บ้านเลขที่ xxxx หมู่ xx ตาบล xxxxx
อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม ๗๓๐๐๐
วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
เรื่อง ขอร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภา ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
เรียน พนักงานสอบสวน
สิ่งที่ส่งมาด้วย พยานเอกสารจานวน ๑๐ ฉบับ
ข้าพเจ้า นายไพรัช ดารงกิจถาวร เกิดวันที่ xxx กันยายน พ.ศ. xxx อยู่บ้านเลขที่
xxxx หมู่ xx ตาบลxxxx อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘ –
xxxxxxxx อาชีพ พนักงานมหาวิทยาลัย ตาแหน่ง อาจารย์ สังกัด มหาวิทยาลัยxxxxxxx ขอกล่าวหา
คณะกรรมการแพทยสภา ตั้งอยู่ที่ สานักงานเลขาธิการแพทยสภา อาคาร ๖ ชั้น ๗ ตึกสานักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ –
๕๙๐๑๘๘๖ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นางไข ดารงกิจถาวร อายุ ๕๘ ปี มารดาข้าพเจ้า
เกิดอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้นปูนและถูกนาตัวส่งโรงพยาบาลxxxxxx จังหวัดนครปฐม แพทย์ตรวจและ
วินิจฉัยว่านางไขกระดูกข้อสะโพกหัก วันที่ ๑๖ สิงหาคม เวลา ๒๐.๐๐ น. แพทย์โรงพยาบาลxxxxxxxxx
ได้ทาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแก่นางไขและระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (บล็อกหลัง)
จนเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. นางไขถูกย้ายกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วยในสภาพหลับ ต่อมาเวลาประมาณ ๖.๐๐
น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ญาติที่นอนเฝ้าไข้นางไขตื่นขึ้นมาพบว่านางไขนอนมีน้าลายฟูมปากอยู่บนเตียงจึง
รีบแจ้งพยาบาลประจาวอร์ด พยาบาลทาการปฐมพยาบาลและรีบนาตัวนางไขไปยังหอผู้ป่วยหนักของ
โรงพยาบาลxxxxxxx แพทย์ตรวจและให้ความเห็นว่านางไขมีภาวะสมองขาดเลือดมากและบวม ต้องทาการ
ผ่าตัดเพื่อเปิดกะโหลกศีรษะ แต่มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ ๘๐ – ๙๐ แม้หากรอดชีวิตก็จะทุพลภาพตลอดชีวิต
หรือเลือกรักษาไปตามอาการซึ่งผู้ป่วยจะเสียชีวิต จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็แล้วแต่อายุขัยของผู้ป่วย วันที่ ๑๙
สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ญาตินางไขทุกคนจึงตัดสินใจเลือกรักษาไปตามอาการและขอย้ายไปรักษาตัวต่อตาม
สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่นางไขมีอยู่ที่โรงพยาบาลนครปฐม นางไขนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนครปฐม
ตลอดมา จนกระทั่งวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลากลางคืน นางไขก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลนครปฐม
แห่งนี้
วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร บุตรนางไขและน้องชาย
ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนญาติไปร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข ต่อมากระทรวงสาธารณสุขโดยสานัก
สถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ได้เป็นตัวแทนทาหนังสือร้องเรียนไปยังแพทยสภาเพื่อให้ดาเนินการ
พิจารณาเป็นคดีทางจริยธรรม ซึ่งแพทยสภาได้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นหมายเลขคดีดาที่ ๕๒/๒๕๕๓ โดยมี
คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ ๒ ของแพทยสภา เป็นคณะทางานแสวงหาข้อเท็จจริง
เพื่อมีความเห็นว่าแพทย์ที่ถูกร้องเรียนนั้นมีมูลความผิดจริยธรรมหรือไม่อย่างไรเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
แพทยสภามีมติ ในการนี้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้มีหนังสือถามความเห็นไปยังราชวิทยาลัยแพทย์ ๓
แห่ง ได้แก่ ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย , ราชวิทยาลัยแพทย์ออโธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ,
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ทาการแสวงหาข้อเท็จจริง
เพียงพอที่จะพิจารณาแล้ว จึงได้มีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่ ๒๑
สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑ หน้าที่ ๑๓ วรรคท้าย
ความว่า “โดยสรุป คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่สอง มีความเห็นว่ากระบวนการ
ให้การดูแลหลังผ่าตัดในปัญหาความดันโลหิตในผู้ป่วยรายนี้ของผู้ถูกร้องเรียนที่ ๑ ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๒ และผู้
ถูกร้องเรียนที่ ๓ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ายังไม่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวช
กรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจากัด ตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์
ที่มีอยู่ จึงสมควรนาเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยยังไม่ถือว่าผู้ถูกร้องเรียนมีความผิดด้านจริยธรรม จึงมีมติ
คดีมีมูล” ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภาได้นาความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เข้ามาพิจารณา
ในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ในที่ประชุมมีการรายงานความเห็น
ของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีความเห็นแย้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และเห็นว่าควรส่งเรื่องคืน
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ให้พิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่ประชุมแพทยสภาจึง
พิจารณามีมติ ส่งเรื่องคืนคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ให้แสวงหาความเห็นเพิ่มเติม โดยให้พิจารณา
ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ในกรณีนี้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย
หมายเลข ๒ วรรคท้าย
เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการแพทยสภากลับมา
พิจารณาอีกครั้ง คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาประเด็นความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ
ตามมติคณะกรรมการแพทยสภาแล้ว จึงมีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่
๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเป็นเอกฉันท์ให้ยืนยันตามมติเดิมว่า “คดีมีมูล” รายละเอียดปรากฏตาม
เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๓ หน้า ๑๔ วรรคท้าย ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภานาความเห็นของ
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ที่มีมติ คดีมีมูล เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ และมีมติ
คณะกรรมการแพทยสภาต่อกรณีร้องเรียนนี้ว่า คดีไม่มีมูล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย
หมายเลข ๔ หน้า ๓๘ วรรคท้าย ต่อมาแพทยสภาได้มีคาสั่งตามมาตรา ๓๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ลงวันที่ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ว่าคดีไม่มีมูลและยกข้อกล่าวโทษ
แพทย์ผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามคน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๕ หน้า ๑๓ วรรค
ท้าย
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ดาเนินกระบวนการเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงทางการแพทย์ใน
ประเด็นที่อาจจะเป็นต้นเหตุในความเสียหายของผู้ป่วยตามข้อร้องเรียนอย่างละเอียดครบถ้วน โดยเฉพาะ
ความเสียหายที่ผู้ป่วยสมองขาดเลือดภายหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นกรณีที่น่าจะเกี่ยวเนื่องจากการ
ดูแลผู้ป่วยภายหลังผ่าตัด ซึ่งจะอยู่ในขอบข่ายการพิจารณาทางการแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ การที่
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ให้น้าหนักการฟังความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ
นามาเป็นข้อสาคัญเพื่อวินิจฉัยชี้ว่า คดีมีมูล นั้นก็ควรจะเหมาะสมแล้ว ทั้งแพทยสภายังมีมติให้
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง แต่ด้วยข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่อยู่ในสานวนของ
คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ มีน้าหนักมากจนไม่สามารถชี้ไปเป็นอย่างอื่นได้ จึงทาให้คณะอนุกรรมการ
จริยธรรมฯ มีมติยืนยันตามมติเดิม การที่แพทยสภามีมติไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ
จริยธรรมฯ ที่ได้ทาการพิจารณาทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จนคณะกรรมการแพทยสภามีมติว่าแพทย์ผู้
ถูกร้องเรียนทั้งสามคนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานแล้วจนแพทยสภามีคาสั่ง คดีไม่มีมูล จึงไม่ถูกต้องตาม
กระบวนวิธีพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องเรียนกับผู้ถูกร้องเรียนในคดีจริยธรรม ทั้งยังให้ความเห็นในข้อ
วินิจฉัยทางวิชาการประกอบการยกข้อกล่าวโทษที่เป็นเท็จด้วยเจตนา ดังขอยกประเด็นดังนี้
๑. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๕ จากท้าย ความว่า “จากความเห็นของ
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การให้ Nifedipine (๑๐ มิลกรัม) ใต้ลิ้น น่าจะ
เป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของความดันโลหิต อาจเป็นเหตุให้สมองขาดเลือดได้ คณะกรรมการ
แพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันในประเด็นดังกล่าว” ข้าพเจ้าขอให้การต่อพนักงาน
สอบสวนว่า ยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine เป็นยาที่คณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗ ได้
มีข้อความเตือนว่าไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิตสูง ดังเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๖ หน้า ๖ ข้อ ๒.๖.๒
และเป็นยาที่ไม่สมเหตุผลในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๗ หน้า ข –
๑๒ ข้อ ๓.๑ นอกจากนั้นสานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้ทาเอกสารทางวิชาการเรื่อง
หลักเกณฑ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ไว้ด้วย โดยมีข้อมูลทาง
วิชาการที่เกี่ยวข้องกับยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine ไว้ในหน้า ๕-๘ ข้อ ๗.๒ การคัด nifedepine
immediate release cap ออกจากบัญชี ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๘ เอกสารดังกล่าวนี้มี
ข้อสรุปท้ายว่า “คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาคัดยา nifedepine immediate release ออกจากบัญชียา
หลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของยา ตลอดจนการใช้ยาอย่างผิดวิธี และในเนื้อหา
ของบัญชีก็ได้แสดงคาเตือนไว้ในกรอบของหัวข้อของยากลุ่มนี้ว่า ยากลุ่มนี้ชนิดที่เป็น shot-acting
dihydropyridine (เช่น nifedepine immediate release) ไม่เหมาะสมในการใช้รักษา hypertension ,
hypertensive crisis และ angina pectoris เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า” จากเอกสารย่อมชัดเจนว่า
มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิชาการอย่างเพียงพอที่แพทย์จะต้องพิจารณาหลีกเลี่ยงในการใช้ยา Nifedipine
เพื่อลดความดันโลหิต ไม่ได้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ดังที่คณะกรรมการแพทยสภาจงใจวินิจฉัยเท็จ
๒. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่สองจากท้าย ความว่า “ทั้งกลไกการออก
ฤทธิ์ของยาทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ซึ่งมีผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ มากขึ้น และ
ยา Nifedipine ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การต่อ
พนักงานสอบสวนว่า ยา Nifedipine มีกลไกการออกฤทธิ์ทาให้เกิดการขยายหลอดเลือดแดงขนาดเล็กจริงตาม
ข้อวินิจฉัยของแพทยสภา และเป็นปกติเมื่อหลอดเลือดขยายตัวเพิ่มขึ้น เซลสมองที่ได้รับเลือดมาเลี้ยงบริเวณ
นั้นๆ ก็ควรได้รับเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น ไม่ควรขาดเลือด แต่ถ้าพิจารณาจากความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุร
แพทย์แห่งประเทศไทย เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๙ แผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๓ ความว่า “ความเห็น :
การให้ Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ลิ้น (sublingual) น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของ
ความดันโลหิตมากถึง ๑๐๐ มิลลิเมตรปรอท systolic ในเวลา ๑ ชั่วโมงหลังได้รับยา อันอาจเป็นเหตุให้ผู้ป่วย
รายนี้เกิด Cerebral infarction ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่
ก่อนแล้ว ยา Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงไม่ปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดัน
โลหิต ในแนวทางเวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง” การที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่ง
ประเทศไทยให้ความเห็นว่าผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้วนั้น ผู้ฟ้องคดี
เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ป่วยมีอายุมาก สภาพหลอดเลือดมักจะมีการสะสมของไขมันและสารอื่นๆ
บริเวณผนังหลอดเลือด เมื่อนานๆเข้าก็จะทาให้ผนังหลอดเลือดหนาแข็งขึ้นจนเป็นตะกรัน เมื่อได้รับยาขยาย
หลอดเลือด Nifedipine หลอดเลือดที่มีความยืดหยุ่นดีก็จะขยายตามฤทธิ์ของยา แต่บริเวณที่หลอดเลือดที่
หนาและแข็งนั้นจะไม่ขยายตัวตามฤทธิ์ยา จึงทาให้เลือดไปกองอยู่บริเวณที่หลอดเลือดขยายตัวดีนั้นมากและ
ทาให้บริเวณหลอดเลือดที่หนาแข็งนั้นขาดเลือดเพิ่มขึ้น จึงทาให้เซลสมองบริเวณนั้นยิ่งขาดเลือดมากขึ้น ซึ่ง
ลักษณะการขาดเลือดนี้มีบทความทางวิชาการของนายแพทย์รังสรรค์ ชัยเสวิกุล ได้เขียนไว้ในสารศิริราช
ตรงกัน ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑๐ พร้อมคาแปล
๓. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดสุดท้าย ความว่า “และยา Nifedipine ยัง
มีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การว่าในความเห็นของ
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยก็ยังมีความเห็นประเด็นนี้ในแผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๘ ความว่า
“Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิต ในแนวทาง
เวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง”
จากข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นมากล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภาทั้งปวงนี้ ย่อมแสดง
ให้เห็นถึงเจตนาของคณะกรรมการแพทยสภาอย่างชัดเจนว่ามีความจงใจที่จะพิจารณาวินิจฉัยไม่อยู่ในกรอบ
ของกฎหมายที่ต้องให้ความเป็นธรรมต่อคู่กรณี จงใจปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
จนทาให้เกิดความเสียหายต่อคู่กรณีโดยไม่ยากรงต่อกฎหมายอาญา ข้าพเจ้าจึงขอให้พนักงานสอบสวนเรียก
คณะกรรมการแพทยสภาผู้กระทาความผิดมาให้การ แจ้งข้อกล่าวหา และดาเนินการใดๆ ตามกรอบของ
กฎหมายต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดาเนินการ
(นายไพรัช ดารงกิจถาวร)
ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

กล่าวโทษแพทยสภา ม.157

  • 1.
    บ้านเลขที่ xxxx หมู่xx ตาบล xxxxx อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม ๗๓๐๐๐ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง ขอร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภา ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เรียน พนักงานสอบสวน สิ่งที่ส่งมาด้วย พยานเอกสารจานวน ๑๐ ฉบับ ข้าพเจ้า นายไพรัช ดารงกิจถาวร เกิดวันที่ xxx กันยายน พ.ศ. xxx อยู่บ้านเลขที่ xxxx หมู่ xx ตาบลxxxx อาเภอ xxxx จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ ๗๓๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘ – xxxxxxxx อาชีพ พนักงานมหาวิทยาลัย ตาแหน่ง อาจารย์ สังกัด มหาวิทยาลัยxxxxxxx ขอกล่าวหา คณะกรรมการแพทยสภา ตั้งอยู่ที่ สานักงานเลขาธิการแพทยสภา อาคาร ๖ ชั้น ๗ ตึกสานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ – ๕๙๐๑๘๘๖ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ นางไข ดารงกิจถาวร อายุ ๕๘ ปี มารดาข้าพเจ้า เกิดอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้นปูนและถูกนาตัวส่งโรงพยาบาลxxxxxx จังหวัดนครปฐม แพทย์ตรวจและ วินิจฉัยว่านางไขกระดูกข้อสะโพกหัก วันที่ ๑๖ สิงหาคม เวลา ๒๐.๐๐ น. แพทย์โรงพยาบาลxxxxxxxxx ได้ทาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแก่นางไขและระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (บล็อกหลัง) จนเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. นางไขถูกย้ายกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วยในสภาพหลับ ต่อมาเวลาประมาณ ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ญาติที่นอนเฝ้าไข้นางไขตื่นขึ้นมาพบว่านางไขนอนมีน้าลายฟูมปากอยู่บนเตียงจึง รีบแจ้งพยาบาลประจาวอร์ด พยาบาลทาการปฐมพยาบาลและรีบนาตัวนางไขไปยังหอผู้ป่วยหนักของ โรงพยาบาลxxxxxxx แพทย์ตรวจและให้ความเห็นว่านางไขมีภาวะสมองขาดเลือดมากและบวม ต้องทาการ ผ่าตัดเพื่อเปิดกะโหลกศีรษะ แต่มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ ๘๐ – ๙๐ แม้หากรอดชีวิตก็จะทุพลภาพตลอดชีวิต หรือเลือกรักษาไปตามอาการซึ่งผู้ป่วยจะเสียชีวิต จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็แล้วแต่อายุขัยของผู้ป่วย วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ญาตินางไขทุกคนจึงตัดสินใจเลือกรักษาไปตามอาการและขอย้ายไปรักษาตัวต่อตาม สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่นางไขมีอยู่ที่โรงพยาบาลนครปฐม นางไขนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนครปฐม ตลอดมา จนกระทั่งวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลากลางคืน นางไขก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลนครปฐม แห่งนี้
  • 2.
    วันที่ ๒๗ ตุลาคมพ.ศ. ๒๕๕๑ นายสมศักดิ์ ดารงกิจถาวร บุตรนางไขและน้องชาย ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนญาติไปร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข ต่อมากระทรวงสาธารณสุขโดยสานัก สถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ได้เป็นตัวแทนทาหนังสือร้องเรียนไปยังแพทยสภาเพื่อให้ดาเนินการ พิจารณาเป็นคดีทางจริยธรรม ซึ่งแพทยสภาได้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นหมายเลขคดีดาที่ ๕๒/๒๕๕๓ โดยมี คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่ ๒ ของแพทยสภา เป็นคณะทางานแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อมีความเห็นว่าแพทย์ที่ถูกร้องเรียนนั้นมีมูลความผิดจริยธรรมหรือไม่อย่างไรเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ แพทยสภามีมติ ในการนี้คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้มีหนังสือถามความเห็นไปยังราชวิทยาลัยแพทย์ ๓ แห่ง ได้แก่ ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย , ราชวิทยาลัยแพทย์ออโธปิดิกส์แห่งประเทศไทย , ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ทาการแสวงหาข้อเท็จจริง เพียงพอที่จะพิจารณาแล้ว จึงได้มีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑ หน้าที่ ๑๓ วรรคท้าย ความว่า “โดยสรุป คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่สอง มีความเห็นว่ากระบวนการ ให้การดูแลหลังผ่าตัดในปัญหาความดันโลหิตในผู้ป่วยรายนี้ของผู้ถูกร้องเรียนที่ ๑ ผู้ถูกร้องเรียนที่ ๒ และผู้ ถูกร้องเรียนที่ ๓ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ายังไม่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวช กรรมในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ความสามารถและข้อจากัด ตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ ที่มีอยู่ จึงสมควรนาเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยยังไม่ถือว่าผู้ถูกร้องเรียนมีความผิดด้านจริยธรรม จึงมีมติ คดีมีมูล” ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภาได้นาความเห็นของคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เข้ามาพิจารณา ในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ในที่ประชุมมีการรายงานความเห็น ของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีความเห็นแย้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ และเห็นว่าควรส่งเรื่องคืน คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ให้พิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ที่ประชุมแพทยสภาจึง พิจารณามีมติ ส่งเรื่องคืนคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ให้แสวงหาความเห็นเพิ่มเติม โดยให้พิจารณา ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ในกรณีนี้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๒ วรรคท้าย เมื่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ชุดที่สอง ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการแพทยสภากลับมา พิจารณาอีกครั้ง คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาประเด็นความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ตามมติคณะกรรมการแพทยสภาแล้ว จึงมีมติผลการพิจารณาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการแพทยสภา ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเป็นเอกฉันท์ให้ยืนยันตามมติเดิมว่า “คดีมีมูล” รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๓ หน้า ๑๔ วรรคท้าย ต่อมาคณะกรรมการแพทยสภานาความเห็นของ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ที่มีมติ คดีมีมูล เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗ และมีมติ คณะกรรมการแพทยสภาต่อกรณีร้องเรียนนี้ว่า คดีไม่มีมูล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๔ หน้า ๓๘ วรรคท้าย ต่อมาแพทยสภาได้มีคาสั่งตามมาตรา ๓๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ลงวันที่ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ว่าคดีไม่มีมูลและยกข้อกล่าวโทษ
  • 3.
    แพทย์ผู้ถูกร้องเรียนทั้งสามคน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข๕ หน้า ๑๓ วรรค ท้าย คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ดาเนินกระบวนการเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงทางการแพทย์ใน ประเด็นที่อาจจะเป็นต้นเหตุในความเสียหายของผู้ป่วยตามข้อร้องเรียนอย่างละเอียดครบถ้วน โดยเฉพาะ ความเสียหายที่ผู้ป่วยสมองขาดเลือดภายหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นกรณีที่น่าจะเกี่ยวเนื่องจากการ ดูแลผู้ป่วยภายหลังผ่าตัด ซึ่งจะอยู่ในขอบข่ายการพิจารณาทางการแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ การที่ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ได้ให้น้าหนักการฟังความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ นามาเป็นข้อสาคัญเพื่อวินิจฉัยชี้ว่า คดีมีมูล นั้นก็ควรจะเหมาะสมแล้ว ทั้งแพทยสภายังมีมติให้ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ ไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง แต่ด้วยข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่อยู่ในสานวนของ คณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ มีน้าหนักมากจนไม่สามารถชี้ไปเป็นอย่างอื่นได้ จึงทาให้คณะอนุกรรมการ จริยธรรมฯ มีมติยืนยันตามมติเดิม การที่แพทยสภามีมติไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ จริยธรรมฯ ที่ได้ทาการพิจารณาทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จนคณะกรรมการแพทยสภามีมติว่าแพทย์ผู้ ถูกร้องเรียนทั้งสามคนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานแล้วจนแพทยสภามีคาสั่ง คดีไม่มีมูล จึงไม่ถูกต้องตาม กระบวนวิธีพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องเรียนกับผู้ถูกร้องเรียนในคดีจริยธรรม ทั้งยังให้ความเห็นในข้อ วินิจฉัยทางวิชาการประกอบการยกข้อกล่าวโทษที่เป็นเท็จด้วยเจตนา ดังขอยกประเด็นดังนี้ ๑. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่ ๕ จากท้าย ความว่า “จากความเห็นของ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่า การให้ Nifedipine (๑๐ มิลกรัม) ใต้ลิ้น น่าจะ เป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของความดันโลหิต อาจเป็นเหตุให้สมองขาดเลือดได้ คณะกรรมการ แพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันในประเด็นดังกล่าว” ข้าพเจ้าขอให้การต่อพนักงาน สอบสวนว่า ยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine เป็นยาที่คณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗ ได้ มีข้อความเตือนว่าไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิตสูง ดังเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๖ หน้า ๖ ข้อ ๒.๖.๒ และเป็นยาที่ไม่สมเหตุผลในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๗ หน้า ข – ๑๒ ข้อ ๓.๑ นอกจากนั้นสานักงานประสานการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้ทาเอกสารทางวิชาการเรื่อง หลักเกณฑ์และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ไว้ด้วย โดยมีข้อมูลทาง วิชาการที่เกี่ยวข้องกับยาลดความดันโลหิต ชื่อ Nifedipine ไว้ในหน้า ๕-๘ ข้อ ๗.๒ การคัด nifedepine immediate release cap ออกจากบัญชี ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๘ เอกสารดังกล่าวนี้มี ข้อสรุปท้ายว่า “คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาคัดยา nifedepine immediate release ออกจากบัญชียา หลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของยา ตลอดจนการใช้ยาอย่างผิดวิธี และในเนื้อหา ของบัญชีก็ได้แสดงคาเตือนไว้ในกรอบของหัวข้อของยากลุ่มนี้ว่า ยากลุ่มนี้ชนิดที่เป็น shot-acting dihydropyridine (เช่น nifedepine immediate release) ไม่เหมาะสมในการใช้รักษา hypertension ,
  • 4.
    hypertensive crisis และangina pectoris เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า” จากเอกสารย่อมชัดเจนว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิชาการอย่างเพียงพอที่แพทย์จะต้องพิจารณาหลีกเลี่ยงในการใช้ยา Nifedipine เพื่อลดความดันโลหิต ไม่ได้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ดังที่คณะกรรมการแพทยสภาจงใจวินิจฉัยเท็จ ๒. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดที่สองจากท้าย ความว่า “ทั้งกลไกการออก ฤทธิ์ของยาทาให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ซึ่งมีผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ มากขึ้น และ ยา Nifedipine ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การต่อ พนักงานสอบสวนว่า ยา Nifedipine มีกลไกการออกฤทธิ์ทาให้เกิดการขยายหลอดเลือดแดงขนาดเล็กจริงตาม ข้อวินิจฉัยของแพทยสภา และเป็นปกติเมื่อหลอดเลือดขยายตัวเพิ่มขึ้น เซลสมองที่ได้รับเลือดมาเลี้ยงบริเวณ นั้นๆ ก็ควรได้รับเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น ไม่ควรขาดเลือด แต่ถ้าพิจารณาจากความเห็นจากราชวิทยาลัยอายุร แพทย์แห่งประเทศไทย เอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๙ แผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๓ ความว่า “ความเห็น : การให้ Nifedipine (๑๐ มิลลิกรัม) ใต้ลิ้น (sublingual) น่าจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของ ความดันโลหิตมากถึง ๑๐๐ มิลลิเมตรปรอท systolic ในเวลา ๑ ชั่วโมงหลังได้รับยา อันอาจเป็นเหตุให้ผู้ป่วย รายนี้เกิด Cerebral infarction ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ ก่อนแล้ว ยา Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงไม่ปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดัน โลหิต ในแนวทางเวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง” การที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่ง ประเทศไทยให้ความเห็นว่าผู้ป่วยอาจมีรอยโรคในเส้นเลือดสมองที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้วนั้น ผู้ฟ้องคดี เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ป่วยมีอายุมาก สภาพหลอดเลือดมักจะมีการสะสมของไขมันและสารอื่นๆ บริเวณผนังหลอดเลือด เมื่อนานๆเข้าก็จะทาให้ผนังหลอดเลือดหนาแข็งขึ้นจนเป็นตะกรัน เมื่อได้รับยาขยาย หลอดเลือด Nifedipine หลอดเลือดที่มีความยืดหยุ่นดีก็จะขยายตามฤทธิ์ของยา แต่บริเวณที่หลอดเลือดที่ หนาและแข็งนั้นจะไม่ขยายตัวตามฤทธิ์ยา จึงทาให้เลือดไปกองอยู่บริเวณที่หลอดเลือดขยายตัวดีนั้นมากและ ทาให้บริเวณหลอดเลือดที่หนาแข็งนั้นขาดเลือดเพิ่มขึ้น จึงทาให้เซลสมองบริเวณนั้นยิ่งขาดเลือดมากขึ้น ซึ่ง ลักษณะการขาดเลือดนี้มีบทความทางวิชาการของนายแพทย์รังสรรค์ ชัยเสวิกุล ได้เขียนไว้ในสารศิริราช ตรงกัน ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาด้วย หมายเลข ๑๐ พร้อมคาแปล ๓. คาสั่งแพทยสภา หน้า ๑๒ บรรทัดสุดท้าย ความว่า “และยา Nifedipine ยัง มีข้อบ่งชี้สาหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหลังผ่าตัดในกรณีนี้ได้” ข้าพเจ้าขอให้การว่าในความเห็นของ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยก็ยังมีความเห็นประเด็นนี้ในแผ่นที่ ๕ บรรทัดที่ ๘ ความว่า “Nifedipine sublingual form ในปัจจุบันจึงปรากฏเป็นยาที่ไม่ควรใช้ในการลดความดันโลหิต ในแนวทาง เวชปฏิบัติต่างๆ ของการรักษาความดันโลหิตสูง”
  • 5.
    จากข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นมากล่าวโทษคณะกรรมการแพทยสภาทั้งปวงนี้ ย่อมแสดง ให้เห็นถึงเจตนาของคณะกรรมการแพทยสภาอย่างชัดเจนว่ามีความจงใจที่จะพิจารณาวินิจฉัยไม่อยู่ในกรอบ ของกฎหมายที่ต้องให้ความเป็นธรรมต่อคู่กรณี จงใจปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต จนทาให้เกิดความเสียหายต่อคู่กรณีโดยไม่ยากรงต่อกฎหมายอาญาข้าพเจ้าจึงขอให้พนักงานสอบสวนเรียก คณะกรรมการแพทยสภาผู้กระทาความผิดมาให้การ แจ้งข้อกล่าวหา และดาเนินการใดๆ ตามกรอบของ กฎหมายต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดาเนินการ (นายไพรัช ดารงกิจถาวร) ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ