
39/2554
3.
คํานํา สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไดดําเนินการจัดทํา หนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษาตอและสามารถ ดํารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดยผูเรียนสามารถนําหนังสือเรียน ไปใชในการเรียนดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเมื่อศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับ ไปศึกษาใหมได ผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนํา ความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนรูและ จากสื่ออื่นๆ ในการดําเนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกี่ยวของหลาย ทานซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดสื่อที่สอดคลองกับ หลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบอยางแทจริง สํานักงานสงเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะผูเรียบเรียง ตลอดจน คณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดี ไว ณ โอกาสนี้ สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สํานักงาน กศน.
5.
หนา คําแนะนําการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บทที่
1 ศาสนาตางๆ ในโลก..................................................................................1 เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา...............................3 เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา .......................4 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม.............................21 เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต...............................23 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน....................................27 เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน .................................37 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ..................................................44 เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน............................................................48 เรื่องที่ 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา...........................49 เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับ ศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข.....................................................50 เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา.......................................52 บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก...............................57 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม.....................................58 เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย..........................................................59 เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม..........60 เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก.........................................................................61 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย.......................62 เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก............................................65 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย...................................................67 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย..........................................................69 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ...................................70 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย......................72 สารบัญ
6.
เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ.............................................81 เรื่องที่
4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก............87 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ.......................90 บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน..........................................................................................95 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล................................................................96 เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย..................................................102 เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน..........................106 บรรณานุกรม .............................................................................................111 เฉลยกิจกรรม .............................................................................................112 สารบัญ(ตอ)
7.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย
เปนหนังสือเรียนที่จัดทําขึ้น สําหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่ กําหนด แลวตรวจสอบ กับแนวตอบกิจกรรมที่กําหนด ถาผูเรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษา และทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหม ใหเขาใจกอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่องของแตละเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของ เนื้อหาในเรื่องนั้นๆอีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหาแตละเรื่อง ผูเรียนสามารถ นําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆ ที่รวมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 4. หนังสือเรียนเลมนี้มี 4 บท คือ บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณี และคานิยมของประเทศไทยและของโลก บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน คําแนะนําในการใชหนังสือเรียน
8.
โครงสราง รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสําคัญ เปนสาระที่เกี่ยวกับศาสนาตางๆ ที่เกี่ยวของกับกําเนิดศาสนาและศาสดาของศาสนา ตางๆ
หลักธรรมสําคัญของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขัดแยงในศาสนา การ ปฏิบัติตนใหอยูรวมกันอยางสันติสุขการฝกจิตในแตละศาสนา การพัฒนาปญญาในการแกไข ปญหา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณีดานภาษา การแตงกาย อาหาร ประเพณีสําคัญๆ ของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี การมีสวนรวมในการสืบทอดและปฏิบัติตนเปนแบบอยางในการอนุรักษวัฒนธรรม ตามประเพณีของชาติ และการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเอง และสังคมไทย คานิยมที่พึงประสงคของสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติตน เปนผูนําในการปองกันและแกไขพฤติกรรมไมเปนที่พึงประสงคในสังคมไทย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายประวัติ หลักคําสอน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ 2. เห็นความสําคัญของวัฒนธรรมประเพณีและมีสวนในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีทองถิ่น 3. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี 4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวิติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
9.
เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่
10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึ่งประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน บรรณานุกรม สื่อประกอบการเรียนรู 1. หนังสือ ศาสนาสากล 2. ซีดี ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 3. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมไทย 4. หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ ในโลก 5. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
11.
สาระสําคัญ ศาสนาตางๆ ในโลกมีคุณคาและเปนประโยชนตอชาวโลก เพราะกอใหเกิดจริยธรรม เปนแนวทางการดําเนินชีวิต
ทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองได ชวยใหสังคมดีขึ้น สําหรับประเทศไทยมีผูนับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมาคือศาสนาอิสลามศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ แตในโลกมีผูนับถือศาสนาคริสตมากที่สุด รองลงมาคือ ศาสนา อิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ การศึกษาคําสอนศาสนาตางๆ ของศาสนิกชนเพื่อ นํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนาทุกศาสนาลวนสั่งสอนใหคนเปนคนดี เพื่อสังคมเกิดความขัดแยงควรรีบหาทางแกไขโดยการนําคําสอนทางศาสนามาประพฤติ ปฏิบัติจึงจะสงผลใหสังคมเกิดความสงบสุขตลอดไป ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจศาสนาที่สําคัญๆในโลก 2. มีความรูความเขาใจในหลักธรรมสําคัญของแตละศาสนา 3. เห็นความสําคัญในการอยูรวมกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 4. ประพฤติปฏิบัติตนสงผลใหสามารถอยูรวมกันกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหา ตางๆ และพัฒนาตนเอง ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในโลก เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกซ เรื่องที่ 7 การเผยแพรศาสนาตางๆในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ศาสนาในโลก 1 บทที่
12.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม2 เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่
10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา สื่อประกอบการเรียนรู ซี.ดีศาสนาสากล เอกสารศาสนาสากล และความขัดแยงในปาเลสไตน
13.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 3 เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา ความหมายของศาสนา ศาสนา คือ คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแพรสั่งสอน แจกแจงแสดงใหมนุษยเวนจาก ความชั่วกระทําแตความดี ซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใส และศรัทธาคําสอนดังกลาวจะมีลักษณะเปนสัจธรรมศาสนามีความสําคัญตอบุคคลและสังคม ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลาย ศาสนาดวยกันแตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งมองทุกๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกันกลาวคือ ชักจูงใจใหคนละความชั่วประพฤติความดีเหมือนกันหมดหากแตวาการปฏิบัติพิธีกรรมยอม แตกตางกันความเชื่อถือของแตละศาสนา คุณคาของศาสนา 1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย 2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ 3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจทําใหสงบรมเย็น 4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม 5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม 6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา ประโยชนของศาสนา ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการกลาวโดยสรุปมี 6 ประการคือ 1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนใหเราทราบวาอะไร คือความชั่วที่ควรละเวนอะไรคือความดีที่ควรกระทําอะไรคือสิ่งที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ เพื่อใหอยูรวมกันอยางมีความสุขดังนั้นทุกศาสนาจึงเปนแหลงกําเนิดแหงความดีทั้งปวง 2. ศาสนาเปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทุกศาสนาจะวางหลักการดําเนินชีวิตเปน ขั้นๆเชนพระพุทธศาสนาวางไว 3 ขั้นคือขั้นตนเนนการพึ่งตนเองไดมีความสุขตามประสา ชาวโลกขั้นกลางเนนความเจริญกาวหนาทางคุณธรรมและขั้นสูงเนนการลดละโลภโกรธหลง 3. ศาสนาทําใหผูนับถือปกครองตนเองได หลักคําสอนใหรูจักรับผิดชอบตนเอง คนที่ทําตามคําสอนทางศาสนาเครงครัดจะมีหิริโอตตัปปะไมทําชั่วทั้งที่ลับและที่แจงเพราะ สามารถควบคุมตนเองได 4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการ เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกันสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแพรมีความซื้อสัตยสุจริตตอกันเปน เหตุใหสังคมมีความสงบสันติยิ่งขึ้นสอนใหอดทนเพียรพยายามทําความดีสรางสรรคผลงาน และประโยชนใหกับสังคม
14.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม4 5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น ทุกสังคมจะมีระเบียบขอบังคับจารีตประเพณี และกฎหมายเปนมาตรการควบคุมสังคมใหสงบสุขแตสิ่งเหลานี้ไมสามารถควบคุมสังคมให สงบสุขแทจริงไดเชนกฎหมายก็ควบคุมไดเฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานั้นไม สามารถลึกลงไปถึงจิตใจไดศาสนาเทานั้นจึงจะควบคุมคนไดทั้งกาย
วาจา และใจ ศาสนาในประเทศศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชาติไทยมีผูนับถือมากที่สุด รองลง มาคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาซิกซ รายละเอียดของ แตละศาสนาดังตอไปนี้คือ เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวัฎสงสารถาสัตวโลกยังมีกิเลส คือโลภ โกรธ หลงจะตองเกิดในไตรภูมิคือ 3 โลก ไดแก นรกภูมิ โลกมนุษย และเทวโลก และในการเกิดเปนพระพุทธเจาเพื่อที่จะโปรดสัตวโลกใหพนบารมีเพื่อใหบารมีสมบูรณจึงจะ เกิดเปนพระพุทธเจาใหพระเจาไดบําเพ็ญบารมีมาทุกภพทุกชาติและบําเพ็ญบารมีอยางยิ่งยวด ใน 10 ชาติสุดทายเรียกวาทศชาติซึ่งไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก โดยมีความยอๆดังนี้ 1.เตมียชาดก เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือการออกบวช ความวาตระเตมีย เกิดในตระกูลกษัตริยแตทรงเกรงวาจะตองขึ้นครองราชยเปนพระราชาเพราะทรงเห็น การลงโทษโจรตามคําสั่งของพระราชา เชน เฆี่ยนบางเอาหอกแทงบางพระองคจึงทรงแกลง เปนงอย เปลี้ย หูหนวก เปนใบ ไมพูดจากับใคร พระราชาปรึกษากับพราหมณใหนําพระองค ไปฝงเสียพระมารดาทรงคัดคานแตไมสําเร็จจึงทรงขอใหพระเตมียครองราชย 7 วันเผื่อ พระองคจะตรัสบาง ครั้งครบ 7 วันแลวพระเตมียก็ไมตรัส ดังนั้นสารถีจึงนําพระเตมียไปฝง ตามคําสั่งของพระราชาครั้งสารถีขุดหลุมเตรียมฝงขณะกําลังขุดหลุมพระเตมียลงจากรถและ ตรัสปราศรัยแจงวาพระองคตองการจะบวชไมตองการเปนพระราชจากนั้นสารถีกลับไปบอก พระราชา พระราชาจึงเชิญพระเตมียกลับไปครองราชย พระเตมียกลับเทศนาสั่งสอนจน พระชนกชนนีและบริวารพากันเลื่อมใสออกบวชตาม 2. มหาชนกชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญวิริยบารมีคือความเพียรใจความสําคัญคือพระมหา ชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตกคนทั้งหลายจมน้ําตายบางเปนเหยื่อของสัตวน้ํา บางแตพระองคไมทรงละความอุตสาหะทรงวายน้ําโดยกําหนดทิศทางแหงกรุงมิถิลาในที่สุด ก็ไดรอดชีวิตกลับไปกรุงมิถิลาได ชาดกเรื่องนี้เปนที่มาแหงภาษิตที่วาเปนชายควรเพียรร่ําไป อยาเบื่อหนาย(ความเพียร)เสียเราเห็นตัวเองเปนไดอยางที่ปรารถนาขึ้นจากน้ํามาสูบกได
15.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 5 3. สุวรรณสามชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญเมตตาบารมีคือการแผไมตริจิตคิดจะใหสัตวทั้งปวง เปนสุขทั่วหนา มีเรื่องเลาวา สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในปาและ เนื่องจากเปนผูเมตตาปรารถดีตอผูอื่นหมูเนื้อก็เดินตามแวดลอมไปในที่ตางๆวันหนึ่งถูก พระเจากรุงพาราณสีชื่อพระเจากบิลยักษยิงเอาดวยธนูดวยเขาพระทัยผิดภายหลังเมื่อทราบ วาเปนมาณพผูเลี้ยงมารดาบิดาก็สลดพระทัยจึงไปจูงมารดาของสุวรรณสามมามารดาบิดา ของสุวรรณก็ตั้งสัจจกริยาอางคุณความดีของสุวรรณสาม สุวรรณสามก็ฟนคืนสติและไดสอน พระราชาแสดงคติธรรมวาผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรมแมเทวดาก็ยอมรักษาผูนั้นยอมมี คนสรรเสริญในโลกนี้ละโลกนี้ไปแลวก็ไปเกิดในสวรรคตอจากนั้นเมื่อพระราชาขอใหสั่งสอน ตอไปอีกก็สอนใหทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง 4. เนมิราชชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวาเนมิ ราชไดขึ้นครองราชยตอจากพระราชบิดาทรงบําเพ็ญคุณงามความดีเปนที่รักของมหาชนและ ในที่สุดเมื่อทรงมอบราชสมบัติแกพระราชโอรสเสด็จออกผนวชเชนเดียวกับที่พระราชบิดา ของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมาทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางก็สลดพระทัยใน สังขารจึงทรงออกผนวช 5. มโหสถชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวามโห สถบัณฑิตเปนที่ปรึกษาหนุมของพระเจาวิเทหะแหงกรุงมิถิลาทานมีความฉลาดรูสามารถ แนะนําในปญหาตางๆไดอยางถูกตองรอบคอบเอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆที่ริษยาใสความดวย ความดีไมพยาบาทอาฆาตครั้งหลังใชอุบายปองกันพระราชาจากราชศัตรูและจับราชศัตรูซึ่ง เปนกษัตริยพระนครอื่นได 6. ภูริทัตชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญศีลบารมี คือการรักษาศีลมีเรื่องเลาวาภูริทัตตนา คราชไปจําศีลอยูริมฝงแมน้ํายนุนายอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตางๆทั้งที่สามารถจะ ทําลายหมองูไดดวยฤทธิ์ดวยความที่มีใจมั่นตอศีลของตนในที่สุดก็ไดอิสรภาพ 7. จันทกุมารชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญขันติบารมีคือความอดทนจันทกุมารเปนโอรสของ พระเจาเอกราชพระองคทรงชวยประชาชนใหพนจากคดีซึ่งกัณฑหาลพราหมณราชปุโรหิต เปนผูรับสินบนตัดสินคดีขาดความเปนธรรมสงผลใหกัณฑหาลพราหมณผูกอาฆาตพยาบาท วันหนึ่งพระเจาเอกราชทรงพระสุบินเห็นดาวดึงสเทวโลกเมื่อทรงตื่นบรรทมทรงพระประสงค ทางไปดาวดึงสเทวโลกจึงตรัสถามกัณฑหาลพราหมหกัณฑหาลพราหมหจึงกราบทูลแนะนํา ใหตรัสพระเศียรโอรส ธิดา มเหสี บูชายัญแมใครจะทัดทานขอรองก็ไมเปนผลรอนถึง ทาวสักกะ(พระอินทร)ตองมาชี้แจงใหหายเขาใจผิดวาวิธีนี้ไมใชทางไปสวรรค มหาชนจึงรุมฆา กัณฑหาลพราหมณ และเนรเทศพระเจาเอกราชแลวกราบทูลเชิญจันทกุมารขึ้นครองราชย
16.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม6 8. นารทชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอุเบกขาบารมีคือการวางเฉยพระพรหมนารถไดชวย ใหพระเจาอังคติราชแหงกรุงมิถิลามหานครพนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจาก คุณาชีวกวารูปกายของคนสัตวเปนของเที่ยงแมตัดศรีษะผูอื่นแลวไมบาปสุ ทุกข
เกิดไดเอง ไมมีเหตุคนเราเวียนวายตายเกิดหนักเขาก็บริสุทธิ์เองเมื่อพระองคมีความเห็นดังนั้นพระเจา อังคติราชจึงสั่งใหรื้อโรงทานและมัวเมาในโลกียรอนถึงพระธิดาคือพระนางรุจาทรงหวงพระบิดา จึงสวดออนวอนขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมารอนถึงพระพรหมนาทรทรงจําแลงกาย เปนนักบวชทรงสอนใหพระเจาอังคติราชใหกลับความเห็นที่ผิดมาบําเพ็ญกุศล ถือศีล ทําทาน ปกครองเมืองโดยสงบรมเย็น 9. วิทูรชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความซื่อสัตยบัณฑิตมีหนาที่ถวาย คําแนะนําแกพระเจาธนัญชัยโกรัพยะซึ่งเปนพระราชาที่คนนับถือมากครั้งหนึ่งปุณณกยักษ มาทาพระเจาธนัญชัยโกทัพยะเลนสกาถาแพจะถวายมณีรัตนะอันวิเศษถาพระราชาแพตอง ใหสิ่งที่ปุณณกยักษตองการในที่สุดพระราชาแพปุณณกยักษของตังวิฑูรบัณฑิตพระราชา หนวงเหนี่ยวประการใดไมสําเร็จวิฑูรบัณฑิตรักษาสัจจะไปกับยักษในที่สุดแมแมยักษจะทํา อยางไรวิฑูรบัณฑิตก็ไมตายกับแสดงธรรมจนยักษเลื่อมใสและไดกลับคืนบานเมืองมีการ ฉลองรับขวัญเปนการใหญ 10. เวสสันดรชาดก เปนชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติตอไปจึงจะเกิดเปนพระพุทธเจาชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบําเพ็ญทานบารมีคือการบริจาคทานมีเรื่องเลาวาพระเวสสันดรผูใจดีบริจาคทุกอยาง ที่มีคนขอครั้งหนึ่งประทานชางเผือกคูบานคูเมืองแกพราหมณชาวกาลิงคะซึ่งตอมาขอชาง ไปเพื่อใหเมืองของตนหายจากฝนแลงแตประชาชนโกรธขอใหเนรเทศพระราชบิดาจึงจํา พระทัยตองเนรเทศพระเวสสันดรซึ่งพระนางมัทรีพรอมดวยพระโอรสธิดาไดตามเสด็จไปดวย เมื่อชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีกภายหลังพระเจาสัญชัยพระราชบิดาไดทรงไถสอง กุมารจากชูชกและเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง(เรื่องนี้แสดงการเสีย สละสวนนอยเพื่อประโยชนสวนใหญคือการตรัสรูเปนพระพุทธเจาอันจะเปนทางใหไดบําเพ็ญ ประโยชนสวนรวมไดมิใชเสียสละโดยไมมีจุดมุงหมายหรือเหตุผล)
17.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7 ประวัติพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงมีพระนามเดิมวา“สิทธัตถะ”ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธ ทนะกษัตริยผูครองกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะและ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของ กษัตริยราชสกุลโกลิยวงศแหงกรุงเทวทหะ แควนโกลิยะ ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระ สุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภ ณ ที่บรรทมกอนที่พระนางจะมีพระ ประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร ขึ้นสิบหาค่ํา เดือนวิสาขะ ปจอ 80 ปกอนพุทธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวันอยูในประเทศเนปาล) ทันทีที่ประสูติ เจาชายสิทธัตถะทรงดําเนินดวยพระบาท 7 กาวและมีดอกบัวผุดขึ้น มารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลกประเสริฐที่สุดในโลกการ เกิดครั้งนี้เปนครั้งสุดทายของเรา”แตหลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติกาลไดแลว7วันพระ นางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจาชายสิทธัตถะจึงอยูในความดูแลของพระนางประชาบดี โคตรมี ซึ่งเปนพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา ทั้งนี้ พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวาเจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หาก ดํารงตนในฆราวาสจะไดเปนจักรพรรดิ ถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลกแตโกณ ฑัญญะพราหมณผูอายุนอยที่สุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะจะ เสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแนนอน ชีวิตในวัยเด็ก เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปะศาสตรทั้ง 18 ศาสตรในสํานักครูวิ ศวามิตรและเนื่องจากพระบิดาไมประสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลกจึง
18.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม8 พยายามทําใหเจาชายสิทธัตถะพบเห็นแตความสุขโดยการสรางปราสาท 3 ฤดู
ใหอยูประทับ และจัดเตรียมความพรอมสําหรับการราชาภิเษกใหเจาชายขึ้นครองราชย เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจากรุงเทวท หะซึ้งเปนพระญาติฝายมารดาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดใหประสูติ พระราชโอรสมีพระนามวา “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “ชวงบาย” เสด็จออกผนวช วันหนึ่งเจาชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจําเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถมา ประพาสอุทยานครั้งนั้นไดทอดพระเนตรเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค) ที่แปลงกายมาพระองคจึงทรงคิดไดวานี่เปนธรรมดาของโลกชีวิตของทุกคน ตองตกอยูในสภาพเชนนั้น ไมมีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก เจ็บ ตายได จึงทรงเห็นวา ความสุขทางโลกเปนเพียงภาพมายาเทานั้น และวิถีทางที่จะพนจากความทุกขคือตองครอง เรือนเปนสมณะ ดังนั้นพระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชาในขณะที่มีพระชนมายุ 29 พรรษา ครานั้นพระองคไดเสด็จไปพรอมกับนายฉันทะ สารถีซึ่งเตรียมมาพระที่นั่ง นามวา กัณฑกะมุงตรงไปยังแมน้ําอโนมานทีกอนจะประทับนั่งบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวย พระขรรคและเปลี่ยนชุดผากาสาวพัตร (ผายอมดวยรสฝาดแหงตนไม) และใหนายฉันทะนํา เครื่องทรงกลับพระนครกอนที่พระองคจะเสด็จออกมหาภิเนษกรณ(การเสด็จออกเพื่อคุณ อันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพังเพื่อมุงพระพักตรไปแควนมคธ บําเพ็ญทุกรกิริยา หลังจากทรงผนวชแลวพระองคมุง ไปที่แมน้ําคยา แควนมคธไดพยายามเสาะแสวง
19.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 9 ทางพนทุกขดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารบสกาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตรเมื่อเรียนจบทั้ง 2 สํานักแลวทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกข จากนั้นพระองคไดเสด็จไปที่แมน้ําเนรัญชรา ในตําบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรง บําเพ็ญทุกรกิริยา ดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจ และอดอาหารจนรางกายซูบผอมแต หลังจากทดลองได 6 ป ทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาและ หันมาฉันอาหารตามเดิมดวยพระราชดําริตามที่ทาวสักกเทวราชไดเสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไปเมื่อดีก็จะขาดดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไวหยอนเสียง จะยืดยาดขาดความไพเราะและวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายที่ขึงไวพอดีจึงมีเสียงกังวาน ไพเราะดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นวาทางสายกลางคือไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป นั้น คือทางที่จะนําสูการพนทุกข หลังจากพระองคเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทําใหพระปญจวัคคีย 5 ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใชพระองคดวยความคาดหวังวาเมื่อพระองค คนพบทางพนทุกขจะไดสอนพวกตนใหบรรลุดวยเกิดเลื่อมศัทธาที่พระองคลมเลิกความ ตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี ตรัสรู ครานั้นพระองคทรงประทับนั่งขัดสมาธิใตตนพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานดวยความแนวแนวา ตราบใดที่ยังไมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไมลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังกแมจะมีหมูมารเขามา ขัดขวางแตก็พายแพพระบารมีของพระองคกลับไปจนเวลาผานไปในที่สุดพระองคทรงบรรลุ รูปฌาณ คือ ภาพพระพุทธเจาเทศนาโปรดปญจวัคคียทั้ง 5
20.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม10 ยามตน หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ
คือ สามารถระลึกชาติได ยามสอง ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือรูเรื่องการเกิด การตายของ สัตวทั้งหลายวาเปนไปตามกรรมที่กําหนดไว ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะ หรือกิเลสดวย อริยสัจ 4 ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค และไดตรัสรูดวยพระองคเองเปนพระสัมมา สัมพุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลกซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรู ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา แสดงปฐมเทศนา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูแลวทรงพิจารณาธรรมที่พระองคตรัสรูมาเปน เวลา 7 สัปดาห และทรงเห็นวาพระธรรมนั้นยากสําหรับบุคคลทั่วไปที่จะเขาใจและปฏิบัติได พระองคจึงทรงพิจารณาวา บุคคลในโลกนี้มีหลายจําพวกอยาง บัว 4 เหลา ที่มีทั้งผูที่สอน ไดงาย และผูที่สอนไดยาก พระองคจึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผูเปนพระ อาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว พระองคจึงทรงระลึกถึงปญจวัคคีย ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝารับใชจึงไดเสด็จไปโปรดปญจวัคคียที่ปาอิสิปตนมคทายวัน ธรรมเทศนากัณฑแรกที่พระองคทรงแสดงธรรม คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลวา สูตรของการหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปนไปซึ่งถือเปนการแสดงพระธรรมเทศนา ครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา ในการนี้พระโกณฑัญญะไดธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเปนคนแรก พระพุทธองค จึงทรงเปรงวาจาวา “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะ ไดรูแลว ทาน โกณ ฑัญญะ จึงไดสมญาวา อัญญาโกณฑัญญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกใน พระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจาบวชใหวา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หลังจากปญจวัคคียอุปสมบททั้งหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร ปญจวัคคีย จึงสําเร็จเปนอรหันตในเวลาตอมา การเผยแพรพระพุทธศาสนา ตอมาพระพุทธเจาไดเทศนพระธรรมเทศนาโปรดแกสกุลบุตรรวมทั้งเพื่อนของสกุล บุตรจนไดสําเร็จเปนพระอรหันตทั้งหมดรวม 60 รูป พระพุทธเจาทรงมีพระราชประสงคจะใหมนุษยโลกพนทุกข พนกิเลส จึงตรัสเรียก สาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูปจาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศ ศาสนา 60 แหง โดยลําพังในเสนทางที่ไมซ้ํากันเพื่อใหสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาใน หลายพื้นที่อยางครอบคลุมสวนพระองคเองไดเสด็จไปแสดงธรรมณตําบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากสาวกไดเดินทางไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในพื้นที่ตางๆทําใหมีผูเลื่อมใส พระพุทธศาสนาเปนจํานวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชได โดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยพระพุทธ ศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดนแหงนั้นเปนตนมา
21.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 11 เสด็จดับขันธุปรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45 พรรษาทรงสดับวาอีก 3 เดือนขางหนาจะปรินิพพานจึงไดทรงปลงอายุสังขารขณะนั้น พระองคไดประทับจําพรรษา ณ เวฬุคาม ใกลเมืองเวสาลี แควนวัชชีโดยกอนเสด็จดับขันธ ปรินิพพาน 1 วันพระองคไดเสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทําถวายแตเกิดอาพาธลงทําให พระอานนทโกรธแตพระองคตรัสวา “บิณฑบาตที่มีอานิสงสที่สุด”มี 2 ประการ คือ เมื่อ ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรัสรูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิ โต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอน อานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลายธรรมวินัยจักเปนศาสดา ของเธอทั้งหลาย เมือเราลวงลับไปแลว” พระพุทธเจาทรงประชวรหนักแตทรงอดกลั้นมุงหนาไปเมืองกุสินารา ประทับ ณ ปา สละเพื่อเสด็จดับขันธุปรินิพพานโดยกอนที่จะเสด็จดับขันธุปรินิพพานนั้นพระองคได อุปสมบทแกพระสุภัททะปริพาชกซึ่งถือไดวา “พระสุภัททะ” คือสาวกองคสุดทายที่พระพุทธ องคทรงบวชใหในทามกลางคณะสงฆทั้งที่เปนพระอรหันต และปุถุชนจากแควนตางๆรวม ทั้งเทวดาที่มารวมตัวกันในวันนี้ ในครานั้นพระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราขอบอกเธอทั้ง หลายสังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดาพวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและ ประโยชนของผูอื่นใหสมบูรณดวยความไมประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนั้นไดเสด็จดับขันธุปรินิพพานใตตนสาละณสาลวโนทยานของเหลามัลลกษัตริย เมืองกุสินารา แควนมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้ ถือเปนการเริ่มตนของพุทธศักราช
22.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม12 สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ไมนับถือพระเจา
พระสัมมาสัม พุทธเจาทรงตรัสรูความจริงของชีวิตวาองคประกอบของชีวิตมนุษยประกอบดวยรูปและนาม เทานั้น รูปและนามเมื่อขยายความก็จะเปน รูป จิต และเจตสิก จากรูปจิตและเจตสิกก็ขยาย ความดวยขันธ 5 ไดแก รูปขันธ วิญญาณขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขารขันธ สรุป ไดดังแผนภูมิองคประกอบของชีวิต แผนภูมิ แสดงองคประกอบของชีวิตมนุษย จากแผนภูมิองคประกอบของชีวิตมนุษยดังกลาวในทางพระพุทธศาสนาอธิบายวา ชีวิตคือความเปนอยูของรางกาย (รูป) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิด และตามรักษาดํารงชีวิตและการกระทําตางๆไดโดยอาศัยจิตและเจตสิกเปนผูกําหนด รูป คือรางกายเปนธรรมชาติที่ไมมีความรูสึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น นาม คือสวนที่เปนจิตและเจตสิกเปนธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆและสามารถรถนึกคิด เรื่องราวสิ่งตางๆได จิต คือธรรมชาติที่รูอารมณ ทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกลิ่น รูสึกตอการสัมผัสถูก ตองทางกายและรูสึกคิดทางใจ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่รูสึกนึกคิดเรื่องราวสิ่งตางๆ เมื่อแยกรูปและนามใหละเอียดขึ้นก็จะอธิบายดวยขันธ 5 คือ รูปขันธ (รูป) หมายถึง อวัยวะนอยใหญหรือกลุมรูปที่มีอยูในรางกายทั้งหมดของเรา วิญญาณขันธ (จิต) หมายถึง ธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆ ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ อีกทั้งเปนธรรมชาติที่ทําใหเกิดความรูสํานึกคิดตางๆ เวทนาขันธ(เจตสิก) หมายถึงความรูสึกเปนสุข เปนทุกข ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ องคประกอบของชีวิตมนุษย รูปขันธ วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร จิต เจตสิก รูป นาม
23.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 13 สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถึง ธรรมชาติที่มีหนาที่ในการจําหรือเปนหนวยความ จําของจิตนั่นเอง สังขารขันธ(เจตสิก)หมายถึง ธรรมชาติที่ปรุงแตงจิตใหมีลักษณะตางๆ เปนกุศลบาง การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ) จะเกิดขึ้นโดยมีเจตสิก (เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขาร ขันธ)เกิดขึ้นรวมดวยเสมอเฉพาะจิตอยางเดียวไมสามารถรับรูหรือนึกคิดอะไรไดเลย จิตและ เจตสิกจะแยกจากกันไมไดตองเกิดรวมกันอิงอาศัยกัน จิตแตละดวงที่เกิดจะตองมีเจตสิก เกิดรวมดวยเสมอ จากความจริงของชีวิตที่พระพุทธองคทรงคนพบวาชีวิตเปนเพียงองคประกอบของ รูปและนามเทานั้นแตเหตุที่คนเรามีความทุกขอยูเพราะความรูสึกนึกคิดที่เปนเรื่องเปนราว วา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิดการยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชา (ความไมรู) วาสภาพธรรมเทานั้นเปน เพียงรูปและนามที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยูแลว ดับไป” เทานั้น 1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพนเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4 อริยสัจ 4 แปลวา ความจริงอันประเสริฐมีอยูสี่ประการ คือ 1) ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพที่บีบคั้น ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเปนที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแลว ไมสมหวังในสิ่งนั้นกลาวโดยยอ ทุกขก็คืออุปาทานขันธหรือขันธ 5 2) ทุกขสมุทัย คือสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแกตัณหา 3 คือกามตัณหา-ความ ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความ อยากเปนโนนเปนนี่ ความอยากที่ประกอบดวยภาวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และวิภาวตัณหา- ความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพความอยากไมเปนโนนไมเปนนี่ ความอยากที่ ประกอบดวยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3) ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข ไดแกดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาวคือดับ ตัณหาทั้ง 3 ไดอยางสิ้นเชิง 4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือแนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข ไดแก มรรคอันมี องคประกอบอยูแปดประการ คือ (1)สัมมาทิฏฐิ – ความเห็นชอบ(2)สัมมา สังกัปปะ-ความดําหริชอบ(3)สัมมาวาจา-เจรจาชอบ(4)สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ(5) สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ(6)สัมมาวายามะ-พยายามชอบ(7)สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ (8) สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งไดวา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง 2. หลักธรรมเพื่อการอยูรวมกันในสังคม 1) สัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ไดแก รูจัก เหตุรูจักผล (1) รูจักเหตุหรือธัมมัญญตา หมายถึง ความเปนผูรูจักเหตุ รูจะจักวิเคราะห หาสาเหตุของสิ่งตางๆ
24.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม14 (2) รูจักผลหรืออัตถัญญตา หมายถึง
ความเปนผูรูจักผลที่เกิดขึ้นจากการกระทํา (3) รูจักตนหรืออัตตัญญาหมายถึงความเปนผูรูจักตนทังในดานความรูคุณธรรม และความสามารถ (4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจักหลัก ของความพอดี การดําเนินชีวิตพอเหมาะพอควร (5) รูจักกาลเวลาหรือกาลัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักกาลเวลารูจักเวลาไหน ควรทําอะไรแลวปฏิบัติใหเหมาะสมกับเวลานั้นๆ (6) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน และแกไขตนใหเหมาะสมกับสภาพของกลุมและชุมชน (7) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักปฏิบัติตนใหเหมาะสม กับบุคคลซึ่งมีความแตกตางกัน การที่บุคคลไดนําหลักสัปปุริสธรรม 7 มาใชในการดําเนินชีวิตพบกับความสุข ในชีวิตได 2) อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4 คือหลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จแหงกิจการมี 4 ประการคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา (1) ฉันทะ คือ ความพอใจใฝรักใฝหาความรูและความสรางสรรค (2) วิริยะคือความเพียรพยายามมีความอดทนไมทอถอย (3) จิตตะคือความเอาใจใสและตั้งใจแนวแนในการทํางาน (4) วิมังสาคือความหมั่นใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรตรอง 3) กุศลธรรมบถ 10 กุศลกรรมบถ 10 เปนหนทางแหงการทําความดีงามทางแหงกุศลซึ่งเปนหนทาง นําไปสูความสุขความเจริญแบงออกเปน 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม4 และมโนกรรม 1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ไดแก (1) เวนจากการฆาสัตว คือการละเวนจากการฆาสัตวการเบียนเบียนกัน เปน ผูเมตตากรุณา (2) เวนจากการลักทรัพยคือเวนจาการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่นไม หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเปนของตน (3) เวนจากการประพฤติในกาม คือการไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น ไมลวงละเมิดประเวณีทางเพศ 2. วจีกรรม 4 หมายถึงการเปนผูมีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ไดแก (1) เวนจากการพูดเท็จ คือการพูดแตความจริง ไมพูดโกหก หลอกลวง (2) เวนจากการพูดสอเสียดคือพูดแตในสิ่งที่ทําใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ไมพูดจาในสิ่งที่กอใหเกิดความแตกแยก แตกราว
25.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 15 (3) เวนจากการพูดคําหยาบคือพูดแตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยน กับ บุคคลอื่นทั้งตอหนาและลับหลัง (4) เวนจากการพูดเพอเจอคือพูดแตความจริงมีเหตุผลเนนเนื้อหาสาระที่ เปนประโยชนพูดแตสิ่งที่จําเปนและพูดถูกกาลเทศะ 3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ไดแก (1) ไมอยากไดของของเขา คือ ไมคิดจะโลภอยากไดของผูอื่นมาเปนของตน (2) ไมพยาบาทปองรายผูอื่น คือมีจิตใจมีปรารถนาดี อยากใหผูอื่นมีความ สุขความเจริญ (3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเชื่อที่ถูกตอง คือความเชื่อในเรื่องการ ทําความดีไดดี ทําชั่วไดชั่วและมีความเชื่อวาความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ สังคหวัตถุ 4 สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่เปน วิธีปฏิบัติเพื่อ ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือ ใหความรัก ความนับถือ สังคหวัตถุเปน หลักธรรมที่ชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันใหแนนแฟนยิ่งขึ้นประกอบดวย ทาน ปยวาจา อัตถจริยา สมานนัตตตา 1. ทาน คือการใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอื่นดวยความเต็มใจเพื่อเปนประโยชนแก ผูรับการใหเปนการยึดเหนี่ยวน้ําใจกันอยางดียิ่งเปนการสงเคราะหสมานน้ําใจกันผูกมิตรไมตรี กันใหยั่งยืน 2. ปยวาจา คือ การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอื่นเกิด ความรักและนับถือคําพูดที่ดีนั้นยอมผูกใจคนใหแนนแฟนตลอดไปหรือแสวงความเห็นอกเห็นใจ ใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความเขาใจดี สมานสามัคคี ยอมทําใหเกิดไมตรีทําใหรักใครนับถือ และชวยเหลือเกื้อกูลกัน 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกกัน คือชวยเหลือดวยแรงกาย และขวนขวายชวยเหลือกิจกรรมตางๆใหลุลวงไปเปนคนไมดูดายชวยใหความผิดชอบชั่วดี หรือชวยแนะนําใหเกิดความรูความสามารถในการประกอบอาชีพ 4. สมานนัตตตาคือการวางตนเปนปกติเสมอตนเสมอปลายไมถือตัวและการวางตน ใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก เปนผูใหญ ผูนอย หรือผูเสมอกันเอาไปใส ปฏิบัติตามฐานะ ผูนอยคาราวะนอบนอมยําเกรงผูใหญ อบายมุข 6 คําวาอบายมุขคือหนทางแหงความเลื่อมหรือหนทางแหงความหายนะความฉิบหาย มี 6 อยาง ไดแก 1. การเปนนักเลงผูหญิง หมายถึง การเปนคนมีจิตใจใฝในเรื่องเพศเปนนักเจาชู ทําใหเสียทรัพยสินเงินทอง สูญเสียเวลาและเสียสุขภาพ
26.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม16 2. การเปนนักเลงสุรา หมายถึง
ผูที่ดื่มสุราจนติดเปนนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะ ทําใหเสียเงินเสียทองแลวยังเสียสุขภาพและบั่นทอนสติปญญาอีกดวย 3. การเปนนักเลงการพนัน หมายถึงผูที่ชอบเลนการพนันทุกชนิด การเลนการพนัน ทําใหเสียทรัพยสินเสียสุขภาพ การพนันไมเคยทําใครร่ํารวยมั่งมีเงินทองไดเลย 4. การคบคนชั่วเปนมิตร หมายถึง การคบคนไมดีหรือคนชั่วคนชั่วชักชวนใหทํา ในสิ่งที่ไมถูกตองและอาจนําความถูกตองมาสูตนเองและครอบครัว 5. การเที่ยวดูการละเลน หมายถึง ผูที่ชอบเที่ยวการละเลนกลางคืนทําใหเสีย ทรัพยสินและอาจทําใหเกิดการทะเลาะเบาะแวงในครอบครัว 6. เกียจครานทําการงาน หมายถึง ผูไมชอบทํางาน ขี้เกียจ ไมขยันขันแข็ง เบญจศีลเบญธรรม เบญจศีลเบญธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคูกัน มุงใหบุคคลทําความดี ละเวนความชั่ว เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) 1. เวนจากการฆาสัตว 2. เวนจากการลักทรัพย 3. เวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. เวนจากการพูดเท็จ 5. เวนจาการเสพของมึนเมา 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต 3. มีความสํารวมในกาม 4. พูดความจริงไมพูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก เปนหลักธรรมที่ชวยใหมนุษยทุกคนในโลกอยู กันอยางมีความสุขมีน้ําใจ เอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตสิ่งที่เปนประโยชนประกอบดวย หลักธรรม 2 ประการ ไดแก หิริโอตัปปะ 1.หิริ คือความละลายในลักษณะ 3 ประการ แลวไมทําความชั่ว(บาป) คือ (1) ละอายแกใจหรือความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมทําความชั่ว (2) ละอายผูอื่น หรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมทําความชั่ว (3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะทํานั้นแลวไมทําความชั่ว 2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง (1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได (2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาทําความชั่ว (3) เกรงกลัวตอผลของความ ชั่วที่ทําจะเกิดขึ้นแกตน (4) เกรงกลวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาทําความชั่ว
27.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 17 นิกายสําคัญของพระพุทธศาสนา หลังจากที่พระพุทธเจาปรินิพพานแลวประมาณ 100 ป พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีการ แตกแยกในดานความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจนถึงสมัยพระเจาอโศก มหาราชก็แตกแยกกันออกเปนนิกายใหญๆ 2 นิกาย คือมหายาน (อาจาริยวาท) กับหินยาน (เถรวาท) มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปนลัทธิของภิกษุฝายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุงหมายที่จะเผยแพรพระพุทธศาสนาใหมหาชนเลื่อมใสเสียกอนแลวจึงสอนใหระงับ ดับกิเลสทั้งยังไดแกไขคําสอนในพระพุทธศาสนาใหผันแปรไปตามลําดับลัทธินี้ไดเขาไปเจริญ รุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุน และเวียดนาม เปนตน หินยาน คําวา “หินยาน”เปนคําที่ฝายมหายานตั้งให แปลวา “ยานเล็ก”เปนลัทธิ ของภิกษุฝายใตที่สอนใหพระสงฆปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองกอนและหามเปลี่ยนแปลง แกไขพระวินัยอยางเด็ดขาด นิกายนี้มีผูนับถือในประเทศศรีลังกา ไทย พมา ลาว และกัมพูชา โดยเฉพาะประเทศไทยเปนศูนยกลางนิกายเถรวาท เพราะมีการนับถือพระพุทธศาสนานิกาย นี้สืบตอกันมาตั้งแตบรรพชนพระพุทธเจาไมใชเทวดาหรือพระเจาแตเปนมนุษยที่มีศักยภาพ เหมือนสามัญชนทั่วไป สามารถบรรลุสัจธรรมไดดวยความวิริยะอุตสาหะ หลักปฏิบัติในชีวิต ที่ทุกคนควรกระทําคือทําความดีละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผวและการที่เราจะทําสิ่ง เหลาน้ําไดนั้นจะตองมีศีล สมาธิ ปญญาเพื่อเปนพาหนะนําผูโดยสารเขาทะเลแหงวัฎสงสาร ไปสูพระนิพพาน รูปภาพ
28.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม18 ความแตกตางของนิกายหินยานกับนิกายมหาชน นิกายหินยาน นิกายมหายาน 1. ถือเรื่องอริยสัจเปนสําคัญ
1. ถือเรื่องบารมีเปนสําคัญ 2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนสําคัญ 2. ถือปริมาณเปนสําคัญกอนแลวจึงเขา ปรับปรุงคุณภาพในภายหลังดังนั้นจึงตอง ลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอตกลง เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรม สังคีตกรรมเพื่อจูงใจคนไดอธิบายพุทธมติ อยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย แพรจนทําใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยม กลายเปนปรัชญาและตรรกวิทยาไป 2. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ พระสมณโคดมหรือพระศากยมุนี 3. มีพระพุทธเจาหลายองค องคเดิมคือ อาทิ พุทธ (กายสีน้ําเงิน)เมื่อทานบําเพ็ญณานก็ เกิดพระณานนิพุทธอีกเปนตนวาพระไวโรจน พุทธะอักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธ ไภสัชชคุรุ โอฆสิทธิและอมิตาภา เฉพาะ องคนี้มีมาในรางคนเปน (มานุษีพุทธะ) คือ พระศากยมุนี 4. มีความพนจากกิเลส ชาติภพ เปน อัตกัตถจริยแลวบําเพ็ญ ประโยชน แกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความ มุงหมายสําคัญ 4. มีความเปนพระโพธิ์วสัตวหรือพุทธภูมิเพื่อ บําเพ็ญโลกัตถจริยาไดเต็มที่ เปนความมุง หมายของพระโพธิ์สัตวหลายองคเชนพระ อวโลกิเตศวรมัชชุลี วิชรปาณี กษิตคสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน 5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะปญญาวิริยะขันติสัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา อันใหถึง ความเปนพระพุทธเจา 5. มีบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล วินัย ขันติ ฌาน ปญญา อันใหถึงความสําเร็จเปนพระ โพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระโพธิสัตว 6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ พระ ธรรมวินัยยุติตามปฐมสังคายนา ไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม 6. ถือพระธรรมวินัยเกา และมีพระสูตรใหม เพิ่มเติม เชนสุขวดียูหสูตร ลังกาวตาร ลัท ธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เปนตน
29.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 19 นิกายหินยาน นิกายมหายาน 8. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะ แวดลอม 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลว ไมเกิดใหมอีก 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม กลับมาเกิดใหมสําเร็จเปนพระพุทธเจาอีก 10. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมาน กายบางนอกนั้นไมยอม 10. ถือวาพระพุทธเจามี 3 กาย คือธรรมกาย ไดแกกายธรรมสัมโภคกายหรือกายจําลอง หรือกายอวตารของพระพุทธเจาเปนกัสสป สัมพุทธะบางเปนพระศากยมุนีบาง เปน พระกกุสันธะบาง เปนตน นั้นแลวลวนเปน สัมโภคกายของพระพุทธองคเดิม (อาทิ พุทธะ) ทั้งนั้น และนิรนามกาย คือกายที่ ตองอยูสภาพธรรมดา คือ ตองแก เจ็บและ ปรินิพพาน ซึ่งเปนกายที่พระพุทธเจาสราง ขึ้นเพื่อใหคนเห็นความจริงของชีวิตแต สําหรับพระพุทธเจาองคที่แทนั้น ไมตองอยู ในสภาพเชนนี้แบบเดียวกันกับปรมาตมัน ของพราหมณ บุคคลสําคัญในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตร เปนอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจาไดรับการยกยองจาก พระพุทธเจาวาเปนเลิสกวาพระสงคทั้งปวงในดานสติปญญา นอกจากนี้พระสารีบุตรยังมี คุณธรรมในดานความกตัญูและการบําเพ็ญประโยชนไดแกพุทธศาสนาอีกดวยทานไดรับ การยกยองวาเปนธรรมเสนาบดี คูกับพระพุทธเจาที่เปนธรรมราชา เนื่องจากทานเปนผูมี ปฏิญาณในการแสดงพระธรรมเทศนาคือชี้แจงใหผูฟงเขาใจไดชัดเจนสําหรับในดานความ กตัญูนั้นทานไดฟงธรรมจาก พระอิสสชิเปนทานแรกและเกิดธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม หมายความวาสิ่งใดเกิดเปนธรรมดายอมดับเปนธรรมดา จากนั้นเมื่อกอนที่ทานจะนอนทาน จะกราบทิศที่พระอัสสชิอยูและหันศรีษะนอนไปยังทิศนั้น พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบื้องซายของพระพุทธเจาเปนผูมีเอตทัคคะ ในดานผูมีฤทธิ์ทานเปนผูฤทธานุภาพมากสามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ไปเยี่ยมสวรรคและนรก ได จากนั้นนําขาวสารมาบอกญาติมิตรของผูที่ไปเกิดในสวรรคและนรกใหไดทราบประชาชน ทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาทําใหประชาชนเลื่อมคลายความเคารพเดียรถีย
30.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม20 (นักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล)พวกเดียรถียจึงโกรธแคนทานมากจึงลงความเห็นวาให กําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับพระเถระ ทานรูตัวหนีไปได
2 ครั้งในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกาจึงยอมใหโจรจับอยาง งายดายโจรทุบกระดูกทานจนแหลกเหลวไมมีชิ้นดี กอนที่ทานจะยอมนิพานเพราะกรรมเกา ทานไดไปทูลลาพระพุทธเจากอนแลวจึงนิพาน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เปนผูไดรับการยกยองเปนนายกฝายอุบาสกทานเปนเศรษฐี อยูเมืองสาวัตถีเปนผูมีศรัทธาแรงกลาเปนผูสรางพระเชตุวันมหาวิหารถวายแกพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงประทับอยูที่วัดนี้ถึง 19 พรรษา นอกจากทานจะอุปถัมภบํารุงพระภิกษุสงฆ แลวยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยางมากมายเปนประจําจึงไดชื่อวา อนาถบิณฑิก ซึ่ง แปลวา ผูมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา พระเจาพิมพิสาร เปนอุบาสกที่สําคัญอีกผูหนึ่ง พระองคเปนพระเจาแผนดินครอง แควนมคธครองราชยสมบัติอยูที่กรุงราชคฤหทานถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแก พระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา พระอานนท เปนสหชาติและพุทธอุปฏฐากของพระพุทธเจาไดรับการยกยองวาเปน เอตทัคคะวาเปนผูมีพหูสูตเนื่องจากทรงจําพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสไวและเปนผูสาธยาย พระสูตรจนทําใหการปฐมสังคายนาสําเร็จเรียบรอย นอกจากนั้นทานยังทําหนาที่เปนพุทธ อุปฏฐากของพระพุทธเจาไดอยางดีรวม 25 พรรษาดวยความขยันขันแข็งที่เปนภารกิจประจํา และไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนเอตทัคคะ(เลิศ) 5 ประการ คือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพียรดี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของพระภิกษุผูอุปฏฐากพระพุทธเจา นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกา เปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงาม ครบ 5 อยาง ซึ่งเรียกวา เบญจกัลยาณี ไดแก เปนผูมีผมงามคือมีผมยาวถึงสะเอวแลว ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเนื้องามคือริมฝปากแดงดุจผลตําลึงสุกและเรียบชิดสนิทดี เปนผู มีกระดูกงามคือฟนขาวประดุจสังขและเรียบเสมอกันเปนผูมีผิวงามคือผิวงามละเอียดถาดํา ก็ดําดังดอกบัวเขียวถาขาวก็ขาวดังดอกกรรณิการเปนผูมีวัยงามแมจะคลอดบุตรถึง 10 ครั้ง ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด วันละ 2 ครั้ง คือเชา เย็นและมีของไปถวายเสมอเวลาเชาจะเปนอาหารเวลาเย็นจะเปนน้ําปานะนางเปนผูสรางวัด บุพผารามถวายพระบรมศาสดาและเปนผูคิดถวายผาอาบน้ําฝนแกพระเณรเพราะพระเณร ไมมีผาอาบน้ําเปลือยกายอาบน้ําฝนดูไมเหมาะสม
31.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม ศาสดาของศาสนาอิสลามคือนบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเล ทรายอาหรับเมืองเมกกะประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลาย กลุมขาดความสามัคคียากแกการปกครอง มีการรบพุงฆาฟนกันตลอดเวลา ไมมีศาสนาเปน แกนสาร คนสวนใหญนับถือเทพเจาและรูปเคารพตางๆ ประชาชนไมมีศีลธรรม สตรีจะถูก ขมเหงรังแกมากที่สุด นบีมูฮัมหมัดเกิดขึ้นทามกลางสภาพสังคมที่เสื่อมทราบเชนนี้ จึงคิด หาวิธีที่จะชวยปรับปรุงแกไขสถานการณนี้ใหดีขึ้น นบีมูฮัมหมัดเปนผูที่ฝกใฝในศาสนา หาความสงบและบําเพ็ญสมาธิที่ถ้ําฮีรอ บนภูเขานูรในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน กาเบรียล ทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มา เผยแพรจนเกิดเปนศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดรับการตอตาน เปนอยางมาก ถึงกับถูกทํารายจนตองหลบหนีไปอยูเมืองมะดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมี คนนับถือมากมาย ก็กลับมายึดเมืองเมกกะทําการเผยแผศาสนาอิสลามอยางเต็มที่ การเผย แผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดยไรสงครามเขายึดเมือง เพื่อเผยแผศาสนา โดยมีคัมภีรในศาสนาอิสลามคือคัมภีรอัลกุรอาน แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลามประกอบดวยรายละเอียดที่ สําคัญๆดังตอไปนี้คือ 1. ศรัทธาตออัลเลาะห ใหศรัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใดๆ วาพระอัลเลาะหทรง มีอยูจริง ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองค ทรง ดํารงอยูตลอดกาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟา เพียบ พรอมดวยคุณลักษณะอันประเสริฐ 2. ศรัทธาตอมลาอิกะฮุ ซึ่งเปนบาวอัลเลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตน หรือทราบรูปรางที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากควมผิดพลาด บริสุทธิ์จากความมัว หมองทั้งปวง มีคุณสมบัติไมเหมือนมนุษยคือไมกิน ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจําแลงรางได 3. ศรัทธาในพระคัมภีรของพระเจา คือศรัทธาวาอัลเลาะหทรงประทานคัมภีรใหกับ บรรดาศาสนทูตเพื่อนําไปประกาศใหประชาชนไดทราบหลักคําสอนซึ่งมีอยู 2 ประเภทคือ 1) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา 2) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกัน โดยบรรดาคัมภีรที่ ประทานมานั้นมีวิธีประทานตางๆ กันดังนี้คือ (1) ถายทอดโองการตางๆ เขาจิตใจของศาสนา (2) การไดยินเสียงในลักษณะอยูในภวังคหรือการฝน (3) โดยมลาอิกะฮฺ มีนามวา ญิบรีล ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา
32.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม22 นํามาใหศาสดาดวยคําพูดอันชัดเจนสําหรับคัมภีรอัลกุรอานไดถูกบันทึกตั้งแตศาสดานบีมูฮัม หมัดยังมีชีวิตอยูและไดทองจําโดยสาวกของทาน คัมภีรนี้ไมเคยปรับปรุงแกไขแตอยางไร มิ ใชวรรณกรรมที่มนุษยประพันธขึ้นมา
แตถูกประทานมาจากอัลเลาะหเจา 4. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ใหศรัทธาวา อัลเลาะหทรงคัดเลือกบุคคลเปนผูสงสาร นําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนแกปวงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏชื่อใน คัมภีรอัลกุรอานมี 25 ทาน มุสลิมทุกคนตองศรัทธาในบรรดาศาสนทูตดังกลาวทั้งหมดจะ ละเวนทานหนึ่งทานใดมิไดและถือวาทุกทานที่กลาวมานี้เปนมุสลิมและเปนบาวของอัลเลาะห เหมือนๆ กัน 5. ศรัทธาตอวันปรโลกมีหลักการวามีวันหนึ่งที่เปนวันพิจารณาผลกรรมของมนุษย ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลไดพินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจะ ไดใหทุกคนคืนชีพมาชําระงานที่เขาประกอบไวในโลกดังขอความวา ผูประกอบความดีจะ ไดรับตอบสนองดวยสิ่งดี ผูประกอบกรรมชั่วก็จะไดรับผลตอบสนองคือการลงโทษดังขอ ความวา ผูใดประกอบกรรมดีแมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน และผูใดประกอบกรรมชั่ว แมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน 6. การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือระเบียบอันรัดกุมที่อัลเลาะหทรงกําหนดไว แกโลก การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะคือการยอมรับในอํานาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบ ครองความเปนไปของทุกสิ่งแตละสิ่งเปนไปตามพระประสงคที่พระองคทรงกําหนดไวทุก ประการเชนการถือกําเนิด ชาติพันธุ เปนตน การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถาจะรวมกันทําเปนหมูยิ่งไดกุศลเพิ่มขึ้น มี ขอหามในการนมัสการเมื่อเวลามึนเมา 7. การถือศีลอดการ ถือศีลอดเปนหลักมูลฐานของ อิสลามขอหนึ่งที่มุสลิมทุกคน ตองปฏิบัติ มีกําหนดขึ้นใน ทุกๆ ป ปละ 1 เดือน คือ ตก เดือนรอมฎอน อันเปนเดือน ที่ 6 แหงปอิสลาม นับแบบ จันทรคติ การถือศีลอดคือการ งดเวนจากการบริโภคและอื่นๆ ตามที่กําหนดไวแนนอน มีหลักเกณฑในการปฏิบัติ คือ 1. เปนมุสลิม 2. มีอายุบรรลุศาสนาภาวะ (ประมาณ 15 ป) 3. มีสติสัมปชัญญะ 4. มีพลังความสามารถที่จะปฏิบัติได
33.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 23 กิจกรรมที่กระทําในพิธีศีลอด คือ 1. ตั้งจิตปรารถนา (นียะฮ) ไวแตกลางคืนวาตนจะถือศีลอด 2. งดเวนการกิน ดื่ม และอื่นๆ ตามขอกําหนด จุดประสงคของการถือศีลอด 1. เพื่อทําใหจิตใจบริสุทธิ์ 2. ใหรูจักควบคุมจิตใจและตัดกิเลส 3. ใหรูจักรสของการมีขันติ 4. ใหรูจักสภาพของคนยากจน อนาถา จะทําใหเกิดความเมตตาแกคนทั่วไป จุดเริ่มตนของการเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามศาสนาบัญญัติ เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต ศาสนาคริสตเปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยมคือเชื่อวามีพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว เปนผูสรางโลกและสรรพสิ่ง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมี บาปมาแตกําเนิด พระเจาจึงสงพระเยซูมาไถบาป เชื่อวาวิญญาณเปนอมตะ เมื่อถึงวันตัดสิน โลก มนุษยจะไปอยูในสวรรค หรือในนรกชั่วนิรันดร เชื่อวามีเทวดาอยูมากมายทั้งฝายดีและ ฝายชั่ว ซาตานเปนหัวหนาฝายชั่วในที่สุดก็จะถูกพระเจาทําลาย ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา Christ มาจากภาษา โรมัน วา Christus และคํานี้มาจากภาษากรีก อีกตอหนึ่งคือคําวา Christos ซึ่งแปลมาจาก คําวา Messiah ในภาษาฮิบรู คําวา messiah แปลวา พระผูปลดเปลื้องทุกขภัย ศาสนาคริสตเกิดในปาเลสไตนเมื่อ พ.ศ. 543 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว เพราะศาสนาคริสตนับถือพระเจาองคเดียวกันกับศาสนายูดายคือพระยะโฮวาห พระเยซูเปน ชาวยิว มิไดปรารถนาที่จะตั้งศาสนาใหมแตทรงตองการปฏิรูปศาสนายิวใหบริสุทธิ์ขึ้น ทรง กลาววา “อยาคิดวาเรามาทําลายพระบัญญัติ และคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามิไดมา ทําลายแตมาเพื่อทําใหสําเร็จ” กอนหนาที่พระเยซูประสูติ ประเทศปาเลสไตนไดตกเปนเมืองขึ้นของจักรวรรดิใกล เคียงติดตอกันเปนระยะเวลากวา 100 ป เริ่มตั้งแตศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล ตกเปน เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซาน เดอรมหาราช และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลาที่ตกเปนเมือง ขึ้นนี้ ผูพยากรณหลายทานไดพยากรณถึงพระเมสสิอา (Messiah) พระผูชวยใหรอด ซึ่ง เปนพระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไดรับเสรีภาพและจะทรงไถบาป ให ชาวยิวพนจากความหายนะและไดรับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน
34.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม24 คําพยากรณนี้มาก และพระเยซูประสูติในชวงเวลานั้นพอดี พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย
กรุงเยรูซาเล็ม มารดาชื่อมาเรีย บิดาชื่อโยเซฟ ตามประวัติมาเรียนั้นตั้งครรภมา กอนขณะที่ยังเปนคูหมั้นกับโยเซฟ เทวฑูตจึงมาเขาฝนบอกโยเซฟวาบุตรในครรภมาเรียเปน บุตรของพระเจาใหตั้งชื่อวาเยซู ตอมาจะเปนผูไถบาปใหกับชาวยิว โยเซฟจึงปฏิบัติตามและ รับมาเรียมาอยูดวยโดยไมสมสูเยี่ยงกริยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี เปนศิษยของโยฮัน ศึกษาพระคัมภีรเกาจนแตกฉาน ทานมีนิสัยใฝสงบชอบวิเวก เมื่ออายุ 30 ป ไดรับศีลลางบาป ที่แมน้ําจอรแดน ตั้งแตนั้นมาถือวาทานสําเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนา พระองคมีสาวก 12 คน เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เปนหัวหนาผูสืบตํา แหนงนักบุญเปโตรตอๆ มาจนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปาพระเยซูเผยแผ ศาสนาทั่วดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิต ธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียด ชังขณะที่พระองครับประทานอาหารมื้อค่ํากับสาวก 12 คนเปนมื้อสุดทาย ทหารโรมันจับ ตัวทานในขอหาเปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จน สิ้นพระชนม วิธีการเผยแผคําสอนของพระเยซู พระเยซูใชวิธีการ 3 วิธีในการเผยแผคํา สอนคือ 1. การรักษาบุคคลที่เจ็บปวยใหหาย คน ตายใหฟนเปนการปลูกศรัทธาของปวงชนใหเกิด มีขึ้นตออํานาจของพระเจา 2. การแสดงความฉลาดในการแกปญหา เชน เมื่อมีการใหตัดสินคดีหญิงผิดประเวณี พระ เยซูตรัสวาลงโทษได แตผูลงโทษจะตองเปนผู บริสุทธิ์ เปนตน 3. การประกาศหลักการแหงความรัก ความเมตตา กรุณา และกลาววา จงรักศัตรูทาน จงอธิษฐานเพื่อผูที่ขมเหงทาน ทําดังนี้แลว ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานในสวรรค หลักธรรมของศาสนาคริสต ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบิ้ล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง ขามกับศาสนายิว บางขอใหการปฏิรูปและประยุกตเสียใหม เชน 1. พระเจาทรงเปนบิดาที่ดี พรอมที่จะประทานอภัยใหแกบุตรที่กลับใจ แตขณะเดียว กันก็ทรงเปนผูทรงไวซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผูที่ไมเชื่อฟง
35.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 25 2. พระเยซูทรงเปนผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจามาถึง แลว ผูที่ศรัทธาจะไดรับมหากรุณาธิคุณจากพระเจา 3. หลักการสํานึกผิด ใหพิจารณาตนเองวาใหทําผิดอะไร และตั้งใจที่จะเลิกทํา ความชั่วนั้นเสีย 4. หลักความเสมอภาคคือความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษยทั้งมวล โดยไมเลือกชั้นวรรณะผูที่ทําความดีแลวตองไดรับรางวัลจากพระเจาโดยเสมอภาคกัน 5. ใหละความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใคร อาฆาตมุงรายก็ตองใหอภัย คําสอนของพระเยซูที่สําคัญๆ อีกคือ 1. พระเยซูเปนบุตรของพระเจา ทรงสงใหมาเกิดในโลกมนุษย เพื่อไถบาปใหมนุษย มิไดเสด็จมาปราบศัตรูดวยอาวุธ แตทรงมาสรางสันติ 2. ผูที่เชื่อพระเยซู จะไดรับความรอดและชีวิตนิรันดร จะไมถูกพิพากษาวันสิ้นโลก สวนผูที่ไมศรัทธาจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก 3. ทรงสั่งสอนใหชาวยิวกลับใจใหม มิใหนับถือเฉพาะในดานประกอบพิธีกรรมหรือ ทองคําสวดดวยปากไมจริงใจ ทรงติเตียนพวกพระยิววาเปนพวกปากวาตาขยิบไมรูจักพระเจา ที่แทจริง 4. บัญญัติของพระเยซูที่สูงสุดคือ “การรักพระเจาสุดใจและรักเพื่อนบานเหมือนตัว เราเอง” ผูที่พระเจาโปรดปรานคือผูที่อยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูที่ผิด ดานจิตใจถือวามีบาปเทากับการกระทํา 5. สอนไมใหกังวลความสุขทางโลกอันไดจากวัตถุใหแสวงหาความสุขดานจิตใจ ผูที่หวงสมบัติจะไมไดขึ้นสวรรค ไมไดพบกับพระเจา 6. ในดานการปฏิบัติตอเพื่อนมนุษยทรงสอนวา การไมทําชั่วตอบแทนกรรมชั่ว หรือทําดีตอบแทนความดีเทานั้นยังไมเพียงพอ ใหทําดีตอบแทนความชั่ว และใหรักศัตรู ดังที่ไดเปรียบเทียบวาอยาตอสูคนชั่วถาผูใดตบแกมขวาของทานก็จงหันแกมซายใหเขาดวย 7. ความดีสูงสุดคือการทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุดคือความรัก ความ เมตตา กรุณา ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทุกขทั้งปวง พิธีกรรมสําคัญของศาสนาคริสต เรียกวาพิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ คือ 1. ศีลลางบาปหรือศีลจุม (Baptism) กระทําเมื่อเปนทารกหรือเมื่อเขาเปน คริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอนทรงออกเทศนา ใหนิกาย คาทอลิกปจจุบันไมจุมตัวในน้ําแตใชน้ําศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเปนสัญลักษณของ การลางบาป ศีลนี้สําคัญที่สุด ผูใดไมไดรับศีลลางบาปจะไมไดชื่อวาเปนบุตรของพระเจาและ จะไมไดชีวิตนิรันดร 2. ศีลกําลัง(Confirmation)กระทําอีกครั้งหนึ่งเมื่อพนวัยเด็กและเปนผูใหญแลวเพื่อ เปนคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ
36.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม26 3. ศีลมหาสนิท (Holy
Communion) สําหรับคริสตศาสนิกชนอาจทําทุกวัน ทุกสัปดาห ทุกเดือนหรืออยางนอยปละ 1 ครั้ง โดยรับประทานขนมปงและเหลาองุน เปน สัญลักษณตามแบบที่พระเยซูกระทําแกอัครสาวกในพระกระยาหารมื้อสุดทายกอนถูกตรึง กางเขน ขนมปงคือ พระกาย เหลาองุนคือพระโลหิตของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชื่อวา การกระทําพิธีนี้ผูไดรับประกาศจะมีชีวิตนิรันดร 4. ศีลแกบาป (Penance) สําหรับคาทอลิกที่กระทําบาปประสงคจะไดรับการอภัย บาปตองไปสารภาพบาปนั้นตอนักบวชดวยความสํานึกผิดอยางแทจริง ถือวานักบวชไดรับ อํานาจในการยกบาปโดยตรงจากสันตะปาปา ซึ่งเปนผูแทนของพระเยซูคริสต นักบวชจะ ยกบาปและตักเตือนสั่งสอนไมใหทําบาปอีก 5. ศีลเจิมคนไข (Extreme Unetion) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตาย เมื่อ ชําระบาปขั้นสุดทายจะชวยใหมีสติกําลัง สามารถตอสูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทํา บาทหลวงใชน้ํามันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข พรอมกับสวด อวยพร ทุกคนในบานจะตองสวดพรอม 6. ศีลสมรสหรือศีลกลาว ( Matrimony) กระทําแกคูบาวสาวในพิธีสมรส ผูรับศีล สมรสโดยถูกตองแลวจะหยารางกันไมได และหามสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไมไดรับศีลสมรส ไมถือวาเปนสามีภริยาโดยถูกตอง ตามกฎหมายของศาสนา 7. ศีลอนุกรม (Holy Order หรือ Ordination) เปนศีลบวชใหกับบุคคลที่เปน บาทหลวง ผูมีอํานาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเปนผูแทนของพระเยซูคริสต เมื่อไดรับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาตใหสมรส กฎขอนี้เกิดขึ้นภายหลังโดยศาสนาจักรเปนผู ออกกฎนี้ นิกายของศาสนาคริสต เดิมศาสนาคริสตมีนิกายเดียวคือโรมันคาทอลิก มีศูนยกลางอํานาจอยูที่สํานักวาติกัน กรุงโรม ใชภาษาละตินเปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคือสันตะปาปา เนนวาเปน ผูสืบทอดศาสนาคําสอนของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปนนิกายที่เชื่อเรื่องบุญบาป รูป เคารพถือไมกางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยกลางที่ กรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบัน มีความเปนอิสระไมยอมอยูใตอํานาจของ สันตะปาปาจึงแยกนิกายมาชื่อวา กรีกออรธอดอกซ ไมมีศูนยกลางอํานาจที่ใดโดยเฉพาะ ใหความสําคัญของประมุขที่เรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาว เยอรมัน ชื่อ มารติน ลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกัน และโดนขับออกจาก ศาสนาจักรในป ค.ศ.1521 จึงแยกตนเองออกมาตั้งนิกายใหมคือ โปรเตสแตนต เนนคัมภีร ไมมีนักบวช รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 อยางคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท
37.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 27 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน ศาสนาพราหมณหรือฮินดูเกิดในเอเชียใตคือประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ป กอนคริสตศักราชเกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดียถือกันวาเปนศาสนา ที่เกาแกที่สุดในโลก พระเวทเปนคัมภีรศาสนาพราหมณไดรับการยกยองวาเปนคัมภีรที่ เกาแกที่สุดในโลก และเปนวรรรคดีที่เกาแกที่สุดในโลกชื่อของศาสนาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองวา “พราหมณ” ตอมาศาสนาเสื่อมลงระยะหนึ่งและไดมา ฟนฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหา หลักธรรมคําสอนใหดีขึ้น คําวา “ฮินดู” เปนคําที่ใชเรียกชาวอารยันที่อพยพเขาไปตั้งถิ่นฐาน ในลุมแมน้ําสินธุ และเปนคําที่ใชเรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ไดพัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพิ่มเติมอะไรใหมๆ ลงไป แลวเรียก ศาสนาของพวกนี้วา “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณจึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม วา “ฮินดู” จนถึงปจจุบัน ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวกตามการ ยกยองนับถือเทวะทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใดก็ยกยอง วาเทวะองคนั้นสูงสุด ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกําหนดใหเทวะทั้ง 3 องคเปนใหญสูงสุด เสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการนํามารวมกันเรียกวา “ตรีมูรติ” ใชคําวาสวดวา “โอม” ซึ่ง ยอมาจาก “ อะ อุ มะ” แตละพยางคแทนเทวะ 3 องค คือ “อะ” แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ “อุ” แทนพระศิวะหรืออิศวร “มะ” แทนพระพรหม ในประเทศอินเดียไดมีการแบงชนชั้นออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย คือ พอคาคหบดีี และศูทรกรรมกรคนใชแรงงาน วรรณะพราหมณถือวาเปนวรรณะ สูงสุด เปนพวกทําหนาที่ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคําศัพทที่เนื่องมาจากคําวา “พรหม” คนในวรรณะนี้ถือวาตนสืบเชื้อสายมาจากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตางๆ พระนารายณ พระพรหมพระศิวะ
38.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม28 จากพรหมซึ่งเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลกมนุษยได สามารถติดตอบวงสรวง ออนวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรือบันดาลความเปนไปตางๆ ในโลกมนุษยได พวกพราหมณจึงเปนที่เคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะ
แมแตกษัตริยผูเปนใหญใน การปกครอง เมื่อพวกพราหมณมีอํานาจมาก มีคนยําเกรงมาก โอกาสที่จะแสวงหาลาภ สักการะจึงมีมากพวกพราหมณแตละพวกจะแขงขันในการทําพิธีโดยถือวาการจัดทําพิธีตางๆ ใหถูกตองตามพิธีที่กําหนดไวในพระเวทเปนสิ่งสําคัญชนวรรณะพราหมณไดรวบรวมสรรพวิชา ทั้งหลายที่ตนคนพบหรือเขาใจเรื่อง ประมวลความรูเรียกวา “ไสยศาสตร” ซึ่งขึ้นตนดวยวิชา ที่สําคัญที่สุดคือ “พระเวท” อันหมายถึงวิชาการที่เกี่ยวกับพรหม เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายที่มนุษยตองเคารพบูชา สมัยนั้นยังไมมีหนังสือ จึงตองใชวิธีทองจําและสอนตอๆ กันมา พระเวทประกอบดวย “มนตรี” คือคาถาสําหรับทองจํากับ “พราหมณะ” ซึ่งเปนคัมภีร คูมือที่พวกพราหมณแตละกลุมไดเพิ่มเติมในพิธีกรรมของตนใหละเอียดพิศดารขึ้นจน พราหมณเองไมสามารถทองจําได จึงตองมีคูมือ “พราหมณะ” คือคําอธิบายลัทธิพิธีกรรม ตางๆ ของพระเวท แตเดิมมีี 3 อยาง เรียกวา “ไตรเพท” ไดแก 1. ฤคเวท เปนคัมภีรเกาแกที่สุด ถือกันวาออกจากโอษฐของพระพรหมซึ่งพวกษี ไดสดับแลวนํามาอนุศาสนนรชนอีกตอหนึ่ง กลาวดวยเทวดาตางๆ และการบนบานใหชวย ขจัดภัยทั้งมวล 2. ยชุรเวท กลาวดวยพิธีกรรมตางๆเปนตําราการทําพิธีกรรมของพราหมณโดยตรง 3. สามเวท กลาวดวยบทคาถาสังเวยสําหรับแหกลอมเทวดา บูชาน้ําโสมแกเทวะ ทั้งหลาย (“สาม” แปลวา สวด”) ดังมีบทแหกลอมพระนเรศร-พระนารายณ หลังพิธีตรัยยัมป วายเสร็จสิ้นแลวตอมาเพิ่ม “อาถรรพเวท” ซึ่งเปนพระเวทที่เกี่ยวกับอาถรรพตางๆ มีมนตร สําหรับใชในกิจการทั้งปวงรักษาโรคภัยไขเจ็บ หรือกําจัดผลรายอันจะมีมาแตพยาธิและ มรณภัยและรวมทั้งสําหรับใชทํารายแกหมูอมิตรโดยเสกสิ่งหนึ่งสิ่งใดเขาตัว หรือฝงรูปฝงรอย หรือทําเสนหยาแฝด นอกจากพระเวททั้ง 4 นี้แลว ยังมี “พระเวทรอง” อีก 4 อยาง เรียก “อุปเวท” เปน วิชาที่กลาวดวยวิทยาศาสตรตางๆ อันเปนวิทยาการโดยเฉพาะคือ 1. อยุรเวท ไดแก ตําราแพทยศาสตร กลาวดวยการใชสมุนไพรและมนตตางๆ ในการรักษาโรคมีเทวดาประจําเปนเจาของคือษีทั้งแปดซึ่งไมปรากฏนามแนนอน 2. คานธรรมเวท ไดแก ตําราขับรองและดนตรี กับนาฏศาสตรหรือการฟอนรํา มี เทวดาประจําคือพระนารทฤๅษี หรือที่เรียกวา พระนารอท หรือ พระปรคนธรรพ 3. ธนุรเวท ไดแก วิชายิงธนูและการใชอาวุธสงคราม ซึ่งบัดนี้เรียก “ยุทธศาสตร” มีเทวดาประจําคือ พระขันทกุมาร 4. สถาปตยเวท ไดแก วิชากอสรางซึ่งเรียกวา “ สถาปตยกรรม” เทวดาประจําคือ พระวิษณุกรรม
39.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 29 วรรณะพราหมณในศาสนาฮินดู ในประเทศอินเดียไดแบงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย ศูทร ใน ที่นี้จะกลาวถึงวรรณะพราหมณ หรือตระกูลนักบวชเทานั้น นี้ไมจําเปนตองบวชทุกคน แบงออกเปน 4 ชั้นคือ 1. พรหมจารี คือพวกนักเรียน มีหนาที่เปนผูปฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานัก คณาจารยคนใดคนหนึ่ง (เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ) 2. คฤหบดี คือผูครองเรือน มีภรรยา มีครอบครัว เปนหัวหนาในบาน อานและสอน พระเวท ทําการบูชาเอง หรือชวยผูอื่นกระทํายัญกรรม ใหทาน และรับทักษิณา 3. วานปรัสถ คือผูอยูปาละเคหสถานและครอบครัวเขาปาเพื่อทรมานตน มักนอย ในอาหารและเครื่องนุงหม กระทําทุกรกิริยา สมาธิมั่งคงในกิจวัตร ไดแก ฤๅษี แปลวา ผูแสวง หมายถึงแสวงหาโมกษะ คือการหลุดพนจากการเวียนวาย ตาย เกิด โยคี แปลวา ผูบําเพ็ญโยคะ คือทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตางๆ เพื่อหวัง ผลสําเร็จเปนผูวิเศษ เชน ยืนขาเดียว เหนี่ยวกินลมนานนับสิบป นั่งสมาธิโดยไมลุกขึ้นเลย เปนเวลาสิบป ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพงเล็งในดวงจิตเพื่อประโยชนใหอาตมัน เขารวมอยูในปรมัตถ (หรือปรพรหม) ใหเกิดความบริสุทธิ์ใสสะอาด แมกระทบอารมณใดๆ ก็ไมแปรปรวน มุนี แปลวา ผูสงบไดแกผูสําเร็จฌานสมบัติ คือผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมบัติ คือ ผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว นักพรต แปลวา ผูบวชและถือพรตตามลัทธิพราหมณ ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมุนมวยผมสูงเปนชฎา นิกายและลัทธิ มีสี่นิกายดวยกัน คือ นิกายไศวะถือพระอิศวรเปนใหญ และนับถือพระนารายณ พระพรหม กับเทพอื่นๆ ดวย นิกายไวษณพ ถือพระนารายณเปนใหญ และนับถือพระศิวะ พระพรหม กับเทพ อื่นๆ ดวย นิกายศากต ถือวาพระแมอาทิศักตี หรือพระแมปราศักตีเปนใหญ และนับถือ พระพรหม พระนารายณ กับ เทพอื่นๆ ดวย นิกายสมารต ถือเทพหาองคดวยกัน คือ พระพิฆเณศวร พระแมภวานี คือ พระศักตี พระพรหม พระนารายณ พระศิวะ ไมมีองคใดใหญกวาโดยเฉพาะ
40.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม30 ลัทธิ ปรมาตมัน คือ พรหมัน
แบงออกเปน 2 ระดับ อปรหมัน ความเจริญสูงสุด (Ultimate Reality) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจาสูงสุด (Supreme Being) คําสอนในคัมภีรอุปนิษัท ทําใหศาสนาพราหมณเปนเอกนิยม (Monoism) เชื่อวาสรรพสิ่ง มาจากหนึ่งและกลับไปสูความเปนหนึ่ง หลังจากคัมภีรอุปนิษัทไดพัฒนาจนถึงขีดสุด ทําให เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สํานัก ดังตอไปนี้ 1. นยายะ เจาลัทธิคือ โคตมะ 2. ไวเศษิกะ เจาลัทธิคือ กนาทะ 3. สางขยะ เจาลัทธิคือ กปละ 4. โยคะ เจาลัทธิคือ ปตัญชลี 5. มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจาลัทธิคือ ไชมินิ 6. เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจาลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส ลัทธินยายะ นยายะ แปลวา การนําไป คือนําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยางละเอียดถี่ถวน หรือวิธีการหาความจริงซึ่งอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสําหรับลัทธินยายะจึง มีหลายอยางเชนตรรกวิทยาบางวิชาวาดวยวาทะบางโคตมะผูเปนเจาของลัทธินี้เกิดประมาณ 550 ป กอน ค.ศ. หรือกอนพระพุทธเจาปรินิพพานประมาณ 7 ป วิธีที่จะไดความรู ความ เขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู 16 ประการ เชน 1. ประมาณ หรือวิธีใหเกิดความรูชอบนั้นมี 4 อยาง คือ 1.การรูประจักษ 2.การอนุมานหรือคาดคะเน 3. การเปรียบเทียบ 4.บรรยายถอยคํา 2. ประเมยะ เรื่องที่พึ่งรูชอบมี 12 อยาง คือ 1.อาดมัน 2.สรีระ 3.อนินทรีย 4.อรรถ 5.พุทธิ 6.มนะ 7.พฤติกรรม 8.โทษ 9.การเกิดอีก(หลังตายไปแลว) 10.ผลแหงความดีความชั่ว 11.ความทุกข 12. ความหลุดพน 3. สังสะยะ ความสงสัย เปนตน ลัทธิไวเศษิกะ คําวา ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทําใหสิ่งหนึ่งตางไปจากอีกหนึ่งทาน กณาทะ ผูตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพนไป การหลุดพนนั้น การรูอาตมันไดอยางแจมแจงเปนวิธีการสําคัญยิ่ง ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยูจริงชั่วนิรันดร มีอยู 9 อยาง คือ 1.ดิน 2.น้ํา 3.ไฟ 4.ลม 5.อากาศ 6. กาละ 7.ทิศ 8.อาตมัน 9. ใจ ดวยการรวมตัวของสิ่งเหลานี้ สิ่งอื่นๆ ยอมเกิดขึ้นมากมาย ลัทธิสางขยะ ลัทธิสางขยะนี้ ถือวาเปนปรัชญาฮินดูที่เกาแกที่สุด เพราะนับเปนครั้งแรกที่ไดมีการ พยายามทําใหปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ษีกปละเปนผูแตงคัมภียแหงลัทธิ นี้ทานเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 กอน ค.ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา
41.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 31 คําวา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 25 ประการยอม ลงเปน 2 คือ บุรุษ ไดแก อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ(ปกติ) คือ สิ่งที่เปน เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสิ่งทั้งหลาย ความมุงหมายของลัทธินี้ เพื่อสรางปญญาใหเกิดเพื่อทําลายเหตุแหงความทุกขทั้ง ปวงและปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่งผูกพัน ความทุกขในความหมายของลัทธินี้แบงออก เปน 3 ประการ ดังนี้ 1. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เชน ความผิดปกติของรางกายและจิตใจ 2. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เชน มนุษย สัตว หรือสิ่งไมมีชีวิตอื่นๆ 3. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศ ดาวพระเคราะห การแกทุกขเหลานี้ ตองใชปญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่ง ผูกพัน โดยหลักการแลว ลัทธินี้เปนอเทวนิยม ไมเชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก เปนทวินิยม คือ เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1.อาตมัน 2.เนื้อหาของสิ่งที่เขามาผสมกับอาตมัน ลัทธิโยคะ ลัทธิโยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเดิมที่มีมานานแลว ปตัญชลี เปนผูรวบรวมเรียบ เรียงขึ้น ทานจึงไดรับเกียรติวาเปนผูตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอน ค.ศ. โยคตะ แปลวา การประกอบหรือการลงมือทําใหเกิดผล ลัทธินี้อาศัยปรัชญาของสางขยะเปน ฐานจุดหมาย คือจะชวยมนุษยใหหลุดพนออกจากความทุกข 3 ประการดังกลาวในลัทธิสาง ขยะ คือ ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเจ็บหรือ ความประพฤติผิดตองพยายามใหบรรลุความไมยึดถือโลก โดยไมจําเปนตองแยกตัวออก จากโลก ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เชน สัตวราย หรือโจร ผูราย เปนตนพึงสํารวมจิตใจใหบริสุทธิ์ สะอาด ในการทําใหหลุดพนจากเหตุนอกอํานาจ หรือเห็นธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจ อันเรนลับละเอียดออน พึงบําเพ็ญสมาธิ ซึ่งเปนจุดประสงคอันแทจริงของลัทธินี้ โยคีหรือผูบําเพ็ญโยคะยอมพยายามที่จะเปนผูหลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและ ความตายอยางเด็ดขาดโดยพิจารณาเห็นธรรมชาติวาเปนพลังอันเดียว แตทํางานสองแง คือ จากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกวา ความตาย จาก ภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเขาดวยกันที่เรียกวาชีวิต การบําเพ็ญโยคะก็ เพื่อรวมพลังงาน 2 อยางนี้เขาดวยกัน โยคะวางกฎสําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม หรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจิตใจสากลที่ เรียกวา ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ หรือหลุด พนจากสถานการณทั้งปวงแหงพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข และชื่อวา พนจาก ความทุกขทั้งปวง
42.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม32 คําวา “โอม” เปนคําศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะ
ใชสําหรับรวมความหมายที่เนื่องดวย พระเปนเจา แลวกลาวซ้ําๆ กันเพื่อใหเกิดความรูถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อปองกันอุปสรรคใน การบําเพ็ญโยคะ อุบายวิธีในการบําเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้ ยมะ สํารวจความประพฤติ นิยมะ การบําเพ็ญขอวัตรทางศาสนา อาสนะ ทานั่งที่ถูกตอง ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ตองการ ปรัตยาหาระ การสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ธารณา การทําใจใหมั่นคง ธยานะ การเพง สมาธิ การทําใจแนวแน ตั้งมั่นอยางลึกซึ้ง ลัทธิมีมางสา คําวา มีมางสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได แก สอบสวนมันตระกับพราหณะ ไชมินิ ผูแตงคัมภีรมีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหวาง 600 - 2000 ป กอนคริสตศักราช ความมุงหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูก ตองซึ่งเรียกสั้นๆ วา “ธรรม” ขอเสนออันเปนฐานของลัทธิมีอยูวา หนาที่หรือการกระทํา เปนสาระอันสําคัญยิ่งของความเปนมนุษยถาไมมีการทําปญญาก็ไมมีผล ถาไมมีการกระทํา ความสุขก็เปนสิ่งที่เปนไปไมได ถาไมมีการกระทําจุดหมายปลายทางของมนุษยก็ไมมีทาง จะทําใหสมบูรณไดเพราะฉะนั้นการกระทําที่ถูกตอง ซึ่งเรียกวาสั้นๆ วา “ธรรม” จึงเปน สิ่งจําเปนในเบื้องตนของชีวิต การกระทําทุกอยางมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเปนผล หยาบเปนสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเปนผลละเอียด เปนสิ่งที่เรียกวา “ศักยะ” คือยัง ไมแสดงตัว แตอาจใหผลไดเหมือนนาิกาที่ไขลานไว ยอมมีกําลังงานสะสมพรอมที่จะแสดง ผลออกมา ผลภายนอกเปนของชั่วคราว ผลภายในเปนของชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้นการกระทํา ทั้งหลาย จึงเทากับเปนการปลูกพืชในอนาคต ในขอเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมางสาสอบสวนถึงการกระทําหรือกรรมทั้งปวงอัน ปรากฏพระเวทแลวแบงออกเปน 2 สวน คือ มันตระ กับพราหมณะ มี 5 หัวขอ ดังนี้ วิธี ระเบียบ วิธี มันตระ หรือบทสวด นามเธยะ ชื่อ นิเสธะ ขอหาม
43.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 33 อรรถวาทะ คําอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ ลัทธิเวทานตะ ลัทธิเวทาตะ สอบสวนถึงสวนสุดทายของพระเวท จึงมีรากฐานตั้งอยูบนปรัชญาของ อุปนิษัท ซึ่งเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญวาดวยเรื่องญาณ หรือปญญาอัน สอบสวนถึงความจริงขั้นสุดทายเกี่ยวกับ ปุรุษะ หรือ พระพรหม ผูเรียบเรียงคัมภีรเวทานะ คือ พาทรายณะ กลาวกันวาทานเปนอาจารยของทานไช มินิ ผูตั้งลัทธิมีมางสาพาทรายณะอยูในสมัยระหวาง 600-200 ป กอนคริสตศักราช ในการปฏิบัติเพื่อใหบรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู 4 ขอ ดังนี้ วิเวกะ ความสงัดหรือความไมเกี่ยวในฝายหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนิรันดรกับมิใช นิรันดรระหวางสิ่งแทกับสิ่งไมแท ปราศจากราคะ คือ ไมมีความกําหนดยินดี หรือความติดใจ ความตองการ เชน ความปรารถนาที่จะอภิรมย ในผลแหงการกระทํา ทั้งในปจจุบันและอนาคต สลัมปต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอยาง เชน สมะ ความสงบ ทมะ การฝกตน อุปรติ มีใจกวางขวาง ไมติด ลัทธินิกาย ติติกษา ความอดทน ศรัทธา ความเชื่อ สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแหงจิตใจ มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรูความจริงขั้นสุดทาย และเพื่อความ หลุดพน คําสอนที่สําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู หลักธรรมสําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ 1. ธฤติ ไดแก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี 2. กษมา ไดแก ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา 3. ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวั่นไหวไปตามอารมณ มีสติอยูเสมอ 4. อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทําโจรกรรม 5. เศาจะ ไดแก การทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ 6. อินทรียนิครหะ ไดแก การขมการระงับอินทรีย 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางที่ถูกตองอยูในขอบเขต 7. ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดําเนินชีวิตในสังคม 8. วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9. สัตยา ไดแก ความจริง คือ ความซื่อสัตยสุจริตตอกัน 10. อโกธะ ความไมโกรธ
44.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม34 หลักอาศรม 4 1. พรหมจารี
ศึกษาเลาเรียนและพฤติพรหมจรรย จนถึงอายุ 25 ป ศึกษาจบ จึง กลับบาน 2. คฤหัสถ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบาน ชวยบิดามารดาทํางาน แตงงาน เพื่อรักษาวงศตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปนเครื่องดําเนินชีวิต 3. วานปรัสถ สังคมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปา แสวงหาความ สงบ บําเพ็ญประโยชนตอสังคม การออกอยูปาอาจจะทําเปนครั้งคราวก็ได 4. สันยาสี ปริพาชก เปนระยะสุดทายแหงชีวิต สละความสุขทางโลก ออกบวชเปน ปริพาชกเพื่อหลุดพนจากสังสารวัฎ การเผยแผของศาสนาพราหมณในประเทศ ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดย เขามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมาก สันนิษฐานวาศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามายอนสมัยสุโขทัยโบราณสถานและรูปสลักเทพเจา เปนจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชนรูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือ สังข จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือ เกาไปกวานั้น(ปจจุบันอยูพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร) นอกจากนี้ไดพบรูปสลักพระนารายณทําดวยศิลาที่อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี โบราณสถานที่สําคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบุรีณ ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวน มากนิยมหลอสําริด
45.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 35 นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลวในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตํารับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณีลอย กระทง เพื่อขอขมาลาโทษพระแมคงคานาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ํา พิธีทําน้ําอภิเษกกอนขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมากถึงขนาดทรงสรางเทวรูปหุม ดวยทองคําทรงเครื่องทรงยาราชาวดีสําหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค ในพิธีตรียัมปวาย พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจานับถือเทวสถานทุกๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอน ตน พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติตอ กันมา คือ 1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทําการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผนที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและ เพิ่มพิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นเตรียมพิธี มีการทําพิธีเสกน้ํา การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระ ราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจํารัชกาล 2. ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวายสิริราช สมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 4. ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแลว เสด็จพระราชดําเนินไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอม ทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิ พระเจาอยูหัวองคกอนและเสด็จเฉลิมพระราช มณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร 2. การทําน้ําอภิเษก พระมหากษัติยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษกและทรงรับน้ําอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตําราพราหมณ น้ําอภิเษกนี้ใชน้ําจากปญจมหานที คือ คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนน้ําที่ไหล มาจากเขาไกรลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยกรุงรัตนโกสินทรตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 ใชน้ําจาก 4 สระในเขตจังหวัดสุพรรรณบุรี คือสระเกษ สระแกว สระคงคาและ สระยมุนา และไดเพิ่มน้ําจากแมน้ําสําคัญในประเทศอีก 5 สาย คือ 1) แมน้ําบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก
46.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม36 2) แมน้ําปาสัก ตักที่ตําบลทาราบ
เขตสระบุรี 3) แมน้ําเจาพระยา ตักที่ตําบลบางแกว เขตอางทอง 4) แมน้ําราชบุรี ตักที่ตําบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม 5) แมน้ําเพชรบุรี ตักที่ตําบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3. พระราชพิธีจองเปรียง(เทศกาลลอยกระทง) คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทําในเดือนสิบสองหรือเดือนอาย โดยพราหมณเปนผูทําพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 15 วัน สวน พราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ํามหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมา สมัยรัชการที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนต เย็นแลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆเจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัยจึงยก โคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว มีหงสติดลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาขาว 3 ชั้น 4. พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยมโลก ทุกปจึงตัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลวในสมัยรัตนโกสินทรไดจัดกัน อยางใหญโตมากกระทําพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “พิธีโลชิงชา” พิธีนี้กระทําในเดือนอายตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แตเดิมมาเปนพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทําใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคงเปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็นที่ทอง สนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเปนพิธีของ พราหมณกระทําในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทย เริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและ พิธีกรรมทั่วๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฎิบัติสืบกัน มาไดแก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธี ตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยัง คงมีผูนิยมกระทํากันทั่วไปในสังคม สวน พระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระ ราชพิธีบรมราชภิเษก และพิธีทําน้ําอภิเษก เปนตน
47.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 37 สําหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็ มีผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปน เจาตรีมูรติทั้ง 3องค ยังคงมีอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือ พุทธศาสนาประกอบกับในโบสถ ของพวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ความเชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทําใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วานับถือ ทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป ศาสนาพราหมณ-ฮินดูในโลก ปจจุบันศาสนาพราหมณ-ฮินดูนับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมีอยูเปน สวนนอยในประเทศตางๆ เชน ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกข 1. ประวัติศาสดา ศาสนาซิกข เปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยม มีทานคุรุนานักเทพ เปนศาสดาองคที่ 1 สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 10 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา แควนปญจาป ประเทศอินเดีย เปนศูนยชาวซิกขทั่วโลก ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร มี ประมุขแหงศาสนาซิกขอยู 10 ทานดวยกันคือ 1. คุรุนานัก กอนสิ้นชีพไมสามารถพึ่งลูกชายสองคนเปนผูสืบตอทางลัทธิได ทาน จึงไดประกาศแตงตั้งศิษยที่รักของทานคนหนึ่งซึ่งเปนคนขวั้นเชือกขายชื่อลาหินา (Lahina) เปนผูสืบตอ แตเนื่องจากศิษยผูนี้มีการเสียสละตอทานคุรุนานักตลอดมา ทานจึงเปลี่ยนนาม ใหใหมวาอังคัต (Angal) แปลวา ผูเสียสละรางกาย 2. คุรุอังคัต (พ.ศ.2081-2095) ทานผูนี้เปนนักภาษาศาสตร สามารถเผยแพร คําสอนของอาจารยไปไดยิ่งกวาคุรุคนใด ทานเปนคนแรกที่แนะนําสาวกใหนับถือคุรุนานัก วา เปนพระเจาองคหนึ่ง 3. คุรุอมาร ทาส (Amardas พ.ศ. 2095-2117) ทานเปนผูที่ไดชื่อวา เปนคน สุภาพ ไดตั้งองคการลัทธิซิกขขึ้นมาเปนอันมาก ไดชื่อวาเปนผูสงเสริมลัทธิซิกขไวไดอยาง มั่นคง 4. คุรุรามทาส (Ramsas พ.ศ. 1117-2124) ทานเปนผูสรางศูนยกลางของลัทธิ ซิกขไวแหงหนึ่งใหชื่อวา “หริมณเฑียร” คือวิหารซิกขไวในทะเลสาบเล็กๆ แหงหนึ่ง อยูทาง ทิศตะวันออกเฉียงใตของแควนลาฮอร สถานที่ดังกลาวเรียกวา อมฤตสระ กลายเปนที่ บําเพ็ญบุญ ศูนยกลางลัทธิซิกข เชนเดียวกับเมืองเมกกะศูนยกลางของลัทธิอิสลาม ทานได ตั้งแบบแผนไววา ผูสืบตอตําแหนงคุรุ จําเปนตองเปนเชื้อสายของตนเองดังนั้นทานได แตงตั้งบุตรชายของทานเปนคุรุตอไป
48.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม38 5. คุรุอรชุน (Arjan
พ.ศ. 2124-2149) เปนผูรวบรวมคัมภีรในลัทธิซิกขได มากกวาผูใด คัมภีรที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ทานที่ผานมา และไดเพิ่มโอวาท ของทานเองไวในคัมภีรดวย เปนผูออกบัญญัติวา ชนชาติซิกข ตองแตงตัวดวยเครื่องแตงกาย ของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพงตั้งกฏเกณฑเก็บภาษีเพื่อบํารุงศาสนา ไดชื่อวาเปนผูเผยแพรลัทธิไดอยางกวางขวาง เสริมสรางหริมณเฑียรขึ้นเปน สุวรรณวิหาร สิ้นชีพในการตอสูกับกษัตริยกรุงเดลี 6. คุรุหริโควินทะ (Hari Covind พ.ศ. 2149-2181) เปนคุรุคนแรกที่สอนให ชาวซิกขนิยมดาบใหถือดาบเปนเครื่องหมายของชาวซิกขผูเครงครัดในศาสนาเปนผูสงเสริม กําลังทหาร สั่งสอนใหชาวซิกข เปนผูกลาหาญตานทานศัตรู (ซึ่งเขามาครองดินแดนอินเดีย อยูในขณะนั้น) เปนที่นาสังเกตวา นับตั้งแตสมัยนี้เปนตนไป เรื่องของศาสนาซิกข เปนเรื่องของอาวุธ เรื่องความกลาหาญ เพื่อตอสูศัตรูผูมารุกรานแผนดิน 7. คุรุหริไร (Hari Rai พ.ศ.2181-2207) ทานผูนี้ไดทําการรบตานทานโอรังเซฟ กษัตริยมุสลิมในอินเดีย 8. คุรุหริกิษัน (Hari Rai พ.ศ.2207-2181)ไดดําเนินการเผยแพรลัทธิดวยการ ตอตานกษัตริยโอรังเซฟ เชนเดียวกับคุรุหริไร 9. คุรุเทคพาหาทูร (Tegh Bahadur พ.ศ.2218-2229) เปนนักรบที่แกลวกลา สามารถดานทานการรุกรานของกษัตริยอิสลาม ที่เขามาครอบครองอินเดีย และขมขูศาสนา อื่น ทานไดเผยแพรศาสนาซิกขออกไปไดกวางขวาง สุดเขตตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ อินเดีย และแผมาทางใตจนถึงเกาะลังกา ทานไดตานทานอิสลามทุกทาง พวกมุสลิมในสมัย นั้นไมกลาสูรบกับคุรุทานนี้ได 10. คุรุโควินทสิงห (Covind Singh พ.ศ.2229-2251) เปนบุตรของคุรุเทคพาหา ทูรเปนผูริเริ่มตั้งบทบัญญัติใหมในศาสนาซิกข ดวยวิธีปลุกใจสานุศิษยใหเปนนักรบ ตอตาน กษัตริยมุสสิมผูเขามาขมขี่ศาสนาอื่น เพื่อจรรโลงชาติ ทานไดตั้งศูนยกลางการเผยแพรลัทธิ ซิกขอยูที่เมืองดัคคา (Dacca) และแควนอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ทานไดประกาศแก สานุศิษยทั้งหลายวา ทุกคนควรเปนนักรบตอสูกับศัตรู เพื่อจรรโลงชาติศาสนาของตน ซิกข ทุกคนตองเปนคนกลาหาญ คําวา “สิงห” อันเปนความหมายของความกลาหาญ เปนชื่อ ของบรรดาสานุศิษยแหงศาสนาซิกขมาตั้งแตครั้งนั้น และ “สิงห” ทุกคนตองรวมเปน ครอบครัวบริสุทธิ์ 2. พระคัมภีร เปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุด จัดวางในที่สูงบนแทนบูชา จะตองมีผูปรนนิบัติ พระคัมภีรอยูเสมอ คือการศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคนจะตองถอด รองเทาและโพกศีรษะ กอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีร ดวยความเคารพ เสียกอน
49.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 39 คัมภีรของศาสนาซิกขเรียกวา ครันถ-ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความวา คัมภีร หรือหนังสือ สวนใหญเปนคํารอยกรองสั้นๆ รวม 1,430 หนา มีคําไมนอยกวาลานคํา มี 5,894 โศลก โศลกเหลานี้เขากับทํานองสังคตีไดถึง 30 แขนง จัดเปนเลมได 37 เลม ภาษาที่ใชในคัมภีรมีอยู 6 ภาษาหลักคือ ปญจาบี (ภาษาประจําแควนปญจาปอันเปน ถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเซียน ปรากริตฮินดี และมารถี ศาสนาซิกขโบราณประมาณรอยละ 90 เชนเดียวกับศาสนิกชนในศาสนาอื่น ที่ไมเคย รอบรูคัมภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของ ไมสามารถแตะตองไดที่หริมณเฑียรหรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคัมภีรถือเปนศูนยกลางศาสนาซิกข ในวิหารของศาสนาซิกขไมบังคับใหรูปเคารพนอกจากคัมภีร ใหถือวาคัมภีรนั้นคือ ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหาร จะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีร เปนการเปลี่ยนผาคลุมทําความสะอาดวางคัมภีรลงบนแทนภายในมาน ซึ่งปกดวยเกล็ดเพชร กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้งตกเย็นก็นําคัมภีรไปประดิษฐานไวบนตั่งทองในหองพิเศษ ไมยอมใหฝุนละอองจับตองได คัมภีรเดิมหรือชวงแรกของศาสนานี้เรียกวา อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุทานที่หาคือ คุรุอรชุน (เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซึ่งคุรุทานแรกคือคุรุนานัก และโอวาทของคุรุทาน ตอๆ มา พรอมทั้งวาณี(คําภาษิต) ของภคัตคือ ปราชญผูที่มีความ ภักดีอยางยิ่งตอลัทธินี้อีก 11 ทาน และมีวาณีของภคัตผูมีอาชีพ ประจําสกุล มารวมไวในอาทิคันถะ ดวย ในเวลาตอมาไดมีการ รวบรวมโอวาทของคุรุอีกครั้งหนึ่ง โดยคุรุโควินทสิงหไดรวบรวม โอวาทของคุรุเทคพาหาทูรรวม เปนคัมภีรครันถ-ซาหิป อันสมบูรณ 3. จริยธรรมของซิกข คําสอนตามคัมภีรครันถ-ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ จริยธรรมอันเปนเครื่องยังสังคมและประเทศชาติใหมั่นคงอยูได และยังจิตใจของผูปฎิบัติให บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดทายไดมีนัยโดยสังเขปคือ เกี่ยวกับพระเจา “รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคําสั่งของพระเจา (อกาลปุรุษ) สิ่งมี ชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคําสั่งของพระเจา บุตรธิดาจะไดรูถึงกําเนิดบิดามารดาไดอยางไร โลกทั้งหมดรอยไวดวยเสนดายคือคําสั่งของพระเจา”
50.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม40 “มนุษยทั้งหลายมีพระบิดาผูเดียว เราทั้งหลายเปนบุตรของทาน เราจึงเปนพี่นองกัน” “พระเจาผูสรางโลก
(อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายที่พระเจาสรางและสิ่ง ทั้งหลายก็อยูในพระเจา” “อาหลา (อัลลอห) ไดสรางแสงสวางเปนครั้งแรก สัตวทั้งหลายอุบัติมาเพราะศักดิ์ ของอาหลาสิ่งที่อาหลาสรางขึ้น เกิดมาแตแสงสวางนั้นเองจึงไมมีใครสูง ไมมีใครต่ํา ใครจะ ไมถามถึงวรรณะ และกําเนิดของทาน ทานจงแสวงหาความจริง ซึ่งพระเจาแสดงแกทาน วรรณะ และกําเนิดของทานเปนไปตามจารีตของทานเอง” “อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจักพรหมนั่นแหละเปนพราหมณ อยาถือตัวเพราะวรรณะความถือตัวเชนนี้ เปนบอเกิดแหงความชั่ว ฯลฯ “คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปน อิมานซาฟจึงถือวาคนทั้งหลายเปนวรรณะเดียวกันหมด กรุตา (ผูสรางโลกตามสํานวนฮินดู) และกรีม (อาหลาตามสํานวนมุสลิม) เปนผูเดียวกัน เปนผูเผื่อแผประทานภัยอยาเขาใจผิด เพราะความสงสัยและเชื่อไปวามีพระเจาองคที่สอง คนทั้งหลายจงปฏิบัติแตพระเจาองคเดียว คนทั้งหลายยอมมีพระเจาเดียว ทานจงรูไวซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว” เกี่ยวกับการสรางโลก ซิกขสอนวา แตเริ่มแรกมีแตกาลบุรุษ ตอมามีหมอกและ กาซหมุนเวียนอยูไดลานโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติ มาบนสิ่งเหลานี้นับดวยจํานวน 8,400,000 ชนิด มนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาส บําเพ็ญธรรม เปนการฟอกดวงวิญญาณใหสะอาดอันเปนหนทางใหหลุดพนจากการเกิดการตาย ซิกขสอนวาโลกมีมากตอมากดวงสุริยะดวงจันทรมีมากตอมากอากาศและอวกาศ กวางใหญไพศาลอันผูมีกิเลสยากที่จะหยั่งรูได เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม ซิกขสอนวา 1. ใหตื่นแตเชาอยางนอยครึ่งชั่วโมงกอนรุงอรุณ 2. ตื่นแลวใหบริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจใหสะอาด 3. ใหประกอบสัมมาชีพ 4. ใหแบงสวนของรายได 10 สวน มอบใหแกกองการกุสล 5. ใหละเวนการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี เกี่ยวกับประเทศชาติ ศาสนาซิกขตั้งขึ้นโดยคุรุนานัก ผูมองเห็นภัยที่ประเทศชาติ กําลังไดรับอยูจากคนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอน เพื่อความ ดํารงอยูของชาติ คุรุวาณีของทานเปนเครื่องกระตุนใหผูรับฟงมีความสามัคคีมีความรักชาติ โดยไมเกลียดชาติอื่น ตอมาในสมัยคุรุโควินูสิงหทานไดสั่งสอนใหชาวซิกขเปนทหารหาญ เสียสละเลือดเนื้อ และชีวิตเพื่อชาติ คุรุหลายทานเชนคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร ไดสละชีพเพื่อชาติ และศาสนาและบางทานสละชีพ เพื่อปองกันศาสนาซิกข กลาวคือ - คุรุชุนเทพ ถูกกษัตริยอิสลามคือ ชาหันคีรบังคับไมใหทานประกาศศาสนา ทาน ถูกจับขังที่ปอมเมืองลาฮอร ถูกทรมานใหนั่งบนแผนเหล็กเผาไฟ และถูกโบยดวยทรายคั่ว
51.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 41 รอนบนราง กษัตริยชาหันครีรบังคับใหทานเลิกประกาศศาสนาซิกขและหันมาประกาศ ศาสนาอิสลามแทน แตทานไมยอมทําตาม จึงถูกนําตัวไปใสหมอตม และถูกนําตัวไปถวงใน แมน้ําระวี จนเสียชีวิต พ.ศ. 2149 คุรุเทคบาหาทุรถูกกษัตริยอิสลามประหารเพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกขเชนกัน ในการกูเอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไดสละชีวิตเพื่อการนี้เปน จํานวนมาก เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขยกสตรีใหมีฐานะเทาบุรุษ สตรีมีสิทธิใน การศึกษา รวมสวดมนตหรือเปนผูนําในการสวดมนตเทากับบุรุษทุกประการคุรุนานักให โอวาทแกพวกพราหมณผูเครงในวรรณะสี่ไววา “พวกทานประณามสตรีดวยเหตุใด สตรีเหลานี้เปนผูใหกําเนิดแกราชา คุรุศาสดา และแมแตตัวทานเอง” เกี่ยวกับเสมอภาค และเสรีภาพ คุรุนานักสอนวา “โลกทั้งหมดเกิดจากแสงสวาง อันเดียวกัน คือ (พระเจา) จะวาใครดีใครชั่วกวากันไมได” คุรุโควินทสิงห สอนวา สุเหรา มณเฑียร วิหาร เปนสถานที่บําเพ็ญธรรมของคน ทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกตางกันบาง เพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งสี่ทิศ คือ ไมจํากัดชาติ ศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ไดรับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผูแจกหรือผูรับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเปนคนในวรรณะใดๆ ชาติใดก็ ไดคนทุกฐานะ ตองนั่งกินอาหารในที่เสมอหนากัน เรื่องของโรงอาหารเปนสิ่งสําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดตั้งกฎไววา ใครจะเขาพบทานตองรับอาหารจากโรงทานเสียกอน เพื่อเปนการแสดงใหเห็นประจักษวา รับหลักการเสมอภาคของทานคุรุครั้งหนึ่งอักบารมหาราชไปพบทานเห็นทานนั่งกินอาหาร ในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราชพอพระทัยถวายเงินปแดทานคุรุผูนี้ อีกประการหนึ่งจะเปนผูใดก็ตามจะตองปฏิบัติสังคีต (พิธีชุมนุมศาสนิก) ดวยมือของตนเองคือตองเช็ดรองเทา ตักน้ํา ทําทุกอยางดวยตนเอง ไมมีใครไดรับยกเวน เปนพิเศษ ผูใดปฏิบัติตามไดมาก ยิ่งเปนซิกขที่ดีมาก 4. ศาสนาซิกขเขาสูประเทศไทย ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพขายอิสระ บางก็แยกยายถิ่นฐานทํามาหากินไปอยู ตางประเทศบาง ก็เดินทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคา ชาวซิกขผูหนึ่งชื่อนายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อ สินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อครั้งหนึ่งมีมาพันธุดีรวมอยูหนึ่งตัว เมื่อ ขายสินคาหมดแลว ไดเดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยไดนํามาตัวดังกลาวมาดวย เขาไดมาอาศัยอยูในพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริยสยาม ไดรับความอบอุนใจเปน
52.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม42 อยางยิ่ง ดังนั้นเขามีโอกาสเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว และไดถวายมาตัวโปรดของเขา แดพระองคดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเห็นในความ จงรักภักดีของเขา
ไดพระราชทานชางใหเขาหนึ่งเชือก ตลอดจนขาวของเครื่องใชที่จําเปนในระหวางเดินทาง กลับอินเดีย เมื่อเดินทางกลับมาถึงอินเดียแลวเห็นวา ของ ที่ไดรับพระราชทานมานั้น สูงคาอยางยิ่งควรที่จะเก็บ รักษาใหสมพระเกียรติยศแหงพระเจากรุงสยาม จึงได นําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร และยํามูพรอมทั้งเลาเรื่องที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยามไดรับความสุขความสบายจากพี่ นองประชาชนชาวสยามซึ่งมีพระเจาแผนดินปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอง สรรเสริญของประชาชน พระราชาแหงแควนแคชเมียรไดฟงเรื่องราวแลวก็มีความพอพระทัยอยางยิ่งทรงรับชาง เชือกดังกลาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชาพาหนะตอไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทอง ใหนายกิรปารามมาคานเปนรางวัล จากนั้นเขาก็ไดเดินทางกลับบานเกิดณแควนปญจาปแต ครั้งนี้เขาไดรวบรวมเงินทองพรอมทั้งชักชวนเพื่อนพองใหไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูใตรมพระบรม โพธิสมภารพระเจากรุงสยามตลอดไป ตอมาไมนานผูคนที่เขาได ชักชวนไวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถูกกําหนด ขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซิกข ไดเชาเรือน ไมหนึ่งคูหาที่บริเวณบานหมอ หลังโรง ภาพยนตรเฉลิมกรุงปจจุบัน เมื่อป 2455 มาตกแตงใหเหมาะสม เพื่อใช ประกอบศาสนากิจ ตอมาเมื่อสังคมซิกขเติบโตขึ้น จึงไดยายสถานที่จากที่เดิมมาเชาบานหลังใหญกวาเดิม ณ บริเวณยานพาหุรัดในปจจุบันแลว ไดอัญเชิญพระมหาคัมภีรอาทิครันถมาประดิษฐานเปนองคประธานมีการสวดมนตปฏิบัติศาสน กิจเปนประจําทุกวันไมมีวันหยุดนับตั้งแตป พ.ศ. 2456 เปนตนไป จนถึงป พ.ศ. 2475 ศาสนิ กชนชาวซิกขจึงไดรวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเปนกรรมสิทธิ์เปนจํานวนเงิน 16,200 บาท และไดกอสรางอาคารเปนตึกสามชั้นครึ่ง ดวยเงินจํานวนประมาณ 25,000 บาท เปน ศาสนสถานถาวรใชชื่อวา ศาสนาสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา สรางเสร็จเมื่อป พ.ศ. 2476
53.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 43 ตอมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ศาสนสถานแหงนี้ถูกระเบิดจากฝายสัมพันธมิตร ถึงสองลูกเจาะเพดานดาดฟาลงมาถึงชั้นลางถึงสองชั้น แตลูกระเบิดดังกลาวดาน แตทําใหตัว อาคารราวไมสามารถใชงานไดหลังจากไดทําการซอมแซมมาระยะหนึ่งอาคารดังกลาวใชงาน ไดดังเดิม และไดใชประกอบศาสนากิจมาจนถึงปจจุบัน ตอมาเมื่อศาสนิกชนชาวซิกขมีจํานวนมากขึ้นตามลําดับจึงตางก็แยกยายไปประกอบ กิจการคาขายตามหัวเมืองตางๆ อยางมีสิทธิเสรีภาพยิ่ง และทุกแหงที่ศาสนิกชนชาวซิกขไป อาศัยอยูก็จะรวมกันกอตั้งศาสนสถาน เพื่อประกอบศาสนกิจของตน ปจจุบันมีศาสนสถาน ของชาวซิกขที่เปนสาขาของสมาคมอยู 17 แหง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพฯและตั้งอยูในจังหวัดตางๆ อีก 16 แหง คือจังหวัดนครสวรรค ลําปาง เชียงใหม เชียงราย นครราชสีมา ขอนแกน อุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ตรัง สงขลา (อําเภอเมืองฯ) สงขลา (อําเภอหาดใหญ) ยะลา และจังหวัดปตตานี ในป พ.ศ.2525 มีศาสนิกชนชาวซิกขอยูในประเทศไทยประมาณสองหมื่นคน ทุกคนตางมุงประกอบสัมมาอาชีพอยูภายใตพระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไทย ดวยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหนา สมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) ไดอบรมสั่งสอน กุลบุตรกุลธิดาใหเปนมีความรูความสามารถ เปนผูดีมีศีลธรรม รูจักรักษาธรรมเนียมประเพณี อันดีงามละเวนจากสิ่งเสพติดทั้งปวงดําเนินการอุปการะชวยเหลือเอื้อเฟอเผื่อแผตอผูประสบ ทุกขยากอยูเสมอมิไดขาด จัดสรางโรงเรียนซิกขวิทยา ที่สําโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ มีหองเรียน 40 หอง มีนักเรียน 300 คน ทั้งชายและหญิง สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ จัดสรางสถานพยาบาล คลินิกนานักมิชชัน เพื่อเปดการรักษาพยาบาล มีคนไข ที่ยากจนเขารับการรักษาพยาบาลโดยไมเสียเงิน โดยไมจํากัดชั้น วรรณะ และศาสนา แตประการใด เปดบริการหองสมุดนานัก บริการหนังสือตางๆ ทั้งในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาปญจาบี เปดสถานสงเคราะหคนชรา เพื่อสงเคราะหชวยเหลือผูสูงอายุที่ยากจน ขัดสน และ ขาดแคลนผูอุปการะ จัดตั้งมูลนิธิพระศาสดาคุรุนานักเทพ เมื่อป พ.ศ. 2512 นําดอกผลมาสงเคราะห นักเรียนที่เรียนดีแตขัดสนทุนทรัพย ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตางๆ กับหนวยงานตางๆ เชน กรม การศาสนา สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กพิการ มูลนิธิชวยคนปญญาออน สภาสังคมสงเคราะห แหงประเทศไทย (ในพระบรมราชูถัมภ) เพื่อใหเกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมูศาสนิกชน ศาสนาตางๆ เชิญชวนใหชาวซิกขออกบําเพ็ญตนเพื่อใหประโยชนตอสังคมสวนรวม
54.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม44 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ
ในโลก ในจํานวนประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มีผูนับถือศาสนาตาง ๆ ดังตอไปนี้คือ 1) ศาสนาคริสตประมาณ 2,000 ลานคน 2) ศาสนาอิสลามประมาณ 1,500 ลานคน 3) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ประมาณ 900 ลานคน 4) ศาสนาพุทธ ประมาณ 360 ลานคน 5) ที่เหลือ เปนนับถือลัทธิตางๆ เทพเจาหรือไมนับถือศาสนาอะไรเลย ศาสนาที่สําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหลงกําเนิดดังนี้ เอเชีย ตะวันตกเฉียงใต เปนตนกําเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสตและอิสลาม ศาสนายูดาย เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใตเปนตนกําเนิดของศาสนาคริสต ซึ่งเปน ศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลกขณะนี้โดยไดเผยแผไปสูยุโรปซีกโลกตะวันตกอื่นๆ และ ชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ศาสนาอิสลามเกิดกอนศาสนาคริสตประมาณ 600 ป เปนศาสนาที่สําคัญของเอเชีย ตะวันตกเฉียงใตปจจุบันศาสนานี้ไดเผยแผไปทางภาคเหนือของอินเดีย ดินแดงทาง ตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทรมลายูและประเทศอินโดนีเชีย เอเชียใตเปนแหลงกําเนิดศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดูมีความเชื่อ มาจากศาสนาพราหมณซึ่งเปนศาสนาเกาแกของโลกเมื่อประมาณ 5,000 ป และเปนแนวทาง การดําเนินชีวิตของชาวอินเดียจนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ สวนพุทธศาสนาเกิดกอนศาสนาคริสต 500 ป และถึงแมจะเกิดในอินเดียแตชาวอินเดียนับถือพระพุทธศาสนานอย แตมีผูนับถือ กันมากในทิเบต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา เอเชียตะวันออกเปนแหลงกําเนิดของลัทธิขงจื้อ เตา และชินโต ตอมาเมื่อพระพุทธ ศาสนาไดเผยแผเขาสูจีน ที่ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับ คําสอนของขงจื้อไดดี สวนในญี่ปุนผูนับถือพุทธศาสนาแบบชินโต 1. โลกคริสเตียน สืบเนื่องจากศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยกลางยุโรป ศาสนาจักรเขามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในดานศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณี และวัฒนธรรม พระสันตะปาปา ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงราชาทั้งหลาย มีอํานาจเต็มที่ในการกําหนดบทบาทวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้นตอมาในตอนปลายยุคกลาง สืบตอจนกระทั่งยุคแหงวิทยาศาสตรสมัยใหม ศาสนจักรถูกลดบทบาททางการเมืองและการ ปกครอง แตศาสนาคริสตยังมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และแอฟริกา แมแต ในปจจุบันศาสนาคริสตเปนที่ยอมรับของสังคมทั่วๆ ไป ในฐานะที่เปนศาสนาหนึ่งที่ ผูนับถือมากที่สุดเปนลําดับหนึ่งของโลก
55.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 45 สาเหตุที่ศาสนาคริสตเผยแผไดทั่วโลกเพราะยุคลาอาณานิคมพวกจักรวรรดินิยมชาว ยุโรปและอเมริกา (คริสตศตวรรษที่ 15-16 ) ศาสนาคริสตไดถูกนําไปเผยแผในประเทศตางๆ ที่นักลาอาณานิคมเหลานี้พรอมกับมิชชันนารี คือ นักสอนศาสนาไปถึง สงผลใหคริสตศาสนิกชน มีปริมาณมากขึ้นทั้งในยุโรป แอฟริกา อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ประเทศไทยมีนักสอน ศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเขามาเผยแผโดยเดินทางมาพรอมกับพวกทหารและพอคาของ ประเทศเหลานั้น ทําใหมีคนไทยนับถือศาสนาคริสตกระจายไปทั่วประเทศ 2. โลกอิสลาม การเผยแผศาสนาอิสลามเกิดจากพอคาอาหรับนําสินคาคือนําเครื่องเทศมาขาย และ เผยแผศาสนาดวยชาวมุสลิมเปนผูที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตยสุจริต และมีฐานะดี เปนพอคา ประกอบกับหลักศาสนามีหลักการสําหรับผูครองเรือน จึงเผยแผไปไดอยางรวดเร็วในโลก ศาสนาอิสลามมีจํานวนผูที่นับถือมากลําดับที่ 2 ของโลก ชาวมุสลิมมีอยูประมาณ 1,500 ลานคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีกลุมชาติพันธุและภาษาที่แตกตางกันกระจาย ตัวอยางกวางขวางไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียใตซึ่งเปน ภูมิภาคที่ประชากรมุสลิมอยูหนาแนนที่สุดในโลกมีอยูราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิม ทั้งหมดรองลงมาคือประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตทั้งในอินโดนีเชีย มาเลเซีย บรูไนกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตของไทยและฟลิปปนส ซึ่งประกอบขึ้นเปนโลกมลายยู มุสลิม สวนตะวันออกกลางซึ่งเปนถิ่นกําเนิดของศาสนาอิสลามเองนั้นมีประชากรมุสลิมมาก ที่สุดเปนลําดับ 3 มีอยูประมาณ 200 ลานคน ลําดับตอมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเติรกที่อยู ในตรุกีและดินแดนตางๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจํานวนประมาณ 90 ลานคนสวน มุสลิมเปอรเซียมีประชากรอยูประมาณ 70-80 ลานคน และที่เหลือเปนมุสลิมชนกลุมนอย ที่อาศัยอยูตามประเทศตางๆ มากกวา 120 ประเทศทั่วโลก มุสลิมประกอบดวยประชากร 3 กลุม ดังตอไปนี้คือ 1. กลุมประเทศมุสลิมอาหรับ คือประเทศมุสลิมซึ่งประชากรสวนใหญเปนชาว อาหรับ ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้ คือ แอลจีเรีย บาหเรน อียิปต อิรัก จอรแดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตาร ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตตและเยเมน 2. กลุมประเทศมุสลิมที่ไมใชอาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรสวนใหญนับถือ ศาสนาอิสลาม แตไมใชชาวอาหรับและไมไดใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้แบงเปน ภูมิภาคตางๆ ดังนี้ ภูมิภาคเอเชียกลาง ไดแก อัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังคลาเทศ บรูไน อินโดนี เชีย อิหรานคาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ภูมิภาคแอฟริกา ไดแก มอริตาเนีย บูรกินาฟาโซ แคเมรูน แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส โกตดิวัวร เอริเทรีย เอธิโอเปย แกมเบีย กินี กินีบิสเซา จิบูตี มาลี ไนเจอร ไนจีเรีย เซเนกัล เซียรราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาราตะวันตก ภูมิภาคยุโรป ไดแก อัลบาเนีย บอสเนีย-เฮอรเซโกวีนา และปาเลสไตน
56.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม46 3. กลุมมุสลิมชนกลุมนอยในประเทศที่ไมใชมุสลิม คือ
มุสลิมที่กระจัดกระจาย อยูในประเทศที่ประชากรสวนใหญไมใชมุสลิม ซึ่งมีอยูทุกมุมโลก เชน ออสเตรเลีย ฟลิปปนส จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อารเจนตินา ไทย ฯลฯ กลุมมุสลิมเหลานี้เปนประชากรสวนนอยในประทศตางๆ ไมนอยกวา 120 ประเทศทั่วโลก 3. ศาสนาพราหมณ-ฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดในโลกนับมาประมาณ 5,000 ป ในชมพูทวีปแมวาศาสนา พุทธจะเกิดในอินเดียเมื่อ 2,500 ปลวงมา แตศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งใน สมัยพระเจาอโศกมหาราชและเสื่อมลงอีกและศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองอีกในอินเดียจนถึง ปจจุบัน และในบังกลาเทศมีผูนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู 10.5% สวนในอินโดนีเซีย ยังมีผูนับถือศาสนาฮินดูอยูบางราว 3% 4. โลกพุทธศาสนา ประเทศไทยในปจจุบันเปนประเทศที่เปนศูนยกลางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ เปนศาสนาที่เกาแกรองลงมาจากศาสนาพราหมณ-ฮินดู เมื่อศึกษาประวัติการเผแผพระพุทธ ศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ในโลกพบวาที่สําคัญ คือ พระเจาอโศกมหาราช ซึ่งเปนกษัตริย ที่มีแสนยานุภาพของอินเดีย ทรงนับถือศาสนาพุทธ และเปนกําลังที่สําคัญในการเผยแผ ศาสนาพุทธใหรุงเรือง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตางๆ โดยสงสมณทูตไปเผยแผไดแก ประเทศลังกา ไทย พมา ทําใหศาสนาพุทธประดิษฐานมั่นคง จนถึงทุกวันนี้ คณะพระธรรมทูตดังกลาวมี 9 คณะประกอบดวยรายละเอียดดังนี้ สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร ประเทศอินเดียปจจุบันและแควนคันธาระ ในปจจุบัน คือ รัฐปญจาป ทั้งของประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน สายที่ 2 พระมหาเทวเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในแควน มหิสมณฑล ปจจุบันไดแก รัฐไมเซอรและดินแดงแถบลุมแมน้ําโคธาวารี ซึ่งอยูในตอนใต ประเทศอินเดีย สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ วนวาสี ประเทศ ในปจจุบัน ไดแก ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเขาใจกันวา เปนฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ไดเขาบวชในพระพุทธศาสนา) เปนหัวหนาคณะไปเผยแผ พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท ปจจุบันสันนิษฐานวาคือดินแดนแถบชายทะเลเหลือง เมืองบอมเบย สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนมหาราษฏรปจจุบัน ไดแก รัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย
57.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 47 สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในเอเชีย กลาง ปจจุบันไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตรุกี สายที่ 7 พระมัชณิมเถระพรอมดวยคณะคือพระกัสสปโคตรเถระพระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย สันนิษฐานวา คือประเทศเนปาล สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธ ศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งปจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมา ไทย ลาว เขมร เปนตน สายที่ 9พระมหินทเถระ(โอรสพระเจาอโศกมหาราช)พรอมดวยคณะพระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจาเทวานัมปยติสสะ กษัตริยแหงลังกาทวีป ปจจุบันคือประเทศศรีลังกา ศาสนาพุทธมี 2 นิกาย คือ นิกายมหายานและนิกายหินยาน นิกายมหายานยึด คําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจา สวนนิกายหินยายเกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธ เนื่องจากศาสนาพราหมณเจริญขึ้นอยางรวดเร็ว ดังนั้นนิกายหินยานมุงเนนการบําเพ็ญบารมี ของพระโพธิสัตวที่เปนคฤหัสถก็ไดโดยที่พระโพธิสัตวปรารถนาพุทธภูมิ จึงเปนการเปดโอกาส ใหคฤหัสถเขามามีบทบาทมากขึ้น และนิกายมหายานนี้สามารถปรับตัวเขากับทองถิ่นได งายกวานิกายหินยานหรือเถรวาทซึ่งเปนพุทธแบบดั้งดิม ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมตัวลง ชาๆ ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 15 เปนตนมา โดยอินเดียตะวันออกสงเสริมศาสนาฮินดู สวนใน อินเดียเหนือชาวเติรกที่นับถือศาสนาอิสลามบุกอินเดียเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเปน ศูนยกลางของศาสนาพุทธตั้งแตพ.ศ.1742ศาสนาพุทธจึงโยกยายไปทางเหนือเขาสูเทือกเขา หิมาลัย และศรีลังกา พุทธศาสนาเขาสูจีนผานเอเชียกลาง ในพุทธศตวรรษที่ 13 จีนเปน ศูนยกลางที่สําคัญของพุทธศาสนานิกายมหายานรุงเรืองมากในยุคราชวงศถังและตอมาศาสนา พุทธเสื่อมลงเพราะจักรพรรดิหวูซุงหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทนแตพุทธศาสนานิกายมหายาน ยังคงรุงเรืองตอมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุนและยังคงรุงเรืองมาจนถึงปจจุบันพุทธศาสนาใน เกาหลีนิกายเซนเผยแผมาในสมัย พ.ศ. 915 และตอมาลัทธิขงจื้อเผยแผเขามาทําใหศาสนา พุทธเสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่6อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลมากเผยแผอารยธรรมเขาสูเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตคืออารยธรรมทางภาษาบาลีสันสกฤตและศาสนาพุทธนิกายมหายาน พรอม กับศาสนาพราหมณเขามาในชวงพุทธศตวรรษที่ 10-18 สมัยอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนยกลางที่ เกาะสุมาตรา และอาณาจักรขอมโบราณ ตอมาอาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลงและรับอารยธรรม อิสลามในพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาพุทธในปจจุบันนิกายมหายานหรืออาจารยวาท หมายถึง อาจารยรุนตอๆมาไมใชรุนที่เห็นพระพุทธเจายังมีอยูที่อินเดียตอนเหนือเนปาลจีนญี่ปุนเกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย บางสวนของรัสเซีย บางครั้งเรียกวา อุตรนิกาย หรือ นิกายฝายเหนือ สวนทักษิณนิกายหรือนิกายฝายใตนิกายหินยานหรือเถรวาท หมายถึง พระเถระที่ทัน เห็นพระพุทธเจาซึ่งนับถือพุทธแบบดั้งเดิมเครงครัดนับถือมากในไทยพมาเขมรลาวศรีลังกา
58.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม48 ศาสนาพุทธเริ่มเปนที่สนใจของชาวยุโรปอยางกวางขวางในพุทธศตวรรษที่ 25 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เปนตนมา ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนไป ศาสนาพุทธพิสูจน ไดดวยการปฏิบัติเอง อีกทั้งมีองคกรพุทธศาสนาระดับโลก โดยมีชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวม 27 ประเทศ ตั้งชื่อองคการวา “องคกรพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก” กอตั้งที่ประเทศศรีลังกา เมื่อป พ.ศ. 2493 พุทธศาสนาเขาสูประเทศอังกฤษครั้งแรกในป พ.ศ. 2448 โดย J.R. Jackson กอตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษและมีภิกษุชาวอังกฤษรูปแรกคือ Charls Henry Allen Bernett คณะสงฆไทยไดสงคณะทูตไปเผยแผครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และสรางวัดไทย ชื่อวัดพุทธ ประทีปในลอนดอน ประเทศเยอรมนีมีสมาคมพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2446 มีชาวเยอรมันไปบวชเปน พระภิกษุที่ศรีลังกาการเผยแผพุทธศาสนาชะงักไปในชวงสมครามโลกครั้งที่ 1 และถูกหาม ในสมัยฮิตเลอร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการฟนฟูพุทธศาสนาโดยติดตอกับพุทธสมาคม ในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอรลินเชนกัน พระพุทธศาสนาที่เขาสูประเทศสหรัฐอเมริกาในป พ.ศ. 2448 เปนพุทธศาสนาจาก จีนและญี่ปุนและทิเบต ใน พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเปดสอนปริญญาเอกสาขา พุทธศาสตรเปนแหงแรกในสหรัฐและคณะสงฆไทยสรางวัดไทยแหงแรกในสหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2515 ศาสนาพราหมณฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดของโลกปจจุบันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบันแมวาศาสนาพุทธจะเคยรุงเรืองในอินเดียสมัยพระพุทธเจา แลวเสื่อมลง จากนั้นมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศกมหาราช เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน สําหรับความขัดแยงในดินแดนปาเลสไตน เปนกรณีที่นาศึกษากรณีหนึ่ง เพราะสงผล เกิดสงครามยืดดเยื้อมานับสิบๆป ยอนหลังไปในชวงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนนี้อยู ในความครอบครองของจักรวรรดิออตโตมันเติรก (ตรุกี) ถาปาเลสไตนสืบเชื้อสายมาจากชาว ปาเลสไตนดั้งเดิมผสมกับชาวอาหรับ ชนเผาคะนาคัน และชนเผาอื่นๆ ที่มีถิ่นที่อยูในบริเวณ นี้ สืบเนื่องจากชาวอังกฤษซึ่งเปนชาติมหาอํานาจในขณะนั้นสนับสนุนใหเอกราชแกปาเลสไตน หลังจากเปนพันธมิตรรวมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนชนะ แตเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง อังกฤษออกประกาศบัลโฟรใหชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนในปค.ศ.1922สันนิบาต ชาติยกปาเลสไตนใหอยูในอาณัติอังกฤษ ชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนปละ 16,500 คน ขออธิบายความยอนหลังวากอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวในเยอรมันถูกฮิตเลอรฆาตาย จํานวนมาก เพราะความขัดแยงดานเชื้อชาติ เนื่องจากชาวยิวเปนชาติที่ฉลาดมีฐานะดีเปน พอคา วิศวกรตางๆ ฮิตเลอรผูนําเยอรมันประกาศวาชาวเยอรมันเปนชาติบริสุทธิ์สูงสงและ เขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไมมีประเทศอยู หลังจากสงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให
59.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 49 ยิวมีประเทศอยูและเลือกดินแดนปาเลสไตน ซึ่งสอดคลองกับชาวยิวแสดงความเปนเจาของ ดินแดนนี้โดยยกขอความคัมภีรไบเบิ้ลวา ในวันพระยะโฮวารไดทําสัญญากับอัมซาฮามไววา เราไดมอบดินแผนดินนั้นไวใหแกพงศพันธุของเจาตั้งแตแมน้ําอายฒุบโตไปจนถึงแมน้ํา ยูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตน แตขณะเดียวกันชาวปาเลสไตน ไมพอใจเพราะพวกเขายังคงอยูอยางลําบาก แมวาอังกฤษจะชวยปลดแอกจากชาวเติรกขณะ ที่ชาวยิวเปนชนฉลาด เชน ทําความเจริญใหกับอิสราเอลมาก ขณะเดียวกันอังกฤษ สหรัฐ องคการสหประชาชาติลวนสนับสนุนสงยิวอพยพจากประเทศตางๆ เพื่อใหมีดินแดนอยูใน ปาเลสไตน ตอมาในราว 20 ป หลังจากยิวชาติอิสราเอลอยูในปาเลสไตนเกิดสงครามกอนหิน 2 ครั้ง คือ ชาวปาเลสไตนตองการขับไลชาตินี้ออกไปจากดินแดนเกาแกของตนเองเพราะ ตนเองยังอยูกับความยากจนสิ้นหวังเชน เดิม การสูครั้งแรกของชาวปาเลสไตน ไมมีอาวุธแตใชกอนหินขวางปารถถัง ของอิสราเอลซึ่งรบชนะไดอยางงายดาย และสหประชาชาติก็ประนามการกระทํา ของอิสราเอล อิสราเอลไดรับความ เห็นใจจากทั่วโลกนอยลง ตอมามีกลุม ฮามาสเปนกลุมที่ลุกขึ้นมาตอบโต อิสราเอลดวยมาตรการรุนแรงเชนกัน กลุมฮามาสเปนกระแสฟนฟูอิสลามจุด ประกายรัฐอิสลามและเปาหมายคือขับไลอิสราเอลจากปาเลสไตนและกลุมฮามาสนี้ยินดีปฏิบัติ การระเบิดพลีชีพและสงครามชิงดินแดนยังเกิดตอมาเปนระยะๆมีการเจรจาเพื่อสงบศึกหลาย ครั้งแตยังไมสําเร็จ เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา ความหมายของคําวา “ความขัดแยง” ความขัดแยง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “การไมลงรอยกันการไมถูกกัน ความคิดไมตรงกัน ความพยายามอยากเปนเจาของ และ ความเปนคนตางมุมมองกัน” ความขัดแยงในสังคม เปนสิ่งที่ไมมีใครปรารถนา แตก็หลีกเลี่ยงไดยาก เพราะตราบ ใดที่มนุษยมีชีวิตอยูรวมกันในสังคม ก็ยอมมีความขัดแยงเปนธรรมดา ความขัดแยงมีทั้ง ประโยชนและโทษ
60.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม50 สาเหตุที่ทําใหเกิดความขัดแยง ความขัดแยงมาจากสาเหตุหลายประการ เชน ความเชื่อศรัทธาในคําสอนของศาสนา แตกตางกัน
ความมีทิฏฐิมานะ ถือตัววาความคิดของตัวเองดีกวาคนอื่น ความมีวิสัยทัศน ที่คับแคบ ขาดการประสานงานที่ดี ขาดการควบคุมภายในอยางมีระบบ สังคมโลกขยาย ตัวเร็วเกินไป และการมีคานิยมในสิ่งตางๆ ผิดแผกกัน ความคิดแตกตางกัน วิธีปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันในสังคม วิธีปองกัน แกไข ความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันมีหลายวิธี เชน 1. วิธียอมกัน คือทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหนาเขากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกัน ไมดูถูกไมติฉินนินทาไมกลาววารายปายสีศาสนาของกันและกัน พบกันครึ่งทาง รูจักยอมแพ รูจักยอมกัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกัน โดยมี ผูประสานสัมพันธที่ทุกฝายยอมรับนับถือ 2. วิธีผสมผสาน คือทุกฝายทุกศาสนาเปดเผยความจริง มีการแลกเปลี่ยน ทัศนคติ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา ทํากิจกรรมในสังคมรวมกัน เชน สรางสระพาน ถนน ฯลฯ 3. วิธีหลีกเลี่ยง คือการแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนี ไมเอาเรื่อง ไมเอาความ ไมไปกาวกายความคิด ความเชื่อ ของผูนับถือศาสนาที่ไมตรงกับ ศาสนาที่ตนนับถือ 4. วิธีการประนีประนอม คือการแกปญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละ บางสิ่งบางอยางลงมีทั้งการใหและการรับภาษาชาวบาน เรียกวาแบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน ตางคนตางก็ไมเสียเปรียบ เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีสุข ศาสนาพุทธ มีหลักสําคัญคือการมุงเนนใหไมเบียดเบียน ไมจองเวรซึ่งกันและ กันจะเห็นวาศีลขอ 1. ของศาสนาพุทธ คือ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ คือ งดเวนการฆา เบียดเบียน ทํารายรางกายคนและสัตว และหลักสําคัญตอมาอีกคือยึดหลัก พรหมวิหาร 4 คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา คือความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข 3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี 4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลําเอียง ทําใจเปนกลาง ใครทําดียอมไดดี หลักธรรมที่สําคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจ ผูอื่นไดแก ทานคือการใหความเสียสละแบงปนของตนเองใหผูอื่น ปยวาจา คือ พูดจาดวย
61.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 51 ถอยคําที่ไพเราะออนหวานพูดดวยความจริงใจไมหยาบคายกาวราว อัตถจริยา คือ การสงเคราะหผูอื่นทําประโยชนใหผูอื่น และสมานัตตาคือ ความเปนผูสม่ําเสมอ ประพฤติ เสมอตนเสมอปลาย เนนคุณธรรมสําคัญในการอยูกับผูอื่นในสังคม และที่สําคัญในการแกไขปญหาความขัดแยงในศาสนาพุทธ มุงเนนที่การเจริญปญญา นั่นคือปญหาตางๆคือผลและยอมเกิดจากสาเหตุของปญหา การแกไขตองพิจารณาที่สาเหตุ และแกที่สาเหตุ ดังนั้นแตละปญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิดจะแตกตางกันตามสถานการณ นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแลว ในการแกปญหายังใชวิธีการประชุมเปนสําคัญ พอจะเห็น รูปแบบการประชุมรวมกันของสงฆที่สงผลถึงปจจุบัน ตัวอยางคือคําวา สังฆกรรมซึ่งเปนการ กระทํารวมกันของพระสงฆ เชน การรับบุคคลเขาบวชในพุทธศาสนา พระสงฆประกอบดวย อุปชฌาย พระคูสวด จะตองหารือกัน ไถถามกันเปนภาษาบาลีเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ ผูมาบวชวาสมควรใหบวชไดไหม ศาสนาอิสลาม ไดวางหลักเกณฑแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในสวนที่เปนศีล ธรรมและจริยธรรมอันนํามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยูรวมกันของกลุมใน สังคม ศาสนาอิสลามมีคําสอนซึ่งเปนขอปฏิบัติสําหรับครอบครัวและชุมชน โดยมีหลักศรัทธา หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติ สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งมวลมีจุดประสงค 3 ประการคือ 1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอห พระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค ศรัทธาในพระ โองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟนคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอ พระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตา ของพระองค และพระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสําหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะ แวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือ ทําอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทํา ลายสังคมแมวาในรูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อการครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตย ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความสะอาดของ กาย และใจ ความกลาหาญ การใหอภัยความเทาเทียมและความเสมอภาคระหวางมนุษย การ เคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญ การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
62.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม52 อิสลาม เปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่ทางนําในการดํารงชีวิตทุกดานแกมนุษย ทุกคน ไมยกเวน
อายุ เพศ เผาพันธุ วรรณะ ศาสนาคริสตนอกจากบัญญัติ10ประการที่สําคัญในการอยูรวมกับผูอื่นของศาสนา คริสต คือ จงอยาฆาคน จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น จงอยาลักขโมย จงอยาพูด เท็จ จงอยามักไดในทรัพยของเขา และคําสอนที่สําคัญคือใหรักเพื่อนบานเหมือนรักตัวเอง ให มีเมตตาตอกัน จงรักผูอื่นเหมือนพระบิดารักเรา ใหอภัยแลวทานจะไดรับการอภัย ลวนแต เปนคุณธรรมพื้นฐานที่สําคัญที่ทําใหการอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข ศาสนาพราหมณ-ฮินดู สอนใหมีความมั่นคง มีความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตน มี ใหอดทน อดกลั้นมีเมตตากรุณา ขมใจไมหวั่นไหวไปตามอารมณ ไมลักขโมย ไมโจรกรรม ทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ มีธรรมะสําหรับคฤหัสถคือจบการศึกษาใหกลับบานชวย บิดามารดาทํางานแตงงานเพื่อรักษาวงศตระกูลประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเครื่องดําเนินชีวิต เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา หลักธรรมคําสอนของศาสนาชวยสรางคนใหเปนคนดี คนดีเปนที่ปรารถนาของทุกคน โลกนี้ยังขาดคนดีอยูมาก ยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง ความรูแขนงตางๆ เสียอีก ความจริงโลกไมไดขาดแคลนผูมีความรูหรือผูเชี่ยวชาญใน สาขาตางๆ มากนัก แตที่ขาดแคลนมากก็คือคนดี โลกจึงวุนวายดังปจจุบัน คนจะเปนคน ดีไดก็ตองมีหลักยึดมั่นประจําใจคือ มีศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเทาไร ก็ชวยใหเปนคนดี มากและมั่นคงเทานั้น อยางอื่นก็พลอยดีดวย ตรงกันขามถาใจไมดีการกระทําตางๆ ก็พลอย รายไปดวย คนมีศาสนาหรือมีหลักธรรม มีคุณธรรมในใจเปนคนดีแตถาไมมีก็อาจเปนคนดีได แตเปนคนดีนอกจากจะทําความดีก็ตอเมื่อมีผูอื่นรู จะไมทําความชั่วก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถา ไมมีใครรูใครเห็นก็อาจจะทําความชั่วไดงาย แตคนดีในสามารถทําความดีไดทั้งตอหนาและ ลับหลังคน ทั้งไมทําความชั่วทั้งตอหนาและลับหลัง ทั้งนี้ก็เพราะหลักธรรมที่วา หิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวตอความชั่ว “ศาสนาเปนแรงอํานาจเรนลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผูที่มี ความเชื่อความศัรทธาในคําสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ใหละบาป บําเพ็ญบุญ” ลักษณะของคนดี การยึดตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาเปนลักษณะของคนดีที่สังคมตองการ ทั้งการเปนคนดีในฐานะบุตร ฐานะลูกศิษย และฐานะศาสนิกชน คนที่ไดชื่อวาเปนคนดีที่สังคมตองการมักจะเปนคนมีเหตุมีผล กลาหาญ อดทน อดกลั้น มีความซื่อสัตย สุจริต มีกิริยามารยาทดี มีเสนห มีจิตใจงาม เมตตาตอสัตวทั้งหลาย รูจักชวยเหลือ สงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอื่น พูดจาใน สิ่งที่ถูกตองเปนความจริง พูดจาไพเราะ ออนหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ในหมูคณะ เปนตน
63.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 53 ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคําสอนเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดย ทุกศาสนามีเปาหมายเดียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนใหคนเปน คนดี” ดังนั้นศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการ ประพฤติปฏิบัติ โทษของการขาดคุณธรรม จริยธรรม ธรรมะเปนสิ่งสําคัญสวนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจทําใหประสบกับความ ลมเหลวและทําใหชีวิตอับปางได ทั้งโทษที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติ ตัวอยางที่ เห็นไดอยางชัดเจนในปจจุบัน เชนการที่คนในชาติขาดคุณธรรม จริยธรรมในการดําเนินชีวิต ไมรูจักพอ ไมเห็นแกความเดือนรอนของสังคมและประเทศชาติ ทําใหเกิดการลักลอบเสพ ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดรอนโดยทั่วไป จนหนวยงานที่รับผิดชอบตองออกมา ปราบปรามขั้นเด็ดขาด ขาวสาร ขอมูลจากสื่อมวลชนทุกแขนงนําเสนอขาวการจับกุม ผูเสพ ผูคาและผูอยูเบื้องหลังอยางตอเนื่อง ปญหาทั้งมวลที่กลาวมานี้เปนตัวอยางที่มีสาเหตุ มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพุทธ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกวา “สมาธิ” คําวา สมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมฟุงซาน หรือ การจัด ระเบียบความคิดได เชน ในขณะอาน หนังสือจิตสงบอยูกับหนังสือที่เราอาน ก็เรียกวาจิตมีสมาธิ หรือในขณะที่ทํางาน จิตสงบอยูกับงานที่ทําก็เรียกวาทํางาน อยางมีสมาธิ สติ สมาธิ และปญญามี ลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ อยางใกลชิด สติคือความตั้งมั่นเปน จุดเริ่ม แลวมีสมาธิคือจิตใจแนวแน และ ปญญาคือการไตรตรองใหรอบคอบ จุดมุงหมายของสมาธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสัมปชัญญะ 2. เพื่ออยูเปนสุขในปจจุบัน 3. เพื่อไดฌานทัศนะ ประโยชนของสมาธิ 1. ประโยชนของสมาธิในชีวิตประจําวัน เชน ทําใหจิตใจสบาย มีความสดชื่น ผองใส และสงบ กระฉับกระเฉง วองไว มีความเพียรพยายาม แนวแนในสิ่งที่กระทํา มีประสิทธิภาพ ในการทํางาน
64.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม54 2. ประโยชนของสมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพ เชน
ทําใหมีความแข็งแรง หนักแนน ทั้งทางรางกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดี สูสุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอยางได 3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมุงหมายของศาสนา เมื่อไดสมาธิขั้นสูงแลวจะเกิด ปญญาและบรรลุจุดมุงหมายของศาสนาได 4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปญหาตางๆ ไดถูกตองมากยิ่งขึ้น วิธีการฝกสมาธิ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจาตรัสรูโดยการนั่งสมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ คือ ตั้งสติจดจอที่ลมหายใจเขา-ออก เปนอารมณเดียวจนจิตแนวแนเขาสูสมาธิซึ่งเปนสงบสุข สงัด มีสติรูตัวบริบูรณ จากนั้นพระพุทธองคเกิดมหาปญญาคนพบทางดับทุกขแกชาวโลกคือ อริยสัจ 4 ดังที่กลาวมาแลวในประวัติศาสดาดังนั้นการฝกสมาธิเปนหนทางที่พุทธศาสนิกชน พึงปฏิบัติ เพื่อใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และพัฒนาตนเองใหเกิดกําลังใจเสียสละยิ่งขึ้น เมตตายิ่งขึ้น มีปญญาประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต อยางไรก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัติสมาธิหรือฝกสมาธิไดผลรวดเร็วตองเปนผูที่มีศีล 5 เปน พื้นฐานและศรัทธายึดมั่นตอพระรัตนตรัย เปนพุทธศาสนิกชนที่ดีคือการใหทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา คือการทําสมาธิและทําใหตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น การฝกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝกใหครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง เดิน ฝกใหจิตอยูในอารมณเดียว มีสติบริบูรณในอิริยาบถตางๆ และกอใหเกิดสมาธิหรือ เรียกวา เจริญกรรมฐาน นั้น เริ่มตนสวดมนตไหวพระสรรเสริญคุณพระศรีรัตนตรัย อธิษฐาน จิตเขาสมาธิ และพิจารณาสภาวธรรม คือความเปนทุกขของชาติ ชรา มรณะ ความแหงใจ ความเสียใจ ความคับแคนใจ ความประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่ เปนที่รัก ความไมไดสิ่งที่ปรารถนา ความมีอุปทานในขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนทุกข พิจารณาขันธ 5 ไมเที่ยง เปนอนัตตา ไมมีตัวตน การพิจารณาสภาวะ ธรรมเนืองๆ ชวยใหเกิดเจริญปญญาละวางก็เลส เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามแนว ศาสนาพุทธ และเปนแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในศาสนาอื่นๆ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนิกชน ของแตละศาสนาที่ฝกพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมใหเจริญยิ่งๆ ขึ้นนั้น ลวนมีพื้นฐานเชนเดียว กับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา คําสอนและแนวปฏิบัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจอในศาสนาที่นับถือ ทําใหเกิดอารมณมั่นที่ทําความดี ที่จะ อดทน อดกลั้นตอความทุกขตางๆ ศาสนาคริสตมีการอธิษฐานกับพระเจาการสารภาพ บาปเปนการชําระมลทินทางจิต ศาสนาอิสลามมีการสงบจิตมั่นทําละหมาดเปนประจําทุกวันๆ หลายครั้งเปนกิจวัตรสําคัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดู นั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลาย แนวทางมีการวางเปาหมายชีวิตเพื่อละกิเลสตางๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด
65.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 55 หลักสอนที่สอดคลองของศาสนาตางๆ คําสอนของศาสนาแตละศาสนาสอนใหเปนคนดีตามแนวทางของตน แตเมื่อ กลาวโดยรวมๆ แลวหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคลองกันในเรื่องใหญๆ คือ การอยูรวมกันอยางสันติโดนเนนประเด็นเหลานี้ คือ 1. สอนใหรูจักรักและใหอภัยกัน 2. สอนใหใจกวางยอมรับความเชื่อที่แตกตางกัน 3. สอนใหเปนคนดีตามหลักศาสนาของตน
66.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม56 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติบุคคลในประเทศที่นําหลักธรรมศาสนามาแกไข ปญหาชีวิตของตนเอง แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน กิจกรรมที่
2 ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติศาสตรของประเทศตาง ๆ ในโลกที่สามารถ แกไขกรณีขัดแยงที่เกิดจากศาสนาจนกระทั่งประเทศชาติสงบสุข แลวนํามาแลกเปลี่ยน เรียนรูกันในชั้นเรียน กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนฝกปฏิบัติสมาธิ เจริญปญญา แลวนํามาผลประสบการณที่ไดรับจาก การฝกปฏิบัติที่สงผลใหสามารถแกไขปญหาชีวิต และพัฒนาชีวิตของตนเองไดมาแลก เปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน
67.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 57 สาระสําคัญ วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดงถึง เอกลักษณความเปนชาติ เปนสิ่งที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีคานิยมที่ดีงามใหคงอยูคูกับชาติ แตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรม ทางวัตถุเจริญกาวหนาจะมีอิทธิพลสงผลใหชาติที่ดอยความเจริญดานวัตถุรับวัฒนธรรมเหลา นั้นไดโดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเสื่อมถอยไป ดังนั้นชาติ ตางๆ ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและตางๆ ในโลก 2. ตระหนักถึงความสําคัญในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและชนชาติตางๆ ในโลก 3. มีสวนรวมสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทย 4. ประพฤติตนเปนแบบอยางของผูมีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยและเลือก รับปรับใชวัฒนธรรมจากตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย 5. ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก 6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 ลักษณะวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการสเลือกรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย สื่อประกอบการเรียนรู ซีดี วัฒนธรรมประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก เอกสารคนควา วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต วัฒนธรรมประเพณีและคานิยม ของประเทศไทยและของโลก2 บทที่
68.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม58 เรื่องที่ 1 ความหมาย
ความสําคัญของวัฒนธรรม ความหมาย คําวา “วัฒนธรรม”เปนคําสมาสระหวางภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต โดยคําวา “วัฒน” มาจากภาษาบาลีคําวา “วฑฺฒน” แปลวา เจริญงอกงาม สวนคําวา “ธรรม” มาจากภาษาสันสกฤตคําวา “ธรฺม” หมายถึง ความดี เมื่อพิจารณาจากรากศัพท ดังกลาว “วัฒนธรรม” จึงหมายถึงสภาพอันเปนความ เจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ปจจุบัน คําวา “วัฒนธรรม” พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พ.ศ. 2553 ไดให ความหมายไววา หมายถึง วิถีการดําเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ คานิยม จารีต ประเพณี พิธีกรรมและภูมิปญญา ซึ่งกลุมชนและสังคมไดรวมสรางสรรค สังคม ปลูกฝงสืบทอด เรียน รูปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งดานจิตใจ และวัตถุ อยาง สันติสุข และยั่งยืน ความหมายของวัฒนธรรมดังกลาวขางตน วัฒนธรรมเปนเครื่องวัดและเครื่องกําหนดความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมและ ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังนั้นวัฒนธรรม จึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูของบุคคลและตอความเจริญกาวหนาของประเทศชาติมาก ความสําคัญของวัฒนธรรมโดย สรุป มีดังนี้ 1. วัฒนธรรมเปนเครื่องสรางระเบียบแกสังคมมนุษย วัฒนธรรมไทยเปนเครื่อง กําหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทยใหมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลของการ แสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสรางแบบแผนของความคิด ความเชื่อและคานิยมของ สมาชิกใหอยูในรูปแบบเดียวกัน 2. วัฒนธรรมทําใหเกิดความสามัคคีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกผันเดียวกันเกิดความเปนปกแผนจงรักภัคดีและ อุทิศตนใหกับสังคมทําใหสังคมอยูรอด 3. วัฒนธรรมเปนตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน เชน รูปแบบของครอบครัวจะ เห็นไดวาลักษณะของครอบครัวแตละสังคมตางกันไปทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมในสังคมเปน ตัวกําหนดรูปแบบเชนวัฒนธรรมไทยกําหนดแบบสามีภรรยาเดียวกันในอีกสังคมหนึ่งกําหนด วาชายอาจมีภรรยาไดหลายคน ความสัมพันธทางเพศกอนแตงงานเปนสิ่งที่ดีหรือเปนเรื่อง ขัดตอศีลธรรม 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องมือชวยแกปญหา และสนองความตองการของมนุษย มนุษยไมสามารถดํารงชีวิตภายใตสิ่งแวดลอมไดอยางสมบูรณ ดังนั้นมนุษยตองแสวงหา ความรูจากประสบการณที่ตนไดรับการประดิษฐคิดคนวิธีการใชทรัพยากรนั้นใหเกิดประโยชน
69.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 59 ตอชีวิตและถายทอดจากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกรุนตอไปโดยวัฒนธรรมของสังคม 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติเจริญกาวหนา หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดี งามเหมาะสม เชน ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชนสวนรวม มากกวาสวนตัว เปนตน สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาไดอยางรวดเร็ว 6. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ คําวา เอกลักษณ หมายถึง ลักษณะพิเศษหรือลักษณะเดนของบุคคลหรือสังคมที่แสดงวาสังคมหนึ่งแตกตางไปจากอีก สังคมหนึ่ง เชน วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทย จะมีการยกมือไหวกันแตในสังคมญี่ปุน ใชการคํานับกัน เปนตน เรื่องที่ 2 เอกลักษณของวัฒนธรรมไทย เอกลักษณหรือลักษณะประจําชาติในทางวิชาการมีความหมาย 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เปนอุดมคติซึ่งสังคมตองการใหคนในสังคมนั้น ยึดมั่นเปน หลักในการดําเนินชีวิต เปนลักษณะที่สังคมเห็นวาเปนสิ่งดีงามและใหการเทิดทูนยกยอง อีก ประการหนึ่ง หมายถึงลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปในสังคมนั้นแสดงออกในสถานการณตางๆเชน ในการทํางานการพักผอนหยอนใจ การติดตอสัมพันธกับผูอื่น และในการดําเนินชีวิตทั่วไป ในสังคมเปนลักษณะนิสัยที่พบในคนสวนใหญของประเทศ และสวนมากมักจะแสดงออกโดย ไมรูตัวเพราะเปนเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอยางนั้น เอกลักษณของวัฒนธรรมไทยที่เดนๆ มีดังนี้ 1. ความรักอิสรภาพหรือความเปนไทย คนไทยมีลักษณะนิสัยไมตองการอยูใน อํานาจบังคับของผูอื่น ไมชอบการควบคุมเขมงวด ไมชอบการกดขี่หรือใหผูอื่นเขามายุง เกี่ยวสั่งการในรายละเอียดในการทํางานและการดําเนินชีวิตสวนตัวคนไทยเปนคนที่หยิ่งและ รักในศักดิ์ศรีของตนเอง การบังคับน้ําใจกันหรือฝาฝนความรูสึกของกันและกันถือวาเปนสิ่ง ไมควรทํา 2. การย้ําการเปนตัวของตัวเองหรือปจเจกบุคคลนิยม คือ การใหคุณคาในความ เปนตัวของตัวเอง ความนิยมนี้สวนหนึ่งมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งย้ําความสําคัญ ของตัวบุคคลเปนพิเศษถือวาบุคคลจะเปนอยางไรยอมแลวแตกรรมของบุคคลนั้นในอดีต การย้ําสอนใหพึ่งตนเองทุกคนมีความเทาเทียมกันสวนการที่จะดีหรือชั่วนั้นอยูที่การกระทํา ของตนเองมิไดอยูที่ชาติกําเนิด 3. ความรูสึกมักนอย สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู คนไทยไมมีความดิ้นรน ทะเยอทะยานที่จะเอาอยางคนอื่น ถือเสียวาความสําเร็จของแตละเปนเรื่องของบุญวาสนา ทุกคนอาจมีความสุขไดเทาเทียมกันทั้งนั้นเพราะเปนเรื่องภายในใจ 4. การทําบุญและการประกอบการกุศล คนไทยสวนใหญมีความเชื่อในเรื่องกรรม การเวียนวายตายเกิดจึงมักนิยมทําบุญและประกอบการกุศลโดยทั่วไป โดยถือวาเปนความ สุขทางใจและเปนการสะสมกุศลกรรมในปจจุบันเพื่อหวังจะไดรับผลประโยชนในอนาคต
70.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม60 5. การหาความสุขจากชีวิต คนไทยมองชีวิตในแงสวยงาม
ความกลมกลืนและ พยายามหาความสุขจากโลก ซึ่งตรงกันขามกับชาวตะวันตกที่มักจะมองชีวิตในแงของ ความขัดแยงระหวางอํานาจฝายต่ําในรางกายมนุษยและอํานาจฝายสูง ซึ่งไดแก ศีลธรรม และความรับผิดชอบในใจคนไทยจึงไมมีความขัดแยงในใจเกี่ยวกับการปลอยตนหาความสําราญ เพราะถือวาอยูในธรรมชาติมนุษย 6. การเคารพเชื่อฟงอํานาจคนไทยนิยมการแสดงความนอบนอมและเคารพบุคคล ผูมีอํานาจความสัมพันธระหวางบุคคลเปนไปตามแบบพิธีซึ่งแสดงฐานะสูงต่ําของบุคคลที่ เกี่ยวของ 7. ความสุภาพออนโยนและเผื่อแผ คนไทยเปนมิตรกับทุกคนและมีชื่อเสียงใน การตอนรับคนไทยนิยมความจริงและชวยเหลือกันในการมีความสัมพันธระหวางกันและไม คิดเอาเปรียบผูอื่นมีความเมตตาสงสารไมซ้ําเติมผูแพถือเปนคุณธรรมยิ่งของคนไทย 8. ความโออา ลักษณะนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นและหยิ่งในเกียรติของตนเอง คนไทยนั้นถึงแมภายนอกจะดูฐานะต่ํา แตในใจจริงเต็มใจยอมรับวาตัวเองต่ํากวาผูอื่น ถือวา ตัวเองมีความสามารถเทาเทียมกับผูอื่นถาตนมีโอกาสเชนเดียวกันคนไทยไมยอมใหมีการ ดูถูกกันงายๆและถือวาตนมีสิทธิ์เทาเทียมกับผูอื่นในฐานะเปนมนุษยคนหนึ่ง เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม เนื่องจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นจากวิถีการดําเนินชีวิตซ้ําๆ ของคนใน สังคมนั้นๆ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นนอยมากเพราะเปนลักษณะของ สังคมปดตอมาเมื่อแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันใน สังคมขามภูมิภาคเชนชาติตะวันตกกับชาติตะวันออกซึ่งเกิดขึ้นมากในชวงยุคลาอาณานิคม เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตน เขามาดวยเชน ศาสนา ภาษา การแตงกาย ที่อยูอาศัย อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ แนวโนม ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความออนแอ กวาก็เริ่ม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดังกลาวทําใหเกิดแรงผลักดันชักจูงทั้งสองทาง คือ ทั้งการกระตุนใหยอมรับสิ่งใหม และการอนุรักษวัฒนธรรมเดิมที่ตอตานการเปลี่ยนแปลงนั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะสังคมไทยการสรางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ก็ดําเนินมาอยางตอเนื่องในทุกยุคสมัยแตในสังคมในอดีตกอนยุคลาอาณานิคม(เริ่มตั้งแต สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร)สังคมไทยแมวาจะมีการติดตอกับชาวตางชาติบางก็ ยังไมเปนที่กวางขวางนักในหมูราษฎร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงดําเนิน ไปอยางคอยเปนคอยไป แตเมื่อถึงยุคลาอาณานิคมเริ่มการติดตอกับชาวตางชาติโดยเฉพาะ ชาติตะวันตกที่หลังไหลเขามาจํานวนมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งสังเกตุได จากการแตงกายของขุนนางซึ่งเปนอยางตะวันตกมากขึ้น ลักษณะอาคารบานเรือนแบบยุโรป เริ่มมีขึ้น
71.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 61 ดังนั้นหลายชาติเริ่มกันมาพิจารณาหาแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมของชาติตนเอง ใหมจึงเกิดองคกรทั้งภาครัฐ เอกชนพากันเรงฟนฟูวัฒนธรรมของตนเอง มีการแลกเปลี่ยน เรียนรูยอมรับวัฒนธรรมที่แตกตางระหวางกัน มีการบรรจุเรื่องราวของวัฒนธรรมไวใหเด็ก และเยาวชนไดศึกษาเพื่อใหเห็นคุณคาวัฒนธรรมของตนเอง สงผลใหสามารถสืบทอดรักษา วัฒนธรรมไวอยางมั่นคง ตัวอยางสังคมไทยในอดีตไดรับวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย เปนชาติที่มีวัฒนธรรม เขมแข็ง ตอมาเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรเรื่อย มาจนถึงปจจุบันและเริ่มรับวัฒนธรรม ญี่ปุน เกาหลี เพราะมีอิทธิพลดานการบันเทิง รวมทั้ง เทคโนโลยีตางๆ ดังนั้นสังคมไทยจะตองรวมมือกันสรางความเขาใจใหประชาชนคนไทยตระหนักถึง คุณคาวัฒนธรรมไทย ในการรวมกันอนุรักษสืบทอดดวยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมไทยจึง จะคงอยูตอไป เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก ประเพณี คือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนเรื่องที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแตละ ชาติตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เราจะเห็นความเจริญรุงเรืองของชาติตางๆ จากประเพณี สิ่งที่ มีอิทธิพลตอประเพณี คือ ศาสนาความเชื่อของคนในชาติตางๆ ประเพณีที่เกี่ยวของกับ การเกิด การแตงงาน การตาย รวมทั้งประเพณีในศาสนาตางๆ ของแตละชาติจะแตกตาง กันไป เชน ประเพณีการแตงงานของชาวอินเดียจะแตงงานกันเมื่อมีอายุนอยมาก และฝาย หญิงตองไปสูขอฝายชาย ขณะที่ประเพณีจีนโบราณผูชายเปนผูสืบตระกูลจะเปนผูนําไดรับ สิทธิตางๆ ในครอบครัวมากกวาเพศหญิง การสูขอตองผานแมสื่อ แตปจจุบันประเพณีใน จีนเปลี่ยนแปลงไปตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนลัทธิเมาเจอตุง จีนมีการปฏิวัติ วัฒนธรรมครั้งใหญ โลกปจจุบันมีการติดตอคมนาคมอยางรวดเร็ว ประชากรในโลกสนใจเขามาทองเที่ยว ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวตางชาติ ตางภาษา สงผลใหประเทศตางๆ เริ่มสนใจ อนุรักษวัฒนธรรมประเพณีตางๆ ที่โดดเดนเปนเอกลักษณเพื่อคงความเปนชาติ และเปน การสงเสริมอุตสาหกรรมการทองเที่ยวของชาติตนเองไวประเทศไทยก็เชนกัน คนตางประเทศ มาทองเที่ยวประเทศไทยเปนจํานวนมากเพื่อเรียนรูวัฒนธรรมประเพณีไทยทําใหเงินตราเขา ประเทศเปนจํานวนมหาศาล
72.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม62 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย คานิยม สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรม
ซึ่งสมาชิก ของสังคมจะตองมีความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมาก มีความจําเปนที่จะตอง ตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ รูปแบบความคิด ในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม ความหมายตอคานิยม คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและ ประเมินวาสิ่งใดมีคุณคา มีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือ และประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม (Social Value) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสิน และประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคา มีประโยชน พึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสมดีงาม ควรแก การประพฤติปฏิบัติรวมกัน คานิยมทางสังคมเกิดจากการที่สมาชิกในสังคมดํารงชีวิตอยูรวม กันแลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองใน แนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิต สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติและที่ตั้งถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิด ทัศนคติรวมกันของ คนสวนใหญ จึงเปนพื้นฐานที่สําคัญเกิดบรรทัดฐานทางสังคม อันเปนการกําหนดกฎเกณฑ หรือระเบียบในการปฏิบัติตอกันทางสังคมตามแนวทางของคานิยมที่สมาชิกในสังคมยอมรับ รวมกัน คานิยมสามารถชวยใหการดําเนินชีวิตระหวางสมาชิกในสังคมมีความสอดคลองสัม พันธตอกันลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการ เปลี่ยนแปลงไดตามสภาพแวดลอมและความเหมาะสมในแตละยุคสมัย เนื่องจากการเปลี่ยน แปลงทางสังคมทําใหสังคมนั้นเกิดมีคานิยมใหมมาทดแทนคานิยมเดิม เชนการเปลี่ยนแปลง ทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทย จากการผลิตแบบเดิมมาสูการผลิตแบบใหมที่มี การใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจากแรงงานคน หรือสัตว มีผลทําใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มีคานิยมในการนําเอาเครื่องจักรและสารเคมีมา ใชทางเกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกร เริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมในวิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมี และรูจักประสมประสานความคิดทําใหเกิดคานิยมวิเคราะห วิจัยการทําเกษตรเพื่อยังชีพและ อุตสาหกรรม
73.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 63 คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก 1) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําให เกิดคานิยมในการประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญ ของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติสืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย 2) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคติความเชื่อและศรัทธาภักดีตอพระ มหากษัตริยของชาวไทยเปนคานิยม ธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูน พระมหากษัตริย 3) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่ ตองมีความสามัคคีรวมมือ รวมใจ เปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะ ที่เกิดเหตุการณรายอันเปนภัยแกสังคมและประเทศชาติ ชวยกันปลูกฝงจิตสํานักใหรูคุณคา ของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย 4) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของ สังคม เนื่องจากเปนรากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศ ชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น ในการอยูรวมกัน ของสังคมการไมกระทําการทุจริต ละเมิด ฝาฝนกฎหมาย เปนตน 5) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคม ไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติ ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระตางๆ คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1. แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย 2. ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คุณลักษณะเชนนี้ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนที่วามนุษยเราไมวายากดีมีจนอยางไร ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎดวยกัน ความสํานึกวาตน เองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวย เหลือกันและกัน 3. ความเคารพและความออนนอมถอมตน คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส ความเกรงใจใหเกียรติผูมีประสบการณเหนือกวาตนจะปรากฏใหเห็นทุกระดับของสถาบันไทย นับตั้งแตสถาบันครอบครัวไปจึงถึงสถาบันสงฆ ทั้งในระบบราชการคือการไมกลาแสดงความ
74.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม64 คิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนความรูสึกผูอื่น ความออนนอม
นุนนวล ไม เพียงแตสะทอนออกมาในรูปของกิริยามารยาทเทานั้นยังสะทอนออกมาในงานศิลปะตาง ๆ ของชาติดวย ไมวาจะเปนจิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม หรือคีตกรรม 4.ความกตัญูกตเวที เปนคุณธรรมของบุคคลผูสํานึกในอุปการคุณที่ผูอื่นกระทําตอตน และพยายาม จะหาทางตอบแทนอุปการคุณนั้นคุณธรรมขอนี้พระพุทธองคทรงกลาววาเปนบุคคลหาไดยาก ความกตัญูกตเวทีจึงเปนคานิยมอันมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเปนสิ่งสําคัญ ในสังคมยกยองวา “ตกน้ําไมไหล ตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอื่นนั้น เมื่อ ถึงคราวตกอับก็มีผูยินดียื่นมือเขามาชวยเหลือความกตัญูจึงเปนคานิยมที่สมควรจะปฏิบัติ ใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง 5.ศรัทธาและปญญา ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส ศรัทธา เปนความเชื่อ แตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือ การกระทําของคนอื่นเปนสิ่งที่ดีและเหมาะสมนาจะนํามาปฏิบัติ แลวปฏิบัติตามแนวทางของ บุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามีศรัทธาในบุคคลนั้น ปญญาเปนความรูที่เกิดดวยตนเองซึ่งเกิดจาการคิดพิจารณาไตรตรองวิเคราะห อยางรอบคอบมีเหตุผล พุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงสอนใหบุคคลมีทั้งศรัทธา และปญญาประกอบกัน ดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอย ที่หลงเชื่อสิ่งตางๆโดยมิไดวิเคราะหหรือพิจารณาอยางแทจริง เพื่อประโยชนสุขรวมกันของ บุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้ - เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง - เชื่อวาบุญบาปมีจริง - เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง - เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง 6.ทํางานสุจริต สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และจริต หมายถึง ความประพฤติ สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา 1) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากร ธรรมชาติ ไมประพฤติผิดเลนการพนัน ไมขายยาเสพติด ทําลายเยาวชน สังคม และประเทศ ชาติ
75.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 65 2) ไมผิดประเพณี ประกอบดวย (1) ขนบของบานเมือง คือไมผิดกฎหมาย ระเบียบของบานเมือง (2) ธรรมเนียม เปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา (3) ไมผิดศีลธรรม หมายความวา มีความประพฤติอันถูกตองตามทํานอง คลองธรรมทํากายวาจาใจสงบ ระวังสํารวมตนอยูเสมอ เมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรม ตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเอง ชาติบานเมือง พรอมทั้งรักษาความเปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิด เห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคา นิยมวัฒนธรรมไทย สรางพลังเพื่อทําใหชาติมั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดี งามของไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก ศีลธรรม จริยธรรมและคานิยม คือ สิ่งที่กําหนดมาตรฐานความประพฤติของสมาชิก ในสังคมไวใหปฏิบัติตามแนวทางที่สังคมไดกําหนดวาเปนสิ่งดีงามเหมาะสมกับสภาพสังคม นั้นๆ รวมทั้งเปนมาตรฐานที่ใชตัดสินการกระทําของบุคคลในสังคมวาถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่งสําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่ สังคมยอมรับรวมกัน คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเชื่อของบุคคลในสังคม กอใหเกิดประโยชนตอสังคม ชวยในการพัฒนาสังคม เพราะทําใหบุคคลมีความตั้งมั่นอยูใน ความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และ ความเชื่อมั่นในคําสอนของศาสนา ดังนั้นคานิยมและจริยธรรมของสังคมจําตองมีจุดมุงหมาย ในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน มีดังนี้ 1. การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคําพูดที่เสียด เยาะเยยถากถาง ดูหมิ่นผูอื่น รวมทั้งการกลั่นแกลง ทําลาย ทรัพยสินผูอื่น 2. ความเสียสละ โดยไมเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละความเห็นแกตัวชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม 3. มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตอง ตามทํานองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตน เองและสวนรวม หรือทําใหตนเองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม 4. ความละอายและเกรงกลัวตอกระทําความชั่ว โดยไมเขาไปเกี่ยวของกับความชั่ว ทั้งปวง มีจิตใจที่ยับยั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ
76.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม66 5. การรูจักเคารพในความคิดเห็นของตนเองและผูอื่นมีความสํานึกในสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของแตละบุคคล ไมวาจะเปนของตนเองและผูอื่น
เปนการยอมรับสติปญญา ความคิดเห็นของผูอื่นเทากับของตนโดยไมหลอกตนเอง หรือมีความดื้อรั้นเอาแตความคิด ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิด เห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง 6. มีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น หมายถึงความซื่อสัตยตอตนเองเพื่ออยู ในความไมประมาทขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมาย รวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือ ทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหาผลประโยชนสวนตน 7. ความมีวิจารณญาณในการตัดสินปญหาตางๆหรือความมีเหตุผลในการพิจารณา ไตรตรองไมหลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตาม อารมณมีจิตใจ สงบเยือกเย็น ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับ ตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพอใจไมมีทิฏฐิมานะ 8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา 9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ 10. การักษาสิ่งแวดลอม และความเปนชาติ วรรณกรรม ประเพณี ตลอดจนดินแดน ของตนเอง คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล คานิยมและจริยธรรมที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลจะเปนคานิยมและ จริยธรรมที่เกิดประโยชนตอตนเอง สังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติ ปญญา รวมทั้งการเสียสละตอสังคมประเทศชาติ 1. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง 1) เปนผูมีความอดทน อดกลั้น เพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไม แสดงออกทางอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น 2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจ ยอมรับความเห็นของผูอื่น ดวยใจเปนกลาง ไมคิดวาตนเองอยูเหนือผูอื่น 2. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อนําไปสูการอยูรวมกันอยางสันติสุข คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อการอยูรวมกันอยาง สันติสุข 1) มีความเสียสละ เปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์ โดยไมหวังผลตอบแทน 2) มีความรักความสามัคคี เปนที่ตั้ง ยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันใน สังคมอยางมีความสุข
77.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 67 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะ เปนอุปสรรคที่สําคัญตอความมั่นคงของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ตัวอยางที่สําคัญคือ 1. ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก เยาวชน คือการพนันฟุตบอล กีฬาตางๆ (การเลนหวย การพนันตางๆ) ทําใหหมดตัว และ ไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต 2. ความเปนผูใจกวางรักษาหนาตา โดยไมคํานึงถึงฐานะตนเอง ตัวอยางเมื่อครอบ ครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงิน หรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยง ดูอยางสุรยสุราย จนมีครอบครัวลูกโตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด 3. การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นอง มีเรื่องกับใคร พรอมที่ีจะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผล ความถูกตองในวิธีการ แกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและของกลุมพวกนักเลงตางๆ 4. เมื่อเกิดปญหาชอบใชคําวาไมเปนไร ไมคิดหาการแกไขปญหาอยางจริงจัง สงผล ใหปญหายังคงเปนปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข 5. ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผล ใหเกิดความประมาทในชีวิต จะเห็นเทศกาลปใหม สงกรานต มีคนเสียชีวิตจํานวนมากเพราะ ความประมาท 6. ยกยองผูมีฐานะ การปองกัน และแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคในสังคมไทย คือ 1. คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษารวมทั้งในสังคมไทย 2. ผูใหญในสังคมไทย ทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตอง ประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี 3. สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไม ยกยองผูมีอํานาจมีเงินแตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4. สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ ไมดี เพราะสื่อมีอิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5. อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดี ผานไปเพราะเห็นเปนเรื่องเล็กๆควรเรงชวยกันหาทางแกไขดวยการถือเปนหนาที่ของทุกคน 6. องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่น ตางๆ ที่เปนสังคมแหงการเรียนรู เพื่อใหสังคมชุมชนเปนสังคมที่อุดมดวยปญญา ซึ่งจะเปน พื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป
78.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม68 กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนคนควาวัฒนธรรม ประเพณี
คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มา คนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนนํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ เกิดขึ้นกับประเทศตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆอนุรักษวัฒนธรรมตาม ประเพณีและคานิยมที่ดีของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน กิจกรรม
79.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 69 สาระสําคัญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย นับแตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อป พ.ศ. 2475 มาจนถึงปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซึ่ง ประชาชนชาวไทยทุกคนควรตองมีความรู ความเขาใจ หลักการ เจตนารมณตลอดจน สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแท เพื่อจะไดปฏิบัติหนาที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ไวไดอยางถูกตอง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรู ความเขาใจ ความเปนมาของรัฐธรรมนูญ 2. บอกหลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยได 3. บอกสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่เกี่ยวของกับตัวเองได 4. มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับบทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสงผลตอฐานะของประเทศในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย3 บทที่
80.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม70 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ
หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ วาดวยการจัดระเบียบ การปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย เปนประมุข เริ่มเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยกลุมบุคคลที่เรียกตนเองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยพลเรือนและทหารมีนโยบายการปกครองที่เห็นแกประโยชนของประชาชนขณะ นั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงปกครองประเทศทรงประทับอยูที่พระราชวังไกล กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ ไดเห็นประโยชนสุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของ พระองคและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใชครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เรียกวา“รัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475”ตอมา เมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475 จึงไดมีการประกาศใช “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช 2475” หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อป พุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีการยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญไป แลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116 วันที่ 27 มิถุนายน 2475) ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475) ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489) ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490) ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492) แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475) ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502) ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอนพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน 2511)
81.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 71 ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515) ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518) ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ตุลาคม 2519) ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520) ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ธันวาคม 2521) ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534) ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534) ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 ) ฉบับที่ 17 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549) ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550) การยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละครั้งสวนใหญเปนผลมาจากการปฏิวัติรัฐ ประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไดดังนี้ 1. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลักการและวิธีการของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูนั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม 2. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการลมเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใชอยู เพื่อใชฉบับใหมที่สามารถตอบสนองความพอใจของกลุมตนได 3. ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สภาพทางสังคมและสถานการณของประเทศในขณะนั้น ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐธรรมนูญใหเหมาะสม
82.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม72 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
เปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่รูปแบบของ รัฐ รูปแบบการปกครองและการบริหารประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายหรือขอบังคับใดขัด หรือแยงตอบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเปนอันใชบังคับมิได และไมวากรณีใดๆ หากปรากฏวา ผูใดใชกําลังประทุษรายเพื่อลมลางหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ผูนั้นกระทํา ความผิดฐานเปนกบฏตอประเทศชาติ มีโทษถึงประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โดยทั่วไปจะบัญญัติหลักการสําคัญของ รัฐธรรมนูญไวดังนี้ 1. รูปแบบของรัฐ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได คําวา ราชอาณาจักรหมายความวา ประเทศไทยเปนประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข และคําวา อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได หมายความวา ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว หรือเอกรัฐ มีรัฐบาลเปนศูนยกลาง มีอํานาจบริหารประเทศไดทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพียงรัฐบาลเดียว 2. รูปแบบการปกครอง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนการยืนยันวาประเทศไทยมีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีรากฐานมาจากประชาชน มุงคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 3. อํานาจอธิปไตยของรัฐ รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจอธิปไตยของประเทศไทยไว 3 ประการ ไดแก 1) อํานาจนิติบัญญัติ คืออํานาจในการออกกฎหมาย 2) อํานาจบริหาร คืออํานาจในการบริหารการปกครองประเทศ 3) อํานาจตุลาการ คืออํานาจในการพิจารณาตัดสินคดีในศาล ทั้ง 3 อํานาจนี้เปนอํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เปนของชนชาวไทยทุกคน โดยมีพระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติผานทางรัฐสภา ใชอํานาจ บริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและใชอํานาจตุลาการผานทางศาล 4. สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย รัฐธรรมนูญคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่ง เปนชนชาวไทย โดยคํานึงถึงวาชนชาวไทยเปนมนุษยที่มีศักดิ์ศรี หรือกลาววา ชนชาวไทย มีศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย หามปฏิบัติตอมนุษยเยี่ยงทาสหรือสัตว นอกจากนี้ทุกคนยอม มีสิทธิเสรีภาพในรางกาย ในครอบครัว มีสิทธิไดรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมาย กําหนดโดยไมเสียคาใชจาย ทุกคนจะไดรับการคุมครองสิทธิในคดีอาญา สิทธิไดรับการ ใหบริการสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน มีเสรีภาพในการสื่อสารโดยเสรี มีเสรีภาพในการเสนอ ขาวสาร และเสรีภาพในทางวิชาการ เปนตน 5. หนาที่ของชนชาวไทย เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดใชสิทธิเสรีภาพแหงชนชาวไทย แลว ก็จะกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยใหไวดวย โดยกําหนดใหทุกคนมีหนาที่ตองปฏิบัติ
83.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 73 ตามกฎหมาย มีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีหนาที่ตองปองกันประเทศ รักษาผล ประโยชนของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนาที่ตองไปใชสิทธิเลือกตั้งตามที่กฎหมาย กําหนด มีหนาที่ตองเสียภาษีอากร มีหนาที่ตองพิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนตน 6. นโยบายพื้นฐานของรัฐ รัฐธรรมนูญจะกําหนดใหรัฐบาลหรือผูบริหารประเทศ ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาวา รัฐมีนโยบายในการบริหารประเทศอยางไรในเรื่องเกี่ยวกับ ดานความมั่นคงของรัฐ ดานการบริหารราชการแผนดิน ดานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดานการตางประเทศ ดานเศรษฐกิจ ดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญาและพลังงาน ดานการมีสวนรวมของประชาชน เปนตน 7. ระบบรัฐสภา รัฐสภาทําหนาที่เปนฝายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญจะกําหนดให สมาชิกผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนกี่คนและที่มาของสมาชิกดังกลาววิธีการ ไดมาอยางไร 8. คณะรัฐมนตรี ซึ่งทําหนาที่เปนฝายบริหาร คือ รัฐบาลจะมีรัฐมนตรีจํานวนเทาใด และมีวิธีการไดมาอยางไร 9. ศาล ซึ่งทําหนาที่เปนฝายตุลาการเปนองคกรพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตอง ดําเนินไปดวยความยุติธรรม มีศาลอะไรบาง พรอมกําหนดหนาที่อํานาจศาลไวโดยชัดแจง 10. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เปนองคกรที่มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบการ ใชอํานาจรัฐของเจาหนาที่รัฐ วาถูกตองเปนธรรมหรือไม รวมทั้งอํานาจในการถอดถอน เจาหนาที่รัฐออกจากตําแหนงดวย 11. การปกครองสวนทองถิ่น เปนการใชอํานาจแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นให มีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น และสงเสริมใหองคกร ปกครองสวนทองถิ่นเปนหนวยงานหลักในการจัดทําบริการสาธารณะ มีสวนรวมในการตัดสิน ใจ แกปญหาในพื้นที่ 12. การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใชบังคับแลว ยอมมี การแกไขเพิ่มเติมไดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว กลาวคือ จะระบุใหอํานาจแกคณะบุคคล โดยเฉพาะที่สามารถยื่นญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได เวนมีขอหามบางประการจะ ทําการแกไขเพิ่มเติมมิได คือ จะขอแกไขการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทั้ง 2 ประการนี้จะกระทํามิได สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ นอกจากหลักการที่เปนสาระสําคัญรวมของรัฐธรรมนูญดังที่กลาวมาแลวรัฐธรรมนูญ ทั้ง 18 ฉบับ ยังมีเอกลักษณเฉพาะซึ่งเปนสาระสําคัญแตกตางกันไปโดยสรุปได ดังนี้ 1. พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกสาระสําคัญคือประเทศไทยตองปกครองแบบประชาธิปไตย
84.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม74 โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศเปนของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎร
มีอํานาจกวางมาก คือ พิจารณารางกฎหมาย ดูแลควบคุมการบริหารประเทศ มีอํานาจแตงตั้งและถอดถอนคณะ กรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี)ฯลฯและมีอํานาจวินิจฉัยคดีซึ่งพระมหากษัตริยเปนผูตองหา ซึ่งศาลธรรมดาไมมีสิทธิ์รับฟองได 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใช 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 มีหลักการสําคัญแตกตางจากฉบับที่ 1 อันเปนฉบับชั่วคราวดังนี้ 1) ยกยองฐานะพระมหากษัตริยใหสูงขึ้น โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอัน เปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดหรือฟองรองมิได ใหองคพระมหากษัตริยและ พระบรมวงศานุวงศตั้งแตหมอมเจาขึ้นไปอยูในฐานะเปนกลางทางการเมือง คือไมตองรับ ผิดทางการเมือง 2) สภานิติบัญญัติ (สภาผูแทนราษฎร) ไมมีอํานาจปลดพนักงานประจํา มีอํานาจ ออกกฎหมาย มีอํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหาร ก็มีอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรได) 3) ฝายบริหารซึ่งเดิมเรียกวา“คณะกรรมการราษฎร”เปลี่ยนเปน“คณะรัฐมนตรี” คณะรัฐมนตรีนี้พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน และในจํานวน 14 คนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใชยาวนานที่สุดคือ ประมาณ 15 ป 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2475 เปนหลัก โดยตองการใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น มีสาระสําคัญดังนี้ 1) กําหนดใหมีสภา 2 สภา คือ สภาผูแทนฯ กับ วุฒิสภา (เดิมเรียกวาพฤฒิสภา) ใหสมาชิกสภาผูแทนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สวนสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยออม 2) มีบทบัญญัติแยกขาราชการประจํากับขาราชการการเมืองออกจากกันเปน ฉบับแรก และกําหนดวา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐมนตรี ดํารงตําแหนงขาราชการ ประจําใดๆ มิได 3) อนุญาตใหมีการจัดตั้งพรรคการเมืองไดเปนครั้งแรก (เดิมมีเพียงพรรคเดียว คือ คณะราษฎร) รัฐธรรมนูญนี้ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 มีอายุการใชเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2490) ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก ไมสามารถแกปญหาเศรษฐกิจและสังคมได สาระสําคัญ คือ
85.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 75 1) มีสภา 2 สภา เชนเดิม คือสภาผูราษฎรและวุฒิสภา 2) อํานาจหนาที่วุฒิสมาชิกมีมากขึ้นคือ นอกจากยับยั้งรางกฎหมายแลว ยังมี อํานาจใหความไววางใจหรือไมไววางใจฝายบริหารได 3) เพิ่มเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย คําปรึกษาแตพระมหากษัตริย แตไมมีอํานาจบริหารราชการแผนดิน 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับนี้ผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับที่ดี มั่นคง และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว กวางขวาง และปองกันการใชอํานาจของรัฐตอการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไวดวย สวนสภาใหมีสภา 2 สภา เชนเดิม ฉบับนี้ใชได 2 ปเศษ ก็ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพ.ศ.2495 เหตุผลที่คณะประหารนํารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใชคือ เห็นวาเหมาะสมกับสถานการณ บานเมืองชวงนั้น วิธีการนํามาใช ประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ฉบับที่ 2) กอน พรอมตั้ง คณะกรรมการแกไขปรับปรุงไปดวย เมื่อเสร็จแลวจึงนํามาประกาศใชเมื่อ 8 ตุลาคม 2495 สาระสําคัญเหมือนฉบับเดิมทุกประการแตไดแกไขเพิ่มเติมเรื่องสําคัญคือกําหนด วิธีลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทํารัฐประหาร แตยังคงใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยแตงตั้งรัฐมนตรีชั่วคราวและวุฒิสภาขึ้นมาใหม พรอมทั้งประกาศให มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม วันที่ 20 ตุลาคม 2501 คณะรัฐประหารชุดเดิม ไดประกาศประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบับนี้ คณะรัฐประหารประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ การปกครองชั่วคราว มีเพียง 20 มาตรา สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากขึ้น โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดตามมาตรา 17 ดวยการขอมติคณะรัฐมนตรีในการใชอํานาจ สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดที่เห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ ประเทศชาติ และราชบัลลังก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง รวมเวลาที่ใชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใช 20 มิถุนายน 2511 เปนฉบับที่ 2 ที่รางโดยสภารางรัฐธรรมนูญ
86.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม76 (ซึ่งแตงตั้งโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเวลารางนานที่สุดคือกวา 9
ป สิ้นเปลืองคาใชจายถึง 100 ลานบาท สาระสําคัญมีดังนี้ 1) ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับยั้ง รางกฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหาร เทาเทียมสภาผูแทนราษฎร 2) มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรี เปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท พอที่จะทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรียกรองตําแหนงรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชไดประมาณ 3 ป ก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหาร โดยกลุมบุคคลที่มีสวนรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใช 15 ธันวาคม 2515 ผูประกาศใชคือ รัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร ผูทํารัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงตั้งมีหนาที่ออก กฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ป และมี สิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรีได แตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอื่นๆ ยังคง เหมือนกับรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งเนนอํานาจสูงสุด เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใชไดเพียงปเศษ นิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ไดรวม พลังเรียกรองใหมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว วันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาล ชุดจอมพลถนอม กิตติขจร จึงออกไป นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดรับการแตตั้งใหเปนนายกฯ และยังใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใช 7 ตุลาคม 2517 เปนฉบับที่มีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับ ที่ใชมา มีสาระสําคัญดังนี้ 1) มีรัฐสภา 2 สภา คือสภาผูแทนและสภาวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและมีอํานาจนอยกวาวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ 2) การสืบราชสมบัติในกรณีไมมีพระราชโอรสรัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการ ใหพระราชธิดาสืบสันตติวงศได 3) หลักการดําเนินงานทางการเมืองใหเปนไปโดยระบบพรรค ผูแทนราษฎรตอง มีสังกัดพรรคการเมืองมิใหสมาชิกรัฐสภาทําการคาหรือกิจการใดที่อาจทําใหรัฐเสียประโยชน 4) นายกรัฐมนตรีตองมาจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐมนตรีตองเปนสมาชิก สภาอยางนอยครึ่งป รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา การคามิได 5) ใหประชาชนมีบทบาทในการปกครองทองถิ่นของตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
87.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 77 6) มีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนูญนี้ ใชไดเพียง 2 ป ก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 คณะปฎิรูปการปกครองประกาศใชเมื่อ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง คลายรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหมีรัฐสภารัฐสภาเดียว แต เรียกชื่อวา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม คณะรัฐมนตรีหรือฝายบริหาร นายกฯมีอํานาจเด็ดขาดในการบริหารตามมาตรา 21 (เหมือน มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ.2515) รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิกใชเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง คลายธรรมนูญการปกครองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2502 2515 2519 เพิ่มเติมสาระสําคัญ คือ กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่ กําหนดนโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี ใหความเห็น ชอบเกี่ยวกับการใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกและมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงอาณาจักรไทยพ.ศ.2521 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้รางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสาระสําคัญคือ 1) โครงสรางการปกครอง กําหนดดังนี้ รัฐธรรมนูญ ฝายบริหารฝายนิติบัญญัติ สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา ฝายตุลาการ ฝายฎีกา ศาลอุทธรณ ศาลชั้นตน คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม พระมหากษัตริย
88.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม78 2) รัฐสภามี 2
สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและอํานาจไมเกิน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผูแทน 3) ไมกําหนดวาคณะรัฐมนตรีจะตองมาจากรัฐสภา แตจะตองแถลงนโยบายแก รัฐสภา เมื่อเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจสั่งการหรือการ กระทําการใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวาคณะรัฐมนตรีไดรับการจัดตั้งจะเขาปฏิบัติงาน 4) การเลือกตั้ง 4 ปแรกตั้งแตเริ่มประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใหมีการเลือกตั้ง แบบแบงเขตผูเขารับการเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ได หลังครบ 4 ปแลว ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตการเลือกตั้งเวนแตกรุงเทพมหานครใหแบงเปน 3 เขต และผูสมัคร เขารับการเลือกตั้งจะตองสังกัดพรรคการเมือง 14. ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 (ฉบับ ร.ส.ช.) ร.ส.ช. หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้ ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติสภาเดียว มีหนาที่ราง รัฐธรรมนูญและพิจารณารางและรัฐมนตรีตามที่นายกฯ กราบบังคมทูล เพื่อบริหารราชการ แผนดิน 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพิ่มเติมฉบับที่6พ.ศ.2539นับเปนฉบับที่15ประกาศใช9ธันวาคม2534 มีสาระสําคัญเพิ่มเติมดังนี้ 1) พระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรี 1 คน และ องคมนตรีอื่นอีกไมเกิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี 2) รัฐสภา ประกอบดวยสภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทน ประกอบดวย สมาชิก 393 คน สมาชิกวุฒิสภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปนประธานรัฐสภา 3) นายกรัฐมนตรี ตองเปนสมาชิกสภาผูแทน 4) การผูเลือกตั้ง ใชการเลือกตั้งแบบแบงเขตและรวมเขต 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยประกาศใชในประเทศไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเนื่องจาก ประชาชนทั่วไปกวา 800,000 คน มีสวนรวมโดยตรงและโดยออมในการยกรางรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ นักการเมืองเหมือนในสมัยเรียน ดวยเหตุนี้ จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” 17. รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
89.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 79 เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการที่ไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อรางรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว และไดมีการตั้งหนวยงานในการดําเนินงานดังนี้ 1) สภานิติบัญญัติแหงชาติ ทําหนาที่แทนรัฐสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน 2) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ 3) สภารางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550/สมัชชาแหงชาติของประเทศไทย ทําหนาที่ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550 4) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายตอรัฐ ทําหนาที่ ตรวจสอบทรัพยสินอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผานมา 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชตั้งแตวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เปนฉบับที่มีการจัดทํารางรัฐธรรมนูญ โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารางรัฐธรรมนูญได แตงตั้งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงราง รัฐธรรมนูญใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญและองคกรซึ่งเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอ ความเห็นรวม 12 คณะ หลังจากนั้นไดนํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวเผยแพรใหประชาชนทราบ แลวนําเสนอรางรัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางทั้ง ฉบับเรียงเปนรายมาตรา เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญพิจารณาใหความเห็นชอบแลว จึงมีการเผย แพรตอประชาชนเพื่อทราบทั้งฉบับและจัดใหประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติ วาจะใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศ เมื่อวันอาทิตยที่ 19 สิงหาคม 2550 ระหวางเวลา 08.00 ถึง 16.00 นาิกา ซึ่งเปน การออกเสียงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของ ประชาชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธิออกเสียง ประชามติจํานวน 25,978,954 คน คิดเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสียงประชามติยอมรับ 14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ 56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ 41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน 504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออก ประชามติของประชาชนทั่วราชอาณาจักรยอมรับรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประธานสภา นิติบัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายแดพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 จากการปฏิบัติดังกลาวจึงเปนประวัติศาสตรชาติไทยวา ไดมอบสิทธิและอํานาจให ประชาชนชาวไทยใหมีการออกเสียงลงประชามติวาจะยอมรับหรือไมยอมรับรางรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทยเปนครั้งแรกของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีสาระสําคัญที่แกไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 หลายประเด็น ดังนี้
90.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม80 1. รัฐสภา ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาทั้งหมด
630 คน คือ สมาชิกสภาผูแทน ราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒิสภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจาก การเลือกตั้งแบบ แบงเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุของสภา ผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ป นับตั้งแตการเลือกตั้งวุฒิสภา ประกอบดวยสมาชิก (สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คนไดมาจากการเลือกตั้งในแตละจังหวัด จังหวัด ละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน ส.ว. ทั้งหมดหักดวย ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง) สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจาก การเลือกตั้ง เริ่มตั้งแตวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลสรรหาสมาชิกภาพ ของวุฒิสภา (ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ป นับแตวันเลือกตั้งหรือวันที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได 2. คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม เกิน 35 คน มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูที่จะดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตอง เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ป ไมได นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ป ตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํา กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย 1) องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแก (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (2) ผูตรวจราชการแผนดิน (3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ป.ป.ช) (4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน(คตง) 2) องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มี 3 องคกร ไดแก (1) องคกรอัยการ (2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 4. หลักการอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 1) การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน 10,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัติตอประธานสภา
91.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 81 2) การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ เลือกตั้ง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหวุฒิสภาเริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมือง 3) จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติเรื่องจริยธรรมไว 4) การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพยสินและหนี้สินของตน คูสมรส และบุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะ เปนตน เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา ตั้งแตป พ.ศ. 2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจํานั้นจะมี อํานาจอยางมากมายและกวางขวางมาก หลายครั้งประชาชนมีความคลางแคลงใจใน พฤติกรรมของผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจําวานาจะเปนไปเพื่อประโยชน ตนหรือพวกพองมากกวาเพื่อผลประโยชนของประเทศก็ไมสามารถดําเนินการตรวจสอบ ใดๆ ได จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งไดริเริ่มใหมีการควบคุมอํานาจรัฐโดยบัญญัติไวใน หมวดที่ 10 การตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐ มาตรา 291 – มาตรา 311 ซึ่งไดกลาวถึงเรื่อง 1. การแสดงบัญชีรายการทรัพยสินหนี้สิน 2. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 3. การถอดถอนจากตําแหนง 4. การดําเนินคดีอาญากับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง นอกจากการกลาวถึงเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้ง องคการอิสระขึ้นมาเพื่อทําหนาที่ใดหนาที่หนึ่งโดยตรง เชน คณะกรรมการปองกันและปราบ ปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตยังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยางชัดเจน ดังนั้นเมื่อการกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ ที่ไมตรงกันวา หมายถึงองคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปนคําที่ใชเรียกรวมๆ ถึงองคกรที่รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติใหมีขึ้นเพื่อทําหนาที่ในหนาที่หนึ่งโดยเฉพาะ เชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทําหนาที่ในการจัดการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ
92.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม82 ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ทําหนาที่ในการปอง กันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปนตน สวนคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” มีที่ใชในมาตรา 266 ซึ่งบัญญัติวา “ในกรณี ที่องคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญมีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ใหองคกรนั้นหรือประธาน รัฐสภาเสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย” ซึ่งตามคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ไดใหความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” วา หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมีขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลยุติธรรม เปนตน จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550 ไดทําใหเรื่องดังกลาวมีความชัดเจนขึ้นโดยกําหนดใหมีหมวดที่วาดวยองคกรตามรัฐธรรมนูญ ไวในหมวด 11 มาตรา 299 – มาตรา 258 โดยแยกเปน 2 สวน รวม 7 องคกร คือ สวนที่ 1 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 4 องคกร ประกอบดวย 1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2) ผูตรวจการแผนดิน 3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน สวนที่ 2 องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 3 องคกร ประกอบดวย 1) องคกรอัยการ 2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ 3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ บทบาทหนาที่ขององคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ หนาที่ ดังนี้ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน กรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือก จากผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีซื่อสัตยสุจริต มีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป นับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธานวุฒิสภา เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตาม กฎหมาย 2) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึง ความสุจริตเที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
93.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 83 3) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การ สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวม ทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจาย หรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง 4) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปน ตามกฎหมาย 5) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่ เกิดขึ้นตามกฎหมาย 6) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวย เลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวาการเลือกตั้งหรือการออก เสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้นๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 7) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ 8) สงเสริมและสนับหรือประสานงานกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคกรเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และสงเสริม การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน 9) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคล ใดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นได 2. ผูตรวจการแผนดิน เปนคณะบุคคลจํานวน 3 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง ตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู และ มีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกัน ของสาธารณะและมีความซื่อสัตยสุจริตมีวาระการดํารงตําแหนง6ปนับแตวันที่พระมหากษัตริย ทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ และใหมีสํานักงานผูตรวจการแผนดินเปนหนวยงานอิสระในการ บริหารงานบุคคล การงบประมาณ การดําเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูตรวจสอบการแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี (1)การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตามกฎหมาย ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
94.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม84 (2)การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของขาราชการ พนักงาน หรืลูกจางของ หนวยงานราชการ
หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิด ความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบหรือไมชอบดวย อํานาจหนาที่ก็ตาม (3) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบ ดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไมรวมถึง การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล (4) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 2) ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ ของรัฐ 3) ติดตามประเมินผลและจัดทําขอเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญรวม ตลอดถึงขอพิจารณาเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นวาจําเปน 4) รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป การใชอํานาจหนาที่ตาม (1) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ เมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผล กระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพื่อคุมครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผนดินอาจพิจารณาและสอบสวน โดยไมมีการรองเรียนได 3. คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) เปนองคกรอิสระที่ประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งมี พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ตองเปนผูมีความซื่อสัตยสุจริต เปนที่ประจักษ มีวาระการดํารงตําแหนง 9 ป นับตั้งแตพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และให ดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยมีประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ใหมีสํานักงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน ออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภา 2) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สงไปยังยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง 3) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่ง ดํารงตั้งแตผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอ หนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ใน
95.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 85 การยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวม กระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลาวหรือกับผูดํารงตําเหนงทางการเมือง หรือที่กระทํา ความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นควรดําเนิน การดวย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปราม การทุจริต 4) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนง 5) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง 6) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ทั้งนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจา นุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย 7) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.) การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระ มหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดิน การ บัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและดานอื่น มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ป นับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธาน วุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการการตรวจเงินแผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน และใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่ เปนอิสระในการบริหารบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1. กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน 2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจ เงินแผนดิน 3. แตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระ ทําหนาที่วินิจฉัย การดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท เกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะกรมการวินัยทางการเงินการคลังในเรื่องดังกลาว เปนคดีที่อยูใน อํานาจของศาลปกครอง ใหผูวาตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลาง จากบทบาทหนาที่ขององคกรอิสระ 4 องคกร จะพบวาการตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง ตั้งแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการใชอํานาจรัฐโดยคณะ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูตรวจ
96.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม86 การแผนดิน ที่คอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยางเครงครัด ในสภาพตามเปนจริงในปจจุบันจะเห็นไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรการอิสระไม สามารถหยุดยั้ง
แกไขปญหาทุจริตคอรรัปชั่นของนักการเมืองได นอกจากการสงเสริมใหมี กระบวนการตรวจสอบการดําเนินของภาครัฐโดยประชาชนที่มีความเขมแข็ง เขามามีสวนรวม ในการตรวจสอบอยางจริงจังตอไป บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 1 องคกรอัยการ มีหนวยธุรกิจที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงานอัยการทําหนา ที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เกี่ยวของ พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งทําคดี และการปฏิบัติหนาที่ใหเปนไปโดย เที่ยงธรรม 2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมาการ 1คน กรรมการอื่นอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง ตําแหนง 6 ป นับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระ เดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ มนุษยชน หรือไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย ภาคี และเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการ กระทําดังกลาว เพื่อดําเนินการ ในกรณีที่ปรากฏวาไมมีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหรายงาน ตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป 2) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความ ชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ 3) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมี ปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรับธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 4) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ เปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ 5) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรับปรุงกฎหมายและกฎตอรัฐสภาหรือคณะ
97.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 87 รัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน 6) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน 7) สงเสริมความรวมมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน 8) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายใน ประเทศและเสนอตอรัฐสภา 9) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผล ประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง ชาติมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาใหถอย คํา รวมทั้งมีอํานาจอื่นเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติมีหนาที่ใหคําปรึกษาและขอเสนอแนะ ตอคณะรัฐมนตรีในปญหาตางๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวของ มี สํานักงานเปนหนวยงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนิน การอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเภท พบความแตกตางของ บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่ รัฐธรรมนูญกําหนดใหองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางกฎหมายไดตามมาตรา 139 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ ตามมาตรา 182 สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยว กับการจัดองคกร และรางพระราชบัญญัติที่ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาไดดวย สวนองคกร อื่นตามรัฐธรรมนูญไมมีบทบัญญัติในลักษณะดังกลาว เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก รูปแบบการเมืองการปกครองของไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย จนถึงปพุทธศักราช 2475 เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่ มาจากกลุมผูปกครอง คือทหารและกลุมขุนนาง สวนประชาชนเปนแคไพรธรรมดาหรือทาส ที่ตองทําตามคําสั่งของกลุมผูปกครองเทานั้น ซึ่งเปนที่มาของระบบอุปถัมภ ความอยุติธรรม ตางๆที่เกิดขึ้นเกิดจากบุคคลที่เปนกลุมผูปกครองในชวงเวลานั้น ไมมีระบบที่จะตรวจสอบ หรือถวงดุลอํานาจกับคณะผูปกครองได จากรูปแบบการปกครองดังกลาวเมื่อมีชาวตะวัน ตกเดินทางเขามายังประเทศไทยจึงมองวาไทยเปนบานปาเมืองเถื่อน (อนารยชน) โดยเฉพาะ อยางยิ่งเมื่อชาวตะวันตกที่เดินเขามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทําหนังสือสัญญา
98.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม88 พระราชไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําขึ้นมานั้นไดยอมใหฝรั่งมี่สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต คือ
ยอมใหฝรั่งตั้งศาลขึ้นเรียกวา “ศาลกงสุล” ขึ้นพิจารณาคดีความของ คนในบังคับของตนได อันเปนการไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งนี้เนื่อง มาจากวาฝรั่งถือวากฎหมายและวิธีพิจารณาความของประเทศไทยยังไมมีระเบียบแบบแผนดี พอ การที่ฝรั่งตางประเทศมีศาลกงสุลพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนนั้น ทําให ประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครองเกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการสิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศใน เวลานั้น) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปาเมืองเถื่อน แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เมื่อปพุทธศักราช 2448 สภาพ สังคมไทยก็ยังไมมีความเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะประชาชนยังติดของอยูกับความเคยชิน ในการมีคนปกปองคุมครองและยังไมมีการจัดการศึกษาใหแกประชาชนเปนระบบ จนกระทั่ง สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อกระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนักเรียนไทยไปศึกษา ยังตางประเทศจํานวนมาก กลุมนักศึกษาเหลานี้เมื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดนํามาสิ่งที่พบเห็น และองคความรูในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันกลับเขามาดวย และพยายามที่จะ พัฒนาประเทศไทยใหพนจากคําวาบานปาเมืองเถื่อนในหลายๆดาน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลง ประเทศคือเรื่องการปฏิรูปการปกครองโดยการยึดอํานาจของคณะราษฎร เมื่อปพุทธศักราช 2475 (หลังการเลิกทาส 27 ป) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน สยามประเทศ โดยถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมาย อื่นจะขัดหรือแยงมิได หลักการสําคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปน ของราษฎรทั้งหลาย พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศ ภายใตรัฐธรรมนูญ การประกาศใชรัฐธรรมนูญมิไดทําใหสภาพสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอน รากถอนโคนเพราะกลุมผูนําทางความคิดสวนใหญเปนผูที่ไดรับทุนไปศึกษาตอตางประเทศ ประชาชนสวนใหญของประเทศยังไดรับการศึกษานอยจนกระทั่งเมื่อมีการสงเสริมให ประชาชนไดรับการศึกษาสูงขึ้น ประชาชนกลุมนี้จึงไดเริ่มตะหนักถึงสถานภาพ บทบาท หนาที่ สิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงไดรับจากรัฐ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ถือวามีผลตอการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไทย ไดแก 1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงวามีสิทธิเทาเทียมกัน 2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกัน ในกฎหมาย และไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียวกัน 3. ที่มาของรัฐบาล 4. การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ 5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งที่เปน
99.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 89 สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายของบุคคล การจับและคุมขัง การคนตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรค หนึ่ง จะกระทํามิได เวนแตมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติการเขาไปในเคหสถาน โดยปราศจาก การความยินยอมของผูครอบครอง เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยเสรีภาพบริบูรณในการ นับถือศาสนา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิเสรีภาพในการศึกษา สิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน หลักประกันที่ประชาชนจะตองไดรับการคุมครองและดูแลจากรัฐ และมีผลตอการกระตุนให ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการพิทักษสิทธิของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตนที่จะไมไป ละเมิดตอสิทธิของผูอื่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผลจากการมีรัฐธรรมนูญที่เห็นได อยางเปนรูปธรรมไดแก 1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเขามามีสวนรวมในการบริหารจัดการประเทศ โดยการตั้งพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง 2. เกิดการรวมตัวของกลุมบุคคลตั้งเปนมูลนิธิเพื่อปกปองดูแลสิทธิของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ เชนมูลนิธิคุมครองผูบริโภค มูลนิธิคุมครองสิทธิสตรี 3. การรวมตัวของกลุมบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกรองความเปนธรรม 4. มีระบบยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีความจากเอกสาร พยาน หลักฐาน มีระบบ การไตสวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อใหรับสารภาพ 5. ประชาชนไดรับบริการในสิ่งที่เปนปจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ไดแก บริการ การศึกษา บริการการรักษาพยาบาล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยดังกลาวมีผลใหประเทศไทยไดรับการยอมรับ ในสายตาชาวโลกมากขึ้นวามิไดมีความเปนบานปาเมืองเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ ยอมรับในกฎหมายไทย
100.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม90 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น การอยูรวมกันเปนสังคมของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไปยอมมีความขัดแยงกันใน บางโอกาส
เพราะแตละบุคคลยอมมีความปรารถนาที่แตกตางกันอันนําไปสูความขัดแยง และทะเลาะวิวาทกันได ทุกสังคมจึงตองวางกฎ กติกาในการอยูรวมกันเพื่อเปนขอตกลง กลางในการอยูรวมกันวาสิ่งใดทําได สิ่งใดทําไมไดหากฝาฝนจะมีโทษอยางไร เมื่อสังคมมี ขนาดใหญขึ้นเปนระดับประเทศที่มีประชากรรวมกันหลายลานคน ผูปกครองก็จําเปนตอง วางกฎขึ้นซึ่งเรียกกันวา “กฎหมาย” เพื่อเปนขอตกลงในการอยูรวมกันของคนทั้งประเทศ เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อป พ.ศ. 2475 และกําหนดใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยกฎหมายอื่นจะขัด หรือแยงมิได รัฐธรรมนูญในยุคแรกๆแมวาจะเกิดจากการยกรางของคณะบุคคลเพียงไม กี่คนแตก็เปนพัฒนาการทางกฎหมายที่คํานึงถึงความมั่นคงของชาติ สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชนในระดับแตกตางกันออกไป และมีการพัฒนาการใน การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการยกรางรัฐธรรมนูญมากขึ้นตั้งแต รัฐธรรมนูญ ป 2540 เปนตนมา ซึ่งเราจะพบวามีการระบุถึงหนาที่ สิทธิและเสรีของประชาชน มากขึ้น การจะเขาใจหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่มีในสังคมไดนั้น จะตองทําความ เขาใจกับความหมายของ “สถานภาพบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ” ดวยเพราะ สถานภาพเปนตนทางของการกําหนดบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ มีความเกี่ยวของเชื่อมโยงสัมพันธกัน กลาวคือสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของบุคคล เราจะเขาใจ และสามารถเชื่อมโยงสถานภาพ บทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ ไดตอเมื่อเรามีความเขาใจ ในความหมายของแตละคํา ซึ่งเราจะเริ่มทําความเขาใจความหมายของแตละคํา ดังนี้ ความหมาย สถานภาพ หมายถึง ตําแหนงที่บุคคลไดรับจากการเปนสมาชิกของสังคม ในบุคคล คนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพได เชน นายสมชาย เปนคนไทยอาชีพรับราชการคร ูเปนศิษยเกามหาวิทยาลัยรามคําแหง ไดแก 1. สถานภาพที่ไดจากถิ่นที่อยูที่ถือกําเนิด ก็จะไดสัญชาติของประเทศที่เกิด เชน คนไทย คนญี่ปุน คนอังกฤษ คนจีน เปนตน 2. สถานภาพที่ไดมาโดยกําเนิด เชน ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูก หลาน เปนตน 3. สถานภาพที่ไดมาจากการศึกษา เชน ศิษยเกา กศน. ศิษยเกาโรงเรียนสตรีวิทยา 4. สถานภาพที่ไดมาจากการประกอบอาชีพหรือการกระทํา เชน ครู หมอ พอคา นายกรัฐมนตรี พระ นักบวช นักโทษ เปนตน 5. สถานภาพที่ไดจากการสมรส เชน สามี ภรรยา พอหมาย แมหมาย เปนตน
101.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 91 บทบาทหนาที่ หมายถึง การทําหนาที่ หรือพฤติกรรมที่เปนภาระรับผิดชอบตาม สถานภาพที่ไดรับ เชน สถานภาพเปนครู เปนทนายความ เปนตน เห็นไดวาสถานภาพและ บทบาทหนาที่มีความเกี่ยวของสัมพันธ โดยสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาทหนาที่บุคคล นั้นๆ ยิ่งบุคคลที่มีหลายสถานภาพก็ยิ่งมีบทบาทหนาที่มากตามไปดวย นอกจากสถานภาพ บทบาทหนาที่ ซึ่งเปนภาระหนาที่และความรับผิดชอบแลว แตละบุคคลยังไดรับสิทธิและเสรีภาพตามสถานภาพและบทบาทเหลานั้นดวยในการอยูใน สังคมนั้นๆดวย สิทธิ หมายถึง อํานาจหรือผลประโยชนของบุคคลที่มีกฎหมายใหคุมครอง โดย บุคคลอื่นจะตองใหความเคารพ จะละเมิดลวงเกินหรือกระทําการใดๆอันกอใหเกิดการ กระทบกระเทือนตอสิทธิของบุคคลไมได เชน สิทธิเลือกตั้ง สิทธิในการรับความคุมครอง จากรัฐสิทธิในการไดรับบริการสาธารณะจากรัฐตามที่กฎหมายกําหนด เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล ซึ่งกระทํานั้นจะตองขัดตอ กฎหมาย เชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการประกอบ สัมมาชีพ เสรีภาพในการพูด การเขียน ที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หนาที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับปพุทธศักราช 2550 ไดกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยไวในหมวดที่ 4 มาตรา 70 ถึง มาตรา 74 ดังนี้ 1. บุคคลมีหนาที่พิทักษไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70) 2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม กฎหมาย (มาตรา 71) 3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 72) 4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปองกัน และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่นและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73) 5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยงานราชการ หนวยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดําเนินการ ใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนตามหลักธรรมมาภิบาล ของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี บุคคลที่มีสถานภาพเปนคนไทยจึงตองที่หนาที่รับผิดชอบตามที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ดวย ทําอยางไรเราจึงจะสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติ หนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆของประเทศดวย
102.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม92 แนวทางในการสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆปฏิบัติหนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆมีดังนี้ 1. ประพฤติปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆ เพื่อใหเปนแบบอยางที่ดีแกบุคคลในครอบครัวและชุมชนที่ตนเองอาศัยอยูใหเปนวิถีชีวิต ซึ่งจะมีอิทธิพลตอบุคคลใกลชิดใหมีความคลอยตามในการประพฤติปฏิบัติ 2. เผยแพรความรู
อบรม สั่งสอน สนทนาแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นในกาลอันควรดวย โดยคํานึงถึงวัย ระดับความรู ของบุคคลที่สนทนาดวยความเคารพและใหเกียรติในศักดิ์ศรี ของความเปนมนุษยดวย 3. สนับสนุนชื่นชมใหกําลังใจผูที่ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ดวย
103.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 93 1. รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศในแงใดบาง ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 2. รับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไทย ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... กิจกรรม
104.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม94 4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 5.
ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 6. ใหผูเรียนศึกษารัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมีรายละเอียดสําคัญอยางไรบางและ นํามาอภิปรายรวมกัน ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... กิจกรรม
105.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 95 สิทธิมนุษยชน 4 บทที่ สาระสําคัญ มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติและศักดิ์ศรีเทาเทียมกันและไมควรถูกเลี่ยงปฏิบัติเพราะ ความแตกตางของเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฐานะ หรือความคิดเห็น องคการสหประชาชาติ จึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน เพื่อให ประเทศตางๆ เคารพสิทธิและปกปองพลเมืองของตนใหรอดพนจากการถูกรังแกหรือลิดรอน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนที่เกิดมาเปนมนุษยและเกิดเปนคนไทย ยอมมีศักดิ์ศรี ที่จะไดรับความคุมครองจากรัฐโดยเทาเทียมตามมาตรฐานเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่ง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เอาไว อันแสดงจึงเจตนารมณหรือขอผูกมัดที่รัฐจะตองปกปองคุมครองประชาชนคนมิให ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จากการใชอํานาจรัฐหรือบุคคลอื่นใดก็ตาม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. รูและเขาใจความหมาย และความสําคัญของสิทธิมนุษยชน 2. บอกความหมายและขอบขายของสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได 3. รูจักใชและรักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมาย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติ การตามหลักสิทธิมนุษยชน
106.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม96 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยชนสากล หากเราไดศึกษาสภาพการดําเนินชีวิตของผูอยูในสังคมตางๆ
ทั่วโลกตั้งแตอดีต จนถึงปจจุบันมีขอเท็จจริงประการหนึ่งที่พบไดคือการที่มนุษยถูกเลือกปฏิบัติอยางไม เทาเทียมกันตามเชื้อชาติ สีผิว เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจ เปนตน การทําดังกลาวหลายครั้ง เปนการละเมิดสิทธิของอีกบุคคลหนึ่งดวยความเชื่อวาบุคคลนั้นมีความดอยกวาผูกระทํา ละเมิดไมทางใดก็ทางหนึ่ง เชน บางประเทศมีความเชื่อวาฐานะของชายสูงกวาหญิง ก็มัก จะเกิดการกระทําที่เอารัดเอาเปรียบฝายหญิง หรือประเทศที่ใชระบบวรรณะก็จะเกิดการ กีดกั้นคนในวรรณะที่ต่ํากวา เปนตน ในโลกยุคปจจุบันอารยประเทศตางยอมรับและตองปฏิบัติกับประชาชนของตนเอง ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลอาจจะมากบางนอยบางก็แลวแตพัฒนาการทางการเมืองการ ปกครองระดับการศึกษาและความตื่นตัวในทางการเมืองของประชาชนในประเทศนั้นๆ ดังนั้น เพื่อความเขาใจที่ตรงกันในการศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทย กอนอื่นขอใหเรามาทําความเขาใจใหตรงกันและเปนพื้นฐานในการคิดวิเคราะหตระหนักถึง ความสําคัญของสิทธิมนุษยชน ความหมาย สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคน เปนสิ่ง ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิด เห็นทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุ หรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ จากความหมายดังกลาวจึงวิเคราะหไดวาเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเปนแนวคิดที่มีความ เชื่อพื้นฐาน ในเรื่องศักดิ์ศรีความเปนมนุษยวาเปนสิทธิหรือสถานะสากล ซึ่งไมขึ้นอยูกับ ขอบเขตของกฎหมาย หรือปจจัยทองถิ่นอื่นใด เชน เชื้อชาติ หรือ สัญชาติ ซึ่งตองไดรับการ ยอมรับและไดรับการปฏิบัติ โดยมีองคประกอบของหลักสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจาก รัฐ ไดแกเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรมที่จะทําใหบุคคลนั้นดําเนิน ชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรี และมีหลักประกันในเรื่องการไดรับการปกปองคุมครองดวยความเปน ธรรม มีรายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้ 1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย 2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ 3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกัน วาจะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ
107.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 97 4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส ไดมากกวา แข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป สรุปไดดังแผนภูมิ จากความเชื่อดังกลาวองคการสหประชาชาติจึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยเรื่อง สิทธิมนุษยชน เพื่อเปนแนวในการประเมินและตัดสินใจวาประเทศใดมีการกระทําที่เปนการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนหรือชาวตางชาติที่อาศัยอยูในประเทศหรือไม ปฏิญญาสากลวาดวยเรื่องสิทธิมนุษยชน คําปรารภ โดยการยอมรับนับถือเกียรติศักดิ์ประจําตัว และสิทธิเทาเทียมกันและโอนมิไดของ บรรดาสมาชิกทั้งหลายแหงครอบครัวมนุษยเปนหลักมูลเหตุแหงอิสรภาพ ความยุติธรรมและ สันติภาพในโลก โดยการไมนําพาและการเหยียดหยามตอสิทธิมนุษยชนยังมีผลใหมีการกระทําอัน ปาเถื่อนซึ่งเปนการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอยางรายแรง และไดมีการประกาศวา ปณิธานสูงสุดของสามัญชนไดแกความตองการใหมนุษยมีชีวิตอยูในโลกดวยอิสรภาพในการ พูด และความเชื่อถือและอิสรภาพพนจากความหวาดกลัวและความตองการ องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แสดงถึงศักดิ์ความเปนมนุษย + ประกันความเปนธรรมในสังคม สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค เปนธรรม มีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค มีการศึกษา ไมถูกทําราย ชีวิตปลอดภัย แสดงความคิดเห็น เลือกอาชีพ เลือกคูครอง เดินทาง นับถือศาสนา ชุมนุมโดยไมมีอาวุธ ไดรับการปฏิบัติเทาเทียม (ทั้งในศักดิ์และสิทธิ์) ไมถูกเลือกปฏิบัติ ไมโดนเอาเปรียบ เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ (ผูออนแอกวา) ตองไดรับการปฏิบัติ ในบางเรื่องที่ตางจาก คนทั่วไปเพื่อใหเกิด ความเปนธรรม
108.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม98 โดยที่เปนการจําเปนอยางยิ่งที่มนุษยชนควรไดรับการคุมครองโดยหลักบังคับของ กฎหมายถาไมประสงคจะใหคนตกอยูในบังคับใหหันเขาหาการหาการขบถขัดขืนตอทรราชย และการขดขี่เปนวิถีทางสุดทาย โดยที่เปนความจําเปนอยางยิ่งที่จะสงเสริมวิวัฒนาการแหงสัมพันธไมตรีระหวาง นานาชาติ โดยที่ประชาการแหงสหประชาชาติไดยืนยันไวในกฎบัตรถึงความเชื่อมั่นในสิทธิ มนุษยชนอันเปนหลักมูลในเกียรติศักดิ์และคุณคาของมนุษยและในสิทธิเทาเทียมกันของ บรรดาชายและหญิงและไดตกลงใจที่จะเสริมความกาวหนาทางสังคมและมาตรฐานแหงชีวิต ที่ดีขึ้นดวยในอิสรภาพอันกวางขวางยิ่งขึ้น โดยที่รัฐสมาชิกตางปฏิญาณจะใหบรรลุถึงซึ่งการสงเสริมการเคารพ และการปฏิบัติ ตามทั่วสากลตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยรวมมือกับสหประชาชาติ โดยที่ความเขาใจรวมกันในสิทธิและอิสรภาพเหลานี้เปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งเพื่อ ปฎิญาณนี้สําเร็จผลเต็มบริบูรณ ฉะนั้น
บัดนี้ สมัชชาจึงประกาศวา:- ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนนี้ เปนมาตรฐานรวมกันแหงความสําเร็จสําหรับ บรรดาประชากรและประชาชาติทั้งหลายเพื่อจุดมุงหมายปลายทางที่วา เอกชนทุกคนและ องคการของสังคมทุกองคการ โดยการรําลึกถึงปฏิญญานี้เปนเนืองนิจจะบากบั่นพยายาม ดวยการสอนและศึกษาในอันที่จะสงเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหลานี้และดวย มาตรการที่กาวหนาทั้งในประเทศและและระหวางประเทศในอันที่จะใหมีการยอมรับนับถือ และการปฏิบัติตามโดยสากลและอยางเปนผลจริงจัง ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิก ดวยกันเองและในบรรดาประชาชนของดินแดนที่อยูใตอํานาจของรัฐนั้นๆ ขอ1 มนุษยทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคอันเกียรติศักดิ์ศรีและสิทธิตางมี เหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติตอกันดวยเจตนารมณแหงภราดรภาพ ขอ2 (1) ทุกคนยอมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กําหนดไวในปฏิญญานี้โดยปราศจาก ความแตกตางไมวาชนิดใดๆดังเชน เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการ เมืองหรือทางอื่น เผาพันธุแหงชาติหรือสังคม ทรัพยสิน กําเนิด หรือ สถานะอื่นๆ (2) อนึ่ง จะไมมีความแตกตางใดๆตามมูลฐานแหงสถานะ ทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหวางประเทศ ของประเทศหรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไมวา ดินแดนนี้ จะเปนเอกราชอยูในความพิทักษมิไดปกครองตนเองหรืออยูภายใตการจํากัด อธิปไตยใดๆทั้งสิ้น ขอ3 คนทุกคนมรสิทธิในการดํารงชีวิต เสรีภาพและความมั่นคงแหงตน ขอ4 บุคคลใดๆ จะถูกยึดเปนทาสหรือตองภาระจํายอมไมไดความเปนทาสและ การคาทาสเปนหามขาดทุกรูปแบบ
109.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 99 ขอ5 บุคคลใดๆจะถูกทรมานหรือไดรับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดรายผิด มนุษยธรรมหรือต่ําชาไมได ขอ6ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการยอมรับนับถือวาเปนบุคคลตามกฎหมายทุกแหงหน ขอ 7 ทุกคนเสมอกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมาย เทาเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองเทา เทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆอันเปนการลวงละเมิดปฏิญญา และจากการยุยง ใหเกิดการเลือกปฏิบัติดังกลาว ขอ 8 ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับบําบัดอันเปนผลจริงจังจากศาลที่มีอํานาจแหงชาติตอ การกระทําอันละเมิดสิทธิหลักมนุษยชนซึ่งตนไดรับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ขอ 9 บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปตางถิ่นโดยพลการไมได ขอ10 ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะไดรับการพิจารณาที่เปนธรรมและ เปดเผยจากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรมในการกําหนดสิทธิและหนาที่ของตนและการกระทํา ผิดอาชญาใดๆที่ถูกกลาวหา ขอ11 (1) ทุกคนที่ถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาชญามีสิทธิที่จะไดรับการสันนิษฐาน ไวกอนวาบริสุทธิ์ จนกวาจะพิสูจนไดวามีผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปดเผย ซึ่งตนได รับหลักประกันบรรดาที่จําเปนสําหรับการตอสูคดี (2) จะถือบุคคลใดๆวามีความผิดอาชญาเนื่องดวยการกระทําหรือละเวนอัน มิไดจัดเปนความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแหงชาติหรือกฎหมายระหวางประเทศในขณะ ไดกระทําการนั้นขึ้นไมไดและลงโทษอันหนักกวาที่ใชอยูในขณะที่ไดกระทําความผิดทาง อาชญานั้นไมได ขอ12 บุคคลใดๆจะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเปนอยูสวนตัวในครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสารหรือจะถูกลบหลูในเกียรติยศและชื่อเสียงไมได ทุกคนมีสิทธิ ที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมายตอการแทรกสอดหรือการลบหลูดังกลาวนั้น ขอ 13 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสภาพแหงการเคลื่อนไหวและสถานที่อยูภายในเขตของ แตละรัฐ (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆไปรวมทั้งประเทศของตนเองดวย และที่จะกลับยังประเทศตน ขอ14 (1) ทุกคนมีสิทธิจะแสวงหา และที่จะไดอาศัยพํานักในประเทศอื่น เพื่อที่จะได ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (2) จะอางสิทธินี้ไมไดในกรณีที่การดําเนินคดีสืบเนื่องอยางแทจริงมาจากความ ผิดที่ไมใชทางการเมืองหรือจากการกระทําอันขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ
110.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม100 ขอ 15 (1) ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง (2)
บุคคลใดๆจะถูกตัดสัญชาติของตนโดยพลการหรือถูกปฏิเสธสิทธิที่จะ เปลี่ยนสัญชาติไมได ขอ 16 (1) ชายและหญิงที่มีอายุเต็มบริบูรณแลวมีสิทธิที่จะทําการสมรส และจะกอ ตั้งครอบครัวโดยปราศจากการจํากัดใดๆอันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนาตางมี สิทธิเทาเทียมกันในการสมรส ระหวางการสมรสและในการขาดจากการสมรส (2) การสมรสจะกระทํากันก็แตความยินยอมโดยอิสระและเต็มที่ของผูที่ เจตนาจะเปนคูสมรส (3) ครอบครัวเปนหนวยธรรมชาติและหลักมูลของสังคมและมีสิทธิที่จะได รับความคุมครองจากสังคมรัฐ ขอ 17 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดเปนเจาของทรัพยสินโดยลําพังตนเอง เชนเดียวกัน โดยรวมกับผูอื่น (2) บุคคลใดจะถูกริบทรัพยสินโดยพลการไมได ขอ 18 ทุกคนมีอิสภาพแหงความคิดมโนธรรมและศาสนา สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ ในการเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อถือ และอิสรภาพในการที่จะประกาศศาสนาหรือความเชื่อ ถือของตนโดยการสอน การปฏิบัติการสักการะบูชาและประกอบพิธีกรรม ไมวาจะโดยลําพัง ตนเองหรือในประชาคมรวมกับผูอื่นและเปนการสาธารณะหรือสวนบุคคล ขอ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงความเห็นและแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ ในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่จะแสวงหารับและแจกจาย ขาวสารและความคิดเห็นไมวาโดยวิธีใดๆและโดยไมคํานึงถึงเขตแดน ขอ 20 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงการรวมประชุมและการตั้งสมาคมโดยสันติ (2) บุคคลใดๆจะถูกบังคับใหสังกัดสมาคมหนึ่งสมาคมใดไมได ขอ 21 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในรัฐบาลของประเทศตน จะเปนโดยตรงหรือ โดยผานทางผูแทนซึ่งใหเลือกตั้งโดยอิสระ (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขาถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตนโดย เสมอภาค (3) เจตจํานงของประชาชนจะตองเปนมูลฐานแหงอํานาจของรัฐบาล เจตจํานงนี้จะตองแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกําหนดเวลาและอยางแทจริงซึ่งอาศัยการ ออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาคและการลงคะแนนลับหรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอยาง อื่นทํานองเดียวกัน
111.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 101 ขอ 22 ทุกคนในฐานะที่เปนสมาชิกของสังคมมีสิทธิในความมั่นคงทางสังคม และ มีสิทธิในการบรรลุถึงซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจทางสังคมและทางวัฒนธรรมอันจําเปนอยางยิ่ง สําหรับเกียรติศักดิ์ของตนและการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอยางอิสระ ทั้งนี้โดยความเพียร พยายามแหงชาติและโดยความรวมมือระหวางประเทศและตามระบอบการและทรัพยากร ของรัฐ ขอ 23 (1) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระในเงื่อนไขอัน ยุติธรรมและเปนประโยชนแหงการทํางานและในการคุมครองตอการวางงาน (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะรับเงินคาจางเทาเทียมกัน โดยปราศจากการเลือก ปฏิบัติใดๆ (3) ทุกคนที่ทํางานมีสิทธิที่จะไดรับสินจางที่ยุติธรรมและเปนประโยชนที่ จะใหประกันแกตนเองและครอบครัวแหงตน ซึ่งความเปนอยูอันคูควรแกเกียรติศักดิ์ของ มนุษยและถาจําเปนก็จะตองไดรับวิถีทางคุมครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติมดวย (4) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งและที่จะเขารวมสหพันธกรรมกร เพื่อความ คุมครองแหงผลประโยชนของตน ขอ 25 (1) ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสําหรับสุขภาพและ ความเปนอยูดีของตนและครอบครัวรวมทั้งอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และการดูแล รักษาทางการแพทยและบริการทางสังคมที่จําเปน และมีสิทธิในความมั่นคงยามวางงาน เจ็บ ปวย พิการ เปนหมาย วัยชรา หรือขาดอาชีพอื่นในพฤติการณที่นอกเหนืออํานาจของตน (2) มารดาหรือเด็กมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและการชวยเหลือเปนพิเศษ เด็กทั้งปวงไมวาจะเกิดในหรือนอกสมรส จะตองไดรับการคุมครองเชนเดียวกัน ขอ 26 (1) ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะตองใหเปลาอยางนอยในชั้น ประถมศึกษาและการศึกษาชั้นหลักมูลการประถมศึกษาจะตองเปนการบังคับ การศึกษาทาง เทคนิคและวิชาชีพจะตองเปนอันเปดโดยทั่วไปและการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปก็ตองเปนอันเปด สําหรับทุกคนเขาถึงไดโดยเสมอภาคตามมูลฐานแหงคุณวุฒิ (2) การศึกษาจะไดจัดไปในทางบุคลิกภาพของมนุษยอยางเต็มที่และยัง ความเคารพตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูลใหมั่นคงแข็งแรงจะตองสงเสริมความเขาใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหวางบรรดาประชาชาติกลุมเชื้อชาติหรือ ศาสนา และจะตองสง เสริมกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อการธํารงไวซึ่งสันติภาพ (3) บิดามารดามีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิดของการศึกษาอันจะใหแก บุตรของตน ขอ 27 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขารวมในชีวิตทางวัฒนธรรมของประชาคมโลกโดย
112.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม102 อิสระที่จะบันเทิงใจในศิลปและที่จะมีสวนในความรุดหนาและคุณประโยชนทางวิทยาศาสตร (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการคุมครองผลประโยชนทางศีลธรรมและทางวัตถุอัน เปนผลจากประดิษฐกรรมใดๆทางวิทยาศาสตรวรรณกรรมและศิลปกรรมซึ่งตนเปนผูจาง ขอ 28
ทุกคนมีสิทธิในระเบียบทางสังคมและระหวางประเทศซึ่งจะเปนทางใหสําเร็จ ผลเต็มที่ตามสิทธิและอิสรภาพดังกําหนดไวในปฏิญญานี้ ขอ 29 (1) ทุกคนมีหนาที่ตอประชาคมดวยการพัฒนาบุคลิกภาพของตนโดยอิสระเต็มที่ จะกระทําไดก็แตในประชาคมเทานั้น (2) ในการใชสิทธิและอิสรภาพแหงตนทุกคนตกอยูในขอบังคับของขอจํากัดเพียง เทาที่ไดกําหนดลงโดยกฎหมายเทานั้น เพื่อประโยชนที่จะไดมาซึ่งการนับถือและการเคารพ สิทธิและอิสรภาพของผูอื่นตามสมควรและที่จะเผชิญกับความเรียกรองตองการอันเที่ยงธรรม ของศีลธรรมความสงบเรียบรอยของประชาชนและสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย (3) สิทธิและอิสรภาพเหลานี้จะใชขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ ไมไดไมวากรณีใดๆ ขอ 30 ไมมีบทใดๆ ในปฏิญญานี้ที่จะอนุมานวาสิทธิใดๆแกรัฐ หมูคน หรือบุคคล ในอันที่จะดําเนินกิจกรรมใดๆ หรือปฏิบัติการใดๆ อันมุงตอการทําลายสิทธิและอิสรภาพ ดังกําหนดไว ณ ที่นี้ เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย วัฒนาการของสิทธิมนุษยชน หากศึกษาจากเอกสารหลักฐานถือวามีจุดเริ่มตนเมื่อ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเมื่อพุทธศักราช 2475 จากคําประกาศของคณะราษฎรที่ไดนําหลักการของ สิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน และใน รัฐธรรมนูญฉบับตอๆ ก็มีการกลาวถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวในรัฐธรรมนูญดวย เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ไดประกฎบทบัญญัติที่ใหการรับรอง สิทธิเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2 วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม ซึ่งมีสาระสําคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากันในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือ ศาสนา เสรีภาพรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบทบัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา นอกจากนั้นเรายังสามารถศึกษารองรอยของพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทยไดจากการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวนการยุติธรรมเพื่อใหทัดเทียม นานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติดวยความมุงหมายที่จะเรียกรองเอกราช ทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทยแนวความคิดในการคุมครองสิทธิมนุษยชนจึงปรากฎอยู
113.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 103 ในกฎหมายหลายฉบับอีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครองสิทธิมนุษยชนไวโดยตรง และโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวยโดยเฉพาะอยางยิ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของผูตองหาและ จําเลยในคดีอาญาซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรอง สิทธิของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญสวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดเผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยนเปน เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่ สําคัญคือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่ง เปนการรวมตัวกันของกรรมกรจากกิจกรรมสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจากกรรมกรเหลานี้ถูกกฎขี่คาจางแรงงานอยางมากอันเปนผลมาจากการเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมรัฐใหสนองตอบความตองการที่จําเปนของตนทําให สังคมตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนอันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทําของเอกชนดวย ในป พ.ศ. 2491 สหประชาชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกําลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 พอดี รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5 คือรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการ ประกาศใชปฏิญญาสากล ของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ไดรับการรับรองสิทธิและเสรีภาพ เปนจํานวนมากและละเอียดกวารัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ที่ไดรับการบรรจุลงไว ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดแก หลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญทั้งนี้ไมวาบุคคลนั้นมีกําเนิด หรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม(มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่จะไมถูกเกณฑแรงงาน ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปกปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน เฉพาะเวลา ประเทศอยูในภาวการณรบหรือภาวะสงครามหรือสถานการณฉุกเฉินเทานั้น (มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย (มาตรา 40) เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา 41) สิทธิของบุคคลที่จะไดรับ ความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา 43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคลซึ่งเปน ทหาร ตํารวจ ขาราชการประจําอื่น พนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา 42) ปรากฏการณที่สําคัญอีกประการ คือ มีการนําเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทาง อาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญดวย เชน
114.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม104 หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมาย ซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไวและโทษที่จะลงแกบุคคล นั้นจะหนักกวาโทษที่กําหนดในกฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได”
(มาตรา 29) ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สําคัญในการดําเนินคดีอาญาและไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับ ตอมาจนถึงปจจุบัน หลักความคุมครองผูตองหาและจําเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวาไมมีความ ผิดกอนที่จะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาในการประกันและ การเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีแกกรณีดวย (มาตรา 30)และ สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวาจะกรณีใดๆ เวนแตจะมี กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทํา (มาตรา 31) นอกจากนี้แลวการกําหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย แนวทางสําหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกําหนดหนาที่แกรัฐซึ่งซึ่งมีความ สําคัญเกี่ยวพันกับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆ มา ในทางปฏิบัติสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนทัศนคติของ ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐและประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ให การรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณ เรียกรองประชาธิปไตยโดยนักคิดนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับ วาเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการให ความคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจํากัดอํานาจรัฐที่ จะเขามาแทรกแซงอันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน และในดานการเพิ่ม หนาที่ใหแกรัฐในการบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิ เทาเทียมกัน (มาตรา 28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียง ประชามติ(มาตรา 29) สิทธิที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ เวนแตมีคําพิพากษา ถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42) การกําหนดใหพรรคการเมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย(มาตรา45) และเสรีภาพในการเดินทางภายในราชอาณาจักร(มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทาง กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผูตองหาและจําเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวยไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็ว
115.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 105 และเปนธรรมสิทธิที่จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิ ที่จะไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเองอันจะทําใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคําของ บุคคลที่เกิดจากการถูกทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกําลังบังคับหรือการกระทําใดๆที่ทําใหถอยคํา นั้นเปนไปโดยไมสมัครใจไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะได คาทดแทน หากปรากฏในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทําความผิด (มาตรา 36) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทยพุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ ไวเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ แหงกฎหมาย”นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิเสรีภาพกวางขวางมากแตไมมีการกําหนดวา เปนสิทธิเสรีภาพชนิดใด ตอมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองอาณาจักร พ.ศ.2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลยที่ ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นําบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพ มาบัญญัติไวอีกโดยมีสาระสําคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิง เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป ภายหลังจากหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทําการยึดและ ควบคุมการปกครองประเทศไวเปนผลสําเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แลวไดประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช 2534 โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไม ปรากฏ มีบทบัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน ตอมาในป 2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่ประกาศ ไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5 )พุทธศักราช 2538 เมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ 2538 ซึ่งนําเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัด เสรีภาพในทางวิชาการออกเสียและเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรับบริการทาง สาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน (มาตรา 41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และ สิทธิในการไดรับทราบขอมูลหรือขาวสารจากหนวยงานราชการ (มาตรา 48) ตลอดจนระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย แมถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลาแตการคุมครอง สิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติ พิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป
116.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม106 การตรวจสอบการทํางานฝายบริหารโดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของ เจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริหารเพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวย กฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคตุลาการ โดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแกประชาชน
เหลานี้นับวาเปนกลไก การคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะมิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม การดําเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอม กับการจัดตั้ง สํานักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัด กรมอัยการเมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สํานักงานคุมครองสิทธิและ ชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดําเนินงานขององคกรมีขอบเขตจํากัด สืบเนื่องจากกรอบอํานาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดําเนินงาน ขององคกรพัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ.2519 สหภาพ เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงานศาสนา เพื่อสังคม” (กศส.) หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ คณะกรรมการ คณะทํางาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆเพื่อทําหนาที่ในการสงเสริมและคุมครอง สิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆแกประชาชน เชน สิทธิของจําเลยหรือ ผูตองหาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงาน และสิทธิทางการเมือง เปนตน เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน จากความเชื่อที่เปนหลักการแหงสิทธิมนุษยชนซึ่งเชื่อในเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเปน มนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคนในมนุษยทุกคน เปนสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด” นั้น เห็นไดวาเปนความพยายามที่ทําใหมนุษยทุกคนในโลกนี้ไดรับการปฏิบัติ และตองปฏิบัติตอ บุคคลอื่นดวยความเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษยอยางแทจริง จากาการศึกษาที่เราไดศึกษาหลักสิทธิมนุษยชน และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มาแลว เห็นไดวาเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้นมีทั้งสิ่งที่เปนเรื่องใกลตัวภายในครอบครัว ในสถานที่ทํางานชุมชนทองถิ่นที่เราอาศัยอยู และเรื่องไกลตัวออกไปในระดับประเทศ เปนเรื่องที่เราเองอาจเปนผูกระทําตอบุคคลอื่น และบุคคลลื่นอาจกระทําตอเรา เชน ความ รุนแรงภายในครอบครัว การทอดทิ้งเด็ก การชุมนุมเรียกรองการปฏิบัติตามกฎหมาย ลักษณะและเหตุแหงการละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุการณละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายระดับ ในที่นี้เราจะทําความเขาใจเหตุแหง การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากใกลตัวไปยังสิ่งที่ไกลตัวออกไป 1. ในครอบครัว การละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว มักจะเปนการใชกําลัง บังคับ ควบคุมสตรี
117.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 107 เด็ก คนชรา ทําใหไดรับอันตรายทางรางกายและหรือทางจิตใจ ไดแก การทํารายรางกายดวย วิธีการตางๆในบางครั้งอาจรุนแรงจนถึงแกชีวิตก็มี การใชคําพูด กิริยาอาการที่ไมสุภาพ ดูหมิ่น เหยียดยาม เอาเปรียบ ละเลยทอดทิ้ง ไมรับผิดชอบตอบุคคลในครอบครัว และ ไมลวงละเมิดทางเพศ สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัวมักเกิดจากบุคคลใกลและเกิดจาก เพศชายเปนสวนใหญ คือ สามี พอ พี่ชาย ที่เกิดจากความเชื่อ ลักษณะทางรางกายและ พฤติกรรมการใชชีวิต กลาวคือ เพศชายเปนเพศที่มีความเขมแข็งแรงในทางรางกายมากกวา และมักดื่มสุราและขาดสติ เกิดปญหาคาใชจายไมพอในครอบครัว อารมณเสียหงุดหงิดมี การทํารายรางกายและจิตใจแกบุคคลในครอบครัวที่ออนแอกวา ผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว ทําใหรางกายของอีกฝายไดรับ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตซึ่งสงผลตอจิตใจทั้งสองฝายที่เปนผูกระทํา คือ ทําใหเสียใจ โกรธ แคน อับอาย รูสึกผิดในเวลาตอมา เครียด เปนตนทางของการเปนโรคจิต และอาการเจ็บปวยทาง กายบางโรค เชน ปวดศรีษะ นอนไมหลับ อาหารไมยอย มีปญหาคาใชจายตามมาเพราะตอง ใชจายเงินไปกับการรักษาตัว สงผลตอคาใชจายจําเปนที่เปนภาระที่ตองรับผิดชอบภายใน ครอบครัว ทั้ง คาอาหาร คาน้ํา คาไฟ คาเลาเรียนของลูก ฯลฯ และมักจะเปนสาเหตุของการ หยารางครอบครัวแตกแยกเด็กที่เปนลูกกลายเปนเด็กเก็บกด มีปญหา เครียด อาจเกิดการ ติดเพื่อน ไปทดลองเสพยาเสพติด หรือกออาชญากรรมเพื่อใหไดมาซึ่งทรัพยสินเงินทอง 2. ในโรงเรียน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร นักเรียนผูหญิง สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักเกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวามี อํานาจเหนือกวามีสมาชิกลุมที่ใหญกวาผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน เชน ผูเรียนไมอยากมาโรงเรียนไมมีความสุข ผลการเรียนตกต่ํา การตั้งครรภกอนวัยอันควร 3. ในสถานที่ทํางาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได
118.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม108 มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร นักเรียนผูหญิง 4.
การดําเนินการในภาครัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของภาครัฐ คือ การปฏิบัติของ เจาหนาที่ภาครัฐที่กระทําตอประชาชน ทั้งในเรื่อง การใหการศึกษา การรักษาพยาบาล การจับกุมคุมขัง การกีดกันสิทธิบางอยาง การเลือกปฏิบัติเพราะตางศาสนา เชื้อชาติ ฐานะ ผลของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝายรัฐ ทําใหประชาชนเกิดความรูสึกวาไมได รับความเปนธรรม อาจเกิดการรวมกลุมตอสูเรียกรองกับฝายรัฐ สรางความวุนวายใหแก สังคม สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของเจาหนาที่ของรัฐมี ทั้งที่กฎหมายไมเหมาะสม การมีอํานาจมากเกินไปของฝายรัฐ การขาดองคการตรวจสอบ ถวงดุลผูมีอํานาจ สรุปสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกแหง เกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวา มีอํานาจมากกวา มีพรรคพวกมากกวา ออนแอกวาจึงเปนฝายถูกกระทําผลของการละเมิด สิทธิมนุษยชน คือ ฝายถูกกระทําไมสามารถใชชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย หากปลอยปละละเลยใหเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสถานที่ตางๆ ตั้งแตครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทํางาน และในสังคม ประชาชนในสังคมนั้นยอมขาดความมั่นคงทางกาย และทางจิตใจ แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน 1) ไมเปนผูกระทําความรุนแรงใดๆตอบุคคลอื่น 2) ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทําความรุนแรงตอตนเอง 3) ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละสิทธิตอบุคคลอื่นควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของหรือ ใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทําได 4) มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนกับองคกร มูลนิธิ เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการตรวจสอบเรียกรองใหรัฐ มีการจัดทํากฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม 5) รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสําคัญของการปกครองและสงเสริม สิทธิมนุษยชน
119.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 109 กิจกรรมบทที่ 4 1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... 2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครอง จากรัฐประกอบดวยเรื่องอะไรบางและแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ....................................................................................................................................
120.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม110 3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยใหความสําคัญกับการคุมครองสิทธิ มนุษยชน .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... 4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน แกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหนึ่งหรือไม
ถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไรและถาไมมีทานมี หลักการในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ....................................................................................................................................
121.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 111 บรรณานุกรม 1) กระทรวงศึกษาธิการ. (2540). ชุดการเรียนการสอนเรื่องสหประชาชาติ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย.กุรงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว 2) กรมการศึกษานอกโรงเรียน . (2546) . ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาสังคม และชุมชน (เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว 3) คณะอาจารย กศน. คูมือการเรียนรูหลักสูตรใหมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระ การเรียนรู หมวดวิชา พัฒนาสังคมและชุมชน. กรุงเทพฯ : บริษัทไผมีเดีย เซ็นเตอร จํากัด 4) วิไล ทรงโฉม. (2548). สื่อการเรียนรู หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายการศึกษานอกโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาระดับ พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพฯ : บริษัทลามาจรัญพานิช จํากัด 5) พันเอก (พิเศษ) เผด็จ เอมวงศ และคณะ.(2551). กฎหมายในประจําวัน : ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ ชวงชั้นที่ 3 กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด 6) ยุรารัตน พันธุยุรา และคณะ (2552). สิทธิมนุษยชน หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษาระดับพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพฯ :สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด 7) สถาบันการศึกษาทางไกล สํานักงาน กศน. (2548). ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชา พัฒนาสังคมและชุมชน(เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 127 ตอนที่ 69 ก. ประกาศวันที่ 12 พฤษจิกายน 2553. พระ ราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พุทธศักราช 2553.
122.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม112 เฉลยกิจกรรม กิจกรรมทายบทที่ 1 และ
2 เปนกิจกรรมศึกษาคนควาอภิปรายไมแนวเฉลย เฉลยกิจกรรมบทที่ 3 1.รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศไทยในแงใดบาง แนวคําตอบ มีความสําคัญเพราะเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งเปนหลักใหผูคน ทั้งประเทศยึดถือและยอมรวมกันวากฎหมายอื่นๆจะขัดหรือแยงรัฐธรรมนูญไมได ดังนั้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจึงมีผลผูกพันกับชีวิตของทุกคนในประเทศไทย เปนหลักประกัน วาจะไดรับบริการและหลักประกันในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินจากรัฐในเรื่อง ใดบาง ทําใหบานเมืองมีกฎ กติกา ในการอยูรวมกัน 2. รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด แนวคําตอบ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ของคณะราชย เมื่อ พ.ศ. 2475 3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของไทย แนวคําตอบ สวนใหญเกิดจากกลุมผูมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้นเห็นวารัฐธรรมนูญที่ใชอยู ไมเหมาะสม 4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง แนวคําตอบ เพื่อเปนองคกรในการตรวจสอบพฤติกรรมหรือการบริหารงานของฝายการเมืองและ ฝายขาราชการประจํา 5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก แนวคําตอบ ผลตอสังคมไทยในภาพรวมประชาชนไดรับสิทธิเสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น รวมทั้งไดรับการบริการขั้นพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชน การศึกษา การ รักษาพยาบาล การนับถือศาสนาและเลือกถิ่นที่อยู การไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมาย เดียวกันสวนในสายของสังคมโลก ประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนได
123.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 113 รับยอมรับในเรื่องหลักกฎหมายวาดวยความเปนสากล 5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก แนวคําตอบ ผลตอสังคมไทยในภาพรวม ประชาชนไดรับสิทธิ เสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น รวมทั้งไดรับการบริการขันพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชนการศึกษา การรักษา พยาบาล การนับถือศาสนา การเลือกถิ่นที่อยู กาไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมายเดียวกัน สวนในสายของสังคมโลกประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนไดรับยอมรับ ในเรื่องหลักกฎหมายวามีความเปนสากล 6. เปนกิจกรรมศึกษาคนควาไมมีแนวเฉลย เฉลยกิจกรรมบทที่ 4 เรื่องที่ 1 1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ แนวคําตอบ สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย หรือศักดิ์ศรีความเปนคนเปนสิ่ง ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็น ทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุหรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ 2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลไดรับการคุมครองจากรัฐ ประกอบดวยเรื่องอะไรบาง และแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ แนวคําตอบ องคประกอบของสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจากรัฐไดแก เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรม รายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้ 1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย 2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ 3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกันวา จะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ 4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส ไดมากกวาแข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต
124.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม114 ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป 3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยไดใหความสําคัญกับการคุมครอง สิทธิมนุษยชน แนวคําตอบ การคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน •
กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป การตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารโดยฝาย นิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของเจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริการเพื่อมิใหเจา หนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชนการ พิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการโดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแก ประชาชน • การใหสิทธิในการเลือกที่อยูอาศัย เลือกประกอบอาชีพที่สุจริต • ฯลฯ 4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษย ชนแกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือไม ถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไร และถาไมมี ทานมี หลักในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร แนวคําตอบ ใหพิจารณาวาพฤติกรรมที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือ ไม ถามีพฤติกรรมใดที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แสดงวามีการ ละเมิด หากเขาองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแสดงวาไมมีการละเมิดสิทธิมนุษย ชนในครอบครัว
125.
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 115 1. . 2. . . 3. . 4. . . 5. 1. 2. 3. 1. 2. . 3. . 4. . 5. . 6. 7. . 8. . 9. . 10. 11. 12. 13. 1 2 3. 4. 5 คณะผูจัดทํา
126.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม116
Download