แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
ISBN
บรรณาธิการ
จัดพิมพและเผยแพร
สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย กรมการแพทย
กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท 0-2590-6395
โทรสาร 0 2965 9844
www.dms.moph.go.th/imrta
พิมพครั้งที่ 1 มีนาคม 2559
จํานวน 2,500 เลม
พิมพที่ สํานักงานกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึกในพระบรมราชูปถัมภ
หลักการของแนวทางการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
แนวทางฉบับนี้เปนเครื่องมือสงเสริมคุณภาพของการบริการดานสุขภาพ
ที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคม โดยหวังผลในการสรางเสริมสุขภาพ
ที่ดีของประชาชนอยางมีประสิทธิภาพและคุมคา ขอแนะนําในแนวทางฉบับนี้มิใช
ขอบังคับของการปฏิบัติ ผูใชสามารถปฏิบัติตามดุลพินิจภายใตความสามารถและ
ขอจํากัดตามภาวะวิสัยและพฤติการณที่มีอยู
ก
คํานํา
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมเปนพื้นฐานสําคัญของระบบสุขภาพ มีประโยชนใน
การสรางเสริมสุขภาพและการปองกันโรค แตทั้งนี้การสงเสริมการตรวจสุขภาพที่เกินจําเปนและไมสมเหตุผล
กอใหเกิดผลกระทบในทางลบตอสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม และในขณะเดียวกันประชาชนบางสวนยังไมได
รับการตรวจสุขภาพที่จําเปน เนื่องจากขาดความรูความเขาใจหรือเขาไมถึงบริการ รวมทั้งการจัดการ
ใหบริการมีความแตกตางกัน
การจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน มีเปาหมายเพื่อ
เปนแนวทางปฏิบัติสําหรับแพทยและบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข โดยกรมการแพทยรวมกับสภา
วิชาชีพดานสุขภาพ สถาบันวิชาการ หนวยงาน/องคกรที่เกี่ยวของ ไดรวมดําเนินการจัดทําดวยกระบวนการ
ทางวิชาการ อางอิงหลักฐานเชิงประจักษที่มีความเปนปจจุบัน ผานการรับฟงความเห็นจากผูทรงคุณวุฒิและ
ตัวแทนภาคสวนตางๆ ที่เกี่ยวของ ทบทวนและปรับแกเพื่อพัฒนาเปนแนวทางที่เหมาะสมตามบริบทของ
ประเทศไทย
ขอขอบคุณภาคีเครือขายทุกภาคสวนที่มีสวนสนับสนุนและรวมดําเนินการในการจัดทํา
แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชนฉบับนี้ กรมการแพทยยินดีรับคําแนะนํา
ขอเสนอแนะ คําวิจารณตางๆ ที่จะชวยในการพัฒนาและปรับปรุงแกไข เพื่อใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น อันจะเปน
ประโยชนตอการดูแลสุขภาพของประชาชนตอไป
นายแพทยสุพรรณ ศรีธรรมมา
อธิบดีกรมการแพทย
กระทรวงสาธารณสุข
ข
สารบัญ
หนา
คํานํา ก
บทนํา
 หลักการและเหตุผล 1
 คํานิยาม 1
 วัตถุประสงค 2
 กลุมเปาหมาย 2
 ขอบเขต 2
 กระบวนการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 2
 คุณภาพหลักฐาน 3
แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน 5
(อายุ 0 – 18 ป)
 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยทํางาน 29
(อายุ 18 – 60 ป)
 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ 40
(อายุ 60 ปขึ้นไป)
ภาคผนวก
 ภาคผนวก ก รายการตรวจทางหองปฏิบัติการที่มีหลักฐานไมสนับสนุน 54
ในการตรวจสุขภาพประชาชน
 ภาคผนวก ข แบบประเมินสภาวะสุขภาพ 57
 ภาคผนวก ค คําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการ/คณะทํางาน 73
พัฒนาการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
 ภาคผนวก ง รายชื่อผูเขารวมประชุมรับฟงความคิดเห็น 81
จากคณะผูเชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวของ
 ภาคผนวก จ ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 86
ค
สารบัญตาราง
หนา
ตารางที่ 1 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน (อายุ 0 - 18 ป) 7
ตารางที่ 2 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18 - 60 ป) 31
ตารางที่ 2.1 การซักประวัติและตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 32
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป)
ตารางที่ 2.2 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 33
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป)
ตารางที่ 3 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมในกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) 42
ตารางที่ 3.1 การซักประวัติและประเมินสุขภาพ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 43
สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
ตารางที่ 3.2 การตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 44
สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
ตารางที่ 3.3 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 45
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
1
บทนํา
หลักการและเหตุผล
สํานักงานสํารวจสุขภาพประชาชนไทย ไดรายงานการสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจ
รางกาย พ.ศ. 2551-2552 พบวาประชาชนบางสวนไมตระหนักถึงความเสี่ยงตอการเกิดโรคหรือปวยเปนโรค
เชน ประมาณหนึ่งในสามของผูที่เปนเบาหวานไมทราบมากอนวาตนเองเปนเบาหวาน และกวาครึ่งหนึ่งของผูที่
เปนความดันโลหิตสูงไมเคยไดรับการวินิจฉัยมากอน นอกจากนี้ ยังพบวาระหวางป พ.ศ. 2549-2550 สตรีอายุ
15-59 ป เคยไดรับการตรวจปากมดลูกเพียงรอยละ 42.5 ในขณะที่กอนป พ.ศ. 2549 เคยไดรับการตรวจ
เพียงรอยละ 18.3 ทั้งๆ ที่ภาวะเสี่ยงและโรคตางๆ ดังกลาว สามารถตรวจพบได ดวยวิธีที่ไมยุงยากซับซอน
และสามารถใหการสรางเสริมสุขภาพ ปองกันการเกิดโรค และบําบัดรักษาแตเนิ่นๆ ไดผลดี
ในขณะเดียวกัน มีประชาชนอีกกลุมหนึ่งไดรับการตรวจสุขภาพเกินจําเปนและไมสมเหตุผล สวนใหญ
เปนการตรวจโรคโดยใหความสําคัญกับการตรวจทางหองปฏิบัติการ ซึ่งหลายรายการยังขาดขอมูลสนับสนุน
ดานประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่เพียงพอ และอาจสงผลเสียตอผูถูกตรวจ สวนหนึ่งเกิดจากความเคยชินที่
ปฏิบัติสืบตอกันมายาวนาน ประกอบกับขาดการกําหนดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม และ การให
ความรูและคําแนะนําประชาชนใหรูเทาทันตอเทคโนโลยีทางการแพทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว
จะเห็นไดวา ประชาชนบางสวนยังคงไมไดรับการตรวจสุขภาพที่จําเปน เนื่องจากขาดความรู เขาไมถึง
บริการและความแตกตางของการกระจายทรัพยากรในแตละพื้นที่ รวมทั้งยังมีการสงเสริมการตรวจสุขภาพที่
เกินความจําเปนและไมเหมาะสม ซึ่งสงผลกระทบตอสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม
จากขอมูลสํานักงานสถิติแหงชาติ ป 2558 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 66 ลานคน ทั้งหมดมี
หลักประกันดานสุขภาพภายใต 3 กองทุนสุขภาพหลัก ไดแก กองทุนหลักประกันสุขภาพแหงชาติ กองทุน
ประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ หรือสวัสดิการของหนวยงานตางๆ ซึ่งสิทธิที่ประชาชน
ไดรับในการตรวจสุขภาพจากกองทุนและสวัสดิการมีความแตกตางกันมาก
ดังนั้น เพื่อใหเกิดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน มติสมัชชาสุขภาพ
แหงชาติ ครั้งที่ 6 มติ 1 พ.ศ. 2556 ไดขอใหกระทรวงสาธารณสุขโดยสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
และกรมการแพทย เปนเจาภาพหลัก รวมกับแพทยสภา สภาวิชาชีพ สถาบันวิชาการ และหนวยงาน/องคกร
ที่เกี่ยวของกับการประกันสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดําเนินการพัฒนาแนวทางและสงเสริมการตรวจ
สุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน โดยใชกระบวนการทางวิชาการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ
ประกอบการเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
คํานิยาม
การตรวจสุขภาพ หมายถึง การตรวจดานสุขภาพของผูที่ไมมีอาการหรืออาการแสดงของการเจ็บปวย
ที่เกี่ยวของกับการตรวจนั้น เพื่อคนหาปจจัยเสี่ยง ภาวะผิดปรกติ หรือโรค ซึ่งนําไปสูการปองกัน (เชน การ
ปรับพฤติกรรม) การสงเสริมสุขภาพของผูที่รับการตรวจ หรือใหการบําบัดรักษาตั้งแตระยะแรก
การตรวจสุขภาพในที่นี้ ไมรวมถึง (1) การตรวจดานสุขภาพของผูที่มาขอปรึกษาแพทยดวยอาการ
เจ็บปวย หรือภาวะความผิดปกติอยางใดอยางหนึ่ง และ (2) การตรวจดานสุขภาพของผูที่มีโรค หรือภาวะ
เรื้อรัง (เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) เพื่อคนหาภาวะแทรกซอนที่เกี่ยวของกับโรคที่เปน
2
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม หมายถึง การตรวจสุขภาพอยางสมเหตุผลตามหลักวิชา โดย
แพทย หรือบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุขที่ไดรับมอบหมาย ที่มุงเนนการสัมภาษณประวัติที่เกี่ยวของ
กับสุขภาพ และการตรวจรางกาย สวนการตรวจทางหองปฏิบัติการจะทําเฉพาะรายการที่มีขอมูลหลักฐานที่
บงชี้แลววามีประโยชนคุมคาแกการตรวจ เพื่อคนหาโรคและปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรค และนําไปสูการปองกัน
การสรางเสริมสุขภาพ และการบําบัดรักษาอยางถูกตองและเหมาะสม
ประชาชน ในที่นี้หมายถึง บุคคลทั่วไปที่ไมเคยทราบวาเปนโรค หรือมีอาการ/อาการแสดงผิดปรกติ
ที่เกี่ยวของกับรายการของการตรวจสุขภาพที่จะรับการตรวจ
วัตถุประสงค
1. เพื่อเปนแนวทางการจัดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม แกหนวยงานและสถานบริการ
สุขภาพ
2. เพื่อเปนแนวทางใหแพทยและบุคลากรทางการแพทย ดําเนินการใหเกิดการตรวจสุขภาพที่จําเปน
และเหมาะสมแกประชาชน
3. เพื่อเปนแนวทางสงเสริมการทําความเขาใจสําหรับภาคประชาชนในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและ
เหมาะสม
กลุมเปาหมาย
แพทยและบุคลากรสาธารณสุขในสถานบริการสุขภาพทุกระดับ
ขอบเขต
เปนแนวทางในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน จําแนกเปน 3 กลุมวัย ไดแก
กลุมวัยเด็กและวัยรุน (0-18 ป) กลุมวัยทํางาน (18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (ตั้งแต 60 ปขึ้นไป)
(หมายเหตุ: นับอายุเต็ม 1 ป เมื่อครบรอบวันเกิด ในกรณีที่อายุครอมกลุมวัย แนะนําใหเลือกชุดการ
ตรวจสุขภาพในกลุมวัยที่สูงกวา)
กระบวนการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
ขั้นตอนการดําเนินงาน
1) กระทรวงสาธารณสุขแตงตั้งคณะกรรมการพัฒนาการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ
ประชาชน โดยมีอธิบดีกรมการแพทยเปนประธาน และสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทาง
การแพทย กรมการแพทย เปนคณะเลขานุการ (คําสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1022/2558)
2) ประธานคณะกรรมการฯ แตงตั้งคณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพฯ 3 คณะ สําหรับ
แตละกลุมวัย โดยการมีสวนรวมของภาคสวนตางๆ (คําสั่งกรมการแพทยที่ 586/2558)
3) กําหนดขอบเขตและรูปแบบการดําเนินงาน
4) ทบทวนและรวบรวมสถานการณ และขอมูลที่เกี่ยวของ
5) จัดทํารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
6) รับฟงความคิดเห็นตอรางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน โดย
คณะทํางานและผูเชี่ยวชาญดานตางๆ ที่เกี่ยวของ
7) ปรับปรุงและแกไขรางตนฉบับแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
3
8) จัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นวาดวยเรื่อง “แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ
ประชาชน” เพื่อใหภาคีเครือขายที่เกี่ยวของทุกภาคสวน ทั้งภาคประชาชน ภาคสังคม และองคกร
วิชาชีพ มีสวนรวมในกระบวนการพัฒนาทั้งการพิจารณาราง การเสนอแนะ และการรวมขับเคลื่อน
เมื่อผานฉันทมติแลว
9) รายงานความกาวหนาและรับฟงความเห็นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแหงชาติ ครั้งที่ 8 (พ.ศ. 2558)
10) คณะทํางานฯ แกไขและจัดทําตนฉบับแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ
ประชาชน
11) ทบทวนตนฉบับขั้นสุดทายโดยผูเชี่ยวชาญ
คุณภาพหลักฐาน (Quality of Evidence)
ประเภท ก หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก
ก1 การทบทวนแบบมีระบบ (systematic review) หรือการวิเคราะหแปรฐาน (meta-analysis)
ของการศึกษาแบบกลุมสุมตัวอยาง-ควบคุม (randomize-controlled, clinical trials) หรือ
ก2 การศึกษาแบบกลุมสุมตัวอยาง-ควบคุมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม อยางนอย 1 ฉบับ
(a well-designed randomize-controlled clinical trial)
ประเภท ข หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก
ข1 การทบทวนแบบมีระบบของการศึกษาควบคุมแตไมไดสุมตัวอยาง (systematic review of
non-randomized, controlled clinical trials) หรือ
ข2 การศึกษาควบคุมแตไมสุมตัวอยางที่มีคุณภาพดีเยี่ยม (well-designed, non-randomized,
controlled clinical trial) หรือ
ข3 หลักฐานจากรายงานการศึกษาตามแผนติดตามเหตุไปหาผล (cohort) หรือการศึกษาวิเคราะห
ควบคุมกรณียอนหลัง (case-control analytic studies) ที่ไดรับการออกแบบวิจัยเปนอยางดี
ซึ่งมาจากสถาบันหรือกลุมวิจัยมากกวาหนึ่งแหง/กลุม หรือ
ข4 หลักฐานจากพหุกาลานุกรม (multiple time series) ซึ่งมีหรือไมมีมาตรการดําเนินการ หรือ
หลักฐานที่ไดจากการวิจัยทางคลินิกรูปแบบอื่นหรือทดลองแบบไมมีการควบคุม ซึ่งมีผล
ประจักษถึงประโยชนหรือโทษจากการปฏิบัติมาตรการที่เดนชัดมาก เชน ผลของการนํายา
เพ็นนิซิลินมาใชใน พ.ศ. 2480 จะไดรับการจัดอยูในหลักฐานประเภทนี้
ประเภท ค หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก
ค1 การศึกษาพรรณนา (descriptive studies) หรือ
ค2 การศึกษาควบคุมที่มีคุณภาพพอใช (fair-designed, controlled clinical trial)
ประเภท ง หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก
ง1 รายงานของคณะกรรมการผูเชี่ยวชาญ ประกอบกับความเห็นพองหรือฉันทมติ (consensus)
ของคณะผูเชี่ยวชาญ บนพื้นฐานประสบการณทางคลินิก หรือ
ง2 รายงานอนุกรมผูปวยจากการศึกษาในประชากรตางกลุม และคณะผูศึกษาตางคณะอยางนอย
2 ฉบับ
4
รายงานหรือความเห็นที่ไมไดผานการวิเคราะหแบบมีระบบ เชน เกร็ดรายงานผูปวยเฉพาะราย
(anecdotal report) ความเห็นของผูเชี่ยวชาญเฉพาะราย จะไมไดรับการพิจารณาวาเปนหลักฐานที่มีคุณภาพ
ในการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพฯ ฉบับนี้
แหลงทุนและผลประโยชนทับซอน (Financial disclosure and conflict of interest)
ในการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชนฉบับนี้ ไดรับ
งบประมาณจากกรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข และไดรับการสนับสนุนในการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะ
ประเด็นจากสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ (สช.) ทั้งนี้ การดําเนินการไมมีผลประโยชนทับซอนใดๆ
5
แนวทางการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน
(อายุ 0-18 ป)
6
7
ตารางที่ 1 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน (อายุ 0-18 ป)
กิจกรรม
วัยทารก ปฐมวัย วัยเรียน วัยรุน
วัน เดือน ป
อายุ 0-7 1 2 4 6 9 12 18 2 3 4 6 8 10 11-
14
15-
18
1 การซักประวัติ/สัมภาษณ
สิ่งที่กังวล ความเสี่ยง
(เชน วัณโรค สารตะกั่ว ไขมันสูง) * * * * * * * * * * * * * * * *
2 การตรวจรางกาย
-ชั่งน้ําหนักตัว * * * * * * * * * * * * * * * *
-วัดสวนสูง หรือความยาว * * * * * * * * * * * * * * * *
-วัดเสนรอบศีรษะ * * * * * * * * *
-BMI (น้ําหนักตัว/สวนสูง2
) * *
-วัดความดันโลหิต 1 ครั้ง * * * *
3 การประเมินพัฒนาการและสุขภาพจิต
-ประเมินปญหาทางจิตใจ สังคม
พฤติกรรม การเรียนรู
* * * * * * * * * * * * * * * *
-ติดตามเฝาระวังพัฒนาการ * * * * * * * * * * * * * * * *
-ตรวจคัดกรองพัฒนาการ * * 1 ครั้ง
4 การตรวจคัดกรอง
-วัดสายตาโดยใชเครื่องมือ 1 ครั้ง * * * *
-ตรวจการไดยินอยางงาย
†
* * * * 1 ครั้ง 1 ครั้ง
-ตรวจการไดยินดวยเครื่องมือ
‡
1 ครั้ง
5 การตรวจเลือด
-TSH, PKU (ทารกแรกเกิด) 1 ครั้ง
-hemoglobin, hematocrit 1 ครั้ง 1 ครั้ง หญิง 1 ครั้ง
6 การใหวัคซีนปองกันโรค * * * * * 1 ครั้ง * * * 1 ครั้ง * * 1 ครั้ง
7 การใหคําปรึกษา/แนะนํา และสงเสริมสุขภาพ
-การเลี้ยงดูตามวัย สงเสริม
พัฒนาการและการเรียนรู
* * * * * * * * * * * * * * * *
-โภชนาการ การออกกําลังกาย * * * * * * * * * * * * * * * *
-การดูแลสุขภาพชองปากและฟน * * * * * * * * * * * * * * * *
-สงพบบุคลากรทางทันตกรรม 1 ครั้ง
-การปองกันอุบัติเหตุ * * * * * * * * * * * * * * * *
-สารเสพติด/อนามัยเจริญพันธุ/
พฤติกรรมอื่นๆ
* * * * *
*แนะนําใหทํา, 1 ครั้ง= แนะนําใหทําหนี่งครั้งในชวงเวลาดังกลาว†
โดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (Whispered Voice Test หรือ Finger Rub Test)‡
เครื่องมือคือ OAE (Otoacoustic emission test) หรือ Automed ABR (auditory brainstem response) audiometry
PKU = โรค phenylketonuria โดยเจาะเลือดในวันที่ 2-3 เมื่อทารกเริ่มกินนมแลว สงตรวจหาระดับฟนิลอะลานีน
TSH = Thyroid stimulating hormone ตรวจภาวะพรองไทรอยดฮอรโมน โดยใชเลือดที่สงตรวจพรอมกับการตรวจ PKU
8
9
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
ทารกแรกเกิด (อายุ 0-7 วัน)
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ความเจ็บปวยและสุขภาพของทารก
บทบาทการทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความชวยเหลือดานการดูแลทารกจากคนอื่นใน
ครอบครัว
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนัก พฤติกรรมของ
ทารก เชน การกิน การนอน การขับถายปสสาวะและอุจจาระ
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางทารกกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมตอบสนองตอความตองการของทารก
วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น เชน เวลาทารกรองไห รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลี้ยงดู
ทารกซึ่งอาจมีความขัดแยงกันของสมาชิกในครอบครัว
 ตรวจประเมินการเจริญเติบโตชั่งน้ําหนัก วัดความยาว วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟ
การเจริญเติบโตรวมทั้งวัดขนาดของกระหมอมศีรษะ
 ตรวจรางกายตามระบบ ดูความผิดปรกติของรูปรางหนาตา (dysmorphic features) ประเมินภาวะ
ตัวเหลือง ภาวะซีด ตรวจตาเพื่อดูการสะทอนแสงจากจอประสาทตา (red reflex) และประเมินการ
อุดกั้นของทอน้ําตา ตรวจหาพังผืดใตลิ้นและเพดานโหว ฟงเสียงปอดและหัวใจ คลําชีพจรบริเวณ
ขาหนีบ ตรวจชองทองและบริเวณสะดือเพื่อหาความผิดปรกติ ตรวจอวัยวะเพศ ตรวจขอสะโพกเพื่อ
คัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด คลํากระหมอม ตรวจระบบประสาทรวมถึงดูความผิดปรกติบริเวณหลัง
และกนกบ (sacral dimple) ตรวจตําแหนงที่ฉีดวัคซีนบีซีจีวามีภาวะแทรกซอนเกิดขึ้นหรือไม
การคัดกรองความผิดปรกติกอนกลับบาน
 ตรวจสอบประวัติโรคติดตอทางเพศสัมพันธของมารดา เพื่อวางแผนการตรวจติดตามทารก
 ตรวจคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมนและ phenylketonuria (PKU) ตามมาตรฐานของประเทศ
 ตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง
 ตรวจการไดยินดวยเครื่องมือในทารกภายในอายุ 6 เดือนหลังคลอด
 ตรวจคัดกรองโรคหัวใจพิการรุนแรงแตกําเนิดโดยการวัดคาความอิ่มตัวของออกซิเจนทางผิวหนัง
(oxygen saturation) เฉพาะในที่ที่มีเครื่องมือและบุคลากร
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
การคัดกรองความผิดปรกติเมื่อทารกมาตรวจติดตาม
 ประเมินพัฒนาการของทารก เชน การมองหนาพอแม การตอบสนองตอเสียงหรือสัมผัส
 ประเมินการเลี้ยงลูกดวยนมแมและปญหาของการเลี้ยงลูกดวยนมแม
 ประเมินสภาวะจิตใจของมารดาหลังคลอดบุตร เชน ภาวะซึมเศราหลังคลอด (post-partum blue)
 ติดตามผลคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมน และ โรค phenylketonuria (PKU)
 ตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง
10
การใหวัคซีน
 วัคซีนบีซีจี (BCG)
 วัคซีนตับอักเสบบี HBV ครั้งที่ 1 (ในรายที่แมเปนพาหะไวรัสตับอักเสบบี ควรฉีดวัคซีนใหทารกโดยเร็ว
ที่สุดหลังเกิดและภายใน 12 ชั่วโมง อาจพิจารณาใหอิมมูโนโกลบูลินสําหรับไวรัสตับอักเสบบี HBIG
หากทําได)
การใหคําแนะนําแกพอแม
 ใหแมกินอาหารที่มีประโยชน พักผอนใหเพียงพอ ดื่มน้ํามากๆ และกินวิตามินที่ไดรับระหวางตั้งครรภ
ตอไป เพื่อใหน้ํานมแมมีสารอาหารครบถวนและมีปริมาณเพียงพอ
 ใหทารกดูดนมไดบอยเทาที่ทารกตองการ ทุก 2-3 ชั่วโมง ควรปลุกใหตื่นมากินนมถาไมตื่นตามเวลา
 ทารกที่กินนมแมควรถายอุจจาระนุม สีเหลือง อยางนอยวันละ 3-4 ครั้งในชวงแรก
 ทารกควรขับถายปสสาวะสีเหลืองใส อยางนอยวันละ 6-8 ครั้ง
 พอแมควรลางมือบอยๆ ดูแลรักษาความสะอาดเมื่อตองดูแลทารก
 ดูแลบริเวณสะดือใหแหงสะอาดเพื่อปองกันการติดเชื้อ
 หลีกเลี่ยงการพาทารกไปที่มีคนพลุกพลาน หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
 เลือกเสื้อผาของทารกใหเหมาะสมตามสภาพอากาศ
 สังเกตความตองการของทารกและตอบสนองอยางเหมาะสม สัมผัส โอบกอดและอุมทารกสม่ําเสมอ
 พอและแมควรเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง และควรมีเวลาผอนคลายบาง
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 หามจับทารกเขยา
 ทารกควรมีที่นอนแยกจากพอแม เพื่อปองกันการนอนทับ เบาะไมนุมหรือสูงเกินไป และควรใหทารก
นอนในทานอนหงาย
 แนะนําใหใชที่นั่งสําหรับทารกเมื่อตองโดยสารรถยนต โดยติดตั้งเบาะตรงที่นั่งดานหลัง หันหนาไปทายรถ
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหซักถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 ชื่นชมและใหกําลังใจพอแม
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 1-2 เดือน ตามความเหมาะสม
11
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 1-4 เดือน
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว บทบาท
การทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความตึงเครียดในบาน
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก กิจวัตรประจําวันของเด็ก
เชน การกินนม การนอน เปนตน
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม: สังเกตวิธีการที่พอแมตอบสนองตอความตองการของเด็ก
วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น เชน เด็กรองในขณะตรวจ เปนตน รวมทั้งสอบถามความคิดเห็น
เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กซึ่งอาจมีความขัดแยงกัน
 ตรวจประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดเสน
รอบศีรษะ และคลํากระหมอมของเด็ก
 ตรวจรางกายตามระบบ: รวมทั้งฟงเสียงหัวใจ ตรวจตาเพื่อดูการสะทองแสงจากจอประสาทตา (red
reflex) ตรวจสอบวาแกวตาขุนหรือไม สําหรับเด็กตั้งแต 4 เดือนขึ้นไปควรเริ่มตรวจภาวะตาเหล
(strabismus) ตรวจขอสะโพกเพื่อคัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด ตรวจชองทองเพื่อหาความผิดปรกติ
เชน กอนในชองทอง ตรวจอวัยวะเพศโดยเฉพาะภาวะอัณฑะไมเลื่อนลงถุงอัณฑะของเด็กผูชายและ
labia adhesion ในเด็กผูหญิง
การคัดกรองความผิดปรกติ
 เฝาระวังและติดตามพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม ดังนี้
1 เดือน เด็กควรยกศีรษะไดเล็กนอยในทานอนคว่ํา กระพริบตามเมื่อเจอแสงจา จองและมองตามวัตถุ
ตอบสนองตอเสียงดัง
2 เดือน เด็กเริ่มชันคอได จองหนาสบตา ยิ้ม และสงเสียงออแอ
4 เดือน เด็กควรจะคอแข็ง ชันคอไดดี เริ่มพลิกคว่ํา นํามือมาจับกันตรงกลาง เริ่มควาของ หัวเราะเสียงดัง
 ตรวจการไดยินโดยการใชเครื่องมือ ตรวจอยางนอย 1 ครั้ง ในชวงอายุแรกเกิด - 6 เดือน
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
1 เดือน วัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 2 ในกรณีที่แมเปนพาหะตับอักเสบบี
2 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่1
วัคซีนตับอักเสบบีครั้งที่ 2 (ถาไดรับตอนอายุ 1 เดือนแลวไมตองใหอีก)
4 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 2
 พิจารณาใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
12
การใหคําแนะนําแกพอแม
การเลี้ยงดู
 ใหความรัก ดูแลใกลชิด เอาใจใสเด็ก สังเกต และตอบสนองความตองการอยางเหมาะสม สังเกตลักษณะ
เฉพาะตัวและพื้นทางอารมณของลูก โดยดูจากการตื่น นอน กิน รองไห ซึ่งจะแตกตางกันในเด็กแตละ
คน
 ใหนมเด็กเทาที่ตองการ ไมใหอาหารอื่นนอกจากนม ในกรณีที่ใหนมแม ควรใหขอมูลเกี่ยวกับระยะเวลา
การดูดในแตละมื้อ ทาทางในการใหนมแมที่เหมาะสม การเปลี่ยนเตานม และใหแมกินอาหารที่มี
ประโยชนใหเพียงพอและดื่มน้ํามากๆ ในกรณีที่เด็กกินนมผสม ควรแนะนําถึงการเลือกชนิดของนมที่
เหมาะสม การทําความสะอาดขวดนม และทาทางในการใหนม
 ไมแนะนําใหอุมกลอมเด็กจนหลับคามือ ควรวางเด็กลงบนที่นอนตั้งแตเด็กเริ่มเคลิ้มเพื่อสงเสริมใหเด็ก
กลอมตัวเองจนหลับได
 พูดคุยกับลูกเพื่อสงเสริมพัฒนาการดานภาษา
 พอแมควรแบงเวลามาทํากิจกรรมกับลูกทุกคน และเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง
 ในการเลี้ยงดูลูก พอแมควรมีเวลาผอนคลายบาง
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 ชองซี่ราวเตียงเด็กหรือเปลตองหางไมเกิน 6 เซนติเมตร ผนังดานศีรษะและปลายเทาไมมีรูชองโหวเกิน
กวา 6 เซนติเมตร เพื่อปองกันไมใหลําตัวลอดตกออกมา ไมควรมีหมอนหรือตุกตาขนาดใหญบนที่นอน
เด็ก เพราะอาจกดทับใบหนาเด็กและจะทําใหหายใจไมออก แนะนําใหจัดเด็กนอนหงายหรือนอนตะแคง
ไมควรนอนคว่ํา
 อยาทิ้งเด็กไวตามลําพังบนเตียง โตะ โซฟา เนื่องจากเด็กสามารถถีบขาดันกับสิ่งตางๆ จนเคลื่อนที่ไปใน
ทิศทางตรงขาม ทําใหมีโอกาสตกจากที่สูงได ถามีความจําเปนตองวางเด็กบนที่สูงชั่วขณะ เชน เพื่อ
หยิบผาออม ผูดูแลตองเอามือขางหนึ่งวางไวบนตัวเด็กเสมอ
 หามจับเด็กเขยา โดยเฉพาะถาพอแมหงุดหงิดกับการรองไหของเด็ก
 การโดยสารรถอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและหันหนา
เด็กไปทางดานหลังรถ และอยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 ชื่นชมและใหกําลังใจที่พอแมดูแลลูกอยางเหมาะสม
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 6 เดือน
13
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 6-12 เดือน
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว บทบาท
การทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความตึงเครียดในบาน
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก กิจวัตรประจําวันของ
เด็ก เชน การกินนม การนอน เปนตน
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สอบถามและสังเกตพื้นอารมณของเด็ก วิธีการที่พอแม
ตอบสนองตอความตองการของเด็ก วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอบถามความคิดเห็น
เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กซึ่งอาจมีความขัดแยงกัน
 ตรวจประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดเสน
รอบศีรษะ และคลํากระหมอมของเด็ก
 ตรวจรางกายตามระบบ: รวมทั้งฟงเสียงหัวใจ ตรวจตาเพื่อดูการสะทองแสงจากจอประสาทตา (red
reflex) ตรวจภาวะตาเหล (strabismus) ตรวจขอสะโพกเพื่อคัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด ตรวจ
ชองทองเพื่อตรวจดูกอนผิดปรกติ ตรวจอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอยางยิ่งการตรวจหาภาวะอัณฑะไม
เลื่อนลงถุงอัณฑะของเด็กผูชาย และตรวจ labial adhesion ในเด็กผูหญิง
การคัดกรอง
 เฝาระวังและติดตามพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม ดังนี้
6 เดือน เด็กควรนั่งเองไดชั่วครู ใชมือหยิบของและเปลี่ยนมือถือของได หันหาเสียงเรียกชื่อ ออกเสียง
ที่มีเสียงพยัญชนะได เชน ปะ มะ เปนตน รูจักวาใครแปลกหนา
9 เดือน เกาะยืนได ใชนิ้วหยิบของชิ้นเล็กได เขาใจสีหนาทาทาง ทําตามสั่งงายๆ ที่มีทาทางประกอบ
ได เปลงเสียงพยัญชนะไดหลายเสียงแตยังไมมีความหมาย เชน ปาปาปา จะจะจะ เปนตนเลนจะเอได
12 เดือน ยืนเองไดชั่วครู เดินเอง หรือเดินโดยจูงมือเดียว หยิบของใสถวยหรือกลองได พูดคําที่มี
ความหมายไดอยางนอย 1 คํา เรียกพอเรียกแมได เลียนแบบทาทาง โบกมือลา สวัสดี ชวยยกแขนขา
ในเวลาที่แตงตัวให
 แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐานที่อายุ 9 เดือน
 ตรวจการไดยินโดยการซักถามหรือใชเครื่องมือตรวจ ในเด็กที่ยังไมไดรับการตรวจเมื่อแรกเกิด หรือพอ
แมมีความกังวล
 วัดระดับฮีมาโตคริตเพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดเหล็ก อยางนอย 1 ครั้งในชวงอายุ 6-12 เดือน
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
6 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ และวัคซีนตับอักเสบบี ครั้งที่ 3
9-12 เดือน วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1
 พิจารณาใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
14
การใหคําแนะนําแกพอแม
การเลี้ยงดู
 ใหความรัก ดูแลใกลชิด เอาใจใสเด็ก สังเกตและตอบสนองความตองการอยางเหมาะสม
 ควรจัดใหเด็กไดเห็นสิ่งตางๆ รอบตัว เลนและพูดคุยกับเด็กบอยๆ อานหนังสือนิทานที่มีรูปภาพใหเด็ก
ฟงเพื่อสงเสริมพัฒนาการดานภาษา ใหเด็กคลานหรือเดินบอยๆ โดยจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะสม
ปลอดภัย
 ไมใหดูโทรทัศนหรือใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท
 ทํากิจกรรมกับลูกทุกคน และเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง
 ในการเลี้ยงดูลูก พอแมควรมีเวลาผอนคลายบาง
การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี
 ใหนมแมอยางตอเนื่อง กรณีที่ใหกินนมผสม ควรอธิบายชนิดของนมและปริมาณที่เหมาะสม วิธีการทํา
ความสะอาดขวดนม ควรใหอาหารตามวัย ดังนี้ อายุ 6 เดือนควรไดรับ 1 มื้อ อายุ 9 เดือนควรไดรับ
2 มื้อ และอายุ 12 เดือนควรไดรับ 3 มื้อ อาหารดังกลาวควรเปนอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอหรือ
พิจารณาใหธาตุเหล็กเสริม
 เด็กวัยนี้สามารถนอนติดตอกันไดนานขึ้น ควรลดนมในเวลากลางคืน
 ฝกใหเด็กทํากิจวัตรประจําวันใหเปนเวลา เชน การกินอาหาร เขานอน เปนตน
 ดูแลสุขภาพฟน โดยใชผาสะอาดเช็ดฟนและกระพุงแกมวันละ 2 ครั้ง ใหฟลูออไรดเสริมในขนาดที่
ถูกตอง หากอยูในพื้นที่ที่มีฟลูออไรดในน้ําดื่มต่ําและไมไดรับฟลูออไรดจากแหลงอื่น พิจารณาสงตอ
บุคลากรทางทันตกรรมเมื่อฟนซี่แรกเริ่มขึ้น ระหวางอายุ 6-12 เดือน
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 ระวังการพลัดตกจากที่สูงและการกระแทก ไมควรใชรถหัดเดินที่มีลูกลอเพราะมีความเสี่ยงตอการเกิด
อุบัติเหตุที่เปนอันตราย
 เลือกของเลนที่เหมาะกับเด็ก ไมควรใหเด็กเลนของเลนขนาดเล็กที่สามารถเอาเขาปากได หรือมีชิ้นสวน
ที่อาจหลุดหรือแตกเปนชิ้นเล็ก เพราะเด็กอาจสําลักเขาไปในทางเดินหายใจ
 อยาอุมเด็กในขณะที่ถือของรอน อยาเก็บสายไฟของกาน้ํารอนไวใกลมือเด็ก อยาวางของรอนบนพื้น
ระวังอันตรายจากไฟดูดโดยติดตั้งปลั๊กสูงจากพื้นอยางนอย 1.5 เมตร หรือใชอุปกรณปดปลั๊กไฟ
 ไมปลอยใหเด็กนั่งเลนน้ําตามลําพังแมเพียงชั่วขณะ
 การโดยสารรถยนตอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและ
หันหนาไปดานหลังรถ อยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 ชื่นชมและใหกําลังใจที่พอแมดูแลลูกอยางเหมาะสม
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 18 เดือน
15
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 18 เดือน
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ในชวงที่ผานมา
 วัยนี้เริ่มมีความเปนตัวของตัวเองหรือที่ผูใหญเรียกวาดื้อ ประเมินวาเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
อยางไร วิธีการสื่อสารของเด็กในสถานการณตางๆ และพอแมตอบสนองตอพฤติกรรมเหลานี้อยางไร
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก การเปลี่ยนแปลง
ภายในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็ก รวมทั้งทาที น้ําเสียงที่พอแมใช
 ประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต
 ตรวจรางกายตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิ่งการตรวจวามีฟนผุหรือเปลา ทายืนทาเดิน
การคัดกรอง
 คัดกรองพัฒนาการ โดยการซักถามรวมกับการสังเกตพฤติกรรม เด็กอายุ 18 เดือนควรพูดคําเดี่ยวที่มี
ความหมายไดอยางนอย 3-6 คํา ทําตามคําสั่งงายๆ ที่ไมมีทาทางประกอบได ชี้อวัยวะในรางกายได
1 สวน เดินเกาะราวขึ้นบันไดได หรือเด็กบางคนอาจวิ่งได จับดินสอขีดเสนยุงๆ ได ถอดกางเกงไดเอง
 ประเมินการไดยินจากพัฒนาการดานภาษาและการสื่อสาร
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
 แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐานที่อายุ 18 เดือน
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
12-18 เดือน วัคซีนไขสมองอักเสบเจอีเข็มที่ 1 และ 2 หางกัน 4 สัปดาห
18 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 4
 พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
16
การใหคําแนะนําแกพอแม
การเลี้ยงดู
 ใหความรักและเอาใจใส ตอบสนองพอเหมาะกับตัวเด็ก
 สงเสริมพัฒนาการทุกดาน
 สรางกฎกติกาใหเหมาะสมตามวัย
การสงเสริมทักษะสําคัญและสุขนิสัยที่ดี
 แนะนําเรื่องอาหารที่เหมาะกับวัย: อาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหาร
เสริม มื้อละ 6-8 ออนซ วันละ 2-3 มื้อ ดื่มนมจากแกวหรือกลอง ไมใชขวดนมเปนภาชนะ
 นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ ประมาณ 10-12 ชั่วโมงตอวัน
 ดูแลสุขภาพชองปาก ใหแปรงฟนทุกวัน อยางนอยวันละ 2 ครั้ง
 ฝกระเบียบวินัยในการใชชีวิต โดยกําหนดเวลากินอาหาร นอน เลน ใหเปนเวลา
 ฝกใหเด็กมีสวนรวมในการชวยเหลือตนเอง เชน กินอาหาร อาบน้ํา นั่งกระโถน แตงตัว เมื่อเด็กทําได
ควรชื่นชม การลงโทษควรใชวิธีเพิกเฉยหรือตัดสิทธิ์และหลีกเลี่ยงการตี
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 เด็กควรอยูในสายตาของผูเลี้ยงดู จัดบานและบริเวณรอบบานเพื่อปองกันการพลัดตกหกลม การชน
กระแทก จมน้ํา ถูกสารพิษ สัตวกัด ความรอนลวก อันตรายจากไฟฟา และการถูกรถชน
 แนะนําใหเริ่มสอนใหเด็กวัยนี้รูจักหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ
 ไมใหเด็กดูโทรทัศนหรือใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท
 การโดยสารรถยนตอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและ
หันหนาไปดานหลังรถ และอยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย
 ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม
 ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 2 ป
17
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 2 ป
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว
ความตึงเครียดในบาน ในชวงที่ผานมา
 วัยนี้เปนวัยซุกซน สอบถามเรื่องอุบัติเหตุ การเจริญเติบโตพัฒนาการและพฤติกรรม โดยเฉพาะดาน
การสื่อสาร การชวยเหลือตนเองในกิจวัตรประจําวัน
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็กรวมทั้งทาทีและน้ําเสียงที่พอแมใช
 ประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต
 ตรวจรางกายตามระบบ ตรวจหาฟนผุหรือเหงือกอักเสบ ตรวจดูตาเหล ตาเข และดูบาดแผลหรือ
รอยฟกช้ําตามตัว เพื่อประเมินความปลอดภัยในการเลี้ยงดู
 ติดตามพัฒนาการโดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม วัยนี้ชอบเลนเลียนแบบผูใหญ เลนสมมติงายๆ
พูดคําเดี่ยวอยางนอย 50 คํา เริ่มพูดเปนวลี 2 คําติดกัน ทําตามคําสั่ง 2 ขั้นตอนได วาดเสนตรง
เสนแนวนอน เปดหนังสือไดทีละหนา เดินขึ้นและลงบันไดไดทีละขั้น และวิ่งคลอง
การคัดกรอง
 ประเมินการไดยิน โดยดูจากพัฒนาการดานการพูดและการสื่อสาร
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
 แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐาน ในชวงอายุ 2-4 ป อยางนอย 1 ครั้ง
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ วัคซีนไขสมองอักเสบเจอี ครั้งที่ 3 (1 ปหลังจากไดรับชุดแรก)
 พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
18
การใหคําแนะนําแกพอแม
การเลี้ยงดู
 ใหความรักและเอาใจใสโดยไมตามใจ
 เขาใจอารมณและพฤติกรรม เพราะเด็กจะมีความเปนตัวของตัวเองเพิ่มขึ้น แตยังพูดสื่อสารไดไมดี จึงทํา
ใหเด็กหงุดหงิดงายแสดงพฤติกรรมไมเหมาะสม เชน กรีดรองหรือดิ้นกับพื้น เมื่อไมไดดั่งใจ
 สรางกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย
 สงเสริมพัฒนาการทุกดาน โดยเฉพาะอยางยิ่งดานภาษา ผานการเลนและการอานนิทานรูปภาพ
การสงเสริมทักษะสําคัญ
 ฝกใหเด็กชวยเหลือตัวเอง โดยใหทําสิ่งตางๆดวยตัวเองเพิ่มขึ้น เชน ขับถายโดยนั่งกระโถน กินขาว
ถอดกางเกง โดยสรางแรงจูงใจ ไมบีบบังคับ และชมเชยเมื่อเด็กทําไดแมวาจะไมเรียบรอยในชวงแรก
 การฝกระเบียบวินัยในการใชชีวิต โดยกําหนดเวลากินอาหาร นอน เลน ใหเปนเวลา เมื่อเด็กทําได
ควรชื่นชม ในการลงโทษ ควรใชวิธีเพิกเฉยหรือตัดสิทธิ์ และหลีกเลี่ยงการตี
การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี
 กินอาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหารเสริม มื้อละ 6-8 ออนซ วันละ
2-3 มื้อ ดื่มนมจากแกวหรือใชหลอดดูดจากกลอง ไมใชขวดนมเปนภาชนะ
 นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือประมาณ 10-12 ชั่วโมงตอวัน
 สงเสริมใหออกกําลังกายกลางแจง
 ฝกใหแปรงฟนเองดวยยาสีฟนทุกวันโดยวิธีสครับ (ถูไปถูมา) แลวผูปกครองแปรงซ้ํา
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 การใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกชนิดรวมแลวไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน ควรเลือกรายการใหเหมาะ
กับเด็ก และนั่งดูรวมกัน เพื่อใหมีปฏิสัมพันธ พูดคุย ชี้แนะ ระหวางผูเลี้ยงดูกับเด็ก
 ผูเลี้ยงดูควรดูแลใกลชิด จัดบานและบริเวณรอบบานใหปลอดภัย เชน ตูวางของตองวางมั่นคง ไมลม
งายเมื่อเด็กโหนหรือปนปาย ตรวจสอบความมั่นคงของประตูรั้วบาน เก็บสารมีพิษใหพนสายตา และ
หากเด็กกินสารพิษ ใหติดตอศูนยพิษวิทยา หมายเลขโทรศัพท 022011083, 022468282
 แนะนําใหเริ่มสอนเด็กใหวัยนี้รูจักหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ ไมเลนกับสุนัข
จรจัดและลูกสุนัขแรกเกิดที่มีแมอยูดวย ไมรังแกสัตว
 แนะนําการใชหมวกนิรภัยและที่นั่งนิรภัย ในการโดยสารยานพาหนะ
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย
 ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกอบรมลูกในทางที่เหมาะสม
 ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 3 ป
19
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 3-4 ป
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว
ความตึงเครียดในบาน ในชวงที่ผานมา
 วัยนี้เปนวัยที่อยากรูอยากเห็น ชอบตั้งคําถาม เริ่มรูจักการตอรอง ควรสอบถามการเจริญเติบโต
พัฒนาการและพฤติกรรม โดยเฉพาะดานการสื่อสาร การชวยเหลือตนเอง และกิจวัตรประจําวัน
การตรวจรางกาย
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็ก รวมทั้งทาที น้ําเสียงที่พอแมใช
 ตรวจประเมิน: การเจริญเติบโดยการประเมินสัดสวนของน้ําหนักตอสวนสูง ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูงและ
บันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดความดันโลหิต
 ตรวจรางกายตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิ่งเรื่องฟนผุ แผนคราบฟน สีของฟน สุขภาพเหงือกและ
ภาวะเหงือกอักเสบ
การคัดกรอง
 คัดกรองพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม
3 ป ชวยตัวเองในกิจวัตรประจําวันไดดี และชอบเลนสมมติ เลนรวมกับผูอื่น บอกชื่อตัวเองและ
เพศของตนเองได บอกความตองการได เดินขึ้นบันไดสลับเทา ขี่จักรยาน วาดรูปวงกลมตามแบบ
4 ป พูดไดชัด บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได รูจักสี 4 สี วาดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสได แตงตัวเองได
คงสมาธิในการฟงนิทานไดดี รูจักรอคอย เลนสมมติได
 ตรวจวัดสายตาโดยใช picture tests (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)
 ประเมินการไดยิน โดยดูจากพัฒนาการการพูดและสื่อภาษา รวมทั้งการสังเกตความชัดของคําพูดของ
เด็ก (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)
 ตรวจคัดกรองภาวะซีดโดยวัดระดับฮีโมโกลบินหรือฮีมาโตคริท (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ครั้งที่ 5
วัคซีนโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2
 พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
20
การใหคําแนะนําแกพอแม
วิธีการเลี้ยงดู
 ใหความรัก ใกลชิด และไมตามใจ เปนแบบอยางที่ดีใหลูก สื่อสารเชิงบวก ไมพูดคําหยาบคาย ใจเย็น
รอคอย ควบคุมอารมณไดเวลาไมพอใจ สงเสริมพัฒนาการทุกดาน
 สงเสริมใหเด็กเปนตัวของตัวเอง เชน ชวยตัวเอง มีสวนรวมในการคิด เลือก และตัดสินใจในบางเรื่อง
ใหเรียนรูโดยใชวิธีลองผิดลองถูก เด็กจะไดภาคภูมิใจเมื่อทําไดสําเร็จ
 สรางกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย และจัดระเบียบวินัยในกิจวัตรประจําวัน
 เนนการคิดดี-ทําดี ชวยตัวเองและชวยคนในบาน พูดดานดีและเชิงบวก
 ใหเวลาฝกฝนเด็กใหเกิดความสามารถหลายดาน เชน ใหรับผิดชอบ ทํางานบาน จัดกระเปา เปนตน
อยาเนนดานการเรียนเพียงอยางเดียว ควรชื่นชมเมื่อเด็กทําได การลงโทษควรใชวิธีเพิกเฉยหรือ
ตัดสิทธิ์ และหลีกเลี่ยงการตี
การสงเสริมทักษะสําคัญ
 สงเสริมการอานหนังสือนิทาน ทํากิจกรรมวาดรูป เลนรวมกับคนอื่น และออกกําลังกายกลางแจง
 เริ่มฝกควบคุมความโกรธเบื้องตน ชวยใหเด็กเลาเรื่องที่ทําใหไมพอใจ โกรธ เสียใจ หงุดหงิด ดีใจ
การปรับตัวใหอยูรวมกันกับพี่นองและเพื่อนๆ ไดอยางสันติ
 ฝกใหชวยเหลืองานบานงายๆ เชน เก็บของเลน ของใช ใหรับผิดชอบตนเอง
 ฝกระเบียบวินัยในกิจวัตรประจําวัน เชน กําหนดเวลากิน นอน เลน ใหเปนเวลา
 สงเสริมใหพี่นองเลนดวยกัน ชวยเหลือกันและกัน ปรับตัวเขาหากัน
การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี
 อาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหารเสริม หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน
แปรงฟนโดยใชยาสีฟนวันละ 2 ครั้ง แลวผูปกครองแปรงซ้ํา
 นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน
 ฝกใหขับถายใหเปนเวลา โดยชวยตัวเองใหมากที่สุด
 เนนการออกกําลังกายกลางแจง
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 การใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกชนิด รวมแลวไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน ควรเลือกรายการใหเหมาะ
กับเด็ก และนั่งดูรวมกันเพื่อใหมีปฏิสัมพันธ พูดคุย ชี้แนะ ระหวางผูเลี้ยงดูกับเด็ก
 พอแมควรดูแลใกลชิด จัดบานและบริเวณรอบบานเพื่อปองกันอันตรายจากการพลัดตกหกลม การชน
กระแทก การจมน้ํา สารพิษ สัตวกัด ความรอนลวกและอันตรายจากไฟฟา เก็บสิ่งของอันตราย เชน
ปน สารเคมี ยา ในที่ปลอดภัยใหพนสายตาและมือเด็ก
 หามเด็กขามถนนโดยลําพัง สอนใหหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ ฝกสอนทักษะ
การลอยตัวและวายน้ําระยะสั้น
 สอนใหระวังภัยจากคนแปลกหนาและวิธีการแกไขสถานการณงายๆ
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดในวันนี้
 ชื่นชมเด็กที่แสดงความสามารถได และใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม
 แจงวันนัดพบครั้งตอไป เมื่อเด็กอายุ 6 ป
21
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัย 6-10 ป
(ควรติดตามและประเมินสุขภาพเด็ก 3 ครั้ง ที่อายุ 6 ป 8 ป และ 10 ป)
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลที่มีในชวงที่ผานมา
 ทบทวนความเจ็บปวยที่ผานมา การเขาเรียนระดับประถมศึกษา การดําเนินชีวิต เพื่อน ปฏิสัมพันธ
กับพอแม ครู
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ความเครียด การเปลี่ยนแปลง
ภายในครอบครัว
 ประเมินพฤติกรรม การใหความรวมมือ ความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว และที่โรงเรียน
การตรวจรางกาย การวัดและประเมินผล
 สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแมหรือผูเลี้ยงดู
 ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง ประเมินสัดสวนของน้ําหนักตอสวนสูง วัดความดันโลหิต ลงขอมูลในตาราง
growth chart
 ตรวจรางกายตามระบบ ดูรองรอยการถูกทําราย รอยดําดานหลังคอในกรณีอวน
 ตรวจสุขภาพชองปากฟนและการสบกันของฟน
 ประเมินการเปลี่ยนแปลงทางรางกายเขาสูวัยหนุมสาว
 ประเมินพฤติกรรม ความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว การเรียนและความสัมพันธกับเพื่อนที่
โรงเรียน
การคัดกรอง
 ตรวจสายตาโดยใชเครื่องมือ เชน Snellen chart หรือ E-chart (1 ครั้งที่ชวงอายุ 6-10 ป)
ถาระดับสายตาแยกวาหรือเทากับ 20/40 หรือ 6/12 อยางนอยหนึ่งขาง สงตอจักษุแพทย
 ตรวจการไดยินโดยการซักถาม และใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (1 ครั้งที่ชวงอายุ 4-6 ป) โดยใช
นิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ถูกันเบาๆ หางจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ตรวจหูทีละขาง ถาขางใดไมไดยินเสียงให
สงสัยวาหูขางนั้นมีความผิดปรกติ สาเหตุที่พบบอยคือขี้หูอุดตันและหูชั้นกลางอักเสบ
 ตรวจคาความเขมขนเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีด (1 ครั้งที่ชวงอายุ 4 -6 ป) ถาฮีมาโตรคริต <35%
หรือ ฮีโมโกลบิน <11.5 ก./ดล. ควรไดรับการรักษาหรือสงตอ และติดตามเปนระยะ โดยเฉพาะอยาง
ยิ่งเด็กที่มีความเสี่ยงตอภาวะซีด เชน น้ําหนักตัวต่ํากวาเกณฑ
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
(วัดระดับตะกั่ว ไขมันในเลือด ทดสอบการติดเชื้อวัณโรค ในกรณีที่มีขอบงชี้)
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
5 ป ฉีดวัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ครั้งที่ 5
และ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ครั้งที่ 2
 พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
22
การใหคําแนะนําพอแม
การเลี้ยงดู
 ใหความรัก เอาใจใสตอตัวเด็ก ตอบสนองพอเหมาะ ไมตามใจ ติดตามการปรับตัวที่โรงเรียน
 ปรับกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย และใหใกลเคียงกับกฎเกณฑกติกาของโรงเรียน
 ใหชวยตนเองและผูอื่น ใหทํางานบาน เพิ่มความสามารถในการแกปญหา
 ฝกใหเด็กคิดดี พูดดีดานบวก ทําดี โดยสงเสริมใหเด็กเปนตัวของตัวเองมากขึ้น
การสงเสริมทักษะสําคัญ
 ฝกความรับผิดชอบตอตนเองและของใช ใหชวยงานบาน และรับผิดชอบงานที่โรงเรียน
 ฝกเรื่องความอดทน อดกลั้น การตรงเวลา รักการอานหนังสือ
 ใหเผชิญสภาพแวดลอมหลายแบบ เพื่อใหเด็กปรับตัวและเพิ่มความสามารถในการแกปญหา
การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี
 กินอาหารใหครบ 5 หมู หลีกเลี่ยงอาหารหวาน เค็ม และไขมันสูง
 นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน
 ออกกําลังกายสม่ําเสมอทุกวัน หรือมีกิจกรรมที่ออกแรงอยางนอย 30 นาทีตอวัน
 สนับสนุนและชวยเหลือดานการเรียน ใหแบงเวลาเรียนใหเหมาะสม แนะวิธีจัดการความเครียด
 แปรงฟนและใชไหมขัดฟน
โรงเรียนและการเรียน
 ติดตามการบาน สงเสริมทักษะดานการอาน เขียนหนังสือและการคิดคํานวณ สรางนิสัยชอบคนควา
หาความรูจัด หาที่สงบใหเด็กไดทําการบานและทบทวนแบบเรียน
 พิจารณาแผนการเรียนรูเฉพาะบุคคลในรายที่มีปญหาดานการเรียน
 ฝกใหเลนกีฬาเปนหลายอยาง เปดโอกาสใหไดเลนกีฬากับเพื่อน สงเสริมการคบเพื่อนหลายกลุม
 สงเสริมการปรับตัวในหลายสถานการณ พัฒนาความสามารถรอบดาน การทํากิจกรรมทั้งในและนอก
หลักสูตร
การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
 กําหนดเวลาดูโทรทัศน ใชคอมพิวเตอร และจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท ไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน
โดยเลือกรายการใหเหมาะสมกับวัย นั่งดูรวมกับเด็กและมีการพูดคุยชี้แนะ ควรใชเวลาสวนใหญทํา
กิจกรรมอื่นๆ รวมกับเด็ก
 สอนทักษะความปลอดภัยทางน้ํา โดยใหรูจักหลีกเลี่ยงแหลงน้ําที่มีความเสี่ยง ฝกลอยตัวและวายน้ํา
ระยะสั้น ใชชูชีพเมื่อตองเดินทางทางน้ํา ชวยเหลือผูจมน้ําโดยการตะโกน
 ฝกใหขี่จักรยานเมื่ออายุมากกวา 5 ป อยางถูกวิธีและปลอดภัย (ขี่จักรยานริมทาง ขับไมสวนทาง
ทําตามกฎจราจร) และไมใหเด็กโดยสารนั่งหรือยืนดานหลังรถกระบะ เด็กที่อายุนอยกวา 9 ป ตองใชที่
นั่งเสริมใหสูงพอที่จะใชเข็มขัดนิรภัย
 แนะนําการใชหมวกนิรภัยเมื่อโดยสารรถจักรยานยนต และใชที่นั่งนิรภัยหรือเข็มขัด (>9 ป)
เมื่อโดยสารรถยนต
23
 ไมปลอยใหเด็กอยูกับคนแปลกหนาตามลําพัง และสอนเด็กไมใหรับของหรือไมไปกับคนแปลกหนา
ใหอยูในบริเวณที่ปลอดภัยที่ถูกกําหนดไว
 หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ โดยสอนเด็กที่เริ่มเปนหนุมเปนสาวใหหลีกเลี่ยงการคบหากับผูใหญหรือ
เพื่อนตางเพศ ที่บอกใหเด็กพูดโกหกเรื่องความสัมพันธตอพอแมหรือผูปกครอง
 สอนใหเด็กปองกันตัวและบอกผูปกครอง เมื่อมีผูอื่นมากระทําหรือปฏิบัติโดยมิชอบตอรางกาย
 แนะนําเรื่องโทษของเหลา บุหรี่ และสารเสพติด
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย
 ชื่นชมความสามารถของเด็กในระหวางการประเมิน
 ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม
 ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 แจงวันนัดพบครั้งตอไปตามตารางที่แนะนํา
24
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
เด็กวัยรุน อายุ 11-18 ป
การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป
 ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลในชวงที่ผานมา
 ทบทวนความเจ็บปวยที่ผานมา การเรียน การดําเนินชีวิต เพื่อน ปฏิสัมพันธกับพอแม ครู
 สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของ
รางกาย อารมณ ความคิด จิตใจ และการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
การประเมินความเสี่ยง
 ซักถามวัยรุนตามลําพัง เกี่ยวกับความสัมพันธภายในบาน การกินอาหาร การเรียนหรือการงาน
กิจกรรมและเพื่อน การใชยาหรือสารเสพติด พฤติกรรมทางเพศ อารมณและความรูสึกเศราความรูสึก
อยากทํารายตัวเอง ความรุนแรงและความปลอดภัย รวมทั้งประเมินความรุนแรงของปญหาที่พบ
(HEEADSSS = Home, Eating, Education/Employment, Activity and friends, Drugs,
Sexuality, Suicidal ideation/mood, Safety and violence)
การตรวจรางกาย
 ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดความดันโลหิต คํานวณคาดัชนีมวลกาย (BMI) ลงขอมูลในตาราง growth chart
 ตรวจรางกายตามระบบ ดูรองรอยสิว รอยสัก รอยเจาะ รองรอยการถูกทําราย รอยดําดานหลังคอใน
เด็กที่อวน
 กระดูกสันหลัง: ดูการโคงงอของสันหลัง (scoliosis) โดยใช Adam’s forward bending test
 ดูการเปลี่ยนแปลงทางรางกายเขาสูวัยหนุมสาว
 ตรวจหนาอกดูการเปลี่ยนแปลงของเตานมทั้งหญิงชาย
 อวัยวะเพศ
หญิง: ดูลักษณะขนหัวหนาว (SMR) อาการบงชี้วาติดเชื้อ ตรวจภายในถามีตกขาวหรือเลือดออก
ผิดปกติ เปนตน
ชาย: ดูขนาดของอัณฑะและขนหัวหนาว (SMR) ลักษณะที่บงชี้วาติดเชื้อ ภาวะไสเลื่อน ถุงน้ํากอน
เสนเลือดขอด เปนตน
(SMR = Sexual maturation rate, พัฒนาการทางเพศ )
การคัดกรอง
 ตรวจสายตาโดยใชเครื่องมือ เชน การใช Snellen chart ถาระดับสายตาแยกวาหรือเทากับ 20/40
หรือ 6/12 อยางนอยหนึ่งขาง ควรสงพบจักษุแพทย
 ตรวจการไดยินโดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย โดยใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ถูกันเบาๆ
หางจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ตรวจหูทีละขาง (1 ครั้งที่ชวงอายุ 11-18 ป)
 ตรวจคาความเขมขนเลือด (1 ครั้งที่ชวงอายุ 11-18 ป เพื่อคัดกรองภาวะซีดในวัยรุนหญิงที่มี
ประจําเดือนหรือขาดอาหารหรือทานมังสวิรัติ ถาคาฮีมาโตรคริต Hct<35% หรือ ฮีโมโกลบิน Hb
<11.5 ก./ดล. ควรไดรับการรักษาหรือสงตอ)
 คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ
(วัดระดับตะกั่ว ไขมันในเลือด ทดสอบวัณโรค ในกรณีที่มีขอบงชี้)
 ตรวจหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ ในกรณีที่มีขอบงชี้
25
การใหวัคซีน
 ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน
 ใหวัคซีนตามอายุดังนี้
อายุ 10 ป ฉีดวัคซีน คอตีบ บาดทะยัก และใหซ้ําทุก 10 ป
พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
การใหคําแนะนํา
การเลี้ยงดู
 ทําความเขาใจพัฒนาการของวัยรุนที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกดาน รับฟง เขาใจความคิด ความรูสึก
สงเสริมใหแสดงความคิดเห็นของตนเอง รวมทั้งอธิบายใหวัยรุนเขาใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
 เปนแบบอยางที่ดี เปนที่ปรึกษาและชี้แนะวัยรุนไดเหมาะสม ปลูกฝงการมีจิตสาธารณะ
 ปรับกติกาในบานใหเหมาะสมกับวัยรุน มอบงานที่เหมาะสมใหรับผิดชอบ
 สนับสนุนเรื่องเรียนและการทํากิจกรรมตางๆ ยามวาง เพื่อใหมีประสบการณ
 สงเสริมใหเปนตัวของตัวเอง แตพรอมขัดขวางถาวัยรุนทําพฤติกรรมเสี่ยงหรือไมเหมาะสม
การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี
 นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน
 อาหารใหครบ 5 หมู ไดแคลเซียม 1,000-1,300 มิลลิกรัมตอวัน
รวมพลังงานตอวันสําหรับวัยรุนหญิง 1,600-1,800 กิโลแคลอรี วัยรุนชาย 1,800-2,200 กิโลแคลอรี
 ออกกําลังกายสม่ําเสมอทุกวัน หรือมีกิจกรรมที่ออกแรงอยางนอย 1 ชั่วโมงตอวัน ใชเวลากับ
สื่ออิเล็กทรอนิกสหรือคอมพิวเตอรไมควรเกิน 2 ชั่วโมงตอวัน
 สนับสนุน ชวยเหลือดานการเรียน ใหแบงเวลาเรียนใหเหมาะสม แนะวิธีจัดการความเครียด
 แปรงฟนและใชไหมขัดฟน
แนวทางลดความเสี่ยง
 ใหความรูเรื่องเพศศึกษา สอนใหงดหรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธสําหรับผูที่มีความเสี่ยงเรื่องเพศ
ใหแนะนําวิธีปองกันการตั้งครรภและการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ
 งดหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอลและการใชสารเสพติดทุกชนิด กรณีที่ใชอยูแนะนํา
ใหลดการใช และปองกันภาวะแทรกซอนที่อาจเกิดขึ้นได
 หลีกเลี่ยงสถานการณอันตรายตอการถูกทําราย หรือถูกลวงละเมิด ฝกการปฏิเสธและการแกปญหา
เฉพาะหนาในสถานการณที่เสี่ยงสูง ไมใชความรุนแรงเพื่อแกปญหา
 สงเสริมการปฏิบัติตามกฏจราจร สวมหมวกนิรภัยหรือคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่
กอนกลับ
 เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย
 ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้
 แจงวันนัดพบครั้งตอไป
 ใหเบอรโทรศัพทติดตอแกวัยรุนกรณีมีปญหาหรือขอสงสัย
26
บรรณานุกรม
1. Bright Future / American Academy of Pediatrics. Recommendations for Preventive
Pediatric Health Care. 2008.
https://www.healthychildren.org/Documents/worksheets/immunizations/Periodicity_Sche
dule.pdf
2. Hagan JF, Shaw JS, Duncan P, eds. Bright Future: Guidelines for Health Supervision of
Infants, Children, and Adolescents. 3rd ed. Pocket Guide. Illinois: American Academy of
Pediatrics. 2008; p 515-59.
3. กําหนดการใหวัคซีนตามแผนงานสรางเสริมภูมิคุมกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข. แผนงานสรางเสริม
ภูมิคุมกันโรค สํานักโรคติดตอทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
(http://thaigcd.ddc.moph.go.th/mediapublics/download/300)
4. กุลกัญญา โชคไพบูลยกิจ, เกษวดี ลาภพระ, จุฑารัตน เมฆมัลลิกา, ฐิติอร นาคบุญนํา, อัจฉรา ตั้งสถาพร
พงษ (บรรณาธิการ). ตําราวัคซีนและการสรางเสริมภูมิคุมกันโรค ป 2556 สํานักโรคติดตอทั่วไป กรม
ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พิมพครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา; พ.ศ. 2556
(http://thaigcd.ddc.moph.go.th/knowledges/view/206)
5. Greer FR, Krebs NF; American Academy of Pediatrics Committee on Nutrition. Optimizing
Bone Health and Calcium Intakes of Infants, Children, and Adolescents. Pediatrics,
2006;117(2):578-85.
6. Gidding SS, Dennison BA, Birch LL, Daniels SR, Gilman MW, Lichtenstein AH, et al. Dietary
Recommendations for Children and Adolescents: A Guide for Practitioners. Pediatrics,
2006;117(2):544-59.
7. พงษศักดิ์ นอยพยัคฆ, วินัดดา ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท, ประสบศรี อึ้งถาวร (บรรณาธิการ).
Guideline in Child Health Supervision ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหงประเทศ
ไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทสรรพสาร จํากัด; พ.ศ. 2557
27
คําชี้แจงเพิ่มเติม
การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
กลุมวัยเด็กและวัยรุน (อายุ 0 – 18 ป)
การซักประวัติ(1)
เนนประเด็นที่พอแมมีความกังวลและความเสี่ยงตอการเกิดโรค อาทิ ประวัติสัมผัสผูปวยวัณโรค
ประวัติสัมผัสสารตะกั่ว ประวัติไขมันโลหิตสูงในครอบครัว แนะนําการเลี้ยงดู การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี ปองกัน
อุบัติเหตุและลดความเสี่ยง
การตรวจรางกาย
 การติดตามเฝาระวังพัฒนาการ(1)
ดู แนวทางการสงเสริมพัฒนาการเด็กในสังคมไทย ใน Guideline
in Child Health Supervision โดย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหง
ประเทศไทย พ.ศ. 2557 ตอนที่ 1 บทที่ 2
 การตรวจคัดกรองพัฒนาการ(2)
ดู คูมือเฝาระวังและสงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
(Developmental Surveillance and Promotion Manual, DSPM) โดย กระทรวงสาธารณสุข
http://www.thaichilddevelopment.com/
- ดานการเคลื่อนไหว
- ดานการใชกลามเนื้อมัดเล็กและสติปญญา
- ดานการเขาใจภาษา
- ดานการใชภาษา
- ดานการชวยเหลือตัวเองและสังคม
ปญหาทางจิตใจ สังคม พฤติกรรมและการเรียนรู
ราชวิทยาลัยกุมารแพทยแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินปญหาดานตางๆ ที่มีผลตอการพัฒนาการ
และจิตใจ
 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน
 การสื่อสาร การชวยเหลือตัวเอง
การคัดกรองและการตรวจทางหองปฏิบัติการ
การตรวจคัดกรองการไดยินในทารกแรกเกิด
ควรตรวจภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด โดยใชเครื่องมือพิเศษ คือ Otoacoustic Emissions (OAE)
(ความไวรอยละ 66.7 และ ความจําเพาะรอยละ 98.8)(3)
หรือ Automated Auditory Brainstem
Response (AABR) (ความไวรอยละ 96 และความจําเพาะรอยละ 98)(4)
หากตรวจพบวามีความผิดปกติ ให
สงตอแพทยดานโสตศอนาสิก เพื่อการตรวจวินิจฉัยอยางเหมาะสมตอไป
Joint Committee on Infant Hearing (JCIH 2007) แนะนําใหตรวจคัดกรองการไดยินในทารก
แรกเกิดทุกราย ตอมาองคการอนามัยโลกรายงานเมื่อป 2009 ใน Newborn and infant hearing
screening: Current issues and guiding principles for action วายังไมมีนโยบายในการตรวจคัดกรองการ
ไดยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
28
การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะที่จะทําใหสมองพิการ
การตรวจ Thyroid Stimulating Hormone (TSH) เพื่อคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมนแต
กําเนิด (Congenital Hypothyroidism, CHT)
การตรวจคัดกรองโรค PKU (ที่เกิดจากภาวะพรองเอนไซม phenylalanine hydroxylase ซึ่งยอย
สลาย phenylalanine ซึ่งเปน amino acid ชนิดหนึ่ง) โดยการสงตรวจเลือดในวันที่ 2-3 หลังเกิดเมื่อทารก
เริ่มกินนมบางแลว เพื่อตรวจหาระดับ phenylalanine และสงตรวจ TSH ไปพรอมกัน
การตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงที่จะเปนโรคที่มีมาแตกําเนิดทั้งสองโรคนี้ มีวัตถุประสงค
เพื่อปองกันการเกิดภาวะปญญาออนหรือภาวะทุพพลภาพอันเกิดจากการเปนโรคนั้นๆ โดยที่เด็กไดรับการ
วินิจฉัยและรักษาอยางรวดเร็ว
การตรวจระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต
ตรวจใน 3 ชวงอายุ คือ 6-12 เดือน 3-6 ป และ ชวงวัยรุน ภาวะโลหิตจางในเด็กสวนใหญเกิดจาก
การขาดธาตุเหล็ก และ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (อางอิงจากสถานการณภาวะโลหิตจางในเด็กของประเทศไทย)
เอกสารอางอิง
1. พงษศักดิ์ นอยพยัคฆ, วินัดดา ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท, ประสบศรี อึ้งถาวร (บรรณาธิการ).
Guideline in Child Health Supervision ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหงประเทศ
ไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทสรรพสาร จํากัด; พ.ศ. 2557
2. คูมือเฝาระวังและสงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion
Manual, DSPM) กระทรวงสาธารณสุข (http://www.thaichilddevelopment.com/)
3. Yousefi J, Ajalloueyan M, Amirsalari S, Hassanali M. The specificity and sensitivity of
transient otoacustic emission in neonatal hearing screening compared with diagnostic test
of auditory brain stem response in Tehran hospitals, Iran. J Pediatr. 2013;23(2):199-204.
4. Hemmann BS, Thomton AR, Joseph JM. Automed infant hearing screening using ABR:
Development and validation. Am J Audiol 1995;4(2),6-14.
29
แนวทางการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยทํางาน
(อายุ 18-60 ป)
30
31
ตารางที่ 2 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป)
การตรวจสุขภาพ
อายุ (ป)
18-19 20-29 30-39 40-49 50-60
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
1.การซักประวัติ†
                                          
2.การใชแบบประเมิน
สุขภาพ†                                           
3.การตรวจรางกาย
- การตรวจรางกาย
ประจําป†                                           
- ตรวจตา โดยทีมจักษุ
ในการดูแลของจักษุแพทย
1ครั้ง
-ตรวจเตานมโดยแพทย/
บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับ
การฝกอบรม (CBE)‡
                        
4.การตรวจทางหองปฏิบัติการ
- ความสมบูรณของเม็ด
เลือด (CBC)
1ครั้ง
- ระดับน้ําตาลในเลือด
(FPG)         
- ระดับไขมันในเลือด
(Totalcholesterol&HDL
cholesterol)
        
5.การตรวจคัดกรองมะเร็ง
- มะเร็งปากมดลูก:
Pap smear           
หรือ VIA       ตรวจPapsmearเทานั้น
- มะเร็งลําไสใหญ: ตรวจหา
เลือดในอุจจาระ (FOBT)
          
6.การตรวจคัดกรองทาง
อาชีวอนามัย
ตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยง
†
ดูตารางที่ 2.1, ‡
เฉพาะผูหญิง, * แนะนําใหทํา, CBC = Complete Blood Count, CBE = Clinical Breast Examination, FPG = Fasting Plasma Glucose, VIA = visual inspection with acetic acid, FOBT = Fecal Occult Blood Test
32
ตารางที่ 2.1 การซักประวัติและตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป)
การตรวจประจําป (ปละครั้ง ทุกป) ตั้งแตอายุ 18 ป จนถึง 60 ป 
การซักประวัติ เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ
สุขภาพทั่วไป
การประกอบอาชีพ
การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/ สารเสพติด
การสัมผัสวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่เปนวัณโรค ในชวง 5 ป
พฤติกรรมทางเพศ/ การปองกัน/ การคุมกําเนิด
การตรวจเตานมดวยตนเองทุกเดือนอยางถูกตอง เฉพาะผูหญิง
การไดรับวัคซีน dT หรือ DPT ภายใน 10 ป
ประเมินวัยทํางาน
ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม ค1
ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดดวยแบบประเมิน
Thai CV risk score (แบบไมใชคาไขมันในเลือด) ค1
กรณีที่ซักประวัติแลวพบวามีความเสี่ยง
ประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ ดวย Fagerstrom Test
ประเมินปญหาจากแอลกอฮอล ดวยแบบประเมิน AUDIT
ประเมินการใชสารเสพติดดวย แบบคัดกรอง V2
ง1
การตรวจรางกายทุกป ปละครั้ง
ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง คํานวณคาดัชนีมวลกาย ค1
วัดเสนรอบเอว ค1
คลําชีพจร
วัดความดันโลหิต อยางนอยปละครั้ง ก1
ตรวจรางกายตามระบบ ง1
ตรวจการไดยินดวย finger rub test ค1
ตรวจชองปาก โดยทันตแพทย หรือ ทันตาภิบาล ข3
การตรวจรางกายตามระยะเวลา
ตรวจตา โดยทีมจักษุในการดูแลของจักษุแพทย 1 ครั้ง ชวงอายุ 40-60 ป ง1
ตรวจเตานมโดยแพทย/ บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรม อายุ 30-39 ป ทุก 3 ป
อายุ 40 ปขึ้นไป ทุกป ก2
= คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
33
ตารางที่ 2.2 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป)
รายการ ภาวะที่คัดกรอง อายุ / ความถี่ 
การตรวจเม็ดเลือด และการตรวจทางเคมี
การตรวจเม็ดเลือด (CBC) ภาวะโลหิตจาง ตรวจ 1 ครั้ง
ไมตรวจ หากเคยตรวจแลว
ง1
ระดับน้ําตาลในเลือด (FPG) เบาหวาน อายุ 35 ปขึ้นไป/ ทุก 3 ป ค1
ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด
(Total cholesterol & HDL cholesterol)
ปจจัยเสี่ยงตอโรคหัวใจและ
หลอดเลือด
อายุ 20 ปขึ้นไป/ ทุก 5 ป ก1
การตรวจคัดกรองมะเร็ง
การตรวจเตานม Clinical breast
examination (CBE)
มะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป/ ทุก 3 ป
อายุ 40 ปขึ้นไป/ ทุกป
ก2
การตรวจเนื้อเยื่อจากปากมดลูกดวยวิธี
Pap smear
หรือ
VIA
มะเร็งปากมดลูก -Pap smear:
ชวงอายุ 30-65 ป/ ทุก 3 ป
หยุดตรวจหลัง 65 ป ถา
Pap smear ปกติ 3 ครั้ง
ติดตอกัน
-VIA :
ชวงอายุ 30-55ป/ ทุก 5 ป
เมื่ออายุ 55 ปขึ้นไป แนะนํา
ใหตรวจดวยวิธี Pap smear
เทานั้น
-หากตรวจไมสม่ําเสมอ
พิจารณาหยุดตรวจตาม
ความเสี่ยงของแตละคน และ
ความเห็นของแพทย
ข3
Fecal occult blood test (FOBT) มะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง อายุ 50 ปขึ้นไป/ ทุก 1 ป
แนะนําใหตรวจ iFOBT ถา
สามารถตรวจได
ก1
HBsAg ปจจัยเสี่ยงตอมะเร็งตับ (HCC) ตรวจครั้งเดียว เฉพาะคนที่
เกิดกอน พ.ศ.2535
ง1
การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย โรคจากการทํางาน ตามปจจัยเสี่ยง
CBC = Complete blood count, FPG = Fasting plasma glucose, HDL = High density lipoprotein,
HBsAg = hepatitis B surface antigen, HCC = Hepatocellular carcinoma,
VIA = Visual inspection with acetic acid, iFOBT = Immunochemical fecal occult blood testing
 = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
34
แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
กลุมวัยทํางาน (อายุ 18 – 60 ป)
การซักประวัติ
การซักประวัติเปนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับสุขภาพทั้งในอดีตและปจจุบัน จัดเปนขั้นตอนแรก
และมีความสําคัญมาก ทําใหทราบถึงปจจัยตางๆ ที่อาจสงผลตอสุขภาพ การซักประวัติยังเปนขั้นตอนที่จะสราง
สัมพันธภาพระหวางผูตรวจและผูรับการตรวจ สงผลตอการเกิดความรวมมือในการดูแลสุขภาพ
การซักประวัติคนในวัยทํางาน ควรไดขอมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงและการคัดกรองสุขภาพ ดังนี้
 พฤติกรรมสุขภาพ เชน การกินอาหาร การออกกําลังกาย
 การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/ ใชสารเสพติด
 การปวยเปนวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่ปวยเปนวัณโรคในระยะ 5 ปที่ผานมา
 พฤติกรรมทางเพศ/ การปองกัน/ การคุมกําเนิด
 การตรวจเตานมดวยตนเองทุกเดือนอยางถูกตอง
 การไดรับวัคซีน DPT หรือ dT ในระยะ 10 ปที่ผานมา
 ประวัติการประกอบอาชีพ เพื่อหาความเสี่ยง/ การสัมผัสสารเสี่ยงตางๆ จากการทํางาน
 สถานที่อยูอาศัยจริง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงตอโรคบางอยางในบางพื้นที่
การซักประวัติความเสี่ยงโรคจากการประกอบอาชีพสามารถทําไดงายขึ้น โดยการซักประวัติคัดกรอง คําถามคัด
กรองที่สําคัญ(1)
เชน ลักษณะงานที่ทําปจจัยเสี่ยง และระยะเวลาที่สัมผัส เปนตน
การประเมินภาวะซึมเศรา
ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม (Two-questions-screening test
for depression disorders) สามารถคนหาโรคซึมเศราในชุมชนได เพราะสั้น ใชงาย มีความไวสูง หากตอบ
คําถามขอใดขอหนึ่งวา “ใช” และความจําเพาะสูงหากตอบวา “ใช” ทั้งสองขอ(2)
การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด
สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดดวย
Thai CV risk score ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงนี้ แนะนําใหใชในคนไทยที่มีอายุ 35-70 ปที่ยังไมมีโรคหัวใจ
และหลอดเลือด โดยแสดงผลการประเมินเปนความเสี่ยงตอการเสียชีวิตหรือเจ็บปวยจากโรคเสนเลือดหัวใจตีบ
ตันและโรคเสนเลือดสมองตีบตันในอีก 10 ปขางหนา สามารถใชไดแมไมมีผลตรวจไขมันในเลือด โดยใหใช
ขนาดรอบเอวและสวนสูง(3)
แบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล/ การติดสารนิโคตินบุหรี่/ การใชสารเสพติด
การประเมินผูดื่มสุรา ดวยแบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล (Alcohol Use Disorders Identification
Test, AUDIT) เปนขอคําถามจํานวน 10 ขอ แบบทดสอบระดับสารนิโคตินในบุหรี่ (Fagerstrom Test for
Nicotine Dependence) ประกอบดวยคําถาม 6 ขอ คะแนนสูงหมายถึงมีการติดในระดับสูง ผูที่มีประวัติเสพ
สารเสพติดควรประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบประเมิน V2
35
การตรวจรางกาย
การชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง
การชั่งน้ําหนัก และวัดสวนสูง มีประโยชนในการประเมินสภาวะทั่วไป เชน ภาวะโภชนาการ ดัชนีมวล
กาย (body mass index, BMI) เปนตน เพื่อประเมินความเสี่ยงตอโรคเรื้อรังที่เปนปญหาของกลุมวัยทํางาน
เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ
การวัดความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงเปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคไต ฯลฯ
โรคหัวใจมีอัตราตายอยางเฉียบพลันสูง การตรวจพบและรักษาความดันโลหิตสูงแตเนิ่นๆ สามารถลดความ
เสี่ยงตอการตายจากโรคหัวใจ ทั้งนี้ โรคความดันโลหิตสูงเปนภัยเงียบที่คุกคามชีวิตที่เกิดขึ้นในทุกวัย ที่ไมมี
อาการเตือน การที่จะทราบวาเปนความดันโลหิตสูงนั้น จําเปนตองวัดความดันโลหิต การวัดความดันโลหิตทํา
ไดงายมาก ไดมีขอแนะนําใหวัดความดันโลหิตอยางนอยปละ 1 ครั้ง(4)
การตรวจการไดยิน
ปญหาการสูญเสียการไดยินไมไดจํากัดอยูเฉพาะในวัยสูงอายุ การวิจัยพบวาปญหาการไดยินนั้นเพิ่มขึ้น
มากในวัยเด็ก และยังมีคนหนุมสาวที่ประสบปญหานี้ในอัตราที่สูงพอควร การสูญเสียการไดยินทําใหคนเรามี
ปญหาการสื่อสารและการเขาสังคม ปจจัยที่อาจสงผลทําใหเกิดปญหาหูตึงเร็วกวาปกติ เชน การทํางานในที่
เสียงดัง หรือรับฟงเสียงดังมากเกินไปจากการดูหนัง ฟงเพลง หรือเขาผับ
การตรวจคัดกรองการสูญเสียการไดยินดวยวิธี finger rub test สามารถทําไดงาย สะดวก ไมซับซอน
มีความไวรอยละ 27 ความจําเพาะรอยละ 98(5)
การตรวจตา
แมวาการรวบรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 5 การวิจัย ซึ่งสรุปวาการตรวจคัดกรองความบกพรอง
ทางสายตาในผูสูงอายุ ใหผลตอสายตาในระยะยาว 2-4 ป ไมตางกันระหวางกลุมที่คัดกรองกับกลุมที่ไมคัด
กรอง(6)
แตทั้งนี้ การคัดกรองในรายงานดังกลาวเปนการตรวจดวยตัวเอง (self-reported measurement)
อีกทั้งไมมีการวางแผนการดูแลรักษาที่ดีหลังการตรวจคัดกรอง คณะผูเชี่ยวชาญดานสุขภาพของกลุมวัยทํางาน
มีความเห็นวา ควรมีการตรวจสุขภาพตาโดยการดูแลของจักษุแพทย เพื่อคัดกรองความผิดปรกติตางๆ เชน
สายตาพิการ ตอหิน และแนะนําใหตรวจตาในผูที่มีอายุ 40-60 ป อยางนอย 1 ครั้ง
การตรวจทางหองปฏิบัติการ
การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด (complete blood count, CBC)
ภาวะซีดจากโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียพบไดบอย อุบัติการณในประชากรไทยสูงถึงรอยละ 30 หรือคน
ไทยประมาณ 20 ลานคนมียีนของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่ง(7)
ดังนั้นจึงแนะนําการตรวจ CBC อยางนอย 1
ครั้ง ในวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) หากไมเคยตรวจมากอน
การตรวจระดับไขมันในเลือด
ระดับไขมันในเลือดชนิดคอเลสเตอรอลโดยรวม (total cholesterol) ที่สูง และ ระดับคอเลสเตอรอล
ชนิด HDL (high-density lipoprotein cholesterol) ที่ต่ํา มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งสงผลเสียตอทุกอวัยวะ ระดับ total cholesterol และHDL cholesterol สามารถนําไปใชคํานวณหาความ
เสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด (atherosclerotic cardiovascular disease (ASCVD) risk score) ตาม
36
แนวปฏิบัติการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่จัดทําโดยสมาคมแพทยโรคหัวใจ สหรัฐอเมริกา
ได(8)
นอกจากนี้ ระดับ non-HDL cholesterol ซึ่งคือผลตางระหวางระดับ total cholesterol และ HDL
cholesterol (Non-HDL cholesterol = Total cholesterol - HDL-cholestrol) พบวาระดับ non-HDL
cholesterol ที่สูง เปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว (10 ป) อยางชัดเจน และ
เปนปจจัยเสี่ยงมากกวา ระดับ LDL (low density lipoprotein) cholesterol ที่สูง(9,10)
การตรวจระดับน้ําตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting plasma glucose)
การคัดกรองโรคเบาหวานตามแนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2557 โดยสมาคม
โรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหตรวจวัดตรวจระดับน้ําตาลในพลาสมาหลังอดอาหารระยะเวลาหนึ่ง
โดยทั่วไปใช 8 ชั่วโมง (fasting plasma glucose) โดยตรวจตั้งแตตั้งแตอายุ 35 ปขึ้นไป และตรวจซ้ําทุก 3 ป
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (cancer screening หรือ cancer early detection)
ในปจจุบัน การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดมีประสิทธิผลดี สามารถลดอัตราเสียชีวิตจาก
โรคมะเร็งได ไดแก การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer screening) การตรวจคัดกรอง
โรคมะเร็งเตานม (breast cancer screening) และการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง
(colorectal cancer screening)
การตรวจมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจเนื้อเยื่อที่เก็บจากปากมดลูก ดวยวิธี Pap smear
(conventional cytology) หรือ VIA (visual inspection with acetic acid)
การตรวจ Pap smear ในผูหญิงตั้งแตอายุ 30 ปขึ้นไป ควรตรวจทุก 3 ป จนถึงอายุ 65 ป สามารถ
หยุดตรวจไดหากผลตรวจปรกติติดตอกันเปนระยะเวลา 10 ป แตหากไดรับการตรวจไมสม่ําเสมอ ควรตรวจ
ตอหลังอายุ 65 ป(12)
หรือตามดุลยพินิจของแพทย
การวิจัยพบวา การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดวย VIA มีความปลอดภัย สามารถใชไดในทองถิ่น
หางไกลของประเทศไทย ผลการตรวจมีความสอดคลองสูงระหวางการตรวจคัดกรองโดยผูเชี่ยวชาญกับผูให
การตรวจสุขภาพในพื้นที่(13)
แนะนําใหใชวิธีนี้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปในชวงอายุ 30-55 ป(14)
หลังจากอายุ 55 ป ควรตรวจดวยวิธี Pap smear เทานั้น
การตรวจเตานมโดยผูเชี่ยวชาญ (clinical breast examination, CBE)
การตรวจเตานมโดยการตรวจรางกายเพื่อคัดกรองมะเร็ง ที่ใชกันอยู มี 2 วิธี คือ การตรวจดวยตัวเอง
(Breast Self Examination, BSE) และการตรวจโดยผูเชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination, CBE) คือ
การตรวจโดยแพทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรมมา ทั้งนี้การตรวจดวยตัวเองนั้นมีความไว
(sensitivity) ต่ํามาก
ขอมูลการวิจัยเบื้องตนจากประเทศอินเดีย(11)
พบวาการตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE มี
ความไวรอยละ 51.7 (95%CI 38.2, 65.0) และความจําเพาะรอยละ 94.3 (95%CI 94.1, 94.5) เมื่อ
เปรียบเทียบการคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE กับการไมคัดกรอง พบวาสามารถผาตัดรักษาเตานมไวได
37
มากขึ้น รอยละ 12.7 พบมะเร็งเตานมระยะเริ่มแรก (ระยะ IIA ลงมา) ไดมากขึ้น รอยละ 18.4 พบระยะ
ลุกลาม (ระยะ IIIA ขึ้นไป) ต่ําลงรอยละ 23.3
แนวทางเวชปฏิบัติโดย National Comprehensive Cancer Network®
(NCCN®
) ซึ่งเปนความ
รวมมือของศูนยมะเร็งจากทั่วโลก 26 แหง แนะนําใหตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมโดย CBE ในสตรีที่ไมมีอาการ
โดยตรวจทุก 3 ป เมื่ออายุ 30-39 ป และตรวจทุกป เมื่ออายุ 40 ปขึ้นไป
การตรวจหามะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง (colorectal cancer)
ผลจากการรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 4 งานวิจัยเปนขอมูลเชิงประจักษที่สนับสนุนการใช fecal
occult blood test (FOBT) ในการตรวจคัดกรอง colorectal cancer โดยทําใหสามารถปองกันการ
เสียชีวิตดวยมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงได 1/6(15)
การตรวจดวยวิธี Immunochemical fecal occult
blood testing (iFOBT) มีประสิทธิผลในการคัดกรองสูงกวาวิธี guaiac-based fecal occult blood testing
(gFOBT) ประมาณ 2 เทา(16)
การศึกษาการคัดกรองมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงดวยวิธี iFOBTในประเทศ
ไทย พบวามีความเปนไปไดที่จะนํามาใชในระบบบริการสุขภาพของประเทศ(17)
เอกสารอางอิง
1. แนวทางการวินิจฉัยโรคและภัยจากการประกอบอาชีพเบื้องตน. สํานักโรคจากการประกอบอาชีพและ
สิ่งแวดลอม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. 2553
2. Arunpongpaisal S, Kongsuk T, Maneeton N, Maneeton B, Wannasawek K,
Leejongpermpoon J. Development and validity of two-question-screening test for
depressive disorders in Thai I-san community. J Psychiatr Assoc Thailand. 2006;52(2):138-
48.
3. กรมควบคุมโรค. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดในผูปวยเบาหวานและความดันโลหิต
สูง. สํานักงานกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก พ.ศ.2558.
4. Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman WC, Green LA, Izzo JL, Jr., et al. Seventh
report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and
Treatment of High Blood Pressure. Hypertension. 2003 Dec;42(6):1206-52.
5. Pirozzo S, Papinczak T, Glasziou P. Whispered voice test for screening for hearing
impairment in adults and children: systematic review. BMJ. 2003 Oct 25;327(7421):967.
6. Smeeth L, Iliffe S. Community screening for visual impairment in the elderly. The
Cochrane database of systematic reviews. 2006 (3):CD001054.
7. วิชัย เทียนถาวร และคณะ. ความชุกของพาหะธาลัสซีเมียในประเทศ ไทย. วารสารโลหิตวิทยาและเวช
ศาสตรบริการโลหิต 2549;16:307-12.
8. Goff DC, Jr., Lloyd-Jones DM, Bennett G, Coady S, D'Agostino RB, Gibbons R, et al. 2013
ACC/AHA guideline on the assessment of cardiovascular risk: a report of the American
College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines.
Circulation. 2014 Jun 24;129(25 suppl 2):S49-73.
9. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care. 2003 Jan;26(1):240-2.
10. Boekholdt SM, Arsenault BJ, Mora S, Pedersen TR, LaRosa JC, Nestel PJ, et al. Association
of LDL cholesterol, non-HDL cholesterol, and apolipoprotein B levels with risk of
38
cardiovascular events among patients treated with statin: a meta-analysis. Jama. 2012
Mar 28;307(12):1302-9.
11. Sankaranarayanan R, Ramadas K, Thara S, Muwonge R, Prabhakar J, Augustine P, et al.
Clinical breast examination: preliminary results from a cluster randomized controlled trial
in India. J Natl Cancer Inst 2011;103(19):1476-80.
12. Vesco KK, Whitlock EP, Eder M, Lin J, Burda BU, Senger CA, et al. Screening for Cervical
Cancer: A Systematic Evidence Review for the U.S. Preventive Services Task Force.
Evidence Synthesis No. 86. AHRQ Publication No. 11-05156- EF-1. Rockville, MD: Agency
for Healthcare Research and Quality; May 2011.
13. Gaffikin L, Blumenthal PD, Emerson M, Limpaphayom K, Royal Thai College of O,
Gynaecologists JCCCPG. Safety, acceptability, and feasibility of a single-visit approach to
cervical-cancer prevention in rural Thailand: a demonstration project. Lancet
2003;361(9360):814-20.
14. Mandelblatt JS, Lawrence WF, Gaffikin L, Limpahayom KK, Lumbiganon P, Warakamin S,
et al. Costs and benefits of different strategies to screen for cervical cancer in less-
developed countries. J Natl Cancer Inst 2002;94(19):1469-83.
15. Hewitson P, Glasziou P, Irwig L, Towler B, Watson E. Screening for colorectal cancer using
the faecal occult blood test, Hemoccult. Cochrane Database Sys Rev 2007 (1):CD001216.
16. Hol L, Wilschut JA, van Ballegooijen M, van Vuuren AJ, van der Valk H, Reijerink JC, et al.
Screening for colorectal cancer: random comparison of guaiac and immunochemical
faecal occult blood testing at different cut-off levels. Br J Cancer 2009;100(7):1103-10.
17. Khuhaprema T, Sangrajrang S, Lalitwongsa S, Chokvanitphong V, Raunroadroong T,
Ratanachu-Ek T, et al. Organised colorectal cancer screening in Lampang Province,
Thailand: preliminary results from a pilot implementation programme. BMJ open
2014;4(1):e003671.
39
40
แนวทางการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ
(อายุ 60 ปขึ้นไป)
41
42
ตารางที่ 3 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
การตรวจสุขภาพ
อายุ (ป)
60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80+
1. การซักประวัติ†
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
2. การใชแบบประเมินสุขภาพ†
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
3. การตรวจรางกาย
-การตรวจรางกายประจําป††
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
-ตรวจตาโดยทีมจักษุในความดูแลของจักษุแพทย 2-4 ป ทุก 1-2 ป
-ตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการ
ฝกอบรม(CBE)
‡ * * * * * * * * * *
4. การตรวจทางหองปฏิบัติการ
การตรวจเลือด
-ความสมบูรณของเม็ดเลือด (CBC) * * * * * * * * * * *
-ระดับน้ําตาลในเลือด (FPG) * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
-ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด
(Totalcholesterol&HDLcholesterol) * * * * *
-ระดับ serum creatinine (Cr) ดูการทํางานของไต * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การตรวจปสสาวะ * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
5.การตรวจคัดกรองมะเร็ง
-มะเร็งปากมดลูก: Pap smear * *
-มะเร็งลําไสใหญ: การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (FOBT) * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
†
ดูตารางที่ 3.1 ††
ดูตารางที่ 3.2 ‡
เฉพาะผูหญิง *แนะนําใหทํา
CBE = Clinical Breast Examination, CBC = CompleteBlood Count, FPG = Fasting PlasmaGlucose, FOBT = Fecal OccultBlood Test
ตรวจตามความเหมาะสม
ตรวจตามความเหมาะสม
43
ตารางที่ 3.1 การซักประวัติและประเมินสุขภาพ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
การตรวจประจําป ปละครั้ง ทุกป ตั้งแตอายุ 60 ป ขึ้นไป *
การซักประวัติ เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ
สุขภาพทั่วไป
การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/สารเสพติด
การสัมผัสวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่เปนวัณโรค ในชวง 5 ป
การกลืน/ สําลัก
การมองเห็น &การไดยิน
การหกลม
การกลั้นปสสาวะไมอยู
การใชแบบประเมินสุขภาพ
ภาวะโภชนาการดวยแบบ Thai mini nutrition assessment (MNA) ค1
ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดดวยแบบประเมิน Thai CV risk score
(แบบไมใชคาไขมันในเลือด)
ค1
ประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนดวย OSTA index (เลือกใช OSTA ตามความ
เหมาะสม)
ค1
ประเมินสมรรถภาพสมอง ดวย Modified IQCODE (65 ปขึ้นไป) ค1
ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม ค1
การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวย Barthel ADL index ค1
กรณีที่ซักประวัติแลวพบวามีความเสี่ยง
ประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ดวย Fagerstrom Test
ประเมินปญหาจากแอลกอฮอล ดวย AUDIT
ประเมินการใชสารเสพติดดวย แบบคัดกรอง V2
ง1
ADL = Activity daily living, AUDIT = Alcohol Use Disorders Identification Test, CV = Cardiovascular,
Modified IQCODE = Modified Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly,
OSTA = Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians
* = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
44
ตารางที่ 3.2 การตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
การตรวจประจําป ปละครั้ง ทุกป ตั้งแตอายุ 60 ป ขึ้นไป *
การตรวจรางกาย เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ
วัดความดันโลหิต (อยางนอย 1 ครั้งตอป เพื่อคัดกรองความดันโลหิตสูง) ก1
คลําชีพจร (เพื่อคัดกรองหัวใจเตนผิดจังหวะ)
(Atrial Fibrillation มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke)) ค1
คํานวณหาดัชนีมวลกาย (BMI, Mindex หรือ Demiquet)
ชั่งน้ําหนัก
วัดสวนสูง
ค1
วัด demi-span (ในคนอายุ 65 ปขึ้นไป หรือไมสามารถวัดสวนสูงได)
วัดรอบเอว (เพื่อประเมินความเสี่ยง metabolic syndrome) ค1
ตรวจรางกายตามระบบ ง1
ตรวจชองปากและฟน (โดย ทันตแพทย หรือ ทันตาภิบาล เพื่อคัดกรองความผิดปรกติ
ในชองปากโดยรวม อาทิ ไมมีฟน เหงือกรน สภาพฟนเทียม) ข3
ตรวจการไดยินดวย finger rub test ค1
ตรวจสายตาดวย Snellen eye chart ง1
ตรวจตา โดยทีมจักษุในความดูแลของจักษุแพทย
(คัดกรองความผิดปรกติของตาโดยรวม อาทิ ความดันลูกตาเพื่อตรวจคัดกรองตอหิน
ทุก 2-4 ป ในชวงอายุ 60-64 ป และทุก 1-2 ปเมื่อ 65 ปขึ้นไป)
ง1
ตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรม (CBE)
†
(เพื่อตรวจหามะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป ตรวจทุก 3 ป อายุ 40 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป
อายุ 70 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจตามความเสี่ยง)
ก2
* = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
BMI = body mass index หรือ ดัชนีมวลกายโดยทั่วไป
Mindex = ดัชนีมวลกายของผูสูงอายุเพศหญิง Demiquet = ดัชนีมวลกายของผูสูงอายุเพศชาย
demi-span = ระยะจากรอยเวาที่ขอบบนของกระดูกอก (suprasternal notch) ไปถึงบริเวณขอตอกระดูกฝามือกับกระดูกนิ้วมือ
(metacarpopha- langeal joint) ตําแหนงระหวางโคนนิ้วกลางกับโคนนิ้วนาง†
เฉพาะผูหญิง CBE = Clinical Breast Examination
45
ตารางที่ 3.3 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
การตรวจ ภาวะที่คัดกรอง อายุ 18-60 ป อายุมากวา 60 ป *
การตรวจเม็ดเลือด และการตรวจสารเคมีในเลือด
การตรวจเม็ดเลือด (CBC) -ภาวะโลหิตจาง ตรวจ 1 ครั้ง
หากยังไมเคยตรวจ
70 ปขึ้นไป
1 ครั้งตอป
ง1,
ค1
การตรวจระดับน้ําตาล
(FPG หรือ FBS)
-เบาหวาน อายุ 35 ปขึ้นไป
ตรวจทุก 3 ป 1 ครั้งตอป
ค1
การตรวจระดับไขมัน
(Total cholesterol & HDL
cholesterol)
-ปจจัยเสี่ยงตอ
โรคหัวใจและ
หลอดเลือด
อายุ 20 ปขึ้นไป
ตรวจทุก 5 ป
ตรวจทุก 5 ป
ก1
ระดับ serum creatinine -การทํางานของไต ไมตรวจ 1 ครั้งตอป ง1
การตรวจปสสาวะ
(urinalysis, UA)
-ความผิดปรกติ
โดยรวมของระบบ
ทางเดินปสสาวะ
ไมตรวจ 1 ครั้งตอป
ง1
การตรวจคัดกรองมะเร็ง
Clinical breast examination -มะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป ตรวจทุก 3 ป
อายุ 40 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป
อายุ 70 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจตามความเสี่ยง
ก2
การตรวจเนื้อเยื่อจากปากมดลูก
ดวยวิธี Pap smear
หรือ
VIA
-มะเร็งปากมดลูก -Pap smear: อายุ 30-65 ป ตรวจทุก 3 ป
หยุดตรวจหลัง 65 ป ถา Pap smear ปกติ 3 ครั้ง
ติดตอกัน
-VIA : อายุ 30-55ป ตรวจทุก 5 ป
เมื่ออายุ 55 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจดวยวิธี Pap
smear เทานั้น
-หากตรวจไมสม่ําเสมอ พิจารณาหยุดตรวจตาม
ความเสี่ยงของแตละคน และความเห็นของแพทย
ข3
Fecal occult blood test
(FOBT)
-มะเร็งลําไสใหญ
และลําไสตรง
อายุ 50 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป
แนะนําตรวจ iFOBT ในกรณีที่สามารถตรวจได
ก1
HBsAg -ความเสี่ยง HCC ตรวจครั้งเดียว
ในคนที่เกิดกอน พ.ศ.2535
ไมตรวจ ง1
การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย -โรคจากการทํางาน ตามปจจัยเสี่ยงจากการทํางาน ไมตรวจ
CBC=Complete blood count, FPG=Fasting plasma glucose, FBS=Fasting blood sugar,
HBsAg = hepatitis B surface antigen, HCC = Hepatocellular carcinoma, HDL = High density lipoprotein,
iFOBT = Immunochemical fecal occult blood testing, VIA = Visual inspection with acetic acid, UA = Urinalysis,
* = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
46
แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม
กลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
การซักประวัติ
การซักประวัติทําใหทราบถึงประวัติสุขภาพทั่วไป ไดแก การนอนหลับ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การใชยา
ประวัติวัณโรคของผูสูงอายุและครอบครัว เปนตน และปญหาสุขภาพที่อาจพบไดมากขึ้นในผูสูงอายุ อาทิ
การกลั้นปสสาวะไมได การมองเห็นและการไดยินที่เปลี่ยนไป การหกลม ภาวะทุพโภชนาการ สมรรถภาพ
สมอง ภาวะซึมเศรา รวมถึงการใชชีวิตประจําวัน
ปญหาสุขภาพของผูสูงอายุบางประการ หากใหคําแนะนําการปฏิบัติอยางถูกตองเหมาะสม อาจ
ปองกันหรือชะลอการเกิดได อาทิ การหลีกเลี่ยงปจจัยเสี่ยงตอสุขภาพ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจําวันให
เหมาะสม การบริหารรางกาย เปนตน หากผูสูงอายุมีประวัติหกลมมากอนแนะนําใหตรวจ TUGT (Time Up
and Go Test)(1)
การประเมินสุขภาพของผูสูงอายุ
การประเมินภาวะโภชนาการ
ในปจจุบัน หลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนประสิทธิผลการคัดกรองภาวะทุพโภชนาการในผูสูงอายุยัง
มีไมเพียงพอ(2)
อยางไรก็ตาม การประเมินภาวะโภชนาการเบื้องตนสามารถดําเนินการไดงายโดยใชแบบ mini
nutritional assessment (MNA) สามารถใชไดโดยผูที่ไมใชบุคลากรทางการแพทยเพื่อคนหาผูสูงอายุที่มี
ความเสี่ยง และปองกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ(3)
การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด
สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดดวย
Thai CV risk score ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงนี้ แนะนําใหใชในคนไทยที่มีอายุ 35-70 ปที่ยังไมมีโรคหัวใจ
และหลอดเลือด โดยแสดงผลการประเมินเปนความเสี่ยงตอการเสียชีวิตหรือเจ็บปวยจากโรคเสนเลือดหัวใจตีบ
ตันและโรคเสนเลือดสมองตีบตันในอีก 10 ปขางหนา สามารถใชไดแมไมมีผลตรวจไขมันในเลือด โดยใหใช
ขนาดรอบเอวและสวนสูง(4)
ประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
ในการตรวจคัดกรองหากลุมเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน แนะนําใหใชแบบประเมิน OSTA
(Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians) index ซึ่งคํานวณจากสูตร (น้ําหนักตัว - อายุ) x 0.2
โดยหนวยอายุเปนป และหนวยน้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม เครื่องมือนี้มีความไวรอยละ 98 และความจําเพาะ
รอยละ 29(5)
อยางไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนสามารถใชเครื่องมืออื่นๆ ในการประเมินได
ตามความเหมาะสม ไดแก KKOS (KhonKaen Osteoporosis Study score) ซึ่งมีความไวรอยละ 70
ความจําเพาะรอยละ 73(6)
การประเมินสมรรถภาพสมอง
การประเมินสมรรถภาพสมองดวยเครื่องมือ modified IQCODE (Informant Questionnaire on
Cognitive Decline in the Elderly) เปนแบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องตน ดวยคําถาม 8 ขอที่เขาใจงาย
มีความไวและความจําเพาะสูง(7,8)
47
การประเมินภาวะซึมเศรา
การประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม (Two-questions-screening
test for depression disorders) สามารถคนหาโรคซึมเศราในชุมชนได เพราะสั้น ใชงาย มีความไวสูงหาก
ตอบคําถามขอใดขอหนึ่งวา “ใช” และความจําเพาะสูงหากตอบวา “ใช” ทั้งสองขอ(9)
แบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล/ การติดสารนิโคตินบุหรี่/ การใชสารเสพติด
การประเมินผูดื่มสุรา ดวยแบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล (Alcohol Use Disorders Identification
Test, AUDIT) เปนขอคําถามจํานวน 10 ขอ แบบทดสอบระดับสารนิโคตินในบุหรี่ (Fagerstrom Test for
Nicotine Dependence) ประกอบดวยคําถาม 6 ขอ คะแนนสูงหมายถึงมีการติดในระดับสูง ผูที่มีประวัติเสพ
สารเสพติดควรประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบประเมิน V2
การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐาน (activities daily living)
ผูสูงอายุมีความเสื่อมของอวัยวะตางๆ ไดตามอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ทําใหการทํางานของระบบตางๆ ของ
รางกายมีประสิทธิภาพลดลง(10)
สงผลใหผูสูงอายุมีขอจํากัดในการทํากิจกรรมตางๆ ดวยตนเอง การประเมิน
การทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวยเครื่องมือ Barthel ADL index ทําไดงายจึงมีประโยชนในการประเมิน
ผูสูงอายุโดยรวม รวมถึงติดตามผลภายหลังใหการดูแล(11)
การตรวจรางกาย
การชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และวัดความยาวแขน
การชั่งน้ําหนัก และวัดสวนสูง มีประโยชนในการประเมินสภาวะทั่วไปของผูสูงอายุ อาทิ ภาวะ
โภชนาการ ดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) เปนตน อยางไรก็ตาม ผูสูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงไดตาม
พยาธิสรีรวิทยาของรางกาย เชน หลังโกง กระดูกหัก เปนตน ทําใหความสูงของผูสูงอายุไมคงที่เมื่อมีอายุเพิ่ม
สูงขึ้น ดังนั้นควรวัดความยาวสวนแขนรวมดวย เนื่องจากมีคาคงที่ไมเปลี่ยนแปลง และสามารถนํามาคํานวณหา
ดัชนีมวลกายได
วิธีการวัดความยาวสวนแขนที่เรียกวา demi-span เปนการวัดระหวางตําแหนงรอยเวาที่ขอบบนของ
กระดูกหนาอก (suprasternal notch) ไปถึงบริเวณขอตอกระดูกฝามือกับกระดูกนิ้วมือ (metacarpopha-
langeal joint) ตําแหนงระหวางโคนนิ้วกลางกับโคนนิ้วนาง (ซึ่งตางกับชวงแขน หรือ arm-span ที่เปนการวัด
ระยะจากปลายนิ้วนางทั้งสองขาง ในขณะที่แขนเหยียดแนวราบตรงไปดานขาง หรือที่เรียกวา “วา”)
การคํานวณคาดัชนีมวลกาย ไดแก คา BMI สําหรับคนทั่วไป คา Mindex สําหรับผูหญิงสูงอายุ และ
คา Demiquet สําหรับผูชายสูงอายุ(12)
ดังนี้
o ดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI)
BMI (กิโลกรัม/เมตร2
) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / (สวนสูงเปนเมตร)2
o ดัชนีมวลกาย Mindex ของผูสูงอายุเพศหญิง
Mindex (กิโลกรัม/เมตร) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / demi-span เปนเมตร
o ดัชนีมวลกาย Demiquet ของผูสูงอายุเพศชาย
Demiquet (กิโลกรัม/เมตร2
) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / (demi-span เปนเมตร)2
สําหรับเกณฑวินิจฉัยภาวะขาดโปรตีนและพลังงานโดยใชดัชนีมวลกายในผูสูงอายุนั้น องคการอนามัย
โลกไดกําหนดดวย BMI ต่ํากวา 18.5 กก./เมตร2
ผลการศึกษาดัชนีมวลกาย Mindex และ Demiquet ใน
ผูสูงอายุไทย ไดเกณฑการวินิจฉัยคือ ผูสูงอายุหญิงที่มี Mindex ต่ํากวา 55.95 (หรือ 56) กก./ม. และ
ผูสูงอายุชายที่มี Demiquet 75.6 (หรือ 76) กก./ม.2
48
การวัดความดันโลหิต
ผูสูงอายุที่เริ่มมีความดันโลหิตสูง มักจะยังไมมีอาการและอาการแสดง การตรวจคัดกรองชวยใหทราบ
วามีระดับความดันโลหิตที่สูงกวาปรกติ อาจมีผลใหเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงไดรับการรักษา(13)
ความดันโลหิตสูงซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงที่สําคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease)
และหากยังไมพบวามีความดันโลหิตสูง แตมีความดันโลหิตคอนขางสูง คือชวงหัวใจบีบตัว (systolic
blood pressure, SBP) อยูระหวาง 120 -139 มิลลิเมตรปรอท หรือ ชวงหัวใจคลายตัว (diastolic blood
pressure, DBP) อยูระหวาง 80-89 มิลลิเมตรปรอท สถาบันสุขภาพแหงชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกาโดย
การประชุม Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of
High Blood Pressure (JNC7) แนะนําใหวัดความดันโลหิตปละครั้ง(14)
อยางไรก็ตาม การวัดความดันโลหิต
สามารถทําไดงาย จึงควรวัดความดันโลหิตไดมากกวาปละ 1 ครั้ง(15)
การคลําชีพจร
การคลําชีพจรเปนการคัดกรองเบื้องตนเพื่อประเมินการเตนของหัวใจ ภาวะการเตนของหัวใจหองบน
ที่ผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) อาจทําใหเกิดลิ่มเลือดหลุดจากหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยง
สมอง ภาวะ AF เพิ่มความเสี่ยงตอการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง 2-7 เทา(16)
แตหากผูสูงอายุที่มีการเตนของ
หัวใจผิดจังหวะชนิด AF ไดรับการตรวจพบและไดรับรักษา จะลดความเสี่ยงของการเกิดการเปนอัมพฤกษหรือ
อัมพาต (stroke) ไดมากกวารอยละ 60(17)
การตรวจการไดยิน
ผูสูงอายุไทยรอยละ 28 มีปญหาการไดยิน(10)
ซึ่งสงผลตอคุณภาพชีวิต การตรวจคัดกรองการสูญเสีย
การไดยินดวยวิธีที่งาย สะดวก ไมซับซอน ไดแก finger rub test ซึ่งมีความไวรอยละ 27 ความจําเพาะรอย
ละ 98(18)
การตรวจตา
แมวาการรวบรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 5 การวิจัย ซึ่งสรุปวาการตรวจคัดกรองความบกพรอง
ทางสายตาของผูสูงอายุ ใหผลตอสายตาในระยะยาว 2-4 ป ไมตางกันระหวางกลุมที่คัดกรองกับกลุมที่ไม
คัดกรอง(19)
แตทั้งนี้ การคัดกรองในรายงานดังกลาวเปนการตรวจดวยตัวเอง (self-reported
measurement) อีกทั้งไมมีการวางแผนการดูแลรักษาที่ดีหลังการตรวจคัดกรอง การตรวจสายตาดวย
Snellen eye chart ทําไดสะดวกและเปนขอแนะนําในการตรวจคัดกรองการมองเห็นเบื้องตนในผูสูงอายุ(20)
ทั้งนี้ผูสูงอายุควรไดรับการตรวจตาโดยทีมจักษุภายใตการดูแลของจักษุแพทย เพื่อคัดกรองความ
ผิดปรกติของตางๆ อาทิ ตองกระจก ตอหิน เปนตน แนะนําใหตรวจตาในผูสูงอายุที่มีอายุตั้งแต 60-64 ปทุก
2-4 ป และอายุ 65 ปขึ้นไปที่ไมมีความเสี่ยงทุก 1-2 ป(21)
การตรวจชองปาก
แมวา การตรวจชองปากเพื่อคัดกรองหามะเร็งชองปากของผูสูงอายุ ไมไดทําใหลดอัตราการเสียชีวิต
ดวยมะเร็งชองปาก อยางไรก็ตาม การตรวจชองปากมีประโยชนในผูสูงอายุ เพราะทําใหทราบถึงความ
ผิดปรกติในชองปากอื่นๆ อาทิ ไมมีฟน เหงือกรน สภาพฟนเทียมที่ใส เปนตน มีการศึกษาพบวาอัตราการ
เสียชีวิตใน 1 ปของกลุมผูสูงอายุที่มีปญหาดานการเคี้ยวสูงกวาผูที่ไมมีปญหา 1.5 เทา(22)
ดังนั้น การตรวจ
ชองปากทุกป โดยทันตแพทยหรือทันตาภิบาลมีประโยชนสําหรับผูสูงอายุ
49
การตรวจทางหองปฏิบัติการ
การตรวจปสสาวะ
ไมมีขอมูลสนับสนุนความจําเปนของการตรวจปสสาวะในการตรวจสุขภาพ แตผูเชี่ยวชาญใหความเห็น
วาการตรวจปสสาวะมีประโยชนในกลุมผูสูงอายุ เนื่องจากมีโอกาสพบความผิดปรกติอื่นๆ ไดจากการตรวจ
ปสสาวะ จึงแนะนําใหตรวจปสสาวะปละ 1 ครั้ง
การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด (complete blood count, CBC)
ภาวะซีดพบไดบอยในผูสูงอายุ ซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงของความเจ็บปวยและเสียชีวิต สงผลตอคุณภาพชีวิต
ภาวะซีดในผูสูงอายุจะเกิดชาๆสวนใหญเกิดจากการเสียเลือด/ขาดสารอาหาร(23)
การประเมินภาวะซีดใน
ผูสูงอายุประกอบไปดวยการซักประวัติ ตรวจรางกาย รวมถึงการตรวจ CBC(24)
จากรายงานการตรวจสุขภาพ
คนไทย พ.ศ. 2551-2552 พบความชุกของโลหิตจางในประชากรไทยอายุ 70-79 ปสูงถึงรอยละ 48.4(10)
ดังนั้น
จึงแนะนําการตรวจ CBC ทุกปเพื่อคัดกรองภาวะซีดในผูสูงอายุตั้งแตอายุ 70 ปขึ้นไป
การตรวจระดับไขมันในเลือดในผูสูงอายุ
ระดับไขมันในเลือดชนิดคอเลสเตอรอลโดยรวม (total cholesterol) ที่สูง และ ระดับคอเลสเตอรอล
ชนิด HDL (high-density lipoprotein cholesterol) ที่ต่ํา มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งสงผลเสียตอทุกอวัยวะ ระดับ total cholesterol และ HDL cholesterol สามารถนําไปใชคํานวณหา
ความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด (atherosclerotic cardiovascular disease (ASCVD) risk score)
ตามแนวปฏิบัติการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่จัดทําโดยสมาคมแพทยโรคหัวใจ
สหรัฐอเมริกา ได(25)
นอกจากนี้ ระดับ non-HDL cholesterol ซึ่งคือผลตางระหวางระดับ total cholesterol และ HDL
cholesterol (นั่นคือ Non-HDL cholesterol = Total cholesterol - HDL-cholestrol) ระดับ non-HDL
cholesterol ที่สูง เปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว (10 ป) อยางชัดเจน และ
เปนปจจัยเสี่ยงมากกวา ระดับ LDL (low density lipoprotein) cholesterol ที่สูง(26,27)
การตรวจระดับน้ําตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting plasma glucose)
ความชุกของเบาหวานเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น พบเบาหวานรอยละ 14 ในกลุมอายุ 55-64 ป และ
เพิ่มเปนรอยละ 17.2 ในผูที่มีอายุตั้งแต 65 ปขึ้นไป(28)
ดังนั้น ผูเชี่ยวชาญดานผูสูงอายุแนะนําใหตรวจระดับ
น้ําตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ทุกปในผูสูงอายุ
การตรวจ creatinine ในเลือด
คา creatinine ในเลือด มีประโยชนในการใชประมาณการอัตราการกรองของไต (estimated
glomerular filtration rate, eGFR) ในกลุมผูสูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงตอการเปนโรคไตเรื้อรัง(29)
เนื่องจากอัตรา
การกรองของไตลดลงตามอายุ รวมถึงผูสูงอายุมีการใชยารักษาโรคตางๆ ซึ่งสงผลตอการกรองของไตได
การตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก
การตรวจเตานมโดยผูเชี่ยวชาญ (clinical breast examination, CBE)
การตรวจเตานมโดยการตรวจรางกายเพื่อคัดกรองมะเร็ง ที่ใชกันอยู มี 2 วิธี คือ การตรวจดวยตัวเอง
(Breast Self Examination, BSE) และการตรวจโดยผูเชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination, CBE) คือ
การตรวจโดยแพทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรมมา ทั้งนี้ การตรวจดวยตัวเองนั้นมีความไว
(sensitivity) ต่ํามาก
50
ขอมูลการวิจัยเบื้องตนจากประเทศอินเดีย(30)
พบวาการตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE มี
ความไวรอยละ 51.7 (95%CI 38.2, 65.0) และความจําเพาะรอยละ 94.3 (95%CI 94.1, 94.5))
เมื่อ
เปรียบเทียบการคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE กับการไมคัดกรอง พบวาสามารถผาตัดรักษาเตานมไวได
มากขึ้น รอยละ 12.7 พบมะเร็งเตานมระยะเริ่มแรก (ระยะ IIA ลงมา) ไดมากขึ้น รอยละ 18.4 พบระยะ
ลุกลาม (ระยะ IIIA ขึ้นไป) ต่ําลงรอยละ 23.3
แนวทางเวชปฏิบัติโดย National Comprehensive Cancer Network®
(NCCN®
) ซึ่งเปนความ
รวมมือของศูนยมะเร็งจากทั่วโลก 26 แหง แนะนําใหตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมในสตรีอายุ 60 ปขึ้นไป ที่ไมมี
อาการปละ 1 ครั้ง
การตรวจหามะเร็งปากมดลูก
สถานบริการสุขภาพสามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดวยวิธี Pap smear ทุก 3 ปถึงอายุ 65 ป
หากผลตรวจปรกติติดตอกันเปนระยะเวลา 10 ปสามารถหยุดตรวจได หากไดรับการตรวจไมสม่ําเสมอ
ควรตรวจตอไปภายหลังอายุ 65 ป(31)
การตรวจหามะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง (colorectal cancer)
ผลจากการรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 4 งานวิจัยเปนขอมูลเชิงประจักษที่สนับสนุนการใช fecal
occult blood test (FOBT) ในการตรวจคัดกรอง colorectal cancer โดยทําใหสามารถปองกันการ
เสียชีวิตดวยมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงได 1/6(32)
การตรวจดวยวิธี Immunochemical fecal occult
blood testing (iFOBT) มีประสิทธิผลในการคัดกรองสูงกวาวิธี guaiac-based fecal occult blood testing
(gFOBT) ประมาณ 2 เทา(35)
การศึกษาการคัดกรองมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงดวยวิธี iFOBT ในประเทศ
ไทย พบวามีความเปนไปไดที่จะนํามาใชในระบบบริการสุขภาพของประเทศ(34)
เอกสารอางอิง
1. สถาบันเวชศาสตรผูสูงอายุ, กรมการแพทย. แนวทางเวชปฏิบัติการปองกัน ประเมินภาวะหกลมใน
ผูสูงอายุ. 2551.
2. Omidvari AH, Vali Y, Murray SM, Wonderling D, Rashidian A. Nutritional screening for
improving professional practice for patient outcomes in hospital and primary care
settings. Cochrane Database Sys Rev 2013;6:CD005539.
3. การหาคาความเที่ยงตรงของแบบฟอรมการประเมินภาวะโภชนาการของผูสูงอายุฉบับภาษาไทยโดยวิธี
ทดสอบซ้ําเมื่อทดสอบโดยอาสาสมัครในชุมชน. วารสารสาธารณสุขลานนา. 2554;7(1):76-84.
4. กรมควบคุมโรค. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดในผูปวยเบาหวานและความดันโลหิต
สูง. สํานักงานกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก พ.ศ.2558.
5. Koh LK, Sedrine WB, Torralba TP, Kung A, Fujiwara S, Chan SP, et al. A simple tool to
identify asian women at increased risk of osteoporosis. Osteoporosis Int 2001;12(8):699-
705.
6. Pongchaiyakul C, Nguyen ND, Pongchaiyakul C, Nguyen TV. Development and validation
of a new clinical risk index for prediction of osteoporosis in Thai women. J Med Assoc
Thai 2004;87(8):910-6.
51
7. Siri S, Okanurak K, Chansirikanjana S, Kitayaporn D, Jorm AF. Modified Informant
Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly (IQCODE) as a screening test for
dementia for Thai elderly. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2006;37(3):587-94.
8. Siri S. Dementia screening test for Thai elderly [Doctor of Philosophy’s Thesis]. Mahidol
University; 2007.
9. Arunpongpaisal S, Kongsuk T, Maneeton N, Maneeton B, Wannasawek K, Leejongpermpoon J.
Development and validity of two-question-screening test for depressive disorders in Thai
I-san community. J Psychiatr Assoc Thailand 2006;52(2):138-48.
10. สํานักงานสํารวจสุขภาพประชาชน, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. การสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดย
การตรวจรางกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2.
11. Jitapunkul S, Kamolratanakul P, Ebrahim S. The meaning of activities of daily living in a
Thai elderly population: development of a new index. Age ageing 1994;23(2):97-101.
12. Assantachai P, Yamwong P, Lekhakula S. Alternative anthropometric measurements for
the Thai elderly: Mindex and Demiquet. Asia Pac J Clin Nutr 2006;15(4):521-7.
13. Piper MA, Evans CV, Burda BU, Margolis KL, O'Connor E, Smith N, et al. Screening for High
Blood Pressure in Adults: A Systematic Evidence Review for the US Preventive Services
Task Force. U.S. Preventive Services Task Force Evidence Syntheses, formerly Systematic
Evidence Reviews. Rockville (MD)2014.
14. Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman WC, Green LA, Izzo JL, Jr., et al. Seventh
report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and
Treatment of High Blood Pressure. Hypertension 2003;42(6):1206-52.
15. Lindsay P, Connor Gorber S, Joffres M, Birtwhistle R, McKay D, Cloutier L, et al.
Recommendations on screening for high blood pressure in Canadian adults. Can Fam
Physician 2013;59(9):927-33, e393-400.
16. สมาคมแพทยโรคหัวใจแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับดูแลผูปวยภาวะหัวใจเตนผิดจังหวะ
ชนิด aftrial fibrillation (AF) ในประเทศไทย. 2555.
17. Moran PS, Flattery MJ, Teljeur C, Ryan M, Smith SM. Effectiveness of systematic screening
for the detection of atrial fibrillation. Cochrane Database Sys Rev 2013;4:CD009586.
18. Pirozzo S, Papinczak T, Glasziou P. Whispered voice test for screening for hearing
impairment in adults and children: systematic review. BMJ 2003;327(7421):967.
19. Smeeth L, Iliffe S. Community screening for visual impairment in the elderly. The
Cochrane Database Sys Rev 2006 (3):CD001054.
20. Pelletier AL, Thomas J, Shaw FR. Vision loss in older persons. Am Family Physician
2009;79(11):963-70.
21. Sloan FA, Picone G, Brown DS, Lee PP. Longitudinal analysis of the relationship between
regular eye examinations and changes in visual and functional status. J Am Geriatr Soc
2005;53(11):1867-74.
52
22. Onder G, Liperoti R, Soldato M, Cipriani MC, Bernabei R, Landi F. Chewing problems and
mortality in older adults in home care: results from the Aged in Home Care study. J Am
Geriatr Soc 2007;55(12):1961-6.
23. Bross MH, Soch K, Smith-Knuppel T. Anemia in older persons. Am Family Physician
2010;82(5):480-7.
24. Guralnik JM, Ershler WB, Schrier SL, Picozzi VJ. Anemia in the elderly: a public health crisis
in hematology. Hematology / the Education Program of the American Society of
Hematology American Society of Hematology Education Program2005:528-32.
25. Goff DC, Jr., Lloyd-Jones DM, Bennett G, Coady S, D'Agostino RB, Gibbons R, et al. 2013
ACC/AHA guideline on the assessment of cardiovascular risk: a report of the American
College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines.
Circulation 2014;129(25 Suppl 2):S49-73.
26. Boekholdt SM, Arsenault BJ, Mora S, Pedersen TR, LaRosa JC, Nestel PJ, et al. Association
of LDL cholesterol, non-HDL cholesterol, and apolipoprotein B levels with risk of
cardiovascular events among patients treated with statins: a meta-analysis. JAMA
2012;307(12):1302-9.
27. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care 2003;26(1):240-2.
28. มยุรี หอมสนิท. การสงเสริมสุขภาพและปองกันโรคเบาหวาน. ใน: ประเสริฐ อัสสันตชัย, บรรณาธิการ.
ปญหาสุขภาพที่พบบอยในผูสูงอายุและการปองกัน. กรุงเทพฯ:บริษัท ยูเนี่ยน ครีเอชั่น จํากัด; พ.ศ.2552:
หนา 196.
29. สมาคมโรคไตแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคไตเรื้อรังกอนการบําบัดทดแทนไต พ.ศ.
2552; 2552.
30. Sankaranarayanan R, Ramadas K, Thara S, Muwonge R, Prabhakar J, Augustine P, et al.
Clinical breast examination: preliminary results from a cluster randomized controlled
trial in India. J Natl Cancer Inst 2011;103(19):1476-80.
31. Vesco KK, Whitlock EP, Eder M, Lin J, Burda BU, Senger CA, et al. Screening for Cervical
Cancer: A Systematic Evidence Review for the US Preventive Services Task Force. U.S.
Preventive Services Task Force Evidence Syntheses, formerly Systematic Evidence
Reviews. Rockville (MD)2011.
32. Hewitson P, Glasziou P, Irwig L, Towler B, Watson E. Screening for colorectal cancer using
the faecal occult blood test, Hemoccult. Cochrane Database Sys Rev 2007 (1):CD001216.
33. Hol L, Wilschut JA, van Ballegooijen M, van Vuuren AJ, van der Valk H, Reijerink JC, et al.
Screening for colorectal cancer: random comparison of guaiac and immunochemical
faecal occult blood testing at different cut-off levels. Br J Cancer 2009;100(7):1103-10.
34. Khuhaprema T, Sangrajrang S, Lalitwongsa S, Chokvanitphong V, Raunroadroong T,
Ratanachu-Ek T, et al. Organised colorectal cancer screening in Lampang Province,
Thailand: preliminary results from a pilot implementation programme. BMJ open
2014;4(1):e003671.
53
ภาคผนวก
54
ภาคผนวก ก
รายการตรวจทางหองปฏิบัติการที่มีหลักฐานไมสนับสนุน
ในการตรวจสุขภาพประชาชน
55
1. การถายภาพทางรังสีทรวงอก (chest X-ray) ในการตรวจสุขภาพทั่วไป
1.1 การคัดกรองมะเร็งปอดโดย chest x-ray ไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ก1)
ขอมูลจากการทบทวนอยางเปนระบบของการศึกษาที่เปน randomized controlled trials ที่มี
คุณภาพสูงในฐานขอมูล The Cochrane Library พบวา chest x-ray เพื่อคัดกรองมะเร็งปอดทุกป ไม
สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดลงไดภายหลังติดตามเปนระยะเวลา 13 ป เมื่อเปรียบเทียบกับการ
ดูแลตามปรกติมีทั้งในกลุมที่สูบและไมสูบบุหรี่ คาความเสี่ยงสัมพัทธเปน 0.99 (RR 0.99, 95% CI 0.91,
1.07) เมื่อพิจารณาการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุพบวาไมแตกตางกันระหวางกลุมที่ไดรับการตรวจคัดกรองดวย
chest x-ray และไมคัดกรอง 0.98 (95% CI 0.96, 1.01)(1)
1.2 การคัดกรองวัณโรคโดย chest x-ray ไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ค1)
การทบทวนเอกสารเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรคระดับประชากรในป พ.ศ. 2556 พบวาการคัดกรอง
วัณโรคดวย chest x-ray ไมเกิดประโยชนในการตรวจคัดกรองประชากรทั่วไป หรือการตรวจกอนเขาทํางาน
นอกจากนี้ การคัดกรองวัณโรคดวย chest x-ray มีความไว และความจําเพาะต่ํา ผลบวกลวงสูง การตรวจอาจ
ไดประโยชนในกลุมที่มีความเสี่ยงสูง(2)
การตรวจ chest x-ray ในโปรแกรมการคัดกรองวัณโรคในกลุม
ประชากรกอนเขาทํางานของผูที่มีผลตรวจ tuberculin skin test เปนบวก จํานวน 2,586 คน ผลการศึกษา
ไมพบวัณโรคในระยะแพรเชื้อ (active tuberculosis) แตพบความผิดปรกติอื่นๆ รอยละ 6.1(3)
2. การคัดกรองมะเร็งตอมลูกหมากไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ก1)
การทบทวนอยางเปนระบบและการวิเคราะหอภิมานโดย The Cochrane Systematic Review
ป ค.ศ. 2013 เกี่ยวกับการคัดกรองมะเร็งตอมลูกหมากดวยวิธีตรวจทางทวารหนักดวยนิ้ว (digital rectal
examination) และการตรวจ PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งเปนสารสอมะเร็ง (tumor marker)
ของมะเร็งตอมลูกหมาก ผลพบวาไมทําใหลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งตอมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับ
กลุมควบคุม ไมวาจะเริ่มคัดกรองในผูชายอายุตั้งแต 45 ป หรือ 50 ป หรือ 55 ปขึ้นไป หากพิจารณาการ
เสียชีวิตดวยสาเหตุอื่นๆ พบวาอัตราการเสียชีวิตไมแตกตางกันระหวางกลุมคัดกรองและกลุมที่ไมไดรับการคัด
กรองเชนเดียวกัน(4)
3. การตรวจกรดยูริกในเลือดไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ค1)
ผูที่มีกรดยูริคสูงในเลือดแตไมมีอาการ (asymptomatic hyperuricemia) สวนใหญ (ประมาณ 2 ใน
3 หรือมากกวา)(5)
ไมมีการเปลี่ยนแปลงไปเปนโรคเกาท (Gout) หรือนิ่ว การรักษาผูที่ไมมีอาการผิดปรกติมี
ความเสี่ยงตอการแพยาถึงขั้นเสียชีวิตได ดังนั้น ไมควรตรวจคัดกรองภาวะกรดยูริคสูงในเลือดในผูที่ไมมีอาการ
เพราะอาจมีการใหยาลดกรดยูริคโดยที่ยังไมจําเปน(6)
4. การตรวจ BUN (หลักฐานวิชาการระดับ ค1)
สมาคมโรคไตแหงประเทศไทยแนะนําวา ควรเลือกดําเนินการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ในผูที่มีความเสี่ยง
สูง อาทิ ผูปวยที่เปนเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เปนตน โดยการประเมินคา estimated glomerular
filtration rate (eGFR) ซึ่งคํานวณไดจากคา creatinine ในเลือด โดยไมตองใชคา BUN (7)
5. การตรวจเอนไซมตับ (liver enzyme) (หลักฐานวิชาการระดับ ง1)
จากขอมูลในปจจุบันยังไมพบประโยชนจากการใชคาเอนไซมตับ ไดแก SGOT, SGPT และ ALP ใน
การคัดกรองความผิดปรกติของตับในคนปรกติ
56
6. การตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด (triglyceride) ในเลือด (หลักฐานวิชาการระดับ ง1)
ในการประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น การตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรดใน
เลือด ใหประโยชนเพิ่มจากระดับ non-HDL cholesterol นอยมาก
เอกสารอางอิง
1. Manser R, Lethaby A, Irving LB, Stone C, Byrnes G, Abramson MJ, et al. Screening for lung
cancer. Cochrane Database Sys Rev 2013;6:CD001991.
2. พัฒนศรี ศรีสุวรรณ, ธนัญญา คูพิทักษขจร, ปฤษฐพร กิ่งแกว, ศิตาพร ยังคง, ศรีเพ็ญ ตันติเวสส, ยศ ตีระ
วัฒนานนท. การคัดกรองวัณโรคระดับประชากรในประเทศไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข.
2556;7(4):433-9.
3. Eisenberg RL, Pollock NR. Low yield of chest radiography in a large tuberculosis screening
program. Radiology 2010;256(3):998-1004.
4. Ilic D, Neuberger MM, Djulbegovic M, Dahm P. Screening for prostate cancer. The
Cochrane Database Sys Rev 2013;1:CD004720.
5. Becker MA. Asymptomatic hyperuricemia 2016 [cited 2016 January 9]. Available from:
http://www.uptodate.com/contents/asymptomatic-hyperuricemia.
6. Nickerson K. Crystalline arthritis. In: Alguire P, editor. Internal medicine essentials for
clerkship medicine students 2: Sheridan Books; 2009. p. 312.
7. สมาคมโรคไตแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคไตเรื้อรังกอนการบําบัดทดแทนไต พ.ศ.
2552.
8. Austin MA, Hokanson JE, Edwards KL: Hypertriglyceridemia as a cardiovascular risk
factor. Am J Cardiol 81 (Suppl. 4A):7B–12B, 1998
9. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care 2003;26(1):240-2.
57
ภาคผนวก ข
แบบประเมินสภาวะสุขภาพ
58
1. การคัดกรองโรคซึมเศราดวย 2 คําถาม (2Q)
ขอแนะนํา
• เนนการถามถึงอาการที่เกิดขึ้นในชวง 2 สัปดาหที่ผานมาจนถึงวันที่สัมภาษณ
• ขณะสอบถามถาผูสูงอายุไมเขาใจใหถามซ้ํา ไมควรอธิบายหรือขยายความเพิ่มเติม ควรถามซ้ําจนกวา
• ผูสูงอายุจะตอบตามความเขาใจของตัวเอง
ขอ คําถาม ไมมี มี
1 ใน 2 สัปดาหที่ผานมารวมวันนี้ ทานรูสึก
หดหู เศรา หรือ ทอแท สิ้นหวัง หรือไม
 
2 ใน 2 สัปดาหที่ผานมารวมวันนี้ ทานรูสึก
เบื่อ ทําอะไรก็ไมเพลิดเพลิน หรือไม
 
การพิจารณา
• ถาตอบ “ไมมี” ทั้ง 2 ขอ แสดงวาปกติ
• ใหแจงผลและแนะนําความรูเรื่องโรคซึมเศรา
• ถาตอบ“มี”ขอใดขอหนึ่งหรือทั้ง 2 ขอ แสดงวา มีความเสี่ยงหรือมีแนวโนมที่จะเปนโรคซึมเศรา
• ใหทําการประเมินดวยแบบประเมินโรคซึมเศราดวย 9 คําถาม
59
2. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด
การประเมินทํานายโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction)และโรคอัม
พฤกษ อัมพาต (stroke) ในระยะเวลา 10 ปขางหนา โดยใชตารางสี (color chart) ที่ประกอบดวยขอมูล
ปจจัยเสี่ยงหลัก ไดแก
1. อายุ
2. เพศ
3. การเปนเบาหวาน
4. การสูบบุหรี่
5. คาระดับความดันโลหิตตัวบน (systolic BP)
6. คาระดับไขมันโคเลสเตอรอล (cholesterol) ในเลือด
7. ภาวะอวนลงพุง (การที่เสนรอบเอว มากกวาคา สวนสูงหาร 2)
การแปลผลโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ
อัมพาต (stroke) ในระยะเวลา 10 ปขางหนา แบงเปน 5 ระดับ ดังนี้
< 10% ต่ํา
10%-<20% ปานกลาง
20%-<30% สูง
30%-<40% สูงมาก
>40% สูงอันตราย
การดาวนโหลด application สําหรับโทรศัพทเคลื่อนที่
 ระบบ android สามารถดาวนโหลด application ไดที่ Thai CV risk score (TCVRS)
 ระบบ i-phone สามารถดาวนโหลด application ไดที่ Thai CV risk calculator
60
ขั้นตอนประเมินโอกาสเสี่ยงโดยการใชตารางสี
ขั้นตอนที่ 1 สถานบริการมีบริการตรวจหา cholesterol ในเลือดหรือไม ถาไมมีบริการตรวจหา
cholesterol ใหใชตารางสีที่ 1 ถามีใชตารางสีที่ 2
ขั้นตอนที่ 2 เลือกตารางวาเปนโรคเบาหวานหรือไม
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเพศชาย หรือหญิง
ขั้นตอนที่ 4 เลือกการสูบบุหรี่ วาสูบหรือไมสูบบุหรี่
ผูที่ยังคงสูบบุหรี่ ยาเสน ยาสูบ บุหรี่ซิกาแรต บุหรี่ซิการ ในปจจุบัน และผูที่หยุดสูบไมเกิน 1
ป กอนการประเมิน เลือก ชองสูบบุหรี่
ขั้นตอนที่ 5 เลือกชวงอายุ
ชวงอายุ (ป) เลือกชอง
< 40-49 40
50-54 50
55-59 55
60-64 60
65 ปขึ้นไป 65
ขั้นตอนที่ 6 เลือกคา systolic blood pressure โดยใชจากการวัด 2 ครั้ง 2 ชวงเวลาหางกันอยางนอย
1 สัปดาห (ไมใชกอนการรักษา)
คา systolic blood pressure
(มม.ปรอท)
เลือกชอง
<120 - 139 120
140 - 159 140
160 - 179 160
180 ขึ้นไป 180
ขั้นตอนที่ 7 เลือกคารอบเอว : หนวย ซม. นอยกวา หรือมากกวาสวนสูงหาร 2
ขั้นตอนที่ 8 คา cholesterol กรณีทราบคา cholesterol
คา cholesterol (มก./ดล.) เลือกชอง
< 160 - 199 160
200 - 239 200
240 - 279 240
280 - 319 280
320 ขึ้นไป 320
61
ตารางที่ 1 กรณีไมทราบผลโคเลสเตอรอล (cholesterol) ในเลือด
ที่มา : Thai CV risk score, โครงการศึกษาระยะยาวเพื่อหาอิทธิพลของปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 2528-2558 (เปนการปรับ
ตารางสีจากเดิมที่ใชขอมูลระดับภูมิภาคขององคการอนามัยโลก มาใชขอมูลของประเทศไทยที่มีอยูแทน)
การแปลผลระดับโอกาสเสี่ยง
แถบสีจะบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ อัมพาต
(storke: fatal, non-fatal) ใน 10 ปขางหนา
< 10% 10%-<20% 20%-<30% 30%-<40% >40%
ต่ํา ปานกลาง สูง สูงมาก สูงอันตราย
อายุ
(ป)
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
55
50
40
ชาย หญิง
ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่
65
60
ความดันโลหิต
ตัวบน (มม.ปรอท)
ผูที่เปนเบาหวาน
อายุ
(ป)
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
นอยกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
มากกวา
สวนสูง/2
(ซ.ม.)
65
ชาย หญิง
ผูที่ไมเปนเบาหวาน
ความดันโลหิต
ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่
60
55
50
40
62
ตารางที่ 2 กรณีทราบผลโคเลสเตอรอล (cholesterol) ในเลือด
ที่มา : Thai CV risk score, โครงการศึกษาระยะยาวเพื่อหาอิทธิพลของปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 2528-2558 (เปนการปรับ
ตารางสีจากเดิมที่ใชขอมูลระดับภูมิภาคขององคการอนามัยโลก มาใชขอมูลของประเทศไทยที่มีอยูแทน)
การแปลผลระดับโอกาสเสี่ยง
แถบสีจะบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ อัมพาต
(storke: fatal, non-fatal) ใน 10 ปขางหนา
< 10% 10%-<20% 20%-<30% 30%-<40% >40%
ต่ํา ปานกลาง สูง สูงมาก สูงอันตราย
อายุ
(ป)
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320
ชาย หญิง ความดันโลหิต
ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่
คอเลสเตอรอล (mg/dL)
ผูที่เปนเบาหวาน
65
60
55
50
40
อายุ
(ป)
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
180
160
140
120
160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320
คอเลสเตอรอล (mg/dL)
65
60
55
50
40
ผูที่ไมเปนเบาหวาน
ชาย หญิง ความดันโลหิต
ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่
63
ทั้งนี้ โอกาสเสี่ยงอาจสูงกวาที่ประเมิน ได เนื่องจากปจจัยอื่นๆ ไดแก
1. รับประทานผัก ผลไมนอย
2. ความอวน โดยเฉพาะอยางยิ่ง อวนลงพุง
3. วิถีชีวิตนั่งๆนอนๆ
4. ประวัติครอบครัวญาติสายตรง (first degree relative) ไดแก พอ แม พี่หรือนองทอง
เดียวกัน การไดรับการวินิจฉัยจากแพทยวาเปนโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart
disease) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) กอยวัยอันควร คือ กอนอายุ 55 ป ในชาย
และกอนอายุ 65 ป ในหญิง ซึ่งกําลังรับการรักษาอยูหรือไมก็ได
5. ไดรับยาลดความดันโลหิต
6. ระดับไขมัน Triglycerides สูง มากกวา 180 มก./ดล.
7. ระดับ HDL ต่ํากวา 40 มก./ดล. ในชาย หรือต่ํากวา 50 มก./ดล. ในหญิง
8. มีการเพิ่มขึ้นของ C-reactive protein, fibrinogen, homocysteine,
apolipoprotein B, Lp (a), fasting impaired glucose หรือ impaired glucose
tolerance
9. มี microalbuminuria (จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงใน 5 ป อีก 5% ในผูที่เปนเบาหวาน)
10. มีระดับน้ําตาลในเลือดสะสม (HbA1c) มากกวา 7%
11. Premature menopause
12. เศรษฐานะต่ํา
64
3. แบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน
(Fagerstrom Test for Nicotine Dependence)
โปรดตอบคําถามตอไปนี้ตามความจริงโดยทําเครื่องหมาย  ลงในกรอบ หนาคําตอบที่ตรงกับคุณมากที่สุด
แบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน คะแนน
1. โดยปกติทานสูบบุหรี่กี่มวนตอวัน (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence)
 10 มวนหรือนอยกวา (0 คะแนน)
 11-20 มวน (1 คะแนน)
 21-30 มวน (2 คะแนน)
 31 มวนขึ้นไป (3 คะแนน)
2. หลังตื่นนอนตอนเชาทานสูบบุหรี่มวนแรกเมื่อไร
 มากกวา 60 นาที หลังตื่นนอน (0 คะแนน)
 31-60 นาที หลังตื่นนอน (1 คะแนน)
 6-30 นาที หลังตื่นนอน (2 คะแนน)
 ภายใน 5 นาที หลังตื่นนอน (3 คะแนน)
3. ทานสูบบุหรี่จัดในชวง 2-3 ชั่วโมง หลังตื่นนอน (สูบมากกวาในชวงเวลาอื่นของวัน)
 ไมใช (0 คะแนน)
 ใช (1 คะแนน)
4. บุหรี่มวนไหนที่ทานคิดวาเลิกยากที่สุด
 มวนอื่นๆ ระหวางวัน (0 คะแนน)
 มวนแรกในตอนเชา (1 คะแนน)
5. ทานรูสึกอึดอัด กระวนกระวาย หรือลําบากใจไหมที่ตองอยูในเขต “ปลอดบุหรี่” เชน โรงภาพยนตร
รถโดยสาร
 ไมรูสึกลําบากใจ (0 คะแนน)
 รูสึก (1 คะแนน)
6. ทานคิดวาทานยังตองสูบบุหรี่ แมจะปวยนอนพักตลอดในโรงพยาบาล
 ไมใช (0 คะแนน)
 ใช (1 คะแนน)
รวม
การประเมินผลแบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน แบงเปน 3 ระดับคะแนน ดังนี้
- คะแนนรวมทุกขอ 0-3 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่นอย
- คะแนนรวมทุกขอ 4-5 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่ปานกลาง
- คะแนนรวมทุกขอ 6-10 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่มาก (ติดนิโคตินซึ่งเปนการติดทางรางกาย)
65
4. แบบประเมินปญหาจากการดื่มแอลกอฮอล
Alcohol Use Disorders Identification (AUDIT)
คําชี้แจง : คําถามแตละขอตอไปนี้จะถามถึงประสบการณการดื่มสุราในรอบ 1 ปที่ผานมา โดยสุรา หมายถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลทุกชนิด ไดแก เบียร
เหลา สาโท กระแช วิสกี้ สปายไวน เปนตน ขอใหตอบตามความจริง
ขอคําถาม 0 1 2 3 4 คะแนน
1.คุณดื่มสุราบอยเพียงไร ไมเคยเลย
เดือนละครั้ง
หรือนอยกวา
2-4 ครั้ง
ตอเดือน
2-3 ครั้ง
ตอสัปดาห
4 ครั้งขึ้นไป
ตอสัปดาห
2.เลือกตอบเพียงขอเดียว
เวลาที่คุณดื่มสุรา โดยทั่วไปแลวคุณดื่มประมาณ
เทาไรตอวัน หรือ
1-2
ดื่มมาตรฐาน
3-4
ดื่มมาตรฐาน
5-6
ดื่มมาตรฐาน
7-9
ดื่มมาตรฐาน
ตั้งแต 10
ดื่มมาตรฐาน
ขึ้นไป
ถาโดยทั่วไปดื่มเบียรเชน สิงห ไฮเนเกน ลีโอ
เชียร ไทเกอร ชาง ดื่มประมาณเทาไหร ตอวัน
หรือ
1-1.5
กระปอง/
1/2-3/4 ขวด
2-3
กระปอง/
1-1.5 ขวด
3.5-4
กระปอง/
2 ขวด
4.5-7
กระปอง/
3-4 ขวด
7 กระปอง/
4 ขวดขึ้นไป
ถาโดยทั่วไปดื่มเหลาเชน แมโขง หงสทอง หงส
ทิพย เหลาขาว 40 ดีกรี ดื่มประมาณ เทาไรตอ
วัน
2-3 ฝา 1/4 แบบ 1/2 แบน 3/4 แบน 1 แบนขึ้นไป
3.บอยครั้งเพียงไรที่คุณดื่มตั้งแต 6 ดื่ม
มาตรฐานขึ้นไปหรือเบียร 4 กระปองหรือ 2
ขวดใหญขึ้นไป หรือเหลาวิสกี้ 3 เปกขึ้นไป
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาห
ละครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
4.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยครั้งเพียงไรที่คุณ
พบวา คุณไมสามารถหยุดดื่มได หากคุณไดเริ่ม
ดื่มไปแลว
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาหละ
ครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
5.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณไมได
ทําสิ่งที่คุณควรจะทําตามปกติ เพราะคุณมัวแต
ไปดื่มสุราเสีย
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาหละ
ครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
6.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณตองรีบ
ดื่มสุราทันทีในตอนเชา เพื่อจะไดดําเนินชีวิต
ตามปกติหรือถอนอาการเมาคาง จากการดื่ม
หนักในคืนที่ผานมา
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาหละ
ครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
7.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณรูสึกไม
ดีโกรธหรือเสียใจ เนื่องจากคุณไดทําบางสิ่ง
บางอยางลงไปขณะที่คุณดื่มสุราเขาไป
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาหละ
ครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
8.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณไม
สามารถจําไดวาเกิดอะไรขึ้นในคืนที่ผานมา
เพราะวาคุณไดดื่มสุราเขาไป
ไมเคยเลย
นอยกวา
เดือนละครั้ง
เดือนละครั้ง
สัปดาหละ
ครั้ง
ทุกวัน หรือ
เกือบทุกวัน
9.ตัวคุณเองหรือคนอื่น เคยไดรับบาดเจ็บซึ่งเปน
ผลจากการดื่มสุราของคุณหรือไม
ไมเคยเลย
เคย แตไมได
เกิดขึ้นใน
ปที่แลว
เคยเกิดขึ้นใน
ชวงหนึ่ง
ปที่แลว
10.เคยมีแพทย หรือบุคลากรทางการแพทย
หรือเพื่อนฝูงหรือญาติพี่นองแสดงความเปนหวง
เปนใยตอการดื่มสุราของคุณหรือไม
ไมเคยเลย
เคย แตไมได
เกิดขึ้นใน
ปที่แลว
เคยเกิดขึ้นใน
ชวงหนึ่ง
ปที่แลว
66
การแปลผลคะแนน AUDIT
คะแนน ระดับความเสี่ยง แนวทางการรักษา
0-7 ผูดื่มแบบเสี่ยงต่ํา
Low risk drinker
Alcohol Education: ใหความรูเกี่ยวกับการดื่มสุรา และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากดื่มมากกวานี้และชื่นชม พฤติกรรม
การดื่มที่เสี่ยงต่ํา ใชเวลาไมมากกวาหนึ่งนาที
ตัวอยางการใหความรู :“ถาจะดื่มก็ไมควรดื่มเกินวันละสองดื่มมาตรฐาน (เหลา 4 ฝา หรือเบียร 1.5 กระปอง หรือ ไวน
2 แกว) และตองหยุดดื่มอยางนอยสัปดาหละสองวัน แมวาจะดื่มในปริมาณที่นอยแคไหนก็ตาม คุณควรใสใจปริมาณ การ
ดื่ม โปรดจําไววา เบียรหนึ่งขวด ไวนหนึ่งแกว และเหลาหนึ่งกงมีปริมาณแอลกอฮอลเทากันคือหนึ่งดื่มมาตรฐานการดื่ม
สุราแมจะเพียงนอยนิดก็มีความเสี่ยงเสมอตอสุขภาพและเสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุ และไมควรดื่มหรือดื่มนอยกวานี้ หาก
ตองขับขี่ยานพาหนะ หรือทํางานกับเครื่องจักร (ผูหญิง: ตั้งครรภ วางแผนตั้งครรภ หรือใหนมบุตร) กําลังรับประทานยา
บางชนิดที่อาจมีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล อายุมากกวา 65 ป หรือผูที่เจ็บปวยดวยโรคทางกาย เชน เบาหวาน ความดัน
โรคตับ โรคทางจิตเวช หรือโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย”
ตัวอยางการชื่นชม :“คุณทําไดดีแลวและพยายามรักษาระดับการดื่มของคุณใหต่ํากวาหรือไมเกินระดับที่เสี่ยงต่ํา”
8-15 ผูดื่มแบบเสี่ยง
Hazardous drinker
หมายถึง ลักษณะการ
ดื่มสุราที่เพิ่มความ
เสี่ยงตอผลเสียหาย
ตามมาทั้งตอตัวผูดื่ม
เองหรือผูอื่น
พฤติกรรมการดื่มแบบ
เสี่ยงนี้ถือวามี
ความสําคัญในเชิง
สาธารณสุข แมวา
ขณะนี้ ผูดื่มจะยังไม
เกิดความเจ็บปวยใดๆ
ก็ตาม
Brief Advice or Simple Advice: การใหคําแนะนําแบบสั้น สามารถปฏิบัติไดโดยเจาหนาที่ทุกระดับ
1.การใหขอมูลสะทอนกลับ
ตัวอยาง“ผลการประเมินปญหาการดื่มสุราพบวาคุณดื่มแบบเสี่ยง เนื่องจากคุณดื่ม..(ปริมาณ/ความถี่/รูปแบบ)....”
2.การใหขอมูลผลกระทบจากความเสี่ยงสูง
ตัวอยาง“แมวาในขณะนี้ คุณยังไมพบปญหาอะไรชัดเจน แตลักษณะการดื่มแบบนี้เปนการเพิ่มความเสี่ยงตอสุขภาพ เชน
โรคกระเพาะ โรคตับ เสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทองถนนขณะเมาสุราหรือเสี่ยงตอปญหา
ครอบครัว ปญหาอาชีพ หรือปญหาการเงินได”
3.การกําหนดเปาหมายและใหคําแนะนําการดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ํา
ตัวอยาง“หากเปนไปได คุณควรเลือกที่ จะหยุดดื่ม หรือถายังจะดื่มอยู ควรดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ํา โดยดื่มไมเกิน วันละ
สองดื่มมาตรฐาน (เหลา 4 ฝา หรือเบียร 1.5 กระปอง หรือ ไวน 2 แกว) และตองหยุดดื่มอยางนอยสัปดาหละสองวัน
คุณคิดวาคุณจะเลือกวิธีไหนดีคะ/ครับ”
4.เสริมแรงกระตุน
ตัวอยาง “จริง ๆ แลว มันอาจไมงายหรอกที่ คุณจะลดการดื่มลงใหอยู ภายในขีดจํากัด แตหากคุณเผลอดื่มเกิน ขีดจํากัด
ใหพยายามเรียนรู วาเพราะอะไรจึงเปนเชนนี้และวางแผนปองกันไมใหเกิดขึ้นอีก หากคุณระลึกเสมอถึง ความสําคัญของ
การลดความเสี่ยงจากการดื่มลงคุณก็จะสามารถทําได”
16-19 ผูดื่มแบบอันตราย
Harmful use
หมายถึงการดื่มสุราจน
เกิดผลเสียตามมาตอ
สุขภาพกาย หรือ
สุขภาพจิต รวมถึง
ผลเสีย ทางสังคมจาก
การดื่ม
Brief Intervention/Brief Counseling: การใหการบําบัดแบบสั้น สามารถปฏิบัติไดโดยเจาหนาที่ที่ไดรับการ
ฝกอบรมการใหคําปรึกษา การรับฟงอยางเห็นอกเห็นใจและการเสริมสรางแรงจูงใจ
1.การใหคําแนะนําแบบสั้น โดยการคัดกรองปญหาการดื่มสุรา ประเมินปญหาการดื่มและปญหาที่เกี่ยวของสะทอน
ปญหาและใหคําแนะนําวาอยูในกลุมดื่มแบบเสี่ยงสูง ควรบันทึกผลหรือสถานการณที่เปนผลจากการดื่ม
2.ประเมินแรงจูงใจ ความพรอมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และใหคําแนะนําที่เหมาะสมตามระดับ
3.ตั้งเปาหมาย ในการลด/ละ/เลิก หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
4.ติดตามดูแล เพื่อติดตามพฤติกรรมดื่ม แกไขปญหาอุปสรรค กําหนดวิธีการแกไขอยางชัดเจน
>20 ผูดื่มแบบติด
Alcohol
dependence
ควรไดรับการสงตอพบแพทย เพื่อการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการบําบัดรักษา
การเทียบปริมาณแอลกอฮอลในเครื่องดื่มเปนดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) ในคําตอบขอ 2 และ 3 ของ AUDIT หนึ่งดื่มมาตรฐานเทากับ
แอลกอฮอล 10 กรัม
• เหลาแดง 35 ดีกรี: 2 ฝาใหญ หรือ 30 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน
หาก 1 แบนมี 350 cc : ¼ แบน = 3 ดื่มมาตรฐาน,½ แบน = 6 ดื่มมาตรฐาน, 1 แบน = 12 ดื่มมาตรฐาน
หาก 1 ขวดมี 700 cc : ¼ ขวด = 6 ดื่มมาตรฐาน, ½ ขวด= 12 ดื่มมาตรฐาน, 1 ขวด= 24 ดื่มมาตรฐาน
• เหลาขาว 40 ดีกรี :1 เปก หรือ 50 cc = 1.5 ดื่มมาตรฐาน
• เบียร 5%เชน สิงห ไฮเนเกน ลีโอ เชียร ไทเกอร ชางดราฟ : ¾ กระปอง/ขวดเล็ก = 1 ดื่มมาตรฐาน,1 ขวดใหญ 660 cc = 2.5 ดื่มมาตรฐาน
• เบียร 6.4%เชน ชาง : ½ กระปอง หรือ 1/3 ขวดใหญ = 1 ดื่มมาตรฐาน
• ไวน 12% : 1 แกว 100 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน, ไวนคูเลอร 1 ขวด = 1 ดื่มมาตรฐาน
• น้ําขาว อุ กระแช 10% : 3 เปก/ตอง/กง หรือ 150 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน
• สาโท สุราแช สุราพื้นเมือง 6% : 4 เปก/ตอง/กง หรือ 200 cc = 1 ดื่มมาตรฐานที่สําคัญ อยาลืมวาผูดื่มสวนใหญมักไมทราบปริมาณการดื่มของตนที่
ชัดเจน และมักประมาณการดื่มต่ํากวาความเปนจริง และเครื่องดื่มแตละชนิด แตละยี่หอมีขนาดบรรจุที่แตกตางกัน ขอมูลที่ไดเปนเพียงการประมาณ
การดื่มเทานั้น
67
5. แบบคัดกรองและสงตอผูปวยที่ใชยาและสารเสพติดเพื่อรับการบําบัดรักษา
(บคก.กสธ.) V.2
ยาและสารเสพติดหลักที่ใชใน 3 เดือนที่ผานมา (ตอบไดมากกวา 1 ขอ)
ยาบา ไอซยาอี กัญชา กระทอม สารระเหย เฮโรอีน ฝน อื่นๆ (ระบุ)...................
ยาและสารเสพติดหลักที่ใชและคัดกรองครั้งนี้
คือ..................................................................
ในชวง 3 เดือนที่ผานมา
ไมเคย
เพียง
1-2 ครั้ง
เดือนละ
1-3 ครั้ง
สัปดาหละ
1-4 ครั้ง
เกือบทุกวัน
(สัปดาหละ
5-7 วัน)
1. คุณใช..........................บอยเพียงใด 0 2 3 4 6
2. คุณมีความตองการ หรือมีความรูสึกอยากใช
.........................จนทนไมไดบอยเพียงใด
0 3 4 5 6
3. การใช..........................ทําใหคุณเกิดปญหา
สุขภาพ ครอบครัว สังคม กฎหมาย หรือการเงิน
บอยเพียงใด
0 4 5 6 7
4. การใช..........................ทําใหคุณไมสามารถ
รับผิดชอบหรือ ทํากิจกรรมที่คุณเคยทําตามปกติได
บอยเพียงใด
0 5 6 7 8
ในชวงเวลาที่ผานมา ไมเคย
เคยแตกอน 3 เดือน
ที่ผานมา
เคยในชวง 3 เดือน
ที่ผานมา
5. ญาติ เพื่อน หรือคนที่รูจักเคยวากลาวตักเตือน
วิพากษวิจารณ จับผิด หรือแสดงทาทีสงสัยวาคุณ
เกี่ยวของกับการใช..............................หรือไม
0 3 6
6. คุณเคยลด หรือหยุดใช...............................แตไม
ประสบผลสําเร็จ หรือไม
0 3 6
รวมคะแนน
ระดับคะแนน ระดับผลกระทบจากการใช คัดกรองโรครวมหรือโรคอื่นๆ ที่สําคัญ
2-3 ต่ํา*
 การคัดกรองโรคที่ตองรับยาตอเนื่อง เชน ลมชัก เบาหวานหัวใจ
ความดัน และโรคติดตอในระยะติดตอ เชน วัณโรค สุกใส งูสวัด
 การคัดกรองการเจ็บปวยทางจิตใจ
- โรคซึมเศรา (2Q, 9Q) - ความเสี่ยงการฆาตัวตาย (8Q)
- โรคจิต (แบบคัดกรองโรคจิต)
 การคัดกรองความเสี่ยงการเกิดภาวะถอนพิษยารุนแรง
- ใชยาเสพติดประเภทเฮโรอีนในชวง 3 เดือนที่ผานมา
- ดื่มแอลกอฮอลเปนประจําในชวง 3 เดือนที่ผานมา
- ใชยานอนหลับเปนประจําในชวง 3 เดือนที่ผานมา
4-26 ปานกลาง**
27+
สูง***
คุณเคยใชสารเสพติดชนิดฉีดหรือไม ไมเคย  เคย ขอแนะนํา
ถาเคย, ภายใน 3 เดือนที่ผานมา คุณใชบอยเพียงใด
 1 ครั้ง/สัปดาห หรือนอยกวา 3 วันติดตอกัน
 มากกวา 1 ครั้ง/สัปดาห หรือมากกวา 3 วันติดตอกัน
 ใหการบําบัดแบบสั้น (Brief Intervention)
 ใหบริการลดอันตรายจากการใชยา 10 ชุดบริการ
 ประเมินเพิ่มเติม วางแผน และใหการบําบัดรักษาแบบเขมขน
รายบุคคล
หมายเหตุ *อนุมานวาเปนผูใช **อนุมานวาเปนผูเสพ ***อนุมานวาเปนผูติด
68
6. การประเมินภาวะโภชนาการ
ขอแนะนํา
แบบประเมินภาวะโภชนาการเปนการประเมินวาผูสูงอายุวาไดรับสารอาหารเพียงพอหรือไมเพื่อคนหาโอกาสที่
จะเกิดภาวะขาดสารอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการ
1 ในชวง 3 เดือนที่ผานมารับประทานอาหารไดนอยลง เนื่องจากความอยากอาหารลดลง
มีปญหาการยอย การเคี้ยว หรือปญหาการกลืน หรือไม

 0 ความอยากอาหารลดลงอยางมาก
 1 ความอยากอาหารลดลงปานกลาง
 2 ความอยากอาหารไมลดลง
2 ในชวง 3 เดือนที่ผานมา น้ําหนักลดลง หรือไม(โดยไมตั้งใจลดน้ําหนัก) 
 0 น้ําหนักลดลงมากกวา 3 กิโลกรัม
 1 ไมทราบ
 2 น้ําหนักลดลงระหวาง 1-3 กิโลกรัม
 3 น้ําหนักไมลดลง
3 สามารถเคลื่อนไหวไดเอง หรือไม 
 0 นอนบนเตียง หรือ ตองอาศัยรถเข็นตลอดเวลา
 1 ลุกจากเตียงหรือรถเข็นไดบาง แตไมสามารถไปขางนอกไดเอง
 2 เดินและเคลื่อนไหวไดตามปกติ
4 ใน 3 เดือนที่ผานมา มีความเครียดรุนแรงหรือปวยเฉียบพลัน หรือไม 
 0 มี
 2 ไมมี
5 มีปญหาทางจิตประสาท หรือไม 
 0 ความจําเสื่อม หรือ ซึมเศราอยางรุนแรง
 1 ความจําเสื่อมเล็กนอย
 2 ไมมีปญหาทางประสาท
6 ดัชนีมวลกาย [BMI = น้ําหนักตัว (กก.) / สวนสูง (ม.)2
] 
 0 BMI นอยกวา 19
 1 BMI ตั้งแต 19 แตนอยกวา 21
 2 BMI ตั้งแต 21 แตนอยกวา 23
 3 BMI ตั้งแต 23 ขึ้นไป
คะแนนรวม
การพิจารณา(คะแนนเต็ม 14 คะแนน)
คะแนนรวม 12-14 คะแนน แสดงวา มีภาวะโภชนาการปกติ
คะแนนรวม 8-11 คะแนน แสดงวา มีความเสี่ยงตอภาวะขาดสารอาหาร
คะแนนรวม 0-7 คะแนน แสดงวา มีภาวะขาดสารอาหาร
69
7. แบบคัดกรองภาวะกระดูกพรุน
การตรวจคัดกรองดวย Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians (OSTA) ซึ่งสามารถ
คนหาผูที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเพื่อตรวจหาความหนาแนนของกระดูกตอไปได
OSTA (Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians)
โดยสูตรในการคํานวณความเสี่ยง OSTA นั้นเทากับ
0.2 x (น้ําหนักตัว - อายุ)
ผลลัพธที่ไดใหตัดจุดทศนิยมออก โดยอายุใชหนวยใชเปนป น้ําหนักตัวใชหนวยเปนกิโลกรัม
การแปลผล
OSTA index นอยกวา -4 หมายถึง ความเสี่ยงสูง
ระหวาง -4 ถึง -1 หมายถึง ความเสี่ยงปานกลาง
มากกวา -1 หมายถึง ความเสี่ยงต่ํา
ที่มา: ราชวิทยาลัยแพทยออรโธปดิกสแหงประเทศไทย. แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553
40-44 45-49 50-54 55-59 60-64 65-69 70-74 75-79 80-84 85-89 90-94
40-44
45-49
50-54
55-59
60-64
65-69
70-74
75-79
80-84
85-89
90-94
95-99
น้ําหนัก (กิโลกรัม)
อายุ (ป)
ความเสี่ยงปานกลาง
ความเสี่ยงสูง
ความเสี่ยงต่ํา
70
8. การประเมินภาวะสมองเสื่อม
ขอแนะนํา
• ผูใหขอมูลควรเปนผูดูแล/ญาติ หรือเพื่อนที่รูจัก ติดตอ ดูแลหรืออยูกับผูสูงอายุอยางตอเนื่องไมนอยกวา 10ป
• เปนการประเมินเปรียบเทียบความจํา สติปญญาและความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันในแตละ
สถานการณในระยะเวลา 10 ปที่ผานมากับปจจุบันของผูสูงอายุ
อาการของผูสูงอายุ
การเปลี่ยนแปลงระหวาง 10 ปที่แลวกับปจจุบัน
ดีขึ้นมาก ดีขึ้น
เล็กนอย
ไม
เปลี่ยนแปลง
แยลง
เล็กนอย
แยลง
มาก
1. ความจําในรายละเอียดของคนในครอบครัว
หรือญาติเกี่ยวกับอาชีพ ที่อยู (ถาเมื่อ 10 ปที่
แลวจําไดดี แตตอนนี้จําไมไดเลย ใหถือวาแยลง
มาก แตถา 10 ปที่แลวจําไมไดเลย ตอนนี้จําได
เลยบาง ถือวาดีขึ้นเล็กนอย
2. จําไดวาตอนนี้พักอาศัยอยูทีไหน
3. ทราบเหตุการณที่สําคัญในอดีต
4. ความสามารถในการปรับตัวเขากับการ
เปลี่ยนแปลงในชีวิตประจําวัน
5. สามารถเรียนรูสิ่งใหมๆ ทั่วๆไป
6.สามารถที่จะเขาใจในสิ่งที่เกิดขึ้นพรอมกับให
เหตุผลในสิ่งนั้นได
7. สามารถเดินทางไปกลับ สถานที่คุนเคยไดโดย
ลําพัง
8. สามารถทํางานที่เคยทํา
การใหคะแนน
ดีขึ้นมาก = 1 คะแนน
ดีขึ้นเล็กนอย = 2 คะแนน
ไมเปลี่ยนแปลง = 3 คะแนน
แยลงเล็กนอย = 4 คะแนน
แยลงมาก = 5 คะแนน
การพิจารณา
คะแนนรวมจาก 8 ขอ หารดวย 8 ≥3.44 คะแนน หมายถึง ผูสูงอายุมีความเสี่ยงหรือมีแนวโนมที่
จะมีภาวะสมองเสื่อมใหทําการประเมินดวยแบบประเมินสมรรถภาพสมอง MMSE Thai 2002
71
9. การประเมินความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวัน (ADL)
ขอแนะนํา
• เปนการวัดวาผูสูงอายุทําอะไรไดบาง (ทําอยูจริง) ไมใชเปนการทดสอบวา หรือ ถามวาทําไดหรือไม
• เปนการสอบถามถึงกิจกรรมที่ปฏิบัติในระยะเวลา 2 สัปดาหที่ผานมา
• เปนการวัดระดับการพึ่งพิง หากตองมีคนคอยดูแลหรือเฝาระวังเวลาปฏิบัติกิจใหถือวาไมไดคะแนนเต็ม
• ถาหมดสติ ให 0 คะแนนทั้งหมด
คะแนน
1 Feeding (รับประทานอาหารเมื่อเตรียมสํารับไวใหเรียบรอยตอหนา) 
 0 ไมสามารถตักอาหารเขาปากได ตองมีคนปอนให
 1 ตักอาหารเองไดแตตองมีคนชวยเชนชวยใชชอนตักเตรียมไวใหหรือตัดเปนเล็กๆ ไวลวงหนา
 2 ตักอาหารและชวยตัวเองไดเปนปกติ
2 Grooming (ลางหนา หวีผม แปรงฟน โกนหนวด ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงที่ผานมา) 
 0 ตองการความชวยเหลือ
 1 ทําเองได (รวมทั้งที่ทําไดเองถาเตรียมอุปกรณไวให)
3 Transfer (ลุกนั่งจากที่นอน หรือจากเตียงไปยังเกาอี้) 
 0 ไมสามารถนั่งได (นั่งแลวจะลมเสมอ) หรือตองใชคนสองคนชวยกันยกขึ้น
 1 ตองการความชวยเหลืออยางมากจึงจะนั่งไดเชนตองใชคนที่แข็งแรงหรือมีทักษะ1คน
หรือใชคนทั่วไป 2 คนพยุงหรือดันขึ้นมาจึงจะนั่งอยูได
 2 ตองการความชวยเหลือบางเชนบอกใหทําตามหรือชวยพยุงเล็กนอยหรือตองมีคนดูแลเพื่อ
ความปลอดภัย
 3 ทําไดเอง
4 Toilet use (ใชหองน้ํา) 
 0 ชวยตัวเองไมได
 1 ทําเองไดบาง(อยางนอยทําความสะอาดตัวเองไดหลังจากเสร็จธุระ)แตตองการความชวยเหลือในบางสิ่ง
 2 ชวยตัวเองไดดี(ขึ้นนั่งและลงจากโถสวมเองได ทําความสะอาดไดเรียบรอยหลังจากเสร็จธุระ
ถอดใสเสื้อผาไดเรียบรอย)
5 Mobility (การเคลื่อนที่ภายในหองหรือบาน) 
 0 เคลื่อนที่ไปไหนไมได
 1 ตองใชรถเข็นชวยตัวเองใหเคลื่อนที่ไดเอง (ไมตองมีคนเข็นให) และจะตองเขา
ออกมุมหองหรือประตูได
 2 เดินหรือเคลื่อนที่โดยมีคนชวยเชนพยุงหรือบอกใหทําตามหรือตองใหความสนใจดูแลเพื่อความปลอดภัย
 3 เดินหรือเคลื่อนที่ไดเอง
72
6 Dressing (การสวมใสเสื้อผา) 
 0 ตองมีคนสวมใสให ชวยตัวเองแทบไมไดหรือไดนอย
 1 ชวยตัวเองไดประมาณรอยละ 50 ที่เหลือตองมีคนชวย
 2 ชวยตัวเองไดดี (รวมทั้งการติดกระดุม รูดซิบ หรือใชเสื้อผาที่ดัดแปลงใหเหมาะสมก็ได)
7 Stairs (การขึ้นลงบันได 1 ชั้น) 
 0 ไมสามารถทําได
 1 ตองการคนชวย
 2 ขึ้นลงไดเอง (ถาตองใชเครื่องชวยเดิน เชน walker จะตองเอาขึ้นลงไดดวย)
8 Bathing (การอาบน้ํา) 
 0 ตองมีคนชวยหรือทําให
 1 อาบน้ําเองได
9 Bowels (การกลั้นการถายอุจจาระในระยะ 1 สัปดาหที่ผานมา) 
 0 กลั้นไมได หรือตองการการสวนอุจจาระอยูเสมอ
 1 กลั้นไมไดบางครั้ง (เปนนอยกวา 1 ครั้งตอสัปดาห)
 2 กลั้นไดเปนปกติ
10 Bladder (การกลั้นปสสาวะในระยะ 1 สัปดาหที่ผานมา) 
 0 กลั้นไมได หรือใสสายสวนปสสาวะแตไมสามารถดูแลเองได
 1 กลั้นไมไดบางครั้ง (เปนนอยกวาวันละ 1 ครั้ง)
 2 กลั้นไดเปนปกติ
คะแนนรวม
การพิจารณา(คะแนนเต็ม 20 คะแนน)
คะแนนรวม ≥12 คะแนน เปน กลุมที่ 1 ชวยเหลือตัวเองได และ/หรือ ชวยเหลือผูอื่นชุมชน และสังคมได
คะแนนรวม 5-11 คะแนน เปน กลุมที่ 2 ชวยเหลือและดูแลตนเองไดบาง
คะแนนรวม ≤4 คะแนน เปน กลุมที่ 3 ชวยเหลือตัวเองไมได
73
ภาคผนวก ค
คําสั่งแตงตั้ง
คณะกรรมการ/คณะทํางานพัฒนาการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
74
75
76
77
78
79
80
81
ภาคผนวก ง
รายชื่อผูเขารวมประชุมรับฟงความคิดเห็น
จากคณะผูเชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวของ
82
รายชื่อผูเขารวมประชุมรับฟงความคิดเห็นจากคณะผูเชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวของ
เพื่อรวมพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ
คณะที่ปรึกษา ประกอบดวย
๑. นายแพทยสุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย
๒. นายแพทยณรงค อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย
๓. นายแพทยปานเนตร ปางพุฒิพงศ รองอธิบดีกรมการแพทย
๔. ศาสตราจารยเกียรติคุณแพทยหญิงสยมพร ศิรินาวิน คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี
๕. นายแพทยสมเกียรติ โพธิสัตย ที่ปรึกษากรมการแพทย
คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน (๐-๑๘ ป)
๑. ศาสตราจารยคลินิกแพทยหญิงวินัดดา ปยะศิลป สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี
๒. ผูชวยศาสตราจารยแพทยหญิงอิสราภา ชื่นสุวรรณ คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
๓. นายแพทยกิตติ ลาภสมบัติศิริ สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
๔. นายแพทยสราวุฒิ บุญสุข สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
๕. นายแพทยสุวรรณ ชัยสัมฤทธิ์ผล โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ (วัดไรขิง)
๖. นายแพทยสุรัตน สิรินนทกานต โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนยอนามัยที่ ๑ กรมอนามัย
๗. แพทยหญิงเติมแสงศรีสุวรรณภรณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
๘. นายแพทยพิจัย ชุณหเสวี โรงพยาบาลเลิดสิน
๙. แพทยหญิงนัยนา ณีศะนันท สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี
๑๐. นายแพทยธนะรัตน อิ่มสุวรรณศรี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๑. นางรัชนีบูลย อุดมชัยรัตน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๒. นางสุรีพร คนละเอียด สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๓. นายศุภลักษณ มิรัตนไพร สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๔. นางศิริลักษณ อุบลเหนือ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน (๑๙-๕๙ ป)
๑. แพทยหญิงจิตสุดา บัวขาว สํานักวิชาการแพทย
๒. นายแพทยเกรียงไกร เฮงรัศมี สถาบันโรคทรวงอก
๓. แพทยหญิงเปยมลาภ แสงสายัณห สถาบันโรคทรวงอก
๔. นายแพทยสมชาย ธนะสิทธิชัย สถาบันมะเร็งแหงชาติ
๕. แพทยหญิงอรดี พัฒนะเอนก สถาบันมะเร็งแหงชาติ
๖. นายแพทยกิติพงษ พนมยงค โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
๗. นายแพทยกฤษณพงศ มโนธรรม โรงพยาบาลเลิดสิน
๘. นายแพทยมานัส โพธาภรณ โรงพยาบาลราชวิถี
๙. แพทยหญิงปยะธิดา หาญสมบูรณ โรงพยาบาลราชวิถี
83
๑๐. นายแพทยสุรศักดิ์ อํามาตยโยธิน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๑. นางพรทิวา เฉลิมวิภาส สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๒. นางสาววรนุตร อรุณรัตนโชติ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๓. นางจีราพร หิรัญรัตนธรรม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๔. นางสาววรรณา ใยพูล สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (๖๐ ปขนไป)
๑. นายแพทยภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย
๒. นายแพทยบุญชัย พิพัฒนวนิชกุล ที่ปรึกษากรมการแพทย
๓. นายแพทยวิรัช เคหสุขเจริญ สถาบันโรคทรวงอก
๔. นายแพทยวิษณุ ปานจันทร สถาบันมะเร็งแหงชาติ
๕. นายแพทยสมชาย ธนะสิทธิชัย สถาบันมะเร็งแหงชาติ
๖. แพทยหญิงจีรภัทร วงศชินศรี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
๗. แพทยหญิงธนพร รัตนสุวรรณ โรงพยาบาลเลิดสิน
๘. แพทยหญิงนภา ศิริวิวัฒนากุล โรงพยาบาลราชวิถี
๙. นายแพทยธงธน เพิ่มบถศรี สถาบันเวชศาสตรสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผูสูงอายุ
๑๐. ศาสตราจารยนายแพทยประเสริฐ อัสสันตชัย คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๑๑. ผูชวยศาสตราจารยแพทยหญิงวราลักษณ ศรีนนทประเสริฐ
คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
๑๒. ดร.อภิวรรณ ณัฐมนวรกุล สถาบันเวชศาสตรสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผูสูงอายุ
๑๓. นายแพทยอรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๔. เภสัชกรหญิงอมรรัตน วิจิตรลีลา สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๕. นางอรุณี ไทยะกุล สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๑๖. นางจิระภา คําสะสม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
ผูเขารวมประชุม
๑. ศาสตราจารย ดร. นายแพทยพรชัย สิทธิศรัณยกุล คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
๒. ศาสตราจารยคลินิกแพทยหญิงวินัดดา ปยะศิลป ราชวิทยาลัยกุมารแพทยแหงประเทศไทย
๓. พลเอกปริญญา ทวีชัยการ ราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหงประเทศไทย
๔. แพทยหญิงพัชลิน พาทพุทธิพงศ ราชวิทยาลัยรังสีแพทยแหงประเทศไทย
๕. นายแพทยภักดี สรรคนิกร ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย แหงประเทศไทย
๖. ศาสตราจารยเกียรติคุณแพทยหญิงวรรณี นิธิยานันท สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทยฯ
๗. ผูชวยศาสตราจารยนายแพทยสุรพันธ สิทธิสุข สมาคมความดันโลหิตสูงแหงประเทศไทย
๘. นายประภพ ดานเศรษฐกุล สมาคมเทคนิคการแพทยแหงประเทศไทย
๙. นางสาวสุจิตรา นภาคณาพร กรมบัญชีกลาง
๑๐.นางสาวพรพิไล ตันติลีปกร สํานักการแพทย กรุงเทพมหานคร
๑๑.นางสาวชลิดา หมั่นผดุง สํานักการแพทย กรุงเทพมหานคร
84
๑๒.นายแพทยสุรจิต สุนทรธรรม แพทยสภา
๑๓.แพทยหญิงศรีศุภลักษณ สิงคาลวณิช แพทยสภา
๑๔.นางวิไลรัตน สุจริตชาติ สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร
๑๕.นางสาวกมลพรรณ เนืองนิตย สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร
๑๖.แพทยหญิงอมรรัตน ตรีทิพยรัตน โรงพยาบาลตากสิน
๑๗.นายแพทยสมเกียรติ อัศวโรจนพงษ โรงพยาบาลกลาง
๑๘.รอยเอกหญิงวิชชุดา โลจนานนท สํานักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอม
๑๙.นายแพทยภานุวัฒน ปานเกตุ สํานักโรคไมติดตอ
๒๐.นางสาวศศิพร ตัชชนานุสรณ กรมอนามัย
๒๑.นางแสงพรรณ ธเนศพิพัฒ กรมอนามัย
๒๒.นางสุภาพ ไชยนิตย สํานักยุทธศาสตร กรมการแพทย
๒๓.นางสาวธารีพร ตติยบุญสูง สํานักงานเลขานุการกรม
๒๔.นางสาวพิชยา ยิ่งหาญ กรมการแพทย
๒๕.นางปองขวัญพีรพัฒนโภคิน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๒๖.นางสาวกรชนกลิมปชัยโสภณ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๒๗.นางสาวสุรีรัตน เชื้อผูดี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๒๘.นางสาวพัชริยายิ่งอินทร สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๒๙.นางสาวณัฐธยา สงา สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๐.นางสาวอรัญญา ดาวเรือง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๑.นางสาวพิมลพรรณ ทองอุน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๒.นางสาวดารา พิลางาม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๓.นางสาวศุภาวดี ใจดี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๔.นายธนิวัติ กลัดเล็ก สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๕.นางสาวลัดดาพร ภูพวง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๖.นางสาวทิพวรรณ ปานแจม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
๓๗.นายภูวนาถ ปอมเมือง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย
ผูแทนสถานบริการในสังกัดกรมการแพทย
๑. นายแพทยสมนึก อรามเธียรธํารง โรงพยาบาลสงฆ
๒. แพทยหญิงไพรัตนแสงดิษฐ โรงพยาบาลสงฆ
๓. นางสุภาพร หวังรุงทรัพย โรงพยาบาลสงฆ
๔. แพทยหญิงชนิกานต ศรัทธาพร สถาบันประสาทวิทยา
85
ผูแทนโรงพยาบาลศูนย
๑. แพทยหญิงดวงพร อัศวราชันย โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผูแทนโรงพยาบาลทั่วไป
๒. แพทยหญิงพนิดา คณาพันธ โรงพยาบาลนครพิงค จังหวัดเชียงใหม
๓. แพทยหญิงจุฑารัตน นันตะสุข โรงพยาบาลสกลนคร จังหวัดสกลนคร
๔. แพทยหญิงดวงกมล เจริญเกษมวิทย โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก
๕. นางมยุรี ตนคัมภีรวาท โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก
๖. นางปติวรรณ สืบนุสนธิ์ โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก
ผูแทนโรงพยาบาลชุมชน
๗. นายแพทยธารา รัตนอํานวยศิริ โรงพยาบาลอาจสามารถ จังหวัดรอยเอ็ด
๘. นายแพทยปณณวิช จันทกลาง โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม
๙. นางบุศรา รุงรัตนไชย โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม
86
ภาคผนวก จ
ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพ
ที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
87
0-7 วัน 1เดือน 2เดือน 4เดือน 6เดือน 9เดือน 12เดือน 18เดือน 2ป 3ป 4ป 6ป 8ป 10ป 11-14ป 15-18ป
1 ประวัติ/สัมภาษณ สิ่งที่พอแมกังวลและความเสี่ยงตอ (วัณโรค สารตะกั่วและไขมันโลหิต
สูง)
                ค1
2 การตรวจรางกาย                 ค1
ชั่งน้ําหนัก                 ค1
วัดสวนสูง                 ค1
วัดเสนรอบศีรษะ          ค1
น้ําหนักตัวเมื่อเทียบกับความสูง/ดัชนีมวลกาย (BMI)   ค1
ความดันโลหิต     ค1
3 การประเมินพัฒนาการและสุขภาพจิต
ติดตามเฝาระวังพัฒนาการ (developmental surveillance)                 ค1
ตรวจคัดกรองพัฒนาการ (developmental screening)   ค1
ประเมินปญหาทางจิตใจ สังคม พฤติกรรม และการเรียนรู                 ค1
4 การคัดกรอง (Screening) ค1
วัดสายตาโดยใชเครื่องมือ     ค1
การไดยิน - ดวยเครื่องมือพิเศษ (OAE หรือAutomed-ABR) ก1
- โดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (whispered Voice Test/Finger Rub test)     ค1
5 การตรวจทางหองปฏิบัติการ
ตรวจเลือดคัดกรองทารกแรกเกิด( PKU, TSH) ค1
ตรวจระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต ค1
6 วัคซีนปองกันโรค           ค1
7 การใหคําปรึกษาแนะนํา/สงเสริมสุขภาพ
การเลี้ยงดูเด็กตามวัย สงเสริมพัฒนาการและการเรียนรู                 ค1
โภชนาการและการออกกําลังกาย                 ค1
การดูแลสุขภาพชองปากและฟน                 ค1
- สงตอบุคลากรทางทันตกรรม ค1
การปองกันอุบัติเหตุ                 ค1
สารเสพติด/อนามัยเจริญพันธ/พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ      ค1
1 ครั้ง
ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน อายุ 0 - 18 ป
กิจกรรม
ชวงอายุ
คุณภาพหลักฐานวัยทารก ปฐมวัย วัยเรียน วัยรุน
1 ครั้ง
1 ครั้ง
1 ครั้ง
1 ครั้ง 1 ครั้ง
1 ครั้ง
1 ครั้ง
1 ครั้ง 1 ครั้ง หญิง 1 ครั้ง
1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง
แนะนําใหตรวจ
88
15#
16#
17#
18# 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80+
1 การตรวจรางกาย
2 วัดสัญญาณชีพ
ความดันโลหิต                                                                  
คลําชีพจร                                                                  
ชั่งน้ําหนัก                                                                  
วัดสวนสูง                                                                  
การตรวจอื่นๆ
วัดเสนรอบเอว                                                                  
คํานวณคา BMI                                                                  
ความยาวแขน (arm span) คํานวณคา Mindex/Demiquet                
3 การตรวจรางกายตามระบบ                                                                  
4 การตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุข                                  
5 การตรวจสุขภาพชองปากและฟน                                                                  
6 การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย
7 การตรวจสายตาดวย Snellen eye chart                     
8 การคัดกรองการไดยิน Finger Rub Test                                                                  
การใชแบบประเมินสุขภาพ
9 การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด Thai CV risk
score
                                                                 
10 การประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2
คําถาม 2Q
                                                                 
11 การประเมินภาวะโภชนาการดวยแบบ Thai mini nutrition
assessment (MNA)
                    
12 การประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน OSTA index                     
13 การประเมินสมรรถภาพสมอง Modified IQCODE                
14 การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวย Barthel ADL
index
                    
15 การประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ดวย Fagerstrom
Test
                                                                 
16 การประเมินปญหาจากแอลกอฮอลดวย AUDIT                                                                  
17 การประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบคัดกรอง V.2                                                                  
การตรวจทางหองปฏิบัติการ
18 ตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด CBC           
19 ตรวจปสสาวะ UA                     
การตรวจสารเคมีในเลือด
20 ตรวจน้ําตาลในเลือด FBS                              
21 ตรวจการทํางานของไต Cr                     
22 ตรวจไขมันในเสนเลือดชนิด Total cholesterol & HDL
cholesterol
            
การตรวจอื่นๆ
23 การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี HBsAg
24 การตรวจ Pap Smear            
หรือ การตรวจดวยวิธี VIA      
25 การตรวจหาเลือดในอุจจาระ FOBT                               
26 การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย
แนะนําใหตรวจ, #อายุ 15-18 ป กรณีเขาสูระบบการทํางาน
ตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยง
ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน อายุ 15 - 80 ปขึ้นไป
ตรวจตามความเหมาะสม
ตรวจตามความเหมาะสม
1 ครั้ง ทุก 2 - 4 ป ทุก 1 - 2 ป
1 ครั้ง (ถาไมไดทําในวัยเด็ก)
ตรวจ Pap Smear เทานั้น ตรวจตามความเหมาะสม
1 ครั้ง (ผูที่เกิดกอน พ.ศ.2535)
แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 2559

แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 2559

  • 2.
    แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน ISBN บรรณาธิการ จัดพิมพและเผยแพร สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนทอ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท 0-2590-6395 โทรสาร 0 2965 9844 www.dms.moph.go.th/imrta พิมพครั้งที่ 1 มีนาคม 2559 จํานวน 2,500 เลม พิมพที่ สํานักงานกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึกในพระบรมราชูปถัมภ
  • 3.
    หลักการของแนวทางการตรวจสุขภาพ ที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน แนวทางฉบับนี้เปนเครื่องมือสงเสริมคุณภาพของการบริการดานสุขภาพ ที่เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคม โดยหวังผลในการสรางเสริมสุขภาพ ที่ดีของประชาชนอยางมีประสิทธิภาพและคุมคา ขอแนะนําในแนวทางฉบับนี้มิใช ขอบังคับของการปฏิบัติผูใชสามารถปฏิบัติตามดุลพินิจภายใตความสามารถและ ขอจํากัดตามภาวะวิสัยและพฤติการณที่มีอยู
  • 4.
    ก คํานํา การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมเปนพื้นฐานสําคัญของระบบสุขภาพ มีประโยชนใน การสรางเสริมสุขภาพและการปองกันโรค แตทั้งนี้การสงเสริมการตรวจสุขภาพที่เกินจําเปนและไมสมเหตุผล กอใหเกิดผลกระทบในทางลบตอสุขภาพเศรษฐกิจ และสังคม และในขณะเดียวกันประชาชนบางสวนยังไมได รับการตรวจสุขภาพที่จําเปน เนื่องจากขาดความรูความเขาใจหรือเขาไมถึงบริการ รวมทั้งการจัดการ ใหบริการมีความแตกตางกัน การจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน มีเปาหมายเพื่อ เปนแนวทางปฏิบัติสําหรับแพทยและบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข โดยกรมการแพทยรวมกับสภา วิชาชีพดานสุขภาพ สถาบันวิชาการ หนวยงาน/องคกรที่เกี่ยวของ ไดรวมดําเนินการจัดทําดวยกระบวนการ ทางวิชาการ อางอิงหลักฐานเชิงประจักษที่มีความเปนปจจุบัน ผานการรับฟงความเห็นจากผูทรงคุณวุฒิและ ตัวแทนภาคสวนตางๆ ที่เกี่ยวของ ทบทวนและปรับแกเพื่อพัฒนาเปนแนวทางที่เหมาะสมตามบริบทของ ประเทศไทย ขอขอบคุณภาคีเครือขายทุกภาคสวนที่มีสวนสนับสนุนและรวมดําเนินการในการจัดทํา แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชนฉบับนี้ กรมการแพทยยินดีรับคําแนะนํา ขอเสนอแนะ คําวิจารณตางๆ ที่จะชวยในการพัฒนาและปรับปรุงแกไข เพื่อใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น อันจะเปน ประโยชนตอการดูแลสุขภาพของประชาชนตอไป นายแพทยสุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข
  • 5.
    ข สารบัญ หนา คํานํา ก บทนํา  หลักการและเหตุผล1  คํานิยาม 1  วัตถุประสงค 2  กลุมเปาหมาย 2  ขอบเขต 2  กระบวนการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 2  คุณภาพหลักฐาน 3 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน  แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน 5 (อายุ 0 – 18 ป)  แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยทํางาน 29 (อายุ 18 – 60 ป)  แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ 40 (อายุ 60 ปขึ้นไป) ภาคผนวก  ภาคผนวก ก รายการตรวจทางหองปฏิบัติการที่มีหลักฐานไมสนับสนุน 54 ในการตรวจสุขภาพประชาชน  ภาคผนวก ข แบบประเมินสภาวะสุขภาพ 57  ภาคผนวก ค คําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการ/คณะทํางาน 73 พัฒนาการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน  ภาคผนวก ง รายชื่อผูเขารวมประชุมรับฟงความคิดเห็น 81 จากคณะผูเชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวของ  ภาคผนวก จ ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 86
  • 6.
    ค สารบัญตาราง หนา ตารางที่ 1 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน(อายุ 0 - 18 ป) 7 ตารางที่ 2 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18 - 60 ป) 31 ตารางที่ 2.1 การซักประวัติและตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 32 สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) ตารางที่ 2.2 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 33 สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) ตารางที่ 3 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมในกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) 42 ตารางที่ 3.1 การซักประวัติและประเมินสุขภาพ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 43 สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) ตารางที่ 3.2 การตรวจรางกาย ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 44 สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) ตารางที่ 3.3 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม 45 สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป)
  • 7.
    1 บทนํา หลักการและเหตุผล สํานักงานสํารวจสุขภาพประชาชนไทย ไดรายงานการสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจ รางกาย พ.ศ.2551-2552 พบวาประชาชนบางสวนไมตระหนักถึงความเสี่ยงตอการเกิดโรคหรือปวยเปนโรค เชน ประมาณหนึ่งในสามของผูที่เปนเบาหวานไมทราบมากอนวาตนเองเปนเบาหวาน และกวาครึ่งหนึ่งของผูที่ เปนความดันโลหิตสูงไมเคยไดรับการวินิจฉัยมากอน นอกจากนี้ ยังพบวาระหวางป พ.ศ. 2549-2550 สตรีอายุ 15-59 ป เคยไดรับการตรวจปากมดลูกเพียงรอยละ 42.5 ในขณะที่กอนป พ.ศ. 2549 เคยไดรับการตรวจ เพียงรอยละ 18.3 ทั้งๆ ที่ภาวะเสี่ยงและโรคตางๆ ดังกลาว สามารถตรวจพบได ดวยวิธีที่ไมยุงยากซับซอน และสามารถใหการสรางเสริมสุขภาพ ปองกันการเกิดโรค และบําบัดรักษาแตเนิ่นๆ ไดผลดี ในขณะเดียวกัน มีประชาชนอีกกลุมหนึ่งไดรับการตรวจสุขภาพเกินจําเปนและไมสมเหตุผล สวนใหญ เปนการตรวจโรคโดยใหความสําคัญกับการตรวจทางหองปฏิบัติการ ซึ่งหลายรายการยังขาดขอมูลสนับสนุน ดานประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่เพียงพอ และอาจสงผลเสียตอผูถูกตรวจ สวนหนึ่งเกิดจากความเคยชินที่ ปฏิบัติสืบตอกันมายาวนาน ประกอบกับขาดการกําหนดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม และ การให ความรูและคําแนะนําประชาชนใหรูเทาทันตอเทคโนโลยีทางการแพทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว จะเห็นไดวา ประชาชนบางสวนยังคงไมไดรับการตรวจสุขภาพที่จําเปน เนื่องจากขาดความรู เขาไมถึง บริการและความแตกตางของการกระจายทรัพยากรในแตละพื้นที่ รวมทั้งยังมีการสงเสริมการตรวจสุขภาพที่ เกินความจําเปนและไมเหมาะสม ซึ่งสงผลกระทบตอสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากขอมูลสํานักงานสถิติแหงชาติ ป 2558 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 66 ลานคน ทั้งหมดมี หลักประกันดานสุขภาพภายใต 3 กองทุนสุขภาพหลัก ไดแก กองทุนหลักประกันสุขภาพแหงชาติ กองทุน ประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลขาราชการ หรือสวัสดิการของหนวยงานตางๆ ซึ่งสิทธิที่ประชาชน ไดรับในการตรวจสุขภาพจากกองทุนและสวัสดิการมีความแตกตางกันมาก ดังนั้น เพื่อใหเกิดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน มติสมัชชาสุขภาพ แหงชาติ ครั้งที่ 6 มติ 1 พ.ศ. 2556 ไดขอใหกระทรวงสาธารณสุขโดยสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมการแพทย เปนเจาภาพหลัก รวมกับแพทยสภา สภาวิชาชีพ สถาบันวิชาการ และหนวยงาน/องคกร ที่เกี่ยวของกับการประกันสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดําเนินการพัฒนาแนวทางและสงเสริมการตรวจ สุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน โดยใชกระบวนการทางวิชาการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ ประกอบการเลือกแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย คํานิยาม การตรวจสุขภาพ หมายถึง การตรวจดานสุขภาพของผูที่ไมมีอาการหรืออาการแสดงของการเจ็บปวย ที่เกี่ยวของกับการตรวจนั้น เพื่อคนหาปจจัยเสี่ยง ภาวะผิดปรกติ หรือโรค ซึ่งนําไปสูการปองกัน (เชน การ ปรับพฤติกรรม) การสงเสริมสุขภาพของผูที่รับการตรวจ หรือใหการบําบัดรักษาตั้งแตระยะแรก การตรวจสุขภาพในที่นี้ ไมรวมถึง (1) การตรวจดานสุขภาพของผูที่มาขอปรึกษาแพทยดวยอาการ เจ็บปวย หรือภาวะความผิดปกติอยางใดอยางหนึ่ง และ (2) การตรวจดานสุขภาพของผูที่มีโรค หรือภาวะ เรื้อรัง (เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) เพื่อคนหาภาวะแทรกซอนที่เกี่ยวของกับโรคที่เปน
  • 8.
    2 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม หมายถึง การตรวจสุขภาพอยางสมเหตุผลตามหลักวิชาโดย แพทย หรือบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุขที่ไดรับมอบหมาย ที่มุงเนนการสัมภาษณประวัติที่เกี่ยวของ กับสุขภาพ และการตรวจรางกาย สวนการตรวจทางหองปฏิบัติการจะทําเฉพาะรายการที่มีขอมูลหลักฐานที่ บงชี้แลววามีประโยชนคุมคาแกการตรวจ เพื่อคนหาโรคและปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรค และนําไปสูการปองกัน การสรางเสริมสุขภาพ และการบําบัดรักษาอยางถูกตองและเหมาะสม ประชาชน ในที่นี้หมายถึง บุคคลทั่วไปที่ไมเคยทราบวาเปนโรค หรือมีอาการ/อาการแสดงผิดปรกติ ที่เกี่ยวของกับรายการของการตรวจสุขภาพที่จะรับการตรวจ วัตถุประสงค 1. เพื่อเปนแนวทางการจัดการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม แกหนวยงานและสถานบริการ สุขภาพ 2. เพื่อเปนแนวทางใหแพทยและบุคลากรทางการแพทย ดําเนินการใหเกิดการตรวจสุขภาพที่จําเปน และเหมาะสมแกประชาชน 3. เพื่อเปนแนวทางสงเสริมการทําความเขาใจสําหรับภาคประชาชนในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและ เหมาะสม กลุมเปาหมาย แพทยและบุคลากรสาธารณสุขในสถานบริการสุขภาพทุกระดับ ขอบเขต เปนแนวทางในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน จําแนกเปน 3 กลุมวัย ไดแก กลุมวัยเด็กและวัยรุน (0-18 ป) กลุมวัยทํางาน (18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (ตั้งแต 60 ปขึ้นไป) (หมายเหตุ: นับอายุเต็ม 1 ป เมื่อครบรอบวันเกิด ในกรณีที่อายุครอมกลุมวัย แนะนําใหเลือกชุดการ ตรวจสุขภาพในกลุมวัยที่สูงกวา) กระบวนการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน ขั้นตอนการดําเนินงาน 1) กระทรวงสาธารณสุขแตงตั้งคณะกรรมการพัฒนาการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ ประชาชน โดยมีอธิบดีกรมการแพทยเปนประธาน และสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทาง การแพทย กรมการแพทย เปนคณะเลขานุการ (คําสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1022/2558) 2) ประธานคณะกรรมการฯ แตงตั้งคณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพฯ 3 คณะ สําหรับ แตละกลุมวัย โดยการมีสวนรวมของภาคสวนตางๆ (คําสั่งกรมการแพทยที่ 586/2558) 3) กําหนดขอบเขตและรูปแบบการดําเนินงาน 4) ทบทวนและรวบรวมสถานการณ และขอมูลที่เกี่ยวของ 5) จัดทํารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน 6) รับฟงความคิดเห็นตอรางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน โดย คณะทํางานและผูเชี่ยวชาญดานตางๆ ที่เกี่ยวของ 7) ปรับปรุงและแกไขรางตนฉบับแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน
  • 9.
    3 8) จัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นวาดวยเรื่อง “แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ ประชาชน”เพื่อใหภาคีเครือขายที่เกี่ยวของทุกภาคสวน ทั้งภาคประชาชน ภาคสังคม และองคกร วิชาชีพ มีสวนรวมในกระบวนการพัฒนาทั้งการพิจารณาราง การเสนอแนะ และการรวมขับเคลื่อน เมื่อผานฉันทมติแลว 9) รายงานความกาวหนาและรับฟงความเห็นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแหงชาติ ครั้งที่ 8 (พ.ศ. 2558) 10) คณะทํางานฯ แกไขและจัดทําตนฉบับแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับ ประชาชน 11) ทบทวนตนฉบับขั้นสุดทายโดยผูเชี่ยวชาญ คุณภาพหลักฐาน (Quality of Evidence) ประเภท ก หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก ก1 การทบทวนแบบมีระบบ (systematic review) หรือการวิเคราะหแปรฐาน (meta-analysis) ของการศึกษาแบบกลุมสุมตัวอยาง-ควบคุม (randomize-controlled, clinical trials) หรือ ก2 การศึกษาแบบกลุมสุมตัวอยาง-ควบคุมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม อยางนอย 1 ฉบับ (a well-designed randomize-controlled clinical trial) ประเภท ข หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก ข1 การทบทวนแบบมีระบบของการศึกษาควบคุมแตไมไดสุมตัวอยาง (systematic review of non-randomized, controlled clinical trials) หรือ ข2 การศึกษาควบคุมแตไมสุมตัวอยางที่มีคุณภาพดีเยี่ยม (well-designed, non-randomized, controlled clinical trial) หรือ ข3 หลักฐานจากรายงานการศึกษาตามแผนติดตามเหตุไปหาผล (cohort) หรือการศึกษาวิเคราะห ควบคุมกรณียอนหลัง (case-control analytic studies) ที่ไดรับการออกแบบวิจัยเปนอยางดี ซึ่งมาจากสถาบันหรือกลุมวิจัยมากกวาหนึ่งแหง/กลุม หรือ ข4 หลักฐานจากพหุกาลานุกรม (multiple time series) ซึ่งมีหรือไมมีมาตรการดําเนินการ หรือ หลักฐานที่ไดจากการวิจัยทางคลินิกรูปแบบอื่นหรือทดลองแบบไมมีการควบคุม ซึ่งมีผล ประจักษถึงประโยชนหรือโทษจากการปฏิบัติมาตรการที่เดนชัดมาก เชน ผลของการนํายา เพ็นนิซิลินมาใชใน พ.ศ. 2480 จะไดรับการจัดอยูในหลักฐานประเภทนี้ ประเภท ค หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก ค1 การศึกษาพรรณนา (descriptive studies) หรือ ค2 การศึกษาควบคุมที่มีคุณภาพพอใช (fair-designed, controlled clinical trial) ประเภท ง หมายถึง หลักฐานที่ไดจาก ง1 รายงานของคณะกรรมการผูเชี่ยวชาญ ประกอบกับความเห็นพองหรือฉันทมติ (consensus) ของคณะผูเชี่ยวชาญ บนพื้นฐานประสบการณทางคลินิก หรือ ง2 รายงานอนุกรมผูปวยจากการศึกษาในประชากรตางกลุม และคณะผูศึกษาตางคณะอยางนอย 2 ฉบับ
  • 10.
    4 รายงานหรือความเห็นที่ไมไดผานการวิเคราะหแบบมีระบบ เชน เกร็ดรายงานผูปวยเฉพาะราย (anecdotalreport) ความเห็นของผูเชี่ยวชาญเฉพาะราย จะไมไดรับการพิจารณาวาเปนหลักฐานที่มีคุณภาพ ในการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพฯ ฉบับนี้ แหลงทุนและผลประโยชนทับซอน (Financial disclosure and conflict of interest) ในการจัดทําแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชนฉบับนี้ ไดรับ งบประมาณจากกรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข และไดรับการสนับสนุนในการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะ ประเด็นจากสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแหงชาติ (สช.) ทั้งนี้ การดําเนินการไมมีผลประโยชนทับซอนใดๆ
  • 11.
  • 12.
  • 13.
    7 ตารางที่ 1 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน(อายุ 0-18 ป) กิจกรรม วัยทารก ปฐมวัย วัยเรียน วัยรุน วัน เดือน ป อายุ 0-7 1 2 4 6 9 12 18 2 3 4 6 8 10 11- 14 15- 18 1 การซักประวัติ/สัมภาษณ สิ่งที่กังวล ความเสี่ยง (เชน วัณโรค สารตะกั่ว ไขมันสูง) * * * * * * * * * * * * * * * * 2 การตรวจรางกาย -ชั่งน้ําหนักตัว * * * * * * * * * * * * * * * * -วัดสวนสูง หรือความยาว * * * * * * * * * * * * * * * * -วัดเสนรอบศีรษะ * * * * * * * * * -BMI (น้ําหนักตัว/สวนสูง2 ) * * -วัดความดันโลหิต 1 ครั้ง * * * * 3 การประเมินพัฒนาการและสุขภาพจิต -ประเมินปญหาทางจิตใจ สังคม พฤติกรรม การเรียนรู * * * * * * * * * * * * * * * * -ติดตามเฝาระวังพัฒนาการ * * * * * * * * * * * * * * * * -ตรวจคัดกรองพัฒนาการ * * 1 ครั้ง 4 การตรวจคัดกรอง -วัดสายตาโดยใชเครื่องมือ 1 ครั้ง * * * * -ตรวจการไดยินอยางงาย † * * * * 1 ครั้ง 1 ครั้ง -ตรวจการไดยินดวยเครื่องมือ ‡ 1 ครั้ง 5 การตรวจเลือด -TSH, PKU (ทารกแรกเกิด) 1 ครั้ง -hemoglobin, hematocrit 1 ครั้ง 1 ครั้ง หญิง 1 ครั้ง 6 การใหวัคซีนปองกันโรค * * * * * 1 ครั้ง * * * 1 ครั้ง * * 1 ครั้ง 7 การใหคําปรึกษา/แนะนํา และสงเสริมสุขภาพ -การเลี้ยงดูตามวัย สงเสริม พัฒนาการและการเรียนรู * * * * * * * * * * * * * * * * -โภชนาการ การออกกําลังกาย * * * * * * * * * * * * * * * * -การดูแลสุขภาพชองปากและฟน * * * * * * * * * * * * * * * * -สงพบบุคลากรทางทันตกรรม 1 ครั้ง -การปองกันอุบัติเหตุ * * * * * * * * * * * * * * * * -สารเสพติด/อนามัยเจริญพันธุ/ พฤติกรรมอื่นๆ * * * * * *แนะนําใหทํา, 1 ครั้ง= แนะนําใหทําหนี่งครั้งในชวงเวลาดังกลาว† โดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (Whispered Voice Test หรือ Finger Rub Test)‡ เครื่องมือคือ OAE (Otoacoustic emission test) หรือ Automed ABR (auditory brainstem response) audiometry PKU = โรค phenylketonuria โดยเจาะเลือดในวันที่ 2-3 เมื่อทารกเริ่มกินนมแลว สงตรวจหาระดับฟนิลอะลานีน TSH = Thyroid stimulating hormone ตรวจภาวะพรองไทรอยดฮอรโมน โดยใชเลือดที่สงตรวจพรอมกับการตรวจ PKU
  • 14.
  • 15.
    9 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม ทารกแรกเกิด (อายุ 0-7วัน) การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป  ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ความเจ็บปวยและสุขภาพของทารก บทบาทการทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความชวยเหลือดานการดูแลทารกจากคนอื่นใน ครอบครัว  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนัก พฤติกรรมของ ทารก เชน การกิน การนอน การขับถายปสสาวะและอุจจาระ การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางทารกกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมตอบสนองตอความตองการของทารก วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น เชน เวลาทารกรองไห รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลี้ยงดู ทารกซึ่งอาจมีความขัดแยงกันของสมาชิกในครอบครัว  ตรวจประเมินการเจริญเติบโตชั่งน้ําหนัก วัดความยาว วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟ การเจริญเติบโตรวมทั้งวัดขนาดของกระหมอมศีรษะ  ตรวจรางกายตามระบบ ดูความผิดปรกติของรูปรางหนาตา (dysmorphic features) ประเมินภาวะ ตัวเหลือง ภาวะซีด ตรวจตาเพื่อดูการสะทอนแสงจากจอประสาทตา (red reflex) และประเมินการ อุดกั้นของทอน้ําตา ตรวจหาพังผืดใตลิ้นและเพดานโหว ฟงเสียงปอดและหัวใจ คลําชีพจรบริเวณ ขาหนีบ ตรวจชองทองและบริเวณสะดือเพื่อหาความผิดปรกติ ตรวจอวัยวะเพศ ตรวจขอสะโพกเพื่อ คัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด คลํากระหมอม ตรวจระบบประสาทรวมถึงดูความผิดปรกติบริเวณหลัง และกนกบ (sacral dimple) ตรวจตําแหนงที่ฉีดวัคซีนบีซีจีวามีภาวะแทรกซอนเกิดขึ้นหรือไม การคัดกรองความผิดปรกติกอนกลับบาน  ตรวจสอบประวัติโรคติดตอทางเพศสัมพันธของมารดา เพื่อวางแผนการตรวจติดตามทารก  ตรวจคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมนและ phenylketonuria (PKU) ตามมาตรฐานของประเทศ  ตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง  ตรวจการไดยินดวยเครื่องมือในทารกภายในอายุ 6 เดือนหลังคลอด  ตรวจคัดกรองโรคหัวใจพิการรุนแรงแตกําเนิดโดยการวัดคาความอิ่มตัวของออกซิเจนทางผิวหนัง (oxygen saturation) เฉพาะในที่ที่มีเครื่องมือและบุคลากร  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ การคัดกรองความผิดปรกติเมื่อทารกมาตรวจติดตาม  ประเมินพัฒนาการของทารก เชน การมองหนาพอแม การตอบสนองตอเสียงหรือสัมผัส  ประเมินการเลี้ยงลูกดวยนมแมและปญหาของการเลี้ยงลูกดวยนมแม  ประเมินสภาวะจิตใจของมารดาหลังคลอดบุตร เชน ภาวะซึมเศราหลังคลอด (post-partum blue)  ติดตามผลคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมน และ โรค phenylketonuria (PKU)  ตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง
  • 16.
    10 การใหวัคซีน  วัคซีนบีซีจี (BCG) วัคซีนตับอักเสบบี HBV ครั้งที่ 1 (ในรายที่แมเปนพาหะไวรัสตับอักเสบบี ควรฉีดวัคซีนใหทารกโดยเร็ว ที่สุดหลังเกิดและภายใน 12 ชั่วโมง อาจพิจารณาใหอิมมูโนโกลบูลินสําหรับไวรัสตับอักเสบบี HBIG หากทําได) การใหคําแนะนําแกพอแม  ใหแมกินอาหารที่มีประโยชน พักผอนใหเพียงพอ ดื่มน้ํามากๆ และกินวิตามินที่ไดรับระหวางตั้งครรภ ตอไป เพื่อใหน้ํานมแมมีสารอาหารครบถวนและมีปริมาณเพียงพอ  ใหทารกดูดนมไดบอยเทาที่ทารกตองการ ทุก 2-3 ชั่วโมง ควรปลุกใหตื่นมากินนมถาไมตื่นตามเวลา  ทารกที่กินนมแมควรถายอุจจาระนุม สีเหลือง อยางนอยวันละ 3-4 ครั้งในชวงแรก  ทารกควรขับถายปสสาวะสีเหลืองใส อยางนอยวันละ 6-8 ครั้ง  พอแมควรลางมือบอยๆ ดูแลรักษาความสะอาดเมื่อตองดูแลทารก  ดูแลบริเวณสะดือใหแหงสะอาดเพื่อปองกันการติดเชื้อ  หลีกเลี่ยงการพาทารกไปที่มีคนพลุกพลาน หลีกเลี่ยงควันบุหรี่  เลือกเสื้อผาของทารกใหเหมาะสมตามสภาพอากาศ  สังเกตความตองการของทารกและตอบสนองอยางเหมาะสม สัมผัส โอบกอดและอุมทารกสม่ําเสมอ  พอและแมควรเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง และควรมีเวลาผอนคลายบาง การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  หามจับทารกเขยา  ทารกควรมีที่นอนแยกจากพอแม เพื่อปองกันการนอนทับ เบาะไมนุมหรือสูงเกินไป และควรใหทารก นอนในทานอนหงาย  แนะนําใหใชที่นั่งสําหรับทารกเมื่อตองโดยสารรถยนต โดยติดตั้งเบาะตรงที่นั่งดานหลัง หันหนาไปทายรถ กอนกลับ  เปดโอกาสใหซักถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  ชื่นชมและใหกําลังใจพอแม  แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 1-2 เดือน ตามความเหมาะสม
  • 17.
    11 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 1-4 เดือน การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว บทบาท การทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความตึงเครียดในบาน  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก กิจวัตรประจําวันของเด็ก เชน การกินนม การนอน เปนตน การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม: สังเกตวิธีการที่พอแมตอบสนองตอความตองการของเด็ก วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น เชน เด็กรองในขณะตรวจ เปนตน รวมทั้งสอบถามความคิดเห็น เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กซึ่งอาจมีความขัดแยงกัน  ตรวจประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดเสน รอบศีรษะ และคลํากระหมอมของเด็ก  ตรวจรางกายตามระบบ: รวมทั้งฟงเสียงหัวใจ ตรวจตาเพื่อดูการสะทองแสงจากจอประสาทตา (red reflex) ตรวจสอบวาแกวตาขุนหรือไม สําหรับเด็กตั้งแต 4 เดือนขึ้นไปควรเริ่มตรวจภาวะตาเหล (strabismus) ตรวจขอสะโพกเพื่อคัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด ตรวจชองทองเพื่อหาความผิดปรกติ เชน กอนในชองทอง ตรวจอวัยวะเพศโดยเฉพาะภาวะอัณฑะไมเลื่อนลงถุงอัณฑะของเด็กผูชายและ labia adhesion ในเด็กผูหญิง การคัดกรองความผิดปรกติ  เฝาระวังและติดตามพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม ดังนี้ 1 เดือน เด็กควรยกศีรษะไดเล็กนอยในทานอนคว่ํา กระพริบตามเมื่อเจอแสงจา จองและมองตามวัตถุ ตอบสนองตอเสียงดัง 2 เดือน เด็กเริ่มชันคอได จองหนาสบตา ยิ้ม และสงเสียงออแอ 4 เดือน เด็กควรจะคอแข็ง ชันคอไดดี เริ่มพลิกคว่ํา นํามือมาจับกันตรงกลาง เริ่มควาของ หัวเราะเสียงดัง  ตรวจการไดยินโดยการใชเครื่องมือ ตรวจอยางนอย 1 ครั้ง ในชวงอายุแรกเกิด - 6 เดือน  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ 1 เดือน วัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 2 ในกรณีที่แมเปนพาหะตับอักเสบบี 2 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่1 วัคซีนตับอักเสบบีครั้งที่ 2 (ถาไดรับตอนอายุ 1 เดือนแลวไมตองใหอีก) 4 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 2  พิจารณาใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 18.
    12 การใหคําแนะนําแกพอแม การเลี้ยงดู  ใหความรัก ดูแลใกลชิดเอาใจใสเด็ก สังเกต และตอบสนองความตองการอยางเหมาะสม สังเกตลักษณะ เฉพาะตัวและพื้นทางอารมณของลูก โดยดูจากการตื่น นอน กิน รองไห ซึ่งจะแตกตางกันในเด็กแตละ คน  ใหนมเด็กเทาที่ตองการ ไมใหอาหารอื่นนอกจากนม ในกรณีที่ใหนมแม ควรใหขอมูลเกี่ยวกับระยะเวลา การดูดในแตละมื้อ ทาทางในการใหนมแมที่เหมาะสม การเปลี่ยนเตานม และใหแมกินอาหารที่มี ประโยชนใหเพียงพอและดื่มน้ํามากๆ ในกรณีที่เด็กกินนมผสม ควรแนะนําถึงการเลือกชนิดของนมที่ เหมาะสม การทําความสะอาดขวดนม และทาทางในการใหนม  ไมแนะนําใหอุมกลอมเด็กจนหลับคามือ ควรวางเด็กลงบนที่นอนตั้งแตเด็กเริ่มเคลิ้มเพื่อสงเสริมใหเด็ก กลอมตัวเองจนหลับได  พูดคุยกับลูกเพื่อสงเสริมพัฒนาการดานภาษา  พอแมควรแบงเวลามาทํากิจกรรมกับลูกทุกคน และเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง  ในการเลี้ยงดูลูก พอแมควรมีเวลาผอนคลายบาง การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  ชองซี่ราวเตียงเด็กหรือเปลตองหางไมเกิน 6 เซนติเมตร ผนังดานศีรษะและปลายเทาไมมีรูชองโหวเกิน กวา 6 เซนติเมตร เพื่อปองกันไมใหลําตัวลอดตกออกมา ไมควรมีหมอนหรือตุกตาขนาดใหญบนที่นอน เด็ก เพราะอาจกดทับใบหนาเด็กและจะทําใหหายใจไมออก แนะนําใหจัดเด็กนอนหงายหรือนอนตะแคง ไมควรนอนคว่ํา  อยาทิ้งเด็กไวตามลําพังบนเตียง โตะ โซฟา เนื่องจากเด็กสามารถถีบขาดันกับสิ่งตางๆ จนเคลื่อนที่ไปใน ทิศทางตรงขาม ทําใหมีโอกาสตกจากที่สูงได ถามีความจําเปนตองวางเด็กบนที่สูงชั่วขณะ เชน เพื่อ หยิบผาออม ผูดูแลตองเอามือขางหนึ่งวางไวบนตัวเด็กเสมอ  หามจับเด็กเขยา โดยเฉพาะถาพอแมหงุดหงิดกับการรองไหของเด็ก  การโดยสารรถอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและหันหนา เด็กไปทางดานหลังรถ และอยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  ชื่นชมและใหกําลังใจที่พอแมดูแลลูกอยางเหมาะสม  แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 6 เดือน
  • 19.
    13 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 6-12 เดือน การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว บทบาท การทํางานและความรับผิดชอบของพอแม ความตึงเครียดในบาน  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก กิจวัตรประจําวันของ เด็ก เชน การกินนม การนอน เปนตน การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สอบถามและสังเกตพื้นอารมณของเด็ก วิธีการที่พอแม ตอบสนองตอความตองการของเด็ก วิธีการจัดการปญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอบถามความคิดเห็น เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กซึ่งอาจมีความขัดแยงกัน  ตรวจประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดเสน รอบศีรษะ และคลํากระหมอมของเด็ก  ตรวจรางกายตามระบบ: รวมทั้งฟงเสียงหัวใจ ตรวจตาเพื่อดูการสะทองแสงจากจอประสาทตา (red reflex) ตรวจภาวะตาเหล (strabismus) ตรวจขอสะโพกเพื่อคัดกรองภาวะขอสะโพกหลุด ตรวจ ชองทองเพื่อตรวจดูกอนผิดปรกติ ตรวจอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอยางยิ่งการตรวจหาภาวะอัณฑะไม เลื่อนลงถุงอัณฑะของเด็กผูชาย และตรวจ labial adhesion ในเด็กผูหญิง การคัดกรอง  เฝาระวังและติดตามพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม ดังนี้ 6 เดือน เด็กควรนั่งเองไดชั่วครู ใชมือหยิบของและเปลี่ยนมือถือของได หันหาเสียงเรียกชื่อ ออกเสียง ที่มีเสียงพยัญชนะได เชน ปะ มะ เปนตน รูจักวาใครแปลกหนา 9 เดือน เกาะยืนได ใชนิ้วหยิบของชิ้นเล็กได เขาใจสีหนาทาทาง ทําตามสั่งงายๆ ที่มีทาทางประกอบ ได เปลงเสียงพยัญชนะไดหลายเสียงแตยังไมมีความหมาย เชน ปาปาปา จะจะจะ เปนตนเลนจะเอได 12 เดือน ยืนเองไดชั่วครู เดินเอง หรือเดินโดยจูงมือเดียว หยิบของใสถวยหรือกลองได พูดคําที่มี ความหมายไดอยางนอย 1 คํา เรียกพอเรียกแมได เลียนแบบทาทาง โบกมือลา สวัสดี ชวยยกแขนขา ในเวลาที่แตงตัวให  แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐานที่อายุ 9 เดือน  ตรวจการไดยินโดยการซักถามหรือใชเครื่องมือตรวจ ในเด็กที่ยังไมไดรับการตรวจเมื่อแรกเกิด หรือพอ แมมีความกังวล  วัดระดับฮีมาโตคริตเพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดเหล็ก อยางนอย 1 ครั้งในชวงอายุ 6-12 เดือน  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ 6 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ และวัคซีนตับอักเสบบี ครั้งที่ 3 9-12 เดือน วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1  พิจารณาใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 20.
    14 การใหคําแนะนําแกพอแม การเลี้ยงดู  ใหความรัก ดูแลใกลชิดเอาใจใสเด็ก สังเกตและตอบสนองความตองการอยางเหมาะสม  ควรจัดใหเด็กไดเห็นสิ่งตางๆ รอบตัว เลนและพูดคุยกับเด็กบอยๆ อานหนังสือนิทานที่มีรูปภาพใหเด็ก ฟงเพื่อสงเสริมพัฒนาการดานภาษา ใหเด็กคลานหรือเดินบอยๆ โดยจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะสม ปลอดภัย  ไมใหดูโทรทัศนหรือใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท  ทํากิจกรรมกับลูกทุกคน และเปดโอกาสใหพี่มีสวนรวมในการดูแลนอง  ในการเลี้ยงดูลูก พอแมควรมีเวลาผอนคลายบาง การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี  ใหนมแมอยางตอเนื่อง กรณีที่ใหกินนมผสม ควรอธิบายชนิดของนมและปริมาณที่เหมาะสม วิธีการทํา ความสะอาดขวดนม ควรใหอาหารตามวัย ดังนี้ อายุ 6 เดือนควรไดรับ 1 มื้อ อายุ 9 เดือนควรไดรับ 2 มื้อ และอายุ 12 เดือนควรไดรับ 3 มื้อ อาหารดังกลาวควรเปนอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอหรือ พิจารณาใหธาตุเหล็กเสริม  เด็กวัยนี้สามารถนอนติดตอกันไดนานขึ้น ควรลดนมในเวลากลางคืน  ฝกใหเด็กทํากิจวัตรประจําวันใหเปนเวลา เชน การกินอาหาร เขานอน เปนตน  ดูแลสุขภาพฟน โดยใชผาสะอาดเช็ดฟนและกระพุงแกมวันละ 2 ครั้ง ใหฟลูออไรดเสริมในขนาดที่ ถูกตอง หากอยูในพื้นที่ที่มีฟลูออไรดในน้ําดื่มต่ําและไมไดรับฟลูออไรดจากแหลงอื่น พิจารณาสงตอ บุคลากรทางทันตกรรมเมื่อฟนซี่แรกเริ่มขึ้น ระหวางอายุ 6-12 เดือน การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  ระวังการพลัดตกจากที่สูงและการกระแทก ไมควรใชรถหัดเดินที่มีลูกลอเพราะมีความเสี่ยงตอการเกิด อุบัติเหตุที่เปนอันตราย  เลือกของเลนที่เหมาะกับเด็ก ไมควรใหเด็กเลนของเลนขนาดเล็กที่สามารถเอาเขาปากได หรือมีชิ้นสวน ที่อาจหลุดหรือแตกเปนชิ้นเล็ก เพราะเด็กอาจสําลักเขาไปในทางเดินหายใจ  อยาอุมเด็กในขณะที่ถือของรอน อยาเก็บสายไฟของกาน้ํารอนไวใกลมือเด็ก อยาวางของรอนบนพื้น ระวังอันตรายจากไฟดูดโดยติดตั้งปลั๊กสูงจากพื้นอยางนอย 1.5 เมตร หรือใชอุปกรณปดปลั๊กไฟ  ไมปลอยใหเด็กนั่งเลนน้ําตามลําพังแมเพียงชั่วขณะ  การโดยสารรถยนตอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและ หันหนาไปดานหลังรถ อยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  ชื่นชมและใหกําลังใจที่พอแมดูแลลูกอยางเหมาะสม  แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 18 เดือน
  • 21.
    15 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 18 เดือน การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ในชวงที่ผานมา  วัยนี้เริ่มมีความเปนตัวของตัวเองหรือที่ผูใหญเรียกวาดื้อ ประเมินวาเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง อยางไร วิธีการสื่อสารของเด็กในสถานการณตางๆ และพอแมตอบสนองตอพฤติกรรมเหลานี้อยางไร  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก การเปลี่ยนแปลง ภายในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็ก รวมทั้งทาที น้ําเสียงที่พอแมใช  ประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต  ตรวจรางกายตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิ่งการตรวจวามีฟนผุหรือเปลา ทายืนทาเดิน การคัดกรอง  คัดกรองพัฒนาการ โดยการซักถามรวมกับการสังเกตพฤติกรรม เด็กอายุ 18 เดือนควรพูดคําเดี่ยวที่มี ความหมายไดอยางนอย 3-6 คํา ทําตามคําสั่งงายๆ ที่ไมมีทาทางประกอบได ชี้อวัยวะในรางกายได 1 สวน เดินเกาะราวขึ้นบันไดได หรือเด็กบางคนอาจวิ่งได จับดินสอขีดเสนยุงๆ ได ถอดกางเกงไดเอง  ประเมินการไดยินจากพัฒนาการดานภาษาและการสื่อสาร  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ  แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐานที่อายุ 18 เดือน การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ 12-18 เดือน วัคซีนไขสมองอักเสบเจอีเข็มที่ 1 และ 2 หางกัน 4 สัปดาห 18 เดือน วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 4  พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 22.
    16 การใหคําแนะนําแกพอแม การเลี้ยงดู  ใหความรักและเอาใจใส ตอบสนองพอเหมาะกับตัวเด็ก สงเสริมพัฒนาการทุกดาน  สรางกฎกติกาใหเหมาะสมตามวัย การสงเสริมทักษะสําคัญและสุขนิสัยที่ดี  แนะนําเรื่องอาหารที่เหมาะกับวัย: อาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหาร เสริม มื้อละ 6-8 ออนซ วันละ 2-3 มื้อ ดื่มนมจากแกวหรือกลอง ไมใชขวดนมเปนภาชนะ  นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ ประมาณ 10-12 ชั่วโมงตอวัน  ดูแลสุขภาพชองปาก ใหแปรงฟนทุกวัน อยางนอยวันละ 2 ครั้ง  ฝกระเบียบวินัยในการใชชีวิต โดยกําหนดเวลากินอาหาร นอน เลน ใหเปนเวลา  ฝกใหเด็กมีสวนรวมในการชวยเหลือตนเอง เชน กินอาหาร อาบน้ํา นั่งกระโถน แตงตัว เมื่อเด็กทําได ควรชื่นชม การลงโทษควรใชวิธีเพิกเฉยหรือตัดสิทธิ์และหลีกเลี่ยงการตี การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  เด็กควรอยูในสายตาของผูเลี้ยงดู จัดบานและบริเวณรอบบานเพื่อปองกันการพลัดตกหกลม การชน กระแทก จมน้ํา ถูกสารพิษ สัตวกัด ความรอนลวก อันตรายจากไฟฟา และการถูกรถชน  แนะนําใหเริ่มสอนใหเด็กวัยนี้รูจักหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ  ไมใหเด็กดูโทรทัศนหรือใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท  การโดยสารรถยนตอยางปลอดภัย ควรใชที่นั่งนิรภัยสําหรับเด็กทารก โดยติดตั้งตรงที่นั่งดานหลังและ หันหนาไปดานหลังรถ และอยาทิ้งเด็กไวในรถตามลําพัง กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย  ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม  ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 2 ป
  • 23.
    17 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 2 ป การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน ในชวงที่ผานมา  วัยนี้เปนวัยซุกซน สอบถามเรื่องอุบัติเหตุ การเจริญเติบโตพัฒนาการและพฤติกรรม โดยเฉพาะดาน การสื่อสาร การชวยเหลือตนเองในกิจวัตรประจําวัน การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็กรวมทั้งทาทีและน้ําเสียงที่พอแมใช  ประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดเสนรอบศีรษะ และบันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต  ตรวจรางกายตามระบบ ตรวจหาฟนผุหรือเหงือกอักเสบ ตรวจดูตาเหล ตาเข และดูบาดแผลหรือ รอยฟกช้ําตามตัว เพื่อประเมินความปลอดภัยในการเลี้ยงดู  ติดตามพัฒนาการโดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม วัยนี้ชอบเลนเลียนแบบผูใหญ เลนสมมติงายๆ พูดคําเดี่ยวอยางนอย 50 คํา เริ่มพูดเปนวลี 2 คําติดกัน ทําตามคําสั่ง 2 ขั้นตอนได วาดเสนตรง เสนแนวนอน เปดหนังสือไดทีละหนา เดินขึ้นและลงบันไดไดทีละขั้น และวิ่งคลอง การคัดกรอง  ประเมินการไดยิน โดยดูจากพัฒนาการดานการพูดและการสื่อสาร  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ  แนะนําใหคัดกรองพัฒนาการดวยเครื่องมือมาตรฐาน ในชวงอายุ 2-4 ป อยางนอย 1 ครั้ง การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ วัคซีนไขสมองอักเสบเจอี ครั้งที่ 3 (1 ปหลังจากไดรับชุดแรก)  พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 24.
    18 การใหคําแนะนําแกพอแม การเลี้ยงดู  ใหความรักและเอาใจใสโดยไมตามใจ  เขาใจอารมณและพฤติกรรมเพราะเด็กจะมีความเปนตัวของตัวเองเพิ่มขึ้น แตยังพูดสื่อสารไดไมดี จึงทํา ใหเด็กหงุดหงิดงายแสดงพฤติกรรมไมเหมาะสม เชน กรีดรองหรือดิ้นกับพื้น เมื่อไมไดดั่งใจ  สรางกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย  สงเสริมพัฒนาการทุกดาน โดยเฉพาะอยางยิ่งดานภาษา ผานการเลนและการอานนิทานรูปภาพ การสงเสริมทักษะสําคัญ  ฝกใหเด็กชวยเหลือตัวเอง โดยใหทําสิ่งตางๆดวยตัวเองเพิ่มขึ้น เชน ขับถายโดยนั่งกระโถน กินขาว ถอดกางเกง โดยสรางแรงจูงใจ ไมบีบบังคับ และชมเชยเมื่อเด็กทําไดแมวาจะไมเรียบรอยในชวงแรก  การฝกระเบียบวินัยในการใชชีวิต โดยกําหนดเวลากินอาหาร นอน เลน ใหเปนเวลา เมื่อเด็กทําได ควรชื่นชม ในการลงโทษ ควรใชวิธีเพิกเฉยหรือตัดสิทธิ์ และหลีกเลี่ยงการตี การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี  กินอาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหารเสริม มื้อละ 6-8 ออนซ วันละ 2-3 มื้อ ดื่มนมจากแกวหรือใชหลอดดูดจากกลอง ไมใชขวดนมเปนภาชนะ  นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือประมาณ 10-12 ชั่วโมงตอวัน  สงเสริมใหออกกําลังกายกลางแจง  ฝกใหแปรงฟนเองดวยยาสีฟนทุกวันโดยวิธีสครับ (ถูไปถูมา) แลวผูปกครองแปรงซ้ํา การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  การใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกชนิดรวมแลวไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน ควรเลือกรายการใหเหมาะ กับเด็ก และนั่งดูรวมกัน เพื่อใหมีปฏิสัมพันธ พูดคุย ชี้แนะ ระหวางผูเลี้ยงดูกับเด็ก  ผูเลี้ยงดูควรดูแลใกลชิด จัดบานและบริเวณรอบบานใหปลอดภัย เชน ตูวางของตองวางมั่นคง ไมลม งายเมื่อเด็กโหนหรือปนปาย ตรวจสอบความมั่นคงของประตูรั้วบาน เก็บสารมีพิษใหพนสายตา และ หากเด็กกินสารพิษ ใหติดตอศูนยพิษวิทยา หมายเลขโทรศัพท 022011083, 022468282  แนะนําใหเริ่มสอนเด็กใหวัยนี้รูจักหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ ไมเลนกับสุนัข จรจัดและลูกสุนัขแรกเกิดที่มีแมอยูดวย ไมรังแกสัตว  แนะนําการใชหมวกนิรภัยและที่นั่งนิรภัย ในการโดยสารยานพาหนะ กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย  ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกอบรมลูกในทางที่เหมาะสม  ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  แจงวันนัดพบครั้งตอไปเมื่อเด็กอายุ 3 ป
  • 25.
    19 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 3-4 ป การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวล ความเจ็บปวย การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน ในชวงที่ผานมา  วัยนี้เปนวัยที่อยากรูอยากเห็น ชอบตั้งคําถาม เริ่มรูจักการตอรอง ควรสอบถามการเจริญเติบโต พัฒนาการและพฤติกรรม โดยเฉพาะดานการสื่อสาร การชวยเหลือตนเอง และกิจวัตรประจําวัน การตรวจรางกาย  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแม สังเกตวิธีการที่พอแมดูแลเด็ก รวมทั้งทาที น้ําเสียงที่พอแมใช  ตรวจประเมิน: การเจริญเติบโดยการประเมินสัดสวนของน้ําหนักตอสวนสูง ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูงและ บันทึกลงในกราฟการเจริญเติบโต วัดความดันโลหิต  ตรวจรางกายตามระบบ โดยเฉพาะอยางยิ่งเรื่องฟนผุ แผนคราบฟน สีของฟน สุขภาพเหงือกและ ภาวะเหงือกอักเสบ การคัดกรอง  คัดกรองพัฒนาการ โดยการซักถามและสังเกตพฤติกรรม 3 ป ชวยตัวเองในกิจวัตรประจําวันไดดี และชอบเลนสมมติ เลนรวมกับผูอื่น บอกชื่อตัวเองและ เพศของตนเองได บอกความตองการได เดินขึ้นบันไดสลับเทา ขี่จักรยาน วาดรูปวงกลมตามแบบ 4 ป พูดไดชัด บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได รูจักสี 4 สี วาดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสได แตงตัวเองได คงสมาธิในการฟงนิทานไดดี รูจักรอคอย เลนสมมติได  ตรวจวัดสายตาโดยใช picture tests (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)  ประเมินการไดยิน โดยดูจากพัฒนาการการพูดและสื่อภาษา รวมทั้งการสังเกตความชัดของคําพูดของ เด็ก (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)  ตรวจคัดกรองภาวะซีดโดยวัดระดับฮีโมโกลบินหรือฮีมาโตคริท (1 ครั้งในชวงอายุ 3-6 ป)  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ครั้งที่ 5 วัคซีนโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2  พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 26.
    20 การใหคําแนะนําแกพอแม วิธีการเลี้ยงดู  ใหความรัก ใกลชิดและไมตามใจ เปนแบบอยางที่ดีใหลูก สื่อสารเชิงบวก ไมพูดคําหยาบคาย ใจเย็น รอคอย ควบคุมอารมณไดเวลาไมพอใจ สงเสริมพัฒนาการทุกดาน  สงเสริมใหเด็กเปนตัวของตัวเอง เชน ชวยตัวเอง มีสวนรวมในการคิด เลือก และตัดสินใจในบางเรื่อง ใหเรียนรูโดยใชวิธีลองผิดลองถูก เด็กจะไดภาคภูมิใจเมื่อทําไดสําเร็จ  สรางกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย และจัดระเบียบวินัยในกิจวัตรประจําวัน  เนนการคิดดี-ทําดี ชวยตัวเองและชวยคนในบาน พูดดานดีและเชิงบวก  ใหเวลาฝกฝนเด็กใหเกิดความสามารถหลายดาน เชน ใหรับผิดชอบ ทํางานบาน จัดกระเปา เปนตน อยาเนนดานการเรียนเพียงอยางเดียว ควรชื่นชมเมื่อเด็กทําได การลงโทษควรใชวิธีเพิกเฉยหรือ ตัดสิทธิ์ และหลีกเลี่ยงการตี การสงเสริมทักษะสําคัญ  สงเสริมการอานหนังสือนิทาน ทํากิจกรรมวาดรูป เลนรวมกับคนอื่น และออกกําลังกายกลางแจง  เริ่มฝกควบคุมความโกรธเบื้องตน ชวยใหเด็กเลาเรื่องที่ทําใหไมพอใจ โกรธ เสียใจ หงุดหงิด ดีใจ การปรับตัวใหอยูรวมกันกับพี่นองและเพื่อนๆ ไดอยางสันติ  ฝกใหชวยเหลืองานบานงายๆ เชน เก็บของเลน ของใช ใหรับผิดชอบตนเอง  ฝกระเบียบวินัยในกิจวัตรประจําวัน เชน กําหนดเวลากิน นอน เลน ใหเปนเวลา  สงเสริมใหพี่นองเลนดวยกัน ชวยเหลือกันและกัน ปรับตัวเขาหากัน การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี  อาหาร 5 หมูเปนอาหารหลัก 3 มื้อ รวมกับดื่มนมรสจืดเปนอาหารเสริม หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน แปรงฟนโดยใชยาสีฟนวันละ 2 ครั้ง แลวผูปกครองแปรงซ้ํา  นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน  ฝกใหขับถายใหเปนเวลา โดยชวยตัวเองใหมากที่สุด  เนนการออกกําลังกายกลางแจง การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  การใชสื่อผานจออิเล็กทรอนิกสทุกชนิด รวมแลวไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน ควรเลือกรายการใหเหมาะ กับเด็ก และนั่งดูรวมกันเพื่อใหมีปฏิสัมพันธ พูดคุย ชี้แนะ ระหวางผูเลี้ยงดูกับเด็ก  พอแมควรดูแลใกลชิด จัดบานและบริเวณรอบบานเพื่อปองกันอันตรายจากการพลัดตกหกลม การชน กระแทก การจมน้ํา สารพิษ สัตวกัด ความรอนลวกและอันตรายจากไฟฟา เก็บสิ่งของอันตราย เชน ปน สารเคมี ยา ในที่ปลอดภัยใหพนสายตาและมือเด็ก  หามเด็กขามถนนโดยลําพัง สอนใหหลีกเลี่ยงการเขาใกลแหลงน้ําและจุดอันตรายอื่นๆ ฝกสอนทักษะ การลอยตัวและวายน้ําระยะสั้น  สอนใหระวังภัยจากคนแปลกหนาและวิธีการแกไขสถานการณงายๆ กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย และทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดในวันนี้  ชื่นชมเด็กที่แสดงความสามารถได และใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม  แจงวันนัดพบครั้งตอไป เมื่อเด็กอายุ 6 ป
  • 27.
    21 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัย 6-10 ป (ควรติดตามและประเมินสุขภาพเด็ก3 ครั้ง ที่อายุ 6 ป 8 ป และ 10 ป) การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป  ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลที่มีในชวงที่ผานมา  ทบทวนความเจ็บปวยที่ผานมา การเขาเรียนระดับประถมศึกษา การดําเนินชีวิต เพื่อน ปฏิสัมพันธ กับพอแม ครู  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ความเครียด การเปลี่ยนแปลง ภายในครอบครัว  ประเมินพฤติกรรม การใหความรวมมือ ความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว และที่โรงเรียน การตรวจรางกาย การวัดและประเมินผล  สังเกตปฏิสัมพันธระหวางเด็กกับพอแมหรือผูเลี้ยงดู  ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง ประเมินสัดสวนของน้ําหนักตอสวนสูง วัดความดันโลหิต ลงขอมูลในตาราง growth chart  ตรวจรางกายตามระบบ ดูรองรอยการถูกทําราย รอยดําดานหลังคอในกรณีอวน  ตรวจสุขภาพชองปากฟนและการสบกันของฟน  ประเมินการเปลี่ยนแปลงทางรางกายเขาสูวัยหนุมสาว  ประเมินพฤติกรรม ความรับผิดชอบตอตนเอง ครอบครัว การเรียนและความสัมพันธกับเพื่อนที่ โรงเรียน การคัดกรอง  ตรวจสายตาโดยใชเครื่องมือ เชน Snellen chart หรือ E-chart (1 ครั้งที่ชวงอายุ 6-10 ป) ถาระดับสายตาแยกวาหรือเทากับ 20/40 หรือ 6/12 อยางนอยหนึ่งขาง สงตอจักษุแพทย  ตรวจการไดยินโดยการซักถาม และใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (1 ครั้งที่ชวงอายุ 4-6 ป) โดยใช นิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ถูกันเบาๆ หางจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ตรวจหูทีละขาง ถาขางใดไมไดยินเสียงให สงสัยวาหูขางนั้นมีความผิดปรกติ สาเหตุที่พบบอยคือขี้หูอุดตันและหูชั้นกลางอักเสบ  ตรวจคาความเขมขนเลือดเพื่อคัดกรองภาวะซีด (1 ครั้งที่ชวงอายุ 4 -6 ป) ถาฮีมาโตรคริต <35% หรือ ฮีโมโกลบิน <11.5 ก./ดล. ควรไดรับการรักษาหรือสงตอ และติดตามเปนระยะ โดยเฉพาะอยาง ยิ่งเด็กที่มีความเสี่ยงตอภาวะซีด เชน น้ําหนักตัวต่ํากวาเกณฑ  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ (วัดระดับตะกั่ว ไขมันในเลือด ทดสอบการติดเชื้อวัณโรค ในกรณีที่มีขอบงชี้) การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ 5 ป ฉีดวัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ครั้งที่ 5 และ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ครั้งที่ 2  พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม
  • 28.
    22 การใหคําแนะนําพอแม การเลี้ยงดู  ใหความรัก เอาใจใสตอตัวเด็กตอบสนองพอเหมาะ ไมตามใจ ติดตามการปรับตัวที่โรงเรียน  ปรับกฎเกณฑกติกาใหเหมาะสมตามวัย และใหใกลเคียงกับกฎเกณฑกติกาของโรงเรียน  ใหชวยตนเองและผูอื่น ใหทํางานบาน เพิ่มความสามารถในการแกปญหา  ฝกใหเด็กคิดดี พูดดีดานบวก ทําดี โดยสงเสริมใหเด็กเปนตัวของตัวเองมากขึ้น การสงเสริมทักษะสําคัญ  ฝกความรับผิดชอบตอตนเองและของใช ใหชวยงานบาน และรับผิดชอบงานที่โรงเรียน  ฝกเรื่องความอดทน อดกลั้น การตรงเวลา รักการอานหนังสือ  ใหเผชิญสภาพแวดลอมหลายแบบ เพื่อใหเด็กปรับตัวและเพิ่มความสามารถในการแกปญหา การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี  กินอาหารใหครบ 5 หมู หลีกเลี่ยงอาหารหวาน เค็ม และไขมันสูง  นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน  ออกกําลังกายสม่ําเสมอทุกวัน หรือมีกิจกรรมที่ออกแรงอยางนอย 30 นาทีตอวัน  สนับสนุนและชวยเหลือดานการเรียน ใหแบงเวลาเรียนใหเหมาะสม แนะวิธีจัดการความเครียด  แปรงฟนและใชไหมขัดฟน โรงเรียนและการเรียน  ติดตามการบาน สงเสริมทักษะดานการอาน เขียนหนังสือและการคิดคํานวณ สรางนิสัยชอบคนควา หาความรูจัด หาที่สงบใหเด็กไดทําการบานและทบทวนแบบเรียน  พิจารณาแผนการเรียนรูเฉพาะบุคคลในรายที่มีปญหาดานการเรียน  ฝกใหเลนกีฬาเปนหลายอยาง เปดโอกาสใหไดเลนกีฬากับเพื่อน สงเสริมการคบเพื่อนหลายกลุม  สงเสริมการปรับตัวในหลายสถานการณ พัฒนาความสามารถรอบดาน การทํากิจกรรมทั้งในและนอก หลักสูตร การปองกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยง  กําหนดเวลาดูโทรทัศน ใชคอมพิวเตอร และจออิเล็กทรอนิกสทุกประเภท ไมเกิน 1-2 ชั่วโมงตอวัน โดยเลือกรายการใหเหมาะสมกับวัย นั่งดูรวมกับเด็กและมีการพูดคุยชี้แนะ ควรใชเวลาสวนใหญทํา กิจกรรมอื่นๆ รวมกับเด็ก  สอนทักษะความปลอดภัยทางน้ํา โดยใหรูจักหลีกเลี่ยงแหลงน้ําที่มีความเสี่ยง ฝกลอยตัวและวายน้ํา ระยะสั้น ใชชูชีพเมื่อตองเดินทางทางน้ํา ชวยเหลือผูจมน้ําโดยการตะโกน  ฝกใหขี่จักรยานเมื่ออายุมากกวา 5 ป อยางถูกวิธีและปลอดภัย (ขี่จักรยานริมทาง ขับไมสวนทาง ทําตามกฎจราจร) และไมใหเด็กโดยสารนั่งหรือยืนดานหลังรถกระบะ เด็กที่อายุนอยกวา 9 ป ตองใชที่ นั่งเสริมใหสูงพอที่จะใชเข็มขัดนิรภัย  แนะนําการใชหมวกนิรภัยเมื่อโดยสารรถจักรยานยนต และใชที่นั่งนิรภัยหรือเข็มขัด (>9 ป) เมื่อโดยสารรถยนต
  • 29.
    23  ไมปลอยใหเด็กอยูกับคนแปลกหนาตามลําพัง และสอนเด็กไมใหรับของหรือไมไปกับคนแปลกหนา ใหอยูในบริเวณที่ปลอดภัยที่ถูกกําหนดไว หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ โดยสอนเด็กที่เริ่มเปนหนุมเปนสาวใหหลีกเลี่ยงการคบหากับผูใหญหรือ เพื่อนตางเพศ ที่บอกใหเด็กพูดโกหกเรื่องความสัมพันธตอพอแมหรือผูปกครอง  สอนใหเด็กปองกันตัวและบอกผูปกครอง เมื่อมีผูอื่นมากระทําหรือปฏิบัติโดยมิชอบตอรางกาย  แนะนําเรื่องโทษของเหลา บุหรี่ และสารเสพติด กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย  ชื่นชมความสามารถของเด็กในระหวางการประเมิน  ชื่นชมและใหกําลังใจพอแมที่ฝกฝนลูกในทางที่เหมาะสม  ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  แจงวันนัดพบครั้งตอไปตามตารางที่แนะนํา
  • 30.
    24 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม เด็กวัยรุน อายุ 11-18ป การประเมินสุขภาพและปญหาทั่วไป  ทักทายและสอบถามปญหาหรือความกังวลในชวงที่ผานมา  ทบทวนความเจ็บปวยที่ผานมา การเรียน การดําเนินชีวิต เพื่อน ปฏิสัมพันธกับพอแม ครู  สอบถามอาการตามระบบ การเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของ รางกาย อารมณ ความคิด จิตใจ และการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว การประเมินความเสี่ยง  ซักถามวัยรุนตามลําพัง เกี่ยวกับความสัมพันธภายในบาน การกินอาหาร การเรียนหรือการงาน กิจกรรมและเพื่อน การใชยาหรือสารเสพติด พฤติกรรมทางเพศ อารมณและความรูสึกเศราความรูสึก อยากทํารายตัวเอง ความรุนแรงและความปลอดภัย รวมทั้งประเมินความรุนแรงของปญหาที่พบ (HEEADSSS = Home, Eating, Education/Employment, Activity and friends, Drugs, Sexuality, Suicidal ideation/mood, Safety and violence) การตรวจรางกาย  ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง วัดความดันโลหิต คํานวณคาดัชนีมวลกาย (BMI) ลงขอมูลในตาราง growth chart  ตรวจรางกายตามระบบ ดูรองรอยสิว รอยสัก รอยเจาะ รองรอยการถูกทําราย รอยดําดานหลังคอใน เด็กที่อวน  กระดูกสันหลัง: ดูการโคงงอของสันหลัง (scoliosis) โดยใช Adam’s forward bending test  ดูการเปลี่ยนแปลงทางรางกายเขาสูวัยหนุมสาว  ตรวจหนาอกดูการเปลี่ยนแปลงของเตานมทั้งหญิงชาย  อวัยวะเพศ หญิง: ดูลักษณะขนหัวหนาว (SMR) อาการบงชี้วาติดเชื้อ ตรวจภายในถามีตกขาวหรือเลือดออก ผิดปกติ เปนตน ชาย: ดูขนาดของอัณฑะและขนหัวหนาว (SMR) ลักษณะที่บงชี้วาติดเชื้อ ภาวะไสเลื่อน ถุงน้ํากอน เสนเลือดขอด เปนตน (SMR = Sexual maturation rate, พัฒนาการทางเพศ ) การคัดกรอง  ตรวจสายตาโดยใชเครื่องมือ เชน การใช Snellen chart ถาระดับสายตาแยกวาหรือเทากับ 20/40 หรือ 6/12 อยางนอยหนึ่งขาง ควรสงพบจักษุแพทย  ตรวจการไดยินโดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย โดยใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ถูกันเบาๆ หางจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ตรวจหูทีละขาง (1 ครั้งที่ชวงอายุ 11-18 ป)  ตรวจคาความเขมขนเลือด (1 ครั้งที่ชวงอายุ 11-18 ป เพื่อคัดกรองภาวะซีดในวัยรุนหญิงที่มี ประจําเดือนหรือขาดอาหารหรือทานมังสวิรัติ ถาคาฮีมาโตรคริต Hct<35% หรือ ฮีโมโกลบิน Hb <11.5 ก./ดล. ควรไดรับการรักษาหรือสงตอ)  คัดกรองความเสี่ยงตอการสัมผัสโรควัณโรค สารตะกั่ว และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยการซักประวัติ (วัดระดับตะกั่ว ไขมันในเลือด ทดสอบวัณโรค ในกรณีที่มีขอบงชี้)  ตรวจหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ ในกรณีที่มีขอบงชี้
  • 31.
    25 การใหวัคซีน  ทบทวนประวัติการไดรับวัคซีน  ใหวัคซีนตามอายุดังนี้ อายุ10 ป ฉีดวัคซีน คอตีบ บาดทะยัก และใหซ้ําทุก 10 ป พิจารณาการใหวัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม การใหคําแนะนํา การเลี้ยงดู  ทําความเขาใจพัฒนาการของวัยรุนที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกดาน รับฟง เขาใจความคิด ความรูสึก สงเสริมใหแสดงความคิดเห็นของตนเอง รวมทั้งอธิบายใหวัยรุนเขาใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง  เปนแบบอยางที่ดี เปนที่ปรึกษาและชี้แนะวัยรุนไดเหมาะสม ปลูกฝงการมีจิตสาธารณะ  ปรับกติกาในบานใหเหมาะสมกับวัยรุน มอบงานที่เหมาะสมใหรับผิดชอบ  สนับสนุนเรื่องเรียนและการทํากิจกรรมตางๆ ยามวาง เพื่อใหมีประสบการณ  สงเสริมใหเปนตัวของตัวเอง แตพรอมขัดขวางถาวัยรุนทําพฤติกรรมเสี่ยงหรือไมเหมาะสม การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี  นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ คือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมงตอวัน  อาหารใหครบ 5 หมู ไดแคลเซียม 1,000-1,300 มิลลิกรัมตอวัน รวมพลังงานตอวันสําหรับวัยรุนหญิง 1,600-1,800 กิโลแคลอรี วัยรุนชาย 1,800-2,200 กิโลแคลอรี  ออกกําลังกายสม่ําเสมอทุกวัน หรือมีกิจกรรมที่ออกแรงอยางนอย 1 ชั่วโมงตอวัน ใชเวลากับ สื่ออิเล็กทรอนิกสหรือคอมพิวเตอรไมควรเกิน 2 ชั่วโมงตอวัน  สนับสนุน ชวยเหลือดานการเรียน ใหแบงเวลาเรียนใหเหมาะสม แนะวิธีจัดการความเครียด  แปรงฟนและใชไหมขัดฟน แนวทางลดความเสี่ยง  ใหความรูเรื่องเพศศึกษา สอนใหงดหรือหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธสําหรับผูที่มีความเสี่ยงเรื่องเพศ ใหแนะนําวิธีปองกันการตั้งครรภและการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ  งดหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอลและการใชสารเสพติดทุกชนิด กรณีที่ใชอยูแนะนํา ใหลดการใช และปองกันภาวะแทรกซอนที่อาจเกิดขึ้นได  หลีกเลี่ยงสถานการณอันตรายตอการถูกทําราย หรือถูกลวงละเมิด ฝกการปฏิเสธและการแกปญหา เฉพาะหนาในสถานการณที่เสี่ยงสูง ไมใชความรุนแรงเพื่อแกปญหา  สงเสริมการปฏิบัติตามกฏจราจร สวมหมวกนิรภัยหรือคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ กอนกลับ  เปดโอกาสใหถามสิ่งที่สงสัย  ทบทวนสรุปเรื่องที่พูดคุยหรือแนวทางแกไขปญหาที่ไดรับในวันนี้  แจงวันนัดพบครั้งตอไป  ใหเบอรโทรศัพทติดตอแกวัยรุนกรณีมีปญหาหรือขอสงสัย
  • 32.
    26 บรรณานุกรม 1. Bright Future/ American Academy of Pediatrics. Recommendations for Preventive Pediatric Health Care. 2008. https://www.healthychildren.org/Documents/worksheets/immunizations/Periodicity_Sche dule.pdf 2. Hagan JF, Shaw JS, Duncan P, eds. Bright Future: Guidelines for Health Supervision of Infants, Children, and Adolescents. 3rd ed. Pocket Guide. Illinois: American Academy of Pediatrics. 2008; p 515-59. 3. กําหนดการใหวัคซีนตามแผนงานสรางเสริมภูมิคุมกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข. แผนงานสรางเสริม ภูมิคุมกันโรค สํานักโรคติดตอทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (http://thaigcd.ddc.moph.go.th/mediapublics/download/300) 4. กุลกัญญา โชคไพบูลยกิจ, เกษวดี ลาภพระ, จุฑารัตน เมฆมัลลิกา, ฐิติอร นาคบุญนํา, อัจฉรา ตั้งสถาพร พงษ (บรรณาธิการ). ตําราวัคซีนและการสรางเสริมภูมิคุมกันโรค ป 2556 สํานักโรคติดตอทั่วไป กรม ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พิมพครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา; พ.ศ. 2556 (http://thaigcd.ddc.moph.go.th/knowledges/view/206) 5. Greer FR, Krebs NF; American Academy of Pediatrics Committee on Nutrition. Optimizing Bone Health and Calcium Intakes of Infants, Children, and Adolescents. Pediatrics, 2006;117(2):578-85. 6. Gidding SS, Dennison BA, Birch LL, Daniels SR, Gilman MW, Lichtenstein AH, et al. Dietary Recommendations for Children and Adolescents: A Guide for Practitioners. Pediatrics, 2006;117(2):544-59. 7. พงษศักดิ์ นอยพยัคฆ, วินัดดา ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท, ประสบศรี อึ้งถาวร (บรรณาธิการ). Guideline in Child Health Supervision ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหงประเทศ ไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทสรรพสาร จํากัด; พ.ศ. 2557
  • 33.
    27 คําชี้แจงเพิ่มเติม การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม กลุมวัยเด็กและวัยรุน (อายุ 0– 18 ป) การซักประวัติ(1) เนนประเด็นที่พอแมมีความกังวลและความเสี่ยงตอการเกิดโรค อาทิ ประวัติสัมผัสผูปวยวัณโรค ประวัติสัมผัสสารตะกั่ว ประวัติไขมันโลหิตสูงในครอบครัว แนะนําการเลี้ยงดู การสงเสริมสุขนิสัยที่ดี ปองกัน อุบัติเหตุและลดความเสี่ยง การตรวจรางกาย  การติดตามเฝาระวังพัฒนาการ(1) ดู แนวทางการสงเสริมพัฒนาการเด็กในสังคมไทย ใน Guideline in Child Health Supervision โดย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหง ประเทศไทย พ.ศ. 2557 ตอนที่ 1 บทที่ 2  การตรวจคัดกรองพัฒนาการ(2) ดู คูมือเฝาระวังและสงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual, DSPM) โดย กระทรวงสาธารณสุข http://www.thaichilddevelopment.com/ - ดานการเคลื่อนไหว - ดานการใชกลามเนื้อมัดเล็กและสติปญญา - ดานการเขาใจภาษา - ดานการใชภาษา - ดานการชวยเหลือตัวเองและสังคม ปญหาทางจิตใจ สังคม พฤติกรรมและการเรียนรู ราชวิทยาลัยกุมารแพทยแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินปญหาดานตางๆ ที่มีผลตอการพัฒนาการ และจิตใจ  การเปลี่ยนแปลงในครอบครัว ความตึงเครียดในบาน  การสื่อสาร การชวยเหลือตัวเอง การคัดกรองและการตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจคัดกรองการไดยินในทารกแรกเกิด ควรตรวจภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด โดยใชเครื่องมือพิเศษ คือ Otoacoustic Emissions (OAE) (ความไวรอยละ 66.7 และ ความจําเพาะรอยละ 98.8)(3) หรือ Automated Auditory Brainstem Response (AABR) (ความไวรอยละ 96 และความจําเพาะรอยละ 98)(4) หากตรวจพบวามีความผิดปกติ ให สงตอแพทยดานโสตศอนาสิก เพื่อการตรวจวินิจฉัยอยางเหมาะสมตอไป Joint Committee on Infant Hearing (JCIH 2007) แนะนําใหตรวจคัดกรองการไดยินในทารก แรกเกิดทุกราย ตอมาองคการอนามัยโลกรายงานเมื่อป 2009 ใน Newborn and infant hearing screening: Current issues and guiding principles for action วายังไมมีนโยบายในการตรวจคัดกรองการ ไดยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย
  • 34.
    28 การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะที่จะทําใหสมองพิการ การตรวจ Thyroid StimulatingHormone (TSH) เพื่อคัดกรองภาวะพรองไทรอยดฮอรโมนแต กําเนิด (Congenital Hypothyroidism, CHT) การตรวจคัดกรองโรค PKU (ที่เกิดจากภาวะพรองเอนไซม phenylalanine hydroxylase ซึ่งยอย สลาย phenylalanine ซึ่งเปน amino acid ชนิดหนึ่ง) โดยการสงตรวจเลือดในวันที่ 2-3 หลังเกิดเมื่อทารก เริ่มกินนมบางแลว เพื่อตรวจหาระดับ phenylalanine และสงตรวจ TSH ไปพรอมกัน การตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงที่จะเปนโรคที่มีมาแตกําเนิดทั้งสองโรคนี้ มีวัตถุประสงค เพื่อปองกันการเกิดภาวะปญญาออนหรือภาวะทุพพลภาพอันเกิดจากการเปนโรคนั้นๆ โดยที่เด็กไดรับการ วินิจฉัยและรักษาอยางรวดเร็ว การตรวจระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต ตรวจใน 3 ชวงอายุ คือ 6-12 เดือน 3-6 ป และ ชวงวัยรุน ภาวะโลหิตจางในเด็กสวนใหญเกิดจาก การขาดธาตุเหล็ก และ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (อางอิงจากสถานการณภาวะโลหิตจางในเด็กของประเทศไทย) เอกสารอางอิง 1. พงษศักดิ์ นอยพยัคฆ, วินัดดา ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท, ประสบศรี อึ้งถาวร (บรรณาธิการ). Guideline in Child Health Supervision ราชวิทยาลัยกุมารแพทย และสมาคมกุมารแพทยแหงประเทศ ไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทสรรพสาร จํากัด; พ.ศ. 2557 2. คูมือเฝาระวังและสงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual, DSPM) กระทรวงสาธารณสุข (http://www.thaichilddevelopment.com/) 3. Yousefi J, Ajalloueyan M, Amirsalari S, Hassanali M. The specificity and sensitivity of transient otoacustic emission in neonatal hearing screening compared with diagnostic test of auditory brain stem response in Tehran hospitals, Iran. J Pediatr. 2013;23(2):199-204. 4. Hemmann BS, Thomton AR, Joseph JM. Automed infant hearing screening using ABR: Development and validation. Am J Audiol 1995;4(2),6-14.
  • 35.
  • 36.
  • 37.
    31 ตารางที่ 2 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน(อายุ 18-60 ป) การตรวจสุขภาพ อายุ (ป) 18-19 20-29 30-39 40-49 50-60 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 1.การซักประวัติ†                                            2.การใชแบบประเมิน สุขภาพ†                                            3.การตรวจรางกาย - การตรวจรางกาย ประจําป†                                            - ตรวจตา โดยทีมจักษุ ในการดูแลของจักษุแพทย 1ครั้ง -ตรวจเตานมโดยแพทย/ บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับ การฝกอบรม (CBE)‡                          4.การตรวจทางหองปฏิบัติการ - ความสมบูรณของเม็ด เลือด (CBC) 1ครั้ง - ระดับน้ําตาลในเลือด (FPG)          - ระดับไขมันในเลือด (Totalcholesterol&HDL cholesterol)          5.การตรวจคัดกรองมะเร็ง - มะเร็งปากมดลูก: Pap smear            หรือ VIA       ตรวจPapsmearเทานั้น - มะเร็งลําไสใหญ: ตรวจหา เลือดในอุจจาระ (FOBT)            6.การตรวจคัดกรองทาง อาชีวอนามัย ตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยง † ดูตารางที่ 2.1, ‡ เฉพาะผูหญิง, * แนะนําใหทํา, CBC = Complete Blood Count, CBE = Clinical Breast Examination, FPG = Fasting Plasma Glucose, VIA = visual inspection with acetic acid, FOBT = Fecal Occult Blood Test
  • 38.
    32 ตารางที่ 2.1 การซักประวัติและตรวจรางกายในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) การตรวจประจําป (ปละครั้ง ทุกป) ตั้งแตอายุ 18 ป จนถึง 60 ป  การซักประวัติ เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ สุขภาพทั่วไป การประกอบอาชีพ การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/ สารเสพติด การสัมผัสวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่เปนวัณโรค ในชวง 5 ป พฤติกรรมทางเพศ/ การปองกัน/ การคุมกําเนิด การตรวจเตานมดวยตนเองทุกเดือนอยางถูกตอง เฉพาะผูหญิง การไดรับวัคซีน dT หรือ DPT ภายใน 10 ป ประเมินวัยทํางาน ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม ค1 ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดดวยแบบประเมิน Thai CV risk score (แบบไมใชคาไขมันในเลือด) ค1 กรณีที่ซักประวัติแลวพบวามีความเสี่ยง ประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ ดวย Fagerstrom Test ประเมินปญหาจากแอลกอฮอล ดวยแบบประเมิน AUDIT ประเมินการใชสารเสพติดดวย แบบคัดกรอง V2 ง1 การตรวจรางกายทุกป ปละครั้ง ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง คํานวณคาดัชนีมวลกาย ค1 วัดเสนรอบเอว ค1 คลําชีพจร วัดความดันโลหิต อยางนอยปละครั้ง ก1 ตรวจรางกายตามระบบ ง1 ตรวจการไดยินดวย finger rub test ค1 ตรวจชองปาก โดยทันตแพทย หรือ ทันตาภิบาล ข3 การตรวจรางกายตามระยะเวลา ตรวจตา โดยทีมจักษุในการดูแลของจักษุแพทย 1 ครั้ง ชวงอายุ 40-60 ป ง1 ตรวจเตานมโดยแพทย/ บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรม อายุ 30-39 ป ทุก 3 ป อายุ 40 ปขึ้นไป ทุกป ก2 = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
  • 39.
    33 ตารางที่ 2.2 การตรวจทางหองปฏิบัติการในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) รายการ ภาวะที่คัดกรอง อายุ / ความถี่  การตรวจเม็ดเลือด และการตรวจทางเคมี การตรวจเม็ดเลือด (CBC) ภาวะโลหิตจาง ตรวจ 1 ครั้ง ไมตรวจ หากเคยตรวจแลว ง1 ระดับน้ําตาลในเลือด (FPG) เบาหวาน อายุ 35 ปขึ้นไป/ ทุก 3 ป ค1 ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด (Total cholesterol & HDL cholesterol) ปจจัยเสี่ยงตอโรคหัวใจและ หลอดเลือด อายุ 20 ปขึ้นไป/ ทุก 5 ป ก1 การตรวจคัดกรองมะเร็ง การตรวจเตานม Clinical breast examination (CBE) มะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป/ ทุก 3 ป อายุ 40 ปขึ้นไป/ ทุกป ก2 การตรวจเนื้อเยื่อจากปากมดลูกดวยวิธี Pap smear หรือ VIA มะเร็งปากมดลูก -Pap smear: ชวงอายุ 30-65 ป/ ทุก 3 ป หยุดตรวจหลัง 65 ป ถา Pap smear ปกติ 3 ครั้ง ติดตอกัน -VIA : ชวงอายุ 30-55ป/ ทุก 5 ป เมื่ออายุ 55 ปขึ้นไป แนะนํา ใหตรวจดวยวิธี Pap smear เทานั้น -หากตรวจไมสม่ําเสมอ พิจารณาหยุดตรวจตาม ความเสี่ยงของแตละคน และ ความเห็นของแพทย ข3 Fecal occult blood test (FOBT) มะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง อายุ 50 ปขึ้นไป/ ทุก 1 ป แนะนําใหตรวจ iFOBT ถา สามารถตรวจได ก1 HBsAg ปจจัยเสี่ยงตอมะเร็งตับ (HCC) ตรวจครั้งเดียว เฉพาะคนที่ เกิดกอน พ.ศ.2535 ง1 การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย โรคจากการทํางาน ตามปจจัยเสี่ยง CBC = Complete blood count, FPG = Fasting plasma glucose, HDL = High density lipoprotein, HBsAg = hepatitis B surface antigen, HCC = Hepatocellular carcinoma, VIA = Visual inspection with acetic acid, iFOBT = Immunochemical fecal occult blood testing  = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
  • 40.
    34 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม กลุมวัยทํางาน (อายุ 18– 60 ป) การซักประวัติ การซักประวัติเปนการรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับสุขภาพทั้งในอดีตและปจจุบัน จัดเปนขั้นตอนแรก และมีความสําคัญมาก ทําใหทราบถึงปจจัยตางๆ ที่อาจสงผลตอสุขภาพ การซักประวัติยังเปนขั้นตอนที่จะสราง สัมพันธภาพระหวางผูตรวจและผูรับการตรวจ สงผลตอการเกิดความรวมมือในการดูแลสุขภาพ การซักประวัติคนในวัยทํางาน ควรไดขอมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงและการคัดกรองสุขภาพ ดังนี้  พฤติกรรมสุขภาพ เชน การกินอาหาร การออกกําลังกาย  การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/ ใชสารเสพติด  การปวยเปนวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่ปวยเปนวัณโรคในระยะ 5 ปที่ผานมา  พฤติกรรมทางเพศ/ การปองกัน/ การคุมกําเนิด  การตรวจเตานมดวยตนเองทุกเดือนอยางถูกตอง  การไดรับวัคซีน DPT หรือ dT ในระยะ 10 ปที่ผานมา  ประวัติการประกอบอาชีพ เพื่อหาความเสี่ยง/ การสัมผัสสารเสี่ยงตางๆ จากการทํางาน  สถานที่อยูอาศัยจริง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงตอโรคบางอยางในบางพื้นที่ การซักประวัติความเสี่ยงโรคจากการประกอบอาชีพสามารถทําไดงายขึ้น โดยการซักประวัติคัดกรอง คําถามคัด กรองที่สําคัญ(1) เชน ลักษณะงานที่ทําปจจัยเสี่ยง และระยะเวลาที่สัมผัส เปนตน การประเมินภาวะซึมเศรา ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม (Two-questions-screening test for depression disorders) สามารถคนหาโรคซึมเศราในชุมชนได เพราะสั้น ใชงาย มีความไวสูง หากตอบ คําถามขอใดขอหนึ่งวา “ใช” และความจําเพาะสูงหากตอบวา “ใช” ทั้งสองขอ(2) การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดดวย Thai CV risk score ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงนี้ แนะนําใหใชในคนไทยที่มีอายุ 35-70 ปที่ยังไมมีโรคหัวใจ และหลอดเลือด โดยแสดงผลการประเมินเปนความเสี่ยงตอการเสียชีวิตหรือเจ็บปวยจากโรคเสนเลือดหัวใจตีบ ตันและโรคเสนเลือดสมองตีบตันในอีก 10 ปขางหนา สามารถใชไดแมไมมีผลตรวจไขมันในเลือด โดยใหใช ขนาดรอบเอวและสวนสูง(3) แบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล/ การติดสารนิโคตินบุหรี่/ การใชสารเสพติด การประเมินผูดื่มสุรา ดวยแบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล (Alcohol Use Disorders Identification Test, AUDIT) เปนขอคําถามจํานวน 10 ขอ แบบทดสอบระดับสารนิโคตินในบุหรี่ (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence) ประกอบดวยคําถาม 6 ขอ คะแนนสูงหมายถึงมีการติดในระดับสูง ผูที่มีประวัติเสพ สารเสพติดควรประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบประเมิน V2
  • 41.
    35 การตรวจรางกาย การชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง การชั่งน้ําหนัก และวัดสวนสูงมีประโยชนในการประเมินสภาวะทั่วไป เชน ภาวะโภชนาการ ดัชนีมวล กาย (body mass index, BMI) เปนตน เพื่อประเมินความเสี่ยงตอโรคเรื้อรังที่เปนปญหาของกลุมวัยทํางาน เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ การวัดความดันโลหิต ความดันโลหิตสูงเปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคไต ฯลฯ โรคหัวใจมีอัตราตายอยางเฉียบพลันสูง การตรวจพบและรักษาความดันโลหิตสูงแตเนิ่นๆ สามารถลดความ เสี่ยงตอการตายจากโรคหัวใจ ทั้งนี้ โรคความดันโลหิตสูงเปนภัยเงียบที่คุกคามชีวิตที่เกิดขึ้นในทุกวัย ที่ไมมี อาการเตือน การที่จะทราบวาเปนความดันโลหิตสูงนั้น จําเปนตองวัดความดันโลหิต การวัดความดันโลหิตทํา ไดงายมาก ไดมีขอแนะนําใหวัดความดันโลหิตอยางนอยปละ 1 ครั้ง(4) การตรวจการไดยิน ปญหาการสูญเสียการไดยินไมไดจํากัดอยูเฉพาะในวัยสูงอายุ การวิจัยพบวาปญหาการไดยินนั้นเพิ่มขึ้น มากในวัยเด็ก และยังมีคนหนุมสาวที่ประสบปญหานี้ในอัตราที่สูงพอควร การสูญเสียการไดยินทําใหคนเรามี ปญหาการสื่อสารและการเขาสังคม ปจจัยที่อาจสงผลทําใหเกิดปญหาหูตึงเร็วกวาปกติ เชน การทํางานในที่ เสียงดัง หรือรับฟงเสียงดังมากเกินไปจากการดูหนัง ฟงเพลง หรือเขาผับ การตรวจคัดกรองการสูญเสียการไดยินดวยวิธี finger rub test สามารถทําไดงาย สะดวก ไมซับซอน มีความไวรอยละ 27 ความจําเพาะรอยละ 98(5) การตรวจตา แมวาการรวบรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 5 การวิจัย ซึ่งสรุปวาการตรวจคัดกรองความบกพรอง ทางสายตาในผูสูงอายุ ใหผลตอสายตาในระยะยาว 2-4 ป ไมตางกันระหวางกลุมที่คัดกรองกับกลุมที่ไมคัด กรอง(6) แตทั้งนี้ การคัดกรองในรายงานดังกลาวเปนการตรวจดวยตัวเอง (self-reported measurement) อีกทั้งไมมีการวางแผนการดูแลรักษาที่ดีหลังการตรวจคัดกรอง คณะผูเชี่ยวชาญดานสุขภาพของกลุมวัยทํางาน มีความเห็นวา ควรมีการตรวจสุขภาพตาโดยการดูแลของจักษุแพทย เพื่อคัดกรองความผิดปรกติตางๆ เชน สายตาพิการ ตอหิน และแนะนําใหตรวจตาในผูที่มีอายุ 40-60 ป อยางนอย 1 ครั้ง การตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด (complete blood count, CBC) ภาวะซีดจากโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียพบไดบอย อุบัติการณในประชากรไทยสูงถึงรอยละ 30 หรือคน ไทยประมาณ 20 ลานคนมียีนของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่ง(7) ดังนั้นจึงแนะนําการตรวจ CBC อยางนอย 1 ครั้ง ในวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) หากไมเคยตรวจมากอน การตรวจระดับไขมันในเลือด ระดับไขมันในเลือดชนิดคอเลสเตอรอลโดยรวม (total cholesterol) ที่สูง และ ระดับคอเลสเตอรอล ชนิด HDL (high-density lipoprotein cholesterol) ที่ต่ํา มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสงผลเสียตอทุกอวัยวะ ระดับ total cholesterol และHDL cholesterol สามารถนําไปใชคํานวณหาความ เสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด (atherosclerotic cardiovascular disease (ASCVD) risk score) ตาม
  • 42.
    36 แนวปฏิบัติการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่จัดทําโดยสมาคมแพทยโรคหัวใจ สหรัฐอเมริกา ได(8) นอกจากนี้ ระดับnon-HDL cholesterol ซึ่งคือผลตางระหวางระดับ total cholesterol และ HDL cholesterol (Non-HDL cholesterol = Total cholesterol - HDL-cholestrol) พบวาระดับ non-HDL cholesterol ที่สูง เปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว (10 ป) อยางชัดเจน และ เปนปจจัยเสี่ยงมากกวา ระดับ LDL (low density lipoprotein) cholesterol ที่สูง(9,10) การตรวจระดับน้ําตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting plasma glucose) การคัดกรองโรคเบาหวานตามแนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2557 โดยสมาคม โรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหตรวจวัดตรวจระดับน้ําตาลในพลาสมาหลังอดอาหารระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปใช 8 ชั่วโมง (fasting plasma glucose) โดยตรวจตั้งแตตั้งแตอายุ 35 ปขึ้นไป และตรวจซ้ําทุก 3 ป การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (cancer screening หรือ cancer early detection) ในปจจุบัน การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหลายชนิดมีประสิทธิผลดี สามารถลดอัตราเสียชีวิตจาก โรคมะเร็งได ไดแก การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer screening) การตรวจคัดกรอง โรคมะเร็งเตานม (breast cancer screening) และการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง (colorectal cancer screening) การตรวจมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจเนื้อเยื่อที่เก็บจากปากมดลูก ดวยวิธี Pap smear (conventional cytology) หรือ VIA (visual inspection with acetic acid) การตรวจ Pap smear ในผูหญิงตั้งแตอายุ 30 ปขึ้นไป ควรตรวจทุก 3 ป จนถึงอายุ 65 ป สามารถ หยุดตรวจไดหากผลตรวจปรกติติดตอกันเปนระยะเวลา 10 ป แตหากไดรับการตรวจไมสม่ําเสมอ ควรตรวจ ตอหลังอายุ 65 ป(12) หรือตามดุลยพินิจของแพทย การวิจัยพบวา การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดวย VIA มีความปลอดภัย สามารถใชไดในทองถิ่น หางไกลของประเทศไทย ผลการตรวจมีความสอดคลองสูงระหวางการตรวจคัดกรองโดยผูเชี่ยวชาญกับผูให การตรวจสุขภาพในพื้นที่(13) แนะนําใหใชวิธีนี้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปในชวงอายุ 30-55 ป(14) หลังจากอายุ 55 ป ควรตรวจดวยวิธี Pap smear เทานั้น การตรวจเตานมโดยผูเชี่ยวชาญ (clinical breast examination, CBE) การตรวจเตานมโดยการตรวจรางกายเพื่อคัดกรองมะเร็ง ที่ใชกันอยู มี 2 วิธี คือ การตรวจดวยตัวเอง (Breast Self Examination, BSE) และการตรวจโดยผูเชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination, CBE) คือ การตรวจโดยแพทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรมมา ทั้งนี้การตรวจดวยตัวเองนั้นมีความไว (sensitivity) ต่ํามาก ขอมูลการวิจัยเบื้องตนจากประเทศอินเดีย(11) พบวาการตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE มี ความไวรอยละ 51.7 (95%CI 38.2, 65.0) และความจําเพาะรอยละ 94.3 (95%CI 94.1, 94.5) เมื่อ เปรียบเทียบการคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE กับการไมคัดกรอง พบวาสามารถผาตัดรักษาเตานมไวได
  • 43.
    37 มากขึ้น รอยละ 12.7พบมะเร็งเตานมระยะเริ่มแรก (ระยะ IIA ลงมา) ไดมากขึ้น รอยละ 18.4 พบระยะ ลุกลาม (ระยะ IIIA ขึ้นไป) ต่ําลงรอยละ 23.3 แนวทางเวชปฏิบัติโดย National Comprehensive Cancer Network® (NCCN® ) ซึ่งเปนความ รวมมือของศูนยมะเร็งจากทั่วโลก 26 แหง แนะนําใหตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมโดย CBE ในสตรีที่ไมมีอาการ โดยตรวจทุก 3 ป เมื่ออายุ 30-39 ป และตรวจทุกป เมื่ออายุ 40 ปขึ้นไป การตรวจหามะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง (colorectal cancer) ผลจากการรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 4 งานวิจัยเปนขอมูลเชิงประจักษที่สนับสนุนการใช fecal occult blood test (FOBT) ในการตรวจคัดกรอง colorectal cancer โดยทําใหสามารถปองกันการ เสียชีวิตดวยมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงได 1/6(15) การตรวจดวยวิธี Immunochemical fecal occult blood testing (iFOBT) มีประสิทธิผลในการคัดกรองสูงกวาวิธี guaiac-based fecal occult blood testing (gFOBT) ประมาณ 2 เทา(16) การศึกษาการคัดกรองมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงดวยวิธี iFOBTในประเทศ ไทย พบวามีความเปนไปไดที่จะนํามาใชในระบบบริการสุขภาพของประเทศ(17) เอกสารอางอิง 1. แนวทางการวินิจฉัยโรคและภัยจากการประกอบอาชีพเบื้องตน. สํานักโรคจากการประกอบอาชีพและ สิ่งแวดลอม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. 2553 2. Arunpongpaisal S, Kongsuk T, Maneeton N, Maneeton B, Wannasawek K, Leejongpermpoon J. Development and validity of two-question-screening test for depressive disorders in Thai I-san community. J Psychiatr Assoc Thailand. 2006;52(2):138- 48. 3. กรมควบคุมโรค. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดในผูปวยเบาหวานและความดันโลหิต สูง. สํานักงานกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก พ.ศ.2558. 4. Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman WC, Green LA, Izzo JL, Jr., et al. Seventh report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure. Hypertension. 2003 Dec;42(6):1206-52. 5. Pirozzo S, Papinczak T, Glasziou P. Whispered voice test for screening for hearing impairment in adults and children: systematic review. BMJ. 2003 Oct 25;327(7421):967. 6. Smeeth L, Iliffe S. Community screening for visual impairment in the elderly. The Cochrane database of systematic reviews. 2006 (3):CD001054. 7. วิชัย เทียนถาวร และคณะ. ความชุกของพาหะธาลัสซีเมียในประเทศ ไทย. วารสารโลหิตวิทยาและเวช ศาสตรบริการโลหิต 2549;16:307-12. 8. Goff DC, Jr., Lloyd-Jones DM, Bennett G, Coady S, D'Agostino RB, Gibbons R, et al. 2013 ACC/AHA guideline on the assessment of cardiovascular risk: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Circulation. 2014 Jun 24;129(25 suppl 2):S49-73. 9. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care. 2003 Jan;26(1):240-2. 10. Boekholdt SM, Arsenault BJ, Mora S, Pedersen TR, LaRosa JC, Nestel PJ, et al. Association of LDL cholesterol, non-HDL cholesterol, and apolipoprotein B levels with risk of
  • 44.
    38 cardiovascular events amongpatients treated with statin: a meta-analysis. Jama. 2012 Mar 28;307(12):1302-9. 11. Sankaranarayanan R, Ramadas K, Thara S, Muwonge R, Prabhakar J, Augustine P, et al. Clinical breast examination: preliminary results from a cluster randomized controlled trial in India. J Natl Cancer Inst 2011;103(19):1476-80. 12. Vesco KK, Whitlock EP, Eder M, Lin J, Burda BU, Senger CA, et al. Screening for Cervical Cancer: A Systematic Evidence Review for the U.S. Preventive Services Task Force. Evidence Synthesis No. 86. AHRQ Publication No. 11-05156- EF-1. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality; May 2011. 13. Gaffikin L, Blumenthal PD, Emerson M, Limpaphayom K, Royal Thai College of O, Gynaecologists JCCCPG. Safety, acceptability, and feasibility of a single-visit approach to cervical-cancer prevention in rural Thailand: a demonstration project. Lancet 2003;361(9360):814-20. 14. Mandelblatt JS, Lawrence WF, Gaffikin L, Limpahayom KK, Lumbiganon P, Warakamin S, et al. Costs and benefits of different strategies to screen for cervical cancer in less- developed countries. J Natl Cancer Inst 2002;94(19):1469-83. 15. Hewitson P, Glasziou P, Irwig L, Towler B, Watson E. Screening for colorectal cancer using the faecal occult blood test, Hemoccult. Cochrane Database Sys Rev 2007 (1):CD001216. 16. Hol L, Wilschut JA, van Ballegooijen M, van Vuuren AJ, van der Valk H, Reijerink JC, et al. Screening for colorectal cancer: random comparison of guaiac and immunochemical faecal occult blood testing at different cut-off levels. Br J Cancer 2009;100(7):1103-10. 17. Khuhaprema T, Sangrajrang S, Lalitwongsa S, Chokvanitphong V, Raunroadroong T, Ratanachu-Ek T, et al. Organised colorectal cancer screening in Lampang Province, Thailand: preliminary results from a pilot implementation programme. BMJ open 2014;4(1):e003671.
  • 45.
  • 46.
  • 47.
  • 48.
    42 ตารางที่ 3 การตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ(อายุ 60 ปขึ้นไป) การตรวจสุขภาพ อายุ (ป) 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80+ 1. การซักประวัติ† * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 2. การใชแบบประเมินสุขภาพ† * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 3. การตรวจรางกาย -การตรวจรางกายประจําป†† * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * -ตรวจตาโดยทีมจักษุในความดูแลของจักษุแพทย 2-4 ป ทุก 1-2 ป -ตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการ ฝกอบรม(CBE) ‡ * * * * * * * * * * 4. การตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจเลือด -ความสมบูรณของเม็ดเลือด (CBC) * * * * * * * * * * * -ระดับน้ําตาลในเลือด (FPG) * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * -ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด (Totalcholesterol&HDLcholesterol) * * * * * -ระดับ serum creatinine (Cr) ดูการทํางานของไต * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * การตรวจปสสาวะ * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 5.การตรวจคัดกรองมะเร็ง -มะเร็งปากมดลูก: Pap smear * * -มะเร็งลําไสใหญ: การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (FOBT) * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * † ดูตารางที่ 3.1 †† ดูตารางที่ 3.2 ‡ เฉพาะผูหญิง *แนะนําใหทํา CBE = Clinical Breast Examination, CBC = CompleteBlood Count, FPG = Fasting PlasmaGlucose, FOBT = Fecal OccultBlood Test ตรวจตามความเหมาะสม ตรวจตามความเหมาะสม
  • 49.
    43 ตารางที่ 3.1 การซักประวัติและประเมินสุขภาพในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) การตรวจประจําป ปละครั้ง ทุกป ตั้งแตอายุ 60 ป ขึ้นไป * การซักประวัติ เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ สุขภาพทั่วไป การสูบบุหรี่/ ดื่มสุรา/สารเสพติด การสัมผัสวัณโรค และบุคคลในครอบครัวที่เปนวัณโรค ในชวง 5 ป การกลืน/ สําลัก การมองเห็น &การไดยิน การหกลม การกลั้นปสสาวะไมอยู การใชแบบประเมินสุขภาพ ภาวะโภชนาการดวยแบบ Thai mini nutrition assessment (MNA) ค1 ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดดวยแบบประเมิน Thai CV risk score (แบบไมใชคาไขมันในเลือด) ค1 ประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนดวย OSTA index (เลือกใช OSTA ตามความ เหมาะสม) ค1 ประเมินสมรรถภาพสมอง ดวย Modified IQCODE (65 ปขึ้นไป) ค1 ประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม ค1 การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวย Barthel ADL index ค1 กรณีที่ซักประวัติแลวพบวามีความเสี่ยง ประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ดวย Fagerstrom Test ประเมินปญหาจากแอลกอฮอล ดวย AUDIT ประเมินการใชสารเสพติดดวย แบบคัดกรอง V2 ง1 ADL = Activity daily living, AUDIT = Alcohol Use Disorders Identification Test, CV = Cardiovascular, Modified IQCODE = Modified Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly, OSTA = Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians * = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
  • 50.
    44 ตารางที่ 3.2 การตรวจรางกายในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) การตรวจประจําป ปละครั้ง ทุกป ตั้งแตอายุ 60 ป ขึ้นไป * การตรวจรางกาย เพื่อคนหาความผิดปรกติและประเมินความเสี่ยงดานสุขภาพ วัดความดันโลหิต (อยางนอย 1 ครั้งตอป เพื่อคัดกรองความดันโลหิตสูง) ก1 คลําชีพจร (เพื่อคัดกรองหัวใจเตนผิดจังหวะ) (Atrial Fibrillation มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke)) ค1 คํานวณหาดัชนีมวลกาย (BMI, Mindex หรือ Demiquet) ชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง ค1 วัด demi-span (ในคนอายุ 65 ปขึ้นไป หรือไมสามารถวัดสวนสูงได) วัดรอบเอว (เพื่อประเมินความเสี่ยง metabolic syndrome) ค1 ตรวจรางกายตามระบบ ง1 ตรวจชองปากและฟน (โดย ทันตแพทย หรือ ทันตาภิบาล เพื่อคัดกรองความผิดปรกติ ในชองปากโดยรวม อาทิ ไมมีฟน เหงือกรน สภาพฟนเทียม) ข3 ตรวจการไดยินดวย finger rub test ค1 ตรวจสายตาดวย Snellen eye chart ง1 ตรวจตา โดยทีมจักษุในความดูแลของจักษุแพทย (คัดกรองความผิดปรกติของตาโดยรวม อาทิ ความดันลูกตาเพื่อตรวจคัดกรองตอหิน ทุก 2-4 ป ในชวงอายุ 60-64 ป และทุก 1-2 ปเมื่อ 65 ปขึ้นไป) ง1 ตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรม (CBE) † (เพื่อตรวจหามะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป ตรวจทุก 3 ป อายุ 40 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป อายุ 70 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจตามความเสี่ยง) ก2 * = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence) BMI = body mass index หรือ ดัชนีมวลกายโดยทั่วไป Mindex = ดัชนีมวลกายของผูสูงอายุเพศหญิง Demiquet = ดัชนีมวลกายของผูสูงอายุเพศชาย demi-span = ระยะจากรอยเวาที่ขอบบนของกระดูกอก (suprasternal notch) ไปถึงบริเวณขอตอกระดูกฝามือกับกระดูกนิ้วมือ (metacarpopha- langeal joint) ตําแหนงระหวางโคนนิ้วกลางกับโคนนิ้วนาง† เฉพาะผูหญิง CBE = Clinical Breast Examination
  • 51.
    45 ตารางที่ 3.3 การตรวจทางหองปฏิบัติการในการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม สําหรับกลุมวัยทํางาน (อายุ 18-60 ป) และกลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) การตรวจ ภาวะที่คัดกรอง อายุ 18-60 ป อายุมากวา 60 ป * การตรวจเม็ดเลือด และการตรวจสารเคมีในเลือด การตรวจเม็ดเลือด (CBC) -ภาวะโลหิตจาง ตรวจ 1 ครั้ง หากยังไมเคยตรวจ 70 ปขึ้นไป 1 ครั้งตอป ง1, ค1 การตรวจระดับน้ําตาล (FPG หรือ FBS) -เบาหวาน อายุ 35 ปขึ้นไป ตรวจทุก 3 ป 1 ครั้งตอป ค1 การตรวจระดับไขมัน (Total cholesterol & HDL cholesterol) -ปจจัยเสี่ยงตอ โรคหัวใจและ หลอดเลือด อายุ 20 ปขึ้นไป ตรวจทุก 5 ป ตรวจทุก 5 ป ก1 ระดับ serum creatinine -การทํางานของไต ไมตรวจ 1 ครั้งตอป ง1 การตรวจปสสาวะ (urinalysis, UA) -ความผิดปรกติ โดยรวมของระบบ ทางเดินปสสาวะ ไมตรวจ 1 ครั้งตอป ง1 การตรวจคัดกรองมะเร็ง Clinical breast examination -มะเร็งเตานม อายุ 30-39 ป ตรวจทุก 3 ป อายุ 40 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป อายุ 70 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจตามความเสี่ยง ก2 การตรวจเนื้อเยื่อจากปากมดลูก ดวยวิธี Pap smear หรือ VIA -มะเร็งปากมดลูก -Pap smear: อายุ 30-65 ป ตรวจทุก 3 ป หยุดตรวจหลัง 65 ป ถา Pap smear ปกติ 3 ครั้ง ติดตอกัน -VIA : อายุ 30-55ป ตรวจทุก 5 ป เมื่ออายุ 55 ปขึ้นไป แนะนําใหตรวจดวยวิธี Pap smear เทานั้น -หากตรวจไมสม่ําเสมอ พิจารณาหยุดตรวจตาม ความเสี่ยงของแตละคน และความเห็นของแพทย ข3 Fecal occult blood test (FOBT) -มะเร็งลําไสใหญ และลําไสตรง อายุ 50 ปขึ้นไป ตรวจทุก 1 ป แนะนําตรวจ iFOBT ในกรณีที่สามารถตรวจได ก1 HBsAg -ความเสี่ยง HCC ตรวจครั้งเดียว ในคนที่เกิดกอน พ.ศ.2535 ไมตรวจ ง1 การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย -โรคจากการทํางาน ตามปจจัยเสี่ยงจากการทํางาน ไมตรวจ CBC=Complete blood count, FPG=Fasting plasma glucose, FBS=Fasting blood sugar, HBsAg = hepatitis B surface antigen, HCC = Hepatocellular carcinoma, HDL = High density lipoprotein, iFOBT = Immunochemical fecal occult blood testing, VIA = Visual inspection with acetic acid, UA = Urinalysis, * = คุณภาพของหลักฐาน (quality of evidence)
  • 52.
    46 แนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสม กลุมวัยผูสูงอายุ (อายุ 60ปขึ้นไป) การซักประวัติ การซักประวัติทําใหทราบถึงประวัติสุขภาพทั่วไป ไดแก การนอนหลับ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การใชยา ประวัติวัณโรคของผูสูงอายุและครอบครัว เปนตน และปญหาสุขภาพที่อาจพบไดมากขึ้นในผูสูงอายุ อาทิ การกลั้นปสสาวะไมได การมองเห็นและการไดยินที่เปลี่ยนไป การหกลม ภาวะทุพโภชนาการ สมรรถภาพ สมอง ภาวะซึมเศรา รวมถึงการใชชีวิตประจําวัน ปญหาสุขภาพของผูสูงอายุบางประการ หากใหคําแนะนําการปฏิบัติอยางถูกตองเหมาะสม อาจ ปองกันหรือชะลอการเกิดได อาทิ การหลีกเลี่ยงปจจัยเสี่ยงตอสุขภาพ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจําวันให เหมาะสม การบริหารรางกาย เปนตน หากผูสูงอายุมีประวัติหกลมมากอนแนะนําใหตรวจ TUGT (Time Up and Go Test)(1) การประเมินสุขภาพของผูสูงอายุ การประเมินภาวะโภชนาการ ในปจจุบัน หลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนประสิทธิผลการคัดกรองภาวะทุพโภชนาการในผูสูงอายุยัง มีไมเพียงพอ(2) อยางไรก็ตาม การประเมินภาวะโภชนาการเบื้องตนสามารถดําเนินการไดงายโดยใชแบบ mini nutritional assessment (MNA) สามารถใชไดโดยผูที่ไมใชบุคลากรทางการแพทยเพื่อคนหาผูสูงอายุที่มี ความเสี่ยง และปองกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ(3) การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย แนะนําใหประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดดวย Thai CV risk score ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงนี้ แนะนําใหใชในคนไทยที่มีอายุ 35-70 ปที่ยังไมมีโรคหัวใจ และหลอดเลือด โดยแสดงผลการประเมินเปนความเสี่ยงตอการเสียชีวิตหรือเจ็บปวยจากโรคเสนเลือดหัวใจตีบ ตันและโรคเสนเลือดสมองตีบตันในอีก 10 ปขางหนา สามารถใชไดแมไมมีผลตรวจไขมันในเลือด โดยใหใช ขนาดรอบเอวและสวนสูง(4) ประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ในการตรวจคัดกรองหากลุมเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน แนะนําใหใชแบบประเมิน OSTA (Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians) index ซึ่งคํานวณจากสูตร (น้ําหนักตัว - อายุ) x 0.2 โดยหนวยอายุเปนป และหนวยน้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม เครื่องมือนี้มีความไวรอยละ 98 และความจําเพาะ รอยละ 29(5) อยางไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนสามารถใชเครื่องมืออื่นๆ ในการประเมินได ตามความเหมาะสม ไดแก KKOS (KhonKaen Osteoporosis Study score) ซึ่งมีความไวรอยละ 70 ความจําเพาะรอยละ 73(6) การประเมินสมรรถภาพสมอง การประเมินสมรรถภาพสมองดวยเครื่องมือ modified IQCODE (Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly) เปนแบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องตน ดวยคําถาม 8 ขอที่เขาใจงาย มีความไวและความจําเพาะสูง(7,8)
  • 53.
    47 การประเมินภาวะซึมเศรา การประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม(Two-questions-screening test for depression disorders) สามารถคนหาโรคซึมเศราในชุมชนได เพราะสั้น ใชงาย มีความไวสูงหาก ตอบคําถามขอใดขอหนึ่งวา “ใช” และความจําเพาะสูงหากตอบวา “ใช” ทั้งสองขอ(9) แบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล/ การติดสารนิโคตินบุหรี่/ การใชสารเสพติด การประเมินผูดื่มสุรา ดวยแบบประเมินปญหาจากแอลกอฮอล (Alcohol Use Disorders Identification Test, AUDIT) เปนขอคําถามจํานวน 10 ขอ แบบทดสอบระดับสารนิโคตินในบุหรี่ (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence) ประกอบดวยคําถาม 6 ขอ คะแนนสูงหมายถึงมีการติดในระดับสูง ผูที่มีประวัติเสพ สารเสพติดควรประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบประเมิน V2 การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐาน (activities daily living) ผูสูงอายุมีความเสื่อมของอวัยวะตางๆ ไดตามอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ทําใหการทํางานของระบบตางๆ ของ รางกายมีประสิทธิภาพลดลง(10) สงผลใหผูสูงอายุมีขอจํากัดในการทํากิจกรรมตางๆ ดวยตนเอง การประเมิน การทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวยเครื่องมือ Barthel ADL index ทําไดงายจึงมีประโยชนในการประเมิน ผูสูงอายุโดยรวม รวมถึงติดตามผลภายหลังใหการดูแล(11) การตรวจรางกาย การชั่งน้ําหนัก วัดสวนสูง และวัดความยาวแขน การชั่งน้ําหนัก และวัดสวนสูง มีประโยชนในการประเมินสภาวะทั่วไปของผูสูงอายุ อาทิ ภาวะ โภชนาการ ดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) เปนตน อยางไรก็ตาม ผูสูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงไดตาม พยาธิสรีรวิทยาของรางกาย เชน หลังโกง กระดูกหัก เปนตน ทําใหความสูงของผูสูงอายุไมคงที่เมื่อมีอายุเพิ่ม สูงขึ้น ดังนั้นควรวัดความยาวสวนแขนรวมดวย เนื่องจากมีคาคงที่ไมเปลี่ยนแปลง และสามารถนํามาคํานวณหา ดัชนีมวลกายได วิธีการวัดความยาวสวนแขนที่เรียกวา demi-span เปนการวัดระหวางตําแหนงรอยเวาที่ขอบบนของ กระดูกหนาอก (suprasternal notch) ไปถึงบริเวณขอตอกระดูกฝามือกับกระดูกนิ้วมือ (metacarpopha- langeal joint) ตําแหนงระหวางโคนนิ้วกลางกับโคนนิ้วนาง (ซึ่งตางกับชวงแขน หรือ arm-span ที่เปนการวัด ระยะจากปลายนิ้วนางทั้งสองขาง ในขณะที่แขนเหยียดแนวราบตรงไปดานขาง หรือที่เรียกวา “วา”) การคํานวณคาดัชนีมวลกาย ไดแก คา BMI สําหรับคนทั่วไป คา Mindex สําหรับผูหญิงสูงอายุ และ คา Demiquet สําหรับผูชายสูงอายุ(12) ดังนี้ o ดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) BMI (กิโลกรัม/เมตร2 ) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / (สวนสูงเปนเมตร)2 o ดัชนีมวลกาย Mindex ของผูสูงอายุเพศหญิง Mindex (กิโลกรัม/เมตร) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / demi-span เปนเมตร o ดัชนีมวลกาย Demiquet ของผูสูงอายุเพศชาย Demiquet (กิโลกรัม/เมตร2 ) = น้ําหนักตัวเปนกิโลกรัม / (demi-span เปนเมตร)2 สําหรับเกณฑวินิจฉัยภาวะขาดโปรตีนและพลังงานโดยใชดัชนีมวลกายในผูสูงอายุนั้น องคการอนามัย โลกไดกําหนดดวย BMI ต่ํากวา 18.5 กก./เมตร2 ผลการศึกษาดัชนีมวลกาย Mindex และ Demiquet ใน ผูสูงอายุไทย ไดเกณฑการวินิจฉัยคือ ผูสูงอายุหญิงที่มี Mindex ต่ํากวา 55.95 (หรือ 56) กก./ม. และ ผูสูงอายุชายที่มี Demiquet 75.6 (หรือ 76) กก./ม.2
  • 54.
    48 การวัดความดันโลหิต ผูสูงอายุที่เริ่มมีความดันโลหิตสูง มักจะยังไมมีอาการและอาการแสดง การตรวจคัดกรองชวยใหทราบ วามีระดับความดันโลหิตที่สูงกวาปรกติอาจมีผลใหเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงไดรับการรักษา(13) ความดันโลหิตสูงซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงที่สําคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) และหากยังไมพบวามีความดันโลหิตสูง แตมีความดันโลหิตคอนขางสูง คือชวงหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure, SBP) อยูระหวาง 120 -139 มิลลิเมตรปรอท หรือ ชวงหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure, DBP) อยูระหวาง 80-89 มิลลิเมตรปรอท สถาบันสุขภาพแหงชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกาโดย การประชุม Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure (JNC7) แนะนําใหวัดความดันโลหิตปละครั้ง(14) อยางไรก็ตาม การวัดความดันโลหิต สามารถทําไดงาย จึงควรวัดความดันโลหิตไดมากกวาปละ 1 ครั้ง(15) การคลําชีพจร การคลําชีพจรเปนการคัดกรองเบื้องตนเพื่อประเมินการเตนของหัวใจ ภาวะการเตนของหัวใจหองบน ที่ผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) อาจทําใหเกิดลิ่มเลือดหลุดจากหัวใจไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยง สมอง ภาวะ AF เพิ่มความเสี่ยงตอการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง 2-7 เทา(16) แตหากผูสูงอายุที่มีการเตนของ หัวใจผิดจังหวะชนิด AF ไดรับการตรวจพบและไดรับรักษา จะลดความเสี่ยงของการเกิดการเปนอัมพฤกษหรือ อัมพาต (stroke) ไดมากกวารอยละ 60(17) การตรวจการไดยิน ผูสูงอายุไทยรอยละ 28 มีปญหาการไดยิน(10) ซึ่งสงผลตอคุณภาพชีวิต การตรวจคัดกรองการสูญเสีย การไดยินดวยวิธีที่งาย สะดวก ไมซับซอน ไดแก finger rub test ซึ่งมีความไวรอยละ 27 ความจําเพาะรอย ละ 98(18) การตรวจตา แมวาการรวบรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 5 การวิจัย ซึ่งสรุปวาการตรวจคัดกรองความบกพรอง ทางสายตาของผูสูงอายุ ใหผลตอสายตาในระยะยาว 2-4 ป ไมตางกันระหวางกลุมที่คัดกรองกับกลุมที่ไม คัดกรอง(19) แตทั้งนี้ การคัดกรองในรายงานดังกลาวเปนการตรวจดวยตัวเอง (self-reported measurement) อีกทั้งไมมีการวางแผนการดูแลรักษาที่ดีหลังการตรวจคัดกรอง การตรวจสายตาดวย Snellen eye chart ทําไดสะดวกและเปนขอแนะนําในการตรวจคัดกรองการมองเห็นเบื้องตนในผูสูงอายุ(20) ทั้งนี้ผูสูงอายุควรไดรับการตรวจตาโดยทีมจักษุภายใตการดูแลของจักษุแพทย เพื่อคัดกรองความ ผิดปรกติของตางๆ อาทิ ตองกระจก ตอหิน เปนตน แนะนําใหตรวจตาในผูสูงอายุที่มีอายุตั้งแต 60-64 ปทุก 2-4 ป และอายุ 65 ปขึ้นไปที่ไมมีความเสี่ยงทุก 1-2 ป(21) การตรวจชองปาก แมวา การตรวจชองปากเพื่อคัดกรองหามะเร็งชองปากของผูสูงอายุ ไมไดทําใหลดอัตราการเสียชีวิต ดวยมะเร็งชองปาก อยางไรก็ตาม การตรวจชองปากมีประโยชนในผูสูงอายุ เพราะทําใหทราบถึงความ ผิดปรกติในชองปากอื่นๆ อาทิ ไมมีฟน เหงือกรน สภาพฟนเทียมที่ใส เปนตน มีการศึกษาพบวาอัตราการ เสียชีวิตใน 1 ปของกลุมผูสูงอายุที่มีปญหาดานการเคี้ยวสูงกวาผูที่ไมมีปญหา 1.5 เทา(22) ดังนั้น การตรวจ ชองปากทุกป โดยทันตแพทยหรือทันตาภิบาลมีประโยชนสําหรับผูสูงอายุ
  • 55.
    49 การตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจปสสาวะ ไมมีขอมูลสนับสนุนความจําเปนของการตรวจปสสาวะในการตรวจสุขภาพ แตผูเชี่ยวชาญใหความเห็น วาการตรวจปสสาวะมีประโยชนในกลุมผูสูงอายุ เนื่องจากมีโอกาสพบความผิดปรกติอื่นๆไดจากการตรวจ ปสสาวะ จึงแนะนําใหตรวจปสสาวะปละ 1 ครั้ง การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด (complete blood count, CBC) ภาวะซีดพบไดบอยในผูสูงอายุ ซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงของความเจ็บปวยและเสียชีวิต สงผลตอคุณภาพชีวิต ภาวะซีดในผูสูงอายุจะเกิดชาๆสวนใหญเกิดจากการเสียเลือด/ขาดสารอาหาร(23) การประเมินภาวะซีดใน ผูสูงอายุประกอบไปดวยการซักประวัติ ตรวจรางกาย รวมถึงการตรวจ CBC(24) จากรายงานการตรวจสุขภาพ คนไทย พ.ศ. 2551-2552 พบความชุกของโลหิตจางในประชากรไทยอายุ 70-79 ปสูงถึงรอยละ 48.4(10) ดังนั้น จึงแนะนําการตรวจ CBC ทุกปเพื่อคัดกรองภาวะซีดในผูสูงอายุตั้งแตอายุ 70 ปขึ้นไป การตรวจระดับไขมันในเลือดในผูสูงอายุ ระดับไขมันในเลือดชนิดคอเลสเตอรอลโดยรวม (total cholesterol) ที่สูง และ ระดับคอเลสเตอรอล ชนิด HDL (high-density lipoprotein cholesterol) ที่ต่ํา มีความสัมพันธกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสงผลเสียตอทุกอวัยวะ ระดับ total cholesterol และ HDL cholesterol สามารถนําไปใชคํานวณหา ความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด (atherosclerotic cardiovascular disease (ASCVD) risk score) ตามแนวปฏิบัติการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่จัดทําโดยสมาคมแพทยโรคหัวใจ สหรัฐอเมริกา ได(25) นอกจากนี้ ระดับ non-HDL cholesterol ซึ่งคือผลตางระหวางระดับ total cholesterol และ HDL cholesterol (นั่นคือ Non-HDL cholesterol = Total cholesterol - HDL-cholestrol) ระดับ non-HDL cholesterol ที่สูง เปนปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว (10 ป) อยางชัดเจน และ เปนปจจัยเสี่ยงมากกวา ระดับ LDL (low density lipoprotein) cholesterol ที่สูง(26,27) การตรวจระดับน้ําตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting plasma glucose) ความชุกของเบาหวานเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น พบเบาหวานรอยละ 14 ในกลุมอายุ 55-64 ป และ เพิ่มเปนรอยละ 17.2 ในผูที่มีอายุตั้งแต 65 ปขึ้นไป(28) ดังนั้น ผูเชี่ยวชาญดานผูสูงอายุแนะนําใหตรวจระดับ น้ําตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ทุกปในผูสูงอายุ การตรวจ creatinine ในเลือด คา creatinine ในเลือด มีประโยชนในการใชประมาณการอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ในกลุมผูสูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงตอการเปนโรคไตเรื้อรัง(29) เนื่องจากอัตรา การกรองของไตลดลงตามอายุ รวมถึงผูสูงอายุมีการใชยารักษาโรคตางๆ ซึ่งสงผลตอการกรองของไตได การตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก การตรวจเตานมโดยผูเชี่ยวชาญ (clinical breast examination, CBE) การตรวจเตานมโดยการตรวจรางกายเพื่อคัดกรองมะเร็ง ที่ใชกันอยู มี 2 วิธี คือ การตรวจดวยตัวเอง (Breast Self Examination, BSE) และการตรวจโดยผูเชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination, CBE) คือ การตรวจโดยแพทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่ไดรับการฝกอบรมมา ทั้งนี้ การตรวจดวยตัวเองนั้นมีความไว (sensitivity) ต่ํามาก
  • 56.
    50 ขอมูลการวิจัยเบื้องตนจากประเทศอินเดีย(30) พบวาการตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE มี ความไวรอยละ51.7 (95%CI 38.2, 65.0) และความจําเพาะรอยละ 94.3 (95%CI 94.1, 94.5)) เมื่อ เปรียบเทียบการคัดกรองมะเร็งเตานมดวยวิธี CBE กับการไมคัดกรอง พบวาสามารถผาตัดรักษาเตานมไวได มากขึ้น รอยละ 12.7 พบมะเร็งเตานมระยะเริ่มแรก (ระยะ IIA ลงมา) ไดมากขึ้น รอยละ 18.4 พบระยะ ลุกลาม (ระยะ IIIA ขึ้นไป) ต่ําลงรอยละ 23.3 แนวทางเวชปฏิบัติโดย National Comprehensive Cancer Network® (NCCN® ) ซึ่งเปนความ รวมมือของศูนยมะเร็งจากทั่วโลก 26 แหง แนะนําใหตรวจคัดกรองมะเร็งเตานมในสตรีอายุ 60 ปขึ้นไป ที่ไมมี อาการปละ 1 ครั้ง การตรวจหามะเร็งปากมดลูก สถานบริการสุขภาพสามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดวยวิธี Pap smear ทุก 3 ปถึงอายุ 65 ป หากผลตรวจปรกติติดตอกันเปนระยะเวลา 10 ปสามารถหยุดตรวจได หากไดรับการตรวจไมสม่ําเสมอ ควรตรวจตอไปภายหลังอายุ 65 ป(31) การตรวจหามะเร็งลําไสใหญและลําไสตรง (colorectal cancer) ผลจากการรวมงานวิจัยอยางเปนระบบจาก 4 งานวิจัยเปนขอมูลเชิงประจักษที่สนับสนุนการใช fecal occult blood test (FOBT) ในการตรวจคัดกรอง colorectal cancer โดยทําใหสามารถปองกันการ เสียชีวิตดวยมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงได 1/6(32) การตรวจดวยวิธี Immunochemical fecal occult blood testing (iFOBT) มีประสิทธิผลในการคัดกรองสูงกวาวิธี guaiac-based fecal occult blood testing (gFOBT) ประมาณ 2 เทา(35) การศึกษาการคัดกรองมะเร็งลําไสใหญและลําไสตรงดวยวิธี iFOBT ในประเทศ ไทย พบวามีความเปนไปไดที่จะนํามาใชในระบบบริการสุขภาพของประเทศ(34) เอกสารอางอิง 1. สถาบันเวชศาสตรผูสูงอายุ, กรมการแพทย. แนวทางเวชปฏิบัติการปองกัน ประเมินภาวะหกลมใน ผูสูงอายุ. 2551. 2. Omidvari AH, Vali Y, Murray SM, Wonderling D, Rashidian A. Nutritional screening for improving professional practice for patient outcomes in hospital and primary care settings. Cochrane Database Sys Rev 2013;6:CD005539. 3. การหาคาความเที่ยงตรงของแบบฟอรมการประเมินภาวะโภชนาการของผูสูงอายุฉบับภาษาไทยโดยวิธี ทดสอบซ้ําเมื่อทดสอบโดยอาสาสมัครในชุมชน. วารสารสาธารณสุขลานนา. 2554;7(1):76-84. 4. กรมควบคุมโรค. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดในผูปวยเบาหวานและความดันโลหิต สูง. สํานักงานกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก พ.ศ.2558. 5. Koh LK, Sedrine WB, Torralba TP, Kung A, Fujiwara S, Chan SP, et al. A simple tool to identify asian women at increased risk of osteoporosis. Osteoporosis Int 2001;12(8):699- 705. 6. Pongchaiyakul C, Nguyen ND, Pongchaiyakul C, Nguyen TV. Development and validation of a new clinical risk index for prediction of osteoporosis in Thai women. J Med Assoc Thai 2004;87(8):910-6.
  • 57.
    51 7. Siri S,Okanurak K, Chansirikanjana S, Kitayaporn D, Jorm AF. Modified Informant Questionnaire on Cognitive Decline in the Elderly (IQCODE) as a screening test for dementia for Thai elderly. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2006;37(3):587-94. 8. Siri S. Dementia screening test for Thai elderly [Doctor of Philosophy’s Thesis]. Mahidol University; 2007. 9. Arunpongpaisal S, Kongsuk T, Maneeton N, Maneeton B, Wannasawek K, Leejongpermpoon J. Development and validity of two-question-screening test for depressive disorders in Thai I-san community. J Psychiatr Assoc Thailand 2006;52(2):138-48. 10. สํานักงานสํารวจสุขภาพประชาชน, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. การสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดย การตรวจรางกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2. 11. Jitapunkul S, Kamolratanakul P, Ebrahim S. The meaning of activities of daily living in a Thai elderly population: development of a new index. Age ageing 1994;23(2):97-101. 12. Assantachai P, Yamwong P, Lekhakula S. Alternative anthropometric measurements for the Thai elderly: Mindex and Demiquet. Asia Pac J Clin Nutr 2006;15(4):521-7. 13. Piper MA, Evans CV, Burda BU, Margolis KL, O'Connor E, Smith N, et al. Screening for High Blood Pressure in Adults: A Systematic Evidence Review for the US Preventive Services Task Force. U.S. Preventive Services Task Force Evidence Syntheses, formerly Systematic Evidence Reviews. Rockville (MD)2014. 14. Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman WC, Green LA, Izzo JL, Jr., et al. Seventh report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure. Hypertension 2003;42(6):1206-52. 15. Lindsay P, Connor Gorber S, Joffres M, Birtwhistle R, McKay D, Cloutier L, et al. Recommendations on screening for high blood pressure in Canadian adults. Can Fam Physician 2013;59(9):927-33, e393-400. 16. สมาคมแพทยโรคหัวใจแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับดูแลผูปวยภาวะหัวใจเตนผิดจังหวะ ชนิด aftrial fibrillation (AF) ในประเทศไทย. 2555. 17. Moran PS, Flattery MJ, Teljeur C, Ryan M, Smith SM. Effectiveness of systematic screening for the detection of atrial fibrillation. Cochrane Database Sys Rev 2013;4:CD009586. 18. Pirozzo S, Papinczak T, Glasziou P. Whispered voice test for screening for hearing impairment in adults and children: systematic review. BMJ 2003;327(7421):967. 19. Smeeth L, Iliffe S. Community screening for visual impairment in the elderly. The Cochrane Database Sys Rev 2006 (3):CD001054. 20. Pelletier AL, Thomas J, Shaw FR. Vision loss in older persons. Am Family Physician 2009;79(11):963-70. 21. Sloan FA, Picone G, Brown DS, Lee PP. Longitudinal analysis of the relationship between regular eye examinations and changes in visual and functional status. J Am Geriatr Soc 2005;53(11):1867-74.
  • 58.
    52 22. Onder G,Liperoti R, Soldato M, Cipriani MC, Bernabei R, Landi F. Chewing problems and mortality in older adults in home care: results from the Aged in Home Care study. J Am Geriatr Soc 2007;55(12):1961-6. 23. Bross MH, Soch K, Smith-Knuppel T. Anemia in older persons. Am Family Physician 2010;82(5):480-7. 24. Guralnik JM, Ershler WB, Schrier SL, Picozzi VJ. Anemia in the elderly: a public health crisis in hematology. Hematology / the Education Program of the American Society of Hematology American Society of Hematology Education Program2005:528-32. 25. Goff DC, Jr., Lloyd-Jones DM, Bennett G, Coady S, D'Agostino RB, Gibbons R, et al. 2013 ACC/AHA guideline on the assessment of cardiovascular risk: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Circulation 2014;129(25 Suppl 2):S49-73. 26. Boekholdt SM, Arsenault BJ, Mora S, Pedersen TR, LaRosa JC, Nestel PJ, et al. Association of LDL cholesterol, non-HDL cholesterol, and apolipoprotein B levels with risk of cardiovascular events among patients treated with statins: a meta-analysis. JAMA 2012;307(12):1302-9. 27. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care 2003;26(1):240-2. 28. มยุรี หอมสนิท. การสงเสริมสุขภาพและปองกันโรคเบาหวาน. ใน: ประเสริฐ อัสสันตชัย, บรรณาธิการ. ปญหาสุขภาพที่พบบอยในผูสูงอายุและการปองกัน. กรุงเทพฯ:บริษัท ยูเนี่ยน ครีเอชั่น จํากัด; พ.ศ.2552: หนา 196. 29. สมาคมโรคไตแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคไตเรื้อรังกอนการบําบัดทดแทนไต พ.ศ. 2552; 2552. 30. Sankaranarayanan R, Ramadas K, Thara S, Muwonge R, Prabhakar J, Augustine P, et al. Clinical breast examination: preliminary results from a cluster randomized controlled trial in India. J Natl Cancer Inst 2011;103(19):1476-80. 31. Vesco KK, Whitlock EP, Eder M, Lin J, Burda BU, Senger CA, et al. Screening for Cervical Cancer: A Systematic Evidence Review for the US Preventive Services Task Force. U.S. Preventive Services Task Force Evidence Syntheses, formerly Systematic Evidence Reviews. Rockville (MD)2011. 32. Hewitson P, Glasziou P, Irwig L, Towler B, Watson E. Screening for colorectal cancer using the faecal occult blood test, Hemoccult. Cochrane Database Sys Rev 2007 (1):CD001216. 33. Hol L, Wilschut JA, van Ballegooijen M, van Vuuren AJ, van der Valk H, Reijerink JC, et al. Screening for colorectal cancer: random comparison of guaiac and immunochemical faecal occult blood testing at different cut-off levels. Br J Cancer 2009;100(7):1103-10. 34. Khuhaprema T, Sangrajrang S, Lalitwongsa S, Chokvanitphong V, Raunroadroong T, Ratanachu-Ek T, et al. Organised colorectal cancer screening in Lampang Province, Thailand: preliminary results from a pilot implementation programme. BMJ open 2014;4(1):e003671.
  • 59.
  • 60.
  • 61.
    55 1. การถายภาพทางรังสีทรวงอก (chestX-ray) ในการตรวจสุขภาพทั่วไป 1.1 การคัดกรองมะเร็งปอดโดย chest x-ray ไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ก1) ขอมูลจากการทบทวนอยางเปนระบบของการศึกษาที่เปน randomized controlled trials ที่มี คุณภาพสูงในฐานขอมูล The Cochrane Library พบวา chest x-ray เพื่อคัดกรองมะเร็งปอดทุกป ไม สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดลงไดภายหลังติดตามเปนระยะเวลา 13 ป เมื่อเปรียบเทียบกับการ ดูแลตามปรกติมีทั้งในกลุมที่สูบและไมสูบบุหรี่ คาความเสี่ยงสัมพัทธเปน 0.99 (RR 0.99, 95% CI 0.91, 1.07) เมื่อพิจารณาการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุพบวาไมแตกตางกันระหวางกลุมที่ไดรับการตรวจคัดกรองดวย chest x-ray และไมคัดกรอง 0.98 (95% CI 0.96, 1.01)(1) 1.2 การคัดกรองวัณโรคโดย chest x-ray ไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ค1) การทบทวนเอกสารเกี่ยวกับการคัดกรองวัณโรคระดับประชากรในป พ.ศ. 2556 พบวาการคัดกรอง วัณโรคดวย chest x-ray ไมเกิดประโยชนในการตรวจคัดกรองประชากรทั่วไป หรือการตรวจกอนเขาทํางาน นอกจากนี้ การคัดกรองวัณโรคดวย chest x-ray มีความไว และความจําเพาะต่ํา ผลบวกลวงสูง การตรวจอาจ ไดประโยชนในกลุมที่มีความเสี่ยงสูง(2) การตรวจ chest x-ray ในโปรแกรมการคัดกรองวัณโรคในกลุม ประชากรกอนเขาทํางานของผูที่มีผลตรวจ tuberculin skin test เปนบวก จํานวน 2,586 คน ผลการศึกษา ไมพบวัณโรคในระยะแพรเชื้อ (active tuberculosis) แตพบความผิดปรกติอื่นๆ รอยละ 6.1(3) 2. การคัดกรองมะเร็งตอมลูกหมากไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ก1) การทบทวนอยางเปนระบบและการวิเคราะหอภิมานโดย The Cochrane Systematic Review ป ค.ศ. 2013 เกี่ยวกับการคัดกรองมะเร็งตอมลูกหมากดวยวิธีตรวจทางทวารหนักดวยนิ้ว (digital rectal examination) และการตรวจ PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งเปนสารสอมะเร็ง (tumor marker) ของมะเร็งตอมลูกหมาก ผลพบวาไมทําใหลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งตอมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับ กลุมควบคุม ไมวาจะเริ่มคัดกรองในผูชายอายุตั้งแต 45 ป หรือ 50 ป หรือ 55 ปขึ้นไป หากพิจารณาการ เสียชีวิตดวยสาเหตุอื่นๆ พบวาอัตราการเสียชีวิตไมแตกตางกันระหวางกลุมคัดกรองและกลุมที่ไมไดรับการคัด กรองเชนเดียวกัน(4) 3. การตรวจกรดยูริกในเลือดไมไดประโยชน (หลักฐานวิชาการระดับ ค1) ผูที่มีกรดยูริคสูงในเลือดแตไมมีอาการ (asymptomatic hyperuricemia) สวนใหญ (ประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกวา)(5) ไมมีการเปลี่ยนแปลงไปเปนโรคเกาท (Gout) หรือนิ่ว การรักษาผูที่ไมมีอาการผิดปรกติมี ความเสี่ยงตอการแพยาถึงขั้นเสียชีวิตได ดังนั้น ไมควรตรวจคัดกรองภาวะกรดยูริคสูงในเลือดในผูที่ไมมีอาการ เพราะอาจมีการใหยาลดกรดยูริคโดยที่ยังไมจําเปน(6) 4. การตรวจ BUN (หลักฐานวิชาการระดับ ค1) สมาคมโรคไตแหงประเทศไทยแนะนําวา ควรเลือกดําเนินการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ในผูที่มีความเสี่ยง สูง อาทิ ผูปวยที่เปนเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เปนตน โดยการประเมินคา estimated glomerular filtration rate (eGFR) ซึ่งคํานวณไดจากคา creatinine ในเลือด โดยไมตองใชคา BUN (7) 5. การตรวจเอนไซมตับ (liver enzyme) (หลักฐานวิชาการระดับ ง1) จากขอมูลในปจจุบันยังไมพบประโยชนจากการใชคาเอนไซมตับ ไดแก SGOT, SGPT และ ALP ใน การคัดกรองความผิดปรกติของตับในคนปรกติ
  • 62.
    56 6. การตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด (triglyceride)ในเลือด (หลักฐานวิชาการระดับ ง1) ในการประเมินความเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น การตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรดใน เลือด ใหประโยชนเพิ่มจากระดับ non-HDL cholesterol นอยมาก เอกสารอางอิง 1. Manser R, Lethaby A, Irving LB, Stone C, Byrnes G, Abramson MJ, et al. Screening for lung cancer. Cochrane Database Sys Rev 2013;6:CD001991. 2. พัฒนศรี ศรีสุวรรณ, ธนัญญา คูพิทักษขจร, ปฤษฐพร กิ่งแกว, ศิตาพร ยังคง, ศรีเพ็ญ ตันติเวสส, ยศ ตีระ วัฒนานนท. การคัดกรองวัณโรคระดับประชากรในประเทศไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2556;7(4):433-9. 3. Eisenberg RL, Pollock NR. Low yield of chest radiography in a large tuberculosis screening program. Radiology 2010;256(3):998-1004. 4. Ilic D, Neuberger MM, Djulbegovic M, Dahm P. Screening for prostate cancer. The Cochrane Database Sys Rev 2013;1:CD004720. 5. Becker MA. Asymptomatic hyperuricemia 2016 [cited 2016 January 9]. Available from: http://www.uptodate.com/contents/asymptomatic-hyperuricemia. 6. Nickerson K. Crystalline arthritis. In: Alguire P, editor. Internal medicine essentials for clerkship medicine students 2: Sheridan Books; 2009. p. 312. 7. สมาคมโรคไตแหงประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสําหรับโรคไตเรื้อรังกอนการบําบัดทดแทนไต พ.ศ. 2552. 8. Austin MA, Hokanson JE, Edwards KL: Hypertriglyceridemia as a cardiovascular risk factor. Am J Cardiol 81 (Suppl. 4A):7B–12B, 1998 9. Hsia SH. Non-HDL cholesterol: into the spotlight. Diabetes care 2003;26(1):240-2.
  • 63.
  • 64.
    58 1. การคัดกรองโรคซึมเศราดวย 2คําถาม (2Q) ขอแนะนํา • เนนการถามถึงอาการที่เกิดขึ้นในชวง 2 สัปดาหที่ผานมาจนถึงวันที่สัมภาษณ • ขณะสอบถามถาผูสูงอายุไมเขาใจใหถามซ้ํา ไมควรอธิบายหรือขยายความเพิ่มเติม ควรถามซ้ําจนกวา • ผูสูงอายุจะตอบตามความเขาใจของตัวเอง ขอ คําถาม ไมมี มี 1 ใน 2 สัปดาหที่ผานมารวมวันนี้ ทานรูสึก หดหู เศรา หรือ ทอแท สิ้นหวัง หรือไม   2 ใน 2 สัปดาหที่ผานมารวมวันนี้ ทานรูสึก เบื่อ ทําอะไรก็ไมเพลิดเพลิน หรือไม   การพิจารณา • ถาตอบ “ไมมี” ทั้ง 2 ขอ แสดงวาปกติ • ใหแจงผลและแนะนําความรูเรื่องโรคซึมเศรา • ถาตอบ“มี”ขอใดขอหนึ่งหรือทั้ง 2 ขอ แสดงวา มีความเสี่ยงหรือมีแนวโนมที่จะเปนโรคซึมเศรา • ใหทําการประเมินดวยแบบประเมินโรคซึมเศราดวย 9 คําถาม
  • 65.
    59 2. การประเมินโอกาสเสี่ยงตอโรคหัวใจและหลอดเลือด การประเมินทํานายโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardialinfarction)และโรคอัม พฤกษ อัมพาต (stroke) ในระยะเวลา 10 ปขางหนา โดยใชตารางสี (color chart) ที่ประกอบดวยขอมูล ปจจัยเสี่ยงหลัก ไดแก 1. อายุ 2. เพศ 3. การเปนเบาหวาน 4. การสูบบุหรี่ 5. คาระดับความดันโลหิตตัวบน (systolic BP) 6. คาระดับไขมันโคเลสเตอรอล (cholesterol) ในเลือด 7. ภาวะอวนลงพุง (การที่เสนรอบเอว มากกวาคา สวนสูงหาร 2) การแปลผลโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ อัมพาต (stroke) ในระยะเวลา 10 ปขางหนา แบงเปน 5 ระดับ ดังนี้ < 10% ต่ํา 10%-<20% ปานกลาง 20%-<30% สูง 30%-<40% สูงมาก >40% สูงอันตราย การดาวนโหลด application สําหรับโทรศัพทเคลื่อนที่  ระบบ android สามารถดาวนโหลด application ไดที่ Thai CV risk score (TCVRS)  ระบบ i-phone สามารถดาวนโหลด application ไดที่ Thai CV risk calculator
  • 66.
    60 ขั้นตอนประเมินโอกาสเสี่ยงโดยการใชตารางสี ขั้นตอนที่ 1 สถานบริการมีบริการตรวจหาcholesterol ในเลือดหรือไม ถาไมมีบริการตรวจหา cholesterol ใหใชตารางสีที่ 1 ถามีใชตารางสีที่ 2 ขั้นตอนที่ 2 เลือกตารางวาเปนโรคเบาหวานหรือไม ขั้นตอนที่ 3 เลือกเพศชาย หรือหญิง ขั้นตอนที่ 4 เลือกการสูบบุหรี่ วาสูบหรือไมสูบบุหรี่ ผูที่ยังคงสูบบุหรี่ ยาเสน ยาสูบ บุหรี่ซิกาแรต บุหรี่ซิการ ในปจจุบัน และผูที่หยุดสูบไมเกิน 1 ป กอนการประเมิน เลือก ชองสูบบุหรี่ ขั้นตอนที่ 5 เลือกชวงอายุ ชวงอายุ (ป) เลือกชอง < 40-49 40 50-54 50 55-59 55 60-64 60 65 ปขึ้นไป 65 ขั้นตอนที่ 6 เลือกคา systolic blood pressure โดยใชจากการวัด 2 ครั้ง 2 ชวงเวลาหางกันอยางนอย 1 สัปดาห (ไมใชกอนการรักษา) คา systolic blood pressure (มม.ปรอท) เลือกชอง <120 - 139 120 140 - 159 140 160 - 179 160 180 ขึ้นไป 180 ขั้นตอนที่ 7 เลือกคารอบเอว : หนวย ซม. นอยกวา หรือมากกวาสวนสูงหาร 2 ขั้นตอนที่ 8 คา cholesterol กรณีทราบคา cholesterol คา cholesterol (มก./ดล.) เลือกชอง < 160 - 199 160 200 - 239 200 240 - 279 240 280 - 319 280 320 ขึ้นไป 320
  • 67.
    61 ตารางที่ 1 กรณีไมทราบผลโคเลสเตอรอล(cholesterol) ในเลือด ที่มา : Thai CV risk score, โครงการศึกษาระยะยาวเพื่อหาอิทธิพลของปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 2528-2558 (เปนการปรับ ตารางสีจากเดิมที่ใชขอมูลระดับภูมิภาคขององคการอนามัยโลก มาใชขอมูลของประเทศไทยที่มีอยูแทน) การแปลผลระดับโอกาสเสี่ยง แถบสีจะบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ อัมพาต (storke: fatal, non-fatal) ใน 10 ปขางหนา < 10% 10%-<20% 20%-<30% 30%-<40% >40% ต่ํา ปานกลาง สูง สูงมาก สูงอันตราย อายุ (ป) 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) 55 50 40 ชาย หญิง ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ 65 60 ความดันโลหิต ตัวบน (มม.ปรอท) ผูที่เปนเบาหวาน อายุ (ป) 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) นอยกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) มากกวา สวนสูง/2 (ซ.ม.) 65 ชาย หญิง ผูที่ไมเปนเบาหวาน ความดันโลหิต ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ 60 55 50 40
  • 68.
    62 ตารางที่ 2 กรณีทราบผลโคเลสเตอรอล(cholesterol) ในเลือด ที่มา : Thai CV risk score, โครงการศึกษาระยะยาวเพื่อหาอิทธิพลของปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 2528-2558 (เปนการปรับ ตารางสีจากเดิมที่ใชขอมูลระดับภูมิภาคขององคการอนามัยโลก มาใชขอมูลของประเทศไทยที่มีอยูแทน) การแปลผลระดับโอกาสเสี่ยง แถบสีจะบอกถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคกลามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และโรคอัมพฤกษ อัมพาต (storke: fatal, non-fatal) ใน 10 ปขางหนา < 10% 10%-<20% 20%-<30% 30%-<40% >40% ต่ํา ปานกลาง สูง สูงมาก สูงอันตราย อายุ (ป) 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 ชาย หญิง ความดันโลหิต ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ คอเลสเตอรอล (mg/dL) ผูที่เปนเบาหวาน 65 60 55 50 40 อายุ (ป) 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 180 160 140 120 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 160 200 240 280 320 คอเลสเตอรอล (mg/dL) 65 60 55 50 40 ผูที่ไมเปนเบาหวาน ชาย หญิง ความดันโลหิต ตัวบน (มม.ปรอท)ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่ ไมสูบบุหรี่ สูบบุหรี่
  • 69.
    63 ทั้งนี้ โอกาสเสี่ยงอาจสูงกวาที่ประเมิน ไดเนื่องจากปจจัยอื่นๆ ไดแก 1. รับประทานผัก ผลไมนอย 2. ความอวน โดยเฉพาะอยางยิ่ง อวนลงพุง 3. วิถีชีวิตนั่งๆนอนๆ 4. ประวัติครอบครัวญาติสายตรง (first degree relative) ไดแก พอ แม พี่หรือนองทอง เดียวกัน การไดรับการวินิจฉัยจากแพทยวาเปนโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) กอยวัยอันควร คือ กอนอายุ 55 ป ในชาย และกอนอายุ 65 ป ในหญิง ซึ่งกําลังรับการรักษาอยูหรือไมก็ได 5. ไดรับยาลดความดันโลหิต 6. ระดับไขมัน Triglycerides สูง มากกวา 180 มก./ดล. 7. ระดับ HDL ต่ํากวา 40 มก./ดล. ในชาย หรือต่ํากวา 50 มก./ดล. ในหญิง 8. มีการเพิ่มขึ้นของ C-reactive protein, fibrinogen, homocysteine, apolipoprotein B, Lp (a), fasting impaired glucose หรือ impaired glucose tolerance 9. มี microalbuminuria (จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงใน 5 ป อีก 5% ในผูที่เปนเบาหวาน) 10. มีระดับน้ําตาลในเลือดสะสม (HbA1c) มากกวา 7% 11. Premature menopause 12. เศรษฐานะต่ํา
  • 70.
    64 3. แบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน (Fagerstrom Testfor Nicotine Dependence) โปรดตอบคําถามตอไปนี้ตามความจริงโดยทําเครื่องหมาย  ลงในกรอบ หนาคําตอบที่ตรงกับคุณมากที่สุด แบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน คะแนน 1. โดยปกติทานสูบบุหรี่กี่มวนตอวัน (Fagerstrom Test for Nicotine Dependence)  10 มวนหรือนอยกวา (0 คะแนน)  11-20 มวน (1 คะแนน)  21-30 มวน (2 คะแนน)  31 มวนขึ้นไป (3 คะแนน) 2. หลังตื่นนอนตอนเชาทานสูบบุหรี่มวนแรกเมื่อไร  มากกวา 60 นาที หลังตื่นนอน (0 คะแนน)  31-60 นาที หลังตื่นนอน (1 คะแนน)  6-30 นาที หลังตื่นนอน (2 คะแนน)  ภายใน 5 นาที หลังตื่นนอน (3 คะแนน) 3. ทานสูบบุหรี่จัดในชวง 2-3 ชั่วโมง หลังตื่นนอน (สูบมากกวาในชวงเวลาอื่นของวัน)  ไมใช (0 คะแนน)  ใช (1 คะแนน) 4. บุหรี่มวนไหนที่ทานคิดวาเลิกยากที่สุด  มวนอื่นๆ ระหวางวัน (0 คะแนน)  มวนแรกในตอนเชา (1 คะแนน) 5. ทานรูสึกอึดอัด กระวนกระวาย หรือลําบากใจไหมที่ตองอยูในเขต “ปลอดบุหรี่” เชน โรงภาพยนตร รถโดยสาร  ไมรูสึกลําบากใจ (0 คะแนน)  รูสึก (1 คะแนน) 6. ทานคิดวาทานยังตองสูบบุหรี่ แมจะปวยนอนพักตลอดในโรงพยาบาล  ไมใช (0 คะแนน)  ใช (1 คะแนน) รวม การประเมินผลแบบทดสอบวัดระดับการติดนิโคติน แบงเปน 3 ระดับคะแนน ดังนี้ - คะแนนรวมทุกขอ 0-3 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่นอย - คะแนนรวมทุกขอ 4-5 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่ปานกลาง - คะแนนรวมทุกขอ 6-10 แสดงวา เปนผูติดบุหรี่มาก (ติดนิโคตินซึ่งเปนการติดทางรางกาย)
  • 71.
    65 4. แบบประเมินปญหาจากการดื่มแอลกอฮอล Alcohol UseDisorders Identification (AUDIT) คําชี้แจง : คําถามแตละขอตอไปนี้จะถามถึงประสบการณการดื่มสุราในรอบ 1 ปที่ผานมา โดยสุรา หมายถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลทุกชนิด ไดแก เบียร เหลา สาโท กระแช วิสกี้ สปายไวน เปนตน ขอใหตอบตามความจริง ขอคําถาม 0 1 2 3 4 คะแนน 1.คุณดื่มสุราบอยเพียงไร ไมเคยเลย เดือนละครั้ง หรือนอยกวา 2-4 ครั้ง ตอเดือน 2-3 ครั้ง ตอสัปดาห 4 ครั้งขึ้นไป ตอสัปดาห 2.เลือกตอบเพียงขอเดียว เวลาที่คุณดื่มสุรา โดยทั่วไปแลวคุณดื่มประมาณ เทาไรตอวัน หรือ 1-2 ดื่มมาตรฐาน 3-4 ดื่มมาตรฐาน 5-6 ดื่มมาตรฐาน 7-9 ดื่มมาตรฐาน ตั้งแต 10 ดื่มมาตรฐาน ขึ้นไป ถาโดยทั่วไปดื่มเบียรเชน สิงห ไฮเนเกน ลีโอ เชียร ไทเกอร ชาง ดื่มประมาณเทาไหร ตอวัน หรือ 1-1.5 กระปอง/ 1/2-3/4 ขวด 2-3 กระปอง/ 1-1.5 ขวด 3.5-4 กระปอง/ 2 ขวด 4.5-7 กระปอง/ 3-4 ขวด 7 กระปอง/ 4 ขวดขึ้นไป ถาโดยทั่วไปดื่มเหลาเชน แมโขง หงสทอง หงส ทิพย เหลาขาว 40 ดีกรี ดื่มประมาณ เทาไรตอ วัน 2-3 ฝา 1/4 แบบ 1/2 แบน 3/4 แบน 1 แบนขึ้นไป 3.บอยครั้งเพียงไรที่คุณดื่มตั้งแต 6 ดื่ม มาตรฐานขึ้นไปหรือเบียร 4 กระปองหรือ 2 ขวดใหญขึ้นไป หรือเหลาวิสกี้ 3 เปกขึ้นไป ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาห ละครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 4.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยครั้งเพียงไรที่คุณ พบวา คุณไมสามารถหยุดดื่มได หากคุณไดเริ่ม ดื่มไปแลว ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาหละ ครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 5.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณไมได ทําสิ่งที่คุณควรจะทําตามปกติ เพราะคุณมัวแต ไปดื่มสุราเสีย ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาหละ ครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 6.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณตองรีบ ดื่มสุราทันทีในตอนเชา เพื่อจะไดดําเนินชีวิต ตามปกติหรือถอนอาการเมาคาง จากการดื่ม หนักในคืนที่ผานมา ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาหละ ครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 7.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณรูสึกไม ดีโกรธหรือเสียใจ เนื่องจากคุณไดทําบางสิ่ง บางอยางลงไปขณะที่คุณดื่มสุราเขาไป ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาหละ ครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 8.ในชวงหนึ่งปที่แลว มีบอยเพียงไรที่คุณไม สามารถจําไดวาเกิดอะไรขึ้นในคืนที่ผานมา เพราะวาคุณไดดื่มสุราเขาไป ไมเคยเลย นอยกวา เดือนละครั้ง เดือนละครั้ง สัปดาหละ ครั้ง ทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน 9.ตัวคุณเองหรือคนอื่น เคยไดรับบาดเจ็บซึ่งเปน ผลจากการดื่มสุราของคุณหรือไม ไมเคยเลย เคย แตไมได เกิดขึ้นใน ปที่แลว เคยเกิดขึ้นใน ชวงหนึ่ง ปที่แลว 10.เคยมีแพทย หรือบุคลากรทางการแพทย หรือเพื่อนฝูงหรือญาติพี่นองแสดงความเปนหวง เปนใยตอการดื่มสุราของคุณหรือไม ไมเคยเลย เคย แตไมได เกิดขึ้นใน ปที่แลว เคยเกิดขึ้นใน ชวงหนึ่ง ปที่แลว
  • 72.
    66 การแปลผลคะแนน AUDIT คะแนน ระดับความเสี่ยงแนวทางการรักษา 0-7 ผูดื่มแบบเสี่ยงต่ํา Low risk drinker Alcohol Education: ใหความรูเกี่ยวกับการดื่มสุรา และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากดื่มมากกวานี้และชื่นชม พฤติกรรม การดื่มที่เสี่ยงต่ํา ใชเวลาไมมากกวาหนึ่งนาที ตัวอยางการใหความรู :“ถาจะดื่มก็ไมควรดื่มเกินวันละสองดื่มมาตรฐาน (เหลา 4 ฝา หรือเบียร 1.5 กระปอง หรือ ไวน 2 แกว) และตองหยุดดื่มอยางนอยสัปดาหละสองวัน แมวาจะดื่มในปริมาณที่นอยแคไหนก็ตาม คุณควรใสใจปริมาณ การ ดื่ม โปรดจําไววา เบียรหนึ่งขวด ไวนหนึ่งแกว และเหลาหนึ่งกงมีปริมาณแอลกอฮอลเทากันคือหนึ่งดื่มมาตรฐานการดื่ม สุราแมจะเพียงนอยนิดก็มีความเสี่ยงเสมอตอสุขภาพและเสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุ และไมควรดื่มหรือดื่มนอยกวานี้ หาก ตองขับขี่ยานพาหนะ หรือทํางานกับเครื่องจักร (ผูหญิง: ตั้งครรภ วางแผนตั้งครรภ หรือใหนมบุตร) กําลังรับประทานยา บางชนิดที่อาจมีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล อายุมากกวา 65 ป หรือผูที่เจ็บปวยดวยโรคทางกาย เชน เบาหวาน ความดัน โรคตับ โรคทางจิตเวช หรือโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย” ตัวอยางการชื่นชม :“คุณทําไดดีแลวและพยายามรักษาระดับการดื่มของคุณใหต่ํากวาหรือไมเกินระดับที่เสี่ยงต่ํา” 8-15 ผูดื่มแบบเสี่ยง Hazardous drinker หมายถึง ลักษณะการ ดื่มสุราที่เพิ่มความ เสี่ยงตอผลเสียหาย ตามมาทั้งตอตัวผูดื่ม เองหรือผูอื่น พฤติกรรมการดื่มแบบ เสี่ยงนี้ถือวามี ความสําคัญในเชิง สาธารณสุข แมวา ขณะนี้ ผูดื่มจะยังไม เกิดความเจ็บปวยใดๆ ก็ตาม Brief Advice or Simple Advice: การใหคําแนะนําแบบสั้น สามารถปฏิบัติไดโดยเจาหนาที่ทุกระดับ 1.การใหขอมูลสะทอนกลับ ตัวอยาง“ผลการประเมินปญหาการดื่มสุราพบวาคุณดื่มแบบเสี่ยง เนื่องจากคุณดื่ม..(ปริมาณ/ความถี่/รูปแบบ)....” 2.การใหขอมูลผลกระทบจากความเสี่ยงสูง ตัวอยาง“แมวาในขณะนี้ คุณยังไมพบปญหาอะไรชัดเจน แตลักษณะการดื่มแบบนี้เปนการเพิ่มความเสี่ยงตอสุขภาพ เชน โรคกระเพาะ โรคตับ เสี่ยงตอการเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทองถนนขณะเมาสุราหรือเสี่ยงตอปญหา ครอบครัว ปญหาอาชีพ หรือปญหาการเงินได” 3.การกําหนดเปาหมายและใหคําแนะนําการดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ํา ตัวอยาง“หากเปนไปได คุณควรเลือกที่ จะหยุดดื่ม หรือถายังจะดื่มอยู ควรดื่มแบบมีความเสี่ยงต่ํา โดยดื่มไมเกิน วันละ สองดื่มมาตรฐาน (เหลา 4 ฝา หรือเบียร 1.5 กระปอง หรือ ไวน 2 แกว) และตองหยุดดื่มอยางนอยสัปดาหละสองวัน คุณคิดวาคุณจะเลือกวิธีไหนดีคะ/ครับ” 4.เสริมแรงกระตุน ตัวอยาง “จริง ๆ แลว มันอาจไมงายหรอกที่ คุณจะลดการดื่มลงใหอยู ภายในขีดจํากัด แตหากคุณเผลอดื่มเกิน ขีดจํากัด ใหพยายามเรียนรู วาเพราะอะไรจึงเปนเชนนี้และวางแผนปองกันไมใหเกิดขึ้นอีก หากคุณระลึกเสมอถึง ความสําคัญของ การลดความเสี่ยงจากการดื่มลงคุณก็จะสามารถทําได” 16-19 ผูดื่มแบบอันตราย Harmful use หมายถึงการดื่มสุราจน เกิดผลเสียตามมาตอ สุขภาพกาย หรือ สุขภาพจิต รวมถึง ผลเสีย ทางสังคมจาก การดื่ม Brief Intervention/Brief Counseling: การใหการบําบัดแบบสั้น สามารถปฏิบัติไดโดยเจาหนาที่ที่ไดรับการ ฝกอบรมการใหคําปรึกษา การรับฟงอยางเห็นอกเห็นใจและการเสริมสรางแรงจูงใจ 1.การใหคําแนะนําแบบสั้น โดยการคัดกรองปญหาการดื่มสุรา ประเมินปญหาการดื่มและปญหาที่เกี่ยวของสะทอน ปญหาและใหคําแนะนําวาอยูในกลุมดื่มแบบเสี่ยงสูง ควรบันทึกผลหรือสถานการณที่เปนผลจากการดื่ม 2.ประเมินแรงจูงใจ ความพรอมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และใหคําแนะนําที่เหมาะสมตามระดับ 3.ตั้งเปาหมาย ในการลด/ละ/เลิก หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 4.ติดตามดูแล เพื่อติดตามพฤติกรรมดื่ม แกไขปญหาอุปสรรค กําหนดวิธีการแกไขอยางชัดเจน >20 ผูดื่มแบบติด Alcohol dependence ควรไดรับการสงตอพบแพทย เพื่อการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการบําบัดรักษา การเทียบปริมาณแอลกอฮอลในเครื่องดื่มเปนดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) ในคําตอบขอ 2 และ 3 ของ AUDIT หนึ่งดื่มมาตรฐานเทากับ แอลกอฮอล 10 กรัม • เหลาแดง 35 ดีกรี: 2 ฝาใหญ หรือ 30 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน หาก 1 แบนมี 350 cc : ¼ แบน = 3 ดื่มมาตรฐาน,½ แบน = 6 ดื่มมาตรฐาน, 1 แบน = 12 ดื่มมาตรฐาน หาก 1 ขวดมี 700 cc : ¼ ขวด = 6 ดื่มมาตรฐาน, ½ ขวด= 12 ดื่มมาตรฐาน, 1 ขวด= 24 ดื่มมาตรฐาน • เหลาขาว 40 ดีกรี :1 เปก หรือ 50 cc = 1.5 ดื่มมาตรฐาน • เบียร 5%เชน สิงห ไฮเนเกน ลีโอ เชียร ไทเกอร ชางดราฟ : ¾ กระปอง/ขวดเล็ก = 1 ดื่มมาตรฐาน,1 ขวดใหญ 660 cc = 2.5 ดื่มมาตรฐาน • เบียร 6.4%เชน ชาง : ½ กระปอง หรือ 1/3 ขวดใหญ = 1 ดื่มมาตรฐาน • ไวน 12% : 1 แกว 100 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน, ไวนคูเลอร 1 ขวด = 1 ดื่มมาตรฐาน • น้ําขาว อุ กระแช 10% : 3 เปก/ตอง/กง หรือ 150 cc = 1 ดื่มมาตรฐาน • สาโท สุราแช สุราพื้นเมือง 6% : 4 เปก/ตอง/กง หรือ 200 cc = 1 ดื่มมาตรฐานที่สําคัญ อยาลืมวาผูดื่มสวนใหญมักไมทราบปริมาณการดื่มของตนที่ ชัดเจน และมักประมาณการดื่มต่ํากวาความเปนจริง และเครื่องดื่มแตละชนิด แตละยี่หอมีขนาดบรรจุที่แตกตางกัน ขอมูลที่ไดเปนเพียงการประมาณ การดื่มเทานั้น
  • 73.
    67 5. แบบคัดกรองและสงตอผูปวยที่ใชยาและสารเสพติดเพื่อรับการบําบัดรักษา (บคก.กสธ.) V.2 ยาและสารเสพติดหลักที่ใชใน3 เดือนที่ผานมา (ตอบไดมากกวา 1 ขอ) ยาบา ไอซยาอี กัญชา กระทอม สารระเหย เฮโรอีน ฝน อื่นๆ (ระบุ)................... ยาและสารเสพติดหลักที่ใชและคัดกรองครั้งนี้ คือ.................................................................. ในชวง 3 เดือนที่ผานมา ไมเคย เพียง 1-2 ครั้ง เดือนละ 1-3 ครั้ง สัปดาหละ 1-4 ครั้ง เกือบทุกวัน (สัปดาหละ 5-7 วัน) 1. คุณใช..........................บอยเพียงใด 0 2 3 4 6 2. คุณมีความตองการ หรือมีความรูสึกอยากใช .........................จนทนไมไดบอยเพียงใด 0 3 4 5 6 3. การใช..........................ทําใหคุณเกิดปญหา สุขภาพ ครอบครัว สังคม กฎหมาย หรือการเงิน บอยเพียงใด 0 4 5 6 7 4. การใช..........................ทําใหคุณไมสามารถ รับผิดชอบหรือ ทํากิจกรรมที่คุณเคยทําตามปกติได บอยเพียงใด 0 5 6 7 8 ในชวงเวลาที่ผานมา ไมเคย เคยแตกอน 3 เดือน ที่ผานมา เคยในชวง 3 เดือน ที่ผานมา 5. ญาติ เพื่อน หรือคนที่รูจักเคยวากลาวตักเตือน วิพากษวิจารณ จับผิด หรือแสดงทาทีสงสัยวาคุณ เกี่ยวของกับการใช..............................หรือไม 0 3 6 6. คุณเคยลด หรือหยุดใช...............................แตไม ประสบผลสําเร็จ หรือไม 0 3 6 รวมคะแนน ระดับคะแนน ระดับผลกระทบจากการใช คัดกรองโรครวมหรือโรคอื่นๆ ที่สําคัญ 2-3 ต่ํา*  การคัดกรองโรคที่ตองรับยาตอเนื่อง เชน ลมชัก เบาหวานหัวใจ ความดัน และโรคติดตอในระยะติดตอ เชน วัณโรค สุกใส งูสวัด  การคัดกรองการเจ็บปวยทางจิตใจ - โรคซึมเศรา (2Q, 9Q) - ความเสี่ยงการฆาตัวตาย (8Q) - โรคจิต (แบบคัดกรองโรคจิต)  การคัดกรองความเสี่ยงการเกิดภาวะถอนพิษยารุนแรง - ใชยาเสพติดประเภทเฮโรอีนในชวง 3 เดือนที่ผานมา - ดื่มแอลกอฮอลเปนประจําในชวง 3 เดือนที่ผานมา - ใชยานอนหลับเปนประจําในชวง 3 เดือนที่ผานมา 4-26 ปานกลาง** 27+ สูง*** คุณเคยใชสารเสพติดชนิดฉีดหรือไม ไมเคย  เคย ขอแนะนํา ถาเคย, ภายใน 3 เดือนที่ผานมา คุณใชบอยเพียงใด  1 ครั้ง/สัปดาห หรือนอยกวา 3 วันติดตอกัน  มากกวา 1 ครั้ง/สัปดาห หรือมากกวา 3 วันติดตอกัน  ใหการบําบัดแบบสั้น (Brief Intervention)  ใหบริการลดอันตรายจากการใชยา 10 ชุดบริการ  ประเมินเพิ่มเติม วางแผน และใหการบําบัดรักษาแบบเขมขน รายบุคคล หมายเหตุ *อนุมานวาเปนผูใช **อนุมานวาเปนผูเสพ ***อนุมานวาเปนผูติด
  • 74.
    68 6. การประเมินภาวะโภชนาการ ขอแนะนํา แบบประเมินภาวะโภชนาการเปนการประเมินวาผูสูงอายุวาไดรับสารอาหารเพียงพอหรือไมเพื่อคนหาโอกาสที่ จะเกิดภาวะขาดสารอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการ 1 ในชวง3 เดือนที่ผานมารับประทานอาหารไดนอยลง เนื่องจากความอยากอาหารลดลง มีปญหาการยอย การเคี้ยว หรือปญหาการกลืน หรือไม   0 ความอยากอาหารลดลงอยางมาก  1 ความอยากอาหารลดลงปานกลาง  2 ความอยากอาหารไมลดลง 2 ในชวง 3 เดือนที่ผานมา น้ําหนักลดลง หรือไม(โดยไมตั้งใจลดน้ําหนัก)   0 น้ําหนักลดลงมากกวา 3 กิโลกรัม  1 ไมทราบ  2 น้ําหนักลดลงระหวาง 1-3 กิโลกรัม  3 น้ําหนักไมลดลง 3 สามารถเคลื่อนไหวไดเอง หรือไม   0 นอนบนเตียง หรือ ตองอาศัยรถเข็นตลอดเวลา  1 ลุกจากเตียงหรือรถเข็นไดบาง แตไมสามารถไปขางนอกไดเอง  2 เดินและเคลื่อนไหวไดตามปกติ 4 ใน 3 เดือนที่ผานมา มีความเครียดรุนแรงหรือปวยเฉียบพลัน หรือไม   0 มี  2 ไมมี 5 มีปญหาทางจิตประสาท หรือไม   0 ความจําเสื่อม หรือ ซึมเศราอยางรุนแรง  1 ความจําเสื่อมเล็กนอย  2 ไมมีปญหาทางประสาท 6 ดัชนีมวลกาย [BMI = น้ําหนักตัว (กก.) / สวนสูง (ม.)2 ]   0 BMI นอยกวา 19  1 BMI ตั้งแต 19 แตนอยกวา 21  2 BMI ตั้งแต 21 แตนอยกวา 23  3 BMI ตั้งแต 23 ขึ้นไป คะแนนรวม การพิจารณา(คะแนนเต็ม 14 คะแนน) คะแนนรวม 12-14 คะแนน แสดงวา มีภาวะโภชนาการปกติ คะแนนรวม 8-11 คะแนน แสดงวา มีความเสี่ยงตอภาวะขาดสารอาหาร คะแนนรวม 0-7 คะแนน แสดงวา มีภาวะขาดสารอาหาร
  • 75.
    69 7. แบบคัดกรองภาวะกระดูกพรุน การตรวจคัดกรองดวย OsteoporosisSelf-Assessment Tool for Asians (OSTA) ซึ่งสามารถ คนหาผูที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเพื่อตรวจหาความหนาแนนของกระดูกตอไปได OSTA (Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians) โดยสูตรในการคํานวณความเสี่ยง OSTA นั้นเทากับ 0.2 x (น้ําหนักตัว - อายุ) ผลลัพธที่ไดใหตัดจุดทศนิยมออก โดยอายุใชหนวยใชเปนป น้ําหนักตัวใชหนวยเปนกิโลกรัม การแปลผล OSTA index นอยกวา -4 หมายถึง ความเสี่ยงสูง ระหวาง -4 ถึง -1 หมายถึง ความเสี่ยงปานกลาง มากกวา -1 หมายถึง ความเสี่ยงต่ํา ที่มา: ราชวิทยาลัยแพทยออรโธปดิกสแหงประเทศไทย. แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2553 40-44 45-49 50-54 55-59 60-64 65-69 70-74 75-79 80-84 85-89 90-94 40-44 45-49 50-54 55-59 60-64 65-69 70-74 75-79 80-84 85-89 90-94 95-99 น้ําหนัก (กิโลกรัม) อายุ (ป) ความเสี่ยงปานกลาง ความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงต่ํา
  • 76.
    70 8. การประเมินภาวะสมองเสื่อม ขอแนะนํา • ผูใหขอมูลควรเปนผูดูแล/ญาติหรือเพื่อนที่รูจัก ติดตอ ดูแลหรืออยูกับผูสูงอายุอยางตอเนื่องไมนอยกวา 10ป • เปนการประเมินเปรียบเทียบความจํา สติปญญาและความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันในแตละ สถานการณในระยะเวลา 10 ปที่ผานมากับปจจุบันของผูสูงอายุ อาการของผูสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงระหวาง 10 ปที่แลวกับปจจุบัน ดีขึ้นมาก ดีขึ้น เล็กนอย ไม เปลี่ยนแปลง แยลง เล็กนอย แยลง มาก 1. ความจําในรายละเอียดของคนในครอบครัว หรือญาติเกี่ยวกับอาชีพ ที่อยู (ถาเมื่อ 10 ปที่ แลวจําไดดี แตตอนนี้จําไมไดเลย ใหถือวาแยลง มาก แตถา 10 ปที่แลวจําไมไดเลย ตอนนี้จําได เลยบาง ถือวาดีขึ้นเล็กนอย 2. จําไดวาตอนนี้พักอาศัยอยูทีไหน 3. ทราบเหตุการณที่สําคัญในอดีต 4. ความสามารถในการปรับตัวเขากับการ เปลี่ยนแปลงในชีวิตประจําวัน 5. สามารถเรียนรูสิ่งใหมๆ ทั่วๆไป 6.สามารถที่จะเขาใจในสิ่งที่เกิดขึ้นพรอมกับให เหตุผลในสิ่งนั้นได 7. สามารถเดินทางไปกลับ สถานที่คุนเคยไดโดย ลําพัง 8. สามารถทํางานที่เคยทํา การใหคะแนน ดีขึ้นมาก = 1 คะแนน ดีขึ้นเล็กนอย = 2 คะแนน ไมเปลี่ยนแปลง = 3 คะแนน แยลงเล็กนอย = 4 คะแนน แยลงมาก = 5 คะแนน การพิจารณา คะแนนรวมจาก 8 ขอ หารดวย 8 ≥3.44 คะแนน หมายถึง ผูสูงอายุมีความเสี่ยงหรือมีแนวโนมที่ จะมีภาวะสมองเสื่อมใหทําการประเมินดวยแบบประเมินสมรรถภาพสมอง MMSE Thai 2002
  • 77.
    71 9. การประเมินความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวัน (ADL) ขอแนะนํา •เปนการวัดวาผูสูงอายุทําอะไรไดบาง (ทําอยูจริง) ไมใชเปนการทดสอบวา หรือ ถามวาทําไดหรือไม • เปนการสอบถามถึงกิจกรรมที่ปฏิบัติในระยะเวลา 2 สัปดาหที่ผานมา • เปนการวัดระดับการพึ่งพิง หากตองมีคนคอยดูแลหรือเฝาระวังเวลาปฏิบัติกิจใหถือวาไมไดคะแนนเต็ม • ถาหมดสติ ให 0 คะแนนทั้งหมด คะแนน 1 Feeding (รับประทานอาหารเมื่อเตรียมสํารับไวใหเรียบรอยตอหนา)   0 ไมสามารถตักอาหารเขาปากได ตองมีคนปอนให  1 ตักอาหารเองไดแตตองมีคนชวยเชนชวยใชชอนตักเตรียมไวใหหรือตัดเปนเล็กๆ ไวลวงหนา  2 ตักอาหารและชวยตัวเองไดเปนปกติ 2 Grooming (ลางหนา หวีผม แปรงฟน โกนหนวด ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมงที่ผานมา)   0 ตองการความชวยเหลือ  1 ทําเองได (รวมทั้งที่ทําไดเองถาเตรียมอุปกรณไวให) 3 Transfer (ลุกนั่งจากที่นอน หรือจากเตียงไปยังเกาอี้)   0 ไมสามารถนั่งได (นั่งแลวจะลมเสมอ) หรือตองใชคนสองคนชวยกันยกขึ้น  1 ตองการความชวยเหลืออยางมากจึงจะนั่งไดเชนตองใชคนที่แข็งแรงหรือมีทักษะ1คน หรือใชคนทั่วไป 2 คนพยุงหรือดันขึ้นมาจึงจะนั่งอยูได  2 ตองการความชวยเหลือบางเชนบอกใหทําตามหรือชวยพยุงเล็กนอยหรือตองมีคนดูแลเพื่อ ความปลอดภัย  3 ทําไดเอง 4 Toilet use (ใชหองน้ํา)   0 ชวยตัวเองไมได  1 ทําเองไดบาง(อยางนอยทําความสะอาดตัวเองไดหลังจากเสร็จธุระ)แตตองการความชวยเหลือในบางสิ่ง  2 ชวยตัวเองไดดี(ขึ้นนั่งและลงจากโถสวมเองได ทําความสะอาดไดเรียบรอยหลังจากเสร็จธุระ ถอดใสเสื้อผาไดเรียบรอย) 5 Mobility (การเคลื่อนที่ภายในหองหรือบาน)   0 เคลื่อนที่ไปไหนไมได  1 ตองใชรถเข็นชวยตัวเองใหเคลื่อนที่ไดเอง (ไมตองมีคนเข็นให) และจะตองเขา ออกมุมหองหรือประตูได  2 เดินหรือเคลื่อนที่โดยมีคนชวยเชนพยุงหรือบอกใหทําตามหรือตองใหความสนใจดูแลเพื่อความปลอดภัย  3 เดินหรือเคลื่อนที่ไดเอง
  • 78.
    72 6 Dressing (การสวมใสเสื้อผา)  0 ตองมีคนสวมใสให ชวยตัวเองแทบไมไดหรือไดนอย  1 ชวยตัวเองไดประมาณรอยละ 50 ที่เหลือตองมีคนชวย  2 ชวยตัวเองไดดี (รวมทั้งการติดกระดุม รูดซิบ หรือใชเสื้อผาที่ดัดแปลงใหเหมาะสมก็ได) 7 Stairs (การขึ้นลงบันได 1 ชั้น)   0 ไมสามารถทําได  1 ตองการคนชวย  2 ขึ้นลงไดเอง (ถาตองใชเครื่องชวยเดิน เชน walker จะตองเอาขึ้นลงไดดวย) 8 Bathing (การอาบน้ํา)   0 ตองมีคนชวยหรือทําให  1 อาบน้ําเองได 9 Bowels (การกลั้นการถายอุจจาระในระยะ 1 สัปดาหที่ผานมา)   0 กลั้นไมได หรือตองการการสวนอุจจาระอยูเสมอ  1 กลั้นไมไดบางครั้ง (เปนนอยกวา 1 ครั้งตอสัปดาห)  2 กลั้นไดเปนปกติ 10 Bladder (การกลั้นปสสาวะในระยะ 1 สัปดาหที่ผานมา)   0 กลั้นไมได หรือใสสายสวนปสสาวะแตไมสามารถดูแลเองได  1 กลั้นไมไดบางครั้ง (เปนนอยกวาวันละ 1 ครั้ง)  2 กลั้นไดเปนปกติ คะแนนรวม การพิจารณา(คะแนนเต็ม 20 คะแนน) คะแนนรวม ≥12 คะแนน เปน กลุมที่ 1 ชวยเหลือตัวเองได และ/หรือ ชวยเหลือผูอื่นชุมชน และสังคมได คะแนนรวม 5-11 คะแนน เปน กลุมที่ 2 ชวยเหลือและดูแลตนเองไดบาง คะแนนรวม ≤4 คะแนน เปน กลุมที่ 3 ชวยเหลือตัวเองไมได
  • 79.
  • 80.
  • 81.
  • 82.
  • 83.
  • 84.
  • 85.
  • 86.
  • 87.
  • 88.
    82 รายชื่อผูเขารวมประชุมรับฟงความคิดเห็นจากคณะผูเชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวของ เพื่อรวมพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน วันที่ ๗ ตุลาคม๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ คณะที่ปรึกษา ประกอบดวย ๑. นายแพทยสุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย ๒. นายแพทยณรงค อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย ๓. นายแพทยปานเนตร ปางพุฒิพงศ รองอธิบดีกรมการแพทย ๔. ศาสตราจารยเกียรติคุณแพทยหญิงสยมพร ศิรินาวิน คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ๕. นายแพทยสมเกียรติ โพธิสัตย ที่ปรึกษากรมการแพทย คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยเด็กและวัยรุน (๐-๑๘ ป) ๑. ศาสตราจารยคลินิกแพทยหญิงวินัดดา ปยะศิลป สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี ๒. ผูชวยศาสตราจารยแพทยหญิงอิสราภา ชื่นสุวรรณ คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ๓. นายแพทยกิตติ ลาภสมบัติศิริ สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ๔. นายแพทยสราวุฒิ บุญสุข สํานักสงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ๕. นายแพทยสุวรรณ ชัยสัมฤทธิ์ผล โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ (วัดไรขิง) ๖. นายแพทยสุรัตน สิรินนทกานต โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ศูนยอนามัยที่ ๑ กรมอนามัย ๗. แพทยหญิงเติมแสงศรีสุวรรณภรณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ๘. นายแพทยพิจัย ชุณหเสวี โรงพยาบาลเลิดสิน ๙. แพทยหญิงนัยนา ณีศะนันท สถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี ๑๐. นายแพทยธนะรัตน อิ่มสุวรรณศรี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๑. นางรัชนีบูลย อุดมชัยรัตน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๒. นางสุรีพร คนละเอียด สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๓. นายศุภลักษณ มิรัตนไพร สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๔. นางศิริลักษณ อุบลเหนือ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยทํางาน (๑๙-๕๙ ป) ๑. แพทยหญิงจิตสุดา บัวขาว สํานักวิชาการแพทย ๒. นายแพทยเกรียงไกร เฮงรัศมี สถาบันโรคทรวงอก ๓. แพทยหญิงเปยมลาภ แสงสายัณห สถาบันโรคทรวงอก ๔. นายแพทยสมชาย ธนะสิทธิชัย สถาบันมะเร็งแหงชาติ ๕. แพทยหญิงอรดี พัฒนะเอนก สถาบันมะเร็งแหงชาติ ๖. นายแพทยกิติพงษ พนมยงค โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ๗. นายแพทยกฤษณพงศ มโนธรรม โรงพยาบาลเลิดสิน ๘. นายแพทยมานัส โพธาภรณ โรงพยาบาลราชวิถี ๙. แพทยหญิงปยะธิดา หาญสมบูรณ โรงพยาบาลราชวิถี
  • 89.
    83 ๑๐. นายแพทยสุรศักดิ์ อํามาตยโยธินสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๑. นางพรทิวา เฉลิมวิภาส สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๒. นางสาววรนุตร อรุณรัตนโชติ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๓. นางจีราพร หิรัญรัตนธรรม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๔. นางสาววรรณา ใยพูล สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย คณะทํางานพัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับกลุมวัยผูสูงอายุ (๖๐ ปขนไป) ๑. นายแพทยภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย ๒. นายแพทยบุญชัย พิพัฒนวนิชกุล ที่ปรึกษากรมการแพทย ๓. นายแพทยวิรัช เคหสุขเจริญ สถาบันโรคทรวงอก ๔. นายแพทยวิษณุ ปานจันทร สถาบันมะเร็งแหงชาติ ๕. นายแพทยสมชาย ธนะสิทธิชัย สถาบันมะเร็งแหงชาติ ๖. แพทยหญิงจีรภัทร วงศชินศรี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ๗. แพทยหญิงธนพร รัตนสุวรรณ โรงพยาบาลเลิดสิน ๘. แพทยหญิงนภา ศิริวิวัฒนากุล โรงพยาบาลราชวิถี ๙. นายแพทยธงธน เพิ่มบถศรี สถาบันเวชศาสตรสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผูสูงอายุ ๑๐. ศาสตราจารยนายแพทยประเสริฐ อัสสันตชัย คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๑. ผูชวยศาสตราจารยแพทยหญิงวราลักษณ ศรีนนทประเสริฐ คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ๑๒. ดร.อภิวรรณ ณัฐมนวรกุล สถาบันเวชศาสตรสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผูสูงอายุ ๑๓. นายแพทยอรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๔. เภสัชกรหญิงอมรรัตน วิจิตรลีลา สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๕. นางอรุณี ไทยะกุล สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๑๖. นางจิระภา คําสะสม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ผูเขารวมประชุม ๑. ศาสตราจารย ดร. นายแพทยพรชัย สิทธิศรัณยกุล คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๒. ศาสตราจารยคลินิกแพทยหญิงวินัดดา ปยะศิลป ราชวิทยาลัยกุมารแพทยแหงประเทศไทย ๓. พลเอกปริญญา ทวีชัยการ ราชวิทยาลัยศัลยแพทยแหงประเทศไทย ๔. แพทยหญิงพัชลิน พาทพุทธิพงศ ราชวิทยาลัยรังสีแพทยแหงประเทศไทย ๕. นายแพทยภักดี สรรคนิกร ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย แหงประเทศไทย ๖. ศาสตราจารยเกียรติคุณแพทยหญิงวรรณี นิธิยานันท สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทยฯ ๗. ผูชวยศาสตราจารยนายแพทยสุรพันธ สิทธิสุข สมาคมความดันโลหิตสูงแหงประเทศไทย ๘. นายประภพ ดานเศรษฐกุล สมาคมเทคนิคการแพทยแหงประเทศไทย ๙. นางสาวสุจิตรา นภาคณาพร กรมบัญชีกลาง ๑๐.นางสาวพรพิไล ตันติลีปกร สํานักการแพทย กรุงเทพมหานคร ๑๑.นางสาวชลิดา หมั่นผดุง สํานักการแพทย กรุงเทพมหานคร
  • 90.
    84 ๑๒.นายแพทยสุรจิต สุนทรธรรม แพทยสภา ๑๓.แพทยหญิงศรีศุภลักษณสิงคาลวณิช แพทยสภา ๑๔.นางวิไลรัตน สุจริตชาติ สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร ๑๕.นางสาวกมลพรรณ เนืองนิตย สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร ๑๖.แพทยหญิงอมรรัตน ตรีทิพยรัตน โรงพยาบาลตากสิน ๑๗.นายแพทยสมเกียรติ อัศวโรจนพงษ โรงพยาบาลกลาง ๑๘.รอยเอกหญิงวิชชุดา โลจนานนท สํานักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอม ๑๙.นายแพทยภานุวัฒน ปานเกตุ สํานักโรคไมติดตอ ๒๐.นางสาวศศิพร ตัชชนานุสรณ กรมอนามัย ๒๑.นางแสงพรรณ ธเนศพิพัฒ กรมอนามัย ๒๒.นางสุภาพ ไชยนิตย สํานักยุทธศาสตร กรมการแพทย ๒๓.นางสาวธารีพร ตติยบุญสูง สํานักงานเลขานุการกรม ๒๔.นางสาวพิชยา ยิ่งหาญ กรมการแพทย ๒๕.นางปองขวัญพีรพัฒนโภคิน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๒๖.นางสาวกรชนกลิมปชัยโสภณ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๒๗.นางสาวสุรีรัตน เชื้อผูดี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๒๘.นางสาวพัชริยายิ่งอินทร สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๒๙.นางสาวณัฐธยา สงา สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๐.นางสาวอรัญญา ดาวเรือง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๑.นางสาวพิมลพรรณ ทองอุน สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๒.นางสาวดารา พิลางาม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๓.นางสาวศุภาวดี ใจดี สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๔.นายธนิวัติ กลัดเล็ก สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๕.นางสาวลัดดาพร ภูพวง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๖.นางสาวทิพวรรณ ปานแจม สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ๓๗.นายภูวนาถ ปอมเมือง สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย ผูแทนสถานบริการในสังกัดกรมการแพทย ๑. นายแพทยสมนึก อรามเธียรธํารง โรงพยาบาลสงฆ ๒. แพทยหญิงไพรัตนแสงดิษฐ โรงพยาบาลสงฆ ๓. นางสุภาพร หวังรุงทรัพย โรงพยาบาลสงฆ ๔. แพทยหญิงชนิกานต ศรัทธาพร สถาบันประสาทวิทยา
  • 91.
    85 ผูแทนโรงพยาบาลศูนย ๑. แพทยหญิงดวงพร อัศวราชันยโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผูแทนโรงพยาบาลทั่วไป ๒. แพทยหญิงพนิดา คณาพันธ โรงพยาบาลนครพิงค จังหวัดเชียงใหม ๓. แพทยหญิงจุฑารัตน นันตะสุข โรงพยาบาลสกลนคร จังหวัดสกลนคร ๔. แพทยหญิงดวงกมล เจริญเกษมวิทย โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก ๕. นางมยุรี ตนคัมภีรวาท โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก ๖. นางปติวรรณ สืบนุสนธิ์ โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก ผูแทนโรงพยาบาลชุมชน ๗. นายแพทยธารา รัตนอํานวยศิริ โรงพยาบาลอาจสามารถ จังหวัดรอยเอ็ด ๘. นายแพทยปณณวิช จันทกลาง โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม ๙. นางบุศรา รุงรัตนไชย โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม
  • 92.
  • 93.
    87 0-7 วัน 1เดือน2เดือน 4เดือน 6เดือน 9เดือน 12เดือน 18เดือน 2ป 3ป 4ป 6ป 8ป 10ป 11-14ป 15-18ป 1 ประวัติ/สัมภาษณ สิ่งที่พอแมกังวลและความเสี่ยงตอ (วัณโรค สารตะกั่วและไขมันโลหิต สูง)                 ค1 2 การตรวจรางกาย                 ค1 ชั่งน้ําหนัก                 ค1 วัดสวนสูง                 ค1 วัดเสนรอบศีรษะ          ค1 น้ําหนักตัวเมื่อเทียบกับความสูง/ดัชนีมวลกาย (BMI)   ค1 ความดันโลหิต     ค1 3 การประเมินพัฒนาการและสุขภาพจิต ติดตามเฝาระวังพัฒนาการ (developmental surveillance)                 ค1 ตรวจคัดกรองพัฒนาการ (developmental screening)   ค1 ประเมินปญหาทางจิตใจ สังคม พฤติกรรม และการเรียนรู                 ค1 4 การคัดกรอง (Screening) ค1 วัดสายตาโดยใชเครื่องมือ     ค1 การไดยิน - ดวยเครื่องมือพิเศษ (OAE หรือAutomed-ABR) ก1 - โดยการซักถามและใชเทคนิคการตรวจอยางงาย (whispered Voice Test/Finger Rub test)     ค1 5 การตรวจทางหองปฏิบัติการ ตรวจเลือดคัดกรองทารกแรกเกิด( PKU, TSH) ค1 ตรวจระดับฮีโมโกลบิน/ฮีมาโตคริต ค1 6 วัคซีนปองกันโรค           ค1 7 การใหคําปรึกษาแนะนํา/สงเสริมสุขภาพ การเลี้ยงดูเด็กตามวัย สงเสริมพัฒนาการและการเรียนรู                 ค1 โภชนาการและการออกกําลังกาย                 ค1 การดูแลสุขภาพชองปากและฟน                 ค1 - สงตอบุคลากรทางทันตกรรม ค1 การปองกันอุบัติเหตุ                 ค1 สารเสพติด/อนามัยเจริญพันธ/พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ      ค1 1 ครั้ง ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน อายุ 0 - 18 ป กิจกรรม ชวงอายุ คุณภาพหลักฐานวัยทารก ปฐมวัย วัยเรียน วัยรุน 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง หญิง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง 1 ครั้ง แนะนําใหตรวจ
  • 94.
    88 15# 16# 17# 18# 19 2021 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80+ 1 การตรวจรางกาย 2 วัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต                                                                   คลําชีพจร                                                                   ชั่งน้ําหนัก                                                                   วัดสวนสูง                                                                   การตรวจอื่นๆ วัดเสนรอบเอว                                                                   คํานวณคา BMI                                                                   ความยาวแขน (arm span) คํานวณคา Mindex/Demiquet                 3 การตรวจรางกายตามระบบ                                                                   4 การตรวจเตานมโดยแพทย/บุคลากรสาธารณสุข                                   5 การตรวจสุขภาพชองปากและฟน                                                                   6 การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย 7 การตรวจสายตาดวย Snellen eye chart                      8 การคัดกรองการไดยิน Finger Rub Test                                                                   การใชแบบประเมินสุขภาพ 9 การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด Thai CV risk score                                                                   10 การประเมินภาวะซึมเศราดวยแบบคัดกรองโรคซึมเศราชนิด 2 คําถาม 2Q                                                                   11 การประเมินภาวะโภชนาการดวยแบบ Thai mini nutrition assessment (MNA)                      12 การประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน OSTA index                      13 การประเมินสมรรถภาพสมอง Modified IQCODE                 14 การประเมินการทํากิจวัตรประจําวันพื้นฐานดวย Barthel ADL index                      15 การประเมินระดับการติดนิโคตินในผูสูบบุหรี่ดวย Fagerstrom Test                                                                   16 การประเมินปญหาจากแอลกอฮอลดวย AUDIT                                                                   17 การประเมินการใชสารเสพติดดวยแบบคัดกรอง V.2                                                                   การตรวจทางหองปฏิบัติการ 18 ตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด CBC            19 ตรวจปสสาวะ UA                      การตรวจสารเคมีในเลือด 20 ตรวจน้ําตาลในเลือด FBS                               21 ตรวจการทํางานของไต Cr                      22 ตรวจไขมันในเสนเลือดชนิด Total cholesterol & HDL cholesterol              การตรวจอื่นๆ 23 การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี HBsAg 24 การตรวจ Pap Smear             หรือ การตรวจดวยวิธี VIA       25 การตรวจหาเลือดในอุจจาระ FOBT                                26 การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย แนะนําใหตรวจ, #อายุ 15-18 ป กรณีเขาสูระบบการทํางาน ตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยง ตารางแนวทางการตรวจสุขภาพที่จําเปนและเหมาะสมสําหรับประชาชน อายุ 15 - 80 ปขึ้นไป ตรวจตามความเหมาะสม ตรวจตามความเหมาะสม 1 ครั้ง ทุก 2 - 4 ป ทุก 1 - 2 ป 1 ครั้ง (ถาไมไดทําในวัยเด็ก) ตรวจ Pap Smear เทานั้น ตรวจตามความเหมาะสม 1 ครั้ง (ผูที่เกิดกอน พ.ศ.2535)