เรื่อง ศิลปวัฒนธรรมไทยของภาคใต้และภาคตะวันออก
จัดทาโดย
อาจารย์ ณัฐธภัคร หมื่อนอภัย
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556
วิทยาลัย เทคโนโลยีวิมลบริหารธุรกิจ
คานา
รายงานเล่มนี้จัดทาขึ้นเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี อาหรา
เครื่องแต่งกาย ภาษาท้องถิ่น วรรณกรรม ศิลปะพื้นบ้าน สถาปัตยกรรม หัตกรรม
ของภาคใต้และภาคตะวันออก
ภาคตะวันออก เป็นภูมิภาคย่อยทางตะวันออกของประเทศไทย เดิมถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคกลาง
อยู่ติดชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออก นับเป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ผลไม้และอัญมณีของประเทศ
ภาคใต้เป็นภูมิภาคหนึ่งของไทย ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ทางใต้ของประเทศถัดลงไปจากบริเวณภาคตะวั
นตก (หรือภาคกลางขึ้นอยู่กับการจัดแบ่งของแต่ละหน่วยงาน) ขนาบด้วยอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออก
และทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่รวม 70,715.2 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจดใต้ประมาณ
750 กิโลเมตร ทุกจังหวัดของภาคมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ยกเว้นจังหวัดยะลาและจังหวัดพัทลุง
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ประเพณีภาคใต้ 1
อาหารประจาภาคใต้ 16
เครื่องแต่งกายประจาภาคใต้ 23
ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ 24
วรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ 29
ศิลปะพื้นบ้านของภาคใต้ 30
สถาปัตยกรรมของภาคใต้ 36
หัตกรรมท้องถิ่นของภาคใต้ 43
ประเพณีภาคตะวันออก 48
อาหารประจาภาคตะวันออก 53
เครื่องแต่งกายประจาภาคตะวันออก 54
ภาษาท้องถิ่นภาคภาคตะวันออก 55
วรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออก 56
ศิลปะพื้นบ้านของภาคตะวันออก 57
สถาปัตยกรรมของภาคตะวันออก 59
หัตกรรมท้องถิ่นของภาคตะวันออก 60
ประเพณีภาคใต้
ประเพณีลอยเรือ
ความสาคัญ
ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวย
ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง
เมื่อถึงเวลาที่กาหนดสมาชิกในชุมชนและญาติพี่น้องที่แยกย้ายถิ่นไปทามาหากิน ในแถบทะเล
และหมู่เกาะต่าง ๆในทะเลอันดามันจะพากันเดินทางกลับมายังถิ่นฐาน เพื่อประกอบพิธีนี้
พิธีกรรม
ในวันขึ้น ๑๓ ค่า ช่วงเช้าชาวเลจะเดินทางไปบริเวณที่จะทาพิธี ผู้หญิงจะทาขนม
ผู้ชายจะสร้างและซ่อมแซมที่พักชั่วคราว ช่วงเย็น
ทั้งหญิงและชายจะไปรวมกันที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อนาอาหารเครื่องเซ่นไปเซ่นไหว้
บรรพบุรุษเป็นการบอกกล่าวให้มาร่วมพิธีลอยเรือ
เช้าของวันขึ้น ๑๔ ค่า ผู้ชายส่วนหนึ่งเดินทางไปตัดไม้ เพื่อนาไม้มาทาเรือผู้หญิงจะร้องราทาเพลง
ในขณะที่รอรับไม้บริเวณชายฝั่ง แล้วขบวนแห่จะแห่ไม้ไปวนรอบศาลบรรพบุรุษเพื่อนากลับมาทาเรือ
"ปลาจั๊ก" คืนวันขึ้น ๑๔ ค่า มีพิธีฉลองเรือโดยมีการรารอบเรือ
เพื่อถวายวิญญาณบรรพบุรุษโดยใช้ดนตรีและเพลงรามะนาประกอบวงหนึ่งและอีกวงจะ
เป็นการราวงแบบสมัยใหม่มีดนตรีชาโดว์ประกอบการร้องรา
โต๊ะหมอจะทาพิธีในช่วงเริ่มฉลองเรือและมีพิธีสาดน้าตอนเที่ยงคืน (เลฮฺบาเลฮฺ)
และทาพิธีอีกครั้งในช่วงเช้าตรู่วันขึ้น ๑๕ ค่า
ก่อนนาเรือไปลอยในทิศทางลมซึ่งแน่ใจว่าเรือจะไม่ลอยกลับเข้าฝั่ง หลังจากนั้นแยกย้ายกันนอนพักผ่อน
บ่ายวันขึ้น ๑๕ ค่า ผู้ชายส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตัดไม้และหาใบกะพร้อเพื่อทาไม้กันผีสาหรับทาพิธี
ฉลองในเวลากลางคืน โดยมีพิธีกรรมเหมือนกับพิธีฉลองเรือทุกประการ
จนกระทั่งใกล้จะสว่างโต๊ะหมอจะทาพิธีเสกน้ามนต์ทานายโชคชะตา
และสะเดาะเคราะห์ให้สมาชิกที่เข้าร่วมพิธีก่อนจะอาบน้ามนต์
และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยนาไม้กันผีไปปักบริเวณรอบหมู่บ้านด้วย
ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอันเกี่ยว
เนื่องกับตานานความเชื่อความเป็นมาและวิถีชีวิตทุกอย่างของชาวเลอูรักลาโวย
การจัดพิธีฉลองเรือก็เพื่อการสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณกลับสู่บ้านเมืองเดิม และการส่งสัตว์ไปไถ่บาป
เรือปลาจั๊กที่ทาขึ้นในพิธีลอยเรือ ทาจากไม้ตีนเป็ดและไม้ระกาเป็นสัญลักษณ์ของ "ยาน"
ที่จะนาวิญญาณของคนและสัตว์ไปสู่อีกภพหนึ่ง มีชิ้นไม้ระกาที่สลักเสลาอย่างสวยงามเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ
ประดับประดาอยู่ในเรือ รูปนกเกาะหัวเรือ หมายถึง "โต๊ะบุหรง" บรรพบุรุษผู้ซึ่งสามารถห้ามลมห้ามฝน
ลายฟันปลา หมายถึง "โต๊ะบิกง" บรรพบุรุษที่เป็นฉลาม ลายงูหมายถึง "โต๊ะอาโฆะเบอราไตย"
บรรพบุรุษที่เป็นงู ฯลฯ ในเรือยังมีตุ๊กตาไม้ระกาทาหน้าที่นาเคราะห์โศกโรคภัยของสมาชิกในแต่ละครอบ
ครัวเดินทางไปกับเรือและเครื่องเซ่นต่าง ๆ ที่จะให้วิญญาณบรรพบุรุษนาติดตัวไปยังถิ่นฐานเดิมที่เรียกว่า
"ฆูนุงฌึไร"
การร่ายราแบบดั้งเดิมผสมผสานกับบทเพลงเก่าแก่และดนตรีรามะนา
เป็นส่วนประกอบที่เร้าใจและเป็นการราถวายต่อบรรพบุรุษ ทุกคนที่ราเชื่อว่าจะได้บุญ
โต๊ะหมอผู้นาทั้งทางโลกและทางธรรม
เชื่อว่าเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าและวิญญาณบรรพบุรุษได้
ผู้ที่ผ่านพิธีลอยเรือถือว่าจะเป็นผู้ที่ผ่านทุกข์โศกโรคภัยไปหมดแล้ว
ชีวิตต่อไปข้างหน้าจะประสบแต่ความสุขและโชคดีในการทามาหากิน
งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ
ความสาคัญ
งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ อาเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะการขึ้นโขนชิงธง
ที่นายท้ายเรือต้องถือท้ายเรือให้ตรงเพื่อให้นายหัวเรือคว้าธงที่ทุ่นเส้น ชัยโดยการขึ้นโขนเรือ
พิธีกรรม
การแข่งเรือของอาเภอหลังสวนเริ่มมีครั้งแรกในสมัยพระยาจรูญราชโภคากร เป็นเจ้าเมืองหลังสวน
เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
เป็นการลากพระชิงสายกันในแม่น้า โดยใช้เรือพายเป็นเรือดึงลากแย่งกัน วัด
หรือหมู่บ้านใดมีเรือมากฝีพายดี ก็แย่งพระไปได้ อัญเชิญพระไปประดิษฐานไว้ในวัดที่ตนต้องการ
มีงานสมโภชอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืน รุ่งเช้าถวายสลากภัต
ต่อมาสมัยหลวงปราณีประชาชน อามาตย์เอก
ได้ดัดแปลงให้มีสัญญาณในการปล่อยเรือโดยใช้เชือกผูกหางเรือคู่ที่จะแข่ง
ให้เรือถูกพายไปจนตึงแล้วใช้มีดสับเชือกที่ผูกไว้ให้ขาด
ลักษณะของเรือที่ใช้แข่งในปัจจุบันขุดจากไม้ซุง (ตะเคียน) ทั้งต้น ยาวประมาณ ๑๘-๑๙ เมตร
มีธงประจาเรือติดอยู่ เรือแข่งจะแบ่งออกเป็น ๒ประเภท คือ ฝีพาย ๓๐ คน และฝีพาย ๓๒ คน
ฝีพายจะนั่งกันเป็นคู่ยกเว้นนายหัวกับนายท้าย
เรือแต่ละลาจะมีฆ้องหรือนกหวีดเพื่อตีหรือเป่าให้จังหวะฝีพายได้พายอย่าง พร้อมเพรียงกัน
รางวัลสาหรับการแข่งขันในสมัยก่อน เรือที่ชนะจะได้รับผ้าแถบหัวเรือ
ส่วนฝีพายจะได้รับผ้าขาวม้าคนละผืน ต่อมาเป็นการแข่งขันชิงน้ามันก๊าด เพื่อนาไปถวายวัด
เพราะเรือส่วนใหญ่เป็นเรือของวัด และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา
เป็นการแข่งขันเพื่อชิงโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กติกาการปล่อยเรือและการเข้าเส้นชัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ เช่น
ในปัจจุบันมีการแบ่งสายน้าโดยการจับสลาก กาหนดระยะทางที่แน่นอน คือ ๕๐๐ เมตร
มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งเรือในท้องถิ่นจังหวัดชุมพรเอง และเรือจากต่างจังหวัด สถานที่คือวัดด่านประชากร
ประเพณีขึ้นถ้าวัดถ้าเขาขุนกระทิง
ความสาคัญ
ประเพณีขึ้นถ้าเป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาแต่อดีต นิยมจัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรด้วยมีความเชื่อว่าการทานาหรือ
กิจกรรมการเกษตรที่ประสบความสาเร็จได้เกิดจากการดลบันดาลของสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
การขึ้นถ้าจึงเป็นพิธีกรรมใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งมักเป็นพระพุทธรูปของวัดเพื่อแสดงความกตัญญูและเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้ แก่ชีวิต
พิธีกรรม
เปิดให้มีการสักการะ และปิดทองพระพุทธรูปภายในถ้า โดยทางวัดจัดบริการจาหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน
เพื่อหารายได้ให้วัด อาจมีการจัดมโหสพ เช่นมโนราห์ ควายชน การละเล่นพื้นเมือง
และร้านค้าจาหน่ายสินค้าต่าง ๆ
ถือศีลกินเจ
ช่วงเวลา
การถือศีลกินเจของชาวตรังตรงกับวันขึ้น ๑ ค่า ถึง ๙ ค่า เดือน ๙ ของจีน (ตรงกับเดือน ๑๑ ของไทย
ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมทุกปี) โรงศาลเจ้าทุกโรงจะกาหนดการกินเจพร้อมกัน
การประกอบพิธีกรรมจะใช้สถานที่บริเวณโรงศาลเจ้าของแต่ละแห่ง
ความสาคัญ
พิธีถือศีลกินเจจะเป็นพิธีที่มีความสาคัญดังนี้
๑. เป็นการบาเพ็ญศีล สมาทานกินเจ บริโภคแต่อาหารผักและผลไม้ เป็นการละเว้นการทาบาป
ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รักษาศีลทาจิตใจให้บริสุทธิ์ งดการเที่ยวเตร่ ไม่ดื่มของมึนเมา
ผู้ศรัทธาที่กินเจจะสวมเสื้อผ้าสีขาวและสวดมนต์ทาสมาธิภาวนาแผ่เมตตาจิต
ขอพรให้ตนเองและครอบครัว
๒. เป็นการสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าความชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บให้ออกไปจากตัวผู้ที่ถือศีลกินเจ
๓. เกิดความสามัคคีในหมู่ผู้ที่ศรัทธาที่เข้าร่วมพิธีถือศีลกินเจ ต่างก็ยิ้มแย้มเป็นมิตรมีไมตรีต่อกัน
มีการบริจาคทรัพย์สาหรับเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในโรงครัว เพื่อให้มีอาหารเพียงพอ
มีอาสาสมัครมาช่วยงานทางานครัวเป็นจานวนมาก
พิธีกรรม
ประเพณีถือศีลกินเจเป็นประเพณีที่มีการผสมผสานของลัทธิความเชื่อต่าง ๆ หลายลัทธิ ได้แก่ลัทธิเต๋า
ลัทธิขงจื่อ ลัทธิการนับถือเทวะ และพุทธศาสนานิกายมหายาน
การประกอบพิธีกรรม
๑. ก่อนพิธีหนึ่งวัน จะมีการทาความสะอาดศาลเจ้า รมกายาน ไม้หอม และยกเสาธงเต๊งโก ไว้หน้าศาล
เพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้า พอถึงเวลาเที่ยงคืนจะประกอบพิธีอัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้
และกิวอ๋องไตเต้มาเป็นประธานในพิธี พร้อมกับแขวนตะเกียงน้า ๙ ดวง
ซึ่งหมายถึงดวงวิญาณขององค์กิวอ๋องไตเต้ เป็นอันว่าพิธีกินเจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หลังจากพิธีรับเจ้าเข้ามาเป็นประธานในศาลแล้ว ก็จะทาพิธีวางกาลังทหารรักษาการณ์ตามทิศต่าง ๆ
๒. การเตรียมการกินเจ ผู้ศรัทธาที่จะร่วมถิอศีลกินเจจะทาความสะอาดภาชนะเครื่องใช้ในการประกอบ
อาหารให้สะอาดหมดกลิ่นคาว จัดแยกเครื่องใช้ไว้เฉพาะไม่ปะปนกับเครื่องใช้ทั่วไป
บางบ้านจะนาภาชนะชุดใหม่มาประกอบอาหารและใส่อาหารเจ
บางบ้านจะรับอาหารจากโรงปรุงของศาลเจ้า
๓. พิธีกรรมตลอด ๙ วัน ของการกินเจ มีดังนี้
๓.๑ พิธีบูชาเจ้า ทาในวันแรก บูชาด้วยเครื่องเซ่นต่าง ๆ ทั้งที่ศาลเจ้า และที่บ้านของผู้ที่กินเจ
เมื่อกินเจครบสามวัน ถือว่าผู้กินเจได้ชาระร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ได้สะอาดบริสุทธิ์
๓.๒ พิธีโขกุ้น เป็นพิธีเลี้ยงทหารที่รักษาการณ์ตามทิศต่าง ๆ จะทาพิธีในวัน ๓ ค่า ๖ ค่า และ ๙ ค่า
มีอาหารและเหล้าเซ่นสังเวยเลี้ยงทหาร
๓.๓ พิธีซ้องเก็ง เป็นพิธีการสวดมนต์ พิธีนี้จะเริ่มตั้งแต่องค์กิวอ๋องไตเต้
เข้ามาประทับในศาลและจะกระทากันทุก ๆ วันวันละ ๒ ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่า
๓.๔ พิธีบูชาดาว จะทาในคืนวัน ๗ ค่าเพื่อขอความคุ้มครองให้แก่ผู้กินเจ ในพิธีบูชาดาว จะมีการแจกฮู้
(กระดาษยันต์) เพื่อคุ้มครองผู้กินเจ
๓.๕ พิธีแห่เจ้า (ออกเที่ยว) เป็นพิธีที่เจ้าทั้งหมดออกเยี่ยมลูกหลานตามบ้าน
เพื่อความเป็นสิริมงคลและปัดเป่าความชั่วร้าย ศาลเจ้าแต่ละโรงจะออกเยี่ยมไม่พร้อมกัน
พิธีนี้จะจัดเป็นริ้วขบวน แห่แหนไปตามถนนสายต่าง ๆ
บรรดาชาวบ้านที่จะศรัทธาจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ไว้รับพระและจุดประทัด เมื่อขบวนผ่าน
เจ้าองค์ที่เข้าประทับทรงจะแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารโดยใช้ของมีคม เหล็กแหลม ทิ่มแทงตามส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย
๓.๖ พิธีลุยไฟ เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ของเจ้า จึงมีการก่อกองไฟให้เป็นถ่านแดงระอุร้อน
เจ้าที่เข้าประทับคนทรงจะเข้าไปวิ่งลุยผ่านกองไฟ เพื่อแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์และอิทธิฤทธิ์
ผู้ที่ถือศีลกินเจก็จะเข้าไปลุยไฟด้วยเพื่อให้ไฟทิพย์ชาระร่างกายให้ บริสุทธิ์
๓.๗ พิธีส่งพระ ทากันในวันสุดท้ายของการกินเจ พิธีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ภาค
คือภาคกลางวันจะส่งเทวดาเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งทากันที่เสาธง และภาคกลางคืนจะส่งองค์กิวอ๋องไตเต้
ซึ่งจะทากันตอนเที่ยงคืน โดยผู้กินเจจะเดินไปส่งกันที่ฝั่งน้าเพราะเจ้าจะกลับสวรรค์ทางทะเล
และทันทีที่คณะส่งเจ้าออกพ้นประตูศาลไฟทุกดวงจะต้องดับสนิท แล้วปิดประตูใหญ่ รุ่งขึ้นจะลดเสาธง
เรียกทหารพร้อมกับเลี้ยงทหารและส่งกลับ เสร็จแล้วก็เปิดประตูใหญ่เมื่อได้ฤกษ์ตามวัน/เวลาที่เจ้าสั่งไว้
ประเพณีอาบน้าคนแก่
ช่วงเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ เดือนเมษายน (เดือน ๕) ของทุกปี ซึ่งจะเลือกทาวันไหนก็ได้ จะเป็นตอนเช้า
หรือตอนบ่ายเป็นไปตามการนัดหมายของแต่ละครอบครัว
แต่ละบ้านโดยนัดหมายสถานที่และวันเวลาไว้ล่วงหน้าเป็นประจาทุกปี
ซึ่งอาจเป็นที่บ้านหรือที่วัดก็ได้ตามความเหมาะสม
ความสาคัญ
ประเพณีอาบน้าคนแก่เป็นวิธีการแสดงออกซึ่งความเคารพนับถือ แก่บิดามารดา และญาติคนแก่(ผู้อาวุโส)
ของตระกูล รวมทั้งผู้มีพระคุณและบุคคลที่ตนเคารพนับถือ
พิธีกรรม
๑. การขอขมา
เมื่อเชิญคนแก่ทั้งหลายนั่งในโรงพิธีเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานและชาวบ้านที่มาร่วมพิธี
จะรวมกลุ่มยืนอยู่ด้านหน้าของคนแก่ทั้งหลาย ผู้นาในพิธีนาดอกไม้และจุดธูปเทียนพนมมือ
แล้วกล่าวขอขมา ทุกคนว่าตามดังนี้
"กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ มโนกรรมสาม หากข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดประมาทพลาดพลั้งแก่ท่าน ด้วยกายก็ดี
ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
และขอได้โปรดอานวยพรให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีความสุขความเจริญตลอดไป
และขอตั้งจิตอธิษฐานขอให้ท่านเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดไป
๒. พิธีการอาบน้า
การอาบน้าเป็นการตักน้ามารดอาบให้คนแก่จนเปียกโชกทั้งตัว
ปัจจุบันบางหมู่บ้านได้ปรับเปลี่ยนวิธีการในการอาบน้า
มารดน้าที่มือทั้งสองของคนแก่แทนเพราะคนแก่ที่มีอายุมาก มีลูกหลานและผู้ที่เคารพนับถือมาก
พิธีการอาบน้าต้องใช้เวลานานจึงแล้วเสร็จ คนแก่เหล่านั้นอาจรู้สึกหนาวสะท้าน
ซึ่งเป็นเหตุให้เจ็บป่วยเป็นไข้ได้
ลูกหลานจะเข้าแถวตักน้าที่เตรียมไว้ในโอ่ง มารดที่มือหรือที่ตัวคนแก่
และมอบเครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้ให้คนแก่พร้อมกับขอพร คนแก่ก็จะให้พรลูกหลาน
การอาบน้าจะทาไปตามลาดับจนครบทุกคน
เมื่อเสร็จพิธี ลูกหลานจะนาเสื้อผ้าชุดใหม่มาผลัดเปลี่ยนให้คนแก่ ทาแป้ง หวีผม แต่งตัวให้
เป็นอันเสร็จพิธีการอาบน้า
ประเพณีให้ทานไฟ
ช่วงเวลา
การให้ทานไฟ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติในช่วงเดือนยี่ เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นที่สุด
โดยชาวบ้านจะนัดหมายไปพร้อมกันในเวลาย่ารุ่ง หรือตอนเช้ามืดของวันไหนก็ได้
ความสาคัญ
การให้ทานไฟ เป็นการทาบุญเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์เกิดความอบอุ่นในตอนเช้ามืดของคืนที่มี
อากาศหนาวเย็น โดยใช้ลานวัดเป็นที่ก่อกองไฟแล้วทาขนมถวายพระ
ประวัติความเป็นมาของประเพณีให้ทานไฟ กล่าวถึงในขุนทกนิกายชาดก เรื่อง
ความตระหนี่ถี่เหนียวของโกลิยะเศรษฐี ที่อยากกินขนมเบื้อง
แต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อและไม่อยากให้ลูกเมียได้กินด้วย
ภรรยาจึงทาขนมเบื้องที่บ้านชั้นเจ็ดให้เศรษฐีได้รับประทานโดยไม่ให้ผู้ใด เห็น
ขณะที่สองสามีภรรยากาลังปรุงขนมเบื้อง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบด้วยญาณ
จึงโปรดให้พระโมคคัลลานะไปแก้นิสัยของโกลิยะเศรษฐี
พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกชั้นเจ็ดของคฤหาสน์เศรษฐี เศรษฐีเข้าใจว่าจะมาขอขนม
จึงแสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล่
แต่พระโมคคัคลานะพยายามทรมานเศรษฐีอยู่นานจนยอมละนิสัยตระหนี่
พระโมคคัลลานะได้แสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส
ได้นิมนต์มารับถวายอาหารที่บ้านตน พระโมคคัลลานะแจ้งให้นาไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ๕๐๐
รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะเศรษฐีและภรรบาได้นาเข้าของเครื่องปรุงไปทาขนมเบื้องถวายพระพุทธเจ้า
และพระสาวก แต่ปรุงเท่าไหร่แป้งที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด พระพุทธเจ้าจึงโปรดเทศนาสั่งสอน
ทั้งสองคนเกิดความปีติอิ่มเอิบในการบริจาคทาน เห็นแจ้งบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน
พิธีกรรม
๑. การก่อกองไฟ ชาวบ้านจะเตรียมไม้ฟืน ถ่าน หรือเตาไฟ
สาหรับก่อให้เกิดความร้อนและความอบอุ่นแก่พระสงฆ์
บางแห่งนิยมใช้ไม้ฟืนหลายอันมาซ้อนกันเป็นเพิงก่อไฟ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ
เพื่อให้เกิดความอบอุ่นทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง
๒. การทาขนมถวายพระ ขนมที่เตรียมไปปรุงที่วัดในการให้ทานไฟเป็นขนมอะไรก็ได้
แต่ส่วนใหญ่จะนิยมขนมที่สามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว
ขนมส่วนมากจะปรุงโดยใช้ไฟแรงและเป็นขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกข้าวเหนียว
ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมโค ขนมพิมพ์ ขนมจาก ชนมจู่จุน ข้าวเหนียวกวนทอด
ในปัจจุบันมีขนมและอาหารเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นน้าชากาแฟ หมี่ผัด ข้าวต้ม ข้าวเหนียวหลาม ขนมปังปิ้ง
ชาวบ้านจะปรุงขนมตามที่เตรียมเครื่องปรุงมา แล้วนาขนมที่ปรุงขึ้นมาร้อน ๆ ไปถวายพระสงฆ์
ขณะที่ทาขนมกันไป พระสงฆ์ก็ฉันไปพร้อม ๆกัน จะหยุดปรุงขนมก็ต่อเมื่อเครื่องปรุงที่เตรียมมาหมด
เมื่อพระสงฆ์ฉันอิ่มแล้ว ชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานกันอย่างสนุกสนาน หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว
ก็สวดให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มาทาบุญเป็นอันเสร็จพิธี
ประเพณีลากพระ (ชักพระ)
ช่วงเวลา
วันลากพระ จะทากันในวันออกพรรษา คือวันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๑
โดยตกลงนัดหมายลากพระไปยังจุดศูนย์รวม วันรุ่งขึ้น แรม ๒ค่า เดือน ๑๑ จึงลากพระกลับวัด
ความสาคัญ
เป็นประเพณีทาบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตามความเชื่อว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจาพรรษา ณ
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์
พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธเจ้าประทับบนบุษบกแล้วแห่แหน
พิธีกรรม
๑. การแต่งนมพระ
นมพระ หมายถึงพนมพระเป็นพาหนะที่ใช้บรรทุกพระลาก นิยมทา ๒ แบบ คือ ลากพระทางบก เรียกว่า
นมพระ ลากพระทางน้า เรียกว่า "เรือพระ" นมพระสร้างเป็นร้านม้า มีไม้สองท่อนรองรับข้างล่าง
ทาเป็นรูปพญานาค มีล้อ ๔ ล้ออยู่ใต้ตัวพญานาค ร้านม้าใช้ไม้ไผ่สานทาฝาผนัง ตกแต่งลวดลายระบายสีสวย
รอบ ๆประดับด้วยผ้าแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืนห้อยระยาง ประดับต้นกล้วย ต้นอ้อย
ทางมะพร้าว ดอกไม้สดทาอุบะห้อยระย้า มีต้มห่อด้วยใบพ้อแขวนหน้านมพระ
ตัวพญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ข้าง ๆ นมพระแขวนโพน กลอง ระฆัง ฆ้อง
ด้านหลังนมพระวางเก้าอี้ เป็นที่นั่งของพระสงฆ์ ยอดนมอยู่บนสุดของนมพระ
ได้รับการแต่งอย่างบรรจงดูแลเป็นพิเศษ เพราะความสง่าได้สัดส่วนของนมพระขึ้นอยู่กับยอดนม
๒. การอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ
พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แต่ที่นิยมคือ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๑
พุทธบริษัทจะสรงน้าพระลากเปลี่ยนจีวร แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนนมพระ
แล้วพระสงฆ์จะเทศนาเรื่องการเสด็จไปดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ตอนเช้ามืดในวันแรม ๑ ค่าเดือน ๑๑
ชาวบ้านจะมาตักบาตรหน้านมพระ เรียกว่า ตักบาตรหน้าล้อ
เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ
ในตอนนี้บางวัดจะทาพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้การลากพระราบรื่น ปลอดภัย
๓. การลากพระ
ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น ๒ สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย โดยใช้โพน (ปืด) ฆ้อง ระฆัง
เป็นเครื่องตีให้จังหวะเร้าใจในการลากพระ
คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง
ตัวอย่าง บทร้องที่ใช้ลากพระสร้อย :
อี้สาระพา เฮโล เฮโล
ไอ้ไหรกลมกลม หัวนมสาวสาว
ไอ้ไหรยาวยาว สาวสาวชอบใจ
ประเพณีตักบาตรธูปเทียน
ช่วงเวลา
ระยะเวลาของการประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียนมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่าเดือนแปด เวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา
ใช้ลานภายในวัดเป็นสถานที่ตักบาตรธูปเทียน
ความสาคัญ
เป็นการทาบุญด้วยธูปเทียนและดอกไม้ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อให้พระสงฆ์ที่จาพรรษา
ได้นาธูปเทียนใช้บูชาพระรัตนตรัยตลอดพรรษา ๓ เดือน
พิธีกรรม
วันประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียน เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มพิธีเข้าพรรษา
พิธีการตักบาตรธูปเทียนจึงเริ่มในตอนบ่าย โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร
ต่างพากันมายืนเรียงแถวในบริเวณลานวัด โดยมีย่ามคล้องแขนทุกรูป เพื่อเตรียมบิณฑบาต
เมื่อถึงเวลาบ่ายประมาณ ๑๖ นาฬิกาพุทธศาสนิกชนจะนาธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และดอกไม้
มาใส่ย่ามถวายพระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี
ประเพณีสารทเดือนสิบ
ช่วงเวลา
ระยะเวลาของการประกอบพิธีสารทเดือนสิบมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่าถึงแรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ
แต่วันที่ชาวนครศรีธรรมราชนิยมทาบุญคือวันแรม ๑๓-๑๕ ค่า
ความสาคัญ
เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย
และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทาความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี
ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่าเดือนสิบ
คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอ
ส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ
ในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนาอาหารไปทาบุญที่วัด
เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที
พิธีกรรม
พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้
๑. การจัดหฺมฺรับ
เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่า ชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน
ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับ
การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด
กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน
ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจาวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ขนมพอง ขนมลา
ขนมบ้า ขนมดีซา ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้
ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม
ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ
ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย
ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์
ขนมดีซา เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย
๒. การยกหฺมฺรับ
ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนาภัตตาหารไปถวายพระด้วย
โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป
๓. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล
เมื่อนาหมฺรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทาบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล
การทาบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก
๔. การตั้งเปรต
เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว
ชาวบ้านจะนาขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกาแพงวัด โคนไม้ใหญ่เรียกว่า ตั้งเปรต
เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทาบุญให้
การชิงเปรตจะทาตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
บางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว
เกลาและชะโลมน้ามันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความ
พยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น
ประเพณีการแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย
ช่วงเวลา
ประเพณีการแข่งเรือกอและและเรือยาวด้วยฝีพายหน้าพระที่นั่ง ได้จัดขึ้นเป็นประจาทุกปี ในระหว่างวันที่
๒๑-๒๕ กันยายน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ
พระตาหนักทักษิณราชนิเวศน์
ความสาคัญ
ในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งจะทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนราธิวาสและ
จังหวัดใกล้เคียงทุกหมู่เหล่า
ทรงวางโครงการน้อยใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีความสงบสุข
ร่มเย็นด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯประชาชนชาวจังหวัดนราธิวาสต่างเห็น
พ้องต้องกันว่าสมควรจัดให้มีการแข่งขันเรือกอและอันเป็นประเพณีเก่าแก่ของ
ชาวจังหวัดนราธิวาสถวายทอดพระเนตรเพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณอัน
ล้นพ้นและเป็นการฟื้นฟูประเพณีการแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย หน้าพระที่นั่ง
และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดการแข่งขันเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙
อีกทั้งได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ทีมเรือที่ชนะการแข่งขันด้วย
ชิงเปรต
ช่วงเวลา
วันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๐ และ วันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๐
ความสาคัญ
"ชิงเปรต" เป็นประเพณีของภาคใต้ที่กระทากันในวันสารท เดือน ๑๐
เป็นประเพณีสาคัญที่จัดขึ้นเพื่อทาบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า
การชิงเปรตที่ปฏิบัติกันในประเพณีสารทเดือน ๑๐ นี้ มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของจีน
แต่การทิ้งกระจาดของจีนมีเป้าหมายตรงกับการตั้งเปรต-ชิงเปรตเพียงบางส่วน เท่านั้น
กล่าวคือการทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ
ส่วนการชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง
และที่ไม่มีญาติด้วย นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติในการทิ้งกระจาดและการชิงเปรตก็แตกต่างกันด้วย
ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรตไม่เป็นความอัปมงคลแก่ผู้ชิงเปรต แต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้ามกลับถือว่าเป็นการทาบุญด้วยซ้าไป เพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้
เปรตตนนั้นย่อมได้รับส่วนนั้น
เพียงแต่ว่าผู้ชิงต้องระมัดระวังในการที่อาหารหรือขนมที่ตั้งเปรตอาจตกหลาน ลงพื้น
ซึ่งจะทาให้เกิดความสกปรกและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น
พิธีกรรม
การตั้งเปรต และชิงเปรตจะกระทากันในวันที่ยกหมรับไปวัด ไม่ว่าจะเป็นวันแรม ๑ ค่า หรือ แรม ๑๕ ค่า
เดือนสิบ ก็ตาม ผู้ตั้งเปรตจะนาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปเพื่อการตั้งเปรตด้วย
อาหารที่ใช้ตั้งเปรตนี้ส่วนมากเป็นอาหารที่บรรพบุรุษที่เป็นเปรตชอบอย่างละ นิดอย่างละหน่อย
ขนมที่ไม่ขาดคือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมเบซา(ดีซา) นอกจากขนมดังกล่าวแล้ว
ยังมีของแห้งที่ใช้เป็นเสบียงกรังก็จัดฝากไปด้วย เช่นข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้าตาล
น้าปลา กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน นาลงจัดในหมรับ
โดยเอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก
ปิดคลุมด้วยผืนลาทาเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม หรือรูปอื่นแล้วแต่การประดิษฐ์ของผู้จัด ส่วนภาชนะที่ใช้
แต่เดิมนิยมใช้กระเชอหรือถาด นาหมรับ
ที่จัดแล้วไปวัด รวมกันตั้งไว้บน "ร้านเปรต" ซึ่งสร้างไว้กลางวัดยกเสาสูง ต่อมาในระยะหลัง ๆ
ร้านเปรตทาเป็นศาลา หลังคามุงจากหรือมุงกระเบื้องแล้วแต่ฐานะของวัด บางถิ่นจึงเรียก "หลาเปรต"
บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบและต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ใน วิหารที่เป็นที่ทาพิธีกรรม
โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลายนามารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์
บุตรหลานจะกรวดน้าอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง
ๆ จะถูกแบ่งออกส่วนหนึ่ง พร้อมกับของแห้งไว้ถวายพระ อีกส่วนหนึ่งให้เปรตชนที่พอมีกาลังเข้ามาเสพได้
ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทาบุญทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่และโดยเฉพาะเด็ก ๆ
จะเข้าไปรุมกันแย่งขนมที่ตั้งเปรตด้วยความสนุกสนาน เชื่อกันว่า
การแย่งขนมเปรตที่ผ่าการทาพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านาไปหว่านในสวนในนา จะทาให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง
โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนาไปติดไว้ตามต้นไม้ผลเพื่อให้มีผลดก หลังจากนั้น ก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน
โดยใช้เหรียญสตางค์โดยไปที่ละมากเหรียญ ตรงไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกาพรึก"
แย่งกันอย่างนุกสนาน
การแข่งโพน
ช่วงเวลา
ปลายเดือนสิบ ก่อนประเพณีชักพระ
ความสาคัญ
วัดต่าง ๆ เตรียมทาบุษบก หุ้มโพน และเริ่มการคุมโพนเพื่อเป็นการประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า
ทางวัดจะจัดให้มีการชักพระ ต่อมามีการโต้เถียงเกี่ยวกับเสียงโพน จึงคิดเล่นสนุกสนานมากขึ้น
มีการท้าพนันกันบ้างว่า ผู้ตีโพนคนใดเรี่ยวแรงดีที่สุด ลีลาท่าทางการตีดีที่สุด โพนวัดใดเสียงดังมากที่สุด
จึงมีการแข่งขันตีโพนกันขึ้น ในระยะ แรก ๆ เข้าใจว่า
คงตีแข่งขันภายในวัดและค่อยขยายออกมาภายนอกวัด เพิ่มจานวนโพนขึ้น จัดประเภทและมีกติกามากขึ้น
การคิดเล่นสนุกสนานเหล่านี้ ทาให้มีการแข่งโพนกันอย่างกว้างขวางในระยะหลัง
และกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นที่สืบต่อกันมา ปัจจุบันการแข่งโพนเป็น
กิจกรรมการละเล่นที่สาคัญของจังหวัดพัทลุง
พิธีกรรม
การแข่งโพนแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ
๑. แข่งมือ ตัดสินให้ผู้ตีที่มีกาลังมือดีกว่าเป็นฝ่ายชนะ โดยให้ตีจนผู้ใดอ่อนล้าก่อนเป็ นฝ่ายแพ้
ปัจจุบันไม่นิยมเพราะทาให้เสียเวลามาก
๒. แข่งเสียง ตัดสินให้โพนที่มีเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ
การแข่งขันจะเป็นแบบพบกันหมดหรือแพ้คัดออกก็ได้ จับสลากแข่งขันเป็นคู่ ๆ ใช้ผู้ตีฝ่ายละ ๑ คน
กรรมการ ๓ - ๕ คน ตัดสินให้คะแนน โดยอยู่ห่างจากสถานที่ตีไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร ณ สถานที่ตี
กรรมการควบคุมการตีและคุมเวลา เรียกคู่โพนเข้าประจาที่ ลองตีก่อนฝ่ายละประมาณ ๓๐ วินาที
เพื่อดูว่าโพนฝ่ายใดมีเสียงทุ้ม และโพนฝ่ายใดมีเสียงแหลม
จากนั้นเริ่มให้ทั้งคู่ตีพร้อมกันภายในเวลาที่กาหนด ซึ่งโดยมากจะใช้เวลา ๑๐ - ๑๕ นาที
ขณะที่โพนกาลังตีแข่งขันอยู่นั้น
กรรมการฟังเสียงทั้งหมดจะตั้งใจฟังเสียงโพนแล้วตัดสินให้โพนที่มีเสียงดัง กว่าเป็นฝ่ายชนะ
โดยถือเอาเสียงข้างมากของกรรมการเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน
ประเพณีการเดินเต่า
ช่วงเวลา
เวลาที่เต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนหาด เมื่อถึงฤดูวางไข่คือประมาณ เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่า
ราวปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน ๔ ราว ๆต้นเดือนกุมภาพันธ์
ส่วนก่อนหรือหลังเวลาที่ว่ามานี้มีบ้างเล็กน้อย
ความสาคัญ
ประเพณีการเดินเต่า คือการเดินหาเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย
ซึ่งแหล่งที่มีการเดินเต่าทางภาคใต้นั้นมีหลายแหล่ง
โดยเฉพาะบริเวณที่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่คือบริเวณชายฝั่ง แถวฝั่งทะเลด้านตะวันตก
หรือชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ทางตะวันตกของจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นหาดทรายที่มีความยาวโดยตลอดร่วม
๑๐๐ กิโลเมตร ซึ่งในบริเวณชายฝั่งทะเลนั้น จะมีเต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย
เมื่อถึงฤดูวางไข่ ชนิดของเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ตามชายฝั่งตะวันตกนี้มีหลายชนิด
ซึ่งชาวบ้านเรียกกันหลายชื่อได้แก่ เต่ากระ เต่าเฟือง เต่าเล็ก เต่าหางยาว เป็นต้น
ในแต่ละปีเต่าทะเลแต่ละชนิดจะขึ้นมาวางไข่ ๔ ครั้ง
การวางไข่ของเต่าทะเลนั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาดและน่าสนใจกว่าสัตว์อื่น ๆ
ตรงที่จะขึ้นมาวางไข่ประจาที่หรือประจาหาด ทั้ง ๆที่ทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นต้นว่าเต่าทะเลตัวใด
ที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดไหนคราวต่อไปก็ขึ้นมาวางไข่ตรงที่หาดนั้นทุกครั้งไป เป็นประจาทุกปี
อาจยกเว้นว่าบางครั้งมันอาจขึ้นมาพบคนรบกวนก็อาจต้องเปลี่ยนไปที่หาดอื่น บริเวณใกล้ ๆ กัน
เนื่องจากลักษณะของเต่าทะเลพิศดารอย่างนี้ ชาวบ้านในสมัยก่อนจึงสามารถเก็บไข่เต่าได้
โดยอาศัยความทรงจาของเต่าให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเต่าทะเลแต่ละตัวหากขึ้นวางไข่ที่ใดแล้ว
หลังจากนั้นไปเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ หรือ ๒ สัปดาห์ เต่าตัวเดิมนี้ จะขึ้นมาวางไข่อีกที่หาดเดิม
แต่ตาแหน่งที่คลานขึ้นมาวางไข่จะห่างจากที่เคยขึ้นวางไข่ครั้งก่อนราว ๑๐-๒๐ เมตร
อาจเป็นเพราะว่ามันกลัวจะไปขุดถูกหลุมไข่ที่เคยวางไว้แล้ว ก็เป็นได้
ส่วนเวลาไหนนั้นชาวบ้านจะต้องคานวณโดยการนับน้าว่าวันที่ครบกาหนดวางไข่นั้น
เป็นวันข้างขึ้นหรือแรมกี่ค่า ก็พอรู้ได้ว่าเวลาเท่าไรที่น้าขึ้นครึ่งฝั่งน้าลงครึ่งฝั่ง ซึ่งเป็นเวลาที่เต่าขึ้นวางไข่
จากนั้นก็สามารถเอาตะกร้าไปรอรับไข่เต่าได้ถูกต้องโดยไม่ต้องเดินไปเดินมา
และไม่ต้องเสียเวลาหาหลุมไข่เต่าในตอนหลัง เช่นครั้งที่ ๑ ขึ้นมาวางไข่ในแรม ๘ ค่า เดือน ๑๑
ครั้งต่อไปก็จะขึ้นวางอีกในวันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ (หลังจากครั้งก่อน ๗ วัน)
หรืออาจไม่ขึ้นมาวางไข่ในวันดังกล่าวนี้ ก็จะขึ้นมาวางไข่ในวันขึ้น ๗ ค่าเดือน ๑๒ (หลังจากครั้งก่อน ๑๔
วัน) จากปากคาของชาวบ้านที่เคยได้สัมปทานไข่เต่าหรือเรียกกันในภาษาเดิมว่า "ผูกเต่า"
บอกว่าใช้วิธีนี้ทาให้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยเลย
อาจจนอนอยู่ที่บ้านแล้วพอถึงเวลาที่คานวณไว้ก็ค่อยเดินไปนั่งรอที่จุดนั้น ๆได้
และมักจะถูกต้องเสมอทุกคราวไป
แต่ในปัจจุบันนี้ ประเพณีการเดินเต่าไม่มีแล้ว
เพราะว่าประชาชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้าชายฝั่งทะเล อันดามัน ได้แก่เต่าทะเล
เป็นต้น ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนใน ถือเป็นการทาผิดกฎหมายถูกดาเนินคดีทางกฎหมายได้
พิธีกรรม
ประเพณีการเดินเต่าจะทากันในตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มตั้งแต่พลบค่าจนสว่าง สาหรับคนรุ่นใหม่ๆ
นั้นหากไม่ค่อยมีความรู้ ก็อาจเดินหาตามความยาวของหาดทราย ระยะทางหลายกิโลเมตร โดยไม่เจอไข่เต่า
แม้แต่หลุมเดียว (หลุมรัง) ก็เป็นได้ แต่สาหรับคนรุ่นก่อน ๆ นั้นมีเคล็ดในการหาไข่เต่าหลายอย่าง อย่างแรก
คือเวลาที่เต่าจะขึ้นมาวางไข่ เต่าจะขึ้นมาวางไข่เมื่อไหร่นั้นให้ดูได้คือ
๑. ให้ดูดาวเต่า ดาวเต่านี้จะประกอบด้วยดาวหลายดวงซึ่งคนที่ชานาญจะมองเห็นเป็นรูปเต่า
ตาแหน่งที่ดาวเต่าเริ่มหันหัวลงทางทิศตะวันตก คือดาวเต่าเริ่มคล้อยลง (คล้าย ๆ กับดวงอาทิตย์ตั้งแต่เวลา
๑๙.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป) เมื่อดาวเต่าหันหัวลงทะเลก็เป็นเวลาที่เดินเต่าได้
คนโบราณเชื่อว่าเต่าจะขึ้นมาวางไข่เวลานี้
๒. ให้ดูน้า หมายถึงน้าทะเลขึ้นลงนั่นเอง หากว่าน้าขึ้นครึ่งฝั่ง หรือน้าลงครึ่งฝั่ง
ก็เป็นเวลาที่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่ ไม่ปรากฏว่าเต่าทะเลขึ้นมาขณะน้าลดน้าขึ้นมา
ดังนั้น เต่าทะเลก็มีกาหนดเวลาขึ้นวางไข่ในเวลาที่ไม่ซ้ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรม
กี่ค่าที่ทาให้น้าขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
อาหารพื้นบ้านภาคใต้
อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้
เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีต ทาให้วัฒนธรรม
ของชาวต่างชาติโดยเฉพาะอินเดียใต้
ซึ่งเป็นต้นตารับในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก
อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลักษณะผสมผสานระหว่างอาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น
น้าบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมีความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซีย
อาหารของภาคใต้จึงมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่น ๆ
และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเลทั้งสองด้านมีอาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่สภาพอากาศร้อนชื้น
ฝนตกตลอดปี อาหารประเภทแกงและเครื่องจิ้มจึงมีรสจัด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
ป้องกันการเจ็บป่วยได้อีกด้วย
เนื้อสัตว์ที่นามาปรุงเป็นอาหารส่วนมากนิยมสัตว์ทะเล เช่นปลากระบอก ปลาทู ปูทะเล กุ้ง หอย
ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น อาหารพื้นบ้านของภาคใต้ เช่นแกงเหลือง แกงไตปลา
นิยมใส่ขมิ้นปรุงอาหารเพื่อแก้รสคาว เครื่องจิ้มคือน้าบูดู
อาหารของภาคใต้จะมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่นๆ แกงที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ คือ แกงเหลือง แกงไตปลา
เครื่องจิ้มก็คือ น้าบูดู และชาวใต้ยังนิยมนาน้าบูดูมาคลุกข้าวเรียกว่า
"ข้าวยา" มีรสเค็มนาและมีผักสดหลายชนิดประกอบ อาหารทะเลสดของภาคใต้มีมากมาย ได้แก่
ปลาหอยนางรม และกุ้งมังกร เป็นต้น
อาหารไทยภาคใต้
อาหารของภาคใต้จะมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่นๆ แกงที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ คือ แกงเหลือง แกงไตปลา
เครื่องจิ้มก็คือ น้าบูดู และชาวใต้ยังนิยมนาน้าบูดูมาคลุกข้าวเรียกว่า
"ข้าวยา" มีรสเค็มนาและมีผักสดหลายชนิดประกอบ อาหารทะเลสดของภาคใต้มีมากมาย ได้แก่
ปลาหอยนางรม และกุ้งมังกร เป็นต้น
เม็ดเหรียง เป็นคาเรียกของคนภาคใต้ มีลักษณะคล้ายถั่วงอกหัวโต แต่หัวและหางใหญ่กว่ามาก สีเขียว
เวลาจะรับประทานต้องแกะเปลือกซึ่งเป็นสีดาออกก่อน จะนาไปรับประทานสดๆ
หรือนาไปผัดกับเนื้อสัตว์ หรือนาไปดองรับประทาน
กับแกงต่างๆ หรือกับน้าพริกกะปิ หรือ กับหลนก็ได้
ลูกเนียง มีลักษณะกลม เปลือกแข็งสีเขียวคล้าเกือบดา ต้องแกะเปลือกนอก แล้วรับประทานเนื้อใน ซึ่ง
มีเปลือกอ่อนหุ้มอยู่ เปลือกอ่อนนี้จะลอกออกหรือไม่ลอกก็ได้แล้วแต่ความชอบ ใช้รับประทานสดๆ
กับน้าพริกกะปิ หลนแกงเผ็ด โดยเฉพาะแกงไตปลา ลูกเนียงที่แก่จัดใช้ทาเป็นของหวานได้
โดยนาไปต้มให้สุกแล้วใส่มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย และน้าตาลทรายคลุกให้เข้ากัน
ฝักสะตอ มีลักษณะเป็นฝักยาว สีเขียว เวลารับประทานต้องปอกเปลือกแล้วแกะเม็ดออก
ใช้ทั้งเม็ดหรือนามาหั่น ปรุงอาหารโดยใช้ผัดกับเนื้อสัตว์หรือใส่ในแกง
นอกจากนี้ยังใช้ต้มกะทิรวมกับผักอื่นๆ หรือใช้เผาทั้งเปลือกให้สุก แล้วแกะเม็ดออกรับประทานกับน้าพริก
หรือจะใช้สดๆ โดยไม่ต้องเผาก็ได้ ถ้าต้องการเก็บไว้นานๆ ควรดองเก็บไว้
ผัดสะตอใส่กะปิ
แกงไตปลา
แกงเหลือง
ข้าวยา
น้า
พ
ริกระกา
ไก่ต้มขมิ้น
ยาบัวบก
การแต่งกายประจาภาคใต้
การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติ ถ้าเชื้อสายจีนจะแต่งแบบจีน ถ้าเป็นชาวมุสลิม
ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย
ปัจจุบันแหล่งทาผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตาบลพุมเรี้ยง
จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตาบลนาหมื่นศรี
จังหวัดตรัง
การแต่งกายของชาวใต้
การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ
ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจาแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มเชื้อสายจีน –มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน
เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม
ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้
รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่
2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมีเชื้อสายมาลายู
ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน
หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว
และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือลาลองจะใส่โสร่ง
ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากามะหยี่
3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ
ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ
โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี
กลับหน้า
ภาษาไทยถิ่นใต้
ภาษาไทยถิ่นใต้
ภาษาไทยถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคใต้ของประเทศไทย
นับแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซียรวม 14จังหวัดและบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขั
นธ์ อีกทั้งบางหมู่บ้านในรัฐกลันตัน รัฐปะลิสและรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ภาษาไทยถิ่นใต้มีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ไม่มีตัวอักษรเขียนเฉพาะ
พูดใน: ภาคใต้ของประเทศไทย
จานวนผู้พูด: 5,000,000 คน
ตระกูลภาษา: ไท-กะได, คา-ไท, บี-ไท, ไท-แสก, ไท, ไทตะวันตกเฉียงใต้, ไทใต้, ภาษาไทยถิ่นใต้
อักษรเขียน: ไม่มีอักษรเขียน
สาเนียงย่อย
ภาษาไทยถิ่นใต้แยกออกเป็น 3กลุ่ม คือ
ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก (สาเนียงนครศรีธรรมราช)
ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดกันมากทางฝั่งตะวันออกของปักษ์ใต้
บริเวณจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี (อาเภอโคกโพธิ์, อาเภอแม่ลาน, อาเภอหนองจิก
และ อาเภอเมือง) ตรัง สตูล (และในรัฐปะลิส-หมู่บ้านควนขนุน บ้านตาน้า,ในรัฐเคดาห์-บ้านทางควาย
บ้านบาลิ่ง ) ภาษาไทยถิ่นใต้ที่ใช้ในกลุ่มนี้ จะมีลักษณะของภาษาที่คล้ายคลึงกัน (ตรัง และสตูล
แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก แต่สาเนียงภาษา ถือเป็นกลุ่มเดียวกับพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คือ
ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ได้ชัดเจน)
ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก
ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงาภูเก็ต
ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดเหล่านี้
จะมีลักษณะเด่นที่คล้ายคลึงกัน เช่นออกเสียงคาว่า แตก เป็น แตะ ดอกไม้ เป็น เดาะไม้สามแยก เป็น
สามแยะ ฯลฯ (สาเนียงนครศรีธรรมราช กลุ่มฉวาง พิปูน ทุ่งใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาหลวง
ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนจังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันออก
แต่สาเนียงภาษาถือเป็นกลุ่มเดียวกับจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ไม่ได้)
ภาษาถิ่นใต้สาเนียงสงขลา
ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงสงขลา ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดสงขลา
ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห
ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
จังหวัดปัตตานี (เฉพาะ อาเภอยะหริ่ง อาเภอปะนาเระ
และอาเภอสายบุรี) รวมทั้งในเขตรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในหมู่บ้านที่พูดภาษาไทย
จะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห
ในเขตจังหวัดนราธิวาส เนื่องมีคนในจังหวัดอื่นๆ มาอาศัยหรือทางานในจังหวัดนราธิวาส
จึงนาภาษาไทยถิ่นใต้ของแต่ละจังหวัดมาพูดกันในจังหวัดนราธิวาส
ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยถิ่นใต้จากจังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คนนราธิวาส
จึงมีภาษาไทย2 สาเนียง คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ สาเนียง เจ๊ะเห และสาเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก
ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียง เจะเห มักพูดกันในกลุ่มเครือญาติ หรือตามชนบทของนราธิวาส
แต่ในเมืองมักจะพูดสาเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก
ตัวอย่างคาศัพท์
พืช ผักผลไม้
มะม่วงหิมพานต์ = กาหยู (เทียบอังกฤษ cashew) , กาหยี (ใช้มากในแถบ ภูเก็ต พังงา
คานี้เข้าใจว่าคนใต้ฝั่งตะวันตกจะรับมาจากฝรั่งโดยตรง ) , ยาร่วง, ย่าโห้ย, ย่าหวัน, หัวครก
(ใช้มากแถบพัทลุง สงขลา) , ม่วงเล็ดล่อ, ท้ายล่อ
ชมพู่ = ชมโพ่แก้ว, น้าดอกไม้, ชมโพ่น้าดอกไม้
ฝรั่ง = ชมโพ่ยาหมู่หย้ามู้(คานี้มาจาก jambu ในภาษามลายู )
ฟักทอง = น้าเต้า
ฟัก = ขี้พร้า
ขมิ้น = ขี้หมิ้น
ตะไคร้ = ไคร
พริก = ดีปลี โลกแผ็ด ลูกเผ็ด
ข้าวโพด = คง (คานี้มาจาก jagong ในภาษามลายู )
มะละกอ = ลอกอ
สับปะรด = หย่านัด (คานี้ ใช้ทั่วไปทั้งภาคใต้ บางครั้งจะออกเสียงเป็นหย่าน-หัด; คา
นี้เข้าใจว่าคนใต้รับมาจากฝรั่งโดยตรง โดยฝรั่ง รับมาจากภาษาอินเดียนแดงแถบบราซิล
ซึ่งเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ว่า อนานัส เมื่อถ่ายทอดเสียงมาถึงปักษ์ใต้ จึงกลายเป็น หย่านัด) มะ-
หลิ (คานี้ใช้มากในเขตจังหวัดพัทลุง อาเภอรัตภูมิ อาเภอสทิงพระ และอาเภอระโนด
ของจังหวัดสงขลา)
ดอกมะลิ = ดอกมะเละ (เสียง อิ แปลงเป็นเสียง เอะ)
แตงโม = แตงจีน
ตาลึง = ผักหมึง
รสสุคนธ์ = เถากะปด (ประจวบคีรีขันธ์), ย่านปด, ปดคาย
หม้อข้าวหม้อแกงลิง = หม้อลิง
ละมุด = ซ่าว้า (คานี้ใช้เฉพาะในเขตสงขลาสตูล พัทลุง มาจาก sawa ในภาษามลายู) หม่าซี้กู๊
(ใช้เฉพาะเขตพังงาตะกั่วป่า)
ผลไม้ที่มีคาว่า"มะ" นาหน้า (บางคา) จะเปลี่ยนเป็น "ลูก" เช่นมะม่วง-ลูกม่วง, มะนาว-ลูกนาว, มะขาม-
ลูกขาม, มะเขือ-ลูกเขือ เป็นต้น
ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมักมีคาว่า "ส้ม" นาหน้า เช่น มะขาม-ส้มขาม, มะนาว-ส้มนาว เป็นต้น
คาทั่วไป
เป็นไงบ้าง/อย่างไรบ้าง = พรือมัง, พันพรือม, พันพรือมัง (สงขลา จะออกเสียงว่า ผรื่อ เช่นว่าผรื่อ =
ว่าอย่างไร)
ตอนนี้ ปัจจุบัน = หวางนี่ (คานี้ใช้ในภาษาถิ่นใต้ทั่วไป) , แหละนี่ (คานี้จะใช้เฉพาะในเขตอาเภอจะนะ
อาเภอนาทวี อาเภอเทพา อาเภอสะบ้าย้อย ของจังหวัดสงขลา และอาเภอโคกโพธิ์
จังหวัดปัตตานี)
โง่ =โม่, โบ่
วัว =ฮัว (มาจากคาว่า งัว ในภาษาเก่าเนื่องจากในสาเนียงใต้จะไม่มีเสียง ง. งูแต่จะใช้เสียง
ฮ. นกฮูก แทน)
เจ้าชู้ = อ้อร้อ (จะใช้เฉพาะกับผู้หญิง เช่นสาวคนนี้ อ้อร้อ จัง คา ๆนี้มีความหมายในแง่ลบ
ใกล้เคียงกับคาว่า แรด ในภาษากรุงเทพ)
ทุกข์ ลาบาก =เสดสา มาจากภาษามลายู siksa (เช่นปีนี้เสดสาจัง =ปีนี้ลาบากมาก)
กลับบ้าน =หลบบ้าน, หลบเริน
เยอะๆ หลายๆ =ลุย, จังหู, จังเสีย, กองเอ, คาเอ, จังแจ็ก, จังเสีย, จ้าน, กองลุย
ไปไหน มาไหนคนเดียว =มาแต่สวน
แฟน = แควน (ฟ จะเปลี่ยนเป็น คว เกือบทุกคา) ,โม่เด็ก
ตะหลิว =เจียนฉี (ภายหลังมีการเพื้ยนในแถบจังหวัดพัทลุงกลายเป็น ฉ่อนฉี (ช้อนฉี))
ชะมด = มูสัง มาจากภาษามลายู musang
อร่อย = หรอย
อร่อยมาก = หรอยจังหู, หรอยพึด, หรอยอีตาย
ไม่ทราบ = ม่ารู่ม้าย (คานี้ใช้ในเขตนครศรีธรรมราช และใกล้เคียง) ไม่โร่ (สาเนียงสงขลา เสียง อู
จะแปลงเป็น เสียง โอ เช่น รู้ คนสงขลาจะพูดเป็น โร่, คู่คนสงขลาจะพูดเป็น โค่, ต้นประดู่
=ต้นโด ฯลฯ )
ขี้เหร่, ไม่สวยไม่งาม = โมระ หรือ โบระ (ออกเสียงควบกล้า มากจาก buruk เทียบมลายูปัตตานี ฆอระ)
กังวล, เป็นห่วง = หวังเหวิด (คานี้มักใช้ในภาษาไทยถิ่นใต้ตอนบน แต่โดยทั่วไปก็เข้าใจในความหมาย)
มิมัง (ภาษาไทยถิ่นใต้ ในเขต จะนะ เทพา สะบ้าย้อย)
ศาลา = หลา
ภาชนะสาหรับตักน้าในบ่อ = ถุ้ง, หมาตักน้า บางถิ่นเรียก ตีหมา หรือ ตีมา มาจาก timba ในภาษามลายู
รีบเร่ง ลนลาน = ลกลัก หรือ ลกลก
อาการบ้าจี้ = ลาต้า
ขว้างออกไป = ลิว, ซัด
ซอมซ่อ = ม่อร็อง, ร้าย หรือร้ายๆ , หม็องแหม็ง
โลภมาก = ตาล่อ, หาจก, ตาอยาก
โกรธ = หวิบ, หวี่
โกรธมาก =หวิบอย่างแรง , หวิบหูจี้
บ๊อง =เบร่อ, เหมฺร่อ ,เร่อ
ทาไม =ไซ (หรืออาจออกเสียงว่า ใส)
อย่างไร = พันพรือ, พรือ
โกหก =ขี้หก, ขี้เท็จ
กระท่อม =หนา, ขนา, ก๋องซี (บ้านพักชั่วคราวซึ่งปลูกขึ้นอย่างง่ายๆ)มาจาก 公司ในภาษาจีน
อีกแล้ว =หล่าว
กะละมัง = โคม, พุ้น
เลอะเทอะ = หลูหละ, ซอกปร็อก (มาจากคาว่า สกปรก แต่ออกเสียงสั้นๆ ห้วนๆ กลายเป็น สก-
ปรก)
หกนองพื้น =เพรื่อ
ประจา = อาโหญฺะ, โหญฺะ (เสียงนาสิก)
ทิ้ง = ทุ่ม
อาการขว้างสิ่งของลงบนพื้น = ฟัด (อาจออกเสียงว่า ขวัด)
กัด = ขบ, ค็อบ, คล็อด
กลิ่นที่รุนแรง = ฉ็อง (ตัวอย่าง "เหม็นฉ็องเยี่ยว" = เหม็นกลิ่นฉี่)
ดื้อรั้น =ช็องด็อง
กินไม่หมด = แหญะ (ข้าวที่เหลือจากการกิน เรียกว่า ข้าวแหญะ)
เอาเงินไปแลก = แตกเบี้ย (แลกเงินเป็นแบงค์ย่อยสัก 100 บาท เรียกว่า แตกเบี้ยซักร้อยบาท)
สะใจดี = ได้แรงอก
เขียง =ดานเฉียง
นิ่งเสีย, นิ่งเดี๋ยวนี้ =แหน่งกึ๊บ (คานี้ใช้ขู่เด็กขี้แยให้หยุดร้องไห้)
ผงชูรส = แป้งหวาน
บริเวณที่ลุ่ม มีน้าแฉะ = โพระ หรือ พรุ (มาจาก baroh ในภาษามลายู)
กาแฟ =กาแคว, โกปี้ (มาจาก kopi ในภาษามลายู)
การแสดงความเคารพของทหาร ตารวจ =ตะเบะ (มาจาก tabik ในภาษามลายู)
ก็เพราะว่า =เบ่อ และใช้แทนคาลงท้าย หรือเป็นคาจบประโยค (เป็นคาที่ใช้กันในอาเภอหาดใหญ่
และใกล้เคียง เป็นคาติดปากที่ใช้เกือบทุดประโยคที่พูด)
คาดว่า, น่าจะ, คงเป็นเช่นนั้น= ส่าหวา, สาว่า
เศษเหรียญ =ลูกกัก, ลูกเหรียญ, ลูกตาง
จะ = อี (เช่นจะใช้แล้วเร็วๆหน่อย เป็น อีใช้แล้วแขบๆอิ้ด)
รีบ =แขบ
ทาไม =ไซ
กระทุ้ง =แท่ง
แอบ = หยบ
กลับบ้าน =หลบเริน
รู้ความ = รู้สา
รู้สึก(รังเกียจ) =สา
กะปิ =เคย
น้าพริก = น้าชุบ
เอาอีกแล้ว =เอาแหล่วหลาว
สานวน
ลอกอชายไฟ = ใช้พูดเพื่อตัดพ้อผู้ที่มองไม่เห็นคุณค่าของตน แต่พอผิดหวังกับคนที่หวังเอาไว้
จึงค่อยหันกลับมาเห็นความสาคัญทีหลัง
ช้างแล่นอย่ายุงหาง = อย่าขัดขวางผู้มีอานาจ ("แล่น" หมายถึง วิ่ง, "ยุง" หมายถึง พยุง จับหรือดึง)
คุ้ยขอนหาแข็บ = มีความหมายเดียวกับ "ฟื้นฝอยหาตะเข็บ" ในภาษาไทยกลาง ซึ่งตามพจนานุกรม
หมายถึง คุ้ยเขี่ยหาความที่สงบแล้วให้กลับเป็นเรื่องขึ้นมาอีก
อยู่ไม่รู้หวัน = ใช้ว่าคนที่เฉิ่ม ๆ หรือไม่ค่อยรู้เรื่อวรู้ราว มาจากอยู่ไม่รู้วันไม่รู้คืน (
ส่วนใหญ่จะพูดย่อๆ ว่า อยู่ไม่หวัน )
เหลี่ยมลอกอลิด = ใช้กับคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกคล้ายๆกับมะละกอ ("ลอกอ" หมายถึงมะละกอ)
ที่ถูกปอกเปลือก ("ลิด" หมายถึงปอกเปลือก) ซึ่งเมื่อปอกไปมากๆ
จะเกิดเหลี่ยมมุมมากขึ้นเรื่อยๆจนนับไม่ถ้วน
ควัดด็องเปล่า =การกระทาอะไรซึ่งทาแล้วไม่เกิดผลอะไรต่อตนเองเลยแม้แต่น้อยเป็นการเสียแรง
เปล่าๆ (เหมือนการฝัดข้าวด้วยกระด้งที่ไม่มีข้าวอยู่เลย "ด็อง" คือกระด้ง)
ทั้งกินทั้งขอ ทั้งคดห่อหลบเริน =
การตักตวงผลประโยชน์เข้าตัว ("คดห่อ"หมายถึงการนาข้าวใส่ภาชนะแล้วพาไปไหนมาไหน)
เปรียบกับเมื่อบ้านไหนมี งานแล้วจะมีคนที่ทั้งกินส่วนที่เขาให้กิน แล้วยังไปขอเพิ่มและห่อกลับบ้านไปอีก
ลักษณะภูมิศาสตร์ภาคใต้
ภาคใต้มีพื้นที่ประมาณ 70,715 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 14 จังหวัด แบ่งออกเป็น
- ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส
- ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ได้แก่ระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล
ขอบเขตและที่ตั้ง
ทิศเหนือ มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดินแดนที่อยู่เหนือสุดของภาคคือ อาเภอประทิว
จังหวัดชุมพร
ทิศตะวันออก มีพื้นที่ติดต่อกับอ่าวไทย ดินแดนที่อยู่ตะวันออกสุดของภาคคือ อาเภอตากใบ
จังหวัดนราธิวาส
ทิศตะวันตก มีพื้นที่ติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย ดินแดนที่อยู่ตะวันตกสุดของภาคคือ อาเภอท้ายเหมือง
จังหวัดพังงา
ทิศใต้ มีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซียที่อาเภอเบตง จังหวัดยะลา
ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้
ภาคใต้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2ด้าน คือ ตะวันออกด้านอ่าวไทย
และตะวันตกด้านทะเลอันดามัน จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล
ลักษณะภูมิประเทศแบ่งได้ 2 เขต คือ
1. เขตเทือกเขา มีลักษณะการวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ เช่น
- เทือกเขาตะนาวศรี เป็นพรมแดนกั้นเขตแดนไทยกับพม่า
- เทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นพรมแดนกั้นเขตแดนไทยกับมาเลเซีย
- เทือกเขาภูเก็ต อยู่ทางตะวันตกของภาค
- เทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นแกนกลางของภาค
2. เขตที่ราบ ที่ราบในภาคใต้มีลักษณะยาวขนานระหว่างภูเขาและชายฝั่งทะเลแคบ ๆ
ซึ่งทางตะวันออกเป็นชายฝั่งแบบยกตัว ส่วนชายฝั่งตะวันตกเป็นแบบยุบตัว
แม่น้าที่สาคัญของภาค
แม่น้าของภาคใต้เป็นสายสั้น ๆ เนื่องจากมีพื้นที่น้อย และไหลลงสู่อ่าวไทย เช่น แม่น้าชุมพร
แม่น้าปัตตานี แม่น้าตาปี แม่น้าสายบุรี ส่วนแม่น้าโกลก
เป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ส่วนแม่น้าปากจั่น
กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับพม่า และแม่น้าตรังไหลลงสู่ทะเลอันดามัน
สรรพลี้หวน : วรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช)
สรรพลี้หวน (อ่านว่าสับ-ลี้-หวน)เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช)
ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ สันนิษฐานกันว่าคงจะเป็นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
ลักษณะการประพันธ์ เป็นแบบ นิทานคากลอน หรือ กลอนสุภาพหรือ กลอนแปดตามขนบนิยม
เนื้อหาเป็นคาผวนเกี่ยวกับเรื่องเพศและอวัยวะเพศ มีเนื้อหาชวนให้ขบขันมากกว่าก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ
มีความยาว 197 บท เนื้อหายังไม่จบสมบูรณ์
สรรพลี้หวนสานวนเก่าพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 15กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 โดยขุนพรหมโลก (นามแฝง)
ซึ่งผู้พิมพ์ให้ความเห็นไว้ว่าผู้แต่งอาจเป็นชาวนครศรีธรรมราช แต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2425 - 2439
ต่อมามีผู้แต่งเลียนแบบขึ้นอีกหลายสานวน ในหอพระสมุดเองมีหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อ "ศัพท์ลี้หวน"
ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน
ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (หนังตะลุง)
ประวัติหนังตะลุง
หนังตะลุง ศิลปพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคใต้ ชาวใต้นับตั้งแต่จังหวัดชุมพร
นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง ตลอดจนสองฝั่งคาบสมุทรภาคใต้ ล้วนถือว่าหนังตะลุง
เป็นมหรสพประจาท้องถิ่นที่มีแสดงให้ชมกันอยู่เป็นประจาตามงานเฉลิมฉลอง งานสมโภช
หรืองานวัดต่างๆ
หนังตะลุงเข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อใด ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ตามคาบอกเล่าซึ่งนา
หนังตะลุงรุ่นเก่าถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนังต่างกล่าวว่าคงไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 17
เพราะหนังมีมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย รูปแบบการเล่นที่เล่าต่อๆ กันมาปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า เดิมหนัง
เล่นบนพื้นดิน ที่ลานเตียนโล่งแจ้ง ไม่ยกโรงขึงจออย่างปัจจุบัน เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน
หนังที่เล่นกลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือใช้ไต้ขนาดใหญ่ เรียกว่า "ไต้หน้าช้าง" เพื่อให้แสงสว่าง
รูปหนังจะแกะด้วย หนังวัว หนังควาย ขนาดรูปใหญ่สูงแค่อก
ใช้เชือกร้อยตรงส่วนหัวของตัวหนังไว้สาหรับจับถือ
ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ หนังแขกเป็นหนังตัวเล็ก
เล่นบนโรง ไม่ลาบากยุ่งยากอย่างที่เคยเล่นกันมา จึงมีผู้คิดประยุกต์ให้เข้ากับหนังแบบเดิม
โดยปลูกโรงยกพื้นสูง ใช้เสา 4เสา ใช้ผ้าขาวเป็นจอสาหรับเชิดรูป
ดูเพียงเงาของรูปซึ่งเกิดจากไฟส่องด้านหลัง และฟังคาพากย์ ไม่ต้องดูลีลาท่าทางของผู้เชิด
ตามตานานระบุว่า ผู้ที่เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ย เป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อาเภอเมืองพัทลุง
หรืออาจเป็นชาวบ้านดอนควน อาเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงได้ชื่อว่า "หนังควน"
ตามถิ่นกาเนิด หรืออาจเรียกตามสถานที่เล่นโดยต้องเลือกที่เนิน ซึ่งภาคใต้เรียกว่า "ควน"
หนังจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง
(เผือก) นาไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯ จึงเรียก "หนังพัทลุง"
แล้วเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง" นอกจากนี้คาว่า "หนังตะลุง" ยังมีที่มาจากเสียงตีกลองหนังดัง "ตะลุง ตะลุง
ตุงตุง" เพราะแต่เดิมเป็นธรรมเนียมของพวกเล่นหนัง เมื่อเดินทางไปถึงบ้านคนรับงาน
จะเข้าไปในรั้วบ้านก่อน เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับไม่ได้ จึงต้องตีกลองเรียกเจ้าของบ้านออกมา
ดนตรีหนังตะลุง
ดนตรีหนังตะลุงในอดีต มีความเรียบง่าย ชาวพื้นบ้านในท้องถิ่นประดิษฐ์ขึ้นได้เอง
โดยใช้วัสดุในพื้นบ้าน มีทับ กลอง โหม่ง ฉิ่ง เป็นสาคัญ ปี่ ซอ เกิดขึ้นภายหลังก็คงใช้วัสดุพื้นบ้านอยู่ดี
ต่อมาวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะดนตรีไทยสากล หนังตะลุงจึงเพิ่มดนตรีใหม่ๆ เข้ามาเสริม เช่น
กลองชุด กีตาร์ ไวโอลีน ออร์แกน
รูปหนังตะลุง
รูปหนัง เป็นอุปกรณ์สาคัญในการแสดงหนังตะลุง หนังคณะหนึ่งๆใช้รูปหนังประมาณ 150-200
ตัว หนังตะลุงแกะโดยนายช่างผู้ชานาญ ในจังหวัดหนึ่งๆ ของภาคใต้ มีเพียง 2-3คนเท่านั้น
ต้นแบบได้มาจากรูปหนังใหญ่ เพราะรูปเก่าแก่ที่เหลืออยู่เท้าเหยียบนาค มีอายุกว่า 100 ปีไปแล้ว
ต้นแบบสาคัญคือรูปเรื่องรามเกียรติ์ที่ฝาผนังรอบวัดพระแก้ว ผสมผสานกับรูปหนังของชวา
ทาให้รูปกะทัดรัดขึ้นและมือหน้าเคลื่อนไหวได้ รูปหนังจะจัดเก็บไว้ใน แผงหนัง
โดยวางเรียงอย่างเป็นระเบียบและตามศักดิ์ของรูป นั่นคือ
เอารูปเบ็ดเตล็ดและรูปตลกที่ไม่สาคัญซึ่งเรียกรวมกันว่า รูปกาก ไว้ล่าง ถัดขึ้นมาเป็นรูปยักษ์ พระ นาง
เจ้าเมือง ตัวตลกสาคัญ รูปปรายหน้าบท พระอิศวร และฤาษี ตามลาดับ
กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะ ช่างภาคใต้ที่ไปพบเห็นก็ถ่ายทอดมาเป็นแบบ ช่างราม
เป็นช่างแกะรูปหนังที่เก่าแก่คนหนึ่งของจังหวัดพัทลุง นอกจากแกะให้หนังภายในจังหวัดแล้ว
ยังแกะให้หนังต่างจังหวัดด้วย รูปของช่างรามได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศ แม้ถึงแก่กรรมไปประมาณ 60ปีแล้ว
ชื่อเสียงของท่านทางศิลปะยังมีผู้คนกล่าวขานถึงอยู่ท่านเลียนแบบรูปภาพ
เรื่องรามเกียรติ์ที่วัดพระแก้วเริ่มแรกก็แกะรูปที่ นาไปแสดงเรื่องรามเกียรติ์อย่างเดียวจึงได้ชื่อว่า"ช่างราม"
ครั้งหนึ่งท่านส่งรูปหนุมานเข้าประกวด ดูผิวเผินสวยงามมาก หัวของวานร ต้องเกิดจากวงกลม
แต่ของช่างรามไม่อยู่ในกรอบของวงกลม จึงไม่ได้รับรางวัล
การละเล่นพื้นเมืองที่ได้ชื่อว่า"หนัง" เพราะผู้เล่นใช้รูปหนังประกอบการเล่านิทานหลังเงา
การแกะรูปหนังตัวสาคัญ เช่น ฤาษี พระอิศวร พระอินทร์ นางกินรี ยังคงเหมือนเดิม แต่รูปอื่นๆ
ได้วิวัฒนาการไปตามสมัยนิยมของผู้คน เช่น ทรงผม เสื้อผ้า
รูปหนังรุ่นแรกมีขนาดใหญ่รองจากรูปหนังใหญ่ฉลุลวดลายงดงามมาก เป็นรูปขาวดา
แล้วค่อยเปลี่ยนรูปให้มีขนาดเล็กลง ระบายสีให้ดูสะดุดตายิ่งขึ้น
สมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เคร่งครัดทางด้านวัฒนธรรมมาก ออกเป็นรัฐนิยมหลายฉบับ
ยักษ์นุ่งกางเกงขายาว สวมหมวก รูปตลก รูปนาง รูปพระสวมหมวก สวมเสื้อ นุ่งกางเกง นุ่งกระโปรง
รูปหนังที่ออกมาแต่งกายมีผิดวัฒนธรรม ตารวจจะจับและถูกปรับทันที
การแกะรูปหนังสาหรับเชิดหนัง ให้เด่นทางรูปทรงและสีสัน เมื่อทาบกับจอผ้า
แสงไฟช่วยให้เกิดเงาดูเด่นและสะดุดตา กรรมวิธีแกะรูปหนังแบบพื้นบ้านนาหนังวัวหนังควายมาฟอก
ขูดให้เกลี้ยงเกลา หนังสัตว์ชนิดอื่นก็นิยมใช้บ้าง เช่น หนังเสือใช้แกะรูปฤาษีประจาโรงเป็นเจ้าแผง
ในปัจจุบัน รูปหนังแกะจากหนังวัวอย่างเดียว ซื้อหนังจากร้านค้าที่ฟอกสาเร็จรูปอยู่แล้ว
ทั้งสามารถเลือกหนังหนา บาง ได้ตามความต้องการ นายช่างวางหนังลงบนพื้นเขียงที่มีขนาดใหญ่
ใช้เหล็กปลายแหลมวาดโครงร่าง และรายละเอียดของรูปตามที่ต้องการลงบนผืนหนัง
ใช้แท่งเหล็กกลมปลายเป็นรูคม เรียกว่า "ตุ๊ดตู่" ตอกลายเป็นแนวตามที่ใช้เหล็กแหลมร่างไว้
ส่วนริมนอกหรือส่วนที่เป็นมุมเป็นเหลี่ยมและกนกลวดลายอันอ่อนช้อย
ต้องใช้มีดปลายแหลมคมยาวประมาณ 2 นิ้ว มีด้ามกลมรี พอจับถนัดมือขุดแกะ
ทั้งตุ๊ดตู่และมีดขุดแกะมีหลายขนาด เมื่อทาลวดลายตามที่ร่างไว้เสร็จตัดออกจากแผ่นหนัง เรียกว่ารูปหนัง
รูปใดนายช่างเห็นว่าได้สัดส่วนสวยงาม นายช่างจะเก็บไว้เป็นแม่แบบ เพียงแตะระบายสีให้แตกต่างกัน
รูปที่นิยมเก็บไว้เป็นแบบ มีรูปเจ้าเมือง นางเมือง รูปยักษ์ รูปวานร รูปพระเอก รูปนางเอก
นารูปแม่แบบมาทาบหนัง แกะไปตามรูปแม่แบบ ประหยัดเวลา และได้รูปสวยงาม ผลิตได้รวดเร็ว
สีที่ใช้ระบายรูปหรือลงสี นิยมใช้น้าหมึก สีย้อมผ้า สีย้อมขนม มีสีแดง เหลือง แสด ชมพูม่วง เขียว น้าเงิน
และสีดา ต้องผสมสีหรือละลายสีให้เข้มข้น ใช่พู่กันขนาดต่างๆ จุ่มสีระบาย ต้องระบายเหมือนกันทั้ง 2หน้า
ระวังไม่ให้สีเปื้อน สีซึมเข้าในเนื้อของหนังเร็ว ลบออกไม่ได้
ช่างแกะรูปต้องมีความรู้ประวัติที่มาของรูป ศึกษาแบบของรูป จากรูปจริง จากรูปภาพ
การเปลี่ยนอิริยาบทของรูปได้อย่างถูกต้อง การเบิกตา เบิกปากรูปต้องใช้เวทมนต์ประกอบด้วย
ที่สาคัญต้องมีสมาธิอย่างแน่วแน่ เศษหนัง ทาเป็นมือรูป ริมฝีปากล่าง อาวุธต่างๆ ใช้ร้อยมือให้ติดกันเป็น 3
ท่อน เพื่อให้มือเคลื่อนไหวได้
เมื่อสีแห้งสนิทแล้ว ลงน้ามันยางใส เพื่อให้รูปเกิดเงาวาววับ เดี๋ยวนี้หาน้ามันยางไม่ได้
ใช้น้ามันชักเงาแทน จากนั้นติดไม้ตับ ติดไม้มือ รูปที่ชักปากได้ ติดคันเบ็ดผูกเชือกชักปาก
เป็นอันว่าเป็นรูปหนังที่สมบูรณ์ ช่างแกะรูปหนัง นอกจากแกะจาหน่ายแก่คณะหนังตะลุงแล้ว
ยังแกะจาหน่ายทั่วไป เพื่อนาไปประดับประดา
อาคารบ้านเรือน ชาวต่างชาตินิยมกันมาก
แต่ต้องทาอย่างประณีต บรรจง จึงจะจาหน่ายได้ราคาดี
ช่างแกะรูปหนังหาความร่ารวยมิได้
เพียงแต่พอดารงชีพอยู่ได้เท่านั้น
ตัวตลกหนังตะลุง
ตัวตลกหนังตะลุง เป็นตัวละครที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวละครที่ "ขาดไม่ได้"
สาหรับการแสดงหนังตะลุง บทตลกคือเสน่ห์ หรือสีสัน ที่นายหนังจะสร้างความประทับใจให้กับคนดู
เมื่อ
การ
แสด
งจบ
ลง
สิ่งที่
ผู้ชม
จาไ
ด้
และ
ยังเ
ก็บไ
ปเล่
าต่อก็คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่สามารถสร้างตัวตลกได้มีชีวิตชีวาและน่าประทับใจ
สามารถทาให้ผู้ชมนาบทตลกนั้นไปเล่าขานต่อได้ไม่รู้จบ
ก็ถือว่าเป็นนายหนังที่ประสบความสาเร็จในอาชีพโดยแท้จริง
รูปตัวตลกหนังตะลุง หรือที่เรียกว่า รูปกาก ส่วนใหญ่จะไม่ใส่เสื้อ บางตัวนุ่งโสร่งสั้นแค่เข่า
บางตัวนุ่งกางเกง และส่วนใหญ่จะมีอาวุธประจาตัว ตัวตลกทุกตัวสามารถขยับมือขยับปากได้
หนังแต่ละคณะจะมีรูปตัวตลกไม่น้อยกว่าสิบตัว
แต่โดยปกติจะใช้แสดงในแต่ละเรื่องแค่ไม่เกินหกตัวเท่านั้น
สถาปัตยกรรมภาคใต้
ยะลา - พระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ
พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ตั้งอยู่ที่วัดพุทธาธิวาส ถนนรัตนกิจ ในตัวเมืองเบตง
โดยตัวเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา มีขนาดความกว้าง 39 เมตร สูง 39.9 เมตร หรือขนาดความสูงเทียบเท่าตึก 13
ชั้น เป็นมหาธาตุเจดีย์ที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยในองค์มหาธาตุเจีดย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
มหาธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นจากความคิดและการดาเนินการของอดีตประธานศาลฎีกา นายสวัสดิ์ โชติพานิช
เพื่อเฉลิมฉลองและถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ
60 พรรษา

พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข
พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้า เป็นหนึ่งในสามปูชนียสถานที่สาคัญของภาคใต้
เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี
แสดงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่ตาบลหน้าถ้า
ห่างจากตัวเมือง 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปอาเภอยะหา บริเวณวัดร่มรื่นมีธารน้าไหลผ่าน
บันไดขึ้นไปยังปากถ้ามีรูปปั้นยักษ์ ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้าเขา” สร้างโดยช่างพื้นบ้านเมื่อปี 2484
ภายในถ้ามีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ ดัดแปลงปรับปรุงเป็นศาสนสถาน
มีปล่องที่เพดานถ้ายามแสงแดดส่องลงมาดูสวยงามมาก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่
สันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ปี พ.ศ.1300 เป็นพระพุทธไสยาสน์สมัยศรีวิชัย มีขนาดความยาว 81 ฟุต1 นิ้ว
เชื่อกันว่าเดิมเป็นปางนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพราะมีภาพนาคแผ่พังพานปกพระเศียร
ต่อมาจึงได้ดัดแปลงเป็นพระพุทธไสยาสน์แบบหินยาน
ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตู้เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกหอนาฬิกาใจกลางเมืองเบตง สร้างขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2467ตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
จุดประสงค์ที่สร้างไว้ในครั้งแรกก็เพื่อใช้เป็นที่กระจายข่าวสารบ้านเมืองให้ชาวเมืองเบตงได้รับฟัง
จากวิทยุที่ฝังอยู่ส่วนบนของตู้ และใช้เป็นตู้ไปรษณีย์มาจนทุกวันนี้
ปัจจุบันได้มีการสร้างตู้ไปรษณีย์ขึ้นใหม่ใหญ่กว่าเดิมที่บริเวณศาลาประชาคม ถนนสุขยางค์
มีความสูงประมาณ 9เมตร เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ตั้งอยู่เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ตาบลอาเนาะรู
เป็นศาลที่ประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว พระหมอ เจ้าแม่ทับทิม ในวันขึ้น 15 ค่า เดือน 3
ของทุกปีจะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปตามถนนสายต่าง ๆ
ภายในตัวเมืองปัตตานีทาพิธีลุยไฟบริเวณหน้าศาลเจ้าเล่งจูเกียง
ว่ายน้าข้ามแม่น้าตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต ในงานนี้มีผู้ที่เคารพศรัทธามาร่วมงานเป็นจานวนมาก
วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม
วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตั้งอยู่ที่บ้านป่าไร่ ตาบลทุ่งพลา ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก
ระหว่างสถานีนาประดู่กับสถานีป่าไร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 31กิโลเมตร
การเดินทางใช้เส้นทางหลวงสาย 42(ปัตตานี-โคกโพธิ์) ผ่านสามแยกนาเกตุ
ตรงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 409 (ปัตตานี-ยะลา) ผ่านชุมชนเทศบาลนาประดู่และศูนย์ฝึกอาชีพ
(วัดช้างให้) ไปจนถึงทางแยกเพื่อเข้าสู่วัดช้างให้อีกประมาณ 700เมตร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมากว่า
300 ปีมาแล้ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง
ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมของสถูป เจดีย์
มณฑป อุโบสถ และหอระฆัง ที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่ทวดวัดช้างให้
เป็นผู้มีความสามารถในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและด้านเวทมนตร์คาถาต่างๆ
เล่ากันว่าท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหารย์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน
เช่นครั้งที่ท่านเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสาเภา ระหว่างทางเกิดพายุ
จนกระทั่งข้าวปลาและอาหารตลอดจนน้าดื่มตกลงทะเลไป ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ามาก
หลวงปู่ทวดจึงได้แสดงอภินิหารหย่อนเท้าลงไปในทะเล ปรากฏว่าน้าในบริเวณนั้นได้กลายเป็นน้าจืด
และดื่มกินได้ ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของท่านก็ขจรขจายไปทั่ว
และต่อมาหลวงปู่ทวดได้มรณภาพที่ประเทศมาเลเซีย แล้วได้นาพระศพกลับมาที่วัดช้างให้
งานประจาปีในการสรงน้าอัฐิหลวงปู่ทวดวัดช้างให้คือ แรม 1ค่า เดือน 5 วัดช้างให้เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา
08.00 - 17.00 น.
มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี
มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ที่ถนนยะรัง เส้นทางยะรัง-ปัตตานี ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี
ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2497 ใช้เวลาดาเนินการสร้างประมาณ 9 ปี และทาพิธีเปิดโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการประกอบ ศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้
เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมีรูปทรงคล้ายกับทัชมาฮาลของอินเดีย
ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้าง
บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้าสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง
มีระเบียงสองข้างภายในห้องโถงด้านในมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบ
หัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้
เครื่องจักสานภาคใต้
การทาเครื่องจักสานพื้นบ้านในแต่ละภาคของไทยมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบกาหนดรูปแบบ
ของเครื่องจักสาน
โดยเฉพาะสภาพทางภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ประกอบสาคัญในการสร้างเครื่องจั
กสานพื้นบ้านภาคต่างๆ เครื่องจักสานพื้นบ้านของภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน
ลักษณะภูมิศาสตร์ของภาคใต้ที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ
ส่งผลถึงการประกอบอาชีพและการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทเครื่องจักสานด้วย
ภาคใต้เป็นแหล่งที่มีวัตถุดิบที่นามาใช้ใน การทาเครื่องจักสานได้หลายชนิด เช่นไม้ไผ่ หวาย
กระจูด และ ย่านลิเภา
บริเวณชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปเป็นแหล่งสาคัญของการผลิตเครื่องจั
กสานของภาคใต้ มีเครื่องจักสานหลายอย่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ต่างไปจากเครื่องจักสานอื่นๆ
เช่นเครื่องจักสานย่านลิเภาที่ทากันมากในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช
เครื่องจักสานกระจูดทากันมากในหลายท้องถิ่นในเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา และปัตตานี
นอกจากนี้ก็มีเครื่องจักสานไม้ไผ่ที่ทากันทั่วไปแทบทุกจังหวัด
เครื่องจักสานพื้นบ้านของภาคใต้โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ
ถิ่นที่น่าสนใจมีหลายชนิดแต่มีเครื่องจักสานชนิดหนึ่งที่สร้างตามความต้องการในการใช้สอยตามสังคมเกษ
ตรกรรมของชาวใต้ ที่มีความสวยงาม
มีลวดลายที่ประณีตและเอื้ออานวยต่อประโยชน์ใช้สอยเป็นอย่างดีทั้งยังสัมพันธ์กับความเชื่อถือของชาวใต้อ
ย่างน่าสนใจยิ่ง คือ กระด้ง ซึ่งชาวใต้เรียกว่า "ด้ง"
กระด้ง หรือ ด้ง ที่นิยมใช้กันอยู่ในภาคใต้มี ๒ อย่าง คือ กระด้งฝัดข้าว
และกระด้งมอนกระด้งทั้งสองชนิดนี้สานด้วยไม้ไผ่และหวายสาหรับใช้งานเกษตรกรรม
โดยเฉพาะการทาไร่ทานา
กระด้งปักษ์ใต้ทั้งสองชนิดเป็นกระด้งที่มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไปจากกระด้งภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านรู
ปแบบและลวดลาย
ด้านรูปแบบของกระด้งฝัดภาคใต้ต่างไปจากกระด้งทั่วๆ ไป คือ จะมีรูปกลมรีคล้ายรูปหัวใจ
ส่วนป้านจะกลมมน
ส่วนแหลมจะรีเล็กน้อยและการทากระด้งให้มีลักษณะรีแทนที่จะกลมก็เพื่อความสะดวกในการร่อน ฝัด
และเทข้าวออกแสดงให้เห็นการสร้างรูปแบบที่สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยอย่างแยบยล
กระด้งฝัดข้าวของภาคใต้มี ๒ ชนิดคือ"กระด้งลายขอ" และ กระด้งบองหยอง"
กระด้งลายขอ เป็นกระด้งฝัดข้าวที่มีรูปแบบและลายสานที่ถือว่าเป็นเครื่องจักสานชั้นเยี่ยมที่ออกแบบ
รูปร่างและลวดลายประณีตประสานกับการใช้สอยได้เป็นอย่างดี
และมีคุณค่าทางความงามด้วย กระด้งลายขอนิยมสานด้วยตอกไม้ไผ่สีสุก
เพราะเป็นไม้ไผ่ที่มีเนื้อแข็งและเหนียว
กระด้งลายขอมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ตอกซึ่งจะปล่อยข้อปล้องไม้ไผ่ด้านที่เป็นผิวไว้ โดยไม่ได้ตัดออก
ตอกด้านนี้จึงมีลักษณะเป็นขออยู่ตามปล้อง ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกว่า "กระด้งลายขอ"
ตอกที่จะเว้นข้อไว้เป็นขอนี้เส้นหนึ่งจะมีข้อเหลือไว้เพียงข้อเดียว
เวลาสานผู้สานจะต้องสานวางจังหวะของตอกพิเศษที่มีข้อเหลือไว้แต่ละเส้นให้อยู่กึ่งกลางของกระด้งและเรี
ยงสลับฟันปลาการเหลือข้อไว้บนตอกเพื่อให้เกิดเป็นลายขอบนกึ่งกลางกระด้งนี้
มิได้ทาขึ้นเพื่อความสวยงามแต่อย่างเดียว หากแต่ต้องการให้เกิดประโยชน์ในการฝัดข้าวได้ดีด้วย
กระด้งลายขอนี้จะใช้ฝัดข้าวเปลือกที่ผ่านการซ้อมด้วยมือ หรือสีด้วยเครื่องสีข้าวพื้นบ้านมาแล้ว
แต่ยังมีเปลือกข้าวที่เรียกว่า
ขี้ลีบและกาก ปะปนอยู่จะต้องนามาฝัดด้วยกระด้งลายขอ
ลายขอที่เกิดจากการเว้นข้อไว้บนผิวไม้ไผ่ตามธรรมชาตินี้จะช่วยให้กากข้าวขี้ลีบและสิ่งที่ไม่ต้องการสะดุด
กับขอของตอกที่พื้นกระด้งลอยตัวขึ้นบนผิวกระด้ง และจะรวมกันอยู่ตามร่องระหว่างขอตรงกลางกระด้ง
จึงฝัดหรือเก็บออกได้ง่าย
นอกเหนือไปจากรูปแบบและโครงสร้างของกระด้งลายขอที่มีลักษณะเฉพาะที่สนองความต้องการใน
การใช้สอยได้ดีแล้ว
ขั้นตอนและแบบอย่างของลวดลายในการสานกระด้งชนิดนี้ยังมีแบบอย่างที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่สืบต่อกัน
มาแต่โบราณ ตั้งแต่หลักการสานที่คิดเป็นสูตรด้วยคาที่คล้องจองไว้ว่า "ยกสองข่มห้า เรียกว่า
ลายบ้าเอย"ที่เรียกว่า "ลายบ้า" คงเป็นเพราะว่าการสานกระด้งชนิดนี้สานยากนั่นเอง
ผู้สานจะต้องเป็นช่างฝีมือดี เมื่อสานเสร็จแล้วแนวทางของเส้นตอกจะต้องเป็นแนวมีระเบียบ
และลายของปล้องข้อจะเรียงกันได้จังหวะงดงามอยู่ตามด้านหน้ากระด้งส่วนด้านหลังจะเป็นแนวร่องตอกซึ่
งเรียกว่า "ดี"กระด้งลายขอนี้ส่วนมากจะมีขนาดไม่ใหญ่นักและนิยมเรียกแนวดีแทนขนาด เช่น
กระด้งขนาด๗ ดี หรือ ๙ ดี เป็นต้น
กระด้งที่นิยมใช้กันเป็นกระด้งที่มีลายขอถี่หรือละเอียดมากกว่ากระด้งที่มีลายขอห่างๆ กัน
กระด้งฝัดข้าวอีกอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นกระด้งที่มีลักษณะเฉพาะของภาคใต้ คือ "กระด้งลายบองหยอง"
กระด้งชนิดนี้สานง่ายกว่ากระด้งลายขอ
การสานกระด้งลายบองหยองใช้ตอกไม้ไผ่เช่นเดียวกับกระด้งลายขอ แต่ใช้ตอกเส้นใหญ่กว่าและไม่มีข้อป
ล้อง เป็นตอกเรียบๆ ธรรมดาผิวหน้ากระด้งจึงเป็นลายเรียบๆ
กระด้งชนิดนี้ใช้ฝัดข้าวและเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่นเดียวกัน
นอกจากกระด้งทั้งสองชนิดดังกล่าวแล้วยังมีกระด้งอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "กระด้งมอน" คาว่า "มอน"
เป็นภาษาปักษ์ใต้ หมายถึงกระด้งกลมขนาดใหญ่กว่ากระด้งฝัดข้าวเท่าหนึ่ง ใช้ตากพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ
เพราะเป็นกระด้งขนาดใหญ่มีเนื้อที่มากกว่ากระด้งทั่วๆ ไป
ลักษณะของกระด้งชนิดต่างๆ
ดังกล่าวแล้วจะเห็นว่ากระด้งของภาคใต้เป็นเครื่องจักสานที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นโดดเด่นชนิดหนึ่ง
นอกจากนี้กระด้งของภาคใต้เกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อของชาวใต้ที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่โบราณด้วย
เช่นห้ามนากระด้งขึ้นไปบนยุ้งข้าว
เพราะจะทาให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพหรือเทพธิดาแห่งข้าวไม่พอใจแล้วหนีไปไม่คุ้มครองเป็นมิ่งขวัญ
ทาให้การทานาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ความเชื่อนี้แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ว่าทาไมแม่โพสพจึงไม่ชอบกระด้งแต่ก็เป็นความเชื่อที่เชื่อถือสืบต่อกันมาแ
ต่โบราณความเชื่อที่เกี่ยวกับกระด้งอีกอย่างหนึ่งคือ
จะต้องเก็บรักษากระด้งไว้ให้ดี ถือว่ากระด้งเป็นของสาคัญต้องเก็บไว้ในที่สูง เช่น ตามชายคา
หรือเหนือเตาไฟในครัวเพื่อให้ควันไฟช่วยรักษาเนื้อไม้ไม่ให้มอดหรือแมลงกัดกิน
และช่วยให้เส้นตอกแน่นมีสีดาอมแดงดูสวยงามอยู่เสมอ
การที่ชาวบ้านเก็บรักษากระด้งไว้ในที่สูงไม่ให้เด็กนาไปเล่นนั้น อาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า
แม่โพสพเป็นผู้มีพระคุณให้ข้าวเลี้ยงชีวิตมนุษย์ จึงควรเก็บรักษากระด้งฝัดข้าวไว้ให้ดี
การเก็บรักษากระด้งนี้นอกจากจะใช้ควันไฟจากการหุงหาอาหารช่วยเคลือบผิวแล้ว
บางครั้งจะทาด้วยน้ามันยางทาขี้ชันผสมราข้าว ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน
ถ้าพิจารณาจากความเชื่อนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นอุบายของคนโบราณที่จะรักษากระด้งไว้ให้คงทน
ใช้งานได้นาน เพราะกระด้งสานยากจะต้องใช้ความละเอียดประณีตมาก
การสานกระด้งลายขอและกระด้งชนิดอื่นๆ ของภาคใต้ยังมีสานกันอยู่บริเวณพื้นที่ราบที่มีการทาไร่ ทานา
ได้แก่บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช
ยังมีช่างสานกระด้งลายขอฝีมือดีอยู่บ้างแต่ไม่มากนักเพราะการสานกระด้งลายขอต้องใช้ความพยายามและต้
องมีความละเอียดประณีตใช้เวลามาก
อย่างไรก็ตาม กระด้งลายขอ กระด้งลายบองหยอง และกระด้งมอน ของภาคใต้
เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นชัดเจนอย่างหนึ่งของภาคใต้
นอกเหนือไปจากสภาพทางภูมิศาสตร์สภาพการดารงชีวิต ความเชื่อ ขนบประเพณีและศาสนา
ที่เป็นองค์ประกอบสาคัญที่ทาให้เกิดการสร้างเครื่องจักสานแล้ว
วัตถุดิบท้องถิ่นยังเป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยให้เครื่องจักสานมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ต่างไปจากภาคอื่นๆ ด้วย
วัตถุดิบพื้นบ้านที่ใช้ทาเครื่องจักสานภาคใต้มีหลายชนิด เช่นไม้ไผ่หวาย ย่านลิเภา กระจูด ใบลาเจียก เตย
ใบตาล และคล้า เป็นต้น
เครื่องจักสานพื้นบ้านภาคใต้ยังมีอีกหลายชนิด หากแบ่งออกตามวัตถุดิบที่นามาใช้สาน
จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
เครื่องจักสานที่ทาด้วยหวาย และไม้ไผ่ มีหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องมือดักและจับสัตว์น้า
ไปจนถึงเครื่องใช้ในครัวเรือน ได้แก่กระเชอ จงโคล่โต๊ระ สีหล้า (หรือสี้ละ) เครื่องสีข้าวเซงเลง ข้อง โพง
นาง ไซ นั่งได้นอนได้ และข้องดักปลาไหล เป็นต้น
เครื่องจักสานที่ทาจากกระจูด ใบลาเจียกหรือปาหนัน เตย
ใบตาล ซึ่งนามาทาเครื่องจักสานประเภทภาชนะและเสื่อมีทากันในหลายท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องจักสานบางชนิดที่ทาด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่เฉพาะบางท้องถิ่นเท่านั้น
ได้แก่เครื่องจักสานที่ทาจาก ต้นคล้า ใบจาก กาบหลาวโอน ย่านลิเภาเป็นต้น
เครื่องจักสานชนิดต่างๆ ของภาคใต้ดังกล่าวแล้ว
จะเห็นว่าบางชนิดเป็นเครื่องจักสานที่มีประโยชน์ในการใช้สอยเช่นเดียวกับเครื่องจักสานภาคอื่น
แต่มีรูปแบบ ลวดลาย และใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไปจากเครื่องจักสานภาคอื่นๆ
มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
4.ประเพณีภาคตะวันออก
งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธรช่วงเวลา
ความสาคัญ
พิธีกรรม
งานเทศกาลกลางเดือน๕ จัดขึ้นรวม ๓ วัน ๓ คืน นับตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่า จนถึงวันแรม ๑ ค่า เดือน ๕
เทศกาลนี้จัดฉลองสมโภชเนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นวันคล้ายวันที่อาราธนาหลวงพ่อขึ้นจากแม่น้า
แล้วอัญเชิญท่านมาประดิษฐานที่วัดโสธรวรวิหารงานเทศกาลกลางเดือน ๑๒
เทศกาลนี้ได้จัดสืบต่อกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว คือ เริ่มจัดขึ้นในราว พ.ศ. ๒๔๓๔
โดยมีมูลเหตุมาจากในปีนั้นประชาชนในท้องถิ่นประสบทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง
ทาการเพาะปลูกไม่ได้ผล ทั้งยังเกิดโรคอหิวาต์และฝีดาษระบาดทั่วไป
ทาให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นจานวนมาก
เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ชาวบ้านต่างพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อให้ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยเหล่านี้
ด้วยการปิดทองบ้าง ด้วยมหรสพสมโภชบ้าง และด้วยสิ่งอื่น ๆ
กล่าวกันว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่บันดาลให้เกิดฝนโปรยปรายลงมา
ทาให้แผ่นดินชุ่มชื้น โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หายเป็นปลิดทิ้ง
ชาวบ้านจึงร่วมใจกันจัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บนแต่เดิมงานเทศกาลในเดือนนี้มี ๓ วัน
คือ วันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่า และวันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๒ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จัดเพิ่มขึ้นอีก ๒วัน คือ
วันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่า เดือน ๑๒รวมทั้งสิ้นเป็น ๕ วัน และถือปฏิบัติสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ในวันขึ้น ๑๔
ค่าจะมีการแห่หลวงพ่อทางบก วันขึ้น ๑๕ ค่า มีการแห่ทางน้า และวันแรม ๑ ค่า
ซึ่งเป็นวันสุดท้ายมีการเวียนเทียนและสรงน้าพระงานเทศกาลตรุษจีน จัดตามจันทรคติของจีน คือ
ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่า ปีใหม่(ชิวอิด) ไปจนถึงวันขึ้น ๕ค่า (ชิวโหงว) รวม ๕วัน ๕ คืน
ถ้าเทียบเป็นเดือนไทยก็คือ ราวเดือนยี่หรือเดือนสาม
การแข่งเรือช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒
ความสาคัญ
การแข่งเรือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้าบางปะกง
ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล
พิธีกรรม
การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน
โดยถือกาหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้าเป็นสาคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ของทุกปี
แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้าบางปะกง หน้าตัวเมือง
แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก
เรือยาวใหญ่เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯการแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลามีจานวนประมาณ ๕๐
คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง
กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน๓ คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้าสวนกัน ถ้าชนะ
๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓สาระ
นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับผืนน้าของผู้คนแล้วยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสมานสามัค
คีของบุคคลผู้ที่ได้ชื่อว่าอยู่ในเรือลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน การทุ่มเทแรงกายแรงใจ
ความพร้อมเพรียงจังหวะและการประสานสัมพันธ์
ที่ทาให้ไปสู่จุดมุ่งหมายได้โดยมิใช่อาศัยความสามารถของคนใดคนหนึ่ง
ประเพณีทอดผ้าป่าน้าเพ็ง
ช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒
ความสาคัญ
ประเพณีทอดผ้าป่าน้าเพ็ง เป็นประเพณีทอดผ้าป่าของหมู่บ้านไผ่ดา อาเภอบางน้าเปรี้ยว
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันทาบุญเนื่องในวันลอยกระทง
พิธีกรรม
ในตอนบ่ายของวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ชาวบ้านจะนาเรือออกเรี่ยไรสิ่งของต่าง ๆเพื่อร่วมกันทาบุญ
จากนั้นนาสิ่งที่ได้มาจัดแต่งลงเรือ เรือที่นากองผ้าป่าและสิ่งของไปทอดนี้เรียกว่า เรือองค์ผ้าป่าหรือเรือองค์
ครั้นพอค่าหรือตอนที่พระจันทร์ขึ้นพ้นทิวไม้ก็จะยกขบวนเรือซึ่งมีทั้งเรือพาย เรือแจว เรืออื่น ๆ
ลากจูงเรือองค์ไปยังวัด และกระทาการถวายผ้าป่าที่ศาลาวัดนั้น
ก่อนที่จะกลับมาทอดยังวัดไผ่ดาซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของพิธีการ
ระหว่างขากลับจะมีการแข่งขันชักเย่อเรือองค์เป็นที่สนุกสนานกลางท้องน้า
และหลังกลับไปทอดผ้าที่วัดไผ่ดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการแข่งเรือประลองฝีพายกันอีกครั้ง
ที่หน้าวัดไผ่ดานั่นเอง
ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายข้าวเปลือก
ความสาคัญ
การก่อพระเจดีย์ทรายเป็นประเพณีที่ชาวไผ่ดา อาเภอบางน้าเปรี้ยว ได้กระทาสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล
วัตถุประสงค์เพื่อนาเอาทรายมาใช้ทาสาธารณประโยชน์ในวัดส่วนการก่อพระทรายข้าวเปลือก
เป็นการทาบุญอย่างหนึ่งของชาวไผ่ดา ที่นาเอาผลผลิตจากอาชีพการทานา คือ ข้าวเปลือก
มาก่อเป็นเจดีย์แทนทราย
พิธีกรรม
การก่อพระเจดีย์ทรายเนื่องจากสภาพท้องถิ่นของหมู่บ้านไผ่ดา
เป็นที่ราบน้าท่วมถึงจึงทาให้ไม่มีทรายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย การก่อพระเจดีย์ทรายของชาวไผ่ดา
จึงเปลี่ยนจากการขนทรายมาเป็นการซื้อทรายจากทางวัด ซึ่งที่วัดไผ่ดาจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อน
ว่าจะมีการการก่อพระเจดีย์ทรายในวันพระไหน
เมื่อถึงวันกาหนดประชาชนก็จะไปทาบุญและก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน
จากนั้นก็มีการประกวดความสวยงามของพระเจดีย์ ว่าใครตกแต่งได้ดีกว่ากันการก่อพระทรายข้าวเปลือก
ก็มีวิธีดาเนินการเช่นเดียวกัน คือ นัดวัน เมื่อถึงวันกาหนดชาวบ้านก็จะนาข้าวเปลือกใส่กระบุงไปวัด
แล้วเอาไปเทกองรวมกันในที่วัดจัดไว้เป็นพระเจดีย์ ควบคู่ไปกับการทาบุญ
ข้าวเปลือกที่ได้ทางวัดจะนาไปขาย
เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยมาใช้จ่ายในการทานุบารุงศาสนสถานของวัดต่อไป
ประเพณีแห่ธงตะขาบช่วงเวลา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕เมษายน ของทุกปี
ความสาคัญ
การถวายธงตะขาบเป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ
เป็นประเพณีของชาวรามัญที่ตั้งรกรากอยู่ใกล้วัดพิมพาวาส ในเขตอาเภอบางปะกง
เชื่อกันว่าธงที่แขวนส่ายเพราะแรงลมเป็นการบอกรับบุญกุศลของบรรพบุรุษ
และช่วยให้ผู้ล่วงลับได้ขึ้นสวรรค์
พิธีกรรม
ธงตะขาบแต่เดิมเป็นธงกระดาษ ต่อมาเปลี่ยนเป็นผ้า
ปัจจุบันใช้เชือกเป็นเส้นขอบผูกขวางคั้นด้วยซี่ไม้ไผ่เป็นช่วง ๆ
ใช้เสื่อผืนยาวปิดทับแทนผ้าหรือกระดาษเป็นลาตัว
ปลายไม้ที่ยื่นสองข้างทุกซี่ประดับด้วยช้อนผูกห้อยแทนขา สลับกับพู่กระดาษเพื่อความสวยงาม
หัวและหางสานผูกด้วยโครงไม้ปิดกระดาษสี จะทากี่ตัวแล้วแต่กาลัง จากนั้นจะทาการแห่ไปที่วัด
เมื่อถึงก็จะขึงธงไว้กับต้นเสาในศาลา จากนั้นพระจะนาสายสิญจน์มาวงรอบธง
แล้วจึงทาพิธีถวายธงตามด้วยการสรงน้าพระ เสร็จแล้วจึงนาธงไปชักขึ้นแขวนบนเสาหงส์
ประเพณีตักบาตรน้าผึ้ง
ช่วงเวลา กลางเดือน ๙ ของทุกปี
ความสาคัญ
การตักบาตรน้าผึ้ง เป็นประเพณีการถวายน้าผึ้งแก่ภิกษุและสามเณร ของชาวรามัญที่วัดพิมพาวาส
อาเภอบางปะกง สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่าเลไลย์
มีช้างและลิงคอยอุปัฏฐากโดยการนาเอาอ้อยและน้าผึ้งคอยถวาย
ต่อมาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสามเณรรับน้าผึ้งและน้าอ้อยมาบริโภคเป็นยาได้
พิธีกรรม
การตักบาตรน้าผึ้งมักจัดกันที่ศาลาวัด ขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น
ชาวบ้านจะนาน้าผึ้งมาใส่บาตร และนาน้าตาลใส่ในจานที่วางคู่กับบาตร
ส่วนอาหารคาวหวานจะใส่ในภาชนะที่วางแยกไว้อีกด้านหนึ่ง อาหารพิเศษที่นามาใส่บาตร ได้แก่
ข้าวต้มมัด ถวายเพื่อให้พระฉันจิ้มกับน้าผึ้งหรือน้าตาล
ประเพณีบุญข้าวหลาม
ช่วงเวลา
ประเพณีบุญข้าวหลาม เป็นประเพณีของชาวลาวเวียงและลาวพวนในอาเภอพนมสารคาม
ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายลาว
ที่อยู่ใกล้เคียงกับชาวไทยเชื้อสายเขมรประเพณีนี้อาจเป็นสิ่งที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่ก่อนเมื่อครั้งยังอยู่ในประ
เทศลาวจึงเท่ากับเป็นการรักษาประเพณีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา
ซึ่งเท่ากับเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาทางหนึ่งพิธีกรรม
วันขึ้น ๑๔ ค่า เดือน ๓ ชาวบ้านทุกบ้านจะเผาข้าวหลาม เพื่อนาไปถวายพระในเช้าวันขึ้น ๑๕ ค่า
ตอนสายจะพากันเดินไปขึ้นเขาดงยาง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๖ กิโลเมตร
เพื่อปิดทองรอยพระพุทธบาทบนเขาดงยาง และนาข้าวหลามไปรับประทานบนเขา
ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า
ช่วงเวลา
วันแรม ๘ ค่า ถึงวันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๖ รวม ๘ วัน เป็นวันประกอบพิธีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม
จากนั้นในวันที่ ๙ คือ วันขึ้น ๑ ค่า เดือน ๖เป็นวันถวายพระเพลิง
ความสาคัญ
ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสาโรง
อาเภอแปลงยาว ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานานนับร้อยปี
บนพื้นฐานความเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่วมถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า จะได้บุญกุศลอย่างแรงกล้า
พิธีกรรม
ก่อนงานชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างโลงและรูปจาลองของพระพุทธเจ้า
แล้วนาไปตั้งเบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ครั้นวันแรม ๘-๑๕ ค่า
พระสงฆ์จะลงสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นกุศลแก่ผู้สดับธรรม
แต่ละคืนชาวบ้านจะร่วมกันนาจตุปัจจัยมาถวายแด่พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นการทาบุญ ครั้นวันขึ้น ๑ ค่า
หลังสวดพระอภิธรรมก็จะมีการนาเอาโลงและรูปจาลองของพระพุทธเจ้า แห่เวียนรอบพระเมรุมาศจาลอง
แล้วจึงยกขึ้นวางบนจิตกาธาน พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล
ถวายดอกไม้จันทน์ร่วมกับชาวบ้านแล้วถวายพระเพลิง
เรือผีหลอก
เรือผีหลอก เมื่อราว 40 ปีผ่านมา ชาวบ้านริมน้าบางปะกงอันอุดมสมบูรณ์
มักจะได้เห็นการจับปลาด้วยเรือชนิด หนึ่ง เรียกเป็นภาษาจีนว่า "เรือเช้าแป๊ะ" ส่วนคนไทยเรียกว่า
"เรือผีหลอก" "เรือผีหลอก" ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากไม้ มีรูปร่างเพรียว กว้างประมาณ 50 - 60ซม.
ยาวประมาณ 4 วา 2 ศอก (ประมาณ 9เมตร) หัวเรือเรียวเล็กท้องเรือแบนราบ
จึงแล่นในน้าตื้นได้สะดวกและคล่องตัวในการแจว หรือพายทวนน้า
พื้นตอนท้ายเรือใช้ไม้กรุปิดและเปิดได้ยาว 1 เมตร สาหรับให้คนยืนแจวเรือพายเรือ ภายในมีที่ว่าง
สาหรับขังปลาขนาดใหญ่ที่จับได้ ตลอดลาเรือมีกงขึ้นห่างเป็น ๆ ท้องเรือปล่อยโล่งไม่มีไม้ปิด
แต่ใช้ทางมะพร้าวตัดปลาย ไม้เล็กน้อย กันมิให้ปลาที่กระโดเข้ามาหนีออกไปได้ สาเหตุที่เรียกชื่อว่า
"เรือผีหลอก" ก็เพราะด้านข้างลาเรือ มีไม้กระดานสีขาวหรือสังกะสีแผ่นสี่เหลี่ยม ผูกติดไว้กับแคมเรือ
มีความสูงเรี่ย ๆน้าเมื่อแล่นผ่านสายน้าก็จะสะท้อนเป็นมันเงาวาววับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลา กลางคืน
ทาให้ปลาที่หากินอยู่บนผิวน้าตกใจกระโดดลอยสูงและตกลงมาบนแผงไม้ เลยเข้าสู่ท้องเรือกันเป็นแถว
ชาวประมงมักนาเรือชนิดนี้ออกไปหาปลาในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นฤดูที่มีน้าท่า
อุดมสมบูรณ์ ปลาก็ชุกชุมและมีขนาดใหญ่ ปลาที่เข้าเรือผีหลากส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่หากินน้าตื่น
ทั้งปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนแดง ปลาซิว ปลาฉลาด ปลาเนื้ออ่อน ปลากระทุงเหว ปลาเสือ ปลากระดี่
ปลากระบอก ปลากระพง เป็นต้น เวลาที่เหมาะสมในการใช้เรือผีหลอกออกจับปลา คือเวลากลางคืน
ตั้งแต่สามทุ่มไปจนรุ่งสาง ฉะนั้น เมื่อฟ้า สว่างในตอนเช้า
ผู้มีบ้านริมน้าก็จะได้เห็นเรือผีหลอกพายกลับมาพร้อม ๆกันหลายลา การจับปลาด้วยเรือผีหลอก
แสดงถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านแปดริ้วได้เป็นอย่างดี น่าเสีย
ด่ายที่เวลานี้เรือชนิดนี้ลดความนิยมลงมาก แต่อาจจะยังพอหาดูได้บริเวณตลาดบ้านใหม่ขึ้นไปทางเหนือน้า
อาหารพื้นเมืองภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกหรือภาคอีสาน มีสภาพพื้นดินโดยทั่วไปค่อนข้างแห้งแล้ง
และในอดีตเป็นภาคที่มีความชุกของปัญหาทุพโภชนาการค่อนข้างสูงอาหารพื้นเมืองของชาวอีสานนั้น
อาหารหลักคือข้าวเหนียวเช่นเดียวกับภาคเหนือ อาหารหลักมี 3 มื้อ อาหารเช้าเรียกข้าวเช้า
อาหารกลางวันเรียกข้าวเพล และอาหารเย็นเรียกข้าวแลง อาหารของภาคอีสานส่วนใหญ่จะมีรสเผ็ด เค็ม
เปรี้ยว แต่ไม่นิยมรสเปรี้ยวมาก ซึ่งอาหารอีสานประเภทลาบ ส้มตา ที่เป็นขนานแท้จะออกรสเผ็ดและเค็ม
รสเปรี้ยวทางอีสานใช้มะนาว มะกอก ส้มมะขาม มดแดง รสเค็มใช้ปลาร้า
ชาวอีสานไม่นิยมเครื่องเทศแต่ใช้พืชประเภทแต่งกลิ่น เช่นผักชีลาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักไผ่
อาหารเนื้อสัตว์ของชาวอีสานส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัว เนื้อควาย ปลาน้าจืด และสัตว์ที่จับได้ในท้องถิ่น
ในอดีตชาวอีสานไม่นิยมเลี้ยงหมู จึงไม่ค่อยมีอาหารที่ทาด้วยหมู แหล่งอาหารของชาวอีสานแบ่งได้เป็น 2
แหล่งคือ อาหารที่หาซื้อได้จากตลาด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารของคนในเมือง ได้แก่ส้มตา ไก่ย่าง ลาบ
ต้มยา ปลาทูทอด ส่วนอีกแหล่งเป็นแหล่งที่ได้จากธรรมชาติตามท้องไร่ท้องนาหรือในป่า เช่นกบ เขียด
อึ่งอ่าง กิ้งก่า แมลงชนิดต่างๆ
การแต่งกายภาคตะวันออก
ในภาคตะวันออกการแต่งกายมีลักษณะเช่นเดียวกับคนภาคกลางเดิมที่ภาคนี้เรียกรวมกับคนภาคกลาง
แต่เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศซึ่งต่างไปจากภาคกลางผลิตผลและภูมิอากาศคล้ายคลึงกับภาคใต้จังมีลักษณ
ะเด่นขัดของตนเองที่แยกออกไปได้
ภาษาถิ่นตะวันออก
วิเศษ ชาญประโคน (2550,หน้า 40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน
ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น
ตัวอย่างคาในภาษาถิ่นตะวันออก
คา ความหมาย คา ความหมาย
กะแต่ง ผักที่มีลักษณะคล้ายบุกแต่เล็กกว่า เกียน เกวียน
คุน,แมะ ยาย ตะโงน ตะโกน
พอแรง มาก โพง กระป๋องตักน้า
นักนั่ก มากมาย,เยอะแยะ ธุ ไหว้
สงาด เยอะ, มากมาย สนุกซ้ะ สนุกมาก
สะหม่า ประหม่า สารพี ทัพพี
สีละมัน ลิ้นจี่ป่า หวด กิน
หาบ แบก ลุ้ย, หลัว เข่ง
อีโป้ ผ้าขาวม้า อีแหวก แมงกะชอน
เอ๊าะ สาวรุ่น ฮิ คาสร้อย
อ๊อกอ้อ ตุ๊กแก เอี๊ยว อ่อน
วรรณกรรมตะวันออก
มหาภารตะ
มหาภารตะ (สันสกฤต: महाभारत) บางครั้งเรียกสั้น ๆ
ว่า ภารตะ เป็นหนึ่งในสองของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย (มหากาพย์อีกเรื่องคือ รามายณะ)[1]
ประพันธ์เ
ป็นโศลกภาษาสันสกฤต มหากาพย์เรื่องนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ “อิติหาส” (แปลตามศัพท์ว่า
“ประวัติศาสตร์”) และเป็นส่วนหนึ่งทึ่สาคัญยิ่งของเทพปกรณัมในศาสนาฮินดู
สามก๊ก
สามก๊ก เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้าเอกของโลก เป็นมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกที่สุดยอด
มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 10ภาษาและมีการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก
ศิลปะพื้นบ้าน
ราสวด
มีประวัติความเป็นมาที่บอกเล่าสืบกันมาว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่ใช้แสดงหลังมีพิธีสวดพระอภิธรรม ซึ่งกา
รทาพิธีบาเพ็ญกุศลศพถือว่าเป็นประเพณีที่จะต้องทดแทนพระคุณของผู้ตาย ประเพณีการทาศพ
ลูกหลานจึงต้องทาด้วยความตั้งใจเพื่อให้ผู้ตายได้รับความสุข และเป็นเกียรติยศเชิดชูผู้ตาย
เมื่อผู้ตายที่เรารักเคารพตายลงจึงมักนิยมตั้งศพบาเพ็ญกุศลที่บ้าน นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสวด พระอภิธร
รม การสวดพระอภิธรรม
ถือว่าเป็นการทากุศลอันยิ่งใหญ่ที่ลูกหลานอุทิศให้แก่ผู้ตาย เมื่อสวดเรียบร้อยแล้ว ในสมัยก่อน
พระภิกษุสงฆ์จะสวดพระมาลัยต่อ เพื่อเป็นเพื่อนศพและเจ้าภาพ คนสมัยนั้นจะนิยมฟังเพราะมีลีลา
จังหวะการสวดที่มีท่วงทานองสนุกสนานเพลิดเพลิน ในสมัยต่อมาใช้ฆราวาสสวดยิ่งเพิ่มความตลกคะนอ
ง และเมื่อคนในภาคตะวันออกมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นราสวด เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕
ราสวด จึงราเป็นเพลงพื้นบ้านของภาคตะวันออกที่เป็นที่นิยมกัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระยอง จันทบุรี
และตราดมาจนถึงทุกวันนี้ (ภาพเคลื่อนไหวราสวด)
การเล่นราสวดเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรม
ของ ชาวจังหวัดตราดที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ทั้งด้านการแต่งคาประพันธ์
การประดิษฐ์คิดค้นท่ารา
และการร้องเพลงด้วยทานองเพลงไทยเดิม อันเป็นการธารงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มคน ให้คงคุ
ณค่าในด้านค่านิยมในสังคมและหลักปฏิบัติอันดี ที่แสดงความรักความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ นอกจากนี้
ยังคงไว้ในด้านความเชื่อทางพุทธศาสนา และความรักสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะที่มีน้าใจเกื้อกูลกัน
วิธีการแสดงราสวด
ในแต่ละคณะจะมีการแสดงที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งจะเริ่มแสดงหลังจากพระภิกษุ
สวดพระอภิธรรมเสร็จจนถึงรุ่งเช้า
การแต่งกาย
เมื่อคณะราสวดได้รับเชิญให้ไปแสดงในงานศพการแต่งกายเป็นชุดไว้ทุกข์
สีขาวดา ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงพื้นบ้าน
ส่วนผู้ชายจะนุ่งกางเกง หรืออาจใส่ชุดที่มีอยู่ มีข้อจากัดคือไม่ใส่เสื้อลาย
ถือว่าไม่สุภาพ แต่เมื่อจะแสดงต้องมีผ้าสีมาคล้องคอ ทั้งหญิงและชายแต่ผู้ชายอาจผูกเอวก็ได้
โอกาสในการแสดง
แสดงหลังจากพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ประมาณ ๒๑.๐๐ น. จนถึงประมาณ ๐๔.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น
ในสมัยก่อนจะแสดงในงานศพเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเริ่มมีคนจ้างไปแสดงในงานอื่นๆ บ้างเช่น
งานที่เป็นงานอันเกี่ยวเนื่องกับการตาย
ทาบุญให้ผู้ตายเมื่อครบรอบแต่ละปี หรือโอกาสที่ลูกหลานระลึกถึงผู้ตาย
เงินค่าตอบแทน
ค่าตอบแทน คณะราสวดจะไม่คิดค่าตอบแทน เพราะถือว่าเป็นการช่วยงาน
เพียงเจ้าภาพให้เป็นค่าน้ามันรถก็พอใจแล้ว แต่บางคณะ จะเรียกครั้งละ ๓,๐๐๐ บาท อันที่จริง การเรียก
๓,๐๐๐บาท ก็แทบไม่ได้อะไร หักค่าน้ามันแล้วอาจจะได้คนละ ๑๐๐ บาท หรือไม่ถึงร้อยบาท
วิธีถ่ายทอดองค์ความรู้
การถ่ายทอดองค์ความรู้จะมี ๒ ลักษณะคือ หัวหน้าคณะ จะถ่ายทอดให้ญาติพี่น้องลูกหลาน
หรืออาจเป็นแบบครูพักลักจา แต่ปัจจุบันมีการถ่ายทอดให้กับนักเรียนที่สนใจ
ดังที่นายแคว้น ได้ฝึกสอนให้กับผู้สนใจ
คุณค่า
ราสวดเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ ทั้งด้านการแสดง การสืบทอดวัฒนธรรม
วรรณกรรม นาฏศิลป์ เพื่อก่อให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคี ถือว่ามีชีวิตอยู่กันแบบสังคมพึ่งพา
ที่สาคัญทาให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ ซึมซับ วรรณคดี วรรณกรรม วรรณศิลป์ และ
ศิลปะแขนงต่างๆที่แทรกอยู่อย่างละเมียดละไม
สถาปัตยกรรมตะวันออก
งานสถาปัตยกรรมตะวันออก อาจแบ่งออกได้ตามประโยชน์ช่วงใช้
จึงมีทั้งที่อยู่อาศัยและสิ่งก่อสร้างในศาสนา และเนื่องจากประเทศในตะวันออกส่วนใหญ่อยู่ในโซนร้อน
มีฝนชุกบ้าง มีอากาศแปรปรวนหนาวร้อนจัดบ้าง หลังคาของอาคารส่วนใหญ่จะมีจั่วสูง
ซึ่งแตกต่างกับอินเดีย เพราะแม้ว่าจะเป็นประเทศแม่บทบาททางศิลปะและวัฒนธรรมของเอเซีย
แต่ก็มิได้มีสิ่งก่อสร้างเฉพาะ ที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะอากาศตามปกติของอินเดียออกจะแห้งแล้งและหนาวจัดในบางฤดู
ที่อยู่อาศัยจึงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันอากาศที่แปรปรวน แต่ประเทศทางตะวันออกไกลมีฝนตกชุก มีอากาศร้อน
ที่อยู่อาศัยจึงหลังคาสูง และปลูกอยู่บนเสาสูง
ลักษณะของสถาปัตยกรรมตะวันออกเป็นไปตามฐานะของบุคคลอย่างเห็นได้ชัด เช่น
ปราสาทราชวังของกษัตริย์ หรือคฤหาสน์อันโอ่อ่าของคหบดี
หรือกระท่อมไม้ไผ่ มุงหญ้าคาของคนในชนบท สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นสิ่งแปลกประหลาด
เพราะดูจะเหมือนกันทุกแห่งในโลก
พิจารณาในด้านการศึกษารูปแบบการตกแต่งแล้ว
จะเห็นความคิดสร้างสรรค์ตามความเหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น
ในถิ่นที่มีไม้มากก็จะใช้ไม้หรือในถิ่นที่มหาไม้ได้ยากกว่า ก็จะใช้วัสดุอย่างอื่น
การสร้างที่อยู่อาศัยจึงขึ้นกับสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ ดินฟ้าอากาศ
และพื้นเพสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน
สาหรับศาสนสถาน หรือ สิ่งก่อสร้างในศาสนานั้น แตกต่างกันออกไปจากที่อยู่อาศัย
บ้างมีความมุ่งหมายให้เกิดความถาวรมั่นคง มีอายุยืนนาน จึงมักจะก่อสมร้างด้วยหิน หรือ
อิฐปูนตามกาลังศรัทธา เช่น ในประเทศอินเดีย สมัยราชวงค์คุปตะ มีการเจาะภูเขาสร้างเป็น “ วิหารถ้า ”
เช่น ถ้าอาจันตะ มีอยู่ถึง 20 กว่าถ้า แต่ถ้าถ้าประดิษฐ์สิ่งตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง
จนเหนือความสามารถของมนุษย์ในปัจจุบันที่จะทาเช่นนั้นได้ การสร้างศาสนาสถานในลักษณะต่าง ๆ
ของประเทศตะวันออก แม้ว่ามีแม่บทคือ อินเดีย
แต่ก็ยังสามารถประดิษฐ์ให้เป็นแบบอย่างเฉพาะของแต่ละประเทศได้
นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ซึ่งคนสมัยก่อน ๆ ได้ฝากความคิด และฝีมือไว้เป็นอุทาหรณ์
การตกแต่งประดับประดาสิ่งก่อสร้างเฉพาะที่อยู่อาศัยย่อมแตกต่างกับศาสนสถานเพราะ
ที่อยู่อาศัยนั้น มุ่งแสดงฐานะความสะดวกสบาย และความสุขของผู้อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของ
แต่ศาสนสถานนั้นมุ่งจรรโลงศาสนา ทุ่มเทพลังความคิดและฝีมือเพื่อเสริสร้างความศรัทธาแก่มหาชน
อาจทาตามผู้มีอานาจบงการก็จริงอยู่ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นสถานที่ทาให้เกิดความวิเวกจิตสงบ
จึงมีการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไปบ้าง
เรื่องราวที่นามาประกอบกับความเข้าใจในการตกแต่งอาจมีทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม
ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์สุขทางศาสนาร่วมกันของมหาชนทั้งสิ้น
หัตถกรรมภาคตะวันออก
พิพิธภัณฑ์ “จักสาน” พนัสนิคมแหล่งเรียนรู้ หัตถกรรมจากไม้ไผ่
ไม้ไผ่ พืชธรรมชาติหลากชนิดที่ขึ้นอยู่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ป่าทั่วประเทศ
นามาซึ่งประโยชน์ใช้สอยได้ในทุกส่วน ทั้งหน่อ ราก ลาต้นและใบ
ก่อให้เกิดความผูกพันกับวิถีการดารงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบันจากการเรียนรู้คุณสมบัติจาก
พืชใกล้ตัว สนองประโยชน์ต่อชีวิตประจาวัน
บ้างใช้สร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย บ้างผลิตเป็นภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยในครัวเรือน
บ้างนามาทาเป็นเครื่องดนตรีนานาชนิด อาทิ ระนาด ขลุ่ย อังกะลุง บ้างนามาเหลาเป็นอาวุธ คันธนู ลูกศร
คันกระสุน หรือแค่ปาดปลายให้แหลมเรียวก็เพียงพอที่จะมีไว้ใช้การ หากลาไหน
ขนาดและน้าหนักเหมาะถนัดมือ อาจนามาทาเป็นไม้กระบอง หรือ ตะพดช่วยพยุงยามชรา
ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติที่ดีของไม้ไผ่ ที่มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
ประกอบมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวตลอดลาจึงทาให้มีเนื้อเหนียวไม่หักง่ายและมีแรงดีดคืนตัว
เมื่อนาลาต้นมาจักตอกเป็นเส้นๆ ดัดโค้งขึ้นรูปตามความต้องการ
เพื่อสานเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ประเภทต่างๆ สามารถรับแรงดึง และแรงกดได้ดีโดยไม่แตก หรือหักง่าย
คุณสมบัติพิเศษเช่นนี้และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
ทาให้เป็นที่นิยมนามาทาเครื่องจักสานกันแพร่หลายและใกล้ชิดกับชีวิตประจาวันของคนทั่วไปที่สุด
ในรูปแบบของภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่นกระบุง ตะกร้า กระจาด กระติ๊บ พ้อม รวมถึงเครื่องมือสาหรับ ดัก
จับ ขัง สัตว์น้าจาพวก ไซ ข้อง กระชัง สุ่ม ฯลฯ
ภูมิปัญญาอันเกิดจากการเรียนรู้ชีวิตเกี่ยวโยงกับธรรมชาติ ท้องที่และคนในชุมชน
ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อุดมไปด้วยไม้ไผ่มากมายในอดีตตามความหมายเดิม “หมู่บ้านในป่าทึบ”
จากการพึ่งพาตนเองโดยใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น และวัตถุดิบที่หาได้ง่าย
นามาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักสานสาหรับใช้สอยในชีวิตประจาวัน
กลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้กับอาเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
นางปราณี มูลผลา ประธานกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1
กล่าวว่าเดิมตนเป็นผู้รับเครื่องจักสานจากชาวบ้านมาจาหน่ายอีกต่อหนึ่งกระทั่ง
มีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อจัดตั้ง “กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1 “อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในปี 2544
จานวนสมาชิก 45 คนเพื่อผลิต ผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่าง ๆ
เอาไว้จาหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิกใน ชุมชนที่ 1 ได้รับการคัดสรร สินค้าสุดยอดหนึ่งตาบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ 2549ประเภทผลิตภัณฑ์ ของใช้ของประดับตกแต่ง และของที่ระลึก ระดับ 4 ดาว
“ผลผลิตแต่เดิมจะเป็นงานที่ทาขึ้นเพื่อใช้ในการดารงชีพของชาวบ้าน เช่นไซ สุ่ม กระบุง ตะกร้า
เพราะมีป่าไผ่มาก และคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทาไร่ ทานา หาปลา
จึงมีการนาไม้ไผ่ที่หาได้ในละแวกบ้าน ตัดเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆในการจับสัตว์น้า เช่น ไซ ข้อง ตุ้ม
ลอบ ไว้ใช้ช้อน กุ้ง หอย ปู ปลา และผลิตเพื่อจาหน่ายเพิ่มรายได้
กระทั่งพัฒนามาเป็นฝาชีครอบกับข้าว
ซึ่งได้รับความนิยมจากคนทั่วไปและมีการจาหน่ายกันแพร่หลายมากขึ้น
ที่เห็นวางขายกันทั่วไปส่วนใหญ่นาจากอาเภอพนัสนิคมไปจาหน่ายต่อทั้งนั้น
ไม้ไผ่ที่นามาทาจักสานนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของเครื่องใช้ที่ต้องการจะผลิตออกมาใช้สอย
นามาจากหลายพื้น อาทิ จากเขาเขียว ปราจีนบุรี และจันทบุรี ซึ่งแต่เดิมจะเป็นไม้ไผ่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น
ตาบลพนม บ่อขาว และบ้านซ่อง ประเภทไม้ไผ่บ้าน และไม้สีสุกปล้องสั้น
แต่ต่อมาจานวนไม้ไผ่ได้ลดน้อยลงมากจนต้องซื้อจากจังหวัดอื่น
งานจักสานเป็นงานฝีมือที่อาศัยเรียนรู้จากการสืบทอดกันภายในครอบครัว จากปู่ ย่า ตา ยาย
สอนลูกหลานให้ได้รู้วิธีการจักสาน อาทิ ให้ช่วยผ่าไม้ไผ่ จักตอก และหัดสาน เล็กๆ น้อยๆ
จนเกิดความชานาญ แต่คนรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยสนใจงานประเภทนี้มากนัก ส่วนใหญ่ไปทางานโรงงานกันหมด
เทศบาลเมืองพนัสนิคมจึงคิดจัดงาน ประเพณี “บุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม”
ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2537เพื่ออนุรักษ์ให้ประชาชนรุ่นหลังได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
ในงานบุญกลางบ้านและเครื่องจักสาน ซึ่งเป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานของชาวอาเภอพนัสนิคม
โดย ชาวบ้านจะนาอาหารมาร่วมกันทาบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พระภูมิเจ้าที่เจ้ากรรมนายเวร
ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อขับไล่สิ่งเลวร้าย ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์
ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของสัปดาห์แรกเดือนพฤษภาคม หรือเดือน 6 ของไทย
“กลุ่มผู้ผลิตทั้ง 7ชุมชนต่างร่วมกันส่งผลงานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จักสานที่ใหญ่ที่สุดเข้าประกวดกันทุกปี
เมื่อเสร็จงานไม่รู้จะไปเก็บไว้ไหนก็รวบรวมมาอยู่ที่นี่ ค่อยๆสะสมมาเรื่อยๆ และปรับแต่งบ้านไทยโบราณ
เป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องจักสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ 3ไร่ โดยมีเทศบาลเมืองพนัสนิคม
สนับสนุนเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตการจักสาน ซึ่งเข้าชมฟรีทุกวัน ในเวลาราชการ”
ปัจจุบันกลุ่มผู้เข้ามาเยี่ยมชม ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ กลุ่มแม่บ้าน คณะครู เท่านั้น ซึ่งหาก
“ศูนย์เครื่องจักสานใหญ่ที่สุดในโลก” ได้รับการบรรจุไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อศึกษาหาความรู้
เกี่ยวกับเครื่องจักสานขนาดใหญ่ นานาชนิดไม่เพียงแต่เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น
แต่ยังเพิ่มโอกาสขยายตลาดระดับชุมชนให้นักท่องเที่ยวคนทั่วไปได้รู้จัก
และมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มาแหล่งผลิตสร้างรายได้ให้คนในชุมชน

ประเพณีภาคใต้

  • 1.
    เรื่อง ศิลปวัฒนธรรมไทยของภาคใต้และภาคตะวันออก จัดทาโดย อาจารย์ ณัฐธภัครหมื่อนอภัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 วิทยาลัย เทคโนโลยีวิมลบริหารธุรกิจ คานา รายงานเล่มนี้จัดทาขึ้นเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี อาหรา เครื่องแต่งกาย ภาษาท้องถิ่น วรรณกรรม ศิลปะพื้นบ้าน สถาปัตยกรรม หัตกรรม ของภาคใต้และภาคตะวันออก ภาคตะวันออก เป็นภูมิภาคย่อยทางตะวันออกของประเทศไทย เดิมถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคกลาง อยู่ติดชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออก นับเป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ผลไม้และอัญมณีของประเทศ ภาคใต้เป็นภูมิภาคหนึ่งของไทย ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู ทางใต้ของประเทศถัดลงไปจากบริเวณภาคตะวั นตก (หรือภาคกลางขึ้นอยู่กับการจัดแบ่งของแต่ละหน่วยงาน) ขนาบด้วยอ่าวไทยทางฝั่งตะวันออก และทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่รวม 70,715.2 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจดใต้ประมาณ 750 กิโลเมตร ทุกจังหวัดของภาคมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ยกเว้นจังหวัดยะลาและจังหวัดพัทลุง
  • 2.
    สารบัญ เรื่อง หน้า ประเพณีภาคใต้ 1 อาหารประจาภาคใต้16 เครื่องแต่งกายประจาภาคใต้ 23 ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ 24 วรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ 29 ศิลปะพื้นบ้านของภาคใต้ 30 สถาปัตยกรรมของภาคใต้ 36 หัตกรรมท้องถิ่นของภาคใต้ 43 ประเพณีภาคตะวันออก 48 อาหารประจาภาคตะวันออก 53 เครื่องแต่งกายประจาภาคตะวันออก 54 ภาษาท้องถิ่นภาคภาคตะวันออก 55 วรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออก 56 ศิลปะพื้นบ้านของภาคตะวันออก 57 สถาปัตยกรรมของภาคตะวันออก 59 หัตกรรมท้องถิ่นของภาคตะวันออก 60
  • 3.
    ประเพณีภาคใต้ ประเพณีลอยเรือ ความสาคัญ ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวอูรักลาโวย ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อถึงเวลาที่กาหนดสมาชิกในชุมชนและญาติพี่น้องที่แยกย้ายถิ่นไปทามาหากิน ในแถบทะเล และหมู่เกาะต่าง ๆในทะเลอันดามันจะพากันเดินทางกลับมายังถิ่นฐานเพื่อประกอบพิธีนี้ พิธีกรรม ในวันขึ้น ๑๓ ค่า ช่วงเช้าชาวเลจะเดินทางไปบริเวณที่จะทาพิธี ผู้หญิงจะทาขนม ผู้ชายจะสร้างและซ่อมแซมที่พักชั่วคราว ช่วงเย็น ทั้งหญิงและชายจะไปรวมกันที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อนาอาหารเครื่องเซ่นไปเซ่นไหว้ บรรพบุรุษเป็นการบอกกล่าวให้มาร่วมพิธีลอยเรือ เช้าของวันขึ้น ๑๔ ค่า ผู้ชายส่วนหนึ่งเดินทางไปตัดไม้ เพื่อนาไม้มาทาเรือผู้หญิงจะร้องราทาเพลง ในขณะที่รอรับไม้บริเวณชายฝั่ง แล้วขบวนแห่จะแห่ไม้ไปวนรอบศาลบรรพบุรุษเพื่อนากลับมาทาเรือ "ปลาจั๊ก" คืนวันขึ้น ๑๔ ค่า มีพิธีฉลองเรือโดยมีการรารอบเรือ เพื่อถวายวิญญาณบรรพบุรุษโดยใช้ดนตรีและเพลงรามะนาประกอบวงหนึ่งและอีกวงจะ เป็นการราวงแบบสมัยใหม่มีดนตรีชาโดว์ประกอบการร้องรา โต๊ะหมอจะทาพิธีในช่วงเริ่มฉลองเรือและมีพิธีสาดน้าตอนเที่ยงคืน (เลฮฺบาเลฮฺ) และทาพิธีอีกครั้งในช่วงเช้าตรู่วันขึ้น ๑๕ ค่า ก่อนนาเรือไปลอยในทิศทางลมซึ่งแน่ใจว่าเรือจะไม่ลอยกลับเข้าฝั่ง หลังจากนั้นแยกย้ายกันนอนพักผ่อน บ่ายวันขึ้น ๑๕ ค่า ผู้ชายส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตัดไม้และหาใบกะพร้อเพื่อทาไม้กันผีสาหรับทาพิธี ฉลองในเวลากลางคืน โดยมีพิธีกรรมเหมือนกับพิธีฉลองเรือทุกประการ จนกระทั่งใกล้จะสว่างโต๊ะหมอจะทาพิธีเสกน้ามนต์ทานายโชคชะตา
  • 4.
    และสะเดาะเคราะห์ให้สมาชิกที่เข้าร่วมพิธีก่อนจะอาบน้ามนต์ และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยนาไม้กันผีไปปักบริเวณรอบหมู่บ้านด้วย ประเพณีลอยเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษอันเกี่ยว เนื่องกับตานานความเชื่อความเป็นมาและวิถีชีวิตทุกอย่างของชาวเลอูรักลาโวย การจัดพิธีฉลองเรือก็เพื่อการสะเดาะเคราะห์ ส่งวิญญาณกลับสู่บ้านเมืองเดิม และการส่งสัตว์ไปไถ่บาป เรือปลาจั๊กที่ทาขึ้นในพิธีลอยเรือทาจากไม้ตีนเป็ดและไม้ระกาเป็นสัญลักษณ์ของ "ยาน" ที่จะนาวิญญาณของคนและสัตว์ไปสู่อีกภพหนึ่ง มีชิ้นไม้ระกาที่สลักเสลาอย่างสวยงามเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ ประดับประดาอยู่ในเรือ รูปนกเกาะหัวเรือ หมายถึง "โต๊ะบุหรง" บรรพบุรุษผู้ซึ่งสามารถห้ามลมห้ามฝน ลายฟันปลา หมายถึง "โต๊ะบิกง" บรรพบุรุษที่เป็นฉลาม ลายงูหมายถึง "โต๊ะอาโฆะเบอราไตย" บรรพบุรุษที่เป็นงู ฯลฯ ในเรือยังมีตุ๊กตาไม้ระกาทาหน้าที่นาเคราะห์โศกโรคภัยของสมาชิกในแต่ละครอบ ครัวเดินทางไปกับเรือและเครื่องเซ่นต่าง ๆ ที่จะให้วิญญาณบรรพบุรุษนาติดตัวไปยังถิ่นฐานเดิมที่เรียกว่า "ฆูนุงฌึไร" การร่ายราแบบดั้งเดิมผสมผสานกับบทเพลงเก่าแก่และดนตรีรามะนา เป็นส่วนประกอบที่เร้าใจและเป็นการราถวายต่อบรรพบุรุษ ทุกคนที่ราเชื่อว่าจะได้บุญ โต๊ะหมอผู้นาทั้งทางโลกและทางธรรม เชื่อว่าเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าและวิญญาณบรรพบุรุษได้ ผู้ที่ผ่านพิธีลอยเรือถือว่าจะเป็นผู้ที่ผ่านทุกข์โศกโรคภัยไปหมดแล้ว ชีวิตต่อไปข้างหน้าจะประสบแต่ความสุขและโชคดีในการทามาหากิน งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ ความสาคัญ งานประเพณีแห่พระแข่งเรือ อาเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะการขึ้นโขนชิงธง ที่นายท้ายเรือต้องถือท้ายเรือให้ตรงเพื่อให้นายหัวเรือคว้าธงที่ทุ่นเส้น ชัยโดยการขึ้นโขนเรือ พิธีกรรม การแข่งเรือของอาเภอหลังสวนเริ่มมีครั้งแรกในสมัยพระยาจรูญราชโภคากร เป็นเจ้าเมืองหลังสวน เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
  • 5.
    เป็นการลากพระชิงสายกันในแม่น้า โดยใช้เรือพายเป็นเรือดึงลากแย่งกัน วัด หรือหมู่บ้านใดมีเรือมากฝีพายดีก็แย่งพระไปได้ อัญเชิญพระไปประดิษฐานไว้ในวัดที่ตนต้องการ มีงานสมโภชอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืน รุ่งเช้าถวายสลากภัต ต่อมาสมัยหลวงปราณีประชาชน อามาตย์เอก ได้ดัดแปลงให้มีสัญญาณในการปล่อยเรือโดยใช้เชือกผูกหางเรือคู่ที่จะแข่ง ให้เรือถูกพายไปจนตึงแล้วใช้มีดสับเชือกที่ผูกไว้ให้ขาด ลักษณะของเรือที่ใช้แข่งในปัจจุบันขุดจากไม้ซุง (ตะเคียน) ทั้งต้น ยาวประมาณ ๑๘-๑๙ เมตร มีธงประจาเรือติดอยู่ เรือแข่งจะแบ่งออกเป็น ๒ประเภท คือ ฝีพาย ๓๐ คน และฝีพาย ๓๒ คน ฝีพายจะนั่งกันเป็นคู่ยกเว้นนายหัวกับนายท้าย เรือแต่ละลาจะมีฆ้องหรือนกหวีดเพื่อตีหรือเป่าให้จังหวะฝีพายได้พายอย่าง พร้อมเพรียงกัน รางวัลสาหรับการแข่งขันในสมัยก่อน เรือที่ชนะจะได้รับผ้าแถบหัวเรือ ส่วนฝีพายจะได้รับผ้าขาวม้าคนละผืน ต่อมาเป็นการแข่งขันชิงน้ามันก๊าด เพื่อนาไปถวายวัด เพราะเรือส่วนใหญ่เป็นเรือของวัด และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา เป็นการแข่งขันเพื่อชิงโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กติกาการปล่อยเรือและการเข้าเส้นชัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ เช่น ในปัจจุบันมีการแบ่งสายน้าโดยการจับสลาก กาหนดระยะทางที่แน่นอน คือ ๕๐๐ เมตร มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งเรือในท้องถิ่นจังหวัดชุมพรเอง และเรือจากต่างจังหวัด สถานที่คือวัดด่านประชากร ประเพณีขึ้นถ้าวัดถ้าเขาขุนกระทิง ความสาคัญ ประเพณีขึ้นถ้าเป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาแต่อดีต นิยมจัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรด้วยมีความเชื่อว่าการทานาหรือ กิจกรรมการเกษตรที่ประสบความสาเร็จได้เกิดจากการดลบันดาลของสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การขึ้นถ้าจึงเป็นพิธีกรรมใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมักเป็นพระพุทธรูปของวัดเพื่อแสดงความกตัญญูและเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้ แก่ชีวิต พิธีกรรม
  • 6.
    เปิดให้มีการสักการะ และปิดทองพระพุทธรูปภายในถ้า โดยทางวัดจัดบริการจาหน่ายดอกไม้ธูป เทียน เพื่อหารายได้ให้วัด อาจมีการจัดมโหสพ เช่นมโนราห์ ควายชน การละเล่นพื้นเมือง และร้านค้าจาหน่ายสินค้าต่าง ๆ ถือศีลกินเจ ช่วงเวลา การถือศีลกินเจของชาวตรังตรงกับวันขึ้น ๑ ค่า ถึง ๙ ค่า เดือน ๙ ของจีน (ตรงกับเดือน ๑๑ ของไทย ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมทุกปี) โรงศาลเจ้าทุกโรงจะกาหนดการกินเจพร้อมกัน การประกอบพิธีกรรมจะใช้สถานที่บริเวณโรงศาลเจ้าของแต่ละแห่ง ความสาคัญ พิธีถือศีลกินเจจะเป็นพิธีที่มีความสาคัญดังนี้ ๑. เป็นการบาเพ็ญศีล สมาทานกินเจ บริโภคแต่อาหารผักและผลไม้ เป็นการละเว้นการทาบาป ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รักษาศีลทาจิตใจให้บริสุทธิ์ งดการเที่ยวเตร่ ไม่ดื่มของมึนเมา ผู้ศรัทธาที่กินเจจะสวมเสื้อผ้าสีขาวและสวดมนต์ทาสมาธิภาวนาแผ่เมตตาจิต ขอพรให้ตนเองและครอบครัว ๒. เป็นการสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าความชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บให้ออกไปจากตัวผู้ที่ถือศีลกินเจ ๓. เกิดความสามัคคีในหมู่ผู้ที่ศรัทธาที่เข้าร่วมพิธีถือศีลกินเจ ต่างก็ยิ้มแย้มเป็นมิตรมีไมตรีต่อกัน มีการบริจาคทรัพย์สาหรับเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในโรงครัว เพื่อให้มีอาหารเพียงพอ มีอาสาสมัครมาช่วยงานทางานครัวเป็นจานวนมาก พิธีกรรม ประเพณีถือศีลกินเจเป็นประเพณีที่มีการผสมผสานของลัทธิความเชื่อต่าง ๆ หลายลัทธิ ได้แก่ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื่อ ลัทธิการนับถือเทวะ และพุทธศาสนานิกายมหายาน การประกอบพิธีกรรม ๑. ก่อนพิธีหนึ่งวัน จะมีการทาความสะอาดศาลเจ้า รมกายาน ไม้หอม และยกเสาธงเต๊งโก ไว้หน้าศาล เพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้า พอถึงเวลาเที่ยงคืนจะประกอบพิธีอัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้ และกิวอ๋องไตเต้มาเป็นประธานในพิธี พร้อมกับแขวนตะเกียงน้า ๙ ดวง ซึ่งหมายถึงดวงวิญาณขององค์กิวอ๋องไตเต้ เป็นอันว่าพิธีกินเจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากพิธีรับเจ้าเข้ามาเป็นประธานในศาลแล้ว ก็จะทาพิธีวางกาลังทหารรักษาการณ์ตามทิศต่าง ๆ
  • 7.
    ๒. การเตรียมการกินเจ ผู้ศรัทธาที่จะร่วมถิอศีลกินเจจะทาความสะอาดภาชนะเครื่องใช้ในการประกอบ อาหารให้สะอาดหมดกลิ่นคาวจัดแยกเครื่องใช้ไว้เฉพาะไม่ปะปนกับเครื่องใช้ทั่วไป บางบ้านจะนาภาชนะชุดใหม่มาประกอบอาหารและใส่อาหารเจ บางบ้านจะรับอาหารจากโรงปรุงของศาลเจ้า ๓. พิธีกรรมตลอด ๙ วัน ของการกินเจ มีดังนี้ ๓.๑ พิธีบูชาเจ้า ทาในวันแรก บูชาด้วยเครื่องเซ่นต่าง ๆ ทั้งที่ศาลเจ้า และที่บ้านของผู้ที่กินเจ เมื่อกินเจครบสามวัน ถือว่าผู้กินเจได้ชาระร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ได้สะอาดบริสุทธิ์ ๓.๒ พิธีโขกุ้น เป็นพิธีเลี้ยงทหารที่รักษาการณ์ตามทิศต่าง ๆ จะทาพิธีในวัน ๓ ค่า ๖ ค่า และ ๙ ค่า มีอาหารและเหล้าเซ่นสังเวยเลี้ยงทหาร ๓.๓ พิธีซ้องเก็ง เป็นพิธีการสวดมนต์ พิธีนี้จะเริ่มตั้งแต่องค์กิวอ๋องไตเต้ เข้ามาประทับในศาลและจะกระทากันทุก ๆ วันวันละ ๒ ครั้ง ในตอนเช้าและตอนค่า ๓.๔ พิธีบูชาดาว จะทาในคืนวัน ๗ ค่าเพื่อขอความคุ้มครองให้แก่ผู้กินเจ ในพิธีบูชาดาว จะมีการแจกฮู้ (กระดาษยันต์) เพื่อคุ้มครองผู้กินเจ ๓.๕ พิธีแห่เจ้า (ออกเที่ยว) เป็นพิธีที่เจ้าทั้งหมดออกเยี่ยมลูกหลานตามบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลและปัดเป่าความชั่วร้าย ศาลเจ้าแต่ละโรงจะออกเยี่ยมไม่พร้อมกัน พิธีนี้จะจัดเป็นริ้วขบวน แห่แหนไปตามถนนสายต่าง ๆ บรรดาชาวบ้านที่จะศรัทธาจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ไว้รับพระและจุดประทัด เมื่อขบวนผ่าน เจ้าองค์ที่เข้าประทับทรงจะแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารโดยใช้ของมีคม เหล็กแหลม ทิ่มแทงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ๓.๖ พิธีลุยไฟ เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ของเจ้า จึงมีการก่อกองไฟให้เป็นถ่านแดงระอุร้อน เจ้าที่เข้าประทับคนทรงจะเข้าไปวิ่งลุยผ่านกองไฟ เพื่อแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์และอิทธิฤทธิ์ ผู้ที่ถือศีลกินเจก็จะเข้าไปลุยไฟด้วยเพื่อให้ไฟทิพย์ชาระร่างกายให้ บริสุทธิ์ ๓.๗ พิธีส่งพระ ทากันในวันสุดท้ายของการกินเจ พิธีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือภาคกลางวันจะส่งเทวดาเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งทากันที่เสาธง และภาคกลางคืนจะส่งองค์กิวอ๋องไตเต้ ซึ่งจะทากันตอนเที่ยงคืน โดยผู้กินเจจะเดินไปส่งกันที่ฝั่งน้าเพราะเจ้าจะกลับสวรรค์ทางทะเล และทันทีที่คณะส่งเจ้าออกพ้นประตูศาลไฟทุกดวงจะต้องดับสนิท แล้วปิดประตูใหญ่ รุ่งขึ้นจะลดเสาธง เรียกทหารพร้อมกับเลี้ยงทหารและส่งกลับ เสร็จแล้วก็เปิดประตูใหญ่เมื่อได้ฤกษ์ตามวัน/เวลาที่เจ้าสั่งไว้
  • 8.
    ประเพณีอาบน้าคนแก่ ช่วงเวลา ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ เดือนเมษายน(เดือน ๕) ของทุกปี ซึ่งจะเลือกทาวันไหนก็ได้ จะเป็นตอนเช้า หรือตอนบ่ายเป็นไปตามการนัดหมายของแต่ละครอบครัว แต่ละบ้านโดยนัดหมายสถานที่และวันเวลาไว้ล่วงหน้าเป็นประจาทุกปี ซึ่งอาจเป็นที่บ้านหรือที่วัดก็ได้ตามความเหมาะสม ความสาคัญ ประเพณีอาบน้าคนแก่เป็นวิธีการแสดงออกซึ่งความเคารพนับถือ แก่บิดามารดา และญาติคนแก่(ผู้อาวุโส) ของตระกูล รวมทั้งผู้มีพระคุณและบุคคลที่ตนเคารพนับถือ พิธีกรรม ๑. การขอขมา เมื่อเชิญคนแก่ทั้งหลายนั่งในโรงพิธีเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานและชาวบ้านที่มาร่วมพิธี จะรวมกลุ่มยืนอยู่ด้านหน้าของคนแก่ทั้งหลาย ผู้นาในพิธีนาดอกไม้และจุดธูปเทียนพนมมือ แล้วกล่าวขอขมา ทุกคนว่าตามดังนี้ "กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ มโนกรรมสาม หากข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดประมาทพลาดพลั้งแก่ท่าน ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด และขอได้โปรดอานวยพรให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีความสุขความเจริญตลอดไป และขอตั้งจิตอธิษฐานขอให้ท่านเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดไป ๒. พิธีการอาบน้า การอาบน้าเป็นการตักน้ามารดอาบให้คนแก่จนเปียกโชกทั้งตัว ปัจจุบันบางหมู่บ้านได้ปรับเปลี่ยนวิธีการในการอาบน้า มารดน้าที่มือทั้งสองของคนแก่แทนเพราะคนแก่ที่มีอายุมาก มีลูกหลานและผู้ที่เคารพนับถือมาก พิธีการอาบน้าต้องใช้เวลานานจึงแล้วเสร็จ คนแก่เหล่านั้นอาจรู้สึกหนาวสะท้าน ซึ่งเป็นเหตุให้เจ็บป่วยเป็นไข้ได้ ลูกหลานจะเข้าแถวตักน้าที่เตรียมไว้ในโอ่ง มารดที่มือหรือที่ตัวคนแก่ และมอบเครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้ให้คนแก่พร้อมกับขอพร คนแก่ก็จะให้พรลูกหลาน การอาบน้าจะทาไปตามลาดับจนครบทุกคน
  • 9.
    เมื่อเสร็จพิธี ลูกหลานจะนาเสื้อผ้าชุดใหม่มาผลัดเปลี่ยนให้คนแก่ ทาแป้งหวีผม แต่งตัวให้ เป็นอันเสร็จพิธีการอาบน้า ประเพณีให้ทานไฟ ช่วงเวลา การให้ทานไฟ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติในช่วงเดือนยี่ เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นที่สุด โดยชาวบ้านจะนัดหมายไปพร้อมกันในเวลาย่ารุ่ง หรือตอนเช้ามืดของวันไหนก็ได้ ความสาคัญ การให้ทานไฟ เป็นการทาบุญเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์เกิดความอบอุ่นในตอนเช้ามืดของคืนที่มี อากาศหนาวเย็น โดยใช้ลานวัดเป็นที่ก่อกองไฟแล้วทาขนมถวายพระ ประวัติความเป็นมาของประเพณีให้ทานไฟ กล่าวถึงในขุนทกนิกายชาดก เรื่อง ความตระหนี่ถี่เหนียวของโกลิยะเศรษฐี ที่อยากกินขนมเบื้อง แต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อและไม่อยากให้ลูกเมียได้กินด้วย ภรรยาจึงทาขนมเบื้องที่บ้านชั้นเจ็ดให้เศรษฐีได้รับประทานโดยไม่ให้ผู้ใด เห็น ขณะที่สองสามีภรรยากาลังปรุงขนมเบื้อง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบด้วยญาณ จึงโปรดให้พระโมคคัลลานะไปแก้นิสัยของโกลิยะเศรษฐี พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกชั้นเจ็ดของคฤหาสน์เศรษฐี เศรษฐีเข้าใจว่าจะมาขอขนม จึงแสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล่ แต่พระโมคคัคลานะพยายามทรมานเศรษฐีอยู่นานจนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมคคัลลานะได้แสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส ได้นิมนต์มารับถวายอาหารที่บ้านตน พระโมคคัลลานะแจ้งให้นาไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ๕๐๐ รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะเศรษฐีและภรรบาได้นาเข้าของเครื่องปรุงไปทาขนมเบื้องถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก แต่ปรุงเท่าไหร่แป้งที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด พระพุทธเจ้าจึงโปรดเทศนาสั่งสอน ทั้งสองคนเกิดความปีติอิ่มเอิบในการบริจาคทาน เห็นแจ้งบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน พิธีกรรม ๑. การก่อกองไฟ ชาวบ้านจะเตรียมไม้ฟืน ถ่าน หรือเตาไฟ สาหรับก่อให้เกิดความร้อนและความอบอุ่นแก่พระสงฆ์ บางแห่งนิยมใช้ไม้ฟืนหลายอันมาซ้อนกันเป็นเพิงก่อไฟ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ
  • 10.
    เพื่อให้เกิดความอบอุ่นทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ๒. การทาขนมถวายพระ ขนมที่เตรียมไปปรุงที่วัดในการให้ทานไฟเป็นขนมอะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมขนมที่สามารถปรุงเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ขนมส่วนมากจะปรุงโดยใช้ไฟแรงและเป็นขนมพื้นบ้านเช่น ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมครกข้าวเหนียว ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมโค ขนมพิมพ์ ขนมจาก ชนมจู่จุน ข้าวเหนียวกวนทอด ในปัจจุบันมีขนมและอาหารเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นน้าชากาแฟ หมี่ผัด ข้าวต้ม ข้าวเหนียวหลาม ขนมปังปิ้ง ชาวบ้านจะปรุงขนมตามที่เตรียมเครื่องปรุงมา แล้วนาขนมที่ปรุงขึ้นมาร้อน ๆ ไปถวายพระสงฆ์ ขณะที่ทาขนมกันไป พระสงฆ์ก็ฉันไปพร้อม ๆกัน จะหยุดปรุงขนมก็ต่อเมื่อเครื่องปรุงที่เตรียมมาหมด เมื่อพระสงฆ์ฉันอิ่มแล้ว ชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานกันอย่างสนุกสนาน หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว ก็สวดให้ศีลให้พรแก่ผู้ที่มาทาบุญเป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีลากพระ (ชักพระ) ช่วงเวลา วันลากพระ จะทากันในวันออกพรรษา คือวันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๑ โดยตกลงนัดหมายลากพระไปยังจุดศูนย์รวม วันรุ่งขึ้น แรม ๒ค่า เดือน ๑๑ จึงลากพระกลับวัด ความสาคัญ เป็นประเพณีทาบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตามความเชื่อว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจาพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธเจ้าประทับบนบุษบกแล้วแห่แหน พิธีกรรม ๑. การแต่งนมพระ นมพระ หมายถึงพนมพระเป็นพาหนะที่ใช้บรรทุกพระลาก นิยมทา ๒ แบบ คือ ลากพระทางบก เรียกว่า นมพระ ลากพระทางน้า เรียกว่า "เรือพระ" นมพระสร้างเป็นร้านม้า มีไม้สองท่อนรองรับข้างล่าง ทาเป็นรูปพญานาค มีล้อ ๔ ล้ออยู่ใต้ตัวพญานาค ร้านม้าใช้ไม้ไผ่สานทาฝาผนัง ตกแต่งลวดลายระบายสีสวย รอบ ๆประดับด้วยผ้าแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืนห้อยระยาง ประดับต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้สดทาอุบะห้อยระย้า มีต้มห่อด้วยใบพ้อแขวนหน้านมพระ ตัวพญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ข้าง ๆ นมพระแขวนโพน กลอง ระฆัง ฆ้อง
  • 11.
    ด้านหลังนมพระวางเก้าอี้ เป็นที่นั่งของพระสงฆ์ ยอดนมอยู่บนสุดของนมพระ ได้รับการแต่งอย่างบรรจงดูแลเป็นพิเศษเพราะความสง่าได้สัดส่วนของนมพระขึ้นอยู่กับยอดนม ๒. การอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แต่ที่นิยมคือ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ พุทธบริษัทจะสรงน้าพระลากเปลี่ยนจีวร แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนนมพระ แล้วพระสงฆ์จะเทศนาเรื่องการเสด็จไปดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ตอนเช้ามืดในวันแรม ๑ ค่าเดือน ๑๑ ชาวบ้านจะมาตักบาตรหน้านมพระ เรียกว่า ตักบาตรหน้าล้อ เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ ในตอนนี้บางวัดจะทาพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้การลากพระราบรื่น ปลอดภัย ๓. การลากพระ ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น ๒ สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย โดยใช้โพน (ปืด) ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะเร้าใจในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง ตัวอย่าง บทร้องที่ใช้ลากพระสร้อย : อี้สาระพา เฮโล เฮโล ไอ้ไหรกลมกลม หัวนมสาวสาว ไอ้ไหรยาวยาว สาวสาวชอบใจ ประเพณีตักบาตรธูปเทียน ช่วงเวลา
  • 12.
    ระยะเวลาของการประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียนมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่าเดือนแปดเวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา ใช้ลานภายในวัดเป็นสถานที่ตักบาตรธูปเทียน ความสาคัญ เป็นการทาบุญด้วยธูปเทียนและดอกไม้ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อให้พระสงฆ์ที่จาพรรษา ได้นาธูปเทียนใช้บูชาพระรัตนตรัยตลอดพรรษา ๓ เดือน พิธีกรรม วันประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียน เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มพิธีเข้าพรรษา พิธีการตักบาตรธูปเทียนจึงเริ่มในตอนบ่าย โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ต่างพากันมายืนเรียงแถวในบริเวณลานวัด โดยมีย่ามคล้องแขนทุกรูป เพื่อเตรียมบิณฑบาต เมื่อถึงเวลาบ่ายประมาณ ๑๖ นาฬิกาพุทธศาสนิกชนจะนาธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และดอกไม้ มาใส่ย่ามถวายพระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีสารทเดือนสิบ ช่วงเวลา ระยะเวลาของการประกอบพิธีสารทเดือนสิบมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่าถึงแรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ แต่วันที่ชาวนครศรีธรรมราชนิยมทาบุญคือวันแรม ๑๓-๑๕ ค่า ความสาคัญ เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทาความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่าเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอ ส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ ในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนาอาหารไปทาบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที พิธีกรรม พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้ ๑. การจัดหฺมฺรับ
  • 13.
    เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่าชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับ การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจาวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซา ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์ ขนมดีซา เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย ๒. การยกหฺมฺรับ ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนาภัตตาหารไปถวายพระด้วย โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป ๓. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล เมื่อนาหมฺรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทาบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล การทาบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก ๔. การตั้งเปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนาขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกาแพงวัด โคนไม้ใหญ่เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทาบุญให้ การชิงเปรตจะทาตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง บางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ามันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความ พยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น
  • 14.
    ประเพณีการแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย ช่วงเวลา ประเพณีการแข่งเรือกอและและเรือยาวด้วยฝีพายหน้าพระที่นั่ง ได้จัดขึ้นเป็นประจาทุกปี ในระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕กันยายน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระตาหนักทักษิณราชนิเวศน์ ความสาคัญ ในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งจะทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดนราธิวาสและ จังหวัดใกล้เคียงทุกหมู่เหล่า ทรงวางโครงการน้อยใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีความสงบสุข ร่มเย็นด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯประชาชนชาวจังหวัดนราธิวาสต่างเห็น พ้องต้องกันว่าสมควรจัดให้มีการแข่งขันเรือกอและอันเป็นประเพณีเก่าแก่ของ ชาวจังหวัดนราธิวาสถวายทอดพระเนตรเพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณอัน ล้นพ้นและเป็นการฟื้นฟูประเพณีการแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย หน้าพระที่นั่ง และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดการแข่งขันเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ อีกทั้งได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ทีมเรือที่ชนะการแข่งขันด้วย ชิงเปรต ช่วงเวลา วันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๐ และ วันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๐ ความสาคัญ "ชิงเปรต" เป็นประเพณีของภาคใต้ที่กระทากันในวันสารท เดือน ๑๐ เป็นประเพณีสาคัญที่จัดขึ้นเพื่อทาบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า การชิงเปรตที่ปฏิบัติกันในประเพณีสารทเดือน ๑๐ นี้ มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของจีน แต่การทิ้งกระจาดของจีนมีเป้าหมายตรงกับการตั้งเปรต-ชิงเปรตเพียงบางส่วน เท่านั้น
  • 15.
    กล่าวคือการทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ ส่วนการชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง และที่ไม่มีญาติด้วย นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติในการทิ้งกระจาดและการชิงเปรตก็แตกต่างกันด้วย ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรตไม่เป็นความอัปมงคลแก่ผู้ชิงเปรตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับถือว่าเป็นการทาบุญด้วยซ้าไป เพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้ เปรตตนนั้นย่อมได้รับส่วนนั้น เพียงแต่ว่าผู้ชิงต้องระมัดระวังในการที่อาหารหรือขนมที่ตั้งเปรตอาจตกหลาน ลงพื้น ซึ่งจะทาให้เกิดความสกปรกและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น พิธีกรรม การตั้งเปรต และชิงเปรตจะกระทากันในวันที่ยกหมรับไปวัด ไม่ว่าจะเป็นวันแรม ๑ ค่า หรือ แรม ๑๕ ค่า เดือนสิบ ก็ตาม ผู้ตั้งเปรตจะนาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปเพื่อการตั้งเปรตด้วย อาหารที่ใช้ตั้งเปรตนี้ส่วนมากเป็นอาหารที่บรรพบุรุษที่เป็นเปรตชอบอย่างละ นิดอย่างละหน่อย ขนมที่ไม่ขาดคือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมเบซา(ดีซา) นอกจากขนมดังกล่าวแล้ว ยังมีของแห้งที่ใช้เป็นเสบียงกรังก็จัดฝากไปด้วย เช่นข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้าตาล น้าปลา กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน นาลงจัดในหมรับ โดยเอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก ปิดคลุมด้วยผืนลาทาเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม หรือรูปอื่นแล้วแต่การประดิษฐ์ของผู้จัด ส่วนภาชนะที่ใช้ แต่เดิมนิยมใช้กระเชอหรือถาด นาหมรับ ที่จัดแล้วไปวัด รวมกันตั้งไว้บน "ร้านเปรต" ซึ่งสร้างไว้กลางวัดยกเสาสูง ต่อมาในระยะหลัง ๆ ร้านเปรตทาเป็นศาลา หลังคามุงจากหรือมุงกระเบื้องแล้วแต่ฐานะของวัด บางถิ่นจึงเรียก "หลาเปรต" บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบและต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ใน วิหารที่เป็นที่ทาพิธีกรรม โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลายนามารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์ บุตรหลานจะกรวดน้าอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกส่วนหนึ่ง พร้อมกับของแห้งไว้ถวายพระ อีกส่วนหนึ่งให้เปรตชนที่พอมีกาลังเข้ามาเสพได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทาบุญทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่และโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะเข้าไปรุมกันแย่งขนมที่ตั้งเปรตด้วยความสนุกสนาน เชื่อกันว่า การแย่งขนมเปรตที่ผ่าการทาพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านาไปหว่านในสวนในนา จะทาให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง
  • 16.
    โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนาไปติดไว้ตามต้นไม้ผลเพื่อให้มีผลดก หลังจากนั้นก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน โดยใช้เหรียญสตางค์โดยไปที่ละมากเหรียญ ตรงไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกาพรึก" แย่งกันอย่างนุกสนาน การแข่งโพน ช่วงเวลา ปลายเดือนสิบ ก่อนประเพณีชักพระ ความสาคัญ วัดต่าง ๆ เตรียมทาบุษบก หุ้มโพน และเริ่มการคุมโพนเพื่อเป็นการประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่า ทางวัดจะจัดให้มีการชักพระ ต่อมามีการโต้เถียงเกี่ยวกับเสียงโพน จึงคิดเล่นสนุกสนานมากขึ้น มีการท้าพนันกันบ้างว่า ผู้ตีโพนคนใดเรี่ยวแรงดีที่สุด ลีลาท่าทางการตีดีที่สุด โพนวัดใดเสียงดังมากที่สุด จึงมีการแข่งขันตีโพนกันขึ้น ในระยะ แรก ๆ เข้าใจว่า คงตีแข่งขันภายในวัดและค่อยขยายออกมาภายนอกวัด เพิ่มจานวนโพนขึ้น จัดประเภทและมีกติกามากขึ้น การคิดเล่นสนุกสนานเหล่านี้ ทาให้มีการแข่งโพนกันอย่างกว้างขวางในระยะหลัง และกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นที่สืบต่อกันมา ปัจจุบันการแข่งโพนเป็น กิจกรรมการละเล่นที่สาคัญของจังหวัดพัทลุง พิธีกรรม การแข่งโพนแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ ๑. แข่งมือ ตัดสินให้ผู้ตีที่มีกาลังมือดีกว่าเป็นฝ่ายชนะ โดยให้ตีจนผู้ใดอ่อนล้าก่อนเป็ นฝ่ายแพ้ ปัจจุบันไม่นิยมเพราะทาให้เสียเวลามาก ๒. แข่งเสียง ตัดสินให้โพนที่มีเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ การแข่งขันจะเป็นแบบพบกันหมดหรือแพ้คัดออกก็ได้ จับสลากแข่งขันเป็นคู่ ๆ ใช้ผู้ตีฝ่ายละ ๑ คน กรรมการ ๓ - ๕ คน ตัดสินให้คะแนน โดยอยู่ห่างจากสถานที่ตีไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร ณ สถานที่ตี กรรมการควบคุมการตีและคุมเวลา เรียกคู่โพนเข้าประจาที่ ลองตีก่อนฝ่ายละประมาณ ๓๐ วินาที
  • 17.
    เพื่อดูว่าโพนฝ่ายใดมีเสียงทุ้ม และโพนฝ่ายใดมีเสียงแหลม จากนั้นเริ่มให้ทั้งคู่ตีพร้อมกันภายในเวลาที่กาหนด ซึ่งโดยมากจะใช้เวลา๑๐ - ๑๕ นาที ขณะที่โพนกาลังตีแข่งขันอยู่นั้น กรรมการฟังเสียงทั้งหมดจะตั้งใจฟังเสียงโพนแล้วตัดสินให้โพนที่มีเสียงดัง กว่าเป็นฝ่ายชนะ โดยถือเอาเสียงข้างมากของกรรมการเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ประเพณีการเดินเต่า ช่วงเวลา เวลาที่เต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนหาด เมื่อถึงฤดูวางไข่คือประมาณ เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่า ราวปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน ๔ ราว ๆต้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนก่อนหรือหลังเวลาที่ว่ามานี้มีบ้างเล็กน้อย ความสาคัญ ประเพณีการเดินเต่า คือการเดินหาเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย ซึ่งแหล่งที่มีการเดินเต่าทางภาคใต้นั้นมีหลายแหล่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่คือบริเวณชายฝั่ง แถวฝั่งทะเลด้านตะวันตก หรือชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ทางตะวันตกของจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นหาดทรายที่มีความยาวโดยตลอดร่วม ๑๐๐ กิโลเมตร ซึ่งในบริเวณชายฝั่งทะเลนั้น จะมีเต่าทะเลหลายชนิดขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย เมื่อถึงฤดูวางไข่ ชนิดของเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ตามชายฝั่งตะวันตกนี้มีหลายชนิด ซึ่งชาวบ้านเรียกกันหลายชื่อได้แก่ เต่ากระ เต่าเฟือง เต่าเล็ก เต่าหางยาว เป็นต้น ในแต่ละปีเต่าทะเลแต่ละชนิดจะขึ้นมาวางไข่ ๔ ครั้ง การวางไข่ของเต่าทะเลนั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาดและน่าสนใจกว่าสัตว์อื่น ๆ ตรงที่จะขึ้นมาวางไข่ประจาที่หรือประจาหาด ทั้ง ๆที่ทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เป็นต้นว่าเต่าทะเลตัวใด ที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดไหนคราวต่อไปก็ขึ้นมาวางไข่ตรงที่หาดนั้นทุกครั้งไป เป็นประจาทุกปี อาจยกเว้นว่าบางครั้งมันอาจขึ้นมาพบคนรบกวนก็อาจต้องเปลี่ยนไปที่หาดอื่น บริเวณใกล้ ๆ กัน
  • 18.
    เนื่องจากลักษณะของเต่าทะเลพิศดารอย่างนี้ ชาวบ้านในสมัยก่อนจึงสามารถเก็บไข่เต่าได้ โดยอาศัยความทรงจาของเต่าให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเต่าทะเลแต่ละตัวหากขึ้นวางไข่ที่ใดแล้ว หลังจากนั้นไปเป็นเวลา๑ สัปดาห์ หรือ ๒ สัปดาห์ เต่าตัวเดิมนี้ จะขึ้นมาวางไข่อีกที่หาดเดิม แต่ตาแหน่งที่คลานขึ้นมาวางไข่จะห่างจากที่เคยขึ้นวางไข่ครั้งก่อนราว ๑๐-๒๐ เมตร อาจเป็นเพราะว่ามันกลัวจะไปขุดถูกหลุมไข่ที่เคยวางไว้แล้ว ก็เป็นได้ ส่วนเวลาไหนนั้นชาวบ้านจะต้องคานวณโดยการนับน้าว่าวันที่ครบกาหนดวางไข่นั้น เป็นวันข้างขึ้นหรือแรมกี่ค่า ก็พอรู้ได้ว่าเวลาเท่าไรที่น้าขึ้นครึ่งฝั่งน้าลงครึ่งฝั่ง ซึ่งเป็นเวลาที่เต่าขึ้นวางไข่ จากนั้นก็สามารถเอาตะกร้าไปรอรับไข่เต่าได้ถูกต้องโดยไม่ต้องเดินไปเดินมา และไม่ต้องเสียเวลาหาหลุมไข่เต่าในตอนหลัง เช่นครั้งที่ ๑ ขึ้นมาวางไข่ในแรม ๘ ค่า เดือน ๑๑ ครั้งต่อไปก็จะขึ้นวางอีกในวันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ (หลังจากครั้งก่อน ๗ วัน) หรืออาจไม่ขึ้นมาวางไข่ในวันดังกล่าวนี้ ก็จะขึ้นมาวางไข่ในวันขึ้น ๗ ค่าเดือน ๑๒ (หลังจากครั้งก่อน ๑๔ วัน) จากปากคาของชาวบ้านที่เคยได้สัมปทานไข่เต่าหรือเรียกกันในภาษาเดิมว่า "ผูกเต่า" บอกว่าใช้วิธีนี้ทาให้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยเลย อาจจนอนอยู่ที่บ้านแล้วพอถึงเวลาที่คานวณไว้ก็ค่อยเดินไปนั่งรอที่จุดนั้น ๆได้ และมักจะถูกต้องเสมอทุกคราวไป แต่ในปัจจุบันนี้ ประเพณีการเดินเต่าไม่มีแล้ว เพราะว่าประชาชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้าชายฝั่งทะเล อันดามัน ได้แก่เต่าทะเล เป็นต้น ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนใน ถือเป็นการทาผิดกฎหมายถูกดาเนินคดีทางกฎหมายได้ พิธีกรรม ประเพณีการเดินเต่าจะทากันในตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มตั้งแต่พลบค่าจนสว่าง สาหรับคนรุ่นใหม่ๆ นั้นหากไม่ค่อยมีความรู้ ก็อาจเดินหาตามความยาวของหาดทราย ระยะทางหลายกิโลเมตร โดยไม่เจอไข่เต่า แม้แต่หลุมเดียว (หลุมรัง) ก็เป็นได้ แต่สาหรับคนรุ่นก่อน ๆ นั้นมีเคล็ดในการหาไข่เต่าหลายอย่าง อย่างแรก คือเวลาที่เต่าจะขึ้นมาวางไข่ เต่าจะขึ้นมาวางไข่เมื่อไหร่นั้นให้ดูได้คือ ๑. ให้ดูดาวเต่า ดาวเต่านี้จะประกอบด้วยดาวหลายดวงซึ่งคนที่ชานาญจะมองเห็นเป็นรูปเต่า ตาแหน่งที่ดาวเต่าเริ่มหันหัวลงทางทิศตะวันตก คือดาวเต่าเริ่มคล้อยลง (คล้าย ๆ กับดวงอาทิตย์ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป) เมื่อดาวเต่าหันหัวลงทะเลก็เป็นเวลาที่เดินเต่าได้ คนโบราณเชื่อว่าเต่าจะขึ้นมาวางไข่เวลานี้
  • 19.
    ๒. ให้ดูน้า หมายถึงน้าทะเลขึ้นลงนั่นเองหากว่าน้าขึ้นครึ่งฝั่ง หรือน้าลงครึ่งฝั่ง ก็เป็นเวลาที่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่ ไม่ปรากฏว่าเต่าทะเลขึ้นมาขณะน้าลดน้าขึ้นมา ดังนั้น เต่าทะเลก็มีกาหนดเวลาขึ้นวางไข่ในเวลาที่ไม่ซ้ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรม กี่ค่าที่ทาให้น้าขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ อาหารพื้นบ้านภาคใต้ อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สืบเนื่องจากดินแดนภาคใต้ เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีต ทาให้วัฒนธรรม ของชาวต่างชาติโดยเฉพาะอินเดียใต้ ซึ่งเป็นต้นตารับในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลักษณะผสมผสานระหว่างอาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น น้าบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมีความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซีย อาหารของภาคใต้จึงมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่น ๆ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเลทั้งสองด้านมีอาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่สภาพอากาศร้อนชื้น ฝนตกตลอดปี อาหารประเภทแกงและเครื่องจิ้มจึงมีรสจัด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันการเจ็บป่วยได้อีกด้วย เนื้อสัตว์ที่นามาปรุงเป็นอาหารส่วนมากนิยมสัตว์ทะเล เช่นปลากระบอก ปลาทู ปูทะเล กุ้ง หอย ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น อาหารพื้นบ้านของภาคใต้ เช่นแกงเหลือง แกงไตปลา นิยมใส่ขมิ้นปรุงอาหารเพื่อแก้รสคาว เครื่องจิ้มคือน้าบูดู
  • 20.
    อาหารของภาคใต้จะมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่นๆ แกงที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ คือแกงเหลือง แกงไตปลา เครื่องจิ้มก็คือ น้าบูดู และชาวใต้ยังนิยมนาน้าบูดูมาคลุกข้าวเรียกว่า "ข้าวยา" มีรสเค็มนาและมีผักสดหลายชนิดประกอบ อาหารทะเลสดของภาคใต้มีมากมาย ได้แก่ ปลาหอยนางรม และกุ้งมังกร เป็นต้น อาหารไทยภาคใต้ อาหารของภาคใต้จะมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่นๆ แกงที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ คือ แกงเหลือง แกงไตปลา เครื่องจิ้มก็คือ น้าบูดู และชาวใต้ยังนิยมนาน้าบูดูมาคลุกข้าวเรียกว่า "ข้าวยา" มีรสเค็มนาและมีผักสดหลายชนิดประกอบ อาหารทะเลสดของภาคใต้มีมากมาย ได้แก่ ปลาหอยนางรม และกุ้งมังกร เป็นต้น เม็ดเหรียง เป็นคาเรียกของคนภาคใต้ มีลักษณะคล้ายถั่วงอกหัวโต แต่หัวและหางใหญ่กว่ามาก สีเขียว เวลาจะรับประทานต้องแกะเปลือกซึ่งเป็นสีดาออกก่อน จะนาไปรับประทานสดๆ หรือนาไปผัดกับเนื้อสัตว์ หรือนาไปดองรับประทาน กับแกงต่างๆ หรือกับน้าพริกกะปิ หรือ กับหลนก็ได้ ลูกเนียง มีลักษณะกลม เปลือกแข็งสีเขียวคล้าเกือบดา ต้องแกะเปลือกนอก แล้วรับประทานเนื้อใน ซึ่ง มีเปลือกอ่อนหุ้มอยู่ เปลือกอ่อนนี้จะลอกออกหรือไม่ลอกก็ได้แล้วแต่ความชอบ ใช้รับประทานสดๆ
  • 21.
    กับน้าพริกกะปิ หลนแกงเผ็ด โดยเฉพาะแกงไตปลาลูกเนียงที่แก่จัดใช้ทาเป็นของหวานได้ โดยนาไปต้มให้สุกแล้วใส่มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย และน้าตาลทรายคลุกให้เข้ากัน ฝักสะตอ มีลักษณะเป็นฝักยาว สีเขียว เวลารับประทานต้องปอกเปลือกแล้วแกะเม็ดออก ใช้ทั้งเม็ดหรือนามาหั่น ปรุงอาหารโดยใช้ผัดกับเนื้อสัตว์หรือใส่ในแกง นอกจากนี้ยังใช้ต้มกะทิรวมกับผักอื่นๆ หรือใช้เผาทั้งเปลือกให้สุก แล้วแกะเม็ดออกรับประทานกับน้าพริก หรือจะใช้สดๆ โดยไม่ต้องเผาก็ได้ ถ้าต้องการเก็บไว้นานๆ ควรดองเก็บไว้ ผัดสะตอใส่กะปิ
  • 22.
  • 23.
  • 24.
  • 25.
  • 26.
    การแต่งกายประจาภาคใต้ การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติ ถ้าเชื้อสายจีนจะแต่งแบบจีนถ้าเป็นชาวมุสลิม ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย ปัจจุบันแหล่งทาผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตาบลพุมเรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตาบลนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง การแต่งกายของชาวใต้ การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจาแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1. กลุ่มเชื้อสายจีน –มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่
  • 27.
    2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิมของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมีเชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือลาลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากามะหยี่ 3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี กลับหน้า ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นที่ใช้ในภาคใต้ของประเทศไทย นับแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซียรวม 14จังหวัดและบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขั นธ์ อีกทั้งบางหมู่บ้านในรัฐกลันตัน รัฐปะลิสและรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ภาษาไทยถิ่นใต้มีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ไม่มีตัวอักษรเขียนเฉพาะ พูดใน: ภาคใต้ของประเทศไทย จานวนผู้พูด: 5,000,000 คน ตระกูลภาษา: ไท-กะได, คา-ไท, บี-ไท, ไท-แสก, ไท, ไทตะวันตกเฉียงใต้, ไทใต้, ภาษาไทยถิ่นใต้ อักษรเขียน: ไม่มีอักษรเขียน สาเนียงย่อย ภาษาไทยถิ่นใต้แยกออกเป็น 3กลุ่ม คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก (สาเนียงนครศรีธรรมราช) ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดกันมากทางฝั่งตะวันออกของปักษ์ใต้ บริเวณจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี (อาเภอโคกโพธิ์, อาเภอแม่ลาน, อาเภอหนองจิก และ อาเภอเมือง) ตรัง สตูล (และในรัฐปะลิส-หมู่บ้านควนขนุน บ้านตาน้า,ในรัฐเคดาห์-บ้านทางควาย บ้านบาลิ่ง ) ภาษาไทยถิ่นใต้ที่ใช้ในกลุ่มนี้ จะมีลักษณะของภาษาที่คล้ายคลึงกัน (ตรัง และสตูล
  • 28.
    แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก แต่สาเนียงภาษา ถือเป็นกลุ่มเดียวกับพัทลุงสงขลา นครศรีธรรมราช คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ได้ชัดเจน) ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงาภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ จะมีลักษณะเด่นที่คล้ายคลึงกัน เช่นออกเสียงคาว่า แตก เป็น แตะ ดอกไม้ เป็น เดาะไม้สามแยก เป็น สามแยะ ฯลฯ (สาเนียงนครศรีธรรมราช กลุ่มฉวาง พิปูน ทุ่งใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาหลวง ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนจังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้จะตั้งอยู่ฝั่งทะเลตะวันออก แต่สาเนียงภาษาถือเป็นกลุ่มเดียวกับจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต คือ ออกเสียงตัวสะกด ก.ไก่ไม่ได้) ภาษาถิ่นใต้สาเนียงสงขลา ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงสงขลา ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดสงขลา ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห ได้แก่ภาษาไทยถิ่นใต้ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี (เฉพาะ อาเภอยะหริ่ง อาเภอปะนาเระ และอาเภอสายบุรี) รวมทั้งในเขตรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในหมู่บ้านที่พูดภาษาไทย จะใช้ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียงเจ๊ะเห ในเขตจังหวัดนราธิวาส เนื่องมีคนในจังหวัดอื่นๆ มาอาศัยหรือทางานในจังหวัดนราธิวาส จึงนาภาษาไทยถิ่นใต้ของแต่ละจังหวัดมาพูดกันในจังหวัดนราธิวาส ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยถิ่นใต้จากจังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช คนนราธิวาส จึงมีภาษาไทย2 สาเนียง คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ สาเนียง เจ๊ะเห และสาเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ภาษาไทยถิ่นใต้สาเนียง เจะเห มักพูดกันในกลุ่มเครือญาติ หรือตามชนบทของนราธิวาส แต่ในเมืองมักจะพูดสาเนียงภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก ตัวอย่างคาศัพท์ พืช ผักผลไม้ มะม่วงหิมพานต์ = กาหยู (เทียบอังกฤษ cashew) , กาหยี (ใช้มากในแถบ ภูเก็ต พังงา คานี้เข้าใจว่าคนใต้ฝั่งตะวันตกจะรับมาจากฝรั่งโดยตรง ) , ยาร่วง, ย่าโห้ย, ย่าหวัน, หัวครก (ใช้มากแถบพัทลุง สงขลา) , ม่วงเล็ดล่อ, ท้ายล่อ ชมพู่ = ชมโพ่แก้ว, น้าดอกไม้, ชมโพ่น้าดอกไม้
  • 29.
    ฝรั่ง = ชมโพ่ยาหมู่หย้ามู้(คานี้มาจากjambu ในภาษามลายู ) ฟักทอง = น้าเต้า ฟัก = ขี้พร้า ขมิ้น = ขี้หมิ้น ตะไคร้ = ไคร พริก = ดีปลี โลกแผ็ด ลูกเผ็ด ข้าวโพด = คง (คานี้มาจาก jagong ในภาษามลายู ) มะละกอ = ลอกอ สับปะรด = หย่านัด (คานี้ ใช้ทั่วไปทั้งภาคใต้ บางครั้งจะออกเสียงเป็นหย่าน-หัด; คา นี้เข้าใจว่าคนใต้รับมาจากฝรั่งโดยตรง โดยฝรั่ง รับมาจากภาษาอินเดียนแดงแถบบราซิล ซึ่งเรียกพันธุ์ไม้ชนิดนี้ว่า อนานัส เมื่อถ่ายทอดเสียงมาถึงปักษ์ใต้ จึงกลายเป็น หย่านัด) มะ- หลิ (คานี้ใช้มากในเขตจังหวัดพัทลุง อาเภอรัตภูมิ อาเภอสทิงพระ และอาเภอระโนด ของจังหวัดสงขลา) ดอกมะลิ = ดอกมะเละ (เสียง อิ แปลงเป็นเสียง เอะ) แตงโม = แตงจีน ตาลึง = ผักหมึง รสสุคนธ์ = เถากะปด (ประจวบคีรีขันธ์), ย่านปด, ปดคาย หม้อข้าวหม้อแกงลิง = หม้อลิง ละมุด = ซ่าว้า (คานี้ใช้เฉพาะในเขตสงขลาสตูล พัทลุง มาจาก sawa ในภาษามลายู) หม่าซี้กู๊ (ใช้เฉพาะเขตพังงาตะกั่วป่า) ผลไม้ที่มีคาว่า"มะ" นาหน้า (บางคา) จะเปลี่ยนเป็น "ลูก" เช่นมะม่วง-ลูกม่วง, มะนาว-ลูกนาว, มะขาม- ลูกขาม, มะเขือ-ลูกเขือ เป็นต้น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมักมีคาว่า "ส้ม" นาหน้า เช่น มะขาม-ส้มขาม, มะนาว-ส้มนาว เป็นต้น คาทั่วไป เป็นไงบ้าง/อย่างไรบ้าง = พรือมัง, พันพรือม, พันพรือมัง (สงขลา จะออกเสียงว่า ผรื่อ เช่นว่าผรื่อ = ว่าอย่างไร) ตอนนี้ ปัจจุบัน = หวางนี่ (คานี้ใช้ในภาษาถิ่นใต้ทั่วไป) , แหละนี่ (คานี้จะใช้เฉพาะในเขตอาเภอจะนะ อาเภอนาทวี อาเภอเทพา อาเภอสะบ้าย้อย ของจังหวัดสงขลา และอาเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี) โง่ =โม่, โบ่
  • 30.
    วัว =ฮัว (มาจากคาว่างัว ในภาษาเก่าเนื่องจากในสาเนียงใต้จะไม่มีเสียง ง. งูแต่จะใช้เสียง ฮ. นกฮูก แทน) เจ้าชู้ = อ้อร้อ (จะใช้เฉพาะกับผู้หญิง เช่นสาวคนนี้ อ้อร้อ จัง คา ๆนี้มีความหมายในแง่ลบ ใกล้เคียงกับคาว่า แรด ในภาษากรุงเทพ) ทุกข์ ลาบาก =เสดสา มาจากภาษามลายู siksa (เช่นปีนี้เสดสาจัง =ปีนี้ลาบากมาก) กลับบ้าน =หลบบ้าน, หลบเริน เยอะๆ หลายๆ =ลุย, จังหู, จังเสีย, กองเอ, คาเอ, จังแจ็ก, จังเสีย, จ้าน, กองลุย ไปไหน มาไหนคนเดียว =มาแต่สวน แฟน = แควน (ฟ จะเปลี่ยนเป็น คว เกือบทุกคา) ,โม่เด็ก ตะหลิว =เจียนฉี (ภายหลังมีการเพื้ยนในแถบจังหวัดพัทลุงกลายเป็น ฉ่อนฉี (ช้อนฉี)) ชะมด = มูสัง มาจากภาษามลายู musang อร่อย = หรอย อร่อยมาก = หรอยจังหู, หรอยพึด, หรอยอีตาย ไม่ทราบ = ม่ารู่ม้าย (คานี้ใช้ในเขตนครศรีธรรมราช และใกล้เคียง) ไม่โร่ (สาเนียงสงขลา เสียง อู จะแปลงเป็น เสียง โอ เช่น รู้ คนสงขลาจะพูดเป็น โร่, คู่คนสงขลาจะพูดเป็น โค่, ต้นประดู่ =ต้นโด ฯลฯ ) ขี้เหร่, ไม่สวยไม่งาม = โมระ หรือ โบระ (ออกเสียงควบกล้า มากจาก buruk เทียบมลายูปัตตานี ฆอระ) กังวล, เป็นห่วง = หวังเหวิด (คานี้มักใช้ในภาษาไทยถิ่นใต้ตอนบน แต่โดยทั่วไปก็เข้าใจในความหมาย) มิมัง (ภาษาไทยถิ่นใต้ ในเขต จะนะ เทพา สะบ้าย้อย) ศาลา = หลา ภาชนะสาหรับตักน้าในบ่อ = ถุ้ง, หมาตักน้า บางถิ่นเรียก ตีหมา หรือ ตีมา มาจาก timba ในภาษามลายู รีบเร่ง ลนลาน = ลกลัก หรือ ลกลก อาการบ้าจี้ = ลาต้า ขว้างออกไป = ลิว, ซัด ซอมซ่อ = ม่อร็อง, ร้าย หรือร้ายๆ , หม็องแหม็ง โลภมาก = ตาล่อ, หาจก, ตาอยาก โกรธ = หวิบ, หวี่ โกรธมาก =หวิบอย่างแรง , หวิบหูจี้ บ๊อง =เบร่อ, เหมฺร่อ ,เร่อ ทาไม =ไซ (หรืออาจออกเสียงว่า ใส) อย่างไร = พันพรือ, พรือ โกหก =ขี้หก, ขี้เท็จ
  • 31.
    กระท่อม =หนา, ขนา,ก๋องซี (บ้านพักชั่วคราวซึ่งปลูกขึ้นอย่างง่ายๆ)มาจาก 公司ในภาษาจีน อีกแล้ว =หล่าว กะละมัง = โคม, พุ้น เลอะเทอะ = หลูหละ, ซอกปร็อก (มาจากคาว่า สกปรก แต่ออกเสียงสั้นๆ ห้วนๆ กลายเป็น สก- ปรก) หกนองพื้น =เพรื่อ ประจา = อาโหญฺะ, โหญฺะ (เสียงนาสิก) ทิ้ง = ทุ่ม อาการขว้างสิ่งของลงบนพื้น = ฟัด (อาจออกเสียงว่า ขวัด) กัด = ขบ, ค็อบ, คล็อด กลิ่นที่รุนแรง = ฉ็อง (ตัวอย่าง "เหม็นฉ็องเยี่ยว" = เหม็นกลิ่นฉี่) ดื้อรั้น =ช็องด็อง กินไม่หมด = แหญะ (ข้าวที่เหลือจากการกิน เรียกว่า ข้าวแหญะ) เอาเงินไปแลก = แตกเบี้ย (แลกเงินเป็นแบงค์ย่อยสัก 100 บาท เรียกว่า แตกเบี้ยซักร้อยบาท) สะใจดี = ได้แรงอก เขียง =ดานเฉียง นิ่งเสีย, นิ่งเดี๋ยวนี้ =แหน่งกึ๊บ (คานี้ใช้ขู่เด็กขี้แยให้หยุดร้องไห้) ผงชูรส = แป้งหวาน บริเวณที่ลุ่ม มีน้าแฉะ = โพระ หรือ พรุ (มาจาก baroh ในภาษามลายู) กาแฟ =กาแคว, โกปี้ (มาจาก kopi ในภาษามลายู) การแสดงความเคารพของทหาร ตารวจ =ตะเบะ (มาจาก tabik ในภาษามลายู) ก็เพราะว่า =เบ่อ และใช้แทนคาลงท้าย หรือเป็นคาจบประโยค (เป็นคาที่ใช้กันในอาเภอหาดใหญ่ และใกล้เคียง เป็นคาติดปากที่ใช้เกือบทุดประโยคที่พูด) คาดว่า, น่าจะ, คงเป็นเช่นนั้น= ส่าหวา, สาว่า เศษเหรียญ =ลูกกัก, ลูกเหรียญ, ลูกตาง จะ = อี (เช่นจะใช้แล้วเร็วๆหน่อย เป็น อีใช้แล้วแขบๆอิ้ด) รีบ =แขบ ทาไม =ไซ กระทุ้ง =แท่ง แอบ = หยบ กลับบ้าน =หลบเริน รู้ความ = รู้สา
  • 32.
    รู้สึก(รังเกียจ) =สา กะปิ =เคย น้าพริก= น้าชุบ เอาอีกแล้ว =เอาแหล่วหลาว สานวน ลอกอชายไฟ = ใช้พูดเพื่อตัดพ้อผู้ที่มองไม่เห็นคุณค่าของตน แต่พอผิดหวังกับคนที่หวังเอาไว้ จึงค่อยหันกลับมาเห็นความสาคัญทีหลัง ช้างแล่นอย่ายุงหาง = อย่าขัดขวางผู้มีอานาจ ("แล่น" หมายถึง วิ่ง, "ยุง" หมายถึง พยุง จับหรือดึง) คุ้ยขอนหาแข็บ = มีความหมายเดียวกับ "ฟื้นฝอยหาตะเข็บ" ในภาษาไทยกลาง ซึ่งตามพจนานุกรม หมายถึง คุ้ยเขี่ยหาความที่สงบแล้วให้กลับเป็นเรื่องขึ้นมาอีก อยู่ไม่รู้หวัน = ใช้ว่าคนที่เฉิ่ม ๆ หรือไม่ค่อยรู้เรื่อวรู้ราว มาจากอยู่ไม่รู้วันไม่รู้คืน ( ส่วนใหญ่จะพูดย่อๆ ว่า อยู่ไม่หวัน ) เหลี่ยมลอกอลิด = ใช้กับคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกคล้ายๆกับมะละกอ ("ลอกอ" หมายถึงมะละกอ) ที่ถูกปอกเปลือก ("ลิด" หมายถึงปอกเปลือก) ซึ่งเมื่อปอกไปมากๆ จะเกิดเหลี่ยมมุมมากขึ้นเรื่อยๆจนนับไม่ถ้วน ควัดด็องเปล่า =การกระทาอะไรซึ่งทาแล้วไม่เกิดผลอะไรต่อตนเองเลยแม้แต่น้อยเป็นการเสียแรง เปล่าๆ (เหมือนการฝัดข้าวด้วยกระด้งที่ไม่มีข้าวอยู่เลย "ด็อง" คือกระด้ง) ทั้งกินทั้งขอ ทั้งคดห่อหลบเริน = การตักตวงผลประโยชน์เข้าตัว ("คดห่อ"หมายถึงการนาข้าวใส่ภาชนะแล้วพาไปไหนมาไหน) เปรียบกับเมื่อบ้านไหนมี งานแล้วจะมีคนที่ทั้งกินส่วนที่เขาให้กิน แล้วยังไปขอเพิ่มและห่อกลับบ้านไปอีก
  • 33.
    ลักษณะภูมิศาสตร์ภาคใต้ ภาคใต้มีพื้นที่ประมาณ 70,715 ตารางกิโลเมตรประกอบด้วย 14 จังหวัด แบ่งออกเป็น - ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส - ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ได้แก่ระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ขอบเขตและที่ตั้ง ทิศเหนือ มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดินแดนที่อยู่เหนือสุดของภาคคือ อาเภอประทิว จังหวัดชุมพร ทิศตะวันออก มีพื้นที่ติดต่อกับอ่าวไทย ดินแดนที่อยู่ตะวันออกสุดของภาคคือ อาเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทิศตะวันตก มีพื้นที่ติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย ดินแดนที่อยู่ตะวันตกสุดของภาคคือ อาเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ทิศใต้ มีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซียที่อาเภอเบตง จังหวัดยะลา ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้ ภาคใต้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2ด้าน คือ ตะวันออกด้านอ่าวไทย และตะวันตกด้านทะเลอันดามัน จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล ลักษณะภูมิประเทศแบ่งได้ 2 เขต คือ 1. เขตเทือกเขา มีลักษณะการวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ เช่น - เทือกเขาตะนาวศรี เป็นพรมแดนกั้นเขตแดนไทยกับพม่า - เทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นพรมแดนกั้นเขตแดนไทยกับมาเลเซีย - เทือกเขาภูเก็ต อยู่ทางตะวันตกของภาค - เทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นแกนกลางของภาค 2. เขตที่ราบ ที่ราบในภาคใต้มีลักษณะยาวขนานระหว่างภูเขาและชายฝั่งทะเลแคบ ๆ ซึ่งทางตะวันออกเป็นชายฝั่งแบบยกตัว ส่วนชายฝั่งตะวันตกเป็นแบบยุบตัว
  • 34.
    แม่น้าที่สาคัญของภาค แม่น้าของภาคใต้เป็นสายสั้น ๆ เนื่องจากมีพื้นที่น้อยและไหลลงสู่อ่าวไทย เช่น แม่น้าชุมพร แม่น้าปัตตานี แม่น้าตาปี แม่น้าสายบุรี ส่วนแม่น้าโกลก เป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ส่วนแม่น้าปากจั่น กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับพม่า และแม่น้าตรังไหลลงสู่ทะเลอันดามัน สรรพลี้หวน : วรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) สรรพลี้หวน (อ่านว่าสับ-ลี้-หวน)เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ สันนิษฐานกันว่าคงจะเป็นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะการประพันธ์ เป็นแบบ นิทานคากลอน หรือ กลอนสุภาพหรือ กลอนแปดตามขนบนิยม เนื้อหาเป็นคาผวนเกี่ยวกับเรื่องเพศและอวัยวะเพศ มีเนื้อหาชวนให้ขบขันมากกว่าก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ มีความยาว 197 บท เนื้อหายังไม่จบสมบูรณ์ สรรพลี้หวนสานวนเก่าพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 15กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 โดยขุนพรหมโลก (นามแฝง) ซึ่งผู้พิมพ์ให้ความเห็นไว้ว่าผู้แต่งอาจเป็นชาวนครศรีธรรมราช แต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2425 - 2439 ต่อมามีผู้แต่งเลียนแบบขึ้นอีกหลายสานวน ในหอพระสมุดเองมีหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อ "ศัพท์ลี้หวน" ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน
  • 35.
    ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ (หนังตะลุง) ประวัติหนังตะลุง หนังตะลุง ศิลปพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคใต้ชาวใต้นับตั้งแต่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง ตลอดจนสองฝั่งคาบสมุทรภาคใต้ ล้วนถือว่าหนังตะลุง เป็นมหรสพประจาท้องถิ่นที่มีแสดงให้ชมกันอยู่เป็นประจาตามงานเฉลิมฉลอง งานสมโภช หรืองานวัดต่างๆ หนังตะลุงเข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อใด ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ตามคาบอกเล่าซึ่งนา หนังตะลุงรุ่นเก่าถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนังต่างกล่าวว่าคงไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 17 เพราะหนังมีมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย รูปแบบการเล่นที่เล่าต่อๆ กันมาปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า เดิมหนัง เล่นบนพื้นดิน ที่ลานเตียนโล่งแจ้ง ไม่ยกโรงขึงจออย่างปัจจุบัน เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน หนังที่เล่นกลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือใช้ไต้ขนาดใหญ่ เรียกว่า "ไต้หน้าช้าง" เพื่อให้แสงสว่าง รูปหนังจะแกะด้วย หนังวัว หนังควาย ขนาดรูปใหญ่สูงแค่อก ใช้เชือกร้อยตรงส่วนหัวของตัวหนังไว้สาหรับจับถือ ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ หนังแขกเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรง ไม่ลาบากยุ่งยากอย่างที่เคยเล่นกันมา จึงมีผู้คิดประยุกต์ให้เข้ากับหนังแบบเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูง ใช้เสา 4เสา ใช้ผ้าขาวเป็นจอสาหรับเชิดรูป ดูเพียงเงาของรูปซึ่งเกิดจากไฟส่องด้านหลัง และฟังคาพากย์ ไม่ต้องดูลีลาท่าทางของผู้เชิด ตามตานานระบุว่า ผู้ที่เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ย เป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อาเภอเมืองพัทลุง หรืออาจเป็นชาวบ้านดอนควน อาเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงได้ชื่อว่า "หนังควน" ตามถิ่นกาเนิด หรืออาจเรียกตามสถานที่เล่นโดยต้องเลือกที่เนิน ซึ่งภาคใต้เรียกว่า "ควน" หนังจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นาไปเล่นแถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯ จึงเรียก "หนังพัทลุง" แล้วเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง" นอกจากนี้คาว่า "หนังตะลุง" ยังมีที่มาจากเสียงตีกลองหนังดัง "ตะลุง ตะลุง ตุงตุง" เพราะแต่เดิมเป็นธรรมเนียมของพวกเล่นหนัง เมื่อเดินทางไปถึงบ้านคนรับงาน จะเข้าไปในรั้วบ้านก่อน เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับไม่ได้ จึงต้องตีกลองเรียกเจ้าของบ้านออกมา
  • 36.
    ดนตรีหนังตะลุง ดนตรีหนังตะลุงในอดีต มีความเรียบง่าย ชาวพื้นบ้านในท้องถิ่นประดิษฐ์ขึ้นได้เอง โดยใช้วัสดุในพื้นบ้านมีทับ กลอง โหม่ง ฉิ่ง เป็นสาคัญ ปี่ ซอ เกิดขึ้นภายหลังก็คงใช้วัสดุพื้นบ้านอยู่ดี ต่อมาวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะดนตรีไทยสากล หนังตะลุงจึงเพิ่มดนตรีใหม่ๆ เข้ามาเสริม เช่น กลองชุด กีตาร์ ไวโอลีน ออร์แกน รูปหนังตะลุง รูปหนัง เป็นอุปกรณ์สาคัญในการแสดงหนังตะลุง หนังคณะหนึ่งๆใช้รูปหนังประมาณ 150-200 ตัว หนังตะลุงแกะโดยนายช่างผู้ชานาญ ในจังหวัดหนึ่งๆ ของภาคใต้ มีเพียง 2-3คนเท่านั้น ต้นแบบได้มาจากรูปหนังใหญ่ เพราะรูปเก่าแก่ที่เหลืออยู่เท้าเหยียบนาค มีอายุกว่า 100 ปีไปแล้ว ต้นแบบสาคัญคือรูปเรื่องรามเกียรติ์ที่ฝาผนังรอบวัดพระแก้ว ผสมผสานกับรูปหนังของชวา ทาให้รูปกะทัดรัดขึ้นและมือหน้าเคลื่อนไหวได้ รูปหนังจะจัดเก็บไว้ใน แผงหนัง โดยวางเรียงอย่างเป็นระเบียบและตามศักดิ์ของรูป นั่นคือ เอารูปเบ็ดเตล็ดและรูปตลกที่ไม่สาคัญซึ่งเรียกรวมกันว่า รูปกาก ไว้ล่าง ถัดขึ้นมาเป็นรูปยักษ์ พระ นาง เจ้าเมือง ตัวตลกสาคัญ รูปปรายหน้าบท พระอิศวร และฤาษี ตามลาดับ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะ ช่างภาคใต้ที่ไปพบเห็นก็ถ่ายทอดมาเป็นแบบ ช่างราม เป็นช่างแกะรูปหนังที่เก่าแก่คนหนึ่งของจังหวัดพัทลุง นอกจากแกะให้หนังภายในจังหวัดแล้ว ยังแกะให้หนังต่างจังหวัดด้วย รูปของช่างรามได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศ แม้ถึงแก่กรรมไปประมาณ 60ปีแล้ว ชื่อเสียงของท่านทางศิลปะยังมีผู้คนกล่าวขานถึงอยู่ท่านเลียนแบบรูปภาพ เรื่องรามเกียรติ์ที่วัดพระแก้วเริ่มแรกก็แกะรูปที่ นาไปแสดงเรื่องรามเกียรติ์อย่างเดียวจึงได้ชื่อว่า"ช่างราม" ครั้งหนึ่งท่านส่งรูปหนุมานเข้าประกวด ดูผิวเผินสวยงามมาก หัวของวานร ต้องเกิดจากวงกลม แต่ของช่างรามไม่อยู่ในกรอบของวงกลม จึงไม่ได้รับรางวัล การละเล่นพื้นเมืองที่ได้ชื่อว่า"หนัง" เพราะผู้เล่นใช้รูปหนังประกอบการเล่านิทานหลังเงา การแกะรูปหนังตัวสาคัญ เช่น ฤาษี พระอิศวร พระอินทร์ นางกินรี ยังคงเหมือนเดิม แต่รูปอื่นๆ ได้วิวัฒนาการไปตามสมัยนิยมของผู้คน เช่น ทรงผม เสื้อผ้า รูปหนังรุ่นแรกมีขนาดใหญ่รองจากรูปหนังใหญ่ฉลุลวดลายงดงามมาก เป็นรูปขาวดา
  • 37.
    แล้วค่อยเปลี่ยนรูปให้มีขนาดเล็กลง ระบายสีให้ดูสะดุดตายิ่งขึ้น สมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เคร่งครัดทางด้านวัฒนธรรมมาก ออกเป็นรัฐนิยมหลายฉบับ ยักษ์นุ่งกางเกงขายาว สวมหมวก รูปตลก รูปนาง รูปพระสวมหมวก สวมเสื้อ นุ่งกางเกง นุ่งกระโปรง รูปหนังที่ออกมาแต่งกายมีผิดวัฒนธรรม ตารวจจะจับและถูกปรับทันที การแกะรูปหนังสาหรับเชิดหนัง ให้เด่นทางรูปทรงและสีสัน เมื่อทาบกับจอผ้า แสงไฟช่วยให้เกิดเงาดูเด่นและสะดุดตา กรรมวิธีแกะรูปหนังแบบพื้นบ้านนาหนังวัวหนังควายมาฟอก ขูดให้เกลี้ยงเกลา หนังสัตว์ชนิดอื่นก็นิยมใช้บ้าง เช่น หนังเสือใช้แกะรูปฤาษีประจาโรงเป็นเจ้าแผง ในปัจจุบัน รูปหนังแกะจากหนังวัวอย่างเดียว ซื้อหนังจากร้านค้าที่ฟอกสาเร็จรูปอยู่แล้ว ทั้งสามารถเลือกหนังหนา บาง ได้ตามความต้องการ นายช่างวางหนังลงบนพื้นเขียงที่มีขนาดใหญ่ ใช้เหล็กปลายแหลมวาดโครงร่าง และรายละเอียดของรูปตามที่ต้องการลงบนผืนหนัง ใช้แท่งเหล็กกลมปลายเป็นรูคม เรียกว่า "ตุ๊ดตู่" ตอกลายเป็นแนวตามที่ใช้เหล็กแหลมร่างไว้ ส่วนริมนอกหรือส่วนที่เป็นมุมเป็นเหลี่ยมและกนกลวดลายอันอ่อนช้อย ต้องใช้มีดปลายแหลมคมยาวประมาณ 2 นิ้ว มีด้ามกลมรี พอจับถนัดมือขุดแกะ ทั้งตุ๊ดตู่และมีดขุดแกะมีหลายขนาด เมื่อทาลวดลายตามที่ร่างไว้เสร็จตัดออกจากแผ่นหนัง เรียกว่ารูปหนัง รูปใดนายช่างเห็นว่าได้สัดส่วนสวยงาม นายช่างจะเก็บไว้เป็นแม่แบบ เพียงแตะระบายสีให้แตกต่างกัน รูปที่นิยมเก็บไว้เป็นแบบ มีรูปเจ้าเมือง นางเมือง รูปยักษ์ รูปวานร รูปพระเอก รูปนางเอก นารูปแม่แบบมาทาบหนัง แกะไปตามรูปแม่แบบ ประหยัดเวลา และได้รูปสวยงาม ผลิตได้รวดเร็ว สีที่ใช้ระบายรูปหรือลงสี นิยมใช้น้าหมึก สีย้อมผ้า สีย้อมขนม มีสีแดง เหลือง แสด ชมพูม่วง เขียว น้าเงิน และสีดา ต้องผสมสีหรือละลายสีให้เข้มข้น ใช่พู่กันขนาดต่างๆ จุ่มสีระบาย ต้องระบายเหมือนกันทั้ง 2หน้า ระวังไม่ให้สีเปื้อน สีซึมเข้าในเนื้อของหนังเร็ว ลบออกไม่ได้ ช่างแกะรูปต้องมีความรู้ประวัติที่มาของรูป ศึกษาแบบของรูป จากรูปจริง จากรูปภาพ การเปลี่ยนอิริยาบทของรูปได้อย่างถูกต้อง การเบิกตา เบิกปากรูปต้องใช้เวทมนต์ประกอบด้วย ที่สาคัญต้องมีสมาธิอย่างแน่วแน่ เศษหนัง ทาเป็นมือรูป ริมฝีปากล่าง อาวุธต่างๆ ใช้ร้อยมือให้ติดกันเป็น 3 ท่อน เพื่อให้มือเคลื่อนไหวได้ เมื่อสีแห้งสนิทแล้ว ลงน้ามันยางใส เพื่อให้รูปเกิดเงาวาววับ เดี๋ยวนี้หาน้ามันยางไม่ได้
  • 38.
    ใช้น้ามันชักเงาแทน จากนั้นติดไม้ตับ ติดไม้มือรูปที่ชักปากได้ ติดคันเบ็ดผูกเชือกชักปาก เป็นอันว่าเป็นรูปหนังที่สมบูรณ์ ช่างแกะรูปหนัง นอกจากแกะจาหน่ายแก่คณะหนังตะลุงแล้ว ยังแกะจาหน่ายทั่วไป เพื่อนาไปประดับประดา อาคารบ้านเรือน ชาวต่างชาตินิยมกันมาก แต่ต้องทาอย่างประณีต บรรจง จึงจะจาหน่ายได้ราคาดี ช่างแกะรูปหนังหาความร่ารวยมิได้ เพียงแต่พอดารงชีพอยู่ได้เท่านั้น ตัวตลกหนังตะลุง ตัวตลกหนังตะลุง เป็นตัวละครที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวละครที่ "ขาดไม่ได้" สาหรับการแสดงหนังตะลุง บทตลกคือเสน่ห์ หรือสีสัน ที่นายหนังจะสร้างความประทับใจให้กับคนดู
  • 39.
    เมื่อ การ แสด งจบ ลง สิ่งที่ ผู้ชม จาไ ด้ และ ยังเ ก็บไ ปเล่ าต่อก็คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่สามารถสร้างตัวตลกได้มีชีวิตชีวาและน่าประทับใจ สามารถทาให้ผู้ชมนาบทตลกนั้นไปเล่าขานต่อได้ไม่รู้จบ ก็ถือว่าเป็นนายหนังที่ประสบความสาเร็จในอาชีพโดยแท้จริง รูปตัวตลกหนังตะลุง หรือที่เรียกว่ารูปกาก ส่วนใหญ่จะไม่ใส่เสื้อ บางตัวนุ่งโสร่งสั้นแค่เข่า บางตัวนุ่งกางเกง และส่วนใหญ่จะมีอาวุธประจาตัว ตัวตลกทุกตัวสามารถขยับมือขยับปากได้ หนังแต่ละคณะจะมีรูปตัวตลกไม่น้อยกว่าสิบตัว แต่โดยปกติจะใช้แสดงในแต่ละเรื่องแค่ไม่เกินหกตัวเท่านั้น
  • 40.
  • 41.
    พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ ตั้งอยู่ที่วัดพุทธาธิวาส ถนนรัตนกิจในตัวเมืองเบตง โดยตัวเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา มีขนาดความกว้าง 39 เมตร สูง 39.9 เมตร หรือขนาดความสูงเทียบเท่าตึก 13 ชั้น เป็นมหาธาตุเจดีย์ที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยในองค์มหาธาตุเจีดย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มหาธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นจากความคิดและการดาเนินการของอดีตประธานศาลฎีกา นายสวัสดิ์ โชติพานิช เพื่อเฉลิมฉลองและถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข
  • 42.
    พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้า เป็นหนึ่งในสามปูชนียสถานที่สาคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชและพระบรมธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี แสดงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่ตาบลหน้าถ้า ห่างจากตัวเมือง 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปอาเภอยะหา บริเวณวัดร่มรื่นมีธารน้าไหลผ่าน บันไดขึ้นไปยังปากถ้ามีรูปปั้นยักษ์ ชาวบ้านเรียกว่า “เจ้าเขา” สร้างโดยช่างพื้นบ้านเมื่อปี 2484 ภายในถ้ามีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ ดัดแปลงปรับปรุงเป็นศาสนสถาน มีปล่องที่เพดานถ้ายามแสงแดดส่องลงมาดูสวยงามมาก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ปี พ.ศ.1300 เป็นพระพุทธไสยาสน์สมัยศรีวิชัย มีขนาดความยาว 81 ฟุต1 นิ้ว เชื่อกันว่าเดิมเป็นปางนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพราะมีภาพนาคแผ่พังพานปกพระเศียร ต่อมาจึงได้ดัดแปลงเป็นพระพุทธไสยาสน์แบบหินยาน ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
  • 43.
    ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตู้เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกหอนาฬิกาใจกลางเมืองเบตง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2467ตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง จุดประสงค์ที่สร้างไว้ในครั้งแรกก็เพื่อใช้เป็นที่กระจายข่าวสารบ้านเมืองให้ชาวเมืองเบตงได้รับฟัง จากวิทยุที่ฝังอยู่ส่วนบนของตู้ และใช้เป็นตู้ไปรษณีย์มาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันได้มีการสร้างตู้ไปรษณีย์ขึ้นใหม่ใหญ่กว่าเดิมที่บริเวณศาลาประชาคม ถนนสุขยางค์ มีความสูงประมาณ 9เมตร เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
  • 44.
    ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียงตั้งอยู่เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ตาบลอาเนาะรู เป็นศาลที่ประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว พระหมอ เจ้าแม่ทับทิม ในวันขึ้น 15 ค่า เดือน 3 ของทุกปีจะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปตามถนนสายต่าง ๆ ภายในตัวเมืองปัตตานีทาพิธีลุยไฟบริเวณหน้าศาลเจ้าเล่งจูเกียง ว่ายน้าข้ามแม่น้าตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต ในงานนี้มีผู้ที่เคารพศรัทธามาร่วมงานเป็นจานวนมาก วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม
  • 45.
    วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตั้งอยู่ที่บ้านป่าไร่ ตาบลทุ่งพลาริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ระหว่างสถานีนาประดู่กับสถานีป่าไร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 31กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางหลวงสาย 42(ปัตตานี-โคกโพธิ์) ผ่านสามแยกนาเกตุ ตรงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 409 (ปัตตานี-ยะลา) ผ่านชุมชนเทศบาลนาประดู่และศูนย์ฝึกอาชีพ (วัดช้างให้) ไปจนถึงทางแยกเพื่อเข้าสู่วัดช้างให้อีกประมาณ 700เมตร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมากว่า 300 ปีมาแล้ว แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมของสถูป เจดีย์ มณฑป อุโบสถ และหอระฆัง ที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ เป็นผู้มีความสามารถในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและด้านเวทมนตร์คาถาต่างๆ เล่ากันว่าท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหารย์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน เช่นครั้งที่ท่านเดินทางไปกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสาเภา ระหว่างทางเกิดพายุ จนกระทั่งข้าวปลาและอาหารตลอดจนน้าดื่มตกลงทะเลไป ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ามาก หลวงปู่ทวดจึงได้แสดงอภินิหารหย่อนเท้าลงไปในทะเล ปรากฏว่าน้าในบริเวณนั้นได้กลายเป็นน้าจืด และดื่มกินได้ ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของท่านก็ขจรขจายไปทั่ว และต่อมาหลวงปู่ทวดได้มรณภาพที่ประเทศมาเลเซีย แล้วได้นาพระศพกลับมาที่วัดช้างให้ งานประจาปีในการสรงน้าอัฐิหลวงปู่ทวดวัดช้างให้คือ แรม 1ค่า เดือน 5 วัดช้างให้เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น.
  • 46.
    มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ที่ถนนยะรัง เส้นทางยะรัง-ปัตตานีในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2497 ใช้เวลาดาเนินการสร้างประมาณ 9 ปี และทาพิธีเปิดโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการประกอบ ศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมีรูปทรงคล้ายกับทัชมาฮาลของอินเดีย ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้าง บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้าสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้างภายในห้องโถงด้านในมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบ
  • 47.
    หัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ เครื่องจักสานภาคใต้ การทาเครื่องจักสานพื้นบ้านในแต่ละภาคของไทยมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบกาหนดรูปแบบ ของเครื่องจักสาน โดยเฉพาะสภาพทางภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ประกอบสาคัญในการสร้างเครื่องจั กสานพื้นบ้านภาคต่างๆ เครื่องจักสานพื้นบ้านของภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน ลักษณะภูมิศาสตร์ของภาคใต้ที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ ส่งผลถึงการประกอบอาชีพและการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทเครื่องจักสานด้วย ภาคใต้เป็นแหล่งที่มีวัตถุดิบที่นามาใช้ใน การทาเครื่องจักสานได้หลายชนิดเช่นไม้ไผ่ หวาย กระจูด และ ย่านลิเภา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปเป็นแหล่งสาคัญของการผลิตเครื่องจั กสานของภาคใต้ มีเครื่องจักสานหลายอย่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ต่างไปจากเครื่องจักสานอื่นๆ เช่นเครื่องจักสานย่านลิเภาที่ทากันมากในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องจักสานกระจูดทากันมากในหลายท้องถิ่นในเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา และปัตตานี นอกจากนี้ก็มีเครื่องจักสานไม้ไผ่ที่ทากันทั่วไปแทบทุกจังหวัด เครื่องจักสานพื้นบ้านของภาคใต้โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ถิ่นที่น่าสนใจมีหลายชนิดแต่มีเครื่องจักสานชนิดหนึ่งที่สร้างตามความต้องการในการใช้สอยตามสังคมเกษ ตรกรรมของชาวใต้ ที่มีความสวยงาม มีลวดลายที่ประณีตและเอื้ออานวยต่อประโยชน์ใช้สอยเป็นอย่างดีทั้งยังสัมพันธ์กับความเชื่อถือของชาวใต้อ ย่างน่าสนใจยิ่ง คือ กระด้ง ซึ่งชาวใต้เรียกว่า "ด้ง" กระด้ง หรือ ด้ง ที่นิยมใช้กันอยู่ในภาคใต้มี ๒ อย่าง คือ กระด้งฝัดข้าว และกระด้งมอนกระด้งทั้งสองชนิดนี้สานด้วยไม้ไผ่และหวายสาหรับใช้งานเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทาไร่ทานา กระด้งปักษ์ใต้ทั้งสองชนิดเป็นกระด้งที่มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไปจากกระด้งภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านรู
  • 48.
    ปแบบและลวดลาย ด้านรูปแบบของกระด้งฝัดภาคใต้ต่างไปจากกระด้งทั่วๆ ไป คือจะมีรูปกลมรีคล้ายรูปหัวใจ ส่วนป้านจะกลมมน ส่วนแหลมจะรีเล็กน้อยและการทากระด้งให้มีลักษณะรีแทนที่จะกลมก็เพื่อความสะดวกในการร่อน ฝัด และเทข้าวออกแสดงให้เห็นการสร้างรูปแบบที่สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยอย่างแยบยล กระด้งฝัดข้าวของภาคใต้มี ๒ ชนิดคือ"กระด้งลายขอ" และ กระด้งบองหยอง" กระด้งลายขอ เป็นกระด้งฝัดข้าวที่มีรูปแบบและลายสานที่ถือว่าเป็นเครื่องจักสานชั้นเยี่ยมที่ออกแบบ รูปร่างและลวดลายประณีตประสานกับการใช้สอยได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางความงามด้วย กระด้งลายขอนิยมสานด้วยตอกไม้ไผ่สีสุก เพราะเป็นไม้ไผ่ที่มีเนื้อแข็งและเหนียว กระด้งลายขอมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ตอกซึ่งจะปล่อยข้อปล้องไม้ไผ่ด้านที่เป็นผิวไว้ โดยไม่ได้ตัดออก ตอกด้านนี้จึงมีลักษณะเป็นขออยู่ตามปล้อง ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกว่า "กระด้งลายขอ" ตอกที่จะเว้นข้อไว้เป็นขอนี้เส้นหนึ่งจะมีข้อเหลือไว้เพียงข้อเดียว เวลาสานผู้สานจะต้องสานวางจังหวะของตอกพิเศษที่มีข้อเหลือไว้แต่ละเส้นให้อยู่กึ่งกลางของกระด้งและเรี ยงสลับฟันปลาการเหลือข้อไว้บนตอกเพื่อให้เกิดเป็นลายขอบนกึ่งกลางกระด้งนี้ มิได้ทาขึ้นเพื่อความสวยงามแต่อย่างเดียว หากแต่ต้องการให้เกิดประโยชน์ในการฝัดข้าวได้ดีด้วย กระด้งลายขอนี้จะใช้ฝัดข้าวเปลือกที่ผ่านการซ้อมด้วยมือ หรือสีด้วยเครื่องสีข้าวพื้นบ้านมาแล้ว แต่ยังมีเปลือกข้าวที่เรียกว่า ขี้ลีบและกาก ปะปนอยู่จะต้องนามาฝัดด้วยกระด้งลายขอ ลายขอที่เกิดจากการเว้นข้อไว้บนผิวไม้ไผ่ตามธรรมชาตินี้จะช่วยให้กากข้าวขี้ลีบและสิ่งที่ไม่ต้องการสะดุด กับขอของตอกที่พื้นกระด้งลอยตัวขึ้นบนผิวกระด้ง และจะรวมกันอยู่ตามร่องระหว่างขอตรงกลางกระด้ง จึงฝัดหรือเก็บออกได้ง่าย นอกเหนือไปจากรูปแบบและโครงสร้างของกระด้งลายขอที่มีลักษณะเฉพาะที่สนองความต้องการใน การใช้สอยได้ดีแล้ว ขั้นตอนและแบบอย่างของลวดลายในการสานกระด้งชนิดนี้ยังมีแบบอย่างที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่สืบต่อกัน มาแต่โบราณ ตั้งแต่หลักการสานที่คิดเป็นสูตรด้วยคาที่คล้องจองไว้ว่า "ยกสองข่มห้า เรียกว่า ลายบ้าเอย"ที่เรียกว่า "ลายบ้า" คงเป็นเพราะว่าการสานกระด้งชนิดนี้สานยากนั่นเอง ผู้สานจะต้องเป็นช่างฝีมือดี เมื่อสานเสร็จแล้วแนวทางของเส้นตอกจะต้องเป็นแนวมีระเบียบ
  • 49.
    และลายของปล้องข้อจะเรียงกันได้จังหวะงดงามอยู่ตามด้านหน้ากระด้งส่วนด้านหลังจะเป็นแนวร่องตอกซึ่ งเรียกว่า "ดี"กระด้งลายขอนี้ส่วนมากจะมีขนาดไม่ใหญ่นักและนิยมเรียกแนวดีแทนขนาด เช่น กระด้งขนาด๗ดี หรือ ๙ ดี เป็นต้น กระด้งที่นิยมใช้กันเป็นกระด้งที่มีลายขอถี่หรือละเอียดมากกว่ากระด้งที่มีลายขอห่างๆ กัน กระด้งฝัดข้าวอีกอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นกระด้งที่มีลักษณะเฉพาะของภาคใต้ คือ "กระด้งลายบองหยอง" กระด้งชนิดนี้สานง่ายกว่ากระด้งลายขอ การสานกระด้งลายบองหยองใช้ตอกไม้ไผ่เช่นเดียวกับกระด้งลายขอ แต่ใช้ตอกเส้นใหญ่กว่าและไม่มีข้อป ล้อง เป็นตอกเรียบๆ ธรรมดาผิวหน้ากระด้งจึงเป็นลายเรียบๆ กระด้งชนิดนี้ใช้ฝัดข้าวและเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่นเดียวกัน นอกจากกระด้งทั้งสองชนิดดังกล่าวแล้วยังมีกระด้งอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "กระด้งมอน" คาว่า "มอน" เป็นภาษาปักษ์ใต้ หมายถึงกระด้งกลมขนาดใหญ่กว่ากระด้งฝัดข้าวเท่าหนึ่ง ใช้ตากพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ เพราะเป็นกระด้งขนาดใหญ่มีเนื้อที่มากกว่ากระด้งทั่วๆ ไป ลักษณะของกระด้งชนิดต่างๆ ดังกล่าวแล้วจะเห็นว่ากระด้งของภาคใต้เป็นเครื่องจักสานที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นโดดเด่นชนิดหนึ่ง นอกจากนี้กระด้งของภาคใต้เกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อของชาวใต้ที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่โบราณด้วย เช่นห้ามนากระด้งขึ้นไปบนยุ้งข้าว เพราะจะทาให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพหรือเทพธิดาแห่งข้าวไม่พอใจแล้วหนีไปไม่คุ้มครองเป็นมิ่งขวัญ ทาให้การทานาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ความเชื่อนี้แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ว่าทาไมแม่โพสพจึงไม่ชอบกระด้งแต่ก็เป็นความเชื่อที่เชื่อถือสืบต่อกันมาแ ต่โบราณความเชื่อที่เกี่ยวกับกระด้งอีกอย่างหนึ่งคือ จะต้องเก็บรักษากระด้งไว้ให้ดี ถือว่ากระด้งเป็นของสาคัญต้องเก็บไว้ในที่สูง เช่น ตามชายคา หรือเหนือเตาไฟในครัวเพื่อให้ควันไฟช่วยรักษาเนื้อไม้ไม่ให้มอดหรือแมลงกัดกิน และช่วยให้เส้นตอกแน่นมีสีดาอมแดงดูสวยงามอยู่เสมอ การที่ชาวบ้านเก็บรักษากระด้งไว้ในที่สูงไม่ให้เด็กนาไปเล่นนั้น อาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า แม่โพสพเป็นผู้มีพระคุณให้ข้าวเลี้ยงชีวิตมนุษย์ จึงควรเก็บรักษากระด้งฝัดข้าวไว้ให้ดี การเก็บรักษากระด้งนี้นอกจากจะใช้ควันไฟจากการหุงหาอาหารช่วยเคลือบผิวแล้ว บางครั้งจะทาด้วยน้ามันยางทาขี้ชันผสมราข้าว ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน ถ้าพิจารณาจากความเชื่อนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นอุบายของคนโบราณที่จะรักษากระด้งไว้ให้คงทน
  • 50.
    ใช้งานได้นาน เพราะกระด้งสานยากจะต้องใช้ความละเอียดประณีตมาก การสานกระด้งลายขอและกระด้งชนิดอื่นๆ ของภาคใต้ยังมีสานกันอยู่บริเวณพื้นที่ราบที่มีการทาไร่ทานา ได้แก่บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีช่างสานกระด้งลายขอฝีมือดีอยู่บ้างแต่ไม่มากนักเพราะการสานกระด้งลายขอต้องใช้ความพยายามและต้ องมีความละเอียดประณีตใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม กระด้งลายขอ กระด้งลายบองหยอง และกระด้งมอน ของภาคใต้ เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นชัดเจนอย่างหนึ่งของภาคใต้ นอกเหนือไปจากสภาพทางภูมิศาสตร์สภาพการดารงชีวิต ความเชื่อ ขนบประเพณีและศาสนา ที่เป็นองค์ประกอบสาคัญที่ทาให้เกิดการสร้างเครื่องจักสานแล้ว วัตถุดิบท้องถิ่นยังเป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยให้เครื่องจักสานมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ต่างไปจากภาคอื่นๆ ด้วย วัตถุดิบพื้นบ้านที่ใช้ทาเครื่องจักสานภาคใต้มีหลายชนิด เช่นไม้ไผ่หวาย ย่านลิเภา กระจูด ใบลาเจียก เตย ใบตาล และคล้า เป็นต้น เครื่องจักสานพื้นบ้านภาคใต้ยังมีอีกหลายชนิด หากแบ่งออกตามวัตถุดิบที่นามาใช้สาน จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ เครื่องจักสานที่ทาด้วยหวาย และไม้ไผ่ มีหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องมือดักและจับสัตว์น้า ไปจนถึงเครื่องใช้ในครัวเรือน ได้แก่กระเชอ จงโคล่โต๊ระ สีหล้า (หรือสี้ละ) เครื่องสีข้าวเซงเลง ข้อง โพง นาง ไซ นั่งได้นอนได้ และข้องดักปลาไหล เป็นต้น เครื่องจักสานที่ทาจากกระจูด ใบลาเจียกหรือปาหนัน เตย ใบตาล ซึ่งนามาทาเครื่องจักสานประเภทภาชนะและเสื่อมีทากันในหลายท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีเครื่องจักสานบางชนิดที่ทาด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่เฉพาะบางท้องถิ่นเท่านั้น ได้แก่เครื่องจักสานที่ทาจาก ต้นคล้า ใบจาก กาบหลาวโอน ย่านลิเภาเป็นต้น เครื่องจักสานชนิดต่างๆ ของภาคใต้ดังกล่าวแล้ว จะเห็นว่าบางชนิดเป็นเครื่องจักสานที่มีประโยชน์ในการใช้สอยเช่นเดียวกับเครื่องจักสานภาคอื่น แต่มีรูปแบบ ลวดลาย และใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไปจากเครื่องจักสานภาคอื่นๆ มีลักษณะเฉพาะถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
  • 51.
  • 52.
    งานเทศกาลกลางเดือน๕ จัดขึ้นรวม ๓วัน ๓ คืน นับตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่า จนถึงวันแรม ๑ ค่า เดือน ๕ เทศกาลนี้จัดฉลองสมโภชเนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นวันคล้ายวันที่อาราธนาหลวงพ่อขึ้นจากแม่น้า แล้วอัญเชิญท่านมาประดิษฐานที่วัดโสธรวรวิหารงานเทศกาลกลางเดือน ๑๒ เทศกาลนี้ได้จัดสืบต่อกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว คือ เริ่มจัดขึ้นในราว พ.ศ. ๒๔๓๔ โดยมีมูลเหตุมาจากในปีนั้นประชาชนในท้องถิ่นประสบทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ทาการเพาะปลูกไม่ได้ผล ทั้งยังเกิดโรคอหิวาต์และฝีดาษระบาดทั่วไป ทาให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นจานวนมาก เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ชาวบ้านต่างพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อให้ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยเหล่านี้ ด้วยการปิดทองบ้าง ด้วยมหรสพสมโภชบ้าง และด้วยสิ่งอื่น ๆ กล่าวกันว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่บันดาลให้เกิดฝนโปรยปรายลงมา ทาให้แผ่นดินชุ่มชื้น โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านจึงร่วมใจกันจัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บนแต่เดิมงานเทศกาลในเดือนนี้มี ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่า และวันแรม ๑ ค่า เดือน ๑๒ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จัดเพิ่มขึ้นอีก ๒วัน คือ วันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่า เดือน ๑๒รวมทั้งสิ้นเป็น ๕ วัน และถือปฏิบัติสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ในวันขึ้น ๑๔ ค่าจะมีการแห่หลวงพ่อทางบก วันขึ้น ๑๕ ค่า มีการแห่ทางน้า และวันแรม ๑ ค่า ซึ่งเป็นวันสุดท้ายมีการเวียนเทียนและสรงน้าพระงานเทศกาลตรุษจีน จัดตามจันทรคติของจีน คือ ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่า ปีใหม่(ชิวอิด) ไปจนถึงวันขึ้น ๕ค่า (ชิวโหงว) รวม ๕วัน ๕ คืน ถ้าเทียบเป็นเดือนไทยก็คือ ราวเดือนยี่หรือเดือนสาม การแข่งเรือช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ความสาคัญ การแข่งเรือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้าบางปะกง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล พิธีกรรม การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน โดยถือกาหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้าเป็นสาคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ของทุกปี แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้าบางปะกง หน้าตัวเมือง แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก เรือยาวใหญ่เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯการแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลามีจานวนประมาณ ๕๐ คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง
  • 53.
    กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน๓คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้าสวนกัน ถ้าชนะ ๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓สาระ นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับผืนน้าของผู้คนแล้วยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสมานสามัค คีของบุคคลผู้ที่ได้ชื่อว่าอยู่ในเรือลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน การทุ่มเทแรงกายแรงใจ ความพร้อมเพรียงจังหวะและการประสานสัมพันธ์ ที่ทาให้ไปสู่จุดมุ่งหมายได้โดยมิใช่อาศัยความสามารถของคนใดคนหนึ่ง ประเพณีทอดผ้าป่าน้าเพ็ง ช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ความสาคัญ ประเพณีทอดผ้าป่าน้าเพ็ง เป็นประเพณีทอดผ้าป่าของหมู่บ้านไผ่ดา อาเภอบางน้าเปรี้ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันทาบุญเนื่องในวันลอยกระทง พิธีกรรม ในตอนบ่ายของวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ ชาวบ้านจะนาเรือออกเรี่ยไรสิ่งของต่าง ๆเพื่อร่วมกันทาบุญ จากนั้นนาสิ่งที่ได้มาจัดแต่งลงเรือ เรือที่นากองผ้าป่าและสิ่งของไปทอดนี้เรียกว่า เรือองค์ผ้าป่าหรือเรือองค์ ครั้นพอค่าหรือตอนที่พระจันทร์ขึ้นพ้นทิวไม้ก็จะยกขบวนเรือซึ่งมีทั้งเรือพาย เรือแจว เรืออื่น ๆ ลากจูงเรือองค์ไปยังวัด และกระทาการถวายผ้าป่าที่ศาลาวัดนั้น ก่อนที่จะกลับมาทอดยังวัดไผ่ดาซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของพิธีการ ระหว่างขากลับจะมีการแข่งขันชักเย่อเรือองค์เป็นที่สนุกสนานกลางท้องน้า และหลังกลับไปทอดผ้าที่วัดไผ่ดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการแข่งเรือประลองฝีพายกันอีกครั้ง ที่หน้าวัดไผ่ดานั่นเอง
  • 54.
    ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายข้าวเปลือก ความสาคัญ การก่อพระเจดีย์ทรายเป็นประเพณีที่ชาวไผ่ดา อาเภอบางน้าเปรี้ยว ได้กระทาสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล วัตถุประสงค์เพื่อนาเอาทรายมาใช้ทาสาธารณประโยชน์ในวัดส่วนการก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทาบุญอย่างหนึ่งของชาวไผ่ดาที่นาเอาผลผลิตจากอาชีพการทานา คือ ข้าวเปลือก มาก่อเป็นเจดีย์แทนทราย พิธีกรรม การก่อพระเจดีย์ทรายเนื่องจากสภาพท้องถิ่นของหมู่บ้านไผ่ดา เป็นที่ราบน้าท่วมถึงจึงทาให้ไม่มีทรายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย การก่อพระเจดีย์ทรายของชาวไผ่ดา จึงเปลี่ยนจากการขนทรายมาเป็นการซื้อทรายจากทางวัด ซึ่งที่วัดไผ่ดาจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อน ว่าจะมีการการก่อพระเจดีย์ทรายในวันพระไหน เมื่อถึงวันกาหนดประชาชนก็จะไปทาบุญและก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน จากนั้นก็มีการประกวดความสวยงามของพระเจดีย์ ว่าใครตกแต่งได้ดีกว่ากันการก่อพระทรายข้าวเปลือก ก็มีวิธีดาเนินการเช่นเดียวกัน คือ นัดวัน เมื่อถึงวันกาหนดชาวบ้านก็จะนาข้าวเปลือกใส่กระบุงไปวัด แล้วเอาไปเทกองรวมกันในที่วัดจัดไว้เป็นพระเจดีย์ ควบคู่ไปกับการทาบุญ ข้าวเปลือกที่ได้ทางวัดจะนาไปขาย เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยมาใช้จ่ายในการทานุบารุงศาสนสถานของวัดต่อไป ประเพณีแห่ธงตะขาบช่วงเวลา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕เมษายน ของทุกปี ความสาคัญ การถวายธงตะขาบเป็นการทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ เป็นประเพณีของชาวรามัญที่ตั้งรกรากอยู่ใกล้วัดพิมพาวาส ในเขตอาเภอบางปะกง เชื่อกันว่าธงที่แขวนส่ายเพราะแรงลมเป็นการบอกรับบุญกุศลของบรรพบุรุษ และช่วยให้ผู้ล่วงลับได้ขึ้นสวรรค์ พิธีกรรม ธงตะขาบแต่เดิมเป็นธงกระดาษ ต่อมาเปลี่ยนเป็นผ้า ปัจจุบันใช้เชือกเป็นเส้นขอบผูกขวางคั้นด้วยซี่ไม้ไผ่เป็นช่วง ๆ
  • 55.
    ใช้เสื่อผืนยาวปิดทับแทนผ้าหรือกระดาษเป็นลาตัว ปลายไม้ที่ยื่นสองข้างทุกซี่ประดับด้วยช้อนผูกห้อยแทนขา สลับกับพู่กระดาษเพื่อความสวยงาม หัวและหางสานผูกด้วยโครงไม้ปิดกระดาษสี จะทากี่ตัวแล้วแต่กาลังจากนั้นจะทาการแห่ไปที่วัด เมื่อถึงก็จะขึงธงไว้กับต้นเสาในศาลา จากนั้นพระจะนาสายสิญจน์มาวงรอบธง แล้วจึงทาพิธีถวายธงตามด้วยการสรงน้าพระ เสร็จแล้วจึงนาธงไปชักขึ้นแขวนบนเสาหงส์ ประเพณีตักบาตรน้าผึ้ง ช่วงเวลา กลางเดือน ๙ ของทุกปี ความสาคัญ การตักบาตรน้าผึ้ง เป็นประเพณีการถวายน้าผึ้งแก่ภิกษุและสามเณร ของชาวรามัญที่วัดพิมพาวาส อาเภอบางปะกง สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่าเลไลย์ มีช้างและลิงคอยอุปัฏฐากโดยการนาเอาอ้อยและน้าผึ้งคอยถวาย ต่อมาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสามเณรรับน้าผึ้งและน้าอ้อยมาบริโภคเป็นยาได้ พิธีกรรม การตักบาตรน้าผึ้งมักจัดกันที่ศาลาวัด ขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น ชาวบ้านจะนาน้าผึ้งมาใส่บาตร และนาน้าตาลใส่ในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหารคาวหวานจะใส่ในภาชนะที่วางแยกไว้อีกด้านหนึ่ง อาหารพิเศษที่นามาใส่บาตร ได้แก่ ข้าวต้มมัด ถวายเพื่อให้พระฉันจิ้มกับน้าผึ้งหรือน้าตาล ประเพณีบุญข้าวหลาม ช่วงเวลา ประเพณีบุญข้าวหลาม เป็นประเพณีของชาวลาวเวียงและลาวพวนในอาเภอพนมสารคาม ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายลาว ที่อยู่ใกล้เคียงกับชาวไทยเชื้อสายเขมรประเพณีนี้อาจเป็นสิ่งที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่ก่อนเมื่อครั้งยังอยู่ในประ เทศลาวจึงเท่ากับเป็นการรักษาประเพณีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งเท่ากับเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาทางหนึ่งพิธีกรรม
  • 56.
    วันขึ้น ๑๔ ค่าเดือน ๓ ชาวบ้านทุกบ้านจะเผาข้าวหลาม เพื่อนาไปถวายพระในเช้าวันขึ้น ๑๕ ค่า ตอนสายจะพากันเดินไปขึ้นเขาดงยาง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๖ กิโลเมตร เพื่อปิดทองรอยพระพุทธบาทบนเขาดงยาง และนาข้าวหลามไปรับประทานบนเขา ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ช่วงเวลา วันแรม ๘ ค่า ถึงวันแรม ๑๕ ค่า เดือน ๖ รวม ๘ วัน เป็นวันประกอบพิธีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม จากนั้นในวันที่ ๙ คือ วันขึ้น ๑ ค่า เดือน ๖เป็นวันถวายพระเพลิง ความสาคัญ ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสาโรง อาเภอแปลงยาว ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานานนับร้อยปี บนพื้นฐานความเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่วมถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า จะได้บุญกุศลอย่างแรงกล้า พิธีกรรม ก่อนงานชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างโลงและรูปจาลองของพระพุทธเจ้า แล้วนาไปตั้งเบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ครั้นวันแรม ๘-๑๕ ค่า พระสงฆ์จะลงสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นกุศลแก่ผู้สดับธรรม แต่ละคืนชาวบ้านจะร่วมกันนาจตุปัจจัยมาถวายแด่พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นการทาบุญ ครั้นวันขึ้น ๑ ค่า หลังสวดพระอภิธรรมก็จะมีการนาเอาโลงและรูปจาลองของพระพุทธเจ้า แห่เวียนรอบพระเมรุมาศจาลอง แล้วจึงยกขึ้นวางบนจิตกาธาน พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล ถวายดอกไม้จันทน์ร่วมกับชาวบ้านแล้วถวายพระเพลิง เรือผีหลอก
  • 57.
    เรือผีหลอก เมื่อราว 40ปีผ่านมา ชาวบ้านริมน้าบางปะกงอันอุดมสมบูรณ์ มักจะได้เห็นการจับปลาด้วยเรือชนิด หนึ่ง เรียกเป็นภาษาจีนว่า "เรือเช้าแป๊ะ" ส่วนคนไทยเรียกว่า "เรือผีหลอก" "เรือผีหลอก" ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากไม้ มีรูปร่างเพรียว กว้างประมาณ 50 - 60ซม. ยาวประมาณ 4 วา 2 ศอก (ประมาณ 9เมตร) หัวเรือเรียวเล็กท้องเรือแบนราบ จึงแล่นในน้าตื้นได้สะดวกและคล่องตัวในการแจว หรือพายทวนน้า พื้นตอนท้ายเรือใช้ไม้กรุปิดและเปิดได้ยาว 1 เมตร สาหรับให้คนยืนแจวเรือพายเรือ ภายในมีที่ว่าง สาหรับขังปลาขนาดใหญ่ที่จับได้ ตลอดลาเรือมีกงขึ้นห่างเป็น ๆ ท้องเรือปล่อยโล่งไม่มีไม้ปิด แต่ใช้ทางมะพร้าวตัดปลาย ไม้เล็กน้อย กันมิให้ปลาที่กระโดเข้ามาหนีออกไปได้ สาเหตุที่เรียกชื่อว่า "เรือผีหลอก" ก็เพราะด้านข้างลาเรือ มีไม้กระดานสีขาวหรือสังกะสีแผ่นสี่เหลี่ยม ผูกติดไว้กับแคมเรือ มีความสูงเรี่ย ๆน้าเมื่อแล่นผ่านสายน้าก็จะสะท้อนเป็นมันเงาวาววับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลา กลางคืน ทาให้ปลาที่หากินอยู่บนผิวน้าตกใจกระโดดลอยสูงและตกลงมาบนแผงไม้ เลยเข้าสู่ท้องเรือกันเป็นแถว ชาวประมงมักนาเรือชนิดนี้ออกไปหาปลาในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นฤดูที่มีน้าท่า อุดมสมบูรณ์ ปลาก็ชุกชุมและมีขนาดใหญ่ ปลาที่เข้าเรือผีหลากส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่หากินน้าตื่น ทั้งปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนแดง ปลาซิว ปลาฉลาด ปลาเนื้ออ่อน ปลากระทุงเหว ปลาเสือ ปลากระดี่ ปลากระบอก ปลากระพง เป็นต้น เวลาที่เหมาะสมในการใช้เรือผีหลอกออกจับปลา คือเวลากลางคืน ตั้งแต่สามทุ่มไปจนรุ่งสาง ฉะนั้น เมื่อฟ้า สว่างในตอนเช้า ผู้มีบ้านริมน้าก็จะได้เห็นเรือผีหลอกพายกลับมาพร้อม ๆกันหลายลา การจับปลาด้วยเรือผีหลอก แสดงถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านแปดริ้วได้เป็นอย่างดี น่าเสีย ด่ายที่เวลานี้เรือชนิดนี้ลดความนิยมลงมาก แต่อาจจะยังพอหาดูได้บริเวณตลาดบ้านใหม่ขึ้นไปทางเหนือน้า อาหารพื้นเมืองภาคตะวันออก ภาคตะวันออกหรือภาคอีสาน มีสภาพพื้นดินโดยทั่วไปค่อนข้างแห้งแล้ง และในอดีตเป็นภาคที่มีความชุกของปัญหาทุพโภชนาการค่อนข้างสูงอาหารพื้นเมืองของชาวอีสานนั้น อาหารหลักคือข้าวเหนียวเช่นเดียวกับภาคเหนือ อาหารหลักมี 3 มื้อ อาหารเช้าเรียกข้าวเช้า อาหารกลางวันเรียกข้าวเพล และอาหารเย็นเรียกข้าวแลง อาหารของภาคอีสานส่วนใหญ่จะมีรสเผ็ด เค็ม เปรี้ยว แต่ไม่นิยมรสเปรี้ยวมาก ซึ่งอาหารอีสานประเภทลาบ ส้มตา ที่เป็นขนานแท้จะออกรสเผ็ดและเค็ม รสเปรี้ยวทางอีสานใช้มะนาว มะกอก ส้มมะขาม มดแดง รสเค็มใช้ปลาร้า ชาวอีสานไม่นิยมเครื่องเทศแต่ใช้พืชประเภทแต่งกลิ่น เช่นผักชีลาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักไผ่
  • 58.
    อาหารเนื้อสัตว์ของชาวอีสานส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัว เนื้อควาย ปลาน้าจืดและสัตว์ที่จับได้ในท้องถิ่น ในอดีตชาวอีสานไม่นิยมเลี้ยงหมู จึงไม่ค่อยมีอาหารที่ทาด้วยหมู แหล่งอาหารของชาวอีสานแบ่งได้เป็น 2 แหล่งคือ อาหารที่หาซื้อได้จากตลาด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารของคนในเมือง ได้แก่ส้มตา ไก่ย่าง ลาบ ต้มยา ปลาทูทอด ส่วนอีกแหล่งเป็นแหล่งที่ได้จากธรรมชาติตามท้องไร่ท้องนาหรือในป่า เช่นกบ เขียด อึ่งอ่าง กิ้งก่า แมลงชนิดต่างๆ การแต่งกายภาคตะวันออก ในภาคตะวันออกการแต่งกายมีลักษณะเช่นเดียวกับคนภาคกลางเดิมที่ภาคนี้เรียกรวมกับคนภาคกลาง แต่เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศซึ่งต่างไปจากภาคกลางผลิตผลและภูมิอากาศคล้ายคลึงกับภาคใต้จังมีลักษณ ะเด่นขัดของตนเองที่แยกออกไปได้
  • 59.
    ภาษาถิ่นตะวันออก วิเศษ ชาญประโคน (2550,หน้า40-41) ได้กล่าวถึง ภาษาถิ่นตะวันออกว่าเป็นภาษาย่อย ที่ใช้พูดจากัน ในท้องถิ่นตะวันออกมี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น ตัวอย่างคาในภาษาถิ่นตะวันออก คา ความหมาย คา ความหมาย กะแต่ง ผักที่มีลักษณะคล้ายบุกแต่เล็กกว่า เกียน เกวียน คุน,แมะ ยาย ตะโงน ตะโกน พอแรง มาก โพง กระป๋องตักน้า นักนั่ก มากมาย,เยอะแยะ ธุ ไหว้ สงาด เยอะ, มากมาย สนุกซ้ะ สนุกมาก
  • 60.
    สะหม่า ประหม่า สารพีทัพพี สีละมัน ลิ้นจี่ป่า หวด กิน หาบ แบก ลุ้ย, หลัว เข่ง อีโป้ ผ้าขาวม้า อีแหวก แมงกะชอน เอ๊าะ สาวรุ่น ฮิ คาสร้อย อ๊อกอ้อ ตุ๊กแก เอี๊ยว อ่อน วรรณกรรมตะวันออก มหาภารตะ
  • 61.
    มหาภารตะ (สันสกฤต: महाभारत)บางครั้งเรียกสั้น ๆ ว่า ภารตะ เป็นหนึ่งในสองของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย (มหากาพย์อีกเรื่องคือ รามายณะ)[1] ประพันธ์เ ป็นโศลกภาษาสันสกฤต มหากาพย์เรื่องนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ “อิติหาส” (แปลตามศัพท์ว่า “ประวัติศาสตร์”) และเป็นส่วนหนึ่งทึ่สาคัญยิ่งของเทพปกรณัมในศาสนาฮินดู สามก๊ก สามก๊ก เป็นวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จัดเป็นวรรณกรรมเพชรน้าเอกของโลก เป็นมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกที่สุดยอด มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 10ภาษาและมีการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก
  • 62.
    ศิลปะพื้นบ้าน ราสวด มีประวัติความเป็นมาที่บอกเล่าสืบกันมาว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่ใช้แสดงหลังมีพิธีสวดพระอภิธรรม ซึ่งกา รทาพิธีบาเพ็ญกุศลศพถือว่าเป็นประเพณีที่จะต้องทดแทนพระคุณของผู้ตาย ประเพณีการทาศพ ลูกหลานจึงต้องทาด้วยความตั้งใจเพื่อให้ผู้ตายได้รับความสุขและเป็นเกียรติยศเชิดชูผู้ตาย เมื่อผู้ตายที่เรารักเคารพตายลงจึงมักนิยมตั้งศพบาเพ็ญกุศลที่บ้าน นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสวด พระอภิธร รม การสวดพระอภิธรรม ถือว่าเป็นการทากุศลอันยิ่งใหญ่ที่ลูกหลานอุทิศให้แก่ผู้ตาย เมื่อสวดเรียบร้อยแล้ว ในสมัยก่อน พระภิกษุสงฆ์จะสวดพระมาลัยต่อ เพื่อเป็นเพื่อนศพและเจ้าภาพ คนสมัยนั้นจะนิยมฟังเพราะมีลีลา จังหวะการสวดที่มีท่วงทานองสนุกสนานเพลิดเพลิน ในสมัยต่อมาใช้ฆราวาสสวดยิ่งเพิ่มความตลกคะนอ ง และเมื่อคนในภาคตะวันออกมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นราสวด เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ราสวด จึงราเป็นเพลงพื้นบ้านของภาคตะวันออกที่เป็นที่นิยมกัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดมาจนถึงทุกวันนี้ (ภาพเคลื่อนไหวราสวด)
  • 63.
    การเล่นราสวดเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรม ของชาวจังหวัดตราดที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ทั้งด้านการแต่งคาประพันธ์ การประดิษฐ์คิดค้นท่ารา และการร้องเพลงด้วยทานองเพลงไทยเดิม อันเป็นการธารงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มคน ให้คงคุ ณค่าในด้านค่านิยมในสังคมและหลักปฏิบัติอันดี ที่แสดงความรักความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ นอกจากนี้ ยังคงไว้ในด้านความเชื่อทางพุทธศาสนา และความรักสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะที่มีน้าใจเกื้อกูลกัน วิธีการแสดงราสวด ในแต่ละคณะจะมีการแสดงที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งจะเริ่มแสดงหลังจากพระภิกษุ สวดพระอภิธรรมเสร็จจนถึงรุ่งเช้า การแต่งกาย เมื่อคณะราสวดได้รับเชิญให้ไปแสดงในงานศพการแต่งกายเป็นชุดไว้ทุกข์ สีขาวดา ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงพื้นบ้าน ส่วนผู้ชายจะนุ่งกางเกง หรืออาจใส่ชุดที่มีอยู่ มีข้อจากัดคือไม่ใส่เสื้อลาย ถือว่าไม่สุภาพ แต่เมื่อจะแสดงต้องมีผ้าสีมาคล้องคอ ทั้งหญิงและชายแต่ผู้ชายอาจผูกเอวก็ได้ โอกาสในการแสดง
  • 64.
    แสดงหลังจากพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ประมาณ ๒๑.๐๐น. จนถึงประมาณ ๐๔.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น ในสมัยก่อนจะแสดงในงานศพเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเริ่มมีคนจ้างไปแสดงในงานอื่นๆ บ้างเช่น งานที่เป็นงานอันเกี่ยวเนื่องกับการตาย ทาบุญให้ผู้ตายเมื่อครบรอบแต่ละปี หรือโอกาสที่ลูกหลานระลึกถึงผู้ตาย เงินค่าตอบแทน ค่าตอบแทน คณะราสวดจะไม่คิดค่าตอบแทน เพราะถือว่าเป็นการช่วยงาน เพียงเจ้าภาพให้เป็นค่าน้ามันรถก็พอใจแล้ว แต่บางคณะ จะเรียกครั้งละ ๓,๐๐๐ บาท อันที่จริง การเรียก ๓,๐๐๐บาท ก็แทบไม่ได้อะไร หักค่าน้ามันแล้วอาจจะได้คนละ ๑๐๐ บาท หรือไม่ถึงร้อยบาท วิธีถ่ายทอดองค์ความรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จะมี ๒ ลักษณะคือ หัวหน้าคณะ จะถ่ายทอดให้ญาติพี่น้องลูกหลาน หรืออาจเป็นแบบครูพักลักจา แต่ปัจจุบันมีการถ่ายทอดให้กับนักเรียนที่สนใจ ดังที่นายแคว้น ได้ฝึกสอนให้กับผู้สนใจ คุณค่า ราสวดเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ ทั้งด้านการแสดง การสืบทอดวัฒนธรรม วรรณกรรม นาฏศิลป์ เพื่อก่อให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคี ถือว่ามีชีวิตอยู่กันแบบสังคมพึ่งพา ที่สาคัญทาให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ ซึมซับ วรรณคดี วรรณกรรม วรรณศิลป์ และ ศิลปะแขนงต่างๆที่แทรกอยู่อย่างละเมียดละไม สถาปัตยกรรมตะวันออก งานสถาปัตยกรรมตะวันออก อาจแบ่งออกได้ตามประโยชน์ช่วงใช้ จึงมีทั้งที่อยู่อาศัยและสิ่งก่อสร้างในศาสนา และเนื่องจากประเทศในตะวันออกส่วนใหญ่อยู่ในโซนร้อน มีฝนชุกบ้าง มีอากาศแปรปรวนหนาวร้อนจัดบ้าง หลังคาของอาคารส่วนใหญ่จะมีจั่วสูง ซึ่งแตกต่างกับอินเดีย เพราะแม้ว่าจะเป็นประเทศแม่บทบาททางศิลปะและวัฒนธรรมของเอเซีย แต่ก็มิได้มีสิ่งก่อสร้างเฉพาะ ที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะอากาศตามปกติของอินเดียออกจะแห้งแล้งและหนาวจัดในบางฤดู
  • 65.
    ที่อยู่อาศัยจึงสร้างขึ้นเพื่อป้องกันอากาศที่แปรปรวน แต่ประเทศทางตะวันออกไกลมีฝนตกชุก มีอากาศร้อน ที่อยู่อาศัยจึงหลังคาสูงและปลูกอยู่บนเสาสูง ลักษณะของสถาปัตยกรรมตะวันออกเป็นไปตามฐานะของบุคคลอย่างเห็นได้ชัด เช่น ปราสาทราชวังของกษัตริย์ หรือคฤหาสน์อันโอ่อ่าของคหบดี หรือกระท่อมไม้ไผ่ มุงหญ้าคาของคนในชนบท สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นสิ่งแปลกประหลาด เพราะดูจะเหมือนกันทุกแห่งในโลก พิจารณาในด้านการศึกษารูปแบบการตกแต่งแล้ว จะเห็นความคิดสร้างสรรค์ตามความเหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น ในถิ่นที่มีไม้มากก็จะใช้ไม้หรือในถิ่นที่มหาไม้ได้ยากกว่า ก็จะใช้วัสดุอย่างอื่น การสร้างที่อยู่อาศัยจึงขึ้นกับสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ ดินฟ้าอากาศ และพื้นเพสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน สาหรับศาสนสถาน หรือ สิ่งก่อสร้างในศาสนานั้น แตกต่างกันออกไปจากที่อยู่อาศัย บ้างมีความมุ่งหมายให้เกิดความถาวรมั่นคง มีอายุยืนนาน จึงมักจะก่อสมร้างด้วยหิน หรือ อิฐปูนตามกาลังศรัทธา เช่น ในประเทศอินเดีย สมัยราชวงค์คุปตะ มีการเจาะภูเขาสร้างเป็น “ วิหารถ้า ” เช่น ถ้าอาจันตะ มีอยู่ถึง 20 กว่าถ้า แต่ถ้าถ้าประดิษฐ์สิ่งตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง จนเหนือความสามารถของมนุษย์ในปัจจุบันที่จะทาเช่นนั้นได้ การสร้างศาสนาสถานในลักษณะต่าง ๆ ของประเทศตะวันออก แม้ว่ามีแม่บทคือ อินเดีย แต่ก็ยังสามารถประดิษฐ์ให้เป็นแบบอย่างเฉพาะของแต่ละประเทศได้ นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ซึ่งคนสมัยก่อน ๆ ได้ฝากความคิด และฝีมือไว้เป็นอุทาหรณ์ การตกแต่งประดับประดาสิ่งก่อสร้างเฉพาะที่อยู่อาศัยย่อมแตกต่างกับศาสนสถานเพราะ ที่อยู่อาศัยนั้น มุ่งแสดงฐานะความสะดวกสบาย และความสุขของผู้อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของ แต่ศาสนสถานนั้นมุ่งจรรโลงศาสนา ทุ่มเทพลังความคิดและฝีมือเพื่อเสริสร้างความศรัทธาแก่มหาชน อาจทาตามผู้มีอานาจบงการก็จริงอยู่ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นสถานที่ทาให้เกิดความวิเวกจิตสงบ จึงมีการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไปบ้าง เรื่องราวที่นามาประกอบกับความเข้าใจในการตกแต่งอาจมีทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์สุขทางศาสนาร่วมกันของมหาชนทั้งสิ้น
  • 66.
    หัตถกรรมภาคตะวันออก พิพิธภัณฑ์ “จักสาน” พนัสนิคมแหล่งเรียนรู้หัตถกรรมจากไม้ไผ่ ไม้ไผ่ พืชธรรมชาติหลากชนิดที่ขึ้นอยู่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ป่าทั่วประเทศ นามาซึ่งประโยชน์ใช้สอยได้ในทุกส่วน ทั้งหน่อ ราก ลาต้นและใบ ก่อให้เกิดความผูกพันกับวิถีการดารงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบันจากการเรียนรู้คุณสมบัติจาก พืชใกล้ตัว สนองประโยชน์ต่อชีวิตประจาวัน บ้างใช้สร้างบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัย บ้างผลิตเป็นภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยในครัวเรือน บ้างนามาทาเป็นเครื่องดนตรีนานาชนิด อาทิ ระนาด ขลุ่ย อังกะลุง บ้างนามาเหลาเป็นอาวุธ คันธนู ลูกศร คันกระสุน หรือแค่ปาดปลายให้แหลมเรียวก็เพียงพอที่จะมีไว้ใช้การ หากลาไหน ขนาดและน้าหนักเหมาะถนัดมือ อาจนามาทาเป็นไม้กระบอง หรือ ตะพดช่วยพยุงยามชรา ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติที่ดีของไม้ไผ่ ที่มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ประกอบมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวตลอดลาจึงทาให้มีเนื้อเหนียวไม่หักง่ายและมีแรงดีดคืนตัว เมื่อนาลาต้นมาจักตอกเป็นเส้นๆ ดัดโค้งขึ้นรูปตามความต้องการ เพื่อสานเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ประเภทต่างๆ สามารถรับแรงดึง และแรงกดได้ดีโดยไม่แตก หรือหักง่าย คุณสมบัติพิเศษเช่นนี้และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทาให้เป็นที่นิยมนามาทาเครื่องจักสานกันแพร่หลายและใกล้ชิดกับชีวิตประจาวันของคนทั่วไปที่สุด
  • 67.
    ในรูปแบบของภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่นกระบุง ตะกร้ากระจาด กระติ๊บ พ้อม รวมถึงเครื่องมือสาหรับ ดัก จับ ขัง สัตว์น้าจาพวก ไซ ข้อง กระชัง สุ่ม ฯลฯ ภูมิปัญญาอันเกิดจากการเรียนรู้ชีวิตเกี่ยวโยงกับธรรมชาติ ท้องที่และคนในชุมชน ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อุดมไปด้วยไม้ไผ่มากมายในอดีตตามความหมายเดิม “หมู่บ้านในป่าทึบ” จากการพึ่งพาตนเองโดยใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น และวัตถุดิบที่หาได้ง่าย นามาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักสานสาหรับใช้สอยในชีวิตประจาวัน กลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้กับอาเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี นางปราณี มูลผลา ประธานกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 กล่าวว่าเดิมตนเป็นผู้รับเครื่องจักสานจากชาวบ้านมาจาหน่ายอีกต่อหนึ่งกระทั่ง มีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อจัดตั้ง “กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1 “อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในปี 2544 จานวนสมาชิก 45 คนเพื่อผลิต ผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่าง ๆ เอาไว้จาหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิกใน ชุมชนที่ 1 ได้รับการคัดสรร สินค้าสุดยอดหนึ่งตาบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 2549ประเภทผลิตภัณฑ์ ของใช้ของประดับตกแต่ง และของที่ระลึก ระดับ 4 ดาว “ผลผลิตแต่เดิมจะเป็นงานที่ทาขึ้นเพื่อใช้ในการดารงชีพของชาวบ้าน เช่นไซ สุ่ม กระบุง ตะกร้า เพราะมีป่าไผ่มาก และคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทาไร่ ทานา หาปลา จึงมีการนาไม้ไผ่ที่หาได้ในละแวกบ้าน ตัดเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆในการจับสัตว์น้า เช่น ไซ ข้อง ตุ้ม ลอบ ไว้ใช้ช้อน กุ้ง หอย ปู ปลา และผลิตเพื่อจาหน่ายเพิ่มรายได้ กระทั่งพัฒนามาเป็นฝาชีครอบกับข้าว ซึ่งได้รับความนิยมจากคนทั่วไปและมีการจาหน่ายกันแพร่หลายมากขึ้น ที่เห็นวางขายกันทั่วไปส่วนใหญ่นาจากอาเภอพนัสนิคมไปจาหน่ายต่อทั้งนั้น ไม้ไผ่ที่นามาทาจักสานนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของเครื่องใช้ที่ต้องการจะผลิตออกมาใช้สอย นามาจากหลายพื้น อาทิ จากเขาเขียว ปราจีนบุรี และจันทบุรี ซึ่งแต่เดิมจะเป็นไม้ไผ่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ตาบลพนม บ่อขาว และบ้านซ่อง ประเภทไม้ไผ่บ้าน และไม้สีสุกปล้องสั้น แต่ต่อมาจานวนไม้ไผ่ได้ลดน้อยลงมากจนต้องซื้อจากจังหวัดอื่น งานจักสานเป็นงานฝีมือที่อาศัยเรียนรู้จากการสืบทอดกันภายในครอบครัว จากปู่ ย่า ตา ยาย สอนลูกหลานให้ได้รู้วิธีการจักสาน อาทิ ให้ช่วยผ่าไม้ไผ่ จักตอก และหัดสาน เล็กๆ น้อยๆ จนเกิดความชานาญ แต่คนรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยสนใจงานประเภทนี้มากนัก ส่วนใหญ่ไปทางานโรงงานกันหมด
  • 68.
    เทศบาลเมืองพนัสนิคมจึงคิดจัดงาน ประเพณี “บุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม” ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี2537เพื่ออนุรักษ์ให้ประชาชนรุ่นหลังได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ในงานบุญกลางบ้านและเครื่องจักสาน ซึ่งเป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานของชาวอาเภอพนัสนิคม โดย ชาวบ้านจะนาอาหารมาร่วมกันทาบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พระภูมิเจ้าที่เจ้ากรรมนายเวร ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อขับไล่สิ่งเลวร้าย ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของสัปดาห์แรกเดือนพฤษภาคม หรือเดือน 6 ของไทย “กลุ่มผู้ผลิตทั้ง 7ชุมชนต่างร่วมกันส่งผลงานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จักสานที่ใหญ่ที่สุดเข้าประกวดกันทุกปี เมื่อเสร็จงานไม่รู้จะไปเก็บไว้ไหนก็รวบรวมมาอยู่ที่นี่ ค่อยๆสะสมมาเรื่อยๆ และปรับแต่งบ้านไทยโบราณ เป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องจักสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ 3ไร่ โดยมีเทศบาลเมืองพนัสนิคม สนับสนุนเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตการจักสาน ซึ่งเข้าชมฟรีทุกวัน ในเวลาราชการ” ปัจจุบันกลุ่มผู้เข้ามาเยี่ยมชม ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ กลุ่มแม่บ้าน คณะครู เท่านั้น ซึ่งหาก “ศูนย์เครื่องจักสานใหญ่ที่สุดในโลก” ได้รับการบรรจุไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับเครื่องจักสานขนาดใหญ่ นานาชนิดไม่เพียงแต่เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเพิ่มโอกาสขยายตลาดระดับชุมชนให้นักท่องเที่ยวคนทั่วไปได้รู้จัก และมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มาแหล่งผลิตสร้างรายได้ให้คนในชุมชน