ประเพณีบุญบั้งไฟ 
เมื่อถึงเดือน ๖ชาวอีสานจะมีการจัด 
งานประเพณีที่สาคัญ หนึ่งในฮีตสิบสอง 
จากความเชื่อในการบูชาพญาแถนให้ฝนตก 
ต้องตามฤดูกาล พร้อมเข้าสู่การทานาครั้งใหม่ และกล่าวกันว่าหากหมู่บ้าน ใด ชุมชนไหน มิได้จัดงานประเพณีนี้ขึ้นในปีนั้นๆ ฝนก็จะไม่ตก พื้นดินก็จะ แห้งแล้งไม่สามารถทาการเพาะปลูกใดๆ ได้ จึงต้องมีการแห่บั้งไฟเพื่อขอฝน และได้มีการจัดการแข่งขันบั้งไฟขึ้นการแข่งขันบั้งไฟมีการแบ่งเป็นประเภท แฟนซี บั้งไฟขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว บรรจุดินประสิวไม่เกิน ๔ กิโลกรัม เน้นที่ความสวยงาม รวมทั้งลีลา เมื่อจุดขึ้นฟ้าบางทีมอาจมีร่มหลาก สีกางออก หรือมีเสียงประกอบ และประเภทบั้งไฟแสนซึ่งใช้แข่งขันกัน โดย นับจากเวลาที่บั้งไฟขึ้นลอยอยู่บนท้องฟ้า บั้งไฟของใครขึ้นนานที่สุด สังเกต จากหางที่ตกลงสู่พื้นก็เท่ากับว่าขึ้นได้สูง และได้รับชัยชนะในที่สุด
ประเพณีบุญผะเหวด 
ประเพณีบุญผะเหวด หรืองานบุญ 
เดือนสี่ ภาพจาลองเรื่องราวมหาชาติชาดก 
ครั้งที่พระเวสสันดรกลับเข้าเมือง ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของขบวนแห่ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ฟังเทศน์มหาชาติ แห่กัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอน แห่ข้าวพัน ก้อน เทศน์สังกาด บุญใหญ่ที่สร้างความสุขสนุกสนานแก่พุทธศาสนิกชน โดยทั่วกัน” 
จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เริ่มฟื้นฟูงาน ประเพณีบุญผะเหวดขึ้นมาในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งได้มีการกาหนดจัดงานในวันเสาร์และวันอาทิตย์แรกของเดือน มีนาคม ณ บึงผลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
ประเพณีข้าวสาก 
งานบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัต) 
คือการทาบุญอุทิศส่วนกุสล ไปให้กับเปรต 
ซึ่งงานบุญข้าวสากกับงานบุญข้าวประดับดิน 
ในเดือน ๙ จะมีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือ 
เป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเปรตและผู้ล่วงลับไปแล้ว 
“สาหรับบุญข้าวสากในปัจจุบัน จะกระทาในวันขึ้น 15 ค้า เดือน 10 โดย ชาวบ้านจะนาอาหารคาวหวานใส่บาตรพอถึงตอนเพลชาวบ้านจะจัดสารับกับข้าว และเครื่องไทยทาน นาไปถวายพระโดยเขียนสลากบอกชื่อเจ้าของสาหรับแล้วใส่ ลงบาตร และนิมนต์ให้พระสงฆ์และสามเณรรูปใดจับสลากเป็นชื่อของใครคน นั้นก็จะนาสารับกับข้าวไปถวายพระสงฆ์หรือสามเณรรูปนั้น”
ประเพณีบุญเบิกฟ้า 
“ประเพณีบุญเบิกฟ้า ช่วงวันขึ้น ๓ ค่า 
เดือน ๓ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวนาอีสาน 
ตอบแทนผืนแผ่นดินทากินโดยการใช้ปุ๋ยคอก 
ทาจากมูล-สัตว์ กลับคืนสู่ผืนดินให้มีความอุด- 
มสมบูรณ์อีกครั้ง อีกทั้งสายฝนแรกของปีก็กาลังจะมา ฟ้ากาลังจะร้อง เมื่อมาทิศ ใดก็จะทานายความอุดมสมบูรณ์ในปีนั้นๆ ไปตามความเชื่อดั้งเดิม” ประเพณีบุญเบิก ฟ้าเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ชาวบ้านแบก ตาบลนาทอง อาเภอเชียงยืน ได้ฟื้นฟู ประเพณีหาบฝุ่นปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาทุกครัวเรือนเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีบารุง ดินแบบอีสานจากความร่วมมือของชุมชนปรากฏว่าผลผลิตข้าวในปีนั้นเพิ่มจานวน ขึ้นเท่าตัว ชาวบ้านจึงจัดงานประเพณีนี้เรื่อยมา และกลายเป็นงานประเพณีประจาปี ของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลา ๗ วัน ๗ คืน
เทศการดอกลาดวน 
งานเทศกาลดอกลาดวนบานสืบสานประเพณีสี่ 
เผ่าไทย เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยใช้สถานที่บริเวณ 
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ในบริเวณวิทยาลัยเกษตร 
และเทคโนโลยีศรีสะเกษ เป็นสถานที่จัดงาน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บรรยากาศภายใน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมสร้างความร่มรื่น และเย็นใจ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน ท่ามกลางใบไม้เขียวประดับด้วยดอกลาดวนหน้าตาคล้ายกับขนมกลีบ ลาดวนที่เราคุ้นเคย ยามเย็นสายลมอ่อนพัดพากลิ่นดอกลาดวนหอมแบบไทยๆ ชวนนึกย้อน สู่วันวานนั่งชมการแสดงทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าไทศรีสะเกษ ส่วย เขมรลาว เยอ ความหลากหลายกลายเป็นเสน่ห์ของผู้คนชาวอีสานใต้ที่สามารถถ่ายทอดสู่สายตาทุกคู่ ได้อย่างลึกซึ้งพร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสมัยไล่เรียงจากการแสดงภาพเขียนงานศิลปะของ ศิลปินระดับชาติและท้องถิ่น การแสดงศิลปะพื้นบ้าน กิจกรรมลานธรรมสักการบูชาพระ บรมสารีริกธาตุและรูปหล่อพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดศรีสะเกษ และกิจกรรมเชิดชู ผู้สูงอายุ ให้สมกับที่ดอกลาดวนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุนั่นเอง
อาหารอีสาน (ซุปหน่อไม้) 
ซุปหน่อไม้ หน่อไม้เป็นอาหารที่นิยม 
ทุกภาคคนไทยนาหน่อไม้มาลวกหรือต้ม 
ให้สุกก่อนที่จะรับประทานอาจเนื่องมาจาก 
หน่อไม้ดิบจะออกรสขื่นขมประกอบกับใน 
หน่อไม้ดิบ มีไชยาไนด์ในปริมาณมากหาก 
รับประทานดิบ อาจเกิดพิษต่อร่างกายได้ คนสมัยก่อนจึงทาให้สุกก่อน แต่ เขาไม่สามารถอธิบายเหตุผลนี้ได้สิ่งนี้ถือเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของคนไทยซุป หน่อไม้ เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่รู้จักกันดีและแพร่หลายในทุกภาค เนื่องจาก มีกรรมวิธีในการปรุงที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก
อาหารอีสาน (อ่อมปลาดุก) 
อ่อมปลาดุก “อ่อม” เป็นคานาม 
ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับ- 
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง 
ชื่อแกงชนิดหนึ่ง คล้ายแกงคั่ว แต่ใส่มะระ 
มักใช้แกง กับปลาดุก เรียกว่า แกงอ่อมปลาดุก 
ซึ่งเป็นลักษณะของแกงอ่อมภาคกลาง เนื่องจากแกงอ่อมของ ภาคอีสานมักไม่ใส่ มะระ ซึ่งมีลักษณะน้าข้น ใส่ผักหลายชนิดรวมกัน ต้มให้เปื่อย ถ้าใส่บวบที่มี เมล็ด ข้างในสีขาว ไม่แก่จัด จะเพิ่มความอร่อยเมื่อเคี้ยว เมล็ดบวบ เนื้อสัตว์ทุกชนิด สามารถนามา ทาแกงอ่อมได้ทั้งสิ้น
อาหารอีสาน (ลาบ) 
ลาบ เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ปลา 
หรือเนื้อดิบสับให้ละเอียดผสมด้วยเครื่องปรุง 
มีพริก ปลาร้า เป็นต้นถ้าใส่เลือดวัวหรือเลือด 
หมูเรียกว่า ลาบเลือด ชาวอีสานทุกครัว 
เรือนมักนิยมทาอาหารประเภทลาบในงานบุญต่างๆ เช่น งานแต่ง งานบวช งานศพ งานทาบุญ ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น 
ลาบปลาดุก เป็นอาหารประเภทหนึ่งในบรรดาลาบทั้งหมดที่ขึ้นขื่อของอีสาน และ ทุกภาครู้จักกันดี เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาน้าจืดที่หาได้ในท้องถิ่น มีรสมัน หวาน เป็นปลาที่ ไม่มีเกล็ด และก้างน้อย จึงนิยมนามาประกอบอาหารประเภทลาบ
อาหารอีสาน (ส้มตา) 
ส้มตำ มีต้นกาเนิดไม่แน่ชัดโดยน่าจะมา 
จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและประ- 
เทศลาว ส่วนมากจะทาโดยนามะละกอดิบที่ขูด 
เป็นเส้น มาตาในครกกับ มะเขือเทศลูกเล็ก ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง พริก และกระเทียม ปรุงรสด้วยน้าตาลปี๊บ น้าปลา ปูดองหรือปลาร้า ให้มีรสเปรี้ยว เผ็ด และออกเค็ม เล็กน้อย นิยมกินกับข้าวเหนียวและไก่ย่าง โดยมีผักสด เช่น กะหล่าปลี หรือ ถั่วฝักยาวผักบุ้ง เป็นเครื่องเคียง
อาหารสีสาน (หม่า) 
หม่าเป็นอาหารพื้นเมืองอีสานที่มีคุณค่า 
ทางโภชนาการ เครื่องปรุงและส่วนผสมที่ใช้ 
ในการทาสามารถหาได้ง่าย ที่สาคัญเป็นวิธีการ 
ถนอมอาหารสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายๆ 
วัน จะสุกหรือดิบก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรปรุงให้ 
สุกก่อนรับประทาน ซึ่งปัจจุบันนอกจากหม่าที่ทาจากเนื้อวัวและเนื้อควายแล้ว ยัง มีการใช้เนื้อหมูทากันแพร่หลายด้วย โดยปัจจุบันนอกจากนิยมทาหม่ากันเมื่อมี การจัดงานบุญต่าง ๆ และทากินในครอบครัว ก็ยังมีการทาจาหน่ายสร้างรายได้ ด้วย
วัฒนธรรมประเภณีเเละอาหารภาคอีสาน

วัฒนธรรมประเภณีเเละอาหารภาคอีสาน

  • 2.
    ประเพณีบุญบั้งไฟ เมื่อถึงเดือน ๖ชาวอีสานจะมีการจัด งานประเพณีที่สาคัญ หนึ่งในฮีตสิบสอง จากความเชื่อในการบูชาพญาแถนให้ฝนตก ต้องตามฤดูกาล พร้อมเข้าสู่การทานาครั้งใหม่ และกล่าวกันว่าหากหมู่บ้าน ใด ชุมชนไหน มิได้จัดงานประเพณีนี้ขึ้นในปีนั้นๆ ฝนก็จะไม่ตก พื้นดินก็จะ แห้งแล้งไม่สามารถทาการเพาะปลูกใดๆ ได้ จึงต้องมีการแห่บั้งไฟเพื่อขอฝน และได้มีการจัดการแข่งขันบั้งไฟขึ้นการแข่งขันบั้งไฟมีการแบ่งเป็นประเภท แฟนซี บั้งไฟขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว บรรจุดินประสิวไม่เกิน ๔ กิโลกรัม เน้นที่ความสวยงาม รวมทั้งลีลา เมื่อจุดขึ้นฟ้าบางทีมอาจมีร่มหลาก สีกางออก หรือมีเสียงประกอบ และประเภทบั้งไฟแสนซึ่งใช้แข่งขันกัน โดย นับจากเวลาที่บั้งไฟขึ้นลอยอยู่บนท้องฟ้า บั้งไฟของใครขึ้นนานที่สุด สังเกต จากหางที่ตกลงสู่พื้นก็เท่ากับว่าขึ้นได้สูง และได้รับชัยชนะในที่สุด
  • 3.
    ประเพณีบุญผะเหวด ประเพณีบุญผะเหวด หรืองานบุญ เดือนสี่ ภาพจาลองเรื่องราวมหาชาติชาดก ครั้งที่พระเวสสันดรกลับเข้าเมือง ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของขบวนแห่ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ฟังเทศน์มหาชาติ แห่กัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอน แห่ข้าวพัน ก้อน เทศน์สังกาด บุญใหญ่ที่สร้างความสุขสนุกสนานแก่พุทธศาสนิกชน โดยทั่วกัน” จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เริ่มฟื้นฟูงาน ประเพณีบุญผะเหวดขึ้นมาในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งได้มีการกาหนดจัดงานในวันเสาร์และวันอาทิตย์แรกของเดือน มีนาคม ณ บึงผลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
  • 4.
    ประเพณีข้าวสาก งานบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัต) คือการทาบุญอุทิศส่วนกุสล ไปให้กับเปรต ซึ่งงานบุญข้าวสากกับงานบุญข้าวประดับดิน ในเดือน ๙ จะมีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือ เป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเปรตและผู้ล่วงลับไปแล้ว “สาหรับบุญข้าวสากในปัจจุบัน จะกระทาในวันขึ้น 15 ค้า เดือน 10 โดย ชาวบ้านจะนาอาหารคาวหวานใส่บาตรพอถึงตอนเพลชาวบ้านจะจัดสารับกับข้าว และเครื่องไทยทาน นาไปถวายพระโดยเขียนสลากบอกชื่อเจ้าของสาหรับแล้วใส่ ลงบาตร และนิมนต์ให้พระสงฆ์และสามเณรรูปใดจับสลากเป็นชื่อของใครคน นั้นก็จะนาสารับกับข้าวไปถวายพระสงฆ์หรือสามเณรรูปนั้น”
  • 5.
    ประเพณีบุญเบิกฟ้า “ประเพณีบุญเบิกฟ้า ช่วงวันขึ้น๓ ค่า เดือน ๓ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวนาอีสาน ตอบแทนผืนแผ่นดินทากินโดยการใช้ปุ๋ยคอก ทาจากมูล-สัตว์ กลับคืนสู่ผืนดินให้มีความอุด- มสมบูรณ์อีกครั้ง อีกทั้งสายฝนแรกของปีก็กาลังจะมา ฟ้ากาลังจะร้อง เมื่อมาทิศ ใดก็จะทานายความอุดมสมบูรณ์ในปีนั้นๆ ไปตามความเชื่อดั้งเดิม” ประเพณีบุญเบิก ฟ้าเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ ชาวบ้านแบก ตาบลนาทอง อาเภอเชียงยืน ได้ฟื้นฟู ประเพณีหาบฝุ่นปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาทุกครัวเรือนเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีบารุง ดินแบบอีสานจากความร่วมมือของชุมชนปรากฏว่าผลผลิตข้าวในปีนั้นเพิ่มจานวน ขึ้นเท่าตัว ชาวบ้านจึงจัดงานประเพณีนี้เรื่อยมา และกลายเป็นงานประเพณีประจาปี ของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลา ๗ วัน ๗ คืน
  • 6.
    เทศการดอกลาดวน งานเทศกาลดอกลาดวนบานสืบสานประเพณีสี่ เผ่าไทยเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยใช้สถานที่บริเวณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ในบริเวณวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีศรีสะเกษ เป็นสถานที่จัดงาน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บรรยากาศภายใน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมสร้างความร่มรื่น และเย็นใจ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน ท่ามกลางใบไม้เขียวประดับด้วยดอกลาดวนหน้าตาคล้ายกับขนมกลีบ ลาดวนที่เราคุ้นเคย ยามเย็นสายลมอ่อนพัดพากลิ่นดอกลาดวนหอมแบบไทยๆ ชวนนึกย้อน สู่วันวานนั่งชมการแสดงทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าไทศรีสะเกษ ส่วย เขมรลาว เยอ ความหลากหลายกลายเป็นเสน่ห์ของผู้คนชาวอีสานใต้ที่สามารถถ่ายทอดสู่สายตาทุกคู่ ได้อย่างลึกซึ้งพร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสมัยไล่เรียงจากการแสดงภาพเขียนงานศิลปะของ ศิลปินระดับชาติและท้องถิ่น การแสดงศิลปะพื้นบ้าน กิจกรรมลานธรรมสักการบูชาพระ บรมสารีริกธาตุและรูปหล่อพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดศรีสะเกษ และกิจกรรมเชิดชู ผู้สูงอายุ ให้สมกับที่ดอกลาดวนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุนั่นเอง
  • 7.
    อาหารอีสาน (ซุปหน่อไม้) ซุปหน่อไม้หน่อไม้เป็นอาหารที่นิยม ทุกภาคคนไทยนาหน่อไม้มาลวกหรือต้ม ให้สุกก่อนที่จะรับประทานอาจเนื่องมาจาก หน่อไม้ดิบจะออกรสขื่นขมประกอบกับใน หน่อไม้ดิบ มีไชยาไนด์ในปริมาณมากหาก รับประทานดิบ อาจเกิดพิษต่อร่างกายได้ คนสมัยก่อนจึงทาให้สุกก่อน แต่ เขาไม่สามารถอธิบายเหตุผลนี้ได้สิ่งนี้ถือเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของคนไทยซุป หน่อไม้ เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่รู้จักกันดีและแพร่หลายในทุกภาค เนื่องจาก มีกรรมวิธีในการปรุงที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก
  • 8.
    อาหารอีสาน (อ่อมปลาดุก) อ่อมปลาดุก“อ่อม” เป็นคานาม ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับ- ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง ชื่อแกงชนิดหนึ่ง คล้ายแกงคั่ว แต่ใส่มะระ มักใช้แกง กับปลาดุก เรียกว่า แกงอ่อมปลาดุก ซึ่งเป็นลักษณะของแกงอ่อมภาคกลาง เนื่องจากแกงอ่อมของ ภาคอีสานมักไม่ใส่ มะระ ซึ่งมีลักษณะน้าข้น ใส่ผักหลายชนิดรวมกัน ต้มให้เปื่อย ถ้าใส่บวบที่มี เมล็ด ข้างในสีขาว ไม่แก่จัด จะเพิ่มความอร่อยเมื่อเคี้ยว เมล็ดบวบ เนื้อสัตว์ทุกชนิด สามารถนามา ทาแกงอ่อมได้ทั้งสิ้น
  • 9.
    อาหารอีสาน (ลาบ) ลาบเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ปลา หรือเนื้อดิบสับให้ละเอียดผสมด้วยเครื่องปรุง มีพริก ปลาร้า เป็นต้นถ้าใส่เลือดวัวหรือเลือด หมูเรียกว่า ลาบเลือด ชาวอีสานทุกครัว เรือนมักนิยมทาอาหารประเภทลาบในงานบุญต่างๆ เช่น งานแต่ง งานบวช งานศพ งานทาบุญ ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ลาบปลาดุก เป็นอาหารประเภทหนึ่งในบรรดาลาบทั้งหมดที่ขึ้นขื่อของอีสาน และ ทุกภาครู้จักกันดี เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาน้าจืดที่หาได้ในท้องถิ่น มีรสมัน หวาน เป็นปลาที่ ไม่มีเกล็ด และก้างน้อย จึงนิยมนามาประกอบอาหารประเภทลาบ
  • 10.
    อาหารอีสาน (ส้มตา) ส้มตำมีต้นกาเนิดไม่แน่ชัดโดยน่าจะมา จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและประ- เทศลาว ส่วนมากจะทาโดยนามะละกอดิบที่ขูด เป็นเส้น มาตาในครกกับ มะเขือเทศลูกเล็ก ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง พริก และกระเทียม ปรุงรสด้วยน้าตาลปี๊บ น้าปลา ปูดองหรือปลาร้า ให้มีรสเปรี้ยว เผ็ด และออกเค็ม เล็กน้อย นิยมกินกับข้าวเหนียวและไก่ย่าง โดยมีผักสด เช่น กะหล่าปลี หรือ ถั่วฝักยาวผักบุ้ง เป็นเครื่องเคียง
  • 11.
    อาหารสีสาน (หม่า) หม่าเป็นอาหารพื้นเมืองอีสานที่มีคุณค่า ทางโภชนาการ เครื่องปรุงและส่วนผสมที่ใช้ ในการทาสามารถหาได้ง่าย ที่สาคัญเป็นวิธีการ ถนอมอาหารสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายๆ วัน จะสุกหรือดิบก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรปรุงให้ สุกก่อนรับประทาน ซึ่งปัจจุบันนอกจากหม่าที่ทาจากเนื้อวัวและเนื้อควายแล้ว ยัง มีการใช้เนื้อหมูทากันแพร่หลายด้วย โดยปัจจุบันนอกจากนิยมทาหม่ากันเมื่อมี การจัดงานบุญต่าง ๆ และทากินในครอบครัว ก็ยังมีการทาจาหน่ายสร้างรายได้ ด้วย