1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5
ปีการศึกษา 2562
ชื่อโครงงาน โรคตากุ้งยิง
ชื่อผู้ทาโครงงาน
ชื่อ.นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย เลขที่ 33 ชั้น ม.6 ห้อง 14
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานร่วม (ถ้ามี)…………………………………………………
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
2
สมาชิกในกลุ่ม 1 คน
1 นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย เลขที่ 33
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
โรคตากุ้งยิง
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Stye หรือ Hordeolum
ประเภทโครงงาน พัฒนาเพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย
ชื่อที่ปรึกษา คุณครู เขื่อนทอง มูลวรรณ
ชื่อที่ปรึกษาร่วม -
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่1
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
การทาโครงงานนี้มีที่มาเนื่องจาก เจ้าของโครงงานมีอาการ ตาเป็นโรคกุ้งยิงบ่อยมาก และไปหาหมอมา ทุก
โรงพยาบาล แต่อาการกยัง เป็นประจา อยู่ดี จึงตัดสินใจที่จะทาโครงงานนี้เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่เป็นโรค ตา
กุ้งยิงบ่อยเหมือนกัน และให้ตัวผู้จัดทามีความรู้เรื่องตากุ้งยิงมากขึ้น และไม่เป็นตากุ้งยิงซ้าอีกแล้ว เนื่องจาก โรคตา
กุ้งยิงเป็นโรคที่อยู่บริเวณดวงตาและดวงตาเป็นส่วนที่บอบบางที่สุดหากไม่มีวิธีรักษาที่ดีและไม่มีความรู้ที่มากพอ
อาจจะทาให้ตาบอดได้ โครงงานนี้จะมาบอกรายละเอียดต่างๆกับการเป็นกุ้งยิง หวังว่าผู้ที่ประสบปัญหา นี้จะได้รับ
ความรู้จากโครงงานนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันไม่มากก็น้อย ความหมายของโรคตากุ้งยิง โรคตา กุ้งยิง (Stye ห
Hordeolum) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเกิดจากการอุดตันของ ต่อมไขมันบริเวณ
ใต้เปลือกตา ไม่ได้เกิดจากการแอบดูหรือการถ้ามองดังที่เป็นคากล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วน บริเวณของดวงตาที่มักจะ
เกิดโรคตากุ้งยิงขึ้นคือ เปลือกตาด้านบนและเปลือกตาด้านล่าง การเกิดโรคตากุ้งยิงนั้น สามารถพบได้ในผู้คนทุกเพศ
ทุกวัย โดยผู้ป่วยจะมีอาการบวมแดง รู้สึกร้อน หรือปวดบริเวณเปลือกตา หรืออาจ เกิดเป็นตุ่มและถุงหนองได้ด้วย
แต่จะไม่เป็นอันตรายต่อสายตาแต่อย่างใด และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย ยาหยอดตา หรือการป้ายขี้ผึ้งใต้ตา
รวมถึงการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ สาเหตุหลักๆเกิดจากการที่มีเชื้อแบคทีเรียที่ เป็นเชื้อหนองชื่อว่า "สแตฟิโลค็อคคัส
ออเรียส" (Staphylococcus aureus)เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน บริเวณโคนขนตา แล้วทา ให้มีเชื้อโรคแทรก
ซ้อนเข้าไป ซึ่งสาเหตุนี้มีต้นเหตุมาจากภูมิต้านทานของร่างกายลด น้อยลง อันเนื่องมาจาก การนอนหลับพักผ่อนไม่
เพียงพอ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ออกก าลังกายน้อย เป็น ต้น ชนิดของตากุ้งยิงมีหลายชนิดละวิธีการรักษาคือ
การดูแลและถนอมสายตาให้ดีที่สุด
3
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1.เพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้ประสบปัญหาตากุ้งยิง
2.เพื่อให้ผู้ที่เป็นมีวิธีรักษาโรคนี้
3.เพื่อให้รู้จักวิธีรักษาโรคตากุ้งยิง
4.เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ต้องการศึกษาโครงการนี้
ขอบเขตโครงงาน
เพื่อศึกษาโรคตากุ้งยิง และรู้จักวิธีป้องกันและรักษาโรคนี้อย่างถูกวิธี
หลักการและทฤษฎี
ตากุ้งยิง เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา ใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมี
อาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาสามารถรักษาได้ด้วยยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ
ตากุ้งยิงสามารถพบได้ทุกอายุ ทุกเพศ เป็นการอักเสบของหนังตา สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา
มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมี
ต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจานวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทาให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” ทาให้มี
ก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้
ทุกท่านคงจะเห็นลักษณะของตากุ้งยิงว่าเป็นอย่างไรมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะบอกได้ว่าลักษณะของตุ่มที่ตา
อย่างนี้เป็นตากุ้งยิงได้ไม่ยาก แต่ที่พบเป็นปัญหาเสมอมานั่นก็คือ การที่เป็นซ้าแล้วซ้าอีก พอตุ่มแรกหายไปเริ่มจะ
สบาย อีกตุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว
สาเหตุ
 กุ้งยิงเกิดขึ้นเนื่องจากต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วมีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป สิ่งที่ทาให้เกิด
เหตุการณ์เช่นนี้ได้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความต้านทานของร่างกายลดน้อยลง รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยได้ออกกาลังกาย ร่างกายอ่อนแอลง รวมไปถึงพวกใช้สายตามาก สายตาผิดปกติแล้วไม่
แก้ไข
 เกิดจากมือไม่สะอาดมาถูไถบริเวณตา ก็จะเกิดเป็นตากุ้งยิงได้ง่าย สาเหตุสาคัญที่สุดทีทาให้เปลือกตาไม่
สะอาด เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
 กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานามาก่อน แล้วเกิด
การติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทาให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อหนอง
Staphylococcus aureus หากไม่รักษาหนองอาจจะหายเองได้หรืออาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อน
ซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น
 ใช้เครื่องสาอางแล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด
 สาเหตุอาจเกิดจากการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด
อาการ
1. ผู้ป่วยจะมาด้วยมีก้อนที่เปลือกตา อาจเห็นเป็นตุ่มหนองหรือตุ่มอักเสบ และมีอาการปวดหนังตา เวลาที่
กรอกตาหรือหลับตาจะทาให้ปวดมากขึ้น
4
2. บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา ในกรณีที่บวมมากตาจะปิด บางรายอาจพบหนองไหลออกจากเปลือกตา ซึ่ง
หากหนองแตกในตาจะทาให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว
3. น้าตาไหล บางรายมีอาการคันที่ตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม บางคนมีอาการแพ้แสงแดด
ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตากุ้งยิง
 ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ
 ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง
 ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง
การตรวจร่างกาย
หากมีปัญหาก้อนที่ตาและมีอาการปวด ควรจะไปพบจักษุแพทย์เพื่อทาการตรวจอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจเปลือก
ตาทั้งด้านในและด้านนอกของเปลือกตาเพื่อแยกว่าเป็นชนิดภายในหรือภายนอก อาจจะพบว่าตาแดงเนื่องจากมีการ
อักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย
การวินิจฉัย
แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการ และการตรวจตาอย่างละเอียด ไม่จาเป็นต้องทาการตรวจพิเศษ
เพิ่มเติมแต่อย่างใด
การวินิจฉัยแยกโรค
1. xanthelasma ลักษณะเป็นก้อนไขมันสีเหลืองนูนสูงที่เปลือกตา ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บ่งบอกว่าผู้นั้นอาจมีระดับ
ไขมันในเลือดสูงผิดปกติ
2. papillomas ลักษณะเป็นก้อนนูนสีชมพูหรือสีผิวหนัง โตช้า อาจมีผลต่อสายตาได้
3. cysts ลักษณะเป็นถุงน้าขนาดเล็ก
การรักษา
1. สาหรับกุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบ
น้าอุ่นวันละ 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทา
ให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทาการประคบให้หลับตาไว้
2. ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทาให้อักเสบมากขึ้นได้
3. ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
ร่วมด้วย
4. กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จาเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะ
และขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็น
5
ซ้าได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อ
ไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง
5. ไม่ควรขับรถในช่วงที่เป็นกุ้งยิง อาจเกิดอุบัติเหตุได้
6. ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4
ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
การผ่าระบายหนอง
 ใช้มีดเบอร์เล็กๆหรือเข็มเจาะบริเวณหัวหนอง โดยมากให้เจาะจากด้านในของเปลือกตา เนื่องจากว่าการเจาะ
จากด้านนอกจะทาให้เกิดแผล นอกเสียจากว่าหัวหนองนั้นอยู่ใกล้เปลือกตาด้านนอก หากมีหัวหนองหลาย
แห่งก็ต้องเจาะหลายที่
 หากเจาะจากด้านในของเปลือกตาให้เจาะตั้งฉากกับเปลือกตา หากเจาะจากด้านนอกให้เจาะขนานกับเปลือก
ตาเพื่อป้องกันการดึงรั้งของแผล
 ห้ามกรีดขอบหนังตาเพราะจะไปทาลายต่อมขนตา และไม่ควรเจาะทั้งด้านในและด้านนอกพร้อมกัน อาจจะ
ทาให้เกิดเป็นรู
การใช้ยาหยอดตา
1. Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมากให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่
เป็นน้อยป้ายวันละ 2-3 ครั้ง
2. Tobramycin ophthalmic solution หยอดตา 1-2 หยดทุก 4 ชั่วโมง
3. Tobramycin ophthalmic ointment ป้ายแผลทุก 4 ชั่วโมง
ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
1. Erythromycin ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารทุก 6 ชั่วโมง
2. Cloxacillin ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
3. Dicloxacillin ให้ขนาด 125-250 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
4. Tetracycline ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง
การดูแลตัวเอง
 ประคบด้วยผ้าชุบน้าอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 6-8 ครั้ง
 ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออก หากหนองแตกเองก็ให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้าต้มสุก
 ล้างมือบ่อยๆ
 งดทาเครื่องสาอาง
 หลีกเลี่ยงการใส่เลนส์สัมผัส
ภาวะแทรกซ้อน
1. หากไม่รักษา ในบางรายอาจจะทาให้เกิดเป็นก้อนแข็ง เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
6
2. ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู
3. อาจจะทาให้ตาอักเสบ
4. กุ้งยิงที่กลับเป็นซ้าบ่อยๆ
5. การติดเชื้อกระจายไปที่ต่อมขนตา หรือเนื้อเยื่อรอบๆเปลือกตา
การป้องกัน
 ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสผิวหนังรอบเปลือกตา
 หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ
 กุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิง
ไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไปมักรักษาให้หายได้ภายใน 5-7 วัน การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย จะช่วย
ให้การอักเสบหายเร็วขึ้น
 ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้าบ่อยๆ ควรเช็ดไขมันส่วนเกินออกจากบริเวณขอบของเปลือกตา
และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป
 ผู้ที่เป็นกุ้งยิงบ่อยๆ ต้องส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกาลังกายสม่าเสมอ และรับประทาน
อาหารให้ถูกสุขลักษณะ โอกาสที่กุ้งยิงจะเป็นซ้าแล้วซ้าอีกจะลดน้อยลงไป
ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
 สายตาผิดปกติ
 อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
 ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ
 พบตุ่มน้าเกิดขึ้นที่เปลือกตา
 เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด
 เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด
 มีอาการแพ้แสงแดด
 กุ้งยิงกลับเป็นซ้าหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว
 ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก
7
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
-คิดหัวข้อที่จะทา
-หาปัญหาและข้อมูลของเรื่องโรคตากุ้งยิง
-วางแผน ออกแบบร่างโครงงาน
-สรุปผลการทดลอง
-นาเสนอคุณครู
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
อินเตอร์เน็ต และ คอมพิวเตอร์
งบประมาณ
ไม่มีงบประมาณ
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน /
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล /
3 จัดทาโครงร่างงาน / /
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน / / /
5 ปรับปรุงทดสอบ / /
6 การทาเอกสารรายงาน /
7 ประเมินผลงาน /
8 นาเสนอโครงงาน /
8
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
เนื้อหาโครงงานมีผู้คนสนใจ และ ดูแลรักษาดวงตาได้ดี มีประโยชน์กับผู้ที่เจอปัญหานี้ ผู้คนรู้จักวิธีดูแลรักษาตากุ้งยิง
และรักษาได้อย่างถูกวิธี
สถานที่ดาเนินการ
โรงเรียนยุพราช วิทยาลัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
วิชาคอมพิวเตอร์
วิชาวิทยาศาสตร์
วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
http://www.bangkokhealth.com/health/article/
(นพ. วรวุฒ เจริญศิริ)
https://www.honestdocs.co/what-is-conjunctivitis-and-how-to-treat

2562 final-project (32)

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 ปีการศึกษา 2562 ชื่อโครงงาน โรคตากุ้งยิง ชื่อผู้ทาโครงงาน ชื่อ.นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย เลขที่ 33 ชั้น ม.6 ห้อง 14 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานร่วม (ถ้ามี)………………………………………………… ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
  • 2.
    2 สมาชิกในกลุ่ม 1 คน 1นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย เลขที่ 33 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) โรคตากุ้งยิง ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Stye หรือ Hordeolum ประเภทโครงงาน พัฒนาเพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาว เบญจวรรณ สิทธิชัย ชื่อที่ปรึกษา คุณครู เขื่อนทอง มูลวรรณ ชื่อที่ปรึกษาร่วม - ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่1 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน การทาโครงงานนี้มีที่มาเนื่องจาก เจ้าของโครงงานมีอาการ ตาเป็นโรคกุ้งยิงบ่อยมาก และไปหาหมอมา ทุก โรงพยาบาล แต่อาการกยัง เป็นประจา อยู่ดี จึงตัดสินใจที่จะทาโครงงานนี้เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่เป็นโรค ตา กุ้งยิงบ่อยเหมือนกัน และให้ตัวผู้จัดทามีความรู้เรื่องตากุ้งยิงมากขึ้น และไม่เป็นตากุ้งยิงซ้าอีกแล้ว เนื่องจาก โรคตา กุ้งยิงเป็นโรคที่อยู่บริเวณดวงตาและดวงตาเป็นส่วนที่บอบบางที่สุดหากไม่มีวิธีรักษาที่ดีและไม่มีความรู้ที่มากพอ อาจจะทาให้ตาบอดได้ โครงงานนี้จะมาบอกรายละเอียดต่างๆกับการเป็นกุ้งยิง หวังว่าผู้ที่ประสบปัญหา นี้จะได้รับ ความรู้จากโครงงานนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันไม่มากก็น้อย ความหมายของโรคตากุ้งยิง โรคตา กุ้งยิง (Stye ห Hordeolum) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเกิดจากการอุดตันของ ต่อมไขมันบริเวณ ใต้เปลือกตา ไม่ได้เกิดจากการแอบดูหรือการถ้ามองดังที่เป็นคากล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วน บริเวณของดวงตาที่มักจะ เกิดโรคตากุ้งยิงขึ้นคือ เปลือกตาด้านบนและเปลือกตาด้านล่าง การเกิดโรคตากุ้งยิงนั้น สามารถพบได้ในผู้คนทุกเพศ ทุกวัย โดยผู้ป่วยจะมีอาการบวมแดง รู้สึกร้อน หรือปวดบริเวณเปลือกตา หรืออาจ เกิดเป็นตุ่มและถุงหนองได้ด้วย แต่จะไม่เป็นอันตรายต่อสายตาแต่อย่างใด และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย ยาหยอดตา หรือการป้ายขี้ผึ้งใต้ตา รวมถึงการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ สาเหตุหลักๆเกิดจากการที่มีเชื้อแบคทีเรียที่ เป็นเชื้อหนองชื่อว่า "สแตฟิโลค็อคคัส ออเรียส" (Staphylococcus aureus)เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน บริเวณโคนขนตา แล้วทา ให้มีเชื้อโรคแทรก ซ้อนเข้าไป ซึ่งสาเหตุนี้มีต้นเหตุมาจากภูมิต้านทานของร่างกายลด น้อยลง อันเนื่องมาจาก การนอนหลับพักผ่อนไม่ เพียงพอ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ออกก าลังกายน้อย เป็น ต้น ชนิดของตากุ้งยิงมีหลายชนิดละวิธีการรักษาคือ การดูแลและถนอมสายตาให้ดีที่สุด
  • 3.
    3 วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1.เพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้ประสบปัญหาตากุ้งยิง 2.เพื่อให้ผู้ที่เป็นมีวิธีรักษาโรคนี้ 3.เพื่อให้รู้จักวิธีรักษาโรคตากุ้งยิง 4.เพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ต้องการศึกษาโครงการนี้ ขอบเขตโครงงาน เพื่อศึกษาโรคตากุ้งยิงและรู้จักวิธีป้องกันและรักษาโรคนี้อย่างถูกวิธี หลักการและทฤษฎี ตากุ้งยิง เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา ใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมี อาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาสามารถรักษาได้ด้วยยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ ตากุ้งยิงสามารถพบได้ทุกอายุ ทุกเพศ เป็นการอักเสบของหนังตา สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมี ต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจานวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทาให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” ทาให้มี ก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้ ทุกท่านคงจะเห็นลักษณะของตากุ้งยิงว่าเป็นอย่างไรมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะบอกได้ว่าลักษณะของตุ่มที่ตา อย่างนี้เป็นตากุ้งยิงได้ไม่ยาก แต่ที่พบเป็นปัญหาเสมอมานั่นก็คือ การที่เป็นซ้าแล้วซ้าอีก พอตุ่มแรกหายไปเริ่มจะ สบาย อีกตุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว สาเหตุ  กุ้งยิงเกิดขึ้นเนื่องจากต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วมีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป สิ่งที่ทาให้เกิด เหตุการณ์เช่นนี้ได้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความต้านทานของร่างกายลดน้อยลง รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยได้ออกกาลังกาย ร่างกายอ่อนแอลง รวมไปถึงพวกใช้สายตามาก สายตาผิดปกติแล้วไม่ แก้ไข  เกิดจากมือไม่สะอาดมาถูไถบริเวณตา ก็จะเกิดเป็นตากุ้งยิงได้ง่าย สาเหตุสาคัญที่สุดทีทาให้เปลือกตาไม่ สะอาด เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ  กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานามาก่อน แล้วเกิด การติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทาให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อหนอง Staphylococcus aureus หากไม่รักษาหนองอาจจะหายเองได้หรืออาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อน ซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น  ใช้เครื่องสาอางแล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด  สาเหตุอาจเกิดจากการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด อาการ 1. ผู้ป่วยจะมาด้วยมีก้อนที่เปลือกตา อาจเห็นเป็นตุ่มหนองหรือตุ่มอักเสบ และมีอาการปวดหนังตา เวลาที่ กรอกตาหรือหลับตาจะทาให้ปวดมากขึ้น
  • 4.
    4 2. บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา ในกรณีที่บวมมากตาจะปิดบางรายอาจพบหนองไหลออกจากเปลือกตา ซึ่ง หากหนองแตกในตาจะทาให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว 3. น้าตาไหล บางรายมีอาการคันที่ตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม บางคนมีอาการแพ้แสงแดด ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตากุ้งยิง  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ  ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง  ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง การตรวจร่างกาย หากมีปัญหาก้อนที่ตาและมีอาการปวด ควรจะไปพบจักษุแพทย์เพื่อทาการตรวจอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจเปลือก ตาทั้งด้านในและด้านนอกของเปลือกตาเพื่อแยกว่าเป็นชนิดภายในหรือภายนอก อาจจะพบว่าตาแดงเนื่องจากมีการ อักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย การวินิจฉัย แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการ และการตรวจตาอย่างละเอียด ไม่จาเป็นต้องทาการตรวจพิเศษ เพิ่มเติมแต่อย่างใด การวินิจฉัยแยกโรค 1. xanthelasma ลักษณะเป็นก้อนไขมันสีเหลืองนูนสูงที่เปลือกตา ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บ่งบอกว่าผู้นั้นอาจมีระดับ ไขมันในเลือดสูงผิดปกติ 2. papillomas ลักษณะเป็นก้อนนูนสีชมพูหรือสีผิวหนัง โตช้า อาจมีผลต่อสายตาได้ 3. cysts ลักษณะเป็นถุงน้าขนาดเล็ก การรักษา 1. สาหรับกุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบ น้าอุ่นวันละ 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทา ให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทาการประคบให้หลับตาไว้ 2. ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทาให้อักเสบมากขึ้นได้ 3. ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ร่วมด้วย 4. กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จาเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะ และขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็น
  • 5.
    5 ซ้าได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิงแพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อ ไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง 5. ไม่ควรขับรถในช่วงที่เป็นกุ้งยิง อาจเกิดอุบัติเหตุได้ 6. ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ การผ่าระบายหนอง  ใช้มีดเบอร์เล็กๆหรือเข็มเจาะบริเวณหัวหนอง โดยมากให้เจาะจากด้านในของเปลือกตา เนื่องจากว่าการเจาะ จากด้านนอกจะทาให้เกิดแผล นอกเสียจากว่าหัวหนองนั้นอยู่ใกล้เปลือกตาด้านนอก หากมีหัวหนองหลาย แห่งก็ต้องเจาะหลายที่  หากเจาะจากด้านในของเปลือกตาให้เจาะตั้งฉากกับเปลือกตา หากเจาะจากด้านนอกให้เจาะขนานกับเปลือก ตาเพื่อป้องกันการดึงรั้งของแผล  ห้ามกรีดขอบหนังตาเพราะจะไปทาลายต่อมขนตา และไม่ควรเจาะทั้งด้านในและด้านนอกพร้อมกัน อาจจะ ทาให้เกิดเป็นรู การใช้ยาหยอดตา 1. Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมากให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่ เป็นน้อยป้ายวันละ 2-3 ครั้ง 2. Tobramycin ophthalmic solution หยอดตา 1-2 หยดทุก 4 ชั่วโมง 3. Tobramycin ophthalmic ointment ป้ายแผลทุก 4 ชั่วโมง ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน 1. Erythromycin ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารทุก 6 ชั่วโมง 2. Cloxacillin ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง 3. Dicloxacillin ให้ขนาด 125-250 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง 4. Tetracycline ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง การดูแลตัวเอง  ประคบด้วยผ้าชุบน้าอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 6-8 ครั้ง  ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออก หากหนองแตกเองก็ให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้าต้มสุก  ล้างมือบ่อยๆ  งดทาเครื่องสาอาง  หลีกเลี่ยงการใส่เลนส์สัมผัส ภาวะแทรกซ้อน 1. หากไม่รักษา ในบางรายอาจจะทาให้เกิดเป็นก้อนแข็ง เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
  • 6.
    6 2. ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู 3.อาจจะทาให้ตาอักเสบ 4. กุ้งยิงที่กลับเป็นซ้าบ่อยๆ 5. การติดเชื้อกระจายไปที่ต่อมขนตา หรือเนื้อเยื่อรอบๆเปลือกตา การป้องกัน  ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสผิวหนังรอบเปลือกตา  หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ  กุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิง ไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไปมักรักษาให้หายได้ภายใน 5-7 วัน การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย จะช่วย ให้การอักเสบหายเร็วขึ้น  ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้าบ่อยๆ ควรเช็ดไขมันส่วนเกินออกจากบริเวณขอบของเปลือกตา และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป  ผู้ที่เป็นกุ้งยิงบ่อยๆ ต้องส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกาลังกายสม่าเสมอ และรับประทาน อาหารให้ถูกสุขลักษณะ โอกาสที่กุ้งยิงจะเป็นซ้าแล้วซ้าอีกจะลดน้อยลงไป ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้  สายตาผิดปกติ  อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์  ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ  พบตุ่มน้าเกิดขึ้นที่เปลือกตา  เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด  เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด  มีอาการแพ้แสงแดด  กุ้งยิงกลับเป็นซ้าหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว  ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก
  • 7.
    7 วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน -คิดหัวข้อที่จะทา -หาปัญหาและข้อมูลของเรื่องโรคตากุ้งยิง -วางแผน ออกแบบร่างโครงงาน -สรุปผลการทดลอง -นาเสนอคุณครู เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ อินเตอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ งบประมาณ ไม่มีงบประมาณ ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน / 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล / 3 จัดทาโครงร่างงาน / / 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน / / / 5 ปรับปรุงทดสอบ / / 6 การทาเอกสารรายงาน / 7 ประเมินผลงาน / 8 นาเสนอโครงงาน /
  • 8.
    8 ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) เนื้อหาโครงงานมีผู้คนสนใจ และดูแลรักษาดวงตาได้ดี มีประโยชน์กับผู้ที่เจอปัญหานี้ ผู้คนรู้จักวิธีดูแลรักษาตากุ้งยิง และรักษาได้อย่างถูกวิธี สถานที่ดาเนินการ โรงเรียนยุพราช วิทยาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง วิชาคอมพิวเตอร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) http://www.bangkokhealth.com/health/article/ (นพ. วรวุฒ เจริญศิริ) https://www.honestdocs.co/what-is-conjunctivitis-and-how-to-treat