ชื่อเรื่อง การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
จัดทาโดย
น.ส.กฤติยา อาจกล้า เลขที่ 23 ม.5/6
น.ส.ณัฐกานต์ แป้ นชู เลขที่ 24 ม.5/6
น.ส.ณัฐพัชญ์ ภานุวัฒน์ชาติ เลขที่ 41 ม.5/6
นายศุภสิน ประทุมทอง เลขที่44 ม.5/6
เสนอ
อาจารย์จิรายุ ทองดี
สื่อการเรียนรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา คอมพิวเตอร์
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558
คานา
สื่อการเรียนรู้นี้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่5 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนผู้จัดทาหวังว่า รายงานเล่มนี้จะ
เป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ที่กาลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนาหรือข้อผิดพลาด
ประการใด ผู้จัดทาขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทา
น.ส.กฤติยา อาจกล้า
น.ส.ณัฐกานต์ แป้ นชู
น.ส.ณัฐพัชญ์ ภานุวัฒน์ชาติ
นายศุภสิน ประทุมทอง
สารบัญ
เรื่อง หน้า
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ 4
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ 7
หลักการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ 9
การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหา 10
โปรแกรมเชิงวัตถุและโปรแกรมเชิงจินตภาพแตกต่างกันอย่างไร 17
วิธีการแก้ปัญหา 18
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
กับการบรรยาย การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การประมวลผล
การจัดเก็บ การจัดการหรือการกระทากับข้อมูลข่าวสาร โดยใช้อุปกรณ์
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สานักงานต่าง ๆ ในการปฎิบัติงาน เพื่อให้ได้
สารสนเทศหรือความรู้ที่นามาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการ
ดาเนินชีวิต และเผยแพร่แก่ผู้อื่นได้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกัน
กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดี มีขั้นตอน ดังนี้
1.การรวบรวมข้อมูล เป็นการนาข้อมูลที่ต้องการจากหลาย ๆ
แหล่งข้อมูลมารวมกันด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้กลุ่มเป้ าหมายช่วยตอบ
แบบสอบถามที่ตนเองคิดขึ้นมา การอ่านรหัสแท่งจากแถบรหัสสินค้า หรืออ่านข้อมูล
จากการฝนดินสอลงในกระดาษคาตอบในการทาข้อสอบ เป็นต้น
2.การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เป็นการนาข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลต่าง ๆ มาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการใช้สายตามนุษย์หรือตั้ง
กฎเกณฑ์ให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เหมาะสาหรับ
นามาใช้ประโยชน์ต่อไป
3.การประมวลผลข้อมูล เป็นการนาข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและแก้ไขให้
ถูกต้องแล้วมาทาการประมวลผลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จัดกลุ่ม จัดเรียงตาม
ตัวอักษร และเปรีบเทียบหรือคานวณข้อมูล เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นสารสนเทศและ
นาไปใช้งานได้
4.การจัดเก็บ เป็นการนาสารสนเทศที่ทาการประมวลผลแล้ว มา
จัดเก็บในหน่วยความจาของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสื่อบันทึกชนิดอื่น ๆ เช่น
แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หน่วยความจาแบบแฟลซ(แฟลซไดรฟ์ ) เป็นต้น
5.การทาสาเนา เป็นการนาสารสนเทศที่จัดเก็บไว้มาทาสาเนา
เพื่อสารองสารสนเทศไว้ใช้หากข้อมูลต้นฉบับเกิดการสูญหาย และสามารถ
นาไปใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งทาได้หลายวิธี เช่น การถ่าย
เอกสารเก็บไว้ในแฟ้ ม การทาสาเนาลงในแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หรือ
หน่วยความจาแบบแฟรซ เป็นต้น
6.การเผยแพร่สารสนเทศ เป็นการนาสารสนเทศไปแจกจ่ายให้
ผู้อื่นได้มีความรู้ความเข้าใจและนาไปใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การ
เผยแพร่ลงเว็บไซต์สาธารณะ กระดานสนทนา ทาแผ่นพับหรือใบปลิว ทา
สาเนาลงในสื่อบันทึกข้อมูล วางไว้ในสถานที่ที่หยิบง่าย จัดป้ ายนิเทศใน
บริเวณที่เป็นจุดสนใจหรืองานนิทรรศการ เป็นต้น
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการแก้ปัญหา
อย่างมีขั้นตอน โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
เพื่อให้การปฎิบัติงานสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยา ในการใช้กระบวนการ
ทางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วยแก้ปัญหา จาเป็นต้องปรับรูปแบบวิธีการทางาน
ให้เหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
วิธีแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นวิธีที่อาจ
คล้ายกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น ๆ แต่มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและ
ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทางาน
แต่ต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาและศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบคอบเสียก่อน ทั้งนี้
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่จะ
แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าในการลงทุน
เพื่อไม่ให้เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับงาน
จัดหาเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ไม่เกินจาเป็น
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เหมาะกับระบบงานที่
ต้องทางานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้าซาก และมีปริมาณงานมาก หรืองานที่
ต้องการความรวดเร็วในการคานวณเกินกว่าคนธรรมดาจะทาได้ วิธีการ
โดยทั่วไปก็คือ ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือระบบการทางานแบบเดิมมาใช้
ระบบงานที่มีคอมพิวเตอร์ช่วย ทาเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด เท่าที่สามารถจะ
ทาแทนคนได้
ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ จึง
ต้องมีการสร้างระบบงานคอมพิวเตอร์ขึ้นมาช่วยทางานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งโดยทั่วไปเราอาจไม่ต้องสร้าง
ระบบงานทั้งหมดขึ้นใหม่ แต่พัฒนาระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานที่ทางาน
ด้วยคอมพิวเตอร์ นิยมเรียกกันว่า การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์
(Computerization) นั่นเอง
ดังนั้น การแก้ปัญหาในการทางานในปัจจุบันที่มีขั้นตอนการ
ทางานที่ซ้าซ้อน ส่วนมากมักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่ม
ความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยา และสามารถทาซ้าได้ง่าย
หลักการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ มีหลักการสาคัญ คือ ปัญหาทุก
ปัญหาต้องสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการให้เหมาะสม โดยคานึงถึงความคุ้มค่าในการ
ลงทุน ด้านเวลา ด้านแรงงาน และค่าใช้จ่าย
การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหา
การใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหาร่วมกับกระบวนการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถทาได้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ และ
การเขียนโปรแกรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการแก้ปัญหา เช่น ไมโครซอฟต์
เวิร์ด ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล ไมโครซอฟต์แอก
เซส ซอฟต์แวร์โปรเดสท็อบ เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถ
ช่วยแก้ปัญหาในการทางานได้ ดังนี้
ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เวิร์ด(Microsoft Word) ช่วยแก้ปัญหาในการจัดทางาน
เอกสารต่าง ๆ เช่น ช่วยให้การพิมพ์งานเอกสารทาได้รวดเร็วมากกว่าการใช้พิมพ์ดีด
ไฟฟ้ า มีการตรวจสอบการสะกดไวยากรณ์เพื่อป้ องกันการพิมพ์ที่ผิดพลาด สามารถ
ลบคาผิดและปรับปรุงข้อความในเอกสารได้ง่ายและสะอาดเรียบร้อย โดยไม่ต้องใช้
น้ายาลบคาผิด แก้ปัญหาสิ้นเปลืองเวลาในการส่งจดหมายเวียนภายในองค์กรโดย
พิมพ์จดหมายต้นแบบเพียงฉบับเดียวแล้วส่งไปให้ทุกหน่วยงานในองค์กรผ่านทาง
คอมพิวเตอร์แทนการถ่ายสาเนาเอกสาร แล้วให้คนส่งเอกสารนาส่งทีละหน่วยงาน เป็น
ต้น
ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เอกซ์เซล(Microsoft Excel) ช่วยแก้ปัญหา
เกี่ยวกับการคานวณตัวเลข จัดทาตารางข้อมูล แผนภูมิและกราฟ เช่น การ
คานวณตัวเลขหลายจานวนในตารางข้อมูล การใช้สูตรคานวณแทนการใช้เครื่อง
คิดเลข การจัดทาตารางข้อมูลให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้ข้อมูลใน
ตารางสร้างแผนภูมิแลกราฟได้อย่างง่ายดาย ถูกต้องและแม่นยา เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์แอกเซส(Microsoft Access) ช่วย
แก้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูล โดยจัดเก็บข้อมูลจานวนมากให้
เป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกต่อการค้นหาและนามาใช้
ซอฟต์แวร์ไมโคซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์(Microsoft PowerPoint) ช่วย
แก้ปัญหาการนาเสนองาน โดยทาให้การสร้างงานนาเสนอทาได้ง่าย และ
น่าสนใจกว่าการนาเสนองานตามปกติที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์โปรเดสท็อป (Pro/DESKTOP) ช่วยแก้ปัญหาในการออกแบบ
และสร้างชิ้นงานจาลอง โดยอานวยความสะดวกในการออกแบบและสร้าง
ชิ้นงานจาลองด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในซอฟต์แวร์ซึ่งมีความแม่นยา และ
ทราบผลทันที รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุ อุปกรณ์มาเขียน
แบบหรือสร้างชิ้นงานจาลอง
ภาษาคอมพิวเตอร์ การใช้งาน
ภาษาฟอร์แทน(Fortran) ใช้แก้ปัญหาด้านการคานวณทาง
วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และงานวิจัยต่าง ๆ
ภาษาโคบอล(COBOL) ใช้แก้ปัญหาด้านงานธุรกิจ
ภาษาเบสิก(BASIC) ใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกสาขาวิชา เหมาะสาหรับผู้ที่ไม่ใช่
นักเขียนโปรแกรมอาชีพ และผู้ฝึกเขียนโปรแกรมใหม่ ๆ
ภาษาปาสคาล(Pascal) ใช้ในการเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ภาษาซีและซีพลัสพลัส(C และ C++) ใช้ในการเขียนโปรแกรมควบคุมการทางานของอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์ และเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
ภาษาวิชวลเบสิก(Visual Basic) ใช้สร้างโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้งานได้หลากหลายบนระบบปฎิบัติการ
วินโดวส์ และใช้เป็นโปรแกรมแบบรูปภาพ เช่น ปุ่มคาสั่งต่าง
ๆ
ภาษาจาวา(Java) ใช้เขียนโปรแกรมประยุกต์สาหรับเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต และ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต
ภาษาเดลไฟ(Delphi) ใช้ในการเขียนโปรแกรมเชิงจินตภาพเพื่อสร้างส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เป็น
แบบรูปภาพ เช่น ปุ่มคาสั่งต่าง ๆ
2.การเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา เป็นการใช้ความรู้ความสามารถด้านภาษาคอมพิวเตอร์
และประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการ
แก้ปัญหา ดังตัวอย่าง
โปรแกรมเชิงวัตถุและโปรแกรมเชิงจินตภาพแตกต่างกันอย่างไร
โปรแกรมเชิงวัตถุ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ จะแยกงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ เรียกว่าวัตถุ
เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกใช้ โดยสามารถนามาประกอบและรวมกันได้ แต่จะเห็นผลลัพธ์เมื่อ
พัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จแล้ว ในขณะที่โปรแกรมเชิงจินตภาพ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สามารถ
มองเห็นผลลัพธ์ของงานได้ตั้งแต่เริ่มพัฒนาโปรแกรมโดยไม่จาเป็นต้องรอให้การพัฒนานั้นเสร็จ
สมบูรณ์
โปรแกรมเมอร์/นักเขียนโปรแกรม(Programmer)
เป็นอาชีพที่ทางานเกี่ยวกับการเขียนชุดคาสั่งของคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการ
ทางานและแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องภาษาคอมพิวเตอร์และการ
ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
วิธีการแก้ปัญหา
มนุษย์ทุกคนต้องเคยพบกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ
ปัญหาการเรียน ปัญหาการทางาน ปัญหาครอบครัว ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการ
แก้ปัญหาแตกต่างกันไป ตามความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ โดย
ใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เคยศึกษาผ่านมาหรือเคยทดลองใช้แล้วประสบ
ความสาเร็จ เช่น วิธีลองผิดลองถูก วิธีการขจัด วิธีการใช้เหตุผล เป็นต้น
ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ต่างมีขั้นตอน
ที่เหมือนกัน
วิธีการแก้ปัญหาเป็นหนึ่งในขั้นตอนการประมวลผลของกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่ง
แบ่งได้ ขั้นตอน ดังนี้
1.การวิเคราะห์และกาหนดรายละเอียดของปัญหา เป็นขั้นตอนการทาความเข้าใจ
กับปัญหา เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจนโดยใช้คาถามต่อไปนี้
ข้อมูลที่กาหนดมาในปัญหาหรือเงื่อนไขของปัญหาคืออะไร เพื่อ
ระบุข้อมูลเข้าสิ่งที่ต้องการคืออะไร เพื่อ ระบุข้อมูลออก
วิธีการที่ใช้ประมวลผลคืออะไร เพื่อ กาหนดวิธีการประมวลผล
2.การวางแผนในการแก้ปัญหาและถ่ายทอดความคิดอย่างมีขั้นตอน เป็นขั้นตอนการ
จาลองความคิดในการแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาสามารถ
เข้าใจและปฎิบัติตามไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งทาได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
2.1การใช้ข้อความหรือคาบรรยาย เป็นการเขียนเค้าโครงแผนงานด้วยข้อความหรือคา
บรรยายที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันหรือภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ทราบขั้นตอนการทางานของการ
แก้ปัญหาแต่ละขั้นตอน ดังตัวอย่าง
ตัวอย่าง การวางแผนหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้ข้อความหรือคาบรรยาย
เริ่มต้น
1.กาหนดค่าความกว้าง
2.กาหนดค่าความยาว
3.คานวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าจากสูตร กว้าง x ยาว
4.แสดงผลค่าพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
สิ้นสุด
2.2การใช้สัญลักษณ์ เป็นการใช้สัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ มาเรียงต่อกันเป็น
แผนภาพเพื่อสื่อสารให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจตรงกัน ซึ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงนี้ได้
กาหนดขึ้นโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI : The
American National Standard Institute)
ดังตัวอย่าง
3.การดาเนินการแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนการลงมือแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้
โดยอาศัยซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือใช้การเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์เขียน
โปรแกรมแก้ปัญหา ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาวิธีใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือการ
เขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจและเชี่ยวชาญตลอดจนรู้จัก
ปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเสมอ
4.การตรวจสอบและปรับปรุง เป็นขั้นตอนการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากการ
ดาเนินการแก้ปัญหาว่าถูกต้องสอดคล้องกับข้อมูลเข้า ข้อมูลออก และวิธีการ
ประมวลผลหรือไม่ ถ้ายังพบข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การใช้ขั้นตอนที่ 4 นี้เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการเขียนหรือพัฒนา
โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะช่วยให้สามารถประสบความสาเร็จได้เป็นอย่างดี

การแก้ปัญหาด้วยด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ