ชิ้นงานที่ 23 เรื่อง สาเหตุของสงครามครูเสดคืออะไร จบลงอย่างไร
1. สงครามครูเสด (Crusade)
สงครามครูเสด คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึง สงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง
หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาว
คริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ส่วน มุสลิมเรียกสงครามครั้งนี้ว่า สงครามฟีสะบีลิ้ลลาฮ์ โดยสาเหตุหลักเกิดจาก
ความต้องการที่จะถือสิทธิ์ในพื้นที่ๆเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสามศาสนาด้วย กันได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ใน
ปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์
“สงครามครูเสด” มี ความหมายว่า เป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตาม
หลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามที่ต่อสู้ความถูกต้องตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชาวมุสลิมใช้คาว่า “จิ
ฮัด”
สาเหตุของสงครามครูเสดสรุปได้ดังนี้
1. ต่าง ฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอานาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง โดยนาเสนอความเป็นผู้นาในการรบเพื่อทวงคืนดินแดน
ศักดิ์สิทธิ์ และหยุดยั้งการเผยแผ่ของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริส
เตียนจึงได้ส่งกองกาลังมาปะทะกับมุสลิม
2. ความ กระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็ม จึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความ
สะดวกในการแสวงบุญ
3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่าระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พระสันตะปาปา มี ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทา
ให้ชาวคริสเตียนต้องอ่อนแอลง จึงปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทน โดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอัน
ศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอานาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ดังนั้น ชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทา
สงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
5. สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์ จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอ
มองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของ ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทาสงครามกับชาวมุสลิม
บทสรุปสงครามครูเสด
สงครามครูเสด มีการทาสงครามกัน 8 ครั้ง กินระยะเวลานานกว่า 200 ปี มีผู้คนล้มตายกว่า 7,000,000 คน และสุดท้ายดินแดนศักดิ์สิทธิตกเป็นของ
มุสลิม บทสรุปการทาสงครามแต่ละครั้งมีดังนี้
ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1092 ถึง ค.ศ. 1099 เป็น ครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเติร์ก
เปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ ฝังศพพระเยซูได้สะดวก
ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ ค.ศ. 1147 ถึง ค.ศ. 1149 พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ 3 ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ต้องแพ้ย่อยยับกลับมา
ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1189 ถึง ค.ศ. 1192 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 (เยอรมัน) ฟิลิปป์ ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ท (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้
กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้าตาย
ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1202 ถึง ค.ศ. 1204 ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวก เติร์กกลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง
ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1217 ถึง ค.ศ. 1221 เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่า ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเติร์กในประเทศอียิปต์ และ
ไม่ได้ผลทางชัยชนะ
ครั้งที่ 6 ตั้งแต่ ค.ศ. 1228 ถึง ค.ศ. 1229 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 2 (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทาไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ
เพราะทาให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก
ครั้งที่ 7 ตั้งแต่ ค.ศ. 1248 ถึง ค.ศ. 1249 ครั้งที่ 8 ใน ค.ศ. 1270 นั้น สงครามครูเสดได้ทากันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเติร์กมีถิ่นสาคัญตั้งอยู่ที่นั่น
และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อค.ศ. 1270และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้
สงครามครูเสดทาให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมหลายประการด้วยกันคือ
พวกคริสเตียนและ มุสลิมเกิดการรวมวัฒนธรรมกัน พวกคริสต์เตียนสนใจในศิลปะการตกแต่งของมุสลิม เช่น พรม เครื่องใช้และกระเบื้องเคลือบ
และพวกเขายังได้กินอาหารรสชาติใหม่ ๆ เช่น ผลแอปริคอท มะเดื่อ น้าตาลและมะนาว ทางด้านเครื่องแต่งกายชาวคริสเตียนได้เรียนรู้การใช้ผ้าฝ้ายและผ้า
ไหมทา เสื้อผ้า
พวกคริสเตียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้เสาและคานรูปโค้งแบกรับน้าหนักจากสิ่ง ที่ปลูกสร้างของมุสลิม นอกจากนี้แล้ว พวกคริสเตียนยังได้เรียนรู้ถึง
วิธีการป้องกันปราสาทโดยการใช้หอคอยทรงกลม และช่องทางเดินบนกาแพงที่ทาให้คนที่อยู่ข้างบนสามารถยิงธนูหรือโยนหินเข้าใส่ผู้เข้ามาโจมตีได้
ส่วนพวกมุสลิมนั้น ไม่ได้อะไรจากพวกคริสเตียนมากนักนอกจากการค้าที่เพิ่มขึ้น กับอิตาลี อาวุธที่ดีขึ้น และการสารวจพื้นที่เพื่อทาการสงคราม
ผล ทางการเมืองของสงครามครูเสดที่เกิดขึ้นแก่ยุโรปนั้น ถือเป็นปัจจัยสาคัญหนึ่งที่ผลักดันวิวัฒนาการของสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ ยุคใหม่
ได้ดังนี้
1. ต้องหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในสงครามจาเป็นต้องขายทรัพย์สินไปเป็นจานวนมาก ทาให้โครงสร้างระบบสังคมศักดา (Feudalism) ล่มสลาย
2. กษัตริย์อังกฤษเข้าร่วมสงครามด้วยตนเองแทนที่จะเป็นเรื่องของ Feudal Lord เท่า นั้น อานาจและอิทธิพลของกษัตริย์จึงได้รับผลสะเทือน
โดยตรงก่อให้เกิดการวาง ระเบียบและกฎเกณฑ์ในการบริหารประเทศมากขึ้น เป็นรากฐานที่ดีสาหรับการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง
ในเวลาต่อมา
3. ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างตะวันตกกับตะวันออกเกิดขึ้น ส่งผลให้ยุโรปเจริญทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นหลังผ่านพ้นยุคสงคราม
4. เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการทุกแขนงระหว่างตะวันตกกับตะวันออก
5. เกิดความพยายามทาความเข้าใจกันระหว่างศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามมากขึ้น
เมื่อเศาะลาหุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึง
ชานเมืองอักกะ (Acre) พวก ครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทาให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าเศาะลาหุดดีนได้
เริ่มโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 วะอะบาน 585 (14 ก.ย. 1189
) เศาะลาหุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกีอุดดีน ได้ แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารเศาะลาหุดดีนมี
กาลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกาลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี , เอเมสสา ,อันติออก อเล็กซาน
เดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกะนั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดดรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากการสงครามติดพัน
อยู่ ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้เศาะลาหุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนาให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัล- คีอรรูบะฮฺ
พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกะและเริ่มขุดคูรอบตัวเมือง
เมื่อเศาะลาหุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมือง
อักกะ (Acre) พวก ครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทาให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าเศาะลาหุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกนี้
ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 วะอะบาน 585 (14 ก.ย. 1189 ) เศาะลาหุดดีนได้เริ่ม
โจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกีอุดดีน ได้ แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารเศาะลาหุดดีนมีกาลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก
เพราะต้องกระจายกาลังป้ องกันเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี , เอเมสสา ,อันติออก อเล็กซานเดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกะนั้น
พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดดรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากการสงครามติดพันอยู่ ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้ เศาะ
ลาหุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนาให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัล- คีอรรูบะฮฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกะและเริ่มขุดคู
รอบตัวเมือง

สาเหตุของสงครามครูเสดคืออะไรจบลงอย่างไร

  • 1.
    ชิ้นงานที่ 23 เรื่องสาเหตุของสงครามครูเสดคืออะไร จบลงอย่างไร
  • 2.
    1. สงครามครูเสด (Crusade) สงครามครูเสดคือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึง สงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาว คริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ส่วน มุสลิมเรียกสงครามครั้งนี้ว่า สงครามฟีสะบีลิ้ลลาฮ์ โดยสาเหตุหลักเกิดจาก ความต้องการที่จะถือสิทธิ์ในพื้นที่ๆเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสามศาสนาด้วย กันได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ใน ปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์ “สงครามครูเสด” มี ความหมายว่า เป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตาม หลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามที่ต่อสู้ความถูกต้องตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชาวมุสลิมใช้คาว่า “จิ ฮัด” สาเหตุของสงครามครูเสดสรุปได้ดังนี้ 1. ต่าง ฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอานาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง โดยนาเสนอความเป็นผู้นาในการรบเพื่อทวงคืนดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ และหยุดยั้งการเผยแผ่ของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริส เตียนจึงได้ส่งกองกาลังมาปะทะกับมุสลิม
  • 3.
    2. ความ กระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความ สะดวกในการแสวงบุญ 3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่าระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พระสันตะปาปา มี ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทา ให้ชาวคริสเตียนต้องอ่อนแอลง จึงปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทน โดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอัน ศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา 4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอานาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ดังนั้น ชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทา สงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม 5. สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์ จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอ มองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของ ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทาสงครามกับชาวมุสลิม
  • 4.
    บทสรุปสงครามครูเสด สงครามครูเสด มีการทาสงครามกัน 8ครั้ง กินระยะเวลานานกว่า 200 ปี มีผู้คนล้มตายกว่า 7,000,000 คน และสุดท้ายดินแดนศักดิ์สิทธิตกเป็นของ มุสลิม บทสรุปการทาสงครามแต่ละครั้งมีดังนี้ ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1092 ถึง ค.ศ. 1099 เป็น ครั้งที่ครึกครื้นที่สุด พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ไปในครั้งนี้ และเป็นครั้งเดียวที่เอาชนะพวกเติร์ก เปิดทางให้คริสต์ศาสนิกชนไปนมัสการที่ ฝังศพพระเยซูได้สะดวก ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ ค.ศ. 1147 ถึง ค.ศ. 1149 พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ของฝรั่งเศส กับ พระเจ้าคอนราดที่ 3 ของเยอรมัน ได้ไปในครั้งนี้ แต่ต้องแพ้ย่อยยับกลับมา ครั้งที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1189 ถึง ค.ศ. 1192 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 1 (เยอรมัน) ฟิลิปป์ ออกุสต์ (ฝรั่งเศส) และริชาร์ด ไลออนอาร์ท (อังกฤษ) ได้ไปในครั้งนี้ พากันแพ้ กลับมา และพระเจ้าเฟรเดริกจมน้าตาย ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1202 ถึง ค.ศ. 1204 ไม่ได้ผลอะไรเลย และแทนที่กองทัพครูเสดจะไปรบพวก เติร์กกลับไปรบพวกคริสเตียนด้วยกันเอง ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ ค.ศ. 1217 ถึง ค.ศ. 1221 เซนเญอร์ของฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่า ยองเลอเบรียน กับพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ไปรบพวกเติร์กในประเทศอียิปต์ และ ไม่ได้ผลทางชัยชนะ ครั้งที่ 6 ตั้งแต่ ค.ศ. 1228 ถึง ค.ศ. 1229 พระเจ้าเฟรเดริกที่ 2 (เยอรมัน) เป็นหัวหน้าไป แต่แทนที่จะไปรบ กลับไปทาไมตรีกับพวกอาหรับ ซึ่งมีผลดีกว่าไปรบ เพราะทาให้พวกอาหรับยอมให้พวกคริสเตียนเดินทางเข้าเมืองเยรูซาเลมได้อีก
  • 5.
    ครั้งที่ 7 ตั้งแต่ค.ศ. 1248 ถึง ค.ศ. 1249 ครั้งที่ 8 ใน ค.ศ. 1270 นั้น สงครามครูเสดได้ทากันในประเทศอียิปต์ เพราะพวกหัวหน้าเติร์กมีถิ่นสาคัญตั้งอยู่ที่นั่น และแซงต์หลุยส์ (ฝรั่งเศส) เป็นตัวตั้งในสงครามครูเสดทั้งสองครั้งนี้ จนแซงหลุยส์สิ้นพระชนม์เมื่อค.ศ. 1270และ สงครามครูเสดก็สุดสิ้นลงในครั้งนี้ สงครามครูเสดทาให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมหลายประการด้วยกันคือ พวกคริสเตียนและ มุสลิมเกิดการรวมวัฒนธรรมกัน พวกคริสต์เตียนสนใจในศิลปะการตกแต่งของมุสลิม เช่น พรม เครื่องใช้และกระเบื้องเคลือบ และพวกเขายังได้กินอาหารรสชาติใหม่ ๆ เช่น ผลแอปริคอท มะเดื่อ น้าตาลและมะนาว ทางด้านเครื่องแต่งกายชาวคริสเตียนได้เรียนรู้การใช้ผ้าฝ้ายและผ้า ไหมทา เสื้อผ้า พวกคริสเตียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้เสาและคานรูปโค้งแบกรับน้าหนักจากสิ่ง ที่ปลูกสร้างของมุสลิม นอกจากนี้แล้ว พวกคริสเตียนยังได้เรียนรู้ถึง วิธีการป้องกันปราสาทโดยการใช้หอคอยทรงกลม และช่องทางเดินบนกาแพงที่ทาให้คนที่อยู่ข้างบนสามารถยิงธนูหรือโยนหินเข้าใส่ผู้เข้ามาโจมตีได้ ส่วนพวกมุสลิมนั้น ไม่ได้อะไรจากพวกคริสเตียนมากนักนอกจากการค้าที่เพิ่มขึ้น กับอิตาลี อาวุธที่ดีขึ้น และการสารวจพื้นที่เพื่อทาการสงคราม
  • 6.
    ผล ทางการเมืองของสงครามครูเสดที่เกิดขึ้นแก่ยุโรปนั้น ถือเป็นปัจจัยสาคัญหนึ่งที่ผลักดันวิวัฒนาการของสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ ได้ดังนี้ 1. ต้องหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในสงครามจาเป็นต้องขายทรัพย์สินไปเป็นจานวนมาก ทาให้โครงสร้างระบบสังคมศักดา (Feudalism) ล่มสลาย 2. กษัตริย์อังกฤษเข้าร่วมสงครามด้วยตนเองแทนที่จะเป็นเรื่องของ Feudal Lord เท่า นั้น อานาจและอิทธิพลของกษัตริย์จึงได้รับผลสะเทือน โดยตรงก่อให้เกิดการวาง ระเบียบและกฎเกณฑ์ในการบริหารประเทศมากขึ้น เป็นรากฐานที่ดีสาหรับการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง ในเวลาต่อมา 3. ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างตะวันตกกับตะวันออกเกิดขึ้น ส่งผลให้ยุโรปเจริญทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นหลังผ่านพ้นยุคสงคราม 4. เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการทุกแขนงระหว่างตะวันตกกับตะวันออก 5. เกิดความพยายามทาความเข้าใจกันระหว่างศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามมากขึ้น
  • 7.
    เมื่อเศาะลาหุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึง ชานเมืองอักกะ(Acre) พวก ครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทาให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าเศาะลาหุดดีนได้ เริ่มโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 วะอะบาน 585 (14 ก.ย. 1189 ) เศาะลาหุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกีอุดดีน ได้ แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารเศาะลาหุดดีนมี กาลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกาลังป้องกันเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี , เอเมสสา ,อันติออก อเล็กซาน เดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกะนั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดดรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากการสงครามติดพัน อยู่ ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้เศาะลาหุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนาให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัล- คีอรรูบะฮฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกะและเริ่มขุดคูรอบตัวเมือง
  • 8.
    เมื่อเศาะลาหุดดีนได้ข่าวพวกแฟรงก์ยกทัพมา จึงประชุมนายทัพโดยให้ความเห็นว่าจะโจมตีพวกนี้ขณะเดินทาพอยู่ แต่พวกนายพลว่าให้ตีเมื่อมาถึงชานเมือง อักกะ(Acre) พวก ครูเสดได้ตั้งทัพล้อมเมืองนี้ไว้ และปีกข้างหนึ่งจดทะเล ทาให้สามารถรับเสบียงจากยุโรปได้สะดวก ถ้าเศาะลาหุดดีนได้เริ่มโจมตีพวกนี้ ขณะเดินทาง ก็คงไม่ประสบสถาณะคับขันเช่นนี้ พวกตุรกีจากเมืองใกล้ๆ ก็ยกทัพมาช่วย และในวันที่ 1 วะอะบาน 585 (14 ก.ย. 1189 ) เศาะลาหุดดีนได้เริ่ม โจมตีพวกครูเสด หลานชายของท่านคนหนึ่งชื่อ ตะกีอุดดีน ได้ แสดงความกล้าหาญมากในการรบ ตอนนี้ทหารเศาะลาหุดดีนมีกาลังน้อยกว่าพวกครุเสดมาก เพราะต้องกระจายกาลังป้ องกันเมืองหน้าด่านต่างๆ เช่นที่ยืนยันเขตแดนติดเมืองตริโปลี , เอเมสสา ,อันติออก อเล็กซานเดรีย ฯลฯ ในรอบนอกเมืองอักกะนั้น พวกครูเสดถูกฆ่าราว 10,000 คน ได้เกิดดรคระบาดขึ้นเพราะด้วยศพทหารเหล่านี้ เนื่องจากการสงครามติดพันอยู่ ไม่สามารถรักษาที่รบให้สะอาดได้ เศาะ ลาหุดดีนเองได้รับโรคระบาดนี้ด้วย แพทย์แนะนาให้ถอนทหารและได้ยกทัพไปตั้งมั่นอยู่ที่ อัล- คีอรรูบะฮฺ พวกครูเสดจึงยกทัพเข้าเมืองอักกะและเริ่มขุดคู รอบตัวเมือง