1
หลักการและทฤษฎีการสื่อสาร
การสื่อสาร
ชีวิตเป็นเรื่องของการเรียนรู้และสิ่งหนึ่งที่สาคัญและต้องมีการเรียนรู้คือ ความสัมพันธ์ หรือ มนุษยสัมพันธ์
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มักเป็นบทเรียนของกันและกัน ถ้าไม่ใส่ใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะอยู่ในโลกนี้ด้วย
ความยากลาบาก เพราะชีวิตจะมีคุณค่าและรู้สึกมีความสุขเมื่อได้แสดงออกอย่างที่รู้สึก มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราว
และสิ่งใหม่ๆตามที่เราต้องการ
ดังนั้นความสาเร็จของมนุษย์ในการดารงชีวิตทั่วไป จึงมักมีข้อกาหนดไว้อย่างกว้างๆว่า เราจะต้องเข้ากับ
คนที่เราติดต่อด้วยให้ได้ และต้องเข้าให้ได้ดี ด้วยการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยอาศัยวิธีการสื่อสาร
และหลักจิตวิทยา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยทั่วไปมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของศิลปะ(Arts) มากกว่าศาสตร์
(Science) ซึ่งก็หมายความว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว โดยขาดศาสตร์ของ
การสื่อสาร ย่อมขาดศิลปะในการนาไปปรับใช้ในชีวิตจริงให้ประสบความสาเร็จได้ ( นางสุปรีดี,2554 : เว็บไวต์ )
ความหมายของการสื่อสาร
ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของการสื่อสารไว้ในหลายแง่มุม เช่น
จอร์จ เอ มิลเลอร์ : เป็นการถ่ายทอดข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
จอร์จ เกิร์บเนอร์ : เป็นการแสดงกริยาสัมพันธ์ทางสังคมโดยใช้สัญลักษณ์และระบบสาร
วิลเบอร์ ชแรมส์ : เป็นการมีความเข้าใจร่วมกันต่อเครื่องหมายที่แสดงข่าวสาร
ซึ่งสามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆคือ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารจากบุคคลฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้ส่งสารไปยัง
ยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้รับสารโดยผ่านช่องทางในการสื่อสาร
โดยมีองค์ประกอบที่สาคัญคือ ผู้ส่งสาร(Sender) สาร(Message) ช่องทาง(Channel) และตัวผู้รับ
สาร(Reciever) ซึ่งมักเรียกกันว่า SMCR
วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
การสื่อสารในชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และส่งผลต่อการดาเนิน
ชีวิตได้คือ ทาให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทาให้ทราบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ทาให้เกิดการ
แสดงออก ทาให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ ทาให้เกิดการเรียนรู้ ทาให้เกิดกาลังใจ(หาภาพประกอบแต่ละประเภท)
ประเภทของการสื่อสาร
การสื่อสารภายในบุคคล(Intrapersonal Communication)
การคิดหรือจินตนาการกับตัวเอง เป็นการคิดไตร่ตรองกับตัวเอง ก่อนที่จะมีการสื่อสาร ประเภท
อื่นต่อไป
การสื่อสารระหว่างบุคคล(Interpersonal Communication)
2
การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาทาการสื่อสารกันอย่างมีวัตถุประสงค์ เช่นการพูดคุย
ปรึกษาหารือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การสื่อสารกลุ่มย่อย(Small-group) Communication)
การสื่อสารที่มีบุคคลร่วมกันทาการสื่อสารเพื่อทากิจกรรมร่วมกันแต่จานวนไม่เกิน 25 คน เช่น
ชั้นเรียนขนาดเล็ก ห้องประชุมขนาดเล็ก
การสื่อสารกลุ่มใหญ่(Large-group Communication)
การสื่อสารระหว่างคนจานวนมาก เช่นภายในห้องประชุมใหญ่ โรงภาพยนตร์ โรงละคร ชั้นเรียน
ขนาดใหญ่
การสื่อสารในองค์กร(Organization Communication)
การสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในหน่วยงาน เพื่อปฏิบัติงานให้สาเร็จลุล่วง เช่นการสื่อสารระหว่า
เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง
การสื่อสารมวลชน(Mass Communication)
การสื่อสารกับคนจานวนมากในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน โดยใช้สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์
นิตยสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อกลาง เหมาะสาหรับการส่งข่าวสารไปยังผู้คนจานวนมากๆในเวลา
เดียวกัน
การสื่อสารระหว่างประเทศ(International Communication)
การสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างกันใน เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การเมืองและสังคม
เช่นการสื่อสารทางการทูต การสื่อสารเจรจาต่อรองเพื่อการทาธุรกิจ
ประสิทธิภาพของการสื่อสาร
ตามองค์ประกอบของการสื่อสาร ทาให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการ
สื่อสารได้ ดังนั้นจึงควรต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างเพื่อช่วยในการวางแผนการสื่อสาร โดย
สามารถศึกษาได้จากแบบจาลองการสื่อสารของเบอร์โล
จากแนวคิดของเบอร์โล ได้พูดถึงองค์ประกอบต่างไว้ดังนี้
3
ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร (Sender and Receiver)ในตัวผู้ส่งสารและผู้รับสารเองก็มีองค์ประกอบที่
สามารถช่วยให้การสื่อสารประสบความสาเร็จได้ อันได้แก่ ทักษะในการสื่อสาร(Communication skill) อัน
ประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและยังรวมถึงการแสดงออกทางท่าทางและกริยาต่าง เช่นการใช้
สายตา การยิ้ม ท่าทางประกอบ และสัญลักษณ์ต่าง การฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และรู้จักเลือกใช้ทักษะจะช่วย
ส่งผลให้ประสบความสาเร็จในการสื่อสารได้ทางหนึ่ง ถัดมาก็คือทัศนคติ(Attitude) การมีที่ดีทัศนคติที่ดีต่อการ
สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นต่อตนเอง ต่อเรื่องที่ทาการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งต่อช่องทางและตัวผู้รับสาร และในทาง
กลับกันทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อองค์ประกอบต่างๆก็สามารทาให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพได้ ในทางตรงกัน
ข้ามหากว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีแล้วก็ย่อมทาให้เกิดความล้มเหลวได้เช่นกัน นอกจากนี้ความรู้(Knowledge)ของตัวผู้ส่ง
สารและผู้รับสารเองก็มีผลต่อการสื่อสาร ทั้งความรู้ในเนื้อหาที่จะสื่อสาร ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่สามารถสื่อสารให้ชัดเจน
หรือทาให้ผู้รับสารเข้าใจได้ ผู้รับสารเองหากขาดความรู้ก็ไม่สามารถทาความเข้าใจตัวสารได้ อีกด้านหนึ่งก็คือ
ความรู้ในกระบวนการสื่อสาร ถ้าไม่รู้ในส่วนนี้ก็ไม่สามารถวางแผนทาการสื่อสารให้สาเร็จได้เช่นกัน ในด้านสุดท้าย
ก็คือ สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม(Social and Culture) สถานภาพของตัวเองในสังคมเช่นตาแหน่งหรือ
หน้าที่การงาน จะมามีส่วนกาหนดเนื้อหาและวิธีการในการสื่อสาร ด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ค่านิยม วิถีทางในการ
ดาเนินชีวิตก็จะมีส่วนในการกาหนดทัศนคติ ระบบความคิด ภาษา การแสดงออกในการสื่อสารด้วยเช่นกัน เช่น
สังคมและวัฒนธรรมของเอเชียและยุโรปทาให้มีรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งสังคมเมืองกับสังคม
ชนบทก็มีความแตกต่างกัน
สาร(Message) ตัวสารก็คือ เนื้อหา ข้อมูล หรือความคิดที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร ซึ่งก็จะมี
องค์ประกอบอยู่คือ การเข้ารหัส(Code) จะเป็นกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย เนื้อหา
(Content) ก็คือเนื้อหาสาระที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร และอีกส่วนหนึ่งก็คือ การจัดสาร(Treatment) เป็นการ
เรียบเรียงรหัส และเนื้อหาให้ถูกต้อง เหมาะสม ได้ใจความ
ช่องทาง(Channel) ช่องทางและสื่อจะเป็นตัวเชื่อมผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าด้วยกัน การเลือใช้สื่อ
สามารถเป็นตัวลดหรืเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารได้ ในการเลือกสื่อต้องพิจารณาถึงความสามารของสื่อในการนา
สารไปสู่ประสาทสัมผัศหรือช่องทางในการรับสาร ซึ่งก็ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การสัมผัส การได้กลิ่น การลิ้มรส
การประชาสัมพันธ์
( กมลรัฐ และ พรทิพย์,2554 : เว็บไซต์) การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การสื่อสารความ
คิดเห็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปสู่กลุ่มประชาชน เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดี
ระหว่างหน่วยงาน องค์การ สถาบันกับกลุ่ม ประชาชนเป้าหมายและประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังผลในความ
ร่วมมือ สนับสนุนจากประชาชน รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีให้แก่หน่วยงาน องค์การ สถาบัน
ด้วย ทาให้ประชาชน เกิดความนิยม เลื่อมใส ศรัทธาต่อหน่วยงาน ตลอดจนค้นหาและกาจัดแหล่งเข้าใจ
ผิด ช่วยลบล้างปัญหา เพื่อสร้างความสาเร็จในการดาเนินงานของหน่วยงานนั้น
4
องค์ประกอบของการประชาสัมพันธ์
ถ้าหากพิจารณาจากกระบวนการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์แล้ว ก็สามารถจาแนกองค์ประกอบ สาคัญ
ของการประชาสัมพันธ์ออกเป็น 4 ประการ คือ
1.องค์กร สถาบันหรือหน่วยงาน
ได้แก่ กิจการที่บุคคลหรือคณะบุคคลได้จัดทาขึ้น เป็นแหล่งข่าว แหล่งข้อมูลในการเผยแพร่ข้อมูลต่าง
ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดาเนินการใด ๆ ให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี กิจการเหล่านี้อาจจะเป็นกิจการของ
รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ องค์การสาธารณกุศล และธุรกิจเอกชน เช่น รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม หน่วย
ราชการหรือหน่วยรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
2. ข่าวสารประชาสัมพันธ์
เป็นข้อมูลข่าวสารที่องค์กร สถาบันหรือหน่วยงานต้องการเผยแพร่ได้แก่ เรื่องราวที่เป็น
เนื้อหา สาระ รูปภาพ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย ที่สามารถสื่อสารความเข้าใจได้
3. สื่อประชาสัมพันธ์
ได้แก่ เรื่องราวที่เป็นเนื้อหา สาระ รูปภาพ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อาจจะเป็นสื่อคาพูด เช่น
การสนทนา การประชุม การสัมมนา การอภิปราย การปาฐกถา ฯลฯ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น จดหมาย บัตร
อวยพร แผ่นปลิว หนังสือ วารสาร รูปลอก ฯลฯ หรือสื่อภาพและเสียง เช่น ถ่ายภาพ สไลด์ แผ่น
โปร่งใส วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สไลด์มัลติวิชั่น เทปเสียง ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสื่อที่
สามารถสื่อสารความเข้าใจได้ การเลือกใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์มีความสาคัญ ถ้าเป็นบุคคลภายในอาจใช้
โทรทัศน์วงจรปิด เสียงตามสาย ประกาศข่าว จดหมายข่าว ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป สื่อประชาสัมพันธ์จะต้อง
เผยแพร่ข้อมูลได้ในวงกว้าง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ
4. กลุ่มประชาชนเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์
ได้แก่ กลุ่มบุคคลหรือประชาชนที่เป็นเป้าหมายในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ครั้งนั้น ๆ ดังนี้
4.1 กลุ่มประชาชนภายใน หมายถึง กลุ่มบุคลากร เจ้าหน้าที่ พนักงาน ขององค์กร สถาบันหรือ
หน่วยงาน
4.2 กลุ่มประชาชนภายนอก หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกองค์กร สถาบันหรือ
หน่วยงาน อันได้แก่ กลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน องค์การหรือสถาบันโดยตรง กลุ่มประชาชนใน
ท้องถิ่น และกลุ่มประชาชนทั่วไป
5
ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ
การใช้เว็บเพื่อการเรียนการสอนเป็นการนาเอาคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ต มาออกแบบเพื่อใช้ในการศึกษา
การจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction) มีชื่อเรียกหลายลักษณะ เช่นการจัดการเรียนการ
สอนผ่านเว็บ(Web-Based Instruction) เว็บการเรียน(Web-Based Learning) เว็บฝึกอบรม (Web-Based
Training) อินเทอร์เน็ตฝึกอบรม (Internet-Based Training) อินเทอร์เน็ตช่วยสอน(Internet-Based
Instruction) เวิลด์ไวด์เว็บฝึกอบรม (WWW-Based Training) และเวิลด์ไวด์เว็บช่วยสอน (WWW-Based
Instruction) (สรรรัชต์ ห่อไพศาล. 2545) ทั้งนี้มีผู้นิยามและให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บเอาไว้
หลายนิยาม ได้แก่
คาน (Khan, 1997) ได้ให้คาจากัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction)ไว้ว่า
เป็นการเรียนการสอนที่อาศัยโปรแกรมไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอน โดยการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและ
ทรัพยากรของอินเทอร์เน็ต มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายโดยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้อย่าง
มากมายและสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกทาง
คลาร์ก (Clark, 1996) ได้ให้คาจากัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการเรียนการสอน
รายบุคคลที่นาเสนอโดยการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือส่วนบุคคล และแสดงผลในรูปของการใช้เว็บ
บราวเซอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ติดตั้งไว้ได้โดยผ่านเครือข่าย
รีแลน และกิลลานิ (Relan and Gillani, 1997) ได้ให้คาจากัดความของเว็บในการสอนเอาไว้ว่าเป็นการ
กระทาของคณะหนึ่งในการเตรียมการคิดในกลวิธีการสอนโดยกลุ่มคอนสตรัคติวิซึ่มและการเรียนรู้ในสถานการณ์
ร่วมมือกัน โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรในเวิลด์ไวด์เว็บ
พาร์สัน (Parson, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการสอนที่นาเอาสิ่งที่
ต้องการส่งให้บางส่วนหรือทั้งหมดโดยอาศัยเว็บ โดยเว็บสามารถกระทาได้ในหลากหลายรูปแบบและหลาย
ขอบเขตที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเชื่อมต่อบทเรียน วัสดุช่วยการเรียนรู้และการศึกษาทางไกล
ดริสคอล (Driscoll, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการใช้ทักษะหรือความรู้
ต่างๆ ถ่ายโยงไปสู่ที่ใดที่หนึ่งโดยการใช้เวิลด์ไวด์เว็บเป็นช่องทางในการเผยแพร่สิ่งเหล่านั้น
แฮนนัม (Hannum, 19100) กล่าวถึงการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าเป็นการจัดสภาพการเรียน การสอน
ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต บนพื้นฐานของหลักและวิธีการออกแบบการเรียนการสอนอย่างมีระบบ
คาร์ลสันและคณะ (Carlson et al., 19100) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นภาพที่ชัดเจนของการ
6
ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design) ซึ่ง
ก่อให้เกิดโอกาสที่ชัดเจนในการนาการศึกษาไปสู่ที่ด้อยโอกาส เป็นการจัดหาเครื่องมือใหม่ๆสาหรับส่งเสริมการ
เรียนรู้และเพิ่มเครื่องมืออานวยความสะดวกที่ช่วยขจัดปัญหา เรื่องสถานที่และเวลา
แคมเพลสและแคมเพลส (Camplese and Camplese, 19100) ให้ความหมายของการเรียนการสอน
ผ่านเว็บว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งกระบวนการหรือบางส่วน โดยใช้เวิลด์ไวด์เว็บ เป็น สื่อกลางในการ
ถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน เนื่องจากเวิลด์ไวด์เว็บมีความ สามารถในการถ่ายทอดข้อมูล
ได้หลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง จึงเหมาะแก่การเป็นสื่อกลาง ในการ
ถ่ายทอดเนื้อหาการเรียนการสอน
ลานเพียร์ (Laanpere, 1997) ได้ให้นิยามของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการจัดการเรียนการสอน
ผ่านสภาพแวดล้อมของเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในหลักสูตรมหาวิทยาลัย
ส่วนประกอบการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนาโครงการกลุ่มหรือการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนหรืออาจ
เป็นลักษณะของหลักสูตรที่เรียนผ่านเวิลด์ไวด์เว็บโดยตรงทั้งกระบวนการเลยก็ได้ การเรียนการสอนผ่านเว็บนี้เป็น
การรวมกันระหว่างการศึกษาและการฝึกอบรมเข้าไว้ด้วยกันโดยให้ความสนใจต่อการใช้ในระดับ การเรียนที่สูงกว่า
ระดับมัธยมศึกษา
สาหรับประโยชน์ทางการศึกษาแก่ผู้เรียนภายในประเทศไทย การเรียนการสอนผ่านเว็บถือเป็นรูปแบบใหม่
ของการเรียนการสอนที่เริ่มนาเข้ามาใช้ ทั้งนี้นักการศึกษาหลายท่านให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้
ดังนี้
กิดานันท์ มลิทอง (2543) ให้ความหมายว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการใช้เว็บในการเรียนการสอน
โดยอาจใช้เว็บเพื่อนาเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติของวิชาทั้งหมดตามหลักสูตร หรือใช้เพียงการเสนอ
ข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการสอนก็ได้ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่างๆของการสื่อสารที่มีอยู่ในระบบ
อินเทอร์เน็ต เช่น การเขียนโต้ตอบกันทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และการพูดคุยสดด้วยข้อความและเสียงมาใช้
ประกอบด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ถนอมพร เลาจรัสแสง (2544) ให้ความหมายว่า การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) เป็นการ
ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการ
เรียนรู้และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจากัดทางด้านสถานที่และเวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกต์ใช้คุณสมบัติและ
ทรัพยากรของเวิลด์ ไวด์ เว็บ ในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการ
สอนที่จัดขึ้นผ่านเว็บนี้อาจเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดของกระบวนการเรียนการสอนก็ได้
ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) ได้ให้ความหมายการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าหมายถึง การผนวก คุณสมบัติ
ไฮเปอร์มีเดียเข้ากับคุณสมบัติของเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนในมิติที่ไม่มีขอบเขต
7
จากัดด้วยระยะทางและเวลาที่แตกต่างกันของผู้เรียน (Learning without Boundary)
วิชุดา รัตนเพียร (2542) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนาเสนอโปรแกรมบทเรียนบนเว็บเพจ
โดยนาเสนอผ่านบริการเวิลด์ไวด์เว็บในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ออกแบบและสร้างโปรแกรมการสอนผ่านเว็บ
จะต้องคานึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลายของอินเทอร์เน็ต และนาคุณสมบัติต่างๆเหล่านั้นมาใช้เพื่อ
ประโยชน์ในการเรียนการสอนให้มากที่สุด
จากนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการศึกษา ทั้งในต่างประเทศและภายใน ประเทศไทยดังที่
กล่าวมาแล้วนั้นสามารถสรุปได้ว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการจัดสภาพการเรียนการสอนที่ได้รับการ
ออกแบบอย่างมีระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด์ไวด์เว็บ มาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเพื่อ
ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยอาจจัด เป็นการเรียนการสอนทั้งกระบวนการ หรือ
นามาใช้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดและช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคของการเรียนการสอนทางด้าน
สถานที่และเวลาอีกด้วย
ประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ
การเรียนการสอนผ่านเว็บสามารถทาได้ในหลายลักษณะ โดยแต่ละเนื้อหาของหลักสูตรก็จะมีวิธีการจัดการ
เรียนการสอนผ่านเว็บที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในประเด็นนี้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ
ประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ดังต่อไปนี้
พาร์สัน(Parson,1997) ได้แบ่งประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บออกเป็น 3 ลักษณะคือ
1.เว็บช่วยสอนแบบรายวิชาอย่างเดียว (Stand - Alone Courses) เป็นรายวิชาที่มีเครื่องมือและ
แหล่งที่เข้าไปถึงและเข้าหาได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมากที่สุด ถ้าไม่มีการสื่อสารก็สามารถที่จะไปผ่าน
ระบบคอมพิวเตอร์สื่อสารได้ ลักษณะของเว็บช่วยสอนแบบนี้มีลักษณะเป็นแบบวิทยาเขตมีนักศึกษาจานวนมากที่
เข้ามาใช้จริงแต่จะมีการส่งข้อมูลจากรายวิชาทางไกล
2.เว็บช่วยสอนแบบเว็บสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses) เป็นรายวิชาที่มีลักษณะ
เป็นรูปธรรมที่มีการพบปะระหว่างครูกับนักเรียนและมีแหล่งให้มาก เช่น การกาหนดงานที่ให้ทาบนเว็บ การ
กาหนดให้อ่าน การสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการมีเว็บที่สามารถชี้ตาแหน่งของแหล่งบนพื้นที่ของ
เว็บไซต์โดยรวมกิจกรรมต่างๆ เอาไว้
3.เว็บช่วยสอนแบบศูนย์การศึกษา (Web Pedagogical Resources) เป็นชนิดของเว็บไซต์ที่มี
วัตถุดิบเครื่องมือ ซึ่งสามารถรวบรวมรายวิชาขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกันหรือเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมทาง
8
การศึกษา ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้ก็จะมีสื่อให้บริการอย่างรูปแบบอย่างเช่น เป็นข้อความ เป็นภาพกราฟิก การสื่อสาร
ระหว่างบุคคล และการทาภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
อีกแนวคิดหนึ่งของเว็บช่วยสอนซึ่งแยกตามโครงสร้างและประโยชน์การใช้งาน ตามแนวคิดของ
เจมส์ (James, 1997) สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
1.โครงสร้างแบบค้นหา (Eclectic Structures) ลักษณะของโครงสร้างเว็บไซต์แบบนี้ เป็นแหล่งของ
เว็บไซต์ที่ใช้ในการค้นหาไม่มีการกาหนดขนาด รูปแบบ ไม่มีโครงสร้างที่ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บลักษณะของ
เว็บไซต์แบบนี้จะมีแต่การให้ใช้เครื่องมือในการสืบค้นหรือเพื่อบางสิ่งที่ต้องการค้นหาตามที่กาหนดหรือโดยผู้เขียน
เว็บไซต์ต้องการ โครงสร้างแบบนี้จะเป็นแบบเปิดให้ผู้เรียนได้เข้ามาค้นคว้าในเนื้อหาในบริบท โดยไม่มีโครงสร้าง
ข้อมูลเฉพาะให้ได้เลือกแต่โครงสร้างแบบนี้จะมีปัญหากับผู้เรียนเพราะผู้เรียนอาจจะไม่สนใจข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง
โดยไม่กาหนดแนวทางในการสืบค้น
2.โครงสร้างแบบสารานุกรม (Encyclopaedic Structures) ถ้าเราควบคุมของสร้างของเว็บที่เรา
สร้างขึ้นเองได้ เราก็จะใช้โครงสร้างข้อมูลในแบบต้นไม้ในการเข้าสู่ข้อมูล ซึ่งเหมือนกับหนังสือที่มีเนื้อหาและมีการ
จัดเป็นบทเป็นตอน ซึ่งจะกาหนดให้ผู้เรียนหรือผู้ใช้ได้ผ่านเข้าไปหาข้อมูลหรือเครื่องมือที่อยู่ในพื้นที่ของเว็บหรืออยู่
ภายในและ นอกเว็บ เว็บไซต์จานวนมากมีโครงสร้างในลักษณะดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ทางการศึกษาที่ไม่ได้
กาหนดทางการค้า องค์กร ซึ่งอาจจะต้องมีลักษณะที่ดูมีมากกว่านี้ แต่ในเว็บไซต์ทางการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อ
การเรียนรู้ของผู้เรียน กลวิธีด้านโครงสร้างจึงมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
3.โครงสร้างแบบการเรียนการสอน (Pedagogic Structures) มีรูปแบบโครงสร้างหลายอย่างใน
การนามาสอนตามต้องการ ทั้งหมดเป็นที่รู้จักดีในบทบาทของการออกแบบทางการศึกษาสาหรับคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนหรือเครื่องมือมัลติมีเดีย ซึ่งความจริงมีหลักการแตกต่างกันระหว่างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับเว็บช่วยสอนนั้น
คือความสามารถของ HTML ในการที่จะจัดทาในแบบไฮเปอร์เท็กซ์กับการเข้าถึงข้อมูลหน้าจอโดยผ่านระบบ
อินเทอร์เน็ต
โดเฮอร์ตี้ (Doherty, 19100) แนะนาว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บ มีวิธีการใช้ใน 3 ลักษณะ คือ
1. การนาเสนอ (Presentation) ในลักษณะของเว็บไซต์ที่ประกอบไปด้วยข้อความ ภาพกราฟิกโดยมี
วิธี การนาเสนอ คือ
1.1 การนาเสนอแบบสื่อเดี่ยว เช่น ข้อความ หรือ รูปภาพ
1.2 การนาเสนอแบบสื่อคู่ เช่น ข้อความกับรูปภาพ
1.3 การนาเสนอแบบมัลติมีเดีย คือ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง
2. การสื่อสาร (Communication) การสื่อสารเป็นสิ่งจาเป็นที่จะต้องใช้ทุกวันในชีวิตซึ่งเป็น ลักษณะ
9
สาคัญของอินเทอร์เน็ต โดยมีการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตหลายแบบ เช่น
2.1 การสื่อสารทางเดียว เช่น การดูข้อมูลจากเว็บเพจ
2.2 การสื่อสารสองทาง เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โต้ตอบกัน
2.3 การสื่อสารแบบหนึ่งแหล่งไปหลายที่ เป็นการส่งข้อความจากแหล่งเดียวแพร่กระจายไป
หลายแหล่ง เช่น การอภิปรายจากคนเดียวให้คนอื่นๆ ได้รับฟังด้วยหรือการประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer
conferencing)
2.4 การสื่อสารหลายแหล่งไปสู่หลายแหล่ง เช่น การใช้กระบวนการกลุ่มในการสื่อสารบนเว็บ
โดยมีคนใช้หลายคนและคนรับหลายคนเช่นกัน
3. การทาให้เกิดความสัมพันธ์ (Dynamic Interaction) เป็นคุณลักษณะที่สาคัญของอินเทอร์เน็ต
และสาคัญที่สุด ซึ่งมี 3 ลักษณะคือ
3.1 การสืบค้นข้อมูล
3.2 การหาวิธีการเข้าสู่เว็บ
3.3 การตอบสนองของมนุษย์ต่อการใช้เว็บ
นอกจากนี้ แฮนนัม (Hannum, 1910) ได้แบ่งประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ออกเป็น 4 ลักษณะ
ใหญ่ๆ คือ
1. รูปแบบการเผยแพร่ รูปแบบนี้สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ชนิด คือ
1.1 รูปแบบห้องสมุด (Library Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการเข้า
ไปยังแหล่งทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่หลากหลาย โดยวิธีการจัดหาเนื้อหาให้ผู้เรียนผ่านการเชื่อมโยงไปยัง
แหล่งเสริมต่างๆ เช่นสารานุกรม วารสาร หรือหนังสือออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งถือได้ว่า เป็นการนาเอาลักษณะทาง
กายภาพของห้องสมุดที่มีทรัพยากรจานวนมหาศาลมาประยุกต์ใช้ ส่วน ประกอบของรูปแบบนี้ ได้แก่ สารานุกรม
ออนไลน์ วารสารออนไลน์ หนังสือออนไลน์ สารบัญการอ่าน ออนไลน์ (Online Reading List) เว็บห้องสมุด เว็บ
งานวิจัย รวมทั้งการรวบรวมรายชื่อเว็บที่สัมพันธ์กับวิชาต่างๆ
1.2 รูปแบบหนังสือเรียน (Textbook Model) การเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้ เป็นการจัด
เนื้อหาของหลักสูตรในลักษณะออนไลน์ให้แก่ผู้เรียน เช่น คาบรรยาย สไลด์ นิยาม คาศัพท์และส่วนเสริมผู้สอน
สามารถเตรียมเนื้อหาออนไลน์ที่ใช้เหมือนกับที่ใช้ในการเรียนในชั้นเรียนปกติและสามารถทาสาเนาเอกสารให้กับ
ผู้เรียนได้ รูปแบบนี้ต่างจากรูปแบบห้องสมุดคือรูปแบบนี้จะเตรียมเนื้อหาสาหรับการเรียนการสอนโดยเฉพาะ
ขณะที่รูปแบบห้องสมุดช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการจากการเชื่อมโยงที่ได้เตรียมเอาไว้ ส่วนประกอบของ
รูปแบบหนังสือเรียนนี้ประกอบด้วยบันทึกของหลักสูตร บันทึกคาบรรยาย ข้อแนะนาของห้องเรียน สไลด์ที่
นาเสนอ วิดีโอและภาพ ที่ใช้ในชั้นเรียน เอกสารอื่นที่มีความสัมพันธ์กับชั้นเรียน เช่น ประมวลรายวิชา รายชื่อใน
ชั้น กฏเกณฑ์ข้อตกลงต่างๆตารางการสอบและตัวอย่างการสอบครั้งที่แล้ว ความคาดหวังของชั้นเรียน งานที่
มอบหมาย เป็นต้น
10
1.3 รูปแบบการสอนที่มีปฎิสัมพันธ์ (Interactive Instruction Model) รูปแบบนี้จัดให้ผู้เรียน
ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากการมีปฎิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่ได้รับ โดยนาลักษณะของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (CAI) มาประยุกต์ใช้เป็นการสอนแบบออนไลน์ที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ มีการให้ คาแนะนา การปฏิบัติ การ
ให้ผลย้อนกลับ รวมทั้งการให้สถานการณ์จาลอง
2.รูปแบบการสื่อสาร (Communication Model)
การเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่อาศัยคอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อเพื่อการสื่อสาร
(Computer - MediatedCommunications Model) ผู้เรียนสามารถที่จะสื่อสารกับผู้เรียนคนอื่นๆ ผู้สอนหรือ
กับผู้เชี่ยวชาญได้ โดยรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายในอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้แก่ จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่ม
อภิปรายการสนทนาและการอภิปรายและการประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ เหมาะ สาหรับการเรียนการสอนที่ต้องการ
ส่งเสริมการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน
3. รูปแบบผสม (Hybrid Model)
รูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้เป็นการนาเอารูปแบบ 2 ชนิด คือ รูปแบบการเผยแพร่
กับรูปแบบการสื่อสารมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น เว็บไซต์ที่รวมเอารูปแบบห้องสมุดกับรูปแบบหนังสือเรียนไว้
ด้วยกัน เว็บไซต์ที่รวบรวมเอาบันทึกของหลักสูตรรวมทั้งคาบรรยายไว้กับกลุ่มอภิปรายหรือเว็บไซต์ที่รวมเอา
รายการแหล่งเสริมความรู้ต่างๆ และความสามารถของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยกัน เป็นต้นรูปแบบนี้มี
ประโยชน์เป็นอย่างมากกับผู้เรียนเพราะผู้เรียนจะได้ใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีในอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่
หลากหลาย
4. รูปแบบห้องเรียนเสมือน (Virtual classroom model)
รูปแบบห้องเรียนเสมือนเป็นการนาเอาลักษณะเด่นหลายๆ ประการของแต่ละรูปแบบที่กล่าว
มาแล้วข้างต้นมาใช้ ฮิลทซ์ (Hiltz, 1993) ได้นิยามว่าห้องเรียนเสมือนเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนที่นา
แหล่งทรัพยากรออนไลน์มาใช้ในลักษณะการเรียนการสอนแบบร่วมมือ โดยการร่วมมือระหว่างนักเรียนด้วยกัน
นักเรียนกับผู้สอน ชั้นเรียนกับสถาบันการศึกษาอื่น และกับชุมชนที่ไม่เป็นเชิงวิชาการ (Khan, 1997) ส่วนเท
อรอฟฟ์ (Turoff, 1995)กล่าวถึงห้องเรียนเสมือนว่า เป็นสภาพแวดล้อมการเรียน การสอนที่ตั้งขึ้นภายใต้ระบบ
การสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นความสาคัญของกลุ่มที่
จะร่วมมือทากิจกรรมร่วมกัน นักเรียนและผู้สอนจะได้รับความรู้ใหม่ๆ จากกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นและข้อมูล ลักษณะเด่นของการเรียนการสอนรูปแบบนี้ก็คือความสามารถในการลอกเลียนลักษณะของ
ห้องเรียนปกติมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยความสามารถต่างๆ ของ
อินเทอร์เน็ต โดยมีส่วนประกอบคือ ประมวลรายวิชา เนื้อหาในหลักสูตร รายชื่อแหล่งเนื้อหาเสริม กิจกรรม
ระหว่าง ผู้เรียนผู้สอน คาแนะนาและการให้ผลป้อนกลับ การนาเสนอในลักษณะมัลติมีเดีย การเรียนแบบร่วมมือ
รวมทั้งการสื่อสารระหว่างกัน รูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน โดยไม่มีข้อจากัดในเรื่องของ
เวลาและสถานที่
11
ความสาคัญของการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ
การจัดการเรียนผ่านเว็บมีลักษณะการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติที่
คุ้นเคยกันดี ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เน้นให้ผู้สอนเป็นผู้ป้อน
ความรู้ให้แก่ผู้เรียนทาให้ผู้เรียนไม่ใฝ่ที่จะหาความรู้เพิ่มเติม
การจัดการเรียนการสอนโดยการใช้เว็บช่วยสอนจะมีวิธีการจัดที่แตกต่างไปจากการจัดการเรียนการสอน
ตามปกติ เพราะคุณลักษณะและรูปแบบของเว็บเป็นสื่อที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งแตกต่างไปจากการจัดการ
เรียนการสอนด้วยสื่อแบบอื่น ๆ จึงต้องคานึงถึงการออกแบบระบบการสอนที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของเว็บ
เช่น การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับครู การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ที่กระทาได้แตกต่างไปจากการเรียนการ
สอนแบบเดิม เช่น การใช้เว็บช่วยสอนสามารถสื่อสารกันได้โดยผ่านเว็บโดยตรงในรูปคุยกันในห้องสนทนา(Chat
Room) การฝากข้อความบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์หรือกระดานข่าวสาร (Bulletin Board) หรือจะสื่อสารกันโดย
ผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ก็สามารถกระทาได้ในระบบนี้ ความเป็นเว็บช่วยสอนจึงไม่ใช่แค่การสร้าง
เว็บไซต์เนื้อหาวิชาหนึ่งหรือรวบรวมข้อมูลซักเรื่องหนึ่งแล้วบอกว่าเป็นเว็บช่วยสอน เว็บช่วยสอนมีความหมาย
กว้างขวางอันเกิดจากการรวมเอาคุณลักษณะของเว็บ โปรแกรมและเครื่องมือสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ตและการ
ออกแบบระบบการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน ทาให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นอย่างมีความหมายไม่เป็นเพียงแค่แหล่งข้อมูล
เท่านั้น (ปรัชญนันท์ นิลสุข .2543)
เองเจลโล (Angelo, 1993 อ้างใน วิชุดา รัตนเพียร, 2542) ได้สรุปหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนการ
สอนกับการเรียนการสอนผ่านเว็บ 5 ประการดังนี้คือ
1.ในการจัดการเรียนการสอนโดยทั่วไปแล้ว ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อ สื่อสารกัน
ได้ตลอดเวลา การติดต่อระหว่างผู้เรียนและผู้สอนมีส่วนสาคัญในการสร้างความกระตือรือล้นกับการเรียนการสอน
โดยผู้สอนสามารถให้ความช่วยเหลือผู้เรียนได้ตลอดเวลาในขณะกาลังศึกษา ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความคิดและ
ความเข้าใจ ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้งซักถามข้อข้องใจกับผู้สอนได้โดย
ทันทีทันใด เช่น การมอบหมายงานส่งผ่านอินเทอร์เน็ตจากผู้สอน ผู้เรียนเมื่อได้รับมอบหมายก็จะสามารถทางานที่
ได้รับมอบหมายและส่งผ่านอินเทอร์เน็ต กลับไปยังอาจารย์ผู้สอน หลังจากนั้นอาจารย์ผู้สอนสามารถตรวจและให้
คะแนนพร้อมทั้งส่งผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนได้ในเวลาอัน
รวดเร็วหรือในทันทีทันใด
2.การจัดการเรียนการสอนควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ความร่วมมือ
ระหว่างกลุ่มผู้เรียนจะช่วยพัฒนาความคิดความเข้าใจได้ดีกว่าการทางานคนเดียว ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์เป็นทีม
โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด เป็นการพัฒนาการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้และ
12
การยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นมาประกอบเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บแม้ว่าจะเรียนจาก
คอมพิวเตอร์ที่อยู่กันคนละที่ แต่ด้วยความสามารถของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่ว
โลกไว้ด้วยกัน ทาให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทันทีทันใด เช่น การใช้บริการสนทนาแบบออนไลน์ที่
สนับสนุนให้ผู้เรียนติดต่อสื่อสารกันได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจนถึงผู้เรียนที่เป็น
กลุ่มใหญ่
3.ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Active Learners) หลีกเลี่ยงการกากับให้
ผู้สอนเป็นผู้ป้อนข้อมูลหรือคาตอบ ผู้เรียนควรเป็นผู้ขวนขวายใฝ่หาข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ เองโดยการแนะนาของ
ผู้สอน เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนผ่าน
เว็บนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถหาข้อมูลได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังหาข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลทั่วโลก
เป็นการสร้างความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้
4.การให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนโดยทันทีทันใดช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความสามารถของตน อีกทั้งยัง
ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับแนวทางวิธีการหรือพฤติกรรมให้ถูกต้องได้ ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บ สามารถได้รับผล
ย้อนกลับจากทั้งผู้สอนเองหรือแม้กระทั่งจากผู้เรียนคนอื่นๆ ได้ทันทีทันใด แม้ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะไม่ได้นั่งเรียนใน
ชั้นเรียนแบบเผชิญหน้ากันก็ตาม
5.ควรสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีขีดจากัด สาหรับบุคคลที่ใฝ่หาความรู้ การเรียนการสอน
ผ่านเว็บเป็นการขยายโอกาสให้กับทุกๆคนที่สนใจศึกษา เนื่องจากผู้เรียนไม่จาเป็นจะต้องเดินทางไปเรียนณ ที่ใดที่
หนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถเรียนได้ด้วยตนเองในเวลาที่สะดวก จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บนี้มีคุณลักษณะที่
ช่วยสนับสนุนหลักพื้นฐานการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 ประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเรียนการสอนผ่านเว็บได้มีการดาเนินการอย่างจริงจังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศ
ทางซีกโลกตะวันตก สาหรับวงการการศึกษาในประเทศไทยเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงจากเป็นเพียงผู้รับข้อมูลและ
สังเกตการณ์การเรียนการสอนบนเครือข่ายเป็นความพยายามในการจัดการเรียนการสอนและใช้เครื่องมือบน
เครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บเสริมในชั้นเรียนปกติ และบางมหาวิทยาลัยที่ดาเนินการเรียนการสอนแบบทางไกลกาลัง
ดาเนินการที่จะสร้างชั้นเรียนเสมือนให้เกิดขึ้นจริง การดาเนินการเรียนการสอนผ่านเว็บมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(ใจทิพย์ ณ สงขลา, 2542)
1.ความพร้อมของเครื่องมือและทักษะการใช้งานเบื้องต้น ความไม่พร้อมของเครื่องมือและ การขาด
ทักษะทางเทคนิคที่จาเป็นในการใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมเป็นสาเหตุสาคัญที่ก่อให้เกิดความ สับสนและผลทางลบ
ต่อทัศนคติของผู้ใช้ จากการศึกษาการนาเทคโนโลยีเครือข่ายมาใช้พบว่าผู้ใช้ที่ ไม่มีความพร้อมทางทักษะการใช้จะ
พยายามแก้ปัญหาและศึกษาเรื่องของเทคนิค มากกว่าจากัด ความสนใจอยู่ที่เนื้อหา นอกจากนั้นจากงานวิจัยของ
ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) พบว่ายังไม่มีความ พร้อมทางด้านทักษะการใช้ภาษาเขียนและภาษาต่างประเทศ ซึ่ง
เป็นทักษะจาเป็นพื้นฐานที่จาเป็นอีกประการหนึ่งสาหรับการสื่อสารผ่านเครือข่าย
13
2.การสนับสนุนจากฝ่ายบริหารและผู้ใช้เช่นเดียวกับการนาเทคโนโลยีอื่นเข้าสู่องค์กรต้องอาศัยการ
สนับสนุนอย่างจริงจังจากฝ่ายบริหาร ทั้งในการสนับสนุนด้านเครื่องมือและนโยบายส่งเสริมการใช้เครือข่าย
เวิลด์ไวด์เว็บเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา การกาหนดการใช้เครื่องมือดังกล่าวจึงไม่สามารถเป็นไปในลักษณะ
แนวดิ่ง (Top down) โดยการกาหนดจากฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการประสานจากทั้งสองฝ่ายคือ
ฝ่ายบริหารและผู้ใช้จะต้องมีการประสานจากแนวล่างขึ้นบน ผู้ใช้จะต้องมีทัศนะที่ยอมรับการใช้สื่อดังกล่าวเพื่อ
ประโยชน์ทางการศึกษา ฝ่ายบริหารสามารถสร้างนโยบายที่กระตุ้นแรงจูงใจของผู้ใช้ เช่น สร้างแรงจูงใจจาก
ภายในของผู้ใช้ให้รู้สึกถึงความท้าทายและประโยชน์ที่จะได้รับหรือสร้างแรงจูงใจจากภายนอก เช่น สร้างเงื่อนไข
ผลตอบแทนพิเศษทั้งในรูปนามธรรมและรูปธรรม
3.การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียนจากการเรียนรู้แบบตั้งรับ (Passive) โดยพึ่งพิงการป้อนจากครูผู้สอนมา
เป็นพฤติกรรมการเรียนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ เป็นผู้เรียนที่เรียนรู้วิธีการ
เรียน (Learning How to learn) เป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้นและมีทักษะที่สามารถเลือกรับข้อมูล วิเคราะห์ และ
สังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีระบบนั้น ผู้สอนจะต้องสร้างวุฒิทางการเรียนให้เกิดกับผู้เรียนก่อน กล่าวคือจะต้อง
เตรียมการให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จาเป็นต่อการเลือกสรร วิเคราะห์และสังเคราะห์ในการเรียนผ่าน
เครือข่ายทักษะดังกล่าว ได้แก่ ทักษะการอ่านเขียน ทักษะในเชิงภาษา ทักษะในการอภิปรายและที่จาเป็นคือ
ทักษะในการควบคุมตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง
4.บทบาทของผู้สอนในการเรียนการสอนบนเครือข่าย จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่บทบาทที่เอื้อต่อ
การเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยในเบื้องต้นจะเป็นบทบาทผู้นาเพื่อสนับสนุนกลุ่มและวัฒนธรรมการ
เรียนรู้บนเครือข่าย ผู้สอนต้องใช้เวลามากไปกว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนธรรมดา
5.การสร้างความจาเป็นในการใช้ ผู้สอนที่จะนาการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายมาใช้ควรคานึงถึงความ
จาเป็นและผลประโยชน์ที่ต้องการจากกิจกรรมบนเครือข่าย ซึ่งจะเป็นตัวกาหนดรูปแบบการใช้ว่าผู้สอนเพียง
ต้องการใช้เครือข่ายเพื่อเสริมการเรียนหรือเป็นการศึกษาทางไกล ผู้สอนต้องสร้างสภาวะให้ผู้ใช้มีความจาเป็นที่
ต้องใช้เช่น การส่งผ่านข้อมูลที่จาเป็นทางการเรียนให้กับผู้ใช้ผ่านทางเครือข่ายหรือสร้างแรงจูงใจที่เป็น
ผลประโยชน์ทางการเรียนให้กับผู้ใช้
6.ผู้สอนต้องออกแบบการเรียนการสอนและใช้ประโยชน์ของความเป็นเครือข่ายอย่างสูงสุด และ
เหมาะสมวิธีออกแบบการเรียนการสอนควรต้องพัฒนาให้เข้ากับคุณสมบัติความเป็นคอมพิวเตอร์เครือข่ายซึ่งมี
ความแตกต่างจากการออกแบบสาหรับโปรแกรมช่วยสอนในคอมพิวเตอร์ทั่วไป นอกเหนือจากเนื้อหาบทเรียนที่
ผู้สร้างเสนอส่งผ่านเครือข่าย ผู้สอนสามารถสร้างการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลอื่นที่สนับสนุนเนื้อหาหลักที่ผู้สอนสร้าง
เป็นการแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา ทั้งนี้เนื้อหาและการเชื่อมโยง ควรจะต้องปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา
และควรจะต้องมีการจัดกิจกรรมการปฏิสัมพันธ์ให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการศึกษาร่วมกับผู้อื่น การจัดการเรียน
14
การสอนผ่านเว็บนั้น ผู้สอนและผู้เรียนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยง
คอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้าไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย (File Server) และเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเว็บ (Web Server) อาจเป็นเป็นการเชื่อมโดยระยะใกล้หรือเชื่อมโยงระยะไกลผ่าน
ทางระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต การจัดการเรียน การสอนทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นเว็บนั้นผู้สอนจะต้องมี
ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนดังนี้ (ปทีป เมธาคุณวุฒิ, 2540)
1. กาหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน
2. การวิเคราะห์ผู้เรียน
3. การออกแบบเนื้อหารายวิชา
- เนื้อหาตามหลักสูตรและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
-จัดลาดับเนื้อหา จาแนกหัวข้อตามหลักการเรียนรู้และลักษณะเฉพาะในแต่ละหัวข้อ
-กาหนดระยะเวลาและตารางการศึกษาในแต่ละหัวข้อ
-กาหนดวิธีการศึกษา
-กาหนดสื่อที่ใช้ประกอบการศึกษาในแต่ละหัวข้อ
-กาหนดวิธีการประเมินผล
-กาหนดความรู้และทักษะพื้นฐานที่จาเป็นต่อการเรียน
-สร้างประมวลรายวิชา
4.การกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต โดยใช้คุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับ
กิจกรรมการเรียนการสอนนั้นๆ
5.การเตรียมความพร้อมสิ่งแวดล้อมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต ได้แก่ สารวจแหล่งทรัพยากร
สนับสนุนการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงได้ กาหนดสถานที่และอุปกรณ์ที่ให้บริการและที่ต้องใช้ในการ
ติดต่อทางอินเทอร์เน็ตสร้างเว็บเพจเนื้อหาความรู้ตามหัวข้อของการเรียนการสอนรายสัปดาห์ สร้างแฟ้มข้อมูล
เนื้อหาวิชาเสริมการเรียนการสอนสาหรับการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล
6. การปฐมนิเทศผู้เรียน ได้แก่
-แจ้งวัตถุประสงค์ เนื้อหา และวิธีการเรียนการสอน
-สารวจความพร้อมของผู้เรียนและเตรียมความพร้อมของผู้เรียน ในขั้นตอนนี้ผู้สอนอาจจะต้องมีการ
ทดสอบหรือสร้างเว็บเพจเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอได้ศึกษาเพิ่มเติมในเว็บเพจเรียนเสริม
หรือให้ผู้เรียนถ่ายโอนข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง
7.จัดการเรียนการสอนตามแบบที่กาหนดไว้โดยในเว็บเพจจะมีเทคนิคและกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสร้างขึ้น
ได้แก่
-การใช้ข้อความเร้าความสนใจที่อาจเป็นภาพกราฟฟิกส์ ภาพการเคลื่อนไหว
-แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของรายวิชา หรือหัวข้อในแต่ละสัปดาห์
-สรุปทบทวนความรู้เดิม หรือโยงไปหัวข้อที่ศึกษาแล้ว
-เสนอสาระของหัวข้อต่อไป
-เสนอแนะแนวทางการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมสนทนาระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน
กิจกรรมการอภิปรายกลุ่ม กิจกรรมการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม กิจกรรมการตอบ คาถาม กิจกรรมการประเมิน
15
ตนเอง และกิจกรรมการถ่ายโอนข้อมูล
-เสนอกิจกรรมดังกล่าวมาแล้ว แบบฝึกหัด หนังสือหรือบทความ การบ้าน การทารายงานเดี่ยว
รายงานกลุ่มในแต่ละสัปดาห์ และแนวทางในการประเมินผลในรายวิชานี้
-ผู้เรียนทากิจกรรม ศึกษา ทาแบบฝึกหัด และการบ้านส่งผู้สอนทั้งทางเอกสารทางเว็บเพจผลงานของ
ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนคนอื่นๆได้รับทราบด้วยและผู้เรียนส่งผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
-ผู้สอนตรวจผลงานของผู้เรียน ส่งคะแนนและข้อมูลย้อนกลับเข้าสู่เว็บเพจประวัติของผู้เรียน รวมทั้ง
การให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปสู่เว็บเพจผลงานของผู้เรียนด้วย
8.การประเมินผลผู้สอนสามารถใช้การประเมินผลระหว่างเรียนและการประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียน
รวมทั้งการที่ผู้เรียนประเมินผลผู้สอนและการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนทั้งรายวิชา เพื่อให้ผู้สอนนาไป
ปรับปรุงแก้ไขระบบการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต
ประโยชน์การเรียนการสอนผ่านเว็บ
ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บมีมากมายหลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนาไปใช้
ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นมิติใหม่ของเครื่องมือและกระบวนการในการเรียนการสอน โดยมีผู้กล่าวถึง
ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ดังนี้
ถนอมพร เลาหจรัสแสง(2544) ได้กล่าวถึงการสอนบนเว็บมีข้อดีอยู่หลายประการ กล่าวคือ
1.การสอนบนเว็บเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่มีเวลาในการมาเข้าชั้นเรียนได้เรียนในเวลาและ
สถานที่ ๆ ต้องการ ซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ทางาน หรือสถานศึกษาใกล้เคียงที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปใช้บริการทาง
อินเทอร์เน็ตได้ การที่ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาที่กาหนดไว้จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านของ
ข้อจากัดเกี่ยวกับเวลา และสถานที่ศึกษาของผู้เรียนเป็นอย่างดี
2.การสอนบนเว็บยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษา
ในภูมิภาคหรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปราย กับอาจารย์ ครูผู้สอนซึ่งสอนอยู่ที่
สถาบันการศึกษาในนครหลวงหรือในต่างประเทศก็ตาม
3.การสอนบนเว็บนี้ ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิด
กว้างให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาการ
สอนบนเว็บ สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้รวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(Meta-cognitive Skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
16
4.การสอนบนเว็บ ช่วยทลายกาแพงของห้องเรียนและเปลี่ยนจากห้องเรียน 4 เหลี่ยมไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพสนับสนุนสิ่งแวดล้อม
ทางการเรียนที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับปัญหาที่พบในความเป็นจริง โดยเน้นให้เกิดการเรียนรู้ตามบริบทในโลกแห่ง
ความเป็นจริง(Contextualization) และการเรียนรู้จากปัญหา (Problem-based Learning) ตามแนวคิดแบบ
Constructivism
5.การสอนบนเว็บเป็นวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการ
รูปแบบใหม่ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลกโดยไม่จากัดภาษา การสอนบนเว็บช่วยแก้ปัญหาของข้อจากัดของแหล่ง
ค้นคว้าแบบเดิมจากห้องสมุดอันได้แก่ ปัญหาทรัพยากรการศึกษาที่มีอยู่จากัดและเวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล
เนื่องจากเว็บมีข้อมูลที่หลากหลายและเป็นจานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใช้การเชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอร์มิ
เดีย (สื่อหลายมิติ) ซึ่งทาให้การค้นหาทาได้สะดวกและง่ายดายกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิม
6.การสอนบนเว็บจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออานวยให้เกิด
การศึกษา ในลักษณะที่ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นได้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่จาเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่
แท้จริง ตัวอย่างเช่น การให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการทากิจกรรมต่าง ๆ บนเครือข่ายการให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดง
ความคิดเห็นและแสดงไว้บนเว็บบอร์ดหรือการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้ามาพบปะกับผู้เรียนคนอื่น ๆ อาจารย์ หรือ
ผู้เชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่ห้องสนทนา เป็นต้น
7.การสอนบนเว็บเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการเปิดปฏิสัมพันธ์นี้อาจทาได้ 2 รูปแบบ คือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน
ด้วยกันและ/หรือผู้สอน ปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ ซึ่งลักษณะแรกนี้จะอยู่ในรูปของ
การเข้าไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน ส่วนในลักษณะหลังนั้นจะอยู่ในรูปแบบของการเรียนการ
สอน แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบที่ผู้สอนได้จัดหาไว้ให้แก่ผู้เรียน
8.การสอนบนเว็บยังเป็นการเปิดโอกาสสาหรับผู้เรียนในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน
จากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก โดยผู้เรียนสามารถติดต่อสอบถามปัญหาขอข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา
จากผู้เชี่ยวชาญจริงโดยตรงซึ่งไม่สามารถทาได้ในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและ
ค่าใช้จ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับการติดต่อสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ
9.การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานของตน สู่สายตาผู้อื่นอย่างง่ายดาย ทั้งนี้ไม่ได้จากัด
เฉพาะเพื่อนๆ ในชั้นเรียนหากแต่เป็นบุคคลทั่วไปทั่วโลกได้ ดังนั้นจึงถือเป็นการสร้างแรงจูงใจภายนอกในการเรียน
อย่างหนึ่งสาหรับผู้เรียน ผู้เรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงตนเองนอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาส
ได้เห็นผลงานของผู้อื่นเพื่อนามาพัฒนางานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
10.การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร ให้ทันสมัยได้อย่าง สะดวกสบายเนื่องจาก
ข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัตร ( Dynamic ) ดังนั้นผู้สอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแก่ผู้เรียนได้
17
ตลอดเวลา นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ทาให้เนื้อหาการเรียนมี
ความยืดหยุ่นมากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิมและเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสาคัญ การ
สอนบนเว็บสามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์
ภาพ 3 มิติ โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบของการนาเสนอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน
ปรัชญนันท์ นิลสุข (2543) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะสาคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน
มีอยู่ 8 ประการ ได้แก่
1.การที่เว็บเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและผู้เรียนกับ
ผู้เรียนหรือผู้เรียนกับเนื้อหาบทเรียน
2.การที่เว็บสามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia)
3.การที่เว็บเป็นระบบเปิด (Open System) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้มีอิสระในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก
4.การที่เว็บอุดมไปด้วยทรัพยากร เพื่อการสืบค้นออนไลน์ (Online Search/Resource)
5.ความไม่มีข้อจากัดทางสถานที่และเวลาของการสอนบนเว็บ (Device, Distance and Time
Independent) ผู้เรียนที่มีคอมพิวเตอร์ในระบบใดก็ได้ ซึ่งต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตจะสามารถเข้าเรียนจากที่ใดก็ได้
ในเวลาใดก็ได้
6.การที่เว็บอนุญาตให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุม (Learner Controlled) ผู้เรียนสามารถเรียนตามความ
พร้อมความถนัดและความสนใจของตน
7.การที่เว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง (Self- contained) ทาให้เราสามารถจัดกระบวนการเรียนการ
สอนทั้งหมดผ่านเว็บได้ การที่เว็บอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารทั้งแบบเวลาเดียว (Synchronous
Communication) เช่น Chat และต่างเวลากัน (Asynchronous Communication) เช่น Web Board เป็นต้น
18
ความหมายของเว็บไซต์
เว็บไซต์ Web Site คือ คาที่เรียกใช้กลุ่มของเว็บเพจ (ดังนั้นภายในเว็บไซต์จึงประกอบด้วยหน้าโฮมเพจ
และเว็บเพจ) และมักเรียกเว็บที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ ไว้แล้ว โดเมนเนม Domain
Name เช่น http://www.sanook.com , http://www.thairath.co.th ,
โฮมเพจ (Home Page) คือ คาที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูต่าง ๆ และเรื่องราวมา
กกมาย เป็นสารบัญสรุปเนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นั้น ๆ เว็บเพจ
เว็บเพจWeb Page คือ คาที่ใช้เรียกหน้าเอกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของไฟล์ HTML (Hyper Text Markup
Language) เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแต่ละหน้าที่มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายบรรจุอยู่ในหนังสือ แต่แตกต่างกันที่
มีการเชื่อมโยง (Link) ซึ่งเราต้องการคลิกเลือกดูหน้าใดก็ได้ตามที่เราต้องการ
การออกแบบและการพัฒนา
กิตติ ภักดีวัฒนะกุล (2540) ได้กล่าวถึงลักษณะของการออกแบบเว็บเพจที่ดี ดังนี้
เว็บเพจเป็นการแสดงข้อมูลที่สามารถมองเห็นได้ โดยที่ผู้เข้ามาดูไม่จาเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการที่
เป็นตัวกาหนดการทางานหรือการจัดการทางฮาร์ดแวร์ ดังนั้นการสร้างเว็บเพจ ที่ดีจึงควรเน้นหนักอยู่ในส่วนที่
แสดงผลทางหน้าจอมากกว่าส่วนอื่นๆ โดยมีข้อแนะนา ดังนี้
1. ทาให้มีข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้มาก แต่ไม่แน่นจนเกินไป จัดที่ว่างให้เหมาะสม แต่ละย่อหน้าไม่ควร
ใกล้หรือห่างกันจนเกินไป
2. ให้พยายามแสดงข้อมูล โดยทาเป็นตารางหรือรายการที่สามารถกาหนดหรือเลือกใช้ได้ง่าย
3. ไม่สร้างเว็บเพจ ที่มีลักษณะภาพอยู่ในภาพ ให้ใช้พื้นที่ว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าบนหน้าจอมีที่
ว่างมากพอ จึงควรใช้มากกว่าที่จะประหยัดเนื้อที่จนไม่น่าดู
4. พยายามแสดงข้อมูลแต่ละส่วนให้มีรูปแบบคล้ายกัน แต่ละย่อหน้าไม่ควรมีความยาวมากเกินไป หรือ
ถ้ายาวมากก็ให้แบ่งมาเป็นย่อหน้าใหม่
5. ถ้าเอกสารยาวมาก ควรใช้การเชื่อมโยง เข้ามาช่วย โดยแบ่งเอกสารออกไปสร้างเป็นเพจใหม่ที่มีการ
เชื่อมโยงไปหาได้
6. ใช้รูปภาพ หรือลักษณะทางกราฟิกเข้ามาช่วยเพิ่มความน่าสนใจ
7. ข้อความที่เป็นหัวเรื่องหรือจุดเชื่อมโยง ควรเป็นคาหรือวลีที่น่าสนใจ แต่ต้องไม่เกินความจริง เพราะ
จะมีผลเสียได้ในภายหลัง
19
กิดานันท์ มลิทอง (2542) ได้กล่าวถึงการออกแบบเว็บเพจไว้ว่า องค์ประกอบของการออกแบบเว็บเพจ จะ
เกี่ยวเนื่องถึงขนาดของเว็บเพจ การจัดหน้า พื้นหลัง ศิลปะการใช้ตัวพิมพ์ และโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบ โดยมี
แนวทางในการออกแบบ ดังนี้
1. ขนาดของเว็บเพจ
1.1 จากัดขนาดแฟ้มของแต่ละหน้า โดยการกาหนดขีดจากัดเป็นกิโลไบต์ สาหรับขนาด “น้าหนัก” ของแต่ละ
หน้า ซึ่งหมายถึง จานวนรวมกิโลไบต์ของภาพกราฟิกทั้งหมดในหน้า โดยรวมภาพพื้นหลังด้วยใช้แคชของโปรแกรม
ค้นดูเว็บ (Web Browser) โปรแกรมค้นผ่านที่ใช้กันทุกวันนี้ จะเก็บบันทึกภาพกราฟิกไว้ในแคช (Cache) ซึ่ง
หมายถึงการที่โปรแกรมเก็บภาพกราฟิกไว้ในฮาร์ดดิสก์ เพื่อที่โปรแกรมจะได้ไม่ต้องบรรจุภาพเดียวกันนั้นมากกว่า
หนึ่งครั้ง จึงเป็นการดีที่จะนาภาพนั้นมากเสนอซ้าเมื่อใดก็ได้บนเว็บไซต์ นับเป็นการประหยัดเวลาการบรรจุลง
สาหรับผู้อ่านและลดภาระให้แก่เครื่องบริการเว็บด้วย
2. การจัดหน้า
2.1 กาหนดความยาวของหน้าให้สั้น โดยการกาหนดจานวนของข้อความที่จะบรรจุในแต่ละหน้า โดยควรมีความ
ยาวระหว่าง 200-500 คา ในแต่ละหน้า
2.2 ใส่สารสนเทศที่สาคัญที่สุดในส่วนบนของหน้า ถ้าเปรียบเทียบเว็บไซต์กับสถานที่แห่งหนึ่ง เนื้อที่ที่มีค่าที่สุด
จะอยู่ในส่วนหน้า ซึ่งก็คือส่วนบนสุดของหน้าจอภาพนั่นเอง ทุกคนที่เข้ามาในเว็บไซต์จะมองเห็นส่วนบนของ
จอภาพได้เป็นลาดับแรก ถ้าผู้อ่านไม่อยากที่จะใช้แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนจอภาพลงมา ก็จะยังคงเห็นส่วนบนของ
จอภาพอยู่ได้ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้ผู้อ่านพลาดสาระสาคัญของเนื้อหา ก็ควรใส่ไว้ส่วนบนของหน้าซึ่ง
อยู่ภายในประมาณ 300 จุดภาพ
2.3 ใช้ความได้เปรียบของตาราง ตารางจะเป็นสิ่งที่อานวยประโยชน์และช่วยนักออกแบบได้เป็นอย่างมาก การ
ใช้ตารางจะจาเป็นสาหรับการสร้างหน้าที่ซับซ้อนหรือที่ไม่เรียบธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการใช้
คอลัมน์ ตารางจะใช้ได้เป็นอย่างดีเมื่อใช้ในการจัดระเบียบหน้า เช่น การแบ่งแยกภาพกราฟิก หรือเครื่องมือนา
ทางออกจากข้อความ หรือการจัดแบ่งข้อความออกเป็นคอลัมน์
3. พื้นหลัง
3.1 ความยาก-ง่ายในการอ่าน พื้นหลังที่มีลวดลายมากจะทาให้หน้าเว็บมีความยากลาบากในการอ่านเป็นอย่าง
ยิ่ง การใช้สีร้อนที่มีความเปรียบต่างสูงจะทาให้ไม่สบายตาในการอ่านเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรใช้พื้นหลังที่มีลวดลาย
เกินความจาเป็นและควรใช้สีเย็นเป็นพื้นหลังจะทาให้ เว็บเพจ นั้นน่าอ่านมากกว่า
3.2 ทดสอบการอ่าน การทดสอบที่ดีที่สุดในเรื่องของความสามารถในการอ่านเมื่อใช้พื้นหลัง คือ ให้ผู้ใดก็ได้ที่ไม่
เคยอ่านเนื้อหาของเรามาก่อนลองอ่านข้อความที่อยู่บนพื้นหลังที่จัดทาไว้ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ทดสอบการอ่านด้วย
ตัวเอง ถ้าอ่านได้แสดงว่าสามารถใช้พื้นหลังนั้นได้
4. ศิลปะการใช้ตัวพิมพ์
4.1 ความจากัดของการใช้ตัวพิมพ์ นักออกแบบจะถูกจากัดในเรื่องของศิลปะการใช้ตัวพิมพ์บนเว็บมากกว่าใน
สื่อสิ่งพิมพ์ โปรแกรมค้นผ่านรุ่นเก่าๆ จะสามารถใช้อักษรได้เพียง 2 แบบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม โปรแกรมรุ่นใหม่จะ
20
สามารถใช้แบบอักษรได้หลายแบบมากขึ้น นอกจากนี้ การพิมพ์ในเว็บจะไม่สามารถควบคุมช่วงบรรทัดซึ่งเป็นเนื้อ
ที่ระหว่างบรรทัด หรือช่องไฟระหว่างตัวอักษรได้
4.2 ความแตกต่างระหว่างระบบและการใช้โปรแกรมค้นผ่าน โปรแกรมค้นผ่าน แต่ละตัวจะมีตัวเลือกในการใช้
แบบตัวอักษรที่แตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ผู้อ่านสามารถสามารถเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ของแบบตัวอักษรได้ด้วยตัวเอง
4.3 สร้างแบบการพิมพ์เป็นแนวทางไว้ ถึงแม้จะมีข้อจากัดในเรื่องการใช้ตัวพิมพ์บนเว็บก็ตาม แต่นักออกแบบก็
สามารถระบุระดับของหัวเรื่องและเนื้อหาไว้ได้เช่นเดียวกับการพิมพ์ในหนังสือ
4.4 ใช้ลักษณะกราฟิกแทนตัวอักษรธรรมดาให้น้อยที่สุด ถึงแม้จะสามารถใช้ลักษณะกราฟิกแทนตัวอักษร
ธรรมดาได้ก็ตาม แต่ไม่ควรใช้มากเกินกว่า 2-3 บรรทัด ทั้งนี้เพราะจะทาให้เสียเวลาในการบรรจุลงมากกว่าปกติ
นิโคล และคณะ (Nichols and others,1995) กล่าวถึงการออกแบบเว็บเพจที่ดีว่า ควรพิจารณาถึงข้อมูล
และวิธีการนาเสนอว่า ต้องการให้ออกมาในรูปแบบใด เช่น ตัวอักษร ภาพ หรือเสียง โดยได้ให้หลักการออกแบบ
เว็บเพจไว้ ดังนี้
1. เนื้อหาในการนาเสนอ
การที่จะนาเสนอข้อมูลผ่านเว็บเพจนั้น ควรจะพิจารณาถึงข้อมูลที่นาเสนอนั้นว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ในความสนใจ
หรือเกี่ยวข้องของผู้ชมหรือไม่ และการนาเสนอข้อมูลนั้นถ้าหากมากเกินไป ก็อาจจะทาให้ผู้ชมเกิดความสับสนและ
เบื่อหน่ายในการที่อ่านต่อไป
ดังนั้นในการนาเสนอข้อมูลผ่านเว็บเพจนั้น ควรจะเริ่มด้วยข้อมูลทั่วไปก่อน และนาเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องการจะ
นาเสนอ ซึ่งเนื้อหาโดยทั่วไปอาจจะอยู่ในโฮมเพจ ส่วนรายละเอียดต่างๆ นั้น ก็อยู่เว็บเพจอื่นภายในเว็บไซต์
เดียวกัน
2. ความจุของข้อมูล
เนื่องจากเว็บเพจสามารถที่จะเชื่อมโยงเว็บต่างๆ เข้าหากันได้โดยง่าย เพียงแต่กาหนดจุดในการเชื่อมโยงเท่านั้น
ดังนั้นในแต่ละหน้าจึงไม่ควรมีความจุของข้อมูลมากจนเกินไป เพราะจะทาให้ผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่ายได้
โดยเฉพาะการใช้แถบเลื่อนด้านข้างในการเลื่อนเพื่ออ่านข้อมูล บางครั้งผู้อ่านอาจจะละทิ้งการอ่านและออกจาก
เว็บเพจของเราไป
กฎง่ายๆ ของการนาเสนอข้อมูลในแต่ละหน้า ให้ดูว่าจานวนเนื้อที่ว่าง (white space) ในเว็บเพจ ถ้าหากมีที่ว่าง
น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าในเว็บนั้นมีความจุของข้อมูลมากเกินไป ถ้าหากเนื้อหามีความยาวมากเกินไป ควร
จะทาให้เป็นย่อหน้าสั้นๆ และได้ใจความในย่อหน้านั้นๆ หรืออาจใช้การวางหัวข้อระหว่างเนื้อหา ซึ่งหัวข้อนั้นปกติ
แล้วตัวอักษรจะมีมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อหาปกติ ทาให้มีเนื้อที่ว่างระหว่างแต่ละเนื้อหามากกว่าการใช้ย่อหน้า อีกวิธี
หนึ่งคือการวางตาแหน่งรูปภาพไว้ตรงกลางของจอภาพ แทนที่จะวางไว้ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งการวางตาแหน่งของภาพ
ไว้ข้างใดข้างหนึ่งนั้น ทาให้จอภาพดูไม่สมดุล
3. รูปแบบของการนาเสนอ
รูปแบบสาคัญอีกสองประการในการออกแบบเว็บเพจ คือ
3.1 การใช้โครงสร้างเว็บเพจที่เหมาะสม
21
การใช้โครงสร้างของเว็บเพจที่เหมาะสมนั้นจะทาให้ผู้ใช้สามารถติดตามเนื้อหา และ
เชื่อมโยงไปยังหัวข้อหรือหน้าที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วและในการนาเสนอนั้นเนื้อหานั้น ควรจะ
นาเสนอด้วยข้อมูลทั่วไปก่อน และเชื่อมโยงต่อไปยังหน้าที่มีข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลในหน้าที่ผู้อ่านเชื่อมโยงมา ก็จะ
เป็นการอธิบายรายละเอียดต่อจากหน้าก่อนหน้านี้การกระทาเช่นนี้คล้ายดังเราเรียบเรียงเนื้อหาเป็นตอนๆ โดยที่
ผู้ใช้สามารถเลือกอ่านรายละเอียดเองได้
3.2 การใช้รูปแบบของตัวอักษรและกราฟิก
ในส่วนนี้จะทาให้เว็บเพจมีความน่าสนใจและประทับใจเมื่อเข้ามาครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายนักออกแบบ
เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลักการต่อไปนี้อาจจะช่วยให้การออกแบบเว็บเพจมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจะทา
3.2.1 การใช้สี
การใช้สีนั้นไม่จากัดเพียงแต่รูปภาพหรือกราฟิกเท่านั้น หากแต่รวมถึงการใช้สีของตัวอักษรด้วย แต่ทั้งนี้
การเลือกใช้จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาด้วย
3.2.2 พื้นที่ว่าง
ความสาคัญของการทิ้งพื้นที่ว่างไว้ในเว็บเพจ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อสายตาของผู้อ่าน ถ้าหากใน
เว็บเพจนั้นบรรจุเนื้อหามากเกินไป เมื่อผู้อ่านๆ ไปนานๆ จะทาให้เกิดอาการล้าทางสายตา จึงควรมีพื้นที่ว่างเพื่อให้
ได้ผ่อนคลายด้วย
3.2.3 ขนาดของตัวอักษร
ในการออกแบบเว็บเพจนั้น นอกจากภาษา HTML แล้วยังมีซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมสาเร็จรูปมากมายให้
เลือกใช้ ซึ่งแต่ละชนิดนั้นสามารถกาหนดรูปแบบและขนาดของตัวอักษรได้หลายแบบ ดังนั้นในการออกแบบ
ผู้ออกแบบสามารถจึงสามารถเลือกรูปแบบและขนาดของตัวอักษรได้ตามความเหมาะสม เช่น ส่วนที่เป็นเนื้อหาก็
ใช้ตัวอักษรขนาดเล็ก ส่วนที่เป็นหัวเรื่องก็ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ขึ้นมา และอาจจะมีสีที่แตกต่างจากเนื้อหา ทั้งนี้
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะได้โดยง่าย
4. การใช้กราฟิกที่เหมาะสม
การใช้กราฟิกบนเว็บนั้นอาจจะช่วยให้เว็บดูดีขึ้น แต่อาจจะมีผลทาให้การเข้าถึงหน้านั้นใช้เวลามากขึ้น ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขีดจากัดของเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมค้นผ่านที่ใช้ ดังนั้นการเลือกใช้กราฟิกจะต้องมีการวางแผน
และเลือกใช้อย่างเหมาะสม โดยมีหลักดังนี้
4.1 ควรใช้กราฟิกเท่าที่จาเป็นในแต่ละเว็บเพจนั้นๆ และควรมีความสวยงาม อีกทั้งไม่รบกวนเนื้อหาที่ต้องการ
นาเสนอ
4.2 ควรมีข้อจากัดของจานวนกราฟิกในแต่ละเว็บเพจ อาจจะ ใช้ 1 หรือ 2 ภาพต่อเว็บเพจก็เพียงพอแล้ว
4.3 ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาเว็บเพจออกมาเป็น 2 แบบ แบบที่หนึ่งประกอบด้วยกราฟิก และอีกแบบหนึ่งไม่มี
กราฟิก ซึ่งวิธีการนี้จะทาให้ผู้ชมสามารถเลือกได้ เพราะบางครั้งผู้ชมอาจไม่ต้องดูภาพกราฟิกก็ได้ เนื่องจากใช้เวลา
ในการเข้าถึงข้อมูลนานเกินความจาเป็น
22
5. การใช้เสียงประกอบ
การใช้แฟ้มเสียงประกอบอาจทาให้เว็บเพจมีความน่าสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ชมทุกคนไม่จาเป็นที่ต้องการ
ฟังเสียงเสมอไป นอกจากนี้ การใช้แฟ้มเสียงยังทาให้ความจุของข้อมูลมีปริมาณขึ้น ทาให้ต้องใช้เวลามากในการ
เข้าถึงข้อมูล ดังนั้น ถ้าหากจะเลือกใช้แฟ้มเสียงประกอบควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนว่ามีความจาเป็นหรือไม่
6. ความทันสมัยของข้อมูล
การปรับปรุงข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์มีส่วนช่วยให้เว็บมีความน่าสนใจและน่าติดตามควรมีการสารวจข้อมูล
อย่างน้อยเดือนละครั้ง และถ้าหากสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ก็จะทาให้เว็บเพจนั้นมีความน่า
ติดตามมากขึ้นเช่นกัน การใส่วัน เวลา ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก็เป็นส่วนสาคัญประการหนึ่งที่จะให้ผู้ชมทราบว่า
ข้อมูลในเว็บเพจของเรามีความทันสมัยเพียงไร เว็บเพจ
7. การประชาสัมพันธ์
ถึงแม้ว่าเราจะออกแบบและสร้างเว็บเพจอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ให้คนอื่นได้รู้จักและเข้ามา
ชม เมื่อเว็บเพจของเราถูกนาสู่ระบบเครือข่ายแล้ว ประการแรกเราควรจะบอกเพื่อนให้ทราบและช่วยกระจายไป
ให้คนอื่นๆ ทราบด้วย นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บเพจต่างๆ ที่มีอยู่แล้วก็จะทาให้
เว็บเพจของเราเป็นที่รู้จักอีกทางหนึ่ง
8. จุดเด่นของการนาเสนอ
การที่จะบอกว่าเว็บใดๆ ดีนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยากพอสมควร ผู้ใช้บางคนอาจบอกว่าเว็บที่ดีนั้นหมายถึงเว็บที่ให้
ความบันเทิง สนุกสนาน ส่วนอีกคนอาจจะหมายถึงเว็บนั้นเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระก็เป็นได้ ดังนั้นการนิยาม
ความหมายว่าเว็บนั้นดีหรือน่าสนใจจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
เว็บเพจที่ดีนั้นจึงควรประกอบไปด้วยสองส่วนดัง กล่าวคือ ให้ทั้งความบันเทิงและให้ทั้งเนื้อหาสาระ นอกจากนี้การ
ออกแบบที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทาให้เว็บนั้นดูดีและน่าสนใจ บางเว็บอาจจะมีเนื้อหาและความบันเทิงอยู่ครบถ้วน
แต่ออกแบบไม่ดีก็ทาให้ผู้ไม่สนใจและออกไปยังเว็บอื่นๆ
การออกแบบโครงสร้างเว็บเพจ
การออกแบบโครงสร้างเว็บเพจ (Skeleton Plane) เป็นการจัดแบ่งพื้นที่บนหน้าเว็บ เพื่อใช้วาง
องค์ประกอบส่วนต่างๆ และเริ่มต้นออกแบบส่วนอินเตอร์เฟสกับผู้ใช้ โดยสร้างระบบนาทาง (Navigation
System) เพื่อเชื่อมโยงการทางานทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกันโดยขั้นตอนนี้ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 3 กิจกรรม คือ
- การออกแบบส่วนอินเตอร์เฟส (Interface Design) เป็นการออกแบบส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้
กับเว็บไซต์ เพื่อการนาเสนอ รับชม และใช้งานข้อมูลบนเว็บนั้นด้วยการโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ การออกแบบ
23
อินเตอร์เฟสบนเว็บไซต์ที่ดี มุ่งเน้นประสิทธิภาพหรือความสามารถในการใช้งานเว็บ (Web Usability) เป็น
สาคัญ โดยจะต้องสามารถใช้งานได้ง่าย ใช้งานจริง และให้ผลลัพธ์เป็นที่พอใจของผู้ใช้งาน
- การออกแบบระบบนาทาง (Navigation Design) เป็นการออกแบบเส้นทางการเชื่อมโยงบน
เว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถท่องเที่ยวไปในไซต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและไม่หลงทาง โดยใช้เครื่องมือนาทาง
รูปแบบต่างๆ เช่น รายการเมนูเชื่อม (Navigation Bar) ส่วนค้นหา (Search) หรือ Drop-Down Menu เป็น
ต้น ซึ่งระบบที่ดีต้องช่วยเหลือผู้ใช้งาน โดยสามารถบอกตาแหน่งที่ผู้ใช้อยู่ในปัจจุบัน การเข้าถึงข้อมูล
ปลายทาง ข้อมูลใดที่เคยผ่านการเข้าถึงแล้ว และเส้นทางที่จะกลับไปยังตาแหน่งเดิมได้ (ศึกษารายละเอียด
เพิ่มเติมได้ในบทที่ 5 ระบบนาทาง)
- การออกแบบส่วนข้อมูล (Information Design) เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกใช้
วิธีนาเสนอข้อมูลอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับชนิดข้อมูลนั้น และทาให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลข
ทางสถิติควรเลือกนาเสนอด้วยรูปแบบตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ ภาพสินค้าเคลื่อนไหว ควรเลือกนาเสนอด้วย
รูปถ่าย วิดีโอ คลิป หรือแอนิเมชัน เป็นต้น (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทที่ 3 การออกแบบ
ส่วนข้อมูล) นอกจากนั้นการออกแบบส่วนข้อมูลที่เห็นได้ชัดเจน คือ การจัดกลุ่มข้อมูลภายในฟอร์ม
การออกแบบรูปลักษณ์ของเว็บเพจ (Surface Plane) หรือเรียกการออกแบบในขั้นตอนนี้ได้อีกอย่าง
หนึ่งว่า “Visual Design” เนื่องจากการออกแบบส่วนอินเตอร์เฟสในขั้นตอนที่ 4 จะมุ่งเน้นประสิทธิภาพด้าน
ความสามารถในการใช้งาน และการจัดวางองค์กรประกอบบนหน้าเว็บเพื่ออานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากกว่า
การตกแต่งหน้าเว็บให้มีความสวยงาม ดังนั้น งานในขั้นตอนสุดท้ายนี้ จึงเป็นการเพิ่มความสวยงามและความ
น่าสนใจให้กับหน้าเว็บ โดยเป็นการตกแต่งหน้าเว็บให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนาเสนอต่อผู้ใช้งาน ซึ่งรูปลักษณ์ของ
หน้าเว็บที่สวยงาม พิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ ได้แก่ การเลือกใช้โทนสี รูปแบบตัวอักษร พื้นหลัง และ
อื่นๆ
ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์
การออกแบบเว็บไซต์ให้มีข้อมูลและรายละเอียดที่ครบถ้วน และครอบคลุมกับความต้องการ เว็บไซต์มี
ความสวยงาม อีกทั้งง่ายต่อการดูและปรับเปลี่ยนข้อมูลในภายหลังนั้น ควรมีการวางแผนในการพัฒนาเว็บไซต์
ที่ดี ซึ่งพอสรุปขั้นตอนได้ดังนี้คือ
1. กาหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
การพัฒนาเว็บไซต์ ควรเริ่มจากการกาหนดวัตถุประสงค์ให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องการนาเสนอหรือ
ต้องการให้เกิดผลอะไร เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วก็จะสามารถกาหนดรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น
ลักษณะหน้าตาและสีสันของเว็บเพจ
2. กาหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย
เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเว็บไซต์แล้ว ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการกาหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย
ที่จะเข้าชมและใช้บริการเว็บไซต์นี้ เพื่อออกแบบเว็บไซต์ให้ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้มากที่สุด ไม่
ว่าจะเป็นการเลือกเนื้อหา โทนสี กราฟิก และเทคโนโลยีที่นามาสนับสนุนการสร้างเว็บไซต์
24
3. เตรียมแหล่งข้อมูล
เนื้อหาหรือข้อมูลนับเป็นสาระสาคัญของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นผู้ออกแบบเว็บไซต์จึงจาเป็นที่จะต้องรู้
ว่าต้องนาข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง เพื่อให้ข้อมูลบนเว็บไซต์สมบูรณ์ที่สุด
4. เตรียมทักษะหรือบุคลากร
การสร้างเว็บไซต์ต้องอาศัยทักษะหลายด้าน เช่นในการเตรียมเนื้อหา การออกแบบกราฟิก เขียน
โปรแกรม และการดูแลเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น ดังนั้นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลและเนื้อหามาก ก็อาจจะต้องใช้บุคลากร
หลายคนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่สาหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ต้องดูแลเพียงคนเดียว ผู้ออกแบบจึง
จาเป็นต้องมีความรู้ในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์
5. เตรียมทรัพยากรต่าง ๆ ที่จาเป็น
เช่นโปรแกรมสาหรับสร้างเว็บไซต์ โปรแกรมสาหรับสร้างกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และมัลติมีเดีย
โปรแกรมยูทิลิตี้ โปรแกรมสร้างฐานข้อมูล เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องเตรียมจดทะเบียนโดเมนเนม และหาผู้
ให้บริการรับฝากเว็บไซต์ (Web Hosting)
ประเภทและส่วนประกอบของเว็บไซต์
ในการจัดทาเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมาหนึ่งเว็บไซต์นั้น สิ่งที่จาเป็นอย่างยิ่งคือการกาหนดวัตถุประสงค์ของการจัดทา
ให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป
วัตถุประสงค์และประโยชน์จากการจัดทาเว็บไซต์ ทาให้สามารถแบ่งประเภทของเว็บไซต์ออกเป็น 7
ประเภท ดังนี้
1. เว็บไซต์ส่วนตัว (Personal website) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูล
เกี่ยวกับส่วนตัว การศึกษา การงาน ความสนใจ เป็นต้น
2. เว็บไซต์เพื่อธุรกิจการค้า (Promotional website) เว็บไซต์นี้มีจุดประสงค์ เพื่อการค้าขายสินค้า
การโฆษณาสินค้า การส่งเสริมการขาย ในเว็บไซต์จะมีข้อมูลของสินค้า ราคาและการบริการต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน
ตลาดประเภทนี้กาลังใช้กันมากขึ้น
3. เว็บไซต์ที่เสนอข่าวประจาวัน (Current website) เป็นเว็บที่เสนอข้อมูลประเภทข่าว ซึ่งจะ
เปลี่ยนไปเป็นประจาวัน เช่น เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นต้น
4. เว็บไซต์ส่งเสริมการบริการเป็นสื่อกลางของข้อมูล (Share Information website) เป็นเว็บที่มี
จุดประสงค์ที่จะใช้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกลุ่มสนใจ เช่น แบ่งตามอาชีพ ตามงานอดิเรก เป็นต้น
5. เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อชักชวนหรือโฆษณาชวนเชื่อ (Persuasive website) เป็นเว็บที่เชิญชวน
หรือชักนาให้เห็นคล้อยตามในเรื่องที่ผู้สร้างต้องการ
25
6. เว็บไซต์เพื่อการสอน (Instructional website) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นเป็นการสอนโดยเฉพาะเป็น
รายวิชา (Course) อาจแยกย่อยเป็นหัวเรื่องเรื่องย่อยๆ ก็ได้ สาหรับเว็บไซต์ประเภทนี้จะจากัดผู้ใช้เฉพาะราย
7. เว็บไซต์ที่จากัดเฉพาะสมาชิก (Registrational website) เป็นเว็บไซต์ที่บริการเฉพาะสมาชิก
เท่านั้น ผู้ที่จะใช้ต้องลงทะเบียนตามราคาที่กาหนดโดยบัตรเครดิต หรือผ่านธนาคาร ผู้ให้บริการจึงจะให้หมายเลข
สมาชิกและรหัสผ่าน แต่การขายสินค้าหรือบริการใดๆ ของเว็บไซต์เหล่านี้ จะเชิญชวนผู้ที่สนใจโดยมีตัวอย่างสินค้า
หรือบริการให้ศึกษาบางส่วนจนพอใจด้วย
สาหรับองค์ประกอบของเว็บไซต์จะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเว็บไซต์ ๆ หนึ่งในการที่จะประสบผลสาเร็จดัง
ที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้หรือไม่ โดยทั่วไปประกอบด้วย
1. Domain Name
ชื่อและที่อยู่ของเว็บไซต์ในการเรียกข้อมูลเว็บไซต์ของท่านมาแสดงผล
เช่น www.yourcompany.com เป็นต้น ปัจจุบันมักจดชื่อ domain name ให้เป็นชื่อที่สื่อถึงสินค้าหรือบริการ
หรือเป็นชื่อองค์กร และอาศัยการทาประชาสัมพันธ์ผ่าน Search Engine และ Web Directory การเลือกใช้ชื่อ
เว็บไซต์ที่เหมาะสมก็มีส่วนในการทาให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสาเร็จเช่นกัน
2. Design & Development
การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์ โดยทั่วไปแล้วสาหรับเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์องค์กร การออกแบบ
เว็บไซต์ เป็นเพียงส่วนที่ทาหน้าที่นาเสนอข้อมูลขององค์กร หรือบริษัทให้แก่ผู้เยี่ยมชมได้อย่างสะดวก และด้วยการ
ออกแบบที่ดีที่จะสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร หรือบริษัทจะนามาซึ่งความน่าเชื่อถือให้เกิดแก่ผู้เข้าเยี่ยม
ชมได้ หากแต่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์ที่มีการออกแบบดีมีความสวยงาม และมี
การนาเสนอที่น่าสนใจจะสามารถดึงดูด และเพิ่มปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมได้ ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึง
กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มปริมาณของผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น เป็นหน้าที่หลักของการทาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ไม่ใช่จาก
การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์
3. Content
เนื้อหาของเว็บไซต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในองค์ประกอบของเว็บไซต์ เพราะคือสิ่งที่ผู้เยี่ยมชม
ค้นหา โดยปกติแล้วเราสามารถใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการขององค์กรของเราได้โดยละเอียด อีกทั้ง
จาต้องนาเสนออย่างชัดเจนอีกด้วย เช่น รูปภาพของสินค้า หรือสถานที่บริการ เป็นต้น จึงจะทาให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้
ประโยชน์จากการเข้าชมเว็บไซต์อย่างแท้จริง อันจานามาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจในอนาคตได้
26
4. Hosting
พื้นที่จัดวางและติดตั้งเว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากไม่น้อยกว่าเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content)
เพราะการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดี มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่ดีและรวดเร็ว เซิร์ฟเวอร์มีความเสถียรภาพสูง สามารถ
ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ได้ตลอดเวลา คือหัวใจสาคัญในการเลือกผู้ให้บริการด้านนี้ นอกจากความพร้อมใน
การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์แล้ว เรายังมีความพร้อมอย่างยิ่งในการให้บริการโฮสติ้งแก่ลูกค้าเราเป็นอย่างดี อีก
ด้วย ซึ่งทาให้เว็บไซต์และอีเมล์ของลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา อันส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้ามีความต่อเนื่องใน
การทางานอยู่เสมอ
5. Promotion
การทาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้จัดทาเว็บไซต์เสร็จ
แล้ว จะต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยอาศัยวิธีการต่างผ่าน
ช่องทางอินเตอร์เน็ต เช่น Search Engine Submission, Registration Web Directory, Mailing List, Banner
Link Exchange เหล่านี้เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ อาจใช้ชื่อ domain name ในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านสื่อ
อื่น ๆ เช่น ในนามบัตร, ใบปลิวหรือ โบรชัวร์ของบริษัท เป็นต้น
แนวการประเมินเว็บไซต์
1. หน้าที่ของเว็บไซต์ (Authority) เกี่ยวกับหน้าที่ของเว็บที่สร้างขึ้นนั้นต้องดูว่าใครหรือผู้ใช้เว็บนี้ อะไรคือ
ความถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม ระหว่างความสัมพันธ์ของเรื่อง และ การรับประกันคุณภาพของเว็บเพจนี้ที่มีต่อ
ผู้ชม
2. ความถูกต้อง (Accuracy) แหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงที่นามาสร้างเว็บสามารถแยกแยะเป็นประเด็น
รายการต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่
3. จุดประสงค์ (Objective) จุดมุ่งหมายในการสร้างชัดเจนและบอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการนั้น
ชัดเจน
4. ความเป็นปัจจุบัน (Currency) เว็บเพจที่สร้างขึ้นนั้นต้องแสดงวันที่ที่เป็นปัจจุบันด้วย เช่น บอกว่าสร้าง
เมื่อใด และมีการแก้ไขครั้งหลังสุดเมื่อใด
5. ความครอบคลุม (Coverage) การสร้างเว็บไซต์ต้องให้ตรงกับจุดสนใจ หัวเรื่องมีความชัดเจน เหมาะกับ
รูปภาพ โครงเรื่องและเนื้อหาสาระวิธีการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ชัดเจน
27
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ในการจัดทาเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บไซต์หนึ่ง สามารถกาหนดวัตถุประสงค์ หรือเลือกจัดทา
เว็บไซต์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือเลือกที่จะใช้รูปแบบ และประโยชน์ของการจัดทา จากทุกประเภทของ
เว็บไซต์ก็ได้ เหล่านี้เป็นเพียงการทาความเข้าใจ เกี่ยวกับเว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านสามารถ เลือกประเภท
ของเว็บไซต์ที่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน, กาหนดขอบเขตของการจัดทา, และใช้เป็นแนวทางประกอบ ในการ
คัดเลือกผู้จัดทา และให้บริการทางด้านเว็บไซต์ต่อไปได้
( ปรัชญนันท์,2555 : เว็บไซต์) การออกแบบและพัฒนาเว็บได้เพิ่มขึ้นโดยลาดับและนับวันจะยิ่งทวี
จานวนขึ้น ในปัจจุบันมีเว็บเพจออนไลน์ในระบบอินเทอร์เน็ตนับร้อย ๆ ล้านเว็บ แต่มีคาถามสาคัญที่ต้องมาหา
คาตอบก็คือ เว็บแบบไหนที่มีคุณภาพดี เว็บแบบใดจึงจะถือว่าเป็นเว็บที่มีคุณค่า และเหมาะสมสาหรับ
นามาใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ต้องตอบคาถามกันอยู่เสมอและยังไม่มีคาตอบที่ชัดเจน เมื่อพิจารณาแบบ
ประเมินเว็บเพจของ ดร.แนนซี อีเวอร์ฮาร์ท (Everhart, 1996) ภาควิชาบรรณารักษและสารสนเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งกาหนดระดับการให้คะแนนเอาไว้อย่างน่าสนใจและน่าจะ
นามาขยายความ เพื่อประโยชน์ในการประเมินคุณภาพของเว็บสาหรับนักออกแบบและพัฒนาเว็บ รวมถึงผู้ที่
เกี่ยวข้องในการจัดสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะได้มีแนวทางในการตรวจสอบและประเมินคุณภาพที่
สามารถอธิบายเหตุผลได้ โดยแนวคิดของอีเวอร์ฮาร์ท จะมีด้วยกัน 9 ด้านคือ
1. ความทันสมัย (Currency)
2. เนื้อหาและข้อมูล (Content and Information)
3. ความน่าเชื่อถือ (Authority)
4. การเชื่อมโยงข้อมูล (Navigation)
5. การปฏิบัติจริง (Experience)
6. ความเป็นมัลติมีเดีย (Multimedia)
7. การให้ข้อมูล (treatment)
8. การเข้าถึงข้อมูล (Access)
9. ความหลากหลายของข้อมูล (Miscellaneous)
เนื่องจากแนวคิดทั้ง 9 ด้านยังขาดรายละเอียดและเหตุผล ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและที่
มาของระดับการประเมิน จึงจาเป็นต้องขยายความและชี้ให้เห็นว่าเหตุผลที่ต้องประเมินเว็บไซต์ในแต่ละด้านนั้น
คืออะไร
1. ความทันสมัย
ความทันสมัยของเว็บไซต์ จัดเป็นหัวข้อสาคัญของการพัฒนาข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบ
อินเทอร์เน็ต เนื่องจากข้อมูลสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็เมื่อ ข้อมูลนั่นเป็น
ข้อมูลที่ใหม่ ทันต่อสถานการณ์และได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามระยะเวลาอย่างเหมาะสม การประเมินเว็บไซต์ใน
ด้านของความทันสมัยควรประเมินในสามส่วนด้วยกันคือ
28
เว็บไซต์แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุด เป็นสิ่งที่แสดงความชัดเจนของเว็บไซต์ว่ามความ
ทันสมัยของข้อมูลระดับใด เพราะเว็บไซต์ที่แสดงถึงวันที่ปรับปรุงข้อมูลทุกวันย่อมแสดงว่าเป็นเว็บที่มีความเป็น
ปัจจุบันมากที่สุด สาหรับเว็บบางประเภทเช่น เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ย่อมจะต้องปรับปรุงข่าวสารและข้อมูลของ
เว็บเป็นปัจจุบันทุกวัน ก็จะแสดงวันที่ของหนังสือพิมพ์ที่นาข้อมูลมาออนไลน์ทุกวันอยู่แล้ว เป็นตัวอย่างของ
ความทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ในขณะที่เว็บไซต์จานวนมากไม่ได้แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด อันทาให้ไม่
ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวดาเนินการเมื่อใด ก็จะเป็นปัญหาในการนาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์
ดังนั้นเว็บไซต์ที่แสดงวันที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด จะแสดงวันที่ปรับปรุงเว็บเอาไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง
ของเว็บ โดยนิยมก็จะนามาแสดงเอาไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ ตัวอย่างแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลเช่น ปรับปรุง
ล่าสุด วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2547 Last updated : 6/22/2004
แต่ในบางเว็บไซต์ที่แสดงวันเวลาของเว็บในแต่ละวัน ไม่ได้หมายถึง การปรับปรุงเว็บไซต์ แต่เป็น
การนาเอาเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแสดงที่หน้าเว็บเพจ ไม่จัดเป็นวันเวลาที่ปรับปรุงข้อมูล ประโยชน์
ของการแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดคือ ทาให้ทราบว่าข้อมูลในเว็บได้รับการปรับปรุงเมื่อใด การอ้างอิงข้อมูลใน
เว็บสามารถแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูล สามารถพิจารณาได้ว่าจะใช้ข้อมูลของเว็บหรือไม่
เว็บที่มีมาตรฐานควรจะต้องแสดงวันที่ในการปรับปรุงข้อมูลของเว็บ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ
รับผิดชอบ ความเอาใจใส่และการบารุงรักษาเว็บของผู้สร้างหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งในความเป็นจริง
โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างเว็บสามารถกาหนดให้แสดงวันที่ในการปรับปรุงเว็บ โดยอัตโนมัติอยู่แล้วทุกครั้งที่
ปรับเปลี่ยนข้อมูลใด ๆ ในเว็บเพจ จึงไม่ใช่เรื่องยากในการจัดทาเพียงแต่ผู้จัดทาเว็บเพจต้องใส่ใจในรายละเอียด
เท่านั้น
เว็บไซต์แสดงการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบัน หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในเว็บเป็นข้อมูลที่
ทันสมัยและอยู่ในช่วงระยะเวลาปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การแสดงวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูลเท่านั้น เพราะ
วันที่และเวลาที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด อาจเป็นเพียงวันและเวลาที่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของเว็บเพจบางอย่าง
เช่นเปลี่ยนแปลงสีข้อความ หรือการใส่กราฟิกส์ใหม่ ๆ เข้ามาในเว็บเพจ แต่ข้อมูลในเว็บเพจอาจเป็นข้อมูลที่เก่า
และล่าสมัยไปแล้ว ลักษณะของการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบันเช่นข้อมูลขององค์กรหรือหน่วยงานในปี
พ.ศ. 2547 ก็ควรมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2547 แสดงวันและวันที่ใน
เว็บไซต์ แต่มีข้อมูลของวันเดือนปีในปี พ.ศ. 2545,2546 ขณะที่ข้อมูลที่ควรจะนาเสนอควรเป็นข้อมูลของปี
พ.ศ. 2547 ด้วย ก็ถือได้ว่าข้อมูลของเว็บไม่ได้ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเป็นข้อมูลเก่าของปีที่ผ่านมา
แต่ถ้าเว็บไซต์เป็นเว็บที่แสดงรายละเอียดของข้อมูลในอดีตก็ไม่ถือว่า ข้อมูลของเว็บนั้นล้าสมัยเพราะ
ภายในเว็บไซต์ก็ควรมีข้อมูลรายละเอียดที่ผ่าน ๆ มาแล้วในอดีต และควรอย่างยิ่งที่จะเก็บข้อมูลเดิม ๆ เอาไว้
ทั้งหมดโดยไม่จาเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลหรือแสดงวันที่ปรับปรุงเป็นปัจจุบันก็ได้ เพียงแต่ควรมีเว็บเพจใหม่ ๆ ที่มี
ข้อมูลหรือรายละเอียดที่ทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นเว็บไซต์มีการปรับปรุง
ในทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่ ซึ่งแสดงว่าเว็บได้รับการดูแลและพัฒนาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาโดยหน่วยงาน
หรือผู้ดูแล
เว็บที่มีมาตรฐานจึงควรแสดงการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ในลักษณะใดลักษณะ
หนึ่งเช่น แสดงการอ้างอิงของข้อมูลภายในเว็บเพจ เช่น ข้อมูลที่แสดงอยู่ในเว็บเพจนามาจากที่ใด เป็นข้อมูลเมื่อ
วันที่เท่าไหร่ อันเป็นรายละเอียดที่จะช่วยทาให้ผู้ใช้บริการของข้อมูลสามารถนาไปอ้างอิงและใช้ประโยชน์ของ
29
ข้อมูลที่ทันสมัย อันเป็นสิ่งสาคัญของข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีการกล่าวถึงว่า บางเว็บไซต์
ข้อมูลขาดความทันสมัย ไม่เป็นปัจจุบัน
เว็บไซต์แสดงสถิติของจานวนการเข้าใช้และปรับปรุงข้อมูล เป็นลักษณะตัวนับจานวนของเว็บไซต์ที่
จะแสดงสถิติจานวนของผู้ที่เข้าใช้บริการและจานวนครั้งที่ปรับปรุงข้อมูล อยู่ในรูปของตัวนับจานวนที่จะแสดง
ร่วมกับวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูล เป็นสิ่งที่แสดงถึงจานวนผู้เข้าใช้บริการข้อมูลในเว็บและช่วยให้ผู้จัดทา
ได้ทราบถึงความนิยมและความสาคัญของเว็บเพจ เพราะถ้าเว็บเพจที่จัดทาเป็นประโยชน์และข้อมูลเป็นที่
ต้องการของผู้ใช้ก็จะมีการเข้าใช้บ่อยครั้ง สามารถบอกได้ว่าเว็บมีความถี่ในการเข้าใช้งานในแต่ละช่วงเวลาระดับ
ใดบ้าง โดยการบอกเวลาที่เริ่มต้นติดตั้งตัวนับจานวนก็จะทาให้ทราบได้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งมีผู้เข้าใช้บริการข้อมูล
ระดับใด
แต่สถิติจานวนการเข้าใช้มีเงื่อนไขสาคัญคือ การเผยแพร่เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักด้วย จึงต้องมีความ
เข้าใจในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เว็บไซต์ ที่เรียกว่าการเพิ่มชื่อเว็บไซต์ (Add URL) เข้าไปยังเว็บประเภท
สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ เมื่อเวลาที่มีการสืบค้นข้อมูลหรือต้องการข้อมูลที่สร้างเป็นเว็บเพจ ผู้สืบค้นก็จะสืบค้น
ข้อมูลผ่านเครื่องมือสืบค้นมายังเว็บเพจที่สร้างขึ้น ถ้าเว็บจัดทาไม่น่าสนใจหรือมีข้อมูลล้าสมัย ก็จะมีเพียงคน
สืบค้นเข้ามาแวะชมแล้วก็ผ่านไป ไม่เข้ามาสนใจหรือใช้งานข้อมูลในเว็บเพจนั้นอีก แต่ถ้าข้อมูลในเว็บเพจ
ทันสมัยและมีการจัดทาดีก็อาจถูกนาไปเชื่อมโยงกับเว็บต่าง ๆ หรือมีการแนะนาให้เข้ามายังเว็บไซต์เหล่านั้นบ่อย
ๆ ก็จะทาให้ตัวนับจานวนแสดงผลมากขึ้นตามลาดับ
2. เนื้อหาและข้อมูล
เว็บไซต์ต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ตรวจสอบและวัดความเป็นเว็บไซต์ที่ดีได้
ง่าย รวมทั้งสามารถประเมินคุณค่าของเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์มีเนื้อหาข้อมูลที่ตรงตาม
หลักสูตรและการเรียนการสอนของนักเรียน หรือทาให้เป็นเนื้อหาข้อมูลประกอบการเรียนตามหลักสูตรและ
น่าสนใจชวนติดตามย่อมเป็นประโยชน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเนื้อหาที่นาเสนอบนเว็บไซต์เป็นเนื้อหาที่หาไม่ได้ในห้องสมุด ย่อมเป็นเนื้อหา
ที่มีคุณค่า นาไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างชัดเจนว่าเป็น
แหล่งเนื้อหาและข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ ที่แตกต่างออกไปจากแหล่งเรียนรู้เดิม ๆ อย่างห้องสมุด เนื้อหาที่
นาเสนอนั้นย่อมมีความหมายและเป็นประโยชน์
การที่เราจะสรุปประโยชน์ของข้อมูลและเนื้อหาที่ติดตั้งในเว็บไซต์ หัวเรื่องของเว็บก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ที่ต้องพิจารณา เพราะเว็บไซต์มากมายที่ตั้งหัวเรื่องของเว็บหรือตั้งชื่อเว็บเอาไว้อย่างดี ดูจากหัวเรื่องก็แทบจะ
เชื่อได้ว่าเว็บนั้นเป็นประโยชน์เช่น เว็บความรู้เรื่องประเทศไทย แต่เมื่อเข้าไปดูเนื้อหากลับกลายเป็นเว็บโฆษณา
ท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือกลายเป็นบริษัททัวร์ เนื้อหาจึงกลายเป็นเรื่องของการค้ามากกว่าที่จะเป็นความรู้
แท้จริง
สิ่งสาคัญที่สุดของข้อมูลและเนื้อหาในเว็บไซต์ก็คือ ความถูกต้องของเนื้อหา เป็นคาถามที่ถูกถาม
มากที่สุดของการออกแบบและพัฒนาเว็บก็คือ ความน่าเชื่อถือของเว็บ และคาตอบก็คือ ถ้าเนื้อหาของเว็บมี
ความถูกต้องนั่นคือความน่าเชื่อถือที่สาคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุด และหาคารับรองหรือยืนยันได้
ยาก ผู้ที่สืบค้นเข้ามาในเว็บและต้องการนาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ก็ย่อมไม่ทราบว่าข้อมูลที่นาเสนอบน
30
เว็บไซต์นั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะผู้ใช้ข้อมูลก็เพียงต้องการข้อมูลหรือไม่ค้นหาข้อมูลนาไปใช้ไม่ใช่ผู้ที่จะต้อง
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ความถูกต้องจึงต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ข้อมูลนั้นเป็น
ข้อมูลหน่วยงานที่นามาจากสื่ออื่น ๆ ที่เคยเผยแพร่แล้ว เช่น การเผยแพร่ข้อมูลโรคติดต่อต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในแผ่น
พับใบปลิว ก็นามาสร้างเว็บไซต์เป็นต้น ข้อมูลจึงจะน่าเชื่อถือมากที่สุด หรือโดยเฉพาะข้อมูลจากตาราโดยตรง
เมื่อเนื้อหามีความถูกต้องสมบูรณ์สิ่งที่ต้องคานึงต่อไปคือ เนื้อหาและข้อมูลต้องเป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ในการจัดทาเว็บไซต์ เนื้อหาและข้อมูลตรงตามชื่อและสอดคล้องกับหน่วยงานที่ดาเนินการอย่าง
ชัดเจน จึงจะถือได้ว่าเว็บไซต์มีความถูกต้อง เนื้อหาและข้อมูลควรจะมีลักษณะเป็นภาษาเขียนเพื่อให้น่าเชื่อถือ
และสละสลวย มีลักษณะการใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้ภาษาพูด ไม่หยาบคาย และมีการใช้ภาษาที่เป็น
ทางการ การพิมพ์ไม่ผิดพลาด การใช้สระ พยัญชนะต่าง ๆ มีความถูกต้องสมบูรณ์ถือว่าเว็บไซต์มีคุณภาพดี
3. ความน่าเชื่อถือ
เว็บไซต์ที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงแต่ทันสมัย มีเนื้อหาและข้อมูลที่ดี ความน่าเชื่อถือต่อเว็บไซต์เป็น
เรื่องสาคัญในจะนาเอาข้อมูลไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ เพราะข้อมูลและเนื้อหาจะได้ถูกนาไปใช้ประโยชน์ก็ด้วย
เหตุผลที่ว่าเว็บนั้นน่าเชื่อถือ เช่น ถ้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดก็ควรเป็นข้อมูลของ
กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ นั่นหมายความว่า ผู้เข้าไปใช้ประโยชน์จากเว็บก็จะพยายามหา
ข้อมูลจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการ ทันสมัยและมีข้อมูลเนื้อหาที่ดี แต่ที่สาคัญคือเว็บต้องน่าเชื่อถือนั่นเอง
ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั่นคือ ผู้จัดทาเว็บเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา หรือเป็นองค์กรที่
รับผิดชอบด้านนั้นโดยตรง โดยแสดงความรับผิดชอบในเว็บอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นได้จากส่วนที่สงวนลิขสิทธิ์
และผู้รับผิดชอบภายในเว็บ ซึ่งนิยมแสดงไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ โดยรวมถึงความทันสมัยนั่นคือเวลาที่ปรับปรุง
ครั้งล่าสุดนั่นเอง ตัวอย่างของความน่าเชื่อถือเช่น
- การสงวนลิขสิทธิ์ของเว็บ Copyright ã All Rights Reserved
- ผู้รับผิดชอบ Webmaster Prachyanun Nilsook
- ตาแหน่งหน้าที่ผู้จัดทา หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- ติดต่อ Email : prachyanun@hotmail.com โทร : 01-7037515
- ที่อยู่ของหน่วยงาน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม
ถ้าหน่วยงานหรือองค์กรมีความน่าเชื่อถือสูง เพียงแต่โดเมนเนมก็สามารถบ่งบอกความน่าเชื่อถือได้
เช่นกัน
ความน่าเชื่อถือของเว็บสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ซึ่งการสร้างความเชื่อถือเป็นเรื่องสาคัญ
สาหรับเว็บไซต์ เพราะมีเว็บไซต์จานวนมากที่ไม่ทราบที่มาของผู้จัดทา ไม่สามารถติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ ไม่มี
การสงวนลิขสิทธิ์เพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผู้อื่น ไม่มีตาแหน่งหน้าที่การงานหรือหน่วยงานที่
ชัดเจน ไม่มีที่อยู่ที่จะติดต่อหรือมีแหล่งที่แน่นอน โดเมนเนมไม่มาตรฐาน ฯลฯ ดังนั้นค่าน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
จึงเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ประการหนึ่ง
31
4. การเชื่อมโยงข้อมูล
การประเมินเว็บไซด์ที่ดีควรจะแสดงการเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และ
อ่านได้อย่างชัดเจน การเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ จะมีชื่อเรียกว่า ลิงค์ (Link) การลิงค์หรือการเชื่อมโยงนั้น ถ้าหน้า
แรกสามารถบอกได้ว่า เว็บไซด์นั้นมีการจัดการอย่างไร มีเงื่อนไขในการเชื่อมโยงอย่างไร และมี อย่างไร
ที่จาเป็นต้องเชื่อมโยงไปบ้าง ลักษณะอย่างนี้อาจจะมีหน้าพิเศษต่างหากที่เรียกว่า แผนภูมิเว็บไซด์ หรือ site map
อีกคาหนึ่ง สาหรับการเชื่อมโยงในลักษณะทั่วไปของเว็บเพจ คือคาว่า navigation หมายถึง
เส้นทางซึ่งเมื่อเปิดเข้าสู่หน้าแรกและมีโฮมเพจ และต้องการเชื่อมโยงหรือไปในเส้นทางใดภายในเว็บไซด์ สิ่งเหล่านี้
เรียกว่า navigation bar ดังนั้น ผู้ที่ออกแบบเว็บไซด์และมีการเชื่อมโยงได้ดี มีการจัดองค์ประกอบได้ดีจะทาให้
เว็บไซด์นั้นสามารถเชื่อมโยงได้กันทุกเว็บ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์
ลักษณะการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ ควรจะแสดงรูปแบบที่ชัดเจนหรือที่เรียกว่า Hypertext นั้น
ก็คือ ตัวหนังสือที่มีการเชื่อมโยงจะมีการขีดเส้นใต้ไว้อย่างชัดเจน หรือถ้าไม่มีการขีดเส้นใต้เมื่อเลื่อนเม้าส์ผ่านไปยัง
บริเวณที่เป็นตัวอักษรจะปรากฏเป็นรูปมือ ซึ่งรูปแบบเว็บไซด์ที่มีคุณภาพและชัดเจน ส่วนที่เป็น Hypertext และ
มีการเชื่อมโยงนั้นควรวางรูปแบบที่ชัดเจน เมื่อเลื่อนเม้าส์เข้าไปในส่วนที่เป็น Hypertext ก็ควรจะเปลี่ยนแปลง
เป็นรูปมือ สี และแบ็คกราวน์ของตัวอักษรก็อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งทาให้ง่ายต่อการสังเกต การเชื่อมโยงที่ดี ตัวที่ทา
หน้าที่การเชื่อมโยงควรจะอ่านง่ายและสื่อความหมายชัดเจน เป็นในลักษณะเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์
ตัวเชื่อมโยงหรือ ลิงค์ควรจะง่ายต่อการสังเกตและมีขนาดเหมาะสม ตัวเชื่อมโยงควรจะมีเหตุมีผลสอดคล้องกันทั้ง
กลุ่ม เช่น ถ้ามีเมนูที่ทาหน้าที่ในการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่างๆ เมนูทั้งกลุ่มนั้นควรมีลักษณะที่สอดคล้อง
กัน ตัวอย่าง เช่น ถ้าทาเป็นร้านหนังสือหรือห้องสมุด เมนูที่เป็นตัวเชื่อมโยงหรือตัวลิงค์ควรจะมีลักษณะรูปหนังสือ
ตะกร้าใส่หนังสือ ที่คั่นหนังสือ หรือลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันกับห้องสมุดหรือหนังสือในชุดเดียวกัน
เว็บไซด์ที่มีคุณภาพดี เส้นทางเดินภายในเว็บไซด์หรือการเชื่อมโยงควรจะเป็นในแนวทางเดียวกันใน
ทุกๆ เว็บเพจ หรือที่เรียกว่า มีความสอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันในทุกเว็บเพจ เช่น หน้าแรกของโฮมเพจมี
ลักษณะการเชื่อมโยงที่เป็นปุ่ม (botton) หรือเป็นข้อความ ในเว็บเพจหน้าอื่นๆ ก็ควรจะมีปุ่มหรือตัวเชื่อมโยง
ลักษณะเดียวกันกับในหน้าโฮมเพจ ลักษณะของการใช้สี การวางรูปแบบ เช่น ถ้าตัวเชื่อมโยงในด้านบนเป็นแถว
เรียงกัน ในทุกๆ หน้าก็ควรจะวางรูปแบบเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นแถวในแนวเดียวกัน ในขณะเดียวกันถ้ารูปแบบ
ของการเชื่อมโยงเป็นแถวแนวตั้งเรียงจากบนลงล่างในหน้าแรก หน้าต่อๆ ไปควรจะมีลักษณะเดียวกัน จะทาให้เว็บ
ไซด์ทั้งเวบมีการเชื่อมโยงหรือเส้นทางเดียเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกัน
การเชื่อมโยงในทุกๆ หน้า ควรจะสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังหน้าแรกของเว็บไซด์ได้หรือไปยัง
หน้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ปริมาณของการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ควรมีการเชื่อมโยงไป
ยังส่วนสาคัญต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีการเชื่อมโยงมากเกินไป จนกลายเต็มไปด้วยจุดที่เชื่อมโยง เนื่องจาก
ตัวเชื่อมโยงมักจะมีลักษณะเด่นพิเศษ ดังนั้นจะทาให้ข้อมูลหรือข้อความภายในเว็บเพจไม่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย
ขณะเดียวกันตัวเชื่อมโยงควรจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ หมายถึงตัวเชื่อมโยงควรจะมีรูปแบบในลักษณะเดียวกัน
กับจุดประสงค์ของเว็บเพจ เช่น ถ้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงที่ต้องการให้ค้นคว้าลึกลงไปในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ก็ควรจะมีตัวลิงค์ที่แสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซด์นั้น นอกจากนี้ไอคอนหรือปุ่มที่ใช้ในรูปแบบ
32
การเชื่อมโยงที่นามาใช้ควรจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดและน่าสนใจ ดูแล้วเข้าใจว่าผู้ออกแบบต้องการให้มีเชื่อมโยงไปยังส่วน
ใดของเว็บ เช่น กรณีที่ต้องการใช้ไอคอนให้กลับไปยังหน้าแรกหรือหน้าโฮมเพจ มักจะใช้รูปบ้าน เล็กๆ เป็น
สัญลักษณ์ เมื่อในเว็บเพจส่วนใดก็ตามเห็นเป็นรูปบ้านผู้ใช้มักจะตีความหมายว่าถ้าคลิกหรือเลื่อนเม้าส์เข้าไปก็จะ
กลับไปสู่หน้าโฮมเพจ เช่นเดียวกันลูกศรที่เป็นแถบเลื่อนเมื่อต้องการเลื่อนลงล่าง ก็จะมีลูกศรเป็นไอคอนชี้ลงล่าง
เมื่อคลิกก็จะเลื่อนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันถ้าต้องการกลับมาด้านบนในกรณีที่เป็นเว็บแถบ
เลื่อนและมีลักษณะทางยาวลงมาด้านล่าง การออกแบบการเชื่อมโยงในลักษณะนี้อาจจะมีลูกศรชี้ขึ้นบน ผู้ใช้ก็คาด
เดาได้ว่าเมื่อคลิกลูกศรแล้วจะกลับขึ้นด้านบนของเว็บเพจ นี่คือลักษณะชัดเจนของตัวเชื่อมโยง
5. การนาไปใช้งานจริง
เว็บเพจที่ดีควรจะมีเนื้อหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ และมีการแสดงผลอย่างรวดเร็จ ใน
เว็บเพจต้องทาให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าไม่เสียเวลา ไม่ไร้ประโยชน์หรือเว็บเพจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้ออกแบบต้อง
คานึงเสมอว่า ในการนาไปใช้งานจริง ผู้สืบคืนข้อมูล หรือผู้เข้าชมเว็บเพจย่อมเข้ามาเพื่อคิดว่าเว็บเพจที่จัดทานั้นมี
วัตถุประสงค์ตามหัวเรื่องของเว็บเพจ เช่น เว็บเพจมีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่ ข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่อง
เอดส์ เมื่อเข้ามาแล้วก็ควรจะเกี่ยวข้องเรื่องราวของเอดส์ ไม่ใช่เป็นการโฆษณาขายยาหรือโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่ง
ลักษณะแบบนี้จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จะทาให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเสียเวลาในการเข้าเยี่ยมชม นอกจากนั้น
เนื้อหา และการออกแบบเมื่อนาไปใช้งานจริงควรคานึงว่าเว็บเพจต้องเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้เข้าชม ทาให้เกิด
ความน่าสนใจตลอดเวลา และดึงดูดให้ผู้เข้าชมใช้เวลานานในการค้นหาข้อมูล ชวนติดตามอยู่ตลอดเวลา
6.ความเป็นมัลติมีเดีย
ความเป็น multimedia สาหรับเว็บไซด์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากเว็บไซด์ต้องออนไลน์อยู่
ในระบบอินเตอร์เน็ต ในข้อจากัดของแบนด์วิท และความเร็วในการนาเสนอ จึงยากที่จะทาให้เว็บไซด์แต่ละเว็บ
ไซด์มีความเป็น multimedia ดังนั้น องค์ประกอบที่สาคัญของความเป็น multimedia ภายในเว็บไซด์ คือ เสียง
ภาพ กราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว ควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บ นอกจากนี้ควรจะเป็น multimedia ที่เพิ่ม
ความสนใจให้ผู้เข้าชม ภาพเคลื่อนไหวที่นาเสนอควรจะมีเวลาที่เหมาะสมและไม่รบกวนเนื้อหา ภาพกราฟฟิกที่ใช้
ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไปสามารถแสดงผลหรือโหลดขี้นมาได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องทาความเข้าใจใน ความ
เป็น multimedia ของเว็บก็คือ เว็บไซด์ไม่สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมได้ทันที เนื่องจากการออกแบบเว็บไม่
สามารถทาให้ใช้เทคนิคหรือกระบวนการได้มากมายอย่างที่เป็น stand alone ภายในระบบ ดังนั้นความ
เป็น multimedia ของเว็บไซด์ จึงหมายถึงการจัดทาภาพประกอบ เสียง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวิดีโอ หรือภาพนิ่ง
โดยเป็นการเสริมหรือเพิ่มให้เว็บไซด์มีคุณค่า และที่สาคัญmultimedia ที่นามาใช้ต้องสอดคล้องกับเนื้อหา และ
เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจให้กับผู้เข้าชมเว็บไซด์
7. การให้ข้อมูล
ในการให้ข้อมูลภายในเว็บไซด์ ข้อมูลที่สาคัญควรจะเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่มีความ
สลับซับซ้อน แต่การนาเสนอข้อมูลควรมีการจัดรูปแบบและหมวดหมู่ของข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ง่ายต่อการ
ตรวจสอบและใช้งานข้อมูลเหมือน ความลาเอียงเนื่องจากแนวคิดที่ไม่ตรงกันควรได้รับการแก้ไข แต่ละเว็บไซด์ใน
33
กลุ่มของพนักงานจะมีเจ้าหน้าที่บางคนเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้ข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ข้อมูลที่
ใช้ควรมีเนื้อหาที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ โดยแสดงได้จากวันเวลาที่ปรับปรุง ขณะเดียวกันเมื่อจัดทาเว็บไซด์ตาม
วัตถุประสงค์แล้ว เว็บไซด์ควรจะสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บ ถ้าเว็บไซด์นั้นจัดทาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
เช่น กลุ่มนักศึกษา หรือวัยรุ่น ก็จะทาให้เว็บนั้นได้รับความนิยม แสดงถึงคุณภาพของผู้ดาเนินการจัดทาเว็บนั่นเอง
ในการออกแบบเว็บเพจที่ดี การจัดเนื้อหาเป็นเรื่องที่สาคัญและการเข้าสู่เนื้อหาเป็นสิ่งที่ต้องจัดทาให้
เข้าถึงได้ง่าย และจัดข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ในที่นี่หมายถึง การให้ข้อมูลเมื่อเข้าเริ่มตั้งแต่หน้าแรก ควรจะมีการ
จัดการข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่สาคัญควรวางไว้ในหน้าแรกๆ มีการเน้นหรือให้ความสาคัญเป็นพิเศษ เช่น มี
ลักษณะที่เป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย เรียงกันไปตามลาดับความสาคัญ และการเข้าถึงข้อมูลที่สาคัญนั้นควรเข้าถึง
ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญของการออกแบบเว็บ เว็บที่สวยงามจานวนมากอาจมีเส้นทางซับซ้อน
กว่าที่ผู้เข้าชมการเข้าถึงข้อมูลที่สาคัญ ในขณะที่เว็บที่ออกแบบอย่างง่ายๆ แต่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและ
สะดวก จะได้รับความนิยมสูง และทาให้ผู้เข้าชมได้รับความสะดวกในการใช้งาน การจัดการรูปแบบของเว็บ
โดยเฉพาะข้อมูลให้เป็นระบบ จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงและรู้สึกว่าเว็บนั้นสะดวกต่อการใช้งานแม้ว่าข้อมูล
ที่นาเสนอนั้นจะธรรมดา การจัดรูปแบบของข้อมูลที่เป็นระบบและง่ายต่อการค้นหาหรือสืบค้นภายในเว็บไซด์นั้น
เป็นเทคนิคสาคัญอย่างหนึ่งในการนาเสนอข้อมูลของเว็บไซด์ ผู้ออกแบบเว็บควรคานึงถึงความเรียบง่าย และความ
เป็นระเบียบ การแบ่งหัวข้อหรือกลุ่มเอาไว้อย่างชัดเจน ในหน้าเว็บไซด์จะช่วยให้ผู้เข้าชมสะดวกในการ
ค้นหา ตัวอย่าง เว็บไซด์ประเภทวาไรตี้ เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งของการจัดการข้อมูลในเว็บไซด์ เว็บไซด์ที่มี
ชื่อเสียงจานวนมากจะมีการวิเคราะห์ระดับความสาคัญของข้อมูล และนาเอาข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ในส่วนแรกของ
เว็บไซด์ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถทาได้สะดวก
เนื้อหาของข้อมูลภายในเว็บเพจ ควรเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและตรงตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มเป้าหมายที่จะ
เข้ามาใช้งาน เนื่องจากการออกแบบเว็บเพจ เนื้อหาในแต่ละหน้าของเว็บเพจนั้นควรจะมีอายุที่เหมาะสม
หมายความว่า เนื้อหาของเว็บที่นาเสนอนั้นต้องไม่อยู่นานเกินไป เช่น การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน อาจติดไว้
ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเปลี่ยนหัวเรื่องหรือเนื้อหา เพราะการคงเนื้อหาใดไว้อย่างยาวนาน ย่อมทาให้ผู้เข้า
ชมรู้สึกว่ายังไม่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล ทาให้ไม่อยากเข้าชมอีก และตัวปรับที่ใช้กับตัวเว็บเพจให้
เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บ เช่น เว็บประเภทวิชาการ ควรใช้คาที่สละสลวย มีความหมายลึกซึ้ง และใช้คา
ที่เป็นทางการ ในขณะที่เว็บที่เป็นทางการบางเว็บ มีการนาเอาคาพูดในลักษณะที่เป็นภาษาพูดหรือคาศัพท์
วัยรุ่นมาใช้ ซึ่งทาให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นลดลง และถูกมองว่าเว็บนั้นไม่ใส่ใจในสาระเนื้อหา ดังนั้น
ลักษณะของคาศัพท์ที่ใช้จึงควรเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บและเหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บ
ด้วย ผู้ออกแบบเว็บถ้าจะออกแบบเว็บที่มีการจัดข้อมูลให้ง่ายและตรงประเด็น เป็นระบบเป็นระเบียบก็ต้อง
คานึงถึงความทันสมัยของเนื้อหาและคาศัพท์ที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
8.การเข้าถึงข้อมูล
สิ่งที่สาคัญที่สุดก็คือ เว็บไซต์สามารถแสดงผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์
นั่นหมายถึง เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าสู่เว็บไซต์โดยการพิมพ์ที่อยู่ของเว็บเช่น URL หรือโดเมนเนม (Domain
Name) แล้วกดปุ่ม Enter การแสดงผลของหน้าแรกจะต้องปรากฎอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลานานจะทาให้ผู้ใช้
รู้สึกพึงพอใจ แต่ถ้าเว็บใดออกแบบให้มีกราฟิกส์ ภาพเคลื่อนไหว และเนื้อหาจานวนมาก เว็บนั้นก็จะแสดง
34
ผลได้ช้า ก็จะทาให้ผู้ใช้รอและเบื่อหน่าย การให้ผู้ใช้รอบ้างย่อมรับได้ แต่ถ้าผู้ใช้รอนานเกินไปก็อาจเบื่อหน่าย
และเปลี่ยนไปเว็บอื่นในที่สุด
การเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์นอกจากจะแสดงผลรวดเร็วแล้ว เว็บไซต์ควรหาได้สะดวกจากเว็บประเภท
สืบค้นข้อมูลหรือ Search Engine หรือเว็บได้ Add URL เอาไว้ใน Search Engine เช่น
Google หรือ Yahoo ถ้าเป็นในประเทศไทยก็เช่น Sanook , Sansarn ก็จะทาให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นจาก
เครื่องมือสืบค้นได้รวดเร็ว การโหลดของเว็บได้อย่างรวดเร็วทาให้เสียเวลาน้อยลงในการค้นหาข้อมูล เว็บไซต์ที่
แสดงผลจากการค้นหาได้รวดเร็ว ย่อมเป็นที่นิยมของผู้ใช้เพราะค้นเจอเสมอ แสดงว่าเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว
ข้อมูลในเว็บเพจและงานกราฟิกส์ต่าง ๆ ควรออกแบบให้แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการแสดงผลอย่าง
รวดเร็วนั้นเกิดจากการเลือกใช้รูปภาพที่มีขนาดเล็ก และเลือกใช้ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว โดยกราฟิกส์
ต่าง ๆ มีไม่มากนัก เลือกการใช้สีสรรที่ไม่ใช่กราฟิกส์จะช่วยให้แสดงผลได้เร็วขึ้น รวมทั้งการไม่มีเว็บหลายเฟรม
ซ้อนกันอยู่ การเข้าถึงข้อมูลกล่าวกันว่าความรวดเร็วเป็นเรื่องสาคัญ เว็บที่มีชื่อเสียงหลายเว็บในอดีตออกแบบได้
สวยงามตื่นตา มีเทคนิคลูกเล่นแพรวพราวแต่แสดงผลได้ช้า ทาให้หลายเว็บเสื่อมความนิยมลงไป เมื่อเทียบ
กับเว็บใหม่ ๆ ที่เน้นความรวดเร็วในการแสดงผลเป็นหลัก ทาให้ผู้ใช้ไม่เสียเวลารอจนเบื่อ ความรวดเร็วจึงเป็น
ประเด็นสาคัญในการออกแบบเว็บเป็นจุดแข่งขันและจุดประเมินสาคัญของเว็บ
9. ความหลากหลายของข้อมูล
ประเด็นสาคัญในส่วนของข้อมูลก็คือ เว็บควรมีความหลากหลายและมีเรื่องที่เป็นประโยชน์หลาย ๆ
เรื่อง มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบข้อมูลได้ ข้อมูลนั้นก็จะได้ความนิยมและแนะนากันให้เข้ามาชมอีก กรณีที่
เว็บมีข้อมูลไม่มากมายนัก แต่เว็บมีข้อมูลสาคัญเพียงพอไม่ยาวเกินไป ไม่สั้นมากเกินไปก็เพียงพอใช้ประโยชน์ได้
เหมาะสม องค์ประกอบในการประเมินอื่น ๆ ของความหลากหลายข้อมูลได้แก่
9.1 เว็บไซต์ได้รับรางวัล เป็นประเด็นในการประเมินคุณภาพประการหนึ่ง เช่น เว็บได้รับ
รางวัลยอดนิยม หรือเว็บได้รับการโหวตในสาขาใด ๆ หรือเว็บมีการจัดลาดับว่ามีผู้เข้าใช้มาก ล้วนแต่เป็นตัวบ่ง
บอกคุณภาพได้
9.2 เว็บไซต์ไม่มีเรื่องต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นเว็บที่ให้ข้อมูลโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ควรได้รับ
การประเมินระดับดี
9.3 เว็บไซต์มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับผู้ใช้ เช่น มีการตอบคาถาม มีการฝากข้อมูล
และข้อความและตอบคาถามสม่าเสมอ แสดงว่าเป็นเว็บที่ดีในการบริการ
9.4 เว็บไซต์ที่มีการสมัครและจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้เอาไว้เป็นความลับ และเมื่อเรียกใช้ก็
มีการกาหนดรหัสเข้าและรหัสผ่าน แสดงถึงการบริการและบริหารเว็บอย่างมีคุณภาพได้
9.5 เว็บไซต์มีข้อมูลที่สามารถผิดออกมาทางเครื่องพิมพ์ได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง
แก้ไขใด ๆ ก่อนการพิมพ์ แสดงว่าออกมาเป็นอย่างดี แสดงผลได้อย่างเป็นระเบียบ นาข้อมูลไปใช้ได้โดยตรง
9.6 ข้อมูลที่นาเสนอในเว็บไซต์มีขนาดสั้นและไม่มีองค์ประกอบมากมาย จนละเลยข้อมูล
เว็บนั้นแสดงว่ามีระบบข้อมูลที่ดี
9.7 เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือสืบค้นเป็นของตนเอง แสดงว่าเว็บอาจมีขนาดใหญ่แต่มีระบบ
35
การค้นหาข้อมูลภายในเว็บของตนเองได้ โดยไม่ต้องหาเส้นทางเข้าสู่เว็บอย่างยุ่งยาก
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การประเมินเว็บไซต์ทางการศึกษาหรือข้อมูลสารสนเทศอันจะเป็น
ประโยชน์กับบุคคลทั่วไป ตามแนวคิดทั้ง 9 ด้านล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจาเป็นในการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเว็บใดที่
สามารถออกแบบได้ตามแนวคิดทั้ง 9 ด้านก็ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีเยี่ยม การจัดลาดับคะแนนก็สามารถเรียงลาดับ
ตามแนวคิด โดยแบ่งเป็นส่วนคะแนนต่าง ๆ ได้ตามลาดับ ก็จะทาให้ได้แบบประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ใน
ลักษณะของการประเมินทางด้านข้อมูลสารสนเทศ อันจะทาให้ทราบได้ว่าเว็บไซต์ใดเหมาะสมและเป็น
ประโยชน์ ผู้ใช้บริการเว็บและผู้ออกแบบเว็บก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นก็จะมีคุณภาพ
และเป็นเว็บที่ดีบนอินเทอร์เน็ตต่อไป
การโปรเมทเว็บไซต์ (Promote wed)
ความหมายของการโปรเมทเว็บไซต์
การโปรโมทเว็บไซต์ (Promote wed) คือ การโฆษณาเผยแพร่เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นให้เป็นที่รู้จัก
อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะให้เป็นที่รู้จักของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ต ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งสาหรับใช้แจ้งข่าวสาร
เพื่อเชิญชวนให้นักทองเว็บได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของตน
เครื่องมือที่ใช้ในการโปรเมทเว็บไซต์
โดยทั่วไปแล้วนักท่องเว็บมักจะทาการค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ผ่านทางเครื่องมือประเภทต่าง ๆ ที่สามารถ
นามาใช้เป็นช่องทางในการโปรโมทเว็บไซต์และที่ได้รับความนิยม คือ
(1) การโปรโมทเว็บไซต์แบบออฟไลน์ เป็นการโฆษณาผ่านทางสื่อหนังสือพิมพ์โดยการลงโฆษณาใน
หนังสือพิมพ์ทั่ว ๆ ไปเพื่อให้คนรู้จักและเข้าถึงได้ มีด้วยกันหลายวิธี คือ
(1.1) โฆษณาผ่านทางบิลบอร์ดตามแหล่งชุมชน ถนนใหญ่ๆ หรือแหล่งที่มีคนผ่านในแต่ละวันเป็น
จานวนมาก
(1.2) โฆษณาผ่านสื่อรถยนต์ เช่น โฆษณาด้วยการติดแบนเนอร์หรือชื่อเว็บไซต์ข้างรถยนต์ของ
ตัวเองหรือรถยนต์ประจาทาง ( รถเมล์ )
(1.3) ผ่านนามบัตร โดยการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์หรือ URL ลงบนนามบัตร ซึ่งถือว่าเป็นอีกช่องทาง
หนึ่ง
(1.4) ผ่านเสื้อที่สวมใส่ โดยการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ลงบนเสื้อเพื่อให้ติดตาคนที่พบเห็น
(1.5) การโฆษณาผ่านถุงกระดาษ ถุงพลาสติก หรือแพคกิ้งข้างขวดหีบห่อต่างๆ
(2) การโปรโมทเว็บไซต์โดยใช้บริการเว็บไดเรกทอรี่ (web directory) มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย
และไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยหากต้องการให้ผลลัพธ์ของการค้นหาปรากฏอยู่ในลาดับต้นๆ อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย
เพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ yahoo.com , mickinley.com และ google.com
36
ส่วนกรณีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายผู้ใช้บริการจะต้องเป็นผู้จัดทาหรือกาหนดหมวดหมู่ที่ต้องการขึ้น
เอง โดยผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ปรากฏอยู่ลาดับต้นๆ โดยมีเว็บให้บริการได้แก่ sanook.com , hunsa.com ,
hotbot.com เป็นต้น
ตัวอย่าง การโปรโมทเว็บไซต์ทางเว็บไดเร็กทอรี่
(1) โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บไดเรกทอรี่ของ yahoo แบบเสียค่าใช้จ่าย โดยไปที่
https://ecom.yahoo.com/dir/submit/intro/
ภาพประกอบที่ 3 โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บ
ไดเรกทอรี่ของ yahoo แบบเสียค่าใช้จ่าย
37
(2) โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บไดเรกทอรี่ของ hunsa แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเข้าไปที่
http://webdir.hunsa.com/reg.php
ภาพประกอบที่ 4 การโปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บ
ไดเรกทอรี่ของ hunsa แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
38
(3) การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine ของ
google เข้าไปที่ http://www.google.co.th/addurl
ภาพประกอบที่ 5 การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine ของ google เข้าไปที่
http://www.google.co.th/addurl (ขั้นตอนที่ 1)
39
ภาพประกอบที่ 6 การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine (ขั้นตอนที่ 2)
ภาพประกอบที่ 7 การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine (ขั้นตอนที่ 3)
(4) เทคนิคการกาหนดเพจให้กับเว็บไซต์เพื่อการค้นหา การกาหนดแท็กไว้ใน HTML ได้แก่
การจัดทาแท็ก Meta ของเอกสาร HTML และการกาหนดคาหลัก (keyword) ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้เครื่องมือ
ประเภท search engine มาเรียกใช้เพื่อไปแสดงผลในการค้นหา ถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการโปรโมทเว็บไซต์ที่ได้รับ
ความนิยมอีกรูปแบบหนึ่ง
(4.1) Title Tag โดยข้อความที่กาหนดไว้ภายใน Title Tag จะไปปรากฏบน Title
page ของเว็บเบราเซอร์ และ search engine จะมองหาข้อความที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องการค้น และ
ตาแหน่งแรกที่จะค้นคือ Title Tag นี่เอง ซึ่งหากเว็บไซต์ใดไม่มีการกาหนด Title tag อาจทาให้พลาดโอกาสที่จะ
อยู่ในอันดับต้นของการค้นหาได้
(4.1.1) ตัวอย่างการใส่ Title tag ดังนี้
<html>
<head>
<title>คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</title>
<body>….</body>
</html>
40
(4.2) Meta tag เป็นแท็กพิเศษใช้ในการแสดงรายละเอียด หรือคาหลักต่างๆ ที่มีในแต่
ละเว็บเพจเพื่อช่วยในการจัดหมวดหมู่ของ search engine ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยมีวิธีการใช้งาน ดังต่อไปนี้
(4.2.1) Meta tag “description” โดยผู้จัดทาเว็บไซต์สามารถใส่ข้อความที่ต้องการ
บรรยายรายละเอียดของเว็บไซต์คร่าวๆลงไปได้ โดย search engine จะเข้าไปค้นหารายละเอียดของเว็บเพจที่ได้
กาหนดไว้ใน Meta tag ก่อน
(4.2.2) Meta tag “keyword” นักออกแบบสามารถใส่คาสาคัญที่สามารถบ่งบอกถึง
เนื้อหาของเว็บเพจลงไปได้ โดย search engine จะตรวจสอบว่ามีการใช้งาน meta tag “keyword” หรือไม่
(4.2.3) ตัวอย่างการใช้ Meta tag
<html>
<head>
<title>คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</title>
<meta name=“description” content=“ข้อมูลคณะวิทยาศาสตร์ ม.ราชภัฏ
อุตรดิตถ์ โปรแกรมวิชาต่างๆ>
<meta name=“keyword” content=“sci uru”, “science uru”, “คณะ
วิทยาศาสตร์ ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์”>
<body>….</body>
</html>
อัตราค่าบริการในการโปรเมทเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่มีความเชี่ยวชาญในการโปรโมทเว็บไซต์ เช่น www.seonic.com ,
www.submittoday.com , www.netstep.org และ http://webindex.sanook.com เป็นต้น
สาหรับการคิดค่าบริการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการจะกาหนดมาตรฐานสาหรับคานวณค่าบริการ
ภาพประกอบที่ 8 การให้บริการโปรโมทเว็บไซต์
41
(1) การคิดอัตราค่าบริการของ www.seo.co.th หรือ Netstep.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในการ
ให้บริการในเรื่องของการโปรโมทเว็บไซต์ต่างๆ ที่มาขอใช้บริการให้ search engine ดังๆได้รู้จัก โดยอัตรา
ค่าบริการขึ้นอยู่กับคู่แข่งในตลาด โดยคิดจาก keyword ของลูกค้าที่ต้องการโปรโมทที่สามารถค้นหาได้จาก
search engine ต่างๆ หากมีคู่แข่งจานวนมาก อัตราค่าบริการก็จะสูงมากตามไปด้วย
ภาพประกอบที่ 9 ตัวอย่างการคิดอัตราค่าบริการของ www.seo.co.th หรือ Netstep.org
ภาพประกอบที่ 10 ตารางการคิดอัตราค่าบริการของ
www.seo.co.th
42
ภาพประกอบที่ 11 อัตราค่าบริการในการโปรเมทเว็บไซต์
โดยการพิมพ์ข้อความที่เป็น keyword ค้นหาผ่าน google
เว็บไซต์ยอดนิยมในการโปรโมทเว็บไซต์
(1) www.overture.com
(2) www.yahoo.com
(3) www.lycos.com
(4) www.altavista.com
(5) www.dmoz.org
(6) www.google.com
(7) www.hotbot.com
(8) www.goto.com
(9) www.norternlight.com
(10) www.webcrawler.com
43

หลักการและทฤฎีการสื่อสาร

  • 1.
    1 หลักการและทฤษฎีการสื่อสาร การสื่อสาร ชีวิตเป็นเรื่องของการเรียนรู้และสิ่งหนึ่งที่สาคัญและต้องมีการเรียนรู้คือ ความสัมพันธ์ หรือมนุษยสัมพันธ์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มักเป็นบทเรียนของกันและกัน ถ้าไม่ใส่ใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะอยู่ในโลกนี้ด้วย ความยากลาบาก เพราะชีวิตจะมีคุณค่าและรู้สึกมีความสุขเมื่อได้แสดงออกอย่างที่รู้สึก มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราว และสิ่งใหม่ๆตามที่เราต้องการ ดังนั้นความสาเร็จของมนุษย์ในการดารงชีวิตทั่วไป จึงมักมีข้อกาหนดไว้อย่างกว้างๆว่า เราจะต้องเข้ากับ คนที่เราติดต่อด้วยให้ได้ และต้องเข้าให้ได้ดี ด้วยการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยอาศัยวิธีการสื่อสาร และหลักจิตวิทยา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยทั่วไปมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของศิลปะ(Arts) มากกว่าศาสตร์ (Science) ซึ่งก็หมายความว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว โดยขาดศาสตร์ของ การสื่อสาร ย่อมขาดศิลปะในการนาไปปรับใช้ในชีวิตจริงให้ประสบความสาเร็จได้ ( นางสุปรีดี,2554 : เว็บไวต์ ) ความหมายของการสื่อสาร ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของการสื่อสารไว้ในหลายแง่มุม เช่น จอร์จ เอ มิลเลอร์ : เป็นการถ่ายทอดข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จอร์จ เกิร์บเนอร์ : เป็นการแสดงกริยาสัมพันธ์ทางสังคมโดยใช้สัญลักษณ์และระบบสาร วิลเบอร์ ชแรมส์ : เป็นการมีความเข้าใจร่วมกันต่อเครื่องหมายที่แสดงข่าวสาร ซึ่งสามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆคือ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารจากบุคคลฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้ส่งสารไปยัง ยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้รับสารโดยผ่านช่องทางในการสื่อสาร โดยมีองค์ประกอบที่สาคัญคือ ผู้ส่งสาร(Sender) สาร(Message) ช่องทาง(Channel) และตัวผู้รับ สาร(Reciever) ซึ่งมักเรียกกันว่า SMCR วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร การสื่อสารในชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และส่งผลต่อการดาเนิน ชีวิตได้คือ ทาให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทาให้ทราบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ทาให้เกิดการ แสดงออก ทาให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ ทาให้เกิดการเรียนรู้ ทาให้เกิดกาลังใจ(หาภาพประกอบแต่ละประเภท) ประเภทของการสื่อสาร การสื่อสารภายในบุคคล(Intrapersonal Communication) การคิดหรือจินตนาการกับตัวเอง เป็นการคิดไตร่ตรองกับตัวเอง ก่อนที่จะมีการสื่อสาร ประเภท อื่นต่อไป การสื่อสารระหว่างบุคคล(Interpersonal Communication)
  • 2.
    2 การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาทาการสื่อสารกันอย่างมีวัตถุประสงค์เช่นการพูดคุย ปรึกษาหารือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การสื่อสารกลุ่มย่อย(Small-group) Communication) การสื่อสารที่มีบุคคลร่วมกันทาการสื่อสารเพื่อทากิจกรรมร่วมกันแต่จานวนไม่เกิน 25 คน เช่น ชั้นเรียนขนาดเล็ก ห้องประชุมขนาดเล็ก การสื่อสารกลุ่มใหญ่(Large-group Communication) การสื่อสารระหว่างคนจานวนมาก เช่นภายในห้องประชุมใหญ่ โรงภาพยนตร์ โรงละคร ชั้นเรียน ขนาดใหญ่ การสื่อสารในองค์กร(Organization Communication) การสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในหน่วยงาน เพื่อปฏิบัติงานให้สาเร็จลุล่วง เช่นการสื่อสารระหว่า เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง การสื่อสารมวลชน(Mass Communication) การสื่อสารกับคนจานวนมากในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน โดยใช้สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อกลาง เหมาะสาหรับการส่งข่าวสารไปยังผู้คนจานวนมากๆในเวลา เดียวกัน การสื่อสารระหว่างประเทศ(International Communication) การสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างกันใน เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การเมืองและสังคม เช่นการสื่อสารทางการทูต การสื่อสารเจรจาต่อรองเพื่อการทาธุรกิจ ประสิทธิภาพของการสื่อสาร ตามองค์ประกอบของการสื่อสาร ทาให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการ สื่อสารได้ ดังนั้นจึงควรต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างเพื่อช่วยในการวางแผนการสื่อสาร โดย สามารถศึกษาได้จากแบบจาลองการสื่อสารของเบอร์โล จากแนวคิดของเบอร์โล ได้พูดถึงองค์ประกอบต่างไว้ดังนี้
  • 3.
    3 ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร (Senderand Receiver)ในตัวผู้ส่งสารและผู้รับสารเองก็มีองค์ประกอบที่ สามารถช่วยให้การสื่อสารประสบความสาเร็จได้ อันได้แก่ ทักษะในการสื่อสาร(Communication skill) อัน ประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและยังรวมถึงการแสดงออกทางท่าทางและกริยาต่าง เช่นการใช้ สายตา การยิ้ม ท่าทางประกอบ และสัญลักษณ์ต่าง การฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และรู้จักเลือกใช้ทักษะจะช่วย ส่งผลให้ประสบความสาเร็จในการสื่อสารได้ทางหนึ่ง ถัดมาก็คือทัศนคติ(Attitude) การมีที่ดีทัศนคติที่ดีต่อการ สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นต่อตนเอง ต่อเรื่องที่ทาการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งต่อช่องทางและตัวผู้รับสาร และในทาง กลับกันทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อองค์ประกอบต่างๆก็สามารทาให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพได้ ในทางตรงกัน ข้ามหากว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีแล้วก็ย่อมทาให้เกิดความล้มเหลวได้เช่นกัน นอกจากนี้ความรู้(Knowledge)ของตัวผู้ส่ง สารและผู้รับสารเองก็มีผลต่อการสื่อสาร ทั้งความรู้ในเนื้อหาที่จะสื่อสาร ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่สามารถสื่อสารให้ชัดเจน หรือทาให้ผู้รับสารเข้าใจได้ ผู้รับสารเองหากขาดความรู้ก็ไม่สามารถทาความเข้าใจตัวสารได้ อีกด้านหนึ่งก็คือ ความรู้ในกระบวนการสื่อสาร ถ้าไม่รู้ในส่วนนี้ก็ไม่สามารถวางแผนทาการสื่อสารให้สาเร็จได้เช่นกัน ในด้านสุดท้าย ก็คือ สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม(Social and Culture) สถานภาพของตัวเองในสังคมเช่นตาแหน่งหรือ หน้าที่การงาน จะมามีส่วนกาหนดเนื้อหาและวิธีการในการสื่อสาร ด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ค่านิยม วิถีทางในการ ดาเนินชีวิตก็จะมีส่วนในการกาหนดทัศนคติ ระบบความคิด ภาษา การแสดงออกในการสื่อสารด้วยเช่นกัน เช่น สังคมและวัฒนธรรมของเอเชียและยุโรปทาให้มีรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งสังคมเมืองกับสังคม ชนบทก็มีความแตกต่างกัน สาร(Message) ตัวสารก็คือ เนื้อหา ข้อมูล หรือความคิดที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร ซึ่งก็จะมี องค์ประกอบอยู่คือ การเข้ารหัส(Code) จะเป็นกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย เนื้อหา (Content) ก็คือเนื้อหาสาระที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร และอีกส่วนหนึ่งก็คือ การจัดสาร(Treatment) เป็นการ เรียบเรียงรหัส และเนื้อหาให้ถูกต้อง เหมาะสม ได้ใจความ ช่องทาง(Channel) ช่องทางและสื่อจะเป็นตัวเชื่อมผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าด้วยกัน การเลือใช้สื่อ สามารถเป็นตัวลดหรืเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารได้ ในการเลือกสื่อต้องพิจารณาถึงความสามารของสื่อในการนา สารไปสู่ประสาทสัมผัศหรือช่องทางในการรับสาร ซึ่งก็ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การสัมผัส การได้กลิ่น การลิ้มรส การประชาสัมพันธ์ ( กมลรัฐ และ พรทิพย์,2554 : เว็บไซต์) การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การสื่อสารความ คิดเห็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปสู่กลุ่มประชาชน เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดี ระหว่างหน่วยงาน องค์การ สถาบันกับกลุ่ม ประชาชนเป้าหมายและประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหวังผลในความ ร่วมมือ สนับสนุนจากประชาชน รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีให้แก่หน่วยงาน องค์การ สถาบัน ด้วย ทาให้ประชาชน เกิดความนิยม เลื่อมใส ศรัทธาต่อหน่วยงาน ตลอดจนค้นหาและกาจัดแหล่งเข้าใจ ผิด ช่วยลบล้างปัญหา เพื่อสร้างความสาเร็จในการดาเนินงานของหน่วยงานนั้น
  • 4.
    4 องค์ประกอบของการประชาสัมพันธ์ ถ้าหากพิจารณาจากกระบวนการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์แล้ว ก็สามารถจาแนกองค์ประกอบ สาคัญ ของการประชาสัมพันธ์ออกเป็น4 ประการ คือ 1.องค์กร สถาบันหรือหน่วยงาน ได้แก่ กิจการที่บุคคลหรือคณะบุคคลได้จัดทาขึ้น เป็นแหล่งข่าว แหล่งข้อมูลในการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดาเนินการใด ๆ ให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี กิจการเหล่านี้อาจจะเป็นกิจการของ รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ องค์การสาธารณกุศล และธุรกิจเอกชน เช่น รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม หน่วย ราชการหรือหน่วยรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น 2. ข่าวสารประชาสัมพันธ์ เป็นข้อมูลข่าวสารที่องค์กร สถาบันหรือหน่วยงานต้องการเผยแพร่ได้แก่ เรื่องราวที่เป็น เนื้อหา สาระ รูปภาพ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย ที่สามารถสื่อสารความเข้าใจได้ 3. สื่อประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เรื่องราวที่เป็นเนื้อหา สาระ รูปภาพ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อาจจะเป็นสื่อคาพูด เช่น การสนทนา การประชุม การสัมมนา การอภิปราย การปาฐกถา ฯลฯ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น จดหมาย บัตร อวยพร แผ่นปลิว หนังสือ วารสาร รูปลอก ฯลฯ หรือสื่อภาพและเสียง เช่น ถ่ายภาพ สไลด์ แผ่น โปร่งใส วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สไลด์มัลติวิชั่น เทปเสียง ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสื่อที่ สามารถสื่อสารความเข้าใจได้ การเลือกใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์มีความสาคัญ ถ้าเป็นบุคคลภายในอาจใช้ โทรทัศน์วงจรปิด เสียงตามสาย ประกาศข่าว จดหมายข่าว ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป สื่อประชาสัมพันธ์จะต้อง เผยแพร่ข้อมูลได้ในวงกว้าง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ 4. กลุ่มประชาชนเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ กลุ่มบุคคลหรือประชาชนที่เป็นเป้าหมายในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ครั้งนั้น ๆ ดังนี้ 4.1 กลุ่มประชาชนภายใน หมายถึง กลุ่มบุคลากร เจ้าหน้าที่ พนักงาน ขององค์กร สถาบันหรือ หน่วยงาน 4.2 กลุ่มประชาชนภายนอก หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกองค์กร สถาบันหรือ หน่วยงาน อันได้แก่ กลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน องค์การหรือสถาบันโดยตรง กลุ่มประชาชนใน ท้องถิ่น และกลุ่มประชาชนทั่วไป
  • 5.
    5 ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บ การใช้เว็บเพื่อการเรียนการสอนเป็นการนาเอาคุณสมบัติของอินเทอร์เน็ต มาออกแบบเพื่อใช้ในการศึกษา การจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-BasedInstruction) มีชื่อเรียกหลายลักษณะ เช่นการจัดการเรียนการ สอนผ่านเว็บ(Web-Based Instruction) เว็บการเรียน(Web-Based Learning) เว็บฝึกอบรม (Web-Based Training) อินเทอร์เน็ตฝึกอบรม (Internet-Based Training) อินเทอร์เน็ตช่วยสอน(Internet-Based Instruction) เวิลด์ไวด์เว็บฝึกอบรม (WWW-Based Training) และเวิลด์ไวด์เว็บช่วยสอน (WWW-Based Instruction) (สรรรัชต์ ห่อไพศาล. 2545) ทั้งนี้มีผู้นิยามและให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บเอาไว้ หลายนิยาม ได้แก่ คาน (Khan, 1997) ได้ให้คาจากัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction)ไว้ว่า เป็นการเรียนการสอนที่อาศัยโปรแกรมไฮเปอร์มีเดียที่ช่วยในการสอน โดยการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและ ทรัพยากรของอินเทอร์เน็ต มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายโดยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้อย่าง มากมายและสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกทาง คลาร์ก (Clark, 1996) ได้ให้คาจากัดความของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการเรียนการสอน รายบุคคลที่นาเสนอโดยการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือส่วนบุคคล และแสดงผลในรูปของการใช้เว็บ บราวเซอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ติดตั้งไว้ได้โดยผ่านเครือข่าย รีแลน และกิลลานิ (Relan and Gillani, 1997) ได้ให้คาจากัดความของเว็บในการสอนเอาไว้ว่าเป็นการ กระทาของคณะหนึ่งในการเตรียมการคิดในกลวิธีการสอนโดยกลุ่มคอนสตรัคติวิซึ่มและการเรียนรู้ในสถานการณ์ ร่วมมือกัน โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรในเวิลด์ไวด์เว็บ พาร์สัน (Parson, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการสอนที่นาเอาสิ่งที่ ต้องการส่งให้บางส่วนหรือทั้งหมดโดยอาศัยเว็บ โดยเว็บสามารถกระทาได้ในหลากหลายรูปแบบและหลาย ขอบเขตที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเชื่อมต่อบทเรียน วัสดุช่วยการเรียนรู้และการศึกษาทางไกล ดริสคอล (Driscoll, 1997) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการใช้ทักษะหรือความรู้ ต่างๆ ถ่ายโยงไปสู่ที่ใดที่หนึ่งโดยการใช้เวิลด์ไวด์เว็บเป็นช่องทางในการเผยแพร่สิ่งเหล่านั้น แฮนนัม (Hannum, 19100) กล่าวถึงการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าเป็นการจัดสภาพการเรียน การสอน ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต บนพื้นฐานของหลักและวิธีการออกแบบการเรียนการสอนอย่างมีระบบ คาร์ลสันและคณะ (Carlson et al., 19100) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นภาพที่ชัดเจนของการ
  • 6.
    6 ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน (Instructional Design)ซึ่ง ก่อให้เกิดโอกาสที่ชัดเจนในการนาการศึกษาไปสู่ที่ด้อยโอกาส เป็นการจัดหาเครื่องมือใหม่ๆสาหรับส่งเสริมการ เรียนรู้และเพิ่มเครื่องมืออานวยความสะดวกที่ช่วยขจัดปัญหา เรื่องสถานที่และเวลา แคมเพลสและแคมเพลส (Camplese and Camplese, 19100) ให้ความหมายของการเรียนการสอน ผ่านเว็บว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งกระบวนการหรือบางส่วน โดยใช้เวิลด์ไวด์เว็บ เป็น สื่อกลางในการ ถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน เนื่องจากเวิลด์ไวด์เว็บมีความ สามารถในการถ่ายทอดข้อมูล ได้หลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง จึงเหมาะแก่การเป็นสื่อกลาง ในการ ถ่ายทอดเนื้อหาการเรียนการสอน ลานเพียร์ (Laanpere, 1997) ได้ให้นิยามของการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการจัดการเรียนการสอน ผ่านสภาพแวดล้อมของเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ส่วนประกอบการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนาโครงการกลุ่มหรือการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนหรืออาจ เป็นลักษณะของหลักสูตรที่เรียนผ่านเวิลด์ไวด์เว็บโดยตรงทั้งกระบวนการเลยก็ได้ การเรียนการสอนผ่านเว็บนี้เป็น การรวมกันระหว่างการศึกษาและการฝึกอบรมเข้าไว้ด้วยกันโดยให้ความสนใจต่อการใช้ในระดับ การเรียนที่สูงกว่า ระดับมัธยมศึกษา สาหรับประโยชน์ทางการศึกษาแก่ผู้เรียนภายในประเทศไทย การเรียนการสอนผ่านเว็บถือเป็นรูปแบบใหม่ ของการเรียนการสอนที่เริ่มนาเข้ามาใช้ ทั้งนี้นักการศึกษาหลายท่านให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ ดังนี้ กิดานันท์ มลิทอง (2543) ให้ความหมายว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการใช้เว็บในการเรียนการสอน โดยอาจใช้เว็บเพื่อนาเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติของวิชาทั้งหมดตามหลักสูตร หรือใช้เพียงการเสนอ ข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการสอนก็ได้ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่างๆของการสื่อสารที่มีอยู่ในระบบ อินเทอร์เน็ต เช่น การเขียนโต้ตอบกันทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และการพูดคุยสดด้วยข้อความและเสียงมาใช้ ประกอบด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถนอมพร เลาจรัสแสง (2544) ให้ความหมายว่า การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) เป็นการ ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการ เรียนรู้และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจากัดทางด้านสถานที่และเวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกต์ใช้คุณสมบัติและ ทรัพยากรของเวิลด์ ไวด์ เว็บ ในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการ สอนที่จัดขึ้นผ่านเว็บนี้อาจเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดของกระบวนการเรียนการสอนก็ได้ ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) ได้ให้ความหมายการเรียนการสอนผ่านเว็บว่าหมายถึง การผนวก คุณสมบัติ ไฮเปอร์มีเดียเข้ากับคุณสมบัติของเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนในมิติที่ไม่มีขอบเขต
  • 7.
    7 จากัดด้วยระยะทางและเวลาที่แตกต่างกันของผู้เรียน (Learning withoutBoundary) วิชุดา รัตนเพียร (2542) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนาเสนอโปรแกรมบทเรียนบนเว็บเพจ โดยนาเสนอผ่านบริการเวิลด์ไวด์เว็บในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ออกแบบและสร้างโปรแกรมการสอนผ่านเว็บ จะต้องคานึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลายของอินเทอร์เน็ต และนาคุณสมบัติต่างๆเหล่านั้นมาใช้เพื่อ ประโยชน์ในการเรียนการสอนให้มากที่สุด จากนิยามและความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการศึกษา ทั้งในต่างประเทศและภายใน ประเทศไทยดังที่ กล่าวมาแล้วนั้นสามารถสรุปได้ว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการจัดสภาพการเรียนการสอนที่ได้รับการ ออกแบบอย่างมีระบบ โดยอาศัยคุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด์ไวด์เว็บ มาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเพื่อ ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยอาจจัด เป็นการเรียนการสอนทั้งกระบวนการ หรือ นามาใช้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดและช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคของการเรียนการสอนทางด้าน สถานที่และเวลาอีกด้วย ประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ การเรียนการสอนผ่านเว็บสามารถทาได้ในหลายลักษณะ โดยแต่ละเนื้อหาของหลักสูตรก็จะมีวิธีการจัดการ เรียนการสอนผ่านเว็บที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในประเด็นนี้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ดังต่อไปนี้ พาร์สัน(Parson,1997) ได้แบ่งประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บออกเป็น 3 ลักษณะคือ 1.เว็บช่วยสอนแบบรายวิชาอย่างเดียว (Stand - Alone Courses) เป็นรายวิชาที่มีเครื่องมือและ แหล่งที่เข้าไปถึงและเข้าหาได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมากที่สุด ถ้าไม่มีการสื่อสารก็สามารถที่จะไปผ่าน ระบบคอมพิวเตอร์สื่อสารได้ ลักษณะของเว็บช่วยสอนแบบนี้มีลักษณะเป็นแบบวิทยาเขตมีนักศึกษาจานวนมากที่ เข้ามาใช้จริงแต่จะมีการส่งข้อมูลจากรายวิชาทางไกล 2.เว็บช่วยสอนแบบเว็บสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses) เป็นรายวิชาที่มีลักษณะ เป็นรูปธรรมที่มีการพบปะระหว่างครูกับนักเรียนและมีแหล่งให้มาก เช่น การกาหนดงานที่ให้ทาบนเว็บ การ กาหนดให้อ่าน การสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือการมีเว็บที่สามารถชี้ตาแหน่งของแหล่งบนพื้นที่ของ เว็บไซต์โดยรวมกิจกรรมต่างๆ เอาไว้ 3.เว็บช่วยสอนแบบศูนย์การศึกษา (Web Pedagogical Resources) เป็นชนิดของเว็บไซต์ที่มี วัตถุดิบเครื่องมือ ซึ่งสามารถรวบรวมรายวิชาขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกันหรือเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมทาง
  • 8.
    8 การศึกษา ซึ่งผู้ที่เข้ามาใช้ก็จะมีสื่อให้บริการอย่างรูปแบบอย่างเช่น เป็นข้อความเป็นภาพกราฟิก การสื่อสาร ระหว่างบุคคล และการทาภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น อีกแนวคิดหนึ่งของเว็บช่วยสอนซึ่งแยกตามโครงสร้างและประโยชน์การใช้งาน ตามแนวคิดของ เจมส์ (James, 1997) สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 1.โครงสร้างแบบค้นหา (Eclectic Structures) ลักษณะของโครงสร้างเว็บไซต์แบบนี้ เป็นแหล่งของ เว็บไซต์ที่ใช้ในการค้นหาไม่มีการกาหนดขนาด รูปแบบ ไม่มีโครงสร้างที่ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บลักษณะของ เว็บไซต์แบบนี้จะมีแต่การให้ใช้เครื่องมือในการสืบค้นหรือเพื่อบางสิ่งที่ต้องการค้นหาตามที่กาหนดหรือโดยผู้เขียน เว็บไซต์ต้องการ โครงสร้างแบบนี้จะเป็นแบบเปิดให้ผู้เรียนได้เข้ามาค้นคว้าในเนื้อหาในบริบท โดยไม่มีโครงสร้าง ข้อมูลเฉพาะให้ได้เลือกแต่โครงสร้างแบบนี้จะมีปัญหากับผู้เรียนเพราะผู้เรียนอาจจะไม่สนใจข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง โดยไม่กาหนดแนวทางในการสืบค้น 2.โครงสร้างแบบสารานุกรม (Encyclopaedic Structures) ถ้าเราควบคุมของสร้างของเว็บที่เรา สร้างขึ้นเองได้ เราก็จะใช้โครงสร้างข้อมูลในแบบต้นไม้ในการเข้าสู่ข้อมูล ซึ่งเหมือนกับหนังสือที่มีเนื้อหาและมีการ จัดเป็นบทเป็นตอน ซึ่งจะกาหนดให้ผู้เรียนหรือผู้ใช้ได้ผ่านเข้าไปหาข้อมูลหรือเครื่องมือที่อยู่ในพื้นที่ของเว็บหรืออยู่ ภายในและ นอกเว็บ เว็บไซต์จานวนมากมีโครงสร้างในลักษณะดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ทางการศึกษาที่ไม่ได้ กาหนดทางการค้า องค์กร ซึ่งอาจจะต้องมีลักษณะที่ดูมีมากกว่านี้ แต่ในเว็บไซต์ทางการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อ การเรียนรู้ของผู้เรียน กลวิธีด้านโครงสร้างจึงมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 3.โครงสร้างแบบการเรียนการสอน (Pedagogic Structures) มีรูปแบบโครงสร้างหลายอย่างใน การนามาสอนตามต้องการ ทั้งหมดเป็นที่รู้จักดีในบทบาทของการออกแบบทางการศึกษาสาหรับคอมพิวเตอร์ช่วย สอนหรือเครื่องมือมัลติมีเดีย ซึ่งความจริงมีหลักการแตกต่างกันระหว่างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับเว็บช่วยสอนนั้น คือความสามารถของ HTML ในการที่จะจัดทาในแบบไฮเปอร์เท็กซ์กับการเข้าถึงข้อมูลหน้าจอโดยผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต โดเฮอร์ตี้ (Doherty, 19100) แนะนาว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บ มีวิธีการใช้ใน 3 ลักษณะ คือ 1. การนาเสนอ (Presentation) ในลักษณะของเว็บไซต์ที่ประกอบไปด้วยข้อความ ภาพกราฟิกโดยมี วิธี การนาเสนอ คือ 1.1 การนาเสนอแบบสื่อเดี่ยว เช่น ข้อความ หรือ รูปภาพ 1.2 การนาเสนอแบบสื่อคู่ เช่น ข้อความกับรูปภาพ 1.3 การนาเสนอแบบมัลติมีเดีย คือ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง 2. การสื่อสาร (Communication) การสื่อสารเป็นสิ่งจาเป็นที่จะต้องใช้ทุกวันในชีวิตซึ่งเป็น ลักษณะ
  • 9.
    9 สาคัญของอินเทอร์เน็ต โดยมีการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตหลายแบบ เช่น 2.1การสื่อสารทางเดียว เช่น การดูข้อมูลจากเว็บเพจ 2.2 การสื่อสารสองทาง เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โต้ตอบกัน 2.3 การสื่อสารแบบหนึ่งแหล่งไปหลายที่ เป็นการส่งข้อความจากแหล่งเดียวแพร่กระจายไป หลายแหล่ง เช่น การอภิปรายจากคนเดียวให้คนอื่นๆ ได้รับฟังด้วยหรือการประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer conferencing) 2.4 การสื่อสารหลายแหล่งไปสู่หลายแหล่ง เช่น การใช้กระบวนการกลุ่มในการสื่อสารบนเว็บ โดยมีคนใช้หลายคนและคนรับหลายคนเช่นกัน 3. การทาให้เกิดความสัมพันธ์ (Dynamic Interaction) เป็นคุณลักษณะที่สาคัญของอินเทอร์เน็ต และสาคัญที่สุด ซึ่งมี 3 ลักษณะคือ 3.1 การสืบค้นข้อมูล 3.2 การหาวิธีการเข้าสู่เว็บ 3.3 การตอบสนองของมนุษย์ต่อการใช้เว็บ นอกจากนี้ แฮนนัม (Hannum, 1910) ได้แบ่งประเภทของการเรียนการสอนผ่านเว็บ ออกเป็น 4 ลักษณะ ใหญ่ๆ คือ 1. รูปแบบการเผยแพร่ รูปแบบนี้สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ชนิด คือ 1.1 รูปแบบห้องสมุด (Library Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการเข้า ไปยังแหล่งทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่หลากหลาย โดยวิธีการจัดหาเนื้อหาให้ผู้เรียนผ่านการเชื่อมโยงไปยัง แหล่งเสริมต่างๆ เช่นสารานุกรม วารสาร หรือหนังสือออนไลน์ทั้งหลาย ซึ่งถือได้ว่า เป็นการนาเอาลักษณะทาง กายภาพของห้องสมุดที่มีทรัพยากรจานวนมหาศาลมาประยุกต์ใช้ ส่วน ประกอบของรูปแบบนี้ ได้แก่ สารานุกรม ออนไลน์ วารสารออนไลน์ หนังสือออนไลน์ สารบัญการอ่าน ออนไลน์ (Online Reading List) เว็บห้องสมุด เว็บ งานวิจัย รวมทั้งการรวบรวมรายชื่อเว็บที่สัมพันธ์กับวิชาต่างๆ 1.2 รูปแบบหนังสือเรียน (Textbook Model) การเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้ เป็นการจัด เนื้อหาของหลักสูตรในลักษณะออนไลน์ให้แก่ผู้เรียน เช่น คาบรรยาย สไลด์ นิยาม คาศัพท์และส่วนเสริมผู้สอน สามารถเตรียมเนื้อหาออนไลน์ที่ใช้เหมือนกับที่ใช้ในการเรียนในชั้นเรียนปกติและสามารถทาสาเนาเอกสารให้กับ ผู้เรียนได้ รูปแบบนี้ต่างจากรูปแบบห้องสมุดคือรูปแบบนี้จะเตรียมเนื้อหาสาหรับการเรียนการสอนโดยเฉพาะ ขณะที่รูปแบบห้องสมุดช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการจากการเชื่อมโยงที่ได้เตรียมเอาไว้ ส่วนประกอบของ รูปแบบหนังสือเรียนนี้ประกอบด้วยบันทึกของหลักสูตร บันทึกคาบรรยาย ข้อแนะนาของห้องเรียน สไลด์ที่ นาเสนอ วิดีโอและภาพ ที่ใช้ในชั้นเรียน เอกสารอื่นที่มีความสัมพันธ์กับชั้นเรียน เช่น ประมวลรายวิชา รายชื่อใน ชั้น กฏเกณฑ์ข้อตกลงต่างๆตารางการสอบและตัวอย่างการสอบครั้งที่แล้ว ความคาดหวังของชั้นเรียน งานที่ มอบหมาย เป็นต้น
  • 10.
    10 1.3 รูปแบบการสอนที่มีปฎิสัมพันธ์ (InteractiveInstruction Model) รูปแบบนี้จัดให้ผู้เรียน ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากการมีปฎิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่ได้รับ โดยนาลักษณะของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย สอน (CAI) มาประยุกต์ใช้เป็นการสอนแบบออนไลน์ที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ มีการให้ คาแนะนา การปฏิบัติ การ ให้ผลย้อนกลับ รวมทั้งการให้สถานการณ์จาลอง 2.รูปแบบการสื่อสาร (Communication Model) การเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่อาศัยคอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อเพื่อการสื่อสาร (Computer - MediatedCommunications Model) ผู้เรียนสามารถที่จะสื่อสารกับผู้เรียนคนอื่นๆ ผู้สอนหรือ กับผู้เชี่ยวชาญได้ โดยรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายในอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้แก่ จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่ม อภิปรายการสนทนาและการอภิปรายและการประชุมผ่านคอมพิวเตอร์ เหมาะ สาหรับการเรียนการสอนที่ต้องการ ส่งเสริมการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน 3. รูปแบบผสม (Hybrid Model) รูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บรูปแบบนี้เป็นการนาเอารูปแบบ 2 ชนิด คือ รูปแบบการเผยแพร่ กับรูปแบบการสื่อสารมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น เว็บไซต์ที่รวมเอารูปแบบห้องสมุดกับรูปแบบหนังสือเรียนไว้ ด้วยกัน เว็บไซต์ที่รวบรวมเอาบันทึกของหลักสูตรรวมทั้งคาบรรยายไว้กับกลุ่มอภิปรายหรือเว็บไซต์ที่รวมเอา รายการแหล่งเสริมความรู้ต่างๆ และความสามารถของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยกัน เป็นต้นรูปแบบนี้มี ประโยชน์เป็นอย่างมากกับผู้เรียนเพราะผู้เรียนจะได้ใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีในอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่ หลากหลาย 4. รูปแบบห้องเรียนเสมือน (Virtual classroom model) รูปแบบห้องเรียนเสมือนเป็นการนาเอาลักษณะเด่นหลายๆ ประการของแต่ละรูปแบบที่กล่าว มาแล้วข้างต้นมาใช้ ฮิลทซ์ (Hiltz, 1993) ได้นิยามว่าห้องเรียนเสมือนเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนที่นา แหล่งทรัพยากรออนไลน์มาใช้ในลักษณะการเรียนการสอนแบบร่วมมือ โดยการร่วมมือระหว่างนักเรียนด้วยกัน นักเรียนกับผู้สอน ชั้นเรียนกับสถาบันการศึกษาอื่น และกับชุมชนที่ไม่เป็นเชิงวิชาการ (Khan, 1997) ส่วนเท อรอฟฟ์ (Turoff, 1995)กล่าวถึงห้องเรียนเสมือนว่า เป็นสภาพแวดล้อมการเรียน การสอนที่ตั้งขึ้นภายใต้ระบบ การสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นความสาคัญของกลุ่มที่ จะร่วมมือทากิจกรรมร่วมกัน นักเรียนและผู้สอนจะได้รับความรู้ใหม่ๆ จากกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นและข้อมูล ลักษณะเด่นของการเรียนการสอนรูปแบบนี้ก็คือความสามารถในการลอกเลียนลักษณะของ ห้องเรียนปกติมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยความสามารถต่างๆ ของ อินเทอร์เน็ต โดยมีส่วนประกอบคือ ประมวลรายวิชา เนื้อหาในหลักสูตร รายชื่อแหล่งเนื้อหาเสริม กิจกรรม ระหว่าง ผู้เรียนผู้สอน คาแนะนาและการให้ผลป้อนกลับ การนาเสนอในลักษณะมัลติมีเดีย การเรียนแบบร่วมมือ รวมทั้งการสื่อสารระหว่างกัน รูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน โดยไม่มีข้อจากัดในเรื่องของ เวลาและสถานที่
  • 11.
    11 ความสาคัญของการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ การจัดการเรียนผ่านเว็บมีลักษณะการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติที่ คุ้นเคยกันดี ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมในชั้นเรียนส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เน้นให้ผู้สอนเป็นผู้ป้อน ความรู้ให้แก่ผู้เรียนทาให้ผู้เรียนไม่ใฝ่ที่จะหาความรู้เพิ่มเติม การจัดการเรียนการสอนโดยการใช้เว็บช่วยสอนจะมีวิธีการจัดที่แตกต่างไปจากการจัดการเรียนการสอน ตามปกติ เพราะคุณลักษณะและรูปแบบของเว็บเป็นสื่อที่มีลักษณะเฉพาะของตนเองซึ่งแตกต่างไปจากการจัดการ เรียนการสอนด้วยสื่อแบบอื่น ๆ จึงต้องคานึงถึงการออกแบบระบบการสอนที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของเว็บ เช่น การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับครู การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ที่กระทาได้แตกต่างไปจากการเรียนการ สอนแบบเดิม เช่น การใช้เว็บช่วยสอนสามารถสื่อสารกันได้โดยผ่านเว็บโดยตรงในรูปคุยกันในห้องสนทนา(Chat Room) การฝากข้อความบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์หรือกระดานข่าวสาร (Bulletin Board) หรือจะสื่อสารกันโดย ผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ก็สามารถกระทาได้ในระบบนี้ ความเป็นเว็บช่วยสอนจึงไม่ใช่แค่การสร้าง เว็บไซต์เนื้อหาวิชาหนึ่งหรือรวบรวมข้อมูลซักเรื่องหนึ่งแล้วบอกว่าเป็นเว็บช่วยสอน เว็บช่วยสอนมีความหมาย กว้างขวางอันเกิดจากการรวมเอาคุณลักษณะของเว็บ โปรแกรมและเครื่องมือสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ตและการ ออกแบบระบบการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน ทาให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นอย่างมีความหมายไม่เป็นเพียงแค่แหล่งข้อมูล เท่านั้น (ปรัชญนันท์ นิลสุข .2543) เองเจลโล (Angelo, 1993 อ้างใน วิชุดา รัตนเพียร, 2542) ได้สรุปหลักการพื้นฐานของการจัดการเรียนการ สอนกับการเรียนการสอนผ่านเว็บ 5 ประการดังนี้คือ 1.ในการจัดการเรียนการสอนโดยทั่วไปแล้ว ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อ สื่อสารกัน ได้ตลอดเวลา การติดต่อระหว่างผู้เรียนและผู้สอนมีส่วนสาคัญในการสร้างความกระตือรือล้นกับการเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถให้ความช่วยเหลือผู้เรียนได้ตลอดเวลาในขณะกาลังศึกษา ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความคิดและ ความเข้าใจ ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้งซักถามข้อข้องใจกับผู้สอนได้โดย ทันทีทันใด เช่น การมอบหมายงานส่งผ่านอินเทอร์เน็ตจากผู้สอน ผู้เรียนเมื่อได้รับมอบหมายก็จะสามารถทางานที่ ได้รับมอบหมายและส่งผ่านอินเทอร์เน็ต กลับไปยังอาจารย์ผู้สอน หลังจากนั้นอาจารย์ผู้สอนสามารถตรวจและให้ คะแนนพร้อมทั้งส่งผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนได้ในเวลาอัน รวดเร็วหรือในทันทีทันใด 2.การจัดการเรียนการสอนควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ความร่วมมือ ระหว่างกลุ่มผู้เรียนจะช่วยพัฒนาความคิดความเข้าใจได้ดีกว่าการทางานคนเดียว ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์เป็นทีม โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด เป็นการพัฒนาการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้และ
  • 12.
    12 การยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นมาประกอบเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บแม้ว่าจะเรียนจาก คอมพิวเตอร์ที่อยู่กันคนละที่ แต่ด้วยความสามารถของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่ว โลกไว้ด้วยกันทาให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทันทีทันใด เช่น การใช้บริการสนทนาแบบออนไลน์ที่ สนับสนุนให้ผู้เรียนติดต่อสื่อสารกันได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจนถึงผู้เรียนที่เป็น กลุ่มใหญ่ 3.ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Active Learners) หลีกเลี่ยงการกากับให้ ผู้สอนเป็นผู้ป้อนข้อมูลหรือคาตอบ ผู้เรียนควรเป็นผู้ขวนขวายใฝ่หาข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ เองโดยการแนะนาของ ผู้สอน เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนผ่าน เว็บนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถหาข้อมูลได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังหาข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลทั่วโลก เป็นการสร้างความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้ 4.การให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนโดยทันทีทันใดช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความสามารถของตน อีกทั้งยัง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับแนวทางวิธีการหรือพฤติกรรมให้ถูกต้องได้ ผู้เรียนที่เรียนผ่านเว็บ สามารถได้รับผล ย้อนกลับจากทั้งผู้สอนเองหรือแม้กระทั่งจากผู้เรียนคนอื่นๆ ได้ทันทีทันใด แม้ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะไม่ได้นั่งเรียนใน ชั้นเรียนแบบเผชิญหน้ากันก็ตาม 5.ควรสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีขีดจากัด สาหรับบุคคลที่ใฝ่หาความรู้ การเรียนการสอน ผ่านเว็บเป็นการขยายโอกาสให้กับทุกๆคนที่สนใจศึกษา เนื่องจากผู้เรียนไม่จาเป็นจะต้องเดินทางไปเรียนณ ที่ใดที่ หนึ่ง ผู้ที่สนใจสามารถเรียนได้ด้วยตนเองในเวลาที่สะดวก จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บนี้มีคุณลักษณะที่ ช่วยสนับสนุนหลักพื้นฐานการจัดการเรียนการสอนทั้ง 5 ประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนการสอนผ่านเว็บได้มีการดาเนินการอย่างจริงจังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศ ทางซีกโลกตะวันตก สาหรับวงการการศึกษาในประเทศไทยเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงจากเป็นเพียงผู้รับข้อมูลและ สังเกตการณ์การเรียนการสอนบนเครือข่ายเป็นความพยายามในการจัดการเรียนการสอนและใช้เครื่องมือบน เครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บเสริมในชั้นเรียนปกติ และบางมหาวิทยาลัยที่ดาเนินการเรียนการสอนแบบทางไกลกาลัง ดาเนินการที่จะสร้างชั้นเรียนเสมือนให้เกิดขึ้นจริง การดาเนินการเรียนการสอนผ่านเว็บมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ใจทิพย์ ณ สงขลา, 2542) 1.ความพร้อมของเครื่องมือและทักษะการใช้งานเบื้องต้น ความไม่พร้อมของเครื่องมือและ การขาด ทักษะทางเทคนิคที่จาเป็นในการใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมเป็นสาเหตุสาคัญที่ก่อให้เกิดความ สับสนและผลทางลบ ต่อทัศนคติของผู้ใช้ จากการศึกษาการนาเทคโนโลยีเครือข่ายมาใช้พบว่าผู้ใช้ที่ ไม่มีความพร้อมทางทักษะการใช้จะ พยายามแก้ปัญหาและศึกษาเรื่องของเทคนิค มากกว่าจากัด ความสนใจอยู่ที่เนื้อหา นอกจากนั้นจากงานวิจัยของ ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) พบว่ายังไม่มีความ พร้อมทางด้านทักษะการใช้ภาษาเขียนและภาษาต่างประเทศ ซึ่ง เป็นทักษะจาเป็นพื้นฐานที่จาเป็นอีกประการหนึ่งสาหรับการสื่อสารผ่านเครือข่าย
  • 13.
    13 2.การสนับสนุนจากฝ่ายบริหารและผู้ใช้เช่นเดียวกับการนาเทคโนโลยีอื่นเข้าสู่องค์กรต้องอาศัยการ สนับสนุนอย่างจริงจังจากฝ่ายบริหาร ทั้งในการสนับสนุนด้านเครื่องมือและนโยบายส่งเสริมการใช้เครือข่าย เวิลด์ไวด์เว็บเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา การกาหนดการใช้เครื่องมือดังกล่าวจึงไม่สามารถเป็นไปในลักษณะ แนวดิ่ง(Top down) โดยการกาหนดจากฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการประสานจากทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายบริหารและผู้ใช้จะต้องมีการประสานจากแนวล่างขึ้นบน ผู้ใช้จะต้องมีทัศนะที่ยอมรับการใช้สื่อดังกล่าวเพื่อ ประโยชน์ทางการศึกษา ฝ่ายบริหารสามารถสร้างนโยบายที่กระตุ้นแรงจูงใจของผู้ใช้ เช่น สร้างแรงจูงใจจาก ภายในของผู้ใช้ให้รู้สึกถึงความท้าทายและประโยชน์ที่จะได้รับหรือสร้างแรงจูงใจจากภายนอก เช่น สร้างเงื่อนไข ผลตอบแทนพิเศษทั้งในรูปนามธรรมและรูปธรรม 3.การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียนจากการเรียนรู้แบบตั้งรับ (Passive) โดยพึ่งพิงการป้อนจากครูผู้สอนมา เป็นพฤติกรรมการเรียนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ เป็นผู้เรียนที่เรียนรู้วิธีการ เรียน (Learning How to learn) เป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้นและมีทักษะที่สามารถเลือกรับข้อมูล วิเคราะห์ และ สังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีระบบนั้น ผู้สอนจะต้องสร้างวุฒิทางการเรียนให้เกิดกับผู้เรียนก่อน กล่าวคือจะต้อง เตรียมการให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จาเป็นต่อการเลือกสรร วิเคราะห์และสังเคราะห์ในการเรียนผ่าน เครือข่ายทักษะดังกล่าว ได้แก่ ทักษะการอ่านเขียน ทักษะในเชิงภาษา ทักษะในการอภิปรายและที่จาเป็นคือ ทักษะในการควบคุมตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง 4.บทบาทของผู้สอนในการเรียนการสอนบนเครือข่าย จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่บทบาทที่เอื้อต่อ การเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยในเบื้องต้นจะเป็นบทบาทผู้นาเพื่อสนับสนุนกลุ่มและวัฒนธรรมการ เรียนรู้บนเครือข่าย ผู้สอนต้องใช้เวลามากไปกว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนธรรมดา 5.การสร้างความจาเป็นในการใช้ ผู้สอนที่จะนาการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายมาใช้ควรคานึงถึงความ จาเป็นและผลประโยชน์ที่ต้องการจากกิจกรรมบนเครือข่าย ซึ่งจะเป็นตัวกาหนดรูปแบบการใช้ว่าผู้สอนเพียง ต้องการใช้เครือข่ายเพื่อเสริมการเรียนหรือเป็นการศึกษาทางไกล ผู้สอนต้องสร้างสภาวะให้ผู้ใช้มีความจาเป็นที่ ต้องใช้เช่น การส่งผ่านข้อมูลที่จาเป็นทางการเรียนให้กับผู้ใช้ผ่านทางเครือข่ายหรือสร้างแรงจูงใจที่เป็น ผลประโยชน์ทางการเรียนให้กับผู้ใช้ 6.ผู้สอนต้องออกแบบการเรียนการสอนและใช้ประโยชน์ของความเป็นเครือข่ายอย่างสูงสุด และ เหมาะสมวิธีออกแบบการเรียนการสอนควรต้องพัฒนาให้เข้ากับคุณสมบัติความเป็นคอมพิวเตอร์เครือข่ายซึ่งมี ความแตกต่างจากการออกแบบสาหรับโปรแกรมช่วยสอนในคอมพิวเตอร์ทั่วไป นอกเหนือจากเนื้อหาบทเรียนที่ ผู้สร้างเสนอส่งผ่านเครือข่าย ผู้สอนสามารถสร้างการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลอื่นที่สนับสนุนเนื้อหาหลักที่ผู้สอนสร้าง เป็นการแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา ทั้งนี้เนื้อหาและการเชื่อมโยง ควรจะต้องปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา และควรจะต้องมีการจัดกิจกรรมการปฏิสัมพันธ์ให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการศึกษาร่วมกับผู้อื่น การจัดการเรียน
  • 14.
    14 การสอนผ่านเว็บนั้น ผู้สอนและผู้เรียนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยง คอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้าไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย(File Server) และเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเว็บ (Web Server) อาจเป็นเป็นการเชื่อมโดยระยะใกล้หรือเชื่อมโยงระยะไกลผ่าน ทางระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต การจัดการเรียน การสอนทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นเว็บนั้นผู้สอนจะต้องมี ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนดังนี้ (ปทีป เมธาคุณวุฒิ, 2540) 1. กาหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน 2. การวิเคราะห์ผู้เรียน 3. การออกแบบเนื้อหารายวิชา - เนื้อหาตามหลักสูตรและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน -จัดลาดับเนื้อหา จาแนกหัวข้อตามหลักการเรียนรู้และลักษณะเฉพาะในแต่ละหัวข้อ -กาหนดระยะเวลาและตารางการศึกษาในแต่ละหัวข้อ -กาหนดวิธีการศึกษา -กาหนดสื่อที่ใช้ประกอบการศึกษาในแต่ละหัวข้อ -กาหนดวิธีการประเมินผล -กาหนดความรู้และทักษะพื้นฐานที่จาเป็นต่อการเรียน -สร้างประมวลรายวิชา 4.การกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต โดยใช้คุณสมบัติของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับ กิจกรรมการเรียนการสอนนั้นๆ 5.การเตรียมความพร้อมสิ่งแวดล้อมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต ได้แก่ สารวจแหล่งทรัพยากร สนับสนุนการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงได้ กาหนดสถานที่และอุปกรณ์ที่ให้บริการและที่ต้องใช้ในการ ติดต่อทางอินเทอร์เน็ตสร้างเว็บเพจเนื้อหาความรู้ตามหัวข้อของการเรียนการสอนรายสัปดาห์ สร้างแฟ้มข้อมูล เนื้อหาวิชาเสริมการเรียนการสอนสาหรับการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล 6. การปฐมนิเทศผู้เรียน ได้แก่ -แจ้งวัตถุประสงค์ เนื้อหา และวิธีการเรียนการสอน -สารวจความพร้อมของผู้เรียนและเตรียมความพร้อมของผู้เรียน ในขั้นตอนนี้ผู้สอนอาจจะต้องมีการ ทดสอบหรือสร้างเว็บเพจเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอได้ศึกษาเพิ่มเติมในเว็บเพจเรียนเสริม หรือให้ผู้เรียนถ่ายโอนข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง 7.จัดการเรียนการสอนตามแบบที่กาหนดไว้โดยในเว็บเพจจะมีเทคนิคและกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสร้างขึ้น ได้แก่ -การใช้ข้อความเร้าความสนใจที่อาจเป็นภาพกราฟฟิกส์ ภาพการเคลื่อนไหว -แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของรายวิชา หรือหัวข้อในแต่ละสัปดาห์ -สรุปทบทวนความรู้เดิม หรือโยงไปหัวข้อที่ศึกษาแล้ว -เสนอสาระของหัวข้อต่อไป -เสนอแนะแนวทางการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมสนทนาระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน กิจกรรมการอภิปรายกลุ่ม กิจกรรมการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม กิจกรรมการตอบ คาถาม กิจกรรมการประเมิน
  • 15.
    15 ตนเอง และกิจกรรมการถ่ายโอนข้อมูล -เสนอกิจกรรมดังกล่าวมาแล้ว แบบฝึกหัดหนังสือหรือบทความ การบ้าน การทารายงานเดี่ยว รายงานกลุ่มในแต่ละสัปดาห์ และแนวทางในการประเมินผลในรายวิชานี้ -ผู้เรียนทากิจกรรม ศึกษา ทาแบบฝึกหัด และการบ้านส่งผู้สอนทั้งทางเอกสารทางเว็บเพจผลงานของ ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนคนอื่นๆได้รับทราบด้วยและผู้เรียนส่งผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ -ผู้สอนตรวจผลงานของผู้เรียน ส่งคะแนนและข้อมูลย้อนกลับเข้าสู่เว็บเพจประวัติของผู้เรียน รวมทั้ง การให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปสู่เว็บเพจผลงานของผู้เรียนด้วย 8.การประเมินผลผู้สอนสามารถใช้การประเมินผลระหว่างเรียนและการประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียน รวมทั้งการที่ผู้เรียนประเมินผลผู้สอนและการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนทั้งรายวิชา เพื่อให้ผู้สอนนาไป ปรับปรุงแก้ไขระบบการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต ประโยชน์การเรียนการสอนผ่านเว็บ ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บมีมากมายหลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนาไปใช้ ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นมิติใหม่ของเครื่องมือและกระบวนการในการเรียนการสอน โดยมีผู้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บไว้ดังนี้ ถนอมพร เลาหจรัสแสง(2544) ได้กล่าวถึงการสอนบนเว็บมีข้อดีอยู่หลายประการ กล่าวคือ 1.การสอนบนเว็บเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่มีเวลาในการมาเข้าชั้นเรียนได้เรียนในเวลาและ สถานที่ ๆ ต้องการ ซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ทางาน หรือสถานศึกษาใกล้เคียงที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปใช้บริการทาง อินเทอร์เน็ตได้ การที่ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาที่กาหนดไว้จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านของ ข้อจากัดเกี่ยวกับเวลา และสถานที่ศึกษาของผู้เรียนเป็นอย่างดี 2.การสอนบนเว็บยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษา ในภูมิภาคหรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปราย กับอาจารย์ ครูผู้สอนซึ่งสอนอยู่ที่ สถาบันการศึกษาในนครหลวงหรือในต่างประเทศก็ตาม 3.การสอนบนเว็บนี้ ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิด กว้างให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาการ สอนบนเว็บ สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้รวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Meta-cognitive Skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 16.
    16 4.การสอนบนเว็บ ช่วยทลายกาแพงของห้องเรียนและเปลี่ยนจากห้องเรียน 4เหลี่ยมไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพสนับสนุนสิ่งแวดล้อม ทางการเรียนที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับปัญหาที่พบในความเป็นจริง โดยเน้นให้เกิดการเรียนรู้ตามบริบทในโลกแห่ง ความเป็นจริง(Contextualization) และการเรียนรู้จากปัญหา (Problem-based Learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism 5.การสอนบนเว็บเป็นวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการ รูปแบบใหม่ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลกโดยไม่จากัดภาษา การสอนบนเว็บช่วยแก้ปัญหาของข้อจากัดของแหล่ง ค้นคว้าแบบเดิมจากห้องสมุดอันได้แก่ ปัญหาทรัพยากรการศึกษาที่มีอยู่จากัดและเวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล เนื่องจากเว็บมีข้อมูลที่หลากหลายและเป็นจานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใช้การเชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอร์มิ เดีย (สื่อหลายมิติ) ซึ่งทาให้การค้นหาทาได้สะดวกและง่ายดายกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิม 6.การสอนบนเว็บจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออานวยให้เกิด การศึกษา ในลักษณะที่ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นได้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่จาเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่ แท้จริง ตัวอย่างเช่น การให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการทากิจกรรมต่าง ๆ บนเครือข่ายการให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็นและแสดงไว้บนเว็บบอร์ดหรือการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้ามาพบปะกับผู้เรียนคนอื่น ๆ อาจารย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่ห้องสนทนา เป็นต้น 7.การสอนบนเว็บเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการเปิดปฏิสัมพันธ์นี้อาจทาได้ 2 รูปแบบ คือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน ด้วยกันและ/หรือผู้สอน ปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ ซึ่งลักษณะแรกนี้จะอยู่ในรูปของ การเข้าไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน ส่วนในลักษณะหลังนั้นจะอยู่ในรูปแบบของการเรียนการ สอน แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบที่ผู้สอนได้จัดหาไว้ให้แก่ผู้เรียน 8.การสอนบนเว็บยังเป็นการเปิดโอกาสสาหรับผู้เรียนในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน จากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก โดยผู้เรียนสามารถติดต่อสอบถามปัญหาขอข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญจริงโดยตรงซึ่งไม่สามารถทาได้ในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและ ค่าใช้จ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับการติดต่อสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9.การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานของตน สู่สายตาผู้อื่นอย่างง่ายดาย ทั้งนี้ไม่ได้จากัด เฉพาะเพื่อนๆ ในชั้นเรียนหากแต่เป็นบุคคลทั่วไปทั่วโลกได้ ดังนั้นจึงถือเป็นการสร้างแรงจูงใจภายนอกในการเรียน อย่างหนึ่งสาหรับผู้เรียน ผู้เรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงตนเองนอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาส ได้เห็นผลงานของผู้อื่นเพื่อนามาพัฒนางานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น 10.การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร ให้ทันสมัยได้อย่าง สะดวกสบายเนื่องจาก ข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัตร ( Dynamic ) ดังนั้นผู้สอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแก่ผู้เรียนได้
  • 17.
    17 ตลอดเวลา นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ทาให้เนื้อหาการเรียนมี ความยืดหยุ่นมากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิมและเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสาคัญการ สอนบนเว็บสามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์ ภาพ 3 มิติ โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบของการนาเสนอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน ปรัชญนันท์ นิลสุข (2543) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะสาคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน มีอยู่ 8 ประการ ได้แก่ 1.การที่เว็บเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและผู้เรียนกับ ผู้เรียนหรือผู้เรียนกับเนื้อหาบทเรียน 2.การที่เว็บสามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) 3.การที่เว็บเป็นระบบเปิด (Open System) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้มีอิสระในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก 4.การที่เว็บอุดมไปด้วยทรัพยากร เพื่อการสืบค้นออนไลน์ (Online Search/Resource) 5.ความไม่มีข้อจากัดทางสถานที่และเวลาของการสอนบนเว็บ (Device, Distance and Time Independent) ผู้เรียนที่มีคอมพิวเตอร์ในระบบใดก็ได้ ซึ่งต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตจะสามารถเข้าเรียนจากที่ใดก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ 6.การที่เว็บอนุญาตให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุม (Learner Controlled) ผู้เรียนสามารถเรียนตามความ พร้อมความถนัดและความสนใจของตน 7.การที่เว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง (Self- contained) ทาให้เราสามารถจัดกระบวนการเรียนการ สอนทั้งหมดผ่านเว็บได้ การที่เว็บอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารทั้งแบบเวลาเดียว (Synchronous Communication) เช่น Chat และต่างเวลากัน (Asynchronous Communication) เช่น Web Board เป็นต้น
  • 18.
    18 ความหมายของเว็บไซต์ เว็บไซต์ Web Siteคือ คาที่เรียกใช้กลุ่มของเว็บเพจ (ดังนั้นภายในเว็บไซต์จึงประกอบด้วยหน้าโฮมเพจ และเว็บเพจ) และมักเรียกเว็บที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ ไว้แล้ว โดเมนเนม Domain Name เช่น http://www.sanook.com , http://www.thairath.co.th , โฮมเพจ (Home Page) คือ คาที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูต่าง ๆ และเรื่องราวมา กกมาย เป็นสารบัญสรุปเนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นั้น ๆ เว็บเพจ เว็บเพจWeb Page คือ คาที่ใช้เรียกหน้าเอกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของไฟล์ HTML (Hyper Text Markup Language) เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแต่ละหน้าที่มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายบรรจุอยู่ในหนังสือ แต่แตกต่างกันที่ มีการเชื่อมโยง (Link) ซึ่งเราต้องการคลิกเลือกดูหน้าใดก็ได้ตามที่เราต้องการ การออกแบบและการพัฒนา กิตติ ภักดีวัฒนะกุล (2540) ได้กล่าวถึงลักษณะของการออกแบบเว็บเพจที่ดี ดังนี้ เว็บเพจเป็นการแสดงข้อมูลที่สามารถมองเห็นได้ โดยที่ผู้เข้ามาดูไม่จาเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการที่ เป็นตัวกาหนดการทางานหรือการจัดการทางฮาร์ดแวร์ ดังนั้นการสร้างเว็บเพจ ที่ดีจึงควรเน้นหนักอยู่ในส่วนที่ แสดงผลทางหน้าจอมากกว่าส่วนอื่นๆ โดยมีข้อแนะนา ดังนี้ 1. ทาให้มีข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้มาก แต่ไม่แน่นจนเกินไป จัดที่ว่างให้เหมาะสม แต่ละย่อหน้าไม่ควร ใกล้หรือห่างกันจนเกินไป 2. ให้พยายามแสดงข้อมูล โดยทาเป็นตารางหรือรายการที่สามารถกาหนดหรือเลือกใช้ได้ง่าย 3. ไม่สร้างเว็บเพจ ที่มีลักษณะภาพอยู่ในภาพ ให้ใช้พื้นที่ว่างให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าบนหน้าจอมีที่ ว่างมากพอ จึงควรใช้มากกว่าที่จะประหยัดเนื้อที่จนไม่น่าดู 4. พยายามแสดงข้อมูลแต่ละส่วนให้มีรูปแบบคล้ายกัน แต่ละย่อหน้าไม่ควรมีความยาวมากเกินไป หรือ ถ้ายาวมากก็ให้แบ่งมาเป็นย่อหน้าใหม่ 5. ถ้าเอกสารยาวมาก ควรใช้การเชื่อมโยง เข้ามาช่วย โดยแบ่งเอกสารออกไปสร้างเป็นเพจใหม่ที่มีการ เชื่อมโยงไปหาได้ 6. ใช้รูปภาพ หรือลักษณะทางกราฟิกเข้ามาช่วยเพิ่มความน่าสนใจ 7. ข้อความที่เป็นหัวเรื่องหรือจุดเชื่อมโยง ควรเป็นคาหรือวลีที่น่าสนใจ แต่ต้องไม่เกินความจริง เพราะ จะมีผลเสียได้ในภายหลัง
  • 19.
    19 กิดานันท์ มลิทอง (2542)ได้กล่าวถึงการออกแบบเว็บเพจไว้ว่า องค์ประกอบของการออกแบบเว็บเพจ จะ เกี่ยวเนื่องถึงขนาดของเว็บเพจ การจัดหน้า พื้นหลัง ศิลปะการใช้ตัวพิมพ์ และโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบ โดยมี แนวทางในการออกแบบ ดังนี้ 1. ขนาดของเว็บเพจ 1.1 จากัดขนาดแฟ้มของแต่ละหน้า โดยการกาหนดขีดจากัดเป็นกิโลไบต์ สาหรับขนาด “น้าหนัก” ของแต่ละ หน้า ซึ่งหมายถึง จานวนรวมกิโลไบต์ของภาพกราฟิกทั้งหมดในหน้า โดยรวมภาพพื้นหลังด้วยใช้แคชของโปรแกรม ค้นดูเว็บ (Web Browser) โปรแกรมค้นผ่านที่ใช้กันทุกวันนี้ จะเก็บบันทึกภาพกราฟิกไว้ในแคช (Cache) ซึ่ง หมายถึงการที่โปรแกรมเก็บภาพกราฟิกไว้ในฮาร์ดดิสก์ เพื่อที่โปรแกรมจะได้ไม่ต้องบรรจุภาพเดียวกันนั้นมากกว่า หนึ่งครั้ง จึงเป็นการดีที่จะนาภาพนั้นมากเสนอซ้าเมื่อใดก็ได้บนเว็บไซต์ นับเป็นการประหยัดเวลาการบรรจุลง สาหรับผู้อ่านและลดภาระให้แก่เครื่องบริการเว็บด้วย 2. การจัดหน้า 2.1 กาหนดความยาวของหน้าให้สั้น โดยการกาหนดจานวนของข้อความที่จะบรรจุในแต่ละหน้า โดยควรมีความ ยาวระหว่าง 200-500 คา ในแต่ละหน้า 2.2 ใส่สารสนเทศที่สาคัญที่สุดในส่วนบนของหน้า ถ้าเปรียบเทียบเว็บไซต์กับสถานที่แห่งหนึ่ง เนื้อที่ที่มีค่าที่สุด จะอยู่ในส่วนหน้า ซึ่งก็คือส่วนบนสุดของหน้าจอภาพนั่นเอง ทุกคนที่เข้ามาในเว็บไซต์จะมองเห็นส่วนบนของ จอภาพได้เป็นลาดับแรก ถ้าผู้อ่านไม่อยากที่จะใช้แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนจอภาพลงมา ก็จะยังคงเห็นส่วนบนของ จอภาพอยู่ได้ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการให้ผู้อ่านพลาดสาระสาคัญของเนื้อหา ก็ควรใส่ไว้ส่วนบนของหน้าซึ่ง อยู่ภายในประมาณ 300 จุดภาพ 2.3 ใช้ความได้เปรียบของตาราง ตารางจะเป็นสิ่งที่อานวยประโยชน์และช่วยนักออกแบบได้เป็นอย่างมาก การ ใช้ตารางจะจาเป็นสาหรับการสร้างหน้าที่ซับซ้อนหรือที่ไม่เรียบธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการใช้ คอลัมน์ ตารางจะใช้ได้เป็นอย่างดีเมื่อใช้ในการจัดระเบียบหน้า เช่น การแบ่งแยกภาพกราฟิก หรือเครื่องมือนา ทางออกจากข้อความ หรือการจัดแบ่งข้อความออกเป็นคอลัมน์ 3. พื้นหลัง 3.1 ความยาก-ง่ายในการอ่าน พื้นหลังที่มีลวดลายมากจะทาให้หน้าเว็บมีความยากลาบากในการอ่านเป็นอย่าง ยิ่ง การใช้สีร้อนที่มีความเปรียบต่างสูงจะทาให้ไม่สบายตาในการอ่านเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรใช้พื้นหลังที่มีลวดลาย เกินความจาเป็นและควรใช้สีเย็นเป็นพื้นหลังจะทาให้ เว็บเพจ นั้นน่าอ่านมากกว่า 3.2 ทดสอบการอ่าน การทดสอบที่ดีที่สุดในเรื่องของความสามารถในการอ่านเมื่อใช้พื้นหลัง คือ ให้ผู้ใดก็ได้ที่ไม่ เคยอ่านเนื้อหาของเรามาก่อนลองอ่านข้อความที่อยู่บนพื้นหลังที่จัดทาไว้ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ทดสอบการอ่านด้วย ตัวเอง ถ้าอ่านได้แสดงว่าสามารถใช้พื้นหลังนั้นได้ 4. ศิลปะการใช้ตัวพิมพ์ 4.1 ความจากัดของการใช้ตัวพิมพ์ นักออกแบบจะถูกจากัดในเรื่องของศิลปะการใช้ตัวพิมพ์บนเว็บมากกว่าใน สื่อสิ่งพิมพ์ โปรแกรมค้นผ่านรุ่นเก่าๆ จะสามารถใช้อักษรได้เพียง 2 แบบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม โปรแกรมรุ่นใหม่จะ
  • 20.
    20 สามารถใช้แบบอักษรได้หลายแบบมากขึ้น นอกจากนี้ การพิมพ์ในเว็บจะไม่สามารถควบคุมช่วงบรรทัดซึ่งเป็นเนื้อ ที่ระหว่างบรรทัดหรือช่องไฟระหว่างตัวอักษรได้ 4.2 ความแตกต่างระหว่างระบบและการใช้โปรแกรมค้นผ่าน โปรแกรมค้นผ่าน แต่ละตัวจะมีตัวเลือกในการใช้ แบบตัวอักษรที่แตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ผู้อ่านสามารถสามารถเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ของแบบตัวอักษรได้ด้วยตัวเอง 4.3 สร้างแบบการพิมพ์เป็นแนวทางไว้ ถึงแม้จะมีข้อจากัดในเรื่องการใช้ตัวพิมพ์บนเว็บก็ตาม แต่นักออกแบบก็ สามารถระบุระดับของหัวเรื่องและเนื้อหาไว้ได้เช่นเดียวกับการพิมพ์ในหนังสือ 4.4 ใช้ลักษณะกราฟิกแทนตัวอักษรธรรมดาให้น้อยที่สุด ถึงแม้จะสามารถใช้ลักษณะกราฟิกแทนตัวอักษร ธรรมดาได้ก็ตาม แต่ไม่ควรใช้มากเกินกว่า 2-3 บรรทัด ทั้งนี้เพราะจะทาให้เสียเวลาในการบรรจุลงมากกว่าปกติ นิโคล และคณะ (Nichols and others,1995) กล่าวถึงการออกแบบเว็บเพจที่ดีว่า ควรพิจารณาถึงข้อมูล และวิธีการนาเสนอว่า ต้องการให้ออกมาในรูปแบบใด เช่น ตัวอักษร ภาพ หรือเสียง โดยได้ให้หลักการออกแบบ เว็บเพจไว้ ดังนี้ 1. เนื้อหาในการนาเสนอ การที่จะนาเสนอข้อมูลผ่านเว็บเพจนั้น ควรจะพิจารณาถึงข้อมูลที่นาเสนอนั้นว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ในความสนใจ หรือเกี่ยวข้องของผู้ชมหรือไม่ และการนาเสนอข้อมูลนั้นถ้าหากมากเกินไป ก็อาจจะทาให้ผู้ชมเกิดความสับสนและ เบื่อหน่ายในการที่อ่านต่อไป ดังนั้นในการนาเสนอข้อมูลผ่านเว็บเพจนั้น ควรจะเริ่มด้วยข้อมูลทั่วไปก่อน และนาเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องการจะ นาเสนอ ซึ่งเนื้อหาโดยทั่วไปอาจจะอยู่ในโฮมเพจ ส่วนรายละเอียดต่างๆ นั้น ก็อยู่เว็บเพจอื่นภายในเว็บไซต์ เดียวกัน 2. ความจุของข้อมูล เนื่องจากเว็บเพจสามารถที่จะเชื่อมโยงเว็บต่างๆ เข้าหากันได้โดยง่าย เพียงแต่กาหนดจุดในการเชื่อมโยงเท่านั้น ดังนั้นในแต่ละหน้าจึงไม่ควรมีความจุของข้อมูลมากจนเกินไป เพราะจะทาให้ผู้อ่านเกิดความเบื่อหน่ายได้ โดยเฉพาะการใช้แถบเลื่อนด้านข้างในการเลื่อนเพื่ออ่านข้อมูล บางครั้งผู้อ่านอาจจะละทิ้งการอ่านและออกจาก เว็บเพจของเราไป กฎง่ายๆ ของการนาเสนอข้อมูลในแต่ละหน้า ให้ดูว่าจานวนเนื้อที่ว่าง (white space) ในเว็บเพจ ถ้าหากมีที่ว่าง น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าในเว็บนั้นมีความจุของข้อมูลมากเกินไป ถ้าหากเนื้อหามีความยาวมากเกินไป ควร จะทาให้เป็นย่อหน้าสั้นๆ และได้ใจความในย่อหน้านั้นๆ หรืออาจใช้การวางหัวข้อระหว่างเนื้อหา ซึ่งหัวข้อนั้นปกติ แล้วตัวอักษรจะมีมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อหาปกติ ทาให้มีเนื้อที่ว่างระหว่างแต่ละเนื้อหามากกว่าการใช้ย่อหน้า อีกวิธี หนึ่งคือการวางตาแหน่งรูปภาพไว้ตรงกลางของจอภาพ แทนที่จะวางไว้ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งการวางตาแหน่งของภาพ ไว้ข้างใดข้างหนึ่งนั้น ทาให้จอภาพดูไม่สมดุล 3. รูปแบบของการนาเสนอ รูปแบบสาคัญอีกสองประการในการออกแบบเว็บเพจ คือ 3.1 การใช้โครงสร้างเว็บเพจที่เหมาะสม
  • 21.
    21 การใช้โครงสร้างของเว็บเพจที่เหมาะสมนั้นจะทาให้ผู้ใช้สามารถติดตามเนื้อหา และ เชื่อมโยงไปยังหัวข้อหรือหน้าที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วและในการนาเสนอนั้นเนื้อหานั้น ควรจะ นาเสนอด้วยข้อมูลทั่วไปก่อนและเชื่อมโยงต่อไปยังหน้าที่มีข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลในหน้าที่ผู้อ่านเชื่อมโยงมา ก็จะ เป็นการอธิบายรายละเอียดต่อจากหน้าก่อนหน้านี้การกระทาเช่นนี้คล้ายดังเราเรียบเรียงเนื้อหาเป็นตอนๆ โดยที่ ผู้ใช้สามารถเลือกอ่านรายละเอียดเองได้ 3.2 การใช้รูปแบบของตัวอักษรและกราฟิก ในส่วนนี้จะทาให้เว็บเพจมีความน่าสนใจและประทับใจเมื่อเข้ามาครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายนักออกแบบ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลักการต่อไปนี้อาจจะช่วยให้การออกแบบเว็บเพจมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจะทา 3.2.1 การใช้สี การใช้สีนั้นไม่จากัดเพียงแต่รูปภาพหรือกราฟิกเท่านั้น หากแต่รวมถึงการใช้สีของตัวอักษรด้วย แต่ทั้งนี้ การเลือกใช้จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาด้วย 3.2.2 พื้นที่ว่าง ความสาคัญของการทิ้งพื้นที่ว่างไว้ในเว็บเพจ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อสายตาของผู้อ่าน ถ้าหากใน เว็บเพจนั้นบรรจุเนื้อหามากเกินไป เมื่อผู้อ่านๆ ไปนานๆ จะทาให้เกิดอาการล้าทางสายตา จึงควรมีพื้นที่ว่างเพื่อให้ ได้ผ่อนคลายด้วย 3.2.3 ขนาดของตัวอักษร ในการออกแบบเว็บเพจนั้น นอกจากภาษา HTML แล้วยังมีซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมสาเร็จรูปมากมายให้ เลือกใช้ ซึ่งแต่ละชนิดนั้นสามารถกาหนดรูปแบบและขนาดของตัวอักษรได้หลายแบบ ดังนั้นในการออกแบบ ผู้ออกแบบสามารถจึงสามารถเลือกรูปแบบและขนาดของตัวอักษรได้ตามความเหมาะสม เช่น ส่วนที่เป็นเนื้อหาก็ ใช้ตัวอักษรขนาดเล็ก ส่วนที่เป็นหัวเรื่องก็ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ขึ้นมา และอาจจะมีสีที่แตกต่างจากเนื้อหา ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะได้โดยง่าย 4. การใช้กราฟิกที่เหมาะสม การใช้กราฟิกบนเว็บนั้นอาจจะช่วยให้เว็บดูดีขึ้น แต่อาจจะมีผลทาให้การเข้าถึงหน้านั้นใช้เวลามากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขีดจากัดของเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมค้นผ่านที่ใช้ ดังนั้นการเลือกใช้กราฟิกจะต้องมีการวางแผน และเลือกใช้อย่างเหมาะสม โดยมีหลักดังนี้ 4.1 ควรใช้กราฟิกเท่าที่จาเป็นในแต่ละเว็บเพจนั้นๆ และควรมีความสวยงาม อีกทั้งไม่รบกวนเนื้อหาที่ต้องการ นาเสนอ 4.2 ควรมีข้อจากัดของจานวนกราฟิกในแต่ละเว็บเพจ อาจจะ ใช้ 1 หรือ 2 ภาพต่อเว็บเพจก็เพียงพอแล้ว 4.3 ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาเว็บเพจออกมาเป็น 2 แบบ แบบที่หนึ่งประกอบด้วยกราฟิก และอีกแบบหนึ่งไม่มี กราฟิก ซึ่งวิธีการนี้จะทาให้ผู้ชมสามารถเลือกได้ เพราะบางครั้งผู้ชมอาจไม่ต้องดูภาพกราฟิกก็ได้ เนื่องจากใช้เวลา ในการเข้าถึงข้อมูลนานเกินความจาเป็น
  • 22.
    22 5. การใช้เสียงประกอบ การใช้แฟ้มเสียงประกอบอาจทาให้เว็บเพจมีความน่าสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ชมทุกคนไม่จาเป็นที่ต้องการ ฟังเสียงเสมอไป นอกจากนี้ การใช้แฟ้มเสียงยังทาให้ความจุของข้อมูลมีปริมาณขึ้น ทาให้ต้องใช้เวลามากในการ เข้าถึงข้อมูล ดังนั้น ถ้าหากจะเลือกใช้แฟ้มเสียงประกอบควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนว่ามีความจาเป็นหรือไม่ 6. ความทันสมัยของข้อมูล การปรับปรุงข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์มีส่วนช่วยให้เว็บมีความน่าสนใจและน่าติดตามควรมีการสารวจข้อมูล อย่างน้อยเดือนละครั้ง และถ้าหากสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ก็จะทาให้เว็บเพจนั้นมีความน่า ติดตามมากขึ้นเช่นกัน การใส่วัน เวลา ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก็เป็นส่วนสาคัญประการหนึ่งที่จะให้ผู้ชมทราบว่า ข้อมูลในเว็บเพจของเรามีความทันสมัยเพียงไร เว็บเพจ 7. การประชาสัมพันธ์ ถึงแม้ว่าเราจะออกแบบและสร้างเว็บเพจอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ให้คนอื่นได้รู้จักและเข้ามา ชม เมื่อเว็บเพจของเราถูกนาสู่ระบบเครือข่ายแล้ว ประการแรกเราควรจะบอกเพื่อนให้ทราบและช่วยกระจายไป ให้คนอื่นๆ ทราบด้วย นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บเพจต่างๆ ที่มีอยู่แล้วก็จะทาให้ เว็บเพจของเราเป็นที่รู้จักอีกทางหนึ่ง 8. จุดเด่นของการนาเสนอ การที่จะบอกว่าเว็บใดๆ ดีนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยากพอสมควร ผู้ใช้บางคนอาจบอกว่าเว็บที่ดีนั้นหมายถึงเว็บที่ให้ ความบันเทิง สนุกสนาน ส่วนอีกคนอาจจะหมายถึงเว็บนั้นเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระก็เป็นได้ ดังนั้นการนิยาม ความหมายว่าเว็บนั้นดีหรือน่าสนใจจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เว็บเพจที่ดีนั้นจึงควรประกอบไปด้วยสองส่วนดัง กล่าวคือ ให้ทั้งความบันเทิงและให้ทั้งเนื้อหาสาระ นอกจากนี้การ ออกแบบที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทาให้เว็บนั้นดูดีและน่าสนใจ บางเว็บอาจจะมีเนื้อหาและความบันเทิงอยู่ครบถ้วน แต่ออกแบบไม่ดีก็ทาให้ผู้ไม่สนใจและออกไปยังเว็บอื่นๆ การออกแบบโครงสร้างเว็บเพจ การออกแบบโครงสร้างเว็บเพจ (Skeleton Plane) เป็นการจัดแบ่งพื้นที่บนหน้าเว็บ เพื่อใช้วาง องค์ประกอบส่วนต่างๆ และเริ่มต้นออกแบบส่วนอินเตอร์เฟสกับผู้ใช้ โดยสร้างระบบนาทาง (Navigation System) เพื่อเชื่อมโยงการทางานทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกันโดยขั้นตอนนี้ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 3 กิจกรรม คือ - การออกแบบส่วนอินเตอร์เฟส (Interface Design) เป็นการออกแบบส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้ กับเว็บไซต์ เพื่อการนาเสนอ รับชม และใช้งานข้อมูลบนเว็บนั้นด้วยการโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ การออกแบบ
  • 23.
    23 อินเตอร์เฟสบนเว็บไซต์ที่ดี มุ่งเน้นประสิทธิภาพหรือความสามารถในการใช้งานเว็บ (WebUsability) เป็น สาคัญ โดยจะต้องสามารถใช้งานได้ง่าย ใช้งานจริง และให้ผลลัพธ์เป็นที่พอใจของผู้ใช้งาน - การออกแบบระบบนาทาง (Navigation Design) เป็นการออกแบบเส้นทางการเชื่อมโยงบน เว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถท่องเที่ยวไปในไซต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและไม่หลงทาง โดยใช้เครื่องมือนาทาง รูปแบบต่างๆ เช่น รายการเมนูเชื่อม (Navigation Bar) ส่วนค้นหา (Search) หรือ Drop-Down Menu เป็น ต้น ซึ่งระบบที่ดีต้องช่วยเหลือผู้ใช้งาน โดยสามารถบอกตาแหน่งที่ผู้ใช้อยู่ในปัจจุบัน การเข้าถึงข้อมูล ปลายทาง ข้อมูลใดที่เคยผ่านการเข้าถึงแล้ว และเส้นทางที่จะกลับไปยังตาแหน่งเดิมได้ (ศึกษารายละเอียด เพิ่มเติมได้ในบทที่ 5 ระบบนาทาง) - การออกแบบส่วนข้อมูล (Information Design) เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกใช้ วิธีนาเสนอข้อมูลอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับชนิดข้อมูลนั้น และทาให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลข ทางสถิติควรเลือกนาเสนอด้วยรูปแบบตาราง กราฟ หรือแผนภูมิ ภาพสินค้าเคลื่อนไหว ควรเลือกนาเสนอด้วย รูปถ่าย วิดีโอ คลิป หรือแอนิเมชัน เป็นต้น (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทที่ 3 การออกแบบ ส่วนข้อมูล) นอกจากนั้นการออกแบบส่วนข้อมูลที่เห็นได้ชัดเจน คือ การจัดกลุ่มข้อมูลภายในฟอร์ม การออกแบบรูปลักษณ์ของเว็บเพจ (Surface Plane) หรือเรียกการออกแบบในขั้นตอนนี้ได้อีกอย่าง หนึ่งว่า “Visual Design” เนื่องจากการออกแบบส่วนอินเตอร์เฟสในขั้นตอนที่ 4 จะมุ่งเน้นประสิทธิภาพด้าน ความสามารถในการใช้งาน และการจัดวางองค์กรประกอบบนหน้าเว็บเพื่ออานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากกว่า การตกแต่งหน้าเว็บให้มีความสวยงาม ดังนั้น งานในขั้นตอนสุดท้ายนี้ จึงเป็นการเพิ่มความสวยงามและความ น่าสนใจให้กับหน้าเว็บ โดยเป็นการตกแต่งหน้าเว็บให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนาเสนอต่อผู้ใช้งาน ซึ่งรูปลักษณ์ของ หน้าเว็บที่สวยงาม พิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ ได้แก่ การเลือกใช้โทนสี รูปแบบตัวอักษร พื้นหลัง และ อื่นๆ ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์ให้มีข้อมูลและรายละเอียดที่ครบถ้วน และครอบคลุมกับความต้องการ เว็บไซต์มี ความสวยงาม อีกทั้งง่ายต่อการดูและปรับเปลี่ยนข้อมูลในภายหลังนั้น ควรมีการวางแผนในการพัฒนาเว็บไซต์ ที่ดี ซึ่งพอสรุปขั้นตอนได้ดังนี้คือ 1. กาหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ การพัฒนาเว็บไซต์ ควรเริ่มจากการกาหนดวัตถุประสงค์ให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องการนาเสนอหรือ ต้องการให้เกิดผลอะไร เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วก็จะสามารถกาหนดรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ลักษณะหน้าตาและสีสันของเว็บเพจ 2. กาหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเว็บไซต์แล้ว ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการกาหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย ที่จะเข้าชมและใช้บริการเว็บไซต์นี้ เพื่อออกแบบเว็บไซต์ให้ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้มากที่สุด ไม่ ว่าจะเป็นการเลือกเนื้อหา โทนสี กราฟิก และเทคโนโลยีที่นามาสนับสนุนการสร้างเว็บไซต์
  • 24.
    24 3. เตรียมแหล่งข้อมูล เนื้อหาหรือข้อมูลนับเป็นสาระสาคัญของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นผู้ออกแบบเว็บไซต์จึงจาเป็นที่จะต้องรู้ ว่าต้องนาข้อมูลจากแหล่งใดบ้างเพื่อให้ข้อมูลบนเว็บไซต์สมบูรณ์ที่สุด 4. เตรียมทักษะหรือบุคลากร การสร้างเว็บไซต์ต้องอาศัยทักษะหลายด้าน เช่นในการเตรียมเนื้อหา การออกแบบกราฟิก เขียน โปรแกรม และการดูแลเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น ดังนั้นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลและเนื้อหามาก ก็อาจจะต้องใช้บุคลากร หลายคนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่สาหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ต้องดูแลเพียงคนเดียว ผู้ออกแบบจึง จาเป็นต้องมีความรู้ในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์ 5. เตรียมทรัพยากรต่าง ๆ ที่จาเป็น เช่นโปรแกรมสาหรับสร้างเว็บไซต์ โปรแกรมสาหรับสร้างกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และมัลติมีเดีย โปรแกรมยูทิลิตี้ โปรแกรมสร้างฐานข้อมูล เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องเตรียมจดทะเบียนโดเมนเนม และหาผู้ ให้บริการรับฝากเว็บไซต์ (Web Hosting) ประเภทและส่วนประกอบของเว็บไซต์ ในการจัดทาเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมาหนึ่งเว็บไซต์นั้น สิ่งที่จาเป็นอย่างยิ่งคือการกาหนดวัตถุประสงค์ของการจัดทา ให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป วัตถุประสงค์และประโยชน์จากการจัดทาเว็บไซต์ ทาให้สามารถแบ่งประเภทของเว็บไซต์ออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1. เว็บไซต์ส่วนตัว (Personal website) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูล เกี่ยวกับส่วนตัว การศึกษา การงาน ความสนใจ เป็นต้น 2. เว็บไซต์เพื่อธุรกิจการค้า (Promotional website) เว็บไซต์นี้มีจุดประสงค์ เพื่อการค้าขายสินค้า การโฆษณาสินค้า การส่งเสริมการขาย ในเว็บไซต์จะมีข้อมูลของสินค้า ราคาและการบริการต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน ตลาดประเภทนี้กาลังใช้กันมากขึ้น 3. เว็บไซต์ที่เสนอข่าวประจาวัน (Current website) เป็นเว็บที่เสนอข้อมูลประเภทข่าว ซึ่งจะ เปลี่ยนไปเป็นประจาวัน เช่น เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นต้น 4. เว็บไซต์ส่งเสริมการบริการเป็นสื่อกลางของข้อมูล (Share Information website) เป็นเว็บที่มี จุดประสงค์ที่จะใช้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกลุ่มสนใจ เช่น แบ่งตามอาชีพ ตามงานอดิเรก เป็นต้น 5. เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อชักชวนหรือโฆษณาชวนเชื่อ (Persuasive website) เป็นเว็บที่เชิญชวน หรือชักนาให้เห็นคล้อยตามในเรื่องที่ผู้สร้างต้องการ
  • 25.
    25 6. เว็บไซต์เพื่อการสอน (Instructionalwebsite) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นเป็นการสอนโดยเฉพาะเป็น รายวิชา (Course) อาจแยกย่อยเป็นหัวเรื่องเรื่องย่อยๆ ก็ได้ สาหรับเว็บไซต์ประเภทนี้จะจากัดผู้ใช้เฉพาะราย 7. เว็บไซต์ที่จากัดเฉพาะสมาชิก (Registrational website) เป็นเว็บไซต์ที่บริการเฉพาะสมาชิก เท่านั้น ผู้ที่จะใช้ต้องลงทะเบียนตามราคาที่กาหนดโดยบัตรเครดิต หรือผ่านธนาคาร ผู้ให้บริการจึงจะให้หมายเลข สมาชิกและรหัสผ่าน แต่การขายสินค้าหรือบริการใดๆ ของเว็บไซต์เหล่านี้ จะเชิญชวนผู้ที่สนใจโดยมีตัวอย่างสินค้า หรือบริการให้ศึกษาบางส่วนจนพอใจด้วย สาหรับองค์ประกอบของเว็บไซต์จะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเว็บไซต์ ๆ หนึ่งในการที่จะประสบผลสาเร็จดัง ที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้หรือไม่ โดยทั่วไปประกอบด้วย 1. Domain Name ชื่อและที่อยู่ของเว็บไซต์ในการเรียกข้อมูลเว็บไซต์ของท่านมาแสดงผล เช่น www.yourcompany.com เป็นต้น ปัจจุบันมักจดชื่อ domain name ให้เป็นชื่อที่สื่อถึงสินค้าหรือบริการ หรือเป็นชื่อองค์กร และอาศัยการทาประชาสัมพันธ์ผ่าน Search Engine และ Web Directory การเลือกใช้ชื่อ เว็บไซต์ที่เหมาะสมก็มีส่วนในการทาให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสาเร็จเช่นกัน 2. Design & Development การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์ โดยทั่วไปแล้วสาหรับเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์องค์กร การออกแบบ เว็บไซต์ เป็นเพียงส่วนที่ทาหน้าที่นาเสนอข้อมูลขององค์กร หรือบริษัทให้แก่ผู้เยี่ยมชมได้อย่างสะดวก และด้วยการ ออกแบบที่ดีที่จะสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร หรือบริษัทจะนามาซึ่งความน่าเชื่อถือให้เกิดแก่ผู้เข้าเยี่ยม ชมได้ หากแต่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์ที่มีการออกแบบดีมีความสวยงาม และมี การนาเสนอที่น่าสนใจจะสามารถดึงดูด และเพิ่มปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมได้ ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มปริมาณของผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น เป็นหน้าที่หลักของการทาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ไม่ใช่จาก การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์ 3. Content เนื้อหาของเว็บไซต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในองค์ประกอบของเว็บไซต์ เพราะคือสิ่งที่ผู้เยี่ยมชม ค้นหา โดยปกติแล้วเราสามารถใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือบริการขององค์กรของเราได้โดยละเอียด อีกทั้ง จาต้องนาเสนออย่างชัดเจนอีกด้วย เช่น รูปภาพของสินค้า หรือสถานที่บริการ เป็นต้น จึงจะทาให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ ประโยชน์จากการเข้าชมเว็บไซต์อย่างแท้จริง อันจานามาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจในอนาคตได้
  • 26.
    26 4. Hosting พื้นที่จัดวางและติดตั้งเว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากไม่น้อยกว่าเนื้อหาของเว็บไซต์(Content) เพราะการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดี มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่ดีและรวดเร็ว เซิร์ฟเวอร์มีความเสถียรภาพสูง สามารถ ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ได้ตลอดเวลา คือหัวใจสาคัญในการเลือกผู้ให้บริการด้านนี้ นอกจากความพร้อมใน การออกแบบและจัดทาเว็บไซต์แล้ว เรายังมีความพร้อมอย่างยิ่งในการให้บริการโฮสติ้งแก่ลูกค้าเราเป็นอย่างดี อีก ด้วย ซึ่งทาให้เว็บไซต์และอีเมล์ของลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา อันส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้ามีความต่อเนื่องใน การทางานอยู่เสมอ 5. Promotion การทาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้จัดทาเว็บไซต์เสร็จ แล้ว จะต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยอาศัยวิธีการต่างผ่าน ช่องทางอินเตอร์เน็ต เช่น Search Engine Submission, Registration Web Directory, Mailing List, Banner Link Exchange เหล่านี้เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ อาจใช้ชื่อ domain name ในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านสื่อ อื่น ๆ เช่น ในนามบัตร, ใบปลิวหรือ โบรชัวร์ของบริษัท เป็นต้น แนวการประเมินเว็บไซต์ 1. หน้าที่ของเว็บไซต์ (Authority) เกี่ยวกับหน้าที่ของเว็บที่สร้างขึ้นนั้นต้องดูว่าใครหรือผู้ใช้เว็บนี้ อะไรคือ ความถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม ระหว่างความสัมพันธ์ของเรื่อง และ การรับประกันคุณภาพของเว็บเพจนี้ที่มีต่อ ผู้ชม 2. ความถูกต้อง (Accuracy) แหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงที่นามาสร้างเว็บสามารถแยกแยะเป็นประเด็น รายการต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ 3. จุดประสงค์ (Objective) จุดมุ่งหมายในการสร้างชัดเจนและบอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการนั้น ชัดเจน 4. ความเป็นปัจจุบัน (Currency) เว็บเพจที่สร้างขึ้นนั้นต้องแสดงวันที่ที่เป็นปัจจุบันด้วย เช่น บอกว่าสร้าง เมื่อใด และมีการแก้ไขครั้งหลังสุดเมื่อใด 5. ความครอบคลุม (Coverage) การสร้างเว็บไซต์ต้องให้ตรงกับจุดสนใจ หัวเรื่องมีความชัดเจน เหมาะกับ รูปภาพ โครงเรื่องและเนื้อหาสาระวิธีการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ชัดเจน
  • 27.
    27 จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ในการจัดทาเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บไซต์หนึ่ง สามารถกาหนดวัตถุประสงค์หรือเลือกจัดทา เว็บไซต์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือเลือกที่จะใช้รูปแบบ และประโยชน์ของการจัดทา จากทุกประเภทของ เว็บไซต์ก็ได้ เหล่านี้เป็นเพียงการทาความเข้าใจ เกี่ยวกับเว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านสามารถ เลือกประเภท ของเว็บไซต์ที่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน, กาหนดขอบเขตของการจัดทา, และใช้เป็นแนวทางประกอบ ในการ คัดเลือกผู้จัดทา และให้บริการทางด้านเว็บไซต์ต่อไปได้ ( ปรัชญนันท์,2555 : เว็บไซต์) การออกแบบและพัฒนาเว็บได้เพิ่มขึ้นโดยลาดับและนับวันจะยิ่งทวี จานวนขึ้น ในปัจจุบันมีเว็บเพจออนไลน์ในระบบอินเทอร์เน็ตนับร้อย ๆ ล้านเว็บ แต่มีคาถามสาคัญที่ต้องมาหา คาตอบก็คือ เว็บแบบไหนที่มีคุณภาพดี เว็บแบบใดจึงจะถือว่าเป็นเว็บที่มีคุณค่า และเหมาะสมสาหรับ นามาใช้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ต้องตอบคาถามกันอยู่เสมอและยังไม่มีคาตอบที่ชัดเจน เมื่อพิจารณาแบบ ประเมินเว็บเพจของ ดร.แนนซี อีเวอร์ฮาร์ท (Everhart, 1996) ภาควิชาบรรณารักษและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งกาหนดระดับการให้คะแนนเอาไว้อย่างน่าสนใจและน่าจะ นามาขยายความ เพื่อประโยชน์ในการประเมินคุณภาพของเว็บสาหรับนักออกแบบและพัฒนาเว็บ รวมถึงผู้ที่ เกี่ยวข้องในการจัดสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะได้มีแนวทางในการตรวจสอบและประเมินคุณภาพที่ สามารถอธิบายเหตุผลได้ โดยแนวคิดของอีเวอร์ฮาร์ท จะมีด้วยกัน 9 ด้านคือ 1. ความทันสมัย (Currency) 2. เนื้อหาและข้อมูล (Content and Information) 3. ความน่าเชื่อถือ (Authority) 4. การเชื่อมโยงข้อมูล (Navigation) 5. การปฏิบัติจริง (Experience) 6. ความเป็นมัลติมีเดีย (Multimedia) 7. การให้ข้อมูล (treatment) 8. การเข้าถึงข้อมูล (Access) 9. ความหลากหลายของข้อมูล (Miscellaneous) เนื่องจากแนวคิดทั้ง 9 ด้านยังขาดรายละเอียดและเหตุผล ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและที่ มาของระดับการประเมิน จึงจาเป็นต้องขยายความและชี้ให้เห็นว่าเหตุผลที่ต้องประเมินเว็บไซต์ในแต่ละด้านนั้น คืออะไร 1. ความทันสมัย ความทันสมัยของเว็บไซต์ จัดเป็นหัวข้อสาคัญของการพัฒนาข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต เนื่องจากข้อมูลสารสนเทศที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานก็เมื่อ ข้อมูลนั่นเป็น ข้อมูลที่ใหม่ ทันต่อสถานการณ์และได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามระยะเวลาอย่างเหมาะสม การประเมินเว็บไซต์ใน ด้านของความทันสมัยควรประเมินในสามส่วนด้วยกันคือ
  • 28.
    28 เว็บไซต์แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุด เป็นสิ่งที่แสดงความชัดเจนของเว็บไซต์ว่ามความ ทันสมัยของข้อมูลระดับใด เพราะเว็บไซต์ที่แสดงถึงวันที่ปรับปรุงข้อมูลทุกวันย่อมแสดงว่าเป็นเว็บที่มีความเป็น ปัจจุบันมากที่สุดสาหรับเว็บบางประเภทเช่น เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ย่อมจะต้องปรับปรุงข่าวสารและข้อมูลของ เว็บเป็นปัจจุบันทุกวัน ก็จะแสดงวันที่ของหนังสือพิมพ์ที่นาข้อมูลมาออนไลน์ทุกวันอยู่แล้ว เป็นตัวอย่างของ ความทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ในขณะที่เว็บไซต์จานวนมากไม่ได้แสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด อันทาให้ไม่ ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวดาเนินการเมื่อใด ก็จะเป็นปัญหาในการนาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ ดังนั้นเว็บไซต์ที่แสดงวันที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด จะแสดงวันที่ปรับปรุงเว็บเอาไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ของเว็บ โดยนิยมก็จะนามาแสดงเอาไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ ตัวอย่างแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลเช่น ปรับปรุง ล่าสุด วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2547 Last updated : 6/22/2004 แต่ในบางเว็บไซต์ที่แสดงวันเวลาของเว็บในแต่ละวัน ไม่ได้หมายถึง การปรับปรุงเว็บไซต์ แต่เป็น การนาเอาเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแสดงที่หน้าเว็บเพจ ไม่จัดเป็นวันเวลาที่ปรับปรุงข้อมูล ประโยชน์ ของการแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดคือ ทาให้ทราบว่าข้อมูลในเว็บได้รับการปรับปรุงเมื่อใด การอ้างอิงข้อมูลใน เว็บสามารถแสดงวันที่ปรับปรุงข้อมูล สามารถพิจารณาได้ว่าจะใช้ข้อมูลของเว็บหรือไม่ เว็บที่มีมาตรฐานควรจะต้องแสดงวันที่ในการปรับปรุงข้อมูลของเว็บ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ รับผิดชอบ ความเอาใจใส่และการบารุงรักษาเว็บของผู้สร้างหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งในความเป็นจริง โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างเว็บสามารถกาหนดให้แสดงวันที่ในการปรับปรุงเว็บ โดยอัตโนมัติอยู่แล้วทุกครั้งที่ ปรับเปลี่ยนข้อมูลใด ๆ ในเว็บเพจ จึงไม่ใช่เรื่องยากในการจัดทาเพียงแต่ผู้จัดทาเว็บเพจต้องใส่ใจในรายละเอียด เท่านั้น เว็บไซต์แสดงการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบัน หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในเว็บเป็นข้อมูลที่ ทันสมัยและอยู่ในช่วงระยะเวลาปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การแสดงวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูลเท่านั้น เพราะ วันที่และเวลาที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด อาจเป็นเพียงวันและเวลาที่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของเว็บเพจบางอย่าง เช่นเปลี่ยนแปลงสีข้อความ หรือการใส่กราฟิกส์ใหม่ ๆ เข้ามาในเว็บเพจ แต่ข้อมูลในเว็บเพจอาจเป็นข้อมูลที่เก่า และล่าสมัยไปแล้ว ลักษณะของการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอเป็นปัจจุบันเช่นข้อมูลขององค์กรหรือหน่วยงานในปี พ.ศ. 2547 ก็ควรมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2547 แสดงวันและวันที่ใน เว็บไซต์ แต่มีข้อมูลของวันเดือนปีในปี พ.ศ. 2545,2546 ขณะที่ข้อมูลที่ควรจะนาเสนอควรเป็นข้อมูลของปี พ.ศ. 2547 ด้วย ก็ถือได้ว่าข้อมูลของเว็บไม่ได้ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเป็นข้อมูลเก่าของปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเว็บไซต์เป็นเว็บที่แสดงรายละเอียดของข้อมูลในอดีตก็ไม่ถือว่า ข้อมูลของเว็บนั้นล้าสมัยเพราะ ภายในเว็บไซต์ก็ควรมีข้อมูลรายละเอียดที่ผ่าน ๆ มาแล้วในอดีต และควรอย่างยิ่งที่จะเก็บข้อมูลเดิม ๆ เอาไว้ ทั้งหมดโดยไม่จาเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลหรือแสดงวันที่ปรับปรุงเป็นปัจจุบันก็ได้ เพียงแต่ควรมีเว็บเพจใหม่ ๆ ที่มี ข้อมูลหรือรายละเอียดที่ทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นเว็บไซต์มีการปรับปรุง ในทันสมัยและเป็นปัจจุบันปรากฎอยู่ ซึ่งแสดงว่าเว็บได้รับการดูแลและพัฒนาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาโดยหน่วยงาน หรือผู้ดูแล เว็บที่มีมาตรฐานจึงควรแสดงการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน ในลักษณะใดลักษณะ หนึ่งเช่น แสดงการอ้างอิงของข้อมูลภายในเว็บเพจ เช่น ข้อมูลที่แสดงอยู่ในเว็บเพจนามาจากที่ใด เป็นข้อมูลเมื่อ วันที่เท่าไหร่ อันเป็นรายละเอียดที่จะช่วยทาให้ผู้ใช้บริการของข้อมูลสามารถนาไปอ้างอิงและใช้ประโยชน์ของ
  • 29.
    29 ข้อมูลที่ทันสมัย อันเป็นสิ่งสาคัญของข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีการกล่าวถึงว่า บางเว็บไซต์ ข้อมูลขาดความทันสมัยไม่เป็นปัจจุบัน เว็บไซต์แสดงสถิติของจานวนการเข้าใช้และปรับปรุงข้อมูล เป็นลักษณะตัวนับจานวนของเว็บไซต์ที่ จะแสดงสถิติจานวนของผู้ที่เข้าใช้บริการและจานวนครั้งที่ปรับปรุงข้อมูล อยู่ในรูปของตัวนับจานวนที่จะแสดง ร่วมกับวันที่และเวลาในการปรับปรุงข้อมูล เป็นสิ่งที่แสดงถึงจานวนผู้เข้าใช้บริการข้อมูลในเว็บและช่วยให้ผู้จัดทา ได้ทราบถึงความนิยมและความสาคัญของเว็บเพจ เพราะถ้าเว็บเพจที่จัดทาเป็นประโยชน์และข้อมูลเป็นที่ ต้องการของผู้ใช้ก็จะมีการเข้าใช้บ่อยครั้ง สามารถบอกได้ว่าเว็บมีความถี่ในการเข้าใช้งานในแต่ละช่วงเวลาระดับ ใดบ้าง โดยการบอกเวลาที่เริ่มต้นติดตั้งตัวนับจานวนก็จะทาให้ทราบได้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งมีผู้เข้าใช้บริการข้อมูล ระดับใด แต่สถิติจานวนการเข้าใช้มีเงื่อนไขสาคัญคือ การเผยแพร่เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักด้วย จึงต้องมีความ เข้าใจในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เว็บไซต์ ที่เรียกว่าการเพิ่มชื่อเว็บไซต์ (Add URL) เข้าไปยังเว็บประเภท สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ เมื่อเวลาที่มีการสืบค้นข้อมูลหรือต้องการข้อมูลที่สร้างเป็นเว็บเพจ ผู้สืบค้นก็จะสืบค้น ข้อมูลผ่านเครื่องมือสืบค้นมายังเว็บเพจที่สร้างขึ้น ถ้าเว็บจัดทาไม่น่าสนใจหรือมีข้อมูลล้าสมัย ก็จะมีเพียงคน สืบค้นเข้ามาแวะชมแล้วก็ผ่านไป ไม่เข้ามาสนใจหรือใช้งานข้อมูลในเว็บเพจนั้นอีก แต่ถ้าข้อมูลในเว็บเพจ ทันสมัยและมีการจัดทาดีก็อาจถูกนาไปเชื่อมโยงกับเว็บต่าง ๆ หรือมีการแนะนาให้เข้ามายังเว็บไซต์เหล่านั้นบ่อย ๆ ก็จะทาให้ตัวนับจานวนแสดงผลมากขึ้นตามลาดับ 2. เนื้อหาและข้อมูล เว็บไซต์ต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ตรวจสอบและวัดความเป็นเว็บไซต์ที่ดีได้ ง่าย รวมทั้งสามารถประเมินคุณค่าของเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์มีเนื้อหาข้อมูลที่ตรงตาม หลักสูตรและการเรียนการสอนของนักเรียน หรือทาให้เป็นเนื้อหาข้อมูลประกอบการเรียนตามหลักสูตรและ น่าสนใจชวนติดตามย่อมเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเนื้อหาที่นาเสนอบนเว็บไซต์เป็นเนื้อหาที่หาไม่ได้ในห้องสมุด ย่อมเป็นเนื้อหา ที่มีคุณค่า นาไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างชัดเจนว่าเป็น แหล่งเนื้อหาและข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ ที่แตกต่างออกไปจากแหล่งเรียนรู้เดิม ๆ อย่างห้องสมุด เนื้อหาที่ นาเสนอนั้นย่อมมีความหมายและเป็นประโยชน์ การที่เราจะสรุปประโยชน์ของข้อมูลและเนื้อหาที่ติดตั้งในเว็บไซต์ หัวเรื่องของเว็บก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ต้องพิจารณา เพราะเว็บไซต์มากมายที่ตั้งหัวเรื่องของเว็บหรือตั้งชื่อเว็บเอาไว้อย่างดี ดูจากหัวเรื่องก็แทบจะ เชื่อได้ว่าเว็บนั้นเป็นประโยชน์เช่น เว็บความรู้เรื่องประเทศไทย แต่เมื่อเข้าไปดูเนื้อหากลับกลายเป็นเว็บโฆษณา ท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือกลายเป็นบริษัททัวร์ เนื้อหาจึงกลายเป็นเรื่องของการค้ามากกว่าที่จะเป็นความรู้ แท้จริง สิ่งสาคัญที่สุดของข้อมูลและเนื้อหาในเว็บไซต์ก็คือ ความถูกต้องของเนื้อหา เป็นคาถามที่ถูกถาม มากที่สุดของการออกแบบและพัฒนาเว็บก็คือ ความน่าเชื่อถือของเว็บ และคาตอบก็คือ ถ้าเนื้อหาของเว็บมี ความถูกต้องนั่นคือความน่าเชื่อถือที่สาคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยากที่สุด และหาคารับรองหรือยืนยันได้ ยาก ผู้ที่สืบค้นเข้ามาในเว็บและต้องการนาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ก็ย่อมไม่ทราบว่าข้อมูลที่นาเสนอบน
  • 30.
    30 เว็บไซต์นั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะผู้ใช้ข้อมูลก็เพียงต้องการข้อมูลหรือไม่ค้นหาข้อมูลนาไปใช้ไม่ใช่ผู้ที่จะต้อง ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ความถูกต้องจึงต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ข้อมูลนั้นเป็น ข้อมูลหน่วยงานที่นามาจากสื่ออื่น ๆ ที่เคยเผยแพร่แล้ว เช่น การเผยแพร่ข้อมูลโรคติดต่อต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในแผ่น พับใบปลิว ก็นามาสร้างเว็บไซต์เป็นต้น ข้อมูลจึงจะน่าเชื่อถือมากที่สุด หรือโดยเฉพาะข้อมูลจากตาราโดยตรง เมื่อเนื้อหามีความถูกต้องสมบูรณ์สิ่งที่ต้องคานึงต่อไปคือ เนื้อหาและข้อมูลต้องเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ในการจัดทาเว็บไซต์ เนื้อหาและข้อมูลตรงตามชื่อและสอดคล้องกับหน่วยงานที่ดาเนินการอย่าง ชัดเจน จึงจะถือได้ว่าเว็บไซต์มีความถูกต้อง เนื้อหาและข้อมูลควรจะมีลักษณะเป็นภาษาเขียนเพื่อให้น่าเชื่อถือ และสละสลวย มีลักษณะการใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ใช้ภาษาพูด ไม่หยาบคาย และมีการใช้ภาษาที่เป็น ทางการ การพิมพ์ไม่ผิดพลาด การใช้สระ พยัญชนะต่าง ๆ มีความถูกต้องสมบูรณ์ถือว่าเว็บไซต์มีคุณภาพดี 3. ความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงแต่ทันสมัย มีเนื้อหาและข้อมูลที่ดี ความน่าเชื่อถือต่อเว็บไซต์เป็น เรื่องสาคัญในจะนาเอาข้อมูลไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ เพราะข้อมูลและเนื้อหาจะได้ถูกนาไปใช้ประโยชน์ก็ด้วย เหตุผลที่ว่าเว็บนั้นน่าเชื่อถือ เช่น ถ้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดก็ควรเป็นข้อมูลของ กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ นั่นหมายความว่า ผู้เข้าไปใช้ประโยชน์จากเว็บก็จะพยายามหา ข้อมูลจากเว็บที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการ ทันสมัยและมีข้อมูลเนื้อหาที่ดี แต่ที่สาคัญคือเว็บต้องน่าเชื่อถือนั่นเอง ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั่นคือ ผู้จัดทาเว็บเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหา หรือเป็นองค์กรที่ รับผิดชอบด้านนั้นโดยตรง โดยแสดงความรับผิดชอบในเว็บอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นได้จากส่วนที่สงวนลิขสิทธิ์ และผู้รับผิดชอบภายในเว็บ ซึ่งนิยมแสดงไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ โดยรวมถึงความทันสมัยนั่นคือเวลาที่ปรับปรุง ครั้งล่าสุดนั่นเอง ตัวอย่างของความน่าเชื่อถือเช่น - การสงวนลิขสิทธิ์ของเว็บ Copyright ã All Rights Reserved - ผู้รับผิดชอบ Webmaster Prachyanun Nilsook - ตาแหน่งหน้าที่ผู้จัดทา หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร - ติดต่อ Email : prachyanun@hotmail.com โทร : 01-7037515 - ที่อยู่ของหน่วยงาน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม ถ้าหน่วยงานหรือองค์กรมีความน่าเชื่อถือสูง เพียงแต่โดเมนเนมก็สามารถบ่งบอกความน่าเชื่อถือได้ เช่นกัน ความน่าเชื่อถือของเว็บสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ซึ่งการสร้างความเชื่อถือเป็นเรื่องสาคัญ สาหรับเว็บไซต์ เพราะมีเว็บไซต์จานวนมากที่ไม่ทราบที่มาของผู้จัดทา ไม่สามารถติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ ไม่มี การสงวนลิขสิทธิ์เพราะอาจลอกเลียนจากหนังสือหรือผู้อื่น ไม่มีตาแหน่งหน้าที่การงานหรือหน่วยงานที่ ชัดเจน ไม่มีที่อยู่ที่จะติดต่อหรือมีแหล่งที่แน่นอน โดเมนเนมไม่มาตรฐาน ฯลฯ ดังนั้นค่าน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ จึงเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ประการหนึ่ง
  • 31.
    31 4. การเชื่อมโยงข้อมูล การประเมินเว็บไซด์ที่ดีควรจะแสดงการเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและ อ่านได้อย่างชัดเจน การเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ จะมีชื่อเรียกว่า ลิงค์ (Link) การลิงค์หรือการเชื่อมโยงนั้น ถ้าหน้า แรกสามารถบอกได้ว่า เว็บไซด์นั้นมีการจัดการอย่างไร มีเงื่อนไขในการเชื่อมโยงอย่างไร และมี อย่างไร ที่จาเป็นต้องเชื่อมโยงไปบ้าง ลักษณะอย่างนี้อาจจะมีหน้าพิเศษต่างหากที่เรียกว่า แผนภูมิเว็บไซด์ หรือ site map อีกคาหนึ่ง สาหรับการเชื่อมโยงในลักษณะทั่วไปของเว็บเพจ คือคาว่า navigation หมายถึง เส้นทางซึ่งเมื่อเปิดเข้าสู่หน้าแรกและมีโฮมเพจ และต้องการเชื่อมโยงหรือไปในเส้นทางใดภายในเว็บไซด์ สิ่งเหล่านี้ เรียกว่า navigation bar ดังนั้น ผู้ที่ออกแบบเว็บไซด์และมีการเชื่อมโยงได้ดี มีการจัดองค์ประกอบได้ดีจะทาให้ เว็บไซด์นั้นสามารถเชื่อมโยงได้กันทุกเว็บ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์ ลักษณะการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ ควรจะแสดงรูปแบบที่ชัดเจนหรือที่เรียกว่า Hypertext นั้น ก็คือ ตัวหนังสือที่มีการเชื่อมโยงจะมีการขีดเส้นใต้ไว้อย่างชัดเจน หรือถ้าไม่มีการขีดเส้นใต้เมื่อเลื่อนเม้าส์ผ่านไปยัง บริเวณที่เป็นตัวอักษรจะปรากฏเป็นรูปมือ ซึ่งรูปแบบเว็บไซด์ที่มีคุณภาพและชัดเจน ส่วนที่เป็น Hypertext และ มีการเชื่อมโยงนั้นควรวางรูปแบบที่ชัดเจน เมื่อเลื่อนเม้าส์เข้าไปในส่วนที่เป็น Hypertext ก็ควรจะเปลี่ยนแปลง เป็นรูปมือ สี และแบ็คกราวน์ของตัวอักษรก็อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งทาให้ง่ายต่อการสังเกต การเชื่อมโยงที่ดี ตัวที่ทา หน้าที่การเชื่อมโยงควรจะอ่านง่ายและสื่อความหมายชัดเจน เป็นในลักษณะเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์ ตัวเชื่อมโยงหรือ ลิงค์ควรจะง่ายต่อการสังเกตและมีขนาดเหมาะสม ตัวเชื่อมโยงควรจะมีเหตุมีผลสอดคล้องกันทั้ง กลุ่ม เช่น ถ้ามีเมนูที่ทาหน้าที่ในการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่างๆ เมนูทั้งกลุ่มนั้นควรมีลักษณะที่สอดคล้อง กัน ตัวอย่าง เช่น ถ้าทาเป็นร้านหนังสือหรือห้องสมุด เมนูที่เป็นตัวเชื่อมโยงหรือตัวลิงค์ควรจะมีลักษณะรูปหนังสือ ตะกร้าใส่หนังสือ ที่คั่นหนังสือ หรือลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันกับห้องสมุดหรือหนังสือในชุดเดียวกัน เว็บไซด์ที่มีคุณภาพดี เส้นทางเดินภายในเว็บไซด์หรือการเชื่อมโยงควรจะเป็นในแนวทางเดียวกันใน ทุกๆ เว็บเพจ หรือที่เรียกว่า มีความสอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันในทุกเว็บเพจ เช่น หน้าแรกของโฮมเพจมี ลักษณะการเชื่อมโยงที่เป็นปุ่ม (botton) หรือเป็นข้อความ ในเว็บเพจหน้าอื่นๆ ก็ควรจะมีปุ่มหรือตัวเชื่อมโยง ลักษณะเดียวกันกับในหน้าโฮมเพจ ลักษณะของการใช้สี การวางรูปแบบ เช่น ถ้าตัวเชื่อมโยงในด้านบนเป็นแถว เรียงกัน ในทุกๆ หน้าก็ควรจะวางรูปแบบเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นแถวในแนวเดียวกัน ในขณะเดียวกันถ้ารูปแบบ ของการเชื่อมโยงเป็นแถวแนวตั้งเรียงจากบนลงล่างในหน้าแรก หน้าต่อๆ ไปควรจะมีลักษณะเดียวกัน จะทาให้เว็บ ไซด์ทั้งเวบมีการเชื่อมโยงหรือเส้นทางเดียเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกัน การเชื่อมโยงในทุกๆ หน้า ควรจะสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังหน้าแรกของเว็บไซด์ได้หรือไปยัง หน้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ปริมาณของการเชื่อมโยงภายในเว็บไซด์ควรเป็นไปอย่างเหมาะสม ควรมีการเชื่อมโยงไป ยังส่วนสาคัญต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีการเชื่อมโยงมากเกินไป จนกลายเต็มไปด้วยจุดที่เชื่อมโยง เนื่องจาก ตัวเชื่อมโยงมักจะมีลักษณะเด่นพิเศษ ดังนั้นจะทาให้ข้อมูลหรือข้อความภายในเว็บเพจไม่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย ขณะเดียวกันตัวเชื่อมโยงควรจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ หมายถึงตัวเชื่อมโยงควรจะมีรูปแบบในลักษณะเดียวกัน กับจุดประสงค์ของเว็บเพจ เช่น ถ้าเว็บเพจนั้นมีการเชื่อมโยงที่ต้องการให้ค้นคว้าลึกลงไปในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ควรจะมีตัวลิงค์ที่แสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซด์นั้น นอกจากนี้ไอคอนหรือปุ่มที่ใช้ในรูปแบบ
  • 32.
    32 การเชื่อมโยงที่นามาใช้ควรจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดและน่าสนใจ ดูแล้วเข้าใจว่าผู้ออกแบบต้องการให้มีเชื่อมโยงไปยังส่วน ใดของเว็บ เช่นกรณีที่ต้องการใช้ไอคอนให้กลับไปยังหน้าแรกหรือหน้าโฮมเพจ มักจะใช้รูปบ้าน เล็กๆ เป็น สัญลักษณ์ เมื่อในเว็บเพจส่วนใดก็ตามเห็นเป็นรูปบ้านผู้ใช้มักจะตีความหมายว่าถ้าคลิกหรือเลื่อนเม้าส์เข้าไปก็จะ กลับไปสู่หน้าโฮมเพจ เช่นเดียวกันลูกศรที่เป็นแถบเลื่อนเมื่อต้องการเลื่อนลงล่าง ก็จะมีลูกศรเป็นไอคอนชี้ลงล่าง เมื่อคลิกก็จะเลื่อนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันถ้าต้องการกลับมาด้านบนในกรณีที่เป็นเว็บแถบ เลื่อนและมีลักษณะทางยาวลงมาด้านล่าง การออกแบบการเชื่อมโยงในลักษณะนี้อาจจะมีลูกศรชี้ขึ้นบน ผู้ใช้ก็คาด เดาได้ว่าเมื่อคลิกลูกศรแล้วจะกลับขึ้นด้านบนของเว็บเพจ นี่คือลักษณะชัดเจนของตัวเชื่อมโยง 5. การนาไปใช้งานจริง เว็บเพจที่ดีควรจะมีเนื้อหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ และมีการแสดงผลอย่างรวดเร็จ ใน เว็บเพจต้องทาให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าไม่เสียเวลา ไม่ไร้ประโยชน์หรือเว็บเพจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้ออกแบบต้อง คานึงเสมอว่า ในการนาไปใช้งานจริง ผู้สืบคืนข้อมูล หรือผู้เข้าชมเว็บเพจย่อมเข้ามาเพื่อคิดว่าเว็บเพจที่จัดทานั้นมี วัตถุประสงค์ตามหัวเรื่องของเว็บเพจ เช่น เว็บเพจมีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่ ข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่อง เอดส์ เมื่อเข้ามาแล้วก็ควรจะเกี่ยวข้องเรื่องราวของเอดส์ ไม่ใช่เป็นการโฆษณาขายยาหรือโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่ง ลักษณะแบบนี้จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จะทาให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเสียเวลาในการเข้าเยี่ยมชม นอกจากนั้น เนื้อหา และการออกแบบเมื่อนาไปใช้งานจริงควรคานึงว่าเว็บเพจต้องเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้เข้าชม ทาให้เกิด ความน่าสนใจตลอดเวลา และดึงดูดให้ผู้เข้าชมใช้เวลานานในการค้นหาข้อมูล ชวนติดตามอยู่ตลอดเวลา 6.ความเป็นมัลติมีเดีย ความเป็น multimedia สาหรับเว็บไซด์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากเว็บไซด์ต้องออนไลน์อยู่ ในระบบอินเตอร์เน็ต ในข้อจากัดของแบนด์วิท และความเร็วในการนาเสนอ จึงยากที่จะทาให้เว็บไซด์แต่ละเว็บ ไซด์มีความเป็น multimedia ดังนั้น องค์ประกอบที่สาคัญของความเป็น multimedia ภายในเว็บไซด์ คือ เสียง ภาพ กราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว ควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บ นอกจากนี้ควรจะเป็น multimedia ที่เพิ่ม ความสนใจให้ผู้เข้าชม ภาพเคลื่อนไหวที่นาเสนอควรจะมีเวลาที่เหมาะสมและไม่รบกวนเนื้อหา ภาพกราฟฟิกที่ใช้ ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไปสามารถแสดงผลหรือโหลดขี้นมาได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องทาความเข้าใจใน ความ เป็น multimedia ของเว็บก็คือ เว็บไซด์ไม่สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมได้ทันที เนื่องจากการออกแบบเว็บไม่ สามารถทาให้ใช้เทคนิคหรือกระบวนการได้มากมายอย่างที่เป็น stand alone ภายในระบบ ดังนั้นความ เป็น multimedia ของเว็บไซด์ จึงหมายถึงการจัดทาภาพประกอบ เสียง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวิดีโอ หรือภาพนิ่ง โดยเป็นการเสริมหรือเพิ่มให้เว็บไซด์มีคุณค่า และที่สาคัญmultimedia ที่นามาใช้ต้องสอดคล้องกับเนื้อหา และ เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจให้กับผู้เข้าชมเว็บไซด์ 7. การให้ข้อมูล ในการให้ข้อมูลภายในเว็บไซด์ ข้อมูลที่สาคัญควรจะเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่มีความ สลับซับซ้อน แต่การนาเสนอข้อมูลควรมีการจัดรูปแบบและหมวดหมู่ของข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ง่ายต่อการ ตรวจสอบและใช้งานข้อมูลเหมือน ความลาเอียงเนื่องจากแนวคิดที่ไม่ตรงกันควรได้รับการแก้ไข แต่ละเว็บไซด์ใน
  • 33.
    33 กลุ่มของพนักงานจะมีเจ้าหน้าที่บางคนเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้ข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ข้อมูลที่ ใช้ควรมีเนื้อหาที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์โดยแสดงได้จากวันเวลาที่ปรับปรุง ขณะเดียวกันเมื่อจัดทาเว็บไซด์ตาม วัตถุประสงค์แล้ว เว็บไซด์ควรจะสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บ ถ้าเว็บไซด์นั้นจัดทาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มนักศึกษา หรือวัยรุ่น ก็จะทาให้เว็บนั้นได้รับความนิยม แสดงถึงคุณภาพของผู้ดาเนินการจัดทาเว็บนั่นเอง ในการออกแบบเว็บเพจที่ดี การจัดเนื้อหาเป็นเรื่องที่สาคัญและการเข้าสู่เนื้อหาเป็นสิ่งที่ต้องจัดทาให้ เข้าถึงได้ง่าย และจัดข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ในที่นี่หมายถึง การให้ข้อมูลเมื่อเข้าเริ่มตั้งแต่หน้าแรก ควรจะมีการ จัดการข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่สาคัญควรวางไว้ในหน้าแรกๆ มีการเน้นหรือให้ความสาคัญเป็นพิเศษ เช่น มี ลักษณะที่เป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย เรียงกันไปตามลาดับความสาคัญ และการเข้าถึงข้อมูลที่สาคัญนั้นควรเข้าถึง ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญของการออกแบบเว็บ เว็บที่สวยงามจานวนมากอาจมีเส้นทางซับซ้อน กว่าที่ผู้เข้าชมการเข้าถึงข้อมูลที่สาคัญ ในขณะที่เว็บที่ออกแบบอย่างง่ายๆ แต่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและ สะดวก จะได้รับความนิยมสูง และทาให้ผู้เข้าชมได้รับความสะดวกในการใช้งาน การจัดการรูปแบบของเว็บ โดยเฉพาะข้อมูลให้เป็นระบบ จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงและรู้สึกว่าเว็บนั้นสะดวกต่อการใช้งานแม้ว่าข้อมูล ที่นาเสนอนั้นจะธรรมดา การจัดรูปแบบของข้อมูลที่เป็นระบบและง่ายต่อการค้นหาหรือสืบค้นภายในเว็บไซด์นั้น เป็นเทคนิคสาคัญอย่างหนึ่งในการนาเสนอข้อมูลของเว็บไซด์ ผู้ออกแบบเว็บควรคานึงถึงความเรียบง่าย และความ เป็นระเบียบ การแบ่งหัวข้อหรือกลุ่มเอาไว้อย่างชัดเจน ในหน้าเว็บไซด์จะช่วยให้ผู้เข้าชมสะดวกในการ ค้นหา ตัวอย่าง เว็บไซด์ประเภทวาไรตี้ เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งของการจัดการข้อมูลในเว็บไซด์ เว็บไซด์ที่มี ชื่อเสียงจานวนมากจะมีการวิเคราะห์ระดับความสาคัญของข้อมูล และนาเอาข้อมูลที่ต้องการนั้นอยู่ในส่วนแรกของ เว็บไซด์ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถทาได้สะดวก เนื้อหาของข้อมูลภายในเว็บเพจ ควรเป็นข้อมูลที่ทันสมัยและตรงตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มเป้าหมายที่จะ เข้ามาใช้งาน เนื่องจากการออกแบบเว็บเพจ เนื้อหาในแต่ละหน้าของเว็บเพจนั้นควรจะมีอายุที่เหมาะสม หมายความว่า เนื้อหาของเว็บที่นาเสนอนั้นต้องไม่อยู่นานเกินไป เช่น การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน อาจติดไว้ ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเปลี่ยนหัวเรื่องหรือเนื้อหา เพราะการคงเนื้อหาใดไว้อย่างยาวนาน ย่อมทาให้ผู้เข้า ชมรู้สึกว่ายังไม่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล ทาให้ไม่อยากเข้าชมอีก และตัวปรับที่ใช้กับตัวเว็บเพจให้ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บ เช่น เว็บประเภทวิชาการ ควรใช้คาที่สละสลวย มีความหมายลึกซึ้ง และใช้คา ที่เป็นทางการ ในขณะที่เว็บที่เป็นทางการบางเว็บ มีการนาเอาคาพูดในลักษณะที่เป็นภาษาพูดหรือคาศัพท์ วัยรุ่นมาใช้ ซึ่งทาให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นลดลง และถูกมองว่าเว็บนั้นไม่ใส่ใจในสาระเนื้อหา ดังนั้น ลักษณะของคาศัพท์ที่ใช้จึงควรเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บและเหมาะสมกับเนื้อหาของเว็บ ด้วย ผู้ออกแบบเว็บถ้าจะออกแบบเว็บที่มีการจัดข้อมูลให้ง่ายและตรงประเด็น เป็นระบบเป็นระเบียบก็ต้อง คานึงถึงความทันสมัยของเนื้อหาและคาศัพท์ที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 8.การเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่สาคัญที่สุดก็คือ เว็บไซต์สามารถแสดงผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์ นั่นหมายถึง เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าสู่เว็บไซต์โดยการพิมพ์ที่อยู่ของเว็บเช่น URL หรือโดเมนเนม (Domain Name) แล้วกดปุ่ม Enter การแสดงผลของหน้าแรกจะต้องปรากฎอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลานานจะทาให้ผู้ใช้ รู้สึกพึงพอใจ แต่ถ้าเว็บใดออกแบบให้มีกราฟิกส์ ภาพเคลื่อนไหว และเนื้อหาจานวนมาก เว็บนั้นก็จะแสดง
  • 34.
    34 ผลได้ช้า ก็จะทาให้ผู้ใช้รอและเบื่อหน่าย การให้ผู้ใช้รอบ้างย่อมรับได้แต่ถ้าผู้ใช้รอนานเกินไปก็อาจเบื่อหน่าย และเปลี่ยนไปเว็บอื่นในที่สุด การเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์นอกจากจะแสดงผลรวดเร็วแล้ว เว็บไซต์ควรหาได้สะดวกจากเว็บประเภท สืบค้นข้อมูลหรือ Search Engine หรือเว็บได้ Add URL เอาไว้ใน Search Engine เช่น Google หรือ Yahoo ถ้าเป็นในประเทศไทยก็เช่น Sanook , Sansarn ก็จะทาให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นจาก เครื่องมือสืบค้นได้รวดเร็ว การโหลดของเว็บได้อย่างรวดเร็วทาให้เสียเวลาน้อยลงในการค้นหาข้อมูล เว็บไซต์ที่ แสดงผลจากการค้นหาได้รวดเร็ว ย่อมเป็นที่นิยมของผู้ใช้เพราะค้นเจอเสมอ แสดงว่าเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว ข้อมูลในเว็บเพจและงานกราฟิกส์ต่าง ๆ ควรออกแบบให้แสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการแสดงผลอย่าง รวดเร็วนั้นเกิดจากการเลือกใช้รูปภาพที่มีขนาดเล็ก และเลือกใช้ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว โดยกราฟิกส์ ต่าง ๆ มีไม่มากนัก เลือกการใช้สีสรรที่ไม่ใช่กราฟิกส์จะช่วยให้แสดงผลได้เร็วขึ้น รวมทั้งการไม่มีเว็บหลายเฟรม ซ้อนกันอยู่ การเข้าถึงข้อมูลกล่าวกันว่าความรวดเร็วเป็นเรื่องสาคัญ เว็บที่มีชื่อเสียงหลายเว็บในอดีตออกแบบได้ สวยงามตื่นตา มีเทคนิคลูกเล่นแพรวพราวแต่แสดงผลได้ช้า ทาให้หลายเว็บเสื่อมความนิยมลงไป เมื่อเทียบ กับเว็บใหม่ ๆ ที่เน้นความรวดเร็วในการแสดงผลเป็นหลัก ทาให้ผู้ใช้ไม่เสียเวลารอจนเบื่อ ความรวดเร็วจึงเป็น ประเด็นสาคัญในการออกแบบเว็บเป็นจุดแข่งขันและจุดประเมินสาคัญของเว็บ 9. ความหลากหลายของข้อมูล ประเด็นสาคัญในส่วนของข้อมูลก็คือ เว็บควรมีความหลากหลายและมีเรื่องที่เป็นประโยชน์หลาย ๆ เรื่อง มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบข้อมูลได้ ข้อมูลนั้นก็จะได้ความนิยมและแนะนากันให้เข้ามาชมอีก กรณีที่ เว็บมีข้อมูลไม่มากมายนัก แต่เว็บมีข้อมูลสาคัญเพียงพอไม่ยาวเกินไป ไม่สั้นมากเกินไปก็เพียงพอใช้ประโยชน์ได้ เหมาะสม องค์ประกอบในการประเมินอื่น ๆ ของความหลากหลายข้อมูลได้แก่ 9.1 เว็บไซต์ได้รับรางวัล เป็นประเด็นในการประเมินคุณภาพประการหนึ่ง เช่น เว็บได้รับ รางวัลยอดนิยม หรือเว็บได้รับการโหวตในสาขาใด ๆ หรือเว็บมีการจัดลาดับว่ามีผู้เข้าใช้มาก ล้วนแต่เป็นตัวบ่ง บอกคุณภาพได้ 9.2 เว็บไซต์ไม่มีเรื่องต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นเว็บที่ให้ข้อมูลโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ควรได้รับ การประเมินระดับดี 9.3 เว็บไซต์มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับผู้ใช้ เช่น มีการตอบคาถาม มีการฝากข้อมูล และข้อความและตอบคาถามสม่าเสมอ แสดงว่าเป็นเว็บที่ดีในการบริการ 9.4 เว็บไซต์ที่มีการสมัครและจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้เอาไว้เป็นความลับ และเมื่อเรียกใช้ก็ มีการกาหนดรหัสเข้าและรหัสผ่าน แสดงถึงการบริการและบริหารเว็บอย่างมีคุณภาพได้ 9.5 เว็บไซต์มีข้อมูลที่สามารถผิดออกมาทางเครื่องพิมพ์ได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง แก้ไขใด ๆ ก่อนการพิมพ์ แสดงว่าออกมาเป็นอย่างดี แสดงผลได้อย่างเป็นระเบียบ นาข้อมูลไปใช้ได้โดยตรง 9.6 ข้อมูลที่นาเสนอในเว็บไซต์มีขนาดสั้นและไม่มีองค์ประกอบมากมาย จนละเลยข้อมูล เว็บนั้นแสดงว่ามีระบบข้อมูลที่ดี 9.7 เว็บไซต์ที่มีเครื่องมือสืบค้นเป็นของตนเอง แสดงว่าเว็บอาจมีขนาดใหญ่แต่มีระบบ
  • 35.
    35 การค้นหาข้อมูลภายในเว็บของตนเองได้ โดยไม่ต้องหาเส้นทางเข้าสู่เว็บอย่างยุ่งยาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การประเมินเว็บไซต์ทางการศึกษาหรือข้อมูลสารสนเทศอันจะเป็น ประโยชน์กับบุคคลทั่วไปตามแนวคิดทั้ง 9 ด้านล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจาเป็นในการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเว็บใดที่ สามารถออกแบบได้ตามแนวคิดทั้ง 9 ด้านก็ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีเยี่ยม การจัดลาดับคะแนนก็สามารถเรียงลาดับ ตามแนวคิด โดยแบ่งเป็นส่วนคะแนนต่าง ๆ ได้ตามลาดับ ก็จะทาให้ได้แบบประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ใน ลักษณะของการประเมินทางด้านข้อมูลสารสนเทศ อันจะทาให้ทราบได้ว่าเว็บไซต์ใดเหมาะสมและเป็น ประโยชน์ ผู้ใช้บริการเว็บและผู้ออกแบบเว็บก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นก็จะมีคุณภาพ และเป็นเว็บที่ดีบนอินเทอร์เน็ตต่อไป การโปรเมทเว็บไซต์ (Promote wed) ความหมายของการโปรเมทเว็บไซต์ การโปรโมทเว็บไซต์ (Promote wed) คือ การโฆษณาเผยแพร่เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นให้เป็นที่รู้จัก อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะให้เป็นที่รู้จักของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ต ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งสาหรับใช้แจ้งข่าวสาร เพื่อเชิญชวนให้นักทองเว็บได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของตน เครื่องมือที่ใช้ในการโปรเมทเว็บไซต์ โดยทั่วไปแล้วนักท่องเว็บมักจะทาการค้นหาข้อมูลของเว็บไซต์ผ่านทางเครื่องมือประเภทต่าง ๆ ที่สามารถ นามาใช้เป็นช่องทางในการโปรโมทเว็บไซต์และที่ได้รับความนิยม คือ (1) การโปรโมทเว็บไซต์แบบออฟไลน์ เป็นการโฆษณาผ่านทางสื่อหนังสือพิมพ์โดยการลงโฆษณาใน หนังสือพิมพ์ทั่ว ๆ ไปเพื่อให้คนรู้จักและเข้าถึงได้ มีด้วยกันหลายวิธี คือ (1.1) โฆษณาผ่านทางบิลบอร์ดตามแหล่งชุมชน ถนนใหญ่ๆ หรือแหล่งที่มีคนผ่านในแต่ละวันเป็น จานวนมาก (1.2) โฆษณาผ่านสื่อรถยนต์ เช่น โฆษณาด้วยการติดแบนเนอร์หรือชื่อเว็บไซต์ข้างรถยนต์ของ ตัวเองหรือรถยนต์ประจาทาง ( รถเมล์ ) (1.3) ผ่านนามบัตร โดยการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์หรือ URL ลงบนนามบัตร ซึ่งถือว่าเป็นอีกช่องทาง หนึ่ง (1.4) ผ่านเสื้อที่สวมใส่ โดยการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ลงบนเสื้อเพื่อให้ติดตาคนที่พบเห็น (1.5) การโฆษณาผ่านถุงกระดาษ ถุงพลาสติก หรือแพคกิ้งข้างขวดหีบห่อต่างๆ (2) การโปรโมทเว็บไซต์โดยใช้บริการเว็บไดเรกทอรี่ (web directory) มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยหากต้องการให้ผลลัพธ์ของการค้นหาปรากฏอยู่ในลาดับต้นๆ อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ yahoo.com , mickinley.com และ google.com
  • 36.
    36 ส่วนกรณีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายผู้ใช้บริการจะต้องเป็นผู้จัดทาหรือกาหนดหมวดหมู่ที่ต้องการขึ้น เอง โดยผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ปรากฏอยู่ลาดับต้นๆ โดยมีเว็บให้บริการได้แก่sanook.com , hunsa.com , hotbot.com เป็นต้น ตัวอย่าง การโปรโมทเว็บไซต์ทางเว็บไดเร็กทอรี่ (1) โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บไดเรกทอรี่ของ yahoo แบบเสียค่าใช้จ่าย โดยไปที่ https://ecom.yahoo.com/dir/submit/intro/ ภาพประกอบที่ 3 โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บ ไดเรกทอรี่ของ yahoo แบบเสียค่าใช้จ่าย
  • 37.
    37 (2) โปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บไดเรกทอรี่ของ hunsaแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเข้าไปที่ http://webdir.hunsa.com/reg.php ภาพประกอบที่ 4 การโปรโมทเว็บไซต์ผ่านทางเว็บ ไดเรกทอรี่ของ hunsa แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • 38.
    38 (3) การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Searchengine การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine ของ google เข้าไปที่ http://www.google.co.th/addurl ภาพประกอบที่ 5 การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine ของ google เข้าไปที่ http://www.google.co.th/addurl (ขั้นตอนที่ 1)
  • 39.
    39 ภาพประกอบที่ 6 การโปรโมทเว็บไซต์ทางSearch engine (ขั้นตอนที่ 2) ภาพประกอบที่ 7 การโปรโมทเว็บไซต์ทาง Search engine (ขั้นตอนที่ 3) (4) เทคนิคการกาหนดเพจให้กับเว็บไซต์เพื่อการค้นหา การกาหนดแท็กไว้ใน HTML ได้แก่ การจัดทาแท็ก Meta ของเอกสาร HTML และการกาหนดคาหลัก (keyword) ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้เครื่องมือ ประเภท search engine มาเรียกใช้เพื่อไปแสดงผลในการค้นหา ถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการโปรโมทเว็บไซต์ที่ได้รับ ความนิยมอีกรูปแบบหนึ่ง (4.1) Title Tag โดยข้อความที่กาหนดไว้ภายใน Title Tag จะไปปรากฏบน Title page ของเว็บเบราเซอร์ และ search engine จะมองหาข้อความที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องการค้น และ ตาแหน่งแรกที่จะค้นคือ Title Tag นี่เอง ซึ่งหากเว็บไซต์ใดไม่มีการกาหนด Title tag อาจทาให้พลาดโอกาสที่จะ อยู่ในอันดับต้นของการค้นหาได้ (4.1.1) ตัวอย่างการใส่ Title tag ดังนี้ <html> <head> <title>คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</title> <body>….</body> </html>
  • 40.
    40 (4.2) Meta tagเป็นแท็กพิเศษใช้ในการแสดงรายละเอียด หรือคาหลักต่างๆ ที่มีในแต่ ละเว็บเพจเพื่อช่วยในการจัดหมวดหมู่ของ search engine ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยมีวิธีการใช้งาน ดังต่อไปนี้ (4.2.1) Meta tag “description” โดยผู้จัดทาเว็บไซต์สามารถใส่ข้อความที่ต้องการ บรรยายรายละเอียดของเว็บไซต์คร่าวๆลงไปได้ โดย search engine จะเข้าไปค้นหารายละเอียดของเว็บเพจที่ได้ กาหนดไว้ใน Meta tag ก่อน (4.2.2) Meta tag “keyword” นักออกแบบสามารถใส่คาสาคัญที่สามารถบ่งบอกถึง เนื้อหาของเว็บเพจลงไปได้ โดย search engine จะตรวจสอบว่ามีการใช้งาน meta tag “keyword” หรือไม่ (4.2.3) ตัวอย่างการใช้ Meta tag <html> <head> <title>คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</title> <meta name=“description” content=“ข้อมูลคณะวิทยาศาสตร์ ม.ราชภัฏ อุตรดิตถ์ โปรแกรมวิชาต่างๆ> <meta name=“keyword” content=“sci uru”, “science uru”, “คณะ วิทยาศาสตร์ ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์”> <body>….</body> </html> อัตราค่าบริการในการโปรเมทเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่มีความเชี่ยวชาญในการโปรโมทเว็บไซต์ เช่น www.seonic.com , www.submittoday.com , www.netstep.org และ http://webindex.sanook.com เป็นต้น สาหรับการคิดค่าบริการ ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการจะกาหนดมาตรฐานสาหรับคานวณค่าบริการ ภาพประกอบที่ 8 การให้บริการโปรโมทเว็บไซต์
  • 41.
    41 (1) การคิดอัตราค่าบริการของ www.seo.co.thหรือ Netstep.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในการ ให้บริการในเรื่องของการโปรโมทเว็บไซต์ต่างๆ ที่มาขอใช้บริการให้ search engine ดังๆได้รู้จัก โดยอัตรา ค่าบริการขึ้นอยู่กับคู่แข่งในตลาด โดยคิดจาก keyword ของลูกค้าที่ต้องการโปรโมทที่สามารถค้นหาได้จาก search engine ต่างๆ หากมีคู่แข่งจานวนมาก อัตราค่าบริการก็จะสูงมากตามไปด้วย ภาพประกอบที่ 9 ตัวอย่างการคิดอัตราค่าบริการของ www.seo.co.th หรือ Netstep.org ภาพประกอบที่ 10 ตารางการคิดอัตราค่าบริการของ www.seo.co.th
  • 42.
    42 ภาพประกอบที่ 11 อัตราค่าบริการในการโปรเมทเว็บไซต์ โดยการพิมพ์ข้อความที่เป็นkeyword ค้นหาผ่าน google เว็บไซต์ยอดนิยมในการโปรโมทเว็บไซต์ (1) www.overture.com (2) www.yahoo.com (3) www.lycos.com (4) www.altavista.com (5) www.dmoz.org (6) www.google.com (7) www.hotbot.com (8) www.goto.com (9) www.norternlight.com (10) www.webcrawler.com
  • 43.