หมายแพย  ง
                           กฎ
                             และพาณิช
                              เ ร�องทั่วไปพง
                            ใน กฎหมายแ




_11-10(001-204)P2.indd 1                        8/19/11 9:22:26 PM
นิติบุคคล
                                            
                                  นิติบุคคลตามกฎหมาย
                    ในการติดต่อธุระกับบุคคลใด ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น
             นาย ก. นางสาว ข. หรือ บุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้นมา ซึ่งศัพท์กฎหมาย
             เรียกว่า “นิติบุคคล” นั้น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
             เช่น การทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ เป็นต้น
                    การติดต่อกับบุคคลธรรมดาทั่วไปก็คงไม่มีปัญหามากนักเพราะเรา
             สามารถติดต่อบุคคลธรรมดานั้นได้โดยตรง หรือคนที่ทำการแทนที่เรียก
             ว่า “ตัวแทน” ได้โดยถือเสมือนว่าติดต่อกับบุคคลธรรมดานั้นนั่นเอง เช่น
             เราประสงค์จะทำสัญญาเช่าบ้านของนาย ก. เราก็สามารถติดต่อกับนาย
             ก. ได้โดยตรง หรือติดต่อผ่านนางสาว ข. ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ
             จากนาย ก. ได้ เป็นต้น อาจเกิดปัญหาได้สำหรับการติดต่อธุระกับหน่วย
             งานเอกชน หรือติดต่อราชการกับกระทรวง ทบวง กรม หรือวัดวาอาราม
             ต่าง ๆ ว่าหน่วยงานที่เราไปติดต่อธุระหรือติดต่อราชการด้วยนั้นมีฐานะ
             เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่



_11-10(001-204)P2.indd 2                                                              8/19/11 9:22:27 PM
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องทั่วไปในกฎหมายแพ่ง                   ......




                            โดยหลักแล้ว หน่วยงานใดจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้ หน่วยงานนั้น
                 ต้องมีกฎหมายรองรับหรือที่เรียกว่า “กฎหมายจัดตั้ง” ให้เป็นนิติบุคคล
                 ด้ ว ย เช่น บริษั ทจำกัด ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้วก็ย่อมมีฐานะเป็น
                 นิติบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จัดตั้งให้เป็นนิติบุคคล
                 เป็นต้น
                            กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลเช่นกันโดยเป็น
                 นิ ติ บุ ค คลที่ จั ด ตั้ ง ขึ้ น โดยกฎหมายที่ เ รี ย กว่ า “พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ
                 บริหารราชการแผ่นดิน”
                            นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่น ๆ เช่น สุขาภิบาล ก็เป็นนิติบุคคลตาม
                 กฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติสุขาภิบาล
 พ.ศ.
2495”
 และฉบับ
                 แก้ ไขเพิ่มเติม หรือเทศบาลก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่เรียกว่า
                 “พระราชบัญญัติเทศบาล
พ.ศ.
2496” และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเช่นเดียวกับ
                 มหาวิทยาลัยของรัฐต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีฐานะเป็น
                 นิติบุคคลตามที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดตั้ง เป็นต้น
                            วัดวาอารามทุกแห่งไม่ ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนกันโดยตาม
                 กฎหมายจัดตั้งวัดที่เรียกเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
 พ.ศ.
                 2505” และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดไว้ว่า วัดที่จะมีฐานะเป็นนิติบุคคล
                 ได้ต่อเมื่อวัดนั้นเป็นวัดที่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือเขตที่ ได้รับ
                 พระราชทานมาเพื่อใช้ ในการสร้างพระอุโบสถ และต้องเป็นวัดในพระ
                 พุ ท ธศาสนาด้ว ย หากวั ดใดแม้ เ ป็น วัดในพระพุ ทธศาสนา แต่ ไ ม่ ไ ด้รั บ
                 พระราชทานวิสุงคามสีมา วัดนั้นก็จะเป็นเพียงสำนักสงฆ์แต่ ไม่มีฐานะเป็น
                 นิติบุคคลตามกฎหมาย
                            หน่วยงานที่ขึ้นกับ หรือสังกัดหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลที่เราเข้าใจ
                 ว่าเป็นนิติบุคคล เช่น สถานีตำรวจนครบาล หรือสถานีตำรวจภูธร แท้จริง



_11-10(001-204)P2.indd 3                                                                                    8/19/11 9:22:28 PM
รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว
                ......




             แล้ ว สถานี ต ำรวจดั ง กล่ า วเป็ น เพี ย งหน่ ว ยงานที่ สั ง กั ด สำนั ก งานตำรวจ
             แห่งชาติ หรือที่สมัยก่อนเรียกว่ากรมตำรวจ สถานีตำรวจต่าง ๆ เหล่านั้น
             จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น
             ที่มีฐานะเป็น นิติบุคคลโดยจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่เรียกว่า “พระราช-
                   
             บัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ.
2547”
                      การได้รู้ว่าหน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐแห่งใดมีฐานะเป็น
             นิติบุคคล ก็จะมีประโยชน์ตรงที่ว่าหากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างเรากับหน่วย
             งานดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่ามี “ข้อพิพาท” เราก็สามารถฟ้องหน่วยงาน
             นั้นได้ โดยมีข้อแม้สำคัญว่าหน่วยงานที่จะถูกเราฟ้องได้นั้นต้องมีฐานะ
             เป็น นิติบุคคลตามกฎหมายด้วย หากเราฟ้องหน่วยงานที่ ไ ม่มีฐานะเป็น
             นิติบุคคล ศาลก็จะพิพากษาให้เราเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือที่เรียกว่า “พิพากษา
             ยกฟ้อง”
                      ตัวอย่างเช่น เราไปติดต่อราชการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจ
             นครบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครและเกิดมีข้อพิพาทเกิดขึ้น เราจะ
             ฟ้องสถานีตำรวจนครบาลแห่งนั้นไม่ ได้ เพราะสถานีตำรวจนครบาลไม่
             อาจเป็นคู่ความในศาลได้ ในทางกฎหมายเราต้องฟ้องสำนักงานตำรวจ
             แห่งชาติเท่านั้น หากเราฟ้องสถานีตำรวจนครบาลศาลก็จะพิพากษายก
             ฟ้อง เป็นต้น
                      กรณีกลับกัน หน่วยงานที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายก็จะ
             ใช้สิทธิฟ้องผู้อื่นต่อศาลไม่ได้เช่นกัน เช่น วัดที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจะใช้
             สิทธิฟ้องขับไล่คนที่บุกรุกเข้าไปในวัดนั้นไม่ได้ เป็นต้น
                      โดยเหตุ ที่ นิ ติ บุ ค คลตามกฎหมายไม่ อ าจแสดงความประสงค์ ใ ห้
             บุคคลภายนอกทราบเองได้ กรณีจึงต้องแสดงออกโดยบุคคลที่กฎหมาย
             เรี ย กว่ า “ผู้ แ ทนนิ ติ บุ ค คล” เช่ น อธิ บ ดี เ ป็ น ผู้ แ ทนนิ ติ บุ ค คลของกรม



_11-10(001-204)P2.indd 4                                                                           8/19/11 9:22:28 PM
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องทั่วไปในกฎหมายแพ่ง         ......




                 กรรมการผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลของบริษัทจำกัด และเจ้าอาวาสเป็น
                 ผู้แทนนิติบุคคลของวัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นต้น
                         มีข้อน่ารู้ด้วยว่า หากกิจการที่ผู้แทนนิติบุคคลทำลงไปนั้นอยู่ภายใน
                 ขอบอำนาจของนิติบุคคลดังกล่าว กิจการนั้นก็จะมีผลสมบูรณ์และผูกพัน
                 นิติบุคคลนั้นตลอดไปถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้แทนนิติบุคคลนั้นในภาย
                 หลัง
                         ตัวอย่างเช่น บริษัทดี ได้แต่งตั้งนายงามเป็นกรรมการผู้จัดการของ
                 บริษัท และนายงามไปลงชื่อทำสัญญาซื้อขายกับคนอื่นในนามของบริษัทดี
                 ซึ่งเป็นเรื่องภายในขอบอำนาจของบริษั ทดีด้วย ดังนี้แม้ต่อมาบริษั ทดีจะ
                 แต่งตั้งคนอื่นเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่แทนนายงาม สัญญาซื้อขายที่
                 ทำไปแล้วก็ยังคงมีผลสมบูรณ์และใช้ ได้ตลอดไปจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด
                 เป็นต้น
                         บุคคลภายนอกอาจทราบเรื่องขอบอำนาจของนิติบุคคลได้โดยการ
                 ตรวจสอบเอกสารการจัดตั้งนิติบุคคลนั้น เช่น ตรวจสอบขอบอำนาจของ
                 บริษั ทนั้น ๆ ได้จากหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งเป็น หนังสือจัดตั้งบริษั ทที่
                 กำหนดเรื่องวัตถุประสงค์ทั้งหลายของบริษัทนั้น เป็นต้น
                         อาจมีความสับสนกันอยู่บ้างระหว่างเรื่องผู้แทนนิติบุคคลกับคนที่
                 รับมอบอำนาจจากผู้แทนนิติบุคคลนั้น โดยในทางกฎหมายไม่ถือว่าคนที่
                 รับมอบอำนาจจากผู้แทนนิติบุคคลมีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลไปด้วย ตาม
                 ตัวอย่างเรื่องวัดฟ้องขับไล่คนบุกรุกวัด หากวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม
                 กฎหมาย และเจ้าอาวาสได้มอบอำนาจให้ทนายความดำเนินการฟ้องขับไล่
                 คนดังกล่าว ก็ ไม่ทำให้ทนายความอยู่ ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของวัด
                 แห่งนั้น โดยเจ้าอาวาสยังคงเป็นผู้แทนนิติบุคคลของวัดนั้น เป็นต้น




_11-10(001-204)P3.indd 5                                                                       8/31/11 3:40:04 PM
รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว
                ......




                   เห็นไหมครับว่าหน่วยงานใดจะมีฐานะเป็น นิติบุคคลได้ ไ ม่ ใช่เรื่อง
             ง่าย ๆ เพราะจะต้องมีกฎหมายจัดตั้งโดยถูกต้อง และการทำนิติกรรม
             สัญญาต่าง ๆ ของนิติบุคคลก็ต้องทำโดยบุคคลที่เป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้น
             ด้วย




_11-10(001-204)P2.indd 6                                                              8/19/11 9:22:28 PM
กฎหมาย ญา
                           นิต ิกรรมสัญ




_11-10(001-204)P2.indd 7                    8/19/11 9:22:28 PM
การแสดงเจตนา
                                          
                               ประโยชน์ของการเข้าใจผิด
                     โดยปกติ เมื่อเราแสดงเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเรื่องใดที่เราทำไป
             โดยเข้าใจผิดหรือที่กฎหมายเรียกว่า “สำคัญผิด” เราก็อาจต้องสูญเสียเงิน
             ทองหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดอย่างแน่นอน ในทางกลับกันการทำ
             นิติกรรมสัญญาโดยการเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดในทางกฎหมายอาจไม่ได้
             มีผลให้เราต้องสูญเสียเงินทอง หรือประโยชน์เสมอไป ตรงกันข้ามอาจ
             ทำให้เราได้รับประโยชน์จากการเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดนั้นก็เป็นได้
                     ตัวอย่างเช่น เรามีโอกาสได้ ไปดูสินค้าที่ตลาดพาหุรัด กรุงเทพฯ
             แล้วไปพบเห็นผ้าไหมที่สวยงามผืนหนึ่งโดยเข้าใจว่าเป็นผ้าไหมแท้ ซึ่งขณะ
             นั้นร้านค้าได้จัดรายการลดราคาผ้าไหมฯ โดยติดป้าย “นาทีทอง” ด้วย เรา
             จึงต้องรีบซื้อสินค้าผ้าไหมผืนนั้น แต่มาทราบภายหลังว่าไม่ ได้เป็นผ้าไหม
             แท้ เป็นต้น




_11-10(001-204)P2.indd 8                                                              8/19/11 9:22:29 PM
กฎหมายนิติกรรมสัญญา        ......




                          ตามตัวอย่างเป็นเรื่องการซื้อผ้าไหมโดยเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดใน
                 คุ ณ สมบั ติ ข องผ้ าไหมที่ ก ฎหมายเรี ย กการเข้ าใจผิ ด นี้ ว่ า “สำคั ญ ผิ ดใน
                 คุณสมบัติของทรัพย์”
                          การสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์เกิดประโยชน์แก่เราตรงที่ว่ามี
                 ผลให้การซื้อผ้าไหมดังกล่าวนั้นมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้างหรือที่
                 กฎหมายเรียกว่าเป็น “โมฆียกรรม”
                          ตามตัวอย่าง เราก็ควรทีจะรีบใช้สทธิบอกล้างกับคนขายผ้าไหม เพือ
                                                  ่        ิ                                    ่
                 ให้การซื้อผ้าไหมนี้เสียเปล่า หรือเป็น “โมฆกรรม”
 ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่
                 เราทำให้เรามีสทธิทจะเรียกเงินทีจายไปคืนจากคนขายผ้าไหมได้
                                  ิ ี่              ่่
                          กรณีที่เราได้จ้างคนมาวาดรูปเหมือนของเราที่บ้าน โดยเข้าใจว่าคน
                 ที่เราจ้างวาดรูปเก่ง แท้จริงแล้วคนวาดรูปนั้นวาดรูปไม่เป็น สัญญาจ้างดัง
                 กล่าวก็มีผลเป็นโมฆียกรรมเช่นกัน เพราะการว่าจ้างนี้เป็นสัญญาที่ทำโดย
                 “สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล”
                          หากเป็นกรณีที่เราเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดว่าเป็นอีกคนที่วาดรูปเก่ง
                 ดังนี้การเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องการสำคัญผิดในคุณสมบัติ
                 ของบุคคล กฎหมายแพ่งถือว่าการสำคัญผิดกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า
                 การสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ หรือคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าว
                 แล้ ว โดยเรี ย กการสำคั ญ ผิ ด แบบนี้ ว่ า “สำคั ญ ผิ ดในสาระสำคั ญ ของ
                 นิติกรรม” ซึ่งมีผลให้การทำนิติกรรมสัญญานั้นเสียเปล่าไปตั้งแต่เริ่มแรกที่
                 ทำนิติกรรมสัญญากันหรือที่เรียกว่า “โมฆกรรม” โดยคู่สัญญาไม่จำเป็น
                 ต้องบอกล้างเสียก่อน
                          การสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมจึงเป็นประโยชน์แก่เรา
                 มากกว่าการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ที่เรามีสิทธิเรียก
                 เงินที่จ่ายไปแล้วคืนจากคู่สัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล้างก่อน



_11-10(001-204)P2.indd 9                                                                             8/19/11 9:22:29 PM
10 รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว
                  ......




                      ตามตัวอย่างเรื่องการสำคัญผิดว่าคนที่ว่าจ้างให้วาดรูปเป็นอีกคนที่
             วาดรูปเก่งนั้น การว่าจ้างดังกล่าวมีผลเป็นโมฆกรรมหรือเสียเปล่าตั้งแต่
             เริ่มแรกที่ว่าจ้างกัน เรามีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินค่าจ้างวาดรูปคืน
             จากคนที่เราว่าจ้างได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องบอกล้างให้เป็นโมฆกรรมก่อน
             เป็นต้น มีข้อยกเว้นอยู่ว่า หากการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมนั้น
             เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคนทำนิติกรรมสัญญา
             แล้ว ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมฯ จะถือความเป็นโมฆกรรมของนิติกรรม
             เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้
                      ตามตัวอย่างเรื่องว่าจ้างคนวาดรูปผิดคนนั้น หากเรารู้จักคนวาดรูป
             เก่งนั้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ยังไปว่าจ้างคนอื่นมาวาดรูป ให้ เราจะอ้าง
             ความเสียเปล่าของการว่าจ้างนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนไม่ ได้เพราะเกิดจาก
             ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเราเอง เราจึงจะเรียกเงินค่าจ้าง
             วาดรูปคืนจากคนที่เราจ้างผิดคนนั้นไม่ได้
                      ผู้ อ่ า นคงเห็ น ด้ ว ยกั บ ผู้ เ ขี ย นว่ า การเข้ าใจผิ ดในการทำนิ ติ ก รรม
             สัญญากับบุคคลใดอาจเป็นเรื่องดีก็ ได้โดยเฉพาะเมื่อการเข้าใจผิดนั้นเป็น
             เรื่องร้ายแรงถึงขนาดเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมซึ่งมีผล
             ให้ผู้อ่านมีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายไปคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล้างนิติกรรม
             สัญญานั้นเสียก่อน




_11-10(001-204)P2.indd 10                                                                              8/19/11 9:22:30 PM

9789740328735

  • 1.
    หมายแพย ง กฎ และพาณิช เ ร�องทั่วไปพง ใน กฎหมายแ _11-10(001-204)P2.indd 1 8/19/11 9:22:26 PM
  • 2.
    นิติบุคคล นิติบุคคลตามกฎหมาย ในการติดต่อธุระกับบุคคลใด ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น นาย ก. นางสาว ข. หรือ บุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้นมา ซึ่งศัพท์กฎหมาย เรียกว่า “นิติบุคคล” นั้น ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น การทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ เป็นต้น การติดต่อกับบุคคลธรรมดาทั่วไปก็คงไม่มีปัญหามากนักเพราะเรา สามารถติดต่อบุคคลธรรมดานั้นได้โดยตรง หรือคนที่ทำการแทนที่เรียก ว่า “ตัวแทน” ได้โดยถือเสมือนว่าติดต่อกับบุคคลธรรมดานั้นนั่นเอง เช่น เราประสงค์จะทำสัญญาเช่าบ้านของนาย ก. เราก็สามารถติดต่อกับนาย ก. ได้โดยตรง หรือติดต่อผ่านนางสาว ข. ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ จากนาย ก. ได้ เป็นต้น อาจเกิดปัญหาได้สำหรับการติดต่อธุระกับหน่วย งานเอกชน หรือติดต่อราชการกับกระทรวง ทบวง กรม หรือวัดวาอาราม ต่าง ๆ ว่าหน่วยงานที่เราไปติดต่อธุระหรือติดต่อราชการด้วยนั้นมีฐานะ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่ _11-10(001-204)P2.indd 2 8/19/11 9:22:27 PM
  • 3.
    กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องทั่วไปในกฎหมายแพ่ง ...... โดยหลักแล้ว หน่วยงานใดจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลได้ หน่วยงานนั้น ต้องมีกฎหมายรองรับหรือที่เรียกว่า “กฎหมายจัดตั้ง” ให้เป็นนิติบุคคล ด้ ว ย เช่น บริษั ทจำกัด ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้วก็ย่อมมีฐานะเป็น นิติบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จัดตั้งให้เป็นนิติบุคคล เป็นต้น กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลเช่นกันโดยเป็น นิ ติ บุ ค คลที่ จั ด ตั้ ง ขึ้ น โดยกฎหมายที่ เ รี ย กว่ า “พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ บริหารราชการแผ่นดิน” นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่น ๆ เช่น สุขาภิบาล ก็เป็นนิติบุคคลตาม กฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ. 2495” และฉบับ แก้ ไขเพิ่มเติม หรือเทศบาลก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496” และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยของรัฐต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีฐานะเป็น นิติบุคคลตามที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดตั้ง เป็นต้น วัดวาอารามทุกแห่งไม่ ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนกันโดยตาม กฎหมายจัดตั้งวัดที่เรียกเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505” และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดไว้ว่า วัดที่จะมีฐานะเป็นนิติบุคคล ได้ต่อเมื่อวัดนั้นเป็นวัดที่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือเขตที่ ได้รับ พระราชทานมาเพื่อใช้ ในการสร้างพระอุโบสถ และต้องเป็นวัดในพระ พุ ท ธศาสนาด้ว ย หากวั ดใดแม้ เ ป็น วัดในพระพุ ทธศาสนา แต่ ไ ม่ ไ ด้รั บ พระราชทานวิสุงคามสีมา วัดนั้นก็จะเป็นเพียงสำนักสงฆ์แต่ ไม่มีฐานะเป็น นิติบุคคลตามกฎหมาย หน่วยงานที่ขึ้นกับ หรือสังกัดหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลที่เราเข้าใจ ว่าเป็นนิติบุคคล เช่น สถานีตำรวจนครบาล หรือสถานีตำรวจภูธร แท้จริง _11-10(001-204)P2.indd 3 8/19/11 9:22:28 PM
  • 4.
    รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว ...... แล้ ว สถานี ต ำรวจดั ง กล่ า วเป็ น เพี ย งหน่ ว ยงานที่ สั ง กั ด สำนั ก งานตำรวจ แห่งชาติ หรือที่สมัยก่อนเรียกว่ากรมตำรวจ สถานีตำรวจต่าง ๆ เหล่านั้น จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ที่มีฐานะเป็น นิติบุคคลโดยจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่เรียกว่า “พระราช- บัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547” การได้รู้ว่าหน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐแห่งใดมีฐานะเป็น นิติบุคคล ก็จะมีประโยชน์ตรงที่ว่าหากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างเรากับหน่วย งานดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่ามี “ข้อพิพาท” เราก็สามารถฟ้องหน่วยงาน นั้นได้ โดยมีข้อแม้สำคัญว่าหน่วยงานที่จะถูกเราฟ้องได้นั้นต้องมีฐานะ เป็น นิติบุคคลตามกฎหมายด้วย หากเราฟ้องหน่วยงานที่ ไ ม่มีฐานะเป็น นิติบุคคล ศาลก็จะพิพากษาให้เราเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือที่เรียกว่า “พิพากษา ยกฟ้อง” ตัวอย่างเช่น เราไปติดต่อราชการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจ นครบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครและเกิดมีข้อพิพาทเกิดขึ้น เราจะ ฟ้องสถานีตำรวจนครบาลแห่งนั้นไม่ ได้ เพราะสถานีตำรวจนครบาลไม่ อาจเป็นคู่ความในศาลได้ ในทางกฎหมายเราต้องฟ้องสำนักงานตำรวจ แห่งชาติเท่านั้น หากเราฟ้องสถานีตำรวจนครบาลศาลก็จะพิพากษายก ฟ้อง เป็นต้น กรณีกลับกัน หน่วยงานที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายก็จะ ใช้สิทธิฟ้องผู้อื่นต่อศาลไม่ได้เช่นกัน เช่น วัดที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจะใช้ สิทธิฟ้องขับไล่คนที่บุกรุกเข้าไปในวัดนั้นไม่ได้ เป็นต้น โดยเหตุ ที่ นิ ติ บุ ค คลตามกฎหมายไม่ อ าจแสดงความประสงค์ ใ ห้ บุคคลภายนอกทราบเองได้ กรณีจึงต้องแสดงออกโดยบุคคลที่กฎหมาย เรี ย กว่ า “ผู้ แ ทนนิ ติ บุ ค คล” เช่ น อธิ บ ดี เ ป็ น ผู้ แ ทนนิ ติ บุ ค คลของกรม _11-10(001-204)P2.indd 4 8/19/11 9:22:28 PM
  • 5.
    กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องทั่วไปในกฎหมายแพ่ง ...... กรรมการผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลของบริษัทจำกัด และเจ้าอาวาสเป็น ผู้แทนนิติบุคคลของวัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นต้น มีข้อน่ารู้ด้วยว่า หากกิจการที่ผู้แทนนิติบุคคลทำลงไปนั้นอยู่ภายใน ขอบอำนาจของนิติบุคคลดังกล่าว กิจการนั้นก็จะมีผลสมบูรณ์และผูกพัน นิติบุคคลนั้นตลอดไปถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้แทนนิติบุคคลนั้นในภาย หลัง ตัวอย่างเช่น บริษัทดี ได้แต่งตั้งนายงามเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท และนายงามไปลงชื่อทำสัญญาซื้อขายกับคนอื่นในนามของบริษัทดี ซึ่งเป็นเรื่องภายในขอบอำนาจของบริษั ทดีด้วย ดังนี้แม้ต่อมาบริษั ทดีจะ แต่งตั้งคนอื่นเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่แทนนายงาม สัญญาซื้อขายที่ ทำไปแล้วก็ยังคงมีผลสมบูรณ์และใช้ ได้ตลอดไปจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด เป็นต้น บุคคลภายนอกอาจทราบเรื่องขอบอำนาจของนิติบุคคลได้โดยการ ตรวจสอบเอกสารการจัดตั้งนิติบุคคลนั้น เช่น ตรวจสอบขอบอำนาจของ บริษั ทนั้น ๆ ได้จากหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งเป็น หนังสือจัดตั้งบริษั ทที่ กำหนดเรื่องวัตถุประสงค์ทั้งหลายของบริษัทนั้น เป็นต้น อาจมีความสับสนกันอยู่บ้างระหว่างเรื่องผู้แทนนิติบุคคลกับคนที่ รับมอบอำนาจจากผู้แทนนิติบุคคลนั้น โดยในทางกฎหมายไม่ถือว่าคนที่ รับมอบอำนาจจากผู้แทนนิติบุคคลมีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลไปด้วย ตาม ตัวอย่างเรื่องวัดฟ้องขับไล่คนบุกรุกวัด หากวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม กฎหมาย และเจ้าอาวาสได้มอบอำนาจให้ทนายความดำเนินการฟ้องขับไล่ คนดังกล่าว ก็ ไม่ทำให้ทนายความอยู่ ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของวัด แห่งนั้น โดยเจ้าอาวาสยังคงเป็นผู้แทนนิติบุคคลของวัดนั้น เป็นต้น _11-10(001-204)P3.indd 5 8/31/11 3:40:04 PM
  • 6.
    รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว ...... เห็นไหมครับว่าหน่วยงานใดจะมีฐานะเป็น นิติบุคคลได้ ไ ม่ ใช่เรื่อง ง่าย ๆ เพราะจะต้องมีกฎหมายจัดตั้งโดยถูกต้อง และการทำนิติกรรม สัญญาต่าง ๆ ของนิติบุคคลก็ต้องทำโดยบุคคลที่เป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้น ด้วย _11-10(001-204)P2.indd 6 8/19/11 9:22:28 PM
  • 7.
    กฎหมาย ญา นิต ิกรรมสัญ _11-10(001-204)P2.indd 7 8/19/11 9:22:28 PM
  • 8.
    การแสดงเจตนา ประโยชน์ของการเข้าใจผิด โดยปกติ เมื่อเราแสดงเจตนาทำนิติกรรมสัญญาเรื่องใดที่เราทำไป โดยเข้าใจผิดหรือที่กฎหมายเรียกว่า “สำคัญผิด” เราก็อาจต้องสูญเสียเงิน ทองหรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดอย่างแน่นอน ในทางกลับกันการทำ นิติกรรมสัญญาโดยการเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดในทางกฎหมายอาจไม่ได้ มีผลให้เราต้องสูญเสียเงินทอง หรือประโยชน์เสมอไป ตรงกันข้ามอาจ ทำให้เราได้รับประโยชน์จากการเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดนั้นก็เป็นได้ ตัวอย่างเช่น เรามีโอกาสได้ ไปดูสินค้าที่ตลาดพาหุรัด กรุงเทพฯ แล้วไปพบเห็นผ้าไหมที่สวยงามผืนหนึ่งโดยเข้าใจว่าเป็นผ้าไหมแท้ ซึ่งขณะ นั้นร้านค้าได้จัดรายการลดราคาผ้าไหมฯ โดยติดป้าย “นาทีทอง” ด้วย เรา จึงต้องรีบซื้อสินค้าผ้าไหมผืนนั้น แต่มาทราบภายหลังว่าไม่ ได้เป็นผ้าไหม แท้ เป็นต้น _11-10(001-204)P2.indd 8 8/19/11 9:22:29 PM
  • 9.
    กฎหมายนิติกรรมสัญญา ...... ตามตัวอย่างเป็นเรื่องการซื้อผ้าไหมโดยเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดใน คุ ณ สมบั ติ ข องผ้ าไหมที่ ก ฎหมายเรี ย กการเข้ าใจผิ ด นี้ ว่ า “สำคั ญ ผิ ดใน คุณสมบัติของทรัพย์” การสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์เกิดประโยชน์แก่เราตรงที่ว่ามี ผลให้การซื้อผ้าไหมดังกล่าวนั้นมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้างหรือที่ กฎหมายเรียกว่าเป็น “โมฆียกรรม” ตามตัวอย่าง เราก็ควรทีจะรีบใช้สทธิบอกล้างกับคนขายผ้าไหม เพือ ่ ิ ่ ให้การซื้อผ้าไหมนี้เสียเปล่า หรือเป็น “โมฆกรรม” ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ เราทำให้เรามีสทธิทจะเรียกเงินทีจายไปคืนจากคนขายผ้าไหมได้ ิ ี่ ่่ กรณีที่เราได้จ้างคนมาวาดรูปเหมือนของเราที่บ้าน โดยเข้าใจว่าคน ที่เราจ้างวาดรูปเก่ง แท้จริงแล้วคนวาดรูปนั้นวาดรูปไม่เป็น สัญญาจ้างดัง กล่าวก็มีผลเป็นโมฆียกรรมเช่นกัน เพราะการว่าจ้างนี้เป็นสัญญาที่ทำโดย “สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล” หากเป็นกรณีที่เราเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดว่าเป็นอีกคนที่วาดรูปเก่ง ดังนี้การเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องการสำคัญผิดในคุณสมบัติ ของบุคคล กฎหมายแพ่งถือว่าการสำคัญผิดกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า การสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ หรือคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าว แล้ ว โดยเรี ย กการสำคั ญ ผิ ด แบบนี้ ว่ า “สำคั ญ ผิ ดในสาระสำคั ญ ของ นิติกรรม” ซึ่งมีผลให้การทำนิติกรรมสัญญานั้นเสียเปล่าไปตั้งแต่เริ่มแรกที่ ทำนิติกรรมสัญญากันหรือที่เรียกว่า “โมฆกรรม” โดยคู่สัญญาไม่จำเป็น ต้องบอกล้างเสียก่อน การสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมจึงเป็นประโยชน์แก่เรา มากกว่าการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ที่เรามีสิทธิเรียก เงินที่จ่ายไปแล้วคืนจากคู่สัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล้างก่อน _11-10(001-204)P2.indd 9 8/19/11 9:22:29 PM
  • 10.
    10 รู้กฎหมายง่ายนิดเดียว ...... ตามตัวอย่างเรื่องการสำคัญผิดว่าคนที่ว่าจ้างให้วาดรูปเป็นอีกคนที่ วาดรูปเก่งนั้น การว่าจ้างดังกล่าวมีผลเป็นโมฆกรรมหรือเสียเปล่าตั้งแต่ เริ่มแรกที่ว่าจ้างกัน เรามีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินค่าจ้างวาดรูปคืน จากคนที่เราว่าจ้างได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องบอกล้างให้เป็นโมฆกรรมก่อน เป็นต้น มีข้อยกเว้นอยู่ว่า หากการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมนั้น เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคนทำนิติกรรมสัญญา แล้ว ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมฯ จะถือความเป็นโมฆกรรมของนิติกรรม เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ตามตัวอย่างเรื่องว่าจ้างคนวาดรูปผิดคนนั้น หากเรารู้จักคนวาดรูป เก่งนั้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ยังไปว่าจ้างคนอื่นมาวาดรูป ให้ เราจะอ้าง ความเสียเปล่าของการว่าจ้างนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนไม่ ได้เพราะเกิดจาก ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเราเอง เราจึงจะเรียกเงินค่าจ้าง วาดรูปคืนจากคนที่เราจ้างผิดคนนั้นไม่ได้ ผู้ อ่ า นคงเห็ น ด้ ว ยกั บ ผู้ เ ขี ย นว่ า การเข้ าใจผิ ดในการทำนิ ติ ก รรม สัญญากับบุคคลใดอาจเป็นเรื่องดีก็ ได้โดยเฉพาะเมื่อการเข้าใจผิดนั้นเป็น เรื่องร้ายแรงถึงขนาดเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมซึ่งมีผล ให้ผู้อ่านมีสิทธิเรียกเงินที่จ่ายไปคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล้างนิติกรรม สัญญานั้นเสียก่อน _11-10(001-204)P2.indd 10 8/19/11 9:22:30 PM