โครงงาน
การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop
เสนอ
อาจารย์ภูเบศ เลื่อมใส
จัดทาโดย
นางสาวอริยาภรณ์ เสือคง
รหัสิสิต : 55540254 กลุ่ม : 402
สาขาเทคโนโลยีการศึกษา (ภาคพิเศษ) คณะศึกษาศาสตร์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557
มหาวิทยาลัยบูรพา
คานา
โครงงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา โครงงานเทคโนโลยีการศึกษา : การศึกษาอิสระ จัดทาขึ้นเพื่อ
สร้างความเข้าใจในความสาคัญ และหลักการ ในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย รายงานเล่มนี้
ประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพ การจดองค์ประกอบของภาพ ทฤษฎีและหลักการในการ
ถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย จนถึงวิธีการตัดต่อภาพถ่ายด้วย เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะช่วยให้ มีความเข้าใจและสามารถนาปฏิบัติงานไปในทิศทาง
ที่ถูกต้อง และเป็นตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่อไป
ผู้จัดทา
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทที่ 1 แนวคิด ที่มา และความสาคัญของโครงงาน
วัตถุประสงค์ 1
ขอบเขตเนื้อหา 2
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2
บทที่ 2 เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง
ประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย 3
จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ 4
ทฤษฎีและหลักการในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย 8
การตัดต่อภาพถ่าย 22
บทที่ 3 วิธีการจัดทาโครงงาน
วัสดุและอุปกรณ์ 37
วิธีการดาเนินการศึกษา 38
ตารางปฏิบัติงาน 40
บทที่ 4 ผลการศึกษา
ผลการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 41
ตัวอย่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 41
ผลการประเมินประสิทธิภาพ 43
ตารางแบบประเมินผล 44
บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา 45
สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน 45
ข้อเสนอแนะ 46
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา 47
บรรณานุกรม 48
ภาคผนวก ค
ประวัติผู้จัดทา ง
บทที่ 1
บทนา
แนวคิด ที่มา และความสาคัญของโครงงาน
ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานการตัดต่อภาพ จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบครอบ
ไม่ใช่ไปถ่ายภาพแล้วก็นามาตัดต่อเลย โดยไม่มีการคิดให้ดีก่อนที่จะตัดต่อ เพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็
คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ ในที่นี้ขอแนะนาแนวคิดเทคนิคในการตัดต่อภาพให้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรงตามความต้องการ จะไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ไข้ภายหลัง โดยมีแนวคิดเทคนิคดังนี้
ในปัจจุบันงานภาพถ่ายได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ด้วยความสามารถของงาน
ทางด้านมัลติมีเดีย ที่ทาให้การนาเสนองานของเราน่าสนใจแล้ว ราคากล้องถ่ายภาพก็ราคาถูกลงมามากและ
หาซื้อได้ไม่ยาก พร้อมกับโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อ แต่งภาพก็มีให้เลือกใช้มากมายและก็ไม่ยากจนเกินไปที่
จะเรียนรู้ สาหรับสื่อนี้จะขอนาเสนอการตัดต่อด้วยโปรแกรมPhotoshop เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดต่อ
ภาพถ่าย เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป
ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ยอมรับว่าในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่ง
เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมาก โลกแห่งเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับและเป็นปัจจัยสาคัญของคนในยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง
ที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ในปัจจุบันภาพถ่ายหรือการทาภาพเคลื่อนไหว ได้มีการพัฒนาด้วยเทคนิค
ใหม่ที่ล้าสมัยมากมายอีกด้วย การบันทึกภาพ การตัดต่อภาพถ่าย และการสร้างภาพ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ
ทาให้ทางเลือกใหม่ที่เกิดขึ้นในการที่จะสรรค์สร้างผลงานของแต่ล่ะบุคคล
วัตถุประสงค์
เพื่อการศึกษาการฝึกถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย และเพื่อให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของภาพถ่าย
และเพื่อการประเมินประสิทธิภาพของการฝึกถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย
ขอบเขตเนื้อหา
1. แนวคิดหลักการถ่ายภาพ
1.1 ความหมายของการถ่ายภาพ
1.2 ความสาคัญของการถ่ายภาพ
1.3 ประเภทของการถ่ายภาพ
1.4 ประโยชน์ของการถ่ายภาพ
2. เทคนิคการถ่ายภาพนิ่ง
2.1 การเลือกใช้โหมดถ่ายภาพ
2.2 การตั้งค่าขนาดรูรับแสง
2.3 การกาหนดค่าความเร็วของชัตเตอร์
2.4 การตั้งค่าความไวแสง (ISO)
2.5 การใช้อุปกรณ์
2.5.1 ขาตั้งกล้อง(Tripod)
2.5.2 เลนส์กล้อง (Lens)
2.5.3 แฟลช(Flash)
2.5.4 ฟิลเตอร์(Filter)
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เพื่อเป็นแนวทางในการแนะนาองค์กรและหน่วยงาน การสร้างงานถ่ายภาพและเทคนิคการตัด
ต่อภาพถ่าย เพื่อนาเสนอข้อมูลภายในหน่วยงาน
2. เพื่อเป็นสื่อบันทึกภาพความทรงจา และเหตุการณ์สาคัญต่างๆ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวใน
ทุกสถานที่ต่างๆ งานวันเกิด งานแต่งงาน งานรับปริญญางานเลี้ยงของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเดิมเราจะ
เก็บไว้ในรูปแบบภาพ normal
3. เพื่อเป็นประโยชน์สาหรับคนรักการถ่ายภาพและชอบการตัดต่อภาพถ่าย ช่วยให้เกิดการจดจา
นาไปใช้เป็นหลักฐาน เก็บไว้ดูได้นาน หรือใช้ศึกษาต่อภายหลัง
บทที่ 2
เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกถ่ายภาพ
และตัดต่อภาพ
2.1 ประวัติและความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย
2.2 จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ
2.3 ทฤษฎีและหลักในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพ
2.4 การตัดต่อภาพถ่าย
2.1ประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย
การถ่ายภาพ คือ การบันทึกเหตุการณ์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บสภาพแสง ณ เวลานั้นไว้
บนวัตถุไวแสง ผ่านอุปกรณ์รับแสงที่เรียกว่ากล้องถ่ายรูป หลังจากนั้น จะสามารถเปลี่ยนสภาพแสงเหล่านั้น
กลับมาเป็นภาพได้อีกครั้งหนึ่ง ผ่านกระบวนการล้างอัดภาพในภาษาอังกฤษคาว่า
การถ่ายภาพ คือ Photography ( อ่านว่า โฟโตกราฟฟี ) มาจากการผสมคากรีกสองคา คือ คาว่า
φως - phosซึ่งแปลว่า แสง กับคาว่า γραφις - graphisหรือ γραφη - graphêซึ่งแปลว่า การเขียน.
เมื่อรวมกันแล้ว จึงมีความหมายตรงตัวว่า การวาดภาพด้วยแสง นั่นเอง
2.1.1 ประวัติการถ่ายภาพ
พ.ศ. 2368 (ค.ศ. 1825) - นิเซฟอร์ นิเอปเซ่( NicéphoreNiépce ) ถ่ายภาพเป็นครั้งแรก โดยใช้
ยางมะตอยจูเดีย (bitumen of Judea)
พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) - ฌากส์ ดาแกร์ (Jacques Daguerre) ซึ่งเคยทางานกับนิเอปเซ่
ประดิษฐ์วิธีการถ่ายภาพใหม่ คือ ดาแกโรไทป์ ( Daguerreotype ) โดยใช้โลหะเงินบนแผ่นทองแดงในการ
ถ่ายภาพ. ซึ่งดารแกร์พบว่า เมื่อนาเงินมาอังด้วยไอของไอโอดีนก่อนใช้ถ่ายภาพ แล้วนาไปอังด้วยไอปรอท
จะได้ภาพออกมา
พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) - วิลเลียม ฟอกซ์ แทลบอต ( William Fox Talbot ) ประดิษฐ์คาโลไทป์ (
Calotype ) โดยการชุบกระดาษด้วยซิลเวอร์คลอไรด์ เพื่อทาภาพเนกาทิฟ แล้วนามาใช้ทาพอซิทิฟได้ เป็น
วิธีการที่ใช้ในปัจจุบัน
2.2 จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ
การจัดองค์ประกอบในภาพ (Composiitioning) จะทาให้ภาพมีคุณค่าน่าดึงดูดใจ ทาให้ภาพดูแตกต่าง
จากภาพธรรมดาทั่ว ๆ ไปเป็นภาพที่มีความหมาย
กฎสามส่วน (Rule of Thirds) การจัดองค์ประกอบของภาพให้ดูดีประการหนึ่งคือการเลือกวางตาแหน่ง
จุดสนใจของภาพ โดยการแบ่งด้านกว้างและด้านยาวออกเป็นด้านละสามส่วนจะทาให้ภาพถูกแบ่งออกมาได้
9 ช่อง จุดที่เส้นแบ่งตัดกันจะมีอยู่4 จุดด้วยกัน จุดใดจุดหนึ่งของจุดทั้งสี่ ถือเป็นตาแหน่งสาหรับวางส่วน
สาคัญที่สุดของภาพ ซึ่งจะทาให้ภาพมีคุณค่าขึ้น ช่างภาพมือใหม่มักจะวางจุดสนใจไว้ที่กลางภาพเนื่องจาก
ยังไม่คุ้นกับการมองผ่านช่องมองภาพ หรือมัวพะวงมุ่งสนใจกับวัตถุที่จะถ่ายดังนั้นหากเราฝึกกวาดสายตาดู
รอบ ๆ ภาพที่ช่องมองภาพแล้วเลือกว่าจะเลื่อนจุดสนใจไปยังจุดใดจุดหนึ่งของสี่จุดดังกล่าว เราก็จะได้ภาพที่
ดูดีขึ้น
อนึ่ง การวางจุดสนใจไว้ ณ ตาแหน่งต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อบังคับเป็นเพียงแนวทางสาหรับการจัด
ภาพทั่ว ๆ ไป ช่างภาพอาจมีแนวทางการวางที่ต่างออกไปแล้วแต่แนวคิดในภาพแต่ละภาพ
ความสมดุลของภาพ (Balancing Elements) ในการจัดวางจุดสนใจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของภาพ
ตามกฏสามส่วนนั้น ทาให้น้าหนักของภาพหนักไปทางด้านนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งจะดูโล่ง จึงควรหาจุดสนใจ
รอง ๆ ไว้อีกด้านหนึ่งเป็นการถ่วงน้าหนักให้ภาพดูสมดุลขึ้น ทั้งนี้ก็อย่าให้จุดสนใจรองนั้นมาลดความเด่นของ
จุดสนใจหลักจนเกินไป
เส้นนาสายตา (leading Line) โดยธรรมชาตินั้น เมื่อเรามองไปยังภาพ ตาของคนเราจะเคลื่อนไปตาม
เส้นสายต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพ ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดองค์ประกอบของภาพให้มีเส้นสาย และให้ผู้ชม
เคลื่อนสายตาไปตามเส้นสายนั้น(เส้นสายเหล่านี้อาจจะเป็นถนน ธารน้า ทิวเขา เส้นแบ่งของสีสัน เส้นแบ่ง
ความเข้มของแสง ขอบเงาของวัตถุ ฯลฯ) ผ่านจุดสนใจจนเลยไกลออกไป เส้นสายเหล่านี้อาจจะมีรูปทรงเป็น
เส้นตรง เส้นเฉียง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ฯลฯ
ความสมมาตรและความเป็นแบบแผน(Symmetry and Patterns) เราสามารถสร้างสรรค์ภาพที่มี
ความสมมาตรและเป็นแบบแผนดูน่าเบื่อหน่าย ให้ดูน่าสนใจได้หากสามารถนาเสนอในมุมมองที่ผู้ชมไม่ได้
คาดคิดมาก่อน ในขณะที่เรากาลังเดินหามุมภาพ ให้ลองฉุกคิดดูว่าช่วงบริเวณนั้นมีโครงสร้างอะไรที่เป็นแบบ
แผน มีความสมมาตร อาจเป็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าเขา ลองส่องช่องมองกล้องดู ก็อาจได้ภาพที่มี
คุณค่าได้ และหากเรามีการคิดต่างออกไปโดยวางจุดสนใจลงไปที่ตาแหน่งใดตาแหน่งหนึ่งของภาพประเภท
นี้ก็อาจได้ภาพที่ดูดีด้วยก็ได้
มุมมอง (Viewpoint) ก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพให้ลองใช้เวลาสักนิดคิดหามุมที่จะตั้งกล้องสาหรับ
บันทึกภาพ แทนที่จะเป็นมุมมองในระดับสายตาซึ่งดูจาแจ หากลองก้มลงในมุมต่าใกล้ระดับพื้น หรือตะแคง
กล้องทามุมเอียง ๆ กับพื้น หรือปีนไปถ่ายในมุมสูง ฯลฯ อาจได้มุมมองที่ต่างออกไป และสามารถสร้างความ
เร้าใจให้ผู้ชมภาพนั้น ๆ ได้
ฉากหลัง (Background) บ่อยครั้งที่ภาพบางภาพที่น่าจะดูดีแต่พบว่าจุดสนใจกลับดูไม่เด่นพอ ทั้งนี้อาจ
เป็นเพราะฉากหลังดูวุ่นวายแย่งความสนใจจากจุดสนใจหลัก ดังนั้น ในการถ่ายภาพให้หามุมกล้องที่ฉาก
หลังดูค่อนข้างเรียบ ไม่มีอะไรรกสายตา ไม่มีแสงสีที่จะมาแย่งตายตาไปจากจุดสนใจ อีกทางหนึ่งคือ เปิด
ขนาดของอะเพอร์เจอร์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ระยะชัดลึกน้อยลงทาให้ฉากหลังพร่ามัว การถ่ายของชิ้นเล็ก ๆ เช่น
การถ่ายภาพดอกไม้ เราสามารถใช้ระดาษที่มีสีโทนมืดไปไว้ด้านหลังของดอกไม้ที่จะถ่ายเพื่อทาเป็นฉากหลัง
ก็จะทาให้ภาพของดอกไม้ดูโดดเด่นขึ้น
ความลึก (Depth) แม้ว่าภาพถ่ายจะเป็นภาพสองมิติ เราสามารถถ่ายทอดให้ภาพดูมีความลึกเพิ่มอีก
มิติหนึ่งได้ โดยการจัดภาพให้มีทั้งฉากหน้า วัตถุ และฉากหลัง ทาให้แต่ละช่วงดูต่างจากกัน อาจจะต่างกันที่
โทนสี น้าหนักของแสง ความคมชัด ด้วยการจัดวางที่ดีทาให้ภาพดูมีความลึกขึ้น
กรอบภาพ (Framing) ภาพบางภาพอาจดูโล่ง ๆ แต่หากเราแต่งภาพโดยให้มีฉากหน้า เช่นให้มีกิ่งไม้
ใบไม้มาแซม ๆ ที่ขอบภาพ สามารถทาให้ภาพดูดขึ้นไม่โล่งเหมือนเดิม การประกอบภาพด้วยขอบประตู หรือ
ขอบหน้าต่างไว้ในบริเวณขอบของภาพสักสองถึงสี่ด้านก็ช่วยให้ภาพนั้น ๆ ดูไม่โล่งจนเกินไปได้เช่นกัน การ
จัดให้มีกรอบภาพแบบธรรมชาตินี้ยังเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จุดสนใจดูเด่นขึ้นและยังเพิ่มมิติให้กับภาพได้
การตัดส่วนเกิน (Cropping) บางครั้งการถ่ายภาพมีข้อจากัดทาให้ไม่สามารถถ่ายภาพวัตถุหลักให้มี
ขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการอาจจะเนื่องจากถ่ายในระยะไกลเกินไป หรือบางครั้งภาพที่ถ่ายนั้นพบว่าจุดสนใจ
หลักถูกแย่งความสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ การตัดขอบภาพในส่วนที่ไม่จาเป็นออกไปจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้
ช่วยทาให้สัดส่วนของจุดสนใจให้ใหญ่ขึ้นเทียบกับพื้นที่ที่เหลืออยู่ ในขณะที่กาลังเลือกส่วนเกินที่จะตัดออก
นั้น ให้พิจารณาดูว่าตาแหน่งของจุดสนใจจะถูกเลื่อนไปอยู่ในตาแหน่งใดของภาพ ให้ใช้กฏสามส่วนมา
ปรับปรุงให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น การตัดส่วนเกินออกก็มีข้อเสียคือทาให้รายละเอียดของภาพด้อยลง จึงไม่ควรทา
การตัดส่วนเกินออกมากจนเกินไป และหากเป็นไปได้ ในช่วงทาการบันทึกภาพให้เดินเข้าไปใกล้วัตถุมากขึ้น
หรือใช้เลนส์ซูมดึงภาพให้เข้ามาใกล้ขึ้น
2.3 ทฤษฎีและหลักในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพ
ความเร็วชัตเตอร์ (S,TV)เป็นการกาหนดระยะเวลาในการบันทึกภาพ ซึ่งกลไกของกล้องจะ แผ่น
เลื่อนเปิดปิดอยู่หน้าฟิล์ม (หรือแผ่นรับแสง CCD ในกรณีของกล้องดิจิตอล) เรียกว่าชัตเตอร์ สามารถเปิด
และปิดเพื่อเปิดให้แสงเข้าไปบันทึกภาพตามระยะเวลาที่เราตั้งความเร็วชัตเตอร์ เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับ
วัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง เช่น การถ่ายภาพจากแหล่งแสงที่มีแสงน้อย
เช่น แสงเทียน ต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายวินาที ส่วนการถ่ายภาพกลางแจ้ง มีแดดจัด ต้องใช้
ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า เช่น 1/500 วินาทีเป็นต้น
ปัจจัยอื่นที่สาคัญคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุเช่น การถ่ายภาพรถยนต์เคลื่อนที่ด้วย
ความเร็ว ต้องการให้ภาพคมชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่ทาได้ โดยสัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่
เลือก เช่น ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่1/4000 วินาที เป็นต้น
ขนาดรูรับแสง (A,AV)กล้องส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์บังคับให้แสงผ่านเลนส์มากหรือน้อย โดยใช้แผ่น
กลีบโลหะซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์เป็นการกาหนดปริมาณแสงผ่านเลนส์ได้มากหรือน้อย โดยวิธีเปิดรูเล็กสุด
เช่น f/22 และค่อยๆใหญ่ขึ้นตามลาดับ จนกระทั่งเปิดเต็มที่ เช่นf/1.4 แต่ขนาดเปิดเต็มที่จะขึ้นกับขนาดชิ้น
เลนส์ด้วย เลนส์ราคาสูงที่มีเลนส์ชิ้นหน้าขนาดใหญ่ จะรับแสงได้มากกว่า ซึ่งหมายถึงเปิดรูรับแสงเต็มที่ได้
กว้างกว่า เช่น f/1.2 สาหรับการถ่ายภาพจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงใด โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง ถ้า
แสงมากมักจะใช้ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่นf/11 ถ้าแสงน้อยมักจะใช้ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่นf/2 เป็นต้นปัจจัย
อื่นที่สาคัญ คือ ความชัดลึก
ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสงการตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับ
แสง ต้องมีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้ปริมาณแสงที่พอเหมาะในการบันทึกภาพ ซึ่งในสภาพแสงเดียวกัน
และเลือกค่าความไวแสงเท่ากัน สามารถตั้งค่าที่เหมาะสมได้หลายค่า ตามตัวอย่าง เช่น
การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงการเลือกคู่ที่เหมาะสมตามตัวอย่างในหัวข้อ
ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง ให้พิจารณาได้จากปัจจัยต่างๆดังนี้
1. ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่จะถ่าย
วัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว แต่เราต้องการภาพชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่กล้องจะทาได้ แต่ถ้า
เป็นวัตถุที่อยู่นิ่งนั้น สามารถเลือกความเร็วชัตเตอร์เท่าไรก็ได้
ความเร็วชัตเตอร์ ขนาดรูรับแสง
1/4000 f/1.4
1/2000 f/2
1/1000 f/2.8
1/500 f/4
1/250 f/5.6
1/125 f/8
1/60 f/11
1/30 f/16
1/15 f/22
2. ความชัดลึกของวัตถุที่จะถ่าย
ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่นf/22 จะให้ความชัดลึกมากกว่าขนาดรูรับแสงกว้าง เช่นf/1.4 ซึ่งเป็นประเด็น
สาคัญมากในการถ่ายภาพระยะใกล้ หรือใช้เลนส์ถ่ายไกลในการถ่ายภาพ
การชดเชยแสง (EV+/-)เป็นการปรับปริมาณแสงในการบันทึกภาพให้แตกต่างไปจากค่าที่ได้จาก
เครื่องวัดแสง เช่น การถ่ายภาพย้อนแสงนั้น ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง มักจะได้ค่าที่ทาให้วัตถุค่อนข้างมืด
การชดเชยแสง โดยเพิ่มแสงมากกว่าที่วัดแสงได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ การถ่ายภาพวัตถุที่อยู่หน้าฉากหลังสีดา
ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสงมักจะได้ค่าที่ทาให้วัตถุค่อนข้างสว่างเกินไป การชดเชยแสงทาได้โดยลดแสงให้น้อย
กว่าที่วัดแสงได้ เป็นต้น
โดยทั่วไปกล้องมีระบบชดเชยแสงสาเร็จรูป หรือเรียกว่าการปรับEV อยู่แล้ว โดยตามหลักการกล้อง
จะไปปรับ ความเร็วชัตเตอร์ หรือปรับรูรับแสง เพื่อให้ภาพสว่าง หรือมืดลงกว่าที่วัดแสง หรือเราสามารถไป
ปรับที่ parameter ดังกล่าวได้โดยตรง
การเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงเพื่อชดเชยแสงในการชดเชยแสงนั้น นิยม
ปรับเปลี่ยน เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งคือความเร็วชัตเตอร์ หรือ ขนาดรูรับแสง หลักการชดเชยแสงก็มีเพียงสอง
ทาง คือ เพิ่มแสง หรือลดแสง
การเพิ่มแสงการปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การลดความเร็วชัตเตอร์ลง เช่น วัดแสงได้ 1/500
วินาที เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น1/250 ยึดหลักว่าถ้าชัตเตอร์ปิดช้าลงก็จะต้องได้แสง
มากขึ้นแน่นอน หากเพิ่มแสงโดยปรับที่ขนาดรูรับแสงก็ต้องเพิ่มขนาดรูรับแสงให้ใหญ่ขึ้น เช่น วัดแสงได้f/4
เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องเปลี่ยนเป็นf/2.8
การลดแสงการปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ เช่น วัดแสงได้1/500 วินาที
ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/1000 คือให้ชัตเตอร์ปิดเร็วขึ้นเท่าตัวนั่นเอง หากลดแสงโดย
ปรับที่ขนาดรูรับแสง ก็ต้องลดขนาดรูรับแสงให้เล็กลง เช่น วัดแสงได้ f/4 ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องเปลี่ยนเป็น
f/5.6
การเลือกความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมกับการเคลื่อนที่ของวัตถุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก
ความเร็วชัตเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น ให้พิจารณาดังนี้
ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุแบ่งทิศทางการเคลื่อนที่เป็น2 ลักษณะ คือเคลื่อนที่เข้าหา/ออกห่าง
กล้อง หรือ เคลื่อนที่ผ่านกล้องจากซ้ายไปขวาหรือกลับกัน โดยที่การเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกห่างจากกล้อง
นั้นสามารถเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่าว่าการเคลื่อนที่ผ่านกล้อง เช่น รถยนต์ที่ขับด้วยความเร็วด้วย
ความเร็ว 60 กม./ชม.เท่ากัน ที่เคลื่อนที่เข้าหากล้อง อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์1/125 แต่ถ้าเคลื่อนที่ผ่านกล้อง
อาจต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ถึง1/500
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น รถแข่ง ควรเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์
สูงสุดที่กล้องสามารถทาได้ ส่วนคนเดิน สามารถใช้ความเร็วที่น้อยกว่าได้ อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพวัตถุ
เคลื่อนที่ ควรเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่สภาพแสงอานวย
ผลลัพธ์หยุดนิ่งหรือดูแล้วเคลื่อนไหวการสร้างสรรค์ภาพบางแบบ นิยมให้ภาพดูแล้วมีลักษณะ
เบลอแบบเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ชมภาพมีความรู้สึกว่า มีความเคลื่อนไหวในภาพ อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้า
กว่าปกติได้ เช่น รถแข่ง อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 พร้อมกับเล็งกล้องติดตามรถแข่งไปด้วยขณะที่กด
ปุ่มชัตเตอร์ หากฝึกให้ดีแล้วจะได้ภาพที่รถแข่งชัดบางส่วน ส่วนฉากหลังจะมีลักษณะเป็นลายทางให้
ความรู้สึกถึงความเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
ความชัดลึกอันนี้เป็นคุณสมบัติเรื่องของเลนส์เป็นหลักเลยครับ ปัจจัยที่มีผลต่อเรื่องนี้คือขนาดรูรับ
แสงขนาดรูรับแสงที่เล็กจะชัดลึกกว่า ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น ถ้าเราถ่ายภาพระยะใกล้ เช่น ถ่ายดอกชบา1
ดอกแบบเต็มภาพทางด้านหน้า เราจะเห็นว่าเกสรดอกจะอยู่ใกล้กล้องมากที่สุด กลีบดอก และก้านดอกจะ
อยู่ลึก หรือไกลกล้องออกไป หากเราต้องการถ่ายภาพให้ชัดทั้งหมดตั้งแต่เกสรดอกจนถึงก้านดอก นี่แหละคือ
สิ่งที่เราเรียกว่าความชัดลึก ซึ่งต้องใช้รูรับแสงขนาดเล็กไว้ ในทางกลับกันหากเราใช้รูรับแสงใหญ่ จะเรียกว่า
ชัดตื้น มักใช้ในกรณีที่เราต้องการให้ฉากหลังมีความคมชัดน้อยกว่าวัตถุ เพื่อเน้นให้วัตถุเด่นขึ้นมา มักจะพบ
บ่อยในการถ่ายภาพแฟชั่น หรือการถ่ายบุคคลเฉพาะใบหน้าขนาดความยาวโฟกัสของเลนส์เลนส์ที่มี
ความยาวโฟกัสน้อย เช่น 28 มิลลิเมตร จะมีความชัดลึกมากกว่าเลนส์300 มิลลิเมตร ดังนั้นใครที่ต้องการ
ถ่ายภาพให้ชัดลึกก็ต้องเลือกความยาวโฟกัสให้น้อยเข้าไว้ เช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ ส่วนงานถ่ายภาพแฟชั่น
มักจะใช้ขนาดความยาวโฟกัสมาก ทาให้ฉากเบลอเน้นที่นางแบบให้เด่นครับระยะห่างระหว่างกล้องถึง
วัตถุระยะห่างมากจะชัดลึกกว่า ระยะห่างน้อย เราจะเห็นว่าเวลาเราถ่ายภาพวิว ซึ่งเป็นระยะไกลๆ ภาพ
มักจะชัดทั้งภาพ แต่ถ้าเราถ่ายภาพดอกไม้ในระยะใกล้ๆ ภาพมักจะไม่ชัดทั้งภาพ จะชัดเพียงบางส่วน ตามที่
เราตั้งโฟกัสไว้ พอรู้อย่างนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ถ่ายภาพดอกไม้ระยะใกล้อย่าลืมใช้ขนาดรูรับแสงแคบๆนะครับ
ซึ่งกล้องสมัยนี้สามารถถ่ายได้อยู่แล้วในโหมดที่เรียกว่าMacro(มาโคร)
การวัดแสงเพื่อการถ่ายภาพเทคนิคการวัดแสงขั้นพื้นฐาน ให้พิจารณาจากปัจจัยสาคัญดังนี้
แหล่งต้นกาเนิดแสงกล้องปัจจุบันสามารถปรับสมดุลย์สีขาว(White balance) ได้อัตโนมัติ ผู้ใช้กล้องทั่วไป
จึงไม่ได้ให้ความสาคัญในส่วนนี้แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนสาคัญที่จะได้ภาพที่มีสีสรรถูกต้อง เนื่องจากฟิล์มถูก
ผลิตมาให้เหมาะสมกับอุณหภูมิสีของแสงตามที่ออกแบบมา เช่น แสงอาทิตย์ (Daylight) หรือแสงจากหลอด
ไส้ หรือแสงจากหลอดนีออน เป็นต้น หากเป็นกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ มักจะออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยน
ชนิดแหล่งต้นกาเนิดแสงได้ แม้ว่ากล้องจะมีปุ่มปรับสมดุลย์สีขาวอัตโนมัติ(Auto White balance) มาแล้วก็
ตาม แต่บางครั้งการทางานของระบบอัตโนมัติก็ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งเราจะเห็นได้จากจอLCD ว่าสีเพี้ยน หาก
เป็นเช่นนี้เราก็ต้องปรับตั้งแหล่งต้นกาเนิดแสงด้วยตนเอง เช่น แสงอาทิตย์/ แสงอาทิตย์มีเมฆมาก /
แสงอาทิตย์ใต้อาคาร / แสงจากหลอดไส้ / แสงจากหลอดนีออน / ตั้งสมดุลย์สีขาวเอง (Custom) หากเราลอง
เปลี่ยนสมดุลย์สีขาวชนิดต่างๆในกล้องแล้วยังได้สีไม่ตรงตามความเป็นจริง เราต้องใช้วิธีตั้งสมดุลย์สีขาวเอง
ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปในกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปจะต้องใช้กระดาษสีขาวมาวางไว้ภายใต้
สภาพแสงขณะนั้น แล้วเลือกตั้งสมดุลย์สีขาวเอง จากนั้นส่องกล้องให้เห็นกระดาษสีขาวเต็มจอ กดปุ่มSet
เพื่อให้กล้องอ่านอุณหภูมิสีขณะนั้น กล้องจะปรับแก้ให้เราเห็นกระดาษขาวเป็นสีขาวจริงๆ ผ่านจอLCD เป็น
เสร็จพิธี แล้วก็ถ่ายภาพที่มีสีถูกต้องในสภาพแสงนั้นได้ตลอด หากออกจากสภาพแสงนั้นแล้วอย่าลืมเปลี่ยน
สมดุลย์สีขาว หรือตั้งค่าใหม่ด้วย
ทิศทางของแสงการถ่ายภาพแบบพื้นฐานนั้น เราจะเน้นแต่แสงธรรมชาติกับแสงจากแฟลช แบ่งเป็น
แสงส่องวัตถุคือแสงส่องหน้าแบบของเรา ซึ่งแสงจากแฟลชก็เป็นแสงแบบนี้
แสงหลังหรือที่เรียกว่าย้อนแสง
แสงข้าง
แสงบนเช่นตอนเที่ยงวัน
การวัดแสงควรวัดแสงที่วัตถุเท่านั้นจะได้ค่าการวัดแสงที่ถูกต้องที่สุด ในกรณีแสงข้าง ควรวัดแสง
เฉลี่ยด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ถ้าเราต้องการภาพเชิงศิลป์ ออกโทนมืดๆหน่อย ให้วัดแสงที่ด้านสว่าง กรณีนี้
ต้องใช้กล้องที่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุด(Spot) จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้ขนาดจ่อหน้านางแบบมาก
ขอเสริมเทคนิคให้สาหรับกล้องที่ไม่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุดได้ ให้ใช้วิธีวัดแสงกับมือของตา
กล้องนี่แหละ ดูแปลกๆหน่อยแต่ก็ช่วยให้วัดแสงได้แม่นยาขึ้น โดยหลักการแล้ว กล้องแบบนี้จะวัดแสงเฉลี่ย
ดังนั้นช่างภาพยกมือเราขึ้นมาทาให้แสงที่ตกบนมือเราเหมือนกับที่หน้านางแบบ เช่น แสงข้าง ก็ต้องกามือ
ปรับมุมข้อมือให้แสงตกบนหลังมือเราเหมือนแสงที่หน้านางแบบ แล้วเอากล้องจ่อที่มือเราแล้ววัดแสง เรา
อาจเน้นด้านสว่าง ก็จ่อกล้องที่ด้านสว่าง หรือเน้นที่ด้านมืด ก็จ่อกล้องที่ด้านมืด แต่ถ้ากล้องของเราทาการตั้ง
ระยะชัดพร้อมกับวัดแสงด้วย แบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะระยะชัดไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยังไม่หมดหนทางแต่เรา
ต้องเตรียมกระดาษสีเทาใบใหญ่กว่าA4 ก็ดี ให้นางแบบถือไว้โดยปรับมุมของกระดาษสีเทานี้แสงตกกระทบ
ในมุมเดียวกับหน้านางแบบ แล้ววัดแสงที่กระดาษสีเทาก็ได้จะได้ค่าแสงที่เหมาะสม
ความเปรียบต่างของแสงส่องวัตถุกับแสงหลังเช่นกรณีการถ่ายย้อนแสงโดยที่นางแบบอยู่ในร่มเงา ฉาก
หลังเป็นหาดทรายสีขาว แบบนี้ถ้าวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ ผลลัพธ์ก็จะออกมามืดไป เพราะเครื่องวัดแสง
ของกล้องจะโดนหลอกจากแสงหลังที่มาจากหาดทรายว่าแสงมาก จึงให้ค่าการวัดแสงที่ต่าเกินไปคือถ่าย
ออกมาแล้วมืดไป เราต้องใช้วิธีวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้านางแบบ แต่วิธีนี้ก็ให้ผลเสียคือ ฉากหลังจะขาวเกินไป
จนอาจมองไม่ออกเลยว่าถ่ายที่ไหน วิธีนี้แนะนาให้เปิดแฟลชเพื่อลบเงาที่หน้านางแบบ แฟลชที่ติดมากับ
กล้องจะได้ผลน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่เปิด ท่านที่มีแฟลชเสริมขอให้หยิบมาใช้เลยภาพแจ่มทั้งนางแบบและฉาก
หลังเลย การวัดแสงมีเรื่องให้กล่าวถึงมากมาย ขอให้ติดตามต่อในเรื่องของการถ่ายภาพแบบพิเศษ
ทฤษฎีและหลักพื้นฐานของการถ่ายภาพ เหมาะสาหรับการถ่ายภาพ ทางสถาปัตยกรรม การ
ถ่ายภาพวัตถุ หรือถ่ายภาพสิ่งต่างๆ เน้นให้เห็นรายละเอียดในลักษณะ3 มิติ คือ ความกว้าง ความสูง ความ
ลึก โดยให้เห็นทั้งด้านหน้าและด้านข้าง และความลึก
รูปร่าง (Shape)
เป็นการจัดองค์ประกอบภาพตรงข้ามกับรูปทรง คือเน้นให้เห็นเป็นภาพ2 มิติ คือ ความกว้างกับความยาว
ไม่ให้เห็นรายละเอียดของภาพ หรือที่เรียกว่าภาพเงาดา ภาพลักษณะนี้เป็นภาพที่ดูแปลกตา น่าสนใจ
ลึกลับ ให้อารมณ์และสร้างจินตนาการ ในการในการดูภาพได้ดี นิยมถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสง ข้อควร
ระวังในการถ่ายภาพลักษณะนี้คือ วัตถุที่ถ่ายต้องมีความเรียบง่าย เด่นชัด สื่อความหมาย ได้ชัดเจน ฉากหลัง
ต้องไม่มารบกวนทาให้ภาพนั้นหมดความงามไป
รูปแบบ (Pattern)
เป็นการจัดภาพที่มีรูปร่าง ลักษณะที่คล้าย ๆ กันวางเป็นกลุ่ม เพื่อเน้นรูปแบบซ้าซ้อน ทาให้ภาพดูสนุก สดชื่น
และมีเสน่ห์แปลกตา
พื้นผิว (Texture)
ลักษณะพื้นผิวของวัตถุมีอยู่มากมายหลายชนิด ให้ความรู้สึกสวยงามและเร้าอารมณ์ได้ต่างกัน เช่น ผิวของ
แก้ว ผิวของพื้นทราย ผิวของลายไม้ ผิวรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า เป็นต้น การรู้จักเลือกลักษณะพื้นผิวประกอบ
ในภาพให้เหมาะสม เช่น การจัดวัตถุผิวเรียบบนพื้นผิวที่ขรุขระ จะทาให้ภาพมีลักษณะที่ตัดกันมองเห็นวัตถุที่
ผิวเรียบได้เด่นชัดขึ้น
ความสมดุลแบบปกติ (Formal Balance)
เป็นการจัดองค์ประกอบภาพเพื่อให้ภาพดูนิ่ง สง่างาม น่าศรัทธา คล้ายกับแบบเน้นด้วยรูปทรง แต่จะ
แสดงออกถึงความสมดุลย์ นิ่ง ปลอดภัย ภาพลักษณะนี้อาจจะดูธรรมดา ไม่สะดุดตาเท่าใดนัก แต่ก็มีเสน่ห์
และความงามในตัว
ความสมดุลแบบไม่ปกติ(Informal Balance)
การจัดภาพแบบนี้จะให้ความรู้สึกที่สมดุลย์เช่นเดียวกับแบบที่แล้ว แต่จะต่างกันอยู่ที่ วัตถุทั้งสองข้าง มี
ขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน แต่จะสมดุลย์ได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ กัน เช่น สี รูปทรง ท่าทาง ฉากหน้า ฉากหลัง
ฯลฯ ภาพดูน่าสนใจและแปลกตากว่าแบบสมดุลย์ที่เท่ากันแต่ความรู้สึกที่มั่นคงจะน้อยกว่า
กรอบ (Frame)
แม้ว่าภาพถ่ายจะสามารถนามาประดับ ตกแต่งด้วยกรอบภาพอยู่แล้ว แต่การจัดให้ฉากหน้าหรือ
ส่วนประกอบอื่นล้อมกรอบจุดเด่น เพื่อลดพื้นที่ว่าง หรือทาให้สายตาพุ่งสู่จุดสนใจนั้น ทาให้ภาพกระชับ
น่าสนใจ
ช่องว่าง (Space)
เป็นการจัดพื้นที่ตาแหน่งของจุดสนใจในภาพให้มีความเหมาะสม เช่น แบบหันหน้าไปทางใดหรือเคลื่อนที่ไป
ทางใดก็ควรเว้นช่องว่างทางด้านนั้นให้มากกว่าอีกด้าน ซึ่งหากจัดไม่เหมาะสมจะทาให้เกิดความรู้สึกอึดอัด
แคบ เกิดขึ้นกับภาพได้
น้าหนักสี (Tone) วัตถุสิ่งของต่างๆ ในธรรมชาติจะมีน้าหนักสี ค่าความเข้ม สว่าง ต่างๆ กัน ช่วยให้เกิด
ลักษณะความลึกของภาพ เช่น ทิวเขาที่สลับซับซ้อนกัน ที่อยู่ใกล้จะมีสีเข้ม ที่อยู่ไกลจะมีสีอ่อนลักษณะของ
ภาพส่วนใหญ่ที่มีสีสว่างสดใส เรียกว่าภาพ High Key ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล ส่วนลักษณะของภาพ
ส่วนใหญ่ที่มีสีเข้ม มีเงามืด เรียกว่าภาพLow Key ให้ความรู้สึกเข้มแข็ง ลึกลับ
ฉากหน้า ฉากหลัง (Foreground and Background)
ฉากหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือภาพอื่น ๆ ใช้ฉากหน้าเป็นตัวช่วยให้เกิดระยะ ใกล้
กลาง ไกล หรือมีมิติขึ้น ทาให้ภาพน่าสนใจอาจใช้กิ่งไม้ วัตถุ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกล้องเพื่อช่วยเน้นให้
จุดสนใจที่ต้องการเน้น มีความเด่นยิ่งขึ้น และไม่ให้ภาพมีช่องว่างเกินไป ข้อควรระวังคืออย่าให้ฉากหน้าเด่น
จนแย่งความสนใจจากสิ่งที่ต้องการเน้น จะทาให้ภาพลดความงามลง
ฉากหลัง พื้นหลังของภาพก็มีความสาคัญ หากเลือกที่น่าสนใจ กลมกลืน หรือช่วยให้สิ่งที่ต้องการ เน้นเด่น
ขึ้นมา ควรเลือกฉากหลังที่กลมกลืน ไม่ทาให้จุดเด่นของภาพด้อยลง หรือมารบกวนทาให้ภาพนั้นขาดความ
งามไป
เส้น (Line)
เป็นส่วนประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งในการจัดองค์ประกอบของภาพ สามารถบอกลักษณะโครงสร้างของภาพ
เป็นตัวนาไปสู่จุดเด่น หรือจุดสนใจของภาพถ่าย เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ในภาพ ให้ความรู้สึกต่างๆ เช่น
มั่นคง นิ่งสงบ เคลื่อนไหว อ่อนช้อย เป็นต้น
ความลึก (Perspective)
เป็นการใช้เส้นให้นาสายตาไปสู่จุดสนใจ เป็นการจัดภาพที่ใช้เส้นที่เกิดจากวัตถุ หรือสิ่ง อื่น ๆ ที่มีรูปร่าง
ลักษณะใกล้เคียงกัน เรียงตัวกันเป็นทิศทางไปยังวัตถุที่เป็นจุดสนใจ ช่วยให้วัตถุที่ต้องการเน้นมีความ
เด่นชัด และน่าสนใจยิ่งขึ้น
THE GOLDEN MEAN
เวลาถ่ายภาพสิ่งหนึ่งที่เราภาพพยายามทาก็คือ การทาให้ภาพนั้นมีความน่าสนใจและเทคนิคง่ายๆ ใน
หัวข้อแรกที่ควรรู้ก็คือ “การจัดองค์ประกอบ”
การจัดองค์ประกอบแบบ golden mean
golden mean คือสัดส่วน (ratio) 1:1.6180339.. ซึ่งดูเหมือนกับอัตราส่วนของระบบฟิลม์35 มม.
(24x36มม. = 5:7.5) สูตรเรขาคณิตนี้ถูกคิดให้สอดคล้องกับ golden mean โดยเป็นหลักแนวทางสาหรับ
ศิลปินมากมาย และเป็นแนวทางสาหรับช่างภาพสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี
Golden Spiral แบ่งภาพทีละ 1:1.618 ของด้านยาวแล้วลากจุดตัด เป็นเส้นโค้ง
Golden Triangle แบ่งเป็นสามเหลี่ยม3 อัน (แบ่งโดยใช้อัตราส่วน 1:1.618 )
RULE OF THE THIRDS (กฏสามส่วน)
การถ่ายภาพโดยวางวัตถุอยู่ตรงกึ่งกลางภาพจะทาให้ภาพดูน่าเบื่อ ดังนั้นเราจึงนาแนวคิดของกฏสาม
ส่วนมาใช้จัดวางองค์ประกอบภาพ เพื่อทาให้ภาพถ่ายดูน่าสนใจมากขึ้น
ตัวอย่างการใช้กฏสามส่วน แบ่งสัดส่วนพื้นที่ 1:3 และ 2:3 ของขนาดภาพ
ตัวอย่างการใช้ กฏสามส่วน โดยนาจุดสนใจของภาพไปวางบริเวณจุดตัด
ตัวอย่าง Golden Triangle
ตัวอย่าง Golden Spiral
สรุปประโยชน์ ข้อดี และอื่นๆของกฎสามส่วนและจุดตัดเก้าช่อง
 กฎ 3 ส่วนและ จุดตัด 9 ช่อง เป็นพื้นฐานสาคัญในการถ่ายภาพ
 กฎสามส่วนกล่าวไว้ว่า หากเราแบ่งภาพนั้นออกเป็นสามส่วน ไม่ว่าตาม แนวตั้งและแนวนอน แล้ว
ลากเส้นแบ่งภาพทั้งสามเส่น จะเกิดจุดตัดกันทั้งหมด4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้เป็นตาแหน่งที่
เหมาะสมสาหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่น
 จุดเด่นควรคานึงถึงสัดส่วน คือให้มีขนาดสัมพันธ์กับพื้นที่ว่าง
 กฎสามส่วนนาไปใช้ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
 เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะทาให้ภาพออกมาดูดี
 วิธีการคือ การวางตาแหน่งของวัตถุหลักที่เราจะถ่าย ไม่ให้อยู่ตรงจุดกึ่งกลางภาพ
 ภาพถ่ายที่จุดสนใจอยู่กึ่งกลางภาพ ทาให้ภาพนั้นแข็งทื่อ ไม่ชวนมอง
 ตาแหน่งที่เหมาะสมต่อการวางวัตถุ ควรอยู่ในตาแหน่งที่เกิดจากจุดตัดของเส้นสี่เส้นตามทฤษฎี กฎ
สามส่วน
 จุดสนใจที่อยู่บริเวณจุดตัด ทาให้ภาพดูสมบูรณ์
 สามารถทาให้เกิดผลทางด้านแนวความคิด และความรู้สึก
 อีกทางเลือกของผู้ที่ตั้งฝึกจริงๆกล้องหลายตัวที่มีฟังก์ชั่นในการสร้างเส้นสมมติดังกล่าวขึ้นมาใน
View Finderหรือ LCDเช่นกล้องประเภท กล้องซิงเกิลเลนส์ ซึ่งเส้นสมมุติที่สามารถมองเห็นโดย
ไม่ต้องจินตนาการหรือคาดคะเนนี้ เราสามารถจัดองค์ประกอบภาพถ่ายและจัดเส้นขอบฟ้ า ใน
แนวตรงได้ง่ายขึ้น
 สาหรับผู้ที่ฝึกฝนบ่อยๆจะเกิดการจาแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยคือเส้นตารางในกล้องแต่
อย่างใดค่ะ
 การจัดวางตาแหน่งจุดเด่นหลักไม่จาเป็นจะต้องจากัดมากนัก อาจถือเอาบริเวณใกล้เคียง คือไม่
จาเป็นต้องทาตามกฎนี้อย่างเค่งครัด วางตรงตาแห่งใกล้เคียงจุดตัดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ
เหมาะสม อันเนื่องมาจากองค์ประกอบอื่นๆ ณ เวลานั้น
 ส่วนองค์ประกอบอื่นๆที่ไม่สาคัญควรวางในตาแหน่งรองๆลงไป แต่ไม่ควรวางทุกจุดเพราะจะดูรก
และไม่น่ามองรวมทั้งทาให้ภาพขาดความน่าสนใจและไม่ดึงดูดสายตา
2.4 การตัดต่อภาพถ่าย
การตัดต่อภาพมีขั้นตอนอยู่ 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ ด้วยกัน นั่นคือ ขั้นตอนของการตัด และขั้นตอนของการต่อ ตาม
ชื่อเลย เป็นขั้นตอนที่มีความสาคัญอย่างยิ่งทั้งสองขั้นตอน เพราะหากตัดภาพออกมาไม่ดี ภาพก็จะขาดๆ
เกินๆ ดูไม่สวยงาม หรือหากตัดออกมาดีแล้วแต่นามาต่อไม่ดี ก็จะดูไม่เนียนไปกับภาพที่นามาต่อ ดูไม่สมจริง
ซึ่งต้องใช้ทั้งเทคนิค และความสามารถในการตัดต่ออย่างมาก เพื่อให้ภาพตัดต่อที่ได้ออกมาดูเนียน และ
สมจริงมากที่สุด ซึ่งในส่วนของการตัดภาพนั้น มีเครื่องอยู่หลายตัวให้เลือกใช้ได้ตามความถนัด และความ
เหมาะสมกับการใช้งาน
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือในกลุ่มของ“Marquee Tool” เป็นเครื่องมือในการเลือกพื้นที่ในภาพ เฉพาะส่วนที่
เราต้องการ รูปแบบหนึ่ง ซึ่งตัวเครื่องมือจะฟิกซ์รูปแบบอยู่4 แบบหลักๆ ด้วยกัน คือ “Rectangular
Marquee Tool” การเลือกพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม จะเลือกแบบสี่เหลี่ยมจัสตุรัส หรือลากเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็
ได้ “Elliptical Marquee Tool” การเลือกพื้นที่รูปวงกลม ซึ่งลากเป็นวงกลมปกติ หรือลากให้เป็นวงรีก็ได้
เช่นกัน ส่วน “Single Row Marquee Tool” และ “Single Column Marquee Tool” จะลากเป็นเส้นตรงเล็กๆ
ในแนวตั้ง หรือ แนวนอนซึ่งเครื่องมือนี้อาจจะไม่ค่อยได้ใช้บ่อยมากนัก
ตัวอย่างการใช้เครื่องมือ “Elliptical Marquee Tool” ลากเป็นวงรี ล้อมรอบใบหน้าในส่วนที่เราต้องการจะ
เลือก ซึ่งทาได้ค่อนข้างสะดวกรวดเร็ว แต่รูปแบบที่ให้เลือกจะล็อคไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะต้อง
กลับมาเก็บรายละเอียดส่วนที่เกิน หรือขาดหายไปอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าจะให้สามารถปรับแต่งเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องการได้อย่างอิสระ และละเอียดมากกว่าต้องใช้เครื่องมือใน
กลุ่มของ “Lasso Tool” หรือเครื่องมือบ่วงบาศ ที่เป็นแบบฟรีฟอร์ม ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถลากเส้น
รอบๆ บริเวณของภาพที่เราต้องการได้อย่างอิสระ โดยจะมีเครื่องมือมาให้เลือกใช้กันได้ทั้งหมด3 แบบ
ด้วยกันดังนี้
เริ่มต้นด้วยเครื่องมือแรก “Lasso Tool” สัญลักษณ์รูปบ่วงบาศวงกลม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกพื้นที่
ในภาพแบบ “Free Hand” หรือแบบอิสระ ที่เราจะต้องลากเส้นประล้อมกรอบรอบๆ บริเวณที่เราต้องการด้วย
ตัวเอง อายได้ตรงไหนรูปแบบอย่างไร กินพื้นที่มากน้อยแค่ไหนก็วาดขึ้นมาเองได้เลยตามต้องการ โดยที่ตัว
โปรแกรมไม่ได้มีส่วนช่วยทุ่นแรงใดๆ
ตามด้วยเครื่องมือที่ 2 กับ “Polygonal Lasso Tool” สัญลักษณ์รูปบ่วงบาศหลายเหลี่ยม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่
ใช้ในการเลือกพื้นที่ในภาพแบบ เส้นตรงหลายเหลี่ยม โดยวิธีการเลือกพื้นที่ทาได้โดยการกดจุดลงไปรอบๆ
บริเวณที่ต้องการ โปรแกรมจะทาการลากเส้นตรงจากจุดต่างๆ ตามลาดับที่เราได้กดเลือกไว้
และสุดท้ายกับเครื่องมือ “Magnetic Lasso Tool” สัญลักษณ์รูปบ่วงมีแม่เหล็กติดอยู่ เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน
การเลือกพื้นที่ในภาพแบบฟรีฟอร์ม อีกรูปแบบหนึ่ง ที่สะดวกและง่ายกว่ามาก เพียงแค่ลากเมาส์ไปรอบๆ
บริเวณที่เราต้องการ โปรแกรมจะทาการลากเส้นให้อัตโนมัติ โดยใช้เส้นขอบ หรือจุดตัดกันของสีในภาพ เป็น
แนวในการลากเส้น ช่วยให้สะดวก และรวดเร็วกว่า แต่ก็จะมีปัญหาอยู่บ้างกับภาพ ที่มีสีใกล้เคียงกัน จะทา
ให้เส้นที่ลากผิดเพี้ยนได้ ต้องกลับมาแก้เพิ่มลดส่วนที่ต้องการอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่น่าสนในอย่างเครื่องมือ“Magic Wand Tool” ทีใช้เลือกบริเวณของภาพจากสี ที่
ใกล้เคียงกัน โดยเมื่อเราใช้เครื่องมือนี้กดลงไปบริเวณสีที่ต้องการ โปรแกรมจะเลือกพื้นที่ของสีที่ใกล้เคียงกัน
ในบริเวณนั้น ขึ้นมาเหมาะสาหรับการเลือกพื้นที่ในภาพที่มีสีเหมือนๆ กันขึ้นมา
หรือจะเป็นเครื่องมือ “Quick Selection Tool” ที่อยู่ในชุดเครื่องมือเดียวกันกับ“Magic Wand Tool” แต่จะมี
ความฉลาดมากกว่า สามารถเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องการได้ง่ายเพียงแค่ลากเครื่องมือไปในบริเวณของภาพ
ที่เราต้องการ โปรแกรมจะทาการเลือกพื้นที่ในภาพ ที่เหมาะสมให้เอง สะดวก ง่ายและแม่ยาตรงตามต้องการ
มากๆ
Tip: เราสามารถเพิ่มหรือลดพื้นที่ในภาพที่เราต้องการ หลังจากที่ใช้เครื่องมือต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเลือก
พื้นที่ในภาพขึ้นมาแล้ว โดยใช้คีย์ลัด เช่น หากต้องการเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องเพิ่มเติมให้กดปุ่ม“Shift” ค้าง
ไว้ จะมีเครื่องหมาย “+” เพิ่มขึ้นมาที่เคอร์เซอร์ จากนั้นจึงใช้เครื่องมือที่ต้องการลากเส้นล้อมกรอบบริเวณที่
เราต้องการเพิ่มเติม จะอยู่ติดกับบริเวณที่เราได้เลือกไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ก็ได้ แต่หากต้องการจะลบพื้นที่
ส่วนเกิน ให้กดปุ่ม“Alt” ค้างไว้ จะมีเครื่องหมาย “-” เพิ่มขึ้นมาที่เคอร์เซอร์ จากนั้นจึงใช้เครื่องมือที่ต้องการ
ลากเส้นล้อมกรอบบริเวณที่เราไม่ต้องการจะเลือกออก เมื่อปล่อยเมาส์เส้นประบริเวณที่เราล้อมกรอบไว้จะ
หายไปตามที่ต้องการ
ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เราได้ตัดภาพต้นฉบับเฉพาะส่วนที่ต้องการออกมาแล้ว เราจะต้องนาภาพที่เราได้ตัด
ไว้ไปวางทับบนภาพใหม่ที่เราต้องการจะตัดต่อ โดยการเลือกที่เมนู“Edit” จากแถบเมนูด้านบนของโปรแกรม
จากนั้นเลือกที่ “Copy” หรือใช้คีย์ลัดโดยการกดปุ่ม“Ctrl” ค้างไว้แล้วกดปุ่มตัวอักษร ”C” ก็ได้เช่นกัน
เสร็จแล้วให้เราเปิดภาพที่ต้องการจะตัดต่อขึ้นมา เพื่อวางรูปภาพที่เราได้ทาการก็อปปี้ไว้เมื่อครู่ มาวางทับ
โดยการไปที่เมนู“Edit” จากแถบเครื่องมือด้านบนของโปรแกรมเหมือนเช่นเดิม จากนั้นเลือกไปที่“Paste”
หรือใช้คีย์ลัดโดยการกดปุ่ม“Ctrl” ค้างไว้แล้วกดปุ่มตัวอักษร ”V” ก็ได้เช่นกัน
เมื่อกดวางภาพเสร็จแล้วเราก็จะได้ภาพ 2 ภาพ ที่ซ้อนกันอยู่ตามรูปตัวอย่าง เพื่อเตรียมการตัดต่อภาพใน
ขั้นตอนต่อไป
ต่อภาพเข้าหากัน หลังจากที่เราได้เตรียมภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะทาการตัดต่อ จะสังเกตว่า
ตอนนี้ภาพต้นฉบับที่เราตัดมา มีสเกลใบหน้าที่ใหญ่กว่าภาพที่เรานามาตัดต่อพอสมควร ในขั้นตอนนี้เรา
จะต้องปรับสเกลของภาพที่เราตัดมาให้พอดีกับ สเกลของภาพที่เราจะใช้ตัดต่อ
โดยวิธีการให้ไปที่เมนู“Edit” จากแถบเครื่องมือด้านบนของโปรแกรมจากนั้นดูที่หัวข้อ“Transform” จะมี
เครื่องมือ “Scale” อยู่ในลาดับที่ 2 เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปรับเพิ่มลดขนาดของภาพโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อกด
ใช้เครื่องมือนี้แล้วจะมีกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบภาพที่เราต้องการจะย่อ-ขยาย จากนั้นให้เอาเคอร์เซอร์กดลาก
รูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมภาพ เข้า-ออก เพื่อย่อ-ขยายภาพได้ขนาดตามที่ต้องการ โดยมีเทคนิคเล็กน้อย
หากต้องการย่อ-ขยายภาพให้ได้สัดส่วนของภาพเท่าเดิม ให้เรากดปุ่ม“Shift” บนคีย์บอร์ดค้างเอาไว้ด้วย
วิธีการย่อ-ขยายภาพให้ได้ขนาด หรือสเกลที่เหมาะสม มีเทคนิคอยู่เล็กน้อย ก่อนอื่นเลยเราจะต้องหาจุด
สังเกตบนในหน้า ที่สามารถมองเห็น และวัดขนาดได้อย่างชัดเจน ให้เจอ อย่างน้อยด้านละ1 จุด (กว้าง-ยาว)
เช่น ความกว้างของหน้าผาก หรือความยาวของใบหน้าเป็นต้น ใช้เป็นจุดสังเกต แล้วจึงปรับอัตราส่วนของ
ภาพที่เรานามาแปะทับ ให้ได้ขนาดกว้าง-ยาวที่ใกล้เคียงกันที่สุด
แล้วจึงนาภาพมาวางซ้อนทับ ให้แนบสนิทกันพอดีดูเหมือนเป็นภาพเดียวกันอาจจะมีปรับแต่งยืด-หดภาพ
หรือหมุนภาพได้ ตามความเหมาะสมเพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้เคียง สมจริงมากที่สุด โดยวิธีการหมุนภาพนั้น
สามารถทาได้โดยการไปที่แถบเครื่องมือ “Edit” ด้านบนของโปรแกรมจากนั้นไปที่หัวข้อ“Transform” แล้ว
เลือกไปที่ “Rotate” จะมีกรอบสีเหลี่ยมล้อมรอบภาพที่เราต้องการจะหมุน จากนั้นให้กดเคอร์เซอร์ตรงมุม
ภาพจากนั้นลากหมุนเป็นวงกลมให้ได้องศาที่ต้องการ
ปรับแต่งย่อ-ขยายเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็จะเหลือแค่ปรับแต่งแสง สี ให้เข้ากับภาพพื้นหลังอีกเล็กน้อย เท่านี้
ก็ได้ภาพตัดต่อตามที่เราต้องการ
เลเยอร์มาร์ค
วิธีการทาเลเยอร์มาร์ค สามารถนามาประยุกต์ใช้กับการตัดต่อภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยขั้นตอนหลังจากที่เรา
ได้ตัดภาพต้นฉบับ มาแปะทับบนภาพที่เราต้องการจะตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้ทาการปรับย่อ
ขนาดของภาพให้พอดีกับสัดส่วนของภาพที่จะนามาตัดต่อ โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับเทคนิคการแปะภาพ
ข้างต้น
จากนั้นให้นาภาพมาวางทับซ้อนกันให้สนิทพอดี แล้วจึงกดปุ่ม”Add layer mask” บริเวณด้านล่างขวา
ของแถบเครื่องมือเลเยอร์ สัญลักษณ์รูปกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว มีวงกลมสีเทาอยู่ด้านใน เพื่อใช้งาน
เครื่องมือ เลเยอร์มาร์ค เมื่อกดเสร็จแล้วจะสังเกตว่าจะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีขาวปรากฏขึ้นมาด้านหลังเล
เยอร์แสดงว่าทาถูกต้องตามขั้นตอนชัวร์
จากนั้นให้เลือกที่เครื่องมือ“Brush Tool” จากเมนูทางด้านซ้าย รูปพู่กันทาสี โดยเลือกสีแปลงที่ใช้ทาให้เป็นสี
ดา เสร็จแล้วทาลงไปบริเวณขอบๆ เพื่อลบขอบของภาพที่เรานามาแปะทับให้เนียนเสอม ดูกลมกลืนกันทั้ง
ภาพ แต่หากลบหาเกินหรือแหว่งไป ให้เปลี่ยนสีพู่กันเป็นสีขาวแทน แล้วทาบริเวณที่ภาพขาดหาย หรือลบ
แหว่งไป ทาสลับกันไปเลื่อยๆ จนได้ภาพตัดต่อที่เนียนเป็นเนื้อเดียวกับภาพพื้นหลังมากที่สุด
จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการปรับแต่งแสงสี ให้ดูกลมกลืนกับพื้นหลัง โดยสามารถเรียกใช้เครืองมือในการ
ปรับแต่งสีได้จากแถบเครืองมือ ”Image” ด้านบนของโปรแกรม โดยเลือกไปที่ “Adjustments”จะมีเครื่องมือ
ปรับแต่งหลายๆ ตัวให้เลือกใช้ โดยหลักๆ ที่มักจะใช้กันบ่อยๆ ได้แก่Brightness/Contrast สาหรับปรับแต่ง
ความสว่างในภาพ และความเข้มของสี ,Levels สาหรับปรับแต่งสีจากกราฟ Color Balance สาหรับปรับ
โทนสีแยกตามแม่สี เป็นต้น
ปรับแต่งแสงสี เสร็จเรียบร้อยก็จะได้ภาพตัดต่อด้วยเทคนิคการทาเลเยอร์มาร์ค
บทที่ 3
วิธีการจัดทาโครงงาน
3.1 วัสดุและอุปกรณ์
3.1.1 เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์และการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
3.1.2 โปรแกรม Adobe Photoshop ใช้ในการตัดต่อภาพ
3.1.3ขาตั้งกล้อง(Tripod)ใช้ในการถ่ายภาพ
3.1.4เลนส์กล้อง (Lens)ใช้ในการเลือกถ่ายรูปตามความเหมาะสม
3.1.5แฟลช(Flash)ใช้ในการถ่ายภาพตอนกลางคืน
3.1.6ฟิลเตอร์(Filter)ใช้ในการถ่ายภาพเพื่อให้สีภาพสมดุล
3.2 วิธีการดาเนินการศึกษา
1.ปรึกษาและขอคาแนะนาจาอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
2.เสนอโครงงานเพื่อขออนุมัติ
3.ศึกษาและสารวจรายละเอียดเพิ่มเติม
4.เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงานเพื่อมาวิเคราะห์และสรุปเนื้อหาที่สาคัญที่จะนามาจัดทา
โครงงาน
5.สร้างชิ้นงาน
6.ประเมินคุณภาพต้นแบบของชิ้นงาน
7.ปรับปรุงต้นแบบชิ้นงาน
8.ทดลองชิ้นงานกับกลุ่มเป้ าหมาย
9.วิเคราะห์ข้อมูล
10.เขียนรายงาน
11.บันทึกลง CD-ROM
12.นาเสนอรายงาน
ตารางการปฏิบัติงาน
ลาดับ รายการปฏิบัติ
กุมภาพันธ์
1 2 3 4
มีนาคม
1 2 3 4
เมษายน
1 2 3 4
หมายเหตุ
1 ปรึกษาและขอคาแนะนาจา
อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
2 เสนอโครงงานเพื่อขออนุมัติ
3 ศึกษาและสารวจรายละเอียด
เพิ่มเติม
4 เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
กับโครงงานเพื่อมาวิเคราะห์
และสรุปเนื้อหาที่สาคัญที่จะ
นามาจัดทาโครงงาน
5 สร้างชิ้นงาน
6 ประเมินคุณภาพต้นแบบของ
ชิ้นงาน
7 ปรับปรุงต้นแบบชิ้นงาน
8 ทดลองชิ้นงานกับกลุ่มตัวอย่าง
9 วิเคราะห์ข้อมูล
10 เขียนรายงาน
11 บันทึกลง CD-ROM
12 นาเสนอรายงาน
บทที่ 4
ผลการศึกษา
การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อ
ภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม
flipalbum และค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่ายผู้จัดทาโครงงานสามารถนามา
ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้สาหรับเยาวชนและผู้สนใจ
ทั่วไป ซึ่งมีผลการดาเนินงานโครงงาน ดังนี้
ผลการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ด้วย flipalbum เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม
Adobe Photoshop นี้ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่เสนอในบท ที่ 3 แล้ว และได้
สมัครเป็นสมาชิกเว็บบล็อค ที่ชื่อ https://www.blogger.com/ จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดย ทั้งนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ดังกล่าว
สามารถเป็นแหล่งเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ จากัดเวลาและสถานที่ เพราะสามารถศึกษาได้ทุกที่ที่มี
คอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี โดยทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆ ในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้แบบออฟไลน์และในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว
ตัวอย่างการนาเสนอหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E-Book
หน้าแรกของเนื้อหา
หัวข้อที่ 2 ของเนื้อหา
หัวข้อที่ 3 ของเนื้อหา
2. ผลการประเมินประสิทธิภาพ
ผลการประเมินประสิทธิภาพของการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อ
ภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop (Software) แสดงค่าเฉลี่ย (𝑥) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)
และค่าระดับประสิทธิภาพของกลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานจานวน 20 คน มีดังต่อไปนี้
ตารางที่ 1 แบบประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของการ สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book)
เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop
รายการประเมิน 𝒙 S.D. ความหมาย
1.ขนาดตัวอักษรและความชัดเจนของข้อความบนจอภาพ 4.7 0.52 ดีมาก
2.ความเหมาะสมการใช้สีของตัวอักษรและสีพื้นหลัง 4.5 0.5 ดี
3.ความเหมาะสมของการจัดวางตาแหน่งข้อความ 4.8 0.53 ดีมาก
4.ปุ่มคาสั่งบนหน้าจอสื่อสารกับผู้ใช้ได้ 4.6 0.51 ดี
5.การใช้งานง่าย 4.3 0.47 พอใช้
6.ความเหมาะสมของเนื้อหาข้อมูลที่ใช้ 4.4 0.48 ดี
รวมค่าเฉลี่ย 2.73 0.33 ดี
จากตารางที่ 1 แบบประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book)
เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับดี ( 𝑥 = 2.73)
บทที่ 5
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ด้วยโปรแกรม flipalbum
เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop นี้สามารถสรุปผลการดาเนินโครงงาน และ
ข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. การดาเนินงานจัดทาโครงงาน
1.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพื่อศึกษาและสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ด้วยโปรแกรมflipalbum เรื่อง
เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ได้ด้วยตนเองและนามาประยุกต์ใช้ให้เข้า
กับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น
2. เพื่อนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
3. เพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับเทคนิคการตัดต่อภาพ
4. เพื่อส่งเสริมการอ่านโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
1.2 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมหรือที่ใช้ในการพัฒนา
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต
2. ลาโพง
3.สมุดสาหรับทา Storyboard
4.โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) ได้แก่ flipalbum
5. โปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อและตกแต่งรูปภาพ ได้แก่ Adobe Photoshop
6. เว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช่นhttps://www.blogger.com/
สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน
การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ด้วย
โปรแกรม flipalbumนี้ผู้จัดทาได้ทาการออกแบบหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความคล้ายคลึงกับหนังสือ
ปกติซึ่งประกอบไปด้วยปกสารบัญที่มีลักษณะเชื่อมโยง เนื้อหา กิจกรรม แบบฝึกหัด และอ้างอิง ซึ่งทาให้ง่าย
ต่อการใช้งาน ใช้ตัวอักษรที่อ่านง่าย มีภาพประกอบและกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา สามารถนาไปใช้
สาหรับศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้สาหรับผู้ที่สนใจโดยมีเนื้อหาเหมือนกับหนังสือทั่วไปที่เป็นเล่มๆ เพียงแต่
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เป็นหนังสือที่ใช้อ่านในรูปแบบดิจิตอล สามารถอ่านได้พร้อมกันหลายคน
และเปิดได้ทีละหลายหน้าตามต้องการซึ่งต่างจากหนังสือทั่วไปที่อ่านได้ทีละคนทีละหน้า ในหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์(E-book) อาจมีเรื่องราวต่างๆ มากมายกว่าในหนังสือเทียบได้กับสารานุกรมและเป็น
สารานุกรมหลายๆ เล่ม แต่ทั้งนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) ยังสามารถใช้อ่านได้หลายแบบ มีทั้งแบบที่
เป็นสากลที่ใช้ได้ทางอินเทอร์เน็ตสามารถอ่านได้ทั่วไปที่มีบริการอินเทอร์เน็ตและแบบที่อยู่ในรูปแบบของ
ดิสก์เก็ท ทั้งสองแบบนี้สามารถอ่านได้ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
พกพาอื่นๆ ได้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก มีได้ทั้งภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว คาพูดบรรยาย และเสียงดนตรีประกอบ ทาให้บทเรียนมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่เสนอในบทที่3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงาน
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาโดยได้นาเผยแพร่ที่เว็บไซต์ชื่อ
https://www.blogger.com/ ทั้งนี้เว็บดังกล่าว สามารถจัดการและเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
โดยทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดยแสดงความเห็นในเนื้อหา
และรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้ในโลกออนไลน์
อย่างหลากหลายและรวดเร็ว
ข้อเสนอแนะ
ในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe
Photoshop ด้วยโปรแกรม flipalbum ที่ผู้จัดทาได้สร้างขึ้นนี้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการ
เรียนการสอนของการศึกษาได้เป็นอย่างดีและสามารถนาไปพัฒนาได้ในอนาคต ในการพัฒนาครั้งนี้มี
ข้อเสนอแนะดังนี้
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เป็นโปรแกรมสาเร็จรูปที่ใช้ทาเอกสารหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย
และรวดเร็ว แต่ถ้าเราใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลต่อการละเมิดลิขสิทธิ์และ
ได้รับความรู้ที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้จัดทาควรเผยแพร่สิ่งที่ดี ๆ ให้บุคคลที่เข้ามาศึกษาได้ความรู้และสิ่งดี
ๆ นาไปเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่นมาศึกษาความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไป
2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ที่ใช้เป็น
สื่อสาหรับการเรียนรู้ที่มีลักษณะของสื่อประสม ซึ่งทาให้ผู้ที่ใช้สามารถเรียนรู้เนื้อหาได้หลายช่องทาง ผู้ใช้ได้
สามารถลองตัดสินใจ และสามารถทราบผลได้ทันทีจึงทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ทาให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความสนใจ ดังนั้นควรสร้างสื่อการสอนในลักษณะที่เป็นสื่อ
ประสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ควรจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการสร้างหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เพราะในการสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นต้องอาศัยผู้ที่มีความชานาญหลาย ๆ ด้าน
มาสร้างสรรค์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะนาไปใช้ในโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการเรียนการสอน ทาให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
ในการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น
4. ควรมีการจัดทาเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
5. ควรมีการจัดทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพิ่มเติม
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา
1. นักเรียนไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน จึงทาให้การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) เกิดความล่าช้าตามไปด้วย
2. ระบบอินเตอร์เน็ต มีปัญหาบ่อยครั้ง จึงทาให้การติดต่อครูที่ปรึกษาโครงงานและการสนทนาแลกเปลี่ยน
เรียนรู้กับเพื่อนนักเรียน เกิดการสะดุด ไม่ต่อเนื่อง จึงทาให้การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ล่าช้ากว่าที่
คาดหวังไว้
บรรณานุกรม
http://www.pctodaythailand.com/cut2-photolover
http://writer.dek-d.com/wannapa27/story/viewlongc.php?id=748589
ภาคผนวก
ภาพขณะสอนเด็กทางาน
ภาพขณะกาลังอธิบายรายละเอียดของเนื้อหา
ภาพขณะกาลังให้คะแนนเด็ก
ข้อมูลผู้จัดทา
นางสาวอริยาภรณ์ นามสกุล เสือคง
รหัสนิสิต 55540254 สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา
https://www.facebook.com/Ariyaporn.Suekong
E-mail : Ariyaporn887@gmail.com
Kadook_aum@hotmail.com
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

บท1 5 เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย

  • 1.
    โครงงาน การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรมAdobe Photoshop เสนอ อาจารย์ภูเบศ เลื่อมใส จัดทาโดย นางสาวอริยาภรณ์ เสือคง รหัสิสิต : 55540254 กลุ่ม : 402 สาขาเทคโนโลยีการศึกษา (ภาคพิเศษ) คณะศึกษาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 มหาวิทยาลัยบูรพา
  • 2.
    คานา โครงงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา โครงงานเทคโนโลยีการศึกษา :การศึกษาอิสระ จัดทาขึ้นเพื่อ สร้างความเข้าใจในความสาคัญ และหลักการ ในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย รายงานเล่มนี้ ประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพ การจดองค์ประกอบของภาพ ทฤษฎีและหลักการในการ ถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย จนถึงวิธีการตัดต่อภาพถ่ายด้วย เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะช่วยให้ มีความเข้าใจและสามารถนาปฏิบัติงานไปในทิศทาง ที่ถูกต้อง และเป็นตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่อไป ผู้จัดทา
  • 3.
    สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1แนวคิด ที่มา และความสาคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ 1 ขอบเขตเนื้อหา 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 บทที่ 2 เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง ประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย 3 จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ 4 ทฤษฎีและหลักการในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย 8 การตัดต่อภาพถ่าย 22 บทที่ 3 วิธีการจัดทาโครงงาน วัสดุและอุปกรณ์ 37 วิธีการดาเนินการศึกษา 38 ตารางปฏิบัติงาน 40 บทที่ 4 ผลการศึกษา ผลการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 41 ตัวอย่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 41 ผลการประเมินประสิทธิภาพ 43 ตารางแบบประเมินผล 44 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา 45 สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน 45 ข้อเสนอแนะ 46 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา 47 บรรณานุกรม 48 ภาคผนวก ค ประวัติผู้จัดทา ง
  • 4.
    บทที่ 1 บทนา แนวคิด ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานการตัดต่อภาพ จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่ไปถ่ายภาพแล้วก็นามาตัดต่อเลย โดยไม่มีการคิดให้ดีก่อนที่จะตัดต่อ เพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็ คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ ในที่นี้ขอแนะนาแนวคิดเทคนิคในการตัดต่อภาพให้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการ จะไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ไข้ภายหลัง โดยมีแนวคิดเทคนิคดังนี้ ในปัจจุบันงานภาพถ่ายได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ด้วยความสามารถของงาน ทางด้านมัลติมีเดีย ที่ทาให้การนาเสนองานของเราน่าสนใจแล้ว ราคากล้องถ่ายภาพก็ราคาถูกลงมามากและ หาซื้อได้ไม่ยาก พร้อมกับโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อ แต่งภาพก็มีให้เลือกใช้มากมายและก็ไม่ยากจนเกินไปที่ จะเรียนรู้ สาหรับสื่อนี้จะขอนาเสนอการตัดต่อด้วยโปรแกรมPhotoshop เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดต่อ ภาพถ่าย เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ยอมรับว่าในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่ง เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมาก โลกแห่งเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับและเป็นปัจจัยสาคัญของคนในยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง ที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ในปัจจุบันภาพถ่ายหรือการทาภาพเคลื่อนไหว ได้มีการพัฒนาด้วยเทคนิค ใหม่ที่ล้าสมัยมากมายอีกด้วย การบันทึกภาพ การตัดต่อภาพถ่าย และการสร้างภาพ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ทาให้ทางเลือกใหม่ที่เกิดขึ้นในการที่จะสรรค์สร้างผลงานของแต่ล่ะบุคคล วัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาการฝึกถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย และเพื่อให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของภาพถ่าย และเพื่อการประเมินประสิทธิภาพของการฝึกถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย
  • 5.
    ขอบเขตเนื้อหา 1. แนวคิดหลักการถ่ายภาพ 1.1 ความหมายของการถ่ายภาพ 1.2ความสาคัญของการถ่ายภาพ 1.3 ประเภทของการถ่ายภาพ 1.4 ประโยชน์ของการถ่ายภาพ 2. เทคนิคการถ่ายภาพนิ่ง 2.1 การเลือกใช้โหมดถ่ายภาพ 2.2 การตั้งค่าขนาดรูรับแสง 2.3 การกาหนดค่าความเร็วของชัตเตอร์ 2.4 การตั้งค่าความไวแสง (ISO) 2.5 การใช้อุปกรณ์ 2.5.1 ขาตั้งกล้อง(Tripod) 2.5.2 เลนส์กล้อง (Lens) 2.5.3 แฟลช(Flash) 2.5.4 ฟิลเตอร์(Filter) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อเป็นแนวทางในการแนะนาองค์กรและหน่วยงาน การสร้างงานถ่ายภาพและเทคนิคการตัด ต่อภาพถ่าย เพื่อนาเสนอข้อมูลภายในหน่วยงาน 2. เพื่อเป็นสื่อบันทึกภาพความทรงจา และเหตุการณ์สาคัญต่างๆ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวใน ทุกสถานที่ต่างๆ งานวันเกิด งานแต่งงาน งานรับปริญญางานเลี้ยงของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเดิมเราจะ เก็บไว้ในรูปแบบภาพ normal 3. เพื่อเป็นประโยชน์สาหรับคนรักการถ่ายภาพและชอบการตัดต่อภาพถ่าย ช่วยให้เกิดการจดจา นาไปใช้เป็นหลักฐาน เก็บไว้ดูได้นาน หรือใช้ศึกษาต่อภายหลัง
  • 6.
    บทที่ 2 เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการฝึกถ่ายภาพ และตัดต่อภาพ 2.1 ประวัติและความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย 2.2 จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ 2.3 ทฤษฎีและหลักในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพ 2.4 การตัดต่อภาพถ่าย 2.1ประวัติความเป็นมาของการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่าย การถ่ายภาพ คือ การบันทึกเหตุการณ์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บสภาพแสง ณ เวลานั้นไว้ บนวัตถุไวแสง ผ่านอุปกรณ์รับแสงที่เรียกว่ากล้องถ่ายรูป หลังจากนั้น จะสามารถเปลี่ยนสภาพแสงเหล่านั้น กลับมาเป็นภาพได้อีกครั้งหนึ่ง ผ่านกระบวนการล้างอัดภาพในภาษาอังกฤษคาว่า การถ่ายภาพ คือ Photography ( อ่านว่า โฟโตกราฟฟี ) มาจากการผสมคากรีกสองคา คือ คาว่า φως - phosซึ่งแปลว่า แสง กับคาว่า γραφις - graphisหรือ γραφη - graphêซึ่งแปลว่า การเขียน. เมื่อรวมกันแล้ว จึงมีความหมายตรงตัวว่า การวาดภาพด้วยแสง นั่นเอง 2.1.1 ประวัติการถ่ายภาพ พ.ศ. 2368 (ค.ศ. 1825) - นิเซฟอร์ นิเอปเซ่( NicéphoreNiépce ) ถ่ายภาพเป็นครั้งแรก โดยใช้ ยางมะตอยจูเดีย (bitumen of Judea) พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) - ฌากส์ ดาแกร์ (Jacques Daguerre) ซึ่งเคยทางานกับนิเอปเซ่ ประดิษฐ์วิธีการถ่ายภาพใหม่ คือ ดาแกโรไทป์ ( Daguerreotype ) โดยใช้โลหะเงินบนแผ่นทองแดงในการ ถ่ายภาพ. ซึ่งดารแกร์พบว่า เมื่อนาเงินมาอังด้วยไอของไอโอดีนก่อนใช้ถ่ายภาพ แล้วนาไปอังด้วยไอปรอท จะได้ภาพออกมา
  • 7.
    พ.ศ. 2383 (ค.ศ.1840) - วิลเลียม ฟอกซ์ แทลบอต ( William Fox Talbot ) ประดิษฐ์คาโลไทป์ ( Calotype ) โดยการชุบกระดาษด้วยซิลเวอร์คลอไรด์ เพื่อทาภาพเนกาทิฟ แล้วนามาใช้ทาพอซิทิฟได้ เป็น วิธีการที่ใช้ในปัจจุบัน 2.2 จัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบในภาพ (Composiitioning) จะทาให้ภาพมีคุณค่าน่าดึงดูดใจ ทาให้ภาพดูแตกต่าง จากภาพธรรมดาทั่ว ๆ ไปเป็นภาพที่มีความหมาย กฎสามส่วน (Rule of Thirds) การจัดองค์ประกอบของภาพให้ดูดีประการหนึ่งคือการเลือกวางตาแหน่ง จุดสนใจของภาพ โดยการแบ่งด้านกว้างและด้านยาวออกเป็นด้านละสามส่วนจะทาให้ภาพถูกแบ่งออกมาได้ 9 ช่อง จุดที่เส้นแบ่งตัดกันจะมีอยู่4 จุดด้วยกัน จุดใดจุดหนึ่งของจุดทั้งสี่ ถือเป็นตาแหน่งสาหรับวางส่วน สาคัญที่สุดของภาพ ซึ่งจะทาให้ภาพมีคุณค่าขึ้น ช่างภาพมือใหม่มักจะวางจุดสนใจไว้ที่กลางภาพเนื่องจาก ยังไม่คุ้นกับการมองผ่านช่องมองภาพ หรือมัวพะวงมุ่งสนใจกับวัตถุที่จะถ่ายดังนั้นหากเราฝึกกวาดสายตาดู รอบ ๆ ภาพที่ช่องมองภาพแล้วเลือกว่าจะเลื่อนจุดสนใจไปยังจุดใดจุดหนึ่งของสี่จุดดังกล่าว เราก็จะได้ภาพที่ ดูดีขึ้น อนึ่ง การวางจุดสนใจไว้ ณ ตาแหน่งต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อบังคับเป็นเพียงแนวทางสาหรับการจัด ภาพทั่ว ๆ ไป ช่างภาพอาจมีแนวทางการวางที่ต่างออกไปแล้วแต่แนวคิดในภาพแต่ละภาพ ความสมดุลของภาพ (Balancing Elements) ในการจัดวางจุดสนใจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของภาพ ตามกฏสามส่วนนั้น ทาให้น้าหนักของภาพหนักไปทางด้านนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งจะดูโล่ง จึงควรหาจุดสนใจ รอง ๆ ไว้อีกด้านหนึ่งเป็นการถ่วงน้าหนักให้ภาพดูสมดุลขึ้น ทั้งนี้ก็อย่าให้จุดสนใจรองนั้นมาลดความเด่นของ จุดสนใจหลักจนเกินไป
  • 8.
    เส้นนาสายตา (leading Line)โดยธรรมชาตินั้น เมื่อเรามองไปยังภาพ ตาของคนเราจะเคลื่อนไปตาม เส้นสายต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพ ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดองค์ประกอบของภาพให้มีเส้นสาย และให้ผู้ชม เคลื่อนสายตาไปตามเส้นสายนั้น(เส้นสายเหล่านี้อาจจะเป็นถนน ธารน้า ทิวเขา เส้นแบ่งของสีสัน เส้นแบ่ง ความเข้มของแสง ขอบเงาของวัตถุ ฯลฯ) ผ่านจุดสนใจจนเลยไกลออกไป เส้นสายเหล่านี้อาจจะมีรูปทรงเป็น เส้นตรง เส้นเฉียง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ฯลฯ ความสมมาตรและความเป็นแบบแผน(Symmetry and Patterns) เราสามารถสร้างสรรค์ภาพที่มี ความสมมาตรและเป็นแบบแผนดูน่าเบื่อหน่าย ให้ดูน่าสนใจได้หากสามารถนาเสนอในมุมมองที่ผู้ชมไม่ได้ คาดคิดมาก่อน ในขณะที่เรากาลังเดินหามุมภาพ ให้ลองฉุกคิดดูว่าช่วงบริเวณนั้นมีโครงสร้างอะไรที่เป็นแบบ แผน มีความสมมาตร อาจเป็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือป่าเขา ลองส่องช่องมองกล้องดู ก็อาจได้ภาพที่มี คุณค่าได้ และหากเรามีการคิดต่างออกไปโดยวางจุดสนใจลงไปที่ตาแหน่งใดตาแหน่งหนึ่งของภาพประเภท นี้ก็อาจได้ภาพที่ดูดีด้วยก็ได้
  • 9.
    มุมมอง (Viewpoint) ก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพให้ลองใช้เวลาสักนิดคิดหามุมที่จะตั้งกล้องสาหรับ บันทึกภาพแทนที่จะเป็นมุมมองในระดับสายตาซึ่งดูจาแจ หากลองก้มลงในมุมต่าใกล้ระดับพื้น หรือตะแคง กล้องทามุมเอียง ๆ กับพื้น หรือปีนไปถ่ายในมุมสูง ฯลฯ อาจได้มุมมองที่ต่างออกไป และสามารถสร้างความ เร้าใจให้ผู้ชมภาพนั้น ๆ ได้ ฉากหลัง (Background) บ่อยครั้งที่ภาพบางภาพที่น่าจะดูดีแต่พบว่าจุดสนใจกลับดูไม่เด่นพอ ทั้งนี้อาจ เป็นเพราะฉากหลังดูวุ่นวายแย่งความสนใจจากจุดสนใจหลัก ดังนั้น ในการถ่ายภาพให้หามุมกล้องที่ฉาก หลังดูค่อนข้างเรียบ ไม่มีอะไรรกสายตา ไม่มีแสงสีที่จะมาแย่งตายตาไปจากจุดสนใจ อีกทางหนึ่งคือ เปิด ขนาดของอะเพอร์เจอร์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ระยะชัดลึกน้อยลงทาให้ฉากหลังพร่ามัว การถ่ายของชิ้นเล็ก ๆ เช่น การถ่ายภาพดอกไม้ เราสามารถใช้ระดาษที่มีสีโทนมืดไปไว้ด้านหลังของดอกไม้ที่จะถ่ายเพื่อทาเป็นฉากหลัง ก็จะทาให้ภาพของดอกไม้ดูโดดเด่นขึ้น ความลึก (Depth) แม้ว่าภาพถ่ายจะเป็นภาพสองมิติ เราสามารถถ่ายทอดให้ภาพดูมีความลึกเพิ่มอีก มิติหนึ่งได้ โดยการจัดภาพให้มีทั้งฉากหน้า วัตถุ และฉากหลัง ทาให้แต่ละช่วงดูต่างจากกัน อาจจะต่างกันที่ โทนสี น้าหนักของแสง ความคมชัด ด้วยการจัดวางที่ดีทาให้ภาพดูมีความลึกขึ้น
  • 10.
    กรอบภาพ (Framing) ภาพบางภาพอาจดูโล่งๆ แต่หากเราแต่งภาพโดยให้มีฉากหน้า เช่นให้มีกิ่งไม้ ใบไม้มาแซม ๆ ที่ขอบภาพ สามารถทาให้ภาพดูดขึ้นไม่โล่งเหมือนเดิม การประกอบภาพด้วยขอบประตู หรือ ขอบหน้าต่างไว้ในบริเวณขอบของภาพสักสองถึงสี่ด้านก็ช่วยให้ภาพนั้น ๆ ดูไม่โล่งจนเกินไปได้เช่นกัน การ จัดให้มีกรอบภาพแบบธรรมชาตินี้ยังเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จุดสนใจดูเด่นขึ้นและยังเพิ่มมิติให้กับภาพได้ การตัดส่วนเกิน (Cropping) บางครั้งการถ่ายภาพมีข้อจากัดทาให้ไม่สามารถถ่ายภาพวัตถุหลักให้มี ขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการอาจจะเนื่องจากถ่ายในระยะไกลเกินไป หรือบางครั้งภาพที่ถ่ายนั้นพบว่าจุดสนใจ หลักถูกแย่งความสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ การตัดขอบภาพในส่วนที่ไม่จาเป็นออกไปจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ช่วยทาให้สัดส่วนของจุดสนใจให้ใหญ่ขึ้นเทียบกับพื้นที่ที่เหลืออยู่ ในขณะที่กาลังเลือกส่วนเกินที่จะตัดออก นั้น ให้พิจารณาดูว่าตาแหน่งของจุดสนใจจะถูกเลื่อนไปอยู่ในตาแหน่งใดของภาพ ให้ใช้กฏสามส่วนมา ปรับปรุงให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น การตัดส่วนเกินออกก็มีข้อเสียคือทาให้รายละเอียดของภาพด้อยลง จึงไม่ควรทา การตัดส่วนเกินออกมากจนเกินไป และหากเป็นไปได้ ในช่วงทาการบันทึกภาพให้เดินเข้าไปใกล้วัตถุมากขึ้น หรือใช้เลนส์ซูมดึงภาพให้เข้ามาใกล้ขึ้น
  • 11.
    2.3 ทฤษฎีและหลักในการถ่ายภาพและตัดต่อภาพ ความเร็วชัตเตอร์ (S,TV)เป็นการกาหนดระยะเวลาในการบันทึกภาพซึ่งกลไกของกล้องจะ แผ่น เลื่อนเปิดปิดอยู่หน้าฟิล์ม (หรือแผ่นรับแสง CCD ในกรณีของกล้องดิจิตอล) เรียกว่าชัตเตอร์ สามารถเปิด และปิดเพื่อเปิดให้แสงเข้าไปบันทึกภาพตามระยะเวลาที่เราตั้งความเร็วชัตเตอร์ เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับ วัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง เช่น การถ่ายภาพจากแหล่งแสงที่มีแสงน้อย เช่น แสงเทียน ต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายวินาที ส่วนการถ่ายภาพกลางแจ้ง มีแดดจัด ต้องใช้ ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า เช่น 1/500 วินาทีเป็นต้น ปัจจัยอื่นที่สาคัญคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุเช่น การถ่ายภาพรถยนต์เคลื่อนที่ด้วย ความเร็ว ต้องการให้ภาพคมชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่ทาได้ โดยสัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่ เลือก เช่น ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่1/4000 วินาที เป็นต้น ขนาดรูรับแสง (A,AV)กล้องส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์บังคับให้แสงผ่านเลนส์มากหรือน้อย โดยใช้แผ่น กลีบโลหะซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์เป็นการกาหนดปริมาณแสงผ่านเลนส์ได้มากหรือน้อย โดยวิธีเปิดรูเล็กสุด เช่น f/22 และค่อยๆใหญ่ขึ้นตามลาดับ จนกระทั่งเปิดเต็มที่ เช่นf/1.4 แต่ขนาดเปิดเต็มที่จะขึ้นกับขนาดชิ้น เลนส์ด้วย เลนส์ราคาสูงที่มีเลนส์ชิ้นหน้าขนาดใหญ่ จะรับแสงได้มากกว่า ซึ่งหมายถึงเปิดรูรับแสงเต็มที่ได้ กว้างกว่า เช่น f/1.2 สาหรับการถ่ายภาพจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงใด โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง ถ้า แสงมากมักจะใช้ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่นf/11 ถ้าแสงน้อยมักจะใช้ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่นf/2 เป็นต้นปัจจัย อื่นที่สาคัญ คือ ความชัดลึก
  • 12.
    ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสงการตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับ แสง ต้องมีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้ปริมาณแสงที่พอเหมาะในการบันทึกภาพซึ่งในสภาพแสงเดียวกัน และเลือกค่าความไวแสงเท่ากัน สามารถตั้งค่าที่เหมาะสมได้หลายค่า ตามตัวอย่าง เช่น การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงการเลือกคู่ที่เหมาะสมตามตัวอย่างในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง ให้พิจารณาได้จากปัจจัยต่างๆดังนี้ 1. ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่จะถ่าย วัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว แต่เราต้องการภาพชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่กล้องจะทาได้ แต่ถ้า เป็นวัตถุที่อยู่นิ่งนั้น สามารถเลือกความเร็วชัตเตอร์เท่าไรก็ได้ ความเร็วชัตเตอร์ ขนาดรูรับแสง 1/4000 f/1.4 1/2000 f/2 1/1000 f/2.8 1/500 f/4 1/250 f/5.6 1/125 f/8 1/60 f/11 1/30 f/16 1/15 f/22
  • 13.
    2. ความชัดลึกของวัตถุที่จะถ่าย ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่นf/22จะให้ความชัดลึกมากกว่าขนาดรูรับแสงกว้าง เช่นf/1.4 ซึ่งเป็นประเด็น สาคัญมากในการถ่ายภาพระยะใกล้ หรือใช้เลนส์ถ่ายไกลในการถ่ายภาพ การชดเชยแสง (EV+/-)เป็นการปรับปริมาณแสงในการบันทึกภาพให้แตกต่างไปจากค่าที่ได้จาก เครื่องวัดแสง เช่น การถ่ายภาพย้อนแสงนั้น ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง มักจะได้ค่าที่ทาให้วัตถุค่อนข้างมืด การชดเชยแสง โดยเพิ่มแสงมากกว่าที่วัดแสงได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ การถ่ายภาพวัตถุที่อยู่หน้าฉากหลังสีดา ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสงมักจะได้ค่าที่ทาให้วัตถุค่อนข้างสว่างเกินไป การชดเชยแสงทาได้โดยลดแสงให้น้อย กว่าที่วัดแสงได้ เป็นต้น โดยทั่วไปกล้องมีระบบชดเชยแสงสาเร็จรูป หรือเรียกว่าการปรับEV อยู่แล้ว โดยตามหลักการกล้อง จะไปปรับ ความเร็วชัตเตอร์ หรือปรับรูรับแสง เพื่อให้ภาพสว่าง หรือมืดลงกว่าที่วัดแสง หรือเราสามารถไป ปรับที่ parameter ดังกล่าวได้โดยตรง การเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงเพื่อชดเชยแสงในการชดเชยแสงนั้น นิยม ปรับเปลี่ยน เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งคือความเร็วชัตเตอร์ หรือ ขนาดรูรับแสง หลักการชดเชยแสงก็มีเพียงสอง ทาง คือ เพิ่มแสง หรือลดแสง การเพิ่มแสงการปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การลดความเร็วชัตเตอร์ลง เช่น วัดแสงได้ 1/500 วินาที เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น1/250 ยึดหลักว่าถ้าชัตเตอร์ปิดช้าลงก็จะต้องได้แสง มากขึ้นแน่นอน หากเพิ่มแสงโดยปรับที่ขนาดรูรับแสงก็ต้องเพิ่มขนาดรูรับแสงให้ใหญ่ขึ้น เช่น วัดแสงได้f/4 เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องเปลี่ยนเป็นf/2.8 การลดแสงการปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ เช่น วัดแสงได้1/500 วินาที ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/1000 คือให้ชัตเตอร์ปิดเร็วขึ้นเท่าตัวนั่นเอง หากลดแสงโดย ปรับที่ขนาดรูรับแสง ก็ต้องลดขนาดรูรับแสงให้เล็กลง เช่น วัดแสงได้ f/4 ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องเปลี่ยนเป็น f/5.6 การเลือกความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมกับการเคลื่อนที่ของวัตถุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก ความเร็วชัตเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น ให้พิจารณาดังนี้
  • 14.
    ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุแบ่งทิศทางการเคลื่อนที่เป็น2 ลักษณะ คือเคลื่อนที่เข้าหา/ออกห่าง กล้องหรือ เคลื่อนที่ผ่านกล้องจากซ้ายไปขวาหรือกลับกัน โดยที่การเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกห่างจากกล้อง นั้นสามารถเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่าว่าการเคลื่อนที่ผ่านกล้อง เช่น รถยนต์ที่ขับด้วยความเร็วด้วย ความเร็ว 60 กม./ชม.เท่ากัน ที่เคลื่อนที่เข้าหากล้อง อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์1/125 แต่ถ้าเคลื่อนที่ผ่านกล้อง อาจต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ถึง1/500 ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น รถแข่ง ควรเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ สูงสุดที่กล้องสามารถทาได้ ส่วนคนเดิน สามารถใช้ความเร็วที่น้อยกว่าได้ อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพวัตถุ เคลื่อนที่ ควรเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่สภาพแสงอานวย ผลลัพธ์หยุดนิ่งหรือดูแล้วเคลื่อนไหวการสร้างสรรค์ภาพบางแบบ นิยมให้ภาพดูแล้วมีลักษณะ เบลอแบบเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ชมภาพมีความรู้สึกว่า มีความเคลื่อนไหวในภาพ อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้า กว่าปกติได้ เช่น รถแข่ง อาจใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 พร้อมกับเล็งกล้องติดตามรถแข่งไปด้วยขณะที่กด ปุ่มชัตเตอร์ หากฝึกให้ดีแล้วจะได้ภาพที่รถแข่งชัดบางส่วน ส่วนฉากหลังจะมีลักษณะเป็นลายทางให้ ความรู้สึกถึงความเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ความชัดลึกอันนี้เป็นคุณสมบัติเรื่องของเลนส์เป็นหลักเลยครับ ปัจจัยที่มีผลต่อเรื่องนี้คือขนาดรูรับ แสงขนาดรูรับแสงที่เล็กจะชัดลึกกว่า ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น ถ้าเราถ่ายภาพระยะใกล้ เช่น ถ่ายดอกชบา1 ดอกแบบเต็มภาพทางด้านหน้า เราจะเห็นว่าเกสรดอกจะอยู่ใกล้กล้องมากที่สุด กลีบดอก และก้านดอกจะ อยู่ลึก หรือไกลกล้องออกไป หากเราต้องการถ่ายภาพให้ชัดทั้งหมดตั้งแต่เกสรดอกจนถึงก้านดอก นี่แหละคือ สิ่งที่เราเรียกว่าความชัดลึก ซึ่งต้องใช้รูรับแสงขนาดเล็กไว้ ในทางกลับกันหากเราใช้รูรับแสงใหญ่ จะเรียกว่า ชัดตื้น มักใช้ในกรณีที่เราต้องการให้ฉากหลังมีความคมชัดน้อยกว่าวัตถุ เพื่อเน้นให้วัตถุเด่นขึ้นมา มักจะพบ บ่อยในการถ่ายภาพแฟชั่น หรือการถ่ายบุคคลเฉพาะใบหน้าขนาดความยาวโฟกัสของเลนส์เลนส์ที่มี ความยาวโฟกัสน้อย เช่น 28 มิลลิเมตร จะมีความชัดลึกมากกว่าเลนส์300 มิลลิเมตร ดังนั้นใครที่ต้องการ ถ่ายภาพให้ชัดลึกก็ต้องเลือกความยาวโฟกัสให้น้อยเข้าไว้ เช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ ส่วนงานถ่ายภาพแฟชั่น มักจะใช้ขนาดความยาวโฟกัสมาก ทาให้ฉากเบลอเน้นที่นางแบบให้เด่นครับระยะห่างระหว่างกล้องถึง วัตถุระยะห่างมากจะชัดลึกกว่า ระยะห่างน้อย เราจะเห็นว่าเวลาเราถ่ายภาพวิว ซึ่งเป็นระยะไกลๆ ภาพ มักจะชัดทั้งภาพ แต่ถ้าเราถ่ายภาพดอกไม้ในระยะใกล้ๆ ภาพมักจะไม่ชัดทั้งภาพ จะชัดเพียงบางส่วน ตามที่ เราตั้งโฟกัสไว้ พอรู้อย่างนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ถ่ายภาพดอกไม้ระยะใกล้อย่าลืมใช้ขนาดรูรับแสงแคบๆนะครับ ซึ่งกล้องสมัยนี้สามารถถ่ายได้อยู่แล้วในโหมดที่เรียกว่าMacro(มาโคร)
  • 15.
    การวัดแสงเพื่อการถ่ายภาพเทคนิคการวัดแสงขั้นพื้นฐาน ให้พิจารณาจากปัจจัยสาคัญดังนี้ แหล่งต้นกาเนิดแสงกล้องปัจจุบันสามารถปรับสมดุลย์สีขาว(White balance)ได้อัตโนมัติ ผู้ใช้กล้องทั่วไป จึงไม่ได้ให้ความสาคัญในส่วนนี้แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนสาคัญที่จะได้ภาพที่มีสีสรรถูกต้อง เนื่องจากฟิล์มถูก ผลิตมาให้เหมาะสมกับอุณหภูมิสีของแสงตามที่ออกแบบมา เช่น แสงอาทิตย์ (Daylight) หรือแสงจากหลอด ไส้ หรือแสงจากหลอดนีออน เป็นต้น หากเป็นกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ มักจะออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยน ชนิดแหล่งต้นกาเนิดแสงได้ แม้ว่ากล้องจะมีปุ่มปรับสมดุลย์สีขาวอัตโนมัติ(Auto White balance) มาแล้วก็ ตาม แต่บางครั้งการทางานของระบบอัตโนมัติก็ไม่ถูกต้องนัก ซึ่งเราจะเห็นได้จากจอLCD ว่าสีเพี้ยน หาก เป็นเช่นนี้เราก็ต้องปรับตั้งแหล่งต้นกาเนิดแสงด้วยตนเอง เช่น แสงอาทิตย์/ แสงอาทิตย์มีเมฆมาก / แสงอาทิตย์ใต้อาคาร / แสงจากหลอดไส้ / แสงจากหลอดนีออน / ตั้งสมดุลย์สีขาวเอง (Custom) หากเราลอง เปลี่ยนสมดุลย์สีขาวชนิดต่างๆในกล้องแล้วยังได้สีไม่ตรงตามความเป็นจริง เราต้องใช้วิธีตั้งสมดุลย์สีขาวเอง ซึ่งวิธีการจะแตกต่างกันไปในกล้องแต่ละยี่ห้อ ซึ่งวิธีการโดยทั่วไปจะต้องใช้กระดาษสีขาวมาวางไว้ภายใต้ สภาพแสงขณะนั้น แล้วเลือกตั้งสมดุลย์สีขาวเอง จากนั้นส่องกล้องให้เห็นกระดาษสีขาวเต็มจอ กดปุ่มSet เพื่อให้กล้องอ่านอุณหภูมิสีขณะนั้น กล้องจะปรับแก้ให้เราเห็นกระดาษขาวเป็นสีขาวจริงๆ ผ่านจอLCD เป็น เสร็จพิธี แล้วก็ถ่ายภาพที่มีสีถูกต้องในสภาพแสงนั้นได้ตลอด หากออกจากสภาพแสงนั้นแล้วอย่าลืมเปลี่ยน สมดุลย์สีขาว หรือตั้งค่าใหม่ด้วย ทิศทางของแสงการถ่ายภาพแบบพื้นฐานนั้น เราจะเน้นแต่แสงธรรมชาติกับแสงจากแฟลช แบ่งเป็น แสงส่องวัตถุคือแสงส่องหน้าแบบของเรา ซึ่งแสงจากแฟลชก็เป็นแสงแบบนี้ แสงหลังหรือที่เรียกว่าย้อนแสง แสงข้าง แสงบนเช่นตอนเที่ยงวัน การวัดแสงควรวัดแสงที่วัตถุเท่านั้นจะได้ค่าการวัดแสงที่ถูกต้องที่สุด ในกรณีแสงข้าง ควรวัดแสง เฉลี่ยด้านมืดกับด้านสว่าง แต่ถ้าเราต้องการภาพเชิงศิลป์ ออกโทนมืดๆหน่อย ให้วัดแสงที่ด้านสว่าง กรณีนี้ ต้องใช้กล้องที่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุด(Spot) จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้ขนาดจ่อหน้านางแบบมาก ขอเสริมเทคนิคให้สาหรับกล้องที่ไม่สามารถปรับวิธีวัดแสงแบบเฉพาะจุดได้ ให้ใช้วิธีวัดแสงกับมือของตา กล้องนี่แหละ ดูแปลกๆหน่อยแต่ก็ช่วยให้วัดแสงได้แม่นยาขึ้น โดยหลักการแล้ว กล้องแบบนี้จะวัดแสงเฉลี่ย ดังนั้นช่างภาพยกมือเราขึ้นมาทาให้แสงที่ตกบนมือเราเหมือนกับที่หน้านางแบบ เช่น แสงข้าง ก็ต้องกามือ ปรับมุมข้อมือให้แสงตกบนหลังมือเราเหมือนแสงที่หน้านางแบบ แล้วเอากล้องจ่อที่มือเราแล้ววัดแสง เรา อาจเน้นด้านสว่าง ก็จ่อกล้องที่ด้านสว่าง หรือเน้นที่ด้านมืด ก็จ่อกล้องที่ด้านมืด แต่ถ้ากล้องของเราทาการตั้ง
  • 16.
    ระยะชัดพร้อมกับวัดแสงด้วย แบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะระยะชัดไม่ถูกต้องถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยังไม่หมดหนทางแต่เรา ต้องเตรียมกระดาษสีเทาใบใหญ่กว่าA4 ก็ดี ให้นางแบบถือไว้โดยปรับมุมของกระดาษสีเทานี้แสงตกกระทบ ในมุมเดียวกับหน้านางแบบ แล้ววัดแสงที่กระดาษสีเทาก็ได้จะได้ค่าแสงที่เหมาะสม ความเปรียบต่างของแสงส่องวัตถุกับแสงหลังเช่นกรณีการถ่ายย้อนแสงโดยที่นางแบบอยู่ในร่มเงา ฉาก หลังเป็นหาดทรายสีขาว แบบนี้ถ้าวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ ผลลัพธ์ก็จะออกมามืดไป เพราะเครื่องวัดแสง ของกล้องจะโดนหลอกจากแสงหลังที่มาจากหาดทรายว่าแสงมาก จึงให้ค่าการวัดแสงที่ต่าเกินไปคือถ่าย ออกมาแล้วมืดไป เราต้องใช้วิธีวัดแสงเฉพาะจุดที่หน้านางแบบ แต่วิธีนี้ก็ให้ผลเสียคือ ฉากหลังจะขาวเกินไป จนอาจมองไม่ออกเลยว่าถ่ายที่ไหน วิธีนี้แนะนาให้เปิดแฟลชเพื่อลบเงาที่หน้านางแบบ แฟลชที่ติดมากับ กล้องจะได้ผลน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่เปิด ท่านที่มีแฟลชเสริมขอให้หยิบมาใช้เลยภาพแจ่มทั้งนางแบบและฉาก หลังเลย การวัดแสงมีเรื่องให้กล่าวถึงมากมาย ขอให้ติดตามต่อในเรื่องของการถ่ายภาพแบบพิเศษ ทฤษฎีและหลักพื้นฐานของการถ่ายภาพ เหมาะสาหรับการถ่ายภาพ ทางสถาปัตยกรรม การ ถ่ายภาพวัตถุ หรือถ่ายภาพสิ่งต่างๆ เน้นให้เห็นรายละเอียดในลักษณะ3 มิติ คือ ความกว้าง ความสูง ความ ลึก โดยให้เห็นทั้งด้านหน้าและด้านข้าง และความลึก รูปร่าง (Shape) เป็นการจัดองค์ประกอบภาพตรงข้ามกับรูปทรง คือเน้นให้เห็นเป็นภาพ2 มิติ คือ ความกว้างกับความยาว ไม่ให้เห็นรายละเอียดของภาพ หรือที่เรียกว่าภาพเงาดา ภาพลักษณะนี้เป็นภาพที่ดูแปลกตา น่าสนใจ ลึกลับ ให้อารมณ์และสร้างจินตนาการ ในการในการดูภาพได้ดี นิยมถ่ายภาพในลักษณะย้อนแสง ข้อควร ระวังในการถ่ายภาพลักษณะนี้คือ วัตถุที่ถ่ายต้องมีความเรียบง่าย เด่นชัด สื่อความหมาย ได้ชัดเจน ฉากหลัง ต้องไม่มารบกวนทาให้ภาพนั้นหมดความงามไป
  • 17.
    รูปแบบ (Pattern) เป็นการจัดภาพที่มีรูปร่าง ลักษณะที่คล้ายๆ กันวางเป็นกลุ่ม เพื่อเน้นรูปแบบซ้าซ้อน ทาให้ภาพดูสนุก สดชื่น และมีเสน่ห์แปลกตา พื้นผิว (Texture) ลักษณะพื้นผิวของวัตถุมีอยู่มากมายหลายชนิด ให้ความรู้สึกสวยงามและเร้าอารมณ์ได้ต่างกัน เช่น ผิวของ แก้ว ผิวของพื้นทราย ผิวของลายไม้ ผิวรอยเหี่ยวย่นของใบหน้า เป็นต้น การรู้จักเลือกลักษณะพื้นผิวประกอบ ในภาพให้เหมาะสม เช่น การจัดวัตถุผิวเรียบบนพื้นผิวที่ขรุขระ จะทาให้ภาพมีลักษณะที่ตัดกันมองเห็นวัตถุที่ ผิวเรียบได้เด่นชัดขึ้น ความสมดุลแบบปกติ (Formal Balance) เป็นการจัดองค์ประกอบภาพเพื่อให้ภาพดูนิ่ง สง่างาม น่าศรัทธา คล้ายกับแบบเน้นด้วยรูปทรง แต่จะ แสดงออกถึงความสมดุลย์ นิ่ง ปลอดภัย ภาพลักษณะนี้อาจจะดูธรรมดา ไม่สะดุดตาเท่าใดนัก แต่ก็มีเสน่ห์ และความงามในตัว
  • 18.
    ความสมดุลแบบไม่ปกติ(Informal Balance) การจัดภาพแบบนี้จะให้ความรู้สึกที่สมดุลย์เช่นเดียวกับแบบที่แล้ว แต่จะต่างกันอยู่ที่วัตถุทั้งสองข้าง มี ขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน แต่จะสมดุลย์ได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ กัน เช่น สี รูปทรง ท่าทาง ฉากหน้า ฉากหลัง ฯลฯ ภาพดูน่าสนใจและแปลกตากว่าแบบสมดุลย์ที่เท่ากันแต่ความรู้สึกที่มั่นคงจะน้อยกว่า กรอบ (Frame) แม้ว่าภาพถ่ายจะสามารถนามาประดับ ตกแต่งด้วยกรอบภาพอยู่แล้ว แต่การจัดให้ฉากหน้าหรือ ส่วนประกอบอื่นล้อมกรอบจุดเด่น เพื่อลดพื้นที่ว่าง หรือทาให้สายตาพุ่งสู่จุดสนใจนั้น ทาให้ภาพกระชับ น่าสนใจ ช่องว่าง (Space) เป็นการจัดพื้นที่ตาแหน่งของจุดสนใจในภาพให้มีความเหมาะสม เช่น แบบหันหน้าไปทางใดหรือเคลื่อนที่ไป ทางใดก็ควรเว้นช่องว่างทางด้านนั้นให้มากกว่าอีกด้าน ซึ่งหากจัดไม่เหมาะสมจะทาให้เกิดความรู้สึกอึดอัด แคบ เกิดขึ้นกับภาพได้
  • 19.
    น้าหนักสี (Tone) วัตถุสิ่งของต่างๆในธรรมชาติจะมีน้าหนักสี ค่าความเข้ม สว่าง ต่างๆ กัน ช่วยให้เกิด ลักษณะความลึกของภาพ เช่น ทิวเขาที่สลับซับซ้อนกัน ที่อยู่ใกล้จะมีสีเข้ม ที่อยู่ไกลจะมีสีอ่อนลักษณะของ ภาพส่วนใหญ่ที่มีสีสว่างสดใส เรียกว่าภาพ High Key ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล ส่วนลักษณะของภาพ ส่วนใหญ่ที่มีสีเข้ม มีเงามืด เรียกว่าภาพLow Key ให้ความรู้สึกเข้มแข็ง ลึกลับ ฉากหน้า ฉากหลัง (Foreground and Background) ฉากหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือภาพอื่น ๆ ใช้ฉากหน้าเป็นตัวช่วยให้เกิดระยะ ใกล้ กลาง ไกล หรือมีมิติขึ้น ทาให้ภาพน่าสนใจอาจใช้กิ่งไม้ วัตถุ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกล้องเพื่อช่วยเน้นให้ จุดสนใจที่ต้องการเน้น มีความเด่นยิ่งขึ้น และไม่ให้ภาพมีช่องว่างเกินไป ข้อควรระวังคืออย่าให้ฉากหน้าเด่น จนแย่งความสนใจจากสิ่งที่ต้องการเน้น จะทาให้ภาพลดความงามลง ฉากหลัง พื้นหลังของภาพก็มีความสาคัญ หากเลือกที่น่าสนใจ กลมกลืน หรือช่วยให้สิ่งที่ต้องการ เน้นเด่น ขึ้นมา ควรเลือกฉากหลังที่กลมกลืน ไม่ทาให้จุดเด่นของภาพด้อยลง หรือมารบกวนทาให้ภาพนั้นขาดความ งามไป เส้น (Line) เป็นส่วนประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งในการจัดองค์ประกอบของภาพ สามารถบอกลักษณะโครงสร้างของภาพ เป็นตัวนาไปสู่จุดเด่น หรือจุดสนใจของภาพถ่าย เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ในภาพ ให้ความรู้สึกต่างๆ เช่น มั่นคง นิ่งสงบ เคลื่อนไหว อ่อนช้อย เป็นต้น
  • 20.
    ความลึก (Perspective) เป็นการใช้เส้นให้นาสายตาไปสู่จุดสนใจ เป็นการจัดภาพที่ใช้เส้นที่เกิดจากวัตถุหรือสิ่ง อื่น ๆ ที่มีรูปร่าง ลักษณะใกล้เคียงกัน เรียงตัวกันเป็นทิศทางไปยังวัตถุที่เป็นจุดสนใจ ช่วยให้วัตถุที่ต้องการเน้นมีความ เด่นชัด และน่าสนใจยิ่งขึ้น THE GOLDEN MEAN เวลาถ่ายภาพสิ่งหนึ่งที่เราภาพพยายามทาก็คือ การทาให้ภาพนั้นมีความน่าสนใจและเทคนิคง่ายๆ ใน หัวข้อแรกที่ควรรู้ก็คือ “การจัดองค์ประกอบ” การจัดองค์ประกอบแบบ golden mean golden mean คือสัดส่วน (ratio) 1:1.6180339.. ซึ่งดูเหมือนกับอัตราส่วนของระบบฟิลม์35 มม. (24x36มม. = 5:7.5) สูตรเรขาคณิตนี้ถูกคิดให้สอดคล้องกับ golden mean โดยเป็นหลักแนวทางสาหรับ ศิลปินมากมาย และเป็นแนวทางสาหรับช่างภาพสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี Golden Spiral แบ่งภาพทีละ 1:1.618 ของด้านยาวแล้วลากจุดตัด เป็นเส้นโค้ง
  • 21.
    Golden Triangle แบ่งเป็นสามเหลี่ยม3อัน (แบ่งโดยใช้อัตราส่วน 1:1.618 ) RULE OF THE THIRDS (กฏสามส่วน) การถ่ายภาพโดยวางวัตถุอยู่ตรงกึ่งกลางภาพจะทาให้ภาพดูน่าเบื่อ ดังนั้นเราจึงนาแนวคิดของกฏสาม ส่วนมาใช้จัดวางองค์ประกอบภาพ เพื่อทาให้ภาพถ่ายดูน่าสนใจมากขึ้น
  • 22.
  • 23.
  • 24.
    สรุปประโยชน์ ข้อดี และอื่นๆของกฎสามส่วนและจุดตัดเก้าช่อง กฎ 3 ส่วนและ จุดตัด 9 ช่อง เป็นพื้นฐานสาคัญในการถ่ายภาพ  กฎสามส่วนกล่าวไว้ว่า หากเราแบ่งภาพนั้นออกเป็นสามส่วน ไม่ว่าตาม แนวตั้งและแนวนอน แล้ว ลากเส้นแบ่งภาพทั้งสามเส่น จะเกิดจุดตัดกันทั้งหมด4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้เป็นตาแหน่งที่ เหมาะสมสาหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่น  จุดเด่นควรคานึงถึงสัดส่วน คือให้มีขนาดสัมพันธ์กับพื้นที่ว่าง  กฎสามส่วนนาไปใช้ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน  เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะทาให้ภาพออกมาดูดี  วิธีการคือ การวางตาแหน่งของวัตถุหลักที่เราจะถ่าย ไม่ให้อยู่ตรงจุดกึ่งกลางภาพ  ภาพถ่ายที่จุดสนใจอยู่กึ่งกลางภาพ ทาให้ภาพนั้นแข็งทื่อ ไม่ชวนมอง  ตาแหน่งที่เหมาะสมต่อการวางวัตถุ ควรอยู่ในตาแหน่งที่เกิดจากจุดตัดของเส้นสี่เส้นตามทฤษฎี กฎ สามส่วน  จุดสนใจที่อยู่บริเวณจุดตัด ทาให้ภาพดูสมบูรณ์  สามารถทาให้เกิดผลทางด้านแนวความคิด และความรู้สึก
  • 25.
     อีกทางเลือกของผู้ที่ตั้งฝึกจริงๆกล้องหลายตัวที่มีฟังก์ชั่นในการสร้างเส้นสมมติดังกล่าวขึ้นมาใน View FinderหรือLCDเช่นกล้องประเภท กล้องซิงเกิลเลนส์ ซึ่งเส้นสมมุติที่สามารถมองเห็นโดย ไม่ต้องจินตนาการหรือคาดคะเนนี้ เราสามารถจัดองค์ประกอบภาพถ่ายและจัดเส้นขอบฟ้ า ใน แนวตรงได้ง่ายขึ้น  สาหรับผู้ที่ฝึกฝนบ่อยๆจะเกิดการจาแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยคือเส้นตารางในกล้องแต่ อย่างใดค่ะ  การจัดวางตาแหน่งจุดเด่นหลักไม่จาเป็นจะต้องจากัดมากนัก อาจถือเอาบริเวณใกล้เคียง คือไม่ จาเป็นต้องทาตามกฎนี้อย่างเค่งครัด วางตรงตาแห่งใกล้เคียงจุดตัดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ เหมาะสม อันเนื่องมาจากองค์ประกอบอื่นๆ ณ เวลานั้น  ส่วนองค์ประกอบอื่นๆที่ไม่สาคัญควรวางในตาแหน่งรองๆลงไป แต่ไม่ควรวางทุกจุดเพราะจะดูรก และไม่น่ามองรวมทั้งทาให้ภาพขาดความน่าสนใจและไม่ดึงดูดสายตา 2.4 การตัดต่อภาพถ่าย การตัดต่อภาพมีขั้นตอนอยู่ 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ ด้วยกัน นั่นคือ ขั้นตอนของการตัด และขั้นตอนของการต่อ ตาม ชื่อเลย เป็นขั้นตอนที่มีความสาคัญอย่างยิ่งทั้งสองขั้นตอน เพราะหากตัดภาพออกมาไม่ดี ภาพก็จะขาดๆ เกินๆ ดูไม่สวยงาม หรือหากตัดออกมาดีแล้วแต่นามาต่อไม่ดี ก็จะดูไม่เนียนไปกับภาพที่นามาต่อ ดูไม่สมจริง ซึ่งต้องใช้ทั้งเทคนิค และความสามารถในการตัดต่ออย่างมาก เพื่อให้ภาพตัดต่อที่ได้ออกมาดูเนียน และ สมจริงมากที่สุด ซึ่งในส่วนของการตัดภาพนั้น มีเครื่องอยู่หลายตัวให้เลือกใช้ได้ตามความถนัด และความ เหมาะสมกับการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือในกลุ่มของ“Marquee Tool” เป็นเครื่องมือในการเลือกพื้นที่ในภาพ เฉพาะส่วนที่ เราต้องการ รูปแบบหนึ่ง ซึ่งตัวเครื่องมือจะฟิกซ์รูปแบบอยู่4 แบบหลักๆ ด้วยกัน คือ “Rectangular Marquee Tool” การเลือกพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม จะเลือกแบบสี่เหลี่ยมจัสตุรัส หรือลากเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ ได้ “Elliptical Marquee Tool” การเลือกพื้นที่รูปวงกลม ซึ่งลากเป็นวงกลมปกติ หรือลากให้เป็นวงรีก็ได้ เช่นกัน ส่วน “Single Row Marquee Tool” และ “Single Column Marquee Tool” จะลากเป็นเส้นตรงเล็กๆ ในแนวตั้ง หรือ แนวนอนซึ่งเครื่องมือนี้อาจจะไม่ค่อยได้ใช้บ่อยมากนัก
  • 26.
    ตัวอย่างการใช้เครื่องมือ “Elliptical MarqueeTool” ลากเป็นวงรี ล้อมรอบใบหน้าในส่วนที่เราต้องการจะ เลือก ซึ่งทาได้ค่อนข้างสะดวกรวดเร็ว แต่รูปแบบที่ให้เลือกจะล็อคไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะต้อง กลับมาเก็บรายละเอียดส่วนที่เกิน หรือขาดหายไปอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะให้สามารถปรับแต่งเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องการได้อย่างอิสระ และละเอียดมากกว่าต้องใช้เครื่องมือใน กลุ่มของ “Lasso Tool” หรือเครื่องมือบ่วงบาศ ที่เป็นแบบฟรีฟอร์ม ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถลากเส้น รอบๆ บริเวณของภาพที่เราต้องการได้อย่างอิสระ โดยจะมีเครื่องมือมาให้เลือกใช้กันได้ทั้งหมด3 แบบ ด้วยกันดังนี้
  • 27.
    เริ่มต้นด้วยเครื่องมือแรก “Lasso Tool”สัญลักษณ์รูปบ่วงบาศวงกลม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกพื้นที่ ในภาพแบบ “Free Hand” หรือแบบอิสระ ที่เราจะต้องลากเส้นประล้อมกรอบรอบๆ บริเวณที่เราต้องการด้วย ตัวเอง อายได้ตรงไหนรูปแบบอย่างไร กินพื้นที่มากน้อยแค่ไหนก็วาดขึ้นมาเองได้เลยตามต้องการ โดยที่ตัว โปรแกรมไม่ได้มีส่วนช่วยทุ่นแรงใดๆ ตามด้วยเครื่องมือที่ 2 กับ “Polygonal Lasso Tool” สัญลักษณ์รูปบ่วงบาศหลายเหลี่ยม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ ใช้ในการเลือกพื้นที่ในภาพแบบ เส้นตรงหลายเหลี่ยม โดยวิธีการเลือกพื้นที่ทาได้โดยการกดจุดลงไปรอบๆ บริเวณที่ต้องการ โปรแกรมจะทาการลากเส้นตรงจากจุดต่างๆ ตามลาดับที่เราได้กดเลือกไว้
  • 28.
    และสุดท้ายกับเครื่องมือ “Magnetic LassoTool” สัญลักษณ์รูปบ่วงมีแม่เหล็กติดอยู่ เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การเลือกพื้นที่ในภาพแบบฟรีฟอร์ม อีกรูปแบบหนึ่ง ที่สะดวกและง่ายกว่ามาก เพียงแค่ลากเมาส์ไปรอบๆ บริเวณที่เราต้องการ โปรแกรมจะทาการลากเส้นให้อัตโนมัติ โดยใช้เส้นขอบ หรือจุดตัดกันของสีในภาพ เป็น แนวในการลากเส้น ช่วยให้สะดวก และรวดเร็วกว่า แต่ก็จะมีปัญหาอยู่บ้างกับภาพ ที่มีสีใกล้เคียงกัน จะทา ให้เส้นที่ลากผิดเพี้ยนได้ ต้องกลับมาแก้เพิ่มลดส่วนที่ต้องการอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่น่าสนในอย่างเครื่องมือ“Magic Wand Tool” ทีใช้เลือกบริเวณของภาพจากสี ที่ ใกล้เคียงกัน โดยเมื่อเราใช้เครื่องมือนี้กดลงไปบริเวณสีที่ต้องการ โปรแกรมจะเลือกพื้นที่ของสีที่ใกล้เคียงกัน ในบริเวณนั้น ขึ้นมาเหมาะสาหรับการเลือกพื้นที่ในภาพที่มีสีเหมือนๆ กันขึ้นมา
  • 29.
    หรือจะเป็นเครื่องมือ “Quick SelectionTool” ที่อยู่ในชุดเครื่องมือเดียวกันกับ“Magic Wand Tool” แต่จะมี ความฉลาดมากกว่า สามารถเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องการได้ง่ายเพียงแค่ลากเครื่องมือไปในบริเวณของภาพ ที่เราต้องการ โปรแกรมจะทาการเลือกพื้นที่ในภาพ ที่เหมาะสมให้เอง สะดวก ง่ายและแม่ยาตรงตามต้องการ มากๆ Tip: เราสามารถเพิ่มหรือลดพื้นที่ในภาพที่เราต้องการ หลังจากที่ใช้เครื่องมือต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเลือก พื้นที่ในภาพขึ้นมาแล้ว โดยใช้คีย์ลัด เช่น หากต้องการเลือกพื้นที่ในภาพ ที่ต้องเพิ่มเติมให้กดปุ่ม“Shift” ค้าง ไว้ จะมีเครื่องหมาย “+” เพิ่มขึ้นมาที่เคอร์เซอร์ จากนั้นจึงใช้เครื่องมือที่ต้องการลากเส้นล้อมกรอบบริเวณที่ เราต้องการเพิ่มเติม จะอยู่ติดกับบริเวณที่เราได้เลือกไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ก็ได้ แต่หากต้องการจะลบพื้นที่ ส่วนเกิน ให้กดปุ่ม“Alt” ค้างไว้ จะมีเครื่องหมาย “-” เพิ่มขึ้นมาที่เคอร์เซอร์ จากนั้นจึงใช้เครื่องมือที่ต้องการ
  • 30.
    ลากเส้นล้อมกรอบบริเวณที่เราไม่ต้องการจะเลือกออก เมื่อปล่อยเมาส์เส้นประบริเวณที่เราล้อมกรอบไว้จะ หายไปตามที่ต้องการ ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เราได้ตัดภาพต้นฉบับเฉพาะส่วนที่ต้องการออกมาแล้ว เราจะต้องนาภาพที่เราได้ตัด ไว้ไปวางทับบนภาพใหม่ที่เราต้องการจะตัดต่อโดยการเลือกที่เมนู“Edit” จากแถบเมนูด้านบนของโปรแกรม จากนั้นเลือกที่ “Copy” หรือใช้คีย์ลัดโดยการกดปุ่ม“Ctrl” ค้างไว้แล้วกดปุ่มตัวอักษร ”C” ก็ได้เช่นกัน
  • 31.
    เสร็จแล้วให้เราเปิดภาพที่ต้องการจะตัดต่อขึ้นมา เพื่อวางรูปภาพที่เราได้ทาการก็อปปี้ไว้เมื่อครู่ มาวางทับ โดยการไปที่เมนู“Edit”จากแถบเครื่องมือด้านบนของโปรแกรมเหมือนเช่นเดิม จากนั้นเลือกไปที่“Paste” หรือใช้คีย์ลัดโดยการกดปุ่ม“Ctrl” ค้างไว้แล้วกดปุ่มตัวอักษร ”V” ก็ได้เช่นกัน
  • 32.
    เมื่อกดวางภาพเสร็จแล้วเราก็จะได้ภาพ 2 ภาพที่ซ้อนกันอยู่ตามรูปตัวอย่าง เพื่อเตรียมการตัดต่อภาพใน ขั้นตอนต่อไป ต่อภาพเข้าหากัน หลังจากที่เราได้เตรียมภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะทาการตัดต่อ จะสังเกตว่า ตอนนี้ภาพต้นฉบับที่เราตัดมา มีสเกลใบหน้าที่ใหญ่กว่าภาพที่เรานามาตัดต่อพอสมควร ในขั้นตอนนี้เรา จะต้องปรับสเกลของภาพที่เราตัดมาให้พอดีกับ สเกลของภาพที่เราจะใช้ตัดต่อ
  • 33.
    โดยวิธีการให้ไปที่เมนู“Edit” จากแถบเครื่องมือด้านบนของโปรแกรมจากนั้นดูที่หัวข้อ“Transform” จะมี เครื่องมือ“Scale” อยู่ในลาดับที่ 2 เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปรับเพิ่มลดขนาดของภาพโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อกด ใช้เครื่องมือนี้แล้วจะมีกรอบสี่เหลี่ยมล้อมรอบภาพที่เราต้องการจะย่อ-ขยาย จากนั้นให้เอาเคอร์เซอร์กดลาก รูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมภาพ เข้า-ออก เพื่อย่อ-ขยายภาพได้ขนาดตามที่ต้องการ โดยมีเทคนิคเล็กน้อย หากต้องการย่อ-ขยายภาพให้ได้สัดส่วนของภาพเท่าเดิม ให้เรากดปุ่ม“Shift” บนคีย์บอร์ดค้างเอาไว้ด้วย
  • 34.
    วิธีการย่อ-ขยายภาพให้ได้ขนาด หรือสเกลที่เหมาะสม มีเทคนิคอยู่เล็กน้อยก่อนอื่นเลยเราจะต้องหาจุด สังเกตบนในหน้า ที่สามารถมองเห็น และวัดขนาดได้อย่างชัดเจน ให้เจอ อย่างน้อยด้านละ1 จุด (กว้าง-ยาว) เช่น ความกว้างของหน้าผาก หรือความยาวของใบหน้าเป็นต้น ใช้เป็นจุดสังเกต แล้วจึงปรับอัตราส่วนของ ภาพที่เรานามาแปะทับ ให้ได้ขนาดกว้าง-ยาวที่ใกล้เคียงกันที่สุด
  • 35.
    แล้วจึงนาภาพมาวางซ้อนทับ ให้แนบสนิทกันพอดีดูเหมือนเป็นภาพเดียวกันอาจจะมีปรับแต่งยืด-หดภาพ หรือหมุนภาพได้ ตามความเหมาะสมเพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงสมจริงมากที่สุด โดยวิธีการหมุนภาพนั้น สามารถทาได้โดยการไปที่แถบเครื่องมือ “Edit” ด้านบนของโปรแกรมจากนั้นไปที่หัวข้อ“Transform” แล้ว เลือกไปที่ “Rotate” จะมีกรอบสีเหลี่ยมล้อมรอบภาพที่เราต้องการจะหมุน จากนั้นให้กดเคอร์เซอร์ตรงมุม ภาพจากนั้นลากหมุนเป็นวงกลมให้ได้องศาที่ต้องการ
  • 36.
    ปรับแต่งย่อ-ขยายเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็จะเหลือแค่ปรับแต่งแสง สี ให้เข้ากับภาพพื้นหลังอีกเล็กน้อยเท่านี้ ก็ได้ภาพตัดต่อตามที่เราต้องการ เลเยอร์มาร์ค วิธีการทาเลเยอร์มาร์ค สามารถนามาประยุกต์ใช้กับการตัดต่อภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยขั้นตอนหลังจากที่เรา ได้ตัดภาพต้นฉบับ มาแปะทับบนภาพที่เราต้องการจะตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้ทาการปรับย่อ ขนาดของภาพให้พอดีกับสัดส่วนของภาพที่จะนามาตัดต่อ โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับเทคนิคการแปะภาพ ข้างต้น
  • 37.
    จากนั้นให้นาภาพมาวางทับซ้อนกันให้สนิทพอดี แล้วจึงกดปุ่ม”Add layermask” บริเวณด้านล่างขวา ของแถบเครื่องมือเลเยอร์ สัญลักษณ์รูปกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว มีวงกลมสีเทาอยู่ด้านใน เพื่อใช้งาน เครื่องมือ เลเยอร์มาร์ค เมื่อกดเสร็จแล้วจะสังเกตว่าจะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีขาวปรากฏขึ้นมาด้านหลังเล เยอร์แสดงว่าทาถูกต้องตามขั้นตอนชัวร์ จากนั้นให้เลือกที่เครื่องมือ“Brush Tool” จากเมนูทางด้านซ้าย รูปพู่กันทาสี โดยเลือกสีแปลงที่ใช้ทาให้เป็นสี ดา เสร็จแล้วทาลงไปบริเวณขอบๆ เพื่อลบขอบของภาพที่เรานามาแปะทับให้เนียนเสอม ดูกลมกลืนกันทั้ง ภาพ แต่หากลบหาเกินหรือแหว่งไป ให้เปลี่ยนสีพู่กันเป็นสีขาวแทน แล้วทาบริเวณที่ภาพขาดหาย หรือลบ แหว่งไป ทาสลับกันไปเลื่อยๆ จนได้ภาพตัดต่อที่เนียนเป็นเนื้อเดียวกับภาพพื้นหลังมากที่สุด
  • 38.
    จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการปรับแต่งแสงสี ให้ดูกลมกลืนกับพื้นหลัง โดยสามารถเรียกใช้เครืองมือในการ ปรับแต่งสีได้จากแถบเครืองมือ”Image” ด้านบนของโปรแกรม โดยเลือกไปที่ “Adjustments”จะมีเครื่องมือ ปรับแต่งหลายๆ ตัวให้เลือกใช้ โดยหลักๆ ที่มักจะใช้กันบ่อยๆ ได้แก่Brightness/Contrast สาหรับปรับแต่ง ความสว่างในภาพ และความเข้มของสี ,Levels สาหรับปรับแต่งสีจากกราฟ Color Balance สาหรับปรับ โทนสีแยกตามแม่สี เป็นต้น
  • 39.
  • 40.
    บทที่ 3 วิธีการจัดทาโครงงาน 3.1 วัสดุและอุปกรณ์ 3.1.1เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์และการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต 3.1.2 โปรแกรม Adobe Photoshop ใช้ในการตัดต่อภาพ 3.1.3ขาตั้งกล้อง(Tripod)ใช้ในการถ่ายภาพ 3.1.4เลนส์กล้อง (Lens)ใช้ในการเลือกถ่ายรูปตามความเหมาะสม
  • 41.
    3.1.5แฟลช(Flash)ใช้ในการถ่ายภาพตอนกลางคืน 3.1.6ฟิลเตอร์(Filter)ใช้ในการถ่ายภาพเพื่อให้สีภาพสมดุล 3.2 วิธีการดาเนินการศึกษา 1.ปรึกษาและขอคาแนะนาจาอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน 2.เสนอโครงงานเพื่อขออนุมัติ 3.ศึกษาและสารวจรายละเอียดเพิ่มเติม 4.เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงงานเพื่อมาวิเคราะห์และสรุปเนื้อหาที่สาคัญที่จะนามาจัดทา โครงงาน
  • 42.
  • 43.
    ตารางการปฏิบัติงาน ลาดับ รายการปฏิบัติ กุมภาพันธ์ 1 23 4 มีนาคม 1 2 3 4 เมษายน 1 2 3 4 หมายเหตุ 1 ปรึกษาและขอคาแนะนาจา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน 2 เสนอโครงงานเพื่อขออนุมัติ 3 ศึกษาและสารวจรายละเอียด เพิ่มเติม 4 เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับโครงงานเพื่อมาวิเคราะห์ และสรุปเนื้อหาที่สาคัญที่จะ นามาจัดทาโครงงาน 5 สร้างชิ้นงาน 6 ประเมินคุณภาพต้นแบบของ ชิ้นงาน 7 ปรับปรุงต้นแบบชิ้นงาน 8 ทดลองชิ้นงานกับกลุ่มตัวอย่าง 9 วิเคราะห์ข้อมูล 10 เขียนรายงาน 11 บันทึกลง CD-ROM 12 นาเสนอรายงาน
  • 44.
    บทที่ 4 ผลการศึกษา การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เรื่องเทคนิคการตัดต่อ ภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม flipalbum และค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพและตัดต่อภาพถ่ายผู้จัดทาโครงงานสามารถนามา ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้สาหรับเยาวชนและผู้สนใจ ทั่วไป ซึ่งมีผลการดาเนินงานโครงงาน ดังนี้ ผลการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ด้วย flipalbum เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop นี้ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่เสนอในบท ที่ 3 แล้ว และได้ สมัครเป็นสมาชิกเว็บบล็อค ที่ชื่อ https://www.blogger.com/ จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดย ทั้งนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ดังกล่าว สามารถเป็นแหล่งเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ จากัดเวลาและสถานที่ เพราะสามารถศึกษาได้ทุกที่ที่มี คอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี โดยทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆ ในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้แบบออฟไลน์และในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว ตัวอย่างการนาเสนอหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E-Book
  • 45.
  • 46.
    หัวข้อที่ 3 ของเนื้อหา 2.ผลการประเมินประสิทธิภาพ ผลการประเมินประสิทธิภาพของการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อ ภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop (Software) แสดงค่าเฉลี่ย (𝑥) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าระดับประสิทธิภาพของกลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานจานวน 20 คน มีดังต่อไปนี้
  • 47.
    ตารางที่ 1 แบบประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop รายการประเมิน 𝒙 S.D. ความหมาย 1.ขนาดตัวอักษรและความชัดเจนของข้อความบนจอภาพ 4.7 0.52 ดีมาก 2.ความเหมาะสมการใช้สีของตัวอักษรและสีพื้นหลัง 4.5 0.5 ดี 3.ความเหมาะสมของการจัดวางตาแหน่งข้อความ 4.8 0.53 ดีมาก 4.ปุ่มคาสั่งบนหน้าจอสื่อสารกับผู้ใช้ได้ 4.6 0.51 ดี 5.การใช้งานง่าย 4.3 0.47 พอใช้ 6.ความเหมาะสมของเนื้อหาข้อมูลที่ใช้ 4.4 0.48 ดี รวมค่าเฉลี่ย 2.73 0.33 ดี จากตารางที่ 1 แบบประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ค่าเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับดี ( 𝑥 = 2.73)
  • 48.
    บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)ด้วยโปรแกรม flipalbum เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop นี้สามารถสรุปผลการดาเนินโครงงาน และ ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. การดาเนินงานจัดทาโครงงาน 1.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1. เพื่อศึกษาและสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ด้วยโปรแกรมflipalbum เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ได้ด้วยตนเองและนามาประยุกต์ใช้ให้เข้า กับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น 2. เพื่อนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ 3. เพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับเทคนิคการตัดต่อภาพ 4. เพื่อส่งเสริมการอ่านโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) 1.2 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมหรือที่ใช้ในการพัฒนา 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต 2. ลาโพง 3.สมุดสาหรับทา Storyboard 4.โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) ได้แก่ flipalbum 5. โปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อและตกแต่งรูปภาพ ได้แก่ Adobe Photoshop 6. เว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช่นhttps://www.blogger.com/ สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ด้วย โปรแกรม flipalbumนี้ผู้จัดทาได้ทาการออกแบบหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความคล้ายคลึงกับหนังสือ ปกติซึ่งประกอบไปด้วยปกสารบัญที่มีลักษณะเชื่อมโยง เนื้อหา กิจกรรม แบบฝึกหัด และอ้างอิง ซึ่งทาให้ง่าย ต่อการใช้งาน ใช้ตัวอักษรที่อ่านง่าย มีภาพประกอบและกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา สามารถนาไปใช้ สาหรับศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้สาหรับผู้ที่สนใจโดยมีเนื้อหาเหมือนกับหนังสือทั่วไปที่เป็นเล่มๆ เพียงแต่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เป็นหนังสือที่ใช้อ่านในรูปแบบดิจิตอล สามารถอ่านได้พร้อมกันหลายคน
  • 49.
    และเปิดได้ทีละหลายหน้าตามต้องการซึ่งต่างจากหนังสือทั่วไปที่อ่านได้ทีละคนทีละหน้า ในหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์(E-book) อาจมีเรื่องราวต่างๆมากมายกว่าในหนังสือเทียบได้กับสารานุกรมและเป็น สารานุกรมหลายๆ เล่ม แต่ทั้งนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-book) ยังสามารถใช้อ่านได้หลายแบบ มีทั้งแบบที่ เป็นสากลที่ใช้ได้ทางอินเทอร์เน็ตสามารถอ่านได้ทั่วไปที่มีบริการอินเทอร์เน็ตและแบบที่อยู่ในรูปแบบของ ดิสก์เก็ท ทั้งสองแบบนี้สามารถอ่านได้ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พกพาอื่นๆ ได้ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก มีได้ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คาพูดบรรยาย และเสียงดนตรีประกอบ ทาให้บทเรียนมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่เสนอในบทที่3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงาน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาโดยได้นาเผยแพร่ที่เว็บไซต์ชื่อ https://www.blogger.com/ ทั้งนี้เว็บดังกล่าว สามารถจัดการและเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี โดยทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดยแสดงความเห็นในเนื้อหา และรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้ในโลกออนไลน์ อย่างหลากหลายและรวดเร็ว ข้อเสนอแนะ ในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ด้วยโปรแกรม flipalbum ที่ผู้จัดทาได้สร้างขึ้นนี้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการ เรียนการสอนของการศึกษาได้เป็นอย่างดีและสามารถนาไปพัฒนาได้ในอนาคต ในการพัฒนาครั้งนี้มี ข้อเสนอแนะดังนี้ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เป็นโปรแกรมสาเร็จรูปที่ใช้ทาเอกสารหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย และรวดเร็ว แต่ถ้าเราใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลต่อการละเมิดลิขสิทธิ์และ ได้รับความรู้ที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้จัดทาควรเผยแพร่สิ่งที่ดี ๆ ให้บุคคลที่เข้ามาศึกษาได้ความรู้และสิ่งดี ๆ นาไปเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่นมาศึกษาความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไป 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง เทคนิคการตัดต่อภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ที่ใช้เป็น สื่อสาหรับการเรียนรู้ที่มีลักษณะของสื่อประสม ซึ่งทาให้ผู้ที่ใช้สามารถเรียนรู้เนื้อหาได้หลายช่องทาง ผู้ใช้ได้ สามารถลองตัดสินใจ และสามารถทราบผลได้ทันทีจึงทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
  • 50.
    ทาให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความสนใจ ดังนั้นควรสร้างสื่อการสอนในลักษณะที่เป็นสื่อ ประสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น 3. หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ควรจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการสร้างหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เพราะในการสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นต้องอาศัยผู้ที่มีความชานาญหลาย ๆ ด้าน มาสร้างสรรค์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะนาไปใช้ในโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการเรียนการสอน ทาให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ในการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น 4. ควรมีการจัดทาเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5. ควรมีการจัดทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพิ่มเติม ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา 1. นักเรียนไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน จึงทาให้การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เกิดความล่าช้าตามไปด้วย 2. ระบบอินเตอร์เน็ต มีปัญหาบ่อยครั้ง จึงทาให้การติดต่อครูที่ปรึกษาโครงงานและการสนทนาแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับเพื่อนนักเรียน เกิดการสะดุด ไม่ต่อเนื่อง จึงทาให้การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ล่าช้ากว่าที่ คาดหวังไว้
  • 51.
  • 52.
  • 53.
    ข้อมูลผู้จัดทา นางสาวอริยาภรณ์ นามสกุล เสือคง รหัสนิสิต55540254 สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา https://www.facebook.com/Ariyaporn.Suekong E-mail : Ariyaporn887@gmail.com Kadook_aum@hotmail.com คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา