คดีหมายเลขดาที่ ...................../๒๕..................
ศาลปกครองกลาง
วันที่ ๑๓ เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗
ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
เกิดวันที่ ๒ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ อายุ ๔๓ ปี อาชีพ รับจ้าง
อยู่ที่บ้านเลขที่ ๔ ถนน ราชมรรคา ตรอก/ซอย ๒
ตาบล/แขวง สนามจันทร์ อาเภอ/เขต เมือง
จังหวัด นครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘-๙๑๖๖๕๐๐๔
ข้าพเจ้า นายไพรัช ดารงกิจถาวร ผู้ฟ้องคดีที่ ๒
เกิดวันที่ ๒๔ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ อายุ ๔๕ ปี อาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัย
อยู่ที่บ้านเลขที่ ๙๑/๘ หมู่ ๕ ตาบล/แขวง สนามจันทร์ อาเภอ/เขต เมือง
จังหวัด นครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘-๓๒๓๒๑๑๒๒
มีความประสงค์ขอฟ้อง แพทยสภา ที่ ๑ คณะกรรมการแพทยสภา ที่ ๒
อยู่ที่ อาคาร ๖ ชั้น ๗ ตึกสานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
ถนน ติวานนท์ จังหวัด นนทบุรี รหัสไปรษณีย์ ๑๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ – ๕๙๐๑๘๘๖
รายละเอียดของการกระทา ข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทาที่เป็น
เหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายที่พอเข้าใจได้
ข้อ ๑ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางไข ดารงกิจ
ถาวร รายละเอียดปรากฏตามเอกสารสาเนาบัตรประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้าน เอกสาร
ท้ายคาฟ้องหมายเลข ๑
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นองค์กรของรัฐตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.
๒๕๒๕ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บริหารองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลผู้ประกอบ
วิชาชีพเวชกรรมให้ปฏิบัติถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
หมายเหตุ ๑. คาฟ้องต้องใช้ถ้อยคาสุภาพและให้ทาเป็นภาษาไทย
๒. ผู้ฟ้องคดีแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคาฟ้อง ถ้าไม่อาจแนบพยานหลักฐานมาได้ ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย
๓. ผู้ฟ้องคดีต้องจัดทาสาเนาคาฟ้อง และสาเนาพยานหลักฐานที่ผู้ฟ้องคดีรับรองสาเนาถูกต้องตามจานวนของผู้ถูกฟ้องคดียื่นมาพร้อมกับคาฟ้อง
๔. การจัดทาคาฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่จาเป็นต้องทาตามรูปแบบของคาฟ้องนี้ แต่ต้องมีเนื้อหาสาระสาคัญครบถ้วนตามที่ระบุไว้นี้
คาฟ้ อง
(ค.๑)
แผ่นที่ ..๒..
ข้อ ๒ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นางไขฯผู้ตายได้หกล้มก้น
กระแทกพื้นปูน ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงนานางไขฯ ไปรักษาตัวที่
โรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เชื่อ
ว่าดีที่สุดในจังหวัดนครปฐมและอยู่ใกล้บ้านของนางไขฯ นายแพทย์วสุ เตชะไพฑูรย์ ซึ่งเป็น
แพทย์เจ้าของไข้และเป็นแพทย์ออร์โธปิดิกส์ของโรงพยาบาลสนามจันทร์ ได้ตรวจและวินิจฉัยว่า
นางไขฯ กระดูกข้อสะโพกหักต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และนายแพทย์วสุฯ
ได้ทาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมให้แก่นางไขฯ ในวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา
๒๐.๐๐ น. โดยมีนายแพทย์สมชาย อมรโยธินเป็นวิสัญญีแพทย์ทาหน้าที่บล็อคหลังก่อนการ
ผ่าตัดและมีนายแพทย์สุชาติ เดชวรกุล อายุรแพทย์ดูแลคนไข้ก่อนและหลังผ่าตัด หลังผ่าตัด
เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.นางไขฯได้ถูกย้ายมาถึงห้องพักคนไข้เดิมก่อนผ่าตัดในสภาพหลับบน
รถเข็นนอน พยาบาลและผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ช่วยกันย้ายนางไขฯ ลงบนเตียงคนไข้ซึ่งนางไขฯ
ก็ยังคงหลับไม่ลืมตาแต่อย่างใด หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับนายขันติ ดารงกิจถาวร ซึ่งเป็น
บิดาผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นอนเฝ้าไข้นางไขฯที่ห้องพักผู้ป่วย จนเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น.วันที่
๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายขันติฯ ได้ตื่นขึ้นมาเห็นนางไขฯ นอนน้าลายฟูมปากอยู่บน
เตียงคนไข้ จึงได้ไปตามพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาลจนนางไขฯถูกนาตัวไปยังห้องไอซียู
ต่อมามีแพทย์ระบบประสาทของโรงพยาบาลสนามจันทร์เข้ามาตรวจและได้สั่งให้มีการเอ็กซเรย์
สมองนางไขฯ และแพทย์ได้รายงานภาวะนางไขฯ ให้กับญาตินางไขฯ ว่าคนไข้เกิดภาวะสมอง
ซีกขวาขาดเลือดบริเวณกว้างทาให้แขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง แพทย์ได้ทาการรักษานางไขฯต่อ
แต่ภาวะของนางไขฯไม่ดีขึ้นจนแพทย์สั่งให้มีการเอ็กซเรย์สมองอีกครั้งจนนายแพทย์สมชัย ตั้ง
บาเพ็ญสุนทร ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทโรงพยาบาลสนามจันทร์ได้ตรวจอาการและ
อธิบายสภาวะของนางไขฯ ให้ญาติทั้งหมดฟังและบอกแนวทางการรักษาและความเสี่ยงโดย
แผ่นที่ ..๓..
สรุปได้ว่าคนไข้มีภาวะสมองขาดเลือดและบวม ต้องทาการผ่าตัดสมอง แต่มีความเสี่ยงเสียชีวิต
ภายหลังผ่าตัด ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หากรอดชีวิตจะพิการตลอดชีวิตให้ญาติตัดสินใจ แต่ถ้า
ไม่ทาการผ่าตัดก็ให้รักษาไปตามอาการ คนไข้จะอยู่ได้เท่าไรก็ขึ้นอยู่กับอายุขัยของคนไข้ ญาติ
นางไขฯ ทั้งหมดได้ปรึกษากันแล้วเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้แพทย์ผ่าตัดและเลือกที่จะขอย้ายนาง
ไขฯ ไปรักษาตัวระยะสุดท้ายต่อที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐมตามสิทธิการรักษาโครงการ
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ด้วยเหตุผลที่ไม่มีความเชื่อมั่นกับทีมแพทย์ของ
โรงพยาบาลสนามจันทร์อีกต่อไปและการเลือกที่จะไม่ให้แพทย์ผ่าตัดนางไขฯโดยเลือกที่จะ
รักษาตามอาการเท่านั้นก็ไม่จาเป็นต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง
ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดนางไขฯ จะต้องเสียชีวิตแต่ก็ยังพอมีเวลาให้ญาติทาใจ ญาติจึงขอย้ายนางไข
ฯ ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และนางไขฯ
ได้เสียชีวิตในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑
หลังจากทาพิธีทางศาสนาให้แก่นางไขฯ แล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองติดใจการรักษา
ของโรงพยาบาลสนามจันทร์ ว่าทาไมนางไขฯ ที่เข้าไปรักษากับโรงพยาบาลสนามจันทร์ในกรณี
ข้อสะโพกหักแต่หลังผ่าตัดกลับมีปัญหาทาให้สมองเสียหาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงอาสาเป็นตัวแทน
ญาติไปร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๒ เพื่อให้ดาเนินการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหายที่
ทางโรงพยาบาลสนามจันทร์ได้ทาการรักษาจนนางไขฯ ต้องเสียชีวิต ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้ง
จากสานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวง
สาธารณสุขว่าได้ส่งเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีไปยังแพทยสภาเพื่อวินิจฉัยว่ากระบวนการรักษา
ของทีมแพทย์กรณีนางไขฯนั้นผิดต่อมาตรฐานทางการแพทย์และจริยธรรมแพทย์หรือไม่ ซึ่ง
แพทยสภาได้รับเรื่องไว้พิจารณาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ แพทยสภาได้เชิญผู้ฟ้องคดี
แผ่นที่ ..๔..
ที่ ๑ ไปให้การต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓
หลังจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไปให้การต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ของแพทยสภาแล้ว ผู้
ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็เฝ้ารอผลการพิจารณาของแพทยสภาว่าจะมีข้อสรุปเป็นประการใดต่อ
กรณีการเสียชีวิตของนางไขฯ
เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือจากกรม
สนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ ๐๗๑๓. ๐๖/๔๐๗ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๕๗ ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๓ แจ้งผลการพิจารณาของแพทยสภาใน
กรณีร้องเรียนที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นไว้ต่อกระทรวงสาธารณสุขและได้ส่งสาเนาคาสั่งแพทยสภามาให้
พร้อมกันด้วย โดยในคาสั่งแพทยสภาดังกล่าวปรากฏผลการพิจารณาของคณะกรรมการแพทย
สภาที่มีมติคดีไม่มีมูลและยกข้อกล่าวโทษทีมแพทย์ที่รักษานางไขฯ
ข้อ ๓ ในคาสั่งยกข้อกล่าวโทษทีมแพทย์โรงพยาบาลสนามจันทร์ที่รักษานาง
ไขฯของแพทยสภาดังกล่าวนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง
ทางวิชาการแพทย์และฟังพยานหลักฐานเท็จของผู้ถูกกล่าวโทษที่ผู้ถูกกล่าวโทษตั้งใจทาเท็จขึ้น
เพื่อหนีความผิดของตนจนเป็นเหตุให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาไม่ถูกต้องตาม
ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ดังที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะขออนุญาตกราบเรียนต่อศาล ดังนี้
๓.๑ คณะกรรมการแพทยสภาวินิจฉัยในประเด็นกระบวนการให้การดูแล
รักษาผู้ป่วยหลังผ่าตัด ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๓ หน้า ๑๒ บรรรทัดที่ ๒๗ ความ
ว่า “ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๓ ได้ให้ยา Adalat ๑๐ มิลลิกรัม อมใต้ลิ้น (sublingual) เวลา ๒๒.๓๕
น. ความดันโลหิตลดลงมาเป็น ๑๗๕/๘๐ มิลลิเมตรปรอท วิสัญญีพยาบาลได้ตรวจดูอาการ
ตามวิธีการตรวจและให้คะแนนในตาราง RR.SCORE ผู้ป่วยมีคะแนน ๙ ใน ๑๐ คะแนน ตั้งแต่
เวลา ๒๒.๓๐ ถึง ๒๓.๐๐ น. ซึ่งถือว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัย สามารถย้ายออกจากห้องพักฟื้น
แผ่นที่ ..๕..
ไปยังห้องพักผู้ป่วยได้” ผู้ฟ้องคดีของกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ตาราง RR.SCORE เป็น
การบันทึกค่าตัวแปรสัญญาณชีพ ๕ ตัวแปรในบันทึกวิสัญญีพยาบาลห้องพักฟื้น ตามเอกสาร
ท้ายคาฟ้องหมายเลข ๔ ซึ่งมีช่องประเมินค่าตัวแปรดังนี้ A , R , C1 , C2 , C3 โดยมี
ข้อความอธิบายถึงเกณฑ์การประเมินในค่าตัวแปรทั้งห้าอยู่บริเวณด้านขวาตรงข้ามกับตาราง
RR.SCORE ซึ่งวิสัญญีพยาบาลจะประเมินค่าและบันทึกระดับคะแนนไว้ในตาราง RR.SCORE
ตามเวลาที่กาหนดไว้ จากเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๔ หากพิจารณาระดับคะแนนในช่อง
C1 ณ เวลา ๒๒.๓๐ น. วิสัญญีพยาบาลประเมินให้คะแนน ๒ หมายถึง B.P. (ค่าความดัน
เลือด)ของคนไข้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่เกินร้อยละ ๒๐ จากค่าความดันเลือดของ
คนไข้ก่อนผ่าตัด ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้องตามวิชาการแพทย์
เพราะระดับความดันเลือดนางไขฯ ณ เวลา ๒๒.๓๐ น. อยู่ในระดับ ๒๐๐/๙๕ และระดับความ
ดันเลือดช่อง C1 ก่อนการผ่าตัดที่ถูกบันทึกไว้ในตาราง RR.SCORE ณ เวลา ๑๙.๔๐ ที่
วิสัญญีพยาบาลประเมินให้คะแนนไว้ระดับ ๒ นั้นคือระดับความดันเลือดนางไขที่ ๑๖๐/๙๐ โดย
วิธีประเมินของวิสัญญีพยาบาลต้องนาเอาระดับความดันเลือดของคนไข้ก่อนผ่าตัด ซึ่งในกรณีนี้
วิสัญญีพยาบาลบันทึกระดับความดันเลือดคนไข้เมื่อเวลา ๑๙.๔๐ น. ซึ่งคนไข้ยังอยู่ในห้องพัก
ผู้ป่วยก่อนถูกย้ายมาห้องผ่าตัด โดยความดันเลือดนางไขฯก่อนผ่าตัดอยู่ในระดับคงที่ที่ ๑๖๐/
๙๐ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๔๐ น. จนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น.ก่อนย้ายไปยังห้องผ่าตัด ตามเอกสารท้ายคา
ฟ้องหมายเลข ๕ ระดับความดันก่อนผ่าตัดของนางไขฯที่ต้องนามาเป็นค่าหลักในการประเมิน
เปรียบเทียบกับระดับความดันคนไข้หลังผ่าตัดคือ ๑๖๐/๙๐ ซึ่งถ้านาระดับความดันเลือดคนไข้
ก่อนผ่าตัดนี้ไปเทียบกับระดับความดันเลือดหลังผ่าตัดของคนไข้เวลา ๒๒.๓๐ น. ที่ระดับ ๒๐๐/
๙๕ จะเห็นได้ชัดเจนว่าระดับความดันเลือดตัวบน (systolic) มีการเปลี่ยนแปลงเกินร้อยละ ๒๐
อีกทั้งมีระดับความดันเลือดที่สูงมากจนอาจจะเป็นอันตรายต่อคนไข้จนเป็นเหตุให้วิสัญญีแพทย์
แผ่นที่ ..๖..
หรือผู้ถูกร้องเรียนที่ ๓ มีคาสั่งให้ยาลดความดันเลือด Adalat แก่นางไขฯ ดังนั้นผลประเมินค่า
C1 เวลา ๒๒.๓๐ น. จึงควรได้ระดับคะแนนที่ต่ากว่า ๒ และเมื่อรวมคะแนนค่าตัวแปร
สัญญาณชีพทั้งห้าในตาราง RR.SCORE เวลา ๒๒.๓๐ น. แล้วก็ควรได้คะแนนรวมไม่ถึง ๙
ซึ่งไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะจาหน่ายคนไข้ได้จึงทาให้ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการแพทยสภายกขึ้นมา
วินิจฉัยว่า “วิสัญญีพยาบาลได้ตรวจดูอาการตามวิธีการตรวจและให้คะแนนในตาราง
RR.SCORE ผู้ป่วยมีคะแนน ๙ ใน ๑๐ คะแนน ตั้งแต่เวลา ๒๒.๓๐ ถึง ๒๓.๐๐ น.” นั้นไม่ใช่
ข้อเท็จจริง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขออนุญาตกราบเรียนศาลต่อไปว่า มูลเหตุที่วิสัญญีพยาบาลจงใจ
ประเมินค่า C1 ให้คะแนนถึงระดับ ๒ ในเวลา ๒๒.๓๐ น. เป็นเท็จนั้น ก็มุ่งที่จะให้เข้าใจว่า
ระดับความดันเลือดของคนไข้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยคงที่อย่างน้อย ๓๐ นาทีตามมาตรฐานทาง
การแพทย์ของการประเมินผู้ป่วยออกจากห้องพักฟื้น ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๖
หน้า ๘๒ ความว่า “เกณฑ์ในการประเมินเพื่อจาหน่ายผู้ป่วยมีดังนี้ 1. สัญญาณชีพควรอยู่ใน
ระดับปกติหรืออยู่ในระดับเดียวกับก่อนผ่าตัด และคงที่อย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง” เมื่อ
ปรากฏข้อเท็จจริงว่าระดับความดันเลือดคนไข้ยังไม่อยู่ในระดับปลอดภัยและคงที่อย่างน้อย ๓๐
นาทีตามเกณฑ์การประเมินดังกล่าวแล้ว วิสัญญีแพทย์จึงควรให้คนไข้อยู่ในห้องพักฟื้นต่อไป
เพื่อรอให้สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามทางวิชาการแพทย์เสียก่อน
๓.๒ ข้อวินิจฉัยหน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๓๓ ความว่า “จนเวลา ๐๖.๐๐ น.
พบว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว จึงได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายผู้ป่วยไปหอผู้ป่วยไอซียูทา
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่ามีหย่อมสมองตายจากภาวะหลอดเลือดตีบซึ่งมีสาเหตุจาก
เบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ข้อ
วินิจฉัยดังกล่าวนี้ก็คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะการทาเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองในกรณี
นี้ใช้วิธีซีทีแสกน ซึ่งจะเห็นเพียงภาพเนื้อสมองที่ขาดเลือดเท่านั้น ไม่สามารถเห็นได้ว่าสมอง
แผ่นที่ ..๗..
ขาดเลือดด้วยเหตุใด การที่คณะกรรมการแพทยสภาวินิจฉัยว่าเกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบซึ่ง
มีสาเหตุจากเบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรังตามคาชี้แจงของแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๓ ซึ่ง
เป็นผู้สั่งให้ยาลดความดันเลือด Adalat จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงและขาดความน่าเชื่อถือ แม้แต่รังสี
แพทย์โรงพยาบาลสนามจันทร์ยังอ่านผลการทาซีทีแสกนนางไขฯและบันทึกไว้เวชระเบียนของ
โรงพยาบาลสนามจันทร์ซึ่งเป็นพยานเอกสารในกรณีร้องเรียนนี้ไว้แค่สมองขาดเลือดเท่านั้น ไม่
มีคาว่าหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแต่อย่างใด ประกอบกับความเห็นของคณะแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยแพทย์ทั้งสามแห่งก็ไม่มีคณะพยานผู้เชี่ยวชาญแพทย์แห่งใดให้
ความเห็นว่าเหตุที่คนไข้สมองขาดเลือดนั้นเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่กลับมี
ความเห็นของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยที่ปรากฏ
ในคาสั่งแพทยสภาหน้า ๗ ย่อหน้าสุดท้าย ความว่า “อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทบทวนเวช
ระเบียนแล้วมีความเห็นว่า Nifedipine (ชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้าคือ Adalat) ๑๐ กรัม (ที่
จริงควรเป็นมิลลิกรัม) ที่ให้ทางใต้ลิ้น (sublingual) นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันเลือดที่
ลดลงได้” และความเห็นจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศ
ไทยที่ปรากฏในคาสั่งแพทยสภาหน้า ๘ บรรทัดที่ ๒๐ ความว่า “ความเห็น : การให้
Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ลิ้น (sublingual) น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็ว
ของความดันโลหิตมากถึง ๑๐๐ มิลลิเมตรปรอท systolic ในเวลา ๑ ชั่วโมงหลังได้รับยา อันอาจ
เป็นเหตุให้ผู้ป่วยรายนี้เกิด Cerebral infarction ขนาดใหญ่ได้” ดังนั้นข้อวินิจฉัยของ
คณะกรรมการแพทยสภาความว่า “เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่ามีหย่อมสมองตายจาก
ภาวะหลอดเลือดตีบซึ่งมีสาเหตุจากเบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง” จึงไม่ถูกต้องตาม
ข้อเท็จจริงทางวิชาการ
๓.๓ ข้อวินิจฉัยหน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๓๗ ความว่า “จากความเห็นของราช
แผ่นที่ ..๘..
วิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การให้ Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้
ลิ้น น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของความดันโลหิต อาจเป็นเหตุให้สมองขาด
เลือดได้ คณะกรรมการแพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันในประเด็น
ดังกล่าว” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนในประเด็นนี้ว่า ยาลดความดันชื่อ Adalat หรืออีกชื่อ
หนึ่งว่า Nifedipine เป็นยาลดความดันเลือดที่คณะกรรมการแห่งชาติด้านยาได้คัดชื่อออกจาก
บัญชียาหลักแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ทั้งยังมีคาเตือนในการใช้ยาว่าไม่ควรใช้รักษาความดัน
โลหิตสูง ด้วยเหตุจากอันตรายจากยา ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๗ หน้า ๖ ข้อ ๒.๖.๒
และเป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผลในการรักษาคนไข้ความดันโลหิตสูง ตามเอกสารท้ายคาฟ้อง
หมายเลข ๘ หน้า ข – ๑๒ ข้อ ๓.๑ ดังนั้นข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการแพทยสภาที่ว่า “ยัง
ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยัน” จึงไม่ถูกต้อง และข้อวินิจฉัยต่อไปในหน้า ๑๒ ก่อนบรรทัด
สุดท้าย ความว่า “ทั้งกลไกการออกฤทธิ์ของยาทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาด
เล็ก ซึ่งมีผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ต่างๆ มากขึ้น และยา Nifedipine ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วย
ที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนต่อศาลว่า สาเหตุ
ที่ทาให้สมองนางไขฯขาดเลือดนั้นไม่มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคณะใดให้ความเห็นว่าเกิดจาก
คนไข้หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเลย มีแต่ความเห็นที่เชื่อว่าเกิดจากยาลดความดันเลือด
Adalat หรือ Nifedipine ดังนั้นกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่ทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือด
แดงขนาดเล็กจึงอาจจะเป็นเหตุให้เซลสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้นจากพยาธิสภาพของหลอดเลือด
ของคนไข้ขณะนั้น ซึ่งในความเห็นคณะผู้เชี่ยวชาญของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศ
ไทยที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๘ บรรทัดที่ ๒๒ ความว่า “ซึ่งผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่
ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้ว ยา Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงปรากฏเป็นยาที่
ไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิต ในแนวทางเวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง”
แผ่นที่ ..๙..
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนว่า หากนางไขฯมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองบริเวณดังกล่าวก่อน
แล้วจริง ยิ่งทาให้เป็นข้อห้ามในการให้ยา Adalat หรือ Nifedipine ซึ่งทาให้คนไข้ได้รับ
อันตรายจากยา ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๙ หน้า ๓๔ บรรทัดที่ ๕
ข้อ ๔ เมื่อข้อเท็จจริงทางวิชาการทางการแพทย์ไม่ตรงกับข้อวินิจฉัยของ
คณะกรรมการแพทยสภาที่ยกขึ้นอ้างประกอบการคาสั่งทางปกครองว่า คดีไม่มูล และยกข้อ
กล่าวโทษผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามคนได้แก่ ๑. นายแพทย์วสุ เตชะไพฑูรย์ ๒. นายแพทย์สุชาติ
เดชวรกุล ๓. นายแพทย์สมชาย อมรโยธิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเห็นว่าคาสั่งของแพทยสภา
ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังเห็นว่ามติของ
คณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ที่มีมติ คดีมีมูล สมควรนาเข้าสู่กระบวนการสอบสวนนั้น
ถูกต้องแล้ว
แผ่นที่ ..๑๐..
คาขอของผู้ฟ้องคดี (ระบุวัตถุประสงค์หรือความต้องการของผู้ฟ้องคดี)
๑. ขอศาลโปรดพิจารณาเพิกถอนคาสั่งทางปกครองของแพทยสภาที่สั่งคดีไม่มีมูล กรณี
ร้องเรียนกล่าวโทษของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
๒. ขอศาลโปรดพิจารณามีคาพิพากษาหรือคาสั่งให้แพทยสภามีคาสั่งทางปกครองให้
คณะกรรมการแพทยสภามีมตินาเรื่องร้องเรียนกล่าวโทษทีมแพทย์ทั้งสามคนเข้าสู่กระบวนการสืบสวนหรือ
ขั้นตอนใดๆตามกระบวนการทางปกครองของแพทยสภาต่อไป
๓.
๔.
๕.
(ลงชื่อ) ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
( นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร )
(ลงชื่อ) ผู้ฟ้องคดีที่ ๒
( นายไพรัช ดารงกิจถาวร )

ฟ้องแพทยสภาเพิกถอนมติกรณีนางไข ดำรงกิจถาวร

  • 1.
    คดีหมายเลขดาที่ ...................../๒๕.................. ศาลปกครองกลาง วันที่ ๑๓เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เกิดวันที่ ๒ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ อายุ ๔๓ ปี อาชีพ รับจ้าง อยู่ที่บ้านเลขที่ ๔ ถนน ราชมรรคา ตรอก/ซอย ๒ ตาบล/แขวง สนามจันทร์ อาเภอ/เขต เมือง จังหวัด นครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘-๙๑๖๖๕๐๐๔ ข้าพเจ้า นายไพรัช ดารงกิจถาวร ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เกิดวันที่ ๒๔ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ อายุ ๔๕ ปี อาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัย อยู่ที่บ้านเลขที่ ๙๑/๘ หมู่ ๕ ตาบล/แขวง สนามจันทร์ อาเภอ/เขต เมือง จังหวัด นครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘-๓๒๓๒๑๑๒๒ มีความประสงค์ขอฟ้อง แพทยสภา ที่ ๑ คณะกรรมการแพทยสภา ที่ ๒ อยู่ที่ อาคาร ๖ ชั้น ๗ ตึกสานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถนน ติวานนท์ จังหวัด นนทบุรี รหัสไปรษณีย์ ๑๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ – ๕๙๐๑๘๘๖ รายละเอียดของการกระทา ข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทาที่เป็น เหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายที่พอเข้าใจได้ ข้อ ๑ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางไข ดารงกิจ ถาวร รายละเอียดปรากฏตามเอกสารสาเนาบัตรประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้าน เอกสาร ท้ายคาฟ้องหมายเลข ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นองค์กรของรัฐตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บริหารองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมให้ปฏิบัติถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หมายเหตุ ๑. คาฟ้องต้องใช้ถ้อยคาสุภาพและให้ทาเป็นภาษาไทย ๒. ผู้ฟ้องคดีแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคาฟ้อง ถ้าไม่อาจแนบพยานหลักฐานมาได้ ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย ๓. ผู้ฟ้องคดีต้องจัดทาสาเนาคาฟ้อง และสาเนาพยานหลักฐานที่ผู้ฟ้องคดีรับรองสาเนาถูกต้องตามจานวนของผู้ถูกฟ้องคดียื่นมาพร้อมกับคาฟ้อง ๔. การจัดทาคาฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่จาเป็นต้องทาตามรูปแบบของคาฟ้องนี้ แต่ต้องมีเนื้อหาสาระสาคัญครบถ้วนตามที่ระบุไว้นี้ คาฟ้ อง (ค.๑)
  • 2.
    แผ่นที่ ..๒.. ข้อ ๒เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นางไขฯผู้ตายได้หกล้มก้น กระแทกพื้นปูน ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงนานางไขฯ ไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เชื่อ ว่าดีที่สุดในจังหวัดนครปฐมและอยู่ใกล้บ้านของนางไขฯ นายแพทย์วสุ เตชะไพฑูรย์ ซึ่งเป็น แพทย์เจ้าของไข้และเป็นแพทย์ออร์โธปิดิกส์ของโรงพยาบาลสนามจันทร์ ได้ตรวจและวินิจฉัยว่า นางไขฯ กระดูกข้อสะโพกหักต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และนายแพทย์วสุฯ ได้ทาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมให้แก่นางไขฯ ในวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๒๐.๐๐ น. โดยมีนายแพทย์สมชาย อมรโยธินเป็นวิสัญญีแพทย์ทาหน้าที่บล็อคหลังก่อนการ ผ่าตัดและมีนายแพทย์สุชาติ เดชวรกุล อายุรแพทย์ดูแลคนไข้ก่อนและหลังผ่าตัด หลังผ่าตัด เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.นางไขฯได้ถูกย้ายมาถึงห้องพักคนไข้เดิมก่อนผ่าตัดในสภาพหลับบน รถเข็นนอน พยาบาลและผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ช่วยกันย้ายนางไขฯ ลงบนเตียงคนไข้ซึ่งนางไขฯ ก็ยังคงหลับไม่ลืมตาแต่อย่างใด หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับนายขันติ ดารงกิจถาวร ซึ่งเป็น บิดาผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นอนเฝ้าไข้นางไขฯที่ห้องพักผู้ป่วย จนเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น.วันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายขันติฯ ได้ตื่นขึ้นมาเห็นนางไขฯ นอนน้าลายฟูมปากอยู่บน เตียงคนไข้ จึงได้ไปตามพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาลจนนางไขฯถูกนาตัวไปยังห้องไอซียู ต่อมามีแพทย์ระบบประสาทของโรงพยาบาลสนามจันทร์เข้ามาตรวจและได้สั่งให้มีการเอ็กซเรย์ สมองนางไขฯ และแพทย์ได้รายงานภาวะนางไขฯ ให้กับญาตินางไขฯ ว่าคนไข้เกิดภาวะสมอง ซีกขวาขาดเลือดบริเวณกว้างทาให้แขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง แพทย์ได้ทาการรักษานางไขฯต่อ แต่ภาวะของนางไขฯไม่ดีขึ้นจนแพทย์สั่งให้มีการเอ็กซเรย์สมองอีกครั้งจนนายแพทย์สมชัย ตั้ง บาเพ็ญสุนทร ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทโรงพยาบาลสนามจันทร์ได้ตรวจอาการและ อธิบายสภาวะของนางไขฯ ให้ญาติทั้งหมดฟังและบอกแนวทางการรักษาและความเสี่ยงโดย
  • 3.
    แผ่นที่ ..๓.. สรุปได้ว่าคนไข้มีภาวะสมองขาดเลือดและบวม ต้องทาการผ่าตัดสมองแต่มีความเสี่ยงเสียชีวิต ภายหลังผ่าตัด ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หากรอดชีวิตจะพิการตลอดชีวิตให้ญาติตัดสินใจ แต่ถ้า ไม่ทาการผ่าตัดก็ให้รักษาไปตามอาการ คนไข้จะอยู่ได้เท่าไรก็ขึ้นอยู่กับอายุขัยของคนไข้ ญาติ นางไขฯ ทั้งหมดได้ปรึกษากันแล้วเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้แพทย์ผ่าตัดและเลือกที่จะขอย้ายนาง ไขฯ ไปรักษาตัวระยะสุดท้ายต่อที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐมตามสิทธิการรักษาโครงการ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ด้วยเหตุผลที่ไม่มีความเชื่อมั่นกับทีมแพทย์ของ โรงพยาบาลสนามจันทร์อีกต่อไปและการเลือกที่จะไม่ให้แพทย์ผ่าตัดนางไขฯโดยเลือกที่จะ รักษาตามอาการเท่านั้นก็ไม่จาเป็นต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดนางไขฯ จะต้องเสียชีวิตแต่ก็ยังพอมีเวลาให้ญาติทาใจ ญาติจึงขอย้ายนางไข ฯ ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และนางไขฯ ได้เสียชีวิตในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ หลังจากทาพิธีทางศาสนาให้แก่นางไขฯ แล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองติดใจการรักษา ของโรงพยาบาลสนามจันทร์ ว่าทาไมนางไขฯ ที่เข้าไปรักษากับโรงพยาบาลสนามจันทร์ในกรณี ข้อสะโพกหักแต่หลังผ่าตัดกลับมีปัญหาทาให้สมองเสียหาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงอาสาเป็นตัวแทน ญาติไปร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๒ เพื่อให้ดาเนินการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหายที่ ทางโรงพยาบาลสนามจันทร์ได้ทาการรักษาจนนางไขฯ ต้องเสียชีวิต ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้ง จากสานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวง สาธารณสุขว่าได้ส่งเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีไปยังแพทยสภาเพื่อวินิจฉัยว่ากระบวนการรักษา ของทีมแพทย์กรณีนางไขฯนั้นผิดต่อมาตรฐานทางการแพทย์และจริยธรรมแพทย์หรือไม่ ซึ่ง แพทยสภาได้รับเรื่องไว้พิจารณาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ แพทยสภาได้เชิญผู้ฟ้องคดี
  • 4.
    แผ่นที่ ..๔.. ที่ ๑ไปให้การต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ หลังจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไปให้การต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ของแพทยสภาแล้ว ผู้ ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็เฝ้ารอผลการพิจารณาของแพทยสภาว่าจะมีข้อสรุปเป็นประการใดต่อ กรณีการเสียชีวิตของนางไขฯ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือจากกรม สนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ ๐๗๑๓. ๐๖/๔๐๗ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๓ แจ้งผลการพิจารณาของแพทยสภาใน กรณีร้องเรียนที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นไว้ต่อกระทรวงสาธารณสุขและได้ส่งสาเนาคาสั่งแพทยสภามาให้ พร้อมกันด้วย โดยในคาสั่งแพทยสภาดังกล่าวปรากฏผลการพิจารณาของคณะกรรมการแพทย สภาที่มีมติคดีไม่มีมูลและยกข้อกล่าวโทษทีมแพทย์ที่รักษานางไขฯ ข้อ ๓ ในคาสั่งยกข้อกล่าวโทษทีมแพทย์โรงพยาบาลสนามจันทร์ที่รักษานาง ไขฯของแพทยสภาดังกล่าวนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง ทางวิชาการแพทย์และฟังพยานหลักฐานเท็จของผู้ถูกกล่าวโทษที่ผู้ถูกกล่าวโทษตั้งใจทาเท็จขึ้น เพื่อหนีความผิดของตนจนเป็นเหตุให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาไม่ถูกต้องตาม ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ดังที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะขออนุญาตกราบเรียนต่อศาล ดังนี้ ๓.๑ คณะกรรมการแพทยสภาวินิจฉัยในประเด็นกระบวนการให้การดูแล รักษาผู้ป่วยหลังผ่าตัด ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๓ หน้า ๑๒ บรรรทัดที่ ๒๗ ความ ว่า “ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๓ ได้ให้ยา Adalat ๑๐ มิลลิกรัม อมใต้ลิ้น (sublingual) เวลา ๒๒.๓๕ น. ความดันโลหิตลดลงมาเป็น ๑๗๕/๘๐ มิลลิเมตรปรอท วิสัญญีพยาบาลได้ตรวจดูอาการ ตามวิธีการตรวจและให้คะแนนในตาราง RR.SCORE ผู้ป่วยมีคะแนน ๙ ใน ๑๐ คะแนน ตั้งแต่ เวลา ๒๒.๓๐ ถึง ๒๓.๐๐ น. ซึ่งถือว่าผู้ป่วยมีความปลอดภัย สามารถย้ายออกจากห้องพักฟื้น
  • 5.
    แผ่นที่ ..๕.. ไปยังห้องพักผู้ป่วยได้” ผู้ฟ้องคดีของกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่าตาราง RR.SCORE เป็น การบันทึกค่าตัวแปรสัญญาณชีพ ๕ ตัวแปรในบันทึกวิสัญญีพยาบาลห้องพักฟื้น ตามเอกสาร ท้ายคาฟ้องหมายเลข ๔ ซึ่งมีช่องประเมินค่าตัวแปรดังนี้ A , R , C1 , C2 , C3 โดยมี ข้อความอธิบายถึงเกณฑ์การประเมินในค่าตัวแปรทั้งห้าอยู่บริเวณด้านขวาตรงข้ามกับตาราง RR.SCORE ซึ่งวิสัญญีพยาบาลจะประเมินค่าและบันทึกระดับคะแนนไว้ในตาราง RR.SCORE ตามเวลาที่กาหนดไว้ จากเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๔ หากพิจารณาระดับคะแนนในช่อง C1 ณ เวลา ๒๒.๓๐ น. วิสัญญีพยาบาลประเมินให้คะแนน ๒ หมายถึง B.P. (ค่าความดัน เลือด)ของคนไข้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่เกินร้อยละ ๒๐ จากค่าความดันเลือดของ คนไข้ก่อนผ่าตัด ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้องตามวิชาการแพทย์ เพราะระดับความดันเลือดนางไขฯ ณ เวลา ๒๒.๓๐ น. อยู่ในระดับ ๒๐๐/๙๕ และระดับความ ดันเลือดช่อง C1 ก่อนการผ่าตัดที่ถูกบันทึกไว้ในตาราง RR.SCORE ณ เวลา ๑๙.๔๐ ที่ วิสัญญีพยาบาลประเมินให้คะแนนไว้ระดับ ๒ นั้นคือระดับความดันเลือดนางไขที่ ๑๖๐/๙๐ โดย วิธีประเมินของวิสัญญีพยาบาลต้องนาเอาระดับความดันเลือดของคนไข้ก่อนผ่าตัด ซึ่งในกรณีนี้ วิสัญญีพยาบาลบันทึกระดับความดันเลือดคนไข้เมื่อเวลา ๑๙.๔๐ น. ซึ่งคนไข้ยังอยู่ในห้องพัก ผู้ป่วยก่อนถูกย้ายมาห้องผ่าตัด โดยความดันเลือดนางไขฯก่อนผ่าตัดอยู่ในระดับคงที่ที่ ๑๖๐/ ๙๐ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๔๐ น. จนถึงเวลา ๒๐.๐๐ น.ก่อนย้ายไปยังห้องผ่าตัด ตามเอกสารท้ายคา ฟ้องหมายเลข ๕ ระดับความดันก่อนผ่าตัดของนางไขฯที่ต้องนามาเป็นค่าหลักในการประเมิน เปรียบเทียบกับระดับความดันคนไข้หลังผ่าตัดคือ ๑๖๐/๙๐ ซึ่งถ้านาระดับความดันเลือดคนไข้ ก่อนผ่าตัดนี้ไปเทียบกับระดับความดันเลือดหลังผ่าตัดของคนไข้เวลา ๒๒.๓๐ น. ที่ระดับ ๒๐๐/ ๙๕ จะเห็นได้ชัดเจนว่าระดับความดันเลือดตัวบน (systolic) มีการเปลี่ยนแปลงเกินร้อยละ ๒๐ อีกทั้งมีระดับความดันเลือดที่สูงมากจนอาจจะเป็นอันตรายต่อคนไข้จนเป็นเหตุให้วิสัญญีแพทย์
  • 6.
    แผ่นที่ ..๖.. หรือผู้ถูกร้องเรียนที่ ๓มีคาสั่งให้ยาลดความดันเลือด Adalat แก่นางไขฯ ดังนั้นผลประเมินค่า C1 เวลา ๒๒.๓๐ น. จึงควรได้ระดับคะแนนที่ต่ากว่า ๒ และเมื่อรวมคะแนนค่าตัวแปร สัญญาณชีพทั้งห้าในตาราง RR.SCORE เวลา ๒๒.๓๐ น. แล้วก็ควรได้คะแนนรวมไม่ถึง ๙ ซึ่งไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะจาหน่ายคนไข้ได้จึงทาให้ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการแพทยสภายกขึ้นมา วินิจฉัยว่า “วิสัญญีพยาบาลได้ตรวจดูอาการตามวิธีการตรวจและให้คะแนนในตาราง RR.SCORE ผู้ป่วยมีคะแนน ๙ ใน ๑๐ คะแนน ตั้งแต่เวลา ๒๒.๓๐ ถึง ๒๓.๐๐ น.” นั้นไม่ใช่ ข้อเท็จจริง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขออนุญาตกราบเรียนศาลต่อไปว่า มูลเหตุที่วิสัญญีพยาบาลจงใจ ประเมินค่า C1 ให้คะแนนถึงระดับ ๒ ในเวลา ๒๒.๓๐ น. เป็นเท็จนั้น ก็มุ่งที่จะให้เข้าใจว่า ระดับความดันเลือดของคนไข้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยคงที่อย่างน้อย ๓๐ นาทีตามมาตรฐานทาง การแพทย์ของการประเมินผู้ป่วยออกจากห้องพักฟื้น ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๖ หน้า ๘๒ ความว่า “เกณฑ์ในการประเมินเพื่อจาหน่ายผู้ป่วยมีดังนี้ 1. สัญญาณชีพควรอยู่ใน ระดับปกติหรืออยู่ในระดับเดียวกับก่อนผ่าตัด และคงที่อย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง” เมื่อ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าระดับความดันเลือดคนไข้ยังไม่อยู่ในระดับปลอดภัยและคงที่อย่างน้อย ๓๐ นาทีตามเกณฑ์การประเมินดังกล่าวแล้ว วิสัญญีแพทย์จึงควรให้คนไข้อยู่ในห้องพักฟื้นต่อไป เพื่อรอให้สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามทางวิชาการแพทย์เสียก่อน ๓.๒ ข้อวินิจฉัยหน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๓๓ ความว่า “จนเวลา ๐๖.๐๐ น. พบว่าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว จึงได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายผู้ป่วยไปหอผู้ป่วยไอซียูทา เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่ามีหย่อมสมองตายจากภาวะหลอดเลือดตีบซึ่งมีสาเหตุจาก เบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนต่อศาลที่เคารพว่า ข้อ วินิจฉัยดังกล่าวนี้ก็คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะการทาเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองในกรณี นี้ใช้วิธีซีทีแสกน ซึ่งจะเห็นเพียงภาพเนื้อสมองที่ขาดเลือดเท่านั้น ไม่สามารถเห็นได้ว่าสมอง
  • 7.
    แผ่นที่ ..๗.. ขาดเลือดด้วยเหตุใด การที่คณะกรรมการแพทยสภาวินิจฉัยว่าเกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบซึ่ง มีสาเหตุจากเบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรังตามคาชี้แจงของแพทย์ผู้ถูกร้องเรียนที่๓ ซึ่ง เป็นผู้สั่งให้ยาลดความดันเลือด Adalat จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงและขาดความน่าเชื่อถือ แม้แต่รังสี แพทย์โรงพยาบาลสนามจันทร์ยังอ่านผลการทาซีทีแสกนนางไขฯและบันทึกไว้เวชระเบียนของ โรงพยาบาลสนามจันทร์ซึ่งเป็นพยานเอกสารในกรณีร้องเรียนนี้ไว้แค่สมองขาดเลือดเท่านั้น ไม่ มีคาว่าหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแต่อย่างใด ประกอบกับความเห็นของคณะแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยแพทย์ทั้งสามแห่งก็ไม่มีคณะพยานผู้เชี่ยวชาญแพทย์แห่งใดให้ ความเห็นว่าเหตุที่คนไข้สมองขาดเลือดนั้นเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่กลับมี ความเห็นของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยที่ปรากฏ ในคาสั่งแพทยสภาหน้า ๗ ย่อหน้าสุดท้าย ความว่า “อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทบทวนเวช ระเบียนแล้วมีความเห็นว่า Nifedipine (ชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้าคือ Adalat) ๑๐ กรัม (ที่ จริงควรเป็นมิลลิกรัม) ที่ให้ทางใต้ลิ้น (sublingual) นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันเลือดที่ ลดลงได้” และความเห็นจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศ ไทยที่ปรากฏในคาสั่งแพทยสภาหน้า ๘ บรรทัดที่ ๒๐ ความว่า “ความเห็น : การให้ Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ลิ้น (sublingual) น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็ว ของความดันโลหิตมากถึง ๑๐๐ มิลลิเมตรปรอท systolic ในเวลา ๑ ชั่วโมงหลังได้รับยา อันอาจ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยรายนี้เกิด Cerebral infarction ขนาดใหญ่ได้” ดังนั้นข้อวินิจฉัยของ คณะกรรมการแพทยสภาความว่า “เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองพบว่ามีหย่อมสมองตายจาก ภาวะหลอดเลือดตีบซึ่งมีสาเหตุจากเบาหวานและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง” จึงไม่ถูกต้องตาม ข้อเท็จจริงทางวิชาการ ๓.๓ ข้อวินิจฉัยหน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๓๗ ความว่า “จากความเห็นของราช
  • 8.
    แผ่นที่ ..๘.. วิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การให้Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ ลิ้น น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของความดันโลหิต อาจเป็นเหตุให้สมองขาด เลือดได้ คณะกรรมการแพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันในประเด็น ดังกล่าว” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนในประเด็นนี้ว่า ยาลดความดันชื่อ Adalat หรืออีกชื่อ หนึ่งว่า Nifedipine เป็นยาลดความดันเลือดที่คณะกรรมการแห่งชาติด้านยาได้คัดชื่อออกจาก บัญชียาหลักแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ทั้งยังมีคาเตือนในการใช้ยาว่าไม่ควรใช้รักษาความดัน โลหิตสูง ด้วยเหตุจากอันตรายจากยา ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๗ หน้า ๖ ข้อ ๒.๖.๒ และเป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผลในการรักษาคนไข้ความดันโลหิตสูง ตามเอกสารท้ายคาฟ้อง หมายเลข ๘ หน้า ข – ๑๒ ข้อ ๓.๑ ดังนั้นข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการแพทยสภาที่ว่า “ยัง ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยัน” จึงไม่ถูกต้อง และข้อวินิจฉัยต่อไปในหน้า ๑๒ ก่อนบรรทัด สุดท้าย ความว่า “ทั้งกลไกการออกฤทธิ์ของยาทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาด เล็ก ซึ่งมีผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ต่างๆ มากขึ้น และยา Nifedipine ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วย ที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนต่อศาลว่า สาเหตุ ที่ทาให้สมองนางไขฯขาดเลือดนั้นไม่มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคณะใดให้ความเห็นว่าเกิดจาก คนไข้หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเลย มีแต่ความเห็นที่เชื่อว่าเกิดจากยาลดความดันเลือด Adalat หรือ Nifedipine ดังนั้นกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่ทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือด แดงขนาดเล็กจึงอาจจะเป็นเหตุให้เซลสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้นจากพยาธิสภาพของหลอดเลือด ของคนไข้ขณะนั้น ซึ่งในความเห็นคณะผู้เชี่ยวชาญของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศ ไทยที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๘ บรรทัดที่ ๒๒ ความว่า “ซึ่งผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้ว ยา Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงปรากฏเป็นยาที่ ไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิต ในแนวทางเวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง”
  • 9.
    แผ่นที่ ..๙.. ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอกราบเรียนว่า หากนางไขฯมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองบริเวณดังกล่าวก่อน แล้วจริงยิ่งทาให้เป็นข้อห้ามในการให้ยา Adalat หรือ Nifedipine ซึ่งทาให้คนไข้ได้รับ อันตรายจากยา ตามเอกสารท้ายคาฟ้องหมายเลข ๙ หน้า ๓๔ บรรทัดที่ ๕ ข้อ ๔ เมื่อข้อเท็จจริงทางวิชาการทางการแพทย์ไม่ตรงกับข้อวินิจฉัยของ คณะกรรมการแพทยสภาที่ยกขึ้นอ้างประกอบการคาสั่งทางปกครองว่า คดีไม่มูล และยกข้อ กล่าวโทษผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามคนได้แก่ ๑. นายแพทย์วสุ เตชะไพฑูรย์ ๒. นายแพทย์สุชาติ เดชวรกุล ๓. นายแพทย์สมชาย อมรโยธิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเห็นว่าคาสั่งของแพทยสภา ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังเห็นว่ามติของ คณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ ๒ ที่มีมติ คดีมีมูล สมควรนาเข้าสู่กระบวนการสอบสวนนั้น ถูกต้องแล้ว
  • 10.
    แผ่นที่ ..๑๐.. คาขอของผู้ฟ้องคดี (ระบุวัตถุประสงค์หรือความต้องการของผู้ฟ้องคดี) ๑.ขอศาลโปรดพิจารณาเพิกถอนคาสั่งทางปกครองของแพทยสภาที่สั่งคดีไม่มีมูล กรณี ร้องเรียนกล่าวโทษของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ๒. ขอศาลโปรดพิจารณามีคาพิพากษาหรือคาสั่งให้แพทยสภามีคาสั่งทางปกครองให้ คณะกรรมการแพทยสภามีมตินาเรื่องร้องเรียนกล่าวโทษทีมแพทย์ทั้งสามคนเข้าสู่กระบวนการสืบสวนหรือ ขั้นตอนใดๆตามกระบวนการทางปกครองของแพทยสภาต่อไป ๓. ๔. ๕. (ลงชื่อ) ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ( นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร ) (ลงชื่อ) ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ( นายไพรัช ดารงกิจถาวร )