ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คำนำ 
กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบายให้มีการเชื่อมโยง การจัดบริการระบบบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ 
ตติยภูมิ ในรูปเครือข่ายและระบบส่งต่อแบบครบวงจรเบ็ดเสร็จในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ ตามแผนการพัฒนา 
ระบบบริการสุขภาพ Service Plan เพื่อให้สถานบริการสุขภาพ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดระบบ 
บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามแผนการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ Service Plan 
กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขรวมถึงเครือข่ายใน 
ชุมชน ซึ่งได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 
กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบเครือข่ายบริการสุขภาพ สาขาจักษุวิทยา ซึ่ง 
มีหน้าที่กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบบริการ สาขาจักษุวิทยาของสถานบริการสุขภาพ สังกัดกระทรวง 
สาธารณสุข สำนักบริหารการสาธารณสุขร่วมกับโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จึงได้จัดทำคู่มือการ 
การดูแลโรคตาเบื้องต้น ซึ่งแนะนำถึงความสำคัญของการตรวจตาทั้งในกลุ่มคนปกติ และในกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ 
ยังให้ความสำคัญกับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการตรวจคัดกรอง โรคตา 
เบื้องต้น เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ การวัดความสามารถในการมองเห็น การเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ สรุป 
อาการ เพื่อการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและส่งต่อ 
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อนำไปช่วย 
เพิ่มทักษะ และเป็นแนวทางในการดูแลรักษาโรคตา ตลอดถึงส่งเสริมให้ความรู้ในการคัดกรองโรคตาเบื้องต้น 
อย่างง่ายแก่เครือข่ายในชุมชนได้ 
กรกฎาคม 2556
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô)
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
สารบัญ 
หน้า 
คำนำ 
การตรวจตาในประชาชนปกติ 5 
การตรวจคัดกรองสายตาในชุมชน 8 
- การซักประวัติ 8 
- การวัดความสามารถในการมองเห็น 11 
- การตรวจคัดกรองทั่วไป และการตรวจเบื้องต้น 16 
โรคตาที่พบบ่อยและแนวทางการวินิจฉัยส่งต่อโรคตาเบื้องต้น 20 
โรคตาแดง 20 
เยื่อตาอักเสบ 21 
ต้อหิน 25 
ม่านตาอักเสบ 26 
แผลกระจกตา 27 
ต้อเนื้อ 28 
ต้อกระจก 31 
การบาดเจ็บทางตา 32 
สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา 33 
กระจกตาถลอก 33 
เลือดออกในช่องหน้าม่านตา 34 
การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 34 
เปลือกตาฉีกขาด 35 
สารเคมีเข้าตา 35 
โรคเยื่อตาแห้งจากการขาดสารอาหาร 36 
โรคริดสีดวงตา 37 
หัตถการที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา 38 
หลักการใช้ยาหยอดตา 44 
ศัพท์ทางจักษุวิทยาที่ควรทราบ 49 
หนังสืออ้างอิง 51
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
การตรวจตา ในประชาชนปกติ 
การตรวจสายตาในประชาชนทั่วไป เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากอาจจะมีบางสภาวะหรือโรคตาบางโรคซึ่ง 
ภาพจาก visianinfo.com 
2. ภาวะตามัวลงเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป หรือมีผลเริ่มต้นจากการมองเห็นด้านข้าง 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 5 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
คุกคามการมองเห็น โดยผู้ป่วยยังไม่มีอาการ 
ความจำเป็นในการตรวจคัดกรองสายตา 
1. โรคดังกล่าวอาจมีผลทำให้สายตามัวลงข้างเดียว โดยที่ผู้นั้นไม่รู้ตัว เนื่องจากตาอีกข้างยังมองเห็น 
ได้ดี เช่น ต้อกระจกในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นข้างเดียว 
รูปแสดง : ต้อกระจกในตาข้างขวา ผู้ป่วยอาจ 
ไม่รู้สึกตัวว่าตาขวามองไม่เห็น 
เนื่องจากตาซ้ายยังมองเห็นดี 
รูปแสดง : การมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน 
บริเวณรอบนอกของการมองเห็นจะค่อยๆ 
มัวลง โดยที่การมองเห็นตรงกลางชัด 
เมื่อเป็นมากขึ้นภาพตรงกลางจะมัวลงด้วย 
จนในที่สุดตาอาจบอดมองไม่เห็นเลย 
รูปแสดง : ผู้ป่วยเป็นเบาหวานขึ้นจอตา 
จะมีจุดเลือดออก และไขมัน 
ออกมาที่จอตา โดยในช่วงแรก 
การมองเห็นยังเป็นปกติ 
(peripheral vision) ดังเช่น ผู้ป่วยต้อหินเรื้อรัง 
ภาพจาก hvglaucoma.com 
3. พยาธิสภาพกำลังเกิดขึ้น แต่ยังมิได้ทำให้การมองเห็นลดลง เช่น จอประสาทตาเสื่อมจาก 
โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น chloroquine, Ethambutol
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
4. ในเด็กเล็กมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่สามารถบอกว่าตนเองตามัวหรือมองไม่ชัด ภาวะตามัว 
อาจนำไปสู่ภาวะสายตาขี้เกียจ (amblyopia) แม้มาแก้ไขความผิดปกติในภายหลัง ตาก็ยังมองไม่เห็น เพราะว่า 
สมองไม่เคยรับรู้การเห็นหรือการใช้สายตาพร้อมกัน 2 ตา 
6 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
รูปแสดง : เด็กตาเข เด็กอาจบอกไม่ได้ว่าตนเอง 
ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน บิดา-มารดา 
ต้องเป็นผู้สังเกตและนำเด็กไปตรวจตา 
ภาพจาก info thevisiontherapycenter.com 
ใครควรได้รับการตรวจคัดกรองสายตา 
ควรตรวจวัดสายตา หรือตรวจตาในคนปกติที่ยังไม่มีอาการทางสายตา หรือคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคตา 
ซึ่งแบ่งกลุ่มเพื่อเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 
1. กลุ่มคนปกติ 
1.1 กลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน 
1.1.1 เด็กอายุ 6 เดือน โดยผู้ตรวจอาจเป็นแพทย์ทั่วไป พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุข ใช้ 
วิธีการตรวจง่ายๆ คือใช้แสงไฟ ฉายให้เด็กดูโดยดูว่าตาเด็กมี GCM (Good, Central Fixation และ Maintain) 
1.1.2 อายุ 3 ปี วัดสายตาโดยใช้ Snellen’s chart ร่วมกับการตรวจว่ามี misalignment หรือไม่ 
โดยผู้ตรวจอาจเป็นแพทย์ทั่วไป พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุข 
1.2 กลุ่มวัยเรียน อาจตรวจโดยใช้ Snellen’s chart ทุก 3 ปี หรืออาจจะอิงชั้นเรียนคือวัดในระดับ 
ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และก่อนเข้ามหาวิทยาลัย 
1.3 กลุ่มอายุ 20 – 40 ปี ควรตรวจวัดสายตาและตาบอดสี อย่างน้อยทุก 3 ปี 
1.4 กลุ่มอายุ 40 – 60 ปี ควรวัดสายตาทั้งใกล้ไกล เพราะอยู่ในวัยสายตายาว (presblyopia) และควร 
ตรวจวัดความดันตา เพื่อค้นหาโรคตาที่พบบ่อย เช่น ต้อหิน โดยตรวจอย่างน้อยทุกปี 
1.5 กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดสายตาทั้งใกล้และไกล วัดความดันตา ขยายม่านตา โดยตรวจตา 
อย่างน้อยปีละครั้ง
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 7 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
2. กลุ่มคนที่มีความเสี่ยง 
2.1 กลุ่มเด็กที่คลอดก่อนกำหนด กลุ่มเด็กพิการทางสมอง กลุ่มคนที่มีสายตาสั้นมาก กลุ่มคนที่มีประวัติ 
ในครอบครัวเป็นโรคตา เช่น ต้อหิน กลุ่มคนที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา และกลุ่มที่มีภาวะของโรคเบาหวาน 
2.2 ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคตาค่อนข้างสูง จากการสำรวจภาวะตาบอดและ 
สายตาพิการของประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราตาบอดค่อนข้างสูง โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก 
โรคต้อกระจก ซึ่งภาวะสูญเสียสายตานี้จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น การหกล้ม การหดหู่ทางใจ และเสี่ยงต่อ 
การเสียชีวิต 
ตารางที่ 1 แสดงการตรวจตาในคนทั่วไป 
กลุ่มคนปกติ ผู้ตรวจ ตรวจดู ความถี่ในการตรวจ 
1. เด็กแรกคลอดก่อนออก 
จาก รพ. 
แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ 
จักษุแพทย์ 
Red reflex ลักษณะภายนอก 
ทั่วไป 
ครั้งเดียว (ถ้าปกติ) 
2.เด็กก่อนวัยเรียนหรือ 
บุคคลที่ได้รับ 
แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ 
จักษุแพทย์ 
Red reflex ลักษณะภายนอก 
ทั่วไป 
เมื่อเด็กมารับการตรวจสุขภาพหรือ 
รับวัคซีน อย่างน้อยทุก 1-2 ปี 
3.เด็กในวัยเรียน แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ 
จักษุแพทย ์หรือเจา้หนา้ที่สาธารณสุข 
Visual acuity ลักษณะหนังตา 
และ ลูกตา stereopsis (ถ้าทำได้) 
ระหว่างประถมศึกษา ระหว่าง 
มัธยมศึกษา อย่างน้อยทุก 1-2 ปี 
4. ประชาชนอายุ 20-40 ป ีแพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล จักษุแพทย ์ 
พยาบาลเวชปฏิบัติทางตา หรือ 
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 
Visual acuity ลักษณะหนังตาและ 
ลูกตา stereopsis (ถ้าทำได้) 
เพิ่มเติม 
- ตรวจตาบอดสี 
- ตรวจพิเศษอื่นๆ แล้วแต่อาชีพ 
เช่น ลานสายตา 
ก่อนเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา 
หรือก่อนเข้าทำงาน 
5. ประชาชนอายุ 40-60 ป ีแพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล จักษุแพทย ์ 
พยาบาลเวชปฏิบัติทางตา หรือ 
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับการฝึก 
อบรม 
Visual acuity, Intraocular 
pressure, Near vision อื่นๆ 
แล้วแต่ความจำเป็น 
ปีละครั้ง 
6. ประชาชนอายุมากกว่า 
60 ปี 
จักษุแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติทาง 
ตา หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับ 
การฝึกอบรม 
Visual acuity, Intraocular 
pressure, Near vision อื่นๆ 
แล้วแต่ความจำเป็น 
เพิ่มเติม 
-ขยายม่านตาดูจอตาโดยจักษุ 
แพทย์ 
ปีละครั้ง
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การตรวจคัดกรองสายตาในชุมชน 
การตรวจคัดกรองสายตาและโรคตาในชุมชน สามารถปฏิบัติได้โดยแพทย์หรือพยาบาลที่ปฏิบัติงาน 
ในพื้นที่ เป็นการคัดกรองและดูแลเบื้องต้นก่อนส่งต่อให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางเมื่อจำเป็น ซึ่งการตรวจคัดกรองมี 
ขั้นตอนหรือวิธีการคือ การซักประวัติ การวัดความสามารถการมองเห็น และการตรวจตาทั่วไป 
1.การซักประวัติ 
การซักประวัติเป็นวิธีการค้นหาโรคตาที่สำคัญ เพื่อช่วงบอกรายละเอียดของอาการต่างๆ บอกระยะเวลา 
การดำเนินโรคและมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรค และเพื่อการรักษา 
พยาบาลที่ถูกต้องรวดเร็ว ขั้นตอนการซักประวัติควรมีแนวทางดังนี้ 
1. อาการสำคัญ (Chief Complaint) 
2. ประวัติปัจจุบัน (Present illness) 
3. ประวัติในอดีต (Past History) 
4. ประวัติครอบครัว (Family History) 
5. ประวัติโรคระบบอื่นๆ (Medical History) 
6. ประวัติทั่วไป (General History) 
1. อาการสำคัญ (Chief Complaint) เป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ อาการสำคัญทางตา 
ที่พบบ่อย ได้แก่ ตามัว เป็นอาการสำคัญที่มาพบแพทย์มากที่สุด ปวดตา เคืองตา ตาแฉะ มีขี้ตา ตาแดง คันตา 
อาการอื่นๆ เช่น ตุ่มที่เปลือกตา, ตาโปน, มองภาพซ้อน 
2. ประวัติปัจจุบัน (Present illness) จะช่วยบอกรายละเอียดอาการสำคัญของผู้ป่วย ทำให้ 
วินิจฉัยแยกโรคตาได้ เช่น อาการสำคัญ ตาพร่ามัวมา 3 ปี ต้องซักประวัติเพิ่มว่า เริ่มมัวตั้งแต่เมื่อใด มัวทันทีที่ใด 
หรือ ค่อยๆ มัว มัว 2 ข้าง หรือ ข้างเดียว อาการอื่นมีร่วมด้วยหรือไม่ อาการสำคัญปวดศีรษะ เป็นๆ หาย มา 2 
ปี ต้องซักเพิ่มว่า ปวดมากเวลาไหน มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน 
3. ประวัติในอดีต (Past History) ช่วยวินิจฉัยโรคได้อาการเจ็บป่วยปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องมา 
จากอดีต เช่น ประวัติการใช้ยา ประวัติการได้รับอุบัติเหตุทางตาในอดีต ประวัติสายตาและการใช้แว่น ประวัติการ 
ผ่าตัดในอดีต เช่น ผ่าตัดต้อกระจก, ผ่าตัดต้อหิน 
4. ประวัติครอบครัว (Family History) โรคตาบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น 
ตาบอดสีมะเร็งจอตา โรคอื่นๆ ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และมีผลทำให้เกิดอาการทางตา เช่น เบาหวาน ความ 
ดันโลหิตสูง 
5. ประวัติโรคระบบอื่นๆ (Medical History) เบาหวานทำให้ตามัวจากต้อกระจกหรือ 
เบาหวานขึ้นจอตา หรือไทรอยด์เป็นพิษทำให้ตาโปน ตาเหลือก กล้ามเนื้อตากลอกไม่ได้ หรือความดันโลหิตสูง 
ทำให้เกิดความผิดปกติของประสาทตาจากภาวะความดันโลหิตสูง วัณโรคปอด ตามัวได้หลังจากรักษาด้วยยามา 
2-3 เดือน ส่วนใหญ่มัวทั้งสองข้าง / จากการใช้ยา Ethambutol ให้นึกถึงประสาทตาอักเสบ / โรครูมาตอยด์ ที่ 
ได้รับยา Chloroquine มีประสาทตาฝ่อ การมองเห็นสีเพี้ยนไป ลานสายตาแคบลง 
8 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
6. ประวัติทั่วไป (General History) เช่น อายุ, อาชีพ, สุขนิสัยทั่วไป 
อาการสำคัญทางตา (Ocular Symtomatology) แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 
1. กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น 
2. กลุ่มอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น 
กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น มีอาการดังต่อไปนี้ 
ตามัว (Blurred vision) ส่วนใหญ่ หมายถึง การมองเห็นส่วนตรงกลาง (Central Visual Acuity) 
สาเหตุของตามัว อาจเกิดจาก ความผิดปกติในลูกตา ความผิดปกติใน Visual Pathway ความผิดปกติ 
ของศูนย์รับภาพในสมอง เป็นต้น 
เมื่อผู้ป่วยมาพบด้วยอาการตามัว จะต้องซักถามเพิ่มเติมดังนี้ ตามัวตาเดียวหรือ 2 ข้าง เริ่มมัวเมื่อใด 
มัวคงที่ หรือมัวลงเรื่อยๆ มัวทันทีทันใด หรือ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป 
* ถ้ามัวทันทีทันใด เป็นตาเดียว ตาแดงร่วมด้วย ให้นึกถึงโรคตาส่วนหน้า (Anterior Segment 
Diseases) เช่น แผลกระจกตา, ม่านตาอักเสบเฉียบพลัน, ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน 
* ถ้าตามัวทันทีทันใด เป็นตาเดียวไม่มีตาแดงร่วมให้นึกถึงโรคตาส่วนหลัง (Posterior Segment 
Diseases) เช่น จอตาหลุดลอก, เส้นเลือดใหญ่ที่จอตาอุดตัน, เลือดออกทันทีที่วุ้นตา 
* ตามัวทันทีทั้ง 2 ข้าง ให้นึกถึงอุบัติเหตุที่ศีรษะ, ตามัวจากพิษยา 
* ถ้ามัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้นึกถึงโรคที่มีการเจริญ เช่น ต้อกระจก, ต้อหินชนิดมุมปิด 
ลักษณะของตามัวเปน็อยา่งไร มัวเฉพาะตรงกลางหรือทั้งหมด เปน็ชั่วคราว หรือตลอดถา้เปน็ตรงกลาง 
บริเวณรอบๆ ชัด ให้นึกถึงโรคของ Macular, ประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis หรือ โรคกดทับ 
ประสาทตา Optic Nerve Compression) 
ตาบอด (Blindnees) ตามกฎหมายถือเอาข้างที่ดีกว่ามองเห็นเลวกว่า 6/60 หรือ 20/400 ลาน 
สายตา ส่วนริมของข้างที่ดีมองเห็นแคบกว่า 20 องศา 
มองภาพบิดเบี้ยว (Metamorphopsia) ผู้ป่วยมองเห็นภาพวัตถุมีรูปร่างบิดเบี้ยว ให้นึกถึงสภาวะ 
สายตาเอียง หรือโรคที่ Fovea เช่น จอตาบวมคั่งน้ำ (Central Serous Retinopathy) จอตาเสื่อม 
ในคนสูงอายุ (Senile Macular Degeneration) 
มองภาพขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าปกติ อาจมีความผิดปกติของจอรับภาพ (Fovea) เช่น มีเนื้องอก 
มีเลือดออกที่จอตา มีการบวมคั่งของน้ำ 
มองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ (Iridescent Vision) พบในผู้ป่วยที่มีตัวกลางในตาขุ่น 
กระจกตาบวม (Cornea edema) ในต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน, คนที่ว่ายน้ำเป็นเวลานาน 
ขี้ตามาก ในผู้ป่วยที่เยื่อบุตาอักเสบ, กระจกตาอักเสบ, ท่อน้ำตาอุดตัน 
จุดดำลอยไปมา (Floater) เป็นชิ้นส่วนใสๆ อยู่ในน้ำวุ้นตา พบในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยสายตาสั้น 
ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ 
- กรณีเกิดขึ้นทันทีทันใด ในลานสายตาส่วนริม ให้นึกถึงภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา 
- มองเห็นจุดดำขนาดใหญ่เกิดทันทีทันใด ให้นึกถึงภาวะที่มีการหลุดลอกของน้ำวุ้นตา จอตาลอกหลุด 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 9 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
เห็นภาพซ้อน (Diplopia) ต้องซักประวัติให้ละเอียดว่าอาการของภาพซ้อน เห็นภาพซ้อนเป็น 
อย่างไร เริ่มเมื่อใด เป็นบางครั้งหรือเป็นตลอด 
- เห็นภาพซ้อนตาข้างเดียว มักเกิดจากการหักเหของแสงในลูกตาที่มีความขุ่นไม่สม่ำเสมอ เช่น 
สายตาเอียงมาก, ต้อกระจกที่ยังไม่สุก, ผู้ป่วยที่มีการบวมของจอตาส่วนกลาง 
- ถ้าตรวจดู 2 ตาเห็นภาพซ้อน ปิดตาข้างหนึ่งภาพซ้อนหายไปให้นึกถึงโรคของกล้ามเนื้อตา 
มองสู้แสงไม่ได้ (Photophobia) เป็นอาการไม่สบายตาที่เกิดจากแสงจ้าพบในผู้ป่วยที่มีกระจกตา 
ถลอก, แผลกระจกตาอักเสบ, ม่านตาอักเสบจากภูมิแพ้, หรือสิ่งแปลกปลอม 
ลานสายตาผิดปกติ (Visual Field Defect) ให้นึกถึง ต้อหิน, โรคของ Retina 
มองไม่เห็นในที่มืด (Night Blindness) มักมาด้วยอาการตามัวในตอนกลางคืนหรือมองไม่ชัดใน 
ที่มืด ถ้าเป็นมาแต่กำเนิดให้นึกถึงโรคที่มีการเสื่อมของจอตา (Retinitis Pigmentosa) และ 
Hereditary Optic Atrophy ถ้าเกิดภายหลังให้นึกถึงสภาวะบกพร่อง วิตามิน A ต้อหิน ต้อกระจก 
จอตาเสื่อม 
การมองเห็นในที่สว่าง (Day Blindness) เห็นชัดในที่มืดให้นึกถึงการเสื่อมของ Cone Cell 
ประสาทตาอักเสบจากสารพิษ 
ตาบอดสี (Color Blindness) ส่วนใหญ่เป็นกรรมพันธุ์ ในพวกที่เป็นมาแต่กำเนิดมักมีสายตาดี 
แต่มองเห็นสีผิดไป 
- ถ้าเป็นตาเดียว มักเกิดจากโรคจอตาเสื่อม และโรคของเส้นประสาทตา 
- ถ้าเป็น 2 ตา มักเกิดจากพิษของยา หรือภาวะทุโภชนาการ 
กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น (Non Visual Symptoms) มีอาการดังต่อไปนี้ 
ปวดศีรษะ (Headache) ปวดศีรษะเวลาตื่นนอนหรือเช้า หายปวดตอนสายมักไม่ใช่เกิดจากโรค 
ทางตา ถ้าปวดศีรษะในตอนบ่ายๆ หรือตอนเย็นหลังจากทำงานที่ใช้สายตาทั้งวัน หายปวดเมื่อได้พัก 
มักมีสาเหตุจากโรคตา 
ปวดตา (Ocular Ache) พบบ่อยในพวกโรคกล้ามเนื้อตา ทำให้เกิดอาการเพลีย (Eye Strain) พบ 
ในผู้ป่วยต้อหิน ม่านตาอักเสบ การอักเสบของชั้นในคอรอยด์ 
ปวดแสบปวดร้อนในลูกตา (Burning Sensation) พบมากในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของเปลือกตา 
และเยื่อบุตา 
เคืองตาเหมือนมีอะไรติดอยู่ (Foreign Body Sensation) 
* การอักเสบของเปลือกตา เยื่อบุตา กระจกตา 
* สิ่งแปลกปลอมติดเยื่อบุตา หรือกระจกตา 
* ผิวกระจกตาถลอก (Corneal Abrasion) ในผู้ป่วย Foreign body การหยอดยาชาทำให้สามารถ 
วินิจฉัยโรคได้ 
* ถ้าหยอดยาชาแล้วอาการเคืองตาหายไป แสดงว่า เกิดจาก ผิวกระจกตาถลอก หรือ มี 
สิ่งแปลกปลอม ติดที่เยื่อบุตา หรือกระจกตา 
* ถ้าหยอดยาชาแล้วอาการเคืองไม่หาย แสดงว่าเกิดจาก เปลือกตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ หรือ 
แผลกระจกตาอักเสบ 
10 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คันตา (Itching) พบในผู้ป่วย เยื่อบุตาอักเสบจากโรคภูมิแพ้ ริดสีดวงตา การอักเสบของต้อเนื้อ 
ตาแดง (Red eye) 
* ตาแดงเฉพาะแนวของช่องว่างเปลือกตา มักเกิดจากการอักเสบของต้อเนื้อ ต้อลม 
* ตาแดงเป็นปื้น เหมือนก้อนเลือดให้นึกถึง เลือดออกในเยื่อบุตาขาว 
* ตาแดงทั้ง 2 ตา เป็นเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ 
* ตาแดงเป็นข้างเดียวไม่มีขี้ตา สู้แสงไม่ได้ ปวดตา ให้นึกถึง โรคม่านตาอักเสบ 
* ตาแดงข้างเดียว ปวดศีรษะซีกเดียวกัน ตามัวลง เห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ ให้นึกถึงต้อหินชนิดเฉียบพลัน 
ตาแฉะ (Discharge) 
* อาการสำคัญที่ผู้ป่วยมีน้ำตามาก ปวดร้อนในลูกตา สู้แสงไม่ได้ มีตาแดงร่วมด้วยทั้ง 2 ข้าง 
ให้นึกถึง Viral Conjunctivitis 
* ถ้ามีน้ำตาไหลมาก มักเกิดจากท่อน้ำตาอุดตัน หรือน้ำตาถูกสร้างมากกว่าปกติ 
* ถ้ามีขี้ตามาก มักลืมตาไม่ขึ้นตอนเช้า เป็น Bacteria Conjunctivitis 
* มีขี้ตาเป็นยางเหนียวๆ เป็นโรคภูมิแพ้ Allergic Conjunctivitis 
* ในเด็กทารก มาด้วยน้ำตาไหลตลอดเวลา มักเกิดจาก ท่อระบายน้ำตาอุดตัน 
ตาแห้ง (Dry Eyes) พบในผู้สูงอายุ น้ำตาจะถูกสร้างออกมาน้อยกว่าปกติ และพบในผู้ป่วยที่เคย 
ได้รับสารเคมี 
ตาบวม (Lid Swelling) 
* ตาบวม 2 ข้าง พบในผู้ป่วยเปลือกตาอักเสบ หรือในผู้ป่วยภูมิแพ้ 
* ตาบวมข้างเดียว มักเป็นกุ้งยิง, เป็นฝี เปลือกตาบวมเป็นจ้ำสีคล้ำๆ ร่วมด้วยมักมี สาเหตุจากอุบัติเหตุ 
ตาโปน (Exophthalmos) 
* ตาโปน 2 ข้าง มักเกิดจากโรคระบบอื่น เช่น Hyperthyroid 
* ตาโปนข้างเดียว มักเกิดจากเนื้องอกภายในเบ้าตา ประวัติอุบัติเหตุ 
หลักสำคัญในการวัดความสามารถในการมองเห็น คือ ขนาดของภาพที่ปรากฏที่จอตา (Retinal image 
size) ขึ้นอยู่กับขนาดของวัตถุ (Object size) และระยะห่างจากลูกตา (distance) ซึ่งมีผู้ประดิษฐ์แบบวัด 
สายตาขึ้นโดยอาศัยหลักการดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายมาตรฐาน ที่นิยมใช้กันคือ แผ่นป้ายสเนลเลน (Snellen’s 
chart) ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขขนาดต่างๆ ตัวอักษรอี (E chart) และรูปภาพ นอกจากนั้นยังมี Reduced 
snellen’s charts หรือเรียกกันทั่วไปว่า Near cards ซึ่งใช้วัดสายตาในระยะใกล้ (near vision) โดยให้ผู้ป่วย 
ถือ Near cards อ่านในระยะห่าง 14 นิ้ว นิยมใช้ในกรณีตรวจวัดสายตาในบุคคลที่สายตายาวเนื่องจากอายุมาก 
คือ 40 ปีขึ้นไป ที่เรียกกันว่าสายตายาวในผู้สูงอายุ (presbyopia) และควรมีไว้ในห้องตรวจผู้ป่วยที่ได้รับ 
อุบัติเหตุทางตา ที่จำเป็นต้องนอนบนเปลนอน โดยค่าสายตาที่วัดได้จะบันทึกเป็นตัวเลขเศษส่วน บอกค่าเป็น 
ระยะทางซึ่งมีทั้งหน่วยเป็นฟุต เช่น 20/200, 20/100 และหน่วยเป็นเมตร เช่น 6/60, 6/36 ดังนี้ 
เลขเศษ หมายถึง ระยะทางที่คนสายตาผิดปกติสามารถเห็นได้ชัดที่สุด 
เลขส่วน หมายถึง ระยะทางที่คนสายตาปกติสามารถเห็นได้ชัดที่สุด 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 11 
2. การวัดความสามารถในการมองเห็น 
หลักการวัดความสามารถในการมองเห็น (Principle of Visual Acuity Test) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ตารางที่ 2 แสดงค่าระดับสายตาแบบต่างๆ (visual acuity conversion chart) 
Snellen acuity 
12 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
Decimal LogMAR 
Feet Meters 
20/200 6/60 0.10 1.00 
20/160 6/48 0.125 0.90 
20/125 6/38 0.16 0.80 
20/100 6/30 0.20 0.70 
20/80 6/24 0.25 0.60 
20/63 6/20 0.32 0.50 
20/50 6/15 0.40 0.40 
20/40 6/12 0.50 0.30 
20/32 6/10 0.63 0.20 
20/25 6/7.5 0.80 0.10 
20/20 6/6 1.00 0.00 
20/10 6/3 2.00 -0.30 
การจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ 
ในการเตรียมสถานที่สำหรับวัดสายตาจะต้องจัดให้มีระยะห่างระหว่างแผ่นป้ายถึงผู้ป่วย 20 ฟุต 
(Snellen’s system) หรือ 6 เมตร (Metric system) ผู้ที่มีสายตาปกติจะอ่านตัวเลขใน Snellen’s chart ได้ 
ถูกต้องทุกตัวตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวที่ 7 
ภาพแสดง : การใช้กระจกสะท้อนในระยะ 3 เมตร 
การจัดห้องหรือสถานที่วัดสายตาจึงมีความ 
ยาวของหอ้งมากกวา่ 6 เมตร ในกรณีที่หอ้งเล็กสามารถ 
ดัดแปลงโดยให้กระจกเงาสะท้อนในระยะ 3 เมตร 
ติดแผ่นป้าย Snellen’s chart หลังผู้วัดและผู้ถูกวัด 
ระยะรวม 6 เมตรภาพ ดังภาพ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
Snellen’s chart E chart Near cards 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 13 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
การจัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ 
1. แผ่นป้ายวัดสายตามาตรฐาน ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ Snellen’s chart มีลักษณะเป็นตัวเลข หรือ 
E chart ขนาดต่างๆ ไล่ระดับจากขนาดใหญ่ในแถวที่ 1 และเล็กลงในแถวที่ต่ำลงมา 
การติดแผ่น Snellen’s chart ไม่ควรติดแผ่นป้ายวัดสายตาบริเวณกลางแจ้งหรือที่มีแสงส่องเข้าตาผู้ป่วย 
เพราะจะทำให้รูม่านตาหดทำให้ผลการวัดสายตาคลาดเคลื่อน บริเวณที่วัดสายตาควรมีแสงสว่างเพียงพอ 
โดยแสงเข้าทางด้านหน้าของแผ่นป้ายให้ป้ายวัดสว่างควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อความร่วมมือและผู้วัดต้องใจเย็น 
2. ที่บังดวงตาชนิดทึบแสง (Occluder) 
3. ที่บังดวงตาชนิดที่เจาะรูเล็กขนาดเท่าเข็มหมุด 
(pinhole occluder) หรือกระดาษแข็งเจาะรูตรง 
กลางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มม.
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
4. ไฟฉายและไฟส่องสว่าง ความสว่างของแสงไฟ 100 แรงเทียน ส่องบริเวณ Snellen’s chart 
วิธีการวัดความสามารถในการมองเห็น 
การวัดความสามารถในการมองเห็นจะวัดด้วยวิธีต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ 
1. วัดตาเปล่า (uncorrected หรือ sc) 
1.1 ให้ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ที่วางไว้ข้างหน้าแผ่นป้ายตามระยะทางที่กำหนด คือ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร 
โดยให้นั่งตัวตรง ห้ามโน้มตัวไปข้างหน้าขณะอ่านเพราะระยะทางจะคลาดเคลื่อน และห้ามเอียงคอขณะอ่าน 
เพราะนั่นคือผู้ป่วยแอบใช้ตาข้างที่ปกติมาช่วยอ่านทำให้ไม่ได้ค่าสายตาที่แท้จริง 
1.2 วัดสายตาทีละข้าง โดยให้วัดตาขวาก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อความ 
ถูกต้องในการบันทึกผลและป้องกันความสับสน (ยกเว้นกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุ 
ให้วัดสายตาข้างที่บาดเจ็บก่อน) โดยให้ผู้ป่วยใช้ที่ปิดตาชนิดทึบแสง (Occluder) 
ปิดตาอีกข้างหนึ่งไว้ให้มิดชิด ถ้าไม่มีให้ใช้กระดาษหรือใช้อุ้งมือผู้ป่วยปิดโดยไม่กด 
ลูกตาเพราะจะทำให้ตาพร่ามัวได้ 
1.3 ให้อ่านตัวเลขบนแผ่นป้ายตั้งแต่แถวที่ 1 โดยอ่านลงไปเรื่อยๆ 
ถ้าสายตาปกติจะอ่านได้ถึงแถวที่ 7 ให้ลงบันทึกในช่อง sc ) 20/20 หรือ 6/6 เป็นอันเสร็จสิ้นการวัดสายตาข้างนั้น 
ถ้าผู้ที่มีสายตาผิดปกติ มักจะอ่านตัวเลขในแต่ละแถวได้ไม่ถูกต้องทุกตัวโดยถ้าอ่านได้ถูก ต้องมากกว่าครึ่ง 
หนึ่ง ของแต่ละแถวให้อ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงแถวใดแถวหนึ่งที่อ่านผิดมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรืออ่านไม่ได้เลย 
ให้บันทึกผลตามตัวอย่าง เช่น ถ้าอ่านมาถึงแถวที่ 5 (ตัวเลขเศษส่วนจะเท่ากับ 20/40) ซึ่งมีจำนวนตัวเลขในแถว 
นี้ 6 ตัว ผู้ป่วยอ่านผิด 2 ตัว และเมื่อให้อ่านต่อไปในแถวที่ 6 ก็อ่านผิดมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรืออ่านไม่ได้ ให้บันทึก 
ว่า 20/40-2 แต่ถ้าอ่านตัวเลขแถวที่ 5 ได้ถูกหมดทุกตัว และสามารถอ่านแถวที่ 6 ได้เพิ่มอีก 2 ตัว ให้บันทึกว่า 
20/40+2 
2. วัดขณะมองผ่าน Pinhole หรือ c PH 
14 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
เมื่อผู้ป่วยอ่านด้วยตาเปล่าแล้ว แต่อ่านไม่ถึงแถวที่ 7 ขั้นต่อไปจึงให้ 
ผู้ 
ป่วยอ่านตัวเลขบนแผ่นป้ายโดยมองผ่าน pinhole (ยกเว้นในผู้ที่มีกำลัง 
สายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น และมีแว่นสายตาแล้วให้สวมแว่นอ่านได้เลย) 
ถา้ผูป้ว่ยสามารถอา่นตัวเลขไดเ้พิ่มขึ้น หรืออา่นไดถึ้งแถวที่ 7 แสดงวา่สายตาที่ 
ผิ 
ดปกตินั้นอาจเกิดจากกำลังสายตาผิดปกติ (refractive error) แต่ถ้ามอง 
ผ่าน pinhole แล้วยังเห็นไม่ชัด หรือมัวมากกว่าอ่านด้วยสายตาเปล่าแสดง 
ว่าเป็นโรคตาโรคใดโรคหนึ่ง 
ส ถ้ 
ผว 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 15 
ที 
1 
หไ 
ล 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
3. วัดขณะสวมแว่นตา 
สำหรับผู้ที่มีแว่นสายตาซึ่งจะต้องเป็นแว่นตาสำหรับมองระยะ 
ไกลเท่านั้นจึงจะใช้ได้ถ้าเป็นแว่นสำหรับอ่านหนังสือในบุคคลที่มีอายุ 40 ปี 
ขึ้นไป เรียกว่า presbyopia จะใช้ไม่ได้ เพราะเป็นแว่นที่ใช้มองระยะใกล้ 
เท่านั้น ซึ่งวิธีการวัดให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับวิธีวัดด้วยตาเปล่า เพียงแต่ให้ลง 
บันทึกในชอ่ง cc ถา้อา่นไดถู้กตอ้งจนถึงแถวที่ 1 ใหใ้ช pinhole วางตอ่หนา้ 
กระจกแว่นตาแล้วให้อ่านอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นบันทึกค่าที่วัดได้ในช่อง c PH 
แต่ถ้าผู้ป่วยใส่เลนส์สัมผัส (contact lens) มาตรวจก็ให้วัดขณะที่ใส่เลนส์สัมผัสก่อนวัดด้วยตาเปล่า โดยวิธีการ 
เดียวกับการวัดขณะสวมแว่นตา หลังจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยถอดเลนส์สัมผัสออกแล้วกลับมาวัดในขั้นตอนแรก คือ 
มองด้วยตาเปล่า 
4. การเลื่อนระยะทาง 
กรณีที่ผู้ป่วยมีสายตาผิดปกติมากจนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นตัวเลขในแถวที่ 1 ได้ ให้ใช้วิธีเลื่อน 
ระยะทางเข้าไปใกล้ผู้ป่วยโดยใช้ อี-เกมส์ (E-game) ครั้งละ 5 ฟุต โดยผู้วัดถือ อี-เกมส์ ซึ่งมีค่าเท่ากับตัวเลขแถว 
ที่ 1 คือ 20/200 ยืนหา่งจากผูป้ว่ยในระยะ 
15 ฟุต 10 ฟุต หรือ 5 ฟุต ระยะใดระยะ 
หนึ่ง ถ้าผู้ป่วยบอกได้ถูกต้องว่าขาตัวอีชี้ 
ไปทิศทางใดถูกต้องทั้ง 4 ทิศทาง คือ บน 
ล่าง ซ้าย ขวา 
5 ใื้ 
5. การใช้มือ 
ถ้าผู้ป่วยเลื่อนระยะทางเข้าไป 15 ฟุต แล้วยังไม่สามารถอ่านแผ่นป้ายได้ ให้ผู้วัดชูมือขึ้นในระดับ 
สายตาผู้ป่วยโดยทดสอบให้นับนิ้วมือสลับกันหลายๆ ครั้ง ในระยะ 3 ฟุตถ้านับถูกต้องบันทึกว่า Fc 3 ft (Finger 
count 3 feet) ถ้านับไม่ได้ให้เลื่อนระยะเข้าไปเป็น 2 ฟุต และ 1 ฟุต ตามลำดับให้บันทึกว่าเป็น Fc 2 ft หรือ 
Fc 1 ft 
ถ้านับนิ้วมือไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นโบกมือผ่านด้วยตาผู้ป่วยช้าๆ ทำซ้ำๆ หลายครั้ง ถ้าบอกได้ถูกต้อง 
ว่ามีมือโบกผ่านไปมาให้บันทึกว่าเป็น H.M (Hand Movement) 
6. การใช้ไฟฉาย 
ถ้าผู้ป่วยไม่เห็นนิ้วมือ ให้ใช้ไฟฉาย ต้องระวังปิดตาอีกข้างให้สนิท และส่องไฟที่ตาผู้ป่วยในทิศทาง 
ต่างๆ ถ้าสามารถเห็นแสง บอกทิศทางได้ถูกต้องให้บันทึก PJ (Projection of light) ถ้าบอกทิศทางของแสงไม่ 
ได้ให้บันทึก PL (Perception of light) ถ้าไม่เห็นแสงไฟเลยให้บันทึก NPL (No Perception of light) 
* ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์การวัดสายตามาตรฐานมี แผ่นตัวอีตัวใหญ่สุด เพียง 1 แผ่นเลื่อนระยะทางตามวิธี 
การเลื่อนระยะทาง หรือใช้วิธีนับนิ้วมือที่ระยะ 3 เมตรถูกต้อง จำนวน 3 ใน 5 ครั้ง ถ้านับไม่ได้ส่งต่อยังสถาน 
บริการสาธารณสุขที่มีศักยภาพในการตรวจคัดกรองและการรักษาต่อไป *
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
3. การตรวจคัดกรองทั่วไป และการตรวจเบื้องต้น 
1. การตรวจดูด้วยตาเปล่า เป็นการตรวจดูและสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้แก่ เปลือกตาบวม แดง หรือมี 
ตุ่มหนองหรือไม่ ปกติเปลือกตาจะคลุมกระจกตาส่วนบนประมาณ 1-2 มม. ส่วนล่างเสมอกับขอบ กระจกตา 
ล่างพอดี ขนตาปกติจะชี้ออก ตำแหน่งของลูกตา ควรมีขนาดเท่ากันสองข้างไม่โปน เยื่อบุตา ขอบเปลือกตา ถ้า 
ปกติจะผิวเรียบมันเห็นเงาสะท้อนของดวงไฟฉาย รูเปิดท่อระบายน้ำตาอยู่แนบชิดกับแอ่งน้ำตา ไม่มีรอยเปื่อย 
แตกบริเวณหางตา การกดถุงน้ำตา ถ้าปกติไม่มีหนอง น้ำตาเหนียวทะลักออกมาดังภาพแสดงความผิดปกติต่างๆ 
ต่อไปนี้ 
เปลือกตาบวม มีขี้ตา 
หนังตาบวมมีเลือดออกในเยื่อบุตา 
ลูกตาไม่เท่ากัน 
16 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ขนตาชี้เข้า 
ท่อน้ำตาบวม 
มีน้ำตาไหลตลอดเวลา
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
2. วิธีคัดกรองผู้ป่วยด้วยไฟฉาย ไฟฉายเป็นอุปกรณ์ที่หาง่าย สะดวกใช้ ราคาถูก แต่หากผู้ป่วย 
เป็นต้อกระจกไม่มากสามารถคัดกรองค่อนข้างยาก ควรใช้ไฟฉายที่รวมแสง ถ่านไม่อ่อน ส่องที่ตาตรวจดูความ 
ผิดปกติในลูกตา ส่วนหน้า ดังภาพแสดงความผิดปกติต่างๆ ข้างล่างนี้ 
เลือดออกช่องหน้าม่านตา 
กระจกตาขุ่น เลนส์ตาขุ่นและเลื่อนหลุด 
สิ่งสำคัญในการตรวจด้วยไฟฉายคือการตรวจลักษณะของรูม่านตา ขนาดปกติเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 17 
ต้อเนื้อ 
3 มิลลิเมตร ความไวของการตอบสนองต่อแสง และมุมม่านตา 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
มีสิ่งแปลกปลอมที่เยื่อบุตา 
มีหนองในช่องหน้าม่านตา 
ม่านตาผิดปกติ 
ภาพตาปกติ ภาพตาที่ได้รับอุบัติเหตุขนาดรูม่านตา 
ภาพการส่องตรวจมุมม่านตา
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
3. วิธีคัดกรองด้วยเครื่องมือ Direct ophthalmoscope 
วิธีการตรวจ ก่อนตรวจต้องอธิบายผู้ป่วยเพื่อขอความร่วมมือ สถานที่ควรอยู่ในห้องมืด ควรมี 
บุคคลที่สามอยู่ด้วยหากผู้ป่วยต่างเพศกัน นั่งหันหน้าเข้าหากัน ให้ผู้ป่วยมองตรงไปด้านหลังผู้ตรวจ ไม่จ้องไฟ 
ผู้ตรวจถือเครื่องมือ Direct ophthalmoscope ปรับกำลังเลนส์ให้เหมาะสมกับสายตา มองลอดรูไปยังรูม่านตา 
ของผู้ป่วย หากปกติจะเห็นเป็นสีส้มแดง ซึ่งเกิดจากการสะท้อนของจอประสาทตา (Retina) หากผู้ป่วยเป็น 
ต้อกระจกจะพบความขุ่นของรูม่านตาจะเป็นสีดำ เทาทึบตรงกลางวงแดงหรือไม่เห็นสีแดงเลย การตรวจวิธีนี้ 
ต้องมีความชำนาญพิเศษ และเข้าใจพยาธิสภาพของลูกตาส่วนหลังด้วย 
4. การวัดความดันตา สามารถวัดได้หลายวิธีด้วยกัน ได้แก่การใช้ Applanation และ Schiotz 
tonometer การใช้นิ้วมือคลำ Digital palpation ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่แม่นยำน้อยที่สุด โดยการให้ผู้ป่วย 
หลับตา ใช้ปลายนิ้วชี้กดเบาๆ ให้ออกแรงสะท้อน หากรู้สึกแข็งๆ ตึงๆ แสดงว่าความดันลูกตาสูง หากนิ่มๆ หยุ่นๆ 
แสดงว่าปกติ หากนิ่มมากกดยุบ แสดงว่าความดันลูกตาต่ำ 
18 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
Applanation Tonometer 
Schiotz Tonometer
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
5. การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อตา EOM (Extraocular Muscles) เป็นการตรวจการ 
ทำงานของกล้ามเนื้อตาที่ช่วยในการกลอกลูกตาไปในทิศทางต่างๆ โดยให้ผู้ป่วยมองตามการเคลื่อนไหวของนิ้วชี้ 
หรือปลายปากกา 
6. การตรวจ NPC (Near Point of Convergence) เป็นการตรวจดูการทำงานของตา 
2 ข้าง โดยให้ผู้ป่วยมองปลายปากกา ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นค่อยๆ เข้าใกล้ลูกตา ลูกตาดำ 2 ข้างจะเคลื่อน 
เข้าหากัน หากเบนออกหรือมีอาการปวดตาเมื่อเลื่อนเข้าใกล้ มากกว่า 8 ซม. ขึ้นไป แสดงว่าผิดปกติ ซึ่งจะพบ 
ในผู้ป่วยที่มักปวดตา ปวดศีรษะบ่อยๆ 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 19 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ภาพการตรวจกล้ามเนื้อตา 
ตำแหน่งทิศทาง ดังภาพ 
หากผิดปกติ ลูกตาจะไม่สามารถกลอกตามได้
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
และแนวทางการวินิจฉัยส่งต่อโรคตาเบื้องต้น 
โรคตาแดง 
โรคตาที่พบบ่อย... 
เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่ง 
พบความผิดปกติของตาที่เกิดการแดงของ 
เยื่อตา (conjunctiva) เป็นหลัก มีความ 
รุนแรงแตกต่างกันมากนับตั้งแต่น้อย 
จนกระทั่งมากถึงขั้นตาบอดได้ ในบางครั้ง 
อาการตาแดงอาจจะเป็นอาการแสดงแรกที่สำคัญของโรคทางกาย clinical 
practice guidline (CPG) เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้ดูแลผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น ตาแดงอาจจะเกิดได้จาก 
หลายสาเหตุทั้ง อุบัติเหตุ การติดเชื้อ การอักเสบ และความผิดปกติของหลอดเลือด การซักประวัติและการ 
ตรวจภายนอกของลูกตาโดยใช้ไฟฉายก็พอจะแยกเรื่องของอุบัติเหตุออกได้ เช่นอาจจะพบเศษผงที่ เยื่อตาขาว 
กระจกตา หรือ ด้านในของเปลือกตา ในส่วนของตาแดงจากสาเหตุอื่นจำเป็นต้องซักถามหารายละเอียดให้มากขึ้น 
เช่น 
ระยะเวลาที่มีอาการ 
การใช้เลนส์สัมผัส (contact lens), เครื่องสำอางทาเปลือกตา (mascara), การใช้ยา หรือ 
อุบัติเหตุที่ตา ทั้งนี้เพราะสิ่งแปลกปลอม เป็นสาเหตุหนึ่งของเยื่อตาอักเสบเรื้อรัง 
การติดเชื้อจากคนรอบข้าง เช่น ตาแดงจากเชื้อไวรัส 
มีอาการอย่างอื่นทางตาร่วมด้วย เช่น คัน ปวด แสบ มีขี้ตา ตามัว 
มีอาการหรือโรคอย่างอื่นทางร่างกายร่วมด้วย เช่น ไข้ หวัด ผื่น ไตวาย congestive cardiac 
failure, Reiter’s disease, polycythaemia, gout, rosacea 
มีประวัติการแพ้ ในบางครั้งอาจจะได้ประวัติ hay fever, หอบหืด ร่วมกับ เยื่อตาอักเสบจาก 
การแพ้ (allergic conjunctivitis) 
มีความเครียด ทั้งนี้เพราะบางครั้งที่มีความเครียด อาจจะทำให้ผู้ป่วยขยี้ตา 
ประวัติความผิดปกติของตาในครอบครัวและญาติพี่น้อง 
20 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
การตรวจตา การวัดระดับสายตา จะช่วยในการวินิจฉัย ถ้าผู้ป่วยมีสายตาแย่ลงบ่งชี้ว่าน่าจะมีความผิดปกติ 
ที่รุนแรง เช่น ความผิดปกติของกระจกตา ช่องหน้าลูกตาอักเสบ ต้อหิน อาการปวดก็มีความสำคัญ โดยปกติ 
เยื่อตาอักเสบมักจะไม่ปวดมาก ในขณะที่โรคของกระจกตา และ ม่านตาอักเสบจะปวดมาก การดูลักษณะ 
ของตาแดงก็มีความสำคัญ เช่น 
diffuse conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงทั่วๆ ไปโดยจะจางลงบริเวณรอบๆ 
กระจกตา 
localized conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงเฉพาะที่ของเยื่อตา 
ciliary conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงบริเวณรอบๆ กระจกตา โดยจะจางลง 
เมื่อออกห่างกระจกตา 
mixed conjunctival injection มีลักษณะของ diffuse conjunctival injection ร่วมกับ 
ciliary conjunctival injection 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 21 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
เยื่อตาอักเสบ 
คือ การอักเสบของเยื่อตาทำให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดเยื่อตาจึงบวมและสีแดงมากกว่าปกติ 
สาเหตุของเยื่อตาอักเสบ 
1. เชื้อไวรัส 2. เชื้อแบคทีเรีย 3. ภูมิแพ้ 4. สารเคมี 
เยื่อตาอักเสบแบบทันทีทันใด (เกิดอาการอย่างรวดเร็วภายใน 12 ชม.) 
Gonococcal conjunctivitis เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoea ซึ่งเป็น aerobic gram 
negative diplococcus เป็นการติดเชื้อที่มีความรุนแรง หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา 
ทำให้เกิดการทะลุและตาบอดได้ 
อาการและอาการแสดง 
มักเกิดทันทีหรือ ภายใน 2-3 วัน จนถึง 7 วัน 
หลังคลอด ตาบวมแดงสองข้าง มีหนองมาก 
เลือดออกใต้เยื่อตา พบ pseudomembrane 
และต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต 
ในรายที่รุนแรงอาจจะพบกระจกตาอักเสบ 
(keratitis), แผลที่กระจกตา กระจกตาทะลุ 
Newborns.stamford.edu
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 
ขูดเยื่อตา (conjunctival scraping) ส่งย้อมเชื้อ (Gram’s stain, Giemsa’s stain) ซึ่งจะพบ 
polymorphonuclear neutrophils, gram negative diplococcus และเพาะเชื้อใน 
chocolate, blood, thayer-martin media 
การรักษาพยาบาล 
เช็ดทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก หรือ 0.9% NSS 
ส่งพบจักษุแพทย์ทันที กรณีติดเชื้อรุนแรงอาจตาบอดได้ 
1. เยื่อตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส 
* เป็นการติดเชื้อฉับพลัน ระยะฟักตัว 2-4 วัน 
* ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสจากมือสู่ตา 
อาการและอาการแสดง 
- ตาแดง น้ำตาไหล เคืองตา 
- เป็นในตาหนึ่งข้างและลามมาตาอีกข้างใน 3-7 วัน 
- หนังตาอาจบวม ต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูโต 
- อาจลามเข้ากระจกตาทำให้ตามัวลง สู้แสงไม่ได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 
การรักษา 
รักษาตามอาการ จะหายเองภายใน 10-12 วัน 
ประคบเย็นโดยใช้ผ้าแห้งสะอาดห่อถุงใส่น้ำแข็งวางบนตาที่ปิดสนิท 
อาจจะให้น้ำตาเทียม หรือ vasoconstrictors/antihistamines ในกรณีที่มีตาแห้งหรือคันตา 
ยาหยอดตากลุ่ม สเตียรอยด์ จะไม่ใช้ในระยะแรก ยกเว้นรายที่มีอาการรุนแรงมากมีการ 
มองเห็นลดลง 
แนะนำผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา ใกล้ชิด หรือ ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ควรหยุดเรียน หรือ 
ว่ายน้ำ จนกว่าตาจะหายแดง 
22 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 23 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
การป้องกัน 
- แยกผู้ป่วยห่างจากผู้อื่นในระยะแพร่กระจายเชื้อ (7-14 วัน) 
- ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดล้างมือบ่อยๆ แยกของใช้ส่วนตัวกับผู้ป่วย 
- บุคลากรทางการแพทย์ล้างมือและทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังตรวจผู้ป่วย 
- อธิบายการดำเนินของโรคให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ 
2. เยื่อตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย 
เป็นตาแดงที่หายได้เอง ถ้าไม่รักษาอาจจะหายภายใน 10-14 วัน แต่ถ้ารักษาจะหายภายใน 1-3 วัน 
ยกเว้น staphylococcal conjunctivitis การอักเสบอาจจะพบได้มากบริเวณหัวหรือหางตาเรียกเป็น angular 
conjunctivitis โดยทั่วไปมักจะเป็น 2 ตา 
อาการและอาการแสดง 
เปลือกตาบวม มีคราบขี้ตา ขี้ตาเป็นหนองทำให้ 
เปิดตาลำบากในตอนเช้า เยื่อตาบวม, papillae เลือด 
ออกใต้เยื่อตา 
อาการและอาการแสดง 
- แสบร้อนในตา ขี้ตาเป็นมูก ตาแดง สู้แสงไม่ได้ 
- ขอบเปลือกตาแดง 
- เยื่อตาบวม พบ fine papillae บริเวณ lower tarsus 
- กระจกตาอาจจะพบ superficial peripheral keratitis 
ภาพจาก : www.varga.org 
การรักษา 
เช็ดทำความสะอาดเปลือกตาเอาขี้ตาออกไปโดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่น ในกรณีที่ความรุนแรงไม่มากอาจ 
จะใช้เพียงวิธีนี้อย่างเดียวก็หายเองได้ภายใน 3-5 วัน 
ยาปฏิชีวนะหยอดตา ความถี่ของการใช้ขึ้นกับความรุนแรงและเชื้อ 
ควรแนะนำเรื่องการป้องกันการกระจายของเชื้อ 
3. เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ 
Atopic keratoconjunctivitis ผู้ป่วยอาจจะมีประวัติของ atopic dermatitis ประวัติการแพ้อื่นๆ 
www.medscape.org
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
Vernal keratoconjunctivitis (Spring catarrh, 
warm weather conjunctivitis) เป็นลักษณะของภูมิแพ้ 
เรื้อรังเป็นๆ หายๆ เป็น 2 ตา หายเองได้ มักพบในเด็กผู้ชาย 
อายุน้อยกว่า 10 ปี พบเมื่ออยู่ในอากาศร้อนมากกว่าอากาศ 
เย็น 
อาการและอาการแสดง 
คันตามาก น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือน มีเศษผงในตา ขี้ตาเป็นมูกข้น 
เยื่อตาบวม, diffuse giant papillae (cobblestones) ที่เปลือกตาบน 
จุดขาวที่ด้านข้างกระจกตา เรียก Trantas’ dot 
ตรวจกระจกตาพบลักษณะของ punctate epithelial keratitis, micropannus, epithelial 
macroerosion plaque, subepithelial scar, superficial corneal (shield) ulcer 
การรักษา 
ประคบเย็น 
การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมีความสำคัญโดยการหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ 
ยาหยอดตาสเตียรอยด์ สำคัญมากในการรักษา อาจจะต้องให้ทุก 2 ชั่วโมงใน 2-3 วันแรก เพื่อให้ 
อาการลดลงเร็วแล้วค่อยลดยาลง ต้องระวังผลแทรกซ้อนหากใช้เป็นเวลานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อหิน 
ยากลุ่ม mast cell stabilizers เช่น 2% sodium cromoglycate หยอดตาเป็นการป้องกัน 
ในรายที่เป็นน้อยอาจจะใช้ยานี้เพียงตัวเดียวก็ได้ 
ในกรณีรุนแรงให้ 5% acetylcystaeine, ยาหยอดตา cyclosporine A, debridement, 
lamellar keratectomy หรือ supratarsal injection of steroid 
24 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
Isoptik.com 
การรักษา 
กำจัดสิ่งที่แพ้ 
ประคบเย็นจะช่วยลดอาการคัน 
ยาหยอดตา เช่น vasoconstrictor/antihistamine, สเตียรอยด์อย่างอ่อน รับประทาน antihistamine
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
maketownoptical.com.au 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 25 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ต้อหิน 
เป็นความผิดปกติของเส้นประสาทตา โดยมีลักษณะขั้วประสาทตาฝ่อและมีการสูญเสียลานสายตา 
ร่วมด้วย 
ชนิดของต้อหินที่พบบ่อย 
1. ต้อหินมุมปิด 
2. ต้อหินมุมเปิด 
3. ต้อหินความดันตาปกติ 
4. ต้อหินแต่กำเนิด 
อาการและอาการแสดง 
- ปวดตาและปวดศีรษะ (อาการมากในต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน) 
- ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ 
- ความดันลูกตาสูง 
- ม่านตาตอบสนองต่อแสงลดลง รูม่านตาไม่กลมเหมือนปกติในคนไข้ที่ม่านตายึดติดกับถุงหุ้มแก้วตา 
ปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน 
- ความดันลูกตา 
- พันธุกรรม 
- โรคทางระบบหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาลดลง 
- อายุมาก โอกาสเป็นต้อหินสูง 
- โรคทางกาย เช่นการหยุดหายใจขณะนอนหลับ 
- อุบัติเหตุทางตา 
- ยาบางชนิด 
- โรคทางตาบางชนิด เช่น ต้อกระจก 
การวัดความดันลูกตา 
* Identation tonometry วัดด้วย schiotz tonometer 
* Applanation tonometry 
* Non-contact tonometry วัดโดยไม่มีการสัมผัสลูกตา ใช้แรงลมพุ่งไปที่กระจกตา 
* ต้อหินมุมปิดชนิดฉับพลันเป็นภาวะเร่งด่วนทางตาโรคหนึ่ง 
* การรักษาที่ช้าไปอาจทำให้ผู้ป่วยตาบอด
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การป้องกัน 
การรักษา 
* รักษาโดยการใช้ยา 
* รักษาโดยการยิงแสงเลเซอร์ 
* รักษาโดยการผ่าตัด 
* ตรวจตาสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 
* ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ 
* ควบคุม รักษา โรคประจำตัวทางร่างกายและทางตา 
* ป้องกันดวงตาจากอุบัติเหตุ เช่น ใส่แว่นป้องกันขณะทำงาน สวมหมวกนิรภัยที่ปกป้องดวงตาได้ใน 
ขณะขับขี่จักรยานยนต์ 
ม่านตาอักเสบ (Uveitis) 
คือ การอักเสบของ Uvea ซึ่งประกอบด้วยม่านตา (Iris) ซิรีอาลีบอดี (Ciliary body) คอรอยด์ 
(Choroid) Anterior uveitis คือ การอักเสบของม่านตา และ/หรือ มีการอักเสบของ Ciliary body ร่วมด้วย 
สาเหตุของการเกิดโรค 
Δ การติดเชื้อ เช่น ซิฟิลิส วัณโรค ไวรัส เชื้อรา พยาธิ 
Δ การอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันร่างกายผิดปกติ สิ่งแปลกปลอม 
ในร่างกาย 
Δ ไม่ทราบสาเหตุ 
26 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
อาการและอาการแสดง 
* ปวดตา ตามัว กลัวแสง 
* น้ำตาไหล 
* ตาแดงรอบกระจกตา (Ciliary injection) 
เซลตกตระกอน ที่ช่องหน้าม่านตาหรือเกาะที่ 
กระจกตา 
* รูม่านตาผิดรูป 
อาการต่อไปนี้ให้คิดถึงโรคต้อหินมุมปิดฉับพลัน 
ตามัวฉับพลัน 
ปวดตามาก 
ตรวจพบตาแดงรอบกระจกตา 
ความดันลูกตาสูง 
ส่งพบจักษุแพทย์ทันที
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
“เมื่อพบคนไข้แผลที่กระจกตา 
ควรส่งพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อตรวจ 
หาเชื้อ โดยการขูดกระจกตาสง่เพาะเชื้อ” 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 27 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
แผลกระจกตา (Corneal ulcer) 
สาเหตุ 
มีบาดแผล หรือแผลติดเชื้อจากสาเหตุต่างๆ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า วัสดุ สิ่งสกปรกต่างๆ เข้าตา การใช้ 
เลนส์สัมผัส อุบัติเหตุ โรคของกระจกตา อาจจะเกิดจาก เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ หรือเกิดจากสารเคมี 
ก็ได้ที่นี้ เชื้อส่วนใหญ่จะทำให้เกิดแผลที่กระจกตาจะต้องมีการสูญเสียของชั้น epithelium แต่มีเชื้อโรคบางชนิด 
ที่ผ่าน epithelium ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการหลุดลอกของชั้น epithelium เช่นเชื้อ Neisseria gonorrhoeae, 
Corynebacterium diphtheriae, Listeria spp., Haemophilus spp. 
อาการและอาการแสดง 
ปวดตา น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ขี้ตาเป็นหนอง สายตาแย่ลง 
เปลือกตาบวม 
เยื่อตาแดงรอบกระจกตา (ciliary injection), บวม 
ส่วนใหญ่พบ papillae ที่เยื่อบุเปลือกตามากกว่า follicles 
กระจกตาพบมีแผลที่ชั้น epithelium, มี infiltrate ในชั้น stroma อาจจะเป็นสีเทาขาว และ 
มีเนื้อตายติดอยู่ กระจกตาบวมในตำแหน่งของแผล 
ช่องหน้าลูกตามีเซลล์และโปรตีน ถ้ามากอาจเห็นเป็นหนอง (hypopyon) 
การตรวจเพิ่ม 
ขูดขอบแผลส่งย้อม Gram stain, Giemsa stain, KOH,ส่งเพาะเชื้อ 
Corneal biopsy โดยจักษุแพทย์ในกรณีที่มีปัญหาในการวินิจฉัย 
การรักษา 
บรรเทาอาการปวดตาและกลัวแสง โดยการใช้ยาขยายม่านตา 
ควบคุมการอักเสบโดยยาสเตียรอยด์และNSAIDs 
รักษาสาเหตุ เช่น ยาฆ่าเชื้อไวรัส ยาต้านวัณโรค 
สำหรับแพทย์ทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ควรส่งตัวผู้ป่วยทุกคนที่มา 
ด้วยอาการตาแดงรอบกระจกตา (Cliary injection) ซึ่งเป็นตาแดงที่มีความเสี่ยงสูง(High risk red eye) 
พบจักษุแพทย์
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การรักษา 
เริ่มรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหยอดตา ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ครอบคลุมเชื้อหลายชนิด (combined broad-spectrum 
1 ชั่วโมงก่อนและเมื่อได้ผลค่อยลดลง ห้ามใช้สเตียรอยด์ 
Cycloplegics หยอดตาเช่น atropine วันละ 2 ครั้ง เพื่อ ลดอาการปวดจาก ciliary spasm และ 
ป้องกันการเกิด posterior synechiae 
การป้องกัน 
- รักษาโรคของผิวตาที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ตาแห้ง หลับตาไม่สนิท ขนตาเก 
- แนะนำการใช้เลนส์สัมผัสอย่างถูกวิธี 
- สวมแว่นป้องกันขณะทำงานหรือเล่นกีฬา 
- สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนต์ 
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ขาดสารอาหาร เบาหวาน 
- ให้ยาปฏิชีวนะหยอดในผู้ป่วยที่มีรอยถลอกของกระจกตา จากการได้รับบาดเจ็บ ส่งพบจักษุแพทย์ 
ทันทีในกรณี ที่รอยถลอกกลายเป็นแผลที่กระจกตา 
ต้อเนื้อ 
antibiotic) ให้ถี่มากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของแผลโดยทั่วไปจะเริ่มให้หยอดทุก 
เกิดจากความเสื่อมของเยื่อตา ตรวจพบเส้นเลือดและเยื่อตาหนาตัวขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือปีกนก 
คลุมกระจกตา ไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่นอน พบมากในประเทศแถบศูนย์สูตร 
อาการ 
แสบ เคืองตา ไม่มีอาการรุนแรงหรืออันตราย 
28 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ภาวะแทรกซ้อน 
* ตาแห้งจากการกระจายตัวของน้ำตา 
ผิดปกติ 
* บบังตา ทำ 
ให้การมองเห็นลดลง และ 
มีภาวะสา 
ยตาเอียง 
การรักษา 
* ให้น้ำตาเทียม ในผู้ป่วยที่มีอาการตาแห้ง 
* ยาแอนตี้ฮีสตามีนชนิดหยอดเช่น Hista-oph ED หากมีอาการตาแดง คัน เคืองตามาก 
* ส่งพบจักษุแพทย์กรณีอาการไม่ดีขึ้นหลังได้ยาหยอด หรือผู้ป่วยต้องการผ่าตัด
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 29 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ตารางที่ 3 ความแตกต่างของโรคตาแดงที่สำคัญ 
อาการและอาการ 
แสดง 
เยื่อตาอักเสบ ช่องหน้าลูกตา 
อักเสบ ต้อหินเฉียบพลัน กระจกตาถลอก 
เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ภูมิแพ้ 
อุบัติการณ์ พบบ่อย มาก พบบ่อย มาก พบบ่อย มาก พบบ่อย พบบ่อย พบบ่อย 
อาการไม่สบายตา เหมือนมีเม็ดทราย 
ในตา 
เหมือนมีเม็ดทราย 
ในตา 
คัน ปวด สู้แสงไม่ได้ ปวด สู้แสงไม่ได้ ปวด สู้แสงไม่ได้ 
ขี้ตา หนอง มีคราบติด 
ที่ขนตา 
น้ำ เมือก น้ำตา น้ำตา น้ำตา 
การมองเห็น ปกติ ปกติ ปกติ มัวเล็กน้อย มัวมาก มักจะมัว 
รูม่านตา 
ปกติ ปกติ ปกติ เล็ก ไม่ตอบสนอง 
โตปานกลาง 
ปกติ 
ตอบสนองต่อแสง 
ต่อแสง 
ไม่ตอบสนองต่อแสง 
ขนาดของรูม่านตา ปกติ ปกติ ปกติ เล็ก โตปานกลาง ปกติ 
ลักษณะแดง 
ทั่วไป 
ทั่วไป 
ทั่วไป 
รอบกระจกตา 
ทั่วไปหรือ 
ของเยื่อตา 
(diffuse) 
(diffuse) 
(diffuse) 
(ciliary) 
รอบกระจกตา 
ทั่วไปหรือรอบ 
กระจกตา 
กระจกตา ใส ใส ใส มีเซลติด 
กระจกตาด้านใน 
บวม ขุ่น ติดสีฟลูออเรสซิน 
ความดันในลูกตา ปกติ ปกติ ปกติ มักจะต่ำ สูง ปกติ 
ช่องหน้าลูกตา ปกติ 
ปกติ 
ปกติ มีเซลหรือ 
โปรตีนมาก 
ตื้น ปกติ 
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด 
การมองเห็นลดลง และมีภาวะสายตาเอียง 
เคืองตามาก 
เพื่อความสวยงาม 
การป้องกัน 
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหรือสิ่งระคายเคืองที่อาจเป็นสาเหตุ ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ลม 
ฝุ่น ควัน อากาศแห้ง
30 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
Ÿœ£¼¤·š¸É 1 „µ¦ª·œ·‹Œ´¥­µÁ®˜»…°ŠÃ¦‡˜µÂ—Š 
Ÿ¼ožiª¥˜µÂ—Š 
ž¦³ª´˜· 
„µ¦˜¦ª‹¦nµŠ„µ¥ 
˜¦ª‹ conjunctival injection 
Diffuse injection Localized injection Ciliary injection or mixed injection 
˜¦ª‹®œ´Š˜µ Flourescein stain 
Ÿ·—ž„˜· ž„˜· Subconjunctival haemorrhage ˜·—­¸ Ťn˜·—­¸ 
Conjunctival reaction Pinguecular 
Pterygium ˜¦ª‹¦¼¤nµœ˜µ 
follicles papillae gant papillae Episcleritis 
Blephritis 
Trichiasis ¤¸…¸Ê˜µ Dry eye - Vernal Corneal abration ¦¼¤nµœ˜µÁ¨È„ ¦¼¤nµœ˜µ…¥µ¥ 
Entropion Bacteria - ¡oÁ¨œ­r­´¤Ÿ´­, Corneal ulcer 
Ectropion …¸Ê˜µÁž}œÁ¤º°„ œÊε ˜µÂ®oŠ etc Å®¤, ˜µž¨°¤ HSK 
Molluscum Keratoconjunctivitis Anterior uveitis Acute glaucoma 
contagiosum Chlamydia Virus Medication Corneal dystrophies 
Lagophthalmos Keratoconjunctivitis Corneal degeneration 
HSK = Herpes simplex keratitis
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
สาเหตุของอาการตามัว 
การหักเหของแสงผิดปกติ เชน่ สายตาสั้น สายตายาว 
(การมองเห็นมักจะดีขึ้นเมื่อวัดสายตาโดยมอง 
ผ่านรูขนาดเล็ก) 
ทางผ่านแสงของลูกตามีความขุ่น เช่น แผลเป็น 
ที่กระจกตา ต้อกระจก 
จอตาหรือระบบประสาทตาผิดปกติ 
ตาขี้เกียจ 
ความผิดปกติทางจิตเวช 
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก 
โรคทางกาย เช่นเบาหวาน 
ยาสเตียรอยด์ 
อุบัติเหตุที่ตา 
การได้รับรังสี 
โรคทางพันธุกรรม 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 31 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ต้อกระจก 
หมายถึง ภาวะที่แก้วตาขุ่น พบความชุกของโรคมากในกลุ่มผู้สูงอายุ อาการสำคัญ คือ การมองเห็น 
ลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอาการเจ็บตา 
การรักษาต้อกระจก 
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาต้อกระจกให้หายได้ 
ในระยะเริ่มต้นของโรค การวัดสายตาและใส่แว่นตา ทำให้มองเห็นชัดขึ้นได้ 
การผ่าตัด 
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดต้อกระจก 
การมองเห็นลดลง ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติได้ 
เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน 
ต้อกระจกบดบังการตรวจและรักษาโรคตาอื่น 
การป้องกัน 
ใส่แว่นกันแดด 
การใช้ยาหยอดและวิตามินบางชนิดอาจชะลอการเกิดต้อกระจกได้ แต่ผลไม่ดี
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การบาดเจ็บทางตา 
การบาดเจ็บทางตาแบ่งเป็น 2 ชนิด 
การบาดเจ็บที่ไม่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 
การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 
การบาดเจ็บที่ไม่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 
- เลือดออกใต้เยื่อตา 
- เยื่อตาฉีกขาด 
- กระจกตาถลอก 
- เลือดออกในช่องหน้าม่านตา 
- สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา 
การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 
- กระจกตาฉีกขาด 
- ตาขาวฉีกขาด 
32 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา 
่ ใื้่ 
เลือดออกใต้เยื่อบุตาิี่ื่ื 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา 
* มักเกิดจากการทำงานหรือจากการกระเด็นและปลิวของสิ่งแปลกปลอมเข้าตา 
* ปวดตา เคืองตา แพ้แสง น้ำตาไหล ตาแดง ตามัว 
- ล้างสิ่งแปลกปลอมด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่มีขนาดเล็กและหลุดออกได้ง่าย 
- เขี่ยสิ่งแปลกปลอมด้วยไม้พันสำลีหลังหยอดยาชา ให้ใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ หากเขี่ยออก 
ไม่ได้ควรส่งจักษุแพทย์ 
- ส่งผู้ป่วยพบจักษุแพทย์ กรณี ตามัวลง ปวดตามาก ขี้ตาเยอะขึ้น หรือสงสัยมีการฉีกขาดของลูกตา 
ในกรณีผู้ป่วยให้ประวัติ เคืองตาเวลากะพริบตาควรตรวจหาสิ่งแปลกปลอม โดยการเปิดหนังตาล่างและ 
พลิกเปลือกตาบนทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่ 
ภาพการพลิกเปลือกตา ภาพการล้างตาในผู้ป่วยสารเคมีเข้าตา 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 33 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
อาการ 
การรักษา 
กระจกตาถลอก 
สาเหตุ ขยี้ตาอย่างรุนแรง หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือกระทบตา 
อาการ เคืองตา น้ำตาไหล ลืมตาไม่ขึ้น อาจมีตามัว กระจกตาด้าน 
ไม่เป็น มันวาว 
Emedicine.medscape.com 
การรักษาพยาบาล 
- พบเห็นสิ่งแปลกปลอมให้เขี่ยออก 
- ให้ยาปฏิชีวนะ ปิดตาแน่น นัดตรวจวันรุ่งขึ้น หากไม่ดี ส่งพบจักษุแพทย์
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
เลือดออกในช่องหน้าม่านตา 
การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 
สิ่งที่อาจตรวจพบ 
รอยฉีกขาดที่กระจกตา หรือตาขาว มีเนื้อเยื่อสีน้ำตาลยื่นออกมา 
มีน้ำใสๆ ไหลจากรอยแผลที่ตา 
รูม่านตาไม่กลม 
ช่องหน้าม่านตาตื้น 
การรักษาพยาบาล 
- ห้ามล้างตา ห้ามป้ายตาหรือ หยอดตา ระวังไม่ให้มีแรงกดตาของผู้ป่วย พยายามไม่เปิดตาตรวจบ่อยๆ 
- ปิดฝาครอบตา ป้องกันการขยี้ตา “ห้ามปิดตาด้วยก๊อซหรือปิดตาแน่นเด็ดขาด” 
- ให้งดน้ำอาหารตั้งแต่แรกพบผู้ป่วย จนถึงส่งต่อจักษุแพทย์ 
สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติในผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บทางตา 
การซักประวัติ 
- เกิดจากอะไร - ประวัติโรคทางตา 
- เกิดขึ้นอย่างไร - ประวัติโรคประจำตัว 
- เกิดขึ้นเมื่อใด - ประวัติการได้รับวัคซีน 
- อาการหลังได้รับอุบัติเหตุ - ประวัติการรับประทานอาหารครั้งสุดท้าย 
34 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
สาเหตุ อุบัติเหตุโดนกระทบกระแทกจากของแข็ง 
อาการ เลือดออกในช่องหน้าม่านตา ตามัว 
การรักษาพยาบาล ครอบตา ให้นอนพักศีรษะสูง ห้ามออกแรงหรือ 
เคลื่อนไหว เพื่อป้องกันเลือดออกมากขึ้น และส่งพบจักษุแพทย์ทันที 
สาเหตุ โดนตีหรือกระแทกบริเวณตาด้วยของแหลม 
อาการ ปวด มักเป็นตาเดียว สายตาเลวลง ลูกตามีบาดแผลฉีกขาด 
แทงทะลุ มีม่านตาสีดำมาอุดบริเวณบาดแผล 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 35 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
การป้องกัน 
- สวมแว่นป้องกันขณะทำงานหรือเล่นกีฬา 
- สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนต์ 
เปลือกตาฉีกขาด 
การรักษาพยาบาล 
- ล้างตาทันทีด้วย 0.9% NSS หรือน้ำสะอาดปริมาณมากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรทันที เพื่อลดปริมาณ 
ความเข้มข้นและความรุนแรงของสารเคมี ห้ามล้างตาด้วยน้ำคลอง 
- ทดสอบความเข้มข้นของกรดด่าง และล้างตาจนกระทั่งค่า pH น้อยกว่า 7.5 และส่งพบจักษุแพทย์ 
ภายหลังล้างตาเสร็จแล้ว 
สาเหตุ จากโดนสารเคมีเข้าตา 
อาการ เจ็บปวด อาจตามัวทันที ตาแดงแสบเคืองตา 
กระจกตาขุ่น 
สารเคมีเข้าตา 
สาเหตุ จากการโดนกระทบกระแทกด้วยของมีคม 
อาการ เจ็บปวดบริเวณเปลือกตา เปลือกตาฉีกขาดจนถึง 
ขอบ อาจมีตาแตก ตาทะลุ หรือมีเลือดออกในช่องหน้าม่านตา 
การรักษาพยาบาล 
- ทำความสะอาดเปลือกตาเบาๆ ปิดตาไม่แน่นมากเพื่อห้ามเลือด ครอบฝาครอบ และส่งพบจักษุแพทย์
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
โรคเยื่อตาแห้งจากการขาดสารอาหาร (Xerophthalmia) 
เป็นโรคที่สำคัญในชุมชนที่ทำให้เด็กต้องเสียตาไปตั้งแต่เล็ก 
สาเหตุ 
Optometrist.com.au 
เกิดจากขาดวิตามิน A พบในเด็กหลังมีไข้หรือท้องเดินนานๆ หรือผู้ใหญ่ที่เป็นโรคตับ 
อาการ 
- ตามัวมองไม่เห็นตอนกลางคืน เยื่อตาแห้งจะเห็นเป็นเกล็ดกระดี่บนตาขาว มีลักษณะเป็นเงา 
สีเงินเหลือง มักพบที่มุมตาด้านนอก ซึ่งเรียกว่า Bitot’s spot ถ้ารักษาในระยะนี้จะแก้ได้ทัน 
- ในเด็กเล็กจะตรวจพบเมื่อมีอาการอ่อนตัวของแก้วตาดำแล้ว ซึ่งมักมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย เด็กจะมี 
หนังตาบวม ปิดแน่น ไม่ยอมลืมตา 
การรักษา 
1. กินอาหารที่มีวิตามิน A เช่น ผักสด ฟักทอง ไข่ไก่ และจ่ายน้ำมันตับปลาให้กินเป็นเวลาติดต่อกัน 
1 เดือน 
2. ในรายที่มีอาการอ่อนตัวของแก้วตาดำแล้ว ให้ส่งต่อแพทย์ 
3. ในเด็กที่มีอาการติดเชื้อร่วมด้วย ห้ามใช้แรงเปิดหนังตา เพราะแก้วตาดำอาจแตกทะลุได้ 
ให้ส่งต่อแพทย์ทันที 
36 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
เป็นโรคติดต่อเรื้อรังชนิดหนึ่ง ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุตา เกิดรอยแผลเป็น จากการที่มีแผลเป็น 
ก็จะดึงรั้งเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน ทำให้ขนตาทิ่มกระจกตาจนเกิดแผล กระจกตาดำขุ่นมัวจนทำให้ตาบอดได้ 
รูปแสดง : เปลือกตาบนอักเสบเห็นเป็นตุ่มๆ รูปแสดง : เปลือกตาบนเกิดพังผืด 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 37 
โรคริดสีดวงตา (Trachoma) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
สาเหตุ 
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Chlamydia trachomatis พบมากในแถบประเทศแอฟริกา ตะวันออกกลาง 
เอเชียใต้ ในประเทศไทยพบบริเวณเขตแนวชายแดน 
อาการ 
- คันตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตา บางคนอาจรู้สึกคล้ายมีผงอยู่ในตา ทำให้เคืองตา เป็นๆ หายๆ 
- พลิกหนังตาบนดู จะพบเป็นตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุตา (Follicle และ Papillae) 
- แผลเป็นที่เยื่อตาของเปลือกตาบน การมองเห็นอาจมัวลงได้ 
- หลุมขนาดเล็ก รอบกระจกตา (Herbert’pit) 
- เกิดหลอดเลือดและพังผืดงอกเข้ากระจกตา (Pannus) 
- ขนตาเกและหนังตาม้วนเข้า (Trichiasis and Entropion) 
การรักษา 
* ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น Tetracycline หรือ Doxycycline 
* Erythromycin หรือ Azithromycin 
ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคริดสีดวงตา ดังนั้นวิธีป้องกันโรคริดสีดวงตา คือ 
1. รักษาความสะอาดของใบหน้าเสมอ โดยเฉพาะในเด็กๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงตอมตา ซึ่งเป็น 
ทางติดต่อและแพร่กระจายโรคได้ทางหนึ่ง 
2. กำจัดแมลงวัน โดยการกำจัดขยะให้ถูกวิธี และไม่ทิ้งขยะใกล้บ้าน 
3. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว 
4. ใช้น้ำสะอาด และมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอในกิจวัตรส่วนตัว 
กรณีที่ต้องได้รับการส่งตัวอย่างเร่งด่วน ควรเน้นให้เห็นความสำคัญและความรุนแรงของโรคเพื่อให้ 
มาพบจักษุแพทย์อย่างทันท่วงที 
กรณีผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรงควรวินิจฉัยว่ามีปัญหาระบบอื่นที่ควรได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน 
ก่อนที่จะส่งต่อด้านจักษุด้วย เช่น ระบบทางสมอง การหายใจ หัวใจ เป็นต้น
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
หัตถการ...ที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา 
หัตถการที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา เป็นสิ่งจำเป็นที่บุคลากรทางสาธารณสุขต้องปฏิบัติและให้คำแนะนำต่อ 
ผู้ป่วยอุบัติเหตุทางตาได้ถูกต้องและปลอดภัย ได้แก่ 
1. การปิดตาธรรมดา (Eye pad) 
วัตถุประสงค์ 
* เพื่อดูดซับเลือดและสารคัดหลั่ง (Discharge) ในรายที่ทำการผ่าตัด 
* เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักสายตา 
* เพื่อช่วยลดอาการระคายเคือง 
* ปิดตาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะสายตาขี้เกียจ (Amblyopia) 
ภาพ : แสดงการปปิดิตาธรรมดา ภาพ : แสดงการปิดิตาใในเด็็ก Amblyopia 
เครื่องมือเครื่องใช้ 
1. ผ้าปิดตาปลอดเชื้อ (Sterile eye pad) 1 ชิ้น 
2. พลาสเตอร์ชนิดบาง กว้าง ½ นิ้วตัดยาว 5 นิ้ว 2 เส้น 
38 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ภาพ : แสดง Micropore / Transpore ขนาด ½ นิิ้้ว 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 39 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
วิธีปฏิบัติ 
1. ตรวจสอบคำสั่งการรักษา เพื่อความถูกต้องตามแผนการรักษา 
2. ตรวจสอบชื่อผู้ป่วยให้ตรงกับ OPD Card พร้อมทั้งอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจกิจกรรมการพยาบาล 
วัตถุประสงค์ของการพยาบาล พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยขึ้นนอนบนเตียง 
3. ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 
4. บอกให้ผู้ป่วยหลับตา ปิด Eye Pad โดยวางด้านที่ไม่สัมผัสนิ้วมือลงบนเปลือกตาให้พอดีกับตา 
ข้างที่ต้องการปิด เพื่อป้องกันก๊อซขูดขีดบนกระจกตา 
5. ปิดพลาสเตอร์ให้ขนานกับดั้งจมูก หลีกเลี่ยงบริเวณมุมปาก โดยปิดจากหน้าผากลงมาโหนกแก้ม 
ปิดเป็นแนวขนานกันทั้ง 2 เส้น 
6. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงระยะเวลาเปิดตา ตามแผนการรักษาของแพทย์ 
2. การปิดตาแบบกดแน่น (Pressure patch) 
วัตถุประสงค์ 
เพื่อห้ามเลือด ลดการบวม ปวด การระคายเคืองจากแผลที่กระจกตา 
เครื่องมือเครื่องใช้ 
1. ผ้าปิดตาปลอดเชื้อ 1 ชิ้น 
2. ผ้าก๊อซขนาด 3x3 นิ้ว ปลอดเชื้อ 2 ชิ้น 
3. พลาสเตอร์เหนียวขนาด 1 นิ้ว ตัดยาว 5 นิ้ว 6 เส้น 
วิธีปฏิบัติ 
1. ตรวจสอบคำสั่งการรักษา เพื่อความถูกต้องตามแผนการรักษา 
2. ตรวจสอบชื่อผู้ป่วยให้ตรงกับ OPD Card พร้อมทั้งอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจกิจกรรมการ 
พยาบาล วัตถุประสงค์ของการพยาบาลพร้อมทั้งให้ผู้ป่วยขึ้นนอนบนเตียง 
3. ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 
4. บอกให้ผู้ป่วยหลับตา ปิด Eye Pad โดยวางด้านที่ไม่สัมผัสนิ้วมือลงบนเปลือกตา กรณีที่ 
แพทย์สั่งให้หยอดยา ป้ายยาให้ทำก่อนการวาง Eye Pad แล้วใช้ก๊อซ 2 ชิ้น วางซ้อนกัน 
บนก๊อซกดแน่นเล็กน้อย หรือคลี่ผ้าก๊อซให้หมดทั้ง 2 ชิ้นจับขยุ้มวางลงบน Eye Pad 
5. ใช้พลาสเตอร์ที่เตรียมไว้ปิดเรียงทีละเส้นให้คลุมทับ Eye Pad ทั้งหมดให้ปลายบนและ 
ล่างเรียงเป็นระเบียบสวยงาม
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
6. ทดสอบประสิทธิภาพการปิดตาแน่น โดยให้ผู้ป่วยลืมตาทั้ง 2 ข้าง ถ้าลืมไม่ได้แสดงว่าแน่น 
เพียงพอ 
7. อธิบายให้ผู้ป่วยปิดตาไว้ตามแพทย์สั่ง และสามารถเปิดตาได้เอง เมื่อครบเวลาเพื่อหยอดยา 
หรือมาตรวจในวันรุ่งขึ้นแล้วแต่กรณีแพทย์นัด 
ข้อห้ามในการปิดตาด้วยก๊อซทุกชนิด 
* ผู้ป่วยที่มี กระจกตาถลอกที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ 
* ผู้ป่วยแผลกระจกตาติดเชื้อ ตาติดเชื้อทุกชนิด 
* ภาวะลูกตาแตก หรือสงสัยว่ามีลูกตาแตก 
3. การครอบตา (Eye shield) 
วัตถุประสงค์ 
1. เพื่อป้องกัน Direct trauma ป้องกันการกระทบกระแทกโดยตรงที่ตาในผู้ป่วย 
หลังผ่าตัด ตาติดเชื้ออุบัติเหตุทางตา (ตาแตก) 
2. เพื่อลดปริมาณแสงที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองตาในผู้ป่วย Corneal ulcer 
3. เพื่อป้องกัน Trauma ซ้ำซ้อน และป้องกัน ไม่ให้ตา Expose มากเกินไป ในผู้ป่วย 
Eye injury ต่าง ๆ เช่น Rupture cornea, Rupture sclera, Rupture globe เป็นต้น 
เครื่องมือเครื่องใช้ 
1. ที่ครอบตา (Eye shield) 
2. พลาสเตอร์ชนิดบางขนาดกว้าง ½ นิ้วตัดยาว 5 นิ้ว จำนวน 2 เส้น 
40 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ภาพ : แสดงการปปิิดตาแน่่น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 41 
ภาพ : แสดง eye shield ที่มีอยู่และแบบที่ทำขึ้นเอง 
ภาพ : แสดงการครอบตาด้วย eye shield 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
วิธีปฏิบัติ 
1. การครอบ Eye shield 
ก่อนครอบควรจัดให้ขอบแนบพอดีกับส่วนโค้ง และส่วนเว้าบริเวณแก้ม หรือใบหน้า พลาสเตอร์ 
ทุกเส้นพับปลายบนลงมาเล็กน้อย เพื่อเป็นการจัดตำแหน่งของ Eye shield ให้พอดีกับ 
ส่วนเว้าบริเวณใบหน้า ขั้นตอนการปิดพลาสเตอร์ มีดังนี้ 
เส้นที่ 1 ปิดปลายบนลงหน้าผากโดยดึงปลายล่าง คาดไปตามโค้งของ Eye shield และ 
ผิวหลังด้านขมับปิดเลยลงไปจนทับโหนกแก้ม เพื่อเป็นการยึดติดระหว่างฝาครอบตา 
และผิวหนังบริเวณรอบตาของผู้ป่วย 
เส้นที่ 2 ปิดด้านสันจมูก ทำเช่นเดียวกับเส้นที่ 1 ให้พลาสเตอร์ขนานกัน 
หมายเหตุ 
1. ล้าง Eye shield ให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำเปล่า แล้วเช็ดให้แห้งก่อนใช้ครอบตาทุกครั้ง 
2. เปลี่ยนพลาสเตอร์เมื่อสกปรกหรือไม่เหนียว 
3. พับปลายด้านใดด้านหนึ่งของพลาสเตอร์ส่วนที่ปิดบริเวณหน้าผากเพื่อสะดวกในการดึง
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
การล้างตา 
วัตถุประสงค์ เพื่อความสะอาดปราศจากคราบน้ำตา ขี้ตาหรือน้ำหนอง ล้างพิษจากสารเคมี หรือ 
สิ่งแปลกปลอม รวมถึงทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวด อันเนื่องจากการอักเสบ 
(Inflammation) 
เครื่องมือเครื่องใช้ 
1. ถาดสี่เหลี่ยมสำหรับทำการพยาบาล 1 ใบ 
2. ชามรูปไตใหญ่ 1 ใบ เล็ก 1 ใบ 
3. Set ล้างตา Sterile 1 set ได้แก่ Undine สำหรับล้างตา สำลี Sterile ใส่กระปุก 
4. ไม้พันสำลี Sterile (Applicator) 
5. ยาหยอดตา หรือ ป้ายตาตามคำสั่งแพทย์ (ดูจากแผ่นการ์ดยา) 
6. ผ้ายางรองใต้ศีรษะผู้ป่วยกันเปื้อน 
7. น้ำยาล้างตา 0.9% NSS 500 ซี.ซี.,1,000 ซี.ซี. 
8. อุปกรณ์ถ่างตา (Eye retracter) 
42 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ภาพ : แสดงอุปกรณ์ล้างตา 
ภาพ : แสดงการล้างตา (Eye irrigation) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 43 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
วิธีปฏิบัติ 
1. เตรียมเครื่องใช้ทั้งหมด ใส่ลงในถาดสี่เหลี่ยม ยกไปที่เตียงผู้ป่วย สะดวกและประหยัดเวลา 
2. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ 
3. จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงายราบไม่หนุนหมอน ศีรษะหันไปด้านปลายเตียง พยาบาลยืนเหนือศีรษะ 
ผู้ป่วยหันหน้าเข้าเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบาย สะดวก 
4. ใช้ผ้ายางรองใต้ศีรษะผู้ป่วย เพื่อป้องกันที่นอนเปียก ทำให้รู้สึกเย็น ไม่สุขสบาย 
5. เปิดห่อ Set ล้างตาไว้ให้เปิดได้สะดวก และเปิดขวดน้ำยาล้างตาไว้ ล้างมือ ทำความสะอาดมือ 
6. เท NSS ใส่ Undine จนเต็ม และให้สำลี 1 ก้อน อุดรูหูผู้ป่วยข้างเดียวกับตาที่จะล้าง เพื่อ 
กันน้ำเข้าหูขณะล้างตา 
7. หยิบชามรูปไตเล็กรองใต้หางตาผู้ป่วย โดยให้ส่วนเว้าของชามรูปไตกระชับ กับส่วนโค้งของ 
แก้มและขมับ เพื่อรองรับน้ำไหลออกมาขณะล้างตาบอกให้ผู้ป่วยถือชามรูปไตไว้จนกว่าจะ 
ล้างเสร็จ เพื่อป้องกันผ้าปูที่นอนเปียก 
8. ให้ผู้ป่วยเอียงหน้าลงทางด้านที่จะทำ การล้างเล็กน้อย หยิบสำลีมาถือในอุ้งมือซ้าย มือขวาถือ 
Undine เพื่อให้สะดวกในการล้างตาและน้ำที่ล้างตาไม่เปียกบริเวณใบหน้า 
9. ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ซ้ายค่อยๆ เปิด เพื่อให้ล้างตาได้สะดวกและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในตา 
ได้ออกมาขณะล้างตาหนังตาของผู้ป่วย โดยหัวแม่มือเปิดหนังตาบนและให้แรงกดอยู่บนคิ้ว 
นิ้วชี้ เปิดหนังตาล่าง และใช้แรงกดอยู่บนโหนกแก้ม 
10. ค่อยๆ เท 0.9% NSS ให้ไหลลงบนแก้มผู้ป่วยก่อน เป็นการเตือนให้รู้สึกตัว แล้วจึงเบนปลาย 
Undine ไปที่ตาผู้ป่วย ให้ปล่อย Undine อยู่ห่างจากตา 1-2 นิ้ว เทน้ำยาลงบนเยื่อตาบริเวณ 
หัวตา วนไปทางหางตา สอนให้ผู้ป่วยกลอกตาไปรอบๆ ตลอดเวลา เสร็จแล้วให้ผู้ป่วยหลับตา 
เพื่อให้ล้างตาได้สะอาดและผู้ป่วยเกิดความรู้สึกสบาย หลังการล้างตา 
11. ใช้สำลีในอุ้งมือซ้าย เช็ดบริเวณหนังตา จากหัวตาไปหางตา ถ้ามีขี้ตาติดค้างอยู่ ใช้สำลีเช็ด 
แล้วทิ้งลงในชามรูปไต สำลีก้อนหนึ่งเช็ดได้ครั้งเดียวและไม่นำมาเช็ดซ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ 
ปนเปื้อนจากบริเวณที่สะอาดไปยังบริเวณที่สกปรก 
12. เมื่อเช็ดแห้งดีแล้ว ยกชามรูปไตเล็ก เทลงในชามรูปไตใหญ่ ระวังอย่าให้มือถูกบริเวณที่เป็น 
รอยเทน้ำ มือจะสกปรก เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรค 
13. นำชามรูปไตเล็กกลับไปใช้ล้างตาอีกข้างหนึ่ง วิธีทำต่างๆ เหมือนที่กล่าวมาแล้ว (กรณีที่ล้างทั้ง 
2 ตา) 
14. หยอดหรือป้ายตาตามแผนการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา 
15. เก็บเครื่องใช้ให้เรียบร้อย เพื่อนำกลับไปทำความสะอาด และเก็บเข้าที่เพื่อนำไปใช้คราวต่อไป 
เพื่อให้การพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง 
16. เวลาล้างตา หยอดหรือป้ายตา ต้องทำอย่างเบามือ เพื่อความสุขสบายของผู้ป่วย
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ข้อควรระวัง 
1. ระวังอย่าให้น้ำพุ่งลงบนกระจกตาดำจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดตา 
2. ระวังอย่าให้ปลาย Undine แตะต้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของตาผู้ป่วย จะทำให้เกิดอันตราย 
และสกปรกได้ 
3. ล้างตาข้างที่สะอาดก่อนเสมอ 
4. ในเด็กเล็กต้องห่อตัวเด็กก่อนการล้างตา 
5. ห้ามล้างตาในผู้ป่วย Ruptured globe หลังผ่าตัดในลูกตาช่วงเดือนแรก 
6. ในกรณีที่ถูกสารเคมีเข้าตาต้องล้างด้วยน้ำเกลือจำนวนมากควรใช้น้ำเกลือขนาด 1,000 ml 
และต่อกับสายยางให้น้ำเกลือ (IV set) โดยแขวนขวดเช่นเดียวกับขวดน้ำเกลือ เมื่อเปิด 
Clamp ที่สายยาง น้ำยาจะไหลลงมาซึ่งใช้ล้างตาได้ตามวิธีเดียวกัน 
7. ล้างตา 15-30 นาที ใช้ 0.9% NSS อย่างน้อย 1 ลิตร พร้อมตรวจซ้ำว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดค้าง 
ในตาหรือไม่ ถ้าพบให้นำออกให้หมด 
8. หลังจากล้างตาเสร็จ 5-10 นาที ให้ทดสอบ pH และให้ล้างตาต่อจนกว่า pH จะเป็นกลาง 
หลักการใช้ยาหยอดตา 
ยาจะสามารถออกฤทธิ์ได้ดี 
เข้าถึงตำแหน่งที่ต้องการออกฤทธิ์ (reach its site of action) 
มีความเข้มข้นเพียงพอ (sufficient concentration) 
ความเข้มข้นของยา ขึ้นกับ 
ปริมาณยาที่ให้ 
ความสามารถในการดูดซึมยา (Absorption) 
การกระจายและการจับกับเนื้อเยื่อของยา (Distribution & Binding in tissue) 
การเปลี่ยนรูปแบบของยาภายในร่างกาย (Biotransformation) 
การกำจัดยาออกจากร่างกาย (Excretion) 
การใช้ยาหยอดและยาป้าย 
นิยมใช้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่อร่างกาย 
ยาเข้าถึงตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ได้ดี 
44 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 45 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ข้อจำกัดในการออกฤทธิ์ของยา 
1. ปริมาณยาที่ได้มีจำนวนน้อย 
conjunctival fornices (cul-de-sacs) มีปริมาตร 7-10 ไมโครลิตร แต่ยาหยอดตา 1 หยด 
มีปริมาตรถึง 50 ไมโครลิตร 
ยาบางส่วนระบายออกทาง lacrimal drainage system มี turn over rate 16% ต่อนาที 
2. การดูดซึมของยาผ่าน cornea และ conjunctiva 
ยาจะละลายในน้ำตาแล้วดูดซึมเข้าสู่ภายในลูกตา 
ผิวของ conjunctiva จะยอมให้ยาซึมผ่านได้ดีกว่าผิวของ cornea 
กดบริเวณหัวตาข้างนั้น ลดการระบายของยา และลดภาวะแทรกซ้อนในร่างกายจากการดูดซึมยา 
เข้าหลอดเลือดบริเวณเยื่อบุโพรงจมูก 
ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมของยา 
ความเข้มข้นของยา (drug concentration) 
ความสามารถในการละลายในไขมัน (lipid solubility) 
ความหนืดของยา (viscosity) : increase contact time 
Surfactant : barrier effect ลดลง 
Reflex tearing : ลด contact time 
การใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตา 
หยอดยาครั้งละ 1 หยดให้เข้าตา และใช้ยาป้ายเล็กน้อย (เท่าเมล็ดถั่วเขียว) 
ไม่ควรให้ปลายขวดยา หรือปลายหลอดยาสัมผัสกับขนตาหรือเปลือกตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 
เข้าไปในขวดยาหรือหลอดยา (โดยเฉพาะกรณีใช้ยาร่วมกัน) 
หลังจากหยอดยาให้หลับตานิ่งๆ ประมาณ 5 นาที ไม่ควรกะพริบตา 
หากต้องหยอดยาหลายตัวในเวลาเดียวกัน ให้หยอดห่างกันอย่างน้อย 5 นาที 
ยาป้ายตานิยมใช้ก่อนนอน เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้นาน แต่มักจะเหนียวเหนอะและทำให้ตามัว 
ชั่วคราว 
ถ้าต้องใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตาในเวลาเดียวกัน ให้ใช้ยาหยอดตาก่อน 
ยาหยอดตาและยาป้ายตาบางชนิด จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอ่านฉลากยาให้ละเอียด 
ยาหยอดตาชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย (non preservative) ควรใช้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ยาชาชนิดหยอดตา (Anesthetic drug) 
ใช้เพื่อระงับความรู้สึกที่ผิวตาก่อนทำการตรวจหรือทำหัตถการ 
แสบตาประมาณ 30-60 วินาทีและฤทธิ์ยาจะอยู่ประมาณ 15 นาที 
ผลข้างเคียง : เป็นพิษต่อผิว cornea ทำให้แผลที่ cornea หายช้า หรืออาจทำให้เกิดแผล 
ที่ cornea โดยไม่รู้ตัว 
ยากลุ่มนี้ได้แก่ 
0.5% Tetracaine hydrochloride (Tetracaine) 0.5% Proparacaine hydrochloride 
0.4% Benoxinate hydrochloride 
ยาหยอดตาทางจักษุ 
ยาปฏิชีวนะ : 
ใช้ในกรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรียของเปลือกตา เยื่อตา กระจกตา หรือในลูกตา 
- ยาเดี่ยว คือ ยาที่มีส่วนผสมตัวเดียว เช่น Chlor-Oph (อาจมีภาวะ กระดูกสันหลัง 
ไม่สร้างเม็ดเลือด), Cravit 
- ยารวม คือ ยาที่มีส่วนผสมหลายตัว เช่น Poly-Oph, Xanalin, Neosporin 
(ประกอบด้วย polymyxin B, neomycin, gramicidin) 
ยาแก้แพ้ชนิดหยอด : 
ใช้บรรเทาอาการเคืองหรือคันตา เช่น ภาวะภูมิแพ้ที่ตา ต้อลม/ต้อเนื้อ เยื่อตาอักเสบจากไวรัส เช่น 
- Hista-Oph 
- Opsil-A 
การใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้มีภาวะตาแห้งได้ 
น้ำตาเทียม : 
ใช้บรรเทาอาการเคือง ตาแห้ง ภาวะภูมิแพ้ ที่ตา ต้อลม/ต้อเนื้อ เยื่อตาอักเสบจากไวรัส 
- ชนิดที่มีสารกันเสีย เช่น Lac-Oph, Opsil tears, Tear naturale II, Natear 
- ชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย เช่น Tear naturale free, Cellufresh, Vislube 
46 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 47 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ยาสเตียรอยด์ : 
ใช้ลดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น หลังการผ่าตัดตา ภาวะภูมิแพ้ที่ตา 
ภาวะตาแห้ง 
- Flu-Oph 
- Dex-Oph (ประกอบด้วย dexamethasone และ neomycin) 
- 1% Inf-Oph, 1% Pred forte 
การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ความดันตาเพิ่มขึ้นและเกิดต้อหิน 
ยาต้อหิน : 
เป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ในการลดความดันลูกตา 
ประกอบด้วยยาที่สำคัญ 5 กลุ่มด้วยกัน 
1. Beta blocker 
- 0.5% timolol, glauco-oph ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา 
- ขนาดที่ใช้ 1 หยด เช้า เย็น 
- ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหา โรคหัวใจ หรือโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง 
2. Miotic drug - เช่น 2% pilocarpine ออกฤทธิ์ด้วยการเพิ่มการระบายออกของ 
น้ำเลี้ยงลูกตา ขนาดที่ใช้ 1 หยดวันละ 4 ครั้ง 
3. Carbonic anhydrase inhibitor 
- เช่น diamox ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา Diamox เป็นยากลุ่ม sulfa 
ดังนั้นจึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา sulfa 
4. Hyperosmotic agent 
- เช่น glycerine ออกฤทธิ์ด้วยการดึงน้ำออกจากวุ้นลูกตาทำให้ความดันลูกตาลดลงรวดเร็ว 
ขนาดที่ใช้ 100% glycerine 1-1.5 cc/kg ผสมน้ำมะนาวเท่าตัว 
5. ยากลุ่มอื่นๆ 
- เช่น xalatan, travatan, lumigan 
- ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างและเพิ่มการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา 
- มีประสิทธิภาพสูงในการลดความดันลูกตา แต่มีราคาแพง
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
ยาป้ายตา : 
มีลักษณะเป็นขี้ผึ้งหรือเจล 
- ยาปฏิชีวนะ : ChlorOph, Terramycin, Tobrex 
- น้ำตาเทียม : Genteal gel 
- ยาช่วยเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นของกระจกตา : Vidisic gel 
ยาจะอยู่บริเวณตานานเพิ่มการดูดซึมและออกฤทธิ์ของยา แต่มีข้อเสียคือทำให้ตามัว 
หลักการใช้ยาหยอดตา 
1. ใช้ยาให้ถูกโรค 
2. ใช้ยาให้ถูกข้าง ซ้าย- ขวา 
3. ใช้ยาให้ถูกวิธี ยาหยอดตาบางชนิดต้องเขย่าก่อน 
4. ใช้ยาให้ถูกขนาด ครั้งละ 1 หยดก็เพียงพอ 
5. ใช้ยาให้ถูกเวลา 
6. ใช้ยาให้ถูกจำนวนครั้ง 
48 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ภาพ : วิธีการหยอดตา 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
Amblyopia ตาขี้เกียจเกิดจากสายตาผิดปกติแล้วไม่ได้แก้ไขตั้งแต่ 
Anterior / Posterior ข้างหน้า / ข้างหลัง 
Anterior synechia การติดกันของม่านตากับกระจกตา 
Aphakia ภาวะที่ไม่มีเลนส์ตา 
Astigmatism สายตาเอียงหรือภาวะที่ตามีกำลังหักเหแสงไม่เท่ากัน 
ทุกระนาบทำให้โฟกัสรวมเป็นจุดเดียวกันไม่ได้ 
C.L = contact lens เลนส์สัมผัส 
Cataract ต้อกระจก 
Colour blindness ภาวะตาบอดสี 
Convergence ตาสองข้างเบนเข้าด้านใน (nasal) 
Dacryoadenitis ต่อมน้ำตาอักเสบ 
Diplopia การมองเห็นภาพซ้อน 
Distichiasis ขนตางอกเกินมากกว่าปกติ 
Divergence การมองในทิศทางตรงกันข้ามโดยการใช้การเกร็งตาในแนว 
E.O.M=extra ocular muscle กล้ามเนื้อตา 
Ectropian หนังตาม้วนออก 
Entropian หนังตาม้วนเข้า 
Enucleation การผ่าตัดเฉพาะลูกตาออก 
Evisceration การผ่าตัดเฉพาะกระจกตาและส่วนที่อยู่ในตาออก 
Exanteration การผ่าตัดเอาลูกตาออกทั้งลูกพร้อมทั้งเนื้อเยื่อรอบตา 
Exopthalmos ภาวะที่ตาโปนออกมาด้านหน้าผิดปกติ 
F.F.A=Fundus Fluorecein Angiography การฉีดสีเพื่อตรวจจอประสาทตา 
Floaters จุดดำเล็กที่ลอยไปมาใน vitreous 
Hordeolum / Chalazion ฝีที่เปลือกตา 
Horizontal / Vertical แนวนอน / แนวตั้ง 
Hyperopia สายตายาวหรือภาวะที่แสงตกหลังจอรับภาพ 
Hyphema เลือดออกในช่องหน้าม่านตา 
Hypopeon หนองในช่องหน้าม่านตา 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 49 
ศัพท์ทางจักษุวิทยาที่ควรทราบ 
6-8 ขวบแรก 
(temporal) 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
I.O.L =intra ocular lens เลนส์แก้วตาเทียม 
I.O.P = Intra ocular pressure ความดันตา 
Iridodonesis การกลอกตาแล้วม่านตาสั่นพลิ้วเนื่องจากไม่มีเลนส์รองรับ 
LUL = left upper lid / RUL=right upper lid เปลือกตาบนซ้าย/เปลือกตาบนขวา 
Medial / Lateral ตรงกลาง / ด้านข้าง 
Miosis ภาวะที่รูม่านตาหดเล็กกว่าปกติ 
Mydriasis ภาวะที่รูม่านตาขยายกว่าปกติ 
Myopia สายตาสั้นหรือภาวะที่แสงตกหน้าจอรับภาพ 
Nystagmus การสั่นของลูกตา หรือตากระตุก 
O.D =Oculus dexter / R.E=Right eye ตาขวา 
O.S = Oculus sinister / L.E Left eye ตาซ้าย 
O.U = Oculus unitus / Both eye ตาทั้ง 2 ข้าง 
Opthalmologist จักษุแพทย์ 
Opthalmology จักษุวิทยา 
Presbyopia สายตาวัยสูงอายุเกิดเนื่องจากเลนส์แข็งตัวขึ้นทำให้ผิว 
50 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ของเลนส์ตาเพิ่มความนูนได้น้อยลง ทำให้มองวัตถุอยู่ใกล้ 
ได้ลดลง 
Posterior Synechiae การติดกันของม่านตากับเลนส์ 
Pseudophakia ภาวะที่มีเลนส์แก้วตาเทียมในลูกตา 
Pterygium ต้อเนื้อ 
Ptosis หนังตาตก 
RLL=right Lower lid / LLL=left lower lid เปลือกตาล่างขวา/เปลือกตาล่างซ้าย 
Strabismus ตาเหล่ 
Superior / Inferior ข้างบน / ข้างล่าง 
Trichiasis ขนตาเกเข้าในโดยที่หนังตาปกติ 
V.A = Visual Acuity สภาพสายตาที่สามารถอ่านหรือเห็นได้ชัด
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢Ô§) 
กุสาวดี เมลืองนนท์.(2548). ยากับโรคตา หู คอ จมูก. กรุงเทพฯ : นิวไทยมิตร. โกวิทย์ พฤษษานุศักดิ์ และ 
คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 51 
หนังสืออ้างอิง 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ
ธวัช ตันติสารศาสน์ บรรณาธิการ. ตา หู คอ จมูก 
ผู้ป่วยนอกและฉุกเฉิน สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป. กรุงเทพฯ โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2546 
ขวัญตา เกิดชูชื่น และ สุจินดา ริมศรีทอง. (2540). บรรณาธิการ. การพยาบาลจักษุวิทยา เล่ม 1. กรุงเทพฯ : 
โรงพิมพ์ธรรมสาร. 
ธนารักษ์ สุวรรณประพิศ. (2538). การตรวจรักษาโรคตาเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ : โครงการตำรา 
คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
ประเสริฐ ลีอังกูรเสถียร. (2541). ศิลปะการวัดสายตา (The Art of Refraction) เชียงใหม่ : คณะแพทย์ศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
พาณี ศรีสะอาด. (2541) ผลิตภัณฑ์สำหรับตา กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. 
พนิดา โกสียรักษ์วงศ์. (2546). ตาติดเชื้อ กรุงเทพมหานคร : สยามศิลปะการพิพม์. 
ภารดี นานาศิลป์. (2543). ต้อกระจก : การดูแล ขอนแก่น : โรงพิมพ์นานาวิทยา. 
มูลนิธิพิทักษ์ดวงตาและศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอดลำปาง.(2540) โรคตาบอดในเด็กและการป้องกัน. 
ลำปาง : มูลนิธิฯ 
วณิชา ชื่นกองแก้ว. (2546). ตำราประสาทจักษุวิทยา. กรุงเทพฯ : งานตำราวารสารและสิ่งพิมพ์ สถานเทคโนโลยี 
การศึกษาแพทย์ศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
วัฒนีย์ เย็นจิตร. (2530). จอประสาทตาลอก. ลำปาง : กิจเสรีการพิมพ์. 
ศักดิ์ชัย วงศ์กิติรักษ์. สุดารัตน์ ใหญ่สว่าง. (2546). ตำราจักษุวิทยาเด็กและตาเข กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน 
สกาวรัตน์ คุณาวุศรุต. (2532). Glaucoma. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลิฟวิ่ง. 
สบง ศรีวรรณบูรณ์. (2547). การวิเคราะห์สภาพตาสำหรับการแก้ไขสายตาผิดปกติโดย Corneal Topohraphy 
Wavefron Sensing. กรุงเทพฯ : บริษัท แอล.ที.เพรส จำกัด. 
สมศักดิ์ รัศมีทัต (บรรณาธิการ). (2535). จักษุสาธารณสุข กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์สวย จำกัด 
สุรเชษฐ์ ชินไฟโรจน์, จักรี หิรัญแพทย์. (2547). การพยาบาลตา หู คอ จมูก ทันยุค. กรุงเทพฯ : โอเอส 
พริ้นติ้งเฮาท์ จำกัด 
อเนก เพฑวนิช. (2528). จักษุวิทยาในเวชปฏิบัติทั่วไป กรุงเทพฯ : โครงการตำรา-ศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ 
ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. 
อรุณี เลิศชวนะกุล (2543). โรคตาในโรคกาย. กรุงเทพฯ : โฮลิสตอก พับลิชชิง. 
อภิชาต สิงคาลวณิช (2540). ตำราจักษุวิทยา กรุงเทพฯ : โฮลิสตอก พับลิชชิง. 
Aston, S.S. & Main, J.H. Eds. (1993). Clinical geriatric eye care. Boston : Butterworth Heinmann. 
Chawla, H.B. (1999). Ophthalmology : A symptom-based approach. Oxford : Butterworth 
Heinmann.
ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ 
Ø 
áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) 
Chern, K.C. (2002). Emergency ophthalmology : A rapid treatment guide. New York : 
McFraw-hill Medical Pub, Division. 
Deborah Pavan – Langston. (1996). Manual of Occular Diagnosis and Therapy. USA : Little, 
Brown and compamy 
Jaffy, Norman S. (1996). Atlas of Ophthalmic Surgery. London : Mosby-Wolfe. 
Jeffe, N.S (1981). Cartaract surgery and its complication. St. Louis : Mosby. 
Jeffe, N.S & Horwitz. (1992). Lens and cataract. Vol. 3 New York : Gower Medication Publishing. 
Jones, Nicholas P. (1998) Uvitis : An lllustrated Manual. Hong Kong Planta Tree. 
John C. Morrison Irvin P. Pollack. (2003) Flaucoma Science and practice. China : Thieme 
Medical. 
Kanski, Jack J. (2003) Clinical Ophthalmology. Butterworth : Elsevier. 
Lucio Buratto M.D., Carlo Lovisolo M.D., Marco Moncalvi M.D. (1997) Assisting The Ophthalmis 
Surgeon. Milano : Fogliazza Dditore. 
Nancymarie Fortunato. (2000). Berry and Kohn’s Operating Room Technique (9th ed.) St. 
Louis, Missouri : Mosby, Inc. 
Volpe, Nicholas J, Galetta, Steven L. Neuro-Ophthalamology. USA : WB.Saunders Company. 
OKhravi, N. (1999). Manual of primary eye care. Oxford : Butterworth Heinmann. 
Pamela Schultz, Rn, CRNO. (2003). Ophthalmic Procedures lowa : Kendall/Hunt. 
Riordan-Eva, P. & Whitchen< J.P. (2004). Vaughan & Asburg’ s general ophthalmology. 6th ed. 
(International edition) New York : Lange Medical Books. 
Ritch, R. Shield, M.B. & Krupin, Y. (1996). The glaucomas : Glaucoma therapy. Voll III. St. 
Louis : Mosby. 
Ronald, L.G. Z2001X Clinical Gluacoma management : Clinical signs in diagnosis ans therapy. 
Philadelphia : WB. Saunders Com. 
Scott Greenbaun (1997) Anasthesia in Ophthalmology. USA : W.B Saunders Company. 
Sheild, M.B. (1998). Text book of glaucoma. Baltimore Md : Williams & Wilkins. 
Shingleton, B.J. & Kenyon, K.K. (1991). Eye trauma. St. Louis : Mosby. 
Smith, R.E. (1989). Uveitis : A clinical approach to diagnosis and management. Baltimore : 
Williams & Wilkins. 
Sommer, A. (1982). Nutritional blindness : Xeropthalmia and keratomalacia. New York : 
Oxford University Press. 
Susan S. & Fairchild, R.N.C. (1996) Perioperative Nursing Principles and practice (2nd ed.) 
USA. Little, Brown and Company. 
52 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 
ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ

คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)

  • 1.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คำนำ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบายให้มีการเชื่อมโยง การจัดบริการระบบบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ในรูปเครือข่ายและระบบส่งต่อแบบครบวงจรเบ็ดเสร็จในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ ตามแผนการพัฒนา ระบบบริการสุขภาพ Service Plan เพื่อให้สถานบริการสุขภาพ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดระบบ บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตามแผนการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ Service Plan กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขรวมถึงเครือข่ายใน ชุมชน ซึ่งได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบเครือข่ายบริการสุขภาพ สาขาจักษุวิทยา ซึ่ง มีหน้าที่กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบบริการ สาขาจักษุวิทยาของสถานบริการสุขภาพ สังกัดกระทรวง สาธารณสุข สำนักบริหารการสาธารณสุขร่วมกับโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จึงได้จัดทำคู่มือการ การดูแลโรคตาเบื้องต้น ซึ่งแนะนำถึงความสำคัญของการตรวจตาทั้งในกลุ่มคนปกติ และในกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการตรวจคัดกรอง โรคตา เบื้องต้น เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ การวัดความสามารถในการมองเห็น การเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ สรุป อาการ เพื่อการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและส่งต่อ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อนำไปช่วย เพิ่มทักษะ และเป็นแนวทางในการดูแลรักษาโรคตา ตลอดถึงส่งเสริมให้ความรู้ในการคัดกรองโรคตาเบื้องต้น อย่างง่ายแก่เครือข่ายในชุมชนได้ กรกฎาคม 2556
  • 2.
  • 3.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) สารบัญ หน้า คำนำ การตรวจตาในประชาชนปกติ 5 การตรวจคัดกรองสายตาในชุมชน 8 - การซักประวัติ 8 - การวัดความสามารถในการมองเห็น 11 - การตรวจคัดกรองทั่วไป และการตรวจเบื้องต้น 16 โรคตาที่พบบ่อยและแนวทางการวินิจฉัยส่งต่อโรคตาเบื้องต้น 20 โรคตาแดง 20 เยื่อตาอักเสบ 21 ต้อหิน 25 ม่านตาอักเสบ 26 แผลกระจกตา 27 ต้อเนื้อ 28 ต้อกระจก 31 การบาดเจ็บทางตา 32 สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา 33 กระจกตาถลอก 33 เลือดออกในช่องหน้าม่านตา 34 การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด 34 เปลือกตาฉีกขาด 35 สารเคมีเข้าตา 35 โรคเยื่อตาแห้งจากการขาดสารอาหาร 36 โรคริดสีดวงตา 37 หัตถการที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา 38 หลักการใช้ยาหยอดตา 44 ศัพท์ทางจักษุวิทยาที่ควรทราบ 49 หนังสืออ้างอิง 51
  • 4.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μÓºÅ
  • 5.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) การตรวจตา ในประชาชนปกติ การตรวจสายตาในประชาชนทั่วไป เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากอาจจะมีบางสภาวะหรือโรคตาบางโรคซึ่ง ภาพจาก visianinfo.com 2. ภาวะตามัวลงเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป หรือมีผลเริ่มต้นจากการมองเห็นด้านข้าง คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 5 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠคุกคามการมองเห็น โดยผู้ป่วยยังไม่มีอาการ ความจำเป็นในการตรวจคัดกรองสายตา 1. โรคดังกล่าวอาจมีผลทำให้สายตามัวลงข้างเดียว โดยที่ผู้นั้นไม่รู้ตัว เนื่องจากตาอีกข้างยังมองเห็น ได้ดี เช่น ต้อกระจกในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นข้างเดียว รูปแสดง : ต้อกระจกในตาข้างขวา ผู้ป่วยอาจ ไม่รู้สึกตัวว่าตาขวามองไม่เห็น เนื่องจากตาซ้ายยังมองเห็นดี รูปแสดง : การมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน บริเวณรอบนอกของการมองเห็นจะค่อยๆ มัวลง โดยที่การมองเห็นตรงกลางชัด เมื่อเป็นมากขึ้นภาพตรงกลางจะมัวลงด้วย จนในที่สุดตาอาจบอดมองไม่เห็นเลย รูปแสดง : ผู้ป่วยเป็นเบาหวานขึ้นจอตา จะมีจุดเลือดออก และไขมัน ออกมาที่จอตา โดยในช่วงแรก การมองเห็นยังเป็นปกติ (peripheral vision) ดังเช่น ผู้ป่วยต้อหินเรื้อรัง ภาพจาก hvglaucoma.com 3. พยาธิสภาพกำลังเกิดขึ้น แต่ยังมิได้ทำให้การมองเห็นลดลง เช่น จอประสาทตาเสื่อมจาก โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น chloroquine, Ethambutol
  • 6.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) 4. ในเด็กเล็กมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่สามารถบอกว่าตนเองตามัวหรือมองไม่ชัด ภาวะตามัว อาจนำไปสู่ภาวะสายตาขี้เกียจ (amblyopia) แม้มาแก้ไขความผิดปกติในภายหลัง ตาก็ยังมองไม่เห็น เพราะว่า สมองไม่เคยรับรู้การเห็นหรือการใช้สายตาพร้อมกัน 2 ตา 6 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠรูปแสดง : เด็กตาเข เด็กอาจบอกไม่ได้ว่าตนเอง ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน บิดา-มารดา ต้องเป็นผู้สังเกตและนำเด็กไปตรวจตา ภาพจาก info thevisiontherapycenter.com ใครควรได้รับการตรวจคัดกรองสายตา ควรตรวจวัดสายตา หรือตรวจตาในคนปกติที่ยังไม่มีอาการทางสายตา หรือคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคตา ซึ่งแบ่งกลุ่มเพื่อเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. กลุ่มคนปกติ 1.1 กลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน 1.1.1 เด็กอายุ 6 เดือน โดยผู้ตรวจอาจเป็นแพทย์ทั่วไป พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุข ใช้ วิธีการตรวจง่ายๆ คือใช้แสงไฟ ฉายให้เด็กดูโดยดูว่าตาเด็กมี GCM (Good, Central Fixation และ Maintain) 1.1.2 อายุ 3 ปี วัดสายตาโดยใช้ Snellen’s chart ร่วมกับการตรวจว่ามี misalignment หรือไม่ โดยผู้ตรวจอาจเป็นแพทย์ทั่วไป พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุข 1.2 กลุ่มวัยเรียน อาจตรวจโดยใช้ Snellen’s chart ทุก 3 ปี หรืออาจจะอิงชั้นเรียนคือวัดในระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และก่อนเข้ามหาวิทยาลัย 1.3 กลุ่มอายุ 20 – 40 ปี ควรตรวจวัดสายตาและตาบอดสี อย่างน้อยทุก 3 ปี 1.4 กลุ่มอายุ 40 – 60 ปี ควรวัดสายตาทั้งใกล้ไกล เพราะอยู่ในวัยสายตายาว (presblyopia) และควร ตรวจวัดความดันตา เพื่อค้นหาโรคตาที่พบบ่อย เช่น ต้อหิน โดยตรวจอย่างน้อยทุกปี 1.5 กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดสายตาทั้งใกล้และไกล วัดความดันตา ขยายม่านตา โดยตรวจตา อย่างน้อยปีละครั้ง
  • 7.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 7 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ2. กลุ่มคนที่มีความเสี่ยง 2.1 กลุ่มเด็กที่คลอดก่อนกำหนด กลุ่มเด็กพิการทางสมอง กลุ่มคนที่มีสายตาสั้นมาก กลุ่มคนที่มีประวัติ ในครอบครัวเป็นโรคตา เช่น ต้อหิน กลุ่มคนที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา และกลุ่มที่มีภาวะของโรคเบาหวาน 2.2 ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคตาค่อนข้างสูง จากการสำรวจภาวะตาบอดและ สายตาพิการของประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราตาบอดค่อนข้างสูง โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก โรคต้อกระจก ซึ่งภาวะสูญเสียสายตานี้จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น การหกล้ม การหดหู่ทางใจ และเสี่ยงต่อ การเสียชีวิต ตารางที่ 1 แสดงการตรวจตาในคนทั่วไป กลุ่มคนปกติ ผู้ตรวจ ตรวจดู ความถี่ในการตรวจ 1. เด็กแรกคลอดก่อนออก จาก รพ. แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ จักษุแพทย์ Red reflex ลักษณะภายนอก ทั่วไป ครั้งเดียว (ถ้าปกติ) 2.เด็กก่อนวัยเรียนหรือ บุคคลที่ได้รับ แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ จักษุแพทย์ Red reflex ลักษณะภายนอก ทั่วไป เมื่อเด็กมารับการตรวจสุขภาพหรือ รับวัคซีน อย่างน้อยทุก 1-2 ปี 3.เด็กในวัยเรียน แพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล กุมารแพทย ์ จักษุแพทย ์หรือเจา้หนา้ที่สาธารณสุข Visual acuity ลักษณะหนังตา และ ลูกตา stereopsis (ถ้าทำได้) ระหว่างประถมศึกษา ระหว่าง มัธยมศึกษา อย่างน้อยทุก 1-2 ปี 4. ประชาชนอายุ 20-40 ป ีแพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล จักษุแพทย ์ พยาบาลเวชปฏิบัติทางตา หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข Visual acuity ลักษณะหนังตาและ ลูกตา stereopsis (ถ้าทำได้) เพิ่มเติม - ตรวจตาบอดสี - ตรวจพิเศษอื่นๆ แล้วแต่อาชีพ เช่น ลานสายตา ก่อนเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา หรือก่อนเข้าทำงาน 5. ประชาชนอายุ 40-60 ป ีแพทยท์ั่วไปหรือพยาบาล จักษุแพทย ์ พยาบาลเวชปฏิบัติทางตา หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับการฝึก อบรม Visual acuity, Intraocular pressure, Near vision อื่นๆ แล้วแต่ความจำเป็น ปีละครั้ง 6. ประชาชนอายุมากกว่า 60 ปี จักษุแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติทาง ตา หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับ การฝึกอบรม Visual acuity, Intraocular pressure, Near vision อื่นๆ แล้วแต่ความจำเป็น เพิ่มเติม -ขยายม่านตาดูจอตาโดยจักษุ แพทย์ ปีละครั้ง
  • 8.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การตรวจคัดกรองสายตาในชุมชน การตรวจคัดกรองสายตาและโรคตาในชุมชน สามารถปฏิบัติได้โดยแพทย์หรือพยาบาลที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่ เป็นการคัดกรองและดูแลเบื้องต้นก่อนส่งต่อให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางเมื่อจำเป็น ซึ่งการตรวจคัดกรองมี ขั้นตอนหรือวิธีการคือ การซักประวัติ การวัดความสามารถการมองเห็น และการตรวจตาทั่วไป 1.การซักประวัติ การซักประวัติเป็นวิธีการค้นหาโรคตาที่สำคัญ เพื่อช่วงบอกรายละเอียดของอาการต่างๆ บอกระยะเวลา การดำเนินโรคและมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรค และเพื่อการรักษา พยาบาลที่ถูกต้องรวดเร็ว ขั้นตอนการซักประวัติควรมีแนวทางดังนี้ 1. อาการสำคัญ (Chief Complaint) 2. ประวัติปัจจุบัน (Present illness) 3. ประวัติในอดีต (Past History) 4. ประวัติครอบครัว (Family History) 5. ประวัติโรคระบบอื่นๆ (Medical History) 6. ประวัติทั่วไป (General History) 1. อาการสำคัญ (Chief Complaint) เป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ อาการสำคัญทางตา ที่พบบ่อย ได้แก่ ตามัว เป็นอาการสำคัญที่มาพบแพทย์มากที่สุด ปวดตา เคืองตา ตาแฉะ มีขี้ตา ตาแดง คันตา อาการอื่นๆ เช่น ตุ่มที่เปลือกตา, ตาโปน, มองภาพซ้อน 2. ประวัติปัจจุบัน (Present illness) จะช่วยบอกรายละเอียดอาการสำคัญของผู้ป่วย ทำให้ วินิจฉัยแยกโรคตาได้ เช่น อาการสำคัญ ตาพร่ามัวมา 3 ปี ต้องซักประวัติเพิ่มว่า เริ่มมัวตั้งแต่เมื่อใด มัวทันทีที่ใด หรือ ค่อยๆ มัว มัว 2 ข้าง หรือ ข้างเดียว อาการอื่นมีร่วมด้วยหรือไม่ อาการสำคัญปวดศีรษะ เป็นๆ หาย มา 2 ปี ต้องซักเพิ่มว่า ปวดมากเวลาไหน มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน 3. ประวัติในอดีต (Past History) ช่วยวินิจฉัยโรคได้อาการเจ็บป่วยปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องมา จากอดีต เช่น ประวัติการใช้ยา ประวัติการได้รับอุบัติเหตุทางตาในอดีต ประวัติสายตาและการใช้แว่น ประวัติการ ผ่าตัดในอดีต เช่น ผ่าตัดต้อกระจก, ผ่าตัดต้อหิน 4. ประวัติครอบครัว (Family History) โรคตาบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น ตาบอดสีมะเร็งจอตา โรคอื่นๆ ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และมีผลทำให้เกิดอาการทางตา เช่น เบาหวาน ความ ดันโลหิตสูง 5. ประวัติโรคระบบอื่นๆ (Medical History) เบาหวานทำให้ตามัวจากต้อกระจกหรือ เบาหวานขึ้นจอตา หรือไทรอยด์เป็นพิษทำให้ตาโปน ตาเหลือก กล้ามเนื้อตากลอกไม่ได้ หรือความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดความผิดปกติของประสาทตาจากภาวะความดันโลหิตสูง วัณโรคปอด ตามัวได้หลังจากรักษาด้วยยามา 2-3 เดือน ส่วนใหญ่มัวทั้งสองข้าง / จากการใช้ยา Ethambutol ให้นึกถึงประสาทตาอักเสบ / โรครูมาตอยด์ ที่ ได้รับยา Chloroquine มีประสาทตาฝ่อ การมองเห็นสีเพี้ยนไป ลานสายตาแคบลง 8 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 9.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) 6. ประวัติทั่วไป (General History) เช่น อายุ, อาชีพ, สุขนิสัยทั่วไป อาการสำคัญทางตา (Ocular Symtomatology) แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น 2. กลุ่มอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น มีอาการดังต่อไปนี้ ตามัว (Blurred vision) ส่วนใหญ่ หมายถึง การมองเห็นส่วนตรงกลาง (Central Visual Acuity) สาเหตุของตามัว อาจเกิดจาก ความผิดปกติในลูกตา ความผิดปกติใน Visual Pathway ความผิดปกติ ของศูนย์รับภาพในสมอง เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยมาพบด้วยอาการตามัว จะต้องซักถามเพิ่มเติมดังนี้ ตามัวตาเดียวหรือ 2 ข้าง เริ่มมัวเมื่อใด มัวคงที่ หรือมัวลงเรื่อยๆ มัวทันทีทันใด หรือ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป * ถ้ามัวทันทีทันใด เป็นตาเดียว ตาแดงร่วมด้วย ให้นึกถึงโรคตาส่วนหน้า (Anterior Segment Diseases) เช่น แผลกระจกตา, ม่านตาอักเสบเฉียบพลัน, ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน * ถ้าตามัวทันทีทันใด เป็นตาเดียวไม่มีตาแดงร่วมให้นึกถึงโรคตาส่วนหลัง (Posterior Segment Diseases) เช่น จอตาหลุดลอก, เส้นเลือดใหญ่ที่จอตาอุดตัน, เลือดออกทันทีที่วุ้นตา * ตามัวทันทีทั้ง 2 ข้าง ให้นึกถึงอุบัติเหตุที่ศีรษะ, ตามัวจากพิษยา * ถ้ามัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้นึกถึงโรคที่มีการเจริญ เช่น ต้อกระจก, ต้อหินชนิดมุมปิด ลักษณะของตามัวเปน็อยา่งไร มัวเฉพาะตรงกลางหรือทั้งหมด เปน็ชั่วคราว หรือตลอดถา้เปน็ตรงกลาง บริเวณรอบๆ ชัด ให้นึกถึงโรคของ Macular, ประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis หรือ โรคกดทับ ประสาทตา Optic Nerve Compression) ตาบอด (Blindnees) ตามกฎหมายถือเอาข้างที่ดีกว่ามองเห็นเลวกว่า 6/60 หรือ 20/400 ลาน สายตา ส่วนริมของข้างที่ดีมองเห็นแคบกว่า 20 องศา มองภาพบิดเบี้ยว (Metamorphopsia) ผู้ป่วยมองเห็นภาพวัตถุมีรูปร่างบิดเบี้ยว ให้นึกถึงสภาวะ สายตาเอียง หรือโรคที่ Fovea เช่น จอตาบวมคั่งน้ำ (Central Serous Retinopathy) จอตาเสื่อม ในคนสูงอายุ (Senile Macular Degeneration) มองภาพขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าปกติ อาจมีความผิดปกติของจอรับภาพ (Fovea) เช่น มีเนื้องอก มีเลือดออกที่จอตา มีการบวมคั่งของน้ำ มองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ (Iridescent Vision) พบในผู้ป่วยที่มีตัวกลางในตาขุ่น กระจกตาบวม (Cornea edema) ในต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน, คนที่ว่ายน้ำเป็นเวลานาน ขี้ตามาก ในผู้ป่วยที่เยื่อบุตาอักเสบ, กระจกตาอักเสบ, ท่อน้ำตาอุดตัน จุดดำลอยไปมา (Floater) เป็นชิ้นส่วนใสๆ อยู่ในน้ำวุ้นตา พบในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยสายตาสั้น ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ - กรณีเกิดขึ้นทันทีทันใด ในลานสายตาส่วนริม ให้นึกถึงภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา - มองเห็นจุดดำขนาดใหญ่เกิดทันทีทันใด ให้นึกถึงภาวะที่มีการหลุดลอกของน้ำวุ้นตา จอตาลอกหลุด คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 9 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 10.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) เห็นภาพซ้อน (Diplopia) ต้องซักประวัติให้ละเอียดว่าอาการของภาพซ้อน เห็นภาพซ้อนเป็น อย่างไร เริ่มเมื่อใด เป็นบางครั้งหรือเป็นตลอด - เห็นภาพซ้อนตาข้างเดียว มักเกิดจากการหักเหของแสงในลูกตาที่มีความขุ่นไม่สม่ำเสมอ เช่น สายตาเอียงมาก, ต้อกระจกที่ยังไม่สุก, ผู้ป่วยที่มีการบวมของจอตาส่วนกลาง - ถ้าตรวจดู 2 ตาเห็นภาพซ้อน ปิดตาข้างหนึ่งภาพซ้อนหายไปให้นึกถึงโรคของกล้ามเนื้อตา มองสู้แสงไม่ได้ (Photophobia) เป็นอาการไม่สบายตาที่เกิดจากแสงจ้าพบในผู้ป่วยที่มีกระจกตา ถลอก, แผลกระจกตาอักเสบ, ม่านตาอักเสบจากภูมิแพ้, หรือสิ่งแปลกปลอม ลานสายตาผิดปกติ (Visual Field Defect) ให้นึกถึง ต้อหิน, โรคของ Retina มองไม่เห็นในที่มืด (Night Blindness) มักมาด้วยอาการตามัวในตอนกลางคืนหรือมองไม่ชัดใน ที่มืด ถ้าเป็นมาแต่กำเนิดให้นึกถึงโรคที่มีการเสื่อมของจอตา (Retinitis Pigmentosa) และ Hereditary Optic Atrophy ถ้าเกิดภายหลังให้นึกถึงสภาวะบกพร่อง วิตามิน A ต้อหิน ต้อกระจก จอตาเสื่อม การมองเห็นในที่สว่าง (Day Blindness) เห็นชัดในที่มืดให้นึกถึงการเสื่อมของ Cone Cell ประสาทตาอักเสบจากสารพิษ ตาบอดสี (Color Blindness) ส่วนใหญ่เป็นกรรมพันธุ์ ในพวกที่เป็นมาแต่กำเนิดมักมีสายตาดี แต่มองเห็นสีผิดไป - ถ้าเป็นตาเดียว มักเกิดจากโรคจอตาเสื่อม และโรคของเส้นประสาทตา - ถ้าเป็น 2 ตา มักเกิดจากพิษของยา หรือภาวะทุโภชนาการ กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น (Non Visual Symptoms) มีอาการดังต่อไปนี้ ปวดศีรษะ (Headache) ปวดศีรษะเวลาตื่นนอนหรือเช้า หายปวดตอนสายมักไม่ใช่เกิดจากโรค ทางตา ถ้าปวดศีรษะในตอนบ่ายๆ หรือตอนเย็นหลังจากทำงานที่ใช้สายตาทั้งวัน หายปวดเมื่อได้พัก มักมีสาเหตุจากโรคตา ปวดตา (Ocular Ache) พบบ่อยในพวกโรคกล้ามเนื้อตา ทำให้เกิดอาการเพลีย (Eye Strain) พบ ในผู้ป่วยต้อหิน ม่านตาอักเสบ การอักเสบของชั้นในคอรอยด์ ปวดแสบปวดร้อนในลูกตา (Burning Sensation) พบมากในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของเปลือกตา และเยื่อบุตา เคืองตาเหมือนมีอะไรติดอยู่ (Foreign Body Sensation) * การอักเสบของเปลือกตา เยื่อบุตา กระจกตา * สิ่งแปลกปลอมติดเยื่อบุตา หรือกระจกตา * ผิวกระจกตาถลอก (Corneal Abrasion) ในผู้ป่วย Foreign body การหยอดยาชาทำให้สามารถ วินิจฉัยโรคได้ * ถ้าหยอดยาชาแล้วอาการเคืองตาหายไป แสดงว่า เกิดจาก ผิวกระจกตาถลอก หรือ มี สิ่งแปลกปลอม ติดที่เยื่อบุตา หรือกระจกตา * ถ้าหยอดยาชาแล้วอาการเคืองไม่หาย แสดงว่าเกิดจาก เปลือกตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ หรือ แผลกระจกตาอักเสบ 10 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 11.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คันตา (Itching) พบในผู้ป่วย เยื่อบุตาอักเสบจากโรคภูมิแพ้ ริดสีดวงตา การอักเสบของต้อเนื้อ ตาแดง (Red eye) * ตาแดงเฉพาะแนวของช่องว่างเปลือกตา มักเกิดจากการอักเสบของต้อเนื้อ ต้อลม * ตาแดงเป็นปื้น เหมือนก้อนเลือดให้นึกถึง เลือดออกในเยื่อบุตาขาว * ตาแดงทั้ง 2 ตา เป็นเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ * ตาแดงเป็นข้างเดียวไม่มีขี้ตา สู้แสงไม่ได้ ปวดตา ให้นึกถึง โรคม่านตาอักเสบ * ตาแดงข้างเดียว ปวดศีรษะซีกเดียวกัน ตามัวลง เห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ ให้นึกถึงต้อหินชนิดเฉียบพลัน ตาแฉะ (Discharge) * อาการสำคัญที่ผู้ป่วยมีน้ำตามาก ปวดร้อนในลูกตา สู้แสงไม่ได้ มีตาแดงร่วมด้วยทั้ง 2 ข้าง ให้นึกถึง Viral Conjunctivitis * ถ้ามีน้ำตาไหลมาก มักเกิดจากท่อน้ำตาอุดตัน หรือน้ำตาถูกสร้างมากกว่าปกติ * ถ้ามีขี้ตามาก มักลืมตาไม่ขึ้นตอนเช้า เป็น Bacteria Conjunctivitis * มีขี้ตาเป็นยางเหนียวๆ เป็นโรคภูมิแพ้ Allergic Conjunctivitis * ในเด็กทารก มาด้วยน้ำตาไหลตลอดเวลา มักเกิดจาก ท่อระบายน้ำตาอุดตัน ตาแห้ง (Dry Eyes) พบในผู้สูงอายุ น้ำตาจะถูกสร้างออกมาน้อยกว่าปกติ และพบในผู้ป่วยที่เคย ได้รับสารเคมี ตาบวม (Lid Swelling) * ตาบวม 2 ข้าง พบในผู้ป่วยเปลือกตาอักเสบ หรือในผู้ป่วยภูมิแพ้ * ตาบวมข้างเดียว มักเป็นกุ้งยิง, เป็นฝี เปลือกตาบวมเป็นจ้ำสีคล้ำๆ ร่วมด้วยมักมี สาเหตุจากอุบัติเหตุ ตาโปน (Exophthalmos) * ตาโปน 2 ข้าง มักเกิดจากโรคระบบอื่น เช่น Hyperthyroid * ตาโปนข้างเดียว มักเกิดจากเนื้องอกภายในเบ้าตา ประวัติอุบัติเหตุ หลักสำคัญในการวัดความสามารถในการมองเห็น คือ ขนาดของภาพที่ปรากฏที่จอตา (Retinal image size) ขึ้นอยู่กับขนาดของวัตถุ (Object size) และระยะห่างจากลูกตา (distance) ซึ่งมีผู้ประดิษฐ์แบบวัด สายตาขึ้นโดยอาศัยหลักการดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายมาตรฐาน ที่นิยมใช้กันคือ แผ่นป้ายสเนลเลน (Snellen’s chart) ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขขนาดต่างๆ ตัวอักษรอี (E chart) และรูปภาพ นอกจากนั้นยังมี Reduced snellen’s charts หรือเรียกกันทั่วไปว่า Near cards ซึ่งใช้วัดสายตาในระยะใกล้ (near vision) โดยให้ผู้ป่วย ถือ Near cards อ่านในระยะห่าง 14 นิ้ว นิยมใช้ในกรณีตรวจวัดสายตาในบุคคลที่สายตายาวเนื่องจากอายุมาก คือ 40 ปีขึ้นไป ที่เรียกกันว่าสายตายาวในผู้สูงอายุ (presbyopia) และควรมีไว้ในห้องตรวจผู้ป่วยที่ได้รับ อุบัติเหตุทางตา ที่จำเป็นต้องนอนบนเปลนอน โดยค่าสายตาที่วัดได้จะบันทึกเป็นตัวเลขเศษส่วน บอกค่าเป็น ระยะทางซึ่งมีทั้งหน่วยเป็นฟุต เช่น 20/200, 20/100 และหน่วยเป็นเมตร เช่น 6/60, 6/36 ดังนี้ เลขเศษ หมายถึง ระยะทางที่คนสายตาผิดปกติสามารถเห็นได้ชัดที่สุด เลขส่วน หมายถึง ระยะทางที่คนสายตาปกติสามารถเห็นได้ชัดที่สุด คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 11 2. การวัดความสามารถในการมองเห็น หลักการวัดความสามารถในการมองเห็น (Principle of Visual Acuity Test) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 12.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) ตารางที่ 2 แสดงค่าระดับสายตาแบบต่างๆ (visual acuity conversion chart) Snellen acuity 12 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠDecimal LogMAR Feet Meters 20/200 6/60 0.10 1.00 20/160 6/48 0.125 0.90 20/125 6/38 0.16 0.80 20/100 6/30 0.20 0.70 20/80 6/24 0.25 0.60 20/63 6/20 0.32 0.50 20/50 6/15 0.40 0.40 20/40 6/12 0.50 0.30 20/32 6/10 0.63 0.20 20/25 6/7.5 0.80 0.10 20/20 6/6 1.00 0.00 20/10 6/3 2.00 -0.30 การจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ ในการเตรียมสถานที่สำหรับวัดสายตาจะต้องจัดให้มีระยะห่างระหว่างแผ่นป้ายถึงผู้ป่วย 20 ฟุต (Snellen’s system) หรือ 6 เมตร (Metric system) ผู้ที่มีสายตาปกติจะอ่านตัวเลขใน Snellen’s chart ได้ ถูกต้องทุกตัวตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวที่ 7 ภาพแสดง : การใช้กระจกสะท้อนในระยะ 3 เมตร การจัดห้องหรือสถานที่วัดสายตาจึงมีความ ยาวของหอ้งมากกวา่ 6 เมตร ในกรณีที่หอ้งเล็กสามารถ ดัดแปลงโดยให้กระจกเงาสะท้อนในระยะ 3 เมตร ติดแผ่นป้าย Snellen’s chart หลังผู้วัดและผู้ถูกวัด ระยะรวม 6 เมตรภาพ ดังภาพ
  • 13.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) Snellen’s chart E chart Near cards คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 13 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠการจัดเตรียมเครื่องมือ และอุปกรณ์ 1. แผ่นป้ายวัดสายตามาตรฐาน ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ Snellen’s chart มีลักษณะเป็นตัวเลข หรือ E chart ขนาดต่างๆ ไล่ระดับจากขนาดใหญ่ในแถวที่ 1 และเล็กลงในแถวที่ต่ำลงมา การติดแผ่น Snellen’s chart ไม่ควรติดแผ่นป้ายวัดสายตาบริเวณกลางแจ้งหรือที่มีแสงส่องเข้าตาผู้ป่วย เพราะจะทำให้รูม่านตาหดทำให้ผลการวัดสายตาคลาดเคลื่อน บริเวณที่วัดสายตาควรมีแสงสว่างเพียงพอ โดยแสงเข้าทางด้านหน้าของแผ่นป้ายให้ป้ายวัดสว่างควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อความร่วมมือและผู้วัดต้องใจเย็น 2. ที่บังดวงตาชนิดทึบแสง (Occluder) 3. ที่บังดวงตาชนิดที่เจาะรูเล็กขนาดเท่าเข็มหมุด (pinhole occluder) หรือกระดาษแข็งเจาะรูตรง กลางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มม.
  • 14.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) 4. ไฟฉายและไฟส่องสว่าง ความสว่างของแสงไฟ 100 แรงเทียน ส่องบริเวณ Snellen’s chart วิธีการวัดความสามารถในการมองเห็น การวัดความสามารถในการมองเห็นจะวัดด้วยวิธีต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ 1. วัดตาเปล่า (uncorrected หรือ sc) 1.1 ให้ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ที่วางไว้ข้างหน้าแผ่นป้ายตามระยะทางที่กำหนด คือ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร โดยให้นั่งตัวตรง ห้ามโน้มตัวไปข้างหน้าขณะอ่านเพราะระยะทางจะคลาดเคลื่อน และห้ามเอียงคอขณะอ่าน เพราะนั่นคือผู้ป่วยแอบใช้ตาข้างที่ปกติมาช่วยอ่านทำให้ไม่ได้ค่าสายตาที่แท้จริง 1.2 วัดสายตาทีละข้าง โดยให้วัดตาขวาก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อความ ถูกต้องในการบันทึกผลและป้องกันความสับสน (ยกเว้นกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุ ให้วัดสายตาข้างที่บาดเจ็บก่อน) โดยให้ผู้ป่วยใช้ที่ปิดตาชนิดทึบแสง (Occluder) ปิดตาอีกข้างหนึ่งไว้ให้มิดชิด ถ้าไม่มีให้ใช้กระดาษหรือใช้อุ้งมือผู้ป่วยปิดโดยไม่กด ลูกตาเพราะจะทำให้ตาพร่ามัวได้ 1.3 ให้อ่านตัวเลขบนแผ่นป้ายตั้งแต่แถวที่ 1 โดยอ่านลงไปเรื่อยๆ ถ้าสายตาปกติจะอ่านได้ถึงแถวที่ 7 ให้ลงบันทึกในช่อง sc ) 20/20 หรือ 6/6 เป็นอันเสร็จสิ้นการวัดสายตาข้างนั้น ถ้าผู้ที่มีสายตาผิดปกติ มักจะอ่านตัวเลขในแต่ละแถวได้ไม่ถูกต้องทุกตัวโดยถ้าอ่านได้ถูก ต้องมากกว่าครึ่ง หนึ่ง ของแต่ละแถวให้อ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงแถวใดแถวหนึ่งที่อ่านผิดมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรืออ่านไม่ได้เลย ให้บันทึกผลตามตัวอย่าง เช่น ถ้าอ่านมาถึงแถวที่ 5 (ตัวเลขเศษส่วนจะเท่ากับ 20/40) ซึ่งมีจำนวนตัวเลขในแถว นี้ 6 ตัว ผู้ป่วยอ่านผิด 2 ตัว และเมื่อให้อ่านต่อไปในแถวที่ 6 ก็อ่านผิดมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรืออ่านไม่ได้ ให้บันทึก ว่า 20/40-2 แต่ถ้าอ่านตัวเลขแถวที่ 5 ได้ถูกหมดทุกตัว และสามารถอ่านแถวที่ 6 ได้เพิ่มอีก 2 ตัว ให้บันทึกว่า 20/40+2 2. วัดขณะมองผ่าน Pinhole หรือ c PH 14 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น เมื่อผู้ป่วยอ่านด้วยตาเปล่าแล้ว แต่อ่านไม่ถึงแถวที่ 7 ขั้นต่อไปจึงให้ ผู้ ป่วยอ่านตัวเลขบนแผ่นป้ายโดยมองผ่าน pinhole (ยกเว้นในผู้ที่มีกำลัง สายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น และมีแว่นสายตาแล้วให้สวมแว่นอ่านได้เลย) ถา้ผูป้ว่ยสามารถอา่นตัวเลขไดเ้พิ่มขึ้น หรืออา่นไดถึ้งแถวที่ 7 แสดงวา่สายตาที่ ผิ ดปกตินั้นอาจเกิดจากกำลังสายตาผิดปกติ (refractive error) แต่ถ้ามอง ผ่าน pinhole แล้วยังเห็นไม่ชัด หรือมัวมากกว่าอ่านด้วยสายตาเปล่าแสดง ว่าเป็นโรคตาโรคใดโรคหนึ่ง ส ถ้ ผว ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 15.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 15 ที 1 หไ ล ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠ3. วัดขณะสวมแว่นตา สำหรับผู้ที่มีแว่นสายตาซึ่งจะต้องเป็นแว่นตาสำหรับมองระยะ ไกลเท่านั้นจึงจะใช้ได้ถ้าเป็นแว่นสำหรับอ่านหนังสือในบุคคลที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เรียกว่า presbyopia จะใช้ไม่ได้ เพราะเป็นแว่นที่ใช้มองระยะใกล้ เท่านั้น ซึ่งวิธีการวัดให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับวิธีวัดด้วยตาเปล่า เพียงแต่ให้ลง บันทึกในชอ่ง cc ถา้อา่นไดถู้กตอ้งจนถึงแถวที่ 1 ใหใ้ช pinhole วางตอ่หนา้ กระจกแว่นตาแล้วให้อ่านอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นบันทึกค่าที่วัดได้ในช่อง c PH แต่ถ้าผู้ป่วยใส่เลนส์สัมผัส (contact lens) มาตรวจก็ให้วัดขณะที่ใส่เลนส์สัมผัสก่อนวัดด้วยตาเปล่า โดยวิธีการ เดียวกับการวัดขณะสวมแว่นตา หลังจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยถอดเลนส์สัมผัสออกแล้วกลับมาวัดในขั้นตอนแรก คือ มองด้วยตาเปล่า 4. การเลื่อนระยะทาง กรณีที่ผู้ป่วยมีสายตาผิดปกติมากจนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นตัวเลขในแถวที่ 1 ได้ ให้ใช้วิธีเลื่อน ระยะทางเข้าไปใกล้ผู้ป่วยโดยใช้ อี-เกมส์ (E-game) ครั้งละ 5 ฟุต โดยผู้วัดถือ อี-เกมส์ ซึ่งมีค่าเท่ากับตัวเลขแถว ที่ 1 คือ 20/200 ยืนหา่งจากผูป้ว่ยในระยะ 15 ฟุต 10 ฟุต หรือ 5 ฟุต ระยะใดระยะ หนึ่ง ถ้าผู้ป่วยบอกได้ถูกต้องว่าขาตัวอีชี้ ไปทิศทางใดถูกต้องทั้ง 4 ทิศทาง คือ บน ล่าง ซ้าย ขวา 5 ใื้ 5. การใช้มือ ถ้าผู้ป่วยเลื่อนระยะทางเข้าไป 15 ฟุต แล้วยังไม่สามารถอ่านแผ่นป้ายได้ ให้ผู้วัดชูมือขึ้นในระดับ สายตาผู้ป่วยโดยทดสอบให้นับนิ้วมือสลับกันหลายๆ ครั้ง ในระยะ 3 ฟุตถ้านับถูกต้องบันทึกว่า Fc 3 ft (Finger count 3 feet) ถ้านับไม่ได้ให้เลื่อนระยะเข้าไปเป็น 2 ฟุต และ 1 ฟุต ตามลำดับให้บันทึกว่าเป็น Fc 2 ft หรือ Fc 1 ft ถ้านับนิ้วมือไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นโบกมือผ่านด้วยตาผู้ป่วยช้าๆ ทำซ้ำๆ หลายครั้ง ถ้าบอกได้ถูกต้อง ว่ามีมือโบกผ่านไปมาให้บันทึกว่าเป็น H.M (Hand Movement) 6. การใช้ไฟฉาย ถ้าผู้ป่วยไม่เห็นนิ้วมือ ให้ใช้ไฟฉาย ต้องระวังปิดตาอีกข้างให้สนิท และส่องไฟที่ตาผู้ป่วยในทิศทาง ต่างๆ ถ้าสามารถเห็นแสง บอกทิศทางได้ถูกต้องให้บันทึก PJ (Projection of light) ถ้าบอกทิศทางของแสงไม่ ได้ให้บันทึก PL (Perception of light) ถ้าไม่เห็นแสงไฟเลยให้บันทึก NPL (No Perception of light) * ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์การวัดสายตามาตรฐานมี แผ่นตัวอีตัวใหญ่สุด เพียง 1 แผ่นเลื่อนระยะทางตามวิธี การเลื่อนระยะทาง หรือใช้วิธีนับนิ้วมือที่ระยะ 3 เมตรถูกต้อง จำนวน 3 ใน 5 ครั้ง ถ้านับไม่ได้ส่งต่อยังสถาน บริการสาธารณสุขที่มีศักยภาพในการตรวจคัดกรองและการรักษาต่อไป *
  • 16.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) 3. การตรวจคัดกรองทั่วไป และการตรวจเบื้องต้น 1. การตรวจดูด้วยตาเปล่า เป็นการตรวจดูและสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้แก่ เปลือกตาบวม แดง หรือมี ตุ่มหนองหรือไม่ ปกติเปลือกตาจะคลุมกระจกตาส่วนบนประมาณ 1-2 มม. ส่วนล่างเสมอกับขอบ กระจกตา ล่างพอดี ขนตาปกติจะชี้ออก ตำแหน่งของลูกตา ควรมีขนาดเท่ากันสองข้างไม่โปน เยื่อบุตา ขอบเปลือกตา ถ้า ปกติจะผิวเรียบมันเห็นเงาสะท้อนของดวงไฟฉาย รูเปิดท่อระบายน้ำตาอยู่แนบชิดกับแอ่งน้ำตา ไม่มีรอยเปื่อย แตกบริเวณหางตา การกดถุงน้ำตา ถ้าปกติไม่มีหนอง น้ำตาเหนียวทะลักออกมาดังภาพแสดงความผิดปกติต่างๆ ต่อไปนี้ เปลือกตาบวม มีขี้ตา หนังตาบวมมีเลือดออกในเยื่อบุตา ลูกตาไม่เท่ากัน 16 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠขนตาชี้เข้า ท่อน้ำตาบวม มีน้ำตาไหลตลอดเวลา
  • 17.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) 2. วิธีคัดกรองผู้ป่วยด้วยไฟฉาย ไฟฉายเป็นอุปกรณ์ที่หาง่าย สะดวกใช้ ราคาถูก แต่หากผู้ป่วย เป็นต้อกระจกไม่มากสามารถคัดกรองค่อนข้างยาก ควรใช้ไฟฉายที่รวมแสง ถ่านไม่อ่อน ส่องที่ตาตรวจดูความ ผิดปกติในลูกตา ส่วนหน้า ดังภาพแสดงความผิดปกติต่างๆ ข้างล่างนี้ เลือดออกช่องหน้าม่านตา กระจกตาขุ่น เลนส์ตาขุ่นและเลื่อนหลุด สิ่งสำคัญในการตรวจด้วยไฟฉายคือการตรวจลักษณะของรูม่านตา ขนาดปกติเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 17 ต้อเนื้อ 3 มิลลิเมตร ความไวของการตอบสนองต่อแสง และมุมม่านตา ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠมีสิ่งแปลกปลอมที่เยื่อบุตา มีหนองในช่องหน้าม่านตา ม่านตาผิดปกติ ภาพตาปกติ ภาพตาที่ได้รับอุบัติเหตุขนาดรูม่านตา ภาพการส่องตรวจมุมม่านตา
  • 18.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) 3. วิธีคัดกรองด้วยเครื่องมือ Direct ophthalmoscope วิธีการตรวจ ก่อนตรวจต้องอธิบายผู้ป่วยเพื่อขอความร่วมมือ สถานที่ควรอยู่ในห้องมืด ควรมี บุคคลที่สามอยู่ด้วยหากผู้ป่วยต่างเพศกัน นั่งหันหน้าเข้าหากัน ให้ผู้ป่วยมองตรงไปด้านหลังผู้ตรวจ ไม่จ้องไฟ ผู้ตรวจถือเครื่องมือ Direct ophthalmoscope ปรับกำลังเลนส์ให้เหมาะสมกับสายตา มองลอดรูไปยังรูม่านตา ของผู้ป่วย หากปกติจะเห็นเป็นสีส้มแดง ซึ่งเกิดจากการสะท้อนของจอประสาทตา (Retina) หากผู้ป่วยเป็น ต้อกระจกจะพบความขุ่นของรูม่านตาจะเป็นสีดำ เทาทึบตรงกลางวงแดงหรือไม่เห็นสีแดงเลย การตรวจวิธีนี้ ต้องมีความชำนาญพิเศษ และเข้าใจพยาธิสภาพของลูกตาส่วนหลังด้วย 4. การวัดความดันตา สามารถวัดได้หลายวิธีด้วยกัน ได้แก่การใช้ Applanation และ Schiotz tonometer การใช้นิ้วมือคลำ Digital palpation ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่แม่นยำน้อยที่สุด โดยการให้ผู้ป่วย หลับตา ใช้ปลายนิ้วชี้กดเบาๆ ให้ออกแรงสะท้อน หากรู้สึกแข็งๆ ตึงๆ แสดงว่าความดันลูกตาสูง หากนิ่มๆ หยุ่นๆ แสดงว่าปกติ หากนิ่มมากกดยุบ แสดงว่าความดันลูกตาต่ำ 18 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠApplanation Tonometer Schiotz Tonometer
  • 19.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) 5. การตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อตา EOM (Extraocular Muscles) เป็นการตรวจการ ทำงานของกล้ามเนื้อตาที่ช่วยในการกลอกลูกตาไปในทิศทางต่างๆ โดยให้ผู้ป่วยมองตามการเคลื่อนไหวของนิ้วชี้ หรือปลายปากกา 6. การตรวจ NPC (Near Point of Convergence) เป็นการตรวจดูการทำงานของตา 2 ข้าง โดยให้ผู้ป่วยมองปลายปากกา ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นค่อยๆ เข้าใกล้ลูกตา ลูกตาดำ 2 ข้างจะเคลื่อน เข้าหากัน หากเบนออกหรือมีอาการปวดตาเมื่อเลื่อนเข้าใกล้ มากกว่า 8 ซม. ขึ้นไป แสดงว่าผิดปกติ ซึ่งจะพบ ในผู้ป่วยที่มักปวดตา ปวดศีรษะบ่อยๆ คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 19 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠภาพการตรวจกล้ามเนื้อตา ตำแหน่งทิศทาง ดังภาพ หากผิดปกติ ลูกตาจะไม่สามารถกลอกตามได้
  • 20.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) และแนวทางการวินิจฉัยส่งต่อโรคตาเบื้องต้น โรคตาแดง โรคตาที่พบบ่อย... เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่ง พบความผิดปกติของตาที่เกิดการแดงของ เยื่อตา (conjunctiva) เป็นหลัก มีความ รุนแรงแตกต่างกันมากนับตั้งแต่น้อย จนกระทั่งมากถึงขั้นตาบอดได้ ในบางครั้ง อาการตาแดงอาจจะเป็นอาการแสดงแรกที่สำคัญของโรคทางกาย clinical practice guidline (CPG) เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้ดูแลผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น ตาแดงอาจจะเกิดได้จาก หลายสาเหตุทั้ง อุบัติเหตุ การติดเชื้อ การอักเสบ และความผิดปกติของหลอดเลือด การซักประวัติและการ ตรวจภายนอกของลูกตาโดยใช้ไฟฉายก็พอจะแยกเรื่องของอุบัติเหตุออกได้ เช่นอาจจะพบเศษผงที่ เยื่อตาขาว กระจกตา หรือ ด้านในของเปลือกตา ในส่วนของตาแดงจากสาเหตุอื่นจำเป็นต้องซักถามหารายละเอียดให้มากขึ้น เช่น ระยะเวลาที่มีอาการ การใช้เลนส์สัมผัส (contact lens), เครื่องสำอางทาเปลือกตา (mascara), การใช้ยา หรือ อุบัติเหตุที่ตา ทั้งนี้เพราะสิ่งแปลกปลอม เป็นสาเหตุหนึ่งของเยื่อตาอักเสบเรื้อรัง การติดเชื้อจากคนรอบข้าง เช่น ตาแดงจากเชื้อไวรัส มีอาการอย่างอื่นทางตาร่วมด้วย เช่น คัน ปวด แสบ มีขี้ตา ตามัว มีอาการหรือโรคอย่างอื่นทางร่างกายร่วมด้วย เช่น ไข้ หวัด ผื่น ไตวาย congestive cardiac failure, Reiter’s disease, polycythaemia, gout, rosacea มีประวัติการแพ้ ในบางครั้งอาจจะได้ประวัติ hay fever, หอบหืด ร่วมกับ เยื่อตาอักเสบจาก การแพ้ (allergic conjunctivitis) มีความเครียด ทั้งนี้เพราะบางครั้งที่มีความเครียด อาจจะทำให้ผู้ป่วยขยี้ตา ประวัติความผิดปกติของตาในครอบครัวและญาติพี่น้อง 20 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 21.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) การตรวจตา การวัดระดับสายตา จะช่วยในการวินิจฉัย ถ้าผู้ป่วยมีสายตาแย่ลงบ่งชี้ว่าน่าจะมีความผิดปกติ ที่รุนแรง เช่น ความผิดปกติของกระจกตา ช่องหน้าลูกตาอักเสบ ต้อหิน อาการปวดก็มีความสำคัญ โดยปกติ เยื่อตาอักเสบมักจะไม่ปวดมาก ในขณะที่โรคของกระจกตา และ ม่านตาอักเสบจะปวดมาก การดูลักษณะ ของตาแดงก็มีความสำคัญ เช่น diffuse conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงทั่วๆ ไปโดยจะจางลงบริเวณรอบๆ กระจกตา localized conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงเฉพาะที่ของเยื่อตา ciliary conjunctival injection เป็นลักษณะตาแดงบริเวณรอบๆ กระจกตา โดยจะจางลง เมื่อออกห่างกระจกตา mixed conjunctival injection มีลักษณะของ diffuse conjunctival injection ร่วมกับ ciliary conjunctival injection คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 21 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠเยื่อตาอักเสบ คือ การอักเสบของเยื่อตาทำให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดเยื่อตาจึงบวมและสีแดงมากกว่าปกติ สาเหตุของเยื่อตาอักเสบ 1. เชื้อไวรัส 2. เชื้อแบคทีเรีย 3. ภูมิแพ้ 4. สารเคมี เยื่อตาอักเสบแบบทันทีทันใด (เกิดอาการอย่างรวดเร็วภายใน 12 ชม.) Gonococcal conjunctivitis เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoea ซึ่งเป็น aerobic gram negative diplococcus เป็นการติดเชื้อที่มีความรุนแรง หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา ทำให้เกิดการทะลุและตาบอดได้ อาการและอาการแสดง มักเกิดทันทีหรือ ภายใน 2-3 วัน จนถึง 7 วัน หลังคลอด ตาบวมแดงสองข้าง มีหนองมาก เลือดออกใต้เยื่อตา พบ pseudomembrane และต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต ในรายที่รุนแรงอาจจะพบกระจกตาอักเสบ (keratitis), แผลที่กระจกตา กระจกตาทะลุ Newborns.stamford.edu
  • 22.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขูดเยื่อตา (conjunctival scraping) ส่งย้อมเชื้อ (Gram’s stain, Giemsa’s stain) ซึ่งจะพบ polymorphonuclear neutrophils, gram negative diplococcus และเพาะเชื้อใน chocolate, blood, thayer-martin media การรักษาพยาบาล เช็ดทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก หรือ 0.9% NSS ส่งพบจักษุแพทย์ทันที กรณีติดเชื้อรุนแรงอาจตาบอดได้ 1. เยื่อตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส * เป็นการติดเชื้อฉับพลัน ระยะฟักตัว 2-4 วัน * ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสจากมือสู่ตา อาการและอาการแสดง - ตาแดง น้ำตาไหล เคืองตา - เป็นในตาหนึ่งข้างและลามมาตาอีกข้างใน 3-7 วัน - หนังตาอาจบวม ต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูโต - อาจลามเข้ากระจกตาทำให้ตามัวลง สู้แสงไม่ได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 การรักษา รักษาตามอาการ จะหายเองภายใน 10-12 วัน ประคบเย็นโดยใช้ผ้าแห้งสะอาดห่อถุงใส่น้ำแข็งวางบนตาที่ปิดสนิท อาจจะให้น้ำตาเทียม หรือ vasoconstrictors/antihistamines ในกรณีที่มีตาแห้งหรือคันตา ยาหยอดตากลุ่ม สเตียรอยด์ จะไม่ใช้ในระยะแรก ยกเว้นรายที่มีอาการรุนแรงมากมีการ มองเห็นลดลง แนะนำผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา ใกล้ชิด หรือ ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ควรหยุดเรียน หรือ ว่ายน้ำ จนกว่าตาจะหายแดง 22 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 23.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 23 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠการป้องกัน - แยกผู้ป่วยห่างจากผู้อื่นในระยะแพร่กระจายเชื้อ (7-14 วัน) - ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดล้างมือบ่อยๆ แยกของใช้ส่วนตัวกับผู้ป่วย - บุคลากรทางการแพทย์ล้างมือและทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังตรวจผู้ป่วย - อธิบายการดำเนินของโรคให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ 2. เยื่อตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นตาแดงที่หายได้เอง ถ้าไม่รักษาอาจจะหายภายใน 10-14 วัน แต่ถ้ารักษาจะหายภายใน 1-3 วัน ยกเว้น staphylococcal conjunctivitis การอักเสบอาจจะพบได้มากบริเวณหัวหรือหางตาเรียกเป็น angular conjunctivitis โดยทั่วไปมักจะเป็น 2 ตา อาการและอาการแสดง เปลือกตาบวม มีคราบขี้ตา ขี้ตาเป็นหนองทำให้ เปิดตาลำบากในตอนเช้า เยื่อตาบวม, papillae เลือด ออกใต้เยื่อตา อาการและอาการแสดง - แสบร้อนในตา ขี้ตาเป็นมูก ตาแดง สู้แสงไม่ได้ - ขอบเปลือกตาแดง - เยื่อตาบวม พบ fine papillae บริเวณ lower tarsus - กระจกตาอาจจะพบ superficial peripheral keratitis ภาพจาก : www.varga.org การรักษา เช็ดทำความสะอาดเปลือกตาเอาขี้ตาออกไปโดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่น ในกรณีที่ความรุนแรงไม่มากอาจ จะใช้เพียงวิธีนี้อย่างเดียวก็หายเองได้ภายใน 3-5 วัน ยาปฏิชีวนะหยอดตา ความถี่ของการใช้ขึ้นกับความรุนแรงและเชื้อ ควรแนะนำเรื่องการป้องกันการกระจายของเชื้อ 3. เยื่อตาอักเสบจากภูมิแพ้ Atopic keratoconjunctivitis ผู้ป่วยอาจจะมีประวัติของ atopic dermatitis ประวัติการแพ้อื่นๆ www.medscape.org
  • 24.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) Vernal keratoconjunctivitis (Spring catarrh, warm weather conjunctivitis) เป็นลักษณะของภูมิแพ้ เรื้อรังเป็นๆ หายๆ เป็น 2 ตา หายเองได้ มักพบในเด็กผู้ชาย อายุน้อยกว่า 10 ปี พบเมื่ออยู่ในอากาศร้อนมากกว่าอากาศ เย็น อาการและอาการแสดง คันตามาก น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือน มีเศษผงในตา ขี้ตาเป็นมูกข้น เยื่อตาบวม, diffuse giant papillae (cobblestones) ที่เปลือกตาบน จุดขาวที่ด้านข้างกระจกตา เรียก Trantas’ dot ตรวจกระจกตาพบลักษณะของ punctate epithelial keratitis, micropannus, epithelial macroerosion plaque, subepithelial scar, superficial corneal (shield) ulcer การรักษา ประคบเย็น การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมีความสำคัญโดยการหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ยาหยอดตาสเตียรอยด์ สำคัญมากในการรักษา อาจจะต้องให้ทุก 2 ชั่วโมงใน 2-3 วันแรก เพื่อให้ อาการลดลงเร็วแล้วค่อยลดยาลง ต้องระวังผลแทรกซ้อนหากใช้เป็นเวลานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อหิน ยากลุ่ม mast cell stabilizers เช่น 2% sodium cromoglycate หยอดตาเป็นการป้องกัน ในรายที่เป็นน้อยอาจจะใช้ยานี้เพียงตัวเดียวก็ได้ ในกรณีรุนแรงให้ 5% acetylcystaeine, ยาหยอดตา cyclosporine A, debridement, lamellar keratectomy หรือ supratarsal injection of steroid 24 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠIsoptik.com การรักษา กำจัดสิ่งที่แพ้ ประคบเย็นจะช่วยลดอาการคัน ยาหยอดตา เช่น vasoconstrictor/antihistamine, สเตียรอยด์อย่างอ่อน รับประทาน antihistamine
  • 25.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) maketownoptical.com.au คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 25 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠต้อหิน เป็นความผิดปกติของเส้นประสาทตา โดยมีลักษณะขั้วประสาทตาฝ่อและมีการสูญเสียลานสายตา ร่วมด้วย ชนิดของต้อหินที่พบบ่อย 1. ต้อหินมุมปิด 2. ต้อหินมุมเปิด 3. ต้อหินความดันตาปกติ 4. ต้อหินแต่กำเนิด อาการและอาการแสดง - ปวดตาและปวดศีรษะ (อาการมากในต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน) - ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ - ความดันลูกตาสูง - ม่านตาตอบสนองต่อแสงลดลง รูม่านตาไม่กลมเหมือนปกติในคนไข้ที่ม่านตายึดติดกับถุงหุ้มแก้วตา ปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน - ความดันลูกตา - พันธุกรรม - โรคทางระบบหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาลดลง - อายุมาก โอกาสเป็นต้อหินสูง - โรคทางกาย เช่นการหยุดหายใจขณะนอนหลับ - อุบัติเหตุทางตา - ยาบางชนิด - โรคทางตาบางชนิด เช่น ต้อกระจก การวัดความดันลูกตา * Identation tonometry วัดด้วย schiotz tonometer * Applanation tonometry * Non-contact tonometry วัดโดยไม่มีการสัมผัสลูกตา ใช้แรงลมพุ่งไปที่กระจกตา * ต้อหินมุมปิดชนิดฉับพลันเป็นภาวะเร่งด่วนทางตาโรคหนึ่ง * การรักษาที่ช้าไปอาจทำให้ผู้ป่วยตาบอด
  • 26.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การป้องกัน การรักษา * รักษาโดยการใช้ยา * รักษาโดยการยิงแสงเลเซอร์ * รักษาโดยการผ่าตัด * ตรวจตาสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง * ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ * ควบคุม รักษา โรคประจำตัวทางร่างกายและทางตา * ป้องกันดวงตาจากอุบัติเหตุ เช่น ใส่แว่นป้องกันขณะทำงาน สวมหมวกนิรภัยที่ปกป้องดวงตาได้ใน ขณะขับขี่จักรยานยนต์ ม่านตาอักเสบ (Uveitis) คือ การอักเสบของ Uvea ซึ่งประกอบด้วยม่านตา (Iris) ซิรีอาลีบอดี (Ciliary body) คอรอยด์ (Choroid) Anterior uveitis คือ การอักเสบของม่านตา และ/หรือ มีการอักเสบของ Ciliary body ร่วมด้วย สาเหตุของการเกิดโรค Δ การติดเชื้อ เช่น ซิฟิลิส วัณโรค ไวรัส เชื้อรา พยาธิ Δ การอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันร่างกายผิดปกติ สิ่งแปลกปลอม ในร่างกาย Δ ไม่ทราบสาเหตุ 26 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠอาการและอาการแสดง * ปวดตา ตามัว กลัวแสง * น้ำตาไหล * ตาแดงรอบกระจกตา (Ciliary injection) เซลตกตระกอน ที่ช่องหน้าม่านตาหรือเกาะที่ กระจกตา * รูม่านตาผิดรูป อาการต่อไปนี้ให้คิดถึงโรคต้อหินมุมปิดฉับพลัน ตามัวฉับพลัน ปวดตามาก ตรวจพบตาแดงรอบกระจกตา ความดันลูกตาสูง ส่งพบจักษุแพทย์ทันที
  • 27.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) “เมื่อพบคนไข้แผลที่กระจกตา ควรส่งพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อตรวจ หาเชื้อ โดยการขูดกระจกตาสง่เพาะเชื้อ” คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 27 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠแผลกระจกตา (Corneal ulcer) สาเหตุ มีบาดแผล หรือแผลติดเชื้อจากสาเหตุต่างๆ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า วัสดุ สิ่งสกปรกต่างๆ เข้าตา การใช้ เลนส์สัมผัส อุบัติเหตุ โรคของกระจกตา อาจจะเกิดจาก เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ หรือเกิดจากสารเคมี ก็ได้ที่นี้ เชื้อส่วนใหญ่จะทำให้เกิดแผลที่กระจกตาจะต้องมีการสูญเสียของชั้น epithelium แต่มีเชื้อโรคบางชนิด ที่ผ่าน epithelium ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการหลุดลอกของชั้น epithelium เช่นเชื้อ Neisseria gonorrhoeae, Corynebacterium diphtheriae, Listeria spp., Haemophilus spp. อาการและอาการแสดง ปวดตา น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ขี้ตาเป็นหนอง สายตาแย่ลง เปลือกตาบวม เยื่อตาแดงรอบกระจกตา (ciliary injection), บวม ส่วนใหญ่พบ papillae ที่เยื่อบุเปลือกตามากกว่า follicles กระจกตาพบมีแผลที่ชั้น epithelium, มี infiltrate ในชั้น stroma อาจจะเป็นสีเทาขาว และ มีเนื้อตายติดอยู่ กระจกตาบวมในตำแหน่งของแผล ช่องหน้าลูกตามีเซลล์และโปรตีน ถ้ามากอาจเห็นเป็นหนอง (hypopyon) การตรวจเพิ่ม ขูดขอบแผลส่งย้อม Gram stain, Giemsa stain, KOH,ส่งเพาะเชื้อ Corneal biopsy โดยจักษุแพทย์ในกรณีที่มีปัญหาในการวินิจฉัย การรักษา บรรเทาอาการปวดตาและกลัวแสง โดยการใช้ยาขยายม่านตา ควบคุมการอักเสบโดยยาสเตียรอยด์และNSAIDs รักษาสาเหตุ เช่น ยาฆ่าเชื้อไวรัส ยาต้านวัณโรค สำหรับแพทย์ทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ควรส่งตัวผู้ป่วยทุกคนที่มา ด้วยอาการตาแดงรอบกระจกตา (Cliary injection) ซึ่งเป็นตาแดงที่มีความเสี่ยงสูง(High risk red eye) พบจักษุแพทย์
  • 28.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การรักษา เริ่มรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหยอดตา ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ครอบคลุมเชื้อหลายชนิด (combined broad-spectrum 1 ชั่วโมงก่อนและเมื่อได้ผลค่อยลดลง ห้ามใช้สเตียรอยด์ Cycloplegics หยอดตาเช่น atropine วันละ 2 ครั้ง เพื่อ ลดอาการปวดจาก ciliary spasm และ ป้องกันการเกิด posterior synechiae การป้องกัน - รักษาโรคของผิวตาที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ตาแห้ง หลับตาไม่สนิท ขนตาเก - แนะนำการใช้เลนส์สัมผัสอย่างถูกวิธี - สวมแว่นป้องกันขณะทำงานหรือเล่นกีฬา - สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนต์ - ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ขาดสารอาหาร เบาหวาน - ให้ยาปฏิชีวนะหยอดในผู้ป่วยที่มีรอยถลอกของกระจกตา จากการได้รับบาดเจ็บ ส่งพบจักษุแพทย์ ทันทีในกรณี ที่รอยถลอกกลายเป็นแผลที่กระจกตา ต้อเนื้อ antibiotic) ให้ถี่มากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของแผลโดยทั่วไปจะเริ่มให้หยอดทุก เกิดจากความเสื่อมของเยื่อตา ตรวจพบเส้นเลือดและเยื่อตาหนาตัวขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือปีกนก คลุมกระจกตา ไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่นอน พบมากในประเทศแถบศูนย์สูตร อาการ แสบ เคืองตา ไม่มีอาการรุนแรงหรืออันตราย 28 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠภาวะแทรกซ้อน * ตาแห้งจากการกระจายตัวของน้ำตา ผิดปกติ * บบังตา ทำ ให้การมองเห็นลดลง และ มีภาวะสา ยตาเอียง การรักษา * ให้น้ำตาเทียม ในผู้ป่วยที่มีอาการตาแห้ง * ยาแอนตี้ฮีสตามีนชนิดหยอดเช่น Hista-oph ED หากมีอาการตาแดง คัน เคืองตามาก * ส่งพบจักษุแพทย์กรณีอาการไม่ดีขึ้นหลังได้ยาหยอด หรือผู้ป่วยต้องการผ่าตัด
  • 29.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 29 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠตารางที่ 3 ความแตกต่างของโรคตาแดงที่สำคัญ อาการและอาการ แสดง เยื่อตาอักเสบ ช่องหน้าลูกตา อักเสบ ต้อหินเฉียบพลัน กระจกตาถลอก เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ภูมิแพ้ อุบัติการณ์ พบบ่อย มาก พบบ่อย มาก พบบ่อย มาก พบบ่อย พบบ่อย พบบ่อย อาการไม่สบายตา เหมือนมีเม็ดทราย ในตา เหมือนมีเม็ดทราย ในตา คัน ปวด สู้แสงไม่ได้ ปวด สู้แสงไม่ได้ ปวด สู้แสงไม่ได้ ขี้ตา หนอง มีคราบติด ที่ขนตา น้ำ เมือก น้ำตา น้ำตา น้ำตา การมองเห็น ปกติ ปกติ ปกติ มัวเล็กน้อย มัวมาก มักจะมัว รูม่านตา ปกติ ปกติ ปกติ เล็ก ไม่ตอบสนอง โตปานกลาง ปกติ ตอบสนองต่อแสง ต่อแสง ไม่ตอบสนองต่อแสง ขนาดของรูม่านตา ปกติ ปกติ ปกติ เล็ก โตปานกลาง ปกติ ลักษณะแดง ทั่วไป ทั่วไป ทั่วไป รอบกระจกตา ทั่วไปหรือ ของเยื่อตา (diffuse) (diffuse) (diffuse) (ciliary) รอบกระจกตา ทั่วไปหรือรอบ กระจกตา กระจกตา ใส ใส ใส มีเซลติด กระจกตาด้านใน บวม ขุ่น ติดสีฟลูออเรสซิน ความดันในลูกตา ปกติ ปกติ ปกติ มักจะต่ำ สูง ปกติ ช่องหน้าลูกตา ปกติ ปกติ ปกติ มีเซลหรือ โปรตีนมาก ตื้น ปกติ ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด การมองเห็นลดลง และมีภาวะสายตาเอียง เคืองตามาก เพื่อความสวยงาม การป้องกัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหรือสิ่งระคายเคืองที่อาจเป็นสาเหตุ ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน อากาศแห้ง
  • 30.
    30 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ (ÇÑ´äË¢§Ô) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺПœ£¼¤·š¸É 1 „µ¦ª·œ·‹Œ´¥­µÁ®˜»…°ŠÃ¦‡˜µÂ—Š Ÿ¼ožiª¥˜µÂ—Š ž¦³ª´˜· „µ¦˜¦ª‹¦nµŠ„µ¥ ˜¦ª‹ conjunctival injection Diffuse injection Localized injection Ciliary injection or mixed injection ˜¦ª‹®œ´Š˜µ Flourescein stain Ÿ·—ž„˜· ž„˜· Subconjunctival haemorrhage ˜·—­¸ Ťn˜·—­¸ Conjunctival reaction Pinguecular Pterygium ˜¦ª‹¦¼¤nµœ˜µ follicles papillae gant papillae Episcleritis Blephritis Trichiasis ¤¸…¸Ê˜µ Dry eye - Vernal Corneal abration ¦¼¤nµœ˜µÁ¨È„ ¦¼¤nµœ˜µ…¥µ¥ Entropion Bacteria - ¡oÁ¨œ­r­´¤Ÿ´­, Corneal ulcer Ectropion …¸Ê˜µÁž}œÁ¤º°„ œÊε ˜µÂ®oŠ etc Å®¤, ˜µž¨°¤ HSK Molluscum Keratoconjunctivitis Anterior uveitis Acute glaucoma contagiosum Chlamydia Virus Medication Corneal dystrophies Lagophthalmos Keratoconjunctivitis Corneal degeneration HSK = Herpes simplex keratitis
  • 31.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) สาเหตุของอาการตามัว การหักเหของแสงผิดปกติ เชน่ สายตาสั้น สายตายาว (การมองเห็นมักจะดีขึ้นเมื่อวัดสายตาโดยมอง ผ่านรูขนาดเล็ก) ทางผ่านแสงของลูกตามีความขุ่น เช่น แผลเป็น ที่กระจกตา ต้อกระจก จอตาหรือระบบประสาทตาผิดปกติ ตาขี้เกียจ ความผิดปกติทางจิตเวช ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก โรคทางกาย เช่นเบาหวาน ยาสเตียรอยด์ อุบัติเหตุที่ตา การได้รับรังสี โรคทางพันธุกรรม คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 31 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠต้อกระจก หมายถึง ภาวะที่แก้วตาขุ่น พบความชุกของโรคมากในกลุ่มผู้สูงอายุ อาการสำคัญ คือ การมองเห็น ลดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอาการเจ็บตา การรักษาต้อกระจก ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาต้อกระจกให้หายได้ ในระยะเริ่มต้นของโรค การวัดสายตาและใส่แว่นตา ทำให้มองเห็นชัดขึ้นได้ การผ่าตัด ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดต้อกระจก การมองเห็นลดลง ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติได้ เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน ต้อกระจกบดบังการตรวจและรักษาโรคตาอื่น การป้องกัน ใส่แว่นกันแดด การใช้ยาหยอดและวิตามินบางชนิดอาจชะลอการเกิดต้อกระจกได้ แต่ผลไม่ดี
  • 32.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การบาดเจ็บทางตา การบาดเจ็บทางตาแบ่งเป็น 2 ชนิด การบาดเจ็บที่ไม่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด การบาดเจ็บที่ไม่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด - เลือดออกใต้เยื่อตา - เยื่อตาฉีกขาด - กระจกตาถลอก - เลือดออกในช่องหน้าม่านตา - สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด - กระจกตาฉีกขาด - ตาขาวฉีกขาด 32 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา ่ ใื้่ เลือดออกใต้เยื่อบุตาิี่ื่ื ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 33.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) สิ่งแปลกปลอมที่เยื่อตาและกระจกตา * มักเกิดจากการทำงานหรือจากการกระเด็นและปลิวของสิ่งแปลกปลอมเข้าตา * ปวดตา เคืองตา แพ้แสง น้ำตาไหล ตาแดง ตามัว - ล้างสิ่งแปลกปลอมด้วยน้ำเกลือ ในกรณีที่มีขนาดเล็กและหลุดออกได้ง่าย - เขี่ยสิ่งแปลกปลอมด้วยไม้พันสำลีหลังหยอดยาชา ให้ใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ หากเขี่ยออก ไม่ได้ควรส่งจักษุแพทย์ - ส่งผู้ป่วยพบจักษุแพทย์ กรณี ตามัวลง ปวดตามาก ขี้ตาเยอะขึ้น หรือสงสัยมีการฉีกขาดของลูกตา ในกรณีผู้ป่วยให้ประวัติ เคืองตาเวลากะพริบตาควรตรวจหาสิ่งแปลกปลอม โดยการเปิดหนังตาล่างและ พลิกเปลือกตาบนทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลืออยู่ ภาพการพลิกเปลือกตา ภาพการล้างตาในผู้ป่วยสารเคมีเข้าตา คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 33 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠอาการ การรักษา กระจกตาถลอก สาเหตุ ขยี้ตาอย่างรุนแรง หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือกระทบตา อาการ เคืองตา น้ำตาไหล ลืมตาไม่ขึ้น อาจมีตามัว กระจกตาด้าน ไม่เป็น มันวาว Emedicine.medscape.com การรักษาพยาบาล - พบเห็นสิ่งแปลกปลอมให้เขี่ยออก - ให้ยาปฏิชีวนะ ปิดตาแน่น นัดตรวจวันรุ่งขึ้น หากไม่ดี ส่งพบจักษุแพทย์
  • 34.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) เลือดออกในช่องหน้าม่านตา การบาดเจ็บที่มีเนื้อเยื่อลูกตาฉีกขาด สิ่งที่อาจตรวจพบ รอยฉีกขาดที่กระจกตา หรือตาขาว มีเนื้อเยื่อสีน้ำตาลยื่นออกมา มีน้ำใสๆ ไหลจากรอยแผลที่ตา รูม่านตาไม่กลม ช่องหน้าม่านตาตื้น การรักษาพยาบาล - ห้ามล้างตา ห้ามป้ายตาหรือ หยอดตา ระวังไม่ให้มีแรงกดตาของผู้ป่วย พยายามไม่เปิดตาตรวจบ่อยๆ - ปิดฝาครอบตา ป้องกันการขยี้ตา “ห้ามปิดตาด้วยก๊อซหรือปิดตาแน่นเด็ดขาด” - ให้งดน้ำอาหารตั้งแต่แรกพบผู้ป่วย จนถึงส่งต่อจักษุแพทย์ สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติในผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บทางตา การซักประวัติ - เกิดจากอะไร - ประวัติโรคทางตา - เกิดขึ้นอย่างไร - ประวัติโรคประจำตัว - เกิดขึ้นเมื่อใด - ประวัติการได้รับวัคซีน - อาการหลังได้รับอุบัติเหตุ - ประวัติการรับประทานอาหารครั้งสุดท้าย 34 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น สาเหตุ อุบัติเหตุโดนกระทบกระแทกจากของแข็ง อาการ เลือดออกในช่องหน้าม่านตา ตามัว การรักษาพยาบาล ครอบตา ให้นอนพักศีรษะสูง ห้ามออกแรงหรือ เคลื่อนไหว เพื่อป้องกันเลือดออกมากขึ้น และส่งพบจักษุแพทย์ทันที สาเหตุ โดนตีหรือกระแทกบริเวณตาด้วยของแหลม อาการ ปวด มักเป็นตาเดียว สายตาเลวลง ลูกตามีบาดแผลฉีกขาด แทงทะลุ มีม่านตาสีดำมาอุดบริเวณบาดแผล ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 35.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 35 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠการป้องกัน - สวมแว่นป้องกันขณะทำงานหรือเล่นกีฬา - สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่จักรยานยนต์ เปลือกตาฉีกขาด การรักษาพยาบาล - ล้างตาทันทีด้วย 0.9% NSS หรือน้ำสะอาดปริมาณมากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรทันที เพื่อลดปริมาณ ความเข้มข้นและความรุนแรงของสารเคมี ห้ามล้างตาด้วยน้ำคลอง - ทดสอบความเข้มข้นของกรดด่าง และล้างตาจนกระทั่งค่า pH น้อยกว่า 7.5 และส่งพบจักษุแพทย์ ภายหลังล้างตาเสร็จแล้ว สาเหตุ จากโดนสารเคมีเข้าตา อาการ เจ็บปวด อาจตามัวทันที ตาแดงแสบเคืองตา กระจกตาขุ่น สารเคมีเข้าตา สาเหตุ จากการโดนกระทบกระแทกด้วยของมีคม อาการ เจ็บปวดบริเวณเปลือกตา เปลือกตาฉีกขาดจนถึง ขอบ อาจมีตาแตก ตาทะลุ หรือมีเลือดออกในช่องหน้าม่านตา การรักษาพยาบาล - ทำความสะอาดเปลือกตาเบาๆ ปิดตาไม่แน่นมากเพื่อห้ามเลือด ครอบฝาครอบ และส่งพบจักษุแพทย์
  • 36.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) โรคเยื่อตาแห้งจากการขาดสารอาหาร (Xerophthalmia) เป็นโรคที่สำคัญในชุมชนที่ทำให้เด็กต้องเสียตาไปตั้งแต่เล็ก สาเหตุ Optometrist.com.au เกิดจากขาดวิตามิน A พบในเด็กหลังมีไข้หรือท้องเดินนานๆ หรือผู้ใหญ่ที่เป็นโรคตับ อาการ - ตามัวมองไม่เห็นตอนกลางคืน เยื่อตาแห้งจะเห็นเป็นเกล็ดกระดี่บนตาขาว มีลักษณะเป็นเงา สีเงินเหลือง มักพบที่มุมตาด้านนอก ซึ่งเรียกว่า Bitot’s spot ถ้ารักษาในระยะนี้จะแก้ได้ทัน - ในเด็กเล็กจะตรวจพบเมื่อมีอาการอ่อนตัวของแก้วตาดำแล้ว ซึ่งมักมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย เด็กจะมี หนังตาบวม ปิดแน่น ไม่ยอมลืมตา การรักษา 1. กินอาหารที่มีวิตามิน A เช่น ผักสด ฟักทอง ไข่ไก่ และจ่ายน้ำมันตับปลาให้กินเป็นเวลาติดต่อกัน 1 เดือน 2. ในรายที่มีอาการอ่อนตัวของแก้วตาดำแล้ว ให้ส่งต่อแพทย์ 3. ในเด็กที่มีอาการติดเชื้อร่วมด้วย ห้ามใช้แรงเปิดหนังตา เพราะแก้วตาดำอาจแตกทะลุได้ ให้ส่งต่อแพทย์ทันที 36 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 37.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) เป็นโรคติดต่อเรื้อรังชนิดหนึ่ง ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุตา เกิดรอยแผลเป็น จากการที่มีแผลเป็น ก็จะดึงรั้งเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน ทำให้ขนตาทิ่มกระจกตาจนเกิดแผล กระจกตาดำขุ่นมัวจนทำให้ตาบอดได้ รูปแสดง : เปลือกตาบนอักเสบเห็นเป็นตุ่มๆ รูปแสดง : เปลือกตาบนเกิดพังผืด คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 37 โรคริดสีดวงตา (Trachoma) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠสาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Chlamydia trachomatis พบมากในแถบประเทศแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ในประเทศไทยพบบริเวณเขตแนวชายแดน อาการ - คันตา ตาแดง น้ำตาไหล มีขี้ตา บางคนอาจรู้สึกคล้ายมีผงอยู่ในตา ทำให้เคืองตา เป็นๆ หายๆ - พลิกหนังตาบนดู จะพบเป็นตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุตา (Follicle และ Papillae) - แผลเป็นที่เยื่อตาของเปลือกตาบน การมองเห็นอาจมัวลงได้ - หลุมขนาดเล็ก รอบกระจกตา (Herbert’pit) - เกิดหลอดเลือดและพังผืดงอกเข้ากระจกตา (Pannus) - ขนตาเกและหนังตาม้วนเข้า (Trichiasis and Entropion) การรักษา * ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น Tetracycline หรือ Doxycycline * Erythromycin หรือ Azithromycin ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคริดสีดวงตา ดังนั้นวิธีป้องกันโรคริดสีดวงตา คือ 1. รักษาความสะอาดของใบหน้าเสมอ โดยเฉพาะในเด็กๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงตอมตา ซึ่งเป็น ทางติดต่อและแพร่กระจายโรคได้ทางหนึ่ง 2. กำจัดแมลงวัน โดยการกำจัดขยะให้ถูกวิธี และไม่ทิ้งขยะใกล้บ้าน 3. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว 4. ใช้น้ำสะอาด และมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอในกิจวัตรส่วนตัว กรณีที่ต้องได้รับการส่งตัวอย่างเร่งด่วน ควรเน้นให้เห็นความสำคัญและความรุนแรงของโรคเพื่อให้ มาพบจักษุแพทย์อย่างทันท่วงที กรณีผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรงควรวินิจฉัยว่ามีปัญหาระบบอื่นที่ควรได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะส่งต่อด้านจักษุด้วย เช่น ระบบทางสมอง การหายใจ หัวใจ เป็นต้น
  • 38.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) หัตถการ...ที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา หัตถการที่พบบ่อยทางจักษุวิทยา เป็นสิ่งจำเป็นที่บุคลากรทางสาธารณสุขต้องปฏิบัติและให้คำแนะนำต่อ ผู้ป่วยอุบัติเหตุทางตาได้ถูกต้องและปลอดภัย ได้แก่ 1. การปิดตาธรรมดา (Eye pad) วัตถุประสงค์ * เพื่อดูดซับเลือดและสารคัดหลั่ง (Discharge) ในรายที่ทำการผ่าตัด * เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักสายตา * เพื่อช่วยลดอาการระคายเคือง * ปิดตาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะสายตาขี้เกียจ (Amblyopia) ภาพ : แสดงการปปิดิตาธรรมดา ภาพ : แสดงการปิดิตาใในเด็็ก Amblyopia เครื่องมือเครื่องใช้ 1. ผ้าปิดตาปลอดเชื้อ (Sterile eye pad) 1 ชิ้น 2. พลาสเตอร์ชนิดบาง กว้าง ½ นิ้วตัดยาว 5 นิ้ว 2 เส้น 38 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ภาพ : แสดง Micropore / Transpore ขนาด ½ นิิ้้ว ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 39.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 39 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠวิธีปฏิบัติ 1. ตรวจสอบคำสั่งการรักษา เพื่อความถูกต้องตามแผนการรักษา 2. ตรวจสอบชื่อผู้ป่วยให้ตรงกับ OPD Card พร้อมทั้งอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจกิจกรรมการพยาบาล วัตถุประสงค์ของการพยาบาล พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยขึ้นนอนบนเตียง 3. ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 4. บอกให้ผู้ป่วยหลับตา ปิด Eye Pad โดยวางด้านที่ไม่สัมผัสนิ้วมือลงบนเปลือกตาให้พอดีกับตา ข้างที่ต้องการปิด เพื่อป้องกันก๊อซขูดขีดบนกระจกตา 5. ปิดพลาสเตอร์ให้ขนานกับดั้งจมูก หลีกเลี่ยงบริเวณมุมปาก โดยปิดจากหน้าผากลงมาโหนกแก้ม ปิดเป็นแนวขนานกันทั้ง 2 เส้น 6. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงระยะเวลาเปิดตา ตามแผนการรักษาของแพทย์ 2. การปิดตาแบบกดแน่น (Pressure patch) วัตถุประสงค์ เพื่อห้ามเลือด ลดการบวม ปวด การระคายเคืองจากแผลที่กระจกตา เครื่องมือเครื่องใช้ 1. ผ้าปิดตาปลอดเชื้อ 1 ชิ้น 2. ผ้าก๊อซขนาด 3x3 นิ้ว ปลอดเชื้อ 2 ชิ้น 3. พลาสเตอร์เหนียวขนาด 1 นิ้ว ตัดยาว 5 นิ้ว 6 เส้น วิธีปฏิบัติ 1. ตรวจสอบคำสั่งการรักษา เพื่อความถูกต้องตามแผนการรักษา 2. ตรวจสอบชื่อผู้ป่วยให้ตรงกับ OPD Card พร้อมทั้งอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจกิจกรรมการ พยาบาล วัตถุประสงค์ของการพยาบาลพร้อมทั้งให้ผู้ป่วยขึ้นนอนบนเตียง 3. ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 4. บอกให้ผู้ป่วยหลับตา ปิด Eye Pad โดยวางด้านที่ไม่สัมผัสนิ้วมือลงบนเปลือกตา กรณีที่ แพทย์สั่งให้หยอดยา ป้ายยาให้ทำก่อนการวาง Eye Pad แล้วใช้ก๊อซ 2 ชิ้น วางซ้อนกัน บนก๊อซกดแน่นเล็กน้อย หรือคลี่ผ้าก๊อซให้หมดทั้ง 2 ชิ้นจับขยุ้มวางลงบน Eye Pad 5. ใช้พลาสเตอร์ที่เตรียมไว้ปิดเรียงทีละเส้นให้คลุมทับ Eye Pad ทั้งหมดให้ปลายบนและ ล่างเรียงเป็นระเบียบสวยงาม
  • 40.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) 6. ทดสอบประสิทธิภาพการปิดตาแน่น โดยให้ผู้ป่วยลืมตาทั้ง 2 ข้าง ถ้าลืมไม่ได้แสดงว่าแน่น เพียงพอ 7. อธิบายให้ผู้ป่วยปิดตาไว้ตามแพทย์สั่ง และสามารถเปิดตาได้เอง เมื่อครบเวลาเพื่อหยอดยา หรือมาตรวจในวันรุ่งขึ้นแล้วแต่กรณีแพทย์นัด ข้อห้ามในการปิดตาด้วยก๊อซทุกชนิด * ผู้ป่วยที่มี กระจกตาถลอกที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ * ผู้ป่วยแผลกระจกตาติดเชื้อ ตาติดเชื้อทุกชนิด * ภาวะลูกตาแตก หรือสงสัยว่ามีลูกตาแตก 3. การครอบตา (Eye shield) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกัน Direct trauma ป้องกันการกระทบกระแทกโดยตรงที่ตาในผู้ป่วย หลังผ่าตัด ตาติดเชื้ออุบัติเหตุทางตา (ตาแตก) 2. เพื่อลดปริมาณแสงที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองตาในผู้ป่วย Corneal ulcer 3. เพื่อป้องกัน Trauma ซ้ำซ้อน และป้องกัน ไม่ให้ตา Expose มากเกินไป ในผู้ป่วย Eye injury ต่าง ๆ เช่น Rupture cornea, Rupture sclera, Rupture globe เป็นต้น เครื่องมือเครื่องใช้ 1. ที่ครอบตา (Eye shield) 2. พลาสเตอร์ชนิดบางขนาดกว้าง ½ นิ้วตัดยาว 5 นิ้ว จำนวน 2 เส้น 40 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ภาพ : แสดงการปปิิดตาแน่่น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 41.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 41 ภาพ : แสดง eye shield ที่มีอยู่และแบบที่ทำขึ้นเอง ภาพ : แสดงการครอบตาด้วย eye shield ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠวิธีปฏิบัติ 1. การครอบ Eye shield ก่อนครอบควรจัดให้ขอบแนบพอดีกับส่วนโค้ง และส่วนเว้าบริเวณแก้ม หรือใบหน้า พลาสเตอร์ ทุกเส้นพับปลายบนลงมาเล็กน้อย เพื่อเป็นการจัดตำแหน่งของ Eye shield ให้พอดีกับ ส่วนเว้าบริเวณใบหน้า ขั้นตอนการปิดพลาสเตอร์ มีดังนี้ เส้นที่ 1 ปิดปลายบนลงหน้าผากโดยดึงปลายล่าง คาดไปตามโค้งของ Eye shield และ ผิวหลังด้านขมับปิดเลยลงไปจนทับโหนกแก้ม เพื่อเป็นการยึดติดระหว่างฝาครอบตา และผิวหนังบริเวณรอบตาของผู้ป่วย เส้นที่ 2 ปิดด้านสันจมูก ทำเช่นเดียวกับเส้นที่ 1 ให้พลาสเตอร์ขนานกัน หมายเหตุ 1. ล้าง Eye shield ให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำเปล่า แล้วเช็ดให้แห้งก่อนใช้ครอบตาทุกครั้ง 2. เปลี่ยนพลาสเตอร์เมื่อสกปรกหรือไม่เหนียว 3. พับปลายด้านใดด้านหนึ่งของพลาสเตอร์ส่วนที่ปิดบริเวณหน้าผากเพื่อสะดวกในการดึง
  • 42.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) การล้างตา วัตถุประสงค์ เพื่อความสะอาดปราศจากคราบน้ำตา ขี้ตาหรือน้ำหนอง ล้างพิษจากสารเคมี หรือ สิ่งแปลกปลอม รวมถึงทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวด อันเนื่องจากการอักเสบ (Inflammation) เครื่องมือเครื่องใช้ 1. ถาดสี่เหลี่ยมสำหรับทำการพยาบาล 1 ใบ 2. ชามรูปไตใหญ่ 1 ใบ เล็ก 1 ใบ 3. Set ล้างตา Sterile 1 set ได้แก่ Undine สำหรับล้างตา สำลี Sterile ใส่กระปุก 4. ไม้พันสำลี Sterile (Applicator) 5. ยาหยอดตา หรือ ป้ายตาตามคำสั่งแพทย์ (ดูจากแผ่นการ์ดยา) 6. ผ้ายางรองใต้ศีรษะผู้ป่วยกันเปื้อน 7. น้ำยาล้างตา 0.9% NSS 500 ซี.ซี.,1,000 ซี.ซี. 8. อุปกรณ์ถ่างตา (Eye retracter) 42 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ภาพ : แสดงอุปกรณ์ล้างตา ภาพ : แสดงการล้างตา (Eye irrigation) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 43.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 43 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠวิธีปฏิบัติ 1. เตรียมเครื่องใช้ทั้งหมด ใส่ลงในถาดสี่เหลี่ยม ยกไปที่เตียงผู้ป่วย สะดวกและประหยัดเวลา 2. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ 3. จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงายราบไม่หนุนหมอน ศีรษะหันไปด้านปลายเตียง พยาบาลยืนเหนือศีรษะ ผู้ป่วยหันหน้าเข้าเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบาย สะดวก 4. ใช้ผ้ายางรองใต้ศีรษะผู้ป่วย เพื่อป้องกันที่นอนเปียก ทำให้รู้สึกเย็น ไม่สุขสบาย 5. เปิดห่อ Set ล้างตาไว้ให้เปิดได้สะดวก และเปิดขวดน้ำยาล้างตาไว้ ล้างมือ ทำความสะอาดมือ 6. เท NSS ใส่ Undine จนเต็ม และให้สำลี 1 ก้อน อุดรูหูผู้ป่วยข้างเดียวกับตาที่จะล้าง เพื่อ กันน้ำเข้าหูขณะล้างตา 7. หยิบชามรูปไตเล็กรองใต้หางตาผู้ป่วย โดยให้ส่วนเว้าของชามรูปไตกระชับ กับส่วนโค้งของ แก้มและขมับ เพื่อรองรับน้ำไหลออกมาขณะล้างตาบอกให้ผู้ป่วยถือชามรูปไตไว้จนกว่าจะ ล้างเสร็จ เพื่อป้องกันผ้าปูที่นอนเปียก 8. ให้ผู้ป่วยเอียงหน้าลงทางด้านที่จะทำ การล้างเล็กน้อย หยิบสำลีมาถือในอุ้งมือซ้าย มือขวาถือ Undine เพื่อให้สะดวกในการล้างตาและน้ำที่ล้างตาไม่เปียกบริเวณใบหน้า 9. ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ซ้ายค่อยๆ เปิด เพื่อให้ล้างตาได้สะดวกและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในตา ได้ออกมาขณะล้างตาหนังตาของผู้ป่วย โดยหัวแม่มือเปิดหนังตาบนและให้แรงกดอยู่บนคิ้ว นิ้วชี้ เปิดหนังตาล่าง และใช้แรงกดอยู่บนโหนกแก้ม 10. ค่อยๆ เท 0.9% NSS ให้ไหลลงบนแก้มผู้ป่วยก่อน เป็นการเตือนให้รู้สึกตัว แล้วจึงเบนปลาย Undine ไปที่ตาผู้ป่วย ให้ปล่อย Undine อยู่ห่างจากตา 1-2 นิ้ว เทน้ำยาลงบนเยื่อตาบริเวณ หัวตา วนไปทางหางตา สอนให้ผู้ป่วยกลอกตาไปรอบๆ ตลอดเวลา เสร็จแล้วให้ผู้ป่วยหลับตา เพื่อให้ล้างตาได้สะอาดและผู้ป่วยเกิดความรู้สึกสบาย หลังการล้างตา 11. ใช้สำลีในอุ้งมือซ้าย เช็ดบริเวณหนังตา จากหัวตาไปหางตา ถ้ามีขี้ตาติดค้างอยู่ ใช้สำลีเช็ด แล้วทิ้งลงในชามรูปไต สำลีก้อนหนึ่งเช็ดได้ครั้งเดียวและไม่นำมาเช็ดซ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ ปนเปื้อนจากบริเวณที่สะอาดไปยังบริเวณที่สกปรก 12. เมื่อเช็ดแห้งดีแล้ว ยกชามรูปไตเล็ก เทลงในชามรูปไตใหญ่ ระวังอย่าให้มือถูกบริเวณที่เป็น รอยเทน้ำ มือจะสกปรก เพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรค 13. นำชามรูปไตเล็กกลับไปใช้ล้างตาอีกข้างหนึ่ง วิธีทำต่างๆ เหมือนที่กล่าวมาแล้ว (กรณีที่ล้างทั้ง 2 ตา) 14. หยอดหรือป้ายตาตามแผนการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา 15. เก็บเครื่องใช้ให้เรียบร้อย เพื่อนำกลับไปทำความสะอาด และเก็บเข้าที่เพื่อนำไปใช้คราวต่อไป เพื่อให้การพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง 16. เวลาล้างตา หยอดหรือป้ายตา ต้องทำอย่างเบามือ เพื่อความสุขสบายของผู้ป่วย
  • 44.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) ข้อควรระวัง 1. ระวังอย่าให้น้ำพุ่งลงบนกระจกตาดำจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดตา 2. ระวังอย่าให้ปลาย Undine แตะต้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของตาผู้ป่วย จะทำให้เกิดอันตราย และสกปรกได้ 3. ล้างตาข้างที่สะอาดก่อนเสมอ 4. ในเด็กเล็กต้องห่อตัวเด็กก่อนการล้างตา 5. ห้ามล้างตาในผู้ป่วย Ruptured globe หลังผ่าตัดในลูกตาช่วงเดือนแรก 6. ในกรณีที่ถูกสารเคมีเข้าตาต้องล้างด้วยน้ำเกลือจำนวนมากควรใช้น้ำเกลือขนาด 1,000 ml และต่อกับสายยางให้น้ำเกลือ (IV set) โดยแขวนขวดเช่นเดียวกับขวดน้ำเกลือ เมื่อเปิด Clamp ที่สายยาง น้ำยาจะไหลลงมาซึ่งใช้ล้างตาได้ตามวิธีเดียวกัน 7. ล้างตา 15-30 นาที ใช้ 0.9% NSS อย่างน้อย 1 ลิตร พร้อมตรวจซ้ำว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดค้าง ในตาหรือไม่ ถ้าพบให้นำออกให้หมด 8. หลังจากล้างตาเสร็จ 5-10 นาที ให้ทดสอบ pH และให้ล้างตาต่อจนกว่า pH จะเป็นกลาง หลักการใช้ยาหยอดตา ยาจะสามารถออกฤทธิ์ได้ดี เข้าถึงตำแหน่งที่ต้องการออกฤทธิ์ (reach its site of action) มีความเข้มข้นเพียงพอ (sufficient concentration) ความเข้มข้นของยา ขึ้นกับ ปริมาณยาที่ให้ ความสามารถในการดูดซึมยา (Absorption) การกระจายและการจับกับเนื้อเยื่อของยา (Distribution & Binding in tissue) การเปลี่ยนรูปแบบของยาภายในร่างกาย (Biotransformation) การกำจัดยาออกจากร่างกาย (Excretion) การใช้ยาหยอดและยาป้าย นิยมใช้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่อร่างกาย ยาเข้าถึงตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ได้ดี 44 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 45.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 45 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠข้อจำกัดในการออกฤทธิ์ของยา 1. ปริมาณยาที่ได้มีจำนวนน้อย conjunctival fornices (cul-de-sacs) มีปริมาตร 7-10 ไมโครลิตร แต่ยาหยอดตา 1 หยด มีปริมาตรถึง 50 ไมโครลิตร ยาบางส่วนระบายออกทาง lacrimal drainage system มี turn over rate 16% ต่อนาที 2. การดูดซึมของยาผ่าน cornea และ conjunctiva ยาจะละลายในน้ำตาแล้วดูดซึมเข้าสู่ภายในลูกตา ผิวของ conjunctiva จะยอมให้ยาซึมผ่านได้ดีกว่าผิวของ cornea กดบริเวณหัวตาข้างนั้น ลดการระบายของยา และลดภาวะแทรกซ้อนในร่างกายจากการดูดซึมยา เข้าหลอดเลือดบริเวณเยื่อบุโพรงจมูก ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมของยา ความเข้มข้นของยา (drug concentration) ความสามารถในการละลายในไขมัน (lipid solubility) ความหนืดของยา (viscosity) : increase contact time Surfactant : barrier effect ลดลง Reflex tearing : ลด contact time การใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตา หยอดยาครั้งละ 1 หยดให้เข้าตา และใช้ยาป้ายเล็กน้อย (เท่าเมล็ดถั่วเขียว) ไม่ควรให้ปลายขวดยา หรือปลายหลอดยาสัมผัสกับขนตาหรือเปลือกตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เข้าไปในขวดยาหรือหลอดยา (โดยเฉพาะกรณีใช้ยาร่วมกัน) หลังจากหยอดยาให้หลับตานิ่งๆ ประมาณ 5 นาที ไม่ควรกะพริบตา หากต้องหยอดยาหลายตัวในเวลาเดียวกัน ให้หยอดห่างกันอย่างน้อย 5 นาที ยาป้ายตานิยมใช้ก่อนนอน เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้นาน แต่มักจะเหนียวเหนอะและทำให้ตามัว ชั่วคราว ถ้าต้องใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตาในเวลาเดียวกัน ให้ใช้ยาหยอดตาก่อน ยาหยอดตาและยาป้ายตาบางชนิด จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอ่านฉลากยาให้ละเอียด ยาหยอดตาชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย (non preservative) ควรใช้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • 46.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) ยาชาชนิดหยอดตา (Anesthetic drug) ใช้เพื่อระงับความรู้สึกที่ผิวตาก่อนทำการตรวจหรือทำหัตถการ แสบตาประมาณ 30-60 วินาทีและฤทธิ์ยาจะอยู่ประมาณ 15 นาที ผลข้างเคียง : เป็นพิษต่อผิว cornea ทำให้แผลที่ cornea หายช้า หรืออาจทำให้เกิดแผล ที่ cornea โดยไม่รู้ตัว ยากลุ่มนี้ได้แก่ 0.5% Tetracaine hydrochloride (Tetracaine) 0.5% Proparacaine hydrochloride 0.4% Benoxinate hydrochloride ยาหยอดตาทางจักษุ ยาปฏิชีวนะ : ใช้ในกรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรียของเปลือกตา เยื่อตา กระจกตา หรือในลูกตา - ยาเดี่ยว คือ ยาที่มีส่วนผสมตัวเดียว เช่น Chlor-Oph (อาจมีภาวะ กระดูกสันหลัง ไม่สร้างเม็ดเลือด), Cravit - ยารวม คือ ยาที่มีส่วนผสมหลายตัว เช่น Poly-Oph, Xanalin, Neosporin (ประกอบด้วย polymyxin B, neomycin, gramicidin) ยาแก้แพ้ชนิดหยอด : ใช้บรรเทาอาการเคืองหรือคันตา เช่น ภาวะภูมิแพ้ที่ตา ต้อลม/ต้อเนื้อ เยื่อตาอักเสบจากไวรัส เช่น - Hista-Oph - Opsil-A การใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้มีภาวะตาแห้งได้ น้ำตาเทียม : ใช้บรรเทาอาการเคือง ตาแห้ง ภาวะภูมิแพ้ ที่ตา ต้อลม/ต้อเนื้อ เยื่อตาอักเสบจากไวรัส - ชนิดที่มีสารกันเสีย เช่น Lac-Oph, Opsil tears, Tear naturale II, Natear - ชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย เช่น Tear naturale free, Cellufresh, Vislube 46 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 47.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 47 ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠยาสเตียรอยด์ : ใช้ลดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น หลังการผ่าตัดตา ภาวะภูมิแพ้ที่ตา ภาวะตาแห้ง - Flu-Oph - Dex-Oph (ประกอบด้วย dexamethasone และ neomycin) - 1% Inf-Oph, 1% Pred forte การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ความดันตาเพิ่มขึ้นและเกิดต้อหิน ยาต้อหิน : เป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ในการลดความดันลูกตา ประกอบด้วยยาที่สำคัญ 5 กลุ่มด้วยกัน 1. Beta blocker - 0.5% timolol, glauco-oph ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา - ขนาดที่ใช้ 1 หยด เช้า เย็น - ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหา โรคหัวใจ หรือโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง 2. Miotic drug - เช่น 2% pilocarpine ออกฤทธิ์ด้วยการเพิ่มการระบายออกของ น้ำเลี้ยงลูกตา ขนาดที่ใช้ 1 หยดวันละ 4 ครั้ง 3. Carbonic anhydrase inhibitor - เช่น diamox ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา Diamox เป็นยากลุ่ม sulfa ดังนั้นจึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา sulfa 4. Hyperosmotic agent - เช่น glycerine ออกฤทธิ์ด้วยการดึงน้ำออกจากวุ้นลูกตาทำให้ความดันลูกตาลดลงรวดเร็ว ขนาดที่ใช้ 100% glycerine 1-1.5 cc/kg ผสมน้ำมะนาวเท่าตัว 5. ยากลุ่มอื่นๆ - เช่น xalatan, travatan, lumigan - ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างและเพิ่มการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา - มีประสิทธิภาพสูงในการลดความดันลูกตา แต่มีราคาแพง
  • 48.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) ยาป้ายตา : มีลักษณะเป็นขี้ผึ้งหรือเจล - ยาปฏิชีวนะ : ChlorOph, Terramycin, Tobrex - น้ำตาเทียม : Genteal gel - ยาช่วยเคลือบและเพิ่มความชุ่มชื้นของกระจกตา : Vidisic gel ยาจะอยู่บริเวณตานานเพิ่มการดูดซึมและออกฤทธิ์ของยา แต่มีข้อเสียคือทำให้ตามัว หลักการใช้ยาหยอดตา 1. ใช้ยาให้ถูกโรค 2. ใช้ยาให้ถูกข้าง ซ้าย- ขวา 3. ใช้ยาให้ถูกวิธี ยาหยอดตาบางชนิดต้องเขย่าก่อน 4. ใช้ยาให้ถูกขนาด ครั้งละ 1 หยดก็เพียงพอ 5. ใช้ยาให้ถูกเวลา 6. ใช้ยาให้ถูกจำนวนครั้ง 48 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ภาพ : วิธีการหยอดตา ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 49.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) Amblyopia ตาขี้เกียจเกิดจากสายตาผิดปกติแล้วไม่ได้แก้ไขตั้งแต่ Anterior / Posterior ข้างหน้า / ข้างหลัง Anterior synechia การติดกันของม่านตากับกระจกตา Aphakia ภาวะที่ไม่มีเลนส์ตา Astigmatism สายตาเอียงหรือภาวะที่ตามีกำลังหักเหแสงไม่เท่ากัน ทุกระนาบทำให้โฟกัสรวมเป็นจุดเดียวกันไม่ได้ C.L = contact lens เลนส์สัมผัส Cataract ต้อกระจก Colour blindness ภาวะตาบอดสี Convergence ตาสองข้างเบนเข้าด้านใน (nasal) Dacryoadenitis ต่อมน้ำตาอักเสบ Diplopia การมองเห็นภาพซ้อน Distichiasis ขนตางอกเกินมากกว่าปกติ Divergence การมองในทิศทางตรงกันข้ามโดยการใช้การเกร็งตาในแนว E.O.M=extra ocular muscle กล้ามเนื้อตา Ectropian หนังตาม้วนออก Entropian หนังตาม้วนเข้า Enucleation การผ่าตัดเฉพาะลูกตาออก Evisceration การผ่าตัดเฉพาะกระจกตาและส่วนที่อยู่ในตาออก Exanteration การผ่าตัดเอาลูกตาออกทั้งลูกพร้อมทั้งเนื้อเยื่อรอบตา Exopthalmos ภาวะที่ตาโปนออกมาด้านหน้าผิดปกติ F.F.A=Fundus Fluorecein Angiography การฉีดสีเพื่อตรวจจอประสาทตา Floaters จุดดำเล็กที่ลอยไปมาใน vitreous Hordeolum / Chalazion ฝีที่เปลือกตา Horizontal / Vertical แนวนอน / แนวตั้ง Hyperopia สายตายาวหรือภาวะที่แสงตกหลังจอรับภาพ Hyphema เลือดออกในช่องหน้าม่านตา Hypopeon หนองในช่องหน้าม่านตา คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 49 ศัพท์ทางจักษุวิทยาที่ควรทราบ 6-8 ขวบแรก (temporal) ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ
  • 50.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) I.O.L =intra ocular lens เลนส์แก้วตาเทียม I.O.P = Intra ocular pressure ความดันตา Iridodonesis การกลอกตาแล้วม่านตาสั่นพลิ้วเนื่องจากไม่มีเลนส์รองรับ LUL = left upper lid / RUL=right upper lid เปลือกตาบนซ้าย/เปลือกตาบนขวา Medial / Lateral ตรงกลาง / ด้านข้าง Miosis ภาวะที่รูม่านตาหดเล็กกว่าปกติ Mydriasis ภาวะที่รูม่านตาขยายกว่าปกติ Myopia สายตาสั้นหรือภาวะที่แสงตกหน้าจอรับภาพ Nystagmus การสั่นของลูกตา หรือตากระตุก O.D =Oculus dexter / R.E=Right eye ตาขวา O.S = Oculus sinister / L.E Left eye ตาซ้าย O.U = Oculus unitus / Both eye ตาทั้ง 2 ข้าง Opthalmologist จักษุแพทย์ Opthalmology จักษุวิทยา Presbyopia สายตาวัยสูงอายุเกิดเนื่องจากเลนส์แข็งตัวขึ้นทำให้ผิว 50 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠของเลนส์ตาเพิ่มความนูนได้น้อยลง ทำให้มองวัตถุอยู่ใกล้ ได้ลดลง Posterior Synechiae การติดกันของม่านตากับเลนส์ Pseudophakia ภาวะที่มีเลนส์แก้วตาเทียมในลูกตา Pterygium ต้อเนื้อ Ptosis หนังตาตก RLL=right Lower lid / LLL=left lower lid เปลือกตาล่างขวา/เปลือกตาล่างซ้าย Strabismus ตาเหล่ Superior / Inferior ข้างบน / ข้างล่าง Trichiasis ขนตาเกเข้าในโดยที่หนังตาปกติ V.A = Visual Acuity สภาพสายตาที่สามารถอ่านหรือเห็นได้ชัด
  • 51.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢Ô§) กุสาวดี เมลืองนนท์.(2548). ยากับโรคตา หู คอ จมูก. กรุงเทพฯ : นิวไทยมิตร. โกวิทย์ พฤษษานุศักดิ์ และ คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น 51 หนังสืออ้างอิง ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμӺŠธวัช ตันติสารศาสน์ บรรณาธิการ. ตา หู คอ จมูก ผู้ป่วยนอกและฉุกเฉิน สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป. กรุงเทพฯ โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, 2546 ขวัญตา เกิดชูชื่น และ สุจินดา ริมศรีทอง. (2540). บรรณาธิการ. การพยาบาลจักษุวิทยา เล่ม 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ธรรมสาร. ธนารักษ์ สุวรรณประพิศ. (2538). การตรวจรักษาโรคตาเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ : โครงการตำรา คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเสริฐ ลีอังกูรเสถียร. (2541). ศิลปะการวัดสายตา (The Art of Refraction) เชียงใหม่ : คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พาณี ศรีสะอาด. (2541) ผลิตภัณฑ์สำหรับตา กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. พนิดา โกสียรักษ์วงศ์. (2546). ตาติดเชื้อ กรุงเทพมหานคร : สยามศิลปะการพิพม์. ภารดี นานาศิลป์. (2543). ต้อกระจก : การดูแล ขอนแก่น : โรงพิมพ์นานาวิทยา. มูลนิธิพิทักษ์ดวงตาและศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอดลำปาง.(2540) โรคตาบอดในเด็กและการป้องกัน. ลำปาง : มูลนิธิฯ วณิชา ชื่นกองแก้ว. (2546). ตำราประสาทจักษุวิทยา. กรุงเทพฯ : งานตำราวารสารและสิ่งพิมพ์ สถานเทคโนโลยี การศึกษาแพทย์ศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล วัฒนีย์ เย็นจิตร. (2530). จอประสาทตาลอก. ลำปาง : กิจเสรีการพิมพ์. ศักดิ์ชัย วงศ์กิติรักษ์. สุดารัตน์ ใหญ่สว่าง. (2546). ตำราจักษุวิทยาเด็กและตาเข กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน สกาวรัตน์ คุณาวุศรุต. (2532). Glaucoma. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลิฟวิ่ง. สบง ศรีวรรณบูรณ์. (2547). การวิเคราะห์สภาพตาสำหรับการแก้ไขสายตาผิดปกติโดย Corneal Topohraphy Wavefron Sensing. กรุงเทพฯ : บริษัท แอล.ที.เพรส จำกัด. สมศักดิ์ รัศมีทัต (บรรณาธิการ). (2535). จักษุสาธารณสุข กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์สวย จำกัด สุรเชษฐ์ ชินไฟโรจน์, จักรี หิรัญแพทย์. (2547). การพยาบาลตา หู คอ จมูก ทันยุค. กรุงเทพฯ : โอเอส พริ้นติ้งเฮาท์ จำกัด อเนก เพฑวนิช. (2528). จักษุวิทยาในเวชปฏิบัติทั่วไป กรุงเทพฯ : โครงการตำรา-ศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. อรุณี เลิศชวนะกุล (2543). โรคตาในโรคกาย. กรุงเทพฯ : โฮลิสตอก พับลิชชิง. อภิชาต สิงคาลวณิช (2540). ตำราจักษุวิทยา กรุงเทพฯ : โฮลิสตอก พับลิชชิง. Aston, S.S. & Main, J.H. Eds. (1993). Clinical geriatric eye care. Boston : Butterworth Heinmann. Chawla, H.B. (1999). Ophthalmology : A symptom-based approach. Oxford : Butterworth Heinmann.
  • 52.
    ÊӹѡºÃÔËÒáÒÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Ø áÅÐâç¾ÂÒºÒÅàÁμμÒ»ÃЪÒÃѡɏ(ÇÑ´äË¢§Ô) Chern, K.C. (2002). Emergency ophthalmology : A rapid treatment guide. New York : McFraw-hill Medical Pub, Division. Deborah Pavan – Langston. (1996). Manual of Occular Diagnosis and Therapy. USA : Little, Brown and compamy Jaffy, Norman S. (1996). Atlas of Ophthalmic Surgery. London : Mosby-Wolfe. Jeffe, N.S (1981). Cartaract surgery and its complication. St. Louis : Mosby. Jeffe, N.S & Horwitz. (1992). Lens and cataract. Vol. 3 New York : Gower Medication Publishing. Jones, Nicholas P. (1998) Uvitis : An lllustrated Manual. Hong Kong Planta Tree. John C. Morrison Irvin P. Pollack. (2003) Flaucoma Science and practice. China : Thieme Medical. Kanski, Jack J. (2003) Clinical Ophthalmology. Butterworth : Elsevier. Lucio Buratto M.D., Carlo Lovisolo M.D., Marco Moncalvi M.D. (1997) Assisting The Ophthalmis Surgeon. Milano : Fogliazza Dditore. Nancymarie Fortunato. (2000). Berry and Kohn’s Operating Room Technique (9th ed.) St. Louis, Missouri : Mosby, Inc. Volpe, Nicholas J, Galetta, Steven L. Neuro-Ophthalamology. USA : WB.Saunders Company. OKhravi, N. (1999). Manual of primary eye care. Oxford : Butterworth Heinmann. Pamela Schultz, Rn, CRNO. (2003). Ophthalmic Procedures lowa : Kendall/Hunt. Riordan-Eva, P. & Whitchen< J.P. (2004). Vaughan & Asburg’ s general ophthalmology. 6th ed. (International edition) New York : Lange Medical Books. Ritch, R. Shield, M.B. & Krupin, Y. (1996). The glaucomas : Glaucoma therapy. Voll III. St. Louis : Mosby. Ronald, L.G. Z2001X Clinical Gluacoma management : Clinical signs in diagnosis ans therapy. Philadelphia : WB. Saunders Com. Scott Greenbaun (1997) Anasthesia in Ophthalmology. USA : W.B Saunders Company. Sheild, M.B. (1998). Text book of glaucoma. Baltimore Md : Williams & Wilkins. Shingleton, B.J. & Kenyon, K.K. (1991). Eye trauma. St. Louis : Mosby. Smith, R.E. (1989). Uveitis : A clinical approach to diagnosis and management. Baltimore : Williams & Wilkins. Sommer, A. (1982). Nutritional blindness : Xeropthalmia and keratomalacia. New York : Oxford University Press. Susan S. & Fairchild, R.N.C. (1996) Perioperative Nursing Principles and practice (2nd ed.) USA. Little, Brown and Company. 52 คู่มือการดูแลโรคตาเบื้องต้น ÊÓËÃѺ¾ÂÒºÒÅã¹âç¾ÂÒºÒŪØÁª¹áÅÐâç¾ÂÒºÒÅÊ‹§àÊÃÔÁÊØ¢ÀÒ¾μμÓºÅ