การสื่อสารถือเป็นสิ่งสาคัญต่อการดารงชีวิตอยู่ของมนุษย์โลก โดยเฉพาะในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นยุคของโลกไร้พรมแดน (Globalization) หากมีการติดต่อสื่อสารที่
สะดวก รวดเร็ว ย่อมทาให้การพัฒนาประเทศชาติในทุก ๆ ด้าน เจริญก้าวหน้าอย่าง
รวดเร็ว เนื่องจากการติดต่อสื่อสารต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ดังนั้นผู้ที่ประสบ
ผลสาเร็จในการประกอบธุรกิจจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการเทคโนโลยีของการ
สื่อสารพอสมควร
ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เป็นที่สนใจของคนทุกมุมโลกทุกสาขา เทคโนโลยีจึง
เป็นที่แพร่หลายและนามาใช้ในการทางานและชีวิตประจาวัน การเรียนการศึกษาใน
สมัยนี้จึงมีหลักสูตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้าไปด้วย เทคโนโลยีที่ล้าหน้าที่สุดที่คนทั่ว
โลกให้ความสาคัญคือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะปัจจุบันนี้อุปกรณ์หลายชนิดก็ต้อง
พึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็ นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มือถือ
อินเทอร์เน็ต PDA GPS ดาวเทียม และไม่นานมานี้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการ
กระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการบ่งบอกว่าสังคมให้ความสาคัญแก่
คอมพิวเตอร์ แต่ทว่ากว่าที่เทคโนโลยีการสื่อสารจะพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน เชื่อกันว่า
ในอดีตการสื่อสารระยะไกลมนุษย์จะใช้การตีเกราะเคาะไม้การส่งเสียงต่อกันไปเป็น
ทอดๆ และการส่งสัญญาณควันก่อนที่จะพัฒนามาถึงปัจจุบัน
แบ่งออกเป็น 6 ยุค
1. วิวัฒนาการยุคแรก
2. วิวัฒนาการยุครหัสมอส
3. วิวัฒนาการยุคเครื่องโทรพิมพ์
4. วิวัฒนาการยุคโทรศัพท์
5.วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
6.วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันนี้เราสามารติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้สะดวกมาก แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้
การสื่อสารได้มีวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย วิวัฒนาการของการสื่อสารตั้งแต่ยุคแรกของ
มนุษย์ดังนี้ ในระยะแรกนั้นชื่อกันว่า มนุษย์จะใช้เทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ เช่น แผ่น
ปาปีรัส การตีกลอง การเป่าเขาสัตว์ ดังนั้น การสื่อสารระยะไกลของมนุษย์ในยุคแรกๆน่าจะเป็น
การการตีเกราะ เคาะไม้การส่งเสียงต่อเป็นทอดๆ และการส่งสัญญาณควัน
ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการเขียนหนังสือ ก็มีการคิดวิธีการสื่อสารกัน แบบใหม่โดยการ
ฝากข้อความไปกับนกพิราบ หรือการส่งข้อความไปกับม้าเร็ว
การติดต่อสื่อสารกันของมนุษย์เริ่มต้นจากภาษาพูดและภาษาเขียน ซึ่งมี
ข้อจากัดในเรื่องระยะทางของการสื่อสารจึงได้มีการคิดค้นเทคนิคสาหรับสื่อ
ความหมายแทนในรูปแบบของรหัส โดยการแทนตัวอักษรด้วยสัญลักษณ์หรือ
สัญญาณ เพื่อให้สามารถจัดเก็บและส่งผ่านไปได้ระยะที่ไกลขึ้นซึ่งมีวิวัฒนาการ
เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น จากการส่งสัญญาณไฟจากคบเพลิงและการส่ง
สัญญาณเสียง ต่อมาพัฒนาเป็นการจดบันทึกและใช้การนาส่งด้วยวิธีต่างๆ จนกระทั่ง
คริสต์ศตวรรษที่ 19 การสื่อสารด้วยสื่อทางไฟฟ้ าจึงเกิดขึ้น มีการคิดค้นรหัสมอร์สขึ้น
โดยเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของสัญญาณสั้นกับยาวเพื่อใช้ในการสื่อสารระยะไกล
โดยเฉพาะระบบโทรเลขสาหรับการสื่อสารไกลของยุคเริ่มแรก ที่ทาการด้วยเครื่องมือ
หรืออุปกรณ์สื่อสารแทนสื่อจากธรรมชาติ (ไฟคบเพลิงหรือเสียง) หลักการการสื่อสาร
ทางไกลยุคแรก ของโลกด้วยการแทนตัวอักษร หรือข้อความด้วยสัญลักษณ์จุดกับขีดนี้
ต่อมาได้กลายเป็นรหัสมาตรฐานของโลกในการสื่อสารด้วยสัญลักษณ์
รหัสมอร์สถูกคิดค้นขึ้นพื่อใช้สาหรับการสื่อสารระยะไกลโดย แซมมวล ฟิน
ลี บรีซ มอร์ส (Samuel Finley Breese Morse) ซึ่งเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของ
สัญญาณสั้นกับยาวและได้ใช้กับการสื่อสารระบบโทรเลข เนื่องจากระบบโทรเลข
เริ่มต้น ไม่สามารถส่งเป็นตัวอักษรได้ จึงใช้รหัสมอร์สแทนตัวอักษรโดยแทนด้วย
สัญลักษณ์ขีดและจุด ซึ่งทาให้ส่งโทรเลขมอร์สได้สาเร็จในปี พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837)
รหัสที่มอร์สกาหนดขึ้นมาโดยใช้สัญญาณเพียงสองลักษณะเท่านั้นคือ
สัญญาณไฟสั้นกับยาวด้วย . กับ - (จุด กับ ขีด)จุดเกิดจากการกดคันเคาะในช่วงเวลา
สั้นๆ ส่วนขีดเกิดจากการกดคันเคาะแช่ไว้เป็นเวลาที่นานกว่ามอร์สนาเอารหัสจุดกับ
ขีดนี้มาผสมกันแล้วกาหนดเป็นรหัสสัญญาณโทรเลขของตัวอักษรต่างๆขึ้นมา รหัส
มอร์สของสัญญาณโทรเลขภาษาไทยเป็นดังนี้
เนื่องจากการสื่อสารกันด้วยโทรเลขค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้ผู้ที่ชานาญ
เป็นอย่างมากและใช้เวลาฝึกฝนเป็นปี จึงจะสามารถรับหรือส่งข้อความต่างๆได้
เนื่องจากผู้รับหรือส่งจะต้องจารหัสให้ได้ทุกตัวตั้งแต่ ก ไก่ จนถึง ฮ นกฮูก และสระ
ทุกตัว หรือถึงแม้เจ้าหน้าที่บางคนจะจารหัสได้ทุกตัว แต่บางคนก็ไม่สามารถรับ
ข้อความได้ เนื่องจากสัญญาณเหล่านี้จะมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ถ้าไม่ชานาญจะ
ไม่สามารถรับข้อความเหล่านี้ได้ ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้น ได้มีการประดิษฐ์
เครื่องโทรพิมพ์เพื่อทาหน้าที่ในการส่งและรับโทรเลขแทนคนเครื่องโทรพิมพ์นี้ก็ใช้
หลักการทางานเช่นเดียวกับโทรเลขแต่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องจารหัสตัวอักษรต่างๆ ในการ
ส่งโทรเลขด้วยเครื่องโทรพิมพ์ ผู้ส่งก็เพียงแต่พิมพ์ตัวอักษรที่ต้องการส่งลงไปใน
เครื่องโทรพิมพ์ เครื่องโทรพิมพ์ก็จะเจาะรูบนแถบกระดาษให้เป็นรหัสมอส
การใช้เครื่องรับส่งโทรเลขแบบมอสดั้งเดิมที่มีคันเคาะและเครื่องทาเสียงส่งโทรเลข
ด้วยมือ เคาะเป็นรหัสสัญญาณมอสเช่นนี้ ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปตามสถานีรถไฟ และที่ทาการ
โทรเลขในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีจานวนโทรเลขรับส่งต่อวันไม่มากนัก เพราะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
น้อย แต่การรับส่งทาได้ช้าคือจะทาได้อย่างเร็วเพียงประมาณ ๑๒๕ ตัวอักษรโรมันต่อ๑ นาที
พนักงานรับส่งโทรเลขจะต้องฝึกเรียนรหัสสัญญาณโทรเลข และจดจาจนขึ้นใจด้วย ซึ่งจะต้อง
ใช้เวลาแรมปีจึงจะมีความชานาญเพียงพอ ในสมัยปัจจุบัน จึงเปลี่ยนไปใช้เครื่องรับส่งโทร
เลข ชนิดที่พิมพ์เป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติกันมากขึ้นเพราะสามารถรับส่งโทรเลขได้เร็ว
ถึง ๓๐๐ ตัวอักษรโรมันต่อ ๑ นาทีเป็นอย่างน้อย และพนักงานรับส่งโทรเลขไม่จาเป็น ต้อง
เรียนรู้ และจดจารหัสสัญญาณโทรเลขด้วยเครื่องจักรกลที่ใช้รับส่งโทรเลขเป็นตัวอักษรได้โดย
อัตโนมัตินี้เรียกว่า เครื่องโทรพิมพ์ (ในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า teletypewriter แต่ในอังกฤษ
เรียกว่า teleprinter)ลักษณะเหมือนเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดามีแป้ นอักษร ๓ แถวบ้าง๔ แถวบ้าง
ตามแต่ผู้ประดิษฐ์จะเห็นเหมาะสม เมื่อกดแป้ นอักษร (เหมือนกับดีดเครื่องพิมพ์ดีด) เครื่องจะ
เจาะหรือปรุแถบกระดาษบางๆ แต่เหนียว ให้เป็นรูทางด้านขวางมีจานวนรูตามแต่จะกาหนด
ไว้สาหรับตัวอักษรนั้นๆ ตั้งแต่ ๑ - ๕หรือ ๖ รู สลับที่กัน แถบกระดาษนี้จะเคลื่อนไปทุกครั้งที่
กดแป้ นอักษร ๑ ตัว เมื่อปรุแถบทุกตัวอักษรของข้อความในโทรเลขฉบับนั้นแล้ว พนักงานก็
จะเอาแถบกระดาษนี้ป้ อนเข้าเครื่องส่งเพื่อให้ส่งเป็นสัญญาณกระแสไฟฟ้ าไปในสายโทร
เลข เมื่อไปถึงปลายทาง สัญญาณกระแสไฟฟ้าจะไปบังคับให้เครื่องพิมพ์เป็นตัวอักษรออกมา
เอง
การทางานของเครื่องโทรพิมพ์
ที่เครื่องส่งของเครื่องโทรพิมพ์ มีเดือยเหล็กเล็กๆ กดอยู่บนแถบกระดาษ
อย่างเบาๆ เมื่อแถบกระดาษเคลื่อนไปจนเดือยเหล็กมาถึงช่องที่ปรุทะลุเป็นรู เดือย
เหล็กนี้จะกดลึกลงไปในรูจนไปสัมผัสกับโลหะอีกชิ้นหนึ่งที่รองรับอยู่ข้างล่าง ซึ่งเป็น
สวิตช์หรือไกไฟฟ้าเล็กๆ ไกไฟฟ้านี้จะทาให้มีกระแสไฟฟ้าไหลเป็นห้วงๆไปในสาย
โทรเลข ห้วงกระแสไฟฟ้ าจะเป็นลักษณะอย่างไรก็แล้วแต่การจัดระบบรูปรุบนแถบ
กระดาษเมื่อไหลไปถึงปลายทาง ห้วงกระแสไฟฟ้ าจะเข้าไปบังคับเครื่องโทรพิมพ์
ปลายทาง ให้พิมพ์เป็นตัวอักษรออกมาโดยอัตโนมัติขณะเดียวกันนั้น เครื่องโทรพิมพ์
ต้นทางก็พิมพ์ข้อความเป็นตัวอักษรเหมือนกับที่เครื่องโทรพิมพ์ปลายทางด้วย
ตัวอักษรที่รับได้ด้วยเครื่องโทรพิมพ์ อาจปรากฏเป็นตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมาย
วรรคตอนบางอย่าง พิมพ์ลงบนแถบกระดาษยาวๆ (เรียกว่า tape printer) แล้วพนักงาน
โทรเลขก็ดึงแถบกระดาษนั้นออกมา ทากาวด้านหลัง ปิดลงบนกระดาษแบบฟอร์มรับ
โทรเลข ใส่ซองผนึก แล้วจึงนาไปจ่ายผู้รับตามจ่าหน้าโทรเลข
ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถแปลงเสียงพูดให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าได้ อเล็กซานเดอร์ เก
รแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bel) จึงได้ประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้นมา และ
โทรศัพท์จะมีการเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปตามสายโทรศัพท์ แล้วโทรศัพท์ปลายทาง
จะทาหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้านั้นกลับมาเป็นสัญญาณเสียงเหมือนเดิม และเรียกการสื่อสารในลักษณะนี้
ว่าโทรศัพท์แบบใช้สายหรือโทรศัพท์บ้าน
ในอดีตได้มีคากล่าวหรือข้อกาหนดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอยู่ว่า "ประเทศใด ที่มีจานวน
เลขหมาย โทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นมีความเจริญแล้ว หรือ
เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศใดที่มีหมายเลขโทรศัพท์ 10 เลขหมายขึ้นไปต่อประชากร 100 คน
ถือว่าประเทศนั้นกาลังได้รับการพัฒนา" จะเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ให้ความสาคัญกับกิจการโทรศัพท์
เป็นอย่างมาก
โทรศัพท์บ้าน
โทรศัพท์ได้ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2419 โดยนักประดิษฐ์
ชื่อ Alexander Graham Bell หลักการของโทรศัพท์ที่อเล็กซานเดอร์ ประดิษฐ์ก็คือ ตัว
ส่ง (Transmitter) และ ตัวรับ (Receiver) ในประเทศไทย โทรศัพท์ได้เริ่ม รู้จักกัน
ตั้งแต่รัชการที่ 5 ซึ่งโทรศัพท์ตรงกับภาษากรีกคาว่า Telephone โดยที่ Tele แปลว่า
ทางไกล และ Phone แปลว่า การสนทนา เมื่อแปลรวมกันแล้วก็หมายถึงการสนทนา
กันในระยะทางไกลๆ หรือการส่งเสียงจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดหนึ่งได้ ตามต้องการ
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกที่ชิคาโก เมื่อประมาณ 20 ปี
ที่ผ่านมา เรียกว่า ระบบเอเอ็มพีเอส (AMPS) หรือระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่ 1 (First
Generation-1G) หรือ 1G และเป็นระบบที่มีการติดต่อระหว่างสถานีเคลื่อนที่ และสถานี
ฐานที่ใช้แบบเอฟดีเอ็มเอ (FDMA-Frequency Division Multiple Access) โดยที่
สัญญาณเสียงพูดจะถูกส่งแบบอนาล็อก นอกจากระบบเอเอ็มพีเอส แล้วยังมีระบบของ
ยุโรป คือ เอ็นเอ็มที (NMT) ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และแทคส์ (TACS)
โทรศัพท์เคลื่อนที่
รูปที่ 1 โทรศัพท์1G
ต่อมาได้มีการพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่สอง (Second Generation)
หรือ 2จี (2G) เพื่อให้ระบบมีความจุ (Capacity) เพิ่ม ขึ้น และมีระบบความ
ปลอดภัย (Security) ของสัญญาณที่ส่งและรับ การป้ องกันการใช้เครื่องมือที่
ไม่ได้ลงทะเบียน ระบบ 2จี จะใช้หลักการทีดีเอ็มเอ (TDMA-Time-Division
Multiple Access) ประกอบด้วย ดีเอเอ็มพีเอส (DAMPS) ของสหรัฐ จีเอสเอ็ม
(GSM) ของยุโรป ไอเอส-95 (IS-95) หรือซีดีเอ็มเอวัน (cdmaOne) ของสหรัฐ
และพีดีซี (PDC) ของญี่ปุ่น
รูปที่ 2 โทรศัพท์2G
สาหรับระบบโทรคมนาคมรุ่นที่สาม (Third Generation) หรือ 3จี (3G) นั้น ได้มี
องค์กรที่วิจัยและพัฒนาระบบ 3จี หลายองค์กรทั้งในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น จีน และประเทศ
อื่นๆ โดยมีการศึกษามากว่าสิบปี ปัจจุบันเอ็นทีที โดโคโม ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ได้
เปิดให้บริการ 3จีในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ที่ผ่านมา ทั้งนี้
จุดประสงค์หลักของบริการ 3จี คือ ความต้องการที่จะให้มีมาตรฐานเดียวกัน (มาตรฐาน
IMT2000) เพื่อสถานีเคลื่อนที่ใดๆ สามารถใช้ได้ทั่วโลก และความต้องการที่จะให้มีการ
รับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น และเพียงพอกับการใช้งานมัลติมีเดีย โดยที่มีคุณสมบัติทัดเทียมกับ
ระบบโทรคมนาคมมีสาย (Fixed line) ในราคาที่เหมาะสม
รูปที่ 3 โทรศัพท์3G
คอมพิวเตอร์เริ่มต้นมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการคานวณ นั่นก็คือ “ลูกคิด” ที่เรา
รู้จักกันดีในปัจจุบันนี้เอง ถือกาเนิดมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 2-3พันปีมาแล้ว ซึ่ง
ในยุคนั้นใช้สาหรับคานวณระหว่างการซื้อขายของพ่อค้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2185 แบลส
ปาสกาล (Blaise Pascal) ได้สร้างเครื่องคานวณที่เป็นเครื่องกลชื่อ Pacaline ขึ้นมา และ
ได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการคานวณมากขึ้น จากนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน
ชื่อ Gottfried Von Leibniz ในปี พ.ศ. 2215
ต่อมาในปี พ.ศ. 2336 ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage)นักคณิตศาสตร์ชาว
อังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า “Difference Engine” ที่สามารถคานวณค่าของ
ฟังก์ชันทางตรีโกณมิติได้ ซึ่งอาศัยหลักการต่างๆทางคณิตศาสตร์ และได้มีการพัฒนา
สร้างเครื่อง “Analytical Engine” ขึ้นมา
ชาร์ล แบบเบจ ถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์ และนาหลักการของ
เขามาพัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
ยุคของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งตามวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ มี 5 ยุค
1. ยุคหลอดสูญญากาศ อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ.2488 – 2501 คอมพิวเตอร์ที่ใช้
ในยุคนี้คือ UNIVAC I , IBM 600 เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่มาก มีหลักการโดยนา
หลอดสุญญากาศ (Vacuum tube) มาเป็นวงจรและใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจานวนมาก ทาให้
เครื่องเกิดความร้อนสูงจึงทาให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
2. ยุคทรานซิสเตอร์ อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2502 – 2506 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้
จะมีขนาดเล็กกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคแรก เนื่องการมีการนาทรานซิสเตอร์ (Transistor)
มาเป็นวงจร และนาวงแหวนแม่เหล็กมาใช้เป็นหน่วยความจา ทาให้มีความแม่นยามาก
ขึ้น
3. ยุควงจรรวม อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2507 – 2512 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีการ
นาวงจรไอซี (Integrated Circuit) มาใช้เป็นสารกึ่งตัวนาซึ่งบรรจุวงจรทางตรรกะ แล้ว
พิมพ์ไว้บนแผ่นซิลิกอน (Silicon) ที่เราเรียกสั้นๆว่า “ชิป”
4. ยุควีแอลเอสไอ อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2513 – 2532 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มี
การนาวงจรไอซีจานวนมารวมไว้ในแผ่นซิลิกอน 1 แผ่น ซึ่งสามารถบรรจุวงจรได้
มากกว่า 1 ล้านวงจร เราเรียกว่าวงจร LSI (Large-Scale Integrated Ciruit) ด้วย
วิวัฒนาการนี้ทาให้เกิดแนวคิดที่จะบรรจุวงจรที่เป็นพื้นฐานสาคัญในการทางานของ
คอมพิวเตอร์(CPU) ลงบนชิปตัวเดียว เรียกว่า “ไมโครโปรเชสเซอร์”
5. ยุคเครือข่าย อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2513 – จนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ในยุค
นี้มีการนาวงจร LSI มาพัฒนาระบบไมโครโปรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจาก
เดิม เรียกวงจรแบบนี้ว่าวงจร VLSI (Very Large-Scale Integrated Ciruit) และมีการ
พัฒนาเครือข่ายทาให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้พร้อมทั้งยังมีขีดความสามารถที่
มากขึ้น
อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research Projects Agency
Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense -
DoD) ถูกก่อตั้ง เมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา
ในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นี้เองที่ได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด จาก 4
แห่ง เข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย
แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสาเร็จอย่างมาก
ในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่ง
DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบ โดยตรง ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense
Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน
Internet มีคณะทางานที่รับผิดชอบบริหาร เครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแล
วัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในInternet,
IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet ซึ่งเป็นการทางานโดย
อาสาสมัคร ทั้งสิ้น
ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนา TCP/IP (Transmission Control
Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทาให้เป็น
มาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตุได้
ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ
เพราะ TCP/IP คือข้อกาหนดที่ทาให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง
และสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง
การกาหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ ค.ศ.1986(
พ.ศ.2529) เพื่อสร้างฐานข้อมูล แบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละ
เครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทาฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่
จาเป็ นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ
www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึ่งมี
ฐานข้อมูล ของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือที่เรียก
กันสั้นๆ ว่า ไอที (IT) กาลังได้รับ ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยี
สารสนเทศ (Information Technology)จะเป็นตัวที่ทาให้ เกิดความรู้ วิธีการประมวลผล
การจัดเก็บรวบรวมข้อมูล การเรียกใช้ข้อมูล ตลอดจนการเรียกใช้ข้อมูล ด้วยวิธีการ
ทางอิเล็คทรอนิคส์ เมื่อเราให้ความสาคัญกับเ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
Technology) ความจาเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการใช้งานไอที เครื่องมือนั้นก็คือ
เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ สื่อสารโทรคมนาคม อินเตอร์เน็ตนับว่าเป็นเครื่องมือ
อย่างหนึ่งในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือไอ
ที เพราะเราสามารถที่จะใช้งาน หาข้อมูลข่าวสาร และเข้าถึงข้อมูล ได้ด้วยเวลา
อันรวดเร็ว อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลเรื่องราวต่างๆ
มากมาย ให้เราค้นหา ข่าวสารที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกเรา
สามารถที่จะทราบได้ทันที จึงนับได้ว่า อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเครื่องมือสาคัญอย่างหนึ่ง
ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ทั้งในระดับ
องค์กรและในระดับบุคคล

วิวัฒนาการ การสื่อสารของมนุษย์

  • 3.
    การสื่อสารถือเป็นสิ่งสาคัญต่อการดารงชีวิตอยู่ของมนุษย์โลก โดยเฉพาะในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคของโลกไร้พรมแดน (Globalization)หากมีการติดต่อสื่อสารที่ สะดวก รวดเร็ว ย่อมทาให้การพัฒนาประเทศชาติในทุก ๆ ด้าน เจริญก้าวหน้าอย่าง รวดเร็ว เนื่องจากการติดต่อสื่อสารต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ดังนั้นผู้ที่ประสบ ผลสาเร็จในการประกอบธุรกิจจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการเทคโนโลยีของการ สื่อสารพอสมควร
  • 4.
    ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เป็นที่สนใจของคนทุกมุมโลกทุกสาขา เทคโนโลยีจึง เป็นที่แพร่หลายและนามาใช้ในการทางานและชีวิตประจาวัน การเรียนการศึกษาใน สมัยนี้จึงมีหลักสูตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้าไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้าหน้าที่สุดที่คนทั่ว โลกให้ความสาคัญคือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะปัจจุบันนี้อุปกรณ์หลายชนิดก็ต้อง พึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็ นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ มือถือ อินเทอร์เน็ต PDA GPS ดาวเทียม และไม่นานมานี้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการบ่งบอกว่าสังคมให้ความสาคัญแก่ คอมพิวเตอร์ แต่ทว่ากว่าที่เทคโนโลยีการสื่อสารจะพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน เชื่อกันว่า ในอดีตการสื่อสารระยะไกลมนุษย์จะใช้การตีเกราะเคาะไม้การส่งเสียงต่อกันไปเป็น ทอดๆ และการส่งสัญญาณควันก่อนที่จะพัฒนามาถึงปัจจุบัน
  • 5.
    แบ่งออกเป็น 6 ยุค 1.วิวัฒนาการยุคแรก 2. วิวัฒนาการยุครหัสมอส 3. วิวัฒนาการยุคเครื่องโทรพิมพ์ 4. วิวัฒนาการยุคโทรศัพท์ 5.วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ 6.วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
  • 6.
    ในปัจจุบันนี้เราสามารติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้สะดวกมาก แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ การสื่อสารได้มีวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย วิวัฒนาการของการสื่อสารตั้งแต่ยุคแรกของ มนุษย์ดังนี้ในระยะแรกนั้นชื่อกันว่า มนุษย์จะใช้เทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ เช่น แผ่น ปาปีรัส การตีกลอง การเป่าเขาสัตว์ ดังนั้น การสื่อสารระยะไกลของมนุษย์ในยุคแรกๆน่าจะเป็น การการตีเกราะ เคาะไม้การส่งเสียงต่อเป็นทอดๆ และการส่งสัญญาณควัน ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการเขียนหนังสือ ก็มีการคิดวิธีการสื่อสารกัน แบบใหม่โดยการ ฝากข้อความไปกับนกพิราบ หรือการส่งข้อความไปกับม้าเร็ว
  • 7.
    การติดต่อสื่อสารกันของมนุษย์เริ่มต้นจากภาษาพูดและภาษาเขียน ซึ่งมี ข้อจากัดในเรื่องระยะทางของการสื่อสารจึงได้มีการคิดค้นเทคนิคสาหรับสื่อ ความหมายแทนในรูปแบบของรหัส โดยการแทนตัวอักษรด้วยสัญลักษณ์หรือ สัญญาณเพื่อให้สามารถจัดเก็บและส่งผ่านไปได้ระยะที่ไกลขึ้นซึ่งมีวิวัฒนาการ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น จากการส่งสัญญาณไฟจากคบเพลิงและการส่ง สัญญาณเสียง ต่อมาพัฒนาเป็นการจดบันทึกและใช้การนาส่งด้วยวิธีต่างๆ จนกระทั่ง คริสต์ศตวรรษที่ 19 การสื่อสารด้วยสื่อทางไฟฟ้ าจึงเกิดขึ้น มีการคิดค้นรหัสมอร์สขึ้น โดยเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของสัญญาณสั้นกับยาวเพื่อใช้ในการสื่อสารระยะไกล โดยเฉพาะระบบโทรเลขสาหรับการสื่อสารไกลของยุคเริ่มแรก ที่ทาการด้วยเครื่องมือ หรืออุปกรณ์สื่อสารแทนสื่อจากธรรมชาติ (ไฟคบเพลิงหรือเสียง) หลักการการสื่อสาร ทางไกลยุคแรก ของโลกด้วยการแทนตัวอักษร หรือข้อความด้วยสัญลักษณ์จุดกับขีดนี้ ต่อมาได้กลายเป็นรหัสมาตรฐานของโลกในการสื่อสารด้วยสัญลักษณ์
  • 8.
    รหัสมอร์สถูกคิดค้นขึ้นพื่อใช้สาหรับการสื่อสารระยะไกลโดย แซมมวล ฟิน ลีบรีซ มอร์ส (Samuel Finley Breese Morse) ซึ่งเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของ สัญญาณสั้นกับยาวและได้ใช้กับการสื่อสารระบบโทรเลข เนื่องจากระบบโทรเลข เริ่มต้น ไม่สามารถส่งเป็นตัวอักษรได้ จึงใช้รหัสมอร์สแทนตัวอักษรโดยแทนด้วย สัญลักษณ์ขีดและจุด ซึ่งทาให้ส่งโทรเลขมอร์สได้สาเร็จในปี พ.ศ. 2380 (ค.ศ. 1837) รหัสที่มอร์สกาหนดขึ้นมาโดยใช้สัญญาณเพียงสองลักษณะเท่านั้นคือ สัญญาณไฟสั้นกับยาวด้วย . กับ - (จุด กับ ขีด)จุดเกิดจากการกดคันเคาะในช่วงเวลา สั้นๆ ส่วนขีดเกิดจากการกดคันเคาะแช่ไว้เป็นเวลาที่นานกว่ามอร์สนาเอารหัสจุดกับ ขีดนี้มาผสมกันแล้วกาหนดเป็นรหัสสัญญาณโทรเลขของตัวอักษรต่างๆขึ้นมา รหัส มอร์สของสัญญาณโทรเลขภาษาไทยเป็นดังนี้
  • 9.
    เนื่องจากการสื่อสารกันด้วยโทรเลขค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้ผู้ที่ชานาญ เป็นอย่างมากและใช้เวลาฝึกฝนเป็นปี จึงจะสามารถรับหรือส่งข้อความต่างๆได้ เนื่องจากผู้รับหรือส่งจะต้องจารหัสให้ได้ทุกตัวตั้งแต่ กไก่ จนถึง ฮ นกฮูก และสระ ทุกตัว หรือถึงแม้เจ้าหน้าที่บางคนจะจารหัสได้ทุกตัว แต่บางคนก็ไม่สามารถรับ ข้อความได้ เนื่องจากสัญญาณเหล่านี้จะมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ถ้าไม่ชานาญจะ ไม่สามารถรับข้อความเหล่านี้ได้ ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้น ได้มีการประดิษฐ์ เครื่องโทรพิมพ์เพื่อทาหน้าที่ในการส่งและรับโทรเลขแทนคนเครื่องโทรพิมพ์นี้ก็ใช้ หลักการทางานเช่นเดียวกับโทรเลขแต่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องจารหัสตัวอักษรต่างๆ ในการ ส่งโทรเลขด้วยเครื่องโทรพิมพ์ ผู้ส่งก็เพียงแต่พิมพ์ตัวอักษรที่ต้องการส่งลงไปใน เครื่องโทรพิมพ์ เครื่องโทรพิมพ์ก็จะเจาะรูบนแถบกระดาษให้เป็นรหัสมอส
  • 10.
    การใช้เครื่องรับส่งโทรเลขแบบมอสดั้งเดิมที่มีคันเคาะและเครื่องทาเสียงส่งโทรเลข ด้วยมือ เคาะเป็นรหัสสัญญาณมอสเช่นนี้ ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปตามสถานีรถไฟและที่ทาการ โทรเลขในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีจานวนโทรเลขรับส่งต่อวันไม่มากนัก เพราะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย น้อย แต่การรับส่งทาได้ช้าคือจะทาได้อย่างเร็วเพียงประมาณ ๑๒๕ ตัวอักษรโรมันต่อ๑ นาที พนักงานรับส่งโทรเลขจะต้องฝึกเรียนรหัสสัญญาณโทรเลข และจดจาจนขึ้นใจด้วย ซึ่งจะต้อง ใช้เวลาแรมปีจึงจะมีความชานาญเพียงพอ ในสมัยปัจจุบัน จึงเปลี่ยนไปใช้เครื่องรับส่งโทร เลข ชนิดที่พิมพ์เป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติกันมากขึ้นเพราะสามารถรับส่งโทรเลขได้เร็ว ถึง ๓๐๐ ตัวอักษรโรมันต่อ ๑ นาทีเป็นอย่างน้อย และพนักงานรับส่งโทรเลขไม่จาเป็น ต้อง เรียนรู้ และจดจารหัสสัญญาณโทรเลขด้วยเครื่องจักรกลที่ใช้รับส่งโทรเลขเป็นตัวอักษรได้โดย อัตโนมัตินี้เรียกว่า เครื่องโทรพิมพ์ (ในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า teletypewriter แต่ในอังกฤษ เรียกว่า teleprinter)ลักษณะเหมือนเครื่องพิมพ์ดีดธรรมดามีแป้ นอักษร ๓ แถวบ้าง๔ แถวบ้าง ตามแต่ผู้ประดิษฐ์จะเห็นเหมาะสม เมื่อกดแป้ นอักษร (เหมือนกับดีดเครื่องพิมพ์ดีด) เครื่องจะ เจาะหรือปรุแถบกระดาษบางๆ แต่เหนียว ให้เป็นรูทางด้านขวางมีจานวนรูตามแต่จะกาหนด ไว้สาหรับตัวอักษรนั้นๆ ตั้งแต่ ๑ - ๕หรือ ๖ รู สลับที่กัน แถบกระดาษนี้จะเคลื่อนไปทุกครั้งที่ กดแป้ นอักษร ๑ ตัว เมื่อปรุแถบทุกตัวอักษรของข้อความในโทรเลขฉบับนั้นแล้ว พนักงานก็ จะเอาแถบกระดาษนี้ป้ อนเข้าเครื่องส่งเพื่อให้ส่งเป็นสัญญาณกระแสไฟฟ้ าไปในสายโทร เลข เมื่อไปถึงปลายทาง สัญญาณกระแสไฟฟ้าจะไปบังคับให้เครื่องพิมพ์เป็นตัวอักษรออกมา เอง
  • 11.
    การทางานของเครื่องโทรพิมพ์ ที่เครื่องส่งของเครื่องโทรพิมพ์ มีเดือยเหล็กเล็กๆ กดอยู่บนแถบกระดาษ อย่างเบาๆเมื่อแถบกระดาษเคลื่อนไปจนเดือยเหล็กมาถึงช่องที่ปรุทะลุเป็นรู เดือย เหล็กนี้จะกดลึกลงไปในรูจนไปสัมผัสกับโลหะอีกชิ้นหนึ่งที่รองรับอยู่ข้างล่าง ซึ่งเป็น สวิตช์หรือไกไฟฟ้าเล็กๆ ไกไฟฟ้านี้จะทาให้มีกระแสไฟฟ้าไหลเป็นห้วงๆไปในสาย โทรเลข ห้วงกระแสไฟฟ้ าจะเป็นลักษณะอย่างไรก็แล้วแต่การจัดระบบรูปรุบนแถบ กระดาษเมื่อไหลไปถึงปลายทาง ห้วงกระแสไฟฟ้ าจะเข้าไปบังคับเครื่องโทรพิมพ์ ปลายทาง ให้พิมพ์เป็นตัวอักษรออกมาโดยอัตโนมัติขณะเดียวกันนั้น เครื่องโทรพิมพ์ ต้นทางก็พิมพ์ข้อความเป็นตัวอักษรเหมือนกับที่เครื่องโทรพิมพ์ปลายทางด้วย ตัวอักษรที่รับได้ด้วยเครื่องโทรพิมพ์ อาจปรากฏเป็นตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมาย วรรคตอนบางอย่าง พิมพ์ลงบนแถบกระดาษยาวๆ (เรียกว่า tape printer) แล้วพนักงาน โทรเลขก็ดึงแถบกระดาษนั้นออกมา ทากาวด้านหลัง ปิดลงบนกระดาษแบบฟอร์มรับ โทรเลข ใส่ซองผนึก แล้วจึงนาไปจ่ายผู้รับตามจ่าหน้าโทรเลข
  • 12.
    ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถแปลงเสียงพูดให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าได้ อเล็กซานเดอร์ เก รแฮมเบลล์ (Alexander Graham Bel) จึงได้ประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้นมา และ โทรศัพท์จะมีการเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปตามสายโทรศัพท์ แล้วโทรศัพท์ปลายทาง จะทาหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้านั้นกลับมาเป็นสัญญาณเสียงเหมือนเดิม และเรียกการสื่อสารในลักษณะนี้ ว่าโทรศัพท์แบบใช้สายหรือโทรศัพท์บ้าน ในอดีตได้มีคากล่าวหรือข้อกาหนดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอยู่ว่า "ประเทศใด ที่มีจานวน เลขหมาย โทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นมีความเจริญแล้ว หรือ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศใดที่มีหมายเลขโทรศัพท์ 10 เลขหมายขึ้นไปต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นกาลังได้รับการพัฒนา" จะเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ให้ความสาคัญกับกิจการโทรศัพท์ เป็นอย่างมาก
  • 13.
    โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์ได้ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2419โดยนักประดิษฐ์ ชื่อ Alexander Graham Bell หลักการของโทรศัพท์ที่อเล็กซานเดอร์ ประดิษฐ์ก็คือ ตัว ส่ง (Transmitter) และ ตัวรับ (Receiver) ในประเทศไทย โทรศัพท์ได้เริ่ม รู้จักกัน ตั้งแต่รัชการที่ 5 ซึ่งโทรศัพท์ตรงกับภาษากรีกคาว่า Telephone โดยที่ Tele แปลว่า ทางไกล และ Phone แปลว่า การสนทนา เมื่อแปลรวมกันแล้วก็หมายถึงการสนทนา กันในระยะทางไกลๆ หรือการส่งเสียงจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดหนึ่งได้ ตามต้องการ
  • 14.
    ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกที่ชิคาโก เมื่อประมาณ20 ปี ที่ผ่านมา เรียกว่า ระบบเอเอ็มพีเอส (AMPS) หรือระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่ 1 (First Generation-1G) หรือ 1G และเป็นระบบที่มีการติดต่อระหว่างสถานีเคลื่อนที่ และสถานี ฐานที่ใช้แบบเอฟดีเอ็มเอ (FDMA-Frequency Division Multiple Access) โดยที่ สัญญาณเสียงพูดจะถูกส่งแบบอนาล็อก นอกจากระบบเอเอ็มพีเอส แล้วยังมีระบบของ ยุโรป คือ เอ็นเอ็มที (NMT) ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และแทคส์ (TACS) โทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปที่ 1 โทรศัพท์1G
  • 15.
    ต่อมาได้มีการพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่สอง (Second Generation) หรือ2จี (2G) เพื่อให้ระบบมีความจุ (Capacity) เพิ่ม ขึ้น และมีระบบความ ปลอดภัย (Security) ของสัญญาณที่ส่งและรับ การป้ องกันการใช้เครื่องมือที่ ไม่ได้ลงทะเบียน ระบบ 2จี จะใช้หลักการทีดีเอ็มเอ (TDMA-Time-Division Multiple Access) ประกอบด้วย ดีเอเอ็มพีเอส (DAMPS) ของสหรัฐ จีเอสเอ็ม (GSM) ของยุโรป ไอเอส-95 (IS-95) หรือซีดีเอ็มเอวัน (cdmaOne) ของสหรัฐ และพีดีซี (PDC) ของญี่ปุ่น รูปที่ 2 โทรศัพท์2G
  • 16.
    สาหรับระบบโทรคมนาคมรุ่นที่สาม (Third Generation)หรือ 3จี (3G) นั้น ได้มี องค์กรที่วิจัยและพัฒนาระบบ 3จี หลายองค์กรทั้งในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น จีน และประเทศ อื่นๆ โดยมีการศึกษามากว่าสิบปี ปัจจุบันเอ็นทีที โดโคโม ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ได้ เปิดให้บริการ 3จีในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ จุดประสงค์หลักของบริการ 3จี คือ ความต้องการที่จะให้มีมาตรฐานเดียวกัน (มาตรฐาน IMT2000) เพื่อสถานีเคลื่อนที่ใดๆ สามารถใช้ได้ทั่วโลก และความต้องการที่จะให้มีการ รับส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น และเพียงพอกับการใช้งานมัลติมีเดีย โดยที่มีคุณสมบัติทัดเทียมกับ ระบบโทรคมนาคมมีสาย (Fixed line) ในราคาที่เหมาะสม รูปที่ 3 โทรศัพท์3G
  • 17.
    คอมพิวเตอร์เริ่มต้นมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการคานวณ นั่นก็คือ “ลูกคิด”ที่เรา รู้จักกันดีในปัจจุบันนี้เอง ถือกาเนิดมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 2-3พันปีมาแล้ว ซึ่ง ในยุคนั้นใช้สาหรับคานวณระหว่างการซื้อขายของพ่อค้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2185 แบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) ได้สร้างเครื่องคานวณที่เป็นเครื่องกลชื่อ Pacaline ขึ้นมา และ ได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการคานวณมากขึ้น จากนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ Gottfried Von Leibniz ในปี พ.ศ. 2215
  • 18.
    ต่อมาในปี พ.ศ. 2336ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage)นักคณิตศาสตร์ชาว อังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า “Difference Engine” ที่สามารถคานวณค่าของ ฟังก์ชันทางตรีโกณมิติได้ ซึ่งอาศัยหลักการต่างๆทางคณิตศาสตร์ และได้มีการพัฒนา สร้างเครื่อง “Analytical Engine” ขึ้นมา ชาร์ล แบบเบจ ถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์ และนาหลักการของ เขามาพัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ยุคของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งตามวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ มี 5 ยุค 1. ยุคหลอดสูญญากาศ อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ.2488 – 2501 คอมพิวเตอร์ที่ใช้ ในยุคนี้คือ UNIVAC I , IBM 600 เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่มาก มีหลักการโดยนา หลอดสุญญากาศ (Vacuum tube) มาเป็นวงจรและใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจานวนมาก ทาให้ เครื่องเกิดความร้อนสูงจึงทาให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย
  • 19.
    2. ยุคทรานซิสเตอร์ อยู่ระหว่างช่วงพ.ศ. 2502 – 2506 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ จะมีขนาดเล็กกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคแรก เนื่องการมีการนาทรานซิสเตอร์ (Transistor) มาเป็นวงจร และนาวงแหวนแม่เหล็กมาใช้เป็นหน่วยความจา ทาให้มีความแม่นยามาก ขึ้น 3. ยุควงจรรวม อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2507 – 2512 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีการ นาวงจรไอซี (Integrated Circuit) มาใช้เป็นสารกึ่งตัวนาซึ่งบรรจุวงจรทางตรรกะ แล้ว พิมพ์ไว้บนแผ่นซิลิกอน (Silicon) ที่เราเรียกสั้นๆว่า “ชิป” 4. ยุควีแอลเอสไอ อยู่ระหว่างช่วง พ.ศ. 2513 – 2532 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มี การนาวงจรไอซีจานวนมารวมไว้ในแผ่นซิลิกอน 1 แผ่น ซึ่งสามารถบรรจุวงจรได้ มากกว่า 1 ล้านวงจร เราเรียกว่าวงจร LSI (Large-Scale Integrated Ciruit) ด้วย วิวัฒนาการนี้ทาให้เกิดแนวคิดที่จะบรรจุวงจรที่เป็นพื้นฐานสาคัญในการทางานของ คอมพิวเตอร์(CPU) ลงบนชิปตัวเดียว เรียกว่า “ไมโครโปรเชสเซอร์”
  • 20.
    5. ยุคเครือข่าย อยู่ระหว่างช่วงพ.ศ. 2513 – จนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ในยุค นี้มีการนาวงจร LSI มาพัฒนาระบบไมโครโปรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจาก เดิม เรียกวงจรแบบนี้ว่าวงจร VLSI (Very Large-Scale Integrated Ciruit) และมีการ พัฒนาเครือข่ายทาให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้พร้อมทั้งยังมีขีดความสามารถที่ มากขึ้น
  • 21.
    อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet(Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้ง เมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา ในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นี้เองที่ได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด จาก 4 แห่ง เข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสาเร็จอย่างมาก ในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบ โดยตรง ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทางานที่รับผิดชอบบริหาร เครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแล วัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในInternet, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet ซึ่งเป็นการทางานโดย อาสาสมัคร ทั้งสิ้น
  • 22.
    ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนาTCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทาให้เป็น มาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตุได้ ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกาหนดที่ทาให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง และสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง การกาหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ ค.ศ.1986( พ.ศ.2529) เพื่อสร้างฐานข้อมูล แบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละ เครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทาฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่ จาเป็ นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึ่งมี ฐานข้อมูล ของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น
  • 23.
    ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ (InformationTechnology) หรือที่เรียก กันสั้นๆ ว่า ไอที (IT) กาลังได้รับ ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยี สารสนเทศ (Information Technology)จะเป็นตัวที่ทาให้ เกิดความรู้ วิธีการประมวลผล การจัดเก็บรวบรวมข้อมูล การเรียกใช้ข้อมูล ตลอดจนการเรียกใช้ข้อมูล ด้วยวิธีการ ทางอิเล็คทรอนิคส์ เมื่อเราให้ความสาคัญกับเ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ความจาเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการใช้งานไอที เครื่องมือนั้นก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ สื่อสารโทรคมนาคม อินเตอร์เน็ตนับว่าเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือไอ ที เพราะเราสามารถที่จะใช้งาน หาข้อมูลข่าวสาร และเข้าถึงข้อมูล ได้ด้วยเวลา อันรวดเร็ว อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลเรื่องราวต่างๆ มากมาย ให้เราค้นหา ข่าวสารที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกเรา สามารถที่จะทราบได้ทันที จึงนับได้ว่า อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเครื่องมือสาคัญอย่างหนึ่ง ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ทั้งในระดับ องค์กรและในระดับบุคคล