หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม
รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง
(สค31002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ
หามจําหนาย
หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน
ลิขสิทธิ์เปนของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม
รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
คํานํา
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไดดําเนินการจัดทํา
หนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรม
จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษาตอและสามารถ
ดํารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดยผูเรียนสามารถนําหนังสือเรียน
ไปใชในการเรียนดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งแบบฝกหัด
เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเมื่อศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับ
ไปศึกษาใหมได ผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนํา
ความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนรูและ
จากสื่ออื่นๆ
ในการดําเนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกี่ยวของหลาย
ทานซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดสื่อที่สอดคลองกับ
หลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบอยางแทจริง สํานักงานสงเสริมการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะผูเรียบเรียง ตลอดจน
คณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดี ไว ณ โอกาสนี้
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน
ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ
ขอบคุณยิ่ง
สํานักงาน กศน.
หนา
คําแนะนําการใชหนังสือเรียน
โครงสรางรายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก..................................................................................1
เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา...............................3
เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา .......................4
เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม.............................21
เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต...............................23
เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน....................................27
เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน .................................37
เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ..................................................44
เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน............................................................48
เรื่องที่ 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา...........................49
เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับ
ศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข.....................................................50
เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา.......................................52
บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก...............................57
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม.....................................58
เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย..........................................................59
เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม..........60
เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก.........................................................................61
เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย.......................62
เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก............................................65
เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม
ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย...................................................67
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย..........................................................69
เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ...................................70
เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย......................72
สารบัญ
เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ
และการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ.............................................81
เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมและมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก............87
เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ.......................90
บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน..........................................................................................95
เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล................................................................96
เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย..................................................102
เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน..........................106
บรรณานุกรม .............................................................................................111
เฉลยกิจกรรม .............................................................................................112
สารบัญ(ตอ)
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย เปนหนังสือเรียนที่จัดทําขึ้น สําหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบ
ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง
ผูเรียนควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
และขอบขายเนื้อหา
2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่
กําหนด แลวตรวจสอบ กับแนวตอบกิจกรรมที่กําหนด ถาผูเรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษา
และทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหม ใหเขาใจกอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป
3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่องของแตละเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของ
เนื้อหาในเรื่องนั้นๆอีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหาแตละเรื่อง ผูเรียนสามารถ
นําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆ ที่รวมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได
4. หนังสือเรียนเลมนี้มี 4 บท คือ
บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก
บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณี และคานิยมของประเทศไทยและของโลก
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน
คําแนะนําในการใชหนังสือเรียน
โครงสราง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
สาระสําคัญ
เปนสาระที่เกี่ยวกับศาสนาตางๆ ที่เกี่ยวของกับกําเนิดศาสนาและศาสดาของศาสนา
ตางๆ หลักธรรมสําคัญของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขัดแยงในศาสนา การ
ปฏิบัติตนใหอยูรวมกันอยางสันติสุขการฝกจิตในแตละศาสนา การพัฒนาปญญาในการแกไข
ปญหา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณีดานภาษา การแตงกาย
อาหาร ประเพณีสําคัญๆ ของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม
ประเพณี การมีสวนรวมในการสืบทอดและปฏิบัติตนเปนแบบอยางในการอนุรักษวัฒนธรรม
ตามประเพณีของชาติ และการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเอง
และสังคมไทย คานิยมที่พึงประสงคของสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติตน
เปนผูนําในการปองกันและแกไขพฤติกรรมไมเปนที่พึงประสงคในสังคมไทย
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายประวัติ หลักคําสอน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ
2. เห็นความสําคัญของวัฒนธรรมประเพณีและมีสวนในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม
ประเพณีทองถิ่น
3. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก
หลายทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
ขอบขายเนื้อหา
บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก
เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา
เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา
เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม
เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต
เรื่องที่ 5 ประวิติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน
เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน
เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก
เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา
เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได
อยางมีความสุข
เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา
บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม
เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย
เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรม
เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก
เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย
เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึ่งประสงคของสังคมโลก
เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม
ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ
การใชอํานาจรัฐ
เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก
เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ
บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน
เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล
เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน
บรรณานุกรม
สื่อประกอบการเรียนรู
1. หนังสือ ศาสนาสากล
2. ซีดี ศาสนาพุทธ
ศาสนาคริสต
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาฮินดู
3. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมไทย
4. หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ ในโลก
5. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
สาระสําคัญ
ศาสนาตางๆ ในโลกมีคุณคาและเปนประโยชนตอชาวโลก เพราะกอใหเกิดจริยธรรม
เปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองได ชวยใหสังคมดีขึ้น
สําหรับประเทศไทยมีผูนับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมาคือศาสนาอิสลามศาสนาคริสต
ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ แตในโลกมีผูนับถือศาสนาคริสตมากที่สุด รองลงมาคือ ศาสนา
อิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ การศึกษาคําสอนศาสนาตางๆ ของศาสนิกชนเพื่อ
นํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนาทุกศาสนาลวนสั่งสอนใหคนเปนคนดี
เพื่อสังคมเกิดความขัดแยงควรรีบหาทางแกไขโดยการนําคําสอนทางศาสนามาประพฤติ
ปฏิบัติจึงจะสงผลใหสังคมเกิดความสงบสุขตลอดไป
ผลการเรียนที่คาดหวัง
1. มีความรูความเขาใจศาสนาที่สําคัญๆในโลก
2. มีความรูความเขาใจในหลักธรรมสําคัญของแตละศาสนา
3. เห็นความสําคัญในการอยูรวมกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข
4. ประพฤติปฏิบัติตนสงผลใหสามารถอยูรวมกันกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข
5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหา
ตางๆ และพัฒนาตนเอง
ขอบขายเนื้อหา
บทที่ 1 ศาสนาในโลก
เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา
เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา
เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม
เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต
เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน
เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกซ
เรื่องที่ 7 การเผยแพรศาสนาตางๆในโลก
เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
ศาสนาในโลก
1
บทที่
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม2
เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา
เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได
อยางมีความสุข
เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา
สื่อประกอบการเรียนรู
ซี.ดีศาสนาสากล
เอกสารศาสนาสากล และความขัดแยงในปาเลสไตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 3
เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา
ความหมายของศาสนา
ศาสนา คือ คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแพรสั่งสอน แจกแจงแสดงใหมนุษยเวนจาก
ความชั่วกระทําแตความดี ซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใส
และศรัทธาคําสอนดังกลาวจะมีลักษณะเปนสัจธรรมศาสนามีความสําคัญตอบุคคลและสังคม
ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลาย
ศาสนาดวยกันแตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งมองทุกๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกันกลาวคือ
ชักจูงใจใหคนละความชั่วประพฤติความดีเหมือนกันหมดหากแตวาการปฏิบัติพิธีกรรมยอม
แตกตางกันความเชื่อถือของแตละศาสนา
คุณคาของศาสนา
1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย
2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ
3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจทําใหสงบรมเย็น
4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม
5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา
ประโยชนของศาสนา
ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการกลาวโดยสรุปมี 6 ประการคือ
1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนใหเราทราบวาอะไร
คือความชั่วที่ควรละเวนอะไรคือความดีที่ควรกระทําอะไรคือสิ่งที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ
เพื่อใหอยูรวมกันอยางมีความสุขดังนั้นทุกศาสนาจึงเปนแหลงกําเนิดแหงความดีทั้งปวง
2. ศาสนาเปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทุกศาสนาจะวางหลักการดําเนินชีวิตเปน
ขั้นๆเชนพระพุทธศาสนาวางไว 3 ขั้นคือขั้นตนเนนการพึ่งตนเองไดมีความสุขตามประสา
ชาวโลกขั้นกลางเนนความเจริญกาวหนาทางคุณธรรมและขั้นสูงเนนการลดละโลภโกรธหลง
3. ศาสนาทําใหผูนับถือปกครองตนเองได หลักคําสอนใหรูจักรับผิดชอบตนเอง
คนที่ทําตามคําสอนทางศาสนาเครงครัดจะมีหิริโอตตัปปะไมทําชั่วทั้งที่ลับและที่แจงเพราะ
สามารถควบคุมตนเองได
4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการ
เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกันสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแพรมีความซื้อสัตยสุจริตตอกันเปน
เหตุใหสังคมมีความสงบสันติยิ่งขึ้นสอนใหอดทนเพียรพยายามทําความดีสรางสรรคผลงาน
และประโยชนใหกับสังคม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม4
5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น ทุกสังคมจะมีระเบียบขอบังคับจารีตประเพณี
และกฎหมายเปนมาตรการควบคุมสังคมใหสงบสุขแตสิ่งเหลานี้ไมสามารถควบคุมสังคมให
สงบสุขแทจริงไดเชนกฎหมายก็ควบคุมไดเฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานั้นไม
สามารถลึกลงไปถึงจิตใจไดศาสนาเทานั้นจึงจะควบคุมคนไดทั้งกาย วาจา และใจ
ศาสนาในประเทศศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชาติไทยมีผูนับถือมากที่สุด รองลง
มาคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาซิกซ รายละเอียดของ
แตละศาสนาดังตอไปนี้คือ
เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวัฎสงสารถาสัตวโลกยังมีกิเลส
คือโลภ โกรธ หลงจะตองเกิดในไตรภูมิคือ 3 โลก ไดแก นรกภูมิ โลกมนุษย และเทวโลก
และในการเกิดเปนพระพุทธเจาเพื่อที่จะโปรดสัตวโลกใหพนบารมีเพื่อใหบารมีสมบูรณจึงจะ
เกิดเปนพระพุทธเจาใหพระเจาไดบําเพ็ญบารมีมาทุกภพทุกชาติและบําเพ็ญบารมีอยางยิ่งยวด
ใน 10 ชาติสุดทายเรียกวาทศชาติซึ่งไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก โดยมีความยอๆดังนี้
1.เตมียชาดก
เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือการออกบวช ความวาตระเตมีย
เกิดในตระกูลกษัตริยแตทรงเกรงวาจะตองขึ้นครองราชยเปนพระราชาเพราะทรงเห็น
การลงโทษโจรตามคําสั่งของพระราชา เชน เฆี่ยนบางเอาหอกแทงบางพระองคจึงทรงแกลง
เปนงอย เปลี้ย หูหนวก เปนใบ ไมพูดจากับใคร พระราชาปรึกษากับพราหมณใหนําพระองค
ไปฝงเสียพระมารดาทรงคัดคานแตไมสําเร็จจึงทรงขอใหพระเตมียครองราชย 7 วันเผื่อ
พระองคจะตรัสบาง ครั้งครบ 7 วันแลวพระเตมียก็ไมตรัส ดังนั้นสารถีจึงนําพระเตมียไปฝง
ตามคําสั่งของพระราชาครั้งสารถีขุดหลุมเตรียมฝงขณะกําลังขุดหลุมพระเตมียลงจากรถและ
ตรัสปราศรัยแจงวาพระองคตองการจะบวชไมตองการเปนพระราชจากนั้นสารถีกลับไปบอก
พระราชา พระราชาจึงเชิญพระเตมียกลับไปครองราชย พระเตมียกลับเทศนาสั่งสอนจน
พระชนกชนนีและบริวารพากันเลื่อมใสออกบวชตาม
2. มหาชนกชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญวิริยบารมีคือความเพียรใจความสําคัญคือพระมหา
ชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตกคนทั้งหลายจมน้ําตายบางเปนเหยื่อของสัตวน้ํา
บางแตพระองคไมทรงละความอุตสาหะทรงวายน้ําโดยกําหนดทิศทางแหงกรุงมิถิลาในที่สุด
ก็ไดรอดชีวิตกลับไปกรุงมิถิลาได ชาดกเรื่องนี้เปนที่มาแหงภาษิตที่วาเปนชายควรเพียรร่ําไป
อยาเบื่อหนาย(ความเพียร)เสียเราเห็นตัวเองเปนไดอยางที่ปรารถนาขึ้นจากน้ํามาสูบกได
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 5
3. สุวรรณสามชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญเมตตาบารมีคือการแผไมตริจิตคิดจะใหสัตวทั้งปวง
เปนสุขทั่วหนา มีเรื่องเลาวา สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในปาและ
เนื่องจากเปนผูเมตตาปรารถดีตอผูอื่นหมูเนื้อก็เดินตามแวดลอมไปในที่ตางๆวันหนึ่งถูก
พระเจากรุงพาราณสีชื่อพระเจากบิลยักษยิงเอาดวยธนูดวยเขาพระทัยผิดภายหลังเมื่อทราบ
วาเปนมาณพผูเลี้ยงมารดาบิดาก็สลดพระทัยจึงไปจูงมารดาของสุวรรณสามมามารดาบิดา
ของสุวรรณก็ตั้งสัจจกริยาอางคุณความดีของสุวรรณสาม สุวรรณสามก็ฟนคืนสติและไดสอน
พระราชาแสดงคติธรรมวาผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรมแมเทวดาก็ยอมรักษาผูนั้นยอมมี
คนสรรเสริญในโลกนี้ละโลกนี้ไปแลวก็ไปเกิดในสวรรคตอจากนั้นเมื่อพระราชาขอใหสั่งสอน
ตอไปอีกก็สอนใหทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง
4. เนมิราชชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวาเนมิ
ราชไดขึ้นครองราชยตอจากพระราชบิดาทรงบําเพ็ญคุณงามความดีเปนที่รักของมหาชนและ
ในที่สุดเมื่อทรงมอบราชสมบัติแกพระราชโอรสเสด็จออกผนวชเชนเดียวกับที่พระราชบิดา
ของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมาทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางก็สลดพระทัยใน
สังขารจึงทรงออกผนวช
5. มโหสถชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวามโห
สถบัณฑิตเปนที่ปรึกษาหนุมของพระเจาวิเทหะแหงกรุงมิถิลาทานมีความฉลาดรูสามารถ
แนะนําในปญหาตางๆไดอยางถูกตองรอบคอบเอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆที่ริษยาใสความดวย
ความดีไมพยาบาทอาฆาตครั้งหลังใชอุบายปองกันพระราชาจากราชศัตรูและจับราชศัตรูซึ่ง
เปนกษัตริยพระนครอื่นได
6. ภูริทัตชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญศีลบารมี คือการรักษาศีลมีเรื่องเลาวาภูริทัตตนา
คราชไปจําศีลอยูริมฝงแมน้ํายนุนายอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตางๆทั้งที่สามารถจะ
ทําลายหมองูไดดวยฤทธิ์ดวยความที่มีใจมั่นตอศีลของตนในที่สุดก็ไดอิสรภาพ
7. จันทกุมารชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญขันติบารมีคือความอดทนจันทกุมารเปนโอรสของ
พระเจาเอกราชพระองคทรงชวยประชาชนใหพนจากคดีซึ่งกัณฑหาลพราหมณราชปุโรหิต
เปนผูรับสินบนตัดสินคดีขาดความเปนธรรมสงผลใหกัณฑหาลพราหมณผูกอาฆาตพยาบาท
วันหนึ่งพระเจาเอกราชทรงพระสุบินเห็นดาวดึงสเทวโลกเมื่อทรงตื่นบรรทมทรงพระประสงค
ทางไปดาวดึงสเทวโลกจึงตรัสถามกัณฑหาลพราหมหกัณฑหาลพราหมหจึงกราบทูลแนะนํา
ใหตรัสพระเศียรโอรส ธิดา มเหสี บูชายัญแมใครจะทัดทานขอรองก็ไมเปนผลรอนถึง
ทาวสักกะ(พระอินทร)ตองมาชี้แจงใหหายเขาใจผิดวาวิธีนี้ไมใชทางไปสวรรค มหาชนจึงรุมฆา
กัณฑหาลพราหมณ และเนรเทศพระเจาเอกราชแลวกราบทูลเชิญจันทกุมารขึ้นครองราชย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม6
8. นารทชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอุเบกขาบารมีคือการวางเฉยพระพรหมนารถไดชวย
ใหพระเจาอังคติราชแหงกรุงมิถิลามหานครพนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจาก
คุณาชีวกวารูปกายของคนสัตวเปนของเที่ยงแมตัดศรีษะผูอื่นแลวไมบาปสุ ทุกข เกิดไดเอง
ไมมีเหตุคนเราเวียนวายตายเกิดหนักเขาก็บริสุทธิ์เองเมื่อพระองคมีความเห็นดังนั้นพระเจา
อังคติราชจึงสั่งใหรื้อโรงทานและมัวเมาในโลกียรอนถึงพระธิดาคือพระนางรุจาทรงหวงพระบิดา
จึงสวดออนวอนขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมารอนถึงพระพรหมนาทรทรงจําแลงกาย
เปนนักบวชทรงสอนใหพระเจาอังคติราชใหกลับความเห็นที่ผิดมาบําเพ็ญกุศล ถือศีล ทําทาน
ปกครองเมืองโดยสงบรมเย็น
9. วิทูรชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความซื่อสัตยบัณฑิตมีหนาที่ถวาย
คําแนะนําแกพระเจาธนัญชัยโกรัพยะซึ่งเปนพระราชาที่คนนับถือมากครั้งหนึ่งปุณณกยักษ
มาทาพระเจาธนัญชัยโกทัพยะเลนสกาถาแพจะถวายมณีรัตนะอันวิเศษถาพระราชาแพตอง
ใหสิ่งที่ปุณณกยักษตองการในที่สุดพระราชาแพปุณณกยักษของตังวิฑูรบัณฑิตพระราชา
หนวงเหนี่ยวประการใดไมสําเร็จวิฑูรบัณฑิตรักษาสัจจะไปกับยักษในที่สุดแมแมยักษจะทํา
อยางไรวิฑูรบัณฑิตก็ไมตายกับแสดงธรรมจนยักษเลื่อมใสและไดกลับคืนบานเมืองมีการ
ฉลองรับขวัญเปนการใหญ
10. เวสสันดรชาดก
เปนชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติตอไปจึงจะเกิดเปนพระพุทธเจาชาดกเรื่องนี้
แสดงถึงการบําเพ็ญทานบารมีคือการบริจาคทานมีเรื่องเลาวาพระเวสสันดรผูใจดีบริจาคทุกอยาง
ที่มีคนขอครั้งหนึ่งประทานชางเผือกคูบานคูเมืองแกพราหมณชาวกาลิงคะซึ่งตอมาขอชาง
ไปเพื่อใหเมืองของตนหายจากฝนแลงแตประชาชนโกรธขอใหเนรเทศพระราชบิดาจึงจํา
พระทัยตองเนรเทศพระเวสสันดรซึ่งพระนางมัทรีพรอมดวยพระโอรสธิดาไดตามเสด็จไปดวย
เมื่อชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีกภายหลังพระเจาสัญชัยพระราชบิดาไดทรงไถสอง
กุมารจากชูชกและเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง(เรื่องนี้แสดงการเสีย
สละสวนนอยเพื่อประโยชนสวนใหญคือการตรัสรูเปนพระพุทธเจาอันจะเปนทางใหไดบําเพ็ญ
ประโยชนสวนรวมไดมิใชเสียสละโดยไมมีจุดมุงหมายหรือเหตุผล)
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7
ประวัติพระพุทธเจา
พระพุทธเจาทรงมีพระนามเดิมวา“สิทธัตถะ”ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธ
ทนะกษัตริยผูครองกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะและ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของ
กษัตริยราชสกุลโกลิยวงศแหงกรุงเทวทหะ แควนโกลิยะ
ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระ
สุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภ ณ ที่บรรทมกอนที่พระนางจะมีพระ
ประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร ขึ้นสิบหาค่ํา เดือนวิสาขะ ปจอ 80
ปกอนพุทธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวันอยูในประเทศเนปาล)
ทันทีที่ประสูติ เจาชายสิทธัตถะทรงดําเนินดวยพระบาท 7 กาวและมีดอกบัวผุดขึ้น
มารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลกประเสริฐที่สุดในโลกการ
เกิดครั้งนี้เปนครั้งสุดทายของเรา”แตหลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติกาลไดแลว7วันพระ
นางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจาชายสิทธัตถะจึงอยูในความดูแลของพระนางประชาบดี
โคตรมี ซึ่งเปนพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา
ทั้งนี้ พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวาเจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หาก
ดํารงตนในฆราวาสจะไดเปนจักรพรรดิ ถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลกแตโกณ
ฑัญญะพราหมณผูอายุนอยที่สุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะจะ
เสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแนนอน
ชีวิตในวัยเด็ก
เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปะศาสตรทั้ง 18 ศาสตรในสํานักครูวิ
ศวามิตรและเนื่องจากพระบิดาไมประสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลกจึง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม8
พยายามทําใหเจาชายสิทธัตถะพบเห็นแตความสุขโดยการสรางปราสาท 3 ฤดู ใหอยูประทับ
และจัดเตรียมความพรอมสําหรับการราชาภิเษกใหเจาชายขึ้นครองราชย เมื่อมีพระชนมายุ
16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจากรุงเทวท
หะซึ้งเปนพระญาติฝายมารดาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดใหประสูติ
พระราชโอรสมีพระนามวา “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “ชวงบาย”
เสด็จออกผนวช
วันหนึ่งเจาชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจําเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถมา
ประพาสอุทยานครั้งนั้นไดทอดพระเนตรเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต
(ทูตสวรรค) ที่แปลงกายมาพระองคจึงทรงคิดไดวานี่เปนธรรมดาของโลกชีวิตของทุกคน
ตองตกอยูในสภาพเชนนั้น ไมมีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก เจ็บ ตายได จึงทรงเห็นวา
ความสุขทางโลกเปนเพียงภาพมายาเทานั้น และวิถีทางที่จะพนจากความทุกขคือตองครอง
เรือนเปนสมณะ ดังนั้นพระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชาในขณะที่มีพระชนมายุ 29
พรรษา
ครานั้นพระองคไดเสด็จไปพรอมกับนายฉันทะ สารถีซึ่งเตรียมมาพระที่นั่ง นามวา
กัณฑกะมุงตรงไปยังแมน้ําอโนมานทีกอนจะประทับนั่งบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวย
พระขรรคและเปลี่ยนชุดผากาสาวพัตร (ผายอมดวยรสฝาดแหงตนไม) และใหนายฉันทะนํา
เครื่องทรงกลับพระนครกอนที่พระองคจะเสด็จออกมหาภิเนษกรณ(การเสด็จออกเพื่อคุณ
อันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพังเพื่อมุงพระพักตรไปแควนมคธ
บําเพ็ญทุกรกิริยา
หลังจากทรงผนวชแลวพระองคมุง ไปที่แมน้ําคยา แควนมคธไดพยายามเสาะแสวง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 9
ทางพนทุกขดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารบสกาลามโครตร และอุทกดาบส
รามบุตรเมื่อเรียนจบทั้ง 2 สํานักแลวทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกข
จากนั้นพระองคไดเสด็จไปที่แมน้ําเนรัญชรา ในตําบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรง
บําเพ็ญทุกรกิริยา ดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจ และอดอาหารจนรางกายซูบผอมแต
หลังจากทดลองได 6 ป ทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาและ
หันมาฉันอาหารตามเดิมดวยพระราชดําริตามที่ทาวสักกเทวราชไดเสด็จลงมาดีดพิณถวาย
3 วาระ คือดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไปเมื่อดีก็จะขาดดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไวหยอนเสียง
จะยืดยาดขาดความไพเราะและวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายที่ขึงไวพอดีจึงมีเสียงกังวาน
ไพเราะดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นวาทางสายกลางคือไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป นั้น
คือทางที่จะนําสูการพนทุกข
หลังจากพระองคเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทําใหพระปญจวัคคีย 5 ไดแก โกณฑัญญะ
วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใชพระองคดวยความคาดหวังวาเมื่อพระองค
คนพบทางพนทุกขจะไดสอนพวกตนใหบรรลุดวยเกิดเลื่อมศัทธาที่พระองคลมเลิกความ
ตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี
ตรัสรู
ครานั้นพระองคทรงประทับนั่งขัดสมาธิใตตนพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม
เมืองพาราณสี หันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานดวยความแนวแนวา
ตราบใดที่ยังไมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไมลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังกแมจะมีหมูมารเขามา
ขัดขวางแตก็พายแพพระบารมีของพระองคกลับไปจนเวลาผานไปในที่สุดพระองคทรงบรรลุ
รูปฌาณ คือ
ภาพพระพุทธเจาเทศนาโปรดปญจวัคคียทั้ง 5
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม10
ยามตน หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได
ยามสอง ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือรูเรื่องการเกิด การตายของ
สัตวทั้งหลายวาเปนไปตามกรรมที่กําหนดไว
ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะ หรือกิเลสดวย
อริยสัจ 4 ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค และไดตรัสรูดวยพระองคเองเปนพระสัมมา
สัมพุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลกซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรู ตรงกับวันเพ็ญ
เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา
แสดงปฐมเทศนา
หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูแลวทรงพิจารณาธรรมที่พระองคตรัสรูมาเปน
เวลา 7 สัปดาห และทรงเห็นวาพระธรรมนั้นยากสําหรับบุคคลทั่วไปที่จะเขาใจและปฏิบัติได
พระองคจึงทรงพิจารณาวา บุคคลในโลกนี้มีหลายจําพวกอยาง บัว 4 เหลา ที่มีทั้งผูที่สอน
ไดงาย และผูที่สอนไดยาก พระองคจึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผูเปนพระ
อาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว พระองคจึงทรงระลึกถึงปญจวัคคีย
ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝารับใชจึงไดเสด็จไปโปรดปญจวัคคียที่ปาอิสิปตนมคทายวัน
ธรรมเทศนากัณฑแรกที่พระองคทรงแสดงธรรม คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”
แปลวา สูตรของการหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปนไปซึ่งถือเปนการแสดงพระธรรมเทศนา
ครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา
ในการนี้พระโกณฑัญญะไดธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเปนคนแรก พระพุทธองค
จึงทรงเปรงวาจาวา “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะ ไดรูแลว ทาน โกณ
ฑัญญะ จึงไดสมญาวา อัญญาโกณฑัญญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกใน
พระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจาบวชใหวา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”
หลังจากปญจวัคคียอุปสมบททั้งหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร
ปญจวัคคีย จึงสําเร็จเปนอรหันตในเวลาตอมา
การเผยแพรพระพุทธศาสนา
ตอมาพระพุทธเจาไดเทศนพระธรรมเทศนาโปรดแกสกุลบุตรรวมทั้งเพื่อนของสกุล
บุตรจนไดสําเร็จเปนพระอรหันตทั้งหมดรวม 60 รูป
พระพุทธเจาทรงมีพระราชประสงคจะใหมนุษยโลกพนทุกข พนกิเลส จึงตรัสเรียก
สาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูปจาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศ
ศาสนา 60 แหง โดยลําพังในเสนทางที่ไมซ้ํากันเพื่อใหสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาใน
หลายพื้นที่อยางครอบคลุมสวนพระองคเองไดเสด็จไปแสดงธรรมณตําบลอุรุเวลาเสนานิคม
หลังจากสาวกไดเดินทางไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในพื้นที่ตางๆทําใหมีผูเลื่อมใส
พระพุทธศาสนาเปนจํานวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชได
โดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยพระพุทธ
ศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดนแหงนั้นเปนตนมา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 11
เสด็จดับขันธุปรินิพพาน
พระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา
45 พรรษาทรงสดับวาอีก 3 เดือนขางหนาจะปรินิพพานจึงไดทรงปลงอายุสังขารขณะนั้น
พระองคไดประทับจําพรรษา ณ เวฬุคาม ใกลเมืองเวสาลี แควนวัชชีโดยกอนเสด็จดับขันธ
ปรินิพพาน 1 วันพระองคไดเสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทําถวายแตเกิดอาพาธลงทําให
พระอานนทโกรธแตพระองคตรัสวา “บิณฑบาตที่มีอานิสงสที่สุด”มี 2 ประการ คือ เมื่อ
ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรัสรูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว
อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิ โต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอน
อานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลายธรรมวินัยจักเปนศาสดา
ของเธอทั้งหลาย เมือเราลวงลับไปแลว”
พระพุทธเจาทรงประชวรหนักแตทรงอดกลั้นมุงหนาไปเมืองกุสินารา ประทับ ณ ปา
สละเพื่อเสด็จดับขันธุปรินิพพานโดยกอนที่จะเสด็จดับขันธุปรินิพพานนั้นพระองคได
อุปสมบทแกพระสุภัททะปริพาชกซึ่งถือไดวา “พระสุภัททะ” คือสาวกองคสุดทายที่พระพุทธ
องคทรงบวชใหในทามกลางคณะสงฆทั้งที่เปนพระอรหันต และปุถุชนจากแควนตางๆรวม
ทั้งเทวดาที่มารวมตัวกันในวันนี้
ในครานั้นพระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราขอบอกเธอทั้ง
หลายสังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดาพวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและ
ประโยชนของผูอื่นใหสมบูรณดวยความไมประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต)
จากนั้นไดเสด็จดับขันธุปรินิพพานใตตนสาละณสาลวโนทยานของเหลามัลลกษัตริย
เมืองกุสินารา แควนมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้
ถือเปนการเริ่มตนของพุทธศักราช
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม12
สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ไมนับถือพระเจา พระสัมมาสัม
พุทธเจาทรงตรัสรูความจริงของชีวิตวาองคประกอบของชีวิตมนุษยประกอบดวยรูปและนาม
เทานั้น
รูปและนามเมื่อขยายความก็จะเปน รูป จิต และเจตสิก จากรูปจิตและเจตสิกก็ขยาย
ความดวยขันธ 5 ไดแก รูปขันธ วิญญาณขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขารขันธ สรุป
ไดดังแผนภูมิองคประกอบของชีวิต
แผนภูมิ แสดงองคประกอบของชีวิตมนุษย
จากแผนภูมิองคประกอบของชีวิตมนุษยดังกลาวในทางพระพุทธศาสนาอธิบายวา
ชีวิตคือความเปนอยูของรางกาย (รูป) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิด
และตามรักษาดํารงชีวิตและการกระทําตางๆไดโดยอาศัยจิตและเจตสิกเปนผูกําหนด
รูป คือรางกายเปนธรรมชาติที่ไมมีความรูสึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น
นาม คือสวนที่เปนจิตและเจตสิกเปนธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆและสามารถรถนึกคิด
เรื่องราวสิ่งตางๆได
จิต คือธรรมชาติที่รูอารมณ ทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกลิ่น รูสึกตอการสัมผัสถูก
ตองทางกายและรูสึกคิดทางใจ
เจตสิก คือ ธรรมชาติที่รูสึกนึกคิดเรื่องราวสิ่งตางๆ
เมื่อแยกรูปและนามใหละเอียดขึ้นก็จะอธิบายดวยขันธ 5 คือ
รูปขันธ (รูป) หมายถึง อวัยวะนอยใหญหรือกลุมรูปที่มีอยูในรางกายทั้งหมดของเรา
วิญญาณขันธ (จิต) หมายถึง ธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆ ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก
ลิ้นกาย ใจ อีกทั้งเปนธรรมชาติที่ทําใหเกิดความรูสํานึกคิดตางๆ
เวทนาขันธ(เจตสิก) หมายถึงความรูสึกเปนสุข เปนทุกข ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ
องคประกอบของชีวิตมนุษย
รูปขันธ วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร
จิต เจตสิก
รูป นาม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 13
สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถึง ธรรมชาติที่มีหนาที่ในการจําหรือเปนหนวยความ
จําของจิตนั่นเอง
สังขารขันธ(เจตสิก)หมายถึง ธรรมชาติที่ปรุงแตงจิตใหมีลักษณะตางๆ เปนกุศลบาง
การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ) จะเกิดขึ้นโดยมีเจตสิก (เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขาร
ขันธ)เกิดขึ้นรวมดวยเสมอเฉพาะจิตอยางเดียวไมสามารถรับรูหรือนึกคิดอะไรไดเลย จิตและ
เจตสิกจะแยกจากกันไมไดตองเกิดรวมกันอิงอาศัยกัน จิตแตละดวงที่เกิดจะตองมีเจตสิก
เกิดรวมดวยเสมอ
จากความจริงของชีวิตที่พระพุทธองคทรงคนพบวาชีวิตเปนเพียงองคประกอบของ
รูปและนามเทานั้นแตเหตุที่คนเรามีความทุกขอยูเพราะความรูสึกนึกคิดที่เปนเรื่องเปนราว
วา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิดการยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชา (ความไมรู) วาสภาพธรรมเทานั้นเปน
เพียงรูปและนามที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยูแลว ดับไป” เทานั้น
1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพนเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4
อริยสัจ 4 แปลวา ความจริงอันประเสริฐมีอยูสี่ประการ คือ
1) ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพที่บีบคั้น
ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น)
การประสบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเปนที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแลว
ไมสมหวังในสิ่งนั้นกลาวโดยยอ ทุกขก็คืออุปาทานขันธหรือขันธ 5
2) ทุกขสมุทัย คือสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแกตัณหา 3 คือกามตัณหา-ความ
ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความ
อยากเปนโนนเปนนี่ ความอยากที่ประกอบดวยภาวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และวิภาวตัณหา-
ความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพความอยากไมเปนโนนไมเปนนี่ ความอยากที่
ประกอบดวยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
3) ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข ไดแกดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาวคือดับ
ตัณหาทั้ง 3 ไดอยางสิ้นเชิง
4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือแนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข
ไดแก มรรคอันมี องคประกอบอยูแปดประการ คือ (1)สัมมาทิฏฐิ – ความเห็นชอบ(2)สัมมา
สังกัปปะ-ความดําหริชอบ(3)สัมมาวาจา-เจรจาชอบ(4)สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ(5)
สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ(6)สัมมาวายามะ-พยายามชอบ(7)สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ (8)
สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งไดวา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง
2. หลักธรรมเพื่อการอยูรวมกันในสังคม
1) สัปปุริสธรรม 7
สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ไดแก รูจัก
เหตุรูจักผล
(1) รูจักเหตุหรือธัมมัญญตา หมายถึง ความเปนผูรูจักเหตุ รูจะจักวิเคราะห
หาสาเหตุของสิ่งตางๆ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม14
(2) รูจักผลหรืออัตถัญญตา หมายถึง ความเปนผูรูจักผลที่เกิดขึ้นจากการกระทํา
(3) รูจักตนหรืออัตตัญญาหมายถึงความเปนผูรูจักตนทังในดานความรูคุณธรรม
และความสามารถ
(4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจักหลัก
ของความพอดี การดําเนินชีวิตพอเหมาะพอควร
(5) รูจักกาลเวลาหรือกาลัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักกาลเวลารูจักเวลาไหน
ควรทําอะไรแลวปฏิบัติใหเหมาะสมกับเวลานั้นๆ
(6) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน
และแกไขตนใหเหมาะสมกับสภาพของกลุมและชุมชน
(7) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักปฏิบัติตนใหเหมาะสม
กับบุคคลซึ่งมีความแตกตางกัน
การที่บุคคลไดนําหลักสัปปุริสธรรม 7 มาใชในการดําเนินชีวิตพบกับความสุข
ในชีวิตได
2) อิทธิบาท 4
อิทธิบาท 4 คือหลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จแหงกิจการมี 4 ประการคือ ฉันทะ
วิริยะ จิตตะ วิมังสา
(1) ฉันทะ คือ ความพอใจใฝรักใฝหาความรูและความสรางสรรค
(2) วิริยะคือความเพียรพยายามมีความอดทนไมทอถอย
(3) จิตตะคือความเอาใจใสและตั้งใจแนวแนในการทํางาน
(4) วิมังสาคือความหมั่นใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรตรอง
3) กุศลธรรมบถ 10
กุศลกรรมบถ 10 เปนหนทางแหงการทําความดีงามทางแหงกุศลซึ่งเปนหนทาง
นําไปสูความสุขความเจริญแบงออกเปน 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม4 และมโนกรรม
1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ไดแก
(1) เวนจากการฆาสัตว คือการละเวนจากการฆาสัตวการเบียนเบียนกัน เปน
ผูเมตตากรุณา
(2) เวนจากการลักทรัพยคือเวนจาการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่นไม
หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเปนของตน
(3) เวนจากการประพฤติในกาม คือการไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น
ไมลวงละเมิดประเวณีทางเพศ
2. วจีกรรม 4 หมายถึงการเปนผูมีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา
4 ประการ ไดแก
(1) เวนจากการพูดเท็จ คือการพูดแตความจริง ไมพูดโกหก หลอกลวง
(2) เวนจากการพูดสอเสียดคือพูดแตในสิ่งที่ทําใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว
ไมพูดจาในสิ่งที่กอใหเกิดความแตกแยก แตกราว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 15
(3) เวนจากการพูดคําหยาบคือพูดแตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยน กับ
บุคคลอื่นทั้งตอหนาและลับหลัง
(4) เวนจากการพูดเพอเจอคือพูดแตความจริงมีเหตุผลเนนเนื้อหาสาระที่
เปนประโยชนพูดแตสิ่งที่จําเปนและพูดถูกกาลเทศะ
3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ไดแก
(1) ไมอยากไดของของเขา คือ ไมคิดจะโลภอยากไดของผูอื่นมาเปนของตน
(2) ไมพยาบาทปองรายผูอื่น คือมีจิตใจมีปรารถนาดี อยากใหผูอื่นมีความ
สุขความเจริญ
(3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเชื่อที่ถูกตอง คือความเชื่อในเรื่องการ
ทําความดีไดดี ทําชั่วไดชั่วและมีความเชื่อวาความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ
สังคหวัตถุ 4
สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่เปน วิธีปฏิบัติเพื่อ
ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือ ใหความรัก ความนับถือ สังคหวัตถุเปน
หลักธรรมที่ชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันใหแนนแฟนยิ่งขึ้นประกอบดวย ทาน ปยวาจา
อัตถจริยา สมานนัตตตา
1. ทาน คือการใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอื่นดวยความเต็มใจเพื่อเปนประโยชนแก
ผูรับการใหเปนการยึดเหนี่ยวน้ําใจกันอยางดียิ่งเปนการสงเคราะหสมานน้ําใจกันผูกมิตรไมตรี
กันใหยั่งยืน
2. ปยวาจา คือ การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอื่นเกิด
ความรักและนับถือคําพูดที่ดีนั้นยอมผูกใจคนใหแนนแฟนตลอดไปหรือแสวงความเห็นอกเห็นใจ
ใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความเขาใจดี สมานสามัคคี ยอมทําใหเกิดไมตรีทําใหรักใครนับถือ
และชวยเหลือเกื้อกูลกัน
3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกกัน คือชวยเหลือดวยแรงกาย
และขวนขวายชวยเหลือกิจกรรมตางๆใหลุลวงไปเปนคนไมดูดายชวยใหความผิดชอบชั่วดี
หรือชวยแนะนําใหเกิดความรูความสามารถในการประกอบอาชีพ
4. สมานนัตตตาคือการวางตนเปนปกติเสมอตนเสมอปลายไมถือตัวและการวางตน
ใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก เปนผูใหญ ผูนอย หรือผูเสมอกันเอาไปใส
ปฏิบัติตามฐานะ ผูนอยคาราวะนอบนอมยําเกรงผูใหญ
อบายมุข 6
คําวาอบายมุขคือหนทางแหงความเลื่อมหรือหนทางแหงความหายนะความฉิบหาย
มี 6 อยาง ไดแก
1. การเปนนักเลงผูหญิง หมายถึง การเปนคนมีจิตใจใฝในเรื่องเพศเปนนักเจาชู
ทําใหเสียทรัพยสินเงินทอง สูญเสียเวลาและเสียสุขภาพ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม16
2. การเปนนักเลงสุรา หมายถึง ผูที่ดื่มสุราจนติดเปนนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะ
ทําใหเสียเงินเสียทองแลวยังเสียสุขภาพและบั่นทอนสติปญญาอีกดวย
3. การเปนนักเลงการพนัน หมายถึงผูที่ชอบเลนการพนันทุกชนิด การเลนการพนัน
ทําใหเสียทรัพยสินเสียสุขภาพ การพนันไมเคยทําใครร่ํารวยมั่งมีเงินทองไดเลย
4. การคบคนชั่วเปนมิตร หมายถึง การคบคนไมดีหรือคนชั่วคนชั่วชักชวนใหทํา
ในสิ่งที่ไมถูกตองและอาจนําความถูกตองมาสูตนเองและครอบครัว
5. การเที่ยวดูการละเลน หมายถึง ผูที่ชอบเที่ยวการละเลนกลางคืนทําใหเสีย
ทรัพยสินและอาจทําใหเกิดการทะเลาะเบาะแวงในครอบครัว
6. เกียจครานทําการงาน หมายถึง ผูไมชอบทํางาน ขี้เกียจ ไมขยันขันแข็ง
เบญจศีลเบญธรรม
เบญจศีลเบญธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคูกัน มุงใหบุคคลทําความดี
ละเวนความชั่ว
เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน)
1. เวนจากการฆาสัตว
2. เวนจากการลักทรัพย
3. เวนจากการประพฤติผิดในกาม
4. เวนจากการพูดเท็จ
5. เวนจาการเสพของมึนเมา
1. มีความเมตตากรุณา
2. ประกอบอาชีพสุจริต
3. มีความสํารวมในกาม
4. พูดความจริงไมพูดโกหก
5. มีสติสัมปชัญญะ
โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก
โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก เปนหลักธรรมที่ชวยใหมนุษยทุกคนในโลกอยู
กันอยางมีความสุขมีน้ําใจ เอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตสิ่งที่เปนประโยชนประกอบดวย
หลักธรรม 2 ประการ ไดแก หิริโอตัปปะ
1.หิริ คือความละลายในลักษณะ 3 ประการ แลวไมทําความชั่ว(บาป) คือ
(1) ละอายแกใจหรือความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมทําความชั่ว
(2) ละอายผูอื่น หรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมทําความชั่ว
(3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะทํานั้นแลวไมทําความชั่ว
2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง
(1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได
(2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาทําความชั่ว
(3) เกรงกลัวตอผลของความ ชั่วที่ทําจะเกิดขึ้นแกตน
(4) เกรงกลวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาทําความชั่ว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 17
นิกายสําคัญของพระพุทธศาสนา
หลังจากที่พระพุทธเจาปรินิพพานแลวประมาณ 100 ป พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีการ
แตกแยกในดานความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจนถึงสมัยพระเจาอโศก
มหาราชก็แตกแยกกันออกเปนนิกายใหญๆ 2 นิกาย คือมหายาน (อาจาริยวาท) กับหินยาน
(เถรวาท)
มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปนลัทธิของภิกษุฝายเหนือของอินเดีย
ซึ่งมีจุดมุงหมายที่จะเผยแพรพระพุทธศาสนาใหมหาชนเลื่อมใสเสียกอนแลวจึงสอนใหระงับ
ดับกิเลสทั้งยังไดแกไขคําสอนในพระพุทธศาสนาใหผันแปรไปตามลําดับลัทธินี้ไดเขาไปเจริญ
รุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุน และเวียดนาม เปนตน
หินยาน คําวา “หินยาน”เปนคําที่ฝายมหายานตั้งให แปลวา “ยานเล็ก”เปนลัทธิ
ของภิกษุฝายใตที่สอนใหพระสงฆปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองกอนและหามเปลี่ยนแปลง
แกไขพระวินัยอยางเด็ดขาด นิกายนี้มีผูนับถือในประเทศศรีลังกา ไทย พมา ลาว และกัมพูชา
โดยเฉพาะประเทศไทยเปนศูนยกลางนิกายเถรวาท เพราะมีการนับถือพระพุทธศาสนานิกาย
นี้สืบตอกันมาตั้งแตบรรพชนพระพุทธเจาไมใชเทวดาหรือพระเจาแตเปนมนุษยที่มีศักยภาพ
เหมือนสามัญชนทั่วไป สามารถบรรลุสัจธรรมไดดวยความวิริยะอุตสาหะ หลักปฏิบัติในชีวิต
ที่ทุกคนควรกระทําคือทําความดีละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผวและการที่เราจะทําสิ่ง
เหลาน้ําไดนั้นจะตองมีศีล สมาธิ ปญญาเพื่อเปนพาหนะนําผูโดยสารเขาทะเลแหงวัฎสงสาร
ไปสูพระนิพพาน
รูปภาพ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม18
ความแตกตางของนิกายหินยานกับนิกายมหาชน
นิกายหินยาน นิกายมหายาน
1. ถือเรื่องอริยสัจเปนสําคัญ 1. ถือเรื่องบารมีเปนสําคัญ
2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนสําคัญ 2. ถือปริมาณเปนสําคัญกอนแลวจึงเขา
ปรับปรุงคุณภาพในภายหลังดังนั้นจึงตอง
ลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอตกลง
เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรม
สังคีตกรรมเพื่อจูงใจคนไดอธิบายพุทธมติ
อยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย
แพรจนทําใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยม
กลายเปนปรัชญาและตรรกวิทยาไป
2. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ
พระสมณโคดมหรือพระศากยมุนี
3. มีพระพุทธเจาหลายองค องคเดิมคือ อาทิ
พุทธ (กายสีน้ําเงิน)เมื่อทานบําเพ็ญณานก็
เกิดพระณานนิพุทธอีกเปนตนวาพระไวโรจน
พุทธะอักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธ
ไภสัชชคุรุ โอฆสิทธิและอมิตาภา เฉพาะ
องคนี้มีมาในรางคนเปน (มานุษีพุทธะ) คือ
พระศากยมุนี
4. มีความพนจากกิเลส ชาติภพ เปน
อัตกัตถจริยแลวบําเพ็ญ ประโยชน
แกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความ
มุงหมายสําคัญ
4. มีความเปนพระโพธิ์วสัตวหรือพุทธภูมิเพื่อ
บําเพ็ญโลกัตถจริยาไดเต็มที่ เปนความมุง
หมายของพระโพธิ์สัตวหลายองคเชนพระ
อวโลกิเตศวรมัชชุลี วิชรปาณี กษิตคสร 3
สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน
5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล
เนกขัมมะปญญาวิริยะขันติสัจจะ
อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา อันใหถึง
ความเปนพระพุทธเจา
5. มีบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล วินัย ขันติ
ฌาน ปญญา อันใหถึงความสําเร็จเปนพระ
โพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระโพธิสัตว
6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ พระ
ธรรมวินัยยุติตามปฐมสังคายนา
ไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม
6. ถือพระธรรมวินัยเกา และมีพระสูตรใหม
เพิ่มเติม เชนสุขวดียูหสูตร ลังกาวตาร ลัท
ธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร
เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 19
นิกายหินยาน นิกายมหายาน
8. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะ
แวดลอม
9. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลว
ไมเกิดใหมอีก
9. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม
กลับมาเกิดใหมสําเร็จเปนพระพุทธเจาอีก
10. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมาน
กายบางนอกนั้นไมยอม
10. ถือวาพระพุทธเจามี 3 กาย คือธรรมกาย
ไดแกกายธรรมสัมโภคกายหรือกายจําลอง
หรือกายอวตารของพระพุทธเจาเปนกัสสป
สัมพุทธะบางเปนพระศากยมุนีบาง เปน
พระกกุสันธะบาง เปนตน นั้นแลวลวนเปน
สัมโภคกายของพระพุทธองคเดิม (อาทิ
พุทธะ) ทั้งนั้น และนิรนามกาย คือกายที่
ตองอยูสภาพธรรมดา คือ ตองแก เจ็บและ
ปรินิพพาน ซึ่งเปนกายที่พระพุทธเจาสราง
ขึ้นเพื่อใหคนเห็นความจริงของชีวิตแต
สําหรับพระพุทธเจาองคที่แทนั้น ไมตองอยู
ในสภาพเชนนี้แบบเดียวกันกับปรมาตมัน
ของพราหมณ
บุคคลสําคัญในสมัยพุทธกาล
พระสารีบุตร เปนอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจาไดรับการยกยองจาก
พระพุทธเจาวาเปนเลิสกวาพระสงคทั้งปวงในดานสติปญญา นอกจากนี้พระสารีบุตรยังมี
คุณธรรมในดานความกตัญูและการบําเพ็ญประโยชนไดแกพุทธศาสนาอีกดวยทานไดรับ
การยกยองวาเปนธรรมเสนาบดี คูกับพระพุทธเจาที่เปนธรรมราชา เนื่องจากทานเปนผูมี
ปฏิญาณในการแสดงพระธรรมเทศนาคือชี้แจงใหผูฟงเขาใจไดชัดเจนสําหรับในดานความ
กตัญูนั้นทานไดฟงธรรมจาก พระอิสสชิเปนทานแรกและเกิดธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม
หมายความวาสิ่งใดเกิดเปนธรรมดายอมดับเปนธรรมดา จากนั้นเมื่อกอนที่ทานจะนอนทาน
จะกราบทิศที่พระอัสสชิอยูและหันศรีษะนอนไปยังทิศนั้น
พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบื้องซายของพระพุทธเจาเปนผูมีเอตทัคคะ
ในดานผูมีฤทธิ์ทานเปนผูฤทธานุภาพมากสามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ไปเยี่ยมสวรรคและนรก
ได จากนั้นนําขาวสารมาบอกญาติมิตรของผูที่ไปเกิดในสวรรคและนรกใหไดทราบประชาชน
ทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาทําใหประชาชนเลื่อมคลายความเคารพเดียรถีย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม20
(นักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล)พวกเดียรถียจึงโกรธแคนทานมากจึงลงความเห็นวาให
กําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับพระเถระ
ทานรูตัวหนีไปได 2 ครั้งในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกาจึงยอมใหโจรจับอยาง
งายดายโจรทุบกระดูกทานจนแหลกเหลวไมมีชิ้นดี กอนที่ทานจะยอมนิพานเพราะกรรมเกา
ทานไดไปทูลลาพระพุทธเจากอนแลวจึงนิพาน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เปนผูไดรับการยกยองเปนนายกฝายอุบาสกทานเปนเศรษฐี
อยูเมืองสาวัตถีเปนผูมีศรัทธาแรงกลาเปนผูสรางพระเชตุวันมหาวิหารถวายแกพระพุทธเจา
พระพุทธเจาทรงประทับอยูที่วัดนี้ถึง 19 พรรษา นอกจากทานจะอุปถัมภบํารุงพระภิกษุสงฆ
แลวยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยางมากมายเปนประจําจึงไดชื่อวา อนาถบิณฑิก ซึ่ง
แปลวา ผูมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา
พระเจาพิมพิสาร เปนอุบาสกที่สําคัญอีกผูหนึ่ง พระองคเปนพระเจาแผนดินครอง
แควนมคธครองราชยสมบัติอยูที่กรุงราชคฤหทานถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแก
พระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา
พระอานนท เปนสหชาติและพุทธอุปฏฐากของพระพุทธเจาไดรับการยกยองวาเปน
เอตทัคคะวาเปนผูมีพหูสูตเนื่องจากทรงจําพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสไวและเปนผูสาธยาย
พระสูตรจนทําใหการปฐมสังคายนาสําเร็จเรียบรอย นอกจากนั้นทานยังทําหนาที่เปนพุทธ
อุปฏฐากของพระพุทธเจาไดอยางดีรวม 25 พรรษาดวยความขยันขันแข็งที่เปนภารกิจประจํา
และไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนเอตทัคคะ(เลิศ) 5 ประการ คือ
1. มีสติรอบคอบ
2. มีความทรงจําแมนยํา
3. มีความเพียรดี
4. เปนพหูสูต
5. เปนยอดของพระภิกษุผูอุปฏฐากพระพุทธเจา
นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกา เปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงาม
ครบ 5 อยาง ซึ่งเรียกวา เบญจกัลยาณี ไดแก เปนผูมีผมงามคือมีผมยาวถึงสะเอวแลว
ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเนื้องามคือริมฝปากแดงดุจผลตําลึงสุกและเรียบชิดสนิทดี เปนผู
มีกระดูกงามคือฟนขาวประดุจสังขและเรียบเสมอกันเปนผูมีผิวงามคือผิวงามละเอียดถาดํา
ก็ดําดังดอกบัวเขียวถาขาวก็ขาวดังดอกกรรณิการเปนผูมีวัยงามแมจะคลอดบุตรถึง 10 ครั้ง
ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด วันละ 2 ครั้ง คือเชา
เย็นและมีของไปถวายเสมอเวลาเชาจะเปนอาหารเวลาเย็นจะเปนน้ําปานะนางเปนผูสรางวัด
บุพผารามถวายพระบรมศาสดาและเปนผูคิดถวายผาอาบน้ําฝนแกพระเณรเพราะพระเณร
ไมมีผาอาบน้ําเปลือยกายอาบน้ําฝนดูไมเหมาะสม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21
เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม
ศาสดาของศาสนาอิสลามคือนบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเล
ทรายอาหรับเมืองเมกกะประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลาย
กลุมขาดความสามัคคียากแกการปกครอง มีการรบพุงฆาฟนกันตลอดเวลา ไมมีศาสนาเปน
แกนสาร คนสวนใหญนับถือเทพเจาและรูปเคารพตางๆ ประชาชนไมมีศีลธรรม สตรีจะถูก
ขมเหงรังแกมากที่สุด นบีมูฮัมหมัดเกิดขึ้นทามกลางสภาพสังคมที่เสื่อมทราบเชนนี้ จึงคิด
หาวิธีที่จะชวยปรับปรุงแกไขสถานการณนี้ใหดีขึ้น นบีมูฮัมหมัดเปนผูที่ฝกใฝในศาสนา
หาความสงบและบําเพ็ญสมาธิที่ถ้ําฮีรอ บนภูเขานูรในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน กาเบรียล
ทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มา
เผยแพรจนเกิดเปนศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดรับการตอตาน
เปนอยางมาก ถึงกับถูกทํารายจนตองหลบหนีไปอยูเมืองมะดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมี
คนนับถือมากมาย ก็กลับมายึดเมืองเมกกะทําการเผยแผศาสนาอิสลามอยางเต็มที่ การเผย
แผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดยไรสงครามเขายึดเมือง
เพื่อเผยแผศาสนา โดยมีคัมภีรในศาสนาอิสลามคือคัมภีรอัลกุรอาน
แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม
แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลามประกอบดวยรายละเอียดที่
สําคัญๆดังตอไปนี้คือ
1. ศรัทธาตออัลเลาะห ใหศรัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใดๆ วาพระอัลเลาะหทรง
มีอยูจริง ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองค ทรง
ดํารงอยูตลอดกาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟา เพียบ
พรอมดวยคุณลักษณะอันประเสริฐ
2. ศรัทธาตอมลาอิกะฮุ ซึ่งเปนบาวอัลเลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตน
หรือทราบรูปรางที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากควมผิดพลาด บริสุทธิ์จากความมัว
หมองทั้งปวง มีคุณสมบัติไมเหมือนมนุษยคือไมกิน ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจําแลงรางได
3. ศรัทธาในพระคัมภีรของพระเจา คือศรัทธาวาอัลเลาะหทรงประทานคัมภีรใหกับ
บรรดาศาสนทูตเพื่อนําไปประกาศใหประชาชนไดทราบหลักคําสอนซึ่งมีอยู 2 ประเภทคือ
1) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา
2) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกัน โดยบรรดาคัมภีรที่
ประทานมานั้นมีวิธีประทานตางๆ กันดังนี้คือ
(1) ถายทอดโองการตางๆ เขาจิตใจของศาสนา
(2) การไดยินเสียงในลักษณะอยูในภวังคหรือการฝน
(3) โดยมลาอิกะฮฺ มีนามวา ญิบรีล ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม22
นํามาใหศาสดาดวยคําพูดอันชัดเจนสําหรับคัมภีรอัลกุรอานไดถูกบันทึกตั้งแตศาสดานบีมูฮัม
หมัดยังมีชีวิตอยูและไดทองจําโดยสาวกของทาน คัมภีรนี้ไมเคยปรับปรุงแกไขแตอยางไร มิ
ใชวรรณกรรมที่มนุษยประพันธขึ้นมา แตถูกประทานมาจากอัลเลาะหเจา
4. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ใหศรัทธาวา อัลเลาะหทรงคัดเลือกบุคคลเปนผูสงสาร
นําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนแกปวงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏชื่อใน
คัมภีรอัลกุรอานมี 25 ทาน มุสลิมทุกคนตองศรัทธาในบรรดาศาสนทูตดังกลาวทั้งหมดจะ
ละเวนทานหนึ่งทานใดมิไดและถือวาทุกทานที่กลาวมานี้เปนมุสลิมและเปนบาวของอัลเลาะห
เหมือนๆ กัน
5. ศรัทธาตอวันปรโลกมีหลักการวามีวันหนึ่งที่เปนวันพิจารณาผลกรรมของมนุษย
ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลไดพินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจะ
ไดใหทุกคนคืนชีพมาชําระงานที่เขาประกอบไวในโลกดังขอความวา ผูประกอบความดีจะ
ไดรับตอบสนองดวยสิ่งดี ผูประกอบกรรมชั่วก็จะไดรับผลตอบสนองคือการลงโทษดังขอ
ความวา ผูใดประกอบกรรมดีแมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน และผูใดประกอบกรรมชั่ว
แมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน
6. การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือระเบียบอันรัดกุมที่อัลเลาะหทรงกําหนดไว
แกโลก การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะคือการยอมรับในอํานาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบ
ครองความเปนไปของทุกสิ่งแตละสิ่งเปนไปตามพระประสงคที่พระองคทรงกําหนดไวทุก
ประการเชนการถือกําเนิด ชาติพันธุ เปนตน
การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถาจะรวมกันทําเปนหมูยิ่งไดกุศลเพิ่มขึ้น มี
ขอหามในการนมัสการเมื่อเวลามึนเมา
7. การถือศีลอดการ
ถือศีลอดเปนหลักมูลฐานของ
อิสลามขอหนึ่งที่มุสลิมทุกคน
ตองปฏิบัติ มีกําหนดขึ้นใน
ทุกๆ ป ปละ 1 เดือน คือ ตก
เดือนรอมฎอน อันเปนเดือน
ที่ 6 แหงปอิสลาม นับแบบ
จันทรคติ
การถือศีลอดคือการ
งดเวนจากการบริโภคและอื่นๆ
ตามที่กําหนดไวแนนอน มีหลักเกณฑในการปฏิบัติ คือ
1. เปนมุสลิม
2. มีอายุบรรลุศาสนาภาวะ (ประมาณ 15 ป)
3. มีสติสัมปชัญญะ
4. มีพลังความสามารถที่จะปฏิบัติได
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 23
กิจกรรมที่กระทําในพิธีศีลอด คือ
1. ตั้งจิตปรารถนา (นียะฮ) ไวแตกลางคืนวาตนจะถือศีลอด
2. งดเวนการกิน ดื่ม และอื่นๆ ตามขอกําหนด
จุดประสงคของการถือศีลอด
1. เพื่อทําใหจิตใจบริสุทธิ์
2. ใหรูจักควบคุมจิตใจและตัดกิเลส
3. ใหรูจักรสของการมีขันติ
4. ใหรูจักสภาพของคนยากจน อนาถา จะทําใหเกิดความเมตตาแกคนทั่วไป
จุดเริ่มตนของการเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามศาสนาบัญญัติ
เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต
ศาสนาคริสตเปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยมคือเชื่อวามีพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว
เปนผูสรางโลกและสรรพสิ่ง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมี
บาปมาแตกําเนิด พระเจาจึงสงพระเยซูมาไถบาป เชื่อวาวิญญาณเปนอมตะ เมื่อถึงวันตัดสิน
โลก มนุษยจะไปอยูในสวรรค หรือในนรกชั่วนิรันดร เชื่อวามีเทวดาอยูมากมายทั้งฝายดีและ
ฝายชั่ว ซาตานเปนหัวหนาฝายชั่วในที่สุดก็จะถูกพระเจาทําลาย
ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา Christ มาจากภาษา
โรมัน วา Christus และคํานี้มาจากภาษากรีก อีกตอหนึ่งคือคําวา Christos ซึ่งแปลมาจาก
คําวา Messiah ในภาษาฮิบรู คําวา messiah แปลวา พระผูปลดเปลื้องทุกขภัย
ศาสนาคริสตเกิดในปาเลสไตนเมื่อ พ.ศ. 543 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู
ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว
เพราะศาสนาคริสตนับถือพระเจาองคเดียวกันกับศาสนายูดายคือพระยะโฮวาห พระเยซูเปน
ชาวยิว มิไดปรารถนาที่จะตั้งศาสนาใหมแตทรงตองการปฏิรูปศาสนายิวใหบริสุทธิ์ขึ้น ทรง
กลาววา “อยาคิดวาเรามาทําลายพระบัญญัติ และคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามิไดมา
ทําลายแตมาเพื่อทําใหสําเร็จ”
กอนหนาที่พระเยซูประสูติ ประเทศปาเลสไตนไดตกเปนเมืองขึ้นของจักรวรรดิใกล
เคียงติดตอกันเปนระยะเวลากวา 100 ป เริ่มตั้งแตศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล ตกเปน
เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซาน
เดอรมหาราช และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลาที่ตกเปนเมือง
ขึ้นนี้ ผูพยากรณหลายทานไดพยากรณถึงพระเมสสิอา (Messiah) พระผูชวยใหรอด ซึ่ง
เปนพระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไดรับเสรีภาพและจะทรงไถบาป ให
ชาวยิวพนจากความหายนะและไดรับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม24
คําพยากรณนี้มาก และพระเยซูประสูติในชวงเวลานั้นพอดี พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม
แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม มารดาชื่อมาเรีย บิดาชื่อโยเซฟ ตามประวัติมาเรียนั้นตั้งครรภมา
กอนขณะที่ยังเปนคูหมั้นกับโยเซฟ เทวฑูตจึงมาเขาฝนบอกโยเซฟวาบุตรในครรภมาเรียเปน
บุตรของพระเจาใหตั้งชื่อวาเยซู ตอมาจะเปนผูไถบาปใหกับชาวยิว โยเซฟจึงปฏิบัติตามและ
รับมาเรียมาอยูดวยโดยไมสมสูเยี่ยงกริยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี เปนศิษยของโยฮัน
ศึกษาพระคัมภีรเกาจนแตกฉาน ทานมีนิสัยใฝสงบชอบวิเวก เมื่ออายุ 30 ป ไดรับศีลลางบาป
ที่แมน้ําจอรแดน ตั้งแตนั้นมาถือวาทานสําเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนา พระองคมีสาวก 12 คน
เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เปนหัวหนาผูสืบตํา
แหนงนักบุญเปโตรตอๆ มาจนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปาพระเยซูเผยแผ
ศาสนาทั่วดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิต ธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียด
ชังขณะที่พระองครับประทานอาหารมื้อค่ํากับสาวก 12 คนเปนมื้อสุดทาย ทหารโรมันจับ
ตัวทานในขอหาเปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จน
สิ้นพระชนม
วิธีการเผยแผคําสอนของพระเยซู
พระเยซูใชวิธีการ 3 วิธีในการเผยแผคํา
สอนคือ
1. การรักษาบุคคลที่เจ็บปวยใหหาย คน
ตายใหฟนเปนการปลูกศรัทธาของปวงชนใหเกิด
มีขึ้นตออํานาจของพระเจา
2. การแสดงความฉลาดในการแกปญหา
เชน เมื่อมีการใหตัดสินคดีหญิงผิดประเวณี พระ
เยซูตรัสวาลงโทษได แตผูลงโทษจะตองเปนผู
บริสุทธิ์ เปนตน
3. การประกาศหลักการแหงความรัก
ความเมตตา กรุณา และกลาววา จงรักศัตรูทาน จงอธิษฐานเพื่อผูที่ขมเหงทาน ทําดังนี้แลว
ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานในสวรรค
หลักธรรมของศาสนาคริสต
ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบิ้ล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง
ขามกับศาสนายิว บางขอใหการปฏิรูปและประยุกตเสียใหม เชน
1. พระเจาทรงเปนบิดาที่ดี พรอมที่จะประทานอภัยใหแกบุตรที่กลับใจ แตขณะเดียว
กันก็ทรงเปนผูทรงไวซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผูที่ไมเชื่อฟง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 25
2. พระเยซูทรงเปนผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจามาถึง
แลว ผูที่ศรัทธาจะไดรับมหากรุณาธิคุณจากพระเจา
3. หลักการสํานึกผิด ใหพิจารณาตนเองวาใหทําผิดอะไร และตั้งใจที่จะเลิกทํา
ความชั่วนั้นเสีย
4. หลักความเสมอภาคคือความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษยทั้งมวล
โดยไมเลือกชั้นวรรณะผูที่ทําความดีแลวตองไดรับรางวัลจากพระเจาโดยเสมอภาคกัน
5. ใหละความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใคร
อาฆาตมุงรายก็ตองใหอภัย
คําสอนของพระเยซูที่สําคัญๆ อีกคือ
1. พระเยซูเปนบุตรของพระเจา ทรงสงใหมาเกิดในโลกมนุษย เพื่อไถบาปใหมนุษย
มิไดเสด็จมาปราบศัตรูดวยอาวุธ แตทรงมาสรางสันติ
2. ผูที่เชื่อพระเยซู จะไดรับความรอดและชีวิตนิรันดร จะไมถูกพิพากษาวันสิ้นโลก
สวนผูที่ไมศรัทธาจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก
3. ทรงสั่งสอนใหชาวยิวกลับใจใหม มิใหนับถือเฉพาะในดานประกอบพิธีกรรมหรือ
ทองคําสวดดวยปากไมจริงใจ ทรงติเตียนพวกพระยิววาเปนพวกปากวาตาขยิบไมรูจักพระเจา
ที่แทจริง
4. บัญญัติของพระเยซูที่สูงสุดคือ “การรักพระเจาสุดใจและรักเพื่อนบานเหมือนตัว
เราเอง” ผูที่พระเจาโปรดปรานคือผูที่อยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูที่ผิด
ดานจิตใจถือวามีบาปเทากับการกระทํา
5. สอนไมใหกังวลความสุขทางโลกอันไดจากวัตถุใหแสวงหาความสุขดานจิตใจ
ผูที่หวงสมบัติจะไมไดขึ้นสวรรค ไมไดพบกับพระเจา
6. ในดานการปฏิบัติตอเพื่อนมนุษยทรงสอนวา การไมทําชั่วตอบแทนกรรมชั่ว
หรือทําดีตอบแทนความดีเทานั้นยังไมเพียงพอ ใหทําดีตอบแทนความชั่ว และใหรักศัตรู
ดังที่ไดเปรียบเทียบวาอยาตอสูคนชั่วถาผูใดตบแกมขวาของทานก็จงหันแกมซายใหเขาดวย
7. ความดีสูงสุดคือการทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุดคือความรัก ความ
เมตตา กรุณา ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทุกขทั้งปวง
พิธีกรรมสําคัญของศาสนาคริสต เรียกวาพิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ คือ
1. ศีลลางบาปหรือศีลจุม (Baptism) กระทําเมื่อเปนทารกหรือเมื่อเขาเปน
คริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอนทรงออกเทศนา ใหนิกาย
คาทอลิกปจจุบันไมจุมตัวในน้ําแตใชน้ําศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเปนสัญลักษณของ
การลางบาป ศีลนี้สําคัญที่สุด ผูใดไมไดรับศีลลางบาปจะไมไดชื่อวาเปนบุตรของพระเจาและ
จะไมไดชีวิตนิรันดร
2. ศีลกําลัง(Confirmation)กระทําอีกครั้งหนึ่งเมื่อพนวัยเด็กและเปนผูใหญแลวเพื่อ
เปนคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม26
3. ศีลมหาสนิท (Holy Communion) สําหรับคริสตศาสนิกชนอาจทําทุกวัน
ทุกสัปดาห ทุกเดือนหรืออยางนอยปละ 1 ครั้ง โดยรับประทานขนมปงและเหลาองุน เปน
สัญลักษณตามแบบที่พระเยซูกระทําแกอัครสาวกในพระกระยาหารมื้อสุดทายกอนถูกตรึง
กางเขน ขนมปงคือ พระกาย เหลาองุนคือพระโลหิตของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชื่อวา
การกระทําพิธีนี้ผูไดรับประกาศจะมีชีวิตนิรันดร
4. ศีลแกบาป (Penance) สําหรับคาทอลิกที่กระทําบาปประสงคจะไดรับการอภัย
บาปตองไปสารภาพบาปนั้นตอนักบวชดวยความสํานึกผิดอยางแทจริง ถือวานักบวชไดรับ
อํานาจในการยกบาปโดยตรงจากสันตะปาปา ซึ่งเปนผูแทนของพระเยซูคริสต นักบวชจะ
ยกบาปและตักเตือนสั่งสอนไมใหทําบาปอีก
5. ศีลเจิมคนไข (Extreme Unetion) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตาย เมื่อ
ชําระบาปขั้นสุดทายจะชวยใหมีสติกําลัง สามารถตอสูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทํา
บาทหลวงใชน้ํามันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข พรอมกับสวด
อวยพร ทุกคนในบานจะตองสวดพรอม
6. ศีลสมรสหรือศีลกลาว ( Matrimony) กระทําแกคูบาวสาวในพิธีสมรส ผูรับศีล
สมรสโดยถูกตองแลวจะหยารางกันไมได และหามสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู
การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไมไดรับศีลสมรส ไมถือวาเปนสามีภริยาโดยถูกตอง
ตามกฎหมายของศาสนา
7. ศีลอนุกรม (Holy Order หรือ Ordination) เปนศีลบวชใหกับบุคคลที่เปน
บาทหลวง ผูมีอํานาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเปนผูแทนของพระเยซูคริสต
เมื่อไดรับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาตใหสมรส กฎขอนี้เกิดขึ้นภายหลังโดยศาสนาจักรเปนผู
ออกกฎนี้
นิกายของศาสนาคริสต
เดิมศาสนาคริสตมีนิกายเดียวคือโรมันคาทอลิก มีศูนยกลางอํานาจอยูที่สํานักวาติกัน
กรุงโรม ใชภาษาละตินเปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคือสันตะปาปา เนนวาเปน
ผูสืบทอดศาสนาคําสอนของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปนนิกายที่เชื่อเรื่องบุญบาป รูป
เคารพถือไมกางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยกลางที่
กรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบัน มีความเปนอิสระไมยอมอยูใตอํานาจของ
สันตะปาปาจึงแยกนิกายมาชื่อวา กรีกออรธอดอกซ ไมมีศูนยกลางอํานาจที่ใดโดยเฉพาะ
ใหความสําคัญของประมุขที่เรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาว
เยอรมัน ชื่อ มารติน ลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกัน และโดนขับออกจาก
ศาสนาจักรในป ค.ศ.1521 จึงแยกตนเองออกมาตั้งนิกายใหมคือ โปรเตสแตนต เนนคัมภีร
ไมมีนักบวช รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 อยางคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 27
เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน
ศาสนาพราหมณหรือฮินดูเกิดในเอเชียใตคือประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ป
กอนคริสตศักราชเกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดียถือกันวาเปนศาสนา
ที่เกาแกที่สุดในโลก พระเวทเปนคัมภีรศาสนาพราหมณไดรับการยกยองวาเปนคัมภีรที่
เกาแกที่สุดในโลก และเปนวรรรคดีที่เกาแกที่สุดในโลกชื่อของศาสนาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองวา “พราหมณ” ตอมาศาสนาเสื่อมลงระยะหนึ่งและไดมา
ฟนฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหา
หลักธรรมคําสอนใหดีขึ้น คําวา “ฮินดู” เปนคําที่ใชเรียกชาวอารยันที่อพยพเขาไปตั้งถิ่นฐาน
ในลุมแมน้ําสินธุ และเปนคําที่ใชเรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป
และชนพื้นเมืองนี้ไดพัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพิ่มเติมอะไรใหมๆ ลงไป แลวเรียก
ศาสนาของพวกนี้วา “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณจึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม
วา “ฮินดู” จนถึงปจจุบัน
ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวกตามการ
ยกยองนับถือเทวะทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใดก็ยกยอง
วาเทวะองคนั้นสูงสุด ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกําหนดใหเทวะทั้ง 3 องคเปนใหญสูงสุด
เสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการนํามารวมกันเรียกวา “ตรีมูรติ” ใชคําวาสวดวา “โอม” ซึ่ง
ยอมาจาก “ อะ อุ มะ” แตละพยางคแทนเทวะ 3 องค คือ
“อะ” แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ
“อุ” แทนพระศิวะหรืออิศวร
“มะ” แทนพระพรหม
ในประเทศอินเดียไดมีการแบงชนชั้นออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย
แพศย คือ พอคาคหบดีี และศูทรกรรมกรคนใชแรงงาน วรรณะพราหมณถือวาเปนวรรณะ
สูงสุด เปนพวกทําหนาที่ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคําศัพทที่เนื่องมาจากคําวา “พรหม”
คนในวรรณะนี้ถือวาตนสืบเชื้อสายมาจากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตางๆ
พระนารายณ พระพรหมพระศิวะ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม28
จากพรหมซึ่งเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลกมนุษยได สามารถติดตอบวงสรวง
ออนวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรือบันดาลความเปนไปตางๆ ในโลกมนุษยได
พวกพราหมณจึงเปนที่เคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะ แมแตกษัตริยผูเปนใหญใน
การปกครอง เมื่อพวกพราหมณมีอํานาจมาก มีคนยําเกรงมาก โอกาสที่จะแสวงหาลาภ
สักการะจึงมีมากพวกพราหมณแตละพวกจะแขงขันในการทําพิธีโดยถือวาการจัดทําพิธีตางๆ
ใหถูกตองตามพิธีที่กําหนดไวในพระเวทเปนสิ่งสําคัญชนวรรณะพราหมณไดรวบรวมสรรพวิชา
ทั้งหลายที่ตนคนพบหรือเขาใจเรื่อง ประมวลความรูเรียกวา “ไสยศาสตร” ซึ่งขึ้นตนดวยวิชา
ที่สําคัญที่สุดคือ “พระเวท” อันหมายถึงวิชาการที่เกี่ยวกับพรหม เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลายที่มนุษยตองเคารพบูชา สมัยนั้นยังไมมีหนังสือ จึงตองใชวิธีทองจําและสอนตอๆ
กันมา พระเวทประกอบดวย “มนตรี” คือคาถาสําหรับทองจํากับ “พราหมณะ” ซึ่งเปนคัมภีร
คูมือที่พวกพราหมณแตละกลุมไดเพิ่มเติมในพิธีกรรมของตนใหละเอียดพิศดารขึ้นจน
พราหมณเองไมสามารถทองจําได จึงตองมีคูมือ “พราหมณะ” คือคําอธิบายลัทธิพิธีกรรม
ตางๆ ของพระเวท แตเดิมมีี 3 อยาง เรียกวา “ไตรเพท” ไดแก
1. ฤคเวท เปนคัมภีรเกาแกที่สุด ถือกันวาออกจากโอษฐของพระพรหมซึ่งพวกษี
ไดสดับแลวนํามาอนุศาสนนรชนอีกตอหนึ่ง กลาวดวยเทวดาตางๆ และการบนบานใหชวย
ขจัดภัยทั้งมวล
2. ยชุรเวท กลาวดวยพิธีกรรมตางๆเปนตําราการทําพิธีกรรมของพราหมณโดยตรง
3. สามเวท กลาวดวยบทคาถาสังเวยสําหรับแหกลอมเทวดา บูชาน้ําโสมแกเทวะ
ทั้งหลาย (“สาม” แปลวา สวด”) ดังมีบทแหกลอมพระนเรศร-พระนารายณ หลังพิธีตรัยยัมป
วายเสร็จสิ้นแลวตอมาเพิ่ม “อาถรรพเวท” ซึ่งเปนพระเวทที่เกี่ยวกับอาถรรพตางๆ มีมนตร
สําหรับใชในกิจการทั้งปวงรักษาโรคภัยไขเจ็บ หรือกําจัดผลรายอันจะมีมาแตพยาธิและ
มรณภัยและรวมทั้งสําหรับใชทํารายแกหมูอมิตรโดยเสกสิ่งหนึ่งสิ่งใดเขาตัว หรือฝงรูปฝงรอย
หรือทําเสนหยาแฝด
นอกจากพระเวททั้ง 4 นี้แลว ยังมี “พระเวทรอง” อีก 4 อยาง เรียก “อุปเวท” เปน
วิชาที่กลาวดวยวิทยาศาสตรตางๆ อันเปนวิทยาการโดยเฉพาะคือ
1. อยุรเวท ไดแก ตําราแพทยศาสตร กลาวดวยการใชสมุนไพรและมนตตางๆ
ในการรักษาโรคมีเทวดาประจําเปนเจาของคือษีทั้งแปดซึ่งไมปรากฏนามแนนอน
2. คานธรรมเวท ไดแก ตําราขับรองและดนตรี กับนาฏศาสตรหรือการฟอนรํา มี
เทวดาประจําคือพระนารทฤๅษี หรือที่เรียกวา พระนารอท หรือ พระปรคนธรรพ
3. ธนุรเวท ไดแก วิชายิงธนูและการใชอาวุธสงคราม ซึ่งบัดนี้เรียก “ยุทธศาสตร”
มีเทวดาประจําคือ พระขันทกุมาร
4. สถาปตยเวท ไดแก วิชากอสรางซึ่งเรียกวา “ สถาปตยกรรม” เทวดาประจําคือ
พระวิษณุกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 29
วรรณะพราหมณในศาสนาฮินดู
ในประเทศอินเดียไดแบงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย ศูทร ใน
ที่นี้จะกลาวถึงวรรณะพราหมณ หรือตระกูลนักบวชเทานั้น นี้ไมจําเปนตองบวชทุกคน
แบงออกเปน 4 ชั้นคือ
1. พรหมจารี คือพวกนักเรียน มีหนาที่เปนผูปฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานัก
คณาจารยคนใดคนหนึ่ง (เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ)
2. คฤหบดี คือผูครองเรือน มีภรรยา มีครอบครัว เปนหัวหนาในบาน อานและสอน
พระเวท ทําการบูชาเอง หรือชวยผูอื่นกระทํายัญกรรม ใหทาน และรับทักษิณา
3. วานปรัสถ คือผูอยูปาละเคหสถานและครอบครัวเขาปาเพื่อทรมานตน มักนอย
ในอาหารและเครื่องนุงหม กระทําทุกรกิริยา สมาธิมั่งคงในกิจวัตร ไดแก
ฤๅษี แปลวา ผูแสวง หมายถึงแสวงหาโมกษะ คือการหลุดพนจากการเวียนวาย
ตาย เกิด
โยคี แปลวา ผูบําเพ็ญโยคะ คือทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตางๆ เพื่อหวัง
ผลสําเร็จเปนผูวิเศษ เชน ยืนขาเดียว เหนี่ยวกินลมนานนับสิบป นั่งสมาธิโดยไมลุกขึ้นเลย
เปนเวลาสิบป
ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพงเล็งในดวงจิตเพื่อประโยชนใหอาตมัน
เขารวมอยูในปรมัตถ (หรือปรพรหม) ใหเกิดความบริสุทธิ์ใสสะอาด แมกระทบอารมณใดๆ
ก็ไมแปรปรวน
มุนี แปลวา ผูสงบไดแกผูสําเร็จฌานสมบัติ คือผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว
สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมบัติ คือ ผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว
นักพรต แปลวา ผูบวชและถือพรตตามลัทธิพราหมณ
ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมุนมวยผมสูงเปนชฎา
นิกายและลัทธิ
มีสี่นิกายดวยกัน คือ
นิกายไศวะถือพระอิศวรเปนใหญ และนับถือพระนารายณ พระพรหม กับเทพอื่นๆ
ดวย
นิกายไวษณพ ถือพระนารายณเปนใหญ และนับถือพระศิวะ พระพรหม กับเทพ
อื่นๆ ดวย
นิกายศากต ถือวาพระแมอาทิศักตี หรือพระแมปราศักตีเปนใหญ และนับถือ
พระพรหม พระนารายณ กับ เทพอื่นๆ ดวย
นิกายสมารต ถือเทพหาองคดวยกัน คือ พระพิฆเณศวร พระแมภวานี คือ
พระศักตี พระพรหม พระนารายณ พระศิวะ ไมมีองคใดใหญกวาโดยเฉพาะ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม30
ลัทธิ
ปรมาตมัน คือ พรหมัน แบงออกเปน 2 ระดับ อปรหมัน ความเจริญสูงสุด
(Ultimate Reality) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจาสูงสุด (Supreme Being)
คําสอนในคัมภีรอุปนิษัท ทําใหศาสนาพราหมณเปนเอกนิยม (Monoism) เชื่อวาสรรพสิ่ง
มาจากหนึ่งและกลับไปสูความเปนหนึ่ง หลังจากคัมภีรอุปนิษัทไดพัฒนาจนถึงขีดสุด ทําให
เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สํานัก ดังตอไปนี้
1. นยายะ เจาลัทธิคือ โคตมะ
2. ไวเศษิกะ เจาลัทธิคือ กนาทะ
3. สางขยะ เจาลัทธิคือ กปละ
4. โยคะ เจาลัทธิคือ ปตัญชลี
5. มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจาลัทธิคือ ไชมินิ
6. เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจาลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส
ลัทธินยายะ
นยายะ แปลวา การนําไป คือนําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยางละเอียดถี่ถวน
หรือวิธีการหาความจริงซึ่งอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสําหรับลัทธินยายะจึง
มีหลายอยางเชนตรรกวิทยาบางวิชาวาดวยวาทะบางโคตมะผูเปนเจาของลัทธินี้เกิดประมาณ
550 ป กอน ค.ศ. หรือกอนพระพุทธเจาปรินิพพานประมาณ 7 ป วิธีที่จะไดความรู ความ
เขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู 16 ประการ เชน
1. ประมาณ หรือวิธีใหเกิดความรูชอบนั้นมี 4 อยาง คือ 1.การรูประจักษ
2.การอนุมานหรือคาดคะเน 3. การเปรียบเทียบ 4.บรรยายถอยคํา
2. ประเมยะ เรื่องที่พึ่งรูชอบมี 12 อยาง คือ 1.อาดมัน 2.สรีระ 3.อนินทรีย
4.อรรถ 5.พุทธิ 6.มนะ 7.พฤติกรรม 8.โทษ 9.การเกิดอีก(หลังตายไปแลว)
10.ผลแหงความดีความชั่ว 11.ความทุกข 12. ความหลุดพน
3. สังสะยะ ความสงสัย เปนตน
ลัทธิไวเศษิกะ
คําวา ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทําใหสิ่งหนึ่งตางไปจากอีกหนึ่งทาน
กณาทะ ผูตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพนไป
การหลุดพนนั้น การรูอาตมันไดอยางแจมแจงเปนวิธีการสําคัญยิ่ง
ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยูจริงชั่วนิรันดร มีอยู 9 อยาง คือ 1.ดิน 2.น้ํา
3.ไฟ 4.ลม 5.อากาศ 6. กาละ 7.ทิศ 8.อาตมัน 9. ใจ ดวยการรวมตัวของสิ่งเหลานี้
สิ่งอื่นๆ ยอมเกิดขึ้นมากมาย
ลัทธิสางขยะ
ลัทธิสางขยะนี้ ถือวาเปนปรัชญาฮินดูที่เกาแกที่สุด เพราะนับเปนครั้งแรกที่ไดมีการ
พยายามทําใหปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ษีกปละเปนผูแตงคัมภียแหงลัทธิ
นี้ทานเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 กอน ค.ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 31
คําวา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 25 ประการยอม
ลงเปน 2 คือ บุรุษ ไดแก อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ(ปกติ) คือ สิ่งที่เปน
เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสิ่งทั้งหลาย
ความมุงหมายของลัทธินี้ เพื่อสรางปญญาใหเกิดเพื่อทําลายเหตุแหงความทุกขทั้ง
ปวงและปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่งผูกพัน ความทุกขในความหมายของลัทธินี้แบงออก
เปน 3 ประการ ดังนี้
1. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เชน ความผิดปกติของรางกายและจิตใจ
2. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เชน มนุษย สัตว หรือสิ่งไมมีชีวิตอื่นๆ
3. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศ
ดาวพระเคราะห การแกทุกขเหลานี้ ตองใชปญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่ง
ผูกพัน โดยหลักการแลว ลัทธินี้เปนอเทวนิยม ไมเชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก เปนทวินิยม คือ
เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1.อาตมัน 2.เนื้อหาของสิ่งที่เขามาผสมกับอาตมัน
ลัทธิโยคะ
ลัทธิโยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเดิมที่มีมานานแลว ปตัญชลี เปนผูรวบรวมเรียบ
เรียงขึ้น ทานจึงไดรับเกียรติวาเปนผูตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอน ค.ศ.
โยคตะ แปลวา การประกอบหรือการลงมือทําใหเกิดผล ลัทธินี้อาศัยปรัชญาของสางขยะเปน
ฐานจุดหมาย คือจะชวยมนุษยใหหลุดพนออกจากความทุกข 3 ประการดังกลาวในลัทธิสาง
ขยะ คือ
ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเจ็บหรือ
ความประพฤติผิดตองพยายามใหบรรลุความไมยึดถือโลก โดยไมจําเปนตองแยกตัวออก
จากโลก
ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เชน สัตวราย หรือโจร
ผูราย เปนตนพึงสํารวมจิตใจใหบริสุทธิ์ สะอาด
ในการทําใหหลุดพนจากเหตุนอกอํานาจ หรือเห็นธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจ
อันเรนลับละเอียดออน พึงบําเพ็ญสมาธิ ซึ่งเปนจุดประสงคอันแทจริงของลัทธินี้
โยคีหรือผูบําเพ็ญโยคะยอมพยายามที่จะเปนผูหลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและ
ความตายอยางเด็ดขาดโดยพิจารณาเห็นธรรมชาติวาเปนพลังอันเดียว แตทํางานสองแง คือ
จากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกวา ความตาย จาก
ภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเขาดวยกันที่เรียกวาชีวิต การบําเพ็ญโยคะก็
เพื่อรวมพลังงาน 2 อยางนี้เขาดวยกัน โยคะวางกฎสําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม
หรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจิตใจสากลที่
เรียกวา ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ หรือหลุด
พนจากสถานการณทั้งปวงแหงพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข และชื่อวา พนจาก
ความทุกขทั้งปวง
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม32
คําวา “โอม” เปนคําศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะ ใชสําหรับรวมความหมายที่เนื่องดวย
พระเปนเจา แลวกลาวซ้ําๆ กันเพื่อใหเกิดความรูถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อปองกันอุปสรรคใน
การบําเพ็ญโยคะ
อุบายวิธีในการบําเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้
ยมะ สํารวจความประพฤติ
นิยมะ การบําเพ็ญขอวัตรทางศาสนา
อาสนะ ทานั่งที่ถูกตอง
ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ตองการ
ปรัตยาหาระ การสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ธารณา การทําใจใหมั่นคง
ธยานะ การเพง
สมาธิ การทําใจแนวแน ตั้งมั่นอยางลึกซึ้ง
ลัทธิมีมางสา
คําวา มีมางสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได
แก สอบสวนมันตระกับพราหณะ ไชมินิ ผูแตงคัมภีรมีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหวาง
600 - 2000 ป กอนคริสตศักราช
ความมุงหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูก
ตองซึ่งเรียกสั้นๆ วา “ธรรม” ขอเสนออันเปนฐานของลัทธิมีอยูวา หนาที่หรือการกระทํา
เปนสาระอันสําคัญยิ่งของความเปนมนุษยถาไมมีการทําปญญาก็ไมมีผล ถาไมมีการกระทํา
ความสุขก็เปนสิ่งที่เปนไปไมได ถาไมมีการกระทําจุดหมายปลายทางของมนุษยก็ไมมีทาง
จะทําใหสมบูรณไดเพราะฉะนั้นการกระทําที่ถูกตอง ซึ่งเรียกวาสั้นๆ วา “ธรรม” จึงเปน
สิ่งจําเปนในเบื้องตนของชีวิต
การกระทําทุกอยางมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเปนผล
หยาบเปนสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเปนผลละเอียด เปนสิ่งที่เรียกวา “ศักยะ” คือยัง
ไมแสดงตัว แตอาจใหผลไดเหมือนนาิกาที่ไขลานไว ยอมมีกําลังงานสะสมพรอมที่จะแสดง
ผลออกมา
ผลภายนอกเปนของชั่วคราว ผลภายในเปนของชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้นการกระทํา
ทั้งหลาย จึงเทากับเปนการปลูกพืชในอนาคต
ในขอเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมางสาสอบสวนถึงการกระทําหรือกรรมทั้งปวงอัน
ปรากฏพระเวทแลวแบงออกเปน 2 สวน คือ มันตระ กับพราหมณะ มี 5 หัวขอ ดังนี้
วิธี ระเบียบ วิธี
มันตระ หรือบทสวด
นามเธยะ ชื่อ
นิเสธะ ขอหาม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 33
อรรถวาทะ คําอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ
ลัทธิเวทานตะ
ลัทธิเวทาตะ สอบสวนถึงสวนสุดทายของพระเวท จึงมีรากฐานตั้งอยูบนปรัชญาของ
อุปนิษัท ซึ่งเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญวาดวยเรื่องญาณ หรือปญญาอัน
สอบสวนถึงความจริงขั้นสุดทายเกี่ยวกับ ปุรุษะ หรือ พระพรหม
ผูเรียบเรียงคัมภีรเวทานะ คือ พาทรายณะ กลาวกันวาทานเปนอาจารยของทานไช
มินิ ผูตั้งลัทธิมีมางสาพาทรายณะอยูในสมัยระหวาง 600-200 ป กอนคริสตศักราช
ในการปฏิบัติเพื่อใหบรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู 4 ขอ ดังนี้
วิเวกะ ความสงัดหรือความไมเกี่ยวในฝายหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนิรันดรกับมิใช
นิรันดรระหวางสิ่งแทกับสิ่งไมแท
ปราศจากราคะ คือ ไมมีความกําหนดยินดี หรือความติดใจ ความตองการ เชน
ความปรารถนาที่จะอภิรมย ในผลแหงการกระทํา ทั้งในปจจุบันและอนาคต
สลัมปต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอยาง เชน สมะ ความสงบ ทมะ
การฝกตน อุปรติ มีใจกวางขวาง ไมติด ลัทธินิกาย ติติกษา ความอดทน ศรัทธา ความเชื่อ
สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแหงจิตใจ
มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรูความจริงขั้นสุดทาย และเพื่อความ
หลุดพน
คําสอนที่สําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู
หลักธรรมสําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ
1. ธฤติ ไดแก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี
2. กษมา ไดแก ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา
3. ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวั่นไหวไปตามอารมณ มีสติอยูเสมอ
4. อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทําโจรกรรม
5. เศาจะ ไดแก การทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ
6. อินทรียนิครหะ ไดแก การขมการระงับอินทรีย 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง
มือ เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางที่ถูกตองอยูในขอบเขต
7. ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดําเนินชีวิตในสังคม
8. วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา
9. สัตยา ไดแก ความจริง คือ ความซื่อสัตยสุจริตตอกัน
10. อโกธะ ความไมโกรธ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม34
หลักอาศรม 4
1. พรหมจารี ศึกษาเลาเรียนและพฤติพรหมจรรย จนถึงอายุ 25 ป ศึกษาจบ จึง
กลับบาน
2. คฤหัสถ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบาน ชวยบิดามารดาทํางาน แตงงาน
เพื่อรักษาวงศตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปนเครื่องดําเนินชีวิต
3. วานปรัสถ สังคมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปา แสวงหาความ
สงบ บําเพ็ญประโยชนตอสังคม การออกอยูปาอาจจะทําเปนครั้งคราวก็ได
4. สันยาสี ปริพาชก เปนระยะสุดทายแหงชีวิต สละความสุขทางโลก ออกบวชเปน
ปริพาชกเพื่อหลุดพนจากสังสารวัฎ
การเผยแผของศาสนาพราหมณในประเทศ
ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดย
เขามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมาก
สันนิษฐานวาศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามายอนสมัยสุโขทัยโบราณสถานและรูปสลักเทพเจา
เปนจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชนรูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือ
สังข จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10
หรือ เกาไปกวานั้น(ปจจุบันอยูพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร)
นอกจากนี้ไดพบรูปสลักพระนารายณทําดวยศิลาที่อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี
โบราณสถานที่สําคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด
นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบุรีณ
ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ใน
สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวน
มากนิยมหลอสําริด
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 35
นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลวในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ
ของศาสนาพราหมณ เชน ตํารับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณีลอย
กระทง เพื่อขอขมาลาโทษพระแมคงคานาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน
ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี
เชนเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ
เขามา เชน พิธีแชงน้ํา พิธีทําน้ําอภิเษกกอนขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราช
พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย
เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมากถึงขนาดทรงสรางเทวรูปหุม
ดวยทองคําทรงเครื่องทรงยาราชาวดีสําหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค ในพิธีตรียัมปวาย
พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจานับถือเทวสถานทุกๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอน
ตน พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติตอ
กันมา คือ
1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชพิธีนี้มีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทําการ
คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผนที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและ
เพิ่มพิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นเตรียมพิธี มีการทําพิธีเสกน้ํา การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระ
ราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจํารัชกาล
2. ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต
3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวายสิริราช
สมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ
4. ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแลว
เสด็จพระราชดําเนินไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอม
ทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิ พระเจาอยูหัวองคกอนและเสด็จเฉลิมพระราช
มณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร
2. การทําน้ําอภิเษก
พระมหากษัติยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง
พระมุรธาภิเษกและทรงรับน้ําอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตําราพราหมณ
น้ําอภิเษกนี้ใชน้ําจากปญจมหานที คือ คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนน้ําที่ไหล
มาจากเขาไกรลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยกรุงรัตนโกสินทรตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึง
รัชกาลที่ 4 ใชน้ําจาก 4 สระในเขตจังหวัดสุพรรรณบุรี คือสระเกษ สระแกว สระคงคาและ
สระยมุนา และไดเพิ่มน้ําจากแมน้ําสําคัญในประเทศอีก 5 สาย คือ
1) แมน้ําบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม36
2) แมน้ําปาสัก ตักที่ตําบลทาราบ เขตสระบุรี
3) แมน้ําเจาพระยา ตักที่ตําบลบางแกว เขตอางทอง
4) แมน้ําราชบุรี ตักที่ตําบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม
5) แมน้ําเพชรบุรี ตักที่ตําบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี
3. พระราชพิธีจองเปรียง(เทศกาลลอยกระทง)
คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทําในเดือนสิบสองหรือเดือนอาย
โดยพราหมณเปนผูทําพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 15 วัน สวน
พราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ํามหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมา
สมัยรัชการที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนต
เย็นแลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา
พระสงฆเจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัยจึงยก
โคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว
มีหงสติดลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาขาว 3 ชั้น
4. พระราชพิธีตรียัมปวาย
เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยมโลก
ทุกปจึงตัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลวในสมัยรัตนโกสินทรไดจัดกัน
อยางใหญโตมากกระทําพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา
“พิธีโลชิงชา” พิธีนี้กระทําในเดือนอายตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่
5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
แตเดิมมาเปนพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทําใหเกิดเปน 2 ตอน คือ
พิธีพืชมงคงเปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็นที่ทอง
สนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเปนพิธีของ
พราหมณกระทําในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทย
เริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและ
พิธีกรรมทั่วๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฎิบัติสืบกัน
มาไดแก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธี
ตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยัง
คงมีผูนิยมกระทํากันทั่วไปในสังคม สวน
พระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธี
พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระ
ราชพิธีบรมราชภิเษก และพิธีทําน้ําอภิเษก
เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 37
สําหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็
มีผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปน
เจาตรีมูรติทั้ง 3องค ยังคงมีอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือ พุทธศาสนาประกอบกับในโบสถ
ของพวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก
ความเชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทําใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด
ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วานับถือ
ทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป
ศาสนาพราหมณ-ฮินดูในโลก
ปจจุบันศาสนาพราหมณ-ฮินดูนับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมีอยูเปน
สวนนอยในประเทศตางๆ เชน ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต
เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกข
1. ประวัติศาสดา
ศาสนาซิกข เปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยม มีทานคุรุนานักเทพ เปนศาสดาองคที่ 1
สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 10 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา
แควนปญจาป ประเทศอินเดีย เปนศูนยชาวซิกขทั่วโลก ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร มี
ประมุขแหงศาสนาซิกขอยู 10 ทานดวยกันคือ
1. คุรุนานัก กอนสิ้นชีพไมสามารถพึ่งลูกชายสองคนเปนผูสืบตอทางลัทธิได ทาน
จึงไดประกาศแตงตั้งศิษยที่รักของทานคนหนึ่งซึ่งเปนคนขวั้นเชือกขายชื่อลาหินา (Lahina)
เปนผูสืบตอ แตเนื่องจากศิษยผูนี้มีการเสียสละตอทานคุรุนานักตลอดมา ทานจึงเปลี่ยนนาม
ใหใหมวาอังคัต (Angal) แปลวา ผูเสียสละรางกาย
2. คุรุอังคัต (พ.ศ.2081-2095) ทานผูนี้เปนนักภาษาศาสตร สามารถเผยแพร
คําสอนของอาจารยไปไดยิ่งกวาคุรุคนใด ทานเปนคนแรกที่แนะนําสาวกใหนับถือคุรุนานัก
วา เปนพระเจาองคหนึ่ง
3. คุรุอมาร ทาส (Amardas พ.ศ. 2095-2117) ทานเปนผูที่ไดชื่อวา เปนคน
สุภาพ ไดตั้งองคการลัทธิซิกขขึ้นมาเปนอันมาก ไดชื่อวาเปนผูสงเสริมลัทธิซิกขไวไดอยาง
มั่นคง
4. คุรุรามทาส (Ramsas พ.ศ. 1117-2124) ทานเปนผูสรางศูนยกลางของลัทธิ
ซิกขไวแหงหนึ่งใหชื่อวา “หริมณเฑียร” คือวิหารซิกขไวในทะเลสาบเล็กๆ แหงหนึ่ง อยูทาง
ทิศตะวันออกเฉียงใตของแควนลาฮอร สถานที่ดังกลาวเรียกวา อมฤตสระ กลายเปนที่
บําเพ็ญบุญ ศูนยกลางลัทธิซิกข เชนเดียวกับเมืองเมกกะศูนยกลางของลัทธิอิสลาม ทานได
ตั้งแบบแผนไววา ผูสืบตอตําแหนงคุรุ จําเปนตองเปนเชื้อสายของตนเองดังนั้นทานได
แตงตั้งบุตรชายของทานเปนคุรุตอไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม38
5. คุรุอรชุน (Arjan พ.ศ. 2124-2149) เปนผูรวบรวมคัมภีรในลัทธิซิกขได
มากกวาผูใด คัมภีรที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ทานที่ผานมา และไดเพิ่มโอวาท
ของทานเองไวในคัมภีรดวย เปนผูออกบัญญัติวา ชนชาติซิกข ตองแตงตัวดวยเครื่องแตงกาย
ของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพงตั้งกฏเกณฑเก็บภาษีเพื่อบํารุงศาสนา
ไดชื่อวาเปนผูเผยแพรลัทธิไดอยางกวางขวาง เสริมสรางหริมณเฑียรขึ้นเปน สุวรรณวิหาร
สิ้นชีพในการตอสูกับกษัตริยกรุงเดลี
6. คุรุหริโควินทะ (Hari Covind พ.ศ. 2149-2181) เปนคุรุคนแรกที่สอนให
ชาวซิกขนิยมดาบใหถือดาบเปนเครื่องหมายของชาวซิกขผูเครงครัดในศาสนาเปนผูสงเสริม
กําลังทหาร สั่งสอนใหชาวซิกข เปนผูกลาหาญตานทานศัตรู (ซึ่งเขามาครองดินแดนอินเดีย
อยูในขณะนั้น)
เปนที่นาสังเกตวา นับตั้งแตสมัยนี้เปนตนไป เรื่องของศาสนาซิกข เปนเรื่องของอาวุธ
เรื่องความกลาหาญ เพื่อตอสูศัตรูผูมารุกรานแผนดิน
7. คุรุหริไร (Hari Rai พ.ศ.2181-2207) ทานผูนี้ไดทําการรบตานทานโอรังเซฟ
กษัตริยมุสลิมในอินเดีย
8. คุรุหริกิษัน (Hari Rai พ.ศ.2207-2181)ไดดําเนินการเผยแพรลัทธิดวยการ
ตอตานกษัตริยโอรังเซฟ เชนเดียวกับคุรุหริไร
9. คุรุเทคพาหาทูร (Tegh Bahadur พ.ศ.2218-2229) เปนนักรบที่แกลวกลา
สามารถดานทานการรุกรานของกษัตริยอิสลาม ที่เขามาครอบครองอินเดีย และขมขูศาสนา
อื่น ทานไดเผยแพรศาสนาซิกขออกไปไดกวางขวาง สุดเขตตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
อินเดีย และแผมาทางใตจนถึงเกาะลังกา ทานไดตานทานอิสลามทุกทาง พวกมุสลิมในสมัย
นั้นไมกลาสูรบกับคุรุทานนี้ได
10. คุรุโควินทสิงห (Covind Singh พ.ศ.2229-2251) เปนบุตรของคุรุเทคพาหา
ทูรเปนผูริเริ่มตั้งบทบัญญัติใหมในศาสนาซิกข ดวยวิธีปลุกใจสานุศิษยใหเปนนักรบ ตอตาน
กษัตริยมุสสิมผูเขามาขมขี่ศาสนาอื่น เพื่อจรรโลงชาติ ทานไดตั้งศูนยกลางการเผยแพรลัทธิ
ซิกขอยูที่เมืองดัคคา (Dacca) และแควนอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ทานไดประกาศแก
สานุศิษยทั้งหลายวา ทุกคนควรเปนนักรบตอสูกับศัตรู เพื่อจรรโลงชาติศาสนาของตน ซิกข
ทุกคนตองเปนคนกลาหาญ คําวา “สิงห” อันเปนความหมายของความกลาหาญ เปนชื่อ
ของบรรดาสานุศิษยแหงศาสนาซิกขมาตั้งแตครั้งนั้น และ “สิงห” ทุกคนตองรวมเปน
ครอบครัวบริสุทธิ์
2. พระคัมภีร
เปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุด จัดวางในที่สูงบนแทนบูชา จะตองมีผูปรนนิบัติ
พระคัมภีรอยูเสมอ คือการศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคนจะตองถอด
รองเทาและโพกศีรษะ กอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีร ดวยความเคารพ
เสียกอน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 39
คัมภีรของศาสนาซิกขเรียกวา ครันถ-ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความวา
คัมภีร หรือหนังสือ สวนใหญเปนคํารอยกรองสั้นๆ รวม 1,430 หนา มีคําไมนอยกวาลานคํา
มี 5,894 โศลก โศลกเหลานี้เขากับทํานองสังคตีไดถึง 30 แขนง จัดเปนเลมได
37 เลม ภาษาที่ใชในคัมภีรมีอยู 6 ภาษาหลักคือ ปญจาบี (ภาษาประจําแควนปญจาปอันเปน
ถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเซียน ปรากริตฮินดี และมารถี
ศาสนาซิกขโบราณประมาณรอยละ 90 เชนเดียวกับศาสนิกชนในศาสนาอื่น ที่ไมเคย
รอบรูคัมภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของ
ไมสามารถแตะตองไดที่หริมณเฑียรหรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป
มีสถานที่ประดิษฐานคัมภีรถือเปนศูนยกลางศาสนาซิกข
ในวิหารของศาสนาซิกขไมบังคับใหรูปเคารพนอกจากคัมภีร ใหถือวาคัมภีรนั้นคือ
ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหาร จะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีร
เปนการเปลี่ยนผาคลุมทําความสะอาดวางคัมภีรลงบนแทนภายในมาน ซึ่งปกดวยเกล็ดเพชร
กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้งตกเย็นก็นําคัมภีรไปประดิษฐานไวบนตั่งทองในหองพิเศษ
ไมยอมใหฝุนละอองจับตองได
คัมภีรเดิมหรือชวงแรกของศาสนานี้เรียกวา อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุทานที่หาคือ
คุรุอรชุน (เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซึ่งคุรุทานแรกคือคุรุนานัก และโอวาทของคุรุทาน
ตอๆ มา พรอมทั้งวาณี(คําภาษิต)
ของภคัตคือ ปราชญผูที่มีความ
ภักดีอยางยิ่งตอลัทธินี้อีก 11 ทาน
และมีวาณีของภคัตผูมีอาชีพ
ประจําสกุล มารวมไวในอาทิคันถะ
ดวย
ในเวลาตอมาไดมีการ
รวบรวมโอวาทของคุรุอีกครั้งหนึ่ง
โดยคุรุโควินทสิงหไดรวบรวม
โอวาทของคุรุเทคพาหาทูรรวม
เปนคัมภีรครันถ-ซาหิป อันสมบูรณ
3. จริยธรรมของซิกข
คําสอนตามคัมภีรครันถ-ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ
จริยธรรมอันเปนเครื่องยังสังคมและประเทศชาติใหมั่นคงอยูได และยังจิตใจของผูปฎิบัติให
บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดทายไดมีนัยโดยสังเขปคือ
เกี่ยวกับพระเจา “รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคําสั่งของพระเจา (อกาลปุรุษ) สิ่งมี
ชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคําสั่งของพระเจา บุตรธิดาจะไดรูถึงกําเนิดบิดามารดาไดอยางไร
โลกทั้งหมดรอยไวดวยเสนดายคือคําสั่งของพระเจา”
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม40
“มนุษยทั้งหลายมีพระบิดาผูเดียว เราทั้งหลายเปนบุตรของทาน เราจึงเปนพี่นองกัน”
“พระเจาผูสรางโลก (อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายที่พระเจาสรางและสิ่ง
ทั้งหลายก็อยูในพระเจา”
“อาหลา (อัลลอห) ไดสรางแสงสวางเปนครั้งแรก สัตวทั้งหลายอุบัติมาเพราะศักดิ์
ของอาหลาสิ่งที่อาหลาสรางขึ้น เกิดมาแตแสงสวางนั้นเองจึงไมมีใครสูง ไมมีใครต่ํา ใครจะ
ไมถามถึงวรรณะ และกําเนิดของทาน ทานจงแสวงหาความจริง ซึ่งพระเจาแสดงแกทาน
วรรณะ และกําเนิดของทานเปนไปตามจารีตของทานเอง”
“อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจักพรหมนั่นแหละเปนพราหมณ
อยาถือตัวเพราะวรรณะความถือตัวเชนนี้ เปนบอเกิดแหงความชั่ว ฯลฯ
“คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปน
อิมานซาฟจึงถือวาคนทั้งหลายเปนวรรณะเดียวกันหมด กรุตา (ผูสรางโลกตามสํานวนฮินดู)
และกรีม (อาหลาตามสํานวนมุสลิม) เปนผูเดียวกัน เปนผูเผื่อแผประทานภัยอยาเขาใจผิด
เพราะความสงสัยและเชื่อไปวามีพระเจาองคที่สอง คนทั้งหลายจงปฏิบัติแตพระเจาองคเดียว
คนทั้งหลายยอมมีพระเจาเดียว ทานจงรูไวซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว”
เกี่ยวกับการสรางโลก ซิกขสอนวา แตเริ่มแรกมีแตกาลบุรุษ ตอมามีหมอกและ
กาซหมุนเวียนอยูไดลานโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติ
มาบนสิ่งเหลานี้นับดวยจํานวน 8,400,000 ชนิด มนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาส
บําเพ็ญธรรม เปนการฟอกดวงวิญญาณใหสะอาดอันเปนหนทางใหหลุดพนจากการเกิดการตาย
ซิกขสอนวาโลกมีมากตอมากดวงสุริยะดวงจันทรมีมากตอมากอากาศและอวกาศ
กวางใหญไพศาลอันผูมีกิเลสยากที่จะหยั่งรูได
เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม ซิกขสอนวา
1. ใหตื่นแตเชาอยางนอยครึ่งชั่วโมงกอนรุงอรุณ
2. ตื่นแลวใหบริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจใหสะอาด
3. ใหประกอบสัมมาชีพ
4. ใหแบงสวนของรายได 10 สวน มอบใหแกกองการกุสล
5. ใหละเวนการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี
เกี่ยวกับประเทศชาติ ศาสนาซิกขตั้งขึ้นโดยคุรุนานัก ผูมองเห็นภัยที่ประเทศชาติ
กําลังไดรับอยูจากคนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอน เพื่อความ
ดํารงอยูของชาติ คุรุวาณีของทานเปนเครื่องกระตุนใหผูรับฟงมีความสามัคคีมีความรักชาติ
โดยไมเกลียดชาติอื่น
ตอมาในสมัยคุรุโควินูสิงหทานไดสั่งสอนใหชาวซิกขเปนทหารหาญ เสียสละเลือดเนื้อ
และชีวิตเพื่อชาติ คุรุหลายทานเชนคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร ไดสละชีพเพื่อชาติ
และศาสนาและบางทานสละชีพ เพื่อปองกันศาสนาซิกข กลาวคือ
- คุรุชุนเทพ ถูกกษัตริยอิสลามคือ ชาหันคีรบังคับไมใหทานประกาศศาสนา ทาน
ถูกจับขังที่ปอมเมืองลาฮอร ถูกทรมานใหนั่งบนแผนเหล็กเผาไฟ และถูกโบยดวยทรายคั่ว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 41
รอนบนราง กษัตริยชาหันครีรบังคับใหทานเลิกประกาศศาสนาซิกขและหันมาประกาศ
ศาสนาอิสลามแทน แตทานไมยอมทําตาม จึงถูกนําตัวไปใสหมอตม และถูกนําตัวไปถวงใน
แมน้ําระวี จนเสียชีวิต พ.ศ. 2149
คุรุเทคบาหาทุรถูกกษัตริยอิสลามประหารเพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกขเชนกัน
ในการกูเอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไดสละชีวิตเพื่อการนี้เปน
จํานวนมาก
เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขยกสตรีใหมีฐานะเทาบุรุษ สตรีมีสิทธิใน
การศึกษา รวมสวดมนตหรือเปนผูนําในการสวดมนตเทากับบุรุษทุกประการคุรุนานักให
โอวาทแกพวกพราหมณผูเครงในวรรณะสี่ไววา
“พวกทานประณามสตรีดวยเหตุใด สตรีเหลานี้เปนผูใหกําเนิดแกราชา คุรุศาสดา
และแมแตตัวทานเอง”
เกี่ยวกับเสมอภาค และเสรีภาพ คุรุนานักสอนวา “โลกทั้งหมดเกิดจากแสงสวาง
อันเดียวกัน คือ (พระเจา) จะวาใครดีใครชั่วกวากันไมได”
คุรุโควินทสิงห สอนวา สุเหรา มณเฑียร วิหาร เปนสถานที่บําเพ็ญธรรมของคน
ทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกตางกันบาง เพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ
วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งสี่ทิศ คือ ไมจํากัดชาติ
ศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ไดรับการปฏิบัติที่เสมอภาค
ผูแจกหรือผูรับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเปนคนในวรรณะใดๆ ชาติใดก็
ไดคนทุกฐานะ ตองนั่งกินอาหารในที่เสมอหนากัน
เรื่องของโรงอาหารเปนสิ่งสําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดตั้งกฎไววา
ใครจะเขาพบทานตองรับอาหารจากโรงทานเสียกอน เพื่อเปนการแสดงใหเห็นประจักษวา
รับหลักการเสมอภาคของทานคุรุครั้งหนึ่งอักบารมหาราชไปพบทานเห็นทานนั่งกินอาหาร
ในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราชพอพระทัยถวายเงินปแดทานคุรุผูนี้
อีกประการหนึ่งจะเปนผูใดก็ตามจะตองปฏิบัติสังคีต (พิธีชุมนุมศาสนิก)
ดวยมือของตนเองคือตองเช็ดรองเทา ตักน้ํา ทําทุกอยางดวยตนเอง ไมมีใครไดรับยกเวน
เปนพิเศษ ผูใดปฏิบัติตามไดมาก ยิ่งเปนซิกขที่ดีมาก
4. ศาสนาซิกขเขาสูประเทศไทย
ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพขายอิสระ บางก็แยกยายถิ่นฐานทํามาหากินไปอยู
ตางประเทศบาง ก็เดินทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคา
ชาวซิกขผูหนึ่งชื่อนายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อ
สินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อครั้งหนึ่งมีมาพันธุดีรวมอยูหนึ่งตัว เมื่อ
ขายสินคาหมดแลว ไดเดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยไดนํามาตัวดังกลาวมาดวย
เขาไดมาอาศัยอยูในพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริยสยาม ไดรับความอบอุนใจเปน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม42
อยางยิ่ง ดังนั้นเขามีโอกาสเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลาเจาอยูหัว และไดถวายมาตัวโปรดของเขา
แดพระองคดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเห็นในความ
จงรักภักดีของเขา ไดพระราชทานชางใหเขาหนึ่งเชือก
ตลอดจนขาวของเครื่องใชที่จําเปนในระหวางเดินทาง
กลับอินเดีย
เมื่อเดินทางกลับมาถึงอินเดียแลวเห็นวา ของ
ที่ไดรับพระราชทานมานั้น สูงคาอยางยิ่งควรที่จะเก็บ
รักษาใหสมพระเกียรติยศแหงพระเจากรุงสยาม จึงได
นําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร
และยํามูพรอมทั้งเลาเรื่องที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยามไดรับความสุขความสบายจากพี่
นองประชาชนชาวสยามซึ่งมีพระเจาแผนดินปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอง
สรรเสริญของประชาชน
พระราชาแหงแควนแคชเมียรไดฟงเรื่องราวแลวก็มีความพอพระทัยอยางยิ่งทรงรับชาง
เชือกดังกลาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชาพาหนะตอไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทอง
ใหนายกิรปารามมาคานเปนรางวัล จากนั้นเขาก็ไดเดินทางกลับบานเกิดณแควนปญจาปแต
ครั้งนี้เขาไดรวบรวมเงินทองพรอมทั้งชักชวนเพื่อนพองใหไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูใตรมพระบรม
โพธิสมภารพระเจากรุงสยามตลอดไป
ตอมาไมนานผูคนที่เขาได
ชักชวนไวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น
ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถูกกําหนด
ขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซิกข ไดเชาเรือน
ไมหนึ่งคูหาที่บริเวณบานหมอ หลังโรง
ภาพยนตรเฉลิมกรุงปจจุบัน เมื่อป
2455 มาตกแตงใหเหมาะสม เพื่อใช
ประกอบศาสนากิจ
ตอมาเมื่อสังคมซิกขเติบโตขึ้น
จึงไดยายสถานที่จากที่เดิมมาเชาบานหลังใหญกวาเดิม ณ บริเวณยานพาหุรัดในปจจุบันแลว
ไดอัญเชิญพระมหาคัมภีรอาทิครันถมาประดิษฐานเปนองคประธานมีการสวดมนตปฏิบัติศาสน
กิจเปนประจําทุกวันไมมีวันหยุดนับตั้งแตป พ.ศ. 2456 เปนตนไป จนถึงป พ.ศ. 2475 ศาสนิ
กชนชาวซิกขจึงไดรวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเปนกรรมสิทธิ์เปนจํานวนเงิน 16,200
บาท และไดกอสรางอาคารเปนตึกสามชั้นครึ่ง ดวยเงินจํานวนประมาณ 25,000 บาท เปน
ศาสนสถานถาวรใชชื่อวา ศาสนาสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา สรางเสร็จเมื่อป พ.ศ. 2476
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 43
ตอมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ศาสนสถานแหงนี้ถูกระเบิดจากฝายสัมพันธมิตร
ถึงสองลูกเจาะเพดานดาดฟาลงมาถึงชั้นลางถึงสองชั้น แตลูกระเบิดดังกลาวดาน แตทําใหตัว
อาคารราวไมสามารถใชงานไดหลังจากไดทําการซอมแซมมาระยะหนึ่งอาคารดังกลาวใชงาน
ไดดังเดิม และไดใชประกอบศาสนากิจมาจนถึงปจจุบัน
ตอมาเมื่อศาสนิกชนชาวซิกขมีจํานวนมากขึ้นตามลําดับจึงตางก็แยกยายไปประกอบ
กิจการคาขายตามหัวเมืองตางๆ อยางมีสิทธิเสรีภาพยิ่ง และทุกแหงที่ศาสนิกชนชาวซิกขไป
อาศัยอยูก็จะรวมกันกอตั้งศาสนสถาน เพื่อประกอบศาสนกิจของตน ปจจุบันมีศาสนสถาน
ของชาวซิกขที่เปนสาขาของสมาคมอยู 17 แหง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา
(ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพฯและตั้งอยูในจังหวัดตางๆ อีก 16 แหง
คือจังหวัดนครสวรรค ลําปาง เชียงใหม เชียงราย นครราชสีมา ขอนแกน อุดรธานี นครพนม
อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ตรัง สงขลา (อําเภอเมืองฯ) สงขลา (อําเภอหาดใหญ)
ยะลา และจังหวัดปตตานี
ในป พ.ศ.2525 มีศาสนิกชนชาวซิกขอยูในประเทศไทยประมาณสองหมื่นคน
ทุกคนตางมุงประกอบสัมมาอาชีพอยูภายใตพระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไทย
ดวยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหนา
สมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) ไดอบรมสั่งสอน
กุลบุตรกุลธิดาใหเปนมีความรูความสามารถ เปนผูดีมีศีลธรรม รูจักรักษาธรรมเนียมประเพณี
อันดีงามละเวนจากสิ่งเสพติดทั้งปวงดําเนินการอุปการะชวยเหลือเอื้อเฟอเผื่อแผตอผูประสบ
ทุกขยากอยูเสมอมิไดขาด
จัดสรางโรงเรียนซิกขวิทยา ที่สําโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ มีหองเรียน 40 หอง
มีนักเรียน 300 คน ทั้งชายและหญิง สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ
จัดสรางสถานพยาบาล คลินิกนานักมิชชัน เพื่อเปดการรักษาพยาบาล มีคนไข
ที่ยากจนเขารับการรักษาพยาบาลโดยไมเสียเงิน โดยไมจํากัดชั้น วรรณะ และศาสนา
แตประการใด
เปดบริการหองสมุดนานัก บริการหนังสือตางๆ ทั้งในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
และภาษาปญจาบี
เปดสถานสงเคราะหคนชรา เพื่อสงเคราะหชวยเหลือผูสูงอายุที่ยากจน ขัดสน และ
ขาดแคลนผูอุปการะ
จัดตั้งมูลนิธิพระศาสดาคุรุนานักเทพ เมื่อป พ.ศ. 2512 นําดอกผลมาสงเคราะห
นักเรียนที่เรียนดีแตขัดสนทุนทรัพย
ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตางๆ กับหนวยงานตางๆ เชน กรม
การศาสนา สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กพิการ มูลนิธิชวยคนปญญาออน สภาสังคมสงเคราะห
แหงประเทศไทย (ในพระบรมราชูถัมภ) เพื่อใหเกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมูศาสนิกชน
ศาสนาตางๆ เชิญชวนใหชาวซิกขออกบําเพ็ญตนเพื่อใหประโยชนตอสังคมสวนรวม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม44
เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก
ในจํานวนประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มีผูนับถือศาสนาตาง ๆ ดังตอไปนี้คือ
1) ศาสนาคริสตประมาณ 2,000 ลานคน
2) ศาสนาอิสลามประมาณ 1,500 ลานคน
3) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ประมาณ 900 ลานคน
4) ศาสนาพุทธ ประมาณ 360 ลานคน
5) ที่เหลือ เปนนับถือลัทธิตางๆ เทพเจาหรือไมนับถือศาสนาอะไรเลย
ศาสนาที่สําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหลงกําเนิดดังนี้ เอเชีย
ตะวันตกเฉียงใต เปนตนกําเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสตและอิสลาม ศาสนายูดาย
เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใตเปนตนกําเนิดของศาสนาคริสต ซึ่งเปน
ศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลกขณะนี้โดยไดเผยแผไปสูยุโรปซีกโลกตะวันตกอื่นๆ และ
ชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง
ศาสนาอิสลามเกิดกอนศาสนาคริสตประมาณ 600 ป เปนศาสนาที่สําคัญของเอเชีย
ตะวันตกเฉียงใตปจจุบันศาสนานี้ไดเผยแผไปทางภาคเหนือของอินเดีย ดินแดงทาง
ตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทรมลายูและประเทศอินโดนีเชีย
เอเชียใตเปนแหลงกําเนิดศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดูมีความเชื่อ
มาจากศาสนาพราหมณซึ่งเปนศาสนาเกาแกของโลกเมื่อประมาณ 5,000 ป และเปนแนวทาง
การดําเนินชีวิตของชาวอินเดียจนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ สวนพุทธศาสนาเกิดกอนศาสนาคริสต
500 ป และถึงแมจะเกิดในอินเดียแตชาวอินเดียนับถือพระพุทธศาสนานอย แตมีผูนับถือ
กันมากในทิเบต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา
เอเชียตะวันออกเปนแหลงกําเนิดของลัทธิขงจื้อ เตา และชินโต ตอมาเมื่อพระพุทธ
ศาสนาไดเผยแผเขาสูจีน ที่ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับ
คําสอนของขงจื้อไดดี สวนในญี่ปุนผูนับถือพุทธศาสนาแบบชินโต
1. โลกคริสเตียน
สืบเนื่องจากศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยกลางยุโรป
ศาสนาจักรเขามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในดานศาสนา การเมือง การปกครอง
ประเพณี และวัฒนธรรม พระสันตะปาปา ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงราชาทั้งหลาย
มีอํานาจเต็มที่ในการกําหนดบทบาทวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้นตอมาในตอนปลายยุคกลาง
สืบตอจนกระทั่งยุคแหงวิทยาศาสตรสมัยใหม ศาสนจักรถูกลดบทบาททางการเมืองและการ
ปกครอง แตศาสนาคริสตยังมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และแอฟริกา แมแต
ในปจจุบันศาสนาคริสตเปนที่ยอมรับของสังคมทั่วๆ ไป ในฐานะที่เปนศาสนาหนึ่งที่
ผูนับถือมากที่สุดเปนลําดับหนึ่งของโลก
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 45
สาเหตุที่ศาสนาคริสตเผยแผไดทั่วโลกเพราะยุคลาอาณานิคมพวกจักรวรรดินิยมชาว
ยุโรปและอเมริกา (คริสตศตวรรษที่ 15-16 ) ศาสนาคริสตไดถูกนําไปเผยแผในประเทศตางๆ
ที่นักลาอาณานิคมเหลานี้พรอมกับมิชชันนารี คือ นักสอนศาสนาไปถึง สงผลใหคริสตศาสนิกชน
มีปริมาณมากขึ้นทั้งในยุโรป แอฟริกา อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ประเทศไทยมีนักสอน
ศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเขามาเผยแผโดยเดินทางมาพรอมกับพวกทหารและพอคาของ
ประเทศเหลานั้น ทําใหมีคนไทยนับถือศาสนาคริสตกระจายไปทั่วประเทศ
2. โลกอิสลาม
การเผยแผศาสนาอิสลามเกิดจากพอคาอาหรับนําสินคาคือนําเครื่องเทศมาขาย และ
เผยแผศาสนาดวยชาวมุสลิมเปนผูที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตยสุจริต และมีฐานะดี เปนพอคา
ประกอบกับหลักศาสนามีหลักการสําหรับผูครองเรือน จึงเผยแผไปไดอยางรวดเร็วในโลก
ศาสนาอิสลามมีจํานวนผูที่นับถือมากลําดับที่ 2 ของโลก ชาวมุสลิมมีอยูประมาณ 1,500
ลานคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีกลุมชาติพันธุและภาษาที่แตกตางกันกระจาย
ตัวอยางกวางขวางไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียใตซึ่งเปน
ภูมิภาคที่ประชากรมุสลิมอยูหนาแนนที่สุดในโลกมีอยูราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิม
ทั้งหมดรองลงมาคือประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตทั้งในอินโดนีเชีย มาเลเซีย
บรูไนกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตของไทยและฟลิปปนส ซึ่งประกอบขึ้นเปนโลกมลายยู
มุสลิม สวนตะวันออกกลางซึ่งเปนถิ่นกําเนิดของศาสนาอิสลามเองนั้นมีประชากรมุสลิมมาก
ที่สุดเปนลําดับ 3 มีอยูประมาณ 200 ลานคน ลําดับตอมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเติรกที่อยู
ในตรุกีและดินแดนตางๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจํานวนประมาณ 90 ลานคนสวน
มุสลิมเปอรเซียมีประชากรอยูประมาณ 70-80 ลานคน และที่เหลือเปนมุสลิมชนกลุมนอย
ที่อาศัยอยูตามประเทศตางๆ มากกวา 120 ประเทศทั่วโลก มุสลิมประกอบดวยประชากร
3 กลุม ดังตอไปนี้คือ
1. กลุมประเทศมุสลิมอาหรับ คือประเทศมุสลิมซึ่งประชากรสวนใหญเปนชาว
อาหรับ ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้ คือ แอลจีเรีย บาหเรน อียิปต อิรัก จอรแดน
คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตาร ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ตูนิเซีย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตตและเยเมน
2. กลุมประเทศมุสลิมที่ไมใชอาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรสวนใหญนับถือ
ศาสนาอิสลาม แตไมใชชาวอาหรับและไมไดใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้แบงเปน
ภูมิภาคตางๆ ดังนี้
ภูมิภาคเอเชียกลาง ไดแก อัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังคลาเทศ บรูไน อินโดนี
เชีย อิหรานคาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี
เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน
ภูมิภาคแอฟริกา ไดแก มอริตาเนีย บูรกินาฟาโซ แคเมรูน แอฟริกากลาง
ชาด คอโมโรส โกตดิวัวร เอริเทรีย เอธิโอเปย แกมเบีย กินี กินีบิสเซา จิบูตี มาลี ไนเจอร
ไนจีเรีย เซเนกัล เซียรราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาราตะวันตก
ภูมิภาคยุโรป ไดแก อัลบาเนีย บอสเนีย-เฮอรเซโกวีนา และปาเลสไตน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม46
3. กลุมมุสลิมชนกลุมนอยในประเทศที่ไมใชมุสลิม คือ มุสลิมที่กระจัดกระจาย
อยูในประเทศที่ประชากรสวนใหญไมใชมุสลิม ซึ่งมีอยูทุกมุมโลก เชน ออสเตรเลีย ฟลิปปนส
จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อารเจนตินา ไทย ฯลฯ
กลุมมุสลิมเหลานี้เปนประชากรสวนนอยในประทศตางๆ ไมนอยกวา 120 ประเทศทั่วโลก
3. ศาสนาพราหมณ-ฮินดู
เปนศาสนาเกาแกที่สุดในโลกนับมาประมาณ 5,000 ป ในชมพูทวีปแมวาศาสนา
พุทธจะเกิดในอินเดียเมื่อ 2,500 ปลวงมา แตศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งใน
สมัยพระเจาอโศกมหาราชและเสื่อมลงอีกและศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองอีกในอินเดียจนถึง
ปจจุบัน และในบังกลาเทศมีผูนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู 10.5% สวนในอินโดนีเซีย
ยังมีผูนับถือศาสนาฮินดูอยูบางราว 3%
4. โลกพุทธศาสนา
ประเทศไทยในปจจุบันเปนประเทศที่เปนศูนยกลางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ
เปนศาสนาที่เกาแกรองลงมาจากศาสนาพราหมณ-ฮินดู เมื่อศึกษาประวัติการเผแผพระพุทธ
ศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ในโลกพบวาที่สําคัญ คือ พระเจาอโศกมหาราช ซึ่งเปนกษัตริย
ที่มีแสนยานุภาพของอินเดีย ทรงนับถือศาสนาพุทธ และเปนกําลังที่สําคัญในการเผยแผ
ศาสนาพุทธใหรุงเรือง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตางๆ
โดยสงสมณทูตไปเผยแผไดแก ประเทศลังกา ไทย พมา ทําใหศาสนาพุทธประดิษฐานมั่นคง
จนถึงทุกวันนี้
คณะพระธรรมทูตดังกลาวมี 9 คณะประกอบดวยรายละเอียดดังนี้
สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ
แควนกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร ประเทศอินเดียปจจุบันและแควนคันธาระ ในปจจุบัน คือ
รัฐปญจาป ทั้งของประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน
สายที่ 2 พระมหาเทวเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในแควน
มหิสมณฑล ปจจุบันไดแก รัฐไมเซอรและดินแดงแถบลุมแมน้ําโคธาวารี ซึ่งอยูในตอนใต
ประเทศอินเดีย
สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ วนวาสี
ประเทศ ในปจจุบัน ไดแก ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย
สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเขาใจกันวา
เปนฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ไดเขาบวชในพระพุทธศาสนา) เปนหัวหนาคณะไปเผยแผ
พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท ปจจุบันสันนิษฐานวาคือดินแดนแถบชายทะเลเหลือง
เมืองบอมเบย
สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา
ณ แควนมหาราษฏรปจจุบัน ไดแก รัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 47
สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในเอเชีย
กลาง ปจจุบันไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตรุกี
สายที่ 7 พระมัชณิมเถระพรอมดวยคณะคือพระกัสสปโคตรเถระพระมูลกเทวเถระ
พระทุนทภิสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย
สันนิษฐานวา คือประเทศเนปาล
สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธ
ศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งปจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมา ไทย
ลาว เขมร เปนตน
สายที่ 9พระมหินทเถระ(โอรสพระเจาอโศกมหาราช)พรอมดวยคณะพระอริฏฐเถระ
พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ลังกาทวีป
ในรัชสมัยของพระเจาเทวานัมปยติสสะ กษัตริยแหงลังกาทวีป ปจจุบันคือประเทศศรีลังกา
ศาสนาพุทธมี 2 นิกาย คือ นิกายมหายานและนิกายหินยาน นิกายมหายานยึด
คําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจา สวนนิกายหินยายเกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธ
เนื่องจากศาสนาพราหมณเจริญขึ้นอยางรวดเร็ว ดังนั้นนิกายหินยานมุงเนนการบําเพ็ญบารมี
ของพระโพธิสัตวที่เปนคฤหัสถก็ไดโดยที่พระโพธิสัตวปรารถนาพุทธภูมิ จึงเปนการเปดโอกาส
ใหคฤหัสถเขามามีบทบาทมากขึ้น และนิกายมหายานนี้สามารถปรับตัวเขากับทองถิ่นได
งายกวานิกายหินยานหรือเถรวาทซึ่งเปนพุทธแบบดั้งดิม ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมตัวลง
ชาๆ ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 15 เปนตนมา โดยอินเดียตะวันออกสงเสริมศาสนาฮินดู สวนใน
อินเดียเหนือชาวเติรกที่นับถือศาสนาอิสลามบุกอินเดียเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเปน
ศูนยกลางของศาสนาพุทธตั้งแตพ.ศ.1742ศาสนาพุทธจึงโยกยายไปทางเหนือเขาสูเทือกเขา
หิมาลัย และศรีลังกา พุทธศาสนาเขาสูจีนผานเอเชียกลาง ในพุทธศตวรรษที่ 13 จีนเปน
ศูนยกลางที่สําคัญของพุทธศาสนานิกายมหายานรุงเรืองมากในยุคราชวงศถังและตอมาศาสนา
พุทธเสื่อมลงเพราะจักรพรรดิหวูซุงหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทนแตพุทธศาสนานิกายมหายาน
ยังคงรุงเรืองตอมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุนและยังคงรุงเรืองมาจนถึงปจจุบันพุทธศาสนาใน
เกาหลีนิกายเซนเผยแผมาในสมัย พ.ศ. 915 และตอมาลัทธิขงจื้อเผยแผเขามาทําใหศาสนา
พุทธเสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่6อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลมากเผยแผอารยธรรมเขาสูเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใตคืออารยธรรมทางภาษาบาลีสันสกฤตและศาสนาพุทธนิกายมหายาน พรอม
กับศาสนาพราหมณเขามาในชวงพุทธศตวรรษที่ 10-18 สมัยอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนยกลางที่
เกาะสุมาตรา และอาณาจักรขอมโบราณ ตอมาอาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลงและรับอารยธรรม
อิสลามในพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาพุทธในปจจุบันนิกายมหายานหรืออาจารยวาท หมายถึง
อาจารยรุนตอๆมาไมใชรุนที่เห็นพระพุทธเจายังมีอยูที่อินเดียตอนเหนือเนปาลจีนญี่ปุนเกาหลี
เวียดนาม มองโกเลีย บางสวนของรัสเซีย บางครั้งเรียกวา อุตรนิกาย หรือ นิกายฝายเหนือ
สวนทักษิณนิกายหรือนิกายฝายใตนิกายหินยานหรือเถรวาท หมายถึง พระเถระที่ทัน
เห็นพระพุทธเจาซึ่งนับถือพุทธแบบดั้งเดิมเครงครัดนับถือมากในไทยพมาเขมรลาวศรีลังกา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม48
ศาสนาพุทธเริ่มเปนที่สนใจของชาวยุโรปอยางกวางขวางในพุทธศตวรรษที่ 25
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เปนตนมา ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนไป ศาสนาพุทธพิสูจน
ไดดวยการปฏิบัติเอง อีกทั้งมีองคกรพุทธศาสนาระดับโลก โดยมีชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป
และอเมริกาเหนือ รวม 27 ประเทศ ตั้งชื่อองคการวา “องคกรพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก”
กอตั้งที่ประเทศศรีลังกา เมื่อป พ.ศ. 2493
พุทธศาสนาเขาสูประเทศอังกฤษครั้งแรกในป พ.ศ. 2448 โดย J.R. Jackson
กอตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษและมีภิกษุชาวอังกฤษรูปแรกคือ Charls Henry Allen Bernett
คณะสงฆไทยไดสงคณะทูตไปเผยแผครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และสรางวัดไทย ชื่อวัดพุทธ
ประทีปในลอนดอน
ประเทศเยอรมนีมีสมาคมพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2446 มีชาวเยอรมันไปบวชเปน
พระภิกษุที่ศรีลังกาการเผยแผพุทธศาสนาชะงักไปในชวงสมครามโลกครั้งที่ 1 และถูกหาม
ในสมัยฮิตเลอร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการฟนฟูพุทธศาสนาโดยติดตอกับพุทธสมาคม
ในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอรลินเชนกัน
พระพุทธศาสนาที่เขาสูประเทศสหรัฐอเมริกาในป พ.ศ. 2448 เปนพุทธศาสนาจาก
จีนและญี่ปุนและทิเบต ใน พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเปดสอนปริญญาเอกสาขา
พุทธศาสตรเปนแหงแรกในสหรัฐและคณะสงฆไทยสรางวัดไทยแหงแรกในสหรัฐเมื่อ
พ.ศ. 2515
ศาสนาพราหมณฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดของโลกปจจุบันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต
อดีตจนถึงปจจุบันแมวาศาสนาพุทธจะเคยรุงเรืองในอินเดียสมัยพระพุทธเจา แลวเสื่อมลง
จากนั้นมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศกมหาราช
เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
สําหรับความขัดแยงในดินแดนปาเลสไตน เปนกรณีที่นาศึกษากรณีหนึ่ง เพราะสงผล
เกิดสงครามยืดดเยื้อมานับสิบๆป ยอนหลังไปในชวงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนนี้อยู
ในความครอบครองของจักรวรรดิออตโตมันเติรก (ตรุกี) ถาปาเลสไตนสืบเชื้อสายมาจากชาว
ปาเลสไตนดั้งเดิมผสมกับชาวอาหรับ ชนเผาคะนาคัน และชนเผาอื่นๆ ที่มีถิ่นที่อยูในบริเวณ
นี้ สืบเนื่องจากชาวอังกฤษซึ่งเปนชาติมหาอํานาจในขณะนั้นสนับสนุนใหเอกราชแกปาเลสไตน
หลังจากเปนพันธมิตรรวมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนชนะ แตเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง
อังกฤษออกประกาศบัลโฟรใหชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนในปค.ศ.1922สันนิบาต
ชาติยกปาเลสไตนใหอยูในอาณัติอังกฤษ ชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนปละ 16,500
คน ขออธิบายความยอนหลังวากอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวในเยอรมันถูกฮิตเลอรฆาตาย
จํานวนมาก เพราะความขัดแยงดานเชื้อชาติ เนื่องจากชาวยิวเปนชาติที่ฉลาดมีฐานะดีเปน
พอคา วิศวกรตางๆ ฮิตเลอรผูนําเยอรมันประกาศวาชาวเยอรมันเปนชาติบริสุทธิ์สูงสงและ
เขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไมมีประเทศอยู หลังจากสงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 49
ยิวมีประเทศอยูและเลือกดินแดนปาเลสไตน ซึ่งสอดคลองกับชาวยิวแสดงความเปนเจาของ
ดินแดนนี้โดยยกขอความคัมภีรไบเบิ้ลวา ในวันพระยะโฮวารไดทําสัญญากับอัมซาฮามไววา
เราไดมอบดินแผนดินนั้นไวใหแกพงศพันธุของเจาตั้งแตแมน้ําอายฒุบโตไปจนถึงแมน้ํา
ยูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตน แตขณะเดียวกันชาวปาเลสไตน
ไมพอใจเพราะพวกเขายังคงอยูอยางลําบาก แมวาอังกฤษจะชวยปลดแอกจากชาวเติรกขณะ
ที่ชาวยิวเปนชนฉลาด เชน ทําความเจริญใหกับอิสราเอลมาก ขณะเดียวกันอังกฤษ สหรัฐ
องคการสหประชาชาติลวนสนับสนุนสงยิวอพยพจากประเทศตางๆ เพื่อใหมีดินแดนอยูใน
ปาเลสไตน
ตอมาในราว 20 ป หลังจากยิวชาติอิสราเอลอยูในปาเลสไตนเกิดสงครามกอนหิน
2 ครั้ง คือ ชาวปาเลสไตนตองการขับไลชาตินี้ออกไปจากดินแดนเกาแกของตนเองเพราะ
ตนเองยังอยูกับความยากจนสิ้นหวังเชน
เดิม การสูครั้งแรกของชาวปาเลสไตน
ไมมีอาวุธแตใชกอนหินขวางปารถถัง
ของอิสราเอลซึ่งรบชนะไดอยางงายดาย
และสหประชาชาติก็ประนามการกระทํา
ของอิสราเอล อิสราเอลไดรับความ
เห็นใจจากทั่วโลกนอยลง ตอมามีกลุม
ฮามาสเปนกลุมที่ลุกขึ้นมาตอบโต
อิสราเอลดวยมาตรการรุนแรงเชนกัน
กลุมฮามาสเปนกระแสฟนฟูอิสลามจุด
ประกายรัฐอิสลามและเปาหมายคือขับไลอิสราเอลจากปาเลสไตนและกลุมฮามาสนี้ยินดีปฏิบัติ
การระเบิดพลีชีพและสงครามชิงดินแดนยังเกิดตอมาเปนระยะๆมีการเจรจาเพื่อสงบศึกหลาย
ครั้งแตยังไมสําเร็จ
เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา
ความหมายของคําวา “ความขัดแยง”
ความขัดแยง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง
“การไมลงรอยกันการไมถูกกัน ความคิดไมตรงกัน ความพยายามอยากเปนเจาของ และ
ความเปนคนตางมุมมองกัน”
ความขัดแยงในสังคม เปนสิ่งที่ไมมีใครปรารถนา แตก็หลีกเลี่ยงไดยาก เพราะตราบ
ใดที่มนุษยมีชีวิตอยูรวมกันในสังคม ก็ยอมมีความขัดแยงเปนธรรมดา ความขัดแยงมีทั้ง
ประโยชนและโทษ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม50
สาเหตุที่ทําใหเกิดความขัดแยง
ความขัดแยงมาจากสาเหตุหลายประการ เชน ความเชื่อศรัทธาในคําสอนของศาสนา
แตกตางกัน ความมีทิฏฐิมานะ ถือตัววาความคิดของตัวเองดีกวาคนอื่น ความมีวิสัยทัศน
ที่คับแคบ ขาดการประสานงานที่ดี ขาดการควบคุมภายในอยางมีระบบ สังคมโลกขยาย
ตัวเร็วเกินไป และการมีคานิยมในสิ่งตางๆ ผิดแผกกัน ความคิดแตกตางกัน
วิธีปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันในสังคม
วิธีปองกัน แกไข ความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันมีหลายวิธี เชน
1. วิธียอมกัน คือทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหนาเขากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกัน
ไมดูถูกไมติฉินนินทาไมกลาววารายปายสีศาสนาของกันและกัน พบกันครึ่งทาง รูจักยอมแพ
รูจักยอมกัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกัน โดยมี
ผูประสานสัมพันธที่ทุกฝายยอมรับนับถือ
2. วิธีผสมผสาน คือทุกฝายทุกศาสนาเปดเผยความจริง มีการแลกเปลี่ยน ทัศนคติ
ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา
ทํากิจกรรมในสังคมรวมกัน เชน สรางสระพาน ถนน ฯลฯ
3. วิธีหลีกเลี่ยง คือการแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนี
ไมเอาเรื่อง ไมเอาความ ไมไปกาวกายความคิด ความเชื่อ ของผูนับถือศาสนาที่ไมตรงกับ
ศาสนาที่ตนนับถือ
4. วิธีการประนีประนอม คือการแกปญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละ
บางสิ่งบางอยางลงมีทั้งการใหและการรับภาษาชาวบาน เรียกวาแบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ
ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน ตางคนตางก็ไมเสียเปรียบ
เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีสุข
ศาสนาพุทธ มีหลักสําคัญคือการมุงเนนใหไมเบียดเบียน ไมจองเวรซึ่งกันและ
กันจะเห็นวาศีลขอ 1. ของศาสนาพุทธ คือ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ
คือ งดเวนการฆา เบียดเบียน ทํารายรางกายคนและสัตว และหลักสําคัญตอมาอีกคือยึดหลัก
พรหมวิหาร 4 คือ
1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข
2. กรุณา คือความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข
3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี
4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลําเอียง ทําใจเปนกลาง ใครทําดียอมไดดี
หลักธรรมที่สําคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจ
ผูอื่นไดแก ทานคือการใหความเสียสละแบงปนของตนเองใหผูอื่น ปยวาจา คือ พูดจาดวย
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 51
ถอยคําที่ไพเราะออนหวานพูดดวยความจริงใจไมหยาบคายกาวราว อัตถจริยา คือ
การสงเคราะหผูอื่นทําประโยชนใหผูอื่น และสมานัตตาคือ ความเปนผูสม่ําเสมอ ประพฤติ
เสมอตนเสมอปลาย เนนคุณธรรมสําคัญในการอยูกับผูอื่นในสังคม
และที่สําคัญในการแกไขปญหาความขัดแยงในศาสนาพุทธ มุงเนนที่การเจริญปญญา
นั่นคือปญหาตางๆคือผลและยอมเกิดจากสาเหตุของปญหา การแกไขตองพิจารณาที่สาเหตุ
และแกที่สาเหตุ ดังนั้นแตละปญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิดจะแตกตางกันตามสถานการณ
นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแลว ในการแกปญหายังใชวิธีการประชุมเปนสําคัญ พอจะเห็น
รูปแบบการประชุมรวมกันของสงฆที่สงผลถึงปจจุบัน ตัวอยางคือคําวา สังฆกรรมซึ่งเปนการ
กระทํารวมกันของพระสงฆ เชน การรับบุคคลเขาบวชในพุทธศาสนา พระสงฆประกอบดวย
อุปชฌาย พระคูสวด จะตองหารือกัน ไถถามกันเปนภาษาบาลีเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ
ผูมาบวชวาสมควรใหบวชไดไหม
ศาสนาอิสลาม ไดวางหลักเกณฑแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในสวนที่เปนศีล
ธรรมและจริยธรรมอันนํามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยูรวมกันของกลุมใน
สังคม ศาสนาอิสลามมีคําสอนซึ่งเปนขอปฏิบัติสําหรับครอบครัวและชุมชน โดยมีหลักศรัทธา
หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติ
สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งมวลมีจุดประสงค 3 ประการคือ
1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอห พระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว
ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค ศรัทธาในพระ
โองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟนคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา
และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอ
พระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตา
ของพระองค และพระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง
2. เปนธรรมนูญสําหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม
เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร
อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะ
แวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือ
ทําอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทํา
ลายสังคมแมวาในรูปแบบใดก็ตาม
3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อการครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ
ซื่อสัตย ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความสะอาดของ
กาย และใจ ความกลาหาญ การใหอภัยความเทาเทียมและความเสมอภาคระหวางมนุษย การ
เคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา
ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญ การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม52
อิสลาม เปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่ทางนําในการดํารงชีวิตทุกดานแกมนุษย
ทุกคน ไมยกเวน อายุ เพศ เผาพันธุ วรรณะ
ศาสนาคริสตนอกจากบัญญัติ10ประการที่สําคัญในการอยูรวมกับผูอื่นของศาสนา
คริสต คือ จงอยาฆาคน จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น จงอยาลักขโมย จงอยาพูด
เท็จ จงอยามักไดในทรัพยของเขา และคําสอนที่สําคัญคือใหรักเพื่อนบานเหมือนรักตัวเอง ให
มีเมตตาตอกัน จงรักผูอื่นเหมือนพระบิดารักเรา ใหอภัยแลวทานจะไดรับการอภัย ลวนแต
เปนคุณธรรมพื้นฐานที่สําคัญที่ทําใหการอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข
ศาสนาพราหมณ-ฮินดู สอนใหมีความมั่นคง มีความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตน
มี ใหอดทน อดกลั้นมีเมตตากรุณา ขมใจไมหวั่นไหวไปตามอารมณ ไมลักขโมย ไมโจรกรรม
ทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ มีธรรมะสําหรับคฤหัสถคือจบการศึกษาใหกลับบานชวย
บิดามารดาทํางานแตงงานเพื่อรักษาวงศตระกูลประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเครื่องดําเนินชีวิต
เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา
หลักธรรมคําสอนของศาสนาชวยสรางคนใหเปนคนดี
คนดีเปนที่ปรารถนาของทุกคน โลกนี้ยังขาดคนดีอยูมาก ยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง
ความรูแขนงตางๆ เสียอีก ความจริงโลกไมไดขาดแคลนผูมีความรูหรือผูเชี่ยวชาญใน
สาขาตางๆ มากนัก แตที่ขาดแคลนมากก็คือคนดี โลกจึงวุนวายดังปจจุบัน คนจะเปนคน
ดีไดก็ตองมีหลักยึดมั่นประจําใจคือ มีศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเทาไร ก็ชวยใหเปนคนดี
มากและมั่นคงเทานั้น อยางอื่นก็พลอยดีดวย ตรงกันขามถาใจไมดีการกระทําตางๆ ก็พลอย
รายไปดวย คนมีศาสนาหรือมีหลักธรรม มีคุณธรรมในใจเปนคนดีแตถาไมมีก็อาจเปนคนดีได
แตเปนคนดีนอกจากจะทําความดีก็ตอเมื่อมีผูอื่นรู จะไมทําความชั่วก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถา
ไมมีใครรูใครเห็นก็อาจจะทําความชั่วไดงาย แตคนดีในสามารถทําความดีไดทั้งตอหนาและ
ลับหลังคน ทั้งไมทําความชั่วทั้งตอหนาและลับหลัง ทั้งนี้ก็เพราะหลักธรรมที่วา หิริโอตตัปปะ
ละอายและเกรงกลัวตอความชั่ว “ศาสนาเปนแรงอํานาจเรนลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผูที่มี
ความเชื่อความศัรทธาในคําสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ใหละบาป บําเพ็ญบุญ”
ลักษณะของคนดี
การยึดตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาเปนลักษณะของคนดีที่สังคมตองการ
ทั้งการเปนคนดีในฐานะบุตร ฐานะลูกศิษย และฐานะศาสนิกชน
คนที่ไดชื่อวาเปนคนดีที่สังคมตองการมักจะเปนคนมีเหตุมีผล กลาหาญ อดทน
อดกลั้น มีความซื่อสัตย สุจริต มีกิริยามารยาทดี มีเสนห มีจิตใจงาม เมตตาตอสัตวทั้งหลาย
รูจักชวยเหลือ สงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอื่น พูดจาใน
สิ่งที่ถูกตองเปนความจริง พูดจาไพเราะ ออนหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว
ในหมูคณะ เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 53
ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคําสอนเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดย
ทุกศาสนามีเปาหมายเดียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนใหคนเปน
คนดี” ดังนั้นศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการ
ประพฤติปฏิบัติ
โทษของการขาดคุณธรรม จริยธรรม
ธรรมะเปนสิ่งสําคัญสวนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจทําใหประสบกับความ
ลมเหลวและทําใหชีวิตอับปางได ทั้งโทษที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติ ตัวอยางที่
เห็นไดอยางชัดเจนในปจจุบัน เชนการที่คนในชาติขาดคุณธรรม จริยธรรมในการดําเนินชีวิต
ไมรูจักพอ ไมเห็นแกความเดือนรอนของสังคมและประเทศชาติ ทําใหเกิดการลักลอบเสพ
ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดรอนโดยทั่วไป จนหนวยงานที่รับผิดชอบตองออกมา
ปราบปรามขั้นเด็ดขาด ขาวสาร ขอมูลจากสื่อมวลชนทุกแขนงนําเสนอขาวการจับกุม ผูเสพ
ผูคาและผูอยูเบื้องหลังอยางตอเนื่อง ปญหาทั้งมวลที่กลาวมานี้เปนตัวอยางที่มีสาเหตุ
มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น
การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพุทธ
หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกวา
“สมาธิ” คําวา สมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมฟุงซาน หรือ การจัด
ระเบียบความคิดได เชน ในขณะอาน
หนังสือจิตสงบอยูกับหนังสือที่เราอาน
ก็เรียกวาจิตมีสมาธิ หรือในขณะที่ทํางาน
จิตสงบอยูกับงานที่ทําก็เรียกวาทํางาน
อยางมีสมาธิ สติ สมาธิ และปญญามี
ลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ
อยางใกลชิด สติคือความตั้งมั่นเปน
จุดเริ่ม แลวมีสมาธิคือจิตใจแนวแน และ
ปญญาคือการไตรตรองใหรอบคอบ
จุดมุงหมายของสมาธิ
1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสัมปชัญญะ
2. เพื่ออยูเปนสุขในปจจุบัน
3. เพื่อไดฌานทัศนะ
ประโยชนของสมาธิ
1. ประโยชนของสมาธิในชีวิตประจําวัน เชน ทําใหจิตใจสบาย มีความสดชื่น ผองใส
และสงบ กระฉับกระเฉง วองไว มีความเพียรพยายาม แนวแนในสิ่งที่กระทํา มีประสิทธิภาพ
ในการทํางาน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม54
2. ประโยชนของสมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพ เชน ทําใหมีความแข็งแรง หนักแนน
ทั้งทางรางกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดี สูสุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอยางได
3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมุงหมายของศาสนา เมื่อไดสมาธิขั้นสูงแลวจะเกิด
ปญญาและบรรลุจุดมุงหมายของศาสนาได
4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปญหาตางๆ ไดถูกตองมากยิ่งขึ้น
วิธีการฝกสมาธิ
ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจาตรัสรูโดยการนั่งสมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ
คือ ตั้งสติจดจอที่ลมหายใจเขา-ออก เปนอารมณเดียวจนจิตแนวแนเขาสูสมาธิซึ่งเปนสงบสุข
สงัด มีสติรูตัวบริบูรณ จากนั้นพระพุทธองคเกิดมหาปญญาคนพบทางดับทุกขแกชาวโลกคือ
อริยสัจ 4 ดังที่กลาวมาแลวในประวัติศาสดาดังนั้นการฝกสมาธิเปนหนทางที่พุทธศาสนิกชน
พึงปฏิบัติ เพื่อใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และพัฒนาตนเองใหเกิดกําลังใจเสียสละยิ่งขึ้น
เมตตายิ่งขึ้น มีปญญาประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต
อยางไรก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัติสมาธิหรือฝกสมาธิไดผลรวดเร็วตองเปนผูที่มีศีล 5 เปน
พื้นฐานและศรัทธายึดมั่นตอพระรัตนตรัย เปนพุทธศาสนิกชนที่ดีคือการใหทาน รักษาศีล
และเจริญภาวนา คือการทําสมาธิและทําใหตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น
การฝกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝกใหครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง
เดิน ฝกใหจิตอยูในอารมณเดียว มีสติบริบูรณในอิริยาบถตางๆ และกอใหเกิดสมาธิหรือ
เรียกวา เจริญกรรมฐาน นั้น เริ่มตนสวดมนตไหวพระสรรเสริญคุณพระศรีรัตนตรัย อธิษฐาน
จิตเขาสมาธิ และพิจารณาสภาวธรรม คือความเปนทุกขของชาติ ชรา มรณะ ความแหงใจ
ความเสียใจ ความคับแคนใจ ความประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่
เปนที่รัก ความไมไดสิ่งที่ปรารถนา ความมีอุปทานในขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ เปนทุกข พิจารณาขันธ 5 ไมเที่ยง เปนอนัตตา ไมมีตัวตน การพิจารณาสภาวะ
ธรรมเนืองๆ ชวยใหเกิดเจริญปญญาละวางก็เลส เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามแนว
ศาสนาพุทธ และเปนแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ
การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในศาสนาอื่นๆ
ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนิกชน
ของแตละศาสนาที่ฝกพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมใหเจริญยิ่งๆ ขึ้นนั้น ลวนมีพื้นฐานเชนเดียว
กับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา คําสอนและแนวปฏิบัติของศาสนาของตน
ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจอในศาสนาที่นับถือ ทําใหเกิดอารมณมั่นที่ทําความดี ที่จะ
อดทน อดกลั้นตอความทุกขตางๆ ศาสนาคริสตมีการอธิษฐานกับพระเจาการสารภาพ
บาปเปนการชําระมลทินทางจิต ศาสนาอิสลามมีการสงบจิตมั่นทําละหมาดเปนประจําทุกวันๆ
หลายครั้งเปนกิจวัตรสําคัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดู นั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลาย
แนวทางมีการวางเปาหมายชีวิตเพื่อละกิเลสตางๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุด
เพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 55
หลักสอนที่สอดคลองของศาสนาตางๆ
คําสอนของศาสนาแตละศาสนาสอนใหเปนคนดีตามแนวทางของตน แตเมื่อ
กลาวโดยรวมๆ แลวหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคลองกันในเรื่องใหญๆ คือ
การอยูรวมกันอยางสันติโดนเนนประเด็นเหลานี้ คือ
1. สอนใหรูจักรักและใหอภัยกัน
2. สอนใหใจกวางยอมรับความเชื่อที่แตกตางกัน
3. สอนใหเปนคนดีตามหลักศาสนาของตน
   
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม56
กิจกรรม
กิจกรรมที่ 1
ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติบุคคลในประเทศที่นําหลักธรรมศาสนามาแกไข
ปญหาชีวิตของตนเอง แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน
กิจกรรมที่ 2
ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติศาสตรของประเทศตาง ๆ ในโลกที่สามารถ
แกไขกรณีขัดแยงที่เกิดจากศาสนาจนกระทั่งประเทศชาติสงบสุข แลวนํามาแลกเปลี่ยน
เรียนรูกันในชั้นเรียน
กิจกรรมที่ 3
ใหผูเรียนฝกปฏิบัติสมาธิ เจริญปญญา แลวนํามาผลประสบการณที่ไดรับจาก
การฝกปฏิบัติที่สงผลใหสามารถแกไขปญหาชีวิต และพัฒนาชีวิตของตนเองไดมาแลก
เปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 57
สาระสําคัญ
วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดงถึง
เอกลักษณความเปนชาติ เปนสิ่งที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด
วัฒนธรรมประเพณีคานิยมที่ดีงามใหคงอยูคูกับชาติ แตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรม
ทางวัตถุเจริญกาวหนาจะมีอิทธิพลสงผลใหชาติที่ดอยความเจริญดานวัตถุรับวัฒนธรรมเหลา
นั้นไดโดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเสื่อมถอยไป ดังนั้นชาติ
ตางๆ ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย
ผลการเรียนที่คาดหวัง
1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและตางๆ ในโลก
2. ตระหนักถึงความสําคัญในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและชนชาติตางๆ ในโลก
3. มีสวนรวมสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทย
4. ประพฤติตนเปนแบบอยางของผูมีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยและเลือก
รับปรับใชวัฒนธรรมจากตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย
5. ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก
6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค
ของสังคมไทย
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม
เรื่องที่ 2 ลักษณะวัฒนธรรมไทย
เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการสเลือกรับวัฒนธรรม
เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก
เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย
เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก
เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค
ของสังคมไทย
สื่อประกอบการเรียนรู
ซีดี วัฒนธรรมประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก
เอกสารคนควา วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก
คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
วัฒนธรรมประเพณีและคานิยม
ของประเทศไทยและของโลก2
บทที่
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม58
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม
ความหมาย
คําวา “วัฒนธรรม”เปนคําสมาสระหวางภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต โดยคําวา
“วัฒน” มาจากภาษาบาลีคําวา “วฑฺฒน” แปลวา เจริญงอกงาม สวนคําวา “ธรรม”
มาจากภาษาสันสกฤตคําวา “ธรฺม” หมายถึง ความดี
เมื่อพิจารณาจากรากศัพท ดังกลาว “วัฒนธรรม” จึงหมายถึงสภาพอันเปนความ
เจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม
ปจจุบัน คําวา “วัฒนธรรม” พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พ.ศ. 2553 ไดให
ความหมายไววา หมายถึง วิถีการดําเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ คานิยม จารีต ประเพณี
พิธีกรรมและภูมิปญญา ซึ่งกลุมชนและสังคมไดรวมสรางสรรค สังคม ปลูกฝงสืบทอด เรียน
รูปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งดานจิตใจ และวัตถุ อยาง
สันติสุข และยั่งยืน
ความหมายของวัฒนธรรมดังกลาวขางตน
วัฒนธรรมเปนเครื่องวัดและเครื่องกําหนดความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมและ
ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังนั้นวัฒนธรรม
จึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูของบุคคลและตอความเจริญกาวหนาของประเทศชาติมาก
ความสําคัญของวัฒนธรรมโดย สรุป มีดังนี้
1. วัฒนธรรมเปนเครื่องสรางระเบียบแกสังคมมนุษย วัฒนธรรมไทยเปนเครื่อง
กําหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทยใหมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลของการ
แสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสรางแบบแผนของความคิด ความเชื่อและคานิยมของ
สมาชิกใหอยูในรูปแบบเดียวกัน
2. วัฒนธรรมทําใหเกิดความสามัคคีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี
วัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกผันเดียวกันเกิดความเปนปกแผนจงรักภัคดีและ
อุทิศตนใหกับสังคมทําใหสังคมอยูรอด
3. วัฒนธรรมเปนตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน เชน รูปแบบของครอบครัวจะ
เห็นไดวาลักษณะของครอบครัวแตละสังคมตางกันไปทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมในสังคมเปน
ตัวกําหนดรูปแบบเชนวัฒนธรรมไทยกําหนดแบบสามีภรรยาเดียวกันในอีกสังคมหนึ่งกําหนด
วาชายอาจมีภรรยาไดหลายคน ความสัมพันธทางเพศกอนแตงงานเปนสิ่งที่ดีหรือเปนเรื่อง
ขัดตอศีลธรรม
4. วัฒนธรรมเปนเครื่องมือชวยแกปญหา และสนองความตองการของมนุษย
มนุษยไมสามารถดํารงชีวิตภายใตสิ่งแวดลอมไดอยางสมบูรณ ดังนั้นมนุษยตองแสวงหา
ความรูจากประสบการณที่ตนไดรับการประดิษฐคิดคนวิธีการใชทรัพยากรนั้นใหเกิดประโยชน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 59
ตอชีวิตและถายทอดจากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกรุนตอไปโดยวัฒนธรรมของสังคม
5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติเจริญกาวหนา หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดี
งามเหมาะสม เชน ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชนสวนรวม
มากกวาสวนตัว เปนตน สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาไดอยางรวดเร็ว
6. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ คําวา เอกลักษณ หมายถึง
ลักษณะพิเศษหรือลักษณะเดนของบุคคลหรือสังคมที่แสดงวาสังคมหนึ่งแตกตางไปจากอีก
สังคมหนึ่ง เชน วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทย จะมีการยกมือไหวกันแตในสังคมญี่ปุน
ใชการคํานับกัน เปนตน
เรื่องที่ 2 เอกลักษณของวัฒนธรรมไทย
เอกลักษณหรือลักษณะประจําชาติในทางวิชาการมีความหมาย 2 ประการ คือ
ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เปนอุดมคติซึ่งสังคมตองการใหคนในสังคมนั้น ยึดมั่นเปน
หลักในการดําเนินชีวิต เปนลักษณะที่สังคมเห็นวาเปนสิ่งดีงามและใหการเทิดทูนยกยอง อีก
ประการหนึ่ง หมายถึงลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปในสังคมนั้นแสดงออกในสถานการณตางๆเชน
ในการทํางานการพักผอนหยอนใจ การติดตอสัมพันธกับผูอื่น และในการดําเนินชีวิตทั่วไป
ในสังคมเปนลักษณะนิสัยที่พบในคนสวนใหญของประเทศ และสวนมากมักจะแสดงออกโดย
ไมรูตัวเพราะเปนเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอยางนั้น
เอกลักษณของวัฒนธรรมไทยที่เดนๆ มีดังนี้
1. ความรักอิสรภาพหรือความเปนไทย คนไทยมีลักษณะนิสัยไมตองการอยูใน
อํานาจบังคับของผูอื่น ไมชอบการควบคุมเขมงวด ไมชอบการกดขี่หรือใหผูอื่นเขามายุง
เกี่ยวสั่งการในรายละเอียดในการทํางานและการดําเนินชีวิตสวนตัวคนไทยเปนคนที่หยิ่งและ
รักในศักดิ์ศรีของตนเอง การบังคับน้ําใจกันหรือฝาฝนความรูสึกของกันและกันถือวาเปนสิ่ง
ไมควรทํา
2. การย้ําการเปนตัวของตัวเองหรือปจเจกบุคคลนิยม คือ การใหคุณคาในความ
เปนตัวของตัวเอง ความนิยมนี้สวนหนึ่งมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งย้ําความสําคัญ
ของตัวบุคคลเปนพิเศษถือวาบุคคลจะเปนอยางไรยอมแลวแตกรรมของบุคคลนั้นในอดีต
การย้ําสอนใหพึ่งตนเองทุกคนมีความเทาเทียมกันสวนการที่จะดีหรือชั่วนั้นอยูที่การกระทํา
ของตนเองมิไดอยูที่ชาติกําเนิด
3. ความรูสึกมักนอย สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู คนไทยไมมีความดิ้นรน
ทะเยอทะยานที่จะเอาอยางคนอื่น ถือเสียวาความสําเร็จของแตละเปนเรื่องของบุญวาสนา
ทุกคนอาจมีความสุขไดเทาเทียมกันทั้งนั้นเพราะเปนเรื่องภายในใจ
4. การทําบุญและการประกอบการกุศล คนไทยสวนใหญมีความเชื่อในเรื่องกรรม
การเวียนวายตายเกิดจึงมักนิยมทําบุญและประกอบการกุศลโดยทั่วไป โดยถือวาเปนความ
สุขทางใจและเปนการสะสมกุศลกรรมในปจจุบันเพื่อหวังจะไดรับผลประโยชนในอนาคต
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม60
5. การหาความสุขจากชีวิต คนไทยมองชีวิตในแงสวยงาม ความกลมกลืนและ
พยายามหาความสุขจากโลก ซึ่งตรงกันขามกับชาวตะวันตกที่มักจะมองชีวิตในแงของ
ความขัดแยงระหวางอํานาจฝายต่ําในรางกายมนุษยและอํานาจฝายสูง ซึ่งไดแก ศีลธรรม
และความรับผิดชอบในใจคนไทยจึงไมมีความขัดแยงในใจเกี่ยวกับการปลอยตนหาความสําราญ
เพราะถือวาอยูในธรรมชาติมนุษย
6. การเคารพเชื่อฟงอํานาจคนไทยนิยมการแสดงความนอบนอมและเคารพบุคคล
ผูมีอํานาจความสัมพันธระหวางบุคคลเปนไปตามแบบพิธีซึ่งแสดงฐานะสูงต่ําของบุคคลที่
เกี่ยวของ
7. ความสุภาพออนโยนและเผื่อแผ คนไทยเปนมิตรกับทุกคนและมีชื่อเสียงใน
การตอนรับคนไทยนิยมความจริงและชวยเหลือกันในการมีความสัมพันธระหวางกันและไม
คิดเอาเปรียบผูอื่นมีความเมตตาสงสารไมซ้ําเติมผูแพถือเปนคุณธรรมยิ่งของคนไทย
8. ความโออา ลักษณะนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นและหยิ่งในเกียรติของตนเอง
คนไทยนั้นถึงแมภายนอกจะดูฐานะต่ํา แตในใจจริงเต็มใจยอมรับวาตัวเองต่ํากวาผูอื่น ถือวา
ตัวเองมีความสามารถเทาเทียมกับผูอื่นถาตนมีโอกาสเชนเดียวกันคนไทยไมยอมใหมีการ
ดูถูกกันงายๆและถือวาตนมีสิทธิ์เทาเทียมกับผูอื่นในฐานะเปนมนุษยคนหนึ่ง
เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม
เนื่องจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นจากวิถีการดําเนินชีวิตซ้ําๆ ของคนใน
สังคมนั้นๆ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นนอยมากเพราะเปนลักษณะของ
สังคมปดตอมาเมื่อแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันใน
สังคมขามภูมิภาคเชนชาติตะวันตกกับชาติตะวันออกซึ่งเกิดขึ้นมากในชวงยุคลาอาณานิคม
เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตน
เขามาดวยเชน ศาสนา ภาษา การแตงกาย ที่อยูอาศัย อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ แนวโนม
ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความออนแอ
กวาก็เริ่ม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดังกลาวทําใหเกิดแรงผลักดันชักจูงทั้งสองทาง คือ
ทั้งการกระตุนใหยอมรับสิ่งใหม และการอนุรักษวัฒนธรรมเดิมที่ตอตานการเปลี่ยนแปลงนั้น
เมื่อพิจารณาเฉพาะสังคมไทยการสรางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
ก็ดําเนินมาอยางตอเนื่องในทุกยุคสมัยแตในสังคมในอดีตกอนยุคลาอาณานิคม(เริ่มตั้งแต
สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร)สังคมไทยแมวาจะมีการติดตอกับชาวตางชาติบางก็
ยังไมเปนที่กวางขวางนักในหมูราษฎร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงดําเนิน
ไปอยางคอยเปนคอยไป แตเมื่อถึงยุคลาอาณานิคมเริ่มการติดตอกับชาวตางชาติโดยเฉพาะ
ชาติตะวันตกที่หลังไหลเขามาจํานวนมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งสังเกตุได
จากการแตงกายของขุนนางซึ่งเปนอยางตะวันตกมากขึ้น ลักษณะอาคารบานเรือนแบบยุโรป
เริ่มมีขึ้น
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 61
ดังนั้นหลายชาติเริ่มกันมาพิจารณาหาแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมของชาติตนเอง
ใหมจึงเกิดองคกรทั้งภาครัฐ เอกชนพากันเรงฟนฟูวัฒนธรรมของตนเอง มีการแลกเปลี่ยน
เรียนรูยอมรับวัฒนธรรมที่แตกตางระหวางกัน มีการบรรจุเรื่องราวของวัฒนธรรมไวใหเด็ก
และเยาวชนไดศึกษาเพื่อใหเห็นคุณคาวัฒนธรรมของตนเอง สงผลใหสามารถสืบทอดรักษา
วัฒนธรรมไวอยางมั่นคง
ตัวอยางสังคมไทยในอดีตไดรับวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย เปนชาติที่มีวัฒนธรรม
เขมแข็ง ตอมาเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรเรื่อย
มาจนถึงปจจุบันและเริ่มรับวัฒนธรรม ญี่ปุน เกาหลี เพราะมีอิทธิพลดานการบันเทิง รวมทั้ง
เทคโนโลยีตางๆ
ดังนั้นสังคมไทยจะตองรวมมือกันสรางความเขาใจใหประชาชนคนไทยตระหนักถึง
คุณคาวัฒนธรรมไทย ในการรวมกันอนุรักษสืบทอดดวยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมไทยจึง
จะคงอยูตอไป
เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก
ประเพณี คือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนเรื่องที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแตละ
ชาติตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เราจะเห็นความเจริญรุงเรืองของชาติตางๆ จากประเพณี สิ่งที่
มีอิทธิพลตอประเพณี คือ ศาสนาความเชื่อของคนในชาติตางๆ ประเพณีที่เกี่ยวของกับ
การเกิด การแตงงาน การตาย รวมทั้งประเพณีในศาสนาตางๆ ของแตละชาติจะแตกตาง
กันไป
เชน ประเพณีการแตงงานของชาวอินเดียจะแตงงานกันเมื่อมีอายุนอยมาก และฝาย
หญิงตองไปสูขอฝายชาย ขณะที่ประเพณีจีนโบราณผูชายเปนผูสืบตระกูลจะเปนผูนําไดรับ
สิทธิตางๆ ในครอบครัวมากกวาเพศหญิง การสูขอตองผานแมสื่อ แตปจจุบันประเพณีใน
จีนเปลี่ยนแปลงไปตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนลัทธิเมาเจอตุง จีนมีการปฏิวัติ
วัฒนธรรมครั้งใหญ
โลกปจจุบันมีการติดตอคมนาคมอยางรวดเร็ว ประชากรในโลกสนใจเขามาทองเที่ยว
ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวตางชาติ ตางภาษา สงผลใหประเทศตางๆ เริ่มสนใจ
อนุรักษวัฒนธรรมประเพณีตางๆ ที่โดดเดนเปนเอกลักษณเพื่อคงความเปนชาติ และเปน
การสงเสริมอุตสาหกรรมการทองเที่ยวของชาติตนเองไวประเทศไทยก็เชนกัน คนตางประเทศ
มาทองเที่ยวประเทศไทยเปนจํานวนมากเพื่อเรียนรูวัฒนธรรมประเพณีไทยทําใหเงินตราเขา
ประเทศเปนจํานวนมหาศาล
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม62
เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย
คานิยม
สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรม ซึ่งสมาชิก
ของสังคมจะตองมีความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมาก มีความจําเปนที่จะตอง
ตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ รูปแบบความคิด
ในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม
ความหมายตอคานิยม
คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและ
ประเมินวาสิ่งใดมีคุณคา มีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือ
และประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ
คานิยมทางสังคม (Social Value) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสิน
และประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคา มีประโยชน พึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสมดีงาม ควรแก
การประพฤติปฏิบัติรวมกัน คานิยมทางสังคมเกิดจากการที่สมาชิกในสังคมดํารงชีวิตอยูรวม
กันแลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองใน
แนวทางเดียวกัน
ความสําคัญของคานิยม
สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิต สภาพแวดลอมทาง
ธรรมชาติและที่ตั้งถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิด ทัศนคติรวมกันของ
คนสวนใหญ จึงเปนพื้นฐานที่สําคัญเกิดบรรทัดฐานทางสังคม อันเปนการกําหนดกฎเกณฑ
หรือระเบียบในการปฏิบัติตอกันทางสังคมตามแนวทางของคานิยมที่สมาชิกในสังคมยอมรับ
รวมกัน
คานิยมสามารถชวยใหการดําเนินชีวิตระหวางสมาชิกในสังคมมีความสอดคลองสัม
พันธตอกันลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการ
เปลี่ยนแปลงไดตามสภาพแวดลอมและความเหมาะสมในแตละยุคสมัย เนื่องจากการเปลี่ยน
แปลงทางสังคมทําใหสังคมนั้นเกิดมีคานิยมใหมมาทดแทนคานิยมเดิม เชนการเปลี่ยนแปลง
ทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทย จากการผลิตแบบเดิมมาสูการผลิตแบบใหมที่มี
การใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจากแรงงานคน
หรือสัตว มีผลทําใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มีคานิยมในการนําเอาเครื่องจักรและสารเคมีมา
ใชทางเกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกร
เริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมในวิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมี
และรูจักประสมประสานความคิดทําใหเกิดคานิยมวิเคราะห วิจัยการทําเกษตรเพื่อยังชีพและ
อุตสาหกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 63
คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก
1) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําให
เกิดคานิยมในการประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญ
ของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติสืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย
2) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคติความเชื่อและศรัทธาภักดีตอพระ
มหากษัตริยของชาวไทยเปนคานิยม ธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูน
พระมหากษัตริย
3) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่
ตองมีความสามัคคีรวมมือ รวมใจ เปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะ
ที่เกิดเหตุการณรายอันเปนภัยแกสังคมและประเทศชาติ ชวยกันปลูกฝงจิตสํานักใหรูคุณคา
ของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย
4) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของ
สังคม เนื่องจากเปนรากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศ
ชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น ในการอยูรวมกัน
ของสังคมการไมกระทําการทุจริต ละเมิด ฝาฝนกฎหมาย เปนตน
5) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคม
ไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติ
ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระตางๆ
คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา
1. แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ
1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ
2) การประหยัดและอดออม
3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย
4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา
5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย
2. ความเอื้อเฟอเผื่อแผ
คุณลักษณะเชนนี้ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนที่วามนุษยเราไมวายากดีมีจนอยางไร
ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎดวยกัน ความสํานึกวาตน
เองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวย
เหลือกันและกัน
3. ความเคารพและความออนนอมถอมตน
คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส
ความเกรงใจใหเกียรติผูมีประสบการณเหนือกวาตนจะปรากฏใหเห็นทุกระดับของสถาบันไทย
นับตั้งแตสถาบันครอบครัวไปจึงถึงสถาบันสงฆ ทั้งในระบบราชการคือการไมกลาแสดงความ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม64
คิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนความรูสึกผูอื่น ความออนนอม นุนนวล ไม
เพียงแตสะทอนออกมาในรูปของกิริยามารยาทเทานั้นยังสะทอนออกมาในงานศิลปะตาง ๆ
ของชาติดวย ไมวาจะเปนจิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม หรือคีตกรรม
4.ความกตัญูกตเวที
เปนคุณธรรมของบุคคลผูสํานึกในอุปการคุณที่ผูอื่นกระทําตอตน และพยายาม
จะหาทางตอบแทนอุปการคุณนั้นคุณธรรมขอนี้พระพุทธองคทรงกลาววาเปนบุคคลหาไดยาก
ความกตัญูกตเวทีจึงเปนคานิยมอันมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเปนสิ่งสําคัญ
ในสังคมยกยองวา “ตกน้ําไมไหล ตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอื่นนั้น เมื่อ
ถึงคราวตกอับก็มีผูยินดียื่นมือเขามาชวยเหลือความกตัญูจึงเปนคานิยมที่สมควรจะปฏิบัติ
ใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง
5.ศรัทธาและปญญา
ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ
ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส
ศรัทธา เปนความเชื่อ แตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือ
การกระทําของคนอื่นเปนสิ่งที่ดีและเหมาะสมนาจะนํามาปฏิบัติ แลวปฏิบัติตามแนวทางของ
บุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามีศรัทธาในบุคคลนั้น
ปญญาเปนความรูที่เกิดดวยตนเองซึ่งเกิดจาการคิดพิจารณาไตรตรองวิเคราะห
อยางรอบคอบมีเหตุผล
พุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงสอนใหบุคคลมีทั้งศรัทธา และปญญาประกอบกัน
ดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอย
ที่หลงเชื่อสิ่งตางๆโดยมิไดวิเคราะหหรือพิจารณาอยางแทจริง เพื่อประโยชนสุขรวมกันของ
บุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้
- เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง
- เชื่อวาบุญบาปมีจริง
- เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง
- เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง
6.ทํางานสุจริต
สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และจริต หมายถึง ความประพฤติ
สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา
1) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากร
ธรรมชาติ ไมประพฤติผิดเลนการพนัน ไมขายยาเสพติด ทําลายเยาวชน สังคม และประเทศ
ชาติ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 65
2) ไมผิดประเพณี ประกอบดวย
(1) ขนบของบานเมือง คือไมผิดกฎหมาย ระเบียบของบานเมือง
(2) ธรรมเนียม เปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา
(3) ไมผิดศีลธรรม หมายความวา มีความประพฤติอันถูกตองตามทํานอง
คลองธรรมทํากายวาจาใจสงบ ระวังสํารวมตนอยูเสมอ เมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรม
ตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข
บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเอง ชาติบานเมือง
พรอมทั้งรักษาความเปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิด เห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคา
นิยมวัฒนธรรมไทย สรางพลังเพื่อทําใหชาติมั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดี
งามของไทย
เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก
ศีลธรรม จริยธรรมและคานิยม คือ สิ่งที่กําหนดมาตรฐานความประพฤติของสมาชิก
ในสังคมไวใหปฏิบัติตามแนวทางที่สังคมไดกําหนดวาเปนสิ่งดีงามเหมาะสมกับสภาพสังคม
นั้นๆ รวมทั้งเปนมาตรฐานที่ใชตัดสินการกระทําของบุคคลในสังคมวาถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว
เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่งสําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่
สังคมยอมรับรวมกัน
คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเชื่อของบุคคลในสังคม
กอใหเกิดประโยชนตอสังคม ชวยในการพัฒนาสังคม เพราะทําใหบุคคลมีความตั้งมั่นอยูใน
ความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และ
ความเชื่อมั่นในคําสอนของศาสนา ดังนั้นคานิยมและจริยธรรมของสังคมจําตองมีจุดมุงหมาย
ในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ
คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน มีดังนี้
1. การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย
วาจา ใจ เชน การใชคําพูดที่เสียด เยาะเยยถากถาง ดูหมิ่นผูอื่น รวมทั้งการกลั่นแกลง ทําลาย
ทรัพยสินผูอื่น
2. ความเสียสละ โดยไมเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน
ลดละความเห็นแกตัวชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย
หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม
3. มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตอง
ตามทํานองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตน
เองและสวนรวม หรือทําใหตนเองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม
4. ความละอายและเกรงกลัวตอกระทําความชั่ว โดยไมเขาไปเกี่ยวของกับความชั่ว
ทั้งปวง มีจิตใจที่ยับยั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม66
5. การรูจักเคารพในความคิดเห็นของตนเองและผูอื่นมีความสํานึกในสิทธิเสรีภาพ
ความเสมอภาคของแตละบุคคล ไมวาจะเปนของตนเองและผูอื่น เปนการยอมรับสติปญญา
ความคิดเห็นของผูอื่นเทากับของตนโดยไมหลอกตนเอง หรือมีความดื้อรั้นเอาแตความคิด
ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิด
เห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง
6. มีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น หมายถึงความซื่อสัตยตอตนเองเพื่ออยู
ในความไมประมาทขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมาย
รวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือ
ทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหาผลประโยชนสวนตน
7. ความมีวิจารณญาณในการตัดสินปญหาตางๆหรือความมีเหตุผลในการพิจารณา
ไตรตรองไมหลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตาม
อารมณมีจิตใจ สงบเยือกเย็น ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับ
ตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพอใจไมมีทิฏฐิมานะ
8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา
9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ
10. การักษาสิ่งแวดลอม และความเปนชาติ วรรณกรรม ประเพณี ตลอดจนดินแดน
ของตนเอง
คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล
คานิยมและจริยธรรมที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลจะเปนคานิยมและ
จริยธรรมที่เกิดประโยชนตอตนเอง สังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติ
ปญญา รวมทั้งการเสียสละตอสังคมประเทศชาติ
1. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง
1) เปนผูมีความอดทน อดกลั้น เพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไม
แสดงออกทางอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น
2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจ ยอมรับความเห็นของผูอื่น ดวยใจเปนกลาง
ไมคิดวาตนเองอยูเหนือผูอื่น
2. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อนําไปสูการอยูรวมกันอยางสันติสุข
คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อการอยูรวมกันอยาง
สันติสุข
1) มีความเสียสละ เปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์ โดยไมหวังผลตอบแทน
2) มีความรักความสามัคคี เปนที่ตั้ง ยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันใน
สังคมอยางมีความสุข
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 67
เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย
คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะ
เปนอุปสรรคที่สําคัญตอความมั่นคงของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ตัวอยางที่สําคัญคือ
1. ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก
เยาวชน คือการพนันฟุตบอล กีฬาตางๆ (การเลนหวย การพนันตางๆ) ทําใหหมดตัว และ
ไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต
2. ความเปนผูใจกวางรักษาหนาตา โดยไมคํานึงถึงฐานะตนเอง ตัวอยางเมื่อครอบ
ครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงิน หรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยง
ดูอยางสุรยสุราย จนมีครอบครัวลูกโตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด
3. การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นอง
มีเรื่องกับใคร พรอมที่ีจะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผล ความถูกตองในวิธีการ
แกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและของกลุมพวกนักเลงตางๆ
4. เมื่อเกิดปญหาชอบใชคําวาไมเปนไร ไมคิดหาการแกไขปญหาอยางจริงจัง สงผล
ใหปญหายังคงเปนปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข
5. ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผล
ใหเกิดความประมาทในชีวิต จะเห็นเทศกาลปใหม สงกรานต มีคนเสียชีวิตจํานวนมากเพราะ
ความประมาท
6. ยกยองผูมีฐานะ
การปองกัน และแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคในสังคมไทย คือ
1. คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน
โรงเรียน สถานศึกษารวมทั้งในสังคมไทย
2. ผูใหญในสังคมไทย ทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตอง
ประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี
3. สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไม
ยกยองผูมีอํานาจมีเงินแตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย
4. สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่
ไมดี เพราะสื่อมีอิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
5. อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดี
ผานไปเพราะเห็นเปนเรื่องเล็กๆควรเรงชวยกันหาทางแกไขดวยการถือเปนหนาที่ของทุกคน
6. องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่น
ตางๆ ที่เปนสังคมแหงการเรียนรู เพื่อใหสังคมชุมชนเปนสังคมที่อุดมดวยปญญา ซึ่งจะเปน
พื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม68
กิจกรรมที่ 1
ใหผูเรียนคนควาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มา
คนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน
กิจกรรมที่ 2
ใหผูเรียนนํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่
เกิดขึ้นกับประเทศตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน
กิจกรรมที่ 3
ใหผูเรียนศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆอนุรักษวัฒนธรรมตาม
ประเพณีและคานิยมที่ดีของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน
กิจกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 69
สาระสําคัญ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย
นับแตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย
เมื่อป พ.ศ. 2475 มาจนถึงปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซึ่ง
ประชาชนชาวไทยทุกคนควรตองมีความรู ความเขาใจ หลักการ เจตนารมณตลอดจน
สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแท เพื่อจะไดปฏิบัติหนาที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด
ไวไดอยางถูกตอง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. มีความรู ความเขาใจ ความเปนมาของรัฐธรรมนูญ
2. บอกหลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยได
3. บอกสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่เกี่ยวของกับตัวเองได
4. มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับบทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 ความเปนมาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
เรื่องที 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
และสงผลตอฐานะของประเทศในสังคมโลก
เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น
รัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทย3
บทที่
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม70
เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ วาดวยการจัดระเบียบ
การปกครองประเทศ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย
เปนประมุข เริ่มเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยกลุมบุคคลที่เรียกตนเองวา “คณะราษฎร”
ประกอบดวยพลเรือนและทหารมีนโยบายการปกครองที่เห็นแกประโยชนของประชาชนขณะ
นั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงปกครองประเทศทรงประทับอยูที่พระราชวังไกล
กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ ไดเห็นประโยชนสุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของ
พระองคและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใชครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน
2475 เรียกวา“รัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475”ตอมา
เมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475 จึงไดมีการประกาศใช “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
สยาม พุทธศักราช 2475”
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อป
พุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีการยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญไป
แลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้
ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116
วันที่ 27 มิถุนายน 2475)
ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475)
ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489)
ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490)
ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492)
แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495
ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475)
ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502)
ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอนพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน 2511)
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 71
ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515)
ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518)
ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ)
วันที่ 22 ตุลาคม 2519)
ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520)
ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ)
วันที่ 22 ธันวาคม 2521)
ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534)
ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534)
ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 )
ฉบับที่ 17 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549)
ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
(ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550)
การยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละครั้งสวนใหญเปนผลมาจากการปฏิวัติรัฐ
ประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไดดังนี้
1. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลักการและวิธีการของ
รัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูนั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม
2. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการลมเลิกรัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ใชอยู เพื่อใชฉบับใหมที่สามารถตอบสนองความพอใจของกลุมตนได
3. ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สภาพทางสังคมและสถานการณของประเทศในขณะนั้น
ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐธรรมนูญใหเหมาะสม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม72
เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่รูปแบบของ
รัฐ รูปแบบการปกครองและการบริหารประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายหรือขอบังคับใดขัด
หรือแยงตอบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเปนอันใชบังคับมิได และไมวากรณีใดๆ
หากปรากฏวา ผูใดใชกําลังประทุษรายเพื่อลมลางหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ผูนั้นกระทํา
ความผิดฐานเปนกบฏตอประเทศชาติ มีโทษถึงประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โดยทั่วไปจะบัญญัติหลักการสําคัญของ
รัฐธรรมนูญไวดังนี้
1. รูปแบบของรัฐ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได
คําวา ราชอาณาจักรหมายความวา ประเทศไทยเปนประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุข และคําวา อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได หมายความวา ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว
หรือเอกรัฐ มีรัฐบาลเปนศูนยกลาง มีอํานาจบริหารประเทศไดทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เพียงรัฐบาลเดียว
2. รูปแบบการปกครอง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนการยืนยันวาประเทศไทยมีการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยที่มีรากฐานมาจากประชาชน มุงคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
3. อํานาจอธิปไตยของรัฐ รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจอธิปไตยของประเทศไทยไว
3 ประการ ไดแก
1) อํานาจนิติบัญญัติ คืออํานาจในการออกกฎหมาย
2) อํานาจบริหาร คืออํานาจในการบริหารการปกครองประเทศ
3) อํานาจตุลาการ คืออํานาจในการพิจารณาตัดสินคดีในศาล
ทั้ง 3 อํานาจนี้เปนอํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เปนของชนชาวไทยทุกคน
โดยมีพระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติผานทางรัฐสภา ใชอํานาจ
บริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและใชอํานาจตุลาการผานทางศาล
4. สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย รัฐธรรมนูญคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่ง
เปนชนชาวไทย โดยคํานึงถึงวาชนชาวไทยเปนมนุษยที่มีศักดิ์ศรี หรือกลาววา ชนชาวไทย
มีศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย หามปฏิบัติตอมนุษยเยี่ยงทาสหรือสัตว นอกจากนี้ทุกคนยอม
มีสิทธิเสรีภาพในรางกาย ในครอบครัว มีสิทธิไดรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมาย
กําหนดโดยไมเสียคาใชจาย ทุกคนจะไดรับการคุมครองสิทธิในคดีอาญา สิทธิไดรับการ
ใหบริการสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน มีเสรีภาพในการสื่อสารโดยเสรี มีเสรีภาพในการเสนอ
ขาวสาร และเสรีภาพในทางวิชาการ เปนตน
5. หนาที่ของชนชาวไทย เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดใชสิทธิเสรีภาพแหงชนชาวไทย
แลว ก็จะกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยใหไวดวย โดยกําหนดใหทุกคนมีหนาที่ตองปฏิบัติ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 73
ตามกฎหมาย มีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีหนาที่ตองปองกันประเทศ รักษาผล
ประโยชนของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนาที่ตองไปใชสิทธิเลือกตั้งตามที่กฎหมาย
กําหนด มีหนาที่ตองเสียภาษีอากร มีหนาที่ตองพิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรม
ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนตน
6. นโยบายพื้นฐานของรัฐ รัฐธรรมนูญจะกําหนดใหรัฐบาลหรือผูบริหารประเทศ
ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาวา รัฐมีนโยบายในการบริหารประเทศอยางไรในเรื่องเกี่ยวกับ
ดานความมั่นคงของรัฐ ดานการบริหารราชการแผนดิน ดานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ดานการตางประเทศ ดานเศรษฐกิจ ดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานวิทยาศาสตร
ทรัพยสินทางปญญาและพลังงาน ดานการมีสวนรวมของประชาชน เปนตน
7. ระบบรัฐสภา รัฐสภาทําหนาที่เปนฝายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญจะกําหนดให
สมาชิกผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนกี่คนและที่มาของสมาชิกดังกลาววิธีการ
ไดมาอยางไร
8. คณะรัฐมนตรี ซึ่งทําหนาที่เปนฝายบริหาร คือ รัฐบาลจะมีรัฐมนตรีจํานวนเทาใด
และมีวิธีการไดมาอยางไร
9. ศาล ซึ่งทําหนาที่เปนฝายตุลาการเปนองคกรพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตอง
ดําเนินไปดวยความยุติธรรม มีศาลอะไรบาง พรอมกําหนดหนาที่อํานาจศาลไวโดยชัดแจง
10. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เปนองคกรที่มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบการ
ใชอํานาจรัฐของเจาหนาที่รัฐ วาถูกตองเปนธรรมหรือไม รวมทั้งอํานาจในการถอดถอน
เจาหนาที่รัฐออกจากตําแหนงดวย
11. การปกครองสวนทองถิ่น เปนการใชอํานาจแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นให
มีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น และสงเสริมใหองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นเปนหนวยงานหลักในการจัดทําบริการสาธารณะ มีสวนรวมในการตัดสิน
ใจ แกปญหาในพื้นที่
12. การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใชบังคับแลว ยอมมี
การแกไขเพิ่มเติมไดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว กลาวคือ จะระบุใหอํานาจแกคณะบุคคล
โดยเฉพาะที่สามารถยื่นญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได เวนมีขอหามบางประการจะ
ทําการแกไขเพิ่มเติมมิได คือ จะขอแกไขการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทั้ง 2 ประการนี้จะกระทํามิได
สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ
นอกจากหลักการที่เปนสาระสําคัญรวมของรัฐธรรมนูญดังที่กลาวมาแลวรัฐธรรมนูญ
ทั้ง 18 ฉบับ ยังมีเอกลักษณเฉพาะซึ่งเปนสาระสําคัญแตกตางกันไปโดยสรุปได ดังนี้
1. พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475
เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกสาระสําคัญคือประเทศไทยตองปกครองแบบประชาธิปไตย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม74
โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศเปนของประชาชน
รัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎร มีอํานาจกวางมาก
คือ พิจารณารางกฎหมาย ดูแลควบคุมการบริหารประเทศ มีอํานาจแตงตั้งและถอดถอนคณะ
กรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี)ฯลฯและมีอํานาจวินิจฉัยคดีซึ่งพระมหากษัตริยเปนผูตองหา
ซึ่งศาลธรรมดาไมมีสิทธิ์รับฟองได
2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
ประกาศใช 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 มีหลักการสําคัญแตกตางจากฉบับที่ 1
อันเปนฉบับชั่วคราวดังนี้
1) ยกยองฐานะพระมหากษัตริยใหสูงขึ้น โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอัน
เปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดหรือฟองรองมิได ใหองคพระมหากษัตริยและ
พระบรมวงศานุวงศตั้งแตหมอมเจาขึ้นไปอยูในฐานะเปนกลางทางการเมือง คือไมตองรับ
ผิดทางการเมือง
2) สภานิติบัญญัติ (สภาผูแทนราษฎร) ไมมีอํานาจปลดพนักงานประจํา มีอํานาจ
ออกกฎหมาย มีอํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหาร
ก็มีอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรได)
3) ฝายบริหารซึ่งเดิมเรียกวา“คณะกรรมการราษฎร”เปลี่ยนเปน“คณะรัฐมนตรี”
คณะรัฐมนตรีนี้พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน
และในจํานวน 14 คนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใชยาวนานที่สุดคือ ประมาณ 15 ป
3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ
พุทธศักราช 2475 เปนหลัก โดยตองการใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น
มีสาระสําคัญดังนี้
1) กําหนดใหมีสภา 2 สภา คือ สภาผูแทนฯ กับ วุฒิสภา (เดิมเรียกวาพฤฒิสภา)
ใหสมาชิกสภาผูแทนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สวนสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยออม
2) มีบทบัญญัติแยกขาราชการประจํากับขาราชการการเมืองออกจากกันเปน
ฉบับแรก และกําหนดวา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐมนตรี ดํารงตําแหนงขาราชการ
ประจําใดๆ มิได
3) อนุญาตใหมีการจัดตั้งพรรคการเมืองไดเปนครั้งแรก (เดิมมีเพียงพรรคเดียว
คือ คณะราษฎร) รัฐธรรมนูญนี้ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช
2490 มีอายุการใชเพียง 18 เดือน
4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2490)
ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก
ไมสามารถแกปญหาเศรษฐกิจและสังคมได สาระสําคัญ คือ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 75
1) มีสภา 2 สภา เชนเดิม คือสภาผูราษฎรและวุฒิสภา
2) อํานาจหนาที่วุฒิสมาชิกมีมากขึ้นคือ นอกจากยับยั้งรางกฎหมายแลว ยังมี
อํานาจใหความไววางใจหรือไมไววางใจฝายบริหารได
3) เพิ่มเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย
คําปรึกษาแตพระมหากษัตริย แตไมมีอํานาจบริหารราชการแผนดิน
5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับนี้ผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับที่ดี
มั่นคง และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว
กวางขวาง และปองกันการใชอํานาจของรัฐตอการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไวดวย
สวนสภาใหมีสภา 2 สภา เชนเดิม
ฉบับนี้ใชได 2 ปเศษ ก็ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494
6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพ.ศ.2495
เหตุผลที่คณะประหารนํารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใชคือ เห็นวาเหมาะสมกับสถานการณ
บานเมืองชวงนั้น
วิธีการนํามาใช ประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ฉบับที่ 2) กอน พรอมตั้ง
คณะกรรมการแกไขปรับปรุงไปดวย เมื่อเสร็จแลวจึงนํามาประกาศใชเมื่อ 8 ตุลาคม 2495
สาระสําคัญเหมือนฉบับเดิมทุกประการแตไดแกไขเพิ่มเติมเรื่องสําคัญคือกําหนด
วิธีลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา
วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทํารัฐประหาร แตยังคงใช
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยแตงตั้งรัฐมนตรีชั่วคราวและวุฒิสภาขึ้นมาใหม พรอมทั้งประกาศให
มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม
วันที่ 20 ตุลาคม 2501 คณะรัฐประหารชุดเดิม ไดประกาศประกาศยกเลิก
รัฐธรรมนูญฉบับนี้
7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบับนี้ คณะรัฐประหารประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ
การปกครองชั่วคราว มีเพียง 20 มาตรา
สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากขึ้น โดยเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดตามมาตรา 17 ดวยการขอมติคณะรัฐมนตรีในการใชอํานาจ
สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดที่เห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ
ประเทศชาติ และราชบัลลังก
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง
รวมเวลาที่ใชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
ประกาศใช 20 มิถุนายน 2511 เปนฉบับที่ 2 ที่รางโดยสภารางรัฐธรรมนูญ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม76
(ซึ่งแตงตั้งโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเวลารางนานที่สุดคือกวา 9 ป สิ้นเปลืองคาใชจายถึง
100 ลานบาท สาระสําคัญมีดังนี้
1) ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับยั้ง
รางกฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหาร
เทาเทียมสภาผูแทนราษฎร
2) มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรี เปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท
พอที่จะทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรียกรองตําแหนงรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชไดประมาณ 3 ป ก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหาร
โดยกลุมบุคคลที่มีสวนรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514
9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
ประกาศใช 15 ธันวาคม 2515 ผูประกาศใชคือ รัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร
ผูทํารัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงตั้งมีหนาที่ออก
กฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ป และมี
สิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรีได แตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอื่นๆ ยังคง
เหมือนกับรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งเนนอํานาจสูงสุด
เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใชไดเพียงปเศษ นิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ไดรวม
พลังเรียกรองใหมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว วันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาล
ชุดจอมพลถนอม กิตติขจร จึงออกไป นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดรับการแตตั้งใหเปนนายกฯ
และยังใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517
10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
ประกาศใช 7 ตุลาคม 2517 เปนฉบับที่มีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับ
ที่ใชมา มีสาระสําคัญดังนี้
1) มีรัฐสภา 2 สภา คือสภาผูแทนและสภาวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง
วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและมีอํานาจนอยกวาวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ
กอนๆ
2) การสืบราชสมบัติในกรณีไมมีพระราชโอรสรัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการ
ใหพระราชธิดาสืบสันตติวงศได
3) หลักการดําเนินงานทางการเมืองใหเปนไปโดยระบบพรรค ผูแทนราษฎรตอง
มีสังกัดพรรคการเมืองมิใหสมาชิกรัฐสภาทําการคาหรือกิจการใดที่อาจทําใหรัฐเสียประโยชน
4) นายกรัฐมนตรีตองมาจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐมนตรีตองเปนสมาชิก
สภาอยางนอยครึ่งป รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา
การคามิได
5) ใหประชาชนมีบทบาทในการปกครองทองถิ่นของตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 77
6) มีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนูญนี้
ใชไดเพียง 2 ป ก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเมื่อ 6 ตุลาคม 2519
11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
คณะปฎิรูปการปกครองประกาศใชเมื่อ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง
คลายรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหมีรัฐสภารัฐสภาเดียว แต
เรียกชื่อวา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม
คณะรัฐมนตรีหรือฝายบริหาร นายกฯมีอํานาจเด็ดขาดในการบริหารตามมาตรา 21 (เหมือน
มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ.2515)
รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิกใชเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2520
12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520
คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง
คลายธรรมนูญการปกครองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2502 2515 2519 เพิ่มเติมสาระสําคัญ
คือ กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่
กําหนดนโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี ใหความเห็น
ชอบเกี่ยวกับการใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ
รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกและมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงอาณาจักรไทยพ.ศ.2521
13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521
ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้รางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ
มีสาระสําคัญคือ
1) โครงสรางการปกครอง กําหนดดังนี้
รัฐธรรมนูญ
ฝายบริหารฝายนิติบัญญัติ
สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา
ฝายตุลาการ
ฝายฎีกา
ศาลอุทธรณ
ศาลชั้นตน
คณะรัฐมนตรี
กระทรวง ทบวง กรม
พระมหากษัตริย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม78
2) รัฐสภามี 2 สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง
วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและอํานาจไมเกิน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผูแทน
3) ไมกําหนดวาคณะรัฐมนตรีจะตองมาจากรัฐสภา แตจะตองแถลงนโยบายแก
รัฐสภา เมื่อเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจสั่งการหรือการ
กระทําการใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวาคณะรัฐมนตรีไดรับการจัดตั้งจะเขาปฏิบัติงาน
4) การเลือกตั้ง 4 ปแรกตั้งแตเริ่มประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใหมีการเลือกตั้ง
แบบแบงเขตผูเขารับการเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ได หลังครบ 4 ปแลว
ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตการเลือกตั้งเวนแตกรุงเทพมหานครใหแบงเปน 3 เขต และผูสมัคร
เขารับการเลือกตั้งจะตองสังกัดพรรคการเมือง
14. ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 (ฉบับ ร.ส.ช.)
ร.ส.ช. หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้
ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติสภาเดียว มีหนาที่ราง
รัฐธรรมนูญและพิจารณารางและรัฐมนตรีตามที่นายกฯ กราบบังคมทูล เพื่อบริหารราชการ
แผนดิน
15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
แกไขเพิ่มเติมฉบับที่6พ.ศ.2539นับเปนฉบับที่15ประกาศใช9ธันวาคม2534
มีสาระสําคัญเพิ่มเติมดังนี้
1) พระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรี
1 คน และ องคมนตรีอื่นอีกไมเกิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี
2) รัฐสภา ประกอบดวยสภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทน ประกอบดวย
สมาชิก 393 คน สมาชิกวุฒิสภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปนประธานรัฐสภา
3) นายกรัฐมนตรี ตองเปนสมาชิกสภาผูแทน
4) การผูเลือกตั้ง ใชการเลือกตั้งแบบแบงเขตและรวมเขต
16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยประกาศใชในประเทศไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเนื่องจาก
ประชาชนทั่วไปกวา 800,000 คน มีสวนรวมโดยตรงและโดยออมในการยกรางรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้ จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ
นักการเมืองเหมือนในสมัยเรียน ดวยเหตุนี้ จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน
“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
17. รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
ประกาศใชในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่
หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 79
เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการที่ไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จ
เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อรางรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราว และไดมีการตั้งหนวยงานในการดําเนินงานดังนี้
1) สภานิติบัญญัติแหงชาติ ทําหนาที่แทนรัฐสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา
มีสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน
2) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ
3) สภารางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550/สมัชชาแหงชาติของประเทศไทย ทําหนาที่
รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550
4) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายตอรัฐ ทําหนาที่
ตรวจสอบทรัพยสินอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผานมา
18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ประกาศใชตั้งแตวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เปนฉบับที่มีการจัดทํารางรัฐธรรมนูญ
โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารางรัฐธรรมนูญได
แตงตั้งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงราง
รัฐธรรมนูญใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญและองคกรซึ่งเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอ
ความเห็นรวม 12 คณะ หลังจากนั้นไดนํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวเผยแพรใหประชาชนทราบ
แลวนําเสนอรางรัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางทั้ง
ฉบับเรียงเปนรายมาตรา เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญพิจารณาใหความเห็นชอบแลว จึงมีการเผย
แพรตอประชาชนเพื่อทราบทั้งฉบับและจัดใหประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติ
วาจะใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศ
เมื่อวันอาทิตยที่ 19 สิงหาคม 2550 ระหวางเวลา 08.00 ถึง 16.00 นาิกา ซึ่งเปน
การออกเสียงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของ
ประชาชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธิออกเสียง
ประชามติจํานวน 25,978,954 คน คิดเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสียงประชามติยอมรับ
14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ 56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ
41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน 504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออก
ประชามติของประชาชนทั่วราชอาณาจักรยอมรับรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประธานสภา
นิติบัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายแดพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550
จากการปฏิบัติดังกลาวจึงเปนประวัติศาสตรชาติไทยวา ไดมอบสิทธิและอํานาจให
ประชาชนชาวไทยใหมีการออกเสียงลงประชามติวาจะยอมรับหรือไมยอมรับรางรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทยเปนครั้งแรกของประเทศไทย
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 24
สิงหาคม 2550 มีสาระสําคัญที่แกไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 หลายประเด็น ดังนี้
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม80
1. รัฐสภา
ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาทั้งหมด 630 คน คือ สมาชิกสภาผูแทน
ราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒิสภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย
สมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจาก การเลือกตั้งแบบ
แบงเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุของสภา
ผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ป นับตั้งแตการเลือกตั้งวุฒิสภา ประกอบดวยสมาชิก
(สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คนไดมาจากการเลือกตั้งในแตละจังหวัด จังหวัด
ละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน ส.ว.
ทั้งหมดหักดวย ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง) สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจาก
การเลือกตั้ง เริ่มตั้งแตวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่
มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลสรรหาสมาชิกภาพ
ของวุฒิสภา (ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ป นับแตวันเลือกตั้งหรือวันที่คณะกรรมการ
การเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนง
ติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได
2. คณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม
เกิน 35 คน มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูที่จะดํารง
ตําแหนงนายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตอง
เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ป
ไมได นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ป ตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํา
กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย
1) องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแก
(1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง
(2) ผูตรวจราชการแผนดิน
(3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ป.ป.ช)
(4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน(คตง)
2) องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มี 3 องคกร ไดแก
(1) องคกรอัยการ
(2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
(3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
4. หลักการอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
1) การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน
10,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัติตอประธานสภา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 81
2) การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ
เลือกตั้ง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอตอประธาน
วุฒิสภา เพื่อใหวุฒิสภาเริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมือง
3) จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ
รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติเรื่องจริยธรรมไว
4) การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง
รายการทรัพยสินและหนี้สินของตน คูสมรส และบุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะ เปนตน
เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ
การใชอํานาจรัฐ
แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา
ตั้งแตป พ.ศ. 2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจํานั้นจะมี
อํานาจอยางมากมายและกวางขวางมาก หลายครั้งประชาชนมีความคลางแคลงใจใน
พฤติกรรมของผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจําวานาจะเปนไปเพื่อประโยชน
ตนหรือพวกพองมากกวาเพื่อผลประโยชนของประเทศก็ไมสามารถดําเนินการตรวจสอบ
ใดๆ ได
จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ซึ่งไดริเริ่มใหมีการควบคุมอํานาจรัฐโดยบัญญัติไวใน หมวดที่ 10 การตรวจสอบการใชอํานาจ
รัฐ มาตรา 291 – มาตรา 311 ซึ่งไดกลาวถึงเรื่อง
1. การแสดงบัญชีรายการทรัพยสินหนี้สิน
2. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
3. การถอดถอนจากตําแหนง
4. การดําเนินคดีอาญากับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
นอกจากการกลาวถึงเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้ง
องคการอิสระขึ้นมาเพื่อทําหนาที่ใดหนาที่หนึ่งโดยตรง เชน คณะกรรมการปองกันและปราบ
ปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตยังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยางชัดเจน
ดังนั้นเมื่อการกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ
ที่ไมตรงกันวา หมายถึงองคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น
ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปนคําที่ใชเรียกรวมๆ ถึงองคกรที่รัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติใหมีขึ้นเพื่อทําหนาที่ในหนาที่หนึ่งโดยเฉพาะ เชน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทําหนาที่ในการจัดการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม82
ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําหนาที่ในการปอง
กันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปนตน
สวนคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” มีที่ใชในมาตรา 266 ซึ่งบัญญัติวา “ในกรณี
ที่องคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญมีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ใหองคกรนั้นหรือประธาน
รัฐสภาเสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย” ซึ่งตามคําวินิจฉัย
ของศาลรัฐธรรมนูญ ไดใหความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” วา
หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมีขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ
เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลยุติธรรม เปนตน
จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550
ไดทําใหเรื่องดังกลาวมีความชัดเจนขึ้นโดยกําหนดใหมีหมวดที่วาดวยองคกรตามรัฐธรรมนูญ
ไวในหมวด 11 มาตรา 299 – มาตรา 258 โดยแยกเปน 2 สวน รวม 7 องคกร คือ
สวนที่ 1 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 4 องคกร ประกอบดวย
1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง
2) ผูตรวจการแผนดิน
3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน
สวนที่ 2 องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 3 องคกร ประกอบดวย
1) องคกรอัยการ
2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
บทบาทหนาที่ขององคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ
หนาที่ ดังนี้
1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน
กรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือก
จากผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีซื่อสัตยสุจริต มีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป นับ
ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธานวุฒิสภา
เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ ดังนี้
1) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตาม
กฎหมาย
2) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึง
ความสุจริตเที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 83
3) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การ
สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวม
ทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจาย
หรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง
4) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปน
ตามกฎหมาย
5) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่
เกิดขึ้นตามกฎหมาย
6) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวย
เลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวาการเลือกตั้งหรือการออก
เสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้นๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
7) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ
8) สงเสริมและสนับหรือประสานงานกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคกรเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชน
เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และสงเสริม
การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน
9) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติในการปฏิบัติหนาที่
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคล
ใดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใด
หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน
หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นได
2. ผูตรวจการแผนดิน เปนคณะบุคคลจํานวน 3 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง
ตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู และ
มีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกัน
ของสาธารณะและมีความซื่อสัตยสุจริตมีวาระการดํารงตําแหนง6ปนับแตวันที่พระมหากษัตริย
ทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับ
สนองพระบรมราชโองการ และใหมีสํานักงานผูตรวจการแผนดินเปนหนวยงานอิสระในการ
บริหารงานบุคคล การงบประมาณ การดําเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ผูตรวจสอบการแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้
1) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี
(1)การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตามกฎหมาย
ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
หรือราชการสวนทองถิ่น
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม84
(2)การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของขาราชการ พนักงาน หรืลูกจางของ
หนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิด
ความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบหรือไมชอบดวย
อํานาจหนาที่ก็ตาม
(3) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบ
ดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไมรวมถึง
การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล
(4) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
2) ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่
ของรัฐ
3) ติดตามประเมินผลและจัดทําขอเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญรวม
ตลอดถึงขอพิจารณาเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นวาจําเปน
4) รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ
รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป
การใชอํานาจหนาที่ตาม (1) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ
เมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผล
กระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพื่อคุมครองประโยชนสาธารณะ
ผูตรวจการแผนดินอาจพิจารณาและสอบสวน โดยไมมีการรองเรียนได
3. คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.)
เปนองคกรอิสระที่ประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งมี
พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ตองเปนผูมีความซื่อสัตยสุจริต
เปนที่ประจักษ มีวาระการดํารงตําแหนง 9 ป นับตั้งแตพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และให
ดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยมีประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ใหมีสํานักงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น
ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้
1) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน
ออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภา
2) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดี
อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สงไปยังยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง
ตําแหนงทางการเมือง
3) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่ง
ดํารงตั้งแตผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอ
หนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ใน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 85
การยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวม
กระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลาวหรือกับผูดํารงตําเหนงทางการเมือง หรือที่กระทํา
ความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นควรดําเนิน
การดวย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปราม
การทุจริต
4) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ
ทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนง
5) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
6) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ
รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ทั้งนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจา
นุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย
7) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.)
การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ
และเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระ
มหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดิน การ
บัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและดานอื่น มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ป นับ
ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธาน
วุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการการตรวจเงินแผน
ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน และใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่
เปนอิสระในการบริหารบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้
1. กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน
2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจ
เงินแผนดิน
3. แตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระ ทําหนาที่วินิจฉัย
การดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท
เกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะกรมการวินัยทางการเงินการคลังในเรื่องดังกลาว เปนคดีที่อยูใน
อํานาจของศาลปกครอง
ใหผูวาตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ
และเปนกลาง
จากบทบาทหนาที่ขององคกรอิสระ 4 องคกร จะพบวาการตรวจสอบการใชอํานาจ
รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง
ตั้งแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการใชอํานาจรัฐโดยคณะ
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูตรวจ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม86
การแผนดิน ที่คอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยางเครงครัด
ในสภาพตามเปนจริงในปจจุบันจะเห็นไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรการอิสระไม
สามารถหยุดยั้ง แกไขปญหาทุจริตคอรรัปชั่นของนักการเมืองได นอกจากการสงเสริมใหมี
กระบวนการตรวจสอบการดําเนินของภาครัฐโดยประชาชนที่มีความเขมแข็ง เขามามีสวนรวม
ในการตรวจสอบอยางจริงจังตอไป
บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ
1 องคกรอัยการ มีหนวยธุรกิจที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคล การงบประมาณ
และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงานอัยการทําหนา
ที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เกี่ยวของ
พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งทําคดี และการปฏิบัติหนาที่ใหเปนไปโดย
เที่ยงธรรม
2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมาการ 1คน
กรรมการอื่นอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู
มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง
ตําแหนง 6 ป นับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระ
เดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้
1) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ
มนุษยชน หรือไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย
ภาคี และเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการ
กระทําดังกลาว เพื่อดําเนินการ ในกรณีที่ปรากฏวาไมมีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหรายงาน
ตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป
2) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู
รองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความ
ชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของ
ศาลรัฐธรรมนูญ
3) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู
รองเรียนวา กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมี
ปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรับธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล
ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
4) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ
เปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
5) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรับปรุงกฎหมายและกฎตอรัฐสภาหรือคณะ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 87
รัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน
6) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน
7) สงเสริมความรวมมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน
และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน
8) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายใน
ประเทศและเสนอตอรัฐสภา
9) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผล
ประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง
ชาติมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาใหถอย
คํา รวมทั้งมีอํานาจอื่นเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
3. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติมีหนาที่ใหคําปรึกษาและขอเสนอแนะ
ตอคณะรัฐมนตรีในปญหาตางๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวของ มี
สํานักงานเปนหนวยงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนิน
การอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ
จากบทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเภท พบความแตกตางของ
บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่
รัฐธรรมนูญกําหนดใหองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางกฎหมายไดตามมาตรา
139 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่ง
ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ ตามมาตรา 182 สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยว
กับการจัดองคกร และรางพระราชบัญญัติที่ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาไดดวย สวนองคกร
อื่นตามรัฐธรรมนูญไมมีบทบัญญัติในลักษณะดังกลาว
เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก
รูปแบบการเมืองการปกครองของไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย จนถึงปพุทธศักราช 2475
เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่
มาจากกลุมผูปกครอง คือทหารและกลุมขุนนาง สวนประชาชนเปนแคไพรธรรมดาหรือทาส
ที่ตองทําตามคําสั่งของกลุมผูปกครองเทานั้น ซึ่งเปนที่มาของระบบอุปถัมภ ความอยุติธรรม
ตางๆที่เกิดขึ้นเกิดจากบุคคลที่เปนกลุมผูปกครองในชวงเวลานั้น ไมมีระบบที่จะตรวจสอบ
หรือถวงดุลอํานาจกับคณะผูปกครองได จากรูปแบบการปกครองดังกลาวเมื่อมีชาวตะวัน
ตกเดินทางเขามายังประเทศไทยจึงมองวาไทยเปนบานปาเมืองเถื่อน (อนารยชน) โดยเฉพาะ
อยางยิ่งเมื่อชาวตะวันตกที่เดินเขามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทําหนังสือสัญญา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม88
พระราชไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําขึ้นมานั้นไดยอมใหฝรั่งมี่สิทธิสภาพ
นอกอาณาเขต คือ ยอมใหฝรั่งตั้งศาลขึ้นเรียกวา “ศาลกงสุล” ขึ้นพิจารณาคดีความของ
คนในบังคับของตนได อันเปนการไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งนี้เนื่อง
มาจากวาฝรั่งถือวากฎหมายและวิธีพิจารณาความของประเทศไทยยังไมมีระเบียบแบบแผนดี
พอ การที่ฝรั่งตางประเทศมีศาลกงสุลพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนนั้น ทําให
ประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครองเกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5
ที่ไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการสิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศใน
เวลานั้น) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปาเมืองเถื่อน
แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เมื่อปพุทธศักราช 2448 สภาพ
สังคมไทยก็ยังไมมีความเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะประชาชนยังติดของอยูกับความเคยชิน
ในการมีคนปกปองคุมครองและยังไมมีการจัดการศึกษาใหแกประชาชนเปนระบบ จนกระทั่ง
สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อกระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนักเรียนไทยไปศึกษา
ยังตางประเทศจํานวนมาก กลุมนักศึกษาเหลานี้เมื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดนํามาสิ่งที่พบเห็น
และองคความรูในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันกลับเขามาดวย และพยายามที่จะ
พัฒนาประเทศไทยใหพนจากคําวาบานปาเมืองเถื่อนในหลายๆดาน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลง
ประเทศคือเรื่องการปฏิรูปการปกครองโดยการยึดอํานาจของคณะราษฎร เมื่อปพุทธศักราช
2475 (หลังการเลิกทาส 27 ป) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน
สยามประเทศ โดยถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมาย
อื่นจะขัดหรือแยงมิได หลักการสําคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปน
ของราษฎรทั้งหลาย พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศ ภายใตรัฐธรรมนูญ
การประกาศใชรัฐธรรมนูญมิไดทําใหสภาพสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอน
รากถอนโคนเพราะกลุมผูนําทางความคิดสวนใหญเปนผูที่ไดรับทุนไปศึกษาตอตางประเทศ
ประชาชนสวนใหญของประเทศยังไดรับการศึกษานอยจนกระทั่งเมื่อมีการสงเสริมให
ประชาชนไดรับการศึกษาสูงขึ้น ประชาชนกลุมนี้จึงไดเริ่มตะหนักถึงสถานภาพ บทบาท
หนาที่ สิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงไดรับจากรัฐ
บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ถือวามีผลตอการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไทย ไดแก
1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงวามีสิทธิเทาเทียมกัน
2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกัน
ในกฎหมาย และไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียวกัน
3. ที่มาของรัฐบาล
4. การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ
5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งที่เปน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 89
สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายของบุคคล
การจับและคุมขัง การคนตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรค
หนึ่ง จะกระทํามิได เวนแตมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติการเขาไปในเคหสถาน โดยปราศจาก
การความยินยอมของผูครอบครอง เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู
ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยเสรีภาพบริบูรณในการ
นับถือศาสนา
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
สิทธิเสรีภาพในการศึกษา
สิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ
เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน
หลักประกันที่ประชาชนจะตองไดรับการคุมครองและดูแลจากรัฐ และมีผลตอการกระตุนให
ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการพิทักษสิทธิของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตนที่จะไมไป
ละเมิดตอสิทธิของผูอื่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผลจากการมีรัฐธรรมนูญที่เห็นได
อยางเปนรูปธรรมไดแก
1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเขามามีสวนรวมในการบริหารจัดการประเทศ
โดยการตั้งพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง
2. เกิดการรวมตัวของกลุมบุคคลตั้งเปนมูลนิธิเพื่อปกปองดูแลสิทธิของประชาชน
ตามรัฐธรรมนูญ เชนมูลนิธิคุมครองผูบริโภค มูลนิธิคุมครองสิทธิสตรี
3. การรวมตัวของกลุมบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกรองความเปนธรรม
4. มีระบบยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีความจากเอกสาร พยาน หลักฐาน มีระบบ
การไตสวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อใหรับสารภาพ
5. ประชาชนไดรับบริการในสิ่งที่เปนปจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ไดแก บริการ
การศึกษา บริการการรักษาพยาบาล
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยดังกลาวมีผลใหประเทศไทยไดรับการยอมรับ
ในสายตาชาวโลกมากขึ้นวามิไดมีความเปนบานปาเมืองเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ
ยอมรับในกฎหมายไทย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม90
เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น
การอยูรวมกันเปนสังคมของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไปยอมมีความขัดแยงกันใน
บางโอกาส เพราะแตละบุคคลยอมมีความปรารถนาที่แตกตางกันอันนําไปสูความขัดแยง
และทะเลาะวิวาทกันได ทุกสังคมจึงตองวางกฎ กติกาในการอยูรวมกันเพื่อเปนขอตกลง
กลางในการอยูรวมกันวาสิ่งใดทําได สิ่งใดทําไมไดหากฝาฝนจะมีโทษอยางไร เมื่อสังคมมี
ขนาดใหญขึ้นเปนระดับประเทศที่มีประชากรรวมกันหลายลานคน ผูปกครองก็จําเปนตอง
วางกฎขึ้นซึ่งเรียกกันวา “กฎหมาย” เพื่อเปนขอตกลงในการอยูรวมกันของคนทั้งประเทศ
เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อป พ.ศ. 2475
และกําหนดใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยกฎหมายอื่นจะขัด
หรือแยงมิได รัฐธรรมนูญในยุคแรกๆแมวาจะเกิดจากการยกรางของคณะบุคคลเพียงไม
กี่คนแตก็เปนพัฒนาการทางกฎหมายที่คํานึงถึงความมั่นคงของชาติ สถานภาพ บทบาท
สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชนในระดับแตกตางกันออกไป และมีการพัฒนาการใน
การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการยกรางรัฐธรรมนูญมากขึ้นตั้งแต
รัฐธรรมนูญ ป 2540 เปนตนมา ซึ่งเราจะพบวามีการระบุถึงหนาที่ สิทธิและเสรีของประชาชน
มากขึ้น
การจะเขาใจหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่มีในสังคมไดนั้น จะตองทําความ
เขาใจกับความหมายของ “สถานภาพบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ” ดวยเพราะ
สถานภาพเปนตนทางของการกําหนดบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม
สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ มีความเกี่ยวของเชื่อมโยงสัมพันธกัน
กลาวคือสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของบุคคล เราจะเขาใจ
และสามารถเชื่อมโยงสถานภาพ บทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ ไดตอเมื่อเรามีความเขาใจ
ในความหมายของแตละคํา ซึ่งเราจะเริ่มทําความเขาใจความหมายของแตละคํา ดังนี้
ความหมาย
สถานภาพ หมายถึง ตําแหนงที่บุคคลไดรับจากการเปนสมาชิกของสังคม ในบุคคล
คนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพได เชน นายสมชาย เปนคนไทยอาชีพรับราชการคร
ูเปนศิษยเกามหาวิทยาลัยรามคําแหง ไดแก
1. สถานภาพที่ไดจากถิ่นที่อยูที่ถือกําเนิด ก็จะไดสัญชาติของประเทศที่เกิด เชน
คนไทย คนญี่ปุน คนอังกฤษ คนจีน เปนตน
2. สถานภาพที่ไดมาโดยกําเนิด เชน ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ นอง
ลูก หลาน เปนตน
3. สถานภาพที่ไดมาจากการศึกษา เชน ศิษยเกา กศน. ศิษยเกาโรงเรียนสตรีวิทยา
4. สถานภาพที่ไดมาจากการประกอบอาชีพหรือการกระทํา เชน ครู หมอ พอคา
นายกรัฐมนตรี พระ นักบวช นักโทษ เปนตน
5. สถานภาพที่ไดจากการสมรส เชน สามี ภรรยา พอหมาย แมหมาย เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 91
บทบาทหนาที่ หมายถึง การทําหนาที่ หรือพฤติกรรมที่เปนภาระรับผิดชอบตาม
สถานภาพที่ไดรับ เชน สถานภาพเปนครู เปนทนายความ เปนตน เห็นไดวาสถานภาพและ
บทบาทหนาที่มีความเกี่ยวของสัมพันธ โดยสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาทหนาที่บุคคล
นั้นๆ ยิ่งบุคคลที่มีหลายสถานภาพก็ยิ่งมีบทบาทหนาที่มากตามไปดวย
นอกจากสถานภาพ บทบาทหนาที่ ซึ่งเปนภาระหนาที่และความรับผิดชอบแลว
แตละบุคคลยังไดรับสิทธิและเสรีภาพตามสถานภาพและบทบาทเหลานั้นดวยในการอยูใน
สังคมนั้นๆดวย
สิทธิ หมายถึง อํานาจหรือผลประโยชนของบุคคลที่มีกฎหมายใหคุมครอง โดย
บุคคลอื่นจะตองใหความเคารพ จะละเมิดลวงเกินหรือกระทําการใดๆอันกอใหเกิดการ
กระทบกระเทือนตอสิทธิของบุคคลไมได เชน สิทธิเลือกตั้ง สิทธิในการรับความคุมครอง
จากรัฐสิทธิในการไดรับบริการสาธารณะจากรัฐตามที่กฎหมายกําหนด
เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล ซึ่งกระทํานั้นจะตองขัดตอ
กฎหมาย เชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการประกอบ
สัมมาชีพ เสรีภาพในการพูด การเขียน ที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
หนาที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ ฉบับปพุทธศักราช 2550 ไดกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยไวในหมวดที่
4 มาตรา 70 ถึง มาตรา 74 ดังนี้
1. บุคคลมีหนาที่พิทักษไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70)
2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม
กฎหมาย (มาตรา 71)
3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 72)
4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ
สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปองกัน และสืบสาน
ศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่นและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73)
5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยงานราชการ หนวยงาน
ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดําเนินการ ใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ
รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนตามหลักธรรมมาภิบาล
ของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี
บุคคลที่มีสถานภาพเปนคนไทยจึงตองที่หนาที่รับผิดชอบตามที่กําหนดไวใน
รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวใน
รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ดวย ทําอยางไรเราจึงจะสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติ
หนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆของประเทศดวย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม92
แนวทางในการสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆปฏิบัติหนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งกฎหมายอื่นๆมีดังนี้
1. ประพฤติปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆ
เพื่อใหเปนแบบอยางที่ดีแกบุคคลในครอบครัวและชุมชนที่ตนเองอาศัยอยูใหเปนวิถีชีวิต
ซึ่งจะมีอิทธิพลตอบุคคลใกลชิดใหมีความคลอยตามในการประพฤติปฏิบัติ
2. เผยแพรความรู อบรม สั่งสอน สนทนาแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นในกาลอันควรดวย
โดยคํานึงถึงวัย ระดับความรู ของบุคคลที่สนทนาดวยความเคารพและใหเกียรติในศักดิ์ศรี
ของความเปนมนุษยดวย
3. สนับสนุนชื่นชมใหกําลังใจผูที่ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ดวย
   
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 93
1. รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศในแงใดบาง
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
2. รับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไทย
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
กิจกรรม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม94
4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง
ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
6. ใหผูเรียนศึกษารัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมีรายละเอียดสําคัญอยางไรบางและ
นํามาอภิปรายรวมกัน
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
กิจกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 95
สิทธิมนุษยชน
4
บทที่
สาระสําคัญ
มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติและศักดิ์ศรีเทาเทียมกันและไมควรถูกเลี่ยงปฏิบัติเพราะ
ความแตกตางของเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฐานะ หรือความคิดเห็น
องคการสหประชาชาติ จึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน เพื่อให
ประเทศตางๆ เคารพสิทธิและปกปองพลเมืองของตนใหรอดพนจากการถูกรังแกหรือลิดรอน
สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนที่เกิดมาเปนมนุษยและเกิดเปนคนไทย ยอมมีศักดิ์ศรี
ที่จะไดรับความคุมครองจากรัฐโดยเทาเทียมตามมาตรฐานเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่ง
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
เอาไว อันแสดงจึงเจตนารมณหรือขอผูกมัดที่รัฐจะตองปกปองคุมครองประชาชนคนมิให
ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จากการใชอํานาจรัฐหรือบุคคลอื่นใดก็ตาม
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. รูและเขาใจความหมาย และความสําคัญของสิทธิมนุษยชน
2. บอกความหมายและขอบขายของสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได
3. รูจักใชและรักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมาย
ขอบขายเนื้อหา
เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล
เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติ การตามหลักสิทธิมนุษยชน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม96
เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยชนสากล
หากเราไดศึกษาสภาพการดําเนินชีวิตของผูอยูในสังคมตางๆ ทั่วโลกตั้งแตอดีต
จนถึงปจจุบันมีขอเท็จจริงประการหนึ่งที่พบไดคือการที่มนุษยถูกเลือกปฏิบัติอยางไม
เทาเทียมกันตามเชื้อชาติ สีผิว เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจ เปนตน การทําดังกลาวหลายครั้ง
เปนการละเมิดสิทธิของอีกบุคคลหนึ่งดวยความเชื่อวาบุคคลนั้นมีความดอยกวาผูกระทํา
ละเมิดไมทางใดก็ทางหนึ่ง เชน บางประเทศมีความเชื่อวาฐานะของชายสูงกวาหญิง ก็มัก
จะเกิดการกระทําที่เอารัดเอาเปรียบฝายหญิง หรือประเทศที่ใชระบบวรรณะก็จะเกิดการ
กีดกั้นคนในวรรณะที่ต่ํากวา เปนตน
ในโลกยุคปจจุบันอารยประเทศตางยอมรับและตองปฏิบัติกับประชาชนของตนเอง
ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลอาจจะมากบางนอยบางก็แลวแตพัฒนาการทางการเมืองการ
ปกครองระดับการศึกษาและความตื่นตัวในทางการเมืองของประชาชนในประเทศนั้นๆ
ดังนั้น เพื่อความเขาใจที่ตรงกันในการศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทย
กอนอื่นขอใหเรามาทําความเขาใจใหตรงกันและเปนพื้นฐานในการคิดวิเคราะหตระหนักถึง
ความสําคัญของสิทธิมนุษยชน
ความหมาย
สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคน เปนสิ่ง
ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิด
เห็นทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุ หรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ
จากความหมายดังกลาวจึงวิเคราะหไดวาเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเปนแนวคิดที่มีความ
เชื่อพื้นฐาน ในเรื่องศักดิ์ศรีความเปนมนุษยวาเปนสิทธิหรือสถานะสากล ซึ่งไมขึ้นอยูกับ
ขอบเขตของกฎหมาย หรือปจจัยทองถิ่นอื่นใด เชน เชื้อชาติ หรือ สัญชาติ ซึ่งตองไดรับการ
ยอมรับและไดรับการปฏิบัติ
โดยมีองคประกอบของหลักสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจาก
รัฐ ไดแกเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรมที่จะทําใหบุคคลนั้นดําเนิน
ชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรี และมีหลักประกันในเรื่องการไดรับการปกปองคุมครองดวยความเปน
ธรรม มีรายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้
1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา
การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย
2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ
ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม
โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ
3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกัน
วาจะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 97
4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี
คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส
ไดมากกวา แข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต
ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป
สรุปไดดังแผนภูมิ
จากความเชื่อดังกลาวองคการสหประชาชาติจึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยเรื่อง
สิทธิมนุษยชน เพื่อเปนแนวในการประเมินและตัดสินใจวาประเทศใดมีการกระทําที่เปนการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนหรือชาวตางชาติที่อาศัยอยูในประเทศหรือไม
ปฏิญญาสากลวาดวยเรื่องสิทธิมนุษยชน
คําปรารภ
โดยการยอมรับนับถือเกียรติศักดิ์ประจําตัว และสิทธิเทาเทียมกันและโอนมิไดของ
บรรดาสมาชิกทั้งหลายแหงครอบครัวมนุษยเปนหลักมูลเหตุแหงอิสรภาพ ความยุติธรรมและ
สันติภาพในโลก
โดยการไมนําพาและการเหยียดหยามตอสิทธิมนุษยชนยังมีผลใหมีการกระทําอัน
ปาเถื่อนซึ่งเปนการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอยางรายแรง และไดมีการประกาศวา
ปณิธานสูงสุดของสามัญชนไดแกความตองการใหมนุษยมีชีวิตอยูในโลกดวยอิสรภาพในการ
พูด และความเชื่อถือและอิสรภาพพนจากความหวาดกลัวและความตองการ
องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
แสดงถึงศักดิ์ความเปนมนุษย + ประกันความเปนธรรมในสังคม
สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค เปนธรรม
มีที่อยูอาศัย
มีอาหารกิน
มียารักษาโรค
มีการศึกษา
ไมถูกทําราย
ชีวิตปลอดภัย
แสดงความคิดเห็น
เลือกอาชีพ
เลือกคูครอง
เดินทาง
นับถือศาสนา
ชุมนุมโดยไมมีอาวุธ
ไดรับการปฏิบัติเทาเทียม
(ทั้งในศักดิ์และสิทธิ์)
ไมถูกเลือกปฏิบัติ
ไมโดนเอาเปรียบ
เด็ก สตรี คนชรา
คนพิการ
(ผูออนแอกวา)
ตองไดรับการปฏิบัติ
ในบางเรื่องที่ตางจาก
คนทั่วไปเพื่อใหเกิด
ความเปนธรรม
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม98
โดยที่เปนการจําเปนอยางยิ่งที่มนุษยชนควรไดรับการคุมครองโดยหลักบังคับของ
กฎหมายถาไมประสงคจะใหคนตกอยูในบังคับใหหันเขาหาการหาการขบถขัดขืนตอทรราชย
และการขดขี่เปนวิถีทางสุดทาย
โดยที่เปนความจําเปนอยางยิ่งที่จะสงเสริมวิวัฒนาการแหงสัมพันธไมตรีระหวาง
นานาชาติ
โดยที่ประชาการแหงสหประชาชาติไดยืนยันไวในกฎบัตรถึงความเชื่อมั่นในสิทธิ
มนุษยชนอันเปนหลักมูลในเกียรติศักดิ์และคุณคาของมนุษยและในสิทธิเทาเทียมกันของ
บรรดาชายและหญิงและไดตกลงใจที่จะเสริมความกาวหนาทางสังคมและมาตรฐานแหงชีวิต
ที่ดีขึ้นดวยในอิสรภาพอันกวางขวางยิ่งขึ้น
โดยที่รัฐสมาชิกตางปฏิญาณจะใหบรรลุถึงซึ่งการสงเสริมการเคารพ และการปฏิบัติ
ตามทั่วสากลตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยรวมมือกับสหประชาชาติ
โดยที่ความเขาใจรวมกันในสิทธิและอิสรภาพเหลานี้เปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งเพื่อ
ปฎิญาณนี้สําเร็จผลเต็มบริบูรณ
ฉะนั้น บัดนี้ สมัชชาจึงประกาศวา:-
ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนนี้ เปนมาตรฐานรวมกันแหงความสําเร็จสําหรับ
บรรดาประชากรและประชาชาติทั้งหลายเพื่อจุดมุงหมายปลายทางที่วา เอกชนทุกคนและ
องคการของสังคมทุกองคการ โดยการรําลึกถึงปฏิญญานี้เปนเนืองนิจจะบากบั่นพยายาม
ดวยการสอนและศึกษาในอันที่จะสงเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหลานี้และดวย
มาตรการที่กาวหนาทั้งในประเทศและและระหวางประเทศในอันที่จะใหมีการยอมรับนับถือ
และการปฏิบัติตามโดยสากลและอยางเปนผลจริงจัง ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิก
ดวยกันเองและในบรรดาประชาชนของดินแดนที่อยูใตอํานาจของรัฐนั้นๆ
ขอ1 มนุษยทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคอันเกียรติศักดิ์ศรีและสิทธิตางมี
เหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติตอกันดวยเจตนารมณแหงภราดรภาพ
ขอ2
(1) ทุกคนยอมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กําหนดไวในปฏิญญานี้โดยปราศจาก
ความแตกตางไมวาชนิดใดๆดังเชน เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการ
เมืองหรือทางอื่น เผาพันธุแหงชาติหรือสังคม ทรัพยสิน กําเนิด หรือ สถานะอื่นๆ
(2) อนึ่ง จะไมมีความแตกตางใดๆตามมูลฐานแหงสถานะ ทางการเมือง
ทางการศาล หรือทางการระหวางประเทศ ของประเทศหรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไมวา
ดินแดนนี้ จะเปนเอกราชอยูในความพิทักษมิไดปกครองตนเองหรืออยูภายใตการจํากัด
อธิปไตยใดๆทั้งสิ้น
ขอ3 คนทุกคนมรสิทธิในการดํารงชีวิต เสรีภาพและความมั่นคงแหงตน
ขอ4 บุคคลใดๆ จะถูกยึดเปนทาสหรือตองภาระจํายอมไมไดความเปนทาสและ
การคาทาสเปนหามขาดทุกรูปแบบ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 99
ขอ5 บุคคลใดๆจะถูกทรมานหรือไดรับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดรายผิด
มนุษยธรรมหรือต่ําชาไมได
ขอ6ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการยอมรับนับถือวาเปนบุคคลตามกฎหมายทุกแหงหน
ขอ 7 ทุกคนเสมอกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมาย
เทาเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองเทา
เทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆอันเปนการลวงละเมิดปฏิญญา และจากการยุยง
ใหเกิดการเลือกปฏิบัติดังกลาว
ขอ 8 ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับบําบัดอันเปนผลจริงจังจากศาลที่มีอํานาจแหงชาติตอ
การกระทําอันละเมิดสิทธิหลักมนุษยชนซึ่งตนไดรับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
ขอ 9 บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปตางถิ่นโดยพลการไมได
ขอ10 ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะไดรับการพิจารณาที่เปนธรรมและ
เปดเผยจากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรมในการกําหนดสิทธิและหนาที่ของตนและการกระทํา
ผิดอาชญาใดๆที่ถูกกลาวหา
ขอ11
(1) ทุกคนที่ถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาชญามีสิทธิที่จะไดรับการสันนิษฐาน
ไวกอนวาบริสุทธิ์ จนกวาจะพิสูจนไดวามีผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปดเผย ซึ่งตนได
รับหลักประกันบรรดาที่จําเปนสําหรับการตอสูคดี
(2) จะถือบุคคลใดๆวามีความผิดอาชญาเนื่องดวยการกระทําหรือละเวนอัน
มิไดจัดเปนความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแหงชาติหรือกฎหมายระหวางประเทศในขณะ
ไดกระทําการนั้นขึ้นไมไดและลงโทษอันหนักกวาที่ใชอยูในขณะที่ไดกระทําความผิดทาง
อาชญานั้นไมได
ขอ12 บุคคลใดๆจะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเปนอยูสวนตัวในครอบครัว
ในเคหสถานหรือในการสื่อสารหรือจะถูกลบหลูในเกียรติยศและชื่อเสียงไมได ทุกคนมีสิทธิ
ที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมายตอการแทรกสอดหรือการลบหลูดังกลาวนั้น
ขอ 13
(1) ทุกคนมีสิทธิในอิสภาพแหงการเคลื่อนไหวและสถานที่อยูภายในเขตของ
แตละรัฐ
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆไปรวมทั้งประเทศของตนเองดวย
และที่จะกลับยังประเทศตน
ขอ14
(1) ทุกคนมีสิทธิจะแสวงหา และที่จะไดอาศัยพํานักในประเทศอื่น เพื่อที่จะได
ลี้ภัยจากการประหัตประหาร
(2) จะอางสิทธินี้ไมไดในกรณีที่การดําเนินคดีสืบเนื่องอยางแทจริงมาจากความ
ผิดที่ไมใชทางการเมืองหรือจากการกระทําอันขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม100
ขอ 15
(1) ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง
(2) บุคคลใดๆจะถูกตัดสัญชาติของตนโดยพลการหรือถูกปฏิเสธสิทธิที่จะ
เปลี่ยนสัญชาติไมได
ขอ 16
(1) ชายและหญิงที่มีอายุเต็มบริบูรณแลวมีสิทธิที่จะทําการสมรส และจะกอ
ตั้งครอบครัวโดยปราศจากการจํากัดใดๆอันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนาตางมี
สิทธิเทาเทียมกันในการสมรส ระหวางการสมรสและในการขาดจากการสมรส
(2) การสมรสจะกระทํากันก็แตความยินยอมโดยอิสระและเต็มที่ของผูที่
เจตนาจะเปนคูสมรส
(3) ครอบครัวเปนหนวยธรรมชาติและหลักมูลของสังคมและมีสิทธิที่จะได
รับความคุมครองจากสังคมรัฐ
ขอ 17
(1) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดเปนเจาของทรัพยสินโดยลําพังตนเอง เชนเดียวกัน
โดยรวมกับผูอื่น
(2) บุคคลใดจะถูกริบทรัพยสินโดยพลการไมได
ขอ 18 ทุกคนมีอิสภาพแหงความคิดมโนธรรมและศาสนา สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ
ในการเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อถือ และอิสรภาพในการที่จะประกาศศาสนาหรือความเชื่อ
ถือของตนโดยการสอน การปฏิบัติการสักการะบูชาและประกอบพิธีกรรม ไมวาจะโดยลําพัง
ตนเองหรือในประชาคมรวมกับผูอื่นและเปนการสาธารณะหรือสวนบุคคล
ขอ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงความเห็นและแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ
ในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่จะแสวงหารับและแจกจาย
ขาวสารและความคิดเห็นไมวาโดยวิธีใดๆและโดยไมคํานึงถึงเขตแดน
ขอ 20
(1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงการรวมประชุมและการตั้งสมาคมโดยสันติ
(2) บุคคลใดๆจะถูกบังคับใหสังกัดสมาคมหนึ่งสมาคมใดไมได
ขอ 21
(1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในรัฐบาลของประเทศตน จะเปนโดยตรงหรือ
โดยผานทางผูแทนซึ่งใหเลือกตั้งโดยอิสระ
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขาถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตนโดย
เสมอภาค
(3) เจตจํานงของประชาชนจะตองเปนมูลฐานแหงอํานาจของรัฐบาล
เจตจํานงนี้จะตองแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกําหนดเวลาและอยางแทจริงซึ่งอาศัยการ
ออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาคและการลงคะแนนลับหรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอยาง
อื่นทํานองเดียวกัน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 101
ขอ 22 ทุกคนในฐานะที่เปนสมาชิกของสังคมมีสิทธิในความมั่นคงทางสังคม และ
มีสิทธิในการบรรลุถึงซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจทางสังคมและทางวัฒนธรรมอันจําเปนอยางยิ่ง
สําหรับเกียรติศักดิ์ของตนและการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอยางอิสระ ทั้งนี้โดยความเพียร
พยายามแหงชาติและโดยความรวมมือระหวางประเทศและตามระบอบการและทรัพยากร
ของรัฐ
ขอ 23
(1) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระในเงื่อนไขอัน
ยุติธรรมและเปนประโยชนแหงการทํางานและในการคุมครองตอการวางงาน
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะรับเงินคาจางเทาเทียมกัน โดยปราศจากการเลือก
ปฏิบัติใดๆ
(3) ทุกคนที่ทํางานมีสิทธิที่จะไดรับสินจางที่ยุติธรรมและเปนประโยชนที่
จะใหประกันแกตนเองและครอบครัวแหงตน ซึ่งความเปนอยูอันคูควรแกเกียรติศักดิ์ของ
มนุษยและถาจําเปนก็จะตองไดรับวิถีทางคุมครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติมดวย
(4) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งและที่จะเขารวมสหพันธกรรมกร เพื่อความ
คุมครองแหงผลประโยชนของตน
ขอ 25
(1) ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสําหรับสุขภาพและ
ความเปนอยูดีของตนและครอบครัวรวมทั้งอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และการดูแล
รักษาทางการแพทยและบริการทางสังคมที่จําเปน และมีสิทธิในความมั่นคงยามวางงาน เจ็บ
ปวย พิการ เปนหมาย วัยชรา หรือขาดอาชีพอื่นในพฤติการณที่นอกเหนืออํานาจของตน
(2) มารดาหรือเด็กมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและการชวยเหลือเปนพิเศษ
เด็กทั้งปวงไมวาจะเกิดในหรือนอกสมรส จะตองไดรับการคุมครองเชนเดียวกัน
ขอ 26
(1) ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะตองใหเปลาอยางนอยในชั้น
ประถมศึกษาและการศึกษาชั้นหลักมูลการประถมศึกษาจะตองเปนการบังคับ การศึกษาทาง
เทคนิคและวิชาชีพจะตองเปนอันเปดโดยทั่วไปและการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปก็ตองเปนอันเปด
สําหรับทุกคนเขาถึงไดโดยเสมอภาคตามมูลฐานแหงคุณวุฒิ
(2) การศึกษาจะไดจัดไปในทางบุคลิกภาพของมนุษยอยางเต็มที่และยัง
ความเคารพตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูลใหมั่นคงแข็งแรงจะตองสงเสริมความเขาใจ
ขันติธรรม และมิตรภาพระหวางบรรดาประชาชาติกลุมเชื้อชาติหรือ ศาสนา และจะตองสง
เสริมกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อการธํารงไวซึ่งสันติภาพ
(3) บิดามารดามีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิดของการศึกษาอันจะใหแก
บุตรของตน
ขอ 27
(1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขารวมในชีวิตทางวัฒนธรรมของประชาคมโลกโดย
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม102
อิสระที่จะบันเทิงใจในศิลปและที่จะมีสวนในความรุดหนาและคุณประโยชนทางวิทยาศาสตร
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการคุมครองผลประโยชนทางศีลธรรมและทางวัตถุอัน
เปนผลจากประดิษฐกรรมใดๆทางวิทยาศาสตรวรรณกรรมและศิลปกรรมซึ่งตนเปนผูจาง
ขอ 28 ทุกคนมีสิทธิในระเบียบทางสังคมและระหวางประเทศซึ่งจะเปนทางใหสําเร็จ
ผลเต็มที่ตามสิทธิและอิสรภาพดังกําหนดไวในปฏิญญานี้
ขอ 29
(1) ทุกคนมีหนาที่ตอประชาคมดวยการพัฒนาบุคลิกภาพของตนโดยอิสระเต็มที่
จะกระทําไดก็แตในประชาคมเทานั้น
(2) ในการใชสิทธิและอิสรภาพแหงตนทุกคนตกอยูในขอบังคับของขอจํากัดเพียง
เทาที่ไดกําหนดลงโดยกฎหมายเทานั้น เพื่อประโยชนที่จะไดมาซึ่งการนับถือและการเคารพ
สิทธิและอิสรภาพของผูอื่นตามสมควรและที่จะเผชิญกับความเรียกรองตองการอันเที่ยงธรรม
ของศีลธรรมความสงบเรียบรอยของประชาชนและสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย
(3) สิทธิและอิสรภาพเหลานี้จะใชขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ
ไมไดไมวากรณีใดๆ
ขอ 30 ไมมีบทใดๆ ในปฏิญญานี้ที่จะอนุมานวาสิทธิใดๆแกรัฐ หมูคน หรือบุคคล
ในอันที่จะดําเนินกิจกรรมใดๆ หรือปฏิบัติการใดๆ อันมุงตอการทําลายสิทธิและอิสรภาพ
ดังกําหนดไว ณ ที่นี้
เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
วัฒนาการของสิทธิมนุษยชน หากศึกษาจากเอกสารหลักฐานถือวามีจุดเริ่มตนเมื่อ
เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยเมื่อพุทธศักราช 2475 จากคําประกาศของคณะราษฎรที่ไดนําหลักการของ
สิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน และใน
รัฐธรรมนูญฉบับตอๆ ก็มีการกลาวถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวในรัฐธรรมนูญดวย
เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ไดประกฎบทบัญญัติที่ใหการรับรอง
สิทธิเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2 วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม
ซึ่งมีสาระสําคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากันในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือ
ศาสนา เสรีภาพรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม
การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบทบัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรอง
สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา
นอกจากนั้นเรายังสามารถศึกษารองรอยของพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนใน
ประเทศไทยไดจากการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวนการยุติธรรมเพื่อใหทัดเทียม
นานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติดวยความมุงหมายที่จะเรียกรองเอกราช
ทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทยแนวความคิดในการคุมครองสิทธิมนุษยชนจึงปรากฎอยู
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 103
ในกฎหมายหลายฉบับอีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครองสิทธิมนุษยชนไวโดยตรง
และโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวยโดยเฉพาะอยางยิ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของผูตองหาและ
จําเลยในคดีอาญาซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง
ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช
อาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรอง
สิทธิของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง
ในรัฐธรรมนูญสวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดเผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยนเปน
เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ
ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่
สําคัญคือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่ง
เปนการรวมตัวกันของกรรมกรจากกิจกรรมสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน
เนื่องจากกรรมกรเหลานี้ถูกกฎขี่คาจางแรงงานอยางมากอันเปนผลมาจากการเติบโตของ
ภาคอุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเลื่อนไหวที่เกิดขึ้น
เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมรัฐใหสนองตอบความตองการที่จําเปนของตนทําให
สังคมตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนอันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ
มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทําของเอกชนดวย
ในป พ.ศ. 2491 สหประชาชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน
ค.ศ.1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกําลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 พอดี รัฐธรรมนูญ
ฉบับที่ 5 คือรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการ
ประกาศใชปฏิญญาสากล ของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ไดรับการรับรองสิทธิและเสรีภาพ
เปนจํานวนมากและละเอียดกวารัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ
หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ที่ไดรับการบรรจุลงไว
ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดแก
หลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญทั้งนี้ไมวาบุคคลนั้นมีกําเนิด
หรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม(มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่จะไมถูกเกณฑแรงงาน
ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปกปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน เฉพาะเวลา
ประเทศอยูในภาวการณรบหรือภาวะสงครามหรือสถานการณฉุกเฉินเทานั้น (มาตรา 32)
เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย (มาตรา 40)
เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา 41) สิทธิของบุคคลที่จะไดรับ
ความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา 43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคลซึ่งเปน
ทหาร ตํารวจ ขาราชการประจําอื่น พนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
เหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา 42)
ปรากฏการณที่สําคัญอีกประการ คือ มีการนําเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทาง
อาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญดวย เชน
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม104
หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมาย
ซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไวและโทษที่จะลงแกบุคคล
นั้นจะหนักกวาโทษที่กําหนดในกฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได” (มาตรา 29)
ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สําคัญในการดําเนินคดีอาญาและไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับ
ตอมาจนถึงปจจุบัน
หลักความคุมครองผูตองหาและจําเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวาไมมีความ
ผิดกอนที่จะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาในการประกันและ
การเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีแกกรณีดวย (มาตรา 30)และ
สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวาจะกรณีใดๆ เวนแตจะมี
กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทํา (มาตรา 31)
นอกจากนี้แลวการกําหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย
แนวทางสําหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด
สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกําหนดหนาที่แกรัฐซึ่งซึ่งมีความ
สําคัญเกี่ยวพันกับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆ มา
ในทางปฏิบัติสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง
เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนทัศนคติของ
ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐและประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ
ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ
เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช
2515 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ให
การรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณ
เรียกรองประชาธิปไตยโดยนักคิดนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใช
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับ
วาเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการให
ความคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจํากัดอํานาจรัฐที่
จะเขามาแทรกแซงอันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน และในดานการเพิ่ม
หนาที่ใหแกรัฐในการบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิ
เทาเทียมกัน (มาตรา 28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียง
ประชามติ(มาตรา 29) สิทธิที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ เวนแตมีคําพิพากษา
ถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42)
การกําหนดใหพรรคการเมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย(มาตรา45)
และเสรีภาพในการเดินทางภายในราชอาณาจักร(มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทาง
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผูตองหาและจําเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวใน
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวยไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็ว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 105
และเปนธรรมสิทธิที่จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิ
ที่จะไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเองอันจะทําใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคําของ
บุคคลที่เกิดจากการถูกทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกําลังบังคับหรือการกระทําใดๆที่ทําใหถอยคํา
นั้นเปนไปโดยไมสมัครใจไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะได
คาทดแทน หากปรากฏในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทําความผิด (มาตรา 36)
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทยพุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ
ไวเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย”นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิเสรีภาพกวางขวางมากแตไมมีการกําหนดวา
เปนสิทธิเสรีภาพชนิดใด ตอมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ
การปกครองอาณาจักร พ.ศ.2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลยที่
ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่
13 ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นําบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพ
มาบัญญัติไวอีกโดยมีสาระสําคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิง
เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป
ภายหลังจากหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทําการยึดและ
ควบคุมการปกครองประเทศไวเปนผลสําเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศ
ยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แลวไดประกาศใชรัฐธรรมนูญ
การปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช 2534 โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไม
ปรากฏ มีบทบัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน
ตอมาในป 2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่ประกาศ
ไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5 )พุทธศักราช 2538 เมื่อ
วันที่ 10 กุมภาพันธ 2538 ซึ่งนําเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไว
ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัด
เสรีภาพในทางวิชาการออกเสียและเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรับบริการทาง
สาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน (มาตรา 41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และ
สิทธิในการไดรับทราบขอมูลหรือขาวสารจากหนวยงานราชการ (มาตรา 48)
ตลอดจนระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนใน
ประเทศไทย แมถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลาแตการคุมครอง
สิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติ
พิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม106
การตรวจสอบการทํางานฝายบริหารโดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของ
เจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริหารเพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวย
กฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคตุลาการ
โดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแกประชาชน เหลานี้นับวาเปนกลไก
การคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะมิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม
การดําเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอม
กับการจัดตั้ง สํานักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัด
กรมอัยการเมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สํานักงานคุมครองสิทธิและ
ชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดําเนินงานขององคกรมีขอบเขตจํากัด
สืบเนื่องจากกรอบอํานาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดําเนินงาน
ขององคกรพัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค
14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ.2519 สหภาพ
เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงานศาสนา
เพื่อสังคม” (กศส.) หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ
คณะกรรมการ คณะทํางาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆเพื่อทําหนาที่ในการสงเสริมและคุมครอง
สิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆแกประชาชน เชน สิทธิของจําเลยหรือ
ผูตองหาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงาน
และสิทธิทางการเมือง เปนตน
เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน
จากความเชื่อที่เปนหลักการแหงสิทธิมนุษยชนซึ่งเชื่อในเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเปน
มนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคนในมนุษยทุกคน เปนสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด” นั้น
เห็นไดวาเปนความพยายามที่ทําใหมนุษยทุกคนในโลกนี้ไดรับการปฏิบัติ และตองปฏิบัติตอ
บุคคลอื่นดวยความเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษยอยางแทจริง
จากาการศึกษาที่เราไดศึกษาหลักสิทธิมนุษยชน และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
มาแลว เห็นไดวาเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้นมีทั้งสิ่งที่เปนเรื่องใกลตัวภายในครอบครัว
ในสถานที่ทํางานชุมชนทองถิ่นที่เราอาศัยอยู และเรื่องไกลตัวออกไปในระดับประเทศ
เปนเรื่องที่เราเองอาจเปนผูกระทําตอบุคคลอื่น และบุคคลลื่นอาจกระทําตอเรา เชน ความ
รุนแรงภายในครอบครัว การทอดทิ้งเด็ก การชุมนุมเรียกรองการปฏิบัติตามกฎหมาย
ลักษณะและเหตุแหงการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เหตุการณละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายระดับ ในที่นี้เราจะทําความเขาใจเหตุแหง
การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากใกลตัวไปยังสิ่งที่ไกลตัวออกไป
1. ในครอบครัว
การละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว มักจะเปนการใชกําลัง บังคับ ควบคุมสตรี
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 107
เด็ก คนชรา ทําใหไดรับอันตรายทางรางกายและหรือทางจิตใจ ไดแก การทํารายรางกายดวย
วิธีการตางๆในบางครั้งอาจรุนแรงจนถึงแกชีวิตก็มี การใชคําพูด กิริยาอาการที่ไมสุภาพ
ดูหมิ่น เหยียดยาม เอาเปรียบ ละเลยทอดทิ้ง ไมรับผิดชอบตอบุคคลในครอบครัว และ
ไมลวงละเมิดทางเพศ
สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัวมักเกิดจากบุคคลใกลและเกิดจาก
เพศชายเปนสวนใหญ คือ สามี พอ พี่ชาย ที่เกิดจากความเชื่อ ลักษณะทางรางกายและ
พฤติกรรมการใชชีวิต กลาวคือ เพศชายเปนเพศที่มีความเขมแข็งแรงในทางรางกายมากกวา
และมักดื่มสุราและขาดสติ เกิดปญหาคาใชจายไมพอในครอบครัว อารมณเสียหงุดหงิดมี
การทํารายรางกายและจิตใจแกบุคคลในครอบครัวที่ออนแอกวา
ผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว ทําใหรางกายของอีกฝายไดรับ
บาดเจ็บหรือเสียชีวิตซึ่งสงผลตอจิตใจทั้งสองฝายที่เปนผูกระทํา คือ ทําใหเสียใจ โกรธ แคน
อับอาย รูสึกผิดในเวลาตอมา เครียด เปนตนทางของการเปนโรคจิต และอาการเจ็บปวยทาง
กายบางโรค เชน ปวดศรีษะ นอนไมหลับ อาหารไมยอย มีปญหาคาใชจายตามมาเพราะตอง
ใชจายเงินไปกับการรักษาตัว สงผลตอคาใชจายจําเปนที่เปนภาระที่ตองรับผิดชอบภายใน
ครอบครัว ทั้ง คาอาหาร คาน้ํา คาไฟ คาเลาเรียนของลูก ฯลฯ และมักจะเปนสาเหตุของการ
หยารางครอบครัวแตกแยกเด็กที่เปนลูกกลายเปนเด็กเก็บกด มีปญหา เครียด อาจเกิดการ
ติดเพื่อน ไปทดลองเสพยาเสพติด หรือกออาชญากรรมเพื่อใหไดมาซึ่งทรัพยสินเงินทอง
2. ในโรงเรียน
การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก
ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย
เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ
โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ
ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได
มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ
ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร
นักเรียนผูหญิง
สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักเกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวามี
อํานาจเหนือกวามีสมาชิกลุมที่ใหญกวาผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน
เชน ผูเรียนไมอยากมาโรงเรียนไมมีความสุข ผลการเรียนตกต่ํา การตั้งครรภกอนวัยอันควร
3. ในสถานที่ทํางาน
การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก
ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย
เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ
โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ
ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม108
มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ
ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร
นักเรียนผูหญิง
4. การดําเนินการในภาครัฐ
การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของภาครัฐ คือ การปฏิบัติของ
เจาหนาที่ภาครัฐที่กระทําตอประชาชน ทั้งในเรื่อง การใหการศึกษา การรักษาพยาบาล
การจับกุมคุมขัง การกีดกันสิทธิบางอยาง การเลือกปฏิบัติเพราะตางศาสนา เชื้อชาติ ฐานะ
ผลของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝายรัฐ ทําใหประชาชนเกิดความรูสึกวาไมได
รับความเปนธรรม อาจเกิดการรวมกลุมตอสูเรียกรองกับฝายรัฐ สรางความวุนวายใหแก
สังคม
สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของเจาหนาที่ของรัฐมี
ทั้งที่กฎหมายไมเหมาะสม การมีอํานาจมากเกินไปของฝายรัฐ การขาดองคการตรวจสอบ
ถวงดุลผูมีอํานาจ
สรุปสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกแหง เกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวา
มีอํานาจมากกวา มีพรรคพวกมากกวา ออนแอกวาจึงเปนฝายถูกกระทําผลของการละเมิด
สิทธิมนุษยชน คือ ฝายถูกกระทําไมสามารถใชชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย
หากปลอยปละละเลยใหเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสถานที่ตางๆ ตั้งแตครอบครัว
โรงเรียน สถานที่ทํางาน และในสังคม ประชาชนในสังคมนั้นยอมขาดความมั่นคงทางกาย
และทางจิตใจ
แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน
1) ไมเปนผูกระทําความรุนแรงใดๆตอบุคคลอื่น
2) ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทําความรุนแรงตอตนเอง
3) ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละสิทธิตอบุคคลอื่นควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของหรือ
ใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทําได
4) มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนกับองคกร มูลนิธิ
เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการตรวจสอบเรียกรองใหรัฐ
มีการจัดทํากฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม
5) รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสําคัญของการปกครองและสงเสริม
สิทธิมนุษยชน
    
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 109
กิจกรรมบทที่ 4
1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครอง
จากรัฐประกอบดวยเรื่องอะไรบางและแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม110
3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยใหความสําคัญกับการคุมครองสิทธิ
มนุษยชน
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน
แกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหนึ่งหรือไม ถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไรและถาไมมีทานมี
หลักการในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
....................................................................................................................................
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 111
บรรณานุกรม
1) กระทรวงศึกษาธิการ. (2540). ชุดการเรียนการสอนเรื่องสหประชาชาติ ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย.กุรงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว
2) กรมการศึกษานอกโรงเรียน . (2546) . ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาสังคม
และชุมชน (เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว
3) คณะอาจารย กศน. คูมือการเรียนรูหลักสูตรใหมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระ
การเรียนรู หมวดวิชา พัฒนาสังคมและชุมชน. กรุงเทพฯ : บริษัทไผมีเดีย
เซ็นเตอร จํากัด
4) วิไล ทรงโฉม. (2548). สื่อการเรียนรู หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลายการศึกษานอกโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาระดับ
พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพฯ : บริษัทลามาจรัญพานิช จํากัด
5) พันเอก (พิเศษ) เผด็จ เอมวงศ และคณะ.(2551). กฎหมายในประจําวัน : ตนเอง
ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ ชวงชั้นที่ 3 กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด
6) ยุรารัตน พันธุยุรา และคณะ (2552). สิทธิมนุษยชน หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษาระดับพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 . กรุงเทพฯ :สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด
7) สถาบันการศึกษาทางไกล สํานักงาน กศน. (2548). ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชา
พัฒนาสังคมและชุมชน(เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพฯ :
โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ
ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 127 ตอนที่ 69 ก. ประกาศวันที่ 12 พฤษจิกายน 2553. พระ
ราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พุทธศักราช 2553.
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม112
เฉลยกิจกรรม
กิจกรรมทายบทที่ 1 และ 2 เปนกิจกรรมศึกษาคนควาอภิปรายไมแนวเฉลย
เฉลยกิจกรรมบทที่ 3
1.รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศไทยในแงใดบาง
แนวคําตอบ
มีความสําคัญเพราะเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งเปนหลักใหผูคน
ทั้งประเทศยึดถือและยอมรวมกันวากฎหมายอื่นๆจะขัดหรือแยงรัฐธรรมนูญไมได ดังนั้น
บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจึงมีผลผูกพันกับชีวิตของทุกคนในประเทศไทย เปนหลักประกัน
วาจะไดรับบริการและหลักประกันในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินจากรัฐในเรื่อง
ใดบาง ทําใหบานเมืองมีกฎ กติกา ในการอยูรวมกัน
2. รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด
แนวคําตอบ
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ของคณะราชย เมื่อ พ.ศ.
2475
3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของไทย
แนวคําตอบ
สวนใหญเกิดจากกลุมผูมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้นเห็นวารัฐธรรมนูญที่ใชอยู
ไมเหมาะสม
4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง
แนวคําตอบ
เพื่อเปนองคกรในการตรวจสอบพฤติกรรมหรือการบริหารงานของฝายการเมืองและ
ฝายขาราชการประจํา
5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง
ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก
แนวคําตอบ
ผลตอสังคมไทยในภาพรวมประชาชนไดรับสิทธิเสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น
รวมทั้งไดรับการบริการขั้นพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชน การศึกษา การ
รักษาพยาบาล การนับถือศาสนาและเลือกถิ่นที่อยู การไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมาย
เดียวกันสวนในสายของสังคมโลก ประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนได
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 113
รับยอมรับในเรื่องหลักกฎหมายวาดวยความเปนสากล
5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง
ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก
แนวคําตอบ
ผลตอสังคมไทยในภาพรวม ประชาชนไดรับสิทธิ เสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น
รวมทั้งไดรับการบริการขันพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชนการศึกษา การรักษา
พยาบาล การนับถือศาสนา การเลือกถิ่นที่อยู กาไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมายเดียวกัน
สวนในสายของสังคมโลกประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนไดรับยอมรับ
ในเรื่องหลักกฎหมายวามีความเปนสากล
6. เปนกิจกรรมศึกษาคนควาไมมีแนวเฉลย
เฉลยกิจกรรมบทที่ 4 เรื่องที่ 1
1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ
แนวคําตอบ
สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย หรือศักดิ์ศรีความเปนคนเปนสิ่ง
ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็น
ทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุหรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ
2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลไดรับการคุมครองจากรัฐ
ประกอบดวยเรื่องอะไรบาง และแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ
แนวคําตอบ
องคประกอบของสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจากรัฐไดแก
เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรม
รายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้
1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา
การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย
2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ
ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม
โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ
3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกันวา
จะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ
4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี
คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส
ไดมากกวาแข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม114
ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป
3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยไดใหความสําคัญกับการคุมครอง
สิทธิมนุษยชน
แนวคําตอบ
การคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน
• กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป การตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารโดยฝาย
นิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของเจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริการเพื่อมิใหเจา
หนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชนการ
พิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการโดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแก
ประชาชน
• การใหสิทธิในการเลือกที่อยูอาศัย เลือกประกอบอาชีพที่สุจริต
• ฯลฯ
4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษย
ชนแกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือไม ถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไร และถาไมมี ทานมี
หลักในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร
แนวคําตอบ
ใหพิจารณาวาพฤติกรรมที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือ
ไม ถามีพฤติกรรมใดที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แสดงวามีการ
ละเมิด หากเขาองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแสดงวาไมมีการละเมิดสิทธิมนุษย
ชนในครอบครัว
   
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 115
1. .
2. . .
3. .
4. . .
5.
1.
2.
3.
1.
2. .
3. .
4. .
5. .
6.
7. .
8. .
9. .
10.
11.
12.
13.
1
2
3.
4.
5
คณะผูจัดทํา
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม116

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002

  • 1.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ หามจําหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของสํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
  • 2.
  • 3.
    คํานํา สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไดดําเนินการจัดทํา หนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนาผูเรียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษาตอและสามารถ ดํารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข โดยผูเรียนสามารถนําหนังสือเรียน ไปใชในการเรียนดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเมื่อศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับ ไปศึกษาใหมได ผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนํา ความรูไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในชั้นเรียน ศึกษาจากภูมิปญญาทองถิ่น จากแหลงเรียนรูและ จากสื่ออื่นๆ ในการดําเนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกี่ยวของหลาย ทานซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดสื่อที่สอดคลองกับ หลักสูตรและเปนประโยชนตอผูเรียนที่อยูนอกระบบอยางแทจริง สํานักงานสงเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษาคณะผูเรียบเรียง ตลอดจน คณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดี ไว ณ โอกาสนี้ สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียน ชุดนี้จะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สํานักงาน กศน.
  • 5.
    หนา คําแนะนําการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บทที่1 ศาสนาตางๆ ในโลก..................................................................................1 เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา...............................3 เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา .......................4 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม.............................21 เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต...............................23 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน....................................27 เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน .................................37 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ..................................................44 เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน............................................................48 เรื่องที่ 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา...........................49 เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับ ศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข.....................................................50 เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา.......................................52 บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก...............................57 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม.....................................58 เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย..........................................................59 เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม..........60 เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก.........................................................................61 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย.......................62 เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก............................................65 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย...................................................67 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย..........................................................69 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ...................................70 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย......................72 สารบัญ
  • 6.
    เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ.............................................81 เรื่องที่4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก............87 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ.......................90 บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน..........................................................................................95 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล................................................................96 เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย..................................................102 เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน..........................106 บรรณานุกรม .............................................................................................111 เฉลยกิจกรรม .............................................................................................112 สารบัญ(ตอ)
  • 7.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายเปนหนังสือเรียนที่จัดทําขึ้น สําหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่ กําหนด แลวตรวจสอบ กับแนวตอบกิจกรรมที่กําหนด ถาผูเรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษา และทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหม ใหเขาใจกอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่องของแตละเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของ เนื้อหาในเรื่องนั้นๆอีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหาแตละเรื่อง ผูเรียนสามารถ นําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆ ที่รวมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 4. หนังสือเรียนเลมนี้มี 4 บท คือ บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณี และคานิยมของประเทศไทยและของโลก บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน คําแนะนําในการใชหนังสือเรียน
  • 8.
    โครงสราง รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสําคัญ เปนสาระที่เกี่ยวกับศาสนาตางๆ ที่เกี่ยวของกับกําเนิดศาสนาและศาสดาของศาสนา ตางๆหลักธรรมสําคัญของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขัดแยงในศาสนา การ ปฏิบัติตนใหอยูรวมกันอยางสันติสุขการฝกจิตในแตละศาสนา การพัฒนาปญญาในการแกไข ปญหา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณีดานภาษา การแตงกาย อาหาร ประเพณีสําคัญๆ ของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี การมีสวนรวมในการสืบทอดและปฏิบัติตนเปนแบบอยางในการอนุรักษวัฒนธรรม ตามประเพณีของชาติ และการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเอง และสังคมไทย คานิยมที่พึงประสงคของสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติตน เปนผูนําในการปองกันและแกไขพฤติกรรมไมเปนที่พึงประสงคในสังคมไทย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายประวัติ หลักคําสอน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ 2. เห็นความสําคัญของวัฒนธรรมประเพณีและมีสวนในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณีทองถิ่น 3. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี 4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวิติศาสนาพราหณ-ฮินดู และคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
  • 9.
    เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึ่งประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน บรรณานุกรม สื่อประกอบการเรียนรู 1. หนังสือ ศาสนาสากล 2. ซีดี ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 3. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมไทย 4. หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ ในโลก 5. คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต
  • 11.
    สาระสําคัญ ศาสนาตางๆ ในโลกมีคุณคาและเปนประโยชนตอชาวโลก เพราะกอใหเกิดจริยธรรม เปนแนวทางการดําเนินชีวิตทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองได ชวยใหสังคมดีขึ้น สําหรับประเทศไทยมีผูนับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมาคือศาสนาอิสลามศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกซ แตในโลกมีผูนับถือศาสนาคริสตมากที่สุด รองลงมาคือ ศาสนา อิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ การศึกษาคําสอนศาสนาตางๆ ของศาสนิกชนเพื่อ นํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนาทุกศาสนาลวนสั่งสอนใหคนเปนคนดี เพื่อสังคมเกิดความขัดแยงควรรีบหาทางแกไขโดยการนําคําสอนทางศาสนามาประพฤติ ปฏิบัติจึงจะสงผลใหสังคมเกิดความสงบสุขตลอดไป ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจศาสนาที่สําคัญๆในโลก 2. มีความรูความเขาใจในหลักธรรมสําคัญของแตละศาสนา 3. เห็นความสําคัญในการอยูรวมกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 4. ประพฤติปฏิบัติตนสงผลใหสามารถอยูรวมกันกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหา ตางๆ และพัฒนาตนเอง ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในโลก เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกซ เรื่องที่ 7 การเผยแพรศาสนาตางๆในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ศาสนาในโลก 1 บทที่
  • 12.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม2 เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา สื่อประกอบการเรียนรู ซี.ดีศาสนาสากล เอกสารศาสนาสากล และความขัดแยงในปาเลสไตน
  • 13.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 3 เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา ความหมายของศาสนา ศาสนา คือ คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแพรสั่งสอน แจกแจงแสดงใหมนุษยเวนจาก ความชั่วกระทําแตความดี ซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใส และศรัทธาคําสอนดังกลาวจะมีลักษณะเปนสัจธรรมศาสนามีความสําคัญตอบุคคลและสังคม ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลาย ศาสนาดวยกันแตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งมองทุกๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกันกลาวคือ ชักจูงใจใหคนละความชั่วประพฤติความดีเหมือนกันหมดหากแตวาการปฏิบัติพิธีกรรมยอม แตกตางกันความเชื่อถือของแตละศาสนา คุณคาของศาสนา 1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย 2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ 3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจทําใหสงบรมเย็น 4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม 5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม 6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา ประโยชนของศาสนา ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการกลาวโดยสรุปมี 6 ประการคือ 1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนใหเราทราบวาอะไร คือความชั่วที่ควรละเวนอะไรคือความดีที่ควรกระทําอะไรคือสิ่งที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ เพื่อใหอยูรวมกันอยางมีความสุขดังนั้นทุกศาสนาจึงเปนแหลงกําเนิดแหงความดีทั้งปวง 2. ศาสนาเปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทุกศาสนาจะวางหลักการดําเนินชีวิตเปน ขั้นๆเชนพระพุทธศาสนาวางไว 3 ขั้นคือขั้นตนเนนการพึ่งตนเองไดมีความสุขตามประสา ชาวโลกขั้นกลางเนนความเจริญกาวหนาทางคุณธรรมและขั้นสูงเนนการลดละโลภโกรธหลง 3. ศาสนาทําใหผูนับถือปกครองตนเองได หลักคําสอนใหรูจักรับผิดชอบตนเอง คนที่ทําตามคําสอนทางศาสนาเครงครัดจะมีหิริโอตตัปปะไมทําชั่วทั้งที่ลับและที่แจงเพราะ สามารถควบคุมตนเองได 4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการ เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกันสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแพรมีความซื้อสัตยสุจริตตอกันเปน เหตุใหสังคมมีความสงบสันติยิ่งขึ้นสอนใหอดทนเพียรพยายามทําความดีสรางสรรคผลงาน และประโยชนใหกับสังคม
  • 14.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม4 5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น ทุกสังคมจะมีระเบียบขอบังคับจารีตประเพณี และกฎหมายเปนมาตรการควบคุมสังคมใหสงบสุขแตสิ่งเหลานี้ไมสามารถควบคุมสังคมให สงบสุขแทจริงไดเชนกฎหมายก็ควบคุมไดเฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานั้นไม สามารถลึกลงไปถึงจิตใจไดศาสนาเทานั้นจึงจะควบคุมคนไดทั้งกายวาจา และใจ ศาสนาในประเทศศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชาติไทยมีผูนับถือมากที่สุด รองลง มาคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาพราหมณ-ฮินดู และศาสนาซิกซ รายละเอียดของ แตละศาสนาดังตอไปนี้คือ เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวัฎสงสารถาสัตวโลกยังมีกิเลส คือโลภ โกรธ หลงจะตองเกิดในไตรภูมิคือ 3 โลก ไดแก นรกภูมิ โลกมนุษย และเทวโลก และในการเกิดเปนพระพุทธเจาเพื่อที่จะโปรดสัตวโลกใหพนบารมีเพื่อใหบารมีสมบูรณจึงจะ เกิดเปนพระพุทธเจาใหพระเจาไดบําเพ็ญบารมีมาทุกภพทุกชาติและบําเพ็ญบารมีอยางยิ่งยวด ใน 10 ชาติสุดทายเรียกวาทศชาติซึ่งไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก โดยมีความยอๆดังนี้ 1.เตมียชาดก เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือการออกบวช ความวาตระเตมีย เกิดในตระกูลกษัตริยแตทรงเกรงวาจะตองขึ้นครองราชยเปนพระราชาเพราะทรงเห็น การลงโทษโจรตามคําสั่งของพระราชา เชน เฆี่ยนบางเอาหอกแทงบางพระองคจึงทรงแกลง เปนงอย เปลี้ย หูหนวก เปนใบ ไมพูดจากับใคร พระราชาปรึกษากับพราหมณใหนําพระองค ไปฝงเสียพระมารดาทรงคัดคานแตไมสําเร็จจึงทรงขอใหพระเตมียครองราชย 7 วันเผื่อ พระองคจะตรัสบาง ครั้งครบ 7 วันแลวพระเตมียก็ไมตรัส ดังนั้นสารถีจึงนําพระเตมียไปฝง ตามคําสั่งของพระราชาครั้งสารถีขุดหลุมเตรียมฝงขณะกําลังขุดหลุมพระเตมียลงจากรถและ ตรัสปราศรัยแจงวาพระองคตองการจะบวชไมตองการเปนพระราชจากนั้นสารถีกลับไปบอก พระราชา พระราชาจึงเชิญพระเตมียกลับไปครองราชย พระเตมียกลับเทศนาสั่งสอนจน พระชนกชนนีและบริวารพากันเลื่อมใสออกบวชตาม 2. มหาชนกชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญวิริยบารมีคือความเพียรใจความสําคัญคือพระมหา ชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตกคนทั้งหลายจมน้ําตายบางเปนเหยื่อของสัตวน้ํา บางแตพระองคไมทรงละความอุตสาหะทรงวายน้ําโดยกําหนดทิศทางแหงกรุงมิถิลาในที่สุด ก็ไดรอดชีวิตกลับไปกรุงมิถิลาได ชาดกเรื่องนี้เปนที่มาแหงภาษิตที่วาเปนชายควรเพียรร่ําไป อยาเบื่อหนาย(ความเพียร)เสียเราเห็นตัวเองเปนไดอยางที่ปรารถนาขึ้นจากน้ํามาสูบกได
  • 15.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 5 3. สุวรรณสามชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญเมตตาบารมีคือการแผไมตริจิตคิดจะใหสัตวทั้งปวง เปนสุขทั่วหนา มีเรื่องเลาวา สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในปาและ เนื่องจากเปนผูเมตตาปรารถดีตอผูอื่นหมูเนื้อก็เดินตามแวดลอมไปในที่ตางๆวันหนึ่งถูก พระเจากรุงพาราณสีชื่อพระเจากบิลยักษยิงเอาดวยธนูดวยเขาพระทัยผิดภายหลังเมื่อทราบ วาเปนมาณพผูเลี้ยงมารดาบิดาก็สลดพระทัยจึงไปจูงมารดาของสุวรรณสามมามารดาบิดา ของสุวรรณก็ตั้งสัจจกริยาอางคุณความดีของสุวรรณสาม สุวรรณสามก็ฟนคืนสติและไดสอน พระราชาแสดงคติธรรมวาผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรมแมเทวดาก็ยอมรักษาผูนั้นยอมมี คนสรรเสริญในโลกนี้ละโลกนี้ไปแลวก็ไปเกิดในสวรรคตอจากนั้นเมื่อพระราชาขอใหสั่งสอน ตอไปอีกก็สอนใหทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง 4. เนมิราชชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวาเนมิ ราชไดขึ้นครองราชยตอจากพระราชบิดาทรงบําเพ็ญคุณงามความดีเปนที่รักของมหาชนและ ในที่สุดเมื่อทรงมอบราชสมบัติแกพระราชโอรสเสด็จออกผนวชเชนเดียวกับที่พระราชบิดา ของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมาทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางก็สลดพระทัยใน สังขารจึงทรงออกผนวช 5. มโหสถชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวามโห สถบัณฑิตเปนที่ปรึกษาหนุมของพระเจาวิเทหะแหงกรุงมิถิลาทานมีความฉลาดรูสามารถ แนะนําในปญหาตางๆไดอยางถูกตองรอบคอบเอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆที่ริษยาใสความดวย ความดีไมพยาบาทอาฆาตครั้งหลังใชอุบายปองกันพระราชาจากราชศัตรูและจับราชศัตรูซึ่ง เปนกษัตริยพระนครอื่นได 6. ภูริทัตชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญศีลบารมี คือการรักษาศีลมีเรื่องเลาวาภูริทัตตนา คราชไปจําศีลอยูริมฝงแมน้ํายนุนายอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตางๆทั้งที่สามารถจะ ทําลายหมองูไดดวยฤทธิ์ดวยความที่มีใจมั่นตอศีลของตนในที่สุดก็ไดอิสรภาพ 7. จันทกุมารชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญขันติบารมีคือความอดทนจันทกุมารเปนโอรสของ พระเจาเอกราชพระองคทรงชวยประชาชนใหพนจากคดีซึ่งกัณฑหาลพราหมณราชปุโรหิต เปนผูรับสินบนตัดสินคดีขาดความเปนธรรมสงผลใหกัณฑหาลพราหมณผูกอาฆาตพยาบาท วันหนึ่งพระเจาเอกราชทรงพระสุบินเห็นดาวดึงสเทวโลกเมื่อทรงตื่นบรรทมทรงพระประสงค ทางไปดาวดึงสเทวโลกจึงตรัสถามกัณฑหาลพราหมหกัณฑหาลพราหมหจึงกราบทูลแนะนํา ใหตรัสพระเศียรโอรส ธิดา มเหสี บูชายัญแมใครจะทัดทานขอรองก็ไมเปนผลรอนถึง ทาวสักกะ(พระอินทร)ตองมาชี้แจงใหหายเขาใจผิดวาวิธีนี้ไมใชทางไปสวรรค มหาชนจึงรุมฆา กัณฑหาลพราหมณ และเนรเทศพระเจาเอกราชแลวกราบทูลเชิญจันทกุมารขึ้นครองราชย
  • 16.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม6 8. นารทชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอุเบกขาบารมีคือการวางเฉยพระพรหมนารถไดชวย ใหพระเจาอังคติราชแหงกรุงมิถิลามหานครพนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจาก คุณาชีวกวารูปกายของคนสัตวเปนของเที่ยงแมตัดศรีษะผูอื่นแลวไมบาปสุ ทุกขเกิดไดเอง ไมมีเหตุคนเราเวียนวายตายเกิดหนักเขาก็บริสุทธิ์เองเมื่อพระองคมีความเห็นดังนั้นพระเจา อังคติราชจึงสั่งใหรื้อโรงทานและมัวเมาในโลกียรอนถึงพระธิดาคือพระนางรุจาทรงหวงพระบิดา จึงสวดออนวอนขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมารอนถึงพระพรหมนาทรทรงจําแลงกาย เปนนักบวชทรงสอนใหพระเจาอังคติราชใหกลับความเห็นที่ผิดมาบําเพ็ญกุศล ถือศีล ทําทาน ปกครองเมืองโดยสงบรมเย็น 9. วิทูรชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความซื่อสัตยบัณฑิตมีหนาที่ถวาย คําแนะนําแกพระเจาธนัญชัยโกรัพยะซึ่งเปนพระราชาที่คนนับถือมากครั้งหนึ่งปุณณกยักษ มาทาพระเจาธนัญชัยโกทัพยะเลนสกาถาแพจะถวายมณีรัตนะอันวิเศษถาพระราชาแพตอง ใหสิ่งที่ปุณณกยักษตองการในที่สุดพระราชาแพปุณณกยักษของตังวิฑูรบัณฑิตพระราชา หนวงเหนี่ยวประการใดไมสําเร็จวิฑูรบัณฑิตรักษาสัจจะไปกับยักษในที่สุดแมแมยักษจะทํา อยางไรวิฑูรบัณฑิตก็ไมตายกับแสดงธรรมจนยักษเลื่อมใสและไดกลับคืนบานเมืองมีการ ฉลองรับขวัญเปนการใหญ 10. เวสสันดรชาดก เปนชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติตอไปจึงจะเกิดเปนพระพุทธเจาชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบําเพ็ญทานบารมีคือการบริจาคทานมีเรื่องเลาวาพระเวสสันดรผูใจดีบริจาคทุกอยาง ที่มีคนขอครั้งหนึ่งประทานชางเผือกคูบานคูเมืองแกพราหมณชาวกาลิงคะซึ่งตอมาขอชาง ไปเพื่อใหเมืองของตนหายจากฝนแลงแตประชาชนโกรธขอใหเนรเทศพระราชบิดาจึงจํา พระทัยตองเนรเทศพระเวสสันดรซึ่งพระนางมัทรีพรอมดวยพระโอรสธิดาไดตามเสด็จไปดวย เมื่อชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีกภายหลังพระเจาสัญชัยพระราชบิดาไดทรงไถสอง กุมารจากชูชกและเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง(เรื่องนี้แสดงการเสีย สละสวนนอยเพื่อประโยชนสวนใหญคือการตรัสรูเปนพระพุทธเจาอันจะเปนทางใหไดบําเพ็ญ ประโยชนสวนรวมไดมิใชเสียสละโดยไมมีจุดมุงหมายหรือเหตุผล)
  • 17.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7 ประวัติพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงมีพระนามเดิมวา“สิทธัตถะ”ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธ ทนะกษัตริยผูครองกรุงกบิลพัสดุ แควนสักกะและ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของ กษัตริยราชสกุลโกลิยวงศแหงกรุงเทวทหะ แควนโกลิยะ ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระ สุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภ ณ ที่บรรทมกอนที่พระนางจะมีพระ ประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร ขึ้นสิบหาค่ํา เดือนวิสาขะ ปจอ 80 ปกอนพุทธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวันอยูในประเทศเนปาล) ทันทีที่ประสูติ เจาชายสิทธัตถะทรงดําเนินดวยพระบาท 7 กาวและมีดอกบัวผุดขึ้น มารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลกประเสริฐที่สุดในโลกการ เกิดครั้งนี้เปนครั้งสุดทายของเรา”แตหลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติกาลไดแลว7วันพระ นางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจาชายสิทธัตถะจึงอยูในความดูแลของพระนางประชาบดี โคตรมี ซึ่งเปนพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา ทั้งนี้ พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวาเจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หาก ดํารงตนในฆราวาสจะไดเปนจักรพรรดิ ถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลกแตโกณ ฑัญญะพราหมณผูอายุนอยที่สุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะจะ เสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแนนอน ชีวิตในวัยเด็ก เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปะศาสตรทั้ง 18 ศาสตรในสํานักครูวิ ศวามิตรและเนื่องจากพระบิดาไมประสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลกจึง
  • 18.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม8 พยายามทําใหเจาชายสิทธัตถะพบเห็นแตความสุขโดยการสรางปราสาท 3 ฤดูใหอยูประทับ และจัดเตรียมความพรอมสําหรับการราชาภิเษกใหเจาชายขึ้นครองราชย เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจากรุงเทวท หะซึ้งเปนพระญาติฝายมารดาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดใหประสูติ พระราชโอรสมีพระนามวา “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “ชวงบาย” เสด็จออกผนวช วันหนึ่งเจาชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจําเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถมา ประพาสอุทยานครั้งนั้นไดทอดพระเนตรเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค) ที่แปลงกายมาพระองคจึงทรงคิดไดวานี่เปนธรรมดาของโลกชีวิตของทุกคน ตองตกอยูในสภาพเชนนั้น ไมมีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก เจ็บ ตายได จึงทรงเห็นวา ความสุขทางโลกเปนเพียงภาพมายาเทานั้น และวิถีทางที่จะพนจากความทุกขคือตองครอง เรือนเปนสมณะ ดังนั้นพระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชาในขณะที่มีพระชนมายุ 29 พรรษา ครานั้นพระองคไดเสด็จไปพรอมกับนายฉันทะ สารถีซึ่งเตรียมมาพระที่นั่ง นามวา กัณฑกะมุงตรงไปยังแมน้ําอโนมานทีกอนจะประทับนั่งบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวย พระขรรคและเปลี่ยนชุดผากาสาวพัตร (ผายอมดวยรสฝาดแหงตนไม) และใหนายฉันทะนํา เครื่องทรงกลับพระนครกอนที่พระองคจะเสด็จออกมหาภิเนษกรณ(การเสด็จออกเพื่อคุณ อันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพังเพื่อมุงพระพักตรไปแควนมคธ บําเพ็ญทุกรกิริยา หลังจากทรงผนวชแลวพระองคมุง ไปที่แมน้ําคยา แควนมคธไดพยายามเสาะแสวง
  • 19.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 9 ทางพนทุกขดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารบสกาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตรเมื่อเรียนจบทั้ง 2 สํานักแลวทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกข จากนั้นพระองคไดเสด็จไปที่แมน้ําเนรัญชรา ในตําบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรง บําเพ็ญทุกรกิริยา ดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจ และอดอาหารจนรางกายซูบผอมแต หลังจากทดลองได 6 ป ทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาและ หันมาฉันอาหารตามเดิมดวยพระราชดําริตามที่ทาวสักกเทวราชไดเสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไปเมื่อดีก็จะขาดดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไวหยอนเสียง จะยืดยาดขาดความไพเราะและวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายที่ขึงไวพอดีจึงมีเสียงกังวาน ไพเราะดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นวาทางสายกลางคือไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป นั้น คือทางที่จะนําสูการพนทุกข หลังจากพระองคเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทําใหพระปญจวัคคีย 5 ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใชพระองคดวยความคาดหวังวาเมื่อพระองค คนพบทางพนทุกขจะไดสอนพวกตนใหบรรลุดวยเกิดเลื่อมศัทธาที่พระองคลมเลิกความ ตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี ตรัสรู ครานั้นพระองคทรงประทับนั่งขัดสมาธิใตตนพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานดวยความแนวแนวา ตราบใดที่ยังไมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไมลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังกแมจะมีหมูมารเขามา ขัดขวางแตก็พายแพพระบารมีของพระองคกลับไปจนเวลาผานไปในที่สุดพระองคทรงบรรลุ รูปฌาณ คือ ภาพพระพุทธเจาเทศนาโปรดปญจวัคคียทั้ง 5
  • 20.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม10 ยามตน หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณคือ สามารถระลึกชาติได ยามสอง ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือรูเรื่องการเกิด การตายของ สัตวทั้งหลายวาเปนไปตามกรรมที่กําหนดไว ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะ หรือกิเลสดวย อริยสัจ 4 ไดแก ทุกข สมุทัย นิโรธ และมรรค และไดตรัสรูดวยพระองคเองเปนพระสัมมา สัมพุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลกซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรู ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา แสดงปฐมเทศนา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูแลวทรงพิจารณาธรรมที่พระองคตรัสรูมาเปน เวลา 7 สัปดาห และทรงเห็นวาพระธรรมนั้นยากสําหรับบุคคลทั่วไปที่จะเขาใจและปฏิบัติได พระองคจึงทรงพิจารณาวา บุคคลในโลกนี้มีหลายจําพวกอยาง บัว 4 เหลา ที่มีทั้งผูที่สอน ไดงาย และผูที่สอนไดยาก พระองคจึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผูเปนพระ อาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว พระองคจึงทรงระลึกถึงปญจวัคคีย ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝารับใชจึงไดเสด็จไปโปรดปญจวัคคียที่ปาอิสิปตนมคทายวัน ธรรมเทศนากัณฑแรกที่พระองคทรงแสดงธรรม คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลวา สูตรของการหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปนไปซึ่งถือเปนการแสดงพระธรรมเทศนา ครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา ในการนี้พระโกณฑัญญะไดธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเปนคนแรก พระพุทธองค จึงทรงเปรงวาจาวา “อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะ ไดรูแลว ทาน โกณ ฑัญญะ จึงไดสมญาวา อัญญาโกณฑัญญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกใน พระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจาบวชใหวา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หลังจากปญจวัคคียอุปสมบททั้งหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร ปญจวัคคีย จึงสําเร็จเปนอรหันตในเวลาตอมา การเผยแพรพระพุทธศาสนา ตอมาพระพุทธเจาไดเทศนพระธรรมเทศนาโปรดแกสกุลบุตรรวมทั้งเพื่อนของสกุล บุตรจนไดสําเร็จเปนพระอรหันตทั้งหมดรวม 60 รูป พระพุทธเจาทรงมีพระราชประสงคจะใหมนุษยโลกพนทุกข พนกิเลส จึงตรัสเรียก สาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูปจาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศ ศาสนา 60 แหง โดยลําพังในเสนทางที่ไมซ้ํากันเพื่อใหสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาใน หลายพื้นที่อยางครอบคลุมสวนพระองคเองไดเสด็จไปแสดงธรรมณตําบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากสาวกไดเดินทางไปเผยแพรพระพุทธศาสนาในพื้นที่ตางๆทําใหมีผูเลื่อมใส พระพุทธศาสนาเปนจํานวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชได โดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยพระพุทธ ศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดนแหงนั้นเปนตนมา
  • 21.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 11 เสด็จดับขันธุปรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45 พรรษาทรงสดับวาอีก 3 เดือนขางหนาจะปรินิพพานจึงไดทรงปลงอายุสังขารขณะนั้น พระองคไดประทับจําพรรษา ณ เวฬุคาม ใกลเมืองเวสาลี แควนวัชชีโดยกอนเสด็จดับขันธ ปรินิพพาน 1 วันพระองคไดเสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทําถวายแตเกิดอาพาธลงทําให พระอานนทโกรธแตพระองคตรัสวา “บิณฑบาตที่มีอานิสงสที่สุด”มี 2 ประการ คือ เมื่อ ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรัสรูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิ โต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอน อานนท ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลายธรรมวินัยจักเปนศาสดา ของเธอทั้งหลาย เมือเราลวงลับไปแลว” พระพุทธเจาทรงประชวรหนักแตทรงอดกลั้นมุงหนาไปเมืองกุสินารา ประทับ ณ ปา สละเพื่อเสด็จดับขันธุปรินิพพานโดยกอนที่จะเสด็จดับขันธุปรินิพพานนั้นพระองคได อุปสมบทแกพระสุภัททะปริพาชกซึ่งถือไดวา “พระสุภัททะ” คือสาวกองคสุดทายที่พระพุทธ องคทรงบวชใหในทามกลางคณะสงฆทั้งที่เปนพระอรหันต และปุถุชนจากแควนตางๆรวม ทั้งเทวดาที่มารวมตัวกันในวันนี้ ในครานั้นพระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราขอบอกเธอทั้ง หลายสังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดาพวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและ ประโยชนของผูอื่นใหสมบูรณดวยความไมประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนั้นไดเสด็จดับขันธุปรินิพพานใตตนสาละณสาลวโนทยานของเหลามัลลกษัตริย เมืองกุสินารา แควนมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้ ถือเปนการเริ่มตนของพุทธศักราช
  • 22.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม12 สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ไมนับถือพระเจาพระสัมมาสัม พุทธเจาทรงตรัสรูความจริงของชีวิตวาองคประกอบของชีวิตมนุษยประกอบดวยรูปและนาม เทานั้น รูปและนามเมื่อขยายความก็จะเปน รูป จิต และเจตสิก จากรูปจิตและเจตสิกก็ขยาย ความดวยขันธ 5 ไดแก รูปขันธ วิญญาณขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขารขันธ สรุป ไดดังแผนภูมิองคประกอบของชีวิต แผนภูมิ แสดงองคประกอบของชีวิตมนุษย จากแผนภูมิองคประกอบของชีวิตมนุษยดังกลาวในทางพระพุทธศาสนาอธิบายวา ชีวิตคือความเปนอยูของรางกาย (รูป) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิด และตามรักษาดํารงชีวิตและการกระทําตางๆไดโดยอาศัยจิตและเจตสิกเปนผูกําหนด รูป คือรางกายเปนธรรมชาติที่ไมมีความรูสึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น นาม คือสวนที่เปนจิตและเจตสิกเปนธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆและสามารถรถนึกคิด เรื่องราวสิ่งตางๆได จิต คือธรรมชาติที่รูอารมณ ทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกลิ่น รูสึกตอการสัมผัสถูก ตองทางกายและรูสึกคิดทางใจ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่รูสึกนึกคิดเรื่องราวสิ่งตางๆ เมื่อแยกรูปและนามใหละเอียดขึ้นก็จะอธิบายดวยขันธ 5 คือ รูปขันธ (รูป) หมายถึง อวัยวะนอยใหญหรือกลุมรูปที่มีอยูในรางกายทั้งหมดของเรา วิญญาณขันธ (จิต) หมายถึง ธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆ ที่มาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ อีกทั้งเปนธรรมชาติที่ทําใหเกิดความรูสํานึกคิดตางๆ เวทนาขันธ(เจตสิก) หมายถึงความรูสึกเปนสุข เปนทุกข ดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ องคประกอบของชีวิตมนุษย รูปขันธ วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร จิต เจตสิก รูป นาม
  • 23.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 13 สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถึง ธรรมชาติที่มีหนาที่ในการจําหรือเปนหนวยความ จําของจิตนั่นเอง สังขารขันธ(เจตสิก)หมายถึง ธรรมชาติที่ปรุงแตงจิตใหมีลักษณะตางๆ เปนกุศลบาง การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ) จะเกิดขึ้นโดยมีเจตสิก (เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขาร ขันธ)เกิดขึ้นรวมดวยเสมอเฉพาะจิตอยางเดียวไมสามารถรับรูหรือนึกคิดอะไรไดเลย จิตและ เจตสิกจะแยกจากกันไมไดตองเกิดรวมกันอิงอาศัยกัน จิตแตละดวงที่เกิดจะตองมีเจตสิก เกิดรวมดวยเสมอ จากความจริงของชีวิตที่พระพุทธองคทรงคนพบวาชีวิตเปนเพียงองคประกอบของ รูปและนามเทานั้นแตเหตุที่คนเรามีความทุกขอยูเพราะความรูสึกนึกคิดที่เปนเรื่องเปนราว วา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิดการยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชา (ความไมรู) วาสภาพธรรมเทานั้นเปน เพียงรูปและนามที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยูแลว ดับไป” เทานั้น 1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพนเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4 อริยสัจ 4 แปลวา ความจริงอันประเสริฐมีอยูสี่ประการ คือ 1) ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพที่บีบคั้น ไดแก ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก การเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเปนที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแลว ไมสมหวังในสิ่งนั้นกลาวโดยยอ ทุกขก็คืออุปาทานขันธหรือขันธ 5 2) ทุกขสมุทัย คือสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแกตัณหา 3 คือกามตัณหา-ความ ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความ อยากเปนโนนเปนนี่ ความอยากที่ประกอบดวยภาวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และวิภาวตัณหา- ความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพความอยากไมเปนโนนไมเปนนี่ ความอยากที่ ประกอบดวยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3) ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข ไดแกดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาวคือดับ ตัณหาทั้ง 3 ไดอยางสิ้นเชิง 4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือแนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข ไดแก มรรคอันมี องคประกอบอยูแปดประการ คือ (1)สัมมาทิฏฐิ – ความเห็นชอบ(2)สัมมา สังกัปปะ-ความดําหริชอบ(3)สัมมาวาจา-เจรจาชอบ(4)สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ(5) สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ(6)สัมมาวายามะ-พยายามชอบ(7)สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ (8) สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งไดวา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง 2. หลักธรรมเพื่อการอยูรวมกันในสังคม 1) สัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ไดแก รูจัก เหตุรูจักผล (1) รูจักเหตุหรือธัมมัญญตา หมายถึง ความเปนผูรูจักเหตุ รูจะจักวิเคราะห หาสาเหตุของสิ่งตางๆ
  • 24.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม14 (2) รูจักผลหรืออัตถัญญตา หมายถึงความเปนผูรูจักผลที่เกิดขึ้นจากการกระทํา (3) รูจักตนหรืออัตตัญญาหมายถึงความเปนผูรูจักตนทังในดานความรูคุณธรรม และความสามารถ (4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจักหลัก ของความพอดี การดําเนินชีวิตพอเหมาะพอควร (5) รูจักกาลเวลาหรือกาลัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักกาลเวลารูจักเวลาไหน ควรทําอะไรแลวปฏิบัติใหเหมาะสมกับเวลานั้นๆ (6) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน และแกไขตนใหเหมาะสมกับสภาพของกลุมและชุมชน (7) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึงความเปนผูรูจักปฏิบัติตนใหเหมาะสม กับบุคคลซึ่งมีความแตกตางกัน การที่บุคคลไดนําหลักสัปปุริสธรรม 7 มาใชในการดําเนินชีวิตพบกับความสุข ในชีวิตได 2) อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4 คือหลักธรรมที่นําไปสูความสําเร็จแหงกิจการมี 4 ประการคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา (1) ฉันทะ คือ ความพอใจใฝรักใฝหาความรูและความสรางสรรค (2) วิริยะคือความเพียรพยายามมีความอดทนไมทอถอย (3) จิตตะคือความเอาใจใสและตั้งใจแนวแนในการทํางาน (4) วิมังสาคือความหมั่นใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรตรอง 3) กุศลธรรมบถ 10 กุศลกรรมบถ 10 เปนหนทางแหงการทําความดีงามทางแหงกุศลซึ่งเปนหนทาง นําไปสูความสุขความเจริญแบงออกเปน 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม4 และมโนกรรม 1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ไดแก (1) เวนจากการฆาสัตว คือการละเวนจากการฆาสัตวการเบียนเบียนกัน เปน ผูเมตตากรุณา (2) เวนจากการลักทรัพยคือเวนจาการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่นไม หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเปนของตน (3) เวนจากการประพฤติในกาม คือการไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น ไมลวงละเมิดประเวณีทางเพศ 2. วจีกรรม 4 หมายถึงการเปนผูมีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ไดแก (1) เวนจากการพูดเท็จ คือการพูดแตความจริง ไมพูดโกหก หลอกลวง (2) เวนจากการพูดสอเสียดคือพูดแตในสิ่งที่ทําใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ไมพูดจาในสิ่งที่กอใหเกิดความแตกแยก แตกราว
  • 25.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 15 (3) เวนจากการพูดคําหยาบคือพูดแตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยน กับ บุคคลอื่นทั้งตอหนาและลับหลัง (4) เวนจากการพูดเพอเจอคือพูดแตความจริงมีเหตุผลเนนเนื้อหาสาระที่ เปนประโยชนพูดแตสิ่งที่จําเปนและพูดถูกกาลเทศะ 3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ไดแก (1) ไมอยากไดของของเขา คือ ไมคิดจะโลภอยากไดของผูอื่นมาเปนของตน (2) ไมพยาบาทปองรายผูอื่น คือมีจิตใจมีปรารถนาดี อยากใหผูอื่นมีความ สุขความเจริญ (3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเชื่อที่ถูกตอง คือความเชื่อในเรื่องการ ทําความดีไดดี ทําชั่วไดชั่วและมีความเชื่อวาความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ สังคหวัตถุ 4 สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่เปน วิธีปฏิบัติเพื่อ ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือ ใหความรัก ความนับถือ สังคหวัตถุเปน หลักธรรมที่ชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันใหแนนแฟนยิ่งขึ้นประกอบดวย ทาน ปยวาจา อัตถจริยา สมานนัตตตา 1. ทาน คือการใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอื่นดวยความเต็มใจเพื่อเปนประโยชนแก ผูรับการใหเปนการยึดเหนี่ยวน้ําใจกันอยางดียิ่งเปนการสงเคราะหสมานน้ําใจกันผูกมิตรไมตรี กันใหยั่งยืน 2. ปยวาจา คือ การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอื่นเกิด ความรักและนับถือคําพูดที่ดีนั้นยอมผูกใจคนใหแนนแฟนตลอดไปหรือแสวงความเห็นอกเห็นใจ ใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความเขาใจดี สมานสามัคคี ยอมทําใหเกิดไมตรีทําใหรักใครนับถือ และชวยเหลือเกื้อกูลกัน 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกกัน คือชวยเหลือดวยแรงกาย และขวนขวายชวยเหลือกิจกรรมตางๆใหลุลวงไปเปนคนไมดูดายชวยใหความผิดชอบชั่วดี หรือชวยแนะนําใหเกิดความรูความสามารถในการประกอบอาชีพ 4. สมานนัตตตาคือการวางตนเปนปกติเสมอตนเสมอปลายไมถือตัวและการวางตน ใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก เปนผูใหญ ผูนอย หรือผูเสมอกันเอาไปใส ปฏิบัติตามฐานะ ผูนอยคาราวะนอบนอมยําเกรงผูใหญ อบายมุข 6 คําวาอบายมุขคือหนทางแหงความเลื่อมหรือหนทางแหงความหายนะความฉิบหาย มี 6 อยาง ไดแก 1. การเปนนักเลงผูหญิง หมายถึง การเปนคนมีจิตใจใฝในเรื่องเพศเปนนักเจาชู ทําใหเสียทรัพยสินเงินทอง สูญเสียเวลาและเสียสุขภาพ
  • 26.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม16 2. การเปนนักเลงสุรา หมายถึงผูที่ดื่มสุราจนติดเปนนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะ ทําใหเสียเงินเสียทองแลวยังเสียสุขภาพและบั่นทอนสติปญญาอีกดวย 3. การเปนนักเลงการพนัน หมายถึงผูที่ชอบเลนการพนันทุกชนิด การเลนการพนัน ทําใหเสียทรัพยสินเสียสุขภาพ การพนันไมเคยทําใครร่ํารวยมั่งมีเงินทองไดเลย 4. การคบคนชั่วเปนมิตร หมายถึง การคบคนไมดีหรือคนชั่วคนชั่วชักชวนใหทํา ในสิ่งที่ไมถูกตองและอาจนําความถูกตองมาสูตนเองและครอบครัว 5. การเที่ยวดูการละเลน หมายถึง ผูที่ชอบเที่ยวการละเลนกลางคืนทําใหเสีย ทรัพยสินและอาจทําใหเกิดการทะเลาะเบาะแวงในครอบครัว 6. เกียจครานทําการงาน หมายถึง ผูไมชอบทํางาน ขี้เกียจ ไมขยันขันแข็ง เบญจศีลเบญธรรม เบญจศีลเบญธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคูกัน มุงใหบุคคลทําความดี ละเวนความชั่ว เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) 1. เวนจากการฆาสัตว 2. เวนจากการลักทรัพย 3. เวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. เวนจากการพูดเท็จ 5. เวนจาการเสพของมึนเมา 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต 3. มีความสํารวมในกาม 4. พูดความจริงไมพูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก เปนหลักธรรมที่ชวยใหมนุษยทุกคนในโลกอยู กันอยางมีความสุขมีน้ําใจ เอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตสิ่งที่เปนประโยชนประกอบดวย หลักธรรม 2 ประการ ไดแก หิริโอตัปปะ 1.หิริ คือความละลายในลักษณะ 3 ประการ แลวไมทําความชั่ว(บาป) คือ (1) ละอายแกใจหรือความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมทําความชั่ว (2) ละอายผูอื่น หรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมทําความชั่ว (3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะทํานั้นแลวไมทําความชั่ว 2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง (1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได (2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาทําความชั่ว (3) เกรงกลัวตอผลของความ ชั่วที่ทําจะเกิดขึ้นแกตน (4) เกรงกลวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาทําความชั่ว
  • 27.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 17 นิกายสําคัญของพระพุทธศาสนา หลังจากที่พระพุทธเจาปรินิพพานแลวประมาณ 100 ป พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีการ แตกแยกในดานความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจนถึงสมัยพระเจาอโศก มหาราชก็แตกแยกกันออกเปนนิกายใหญๆ 2 นิกาย คือมหายาน (อาจาริยวาท) กับหินยาน (เถรวาท) มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปนลัทธิของภิกษุฝายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุงหมายที่จะเผยแพรพระพุทธศาสนาใหมหาชนเลื่อมใสเสียกอนแลวจึงสอนใหระงับ ดับกิเลสทั้งยังไดแกไขคําสอนในพระพุทธศาสนาใหผันแปรไปตามลําดับลัทธินี้ไดเขาไปเจริญ รุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุน และเวียดนาม เปนตน หินยาน คําวา “หินยาน”เปนคําที่ฝายมหายานตั้งให แปลวา “ยานเล็ก”เปนลัทธิ ของภิกษุฝายใตที่สอนใหพระสงฆปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองกอนและหามเปลี่ยนแปลง แกไขพระวินัยอยางเด็ดขาด นิกายนี้มีผูนับถือในประเทศศรีลังกา ไทย พมา ลาว และกัมพูชา โดยเฉพาะประเทศไทยเปนศูนยกลางนิกายเถรวาท เพราะมีการนับถือพระพุทธศาสนานิกาย นี้สืบตอกันมาตั้งแตบรรพชนพระพุทธเจาไมใชเทวดาหรือพระเจาแตเปนมนุษยที่มีศักยภาพ เหมือนสามัญชนทั่วไป สามารถบรรลุสัจธรรมไดดวยความวิริยะอุตสาหะ หลักปฏิบัติในชีวิต ที่ทุกคนควรกระทําคือทําความดีละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผวและการที่เราจะทําสิ่ง เหลาน้ําไดนั้นจะตองมีศีล สมาธิ ปญญาเพื่อเปนพาหนะนําผูโดยสารเขาทะเลแหงวัฎสงสาร ไปสูพระนิพพาน รูปภาพ
  • 28.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม18 ความแตกตางของนิกายหินยานกับนิกายมหาชน นิกายหินยาน นิกายมหายาน 1. ถือเรื่องอริยสัจเปนสําคัญ1. ถือเรื่องบารมีเปนสําคัญ 2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนสําคัญ 2. ถือปริมาณเปนสําคัญกอนแลวจึงเขา ปรับปรุงคุณภาพในภายหลังดังนั้นจึงตอง ลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอตกลง เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรม สังคีตกรรมเพื่อจูงใจคนไดอธิบายพุทธมติ อยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย แพรจนทําใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยม กลายเปนปรัชญาและตรรกวิทยาไป 2. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ พระสมณโคดมหรือพระศากยมุนี 3. มีพระพุทธเจาหลายองค องคเดิมคือ อาทิ พุทธ (กายสีน้ําเงิน)เมื่อทานบําเพ็ญณานก็ เกิดพระณานนิพุทธอีกเปนตนวาพระไวโรจน พุทธะอักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธ ไภสัชชคุรุ โอฆสิทธิและอมิตาภา เฉพาะ องคนี้มีมาในรางคนเปน (มานุษีพุทธะ) คือ พระศากยมุนี 4. มีความพนจากกิเลส ชาติภพ เปน อัตกัตถจริยแลวบําเพ็ญ ประโยชน แกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความ มุงหมายสําคัญ 4. มีความเปนพระโพธิ์วสัตวหรือพุทธภูมิเพื่อ บําเพ็ญโลกัตถจริยาไดเต็มที่ เปนความมุง หมายของพระโพธิ์สัตวหลายองคเชนพระ อวโลกิเตศวรมัชชุลี วิชรปาณี กษิตคสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน 5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะปญญาวิริยะขันติสัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา อันใหถึง ความเปนพระพุทธเจา 5. มีบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล วินัย ขันติ ฌาน ปญญา อันใหถึงความสําเร็จเปนพระ โพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระโพธิสัตว 6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ พระ ธรรมวินัยยุติตามปฐมสังคายนา ไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม 6. ถือพระธรรมวินัยเกา และมีพระสูตรใหม เพิ่มเติม เชนสุขวดียูหสูตร ลังกาวตาร ลัท ธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เปนตน
  • 29.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 19 นิกายหินยาน นิกายมหายาน 8. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะ แวดลอม 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลว ไมเกิดใหมอีก 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม กลับมาเกิดใหมสําเร็จเปนพระพุทธเจาอีก 10. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมาน กายบางนอกนั้นไมยอม 10. ถือวาพระพุทธเจามี 3 กาย คือธรรมกาย ไดแกกายธรรมสัมโภคกายหรือกายจําลอง หรือกายอวตารของพระพุทธเจาเปนกัสสป สัมพุทธะบางเปนพระศากยมุนีบาง เปน พระกกุสันธะบาง เปนตน นั้นแลวลวนเปน สัมโภคกายของพระพุทธองคเดิม (อาทิ พุทธะ) ทั้งนั้น และนิรนามกาย คือกายที่ ตองอยูสภาพธรรมดา คือ ตองแก เจ็บและ ปรินิพพาน ซึ่งเปนกายที่พระพุทธเจาสราง ขึ้นเพื่อใหคนเห็นความจริงของชีวิตแต สําหรับพระพุทธเจาองคที่แทนั้น ไมตองอยู ในสภาพเชนนี้แบบเดียวกันกับปรมาตมัน ของพราหมณ บุคคลสําคัญในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตร เปนอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจาไดรับการยกยองจาก พระพุทธเจาวาเปนเลิสกวาพระสงคทั้งปวงในดานสติปญญา นอกจากนี้พระสารีบุตรยังมี คุณธรรมในดานความกตัญูและการบําเพ็ญประโยชนไดแกพุทธศาสนาอีกดวยทานไดรับ การยกยองวาเปนธรรมเสนาบดี คูกับพระพุทธเจาที่เปนธรรมราชา เนื่องจากทานเปนผูมี ปฏิญาณในการแสดงพระธรรมเทศนาคือชี้แจงใหผูฟงเขาใจไดชัดเจนสําหรับในดานความ กตัญูนั้นทานไดฟงธรรมจาก พระอิสสชิเปนทานแรกและเกิดธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม หมายความวาสิ่งใดเกิดเปนธรรมดายอมดับเปนธรรมดา จากนั้นเมื่อกอนที่ทานจะนอนทาน จะกราบทิศที่พระอัสสชิอยูและหันศรีษะนอนไปยังทิศนั้น พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบื้องซายของพระพุทธเจาเปนผูมีเอตทัคคะ ในดานผูมีฤทธิ์ทานเปนผูฤทธานุภาพมากสามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ไปเยี่ยมสวรรคและนรก ได จากนั้นนําขาวสารมาบอกญาติมิตรของผูที่ไปเกิดในสวรรคและนรกใหไดทราบประชาชน ทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาทําใหประชาชนเลื่อมคลายความเคารพเดียรถีย
  • 30.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม20 (นักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล)พวกเดียรถียจึงโกรธแคนทานมากจึงลงความเห็นวาให กําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับพระเถระ ทานรูตัวหนีไปได2 ครั้งในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกาจึงยอมใหโจรจับอยาง งายดายโจรทุบกระดูกทานจนแหลกเหลวไมมีชิ้นดี กอนที่ทานจะยอมนิพานเพราะกรรมเกา ทานไดไปทูลลาพระพุทธเจากอนแลวจึงนิพาน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เปนผูไดรับการยกยองเปนนายกฝายอุบาสกทานเปนเศรษฐี อยูเมืองสาวัตถีเปนผูมีศรัทธาแรงกลาเปนผูสรางพระเชตุวันมหาวิหารถวายแกพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงประทับอยูที่วัดนี้ถึง 19 พรรษา นอกจากทานจะอุปถัมภบํารุงพระภิกษุสงฆ แลวยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยางมากมายเปนประจําจึงไดชื่อวา อนาถบิณฑิก ซึ่ง แปลวา ผูมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา พระเจาพิมพิสาร เปนอุบาสกที่สําคัญอีกผูหนึ่ง พระองคเปนพระเจาแผนดินครอง แควนมคธครองราชยสมบัติอยูที่กรุงราชคฤหทานถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแก พระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา พระอานนท เปนสหชาติและพุทธอุปฏฐากของพระพุทธเจาไดรับการยกยองวาเปน เอตทัคคะวาเปนผูมีพหูสูตเนื่องจากทรงจําพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสไวและเปนผูสาธยาย พระสูตรจนทําใหการปฐมสังคายนาสําเร็จเรียบรอย นอกจากนั้นทานยังทําหนาที่เปนพุทธ อุปฏฐากของพระพุทธเจาไดอยางดีรวม 25 พรรษาดวยความขยันขันแข็งที่เปนภารกิจประจํา และไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนเอตทัคคะ(เลิศ) 5 ประการ คือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพียรดี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของพระภิกษุผูอุปฏฐากพระพุทธเจา นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกา เปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงาม ครบ 5 อยาง ซึ่งเรียกวา เบญจกัลยาณี ไดแก เปนผูมีผมงามคือมีผมยาวถึงสะเอวแลว ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเนื้องามคือริมฝปากแดงดุจผลตําลึงสุกและเรียบชิดสนิทดี เปนผู มีกระดูกงามคือฟนขาวประดุจสังขและเรียบเสมอกันเปนผูมีผิวงามคือผิวงามละเอียดถาดํา ก็ดําดังดอกบัวเขียวถาขาวก็ขาวดังดอกกรรณิการเปนผูมีวัยงามแมจะคลอดบุตรถึง 10 ครั้ง ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด วันละ 2 ครั้ง คือเชา เย็นและมีของไปถวายเสมอเวลาเชาจะเปนอาหารเวลาเย็นจะเปนน้ําปานะนางเปนผูสรางวัด บุพผารามถวายพระบรมศาสดาและเปนผูคิดถวายผาอาบน้ําฝนแกพระเณรเพราะพระเณร ไมมีผาอาบน้ําเปลือยกายอาบน้ําฝนดูไมเหมาะสม
  • 31.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม ศาสดาของศาสนาอิสลามคือนบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเล ทรายอาหรับเมืองเมกกะประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลาย กลุมขาดความสามัคคียากแกการปกครอง มีการรบพุงฆาฟนกันตลอดเวลา ไมมีศาสนาเปน แกนสาร คนสวนใหญนับถือเทพเจาและรูปเคารพตางๆ ประชาชนไมมีศีลธรรม สตรีจะถูก ขมเหงรังแกมากที่สุด นบีมูฮัมหมัดเกิดขึ้นทามกลางสภาพสังคมที่เสื่อมทราบเชนนี้ จึงคิด หาวิธีที่จะชวยปรับปรุงแกไขสถานการณนี้ใหดีขึ้น นบีมูฮัมหมัดเปนผูที่ฝกใฝในศาสนา หาความสงบและบําเพ็ญสมาธิที่ถ้ําฮีรอ บนภูเขานูรในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน กาเบรียล ทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มา เผยแพรจนเกิดเปนศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดรับการตอตาน เปนอยางมาก ถึงกับถูกทํารายจนตองหลบหนีไปอยูเมืองมะดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมี คนนับถือมากมาย ก็กลับมายึดเมืองเมกกะทําการเผยแผศาสนาอิสลามอยางเต็มที่ การเผย แผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดยไรสงครามเขายึดเมือง เพื่อเผยแผศาสนา โดยมีคัมภีรในศาสนาอิสลามคือคัมภีรอัลกุรอาน แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลามประกอบดวยรายละเอียดที่ สําคัญๆดังตอไปนี้คือ 1. ศรัทธาตออัลเลาะห ใหศรัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใดๆ วาพระอัลเลาะหทรง มีอยูจริง ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองค ทรง ดํารงอยูตลอดกาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟา เพียบ พรอมดวยคุณลักษณะอันประเสริฐ 2. ศรัทธาตอมลาอิกะฮุ ซึ่งเปนบาวอัลเลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตน หรือทราบรูปรางที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากควมผิดพลาด บริสุทธิ์จากความมัว หมองทั้งปวง มีคุณสมบัติไมเหมือนมนุษยคือไมกิน ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจําแลงรางได 3. ศรัทธาในพระคัมภีรของพระเจา คือศรัทธาวาอัลเลาะหทรงประทานคัมภีรใหกับ บรรดาศาสนทูตเพื่อนําไปประกาศใหประชาชนไดทราบหลักคําสอนซึ่งมีอยู 2 ประเภทคือ 1) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา 2) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกัน โดยบรรดาคัมภีรที่ ประทานมานั้นมีวิธีประทานตางๆ กันดังนี้คือ (1) ถายทอดโองการตางๆ เขาจิตใจของศาสนา (2) การไดยินเสียงในลักษณะอยูในภวังคหรือการฝน (3) โดยมลาอิกะฮฺ มีนามวา ญิบรีล ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา
  • 32.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม22 นํามาใหศาสดาดวยคําพูดอันชัดเจนสําหรับคัมภีรอัลกุรอานไดถูกบันทึกตั้งแตศาสดานบีมูฮัม หมัดยังมีชีวิตอยูและไดทองจําโดยสาวกของทาน คัมภีรนี้ไมเคยปรับปรุงแกไขแตอยางไร มิ ใชวรรณกรรมที่มนุษยประพันธขึ้นมาแตถูกประทานมาจากอัลเลาะหเจา 4. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ใหศรัทธาวา อัลเลาะหทรงคัดเลือกบุคคลเปนผูสงสาร นําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนแกปวงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏชื่อใน คัมภีรอัลกุรอานมี 25 ทาน มุสลิมทุกคนตองศรัทธาในบรรดาศาสนทูตดังกลาวทั้งหมดจะ ละเวนทานหนึ่งทานใดมิไดและถือวาทุกทานที่กลาวมานี้เปนมุสลิมและเปนบาวของอัลเลาะห เหมือนๆ กัน 5. ศรัทธาตอวันปรโลกมีหลักการวามีวันหนึ่งที่เปนวันพิจารณาผลกรรมของมนุษย ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลไดพินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจะ ไดใหทุกคนคืนชีพมาชําระงานที่เขาประกอบไวในโลกดังขอความวา ผูประกอบความดีจะ ไดรับตอบสนองดวยสิ่งดี ผูประกอบกรรมชั่วก็จะไดรับผลตอบสนองคือการลงโทษดังขอ ความวา ผูใดประกอบกรรมดีแมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน และผูใดประกอบกรรมชั่ว แมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมัน 6. การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือระเบียบอันรัดกุมที่อัลเลาะหทรงกําหนดไว แกโลก การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะคือการยอมรับในอํานาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบ ครองความเปนไปของทุกสิ่งแตละสิ่งเปนไปตามพระประสงคที่พระองคทรงกําหนดไวทุก ประการเชนการถือกําเนิด ชาติพันธุ เปนตน การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถาจะรวมกันทําเปนหมูยิ่งไดกุศลเพิ่มขึ้น มี ขอหามในการนมัสการเมื่อเวลามึนเมา 7. การถือศีลอดการ ถือศีลอดเปนหลักมูลฐานของ อิสลามขอหนึ่งที่มุสลิมทุกคน ตองปฏิบัติ มีกําหนดขึ้นใน ทุกๆ ป ปละ 1 เดือน คือ ตก เดือนรอมฎอน อันเปนเดือน ที่ 6 แหงปอิสลาม นับแบบ จันทรคติ การถือศีลอดคือการ งดเวนจากการบริโภคและอื่นๆ ตามที่กําหนดไวแนนอน มีหลักเกณฑในการปฏิบัติ คือ 1. เปนมุสลิม 2. มีอายุบรรลุศาสนาภาวะ (ประมาณ 15 ป) 3. มีสติสัมปชัญญะ 4. มีพลังความสามารถที่จะปฏิบัติได
  • 33.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 23 กิจกรรมที่กระทําในพิธีศีลอด คือ 1. ตั้งจิตปรารถนา (นียะฮ) ไวแตกลางคืนวาตนจะถือศีลอด 2. งดเวนการกิน ดื่ม และอื่นๆ ตามขอกําหนด จุดประสงคของการถือศีลอด 1. เพื่อทําใหจิตใจบริสุทธิ์ 2. ใหรูจักควบคุมจิตใจและตัดกิเลส 3. ใหรูจักรสของการมีขันติ 4. ใหรูจักสภาพของคนยากจน อนาถา จะทําใหเกิดความเมตตาแกคนทั่วไป จุดเริ่มตนของการเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามศาสนาบัญญัติ เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต ศาสนาคริสตเปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยมคือเชื่อวามีพระเจาสูงสุดเพียงองคเดียว เปนผูสรางโลกและสรรพสิ่ง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมี บาปมาแตกําเนิด พระเจาจึงสงพระเยซูมาไถบาป เชื่อวาวิญญาณเปนอมตะ เมื่อถึงวันตัดสิน โลก มนุษยจะไปอยูในสวรรค หรือในนรกชั่วนิรันดร เชื่อวามีเทวดาอยูมากมายทั้งฝายดีและ ฝายชั่ว ซาตานเปนหัวหนาฝายชั่วในที่สุดก็จะถูกพระเจาทําลาย ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา Christ มาจากภาษา โรมัน วา Christus และคํานี้มาจากภาษากรีก อีกตอหนึ่งคือคําวา Christos ซึ่งแปลมาจาก คําวา Messiah ในภาษาฮิบรู คําวา messiah แปลวา พระผูปลดเปลื้องทุกขภัย ศาสนาคริสตเกิดในปาเลสไตนเมื่อ พ.ศ. 543 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว เพราะศาสนาคริสตนับถือพระเจาองคเดียวกันกับศาสนายูดายคือพระยะโฮวาห พระเยซูเปน ชาวยิว มิไดปรารถนาที่จะตั้งศาสนาใหมแตทรงตองการปฏิรูปศาสนายิวใหบริสุทธิ์ขึ้น ทรง กลาววา “อยาคิดวาเรามาทําลายพระบัญญัติ และคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามิไดมา ทําลายแตมาเพื่อทําใหสําเร็จ” กอนหนาที่พระเยซูประสูติ ประเทศปาเลสไตนไดตกเปนเมืองขึ้นของจักรวรรดิใกล เคียงติดตอกันเปนระยะเวลากวา 100 ป เริ่มตั้งแตศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล ตกเปน เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซาน เดอรมหาราช และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลาที่ตกเปนเมือง ขึ้นนี้ ผูพยากรณหลายทานไดพยากรณถึงพระเมสสิอา (Messiah) พระผูชวยใหรอด ซึ่ง เปนพระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไดรับเสรีภาพและจะทรงไถบาป ให ชาวยิวพนจากความหายนะและไดรับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน
  • 34.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม24 คําพยากรณนี้มาก และพระเยซูประสูติในชวงเวลานั้นพอดี พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดายกรุงเยรูซาเล็ม มารดาชื่อมาเรีย บิดาชื่อโยเซฟ ตามประวัติมาเรียนั้นตั้งครรภมา กอนขณะที่ยังเปนคูหมั้นกับโยเซฟ เทวฑูตจึงมาเขาฝนบอกโยเซฟวาบุตรในครรภมาเรียเปน บุตรของพระเจาใหตั้งชื่อวาเยซู ตอมาจะเปนผูไถบาปใหกับชาวยิว โยเซฟจึงปฏิบัติตามและ รับมาเรียมาอยูดวยโดยไมสมสูเยี่ยงกริยา พระเยซูไดรับการเลี้ยงดูอยางดี เปนศิษยของโยฮัน ศึกษาพระคัมภีรเกาจนแตกฉาน ทานมีนิสัยใฝสงบชอบวิเวก เมื่ออายุ 30 ป ไดรับศีลลางบาป ที่แมน้ําจอรแดน ตั้งแตนั้นมาถือวาทานสําเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนา พระองคมีสาวก 12 คน เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร (Saint Peter) เปนหัวหนาผูสืบตํา แหนงนักบุญเปโตรตอๆ มาจนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปาพระเยซูเผยแผ ศาสนาทั่วดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิต ธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียด ชังขณะที่พระองครับประทานอาหารมื้อค่ํากับสาวก 12 คนเปนมื้อสุดทาย ทหารโรมันจับ ตัวทานในขอหาเปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จน สิ้นพระชนม วิธีการเผยแผคําสอนของพระเยซู พระเยซูใชวิธีการ 3 วิธีในการเผยแผคํา สอนคือ 1. การรักษาบุคคลที่เจ็บปวยใหหาย คน ตายใหฟนเปนการปลูกศรัทธาของปวงชนใหเกิด มีขึ้นตออํานาจของพระเจา 2. การแสดงความฉลาดในการแกปญหา เชน เมื่อมีการใหตัดสินคดีหญิงผิดประเวณี พระ เยซูตรัสวาลงโทษได แตผูลงโทษจะตองเปนผู บริสุทธิ์ เปนตน 3. การประกาศหลักการแหงความรัก ความเมตตา กรุณา และกลาววา จงรักศัตรูทาน จงอธิษฐานเพื่อผูที่ขมเหงทาน ทําดังนี้แลว ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานในสวรรค หลักธรรมของศาสนาคริสต ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบิ้ล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง ขามกับศาสนายิว บางขอใหการปฏิรูปและประยุกตเสียใหม เชน 1. พระเจาทรงเปนบิดาที่ดี พรอมที่จะประทานอภัยใหแกบุตรที่กลับใจ แตขณะเดียว กันก็ทรงเปนผูทรงไวซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผูที่ไมเชื่อฟง
  • 35.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 25 2. พระเยซูทรงเปนผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจามาถึง แลว ผูที่ศรัทธาจะไดรับมหากรุณาธิคุณจากพระเจา 3. หลักการสํานึกผิด ใหพิจารณาตนเองวาใหทําผิดอะไร และตั้งใจที่จะเลิกทํา ความชั่วนั้นเสีย 4. หลักความเสมอภาคคือความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษยทั้งมวล โดยไมเลือกชั้นวรรณะผูที่ทําความดีแลวตองไดรับรางวัลจากพระเจาโดยเสมอภาคกัน 5. ใหละความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใคร อาฆาตมุงรายก็ตองใหอภัย คําสอนของพระเยซูที่สําคัญๆ อีกคือ 1. พระเยซูเปนบุตรของพระเจา ทรงสงใหมาเกิดในโลกมนุษย เพื่อไถบาปใหมนุษย มิไดเสด็จมาปราบศัตรูดวยอาวุธ แตทรงมาสรางสันติ 2. ผูที่เชื่อพระเยซู จะไดรับความรอดและชีวิตนิรันดร จะไมถูกพิพากษาวันสิ้นโลก สวนผูที่ไมศรัทธาจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก 3. ทรงสั่งสอนใหชาวยิวกลับใจใหม มิใหนับถือเฉพาะในดานประกอบพิธีกรรมหรือ ทองคําสวดดวยปากไมจริงใจ ทรงติเตียนพวกพระยิววาเปนพวกปากวาตาขยิบไมรูจักพระเจา ที่แทจริง 4. บัญญัติของพระเยซูที่สูงสุดคือ “การรักพระเจาสุดใจและรักเพื่อนบานเหมือนตัว เราเอง” ผูที่พระเจาโปรดปรานคือผูที่อยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูที่ผิด ดานจิตใจถือวามีบาปเทากับการกระทํา 5. สอนไมใหกังวลความสุขทางโลกอันไดจากวัตถุใหแสวงหาความสุขดานจิตใจ ผูที่หวงสมบัติจะไมไดขึ้นสวรรค ไมไดพบกับพระเจา 6. ในดานการปฏิบัติตอเพื่อนมนุษยทรงสอนวา การไมทําชั่วตอบแทนกรรมชั่ว หรือทําดีตอบแทนความดีเทานั้นยังไมเพียงพอ ใหทําดีตอบแทนความชั่ว และใหรักศัตรู ดังที่ไดเปรียบเทียบวาอยาตอสูคนชั่วถาผูใดตบแกมขวาของทานก็จงหันแกมซายใหเขาดวย 7. ความดีสูงสุดคือการทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุดคือความรัก ความ เมตตา กรุณา ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทุกขทั้งปวง พิธีกรรมสําคัญของศาสนาคริสต เรียกวาพิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ คือ 1. ศีลลางบาปหรือศีลจุม (Baptism) กระทําเมื่อเปนทารกหรือเมื่อเขาเปน คริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอนทรงออกเทศนา ใหนิกาย คาทอลิกปจจุบันไมจุมตัวในน้ําแตใชน้ําศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเปนสัญลักษณของ การลางบาป ศีลนี้สําคัญที่สุด ผูใดไมไดรับศีลลางบาปจะไมไดชื่อวาเปนบุตรของพระเจาและ จะไมไดชีวิตนิรันดร 2. ศีลกําลัง(Confirmation)กระทําอีกครั้งหนึ่งเมื่อพนวัยเด็กและเปนผูใหญแลวเพื่อ เปนคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ
  • 36.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม26 3. ศีลมหาสนิท (HolyCommunion) สําหรับคริสตศาสนิกชนอาจทําทุกวัน ทุกสัปดาห ทุกเดือนหรืออยางนอยปละ 1 ครั้ง โดยรับประทานขนมปงและเหลาองุน เปน สัญลักษณตามแบบที่พระเยซูกระทําแกอัครสาวกในพระกระยาหารมื้อสุดทายกอนถูกตรึง กางเขน ขนมปงคือ พระกาย เหลาองุนคือพระโลหิตของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชื่อวา การกระทําพิธีนี้ผูไดรับประกาศจะมีชีวิตนิรันดร 4. ศีลแกบาป (Penance) สําหรับคาทอลิกที่กระทําบาปประสงคจะไดรับการอภัย บาปตองไปสารภาพบาปนั้นตอนักบวชดวยความสํานึกผิดอยางแทจริง ถือวานักบวชไดรับ อํานาจในการยกบาปโดยตรงจากสันตะปาปา ซึ่งเปนผูแทนของพระเยซูคริสต นักบวชจะ ยกบาปและตักเตือนสั่งสอนไมใหทําบาปอีก 5. ศีลเจิมคนไข (Extreme Unetion) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตาย เมื่อ ชําระบาปขั้นสุดทายจะชวยใหมีสติกําลัง สามารถตอสูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทํา บาทหลวงใชน้ํามันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข พรอมกับสวด อวยพร ทุกคนในบานจะตองสวดพรอม 6. ศีลสมรสหรือศีลกลาว ( Matrimony) กระทําแกคูบาวสาวในพิธีสมรส ผูรับศีล สมรสโดยถูกตองแลวจะหยารางกันไมได และหามสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไมไดรับศีลสมรส ไมถือวาเปนสามีภริยาโดยถูกตอง ตามกฎหมายของศาสนา 7. ศีลอนุกรม (Holy Order หรือ Ordination) เปนศีลบวชใหกับบุคคลที่เปน บาทหลวง ผูมีอํานาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเปนผูแทนของพระเยซูคริสต เมื่อไดรับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาตใหสมรส กฎขอนี้เกิดขึ้นภายหลังโดยศาสนาจักรเปนผู ออกกฎนี้ นิกายของศาสนาคริสต เดิมศาสนาคริสตมีนิกายเดียวคือโรมันคาทอลิก มีศูนยกลางอํานาจอยูที่สํานักวาติกัน กรุงโรม ใชภาษาละตินเปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคือสันตะปาปา เนนวาเปน ผูสืบทอดศาสนาคําสอนของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปนนิกายที่เชื่อเรื่องบุญบาป รูป เคารพถือไมกางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยกลางที่ กรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบัน มีความเปนอิสระไมยอมอยูใตอํานาจของ สันตะปาปาจึงแยกนิกายมาชื่อวา กรีกออรธอดอกซ ไมมีศูนยกลางอํานาจที่ใดโดยเฉพาะ ใหความสําคัญของประมุขที่เรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาว เยอรมัน ชื่อ มารติน ลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกัน และโดนขับออกจาก ศาสนาจักรในป ค.ศ.1521 จึงแยกตนเองออกมาตั้งนิกายใหมคือ โปรเตสแตนต เนนคัมภีร ไมมีนักบวช รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 อยางคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท
  • 37.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 27 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน ศาสนาพราหมณหรือฮินดูเกิดในเอเชียใตคือประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ป กอนคริสตศักราชเกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดียถือกันวาเปนศาสนา ที่เกาแกที่สุดในโลก พระเวทเปนคัมภีรศาสนาพราหมณไดรับการยกยองวาเปนคัมภีรที่ เกาแกที่สุดในโลก และเปนวรรรคดีที่เกาแกที่สุดในโลกชื่อของศาสนาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองวา “พราหมณ” ตอมาศาสนาเสื่อมลงระยะหนึ่งและไดมา ฟนฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหา หลักธรรมคําสอนใหดีขึ้น คําวา “ฮินดู” เปนคําที่ใชเรียกชาวอารยันที่อพยพเขาไปตั้งถิ่นฐาน ในลุมแมน้ําสินธุ และเปนคําที่ใชเรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ไดพัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพิ่มเติมอะไรใหมๆ ลงไป แลวเรียก ศาสนาของพวกนี้วา “ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณจึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม วา “ฮินดู” จนถึงปจจุบัน ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวกตามการ ยกยองนับถือเทวะทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใดก็ยกยอง วาเทวะองคนั้นสูงสุด ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกําหนดใหเทวะทั้ง 3 องคเปนใหญสูงสุด เสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการนํามารวมกันเรียกวา “ตรีมูรติ” ใชคําวาสวดวา “โอม” ซึ่ง ยอมาจาก “ อะ อุ มะ” แตละพยางคแทนเทวะ 3 องค คือ “อะ” แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ “อุ” แทนพระศิวะหรืออิศวร “มะ” แทนพระพรหม ในประเทศอินเดียไดมีการแบงชนชั้นออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย คือ พอคาคหบดีี และศูทรกรรมกรคนใชแรงงาน วรรณะพราหมณถือวาเปนวรรณะ สูงสุด เปนพวกทําหนาที่ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคําศัพทที่เนื่องมาจากคําวา “พรหม” คนในวรรณะนี้ถือวาตนสืบเชื้อสายมาจากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตางๆ พระนารายณ พระพรหมพระศิวะ
  • 38.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม28 จากพรหมซึ่งเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลกมนุษยได สามารถติดตอบวงสรวง ออนวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรือบันดาลความเปนไปตางๆ ในโลกมนุษยได พวกพราหมณจึงเปนที่เคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะแมแตกษัตริยผูเปนใหญใน การปกครอง เมื่อพวกพราหมณมีอํานาจมาก มีคนยําเกรงมาก โอกาสที่จะแสวงหาลาภ สักการะจึงมีมากพวกพราหมณแตละพวกจะแขงขันในการทําพิธีโดยถือวาการจัดทําพิธีตางๆ ใหถูกตองตามพิธีที่กําหนดไวในพระเวทเปนสิ่งสําคัญชนวรรณะพราหมณไดรวบรวมสรรพวิชา ทั้งหลายที่ตนคนพบหรือเขาใจเรื่อง ประมวลความรูเรียกวา “ไสยศาสตร” ซึ่งขึ้นตนดวยวิชา ที่สําคัญที่สุดคือ “พระเวท” อันหมายถึงวิชาการที่เกี่ยวกับพรหม เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายที่มนุษยตองเคารพบูชา สมัยนั้นยังไมมีหนังสือ จึงตองใชวิธีทองจําและสอนตอๆ กันมา พระเวทประกอบดวย “มนตรี” คือคาถาสําหรับทองจํากับ “พราหมณะ” ซึ่งเปนคัมภีร คูมือที่พวกพราหมณแตละกลุมไดเพิ่มเติมในพิธีกรรมของตนใหละเอียดพิศดารขึ้นจน พราหมณเองไมสามารถทองจําได จึงตองมีคูมือ “พราหมณะ” คือคําอธิบายลัทธิพิธีกรรม ตางๆ ของพระเวท แตเดิมมีี 3 อยาง เรียกวา “ไตรเพท” ไดแก 1. ฤคเวท เปนคัมภีรเกาแกที่สุด ถือกันวาออกจากโอษฐของพระพรหมซึ่งพวกษี ไดสดับแลวนํามาอนุศาสนนรชนอีกตอหนึ่ง กลาวดวยเทวดาตางๆ และการบนบานใหชวย ขจัดภัยทั้งมวล 2. ยชุรเวท กลาวดวยพิธีกรรมตางๆเปนตําราการทําพิธีกรรมของพราหมณโดยตรง 3. สามเวท กลาวดวยบทคาถาสังเวยสําหรับแหกลอมเทวดา บูชาน้ําโสมแกเทวะ ทั้งหลาย (“สาม” แปลวา สวด”) ดังมีบทแหกลอมพระนเรศร-พระนารายณ หลังพิธีตรัยยัมป วายเสร็จสิ้นแลวตอมาเพิ่ม “อาถรรพเวท” ซึ่งเปนพระเวทที่เกี่ยวกับอาถรรพตางๆ มีมนตร สําหรับใชในกิจการทั้งปวงรักษาโรคภัยไขเจ็บ หรือกําจัดผลรายอันจะมีมาแตพยาธิและ มรณภัยและรวมทั้งสําหรับใชทํารายแกหมูอมิตรโดยเสกสิ่งหนึ่งสิ่งใดเขาตัว หรือฝงรูปฝงรอย หรือทําเสนหยาแฝด นอกจากพระเวททั้ง 4 นี้แลว ยังมี “พระเวทรอง” อีก 4 อยาง เรียก “อุปเวท” เปน วิชาที่กลาวดวยวิทยาศาสตรตางๆ อันเปนวิทยาการโดยเฉพาะคือ 1. อยุรเวท ไดแก ตําราแพทยศาสตร กลาวดวยการใชสมุนไพรและมนตตางๆ ในการรักษาโรคมีเทวดาประจําเปนเจาของคือษีทั้งแปดซึ่งไมปรากฏนามแนนอน 2. คานธรรมเวท ไดแก ตําราขับรองและดนตรี กับนาฏศาสตรหรือการฟอนรํา มี เทวดาประจําคือพระนารทฤๅษี หรือที่เรียกวา พระนารอท หรือ พระปรคนธรรพ 3. ธนุรเวท ไดแก วิชายิงธนูและการใชอาวุธสงคราม ซึ่งบัดนี้เรียก “ยุทธศาสตร” มีเทวดาประจําคือ พระขันทกุมาร 4. สถาปตยเวท ไดแก วิชากอสรางซึ่งเรียกวา “ สถาปตยกรรม” เทวดาประจําคือ พระวิษณุกรรม
  • 39.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 29 วรรณะพราหมณในศาสนาฮินดู ในประเทศอินเดียไดแบงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย ศูทร ใน ที่นี้จะกลาวถึงวรรณะพราหมณ หรือตระกูลนักบวชเทานั้น นี้ไมจําเปนตองบวชทุกคน แบงออกเปน 4 ชั้นคือ 1. พรหมจารี คือพวกนักเรียน มีหนาที่เปนผูปฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานัก คณาจารยคนใดคนหนึ่ง (เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ) 2. คฤหบดี คือผูครองเรือน มีภรรยา มีครอบครัว เปนหัวหนาในบาน อานและสอน พระเวท ทําการบูชาเอง หรือชวยผูอื่นกระทํายัญกรรม ใหทาน และรับทักษิณา 3. วานปรัสถ คือผูอยูปาละเคหสถานและครอบครัวเขาปาเพื่อทรมานตน มักนอย ในอาหารและเครื่องนุงหม กระทําทุกรกิริยา สมาธิมั่งคงในกิจวัตร ไดแก ฤๅษี แปลวา ผูแสวง หมายถึงแสวงหาโมกษะ คือการหลุดพนจากการเวียนวาย ตาย เกิด โยคี แปลวา ผูบําเพ็ญโยคะ คือทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตางๆ เพื่อหวัง ผลสําเร็จเปนผูวิเศษ เชน ยืนขาเดียว เหนี่ยวกินลมนานนับสิบป นั่งสมาธิโดยไมลุกขึ้นเลย เปนเวลาสิบป ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพงเล็งในดวงจิตเพื่อประโยชนใหอาตมัน เขารวมอยูในปรมัตถ (หรือปรพรหม) ใหเกิดความบริสุทธิ์ใสสะอาด แมกระทบอารมณใดๆ ก็ไมแปรปรวน มุนี แปลวา ผูสงบไดแกผูสําเร็จฌานสมบัติ คือผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมบัติ คือ ผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว นักพรต แปลวา ผูบวชและถือพรตตามลัทธิพราหมณ ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมุนมวยผมสูงเปนชฎา นิกายและลัทธิ มีสี่นิกายดวยกัน คือ นิกายไศวะถือพระอิศวรเปนใหญ และนับถือพระนารายณ พระพรหม กับเทพอื่นๆ ดวย นิกายไวษณพ ถือพระนารายณเปนใหญ และนับถือพระศิวะ พระพรหม กับเทพ อื่นๆ ดวย นิกายศากต ถือวาพระแมอาทิศักตี หรือพระแมปราศักตีเปนใหญ และนับถือ พระพรหม พระนารายณ กับ เทพอื่นๆ ดวย นิกายสมารต ถือเทพหาองคดวยกัน คือ พระพิฆเณศวร พระแมภวานี คือ พระศักตี พระพรหม พระนารายณ พระศิวะ ไมมีองคใดใหญกวาโดยเฉพาะ
  • 40.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม30 ลัทธิ ปรมาตมัน คือ พรหมันแบงออกเปน 2 ระดับ อปรหมัน ความเจริญสูงสุด (Ultimate Reality) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจาสูงสุด (Supreme Being) คําสอนในคัมภีรอุปนิษัท ทําใหศาสนาพราหมณเปนเอกนิยม (Monoism) เชื่อวาสรรพสิ่ง มาจากหนึ่งและกลับไปสูความเปนหนึ่ง หลังจากคัมภีรอุปนิษัทไดพัฒนาจนถึงขีดสุด ทําให เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สํานัก ดังตอไปนี้ 1. นยายะ เจาลัทธิคือ โคตมะ 2. ไวเศษิกะ เจาลัทธิคือ กนาทะ 3. สางขยะ เจาลัทธิคือ กปละ 4. โยคะ เจาลัทธิคือ ปตัญชลี 5. มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจาลัทธิคือ ไชมินิ 6. เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจาลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส ลัทธินยายะ นยายะ แปลวา การนําไป คือนําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยางละเอียดถี่ถวน หรือวิธีการหาความจริงซึ่งอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสําหรับลัทธินยายะจึง มีหลายอยางเชนตรรกวิทยาบางวิชาวาดวยวาทะบางโคตมะผูเปนเจาของลัทธินี้เกิดประมาณ 550 ป กอน ค.ศ. หรือกอนพระพุทธเจาปรินิพพานประมาณ 7 ป วิธีที่จะไดความรู ความ เขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู 16 ประการ เชน 1. ประมาณ หรือวิธีใหเกิดความรูชอบนั้นมี 4 อยาง คือ 1.การรูประจักษ 2.การอนุมานหรือคาดคะเน 3. การเปรียบเทียบ 4.บรรยายถอยคํา 2. ประเมยะ เรื่องที่พึ่งรูชอบมี 12 อยาง คือ 1.อาดมัน 2.สรีระ 3.อนินทรีย 4.อรรถ 5.พุทธิ 6.มนะ 7.พฤติกรรม 8.โทษ 9.การเกิดอีก(หลังตายไปแลว) 10.ผลแหงความดีความชั่ว 11.ความทุกข 12. ความหลุดพน 3. สังสะยะ ความสงสัย เปนตน ลัทธิไวเศษิกะ คําวา ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทําใหสิ่งหนึ่งตางไปจากอีกหนึ่งทาน กณาทะ ผูตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพนไป การหลุดพนนั้น การรูอาตมันไดอยางแจมแจงเปนวิธีการสําคัญยิ่ง ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยูจริงชั่วนิรันดร มีอยู 9 อยาง คือ 1.ดิน 2.น้ํา 3.ไฟ 4.ลม 5.อากาศ 6. กาละ 7.ทิศ 8.อาตมัน 9. ใจ ดวยการรวมตัวของสิ่งเหลานี้ สิ่งอื่นๆ ยอมเกิดขึ้นมากมาย ลัทธิสางขยะ ลัทธิสางขยะนี้ ถือวาเปนปรัชญาฮินดูที่เกาแกที่สุด เพราะนับเปนครั้งแรกที่ไดมีการ พยายามทําใหปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ษีกปละเปนผูแตงคัมภียแหงลัทธิ นี้ทานเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 กอน ค.ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา
  • 41.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 31 คําวา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 25 ประการยอม ลงเปน 2 คือ บุรุษ ไดแก อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ(ปกติ) คือ สิ่งที่เปน เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสิ่งทั้งหลาย ความมุงหมายของลัทธินี้ เพื่อสรางปญญาใหเกิดเพื่อทําลายเหตุแหงความทุกขทั้ง ปวงและปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่งผูกพัน ความทุกขในความหมายของลัทธินี้แบงออก เปน 3 ประการ ดังนี้ 1. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เชน ความผิดปกติของรางกายและจิตใจ 2. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เชน มนุษย สัตว หรือสิ่งไมมีชีวิตอื่นๆ 3. ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศ ดาวพระเคราะห การแกทุกขเหลานี้ ตองใชปญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่ง ผูกพัน โดยหลักการแลว ลัทธินี้เปนอเทวนิยม ไมเชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก เปนทวินิยม คือ เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1.อาตมัน 2.เนื้อหาของสิ่งที่เขามาผสมกับอาตมัน ลัทธิโยคะ ลัทธิโยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเดิมที่มีมานานแลว ปตัญชลี เปนผูรวบรวมเรียบ เรียงขึ้น ทานจึงไดรับเกียรติวาเปนผูตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอน ค.ศ. โยคตะ แปลวา การประกอบหรือการลงมือทําใหเกิดผล ลัทธินี้อาศัยปรัชญาของสางขยะเปน ฐานจุดหมาย คือจะชวยมนุษยใหหลุดพนออกจากความทุกข 3 ประการดังกลาวในลัทธิสาง ขยะ คือ ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเจ็บหรือ ความประพฤติผิดตองพยายามใหบรรลุความไมยึดถือโลก โดยไมจําเปนตองแยกตัวออก จากโลก ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เชน สัตวราย หรือโจร ผูราย เปนตนพึงสํารวมจิตใจใหบริสุทธิ์ สะอาด ในการทําใหหลุดพนจากเหตุนอกอํานาจ หรือเห็นธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจ อันเรนลับละเอียดออน พึงบําเพ็ญสมาธิ ซึ่งเปนจุดประสงคอันแทจริงของลัทธินี้ โยคีหรือผูบําเพ็ญโยคะยอมพยายามที่จะเปนผูหลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและ ความตายอยางเด็ดขาดโดยพิจารณาเห็นธรรมชาติวาเปนพลังอันเดียว แตทํางานสองแง คือ จากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกวา ความตาย จาก ภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเขาดวยกันที่เรียกวาชีวิต การบําเพ็ญโยคะก็ เพื่อรวมพลังงาน 2 อยางนี้เขาดวยกัน โยคะวางกฎสําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม หรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจิตใจสากลที่ เรียกวา ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ หรือหลุด พนจากสถานการณทั้งปวงแหงพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข และชื่อวา พนจาก ความทุกขทั้งปวง
  • 42.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม32 คําวา “โอม” เปนคําศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะใชสําหรับรวมความหมายที่เนื่องดวย พระเปนเจา แลวกลาวซ้ําๆ กันเพื่อใหเกิดความรูถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อปองกันอุปสรรคใน การบําเพ็ญโยคะ อุบายวิธีในการบําเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้ ยมะ สํารวจความประพฤติ นิยมะ การบําเพ็ญขอวัตรทางศาสนา อาสนะ ทานั่งที่ถูกตอง ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ตองการ ปรัตยาหาระ การสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ธารณา การทําใจใหมั่นคง ธยานะ การเพง สมาธิ การทําใจแนวแน ตั้งมั่นอยางลึกซึ้ง ลัทธิมีมางสา คําวา มีมางสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได แก สอบสวนมันตระกับพราหณะ ไชมินิ ผูแตงคัมภีรมีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหวาง 600 - 2000 ป กอนคริสตศักราช ความมุงหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูก ตองซึ่งเรียกสั้นๆ วา “ธรรม” ขอเสนออันเปนฐานของลัทธิมีอยูวา หนาที่หรือการกระทํา เปนสาระอันสําคัญยิ่งของความเปนมนุษยถาไมมีการทําปญญาก็ไมมีผล ถาไมมีการกระทํา ความสุขก็เปนสิ่งที่เปนไปไมได ถาไมมีการกระทําจุดหมายปลายทางของมนุษยก็ไมมีทาง จะทําใหสมบูรณไดเพราะฉะนั้นการกระทําที่ถูกตอง ซึ่งเรียกวาสั้นๆ วา “ธรรม” จึงเปน สิ่งจําเปนในเบื้องตนของชีวิต การกระทําทุกอยางมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเปนผล หยาบเปนสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเปนผลละเอียด เปนสิ่งที่เรียกวา “ศักยะ” คือยัง ไมแสดงตัว แตอาจใหผลไดเหมือนนาิกาที่ไขลานไว ยอมมีกําลังงานสะสมพรอมที่จะแสดง ผลออกมา ผลภายนอกเปนของชั่วคราว ผลภายในเปนของชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้นการกระทํา ทั้งหลาย จึงเทากับเปนการปลูกพืชในอนาคต ในขอเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมางสาสอบสวนถึงการกระทําหรือกรรมทั้งปวงอัน ปรากฏพระเวทแลวแบงออกเปน 2 สวน คือ มันตระ กับพราหมณะ มี 5 หัวขอ ดังนี้ วิธี ระเบียบ วิธี มันตระ หรือบทสวด นามเธยะ ชื่อ นิเสธะ ขอหาม
  • 43.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 33 อรรถวาทะ คําอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ ลัทธิเวทานตะ ลัทธิเวทาตะ สอบสวนถึงสวนสุดทายของพระเวท จึงมีรากฐานตั้งอยูบนปรัชญาของ อุปนิษัท ซึ่งเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญวาดวยเรื่องญาณ หรือปญญาอัน สอบสวนถึงความจริงขั้นสุดทายเกี่ยวกับ ปุรุษะ หรือ พระพรหม ผูเรียบเรียงคัมภีรเวทานะ คือ พาทรายณะ กลาวกันวาทานเปนอาจารยของทานไช มินิ ผูตั้งลัทธิมีมางสาพาทรายณะอยูในสมัยระหวาง 600-200 ป กอนคริสตศักราช ในการปฏิบัติเพื่อใหบรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู 4 ขอ ดังนี้ วิเวกะ ความสงัดหรือความไมเกี่ยวในฝายหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนิรันดรกับมิใช นิรันดรระหวางสิ่งแทกับสิ่งไมแท ปราศจากราคะ คือ ไมมีความกําหนดยินดี หรือความติดใจ ความตองการ เชน ความปรารถนาที่จะอภิรมย ในผลแหงการกระทํา ทั้งในปจจุบันและอนาคต สลัมปต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอยาง เชน สมะ ความสงบ ทมะ การฝกตน อุปรติ มีใจกวางขวาง ไมติด ลัทธินิกาย ติติกษา ความอดทน ศรัทธา ความเชื่อ สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแหงจิตใจ มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรูความจริงขั้นสุดทาย และเพื่อความ หลุดพน คําสอนที่สําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู หลักธรรมสําคัญของศาสนาพราหมณ-ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ 1. ธฤติ ไดแก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี 2. กษมา ไดแก ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา 3. ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวั่นไหวไปตามอารมณ มีสติอยูเสมอ 4. อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทําโจรกรรม 5. เศาจะ ไดแก การทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ 6. อินทรียนิครหะ ไดแก การขมการระงับอินทรีย 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางที่ถูกตองอยูในขอบเขต 7. ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดําเนินชีวิตในสังคม 8. วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9. สัตยา ไดแก ความจริง คือ ความซื่อสัตยสุจริตตอกัน 10. อโกธะ ความไมโกรธ
  • 44.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม34 หลักอาศรม 4 1. พรหมจารีศึกษาเลาเรียนและพฤติพรหมจรรย จนถึงอายุ 25 ป ศึกษาจบ จึง กลับบาน 2. คฤหัสถ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบาน ชวยบิดามารดาทํางาน แตงงาน เพื่อรักษาวงศตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปนเครื่องดําเนินชีวิต 3. วานปรัสถ สังคมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปา แสวงหาความ สงบ บําเพ็ญประโยชนตอสังคม การออกอยูปาอาจจะทําเปนครั้งคราวก็ได 4. สันยาสี ปริพาชก เปนระยะสุดทายแหงชีวิต สละความสุขทางโลก ออกบวชเปน ปริพาชกเพื่อหลุดพนจากสังสารวัฎ การเผยแผของศาสนาพราหมณในประเทศ ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดย เขามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมาก สันนิษฐานวาศาสนาพราหมณนี้นาจะเขามายอนสมัยสุโขทัยโบราณสถานและรูปสลักเทพเจา เปนจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชนรูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือ สังข จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 หรือ เกาไปกวานั้น(ปจจุบันอยูพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร) นอกจากนี้ไดพบรูปสลักพระนารายณทําดวยศิลาที่อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี โบราณสถานที่สําคัญที่ขุดพบ เชน ปราสาทพนมรุง จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทหินพิมาย จังหวัด นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบุรีณ ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวน มากนิยมหลอสําริด
  • 45.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 35 นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลวในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตํารับทาวศรีจุฬาลักษณหรือนางนพมาศ หรือแมแตประเพณีลอย กระทง เพื่อขอขมาลาโทษพระแมคงคานาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ํา พิธีทําน้ําอภิเษกกอนขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพิธีตรียัมปวาย เปนตน โดย เฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราชทรงนับถือทางไสยศาสตรมากถึงขนาดทรงสรางเทวรูปหุม ดวยทองคําทรงเครื่องทรงยาราชาวดีสําหรับตั้งในการพระราชพิธีหลายองค ในพิธีตรียัมปวาย พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจานับถือเทวสถานทุกๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอน ตน พิธีตางๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดรับการยอมรับนับถือจากพระมหากษัตริยและปฏิบัติตอ กันมา คือ 1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทําการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผนที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและ เพิ่มพิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นเตรียมพิธี มีการทําพิธีเสกน้ํา การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระ ราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจํารัชกาล 2. ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวายสิริราช สมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 4. ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแลว เสด็จพระราชดําเนินไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอม ทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิ พระเจาอยูหัวองคกอนและเสด็จเฉลิมพระราช มณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร 2. การทําน้ําอภิเษก พระมหากษัติยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษกและทรงรับน้ําอภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตําราพราหมณ น้ําอภิเษกนี้ใชน้ําจากปญจมหานที คือ คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนน้ําที่ไหล มาจากเขาไกรลาส อันเปนที่สถิตของพระศิวะ สมัยกรุงรัตนโกสินทรตั้งแตรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 ใชน้ําจาก 4 สระในเขตจังหวัดสุพรรรณบุรี คือสระเกษ สระแกว สระคงคาและ สระยมุนา และไดเพิ่มน้ําจากแมน้ําสําคัญในประเทศอีก 5 สาย คือ 1) แมน้ําบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก
  • 46.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม36 2) แมน้ําปาสัก ตักที่ตําบลทาราบเขตสระบุรี 3) แมน้ําเจาพระยา ตักที่ตําบลบางแกว เขตอางทอง 4) แมน้ําราชบุรี ตักที่ตําบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม 5) แมน้ําเพชรบุรี ตักที่ตําบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3. พระราชพิธีจองเปรียง(เทศกาลลอยกระทง) คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจาตรีมูรติ กระทําในเดือนสิบสองหรือเดือนอาย โดยพราหมณเปนผูทําพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 15 วัน สวน พราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ํามหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมา สมัยรัชการที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนต เย็นแลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆเจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัยจึงยก โคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว มีหงสติดลูกกระพรวน นอกจากนี้มีเสาโคมบริวารประมาณ 100 ตน ยอดฉัตรมีผาขาว 3 ชั้น 4. พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมของพราหมณ เชื่อกันวาเทพเจาเสด็จมาเยี่ยมโลก ทุกปจึงตัดพิธีตอนรับใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลวในสมัยรัตนโกสินทรไดจัดกัน อยางใหญโตมากกระทําพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “พิธีโลชิงชา” พิธีนี้กระทําในเดือนอายตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5. พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แตเดิมมาเปนพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทําใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคงเปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็นที่ทอง สนามหลวงจนกระทั่งรุงเชามีการเลี้ยงพระตอ สวนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเปนพิธีของ พราหมณกระทําในตอนบาย ปจจุบันนี้พิธีกรรมของพราหมณที่เขามามีอิทธิพลตอสังคมไทย เริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและ พิธีกรรมทั่วๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฎิบัติสืบกัน มาไดแก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธี ตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยัง คงมีผูนิยมกระทํากันทั่วไปในสังคม สวน พระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระ ราชพิธีบรมราชภิเษก และพิธีทําน้ําอภิเษก เปนตน
  • 47.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 37 สําหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็ มีผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปน เจาตรีมูรติทั้ง 3องค ยังคงมีอิทธิพลควบคูไปกับการนับถือ พุทธศาสนาประกอบกับในโบสถ ของพวกฮินดูมักจะตั้งพระพุทธรูปรวมๆไปกับรูปปนของพระผูเปนเจา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ความเชื่อในเรื่องอวตารของพระวิษณุ ทําใหคนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารวมพิธีของฮินดู จึงเขาลักษณะที่วานับถือ ทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป ศาสนาพราหมณ-ฮินดูในโลก ปจจุบันศาสนาพราหมณ-ฮินดูนับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมีอยูเปน สวนนอยในประเทศตางๆ เชน ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกข 1. ประวัติศาสดา ศาสนาซิกข เปนศาสนาประเภทเอกเทวนิยม มีทานคุรุนานักเทพ เปนศาสดาองคที่ 1 สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 10 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา แควนปญจาป ประเทศอินเดีย เปนศูนยชาวซิกขทั่วโลก ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร มี ประมุขแหงศาสนาซิกขอยู 10 ทานดวยกันคือ 1. คุรุนานัก กอนสิ้นชีพไมสามารถพึ่งลูกชายสองคนเปนผูสืบตอทางลัทธิได ทาน จึงไดประกาศแตงตั้งศิษยที่รักของทานคนหนึ่งซึ่งเปนคนขวั้นเชือกขายชื่อลาหินา (Lahina) เปนผูสืบตอ แตเนื่องจากศิษยผูนี้มีการเสียสละตอทานคุรุนานักตลอดมา ทานจึงเปลี่ยนนาม ใหใหมวาอังคัต (Angal) แปลวา ผูเสียสละรางกาย 2. คุรุอังคัต (พ.ศ.2081-2095) ทานผูนี้เปนนักภาษาศาสตร สามารถเผยแพร คําสอนของอาจารยไปไดยิ่งกวาคุรุคนใด ทานเปนคนแรกที่แนะนําสาวกใหนับถือคุรุนานัก วา เปนพระเจาองคหนึ่ง 3. คุรุอมาร ทาส (Amardas พ.ศ. 2095-2117) ทานเปนผูที่ไดชื่อวา เปนคน สุภาพ ไดตั้งองคการลัทธิซิกขขึ้นมาเปนอันมาก ไดชื่อวาเปนผูสงเสริมลัทธิซิกขไวไดอยาง มั่นคง 4. คุรุรามทาส (Ramsas พ.ศ. 1117-2124) ทานเปนผูสรางศูนยกลางของลัทธิ ซิกขไวแหงหนึ่งใหชื่อวา “หริมณเฑียร” คือวิหารซิกขไวในทะเลสาบเล็กๆ แหงหนึ่ง อยูทาง ทิศตะวันออกเฉียงใตของแควนลาฮอร สถานที่ดังกลาวเรียกวา อมฤตสระ กลายเปนที่ บําเพ็ญบุญ ศูนยกลางลัทธิซิกข เชนเดียวกับเมืองเมกกะศูนยกลางของลัทธิอิสลาม ทานได ตั้งแบบแผนไววา ผูสืบตอตําแหนงคุรุ จําเปนตองเปนเชื้อสายของตนเองดังนั้นทานได แตงตั้งบุตรชายของทานเปนคุรุตอไป
  • 48.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม38 5. คุรุอรชุน (Arjanพ.ศ. 2124-2149) เปนผูรวบรวมคัมภีรในลัทธิซิกขได มากกวาผูใด คัมภีรที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ทานที่ผานมา และไดเพิ่มโอวาท ของทานเองไวในคัมภีรดวย เปนผูออกบัญญัติวา ชนชาติซิกข ตองแตงตัวดวยเครื่องแตงกาย ของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพงตั้งกฏเกณฑเก็บภาษีเพื่อบํารุงศาสนา ไดชื่อวาเปนผูเผยแพรลัทธิไดอยางกวางขวาง เสริมสรางหริมณเฑียรขึ้นเปน สุวรรณวิหาร สิ้นชีพในการตอสูกับกษัตริยกรุงเดลี 6. คุรุหริโควินทะ (Hari Covind พ.ศ. 2149-2181) เปนคุรุคนแรกที่สอนให ชาวซิกขนิยมดาบใหถือดาบเปนเครื่องหมายของชาวซิกขผูเครงครัดในศาสนาเปนผูสงเสริม กําลังทหาร สั่งสอนใหชาวซิกข เปนผูกลาหาญตานทานศัตรู (ซึ่งเขามาครองดินแดนอินเดีย อยูในขณะนั้น) เปนที่นาสังเกตวา นับตั้งแตสมัยนี้เปนตนไป เรื่องของศาสนาซิกข เปนเรื่องของอาวุธ เรื่องความกลาหาญ เพื่อตอสูศัตรูผูมารุกรานแผนดิน 7. คุรุหริไร (Hari Rai พ.ศ.2181-2207) ทานผูนี้ไดทําการรบตานทานโอรังเซฟ กษัตริยมุสลิมในอินเดีย 8. คุรุหริกิษัน (Hari Rai พ.ศ.2207-2181)ไดดําเนินการเผยแพรลัทธิดวยการ ตอตานกษัตริยโอรังเซฟ เชนเดียวกับคุรุหริไร 9. คุรุเทคพาหาทูร (Tegh Bahadur พ.ศ.2218-2229) เปนนักรบที่แกลวกลา สามารถดานทานการรุกรานของกษัตริยอิสลาม ที่เขามาครอบครองอินเดีย และขมขูศาสนา อื่น ทานไดเผยแพรศาสนาซิกขออกไปไดกวางขวาง สุดเขตตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ อินเดีย และแผมาทางใตจนถึงเกาะลังกา ทานไดตานทานอิสลามทุกทาง พวกมุสลิมในสมัย นั้นไมกลาสูรบกับคุรุทานนี้ได 10. คุรุโควินทสิงห (Covind Singh พ.ศ.2229-2251) เปนบุตรของคุรุเทคพาหา ทูรเปนผูริเริ่มตั้งบทบัญญัติใหมในศาสนาซิกข ดวยวิธีปลุกใจสานุศิษยใหเปนนักรบ ตอตาน กษัตริยมุสสิมผูเขามาขมขี่ศาสนาอื่น เพื่อจรรโลงชาติ ทานไดตั้งศูนยกลางการเผยแพรลัทธิ ซิกขอยูที่เมืองดัคคา (Dacca) และแควนอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ทานไดประกาศแก สานุศิษยทั้งหลายวา ทุกคนควรเปนนักรบตอสูกับศัตรู เพื่อจรรโลงชาติศาสนาของตน ซิกข ทุกคนตองเปนคนกลาหาญ คําวา “สิงห” อันเปนความหมายของความกลาหาญ เปนชื่อ ของบรรดาสานุศิษยแหงศาสนาซิกขมาตั้งแตครั้งนั้น และ “สิงห” ทุกคนตองรวมเปน ครอบครัวบริสุทธิ์ 2. พระคัมภีร เปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุด จัดวางในที่สูงบนแทนบูชา จะตองมีผูปรนนิบัติ พระคัมภีรอยูเสมอ คือการศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคนจะตองถอด รองเทาและโพกศีรษะ กอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีร ดวยความเคารพ เสียกอน
  • 49.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 39 คัมภีรของศาสนาซิกขเรียกวา ครันถ-ซาหิปหรือคันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความวา คัมภีร หรือหนังสือ สวนใหญเปนคํารอยกรองสั้นๆ รวม 1,430 หนา มีคําไมนอยกวาลานคํา มี 5,894 โศลก โศลกเหลานี้เขากับทํานองสังคตีไดถึง 30 แขนง จัดเปนเลมได 37 เลม ภาษาที่ใชในคัมภีรมีอยู 6 ภาษาหลักคือ ปญจาบี (ภาษาประจําแควนปญจาปอันเปน ถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเซียน ปรากริตฮินดี และมารถี ศาสนาซิกขโบราณประมาณรอยละ 90 เชนเดียวกับศาสนิกชนในศาสนาอื่น ที่ไมเคย รอบรูคัมภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของ ไมสามารถแตะตองไดที่หริมณเฑียรหรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคัมภีรถือเปนศูนยกลางศาสนาซิกข ในวิหารของศาสนาซิกขไมบังคับใหรูปเคารพนอกจากคัมภีร ใหถือวาคัมภีรนั้นคือ ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหาร จะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีร เปนการเปลี่ยนผาคลุมทําความสะอาดวางคัมภีรลงบนแทนภายในมาน ซึ่งปกดวยเกล็ดเพชร กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้งตกเย็นก็นําคัมภีรไปประดิษฐานไวบนตั่งทองในหองพิเศษ ไมยอมใหฝุนละอองจับตองได คัมภีรเดิมหรือชวงแรกของศาสนานี้เรียกวา อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุทานที่หาคือ คุรุอรชุน (เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซึ่งคุรุทานแรกคือคุรุนานัก และโอวาทของคุรุทาน ตอๆ มา พรอมทั้งวาณี(คําภาษิต) ของภคัตคือ ปราชญผูที่มีความ ภักดีอยางยิ่งตอลัทธินี้อีก 11 ทาน และมีวาณีของภคัตผูมีอาชีพ ประจําสกุล มารวมไวในอาทิคันถะ ดวย ในเวลาตอมาไดมีการ รวบรวมโอวาทของคุรุอีกครั้งหนึ่ง โดยคุรุโควินทสิงหไดรวบรวม โอวาทของคุรุเทคพาหาทูรรวม เปนคัมภีรครันถ-ซาหิป อันสมบูรณ 3. จริยธรรมของซิกข คําสอนตามคัมภีรครันถ-ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ จริยธรรมอันเปนเครื่องยังสังคมและประเทศชาติใหมั่นคงอยูได และยังจิตใจของผูปฎิบัติให บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดทายไดมีนัยโดยสังเขปคือ เกี่ยวกับพระเจา “รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคําสั่งของพระเจา (อกาลปุรุษ) สิ่งมี ชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคําสั่งของพระเจา บุตรธิดาจะไดรูถึงกําเนิดบิดามารดาไดอยางไร โลกทั้งหมดรอยไวดวยเสนดายคือคําสั่งของพระเจา”
  • 50.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม40 “มนุษยทั้งหลายมีพระบิดาผูเดียว เราทั้งหลายเปนบุตรของทาน เราจึงเปนพี่นองกัน” “พระเจาผูสรางโลก(อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายที่พระเจาสรางและสิ่ง ทั้งหลายก็อยูในพระเจา” “อาหลา (อัลลอห) ไดสรางแสงสวางเปนครั้งแรก สัตวทั้งหลายอุบัติมาเพราะศักดิ์ ของอาหลาสิ่งที่อาหลาสรางขึ้น เกิดมาแตแสงสวางนั้นเองจึงไมมีใครสูง ไมมีใครต่ํา ใครจะ ไมถามถึงวรรณะ และกําเนิดของทาน ทานจงแสวงหาความจริง ซึ่งพระเจาแสดงแกทาน วรรณะ และกําเนิดของทานเปนไปตามจารีตของทานเอง” “อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจักพรหมนั่นแหละเปนพราหมณ อยาถือตัวเพราะวรรณะความถือตัวเชนนี้ เปนบอเกิดแหงความชั่ว ฯลฯ “คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปน อิมานซาฟจึงถือวาคนทั้งหลายเปนวรรณะเดียวกันหมด กรุตา (ผูสรางโลกตามสํานวนฮินดู) และกรีม (อาหลาตามสํานวนมุสลิม) เปนผูเดียวกัน เปนผูเผื่อแผประทานภัยอยาเขาใจผิด เพราะความสงสัยและเชื่อไปวามีพระเจาองคที่สอง คนทั้งหลายจงปฏิบัติแตพระเจาองคเดียว คนทั้งหลายยอมมีพระเจาเดียว ทานจงรูไวซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว” เกี่ยวกับการสรางโลก ซิกขสอนวา แตเริ่มแรกมีแตกาลบุรุษ ตอมามีหมอกและ กาซหมุนเวียนอยูไดลานโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติ มาบนสิ่งเหลานี้นับดวยจํานวน 8,400,000 ชนิด มนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาส บําเพ็ญธรรม เปนการฟอกดวงวิญญาณใหสะอาดอันเปนหนทางใหหลุดพนจากการเกิดการตาย ซิกขสอนวาโลกมีมากตอมากดวงสุริยะดวงจันทรมีมากตอมากอากาศและอวกาศ กวางใหญไพศาลอันผูมีกิเลสยากที่จะหยั่งรูได เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม ซิกขสอนวา 1. ใหตื่นแตเชาอยางนอยครึ่งชั่วโมงกอนรุงอรุณ 2. ตื่นแลวใหบริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจใหสะอาด 3. ใหประกอบสัมมาชีพ 4. ใหแบงสวนของรายได 10 สวน มอบใหแกกองการกุสล 5. ใหละเวนการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี เกี่ยวกับประเทศชาติ ศาสนาซิกขตั้งขึ้นโดยคุรุนานัก ผูมองเห็นภัยที่ประเทศชาติ กําลังไดรับอยูจากคนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอน เพื่อความ ดํารงอยูของชาติ คุรุวาณีของทานเปนเครื่องกระตุนใหผูรับฟงมีความสามัคคีมีความรักชาติ โดยไมเกลียดชาติอื่น ตอมาในสมัยคุรุโควินูสิงหทานไดสั่งสอนใหชาวซิกขเปนทหารหาญ เสียสละเลือดเนื้อ และชีวิตเพื่อชาติ คุรุหลายทานเชนคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร ไดสละชีพเพื่อชาติ และศาสนาและบางทานสละชีพ เพื่อปองกันศาสนาซิกข กลาวคือ - คุรุชุนเทพ ถูกกษัตริยอิสลามคือ ชาหันคีรบังคับไมใหทานประกาศศาสนา ทาน ถูกจับขังที่ปอมเมืองลาฮอร ถูกทรมานใหนั่งบนแผนเหล็กเผาไฟ และถูกโบยดวยทรายคั่ว
  • 51.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 41 รอนบนราง กษัตริยชาหันครีรบังคับใหทานเลิกประกาศศาสนาซิกขและหันมาประกาศ ศาสนาอิสลามแทน แตทานไมยอมทําตาม จึงถูกนําตัวไปใสหมอตม และถูกนําตัวไปถวงใน แมน้ําระวี จนเสียชีวิต พ.ศ. 2149 คุรุเทคบาหาทุรถูกกษัตริยอิสลามประหารเพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกขเชนกัน ในการกูเอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไดสละชีวิตเพื่อการนี้เปน จํานวนมาก เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขยกสตรีใหมีฐานะเทาบุรุษ สตรีมีสิทธิใน การศึกษา รวมสวดมนตหรือเปนผูนําในการสวดมนตเทากับบุรุษทุกประการคุรุนานักให โอวาทแกพวกพราหมณผูเครงในวรรณะสี่ไววา “พวกทานประณามสตรีดวยเหตุใด สตรีเหลานี้เปนผูใหกําเนิดแกราชา คุรุศาสดา และแมแตตัวทานเอง” เกี่ยวกับเสมอภาค และเสรีภาพ คุรุนานักสอนวา “โลกทั้งหมดเกิดจากแสงสวาง อันเดียวกัน คือ (พระเจา) จะวาใครดีใครชั่วกวากันไมได” คุรุโควินทสิงห สอนวา สุเหรา มณเฑียร วิหาร เปนสถานที่บําเพ็ญธรรมของคน ทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกตางกันบาง เพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งสี่ทิศ คือ ไมจํากัดชาติ ศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ไดรับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผูแจกหรือผูรับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเปนคนในวรรณะใดๆ ชาติใดก็ ไดคนทุกฐานะ ตองนั่งกินอาหารในที่เสมอหนากัน เรื่องของโรงอาหารเปนสิ่งสําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดตั้งกฎไววา ใครจะเขาพบทานตองรับอาหารจากโรงทานเสียกอน เพื่อเปนการแสดงใหเห็นประจักษวา รับหลักการเสมอภาคของทานคุรุครั้งหนึ่งอักบารมหาราชไปพบทานเห็นทานนั่งกินอาหาร ในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราชพอพระทัยถวายเงินปแดทานคุรุผูนี้ อีกประการหนึ่งจะเปนผูใดก็ตามจะตองปฏิบัติสังคีต (พิธีชุมนุมศาสนิก) ดวยมือของตนเองคือตองเช็ดรองเทา ตักน้ํา ทําทุกอยางดวยตนเอง ไมมีใครไดรับยกเวน เปนพิเศษ ผูใดปฏิบัติตามไดมาก ยิ่งเปนซิกขที่ดีมาก 4. ศาสนาซิกขเขาสูประเทศไทย ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพขายอิสระ บางก็แยกยายถิ่นฐานทํามาหากินไปอยู ตางประเทศบาง ก็เดินทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคา ชาวซิกขผูหนึ่งชื่อนายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อ สินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อครั้งหนึ่งมีมาพันธุดีรวมอยูหนึ่งตัว เมื่อ ขายสินคาหมดแลว ไดเดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยไดนํามาตัวดังกลาวมาดวย เขาไดมาอาศัยอยูในพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริยสยาม ไดรับความอบอุนใจเปน
  • 52.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม42 อยางยิ่ง ดังนั้นเขามีโอกาสเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว และไดถวายมาตัวโปรดของเขา แดพระองคดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเห็นในความ จงรักภักดีของเขาไดพระราชทานชางใหเขาหนึ่งเชือก ตลอดจนขาวของเครื่องใชที่จําเปนในระหวางเดินทาง กลับอินเดีย เมื่อเดินทางกลับมาถึงอินเดียแลวเห็นวา ของ ที่ไดรับพระราชทานมานั้น สูงคาอยางยิ่งควรที่จะเก็บ รักษาใหสมพระเกียรติยศแหงพระเจากรุงสยาม จึงได นําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร และยํามูพรอมทั้งเลาเรื่องที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยามไดรับความสุขความสบายจากพี่ นองประชาชนชาวสยามซึ่งมีพระเจาแผนดินปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอง สรรเสริญของประชาชน พระราชาแหงแควนแคชเมียรไดฟงเรื่องราวแลวก็มีความพอพระทัยอยางยิ่งทรงรับชาง เชือกดังกลาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชาพาหนะตอไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทอง ใหนายกิรปารามมาคานเปนรางวัล จากนั้นเขาก็ไดเดินทางกลับบานเกิดณแควนปญจาปแต ครั้งนี้เขาไดรวบรวมเงินทองพรอมทั้งชักชวนเพื่อนพองใหไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูใตรมพระบรม โพธิสมภารพระเจากรุงสยามตลอดไป ตอมาไมนานผูคนที่เขาได ชักชวนไวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถูกกําหนด ขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซิกข ไดเชาเรือน ไมหนึ่งคูหาที่บริเวณบานหมอ หลังโรง ภาพยนตรเฉลิมกรุงปจจุบัน เมื่อป 2455 มาตกแตงใหเหมาะสม เพื่อใช ประกอบศาสนากิจ ตอมาเมื่อสังคมซิกขเติบโตขึ้น จึงไดยายสถานที่จากที่เดิมมาเชาบานหลังใหญกวาเดิม ณ บริเวณยานพาหุรัดในปจจุบันแลว ไดอัญเชิญพระมหาคัมภีรอาทิครันถมาประดิษฐานเปนองคประธานมีการสวดมนตปฏิบัติศาสน กิจเปนประจําทุกวันไมมีวันหยุดนับตั้งแตป พ.ศ. 2456 เปนตนไป จนถึงป พ.ศ. 2475 ศาสนิ กชนชาวซิกขจึงไดรวบรวมเงิน เพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเปนกรรมสิทธิ์เปนจํานวนเงิน 16,200 บาท และไดกอสรางอาคารเปนตึกสามชั้นครึ่ง ดวยเงินจํานวนประมาณ 25,000 บาท เปน ศาสนสถานถาวรใชชื่อวา ศาสนาสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา สรางเสร็จเมื่อป พ.ศ. 2476
  • 53.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 43 ตอมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ศาสนสถานแหงนี้ถูกระเบิดจากฝายสัมพันธมิตร ถึงสองลูกเจาะเพดานดาดฟาลงมาถึงชั้นลางถึงสองชั้น แตลูกระเบิดดังกลาวดาน แตทําใหตัว อาคารราวไมสามารถใชงานไดหลังจากไดทําการซอมแซมมาระยะหนึ่งอาคารดังกลาวใชงาน ไดดังเดิม และไดใชประกอบศาสนากิจมาจนถึงปจจุบัน ตอมาเมื่อศาสนิกชนชาวซิกขมีจํานวนมากขึ้นตามลําดับจึงตางก็แยกยายไปประกอบ กิจการคาขายตามหัวเมืองตางๆ อยางมีสิทธิเสรีภาพยิ่ง และทุกแหงที่ศาสนิกชนชาวซิกขไป อาศัยอยูก็จะรวมกันกอตั้งศาสนสถาน เพื่อประกอบศาสนกิจของตน ปจจุบันมีศาสนสถาน ของชาวซิกขที่เปนสาขาของสมาคมอยู 17 แหง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพฯและตั้งอยูในจังหวัดตางๆ อีก 16 แหง คือจังหวัดนครสวรรค ลําปาง เชียงใหม เชียงราย นครราชสีมา ขอนแกน อุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ตรัง สงขลา (อําเภอเมืองฯ) สงขลา (อําเภอหาดใหญ) ยะลา และจังหวัดปตตานี ในป พ.ศ.2525 มีศาสนิกชนชาวซิกขอยูในประเทศไทยประมาณสองหมื่นคน ทุกคนตางมุงประกอบสัมมาอาชีพอยูภายใตพระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไทย ดวยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหนา สมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) ไดอบรมสั่งสอน กุลบุตรกุลธิดาใหเปนมีความรูความสามารถ เปนผูดีมีศีลธรรม รูจักรักษาธรรมเนียมประเพณี อันดีงามละเวนจากสิ่งเสพติดทั้งปวงดําเนินการอุปการะชวยเหลือเอื้อเฟอเผื่อแผตอผูประสบ ทุกขยากอยูเสมอมิไดขาด จัดสรางโรงเรียนซิกขวิทยา ที่สําโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ มีหองเรียน 40 หอง มีนักเรียน 300 คน ทั้งชายและหญิง สอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ จัดสรางสถานพยาบาล คลินิกนานักมิชชัน เพื่อเปดการรักษาพยาบาล มีคนไข ที่ยากจนเขารับการรักษาพยาบาลโดยไมเสียเงิน โดยไมจํากัดชั้น วรรณะ และศาสนา แตประการใด เปดบริการหองสมุดนานัก บริการหนังสือตางๆ ทั้งในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาปญจาบี เปดสถานสงเคราะหคนชรา เพื่อสงเคราะหชวยเหลือผูสูงอายุที่ยากจน ขัดสน และ ขาดแคลนผูอุปการะ จัดตั้งมูลนิธิพระศาสดาคุรุนานักเทพ เมื่อป พ.ศ. 2512 นําดอกผลมาสงเคราะห นักเรียนที่เรียนดีแตขัดสนทุนทรัพย ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตางๆ กับหนวยงานตางๆ เชน กรม การศาสนา สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กพิการ มูลนิธิชวยคนปญญาออน สภาสังคมสงเคราะห แหงประเทศไทย (ในพระบรมราชูถัมภ) เพื่อใหเกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมูศาสนิกชน ศาสนาตางๆ เชิญชวนใหชาวซิกขออกบําเพ็ญตนเพื่อใหประโยชนตอสังคมสวนรวม
  • 54.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม44 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ในจํานวนประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มีผูนับถือศาสนาตาง ๆ ดังตอไปนี้คือ 1) ศาสนาคริสตประมาณ 2,000 ลานคน 2) ศาสนาอิสลามประมาณ 1,500 ลานคน 3) ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ประมาณ 900 ลานคน 4) ศาสนาพุทธ ประมาณ 360 ลานคน 5) ที่เหลือ เปนนับถือลัทธิตางๆ เทพเจาหรือไมนับถือศาสนาอะไรเลย ศาสนาที่สําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหลงกําเนิดดังนี้ เอเชีย ตะวันตกเฉียงใต เปนตนกําเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสตและอิสลาม ศาสนายูดาย เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใตเปนตนกําเนิดของศาสนาคริสต ซึ่งเปน ศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลกขณะนี้โดยไดเผยแผไปสูยุโรปซีกโลกตะวันตกอื่นๆ และ ชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ศาสนาอิสลามเกิดกอนศาสนาคริสตประมาณ 600 ป เปนศาสนาที่สําคัญของเอเชีย ตะวันตกเฉียงใตปจจุบันศาสนานี้ไดเผยแผไปทางภาคเหนือของอินเดีย ดินแดงทาง ตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทรมลายูและประเทศอินโดนีเชีย เอเชียใตเปนแหลงกําเนิดศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดูมีความเชื่อ มาจากศาสนาพราหมณซึ่งเปนศาสนาเกาแกของโลกเมื่อประมาณ 5,000 ป และเปนแนวทาง การดําเนินชีวิตของชาวอินเดียจนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ สวนพุทธศาสนาเกิดกอนศาสนาคริสต 500 ป และถึงแมจะเกิดในอินเดียแตชาวอินเดียนับถือพระพุทธศาสนานอย แตมีผูนับถือ กันมากในทิเบต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา เอเชียตะวันออกเปนแหลงกําเนิดของลัทธิขงจื้อ เตา และชินโต ตอมาเมื่อพระพุทธ ศาสนาไดเผยแผเขาสูจีน ที่ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับ คําสอนของขงจื้อไดดี สวนในญี่ปุนผูนับถือพุทธศาสนาแบบชินโต 1. โลกคริสเตียน สืบเนื่องจากศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยกลางยุโรป ศาสนาจักรเขามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในดานศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณี และวัฒนธรรม พระสันตะปาปา ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงราชาทั้งหลาย มีอํานาจเต็มที่ในการกําหนดบทบาทวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้นตอมาในตอนปลายยุคกลาง สืบตอจนกระทั่งยุคแหงวิทยาศาสตรสมัยใหม ศาสนจักรถูกลดบทบาททางการเมืองและการ ปกครอง แตศาสนาคริสตยังมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วทั้งทวีปยุโรป อเมริกา และแอฟริกา แมแต ในปจจุบันศาสนาคริสตเปนที่ยอมรับของสังคมทั่วๆ ไป ในฐานะที่เปนศาสนาหนึ่งที่ ผูนับถือมากที่สุดเปนลําดับหนึ่งของโลก
  • 55.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 45 สาเหตุที่ศาสนาคริสตเผยแผไดทั่วโลกเพราะยุคลาอาณานิคมพวกจักรวรรดินิยมชาว ยุโรปและอเมริกา (คริสตศตวรรษที่ 15-16 ) ศาสนาคริสตไดถูกนําไปเผยแผในประเทศตางๆ ที่นักลาอาณานิคมเหลานี้พรอมกับมิชชันนารี คือ นักสอนศาสนาไปถึง สงผลใหคริสตศาสนิกชน มีปริมาณมากขึ้นทั้งในยุโรป แอฟริกา อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ประเทศไทยมีนักสอน ศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเขามาเผยแผโดยเดินทางมาพรอมกับพวกทหารและพอคาของ ประเทศเหลานั้น ทําใหมีคนไทยนับถือศาสนาคริสตกระจายไปทั่วประเทศ 2. โลกอิสลาม การเผยแผศาสนาอิสลามเกิดจากพอคาอาหรับนําสินคาคือนําเครื่องเทศมาขาย และ เผยแผศาสนาดวยชาวมุสลิมเปนผูที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตยสุจริต และมีฐานะดี เปนพอคา ประกอบกับหลักศาสนามีหลักการสําหรับผูครองเรือน จึงเผยแผไปไดอยางรวดเร็วในโลก ศาสนาอิสลามมีจํานวนผูที่นับถือมากลําดับที่ 2 ของโลก ชาวมุสลิมมีอยูประมาณ 1,500 ลานคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีกลุมชาติพันธุและภาษาที่แตกตางกันกระจาย ตัวอยางกวางขวางไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียใตซึ่งเปน ภูมิภาคที่ประชากรมุสลิมอยูหนาแนนที่สุดในโลกมีอยูราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิม ทั้งหมดรองลงมาคือประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตทั้งในอินโดนีเชีย มาเลเซีย บรูไนกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตของไทยและฟลิปปนส ซึ่งประกอบขึ้นเปนโลกมลายยู มุสลิม สวนตะวันออกกลางซึ่งเปนถิ่นกําเนิดของศาสนาอิสลามเองนั้นมีประชากรมุสลิมมาก ที่สุดเปนลําดับ 3 มีอยูประมาณ 200 ลานคน ลําดับตอมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเติรกที่อยู ในตรุกีและดินแดนตางๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจํานวนประมาณ 90 ลานคนสวน มุสลิมเปอรเซียมีประชากรอยูประมาณ 70-80 ลานคน และที่เหลือเปนมุสลิมชนกลุมนอย ที่อาศัยอยูตามประเทศตางๆ มากกวา 120 ประเทศทั่วโลก มุสลิมประกอบดวยประชากร 3 กลุม ดังตอไปนี้คือ 1. กลุมประเทศมุสลิมอาหรับ คือประเทศมุสลิมซึ่งประชากรสวนใหญเปนชาว อาหรับ ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้ คือ แอลจีเรีย บาหเรน อียิปต อิรัก จอรแดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตาร ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตตและเยเมน 2. กลุมประเทศมุสลิมที่ไมใชอาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรสวนใหญนับถือ ศาสนาอิสลาม แตไมใชชาวอาหรับและไมไดใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้แบงเปน ภูมิภาคตางๆ ดังนี้ ภูมิภาคเอเชียกลาง ไดแก อัฟกานิสถาน อาเซอรไบจัน บังคลาเทศ บรูไน อินโดนี เชีย อิหรานคาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ภูมิภาคแอฟริกา ไดแก มอริตาเนีย บูรกินาฟาโซ แคเมรูน แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส โกตดิวัวร เอริเทรีย เอธิโอเปย แกมเบีย กินี กินีบิสเซา จิบูตี มาลี ไนเจอร ไนจีเรีย เซเนกัล เซียรราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาราตะวันตก ภูมิภาคยุโรป ไดแก อัลบาเนีย บอสเนีย-เฮอรเซโกวีนา และปาเลสไตน
  • 56.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม46 3. กลุมมุสลิมชนกลุมนอยในประเทศที่ไมใชมุสลิม คือมุสลิมที่กระจัดกระจาย อยูในประเทศที่ประชากรสวนใหญไมใชมุสลิม ซึ่งมีอยูทุกมุมโลก เชน ออสเตรเลีย ฟลิปปนส จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อารเจนตินา ไทย ฯลฯ กลุมมุสลิมเหลานี้เปนประชากรสวนนอยในประทศตางๆ ไมนอยกวา 120 ประเทศทั่วโลก 3. ศาสนาพราหมณ-ฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดในโลกนับมาประมาณ 5,000 ป ในชมพูทวีปแมวาศาสนา พุทธจะเกิดในอินเดียเมื่อ 2,500 ปลวงมา แตศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งใน สมัยพระเจาอโศกมหาราชและเสื่อมลงอีกและศาสนาพราหมณ-ฮินดูรุงเรืองอีกในอินเดียจนถึง ปจจุบัน และในบังกลาเทศมีผูนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู 10.5% สวนในอินโดนีเซีย ยังมีผูนับถือศาสนาฮินดูอยูบางราว 3% 4. โลกพุทธศาสนา ประเทศไทยในปจจุบันเปนประเทศที่เปนศูนยกลางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ เปนศาสนาที่เกาแกรองลงมาจากศาสนาพราหมณ-ฮินดู เมื่อศึกษาประวัติการเผแผพระพุทธ ศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ในโลกพบวาที่สําคัญ คือ พระเจาอโศกมหาราช ซึ่งเปนกษัตริย ที่มีแสนยานุภาพของอินเดีย ทรงนับถือศาสนาพุทธ และเปนกําลังที่สําคัญในการเผยแผ ศาสนาพุทธใหรุงเรือง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตางๆ โดยสงสมณทูตไปเผยแผไดแก ประเทศลังกา ไทย พมา ทําใหศาสนาพุทธประดิษฐานมั่นคง จนถึงทุกวันนี้ คณะพระธรรมทูตดังกลาวมี 9 คณะประกอบดวยรายละเอียดดังนี้ สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร ประเทศอินเดียปจจุบันและแควนคันธาระ ในปจจุบัน คือ รัฐปญจาป ทั้งของประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน สายที่ 2 พระมหาเทวเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในแควน มหิสมณฑล ปจจุบันไดแก รัฐไมเซอรและดินแดงแถบลุมแมน้ําโคธาวารี ซึ่งอยูในตอนใต ประเทศอินเดีย สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ วนวาสี ประเทศ ในปจจุบัน ไดแก ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเขาใจกันวา เปนฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ไดเขาบวชในพระพุทธศาสนา) เปนหัวหนาคณะไปเผยแผ พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท ปจจุบันสันนิษฐานวาคือดินแดนแถบชายทะเลเหลือง เมืองบอมเบย สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนมหาราษฏรปจจุบัน ไดแก รัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย
  • 57.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 47 สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนาในเอเชีย กลาง ปจจุบันไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตรุกี สายที่ 7 พระมัชณิมเถระพรอมดวยคณะคือพระกัสสปโคตรเถระพระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย สันนิษฐานวา คือประเทศเนปาล สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธ ศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งปจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมา ไทย ลาว เขมร เปนตน สายที่ 9พระมหินทเถระ(โอรสพระเจาอโศกมหาราช)พรอมดวยคณะพระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจาเทวานัมปยติสสะ กษัตริยแหงลังกาทวีป ปจจุบันคือประเทศศรีลังกา ศาสนาพุทธมี 2 นิกาย คือ นิกายมหายานและนิกายหินยาน นิกายมหายานยึด คําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจา สวนนิกายหินยายเกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธ เนื่องจากศาสนาพราหมณเจริญขึ้นอยางรวดเร็ว ดังนั้นนิกายหินยานมุงเนนการบําเพ็ญบารมี ของพระโพธิสัตวที่เปนคฤหัสถก็ไดโดยที่พระโพธิสัตวปรารถนาพุทธภูมิ จึงเปนการเปดโอกาส ใหคฤหัสถเขามามีบทบาทมากขึ้น และนิกายมหายานนี้สามารถปรับตัวเขากับทองถิ่นได งายกวานิกายหินยานหรือเถรวาทซึ่งเปนพุทธแบบดั้งดิม ศาสนาพุทธในอินเดียเริ่มเสื่อมตัวลง ชาๆ ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 15 เปนตนมา โดยอินเดียตะวันออกสงเสริมศาสนาฮินดู สวนใน อินเดียเหนือชาวเติรกที่นับถือศาสนาอิสลามบุกอินเดียเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเปน ศูนยกลางของศาสนาพุทธตั้งแตพ.ศ.1742ศาสนาพุทธจึงโยกยายไปทางเหนือเขาสูเทือกเขา หิมาลัย และศรีลังกา พุทธศาสนาเขาสูจีนผานเอเชียกลาง ในพุทธศตวรรษที่ 13 จีนเปน ศูนยกลางที่สําคัญของพุทธศาสนานิกายมหายานรุงเรืองมากในยุคราชวงศถังและตอมาศาสนา พุทธเสื่อมลงเพราะจักรพรรดิหวูซุงหันไปสนับสนุนลัทธิเตาแทนแตพุทธศาสนานิกายมหายาน ยังคงรุงเรืองตอมากลายเปนนิกายเซนในญี่ปุนและยังคงรุงเรืองมาจนถึงปจจุบันพุทธศาสนาใน เกาหลีนิกายเซนเผยแผมาในสมัย พ.ศ. 915 และตอมาลัทธิขงจื้อเผยแผเขามาทําใหศาสนา พุทธเสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่6อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลมากเผยแผอารยธรรมเขาสูเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตคืออารยธรรมทางภาษาบาลีสันสกฤตและศาสนาพุทธนิกายมหายาน พรอม กับศาสนาพราหมณเขามาในชวงพุทธศตวรรษที่ 10-18 สมัยอาณาจักรศรีวิชัยมีศูนยกลางที่ เกาะสุมาตรา และอาณาจักรขอมโบราณ ตอมาอาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลงและรับอารยธรรม อิสลามในพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาพุทธในปจจุบันนิกายมหายานหรืออาจารยวาท หมายถึง อาจารยรุนตอๆมาไมใชรุนที่เห็นพระพุทธเจายังมีอยูที่อินเดียตอนเหนือเนปาลจีนญี่ปุนเกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย บางสวนของรัสเซีย บางครั้งเรียกวา อุตรนิกาย หรือ นิกายฝายเหนือ สวนทักษิณนิกายหรือนิกายฝายใตนิกายหินยานหรือเถรวาท หมายถึง พระเถระที่ทัน เห็นพระพุทธเจาซึ่งนับถือพุทธแบบดั้งเดิมเครงครัดนับถือมากในไทยพมาเขมรลาวศรีลังกา
  • 58.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม48 ศาสนาพุทธเริ่มเปนที่สนใจของชาวยุโรปอยางกวางขวางในพุทธศตวรรษที่ 25 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2เปนตนมา ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนไป ศาสนาพุทธพิสูจน ไดดวยการปฏิบัติเอง อีกทั้งมีองคกรพุทธศาสนาระดับโลก โดยมีชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวม 27 ประเทศ ตั้งชื่อองคการวา “องคกรพุทธศาสนิกสัมพันธแหงโลก” กอตั้งที่ประเทศศรีลังกา เมื่อป พ.ศ. 2493 พุทธศาสนาเขาสูประเทศอังกฤษครั้งแรกในป พ.ศ. 2448 โดย J.R. Jackson กอตั้งพุทธสมาคมในอังกฤษและมีภิกษุชาวอังกฤษรูปแรกคือ Charls Henry Allen Bernett คณะสงฆไทยไดสงคณะทูตไปเผยแผครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และสรางวัดไทย ชื่อวัดพุทธ ประทีปในลอนดอน ประเทศเยอรมนีมีสมาคมพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2446 มีชาวเยอรมันไปบวชเปน พระภิกษุที่ศรีลังกาการเผยแผพุทธศาสนาชะงักไปในชวงสมครามโลกครั้งที่ 1 และถูกหาม ในสมัยฮิตเลอร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการฟนฟูพุทธศาสนาโดยติดตอกับพุทธสมาคม ในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอรลินเชนกัน พระพุทธศาสนาที่เขาสูประเทศสหรัฐอเมริกาในป พ.ศ. 2448 เปนพุทธศาสนาจาก จีนและญี่ปุนและทิเบต ใน พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเปดสอนปริญญาเอกสาขา พุทธศาสตรเปนแหงแรกในสหรัฐและคณะสงฆไทยสรางวัดไทยแหงแรกในสหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2515 ศาสนาพราหมณฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดของโลกปจจุบันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบันแมวาศาสนาพุทธจะเคยรุงเรืองในอินเดียสมัยพระพุทธเจา แลวเสื่อมลง จากนั้นมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศกมหาราช เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน สําหรับความขัดแยงในดินแดนปาเลสไตน เปนกรณีที่นาศึกษากรณีหนึ่ง เพราะสงผล เกิดสงครามยืดดเยื้อมานับสิบๆป ยอนหลังไปในชวงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนนี้อยู ในความครอบครองของจักรวรรดิออตโตมันเติรก (ตรุกี) ถาปาเลสไตนสืบเชื้อสายมาจากชาว ปาเลสไตนดั้งเดิมผสมกับชาวอาหรับ ชนเผาคะนาคัน และชนเผาอื่นๆ ที่มีถิ่นที่อยูในบริเวณ นี้ สืบเนื่องจากชาวอังกฤษซึ่งเปนชาติมหาอํานาจในขณะนั้นสนับสนุนใหเอกราชแกปาเลสไตน หลังจากเปนพันธมิตรรวมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนชนะ แตเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง อังกฤษออกประกาศบัลโฟรใหชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนในปค.ศ.1922สันนิบาต ชาติยกปาเลสไตนใหอยูในอาณัติอังกฤษ ชาวยิวอพยพเขาสูดินแดนปาเลสไตนปละ 16,500 คน ขออธิบายความยอนหลังวากอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวในเยอรมันถูกฮิตเลอรฆาตาย จํานวนมาก เพราะความขัดแยงดานเชื้อชาติ เนื่องจากชาวยิวเปนชาติที่ฉลาดมีฐานะดีเปน พอคา วิศวกรตางๆ ฮิตเลอรผูนําเยอรมันประกาศวาชาวเยอรมันเปนชาติบริสุทธิ์สูงสงและ เขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไมมีประเทศอยู หลังจากสงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให
  • 59.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 49 ยิวมีประเทศอยูและเลือกดินแดนปาเลสไตน ซึ่งสอดคลองกับชาวยิวแสดงความเปนเจาของ ดินแดนนี้โดยยกขอความคัมภีรไบเบิ้ลวา ในวันพระยะโฮวารไดทําสัญญากับอัมซาฮามไววา เราไดมอบดินแผนดินนั้นไวใหแกพงศพันธุของเจาตั้งแตแมน้ําอายฒุบโตไปจนถึงแมน้ํา ยูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตน แตขณะเดียวกันชาวปาเลสไตน ไมพอใจเพราะพวกเขายังคงอยูอยางลําบาก แมวาอังกฤษจะชวยปลดแอกจากชาวเติรกขณะ ที่ชาวยิวเปนชนฉลาด เชน ทําความเจริญใหกับอิสราเอลมาก ขณะเดียวกันอังกฤษ สหรัฐ องคการสหประชาชาติลวนสนับสนุนสงยิวอพยพจากประเทศตางๆ เพื่อใหมีดินแดนอยูใน ปาเลสไตน ตอมาในราว 20 ป หลังจากยิวชาติอิสราเอลอยูในปาเลสไตนเกิดสงครามกอนหิน 2 ครั้ง คือ ชาวปาเลสไตนตองการขับไลชาตินี้ออกไปจากดินแดนเกาแกของตนเองเพราะ ตนเองยังอยูกับความยากจนสิ้นหวังเชน เดิม การสูครั้งแรกของชาวปาเลสไตน ไมมีอาวุธแตใชกอนหินขวางปารถถัง ของอิสราเอลซึ่งรบชนะไดอยางงายดาย และสหประชาชาติก็ประนามการกระทํา ของอิสราเอล อิสราเอลไดรับความ เห็นใจจากทั่วโลกนอยลง ตอมามีกลุม ฮามาสเปนกลุมที่ลุกขึ้นมาตอบโต อิสราเอลดวยมาตรการรุนแรงเชนกัน กลุมฮามาสเปนกระแสฟนฟูอิสลามจุด ประกายรัฐอิสลามและเปาหมายคือขับไลอิสราเอลจากปาเลสไตนและกลุมฮามาสนี้ยินดีปฏิบัติ การระเบิดพลีชีพและสงครามชิงดินแดนยังเกิดตอมาเปนระยะๆมีการเจรจาเพื่อสงบศึกหลาย ครั้งแตยังไมสําเร็จ เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา ความหมายของคําวา “ความขัดแยง” ความขัดแยง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “การไมลงรอยกันการไมถูกกัน ความคิดไมตรงกัน ความพยายามอยากเปนเจาของ และ ความเปนคนตางมุมมองกัน” ความขัดแยงในสังคม เปนสิ่งที่ไมมีใครปรารถนา แตก็หลีกเลี่ยงไดยาก เพราะตราบ ใดที่มนุษยมีชีวิตอยูรวมกันในสังคม ก็ยอมมีความขัดแยงเปนธรรมดา ความขัดแยงมีทั้ง ประโยชนและโทษ
  • 60.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม50 สาเหตุที่ทําใหเกิดความขัดแยง ความขัดแยงมาจากสาเหตุหลายประการ เชน ความเชื่อศรัทธาในคําสอนของศาสนา แตกตางกันความมีทิฏฐิมานะ ถือตัววาความคิดของตัวเองดีกวาคนอื่น ความมีวิสัยทัศน ที่คับแคบ ขาดการประสานงานที่ดี ขาดการควบคุมภายในอยางมีระบบ สังคมโลกขยาย ตัวเร็วเกินไป และการมีคานิยมในสิ่งตางๆ ผิดแผกกัน ความคิดแตกตางกัน วิธีปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันในสังคม วิธีปองกัน แกไข ความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันมีหลายวิธี เชน 1. วิธียอมกัน คือทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหนาเขากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกัน ไมดูถูกไมติฉินนินทาไมกลาววารายปายสีศาสนาของกันและกัน พบกันครึ่งทาง รูจักยอมแพ รูจักยอมกัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกัน โดยมี ผูประสานสัมพันธที่ทุกฝายยอมรับนับถือ 2. วิธีผสมผสาน คือทุกฝายทุกศาสนาเปดเผยความจริง มีการแลกเปลี่ยน ทัศนคติ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา ทํากิจกรรมในสังคมรวมกัน เชน สรางสระพาน ถนน ฯลฯ 3. วิธีหลีกเลี่ยง คือการแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนี ไมเอาเรื่อง ไมเอาความ ไมไปกาวกายความคิด ความเชื่อ ของผูนับถือศาสนาที่ไมตรงกับ ศาสนาที่ตนนับถือ 4. วิธีการประนีประนอม คือการแกปญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละ บางสิ่งบางอยางลงมีทั้งการใหและการรับภาษาชาวบาน เรียกวาแบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน ตางคนตางก็ไมเสียเปรียบ เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีสุข ศาสนาพุทธ มีหลักสําคัญคือการมุงเนนใหไมเบียดเบียน ไมจองเวรซึ่งกันและ กันจะเห็นวาศีลขอ 1. ของศาสนาพุทธ คือ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ คือ งดเวนการฆา เบียดเบียน ทํารายรางกายคนและสัตว และหลักสําคัญตอมาอีกคือยึดหลัก พรหมวิหาร 4 คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา คือความปรารถนาใหผูอื่นพนจากความทุกข 3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผูอื่นไดดี 4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไมลําเอียง ทําใจเปนกลาง ใครทําดียอมไดดี หลักธรรมที่สําคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจ ผูอื่นไดแก ทานคือการใหความเสียสละแบงปนของตนเองใหผูอื่น ปยวาจา คือ พูดจาดวย
  • 61.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 51 ถอยคําที่ไพเราะออนหวานพูดดวยความจริงใจไมหยาบคายกาวราว อัตถจริยา คือ การสงเคราะหผูอื่นทําประโยชนใหผูอื่น และสมานัตตาคือ ความเปนผูสม่ําเสมอ ประพฤติ เสมอตนเสมอปลาย เนนคุณธรรมสําคัญในการอยูกับผูอื่นในสังคม และที่สําคัญในการแกไขปญหาความขัดแยงในศาสนาพุทธ มุงเนนที่การเจริญปญญา นั่นคือปญหาตางๆคือผลและยอมเกิดจากสาเหตุของปญหา การแกไขตองพิจารณาที่สาเหตุ และแกที่สาเหตุ ดังนั้นแตละปญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิดจะแตกตางกันตามสถานการณ นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแลว ในการแกปญหายังใชวิธีการประชุมเปนสําคัญ พอจะเห็น รูปแบบการประชุมรวมกันของสงฆที่สงผลถึงปจจุบัน ตัวอยางคือคําวา สังฆกรรมซึ่งเปนการ กระทํารวมกันของพระสงฆ เชน การรับบุคคลเขาบวชในพุทธศาสนา พระสงฆประกอบดวย อุปชฌาย พระคูสวด จะตองหารือกัน ไถถามกันเปนภาษาบาลีเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ ผูมาบวชวาสมควรใหบวชไดไหม ศาสนาอิสลาม ไดวางหลักเกณฑแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในสวนที่เปนศีล ธรรมและจริยธรรมอันนํามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยูรวมกันของกลุมใน สังคม ศาสนาอิสลามมีคําสอนซึ่งเปนขอปฏิบัติสําหรับครอบครัวและชุมชน โดยมีหลักศรัทธา หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติ สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งมวลมีจุดประสงค 3 ประการคือ 1. เปนอุดมการณที่สอนมนุษยใหศรัทธาในอัลลอห พระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค ศรัทธาในพระ โองการแหงพระองค ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษยฟนคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไววางใจตอ พระองค เพราะพระองคคือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตา ของพระองค และพระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสําหรับมนุษย เพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะ แวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณี หรือ ทําอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทํา ลายสังคมแมวาในรูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อการครองตนอยางมีเกียรติ เนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตย ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเมตตากรุณา ความกตัญูกตเวที ความสะอาดของ กาย และใจ ความกลาหาญ การใหอภัยความเทาเทียมและความเสมอภาคระหวางมนุษย การ เคารพสิทธิของผูอื่น สั่งสอนใหละเวนความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญ การลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
  • 62.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม52 อิสลาม เปนศาสนาของพระผูเปนเจาที่ทางนําในการดํารงชีวิตทุกดานแกมนุษย ทุกคน ไมยกเวนอายุ เพศ เผาพันธุ วรรณะ ศาสนาคริสตนอกจากบัญญัติ10ประการที่สําคัญในการอยูรวมกับผูอื่นของศาสนา คริสต คือ จงอยาฆาคน จงอยาลวงประเวณีในคูครองของผูอื่น จงอยาลักขโมย จงอยาพูด เท็จ จงอยามักไดในทรัพยของเขา และคําสอนที่สําคัญคือใหรักเพื่อนบานเหมือนรักตัวเอง ให มีเมตตาตอกัน จงรักผูอื่นเหมือนพระบิดารักเรา ใหอภัยแลวทานจะไดรับการอภัย ลวนแต เปนคุณธรรมพื้นฐานที่สําคัญที่ทําใหการอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข ศาสนาพราหมณ-ฮินดู สอนใหมีความมั่นคง มีความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตน มี ใหอดทน อดกลั้นมีเมตตากรุณา ขมใจไมหวั่นไหวไปตามอารมณ ไมลักขโมย ไมโจรกรรม ทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ มีธรรมะสําหรับคฤหัสถคือจบการศึกษาใหกลับบานชวย บิดามารดาทํางานแตงงานเพื่อรักษาวงศตระกูลประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเครื่องดําเนินชีวิต เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา หลักธรรมคําสอนของศาสนาชวยสรางคนใหเปนคนดี คนดีเปนที่ปรารถนาของทุกคน โลกนี้ยังขาดคนดีอยูมาก ยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง ความรูแขนงตางๆ เสียอีก ความจริงโลกไมไดขาดแคลนผูมีความรูหรือผูเชี่ยวชาญใน สาขาตางๆ มากนัก แตที่ขาดแคลนมากก็คือคนดี โลกจึงวุนวายดังปจจุบัน คนจะเปนคน ดีไดก็ตองมีหลักยึดมั่นประจําใจคือ มีศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเทาไร ก็ชวยใหเปนคนดี มากและมั่นคงเทานั้น อยางอื่นก็พลอยดีดวย ตรงกันขามถาใจไมดีการกระทําตางๆ ก็พลอย รายไปดวย คนมีศาสนาหรือมีหลักธรรม มีคุณธรรมในใจเปนคนดีแตถาไมมีก็อาจเปนคนดีได แตเปนคนดีนอกจากจะทําความดีก็ตอเมื่อมีผูอื่นรู จะไมทําความชั่วก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถา ไมมีใครรูใครเห็นก็อาจจะทําความชั่วไดงาย แตคนดีในสามารถทําความดีไดทั้งตอหนาและ ลับหลังคน ทั้งไมทําความชั่วทั้งตอหนาและลับหลัง ทั้งนี้ก็เพราะหลักธรรมที่วา หิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวตอความชั่ว “ศาสนาเปนแรงอํานาจเรนลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผูที่มี ความเชื่อความศัรทธาในคําสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ใหละบาป บําเพ็ญบุญ” ลักษณะของคนดี การยึดตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาเปนลักษณะของคนดีที่สังคมตองการ ทั้งการเปนคนดีในฐานะบุตร ฐานะลูกศิษย และฐานะศาสนิกชน คนที่ไดชื่อวาเปนคนดีที่สังคมตองการมักจะเปนคนมีเหตุมีผล กลาหาญ อดทน อดกลั้น มีความซื่อสัตย สุจริต มีกิริยามารยาทดี มีเสนห มีจิตใจงาม เมตตาตอสัตวทั้งหลาย รูจักชวยเหลือ สงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอื่น พูดจาใน สิ่งที่ถูกตองเปนความจริง พูดจาไพเราะ ออนหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ในหมูคณะ เปนตน
  • 63.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 53 ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคําสอนเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดย ทุกศาสนามีเปาหมายเดียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนใหคนเปน คนดี” ดังนั้นศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการ ประพฤติปฏิบัติ โทษของการขาดคุณธรรม จริยธรรม ธรรมะเปนสิ่งสําคัญสวนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจทําใหประสบกับความ ลมเหลวและทําใหชีวิตอับปางได ทั้งโทษที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติ ตัวอยางที่ เห็นไดอยางชัดเจนในปจจุบัน เชนการที่คนในชาติขาดคุณธรรม จริยธรรมในการดําเนินชีวิต ไมรูจักพอ ไมเห็นแกความเดือนรอนของสังคมและประเทศชาติ ทําใหเกิดการลักลอบเสพ ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดรอนโดยทั่วไป จนหนวยงานที่รับผิดชอบตองออกมา ปราบปรามขั้นเด็ดขาด ขาวสาร ขอมูลจากสื่อมวลชนทุกแขนงนําเสนอขาวการจับกุม ผูเสพ ผูคาและผูอยูเบื้องหลังอยางตอเนื่อง ปญหาทั้งมวลที่กลาวมานี้เปนตัวอยางที่มีสาเหตุ มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพุทธ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกวา “สมาธิ” คําวา สมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมฟุงซาน หรือ การจัด ระเบียบความคิดได เชน ในขณะอาน หนังสือจิตสงบอยูกับหนังสือที่เราอาน ก็เรียกวาจิตมีสมาธิ หรือในขณะที่ทํางาน จิตสงบอยูกับงานที่ทําก็เรียกวาทํางาน อยางมีสมาธิ สติ สมาธิ และปญญามี ลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ อยางใกลชิด สติคือความตั้งมั่นเปน จุดเริ่ม แลวมีสมาธิคือจิตใจแนวแน และ ปญญาคือการไตรตรองใหรอบคอบ จุดมุงหมายของสมาธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสัมปชัญญะ 2. เพื่ออยูเปนสุขในปจจุบัน 3. เพื่อไดฌานทัศนะ ประโยชนของสมาธิ 1. ประโยชนของสมาธิในชีวิตประจําวัน เชน ทําใหจิตใจสบาย มีความสดชื่น ผองใส และสงบ กระฉับกระเฉง วองไว มีความเพียรพยายาม แนวแนในสิ่งที่กระทํา มีประสิทธิภาพ ในการทํางาน
  • 64.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม54 2. ประโยชนของสมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพ เชนทําใหมีความแข็งแรง หนักแนน ทั้งทางรางกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดี สูสุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอยางได 3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมุงหมายของศาสนา เมื่อไดสมาธิขั้นสูงแลวจะเกิด ปญญาและบรรลุจุดมุงหมายของศาสนาได 4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปญหาตางๆ ไดถูกตองมากยิ่งขึ้น วิธีการฝกสมาธิ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจาตรัสรูโดยการนั่งสมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ คือ ตั้งสติจดจอที่ลมหายใจเขา-ออก เปนอารมณเดียวจนจิตแนวแนเขาสูสมาธิซึ่งเปนสงบสุข สงัด มีสติรูตัวบริบูรณ จากนั้นพระพุทธองคเกิดมหาปญญาคนพบทางดับทุกขแกชาวโลกคือ อริยสัจ 4 ดังที่กลาวมาแลวในประวัติศาสดาดังนั้นการฝกสมาธิเปนหนทางที่พุทธศาสนิกชน พึงปฏิบัติ เพื่อใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และพัฒนาตนเองใหเกิดกําลังใจเสียสละยิ่งขึ้น เมตตายิ่งขึ้น มีปญญาประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต อยางไรก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัติสมาธิหรือฝกสมาธิไดผลรวดเร็วตองเปนผูที่มีศีล 5 เปน พื้นฐานและศรัทธายึดมั่นตอพระรัตนตรัย เปนพุทธศาสนิกชนที่ดีคือการใหทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา คือการทําสมาธิและทําใหตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น การฝกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝกใหครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง เดิน ฝกใหจิตอยูในอารมณเดียว มีสติบริบูรณในอิริยาบถตางๆ และกอใหเกิดสมาธิหรือ เรียกวา เจริญกรรมฐาน นั้น เริ่มตนสวดมนตไหวพระสรรเสริญคุณพระศรีรัตนตรัย อธิษฐาน จิตเขาสมาธิ และพิจารณาสภาวธรรม คือความเปนทุกขของชาติ ชรา มรณะ ความแหงใจ ความเสียใจ ความคับแคนใจ ความประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่ เปนที่รัก ความไมไดสิ่งที่ปรารถนา ความมีอุปทานในขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนทุกข พิจารณาขันธ 5 ไมเที่ยง เปนอนัตตา ไมมีตัวตน การพิจารณาสภาวะ ธรรมเนืองๆ ชวยใหเกิดเจริญปญญาละวางก็เลส เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามแนว ศาสนาพุทธ และเปนแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในศาสนาอื่นๆ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนิกชน ของแตละศาสนาที่ฝกพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมใหเจริญยิ่งๆ ขึ้นนั้น ลวนมีพื้นฐานเชนเดียว กับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา คําสอนและแนวปฏิบัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจอในศาสนาที่นับถือ ทําใหเกิดอารมณมั่นที่ทําความดี ที่จะ อดทน อดกลั้นตอความทุกขตางๆ ศาสนาคริสตมีการอธิษฐานกับพระเจาการสารภาพ บาปเปนการชําระมลทินทางจิต ศาสนาอิสลามมีการสงบจิตมั่นทําละหมาดเปนประจําทุกวันๆ หลายครั้งเปนกิจวัตรสําคัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดู นั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลาย แนวทางมีการวางเปาหมายชีวิตเพื่อละกิเลสตางๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด
  • 65.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 55 หลักสอนที่สอดคลองของศาสนาตางๆ คําสอนของศาสนาแตละศาสนาสอนใหเปนคนดีตามแนวทางของตน แตเมื่อ กลาวโดยรวมๆ แลวหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคลองกันในเรื่องใหญๆ คือ การอยูรวมกันอยางสันติโดนเนนประเด็นเหลานี้ คือ 1. สอนใหรูจักรักและใหอภัยกัน 2. สอนใหใจกวางยอมรับความเชื่อที่แตกตางกัน 3. สอนใหเปนคนดีตามหลักศาสนาของตน    
  • 66.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม56 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติบุคคลในประเทศที่นําหลักธรรมศาสนามาแกไข ปญหาชีวิตของตนเอง แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน กิจกรรมที่2 ใหผูเรียนแบงกลุมศึกษาประวัติศาสตรของประเทศตาง ๆ ในโลกที่สามารถ แกไขกรณีขัดแยงที่เกิดจากศาสนาจนกระทั่งประเทศชาติสงบสุข แลวนํามาแลกเปลี่ยน เรียนรูกันในชั้นเรียน กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนฝกปฏิบัติสมาธิ เจริญปญญา แลวนํามาผลประสบการณที่ไดรับจาก การฝกปฏิบัติที่สงผลใหสามารถแกไขปญหาชีวิต และพัฒนาชีวิตของตนเองไดมาแลก เปลี่ยนเรียนรูกันในชั้นเรียน
  • 67.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 57 สาระสําคัญ วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดงถึง เอกลักษณความเปนชาติ เปนสิ่งที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีคานิยมที่ดีงามใหคงอยูคูกับชาติ แตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรม ทางวัตถุเจริญกาวหนาจะมีอิทธิพลสงผลใหชาติที่ดอยความเจริญดานวัตถุรับวัฒนธรรมเหลา นั้นไดโดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเสื่อมถอยไป ดังนั้นชาติ ตางๆ ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและตางๆ ในโลก 2. ตระหนักถึงความสําคัญในวัฒนธรรมประเพณีของไทยและชนชาติตางๆ ในโลก 3. มีสวนรวมสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทย 4. ประพฤติตนเปนแบบอยางของผูมีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยและเลือก รับปรับใชวัฒนธรรมจากตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย 5. ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก 6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 ลักษณะวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการสเลือกรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย สื่อประกอบการเรียนรู ซีดี วัฒนธรรมประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก เอกสารคนควา วัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก คอมพิวเตอร อินเทอรเน็ต วัฒนธรรมประเพณีและคานิยม ของประเทศไทยและของโลก2 บทที่
  • 68.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม58 เรื่องที่ 1 ความหมายความสําคัญของวัฒนธรรม ความหมาย คําวา “วัฒนธรรม”เปนคําสมาสระหวางภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต โดยคําวา “วัฒน” มาจากภาษาบาลีคําวา “วฑฺฒน” แปลวา เจริญงอกงาม สวนคําวา “ธรรม” มาจากภาษาสันสกฤตคําวา “ธรฺม” หมายถึง ความดี เมื่อพิจารณาจากรากศัพท ดังกลาว “วัฒนธรรม” จึงหมายถึงสภาพอันเปนความ เจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ปจจุบัน คําวา “วัฒนธรรม” พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พ.ศ. 2553 ไดให ความหมายไววา หมายถึง วิถีการดําเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ คานิยม จารีต ประเพณี พิธีกรรมและภูมิปญญา ซึ่งกลุมชนและสังคมไดรวมสรางสรรค สังคม ปลูกฝงสืบทอด เรียน รูปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งดานจิตใจ และวัตถุ อยาง สันติสุข และยั่งยืน ความหมายของวัฒนธรรมดังกลาวขางตน วัฒนธรรมเปนเครื่องวัดและเครื่องกําหนดความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมและ ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังนั้นวัฒนธรรม จึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูของบุคคลและตอความเจริญกาวหนาของประเทศชาติมาก ความสําคัญของวัฒนธรรมโดย สรุป มีดังนี้ 1. วัฒนธรรมเปนเครื่องสรางระเบียบแกสังคมมนุษย วัฒนธรรมไทยเปนเครื่อง กําหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทยใหมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลของการ แสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสรางแบบแผนของความคิด ความเชื่อและคานิยมของ สมาชิกใหอยูในรูปแบบเดียวกัน 2. วัฒนธรรมทําใหเกิดความสามัคคีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกผันเดียวกันเกิดความเปนปกแผนจงรักภัคดีและ อุทิศตนใหกับสังคมทําใหสังคมอยูรอด 3. วัฒนธรรมเปนตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน เชน รูปแบบของครอบครัวจะ เห็นไดวาลักษณะของครอบครัวแตละสังคมตางกันไปทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมในสังคมเปน ตัวกําหนดรูปแบบเชนวัฒนธรรมไทยกําหนดแบบสามีภรรยาเดียวกันในอีกสังคมหนึ่งกําหนด วาชายอาจมีภรรยาไดหลายคน ความสัมพันธทางเพศกอนแตงงานเปนสิ่งที่ดีหรือเปนเรื่อง ขัดตอศีลธรรม 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องมือชวยแกปญหา และสนองความตองการของมนุษย มนุษยไมสามารถดํารงชีวิตภายใตสิ่งแวดลอมไดอยางสมบูรณ ดังนั้นมนุษยตองแสวงหา ความรูจากประสบการณที่ตนไดรับการประดิษฐคิดคนวิธีการใชทรัพยากรนั้นใหเกิดประโยชน
  • 69.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 59 ตอชีวิตและถายทอดจากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกรุนตอไปโดยวัฒนธรรมของสังคม 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติเจริญกาวหนา หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดี งามเหมาะสม เชน ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชนสวนรวม มากกวาสวนตัว เปนตน สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาไดอยางรวดเร็ว 6. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติ คําวา เอกลักษณ หมายถึง ลักษณะพิเศษหรือลักษณะเดนของบุคคลหรือสังคมที่แสดงวาสังคมหนึ่งแตกตางไปจากอีก สังคมหนึ่ง เชน วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทย จะมีการยกมือไหวกันแตในสังคมญี่ปุน ใชการคํานับกัน เปนตน เรื่องที่ 2 เอกลักษณของวัฒนธรรมไทย เอกลักษณหรือลักษณะประจําชาติในทางวิชาการมีความหมาย 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เปนอุดมคติซึ่งสังคมตองการใหคนในสังคมนั้น ยึดมั่นเปน หลักในการดําเนินชีวิต เปนลักษณะที่สังคมเห็นวาเปนสิ่งดีงามและใหการเทิดทูนยกยอง อีก ประการหนึ่ง หมายถึงลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปในสังคมนั้นแสดงออกในสถานการณตางๆเชน ในการทํางานการพักผอนหยอนใจ การติดตอสัมพันธกับผูอื่น และในการดําเนินชีวิตทั่วไป ในสังคมเปนลักษณะนิสัยที่พบในคนสวนใหญของประเทศ และสวนมากมักจะแสดงออกโดย ไมรูตัวเพราะเปนเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอยางนั้น เอกลักษณของวัฒนธรรมไทยที่เดนๆ มีดังนี้ 1. ความรักอิสรภาพหรือความเปนไทย คนไทยมีลักษณะนิสัยไมตองการอยูใน อํานาจบังคับของผูอื่น ไมชอบการควบคุมเขมงวด ไมชอบการกดขี่หรือใหผูอื่นเขามายุง เกี่ยวสั่งการในรายละเอียดในการทํางานและการดําเนินชีวิตสวนตัวคนไทยเปนคนที่หยิ่งและ รักในศักดิ์ศรีของตนเอง การบังคับน้ําใจกันหรือฝาฝนความรูสึกของกันและกันถือวาเปนสิ่ง ไมควรทํา 2. การย้ําการเปนตัวของตัวเองหรือปจเจกบุคคลนิยม คือ การใหคุณคาในความ เปนตัวของตัวเอง ความนิยมนี้สวนหนึ่งมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งย้ําความสําคัญ ของตัวบุคคลเปนพิเศษถือวาบุคคลจะเปนอยางไรยอมแลวแตกรรมของบุคคลนั้นในอดีต การย้ําสอนใหพึ่งตนเองทุกคนมีความเทาเทียมกันสวนการที่จะดีหรือชั่วนั้นอยูที่การกระทํา ของตนเองมิไดอยูที่ชาติกําเนิด 3. ความรูสึกมักนอย สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู คนไทยไมมีความดิ้นรน ทะเยอทะยานที่จะเอาอยางคนอื่น ถือเสียวาความสําเร็จของแตละเปนเรื่องของบุญวาสนา ทุกคนอาจมีความสุขไดเทาเทียมกันทั้งนั้นเพราะเปนเรื่องภายในใจ 4. การทําบุญและการประกอบการกุศล คนไทยสวนใหญมีความเชื่อในเรื่องกรรม การเวียนวายตายเกิดจึงมักนิยมทําบุญและประกอบการกุศลโดยทั่วไป โดยถือวาเปนความ สุขทางใจและเปนการสะสมกุศลกรรมในปจจุบันเพื่อหวังจะไดรับผลประโยชนในอนาคต
  • 70.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม60 5. การหาความสุขจากชีวิต คนไทยมองชีวิตในแงสวยงามความกลมกลืนและ พยายามหาความสุขจากโลก ซึ่งตรงกันขามกับชาวตะวันตกที่มักจะมองชีวิตในแงของ ความขัดแยงระหวางอํานาจฝายต่ําในรางกายมนุษยและอํานาจฝายสูง ซึ่งไดแก ศีลธรรม และความรับผิดชอบในใจคนไทยจึงไมมีความขัดแยงในใจเกี่ยวกับการปลอยตนหาความสําราญ เพราะถือวาอยูในธรรมชาติมนุษย 6. การเคารพเชื่อฟงอํานาจคนไทยนิยมการแสดงความนอบนอมและเคารพบุคคล ผูมีอํานาจความสัมพันธระหวางบุคคลเปนไปตามแบบพิธีซึ่งแสดงฐานะสูงต่ําของบุคคลที่ เกี่ยวของ 7. ความสุภาพออนโยนและเผื่อแผ คนไทยเปนมิตรกับทุกคนและมีชื่อเสียงใน การตอนรับคนไทยนิยมความจริงและชวยเหลือกันในการมีความสัมพันธระหวางกันและไม คิดเอาเปรียบผูอื่นมีความเมตตาสงสารไมซ้ําเติมผูแพถือเปนคุณธรรมยิ่งของคนไทย 8. ความโออา ลักษณะนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นและหยิ่งในเกียรติของตนเอง คนไทยนั้นถึงแมภายนอกจะดูฐานะต่ํา แตในใจจริงเต็มใจยอมรับวาตัวเองต่ํากวาผูอื่น ถือวา ตัวเองมีความสามารถเทาเทียมกับผูอื่นถาตนมีโอกาสเชนเดียวกันคนไทยไมยอมใหมีการ ดูถูกกันงายๆและถือวาตนมีสิทธิ์เทาเทียมกับผูอื่นในฐานะเปนมนุษยคนหนึ่ง เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม เนื่องจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นจากวิถีการดําเนินชีวิตซ้ําๆ ของคนใน สังคมนั้นๆ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นนอยมากเพราะเปนลักษณะของ สังคมปดตอมาเมื่อแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันใน สังคมขามภูมิภาคเชนชาติตะวันตกกับชาติตะวันออกซึ่งเกิดขึ้นมากในชวงยุคลาอาณานิคม เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตน เขามาดวยเชน ศาสนา ภาษา การแตงกาย ที่อยูอาศัย อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ แนวโนม ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความออนแอ กวาก็เริ่ม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดังกลาวทําใหเกิดแรงผลักดันชักจูงทั้งสองทาง คือ ทั้งการกระตุนใหยอมรับสิ่งใหม และการอนุรักษวัฒนธรรมเดิมที่ตอตานการเปลี่ยนแปลงนั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะสังคมไทยการสรางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ก็ดําเนินมาอยางตอเนื่องในทุกยุคสมัยแตในสังคมในอดีตกอนยุคลาอาณานิคม(เริ่มตั้งแต สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร)สังคมไทยแมวาจะมีการติดตอกับชาวตางชาติบางก็ ยังไมเปนที่กวางขวางนักในหมูราษฎร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงดําเนิน ไปอยางคอยเปนคอยไป แตเมื่อถึงยุคลาอาณานิคมเริ่มการติดตอกับชาวตางชาติโดยเฉพาะ ชาติตะวันตกที่หลังไหลเขามาจํานวนมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งสังเกตุได จากการแตงกายของขุนนางซึ่งเปนอยางตะวันตกมากขึ้น ลักษณะอาคารบานเรือนแบบยุโรป เริ่มมีขึ้น
  • 71.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 61 ดังนั้นหลายชาติเริ่มกันมาพิจารณาหาแนวทางการอนุรักษวัฒนธรรมของชาติตนเอง ใหมจึงเกิดองคกรทั้งภาครัฐ เอกชนพากันเรงฟนฟูวัฒนธรรมของตนเอง มีการแลกเปลี่ยน เรียนรูยอมรับวัฒนธรรมที่แตกตางระหวางกัน มีการบรรจุเรื่องราวของวัฒนธรรมไวใหเด็ก และเยาวชนไดศึกษาเพื่อใหเห็นคุณคาวัฒนธรรมของตนเอง สงผลใหสามารถสืบทอดรักษา วัฒนธรรมไวอยางมั่นคง ตัวอยางสังคมไทยในอดีตไดรับวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย เปนชาติที่มีวัฒนธรรม เขมแข็ง ตอมาเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรเรื่อย มาจนถึงปจจุบันและเริ่มรับวัฒนธรรม ญี่ปุน เกาหลี เพราะมีอิทธิพลดานการบันเทิง รวมทั้ง เทคโนโลยีตางๆ ดังนั้นสังคมไทยจะตองรวมมือกันสรางความเขาใจใหประชาชนคนไทยตระหนักถึง คุณคาวัฒนธรรมไทย ในการรวมกันอนุรักษสืบทอดดวยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมไทยจึง จะคงอยูตอไป เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก ประเพณี คือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนเรื่องที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแตละ ชาติตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เราจะเห็นความเจริญรุงเรืองของชาติตางๆ จากประเพณี สิ่งที่ มีอิทธิพลตอประเพณี คือ ศาสนาความเชื่อของคนในชาติตางๆ ประเพณีที่เกี่ยวของกับ การเกิด การแตงงาน การตาย รวมทั้งประเพณีในศาสนาตางๆ ของแตละชาติจะแตกตาง กันไป เชน ประเพณีการแตงงานของชาวอินเดียจะแตงงานกันเมื่อมีอายุนอยมาก และฝาย หญิงตองไปสูขอฝายชาย ขณะที่ประเพณีจีนโบราณผูชายเปนผูสืบตระกูลจะเปนผูนําไดรับ สิทธิตางๆ ในครอบครัวมากกวาเพศหญิง การสูขอตองผานแมสื่อ แตปจจุบันประเพณีใน จีนเปลี่ยนแปลงไปตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนลัทธิเมาเจอตุง จีนมีการปฏิวัติ วัฒนธรรมครั้งใหญ โลกปจจุบันมีการติดตอคมนาคมอยางรวดเร็ว ประชากรในโลกสนใจเขามาทองเที่ยว ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวตางชาติ ตางภาษา สงผลใหประเทศตางๆ เริ่มสนใจ อนุรักษวัฒนธรรมประเพณีตางๆ ที่โดดเดนเปนเอกลักษณเพื่อคงความเปนชาติ และเปน การสงเสริมอุตสาหกรรมการทองเที่ยวของชาติตนเองไวประเทศไทยก็เชนกัน คนตางประเทศ มาทองเที่ยวประเทศไทยเปนจํานวนมากเพื่อเรียนรูวัฒนธรรมประเพณีไทยทําใหเงินตราเขา ประเทศเปนจํานวนมหาศาล
  • 72.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม62 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย คานิยม สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรมซึ่งสมาชิก ของสังคมจะตองมีความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมาก มีความจําเปนที่จะตอง ตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ รูปแบบความคิด ในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม ความหมายตอคานิยม คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและ ประเมินวาสิ่งใดมีคุณคา มีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือ และประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม (Social Value) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสิน และประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคา มีประโยชน พึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสมดีงาม ควรแก การประพฤติปฏิบัติรวมกัน คานิยมทางสังคมเกิดจากการที่สมาชิกในสังคมดํารงชีวิตอยูรวม กันแลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองใน แนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิต สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติและที่ตั้งถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิด ทัศนคติรวมกันของ คนสวนใหญ จึงเปนพื้นฐานที่สําคัญเกิดบรรทัดฐานทางสังคม อันเปนการกําหนดกฎเกณฑ หรือระเบียบในการปฏิบัติตอกันทางสังคมตามแนวทางของคานิยมที่สมาชิกในสังคมยอมรับ รวมกัน คานิยมสามารถชวยใหการดําเนินชีวิตระหวางสมาชิกในสังคมมีความสอดคลองสัม พันธตอกันลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการ เปลี่ยนแปลงไดตามสภาพแวดลอมและความเหมาะสมในแตละยุคสมัย เนื่องจากการเปลี่ยน แปลงทางสังคมทําใหสังคมนั้นเกิดมีคานิยมใหมมาทดแทนคานิยมเดิม เชนการเปลี่ยนแปลง ทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทย จากการผลิตแบบเดิมมาสูการผลิตแบบใหมที่มี การใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจากแรงงานคน หรือสัตว มีผลทําใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มีคานิยมในการนําเอาเครื่องจักรและสารเคมีมา ใชทางเกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกร เริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมในวิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมี และรูจักประสมประสานความคิดทําใหเกิดคานิยมวิเคราะห วิจัยการทําเกษตรเพื่อยังชีพและ อุตสาหกรรม
  • 73.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 63 คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก 1) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําให เกิดคานิยมในการประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญ ของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติสืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย 2) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคติความเชื่อและศรัทธาภักดีตอพระ มหากษัตริยของชาวไทยเปนคานิยม ธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูน พระมหากษัตริย 3) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่ ตองมีความสามัคคีรวมมือ รวมใจ เปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะ ที่เกิดเหตุการณรายอันเปนภัยแกสังคมและประเทศชาติ ชวยกันปลูกฝงจิตสํานักใหรูคุณคา ของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย 4) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของ สังคม เนื่องจากเปนรากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศ ชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น ในการอยูรวมกัน ของสังคมการไมกระทําการทุจริต ละเมิด ฝาฝนกฎหมาย เปนตน 5) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคม ไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติ ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระตางๆ คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1. แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย 2. ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คุณลักษณะเชนนี้ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนที่วามนุษยเราไมวายากดีมีจนอยางไร ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎดวยกัน ความสํานึกวาตน เองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวย เหลือกันและกัน 3. ความเคารพและความออนนอมถอมตน คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส ความเกรงใจใหเกียรติผูมีประสบการณเหนือกวาตนจะปรากฏใหเห็นทุกระดับของสถาบันไทย นับตั้งแตสถาบันครอบครัวไปจึงถึงสถาบันสงฆ ทั้งในระบบราชการคือการไมกลาแสดงความ
  • 74.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม64 คิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนความรูสึกผูอื่น ความออนนอมนุนนวล ไม เพียงแตสะทอนออกมาในรูปของกิริยามารยาทเทานั้นยังสะทอนออกมาในงานศิลปะตาง ๆ ของชาติดวย ไมวาจะเปนจิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม หรือคีตกรรม 4.ความกตัญูกตเวที เปนคุณธรรมของบุคคลผูสํานึกในอุปการคุณที่ผูอื่นกระทําตอตน และพยายาม จะหาทางตอบแทนอุปการคุณนั้นคุณธรรมขอนี้พระพุทธองคทรงกลาววาเปนบุคคลหาไดยาก ความกตัญูกตเวทีจึงเปนคานิยมอันมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเปนสิ่งสําคัญ ในสังคมยกยองวา “ตกน้ําไมไหล ตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอื่นนั้น เมื่อ ถึงคราวตกอับก็มีผูยินดียื่นมือเขามาชวยเหลือความกตัญูจึงเปนคานิยมที่สมควรจะปฏิบัติ ใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง 5.ศรัทธาและปญญา ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส ศรัทธา เปนความเชื่อ แตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือ การกระทําของคนอื่นเปนสิ่งที่ดีและเหมาะสมนาจะนํามาปฏิบัติ แลวปฏิบัติตามแนวทางของ บุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามีศรัทธาในบุคคลนั้น ปญญาเปนความรูที่เกิดดวยตนเองซึ่งเกิดจาการคิดพิจารณาไตรตรองวิเคราะห อยางรอบคอบมีเหตุผล พุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงสอนใหบุคคลมีทั้งศรัทธา และปญญาประกอบกัน ดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอย ที่หลงเชื่อสิ่งตางๆโดยมิไดวิเคราะหหรือพิจารณาอยางแทจริง เพื่อประโยชนสุขรวมกันของ บุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้ - เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง - เชื่อวาบุญบาปมีจริง - เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง - เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง 6.ทํางานสุจริต สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และจริต หมายถึง ความประพฤติ สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา 1) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากร ธรรมชาติ ไมประพฤติผิดเลนการพนัน ไมขายยาเสพติด ทําลายเยาวชน สังคม และประเทศ ชาติ
  • 75.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 65 2) ไมผิดประเพณี ประกอบดวย (1) ขนบของบานเมือง คือไมผิดกฎหมาย ระเบียบของบานเมือง (2) ธรรมเนียม เปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา (3) ไมผิดศีลธรรม หมายความวา มีความประพฤติอันถูกตองตามทํานอง คลองธรรมทํากายวาจาใจสงบ ระวังสํารวมตนอยูเสมอ เมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรม ตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเอง ชาติบานเมือง พรอมทั้งรักษาความเปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิด เห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคา นิยมวัฒนธรรมไทย สรางพลังเพื่อทําใหชาติมั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดี งามของไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก ศีลธรรม จริยธรรมและคานิยม คือ สิ่งที่กําหนดมาตรฐานความประพฤติของสมาชิก ในสังคมไวใหปฏิบัติตามแนวทางที่สังคมไดกําหนดวาเปนสิ่งดีงามเหมาะสมกับสภาพสังคม นั้นๆ รวมทั้งเปนมาตรฐานที่ใชตัดสินการกระทําของบุคคลในสังคมวาถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่งสําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่ สังคมยอมรับรวมกัน คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเชื่อของบุคคลในสังคม กอใหเกิดประโยชนตอสังคม ชวยในการพัฒนาสังคม เพราะทําใหบุคคลมีความตั้งมั่นอยูใน ความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และ ความเชื่อมั่นในคําสอนของศาสนา ดังนั้นคานิยมและจริยธรรมของสังคมจําตองมีจุดมุงหมาย ในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน มีดังนี้ 1. การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคําพูดที่เสียด เยาะเยยถากถาง ดูหมิ่นผูอื่น รวมทั้งการกลั่นแกลง ทําลาย ทรัพยสินผูอื่น 2. ความเสียสละ โดยไมเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละความเห็นแกตัวชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม 3. มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตอง ตามทํานองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตน เองและสวนรวม หรือทําใหตนเองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม 4. ความละอายและเกรงกลัวตอกระทําความชั่ว โดยไมเขาไปเกี่ยวของกับความชั่ว ทั้งปวง มีจิตใจที่ยับยั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ
  • 76.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม66 5. การรูจักเคารพในความคิดเห็นของตนเองและผูอื่นมีความสํานึกในสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของแตละบุคคล ไมวาจะเปนของตนเองและผูอื่นเปนการยอมรับสติปญญา ความคิดเห็นของผูอื่นเทากับของตนโดยไมหลอกตนเอง หรือมีความดื้อรั้นเอาแตความคิด ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิด เห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง 6. มีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น หมายถึงความซื่อสัตยตอตนเองเพื่ออยู ในความไมประมาทขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมาย รวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือ ทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหาผลประโยชนสวนตน 7. ความมีวิจารณญาณในการตัดสินปญหาตางๆหรือความมีเหตุผลในการพิจารณา ไตรตรองไมหลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตาม อารมณมีจิตใจ สงบเยือกเย็น ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับ ตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพอใจไมมีทิฏฐิมานะ 8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา 9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ 10. การักษาสิ่งแวดลอม และความเปนชาติ วรรณกรรม ประเพณี ตลอดจนดินแดน ของตนเอง คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล คานิยมและจริยธรรมที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลจะเปนคานิยมและ จริยธรรมที่เกิดประโยชนตอตนเอง สังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติ ปญญา รวมทั้งการเสียสละตอสังคมประเทศชาติ 1. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง 1) เปนผูมีความอดทน อดกลั้น เพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไม แสดงออกทางอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น 2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจ ยอมรับความเห็นของผูอื่น ดวยใจเปนกลาง ไมคิดวาตนเองอยูเหนือผูอื่น 2. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อนําไปสูการอยูรวมกันอยางสันติสุข คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อการอยูรวมกันอยาง สันติสุข 1) มีความเสียสละ เปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์ โดยไมหวังผลตอบแทน 2) มีความรักความสามัคคี เปนที่ตั้ง ยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันใน สังคมอยางมีความสุข
  • 77.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 67 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะ เปนอุปสรรคที่สําคัญตอความมั่นคงของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ตัวอยางที่สําคัญคือ 1. ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก เยาวชน คือการพนันฟุตบอล กีฬาตางๆ (การเลนหวย การพนันตางๆ) ทําใหหมดตัว และ ไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต 2. ความเปนผูใจกวางรักษาหนาตา โดยไมคํานึงถึงฐานะตนเอง ตัวอยางเมื่อครอบ ครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงิน หรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยง ดูอยางสุรยสุราย จนมีครอบครัวลูกโตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด 3. การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นอง มีเรื่องกับใคร พรอมที่ีจะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผล ความถูกตองในวิธีการ แกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและของกลุมพวกนักเลงตางๆ 4. เมื่อเกิดปญหาชอบใชคําวาไมเปนไร ไมคิดหาการแกไขปญหาอยางจริงจัง สงผล ใหปญหายังคงเปนปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข 5. ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผล ใหเกิดความประมาทในชีวิต จะเห็นเทศกาลปใหม สงกรานต มีคนเสียชีวิตจํานวนมากเพราะ ความประมาท 6. ยกยองผูมีฐานะ การปองกัน และแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคในสังคมไทย คือ 1. คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษารวมทั้งในสังคมไทย 2. ผูใหญในสังคมไทย ทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตอง ประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี 3. สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไม ยกยองผูมีอํานาจมีเงินแตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4. สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ ไมดี เพราะสื่อมีอิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5. อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดี ผานไปเพราะเห็นเปนเรื่องเล็กๆควรเรงชวยกันหาทางแกไขดวยการถือเปนหนาที่ของทุกคน 6. องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่น ตางๆ ที่เปนสังคมแหงการเรียนรู เพื่อใหสังคมชุมชนเปนสังคมที่อุดมดวยปญญา ซึ่งจะเปน พื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป
  • 78.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม68 กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนคนควาวัฒนธรรม ประเพณีคานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มา คนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนนํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ เกิดขึ้นกับประเทศตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆอนุรักษวัฒนธรรมตาม ประเพณีและคานิยมที่ดีของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน กิจกรรม
  • 79.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 69 สาระสําคัญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย นับแตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อป พ.ศ. 2475 มาจนถึงปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซึ่ง ประชาชนชาวไทยทุกคนควรตองมีความรู ความเขาใจ หลักการ เจตนารมณตลอดจน สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแท เพื่อจะไดปฏิบัติหนาที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ไวไดอยางถูกตอง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรู ความเขาใจ ความเปนมาของรัฐธรรมนูญ 2. บอกหลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยได 3. บอกสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่เกี่ยวของกับตัวเองได 4. มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับบทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสงผลตอฐานะของประเทศในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย3 บทที่
  • 80.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม70 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญหมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ วาดวยการจัดระเบียบ การปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย เปนประมุข เริ่มเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยกลุมบุคคลที่เรียกตนเองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยพลเรือนและทหารมีนโยบายการปกครองที่เห็นแกประโยชนของประชาชนขณะ นั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงปกครองประเทศทรงประทับอยูที่พระราชวังไกล กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ ไดเห็นประโยชนสุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของ พระองคและพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใชครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เรียกวา“รัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475”ตอมา เมื่อวันที่10ธันวาคมพ.ศ.2475 จึงไดมีการประกาศใช “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช 2475” หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อป พุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีการยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญไป แลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116 วันที่ 27 มิถุนายน 2475) ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475) ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489) ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490) ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492) แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475) ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502) ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอนพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน 2511)
  • 81.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 71 ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515) ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518) ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ตุลาคม 2519) ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520) ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ธันวาคม 2521) ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534) ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534) ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 114 ตอนที่ 55 ก วันที่ 11 ตุลาคม 2540 ) ฉบับที่ 17 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549) ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550) การยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญแตละครั้งสวนใหญเปนผลมาจากการปฏิวัติรัฐ ประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไดดังนี้ 1. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลักการและวิธีการของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูนั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม 2. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการลมเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใชอยู เพื่อใชฉบับใหมที่สามารถตอบสนองความพอใจของกลุมตนได 3. ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สภาพทางสังคมและสถานการณของประเทศในขณะนั้น ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐธรรมนูญใหเหมาะสม
  • 82.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม72 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่รูปแบบของ รัฐ รูปแบบการปกครองและการบริหารประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายหรือขอบังคับใดขัด หรือแยงตอบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเปนอันใชบังคับมิได และไมวากรณีใดๆ หากปรากฏวา ผูใดใชกําลังประทุษรายเพื่อลมลางหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ผูนั้นกระทํา ความผิดฐานเปนกบฏตอประเทศชาติ มีโทษถึงประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โดยทั่วไปจะบัญญัติหลักการสําคัญของ รัฐธรรมนูญไวดังนี้ 1. รูปแบบของรัฐ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได คําวา ราชอาณาจักรหมายความวา ประเทศไทยเปนประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข และคําวา อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได หมายความวา ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว หรือเอกรัฐ มีรัฐบาลเปนศูนยกลาง มีอํานาจบริหารประเทศไดทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพียงรัฐบาลเดียว 2. รูปแบบการปกครอง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนการยืนยันวาประเทศไทยมีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีรากฐานมาจากประชาชน มุงคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 3. อํานาจอธิปไตยของรัฐ รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจอธิปไตยของประเทศไทยไว 3 ประการ ไดแก 1) อํานาจนิติบัญญัติ คืออํานาจในการออกกฎหมาย 2) อํานาจบริหาร คืออํานาจในการบริหารการปกครองประเทศ 3) อํานาจตุลาการ คืออํานาจในการพิจารณาตัดสินคดีในศาล ทั้ง 3 อํานาจนี้เปนอํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เปนของชนชาวไทยทุกคน โดยมีพระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติผานทางรัฐสภา ใชอํานาจ บริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและใชอํานาจตุลาการผานทางศาล 4. สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย รัฐธรรมนูญคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่ง เปนชนชาวไทย โดยคํานึงถึงวาชนชาวไทยเปนมนุษยที่มีศักดิ์ศรี หรือกลาววา ชนชาวไทย มีศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย หามปฏิบัติตอมนุษยเยี่ยงทาสหรือสัตว นอกจากนี้ทุกคนยอม มีสิทธิเสรีภาพในรางกาย ในครอบครัว มีสิทธิไดรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมาย กําหนดโดยไมเสียคาใชจาย ทุกคนจะไดรับการคุมครองสิทธิในคดีอาญา สิทธิไดรับการ ใหบริการสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน มีเสรีภาพในการสื่อสารโดยเสรี มีเสรีภาพในการเสนอ ขาวสาร และเสรีภาพในทางวิชาการ เปนตน 5. หนาที่ของชนชาวไทย เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดใชสิทธิเสรีภาพแหงชนชาวไทย แลว ก็จะกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยใหไวดวย โดยกําหนดใหทุกคนมีหนาที่ตองปฏิบัติ
  • 83.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 73 ตามกฎหมาย มีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีหนาที่ตองปองกันประเทศ รักษาผล ประโยชนของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนาที่ตองไปใชสิทธิเลือกตั้งตามที่กฎหมาย กําหนด มีหนาที่ตองเสียภาษีอากร มีหนาที่ตองพิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนตน 6. นโยบายพื้นฐานของรัฐ รัฐธรรมนูญจะกําหนดใหรัฐบาลหรือผูบริหารประเทศ ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาวา รัฐมีนโยบายในการบริหารประเทศอยางไรในเรื่องเกี่ยวกับ ดานความมั่นคงของรัฐ ดานการบริหารราชการแผนดิน ดานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดานการตางประเทศ ดานเศรษฐกิจ ดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญาและพลังงาน ดานการมีสวนรวมของประชาชน เปนตน 7. ระบบรัฐสภา รัฐสภาทําหนาที่เปนฝายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญจะกําหนดให สมาชิกผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนกี่คนและที่มาของสมาชิกดังกลาววิธีการ ไดมาอยางไร 8. คณะรัฐมนตรี ซึ่งทําหนาที่เปนฝายบริหาร คือ รัฐบาลจะมีรัฐมนตรีจํานวนเทาใด และมีวิธีการไดมาอยางไร 9. ศาล ซึ่งทําหนาที่เปนฝายตุลาการเปนองคกรพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตอง ดําเนินไปดวยความยุติธรรม มีศาลอะไรบาง พรอมกําหนดหนาที่อํานาจศาลไวโดยชัดแจง 10. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เปนองคกรที่มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบการ ใชอํานาจรัฐของเจาหนาที่รัฐ วาถูกตองเปนธรรมหรือไม รวมทั้งอํานาจในการถอดถอน เจาหนาที่รัฐออกจากตําแหนงดวย 11. การปกครองสวนทองถิ่น เปนการใชอํานาจแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นให มีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น และสงเสริมใหองคกร ปกครองสวนทองถิ่นเปนหนวยงานหลักในการจัดทําบริการสาธารณะ มีสวนรวมในการตัดสิน ใจ แกปญหาในพื้นที่ 12. การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใชบังคับแลว ยอมมี การแกไขเพิ่มเติมไดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว กลาวคือ จะระบุใหอํานาจแกคณะบุคคล โดยเฉพาะที่สามารถยื่นญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได เวนมีขอหามบางประการจะ ทําการแกไขเพิ่มเติมมิได คือ จะขอแกไขการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทั้ง 2 ประการนี้จะกระทํามิได สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ นอกจากหลักการที่เปนสาระสําคัญรวมของรัฐธรรมนูญดังที่กลาวมาแลวรัฐธรรมนูญ ทั้ง 18 ฉบับ ยังมีเอกลักษณเฉพาะซึ่งเปนสาระสําคัญแตกตางกันไปโดยสรุปได ดังนี้ 1. พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช2475 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกสาระสําคัญคือประเทศไทยตองปกครองแบบประชาธิปไตย
  • 84.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม74 โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศเปนของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎรมีอํานาจกวางมาก คือ พิจารณารางกฎหมาย ดูแลควบคุมการบริหารประเทศ มีอํานาจแตงตั้งและถอดถอนคณะ กรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี)ฯลฯและมีอํานาจวินิจฉัยคดีซึ่งพระมหากษัตริยเปนผูตองหา ซึ่งศาลธรรมดาไมมีสิทธิ์รับฟองได 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใช 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 มีหลักการสําคัญแตกตางจากฉบับที่ 1 อันเปนฉบับชั่วคราวดังนี้ 1) ยกยองฐานะพระมหากษัตริยใหสูงขึ้น โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอัน เปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดหรือฟองรองมิได ใหองคพระมหากษัตริยและ พระบรมวงศานุวงศตั้งแตหมอมเจาขึ้นไปอยูในฐานะเปนกลางทางการเมือง คือไมตองรับ ผิดทางการเมือง 2) สภานิติบัญญัติ (สภาผูแทนราษฎร) ไมมีอํานาจปลดพนักงานประจํา มีอํานาจ ออกกฎหมาย มีอํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหาร ก็มีอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรได) 3) ฝายบริหารซึ่งเดิมเรียกวา“คณะกรรมการราษฎร”เปลี่ยนเปน“คณะรัฐมนตรี” คณะรัฐมนตรีนี้พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน และในจํานวน 14 คนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใชยาวนานที่สุดคือ ประมาณ 15 ป 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2475 เปนหลัก โดยตองการใหมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น มีสาระสําคัญดังนี้ 1) กําหนดใหมีสภา 2 สภา คือ สภาผูแทนฯ กับ วุฒิสภา (เดิมเรียกวาพฤฒิสภา) ใหสมาชิกสภาผูแทนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สวนสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยออม 2) มีบทบัญญัติแยกขาราชการประจํากับขาราชการการเมืองออกจากกันเปน ฉบับแรก และกําหนดวา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐมนตรี ดํารงตําแหนงขาราชการ ประจําใดๆ มิได 3) อนุญาตใหมีการจัดตั้งพรรคการเมืองไดเปนครั้งแรก (เดิมมีเพียงพรรคเดียว คือ คณะราษฎร) รัฐธรรมนูญนี้ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 มีอายุการใชเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2490) ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก ไมสามารถแกปญหาเศรษฐกิจและสังคมได สาระสําคัญ คือ
  • 85.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 75 1) มีสภา 2 สภา เชนเดิม คือสภาผูราษฎรและวุฒิสภา 2) อํานาจหนาที่วุฒิสมาชิกมีมากขึ้นคือ นอกจากยับยั้งรางกฎหมายแลว ยังมี อํานาจใหความไววางใจหรือไมไววางใจฝายบริหารได 3) เพิ่มเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย คําปรึกษาแตพระมหากษัตริย แตไมมีอํานาจบริหารราชการแผนดิน 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับนี้ผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับที่ดี มั่นคง และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว กวางขวาง และปองกันการใชอํานาจของรัฐตอการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไวดวย สวนสภาใหมีสภา 2 สภา เชนเดิม ฉบับนี้ใชได 2 ปเศษ ก็ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 6. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2475แกไขเพิ่มเติมพ.ศ.2495 เหตุผลที่คณะประหารนํารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใชคือ เห็นวาเหมาะสมกับสถานการณ บานเมืองชวงนั้น วิธีการนํามาใช ประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ฉบับที่ 2) กอน พรอมตั้ง คณะกรรมการแกไขปรับปรุงไปดวย เมื่อเสร็จแลวจึงนํามาประกาศใชเมื่อ 8 ตุลาคม 2495 สาระสําคัญเหมือนฉบับเดิมทุกประการแตไดแกไขเพิ่มเติมเรื่องสําคัญคือกําหนด วิธีลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดทํารัฐประหาร แตยังคงใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยแตงตั้งรัฐมนตรีชั่วคราวและวุฒิสภาขึ้นมาใหม พรอมทั้งประกาศให มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม วันที่ 20 ตุลาคม 2501 คณะรัฐประหารชุดเดิม ไดประกาศประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบับนี้ คณะรัฐประหารประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญ การปกครองชั่วคราว มีเพียง 20 มาตรา สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากขึ้น โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจเด็ดขาดตามมาตรา 17 ดวยการขอมติคณะรัฐมนตรีในการใชอํานาจ สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดที่เห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ ประเทศชาติ และราชบัลลังก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง รวมเวลาที่ใชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใช 20 มิถุนายน 2511 เปนฉบับที่ 2 ที่รางโดยสภารางรัฐธรรมนูญ
  • 86.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม76 (ซึ่งแตงตั้งโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเวลารางนานที่สุดคือกวา 9ป สิ้นเปลืองคาใชจายถึง 100 ลานบาท สาระสําคัญมีดังนี้ 1) ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับยั้ง รางกฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหาร เทาเทียมสภาผูแทนราษฎร 2) มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรี เปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท พอที่จะทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรียกรองตําแหนงรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชไดประมาณ 3 ป ก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหาร โดยกลุมบุคคลที่มีสวนรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใช 15 ธันวาคม 2515 ผูประกาศใชคือ รัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร ผูทํารัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงตั้งมีหนาที่ออก กฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ป และมี สิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรีได แตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอื่นๆ ยังคง เหมือนกับรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งเนนอํานาจสูงสุด เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใชไดเพียงปเศษ นิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ไดรวม พลังเรียกรองใหมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยเร็ว วันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาล ชุดจอมพลถนอม กิตติขจร จึงออกไป นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ไดรับการแตตั้งใหเปนนายกฯ และยังใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใช 7 ตุลาคม 2517 เปนฉบับที่มีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับ ที่ใชมา มีสาระสําคัญดังนี้ 1) มีรัฐสภา 2 สภา คือสภาผูแทนและสภาวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและมีอํานาจนอยกวาวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ 2) การสืบราชสมบัติในกรณีไมมีพระราชโอรสรัฐสภาอาจใหความเห็นชอบในการ ใหพระราชธิดาสืบสันตติวงศได 3) หลักการดําเนินงานทางการเมืองใหเปนไปโดยระบบพรรค ผูแทนราษฎรตอง มีสังกัดพรรคการเมืองมิใหสมาชิกรัฐสภาทําการคาหรือกิจการใดที่อาจทําใหรัฐเสียประโยชน 4) นายกรัฐมนตรีตองมาจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐมนตรีตองเปนสมาชิก สภาอยางนอยครึ่งป รัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา การคามิได 5) ใหประชาชนมีบทบาทในการปกครองทองถิ่นของตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
  • 87.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 77 6) มีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนูญนี้ ใชไดเพียง 2 ป ก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 คณะปฎิรูปการปกครองประกาศใชเมื่อ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง คลายรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหมีรัฐสภารัฐสภาเดียว แต เรียกชื่อวา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม คณะรัฐมนตรีหรือฝายบริหาร นายกฯมีอํานาจเด็ดขาดในการบริหารตามมาตรา 21 (เหมือน มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ.2515) รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิกใชเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง คลายธรรมนูญการปกครองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2502 2515 2519 เพิ่มเติมสาระสําคัญ คือ กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่ กําหนดนโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี ใหความเห็น ชอบเกี่ยวกับการใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกและมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงอาณาจักรไทยพ.ศ.2521 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้รางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสาระสําคัญคือ 1) โครงสรางการปกครอง กําหนดดังนี้ รัฐธรรมนูญ ฝายบริหารฝายนิติบัญญัติ สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา ฝายตุลาการ ฝายฎีกา ศาลอุทธรณ ศาลชั้นตน คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม พระมหากษัตริย
  • 88.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม78 2) รัฐสภามี 2สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและอํานาจไมเกิน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผูแทน 3) ไมกําหนดวาคณะรัฐมนตรีจะตองมาจากรัฐสภา แตจะตองแถลงนโยบายแก รัฐสภา เมื่อเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจสั่งการหรือการ กระทําการใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวาคณะรัฐมนตรีไดรับการจัดตั้งจะเขาปฏิบัติงาน 4) การเลือกตั้ง 4 ปแรกตั้งแตเริ่มประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใหมีการเลือกตั้ง แบบแบงเขตผูเขารับการเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ได หลังครบ 4 ปแลว ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตการเลือกตั้งเวนแตกรุงเทพมหานครใหแบงเปน 3 เขต และผูสมัคร เขารับการเลือกตั้งจะตองสังกัดพรรคการเมือง 14. ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 (ฉบับ ร.ส.ช.) ร.ส.ช. หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้ ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กําหนดใหมีสภานิติบัญญัติแหงชาติสภาเดียว มีหนาที่ราง รัฐธรรมนูญและพิจารณารางและรัฐมนตรีตามที่นายกฯ กราบบังคมทูล เพื่อบริหารราชการ แผนดิน 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพิ่มเติมฉบับที่6พ.ศ.2539นับเปนฉบับที่15ประกาศใช9ธันวาคม2534 มีสาระสําคัญเพิ่มเติมดังนี้ 1) พระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรี 1 คน และ องคมนตรีอื่นอีกไมเกิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี 2) รัฐสภา ประกอบดวยสภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทน ประกอบดวย สมาชิก 393 คน สมาชิกวุฒิสภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปนประธานรัฐสภา 3) นายกรัฐมนตรี ตองเปนสมาชิกสภาผูแทน 4) การผูเลือกตั้ง ใชการเลือกตั้งแบบแบงเขตและรวมเขต 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยประกาศใชในประเทศไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และเนื่องจาก ประชาชนทั่วไปกวา 800,000 คน มีสวนรวมโดยตรงและโดยออมในการยกรางรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ นักการเมืองเหมือนในสมัยเรียน ดวยเหตุนี้ จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” 17. รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ หัวหนาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
  • 89.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 79 เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการที่ไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อรางรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว และไดมีการตั้งหนวยงานในการดําเนินงานดังนี้ 1) สภานิติบัญญัติแหงชาติ ทําหนาที่แทนรัฐสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน 2) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ 3) สภารางรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550/สมัชชาแหงชาติของประเทศไทย ทําหนาที่ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550 4) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายตอรัฐ ทําหนาที่ ตรวจสอบทรัพยสินอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผานมา 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชตั้งแตวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เปนฉบับที่มีการจัดทํารางรัฐธรรมนูญ โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารางรัฐธรรมนูญได แตงตั้งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงราง รัฐธรรมนูญใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญและองคกรซึ่งเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอ ความเห็นรวม 12 คณะ หลังจากนั้นไดนํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวเผยแพรใหประชาชนทราบ แลวนําเสนอรางรัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางทั้ง ฉบับเรียงเปนรายมาตรา เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญพิจารณาใหความเห็นชอบแลว จึงมีการเผย แพรตอประชาชนเพื่อทราบทั้งฉบับและจัดใหประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติ วาจะใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศ เมื่อวันอาทิตยที่ 19 สิงหาคม 2550 ระหวางเวลา 08.00 ถึง 16.00 นาิกา ซึ่งเปน การออกเสียงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของ ประชาชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธิออกเสียง ประชามติจํานวน 25,978,954 คน คิดเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสียงประชามติยอมรับ 14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ 56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ 41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน 504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออก ประชามติของประชาชนทั่วราชอาณาจักรยอมรับรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประธานสภา นิติบัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายแดพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 จากการปฏิบัติดังกลาวจึงเปนประวัติศาสตรชาติไทยวา ไดมอบสิทธิและอํานาจให ประชาชนชาวไทยใหมีการออกเสียงลงประชามติวาจะยอมรับหรือไมยอมรับรางรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทยเปนครั้งแรกของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีสาระสําคัญที่แกไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 หลายประเด็น ดังนี้
  • 90.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม80 1. รัฐสภา ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาทั้งหมด630 คน คือ สมาชิกสภาผูแทน ราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒิสภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจาก การเลือกตั้งแบบ แบงเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุของสภา ผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ป นับตั้งแตการเลือกตั้งวุฒิสภา ประกอบดวยสมาชิก (สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คนไดมาจากการเลือกตั้งในแตละจังหวัด จังหวัด ละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน ส.ว. ทั้งหมดหักดวย ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง) สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจาก การเลือกตั้ง เริ่มตั้งแตวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลสรรหาสมาชิกภาพ ของวุฒิสภา (ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ป นับแตวันเลือกตั้งหรือวันที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได 2. คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม เกิน 35 คน มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูที่จะดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตอง เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ป ไมได นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ป ตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํา กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย 1) องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแก (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (2) ผูตรวจราชการแผนดิน (3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ป.ป.ช) (4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน(คตง) 2) องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มี 3 องคกร ไดแก (1) องคกรอัยการ (2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 4. หลักการอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 1) การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน 10,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัติตอประธานสภา
  • 91.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 81 2) การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ เลือกตั้ง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหวุฒิสภาเริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมือง 3) จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติเรื่องจริยธรรมไว 4) การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพยสินและหนี้สินของตน คูสมรส และบุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะ เปนตน เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา ตั้งแตป พ.ศ. 2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจํานั้นจะมี อํานาจอยางมากมายและกวางขวางมาก หลายครั้งประชาชนมีความคลางแคลงใจใน พฤติกรรมของผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจําวานาจะเปนไปเพื่อประโยชน ตนหรือพวกพองมากกวาเพื่อผลประโยชนของประเทศก็ไมสามารถดําเนินการตรวจสอบ ใดๆ ได จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งไดริเริ่มใหมีการควบคุมอํานาจรัฐโดยบัญญัติไวใน หมวดที่ 10 การตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐ มาตรา 291 – มาตรา 311 ซึ่งไดกลาวถึงเรื่อง 1. การแสดงบัญชีรายการทรัพยสินหนี้สิน 2. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 3. การถอดถอนจากตําแหนง 4. การดําเนินคดีอาญากับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง นอกจากการกลาวถึงเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้ง องคการอิสระขึ้นมาเพื่อทําหนาที่ใดหนาที่หนึ่งโดยตรง เชน คณะกรรมการปองกันและปราบ ปรามการทุจริตแหงชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตยังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยางชัดเจน ดังนั้นเมื่อการกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ ที่ไมตรงกันวา หมายถึงองคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปนคําที่ใชเรียกรวมๆ ถึงองคกรที่รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติใหมีขึ้นเพื่อทําหนาที่ในหนาที่หนึ่งโดยเฉพาะ เชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทําหนาที่ในการจัดการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ
  • 92.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม82 ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทําหนาที่ในการปอง กันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปนตน สวนคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” มีที่ใชในมาตรา 266 ซึ่งบัญญัติวา “ในกรณี ที่องคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญมีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ใหองคกรนั้นหรือประธาน รัฐสภาเสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย” ซึ่งตามคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ไดใหความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” วา หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมีขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลยุติธรรม เปนตน จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550 ไดทําใหเรื่องดังกลาวมีความชัดเจนขึ้นโดยกําหนดใหมีหมวดที่วาดวยองคกรตามรัฐธรรมนูญ ไวในหมวด 11 มาตรา 299 – มาตรา 258 โดยแยกเปน 2 สวน รวม 7 องคกร คือ สวนที่ 1 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 4 องคกร ประกอบดวย 1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2) ผูตรวจการแผนดิน 3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน สวนที่ 2 องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 3 องคกร ประกอบดวย 1) องคกรอัยการ 2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ 3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ บทบาทหนาที่ขององคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ หนาที่ ดังนี้ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน กรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือก จากผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีซื่อสัตยสุจริต มีวาระการดํารงตําแหนง 7 ป นับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธานวุฒิสภา เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตาม กฎหมาย 2) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึง ความสุจริตเที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
  • 93.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 83 3) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การ สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวม ทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจาย หรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง 4) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปน ตามกฎหมาย 5) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่ เกิดขึ้นตามกฎหมาย 6) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวย เลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวาการเลือกตั้งหรือการออก เสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้นๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 7) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ 8) สงเสริมและสนับหรือประสานงานกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคกรเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และสงเสริม การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน 9) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคล ใดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นได 2. ผูตรวจการแผนดิน เปนคณะบุคคลจํานวน 3 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง ตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู และ มีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกัน ของสาธารณะและมีความซื่อสัตยสุจริตมีวาระการดํารงตําแหนง6ปนับแตวันที่พระมหากษัตริย ทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ และใหมีสํานักงานผูตรวจการแผนดินเปนหนวยงานอิสระในการ บริหารงานบุคคล การงบประมาณ การดําเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูตรวจสอบการแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี (1)การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตามกฎหมาย ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
  • 94.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม84 (2)การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของขาราชการ พนักงาน หรืลูกจางของ หนวยงานราชการหนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิด ความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบหรือไมชอบดวย อํานาจหนาที่ก็ตาม (3) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบ ดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไมรวมถึง การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล (4) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 2) ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ ของรัฐ 3) ติดตามประเมินผลและจัดทําขอเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญรวม ตลอดถึงขอพิจารณาเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นวาจําเปน 4) รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป การใชอํานาจหนาที่ตาม (1) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ เมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผล กระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพื่อคุมครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผนดินอาจพิจารณาและสอบสวน โดยไมมีการรองเรียนได 3. คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) เปนองคกรอิสระที่ประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งมี พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ตองเปนผูมีความซื่อสัตยสุจริต เปนที่ประจักษ มีวาระการดํารงตําแหนง 9 ป นับตั้งแตพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และให ดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยมีประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ใหมีสํานักงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน ออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภา 2) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สงไปยังยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง 3) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่ง ดํารงตั้งแตผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอ หนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ใน
  • 95.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 85 การยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวม กระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลาวหรือกับผูดํารงตําเหนงทางการเมือง หรือที่กระทํา ความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นควรดําเนิน การดวย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปราม การทุจริต 4) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนง 5) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง 6) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ทั้งนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจา นุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย 7) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.) การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระ มหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดิน การ บัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและดานอื่น มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ป นับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธาน วุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการการตรวจเงินแผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน และใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่ เปนอิสระในการบริหารบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1. กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน 2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจ เงินแผนดิน 3. แตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระ ทําหนาที่วินิจฉัย การดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท เกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะกรมการวินัยทางการเงินการคลังในเรื่องดังกลาว เปนคดีที่อยูใน อํานาจของศาลปกครอง ใหผูวาตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลาง จากบทบาทหนาที่ขององคกรอิสระ 4 องคกร จะพบวาการตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง ตั้งแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการใชอํานาจรัฐโดยคณะ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูตรวจ
  • 96.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม86 การแผนดิน ที่คอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยางเครงครัด ในสภาพตามเปนจริงในปจจุบันจะเห็นไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรการอิสระไม สามารถหยุดยั้งแกไขปญหาทุจริตคอรรัปชั่นของนักการเมืองได นอกจากการสงเสริมใหมี กระบวนการตรวจสอบการดําเนินของภาครัฐโดยประชาชนที่มีความเขมแข็ง เขามามีสวนรวม ในการตรวจสอบอยางจริงจังตอไป บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 1 องคกรอัยการ มีหนวยธุรกิจที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงานอัยการทําหนา ที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เกี่ยวของ พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งทําคดี และการปฏิบัติหนาที่ใหเปนไปโดย เที่ยงธรรม 2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมาการ 1คน กรรมการอื่นอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง ตําแหนง 6 ป นับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระ เดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ ดังนี้ 1) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทําอันเปนการละเมิดสิทธิ มนุษยชน หรือไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย ภาคี และเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการ กระทําดังกลาว เพื่อดําเนินการ ในกรณีที่ปรากฏวาไมมีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหรายงาน ตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป 2) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความ ชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ 3) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมี ปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรับธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 4) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ เปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ 5) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรับปรุงกฎหมายและกฎตอรัฐสภาหรือคณะ
  • 97.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 87 รัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน 6) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน 7) สงเสริมความรวมมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน 8) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายใน ประเทศและเสนอตอรัฐสภา 9) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผล ประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง ชาติมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาใหถอย คํา รวมทั้งมีอํานาจอื่นเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติมีหนาที่ใหคําปรึกษาและขอเสนอแนะ ตอคณะรัฐมนตรีในปญหาตางๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวของ มี สํานักงานเปนหนวยงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนิน การอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ประเภท พบความแตกตางของ บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่ รัฐธรรมนูญกําหนดใหองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางกฎหมายไดตามมาตรา 139 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ ตามมาตรา 182 สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยว กับการจัดองคกร และรางพระราชบัญญัติที่ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาไดดวย สวนองคกร อื่นตามรัฐธรรมนูญไมมีบทบัญญัติในลักษณะดังกลาว เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก รูปแบบการเมืองการปกครองของไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย จนถึงปพุทธศักราช 2475 เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่ มาจากกลุมผูปกครอง คือทหารและกลุมขุนนาง สวนประชาชนเปนแคไพรธรรมดาหรือทาส ที่ตองทําตามคําสั่งของกลุมผูปกครองเทานั้น ซึ่งเปนที่มาของระบบอุปถัมภ ความอยุติธรรม ตางๆที่เกิดขึ้นเกิดจากบุคคลที่เปนกลุมผูปกครองในชวงเวลานั้น ไมมีระบบที่จะตรวจสอบ หรือถวงดุลอํานาจกับคณะผูปกครองได จากรูปแบบการปกครองดังกลาวเมื่อมีชาวตะวัน ตกเดินทางเขามายังประเทศไทยจึงมองวาไทยเปนบานปาเมืองเถื่อน (อนารยชน) โดยเฉพาะ อยางยิ่งเมื่อชาวตะวันตกที่เดินเขามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทําหนังสือสัญญา
  • 98.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม88 พระราชไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําขึ้นมานั้นไดยอมใหฝรั่งมี่สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต คือยอมใหฝรั่งตั้งศาลขึ้นเรียกวา “ศาลกงสุล” ขึ้นพิจารณาคดีความของ คนในบังคับของตนได อันเปนการไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งนี้เนื่อง มาจากวาฝรั่งถือวากฎหมายและวิธีพิจารณาความของประเทศไทยยังไมมีระเบียบแบบแผนดี พอ การที่ฝรั่งตางประเทศมีศาลกงสุลพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนนั้น ทําให ประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครองเกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการสิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศใน เวลานั้น) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปาเมืองเถื่อน แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เมื่อปพุทธศักราช 2448 สภาพ สังคมไทยก็ยังไมมีความเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะประชาชนยังติดของอยูกับความเคยชิน ในการมีคนปกปองคุมครองและยังไมมีการจัดการศึกษาใหแกประชาชนเปนระบบ จนกระทั่ง สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อกระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนักเรียนไทยไปศึกษา ยังตางประเทศจํานวนมาก กลุมนักศึกษาเหลานี้เมื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดนํามาสิ่งที่พบเห็น และองคความรูในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันกลับเขามาดวย และพยายามที่จะ พัฒนาประเทศไทยใหพนจากคําวาบานปาเมืองเถื่อนในหลายๆดาน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลง ประเทศคือเรื่องการปฏิรูปการปกครองโดยการยึดอํานาจของคณะราษฎร เมื่อปพุทธศักราช 2475 (หลังการเลิกทาส 27 ป) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเปนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน สยามประเทศ โดยถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมาย อื่นจะขัดหรือแยงมิได หลักการสําคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปน ของราษฎรทั้งหลาย พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศ ภายใตรัฐธรรมนูญ การประกาศใชรัฐธรรมนูญมิไดทําใหสภาพสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถอน รากถอนโคนเพราะกลุมผูนําทางความคิดสวนใหญเปนผูที่ไดรับทุนไปศึกษาตอตางประเทศ ประชาชนสวนใหญของประเทศยังไดรับการศึกษานอยจนกระทั่งเมื่อมีการสงเสริมให ประชาชนไดรับการศึกษาสูงขึ้น ประชาชนกลุมนี้จึงไดเริ่มตะหนักถึงสถานภาพ บทบาท หนาที่ สิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงไดรับจากรัฐ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ถือวามีผลตอการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไทย ไดแก 1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงวามีสิทธิเทาเทียมกัน 2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกัน ในกฎหมาย และไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียวกัน 3. ที่มาของรัฐบาล 4. การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ 5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งที่เปน
  • 99.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 89 สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล เชน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายของบุคคล การจับและคุมขัง การคนตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรค หนึ่ง จะกระทํามิได เวนแตมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติการเขาไปในเคหสถาน โดยปราศจาก การความยินยอมของผูครอบครอง เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยเสรีภาพบริบูรณในการ นับถือศาสนา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิเสรีภาพในการศึกษา สิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน หลักประกันที่ประชาชนจะตองไดรับการคุมครองและดูแลจากรัฐ และมีผลตอการกระตุนให ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการพิทักษสิทธิของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตนที่จะไมไป ละเมิดตอสิทธิของผูอื่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผลจากการมีรัฐธรรมนูญที่เห็นได อยางเปนรูปธรรมไดแก 1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเขามามีสวนรวมในการบริหารจัดการประเทศ โดยการตั้งพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง 2. เกิดการรวมตัวของกลุมบุคคลตั้งเปนมูลนิธิเพื่อปกปองดูแลสิทธิของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ เชนมูลนิธิคุมครองผูบริโภค มูลนิธิคุมครองสิทธิสตรี 3. การรวมตัวของกลุมบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกรองความเปนธรรม 4. มีระบบยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีความจากเอกสาร พยาน หลักฐาน มีระบบ การไตสวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อใหรับสารภาพ 5. ประชาชนไดรับบริการในสิ่งที่เปนปจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ไดแก บริการ การศึกษา บริการการรักษาพยาบาล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยดังกลาวมีผลใหประเทศไทยไดรับการยอมรับ ในสายตาชาวโลกมากขึ้นวามิไดมีความเปนบานปาเมืองเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ ยอมรับในกฎหมายไทย
  • 100.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม90 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น การอยูรวมกันเปนสังคมของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไปยอมมีความขัดแยงกันใน บางโอกาสเพราะแตละบุคคลยอมมีความปรารถนาที่แตกตางกันอันนําไปสูความขัดแยง และทะเลาะวิวาทกันได ทุกสังคมจึงตองวางกฎ กติกาในการอยูรวมกันเพื่อเปนขอตกลง กลางในการอยูรวมกันวาสิ่งใดทําได สิ่งใดทําไมไดหากฝาฝนจะมีโทษอยางไร เมื่อสังคมมี ขนาดใหญขึ้นเปนระดับประเทศที่มีประชากรรวมกันหลายลานคน ผูปกครองก็จําเปนตอง วางกฎขึ้นซึ่งเรียกกันวา “กฎหมาย” เพื่อเปนขอตกลงในการอยูรวมกันของคนทั้งประเทศ เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อป พ.ศ. 2475 และกําหนดใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยกฎหมายอื่นจะขัด หรือแยงมิได รัฐธรรมนูญในยุคแรกๆแมวาจะเกิดจากการยกรางของคณะบุคคลเพียงไม กี่คนแตก็เปนพัฒนาการทางกฎหมายที่คํานึงถึงความมั่นคงของชาติ สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของประชาชนในระดับแตกตางกันออกไป และมีการพัฒนาการใน การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการยกรางรัฐธรรมนูญมากขึ้นตั้งแต รัฐธรรมนูญ ป 2540 เปนตนมา ซึ่งเราจะพบวามีการระบุถึงหนาที่ สิทธิและเสรีของประชาชน มากขึ้น การจะเขาใจหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่มีในสังคมไดนั้น จะตองทําความ เขาใจกับความหมายของ “สถานภาพบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ” ดวยเพราะ สถานภาพเปนตนทางของการกําหนดบทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ มีความเกี่ยวของเชื่อมโยงสัมพันธกัน กลาวคือสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนาที่ของบุคคล เราจะเขาใจ และสามารถเชื่อมโยงสถานภาพ บทบาทหนาที่ สิทธิและเสรีภาพ ไดตอเมื่อเรามีความเขาใจ ในความหมายของแตละคํา ซึ่งเราจะเริ่มทําความเขาใจความหมายของแตละคํา ดังนี้ ความหมาย สถานภาพ หมายถึง ตําแหนงที่บุคคลไดรับจากการเปนสมาชิกของสังคม ในบุคคล คนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพได เชน นายสมชาย เปนคนไทยอาชีพรับราชการคร ูเปนศิษยเกามหาวิทยาลัยรามคําแหง ไดแก 1. สถานภาพที่ไดจากถิ่นที่อยูที่ถือกําเนิด ก็จะไดสัญชาติของประเทศที่เกิด เชน คนไทย คนญี่ปุน คนอังกฤษ คนจีน เปนตน 2. สถานภาพที่ไดมาโดยกําเนิด เชน ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูก หลาน เปนตน 3. สถานภาพที่ไดมาจากการศึกษา เชน ศิษยเกา กศน. ศิษยเกาโรงเรียนสตรีวิทยา 4. สถานภาพที่ไดมาจากการประกอบอาชีพหรือการกระทํา เชน ครู หมอ พอคา นายกรัฐมนตรี พระ นักบวช นักโทษ เปนตน 5. สถานภาพที่ไดจากการสมรส เชน สามี ภรรยา พอหมาย แมหมาย เปนตน
  • 101.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 91 บทบาทหนาที่ หมายถึง การทําหนาที่ หรือพฤติกรรมที่เปนภาระรับผิดชอบตาม สถานภาพที่ไดรับ เชน สถานภาพเปนครู เปนทนายความ เปนตน เห็นไดวาสถานภาพและ บทบาทหนาที่มีความเกี่ยวของสัมพันธ โดยสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาทหนาที่บุคคล นั้นๆ ยิ่งบุคคลที่มีหลายสถานภาพก็ยิ่งมีบทบาทหนาที่มากตามไปดวย นอกจากสถานภาพ บทบาทหนาที่ ซึ่งเปนภาระหนาที่และความรับผิดชอบแลว แตละบุคคลยังไดรับสิทธิและเสรีภาพตามสถานภาพและบทบาทเหลานั้นดวยในการอยูใน สังคมนั้นๆดวย สิทธิ หมายถึง อํานาจหรือผลประโยชนของบุคคลที่มีกฎหมายใหคุมครอง โดย บุคคลอื่นจะตองใหความเคารพ จะละเมิดลวงเกินหรือกระทําการใดๆอันกอใหเกิดการ กระทบกระเทือนตอสิทธิของบุคคลไมได เชน สิทธิเลือกตั้ง สิทธิในการรับความคุมครอง จากรัฐสิทธิในการไดรับบริการสาธารณะจากรัฐตามที่กฎหมายกําหนด เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล ซึ่งกระทํานั้นจะตองขัดตอ กฎหมาย เชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการประกอบ สัมมาชีพ เสรีภาพในการพูด การเขียน ที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หนาที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับปพุทธศักราช 2550 ไดกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยไวในหมวดที่ 4 มาตรา 70 ถึง มาตรา 74 ดังนี้ 1. บุคคลมีหนาที่พิทักษไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70) 2. บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตาม กฎหมาย (มาตรา 71) 3. บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 72) 4. บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติ สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปองกัน และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่นและอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 73) 5. บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยงานราชการ หนวยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดําเนินการ ใหเปนไปตามกฎหมาย เพื่อ รักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนตามหลักธรรมมาภิบาล ของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี บุคคลที่มีสถานภาพเปนคนไทยจึงตองที่หนาที่รับผิดชอบตามที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวใน รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ดวย ทําอยางไรเราจึงจะสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆ ปฏิบัติ หนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆของประเทศดวย
  • 102.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม92 แนวทางในการสนับสนุนสงเสริมใหผูอื่นๆปฏิบัติหนาที่ตามกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆมีดังนี้ 1. ประพฤติปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญรวมทั้งกฎหมายอื่นๆ เพื่อใหเปนแบบอยางที่ดีแกบุคคลในครอบครัวและชุมชนที่ตนเองอาศัยอยูใหเปนวิถีชีวิต ซึ่งจะมีอิทธิพลตอบุคคลใกลชิดใหมีความคลอยตามในการประพฤติปฏิบัติ 2. เผยแพรความรูอบรม สั่งสอน สนทนาแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นในกาลอันควรดวย โดยคํานึงถึงวัย ระดับความรู ของบุคคลที่สนทนาดวยความเคารพและใหเกียรติในศักดิ์ศรี ของความเปนมนุษยดวย 3. สนับสนุนชื่นชมใหกําลังใจผูที่ปฏิบัติตนตามหนาที่ที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ดวย    
  • 103.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 93 1. รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศในแงใดบาง ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 2. รับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไทย ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... กิจกรรม
  • 104.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม94 4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 5.ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... 6. ใหผูเรียนศึกษารัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมีรายละเอียดสําคัญอยางไรบางและ นํามาอภิปรายรวมกัน ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... ........................................................................................................................... กิจกรรม
  • 105.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 95 สิทธิมนุษยชน 4 บทที่ สาระสําคัญ มนุษยทุกคนเกิดมามีเกียรติและศักดิ์ศรีเทาเทียมกันและไมควรถูกเลี่ยงปฏิบัติเพราะ ความแตกตางของเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฐานะ หรือความคิดเห็น องคการสหประชาชาติ จึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน เพื่อให ประเทศตางๆ เคารพสิทธิและปกปองพลเมืองของตนใหรอดพนจากการถูกรังแกหรือลิดรอน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนที่เกิดมาเปนมนุษยและเกิดเปนคนไทย ยอมมีศักดิ์ศรี ที่จะไดรับความคุมครองจากรัฐโดยเทาเทียมตามมาตรฐานเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่ง รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไดบัญญัติสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เอาไว อันแสดงจึงเจตนารมณหรือขอผูกมัดที่รัฐจะตองปกปองคุมครองประชาชนคนมิให ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน จากการใชอํานาจรัฐหรือบุคคลอื่นใดก็ตาม ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. รูและเขาใจความหมาย และความสําคัญของสิทธิมนุษยชน 2. บอกความหมายและขอบขายของสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได 3. รูจักใชและรักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมาย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติ การตามหลักสิทธิมนุษยชน
  • 106.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม96 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยชนสากล หากเราไดศึกษาสภาพการดําเนินชีวิตของผูอยูในสังคมตางๆทั่วโลกตั้งแตอดีต จนถึงปจจุบันมีขอเท็จจริงประการหนึ่งที่พบไดคือการที่มนุษยถูกเลือกปฏิบัติอยางไม เทาเทียมกันตามเชื้อชาติ สีผิว เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจ เปนตน การทําดังกลาวหลายครั้ง เปนการละเมิดสิทธิของอีกบุคคลหนึ่งดวยความเชื่อวาบุคคลนั้นมีความดอยกวาผูกระทํา ละเมิดไมทางใดก็ทางหนึ่ง เชน บางประเทศมีความเชื่อวาฐานะของชายสูงกวาหญิง ก็มัก จะเกิดการกระทําที่เอารัดเอาเปรียบฝายหญิง หรือประเทศที่ใชระบบวรรณะก็จะเกิดการ กีดกั้นคนในวรรณะที่ต่ํากวา เปนตน ในโลกยุคปจจุบันอารยประเทศตางยอมรับและตองปฏิบัติกับประชาชนของตนเอง ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลอาจจะมากบางนอยบางก็แลวแตพัฒนาการทางการเมืองการ ปกครองระดับการศึกษาและความตื่นตัวในทางการเมืองของประชาชนในประเทศนั้นๆ ดังนั้น เพื่อความเขาใจที่ตรงกันในการศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทย กอนอื่นขอใหเรามาทําความเขาใจใหตรงกันและเปนพื้นฐานในการคิดวิเคราะหตระหนักถึง ความสําคัญของสิทธิมนุษยชน ความหมาย สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคน เปนสิ่ง ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิด เห็นทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุ หรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ จากความหมายดังกลาวจึงวิเคราะหไดวาเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเปนแนวคิดที่มีความ เชื่อพื้นฐาน ในเรื่องศักดิ์ศรีความเปนมนุษยวาเปนสิทธิหรือสถานะสากล ซึ่งไมขึ้นอยูกับ ขอบเขตของกฎหมาย หรือปจจัยทองถิ่นอื่นใด เชน เชื้อชาติ หรือ สัญชาติ ซึ่งตองไดรับการ ยอมรับและไดรับการปฏิบัติ โดยมีองคประกอบของหลักสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจาก รัฐ ไดแกเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรมที่จะทําใหบุคคลนั้นดําเนิน ชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรี และมีหลักประกันในเรื่องการไดรับการปกปองคุมครองดวยความเปน ธรรม มีรายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้ 1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย 2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ 3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกัน วาจะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ
  • 107.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 97 4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส ไดมากกวา แข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป สรุปไดดังแผนภูมิ จากความเชื่อดังกลาวองคการสหประชาชาติจึงไดจัดทําปฏิญญาสากลวาดวยเรื่อง สิทธิมนุษยชน เพื่อเปนแนวในการประเมินและตัดสินใจวาประเทศใดมีการกระทําที่เปนการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนหรือชาวตางชาติที่อาศัยอยูในประเทศหรือไม ปฏิญญาสากลวาดวยเรื่องสิทธิมนุษยชน คําปรารภ โดยการยอมรับนับถือเกียรติศักดิ์ประจําตัว และสิทธิเทาเทียมกันและโอนมิไดของ บรรดาสมาชิกทั้งหลายแหงครอบครัวมนุษยเปนหลักมูลเหตุแหงอิสรภาพ ความยุติธรรมและ สันติภาพในโลก โดยการไมนําพาและการเหยียดหยามตอสิทธิมนุษยชนยังมีผลใหมีการกระทําอัน ปาเถื่อนซึ่งเปนการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอยางรายแรง และไดมีการประกาศวา ปณิธานสูงสุดของสามัญชนไดแกความตองการใหมนุษยมีชีวิตอยูในโลกดวยอิสรภาพในการ พูด และความเชื่อถือและอิสรภาพพนจากความหวาดกลัวและความตองการ องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แสดงถึงศักดิ์ความเปนมนุษย + ประกันความเปนธรรมในสังคม สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค เปนธรรม มีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค มีการศึกษา ไมถูกทําราย ชีวิตปลอดภัย แสดงความคิดเห็น เลือกอาชีพ เลือกคูครอง เดินทาง นับถือศาสนา ชุมนุมโดยไมมีอาวุธ ไดรับการปฏิบัติเทาเทียม (ทั้งในศักดิ์และสิทธิ์) ไมถูกเลือกปฏิบัติ ไมโดนเอาเปรียบ เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ (ผูออนแอกวา) ตองไดรับการปฏิบัติ ในบางเรื่องที่ตางจาก คนทั่วไปเพื่อใหเกิด ความเปนธรรม
  • 108.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม98 โดยที่เปนการจําเปนอยางยิ่งที่มนุษยชนควรไดรับการคุมครองโดยหลักบังคับของ กฎหมายถาไมประสงคจะใหคนตกอยูในบังคับใหหันเขาหาการหาการขบถขัดขืนตอทรราชย และการขดขี่เปนวิถีทางสุดทาย โดยที่เปนความจําเปนอยางยิ่งที่จะสงเสริมวิวัฒนาการแหงสัมพันธไมตรีระหวาง นานาชาติ โดยที่ประชาการแหงสหประชาชาติไดยืนยันไวในกฎบัตรถึงความเชื่อมั่นในสิทธิ มนุษยชนอันเปนหลักมูลในเกียรติศักดิ์และคุณคาของมนุษยและในสิทธิเทาเทียมกันของ บรรดาชายและหญิงและไดตกลงใจที่จะเสริมความกาวหนาทางสังคมและมาตรฐานแหงชีวิต ที่ดีขึ้นดวยในอิสรภาพอันกวางขวางยิ่งขึ้น โดยที่รัฐสมาชิกตางปฏิญาณจะใหบรรลุถึงซึ่งการสงเสริมการเคารพ และการปฏิบัติ ตามทั่วสากลตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยรวมมือกับสหประชาชาติ โดยที่ความเขาใจรวมกันในสิทธิและอิสรภาพเหลานี้เปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งเพื่อ ปฎิญาณนี้สําเร็จผลเต็มบริบูรณ ฉะนั้นบัดนี้ สมัชชาจึงประกาศวา:- ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนนี้ เปนมาตรฐานรวมกันแหงความสําเร็จสําหรับ บรรดาประชากรและประชาชาติทั้งหลายเพื่อจุดมุงหมายปลายทางที่วา เอกชนทุกคนและ องคการของสังคมทุกองคการ โดยการรําลึกถึงปฏิญญานี้เปนเนืองนิจจะบากบั่นพยายาม ดวยการสอนและศึกษาในอันที่จะสงเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหลานี้และดวย มาตรการที่กาวหนาทั้งในประเทศและและระหวางประเทศในอันที่จะใหมีการยอมรับนับถือ และการปฏิบัติตามโดยสากลและอยางเปนผลจริงจัง ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิก ดวยกันเองและในบรรดาประชาชนของดินแดนที่อยูใตอํานาจของรัฐนั้นๆ ขอ1 มนุษยทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคอันเกียรติศักดิ์ศรีและสิทธิตางมี เหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติตอกันดวยเจตนารมณแหงภราดรภาพ ขอ2 (1) ทุกคนยอมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กําหนดไวในปฏิญญานี้โดยปราศจาก ความแตกตางไมวาชนิดใดๆดังเชน เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการ เมืองหรือทางอื่น เผาพันธุแหงชาติหรือสังคม ทรัพยสิน กําเนิด หรือ สถานะอื่นๆ (2) อนึ่ง จะไมมีความแตกตางใดๆตามมูลฐานแหงสถานะ ทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหวางประเทศ ของประเทศหรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไมวา ดินแดนนี้ จะเปนเอกราชอยูในความพิทักษมิไดปกครองตนเองหรืออยูภายใตการจํากัด อธิปไตยใดๆทั้งสิ้น ขอ3 คนทุกคนมรสิทธิในการดํารงชีวิต เสรีภาพและความมั่นคงแหงตน ขอ4 บุคคลใดๆ จะถูกยึดเปนทาสหรือตองภาระจํายอมไมไดความเปนทาสและ การคาทาสเปนหามขาดทุกรูปแบบ
  • 109.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 99 ขอ5 บุคคลใดๆจะถูกทรมานหรือไดรับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดรายผิด มนุษยธรรมหรือต่ําชาไมได ขอ6ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการยอมรับนับถือวาเปนบุคคลตามกฎหมายทุกแหงหน ขอ 7 ทุกคนเสมอกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมาย เทาเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับความคุมครองเทา เทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆอันเปนการลวงละเมิดปฏิญญา และจากการยุยง ใหเกิดการเลือกปฏิบัติดังกลาว ขอ 8 ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับบําบัดอันเปนผลจริงจังจากศาลที่มีอํานาจแหงชาติตอ การกระทําอันละเมิดสิทธิหลักมนุษยชนซึ่งตนไดรับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ขอ 9 บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปตางถิ่นโดยพลการไมได ขอ10 ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะไดรับการพิจารณาที่เปนธรรมและ เปดเผยจากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรมในการกําหนดสิทธิและหนาที่ของตนและการกระทํา ผิดอาชญาใดๆที่ถูกกลาวหา ขอ11 (1) ทุกคนที่ถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาชญามีสิทธิที่จะไดรับการสันนิษฐาน ไวกอนวาบริสุทธิ์ จนกวาจะพิสูจนไดวามีผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปดเผย ซึ่งตนได รับหลักประกันบรรดาที่จําเปนสําหรับการตอสูคดี (2) จะถือบุคคลใดๆวามีความผิดอาชญาเนื่องดวยการกระทําหรือละเวนอัน มิไดจัดเปนความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแหงชาติหรือกฎหมายระหวางประเทศในขณะ ไดกระทําการนั้นขึ้นไมไดและลงโทษอันหนักกวาที่ใชอยูในขณะที่ไดกระทําความผิดทาง อาชญานั้นไมได ขอ12 บุคคลใดๆจะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเปนอยูสวนตัวในครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสารหรือจะถูกลบหลูในเกียรติยศและชื่อเสียงไมได ทุกคนมีสิทธิ ที่จะไดรับความคุมครองของกฎหมายตอการแทรกสอดหรือการลบหลูดังกลาวนั้น ขอ 13 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสภาพแหงการเคลื่อนไหวและสถานที่อยูภายในเขตของ แตละรัฐ (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆไปรวมทั้งประเทศของตนเองดวย และที่จะกลับยังประเทศตน ขอ14 (1) ทุกคนมีสิทธิจะแสวงหา และที่จะไดอาศัยพํานักในประเทศอื่น เพื่อที่จะได ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (2) จะอางสิทธินี้ไมไดในกรณีที่การดําเนินคดีสืบเนื่องอยางแทจริงมาจากความ ผิดที่ไมใชทางการเมืองหรือจากการกระทําอันขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ
  • 110.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม100 ขอ 15 (1) ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง (2)บุคคลใดๆจะถูกตัดสัญชาติของตนโดยพลการหรือถูกปฏิเสธสิทธิที่จะ เปลี่ยนสัญชาติไมได ขอ 16 (1) ชายและหญิงที่มีอายุเต็มบริบูรณแลวมีสิทธิที่จะทําการสมรส และจะกอ ตั้งครอบครัวโดยปราศจากการจํากัดใดๆอันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนาตางมี สิทธิเทาเทียมกันในการสมรส ระหวางการสมรสและในการขาดจากการสมรส (2) การสมรสจะกระทํากันก็แตความยินยอมโดยอิสระและเต็มที่ของผูที่ เจตนาจะเปนคูสมรส (3) ครอบครัวเปนหนวยธรรมชาติและหลักมูลของสังคมและมีสิทธิที่จะได รับความคุมครองจากสังคมรัฐ ขอ 17 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดเปนเจาของทรัพยสินโดยลําพังตนเอง เชนเดียวกัน โดยรวมกับผูอื่น (2) บุคคลใดจะถูกริบทรัพยสินโดยพลการไมได ขอ 18 ทุกคนมีอิสภาพแหงความคิดมโนธรรมและศาสนา สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ ในการเปลี่ยนศาสนาหรือความเชื่อถือ และอิสรภาพในการที่จะประกาศศาสนาหรือความเชื่อ ถือของตนโดยการสอน การปฏิบัติการสักการะบูชาและประกอบพิธีกรรม ไมวาจะโดยลําพัง ตนเองหรือในประชาคมรวมกับผูอื่นและเปนการสาธารณะหรือสวนบุคคล ขอ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงความเห็นและแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ ในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่จะแสวงหารับและแจกจาย ขาวสารและความคิดเห็นไมวาโดยวิธีใดๆและโดยไมคํานึงถึงเขตแดน ขอ 20 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงการรวมประชุมและการตั้งสมาคมโดยสันติ (2) บุคคลใดๆจะถูกบังคับใหสังกัดสมาคมหนึ่งสมาคมใดไมได ขอ 21 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในรัฐบาลของประเทศตน จะเปนโดยตรงหรือ โดยผานทางผูแทนซึ่งใหเลือกตั้งโดยอิสระ (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขาถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตนโดย เสมอภาค (3) เจตจํานงของประชาชนจะตองเปนมูลฐานแหงอํานาจของรัฐบาล เจตจํานงนี้จะตองแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกําหนดเวลาและอยางแทจริงซึ่งอาศัยการ ออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาคและการลงคะแนนลับหรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอยาง อื่นทํานองเดียวกัน
  • 111.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 101 ขอ 22 ทุกคนในฐานะที่เปนสมาชิกของสังคมมีสิทธิในความมั่นคงทางสังคม และ มีสิทธิในการบรรลุถึงซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจทางสังคมและทางวัฒนธรรมอันจําเปนอยางยิ่ง สําหรับเกียรติศักดิ์ของตนและการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอยางอิสระ ทั้งนี้โดยความเพียร พยายามแหงชาติและโดยความรวมมือระหวางประเทศและตามระบอบการและทรัพยากร ของรัฐ ขอ 23 (1) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระในเงื่อนไขอัน ยุติธรรมและเปนประโยชนแหงการทํางานและในการคุมครองตอการวางงาน (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะรับเงินคาจางเทาเทียมกัน โดยปราศจากการเลือก ปฏิบัติใดๆ (3) ทุกคนที่ทํางานมีสิทธิที่จะไดรับสินจางที่ยุติธรรมและเปนประโยชนที่ จะใหประกันแกตนเองและครอบครัวแหงตน ซึ่งความเปนอยูอันคูควรแกเกียรติศักดิ์ของ มนุษยและถาจําเปนก็จะตองไดรับวิถีทางคุมครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติมดวย (4) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้งและที่จะเขารวมสหพันธกรรมกร เพื่อความ คุมครองแหงผลประโยชนของตน ขอ 25 (1) ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสําหรับสุขภาพและ ความเปนอยูดีของตนและครอบครัวรวมทั้งอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และการดูแล รักษาทางการแพทยและบริการทางสังคมที่จําเปน และมีสิทธิในความมั่นคงยามวางงาน เจ็บ ปวย พิการ เปนหมาย วัยชรา หรือขาดอาชีพอื่นในพฤติการณที่นอกเหนืออํานาจของตน (2) มารดาหรือเด็กมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและการชวยเหลือเปนพิเศษ เด็กทั้งปวงไมวาจะเกิดในหรือนอกสมรส จะตองไดรับการคุมครองเชนเดียวกัน ขอ 26 (1) ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะตองใหเปลาอยางนอยในชั้น ประถมศึกษาและการศึกษาชั้นหลักมูลการประถมศึกษาจะตองเปนการบังคับ การศึกษาทาง เทคนิคและวิชาชีพจะตองเปนอันเปดโดยทั่วไปและการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปก็ตองเปนอันเปด สําหรับทุกคนเขาถึงไดโดยเสมอภาคตามมูลฐานแหงคุณวุฒิ (2) การศึกษาจะไดจัดไปในทางบุคลิกภาพของมนุษยอยางเต็มที่และยัง ความเคารพตอสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูลใหมั่นคงแข็งแรงจะตองสงเสริมความเขาใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหวางบรรดาประชาชาติกลุมเชื้อชาติหรือ ศาสนา และจะตองสง เสริมกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อการธํารงไวซึ่งสันติภาพ (3) บิดามารดามีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิดของการศึกษาอันจะใหแก บุตรของตน ขอ 27 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเขารวมในชีวิตทางวัฒนธรรมของประชาคมโลกโดย
  • 112.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม102 อิสระที่จะบันเทิงใจในศิลปและที่จะมีสวนในความรุดหนาและคุณประโยชนทางวิทยาศาสตร (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการคุมครองผลประโยชนทางศีลธรรมและทางวัตถุอัน เปนผลจากประดิษฐกรรมใดๆทางวิทยาศาสตรวรรณกรรมและศิลปกรรมซึ่งตนเปนผูจาง ขอ 28ทุกคนมีสิทธิในระเบียบทางสังคมและระหวางประเทศซึ่งจะเปนทางใหสําเร็จ ผลเต็มที่ตามสิทธิและอิสรภาพดังกําหนดไวในปฏิญญานี้ ขอ 29 (1) ทุกคนมีหนาที่ตอประชาคมดวยการพัฒนาบุคลิกภาพของตนโดยอิสระเต็มที่ จะกระทําไดก็แตในประชาคมเทานั้น (2) ในการใชสิทธิและอิสรภาพแหงตนทุกคนตกอยูในขอบังคับของขอจํากัดเพียง เทาที่ไดกําหนดลงโดยกฎหมายเทานั้น เพื่อประโยชนที่จะไดมาซึ่งการนับถือและการเคารพ สิทธิและอิสรภาพของผูอื่นตามสมควรและที่จะเผชิญกับความเรียกรองตองการอันเที่ยงธรรม ของศีลธรรมความสงบเรียบรอยของประชาชนและสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย (3) สิทธิและอิสรภาพเหลานี้จะใชขัดตอวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ ไมไดไมวากรณีใดๆ ขอ 30 ไมมีบทใดๆ ในปฏิญญานี้ที่จะอนุมานวาสิทธิใดๆแกรัฐ หมูคน หรือบุคคล ในอันที่จะดําเนินกิจกรรมใดๆ หรือปฏิบัติการใดๆ อันมุงตอการทําลายสิทธิและอิสรภาพ ดังกําหนดไว ณ ที่นี้ เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย วัฒนาการของสิทธิมนุษยชน หากศึกษาจากเอกสารหลักฐานถือวามีจุดเริ่มตนเมื่อ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเมื่อพุทธศักราช 2475 จากคําประกาศของคณะราษฎรที่ไดนําหลักการของ สิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติและระบุรับรองใหราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน และใน รัฐธรรมนูญฉบับตอๆ ก็มีการกลาวถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไวในรัฐธรรมนูญดวย เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ไดประกฎบทบัญญัติที่ใหการรับรอง สิทธิเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยไวในหมวดที่ 2 วาดวยสิทธิและหนาที่ของชนชาวสยาม ซึ่งมีสาระสําคัญใหการรับรองหลักความเสมอหนากันในกฎหมาย เสรีภาพในการนับถือ ศาสนา เสรีภาพรางกาย เคหสถาน ทรัพยสิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม การตั้งสมาคม และการอาชีพ โดยบทบัญญัติดังกลาวถือเปนการใหความรับรอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางเปนทางการในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆมา นอกจากนั้นเรายังสามารถศึกษารองรอยของพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทยไดจากการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวนการยุติธรรมเพื่อใหทัดเทียม นานาอารยประเทศและเปนที่ยอมรับของรัฐตางชาติดวยความมุงหมายที่จะเรียกรองเอกราช ทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทยแนวความคิดในการคุมครองสิทธิมนุษยชนจึงปรากฎอยู
  • 113.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 103 ในกฎหมายหลายฉบับอีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครองสิทธิมนุษยชนไวโดยตรง และโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวยโดยเฉพาะอยางยิ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา พ.ศ. 2477 มีบทบัญญัติที่ใหการรับรองและคุมครองสิทธิของผูตองหาและ จําเลยในคดีอาญาซึ่งแตกตางจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเดิมอยางสิ้นเชิง ตอมาวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 และเปนครั้งแรกที่มีการบัญญัติรับรอง สิทธิของประชาชนในการเสนอเรื่องราวรองทุกขและเสรีภาพในการจัดตั้งคณะพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญสวนเสรีภาพในการประชุมโดยเปดเผยในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดเปลี่ยนเปน เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ในระหวางที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับ ป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสที่ สําคัญคือ เกิดการรวมตัวของกรรมกรในชื่อวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซึ่ง เปนการรวมตัวกันของกรรมกรจากกิจกรรมสาขาตางๆ เชน โรงเลื่อย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจากกรรมกรเหลานี้ถูกกฎขี่คาจางแรงงานอยางมากอันเปนผลมาจากการเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรมอยางรวดเร็ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสความเลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เปนการรวมตัวกันเพื่อเรียกรองตอสังคมรัฐใหสนองตอบความตองการที่จําเปนของตนทําให สังคมตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนอันเปนการแสดงออกถึงการคุมครองสิทธิ มนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการกระทําของเอกชนดวย ในป พ.ศ. 2491 สหประชาชาติไดประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 อันเปนชวงเวลาที่ประเทศไทยกําลังรางรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 พอดี รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5 คือรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 จึงไดรับอิทธิพลจากการ ประกาศใชปฏิญญาสากล ของสหประชาชาติ มีบทบัญญัติที่ไดรับการรับรองสิทธิและเสรีภาพ เปนจํานวนมากและละเอียดกวารัฐธรรมนูญฉบับกอนๆ หลักการในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ที่ไดรับการบรรจุลงไว ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 นอกเหนือจากสิทธิที่เคยรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ไดแก หลักการไดรับความคุมครองอยางเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญทั้งนี้ไมวาบุคคลนั้นมีกําเนิด หรือนับถือศาสนาแตกตางกันก็ตาม(มาตรา 26) สิทธิของประชาชนที่จะไมถูกเกณฑแรงงาน ทั้งนี้เวนแตในกรณีที่เปนการปกปองกันภัยพิบัติสาธารณะซึ่งเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน เฉพาะเวลา ประเทศอยูในภาวการณรบหรือภาวะสงครามหรือสถานการณฉุกเฉินเทานั้น (มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางไปรษณียหรือทางอื่นที่ชอบดวยกฎหมาย (มาตรา 40) เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูและการประกอบอาชีพ (มาตรา 41) สิทธิของบุคคลที่จะไดรับ ความคุมครองในครอบครัวของตน (มาตรา 43) ตลอดจนการใหการรับรองแกบุคคลซึ่งเปน ทหาร ตํารวจ ขาราชการประจําอื่น พนักงานเทศบาล ที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เหมือนดังพลเมืองคนอื่นๆ (มาตรา 42) ปรากฏการณที่สําคัญอีกประการ คือ มีการนําเอาสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทาง อาญามาบัญญัติรับรองไวในรัฐธรรมนูญดวย เชน
  • 114.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม104 หลักที่วา “บุคคลจะไมตองรับโทษทางอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมาย ซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไวและโทษที่จะลงแกบุคคล นั้นจะหนักกวาโทษที่กําหนดในกฎหมายซึ่งใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได”(มาตรา 29) ซึ่งเปนหลักพื้นฐานที่สําคัญในการดําเนินคดีอาญาและไดรับการบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับ ตอมาจนถึงปจจุบัน หลักความคุมครองผูตองหาและจําเลยที่จะไดรับการสันนิษฐานไวกอนวาไมมีความ ผิดกอนที่จะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาในการประกันและ การเรียกหลักประกันพอสมควรแกกรณีแกกรณีดวย (มาตรา 30)และ สิทธิที่จะไมถูกจับกุม คุมขัง หรือตรวจคนตัวบุคคลไมวาจะกรณีใดๆ เวนแตจะมี กฎหมายบัญญัติไวใหสามารถกระทํา (มาตรา 31) นอกจากนี้แลวการกําหนดแนวนโยบายแหงรัฐไวในหมวด 5 อันเปนหมวดที่วาดวย แนวทางสําหรับการตรากฎหมาย และการบริหารราชการตามนโยบาย ซึ่งแมจะไมกอใหเกิด สิทธิในการฟองรองรัฐหากรัฐไมปฏิบัติตาม แตก็เปนการกําหนดหนาที่แกรัฐซึ่งซึ่งมีความ สําคัญเกี่ยวพันกับการสงเสริมและพัฒนาหลักสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบับตอๆ มา ในทางปฏิบัติสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจัง เพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณบานเมือง สภาพเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนทัศนคติของ ผูปกครอง เจาหนาที่รัฐและประชาชนผูเปนเจาของสิทธินั่นเอง เพราะตอมาธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญัติรับรองสิทธิ เสรีภาพแตอยางใด และการประกาศใชรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการไมมีบทบัญญัติมาตราใดที่ให การรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระทั่งภายหลังเกิดเหตุการณ เรียกรองประชาธิปไตยโดยนักคิดนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใช รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซึ่งไดรับการยอมรับ วาเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการให ความคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งในดานที่มีการจํากัดอํานาจรัฐที่ จะเขามาแทรกแซงอันมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน และในดานการเพิ่ม หนาที่ใหแกรัฐในการบริการแกประชาชนใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชน ชายและหญิงมีสิทธิ เทาเทียมกัน (มาตรา 28) สิทธิทางการเมืองในการใชสิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียง ประชามติ(มาตรา 29) สิทธิที่จะไมถูกปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ เวนแตมีคําพิพากษา ถึงที่สุดใหปดโรงพิมพหรือหามทําการพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทางวิชาการ (มาตรา 42) การกําหนดใหพรรคการเมืองตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดยเปดเผย(มาตรา45) และเสรีภาพในการเดินทางภายในราชอาณาจักร(มาตรา 47) นอกจากนี้แลวสิทธิในทาง กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผูตองหาและจําเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดวยไดแก สิทธิที่จะไดรับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็ว
  • 115.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 105 และเปนธรรมสิทธิที่จะไดรับการชวยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิ ที่จะไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเองอันจะทําใหตนถูกฟองเปนคดีอาญา และถอยคําของ บุคคลที่เกิดจากการถูกทรมาน ขูเข็ญ หรือใชกําลังบังคับหรือการกระทําใดๆที่ทําใหถอยคํา นั้นเปนไปโดยไมสมัครใจไมอาจรับฟงเปนพยานหลักฐานได (มาตรา 35) และสิทธิที่จะได คาทดแทน หากปรากฏในภายหลังวาบุคคลนั้นมิไดเปนผูกระทําความผิด (มาตรา 36) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทยพุทธศักราช 2519 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ ไวเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 8 ซึ่งบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติ แหงกฎหมาย”นับวาเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิเสรีภาพกวางขวางมากแตไมมีการกําหนดวา เปนสิทธิเสรีภาพชนิดใด ตอมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองอาณาจักร พ.ศ.2520 เปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ซึ่งไมมีบทบัญญัติใดเลยที่ ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพแกประชาชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ประกาศใชเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นําบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพ มาบัญญัติไวอีกโดยมีสาระสําคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 แตตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับรองความเสมอภาคของชายและหญิง เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพออกไป ภายหลังจากหัวหนาคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดกระทําการยึดและ ควบคุมการปกครองประเทศไวเปนผลสําเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2534 และประกาศ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แลวไดประกาศใชรัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช 2534 โดยใหไวเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งไม ปรากฏ มีบทบัญญัติใดเลยที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพแกประชาชน ตอมาในป 2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 โดยเพิ่มหมวดที่ 3 วาดวยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามที่ประกาศ ไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5 )พุทธศักราช 2538 เมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ 2538 ซึ่งนําเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 มาบัญญัติไวอีกครั้ง แตไดตัด เสรีภาพในทางวิชาการออกเสียและเพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิในการไดรับบริการทาง สาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน (มาตรา 41) สิทธิในการเสนอเรื่องราวรองทุกข (มาตรา 48) และ สิทธิในการไดรับทราบขอมูลหรือขาวสารจากหนวยงานราชการ (มาตรา 48) ตลอดจนระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย แมถูกขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลาแตการคุมครอง สิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติ พิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป
  • 116.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม106 การตรวจสอบการทํางานฝายบริหารโดยฝายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของ เจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริหารเพื่อมิใหเจาหนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวย กฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชน การพิจารณาพิพากษาคดีขององคตุลาการ โดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแกประชาชนเหลานี้นับวาเปนกลไก การคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจะมิไดมีความมุงหมายใหเปนผลโดยตรงก็ตาม การดําเนินการขององคกรรัฐเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอม กับการจัดตั้ง สํานักงานคุมครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชนของประชาชน (สคช.) สังกัด กรมอัยการเมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สํานักงานคุมครองสิทธิและ ชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดําเนินงานขององคกรมีขอบเขตจํากัด สืบเนื่องจากกรอบอํานาจหนาที่ของพนักงานอัยการตามกฎหมายตางๆ สวนการดําเนินงาน ขององคกรพัฒนาเอกชนเพิ่งมีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 องคกรแรกที่ถูกกอตั้งเมื่อ พ.ศ.2519 สหภาพ เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในปเดียวกันนั้นก็มีการกอตั้ง “กลุมประสานงานศาสนา เพื่อสังคม” (กศส.) หลังจากนั้นก็มีการรวมตัวกันของบุคคลทั้งในรูปองคกร สมาคม มูลนิธิ คณะกรรมการ คณะทํางาน กลุม ศูนย สถาบันตางๆเพื่อทําหนาที่ในการสงเสริมและคุมครอง สิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนในแงตางๆแกประชาชน เชน สิทธิของจําเลยหรือ ผูตองหาในกระบวนการยุติธรรม สิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผูใชแรงงาน และสิทธิทางการเมือง เปนตน เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน จากความเชื่อที่เปนหลักการแหงสิทธิมนุษยชนซึ่งเชื่อในเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเปน มนุษยหรือศักดิ์ศรีความเปนคนในมนุษยทุกคน เปนสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด” นั้น เห็นไดวาเปนความพยายามที่ทําใหมนุษยทุกคนในโลกนี้ไดรับการปฏิบัติ และตองปฏิบัติตอ บุคคลอื่นดวยความเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษยอยางแทจริง จากาการศึกษาที่เราไดศึกษาหลักสิทธิมนุษยชน และสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มาแลว เห็นไดวาเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้นมีทั้งสิ่งที่เปนเรื่องใกลตัวภายในครอบครัว ในสถานที่ทํางานชุมชนทองถิ่นที่เราอาศัยอยู และเรื่องไกลตัวออกไปในระดับประเทศ เปนเรื่องที่เราเองอาจเปนผูกระทําตอบุคคลอื่น และบุคคลลื่นอาจกระทําตอเรา เชน ความ รุนแรงภายในครอบครัว การทอดทิ้งเด็ก การชุมนุมเรียกรองการปฏิบัติตามกฎหมาย ลักษณะและเหตุแหงการละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุการณละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายระดับ ในที่นี้เราจะทําความเขาใจเหตุแหง การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากใกลตัวไปยังสิ่งที่ไกลตัวออกไป 1. ในครอบครัว การละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว มักจะเปนการใชกําลัง บังคับ ควบคุมสตรี
  • 117.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 107 เด็ก คนชรา ทําใหไดรับอันตรายทางรางกายและหรือทางจิตใจ ไดแก การทํารายรางกายดวย วิธีการตางๆในบางครั้งอาจรุนแรงจนถึงแกชีวิตก็มี การใชคําพูด กิริยาอาการที่ไมสุภาพ ดูหมิ่น เหยียดยาม เอาเปรียบ ละเลยทอดทิ้ง ไมรับผิดชอบตอบุคคลในครอบครัว และ ไมลวงละเมิดทางเพศ สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัวมักเกิดจากบุคคลใกลและเกิดจาก เพศชายเปนสวนใหญ คือ สามี พอ พี่ชาย ที่เกิดจากความเชื่อ ลักษณะทางรางกายและ พฤติกรรมการใชชีวิต กลาวคือ เพศชายเปนเพศที่มีความเขมแข็งแรงในทางรางกายมากกวา และมักดื่มสุราและขาดสติ เกิดปญหาคาใชจายไมพอในครอบครัว อารมณเสียหงุดหงิดมี การทํารายรางกายและจิตใจแกบุคคลในครอบครัวที่ออนแอกวา ผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครอบครัว ทําใหรางกายของอีกฝายไดรับ บาดเจ็บหรือเสียชีวิตซึ่งสงผลตอจิตใจทั้งสองฝายที่เปนผูกระทํา คือ ทําใหเสียใจ โกรธ แคน อับอาย รูสึกผิดในเวลาตอมา เครียด เปนตนทางของการเปนโรคจิต และอาการเจ็บปวยทาง กายบางโรค เชน ปวดศรีษะ นอนไมหลับ อาหารไมยอย มีปญหาคาใชจายตามมาเพราะตอง ใชจายเงินไปกับการรักษาตัว สงผลตอคาใชจายจําเปนที่เปนภาระที่ตองรับผิดชอบภายใน ครอบครัว ทั้ง คาอาหาร คาน้ํา คาไฟ คาเลาเรียนของลูก ฯลฯ และมักจะเปนสาเหตุของการ หยารางครอบครัวแตกแยกเด็กที่เปนลูกกลายเปนเด็กเก็บกด มีปญหา เครียด อาจเกิดการ ติดเพื่อน ไปทดลองเสพยาเสพติด หรือกออาชญากรรมเพื่อใหไดมาซึ่งทรัพยสินเงินทอง 2. ในโรงเรียน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร นักเรียนผูหญิง สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักเกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวามี อํานาจเหนือกวามีสมาชิกลุมที่ใหญกวาผลที่เกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน เชน ผูเรียนไมอยากมาโรงเรียนไมมีความสุข ผลการเรียนตกต่ํา การตั้งครรภกอนวัยอันควร 3. ในสถานที่ทํางาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียน มักจะเปนการใชกําลัง การทํารายดวยวาจาจาก ครูและเพื่อน ดวยการลงโทษที่รุนแรงเกินกวาเหตุ ครูกระทําอนาจารตอนักเรียน เพื่อนทําราย เพื่อน เชน นักเรียนและผูปกครองโรงเรียนแหงหนึ่งรวมตัวกันรองเรียนใหผูอํานวยการของ โรงเรียนนอกจากพื้นที่ สาเหตุจากผูอํานวยการลงโทษเด็กดวยการตี จนนองมีเลือดไหลซิบ ขาบวมเปงและขาเขียวช้ําเพียงแคเพราะนักเรียนไปนั่งเลนที่โรงอาหารในระหวางที่ครูไมได
  • 118.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม108 มาสอน หรืออยางกรณีคลิปวีดีโอของนักเรียนหญิงตบตีกันหลายคูในโรงเรียนเพียงแคสาเหตุ ของการไมเคารพรุนพี่รุนนองหรือเพราะแยงผูชายกัน รวมถึงกรณีครูผูชายทําอนาจาร นักเรียนผูหญิง 4.การดําเนินการในภาครัฐ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของภาครัฐ คือ การปฏิบัติของ เจาหนาที่ภาครัฐที่กระทําตอประชาชน ทั้งในเรื่อง การใหการศึกษา การรักษาพยาบาล การจับกุมคุมขัง การกีดกันสิทธิบางอยาง การเลือกปฏิบัติเพราะตางศาสนา เชื้อชาติ ฐานะ ผลของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝายรัฐ ทําใหประชาชนเกิดความรูสึกวาไมได รับความเปนธรรม อาจเกิดการรวมกลุมตอสูเรียกรองกับฝายรัฐ สรางความวุนวายใหแก สังคม สาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทําของเจาหนาที่ของรัฐมี ทั้งที่กฎหมายไมเหมาะสม การมีอํานาจมากเกินไปของฝายรัฐ การขาดองคการตรวจสอบ ถวงดุลผูมีอํานาจ สรุปสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกแหง เกิดจากฝายที่มีกําลังมากกวา มีอํานาจมากกวา มีพรรคพวกมากกวา ออนแอกวาจึงเปนฝายถูกกระทําผลของการละเมิด สิทธิมนุษยชน คือ ฝายถูกกระทําไมสามารถใชชีวิตไดอยางมีศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย หากปลอยปละละเลยใหเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสถานที่ตางๆ ตั้งแตครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทํางาน และในสังคม ประชาชนในสังคมนั้นยอมขาดความมั่นคงทางกาย และทางจิตใจ แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน 1) ไมเปนผูกระทําความรุนแรงใดๆตอบุคคลอื่น 2) ไมยอมใหบุคคลอื่นกระทําความรุนแรงตอตนเอง 3) ไมเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการละสิทธิตอบุคคลอื่นควรแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของหรือ ใหความชวยเหลือตามสมควรในสวนที่ทําได 4) มีการรวมกลุมในภาคประชาชนอยางเปนระบบและจัดตั้งเปนกับองคกร มูลนิธิ เพื่อปกปอง คุมครองผูออนแอกวาในสังคม เพื่อใหเกิดพลังในการตรวจสอบเรียกรองใหรัฐ มีการจัดทํากฎหมายที่เกิดประโยชนตอสวนรวม 5) รณรงคใหมีการเห็นคุณคาและความสําคัญของการปกครองและสงเสริม สิทธิมนุษยชน     
  • 119.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 109 กิจกรรมบทที่ 4 1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... 2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครอง จากรัฐประกอบดวยเรื่องอะไรบางและแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ....................................................................................................................................
  • 120.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม110 3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยใหความสําคัญกับการคุมครองสิทธิ มนุษยชน .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... 4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน แกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหนึ่งหรือไมถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไรและถาไมมีทานมี หลักการในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... .................................................................................................................................... ....................................................................................................................................
  • 121.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 111 บรรณานุกรม 1) กระทรวงศึกษาธิการ. (2540). ชุดการเรียนการสอนเรื่องสหประชาชาติ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย.กุรงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว 2) กรมการศึกษานอกโรงเรียน . (2546) . ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาสังคม และชุมชน (เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว 3) คณะอาจารย กศน. คูมือการเรียนรูหลักสูตรใหมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระ การเรียนรู หมวดวิชา พัฒนาสังคมและชุมชน. กรุงเทพฯ : บริษัทไผมีเดีย เซ็นเตอร จํากัด 4) วิไล ทรงโฉม. (2548). สื่อการเรียนรู หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายการศึกษานอกโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาระดับ พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพฯ : บริษัทลามาจรัญพานิช จํากัด 5) พันเอก (พิเศษ) เผด็จ เอมวงศ และคณะ.(2551). กฎหมายในประจําวัน : ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ ชวงชั้นที่ 3 กลุมสาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด 6) ยุรารัตน พันธุยุรา และคณะ (2552). สิทธิมนุษยชน หมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษาระดับพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . กรุงเทพฯ :สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด 7) สถาบันการศึกษาทางไกล สํานักงาน กศน. (2548). ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชา พัฒนาสังคมและชุมชน(เลม 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 127 ตอนที่ 69 ก. ประกาศวันที่ 12 พฤษจิกายน 2553. พระ ราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติ พุทธศักราช 2553.
  • 122.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม112 เฉลยกิจกรรม กิจกรรมทายบทที่ 1 และ2 เปนกิจกรรมศึกษาคนควาอภิปรายไมแนวเฉลย เฉลยกิจกรรมบทที่ 3 1.รัฐธรรมนูญมีความสําคัญกับประเทศไทยในแงใดบาง แนวคําตอบ มีความสําคัญเพราะเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งเปนหลักใหผูคน ทั้งประเทศยึดถือและยอมรวมกันวากฎหมายอื่นๆจะขัดหรือแยงรัฐธรรมนูญไมได ดังนั้น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจึงมีผลผูกพันกับชีวิตของทุกคนในประเทศไทย เปนหลักประกัน วาจะไดรับบริการและหลักประกันในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินจากรัฐในเรื่อง ใดบาง ทําใหบานเมืองมีกฎ กติกา ในการอยูรวมกัน 2. รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีที่มาจากที่ใด แนวคําตอบ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ของคณะราชย เมื่อ พ.ศ. 2475 3. อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของไทย แนวคําตอบ สวนใหญเกิดจากกลุมผูมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้นเห็นวารัฐธรรมนูญที่ใชอยู ไมเหมาะสม 4. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ถูกกําหนดและตั้งขึ้นดวยเหตุผลใดบาง แนวคําตอบ เพื่อเปนองคกรในการตรวจสอบพฤติกรรมหรือการบริหารงานของฝายการเมืองและ ฝายขาราชการประจํา 5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก แนวคําตอบ ผลตอสังคมไทยในภาพรวมประชาชนไดรับสิทธิเสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น รวมทั้งไดรับการบริการขั้นพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชน การศึกษา การ รักษาพยาบาล การนับถือศาสนาและเลือกถิ่นที่อยู การไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมาย เดียวกันสวนในสายของสังคมโลก ประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนได
  • 123.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 113 รับยอมรับในเรื่องหลักกฎหมายวาดวยความเปนสากล 5. ผลของการใชรัฐธรรมนูญตั้งแตอดีตถึงปจจุบันไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลง ดานใดบางแกสังคมไทยรวมทั้งฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก แนวคําตอบ ผลตอสังคมไทยในภาพรวม ประชาชนไดรับสิทธิ เสรีภาพในการดําเนินชีวิตมากขึ้น รวมทั้งไดรับการบริการขันพื้นฐานในการดําเนินชีวิตที่จําเปนจากรัฐ เชนการศึกษา การรักษา พยาบาล การนับถือศาสนา การเลือกถิ่นที่อยู กาไดรับการปฏิบัติภายใตกฎหมายเดียวกัน สวนในสายของสังคมโลกประเทศไทยไดรับการยอมรับวามิใชบานปาเมืองเถื่อนไดรับยอมรับ ในเรื่องหลักกฎหมายวามีความเปนสากล 6. เปนกิจกรรมศึกษาคนควาไมมีแนวเฉลย เฉลยกิจกรรมบทที่ 4 เรื่องที่ 1 1. ใหอธิบายความหมายของสิทธิมนุษยชนมาพอเขาใจ แนวคําตอบ สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย หรือศักดิ์ศรีความเปนคนเปนสิ่ง ที่ทุกคนมีติดตัวมาแตกําเนิด โดยไมแบงแยกเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็น ทางการเมืองหรือแนวคิดอื่นๆ เผาพันธุหรือสังคม ทรัพยสิน ถิ่นกําเนิด หรือสถานะอื่นๆ 2. องคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่แตละบุคคลไดรับการคุมครองจากรัฐ ประกอบดวยเรื่องอะไรบาง และแตละเรื่องมีขอบเขตอยางไร ใหอธิบายมาพอเขาใจ แนวคําตอบ องคประกอบของสิทธิมนุษยชนที่แตละบุคคลควรไดรับการคุมครองจากรัฐไดแก เรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเปนธรรม รายละเอียดของแตละองคประกอบ ดังนี้ 1. สิทธิ ในการที่จะมีที่อยูอาศัย มีอาหารกิน มียารักษาโรค ที่จะไดรับการศึกษา การไมถูกทํารายรางกายและจิตใจ และการมีชีวิตที่ปลอดภัย 2. เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไมละเมิดสิทธิของผูอื่น ในการเลือกอาชีพ ที่ไมผิดกฎหมาย ในการเลือกคูครอง ในการเดินทาง ในการนับถือศาสนา และในการชุมนุม โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ 3. ความเสมอภาค ในการไดรับการปฏิบัติจากรัฐโดยเทาเทียมกัน มีหลักประกันวา จะไมถูกเลือกปฏิบัติ และไมโดนเอาเปรียบ 4. ความเปนธรรม กลุมคนดอยโอกาส คนพิการ ผูออนแอกวา ไดแก เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ตองไดรับการปฏิบัติในบางเรื่องที่แตกตางจากบุคคลทั่วไปที่เขาถึงโอกาส ไดมากกวาแข็งแรงกวาทั้งทางรางกายและจิตใจ เพื่อใหโอกาสคนกลุมนี้สามารถดําเนินชีวิต
  • 124.
    หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม114 ไดอยางปกติสุขมีคุณภาพชีวิตที่ไมดอยกวาคนทั่วไป 3. ใหอธิบายกลไกของรัฐที่แสดงวาประเทศไทยไดใหความสําคัญกับการคุมครอง สิทธิมนุษยชน แนวคําตอบ การคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยทางออมปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน •กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปนการจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป การตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารโดยฝาย นิติบัญญัติ การตรวจสอบการทํางานของเจาหนาที่ฝายปกครองโดยฝายบริการเพื่อมิใหเจา หนาที่ใชอํานาจในทางที่มิชอบดวยกฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิของประชาชนการ พิจารณาพิพากษาคดีขององคกรตุลาการโดยยึดหลักกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมแก ประชาชน • การใหสิทธิในการเลือกที่อยูอาศัย เลือกประกอบอาชีพที่สุจริต • ฯลฯ 4. ในครอบครัวของทานมีพฤติกรรมหรือการกระทําใดที่เปนการละเมิดสิทธิมนุษย ชนแกสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือไม ถามีทานจะแกไขปญหานั้นอยางไร และถาไมมี ทานมี หลักในการอยูรวมกันในครอบครัวอยางไร แนวคําตอบ ใหพิจารณาวาพฤติกรรมที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือ ไม ถามีพฤติกรรมใดที่ผิดจากองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แสดงวามีการ ละเมิด หากเขาองคประกอบของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแสดงวาไมมีการละเมิดสิทธิมนุษย ชนในครอบครัว    
  • 125.
    รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) <<ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 115 1. . 2. . . 3. . 4. . . 5. 1. 2. 3. 1. 2. . 3. . 4. . 5. . 6. 7. . 8. . 9. . 10. 11. 12. 13. 1 2 3. 4. 5 คณะผูจัดทํา
  • 126.