เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสาย
กลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการ
วางแผนและดาเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดาเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตนทที่มี
การแข่งขันสูง
1. ความหมายของทางสายกลาง
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะร่วมกับ
พระพุทธศาสนา คือ เป็นทางสายกลาง ซึ่งถือเป็นแนวทางหลักในการ
ดาเนินชีวิตทางโลก และสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ทางสายกลางที่มีตาแหน่ งอยู่ตรงกลาง เช่น การ
รับประทานอาหาร ไม่ทานจนอิ่มเกินไปหรือหิวเกินไป
2. ทางสายกลางที่ไม่ได้อยู่ตรงกลาง แต่อยู่ที่ด้านดีหรือด้าน
คุณธรรมเพียงอย่างเดียว เช่น การประกอบอาชีพที่สามารถ
พึ่งตนเองได้ ไม่ได้อยู่ตรงกลางระหว่างพึ่งตนเองได้กับพึ่งตนเองไม่ได้
2. พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยเป็นล้นพ้น
ท่านทรงสละความสบายมาเยี่ยมประชาชน ถึงแม้ทางข้างหน้าจะ
อันตราย แต่พระองคทก็ไม่เคยหยุด ทรงเน้นการเป็นตัวอย่างที่ดีที่
มากกว่าคาสอน ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าของ หม่อมราชวงศทคึกฤทธิ์
ปราโมทยท ที่เล่าให้ฟังว่า “ผมเคยอยู่มาแล้วหลายแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคย
เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินใดที่คนทั้งเมืองเขาเป็นเจ้าของ ให้ความ
เคารพบูชาอย่างสนิทสนมอย่างทุกวันนี้”
3. ความเป็นมา ความหมาย หลักแนวคิด
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระราชดารัสเมื่อปี 2517
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเมื่อปี 2540 เกิดวิกฤติ
ทางเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมี พระราชดารัสขึ้นอีก
ครั้ง และมีการนาไปเผยแผ่สู่ประชาชนจนปัจจุบัน
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และ
ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน
จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทาง
สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุค
โลกาภิวัฒนท ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความมี
เหตุผลรวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอ
ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง
อย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผน และขณะเดียวกัน
จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมอันดี
จากความหมายของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น
สามารถสรุปให้กระชับได้เป็น “หลักสามห่วง สองเงื่อนไข”
4. คุณธรรมหรือองค์ประกอบอื่นที่สนับสนุนปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง
 การแบ่งปัน และการให้ทาน
จุดประสงคทที่แท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เงิน แต่คือการ
พอมีพอกิน หากมีมากเกินก็สามารถแบ่งปันให้ญาติสนิท มิตรสาหาย
เพราะการอยู่ร่วมกัน ควรมีน้าใจต่อกัน
 การทาบัญชีครัวเรือน
เป็นเสมือนกระจกเงาแสดงสถานภาพทางการเงิน ช่วยแสดงให้เห็นว่า
รายรับรายจ่ายมีความสมดุลกันหรือไม่และสาเหตุเกิดจากอะไร ดังนั้น
จึงเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม
 เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียว
เราจะใช้เหตุผลอย่างเดียวตลอดเวลาไม่ได้ แต่ให้เลือกอารมณทที่
สร้างสรรคท เพราะจะให้ประโยชนท เช่น ความรัก แรงบันดาลใจ ความ
ต้องการให้ ซึ่งจะช่วยคนเรามีความสุข
 การเรียนรู้ตลอดชีวิต
การเรียนรู้จะช่วยให้เรามีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตอย่างรอบ
ด้าน ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ทั้งทางทฤษฎี จากผู้อื่น หรือการเรียนรู้
ด้วยตนเอง ซึ่งจะทาให้เกิดการพัฒนาตัวเอง
5. การปฏิบัติคือความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
การปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นถือเป็นเรื่องที่ยาก
และง่ายไปพร้อมกัน ที่ว่ายาก คือยากในการเอาชนะใจตนเอง แต่จะ
ง่าย เพราะเมื่อเราทาได้แล้ว จะเกิดความสุขและความเคยชิน
นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเห็นผลของการกระทาอย่างชัดเจนมากขึ้น
เช่น การใช้เกษตรแบบผสมผสานแทนการเกษตรเชิงเดี่ยว ที่ให้ผล
ผลิตหลากหลายภายในระยะเวลาที่เท่าๆกัน
6.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ปฏิเสธความร่ารวย
คนเรามักมี 2 สิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการทางาน คือ แรง
บันดาลใจและความโลภ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เห็นโทษ
ของความโลภ แต่เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจแทน เมื่อมีความโลภน้อย
จึงมีภูมิคุมกันตนเอง ชีวิตจึงไม่มีความเสี่ยง อยู่อย่างพอมีพอกินได้ จน
นามาซึ่งความร่ารวยในที่สุด
7.เปรียบเทียบความสุข 2 แบบ
ความสุขทั้ง 2 แบบแบ่งได้เป็น ความสุขจากวิถีพอเพียง และ
ความสุขของวิถีชีวิตทุน
ซึ่งความสุขของวิถีชีวิตทุน คือความสุขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
วัตถุ การอยากได้ อยากมี ไม่รู้จักพอ การใช้จ่ายเช่นนี้จึงเป็นการใช้
ชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง อย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อปี
2540 ซึ่งปัญหาดังกล่าว สามารถนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้
เมื่อเราใช้อย่างจริงจังแล้ว จะเห็นคุณค่าของตนเองและเพื่อนมนุษยท รู้
เป้าหมายในชีวิตว่า ไม่ใช่อยู่ที่การแสวงหาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่
การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองก่อน คือ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอไม่มี
หนี้สิน และมีเงินออม ชีวิตก็มีความสุข
สังคมนิยมเป็นระบบที่มุ่งเน้นสร้างกาไรสูงสุดเป็นหลักโดยไม่คานึงถึงปัจจัยด้านอื่นๆทาให้คนในสังคมเกิดความเห็นแก่ตัว ซึ่งจะส่งผลต่อ
ปัญหาอีกหลายด้านในสังคมเช่น ปัญหาด้านเพศ ยาเสพติด เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงต้องมีการนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา
ช่วยวิเคราะหทและหาทางแก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้องอย่างมีระบบและขั้นตอน
1. ปัญหาในสังคมทุนนิยม
สังคมในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นระบบทุนนิยมที่ต้องการเน้นถึง
ผลกาไรสูงสุด ยอมทาทุกอย่างเพื่อบรรลุผลตามต้องการ โดยไม่
คานึงถึงส่วนประกอบของสังคมด้านอื่นๆทาให้เกิดปัญหาตามมา
หลายอย่างดังนี้
1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การประกอบกิจการเพียงด้านเดียว
ทาให้เกษตรกรไทย มีมูลหนี้ต่อปีกว่า 6 แสนล้านบาท
2. ปัญหาด้านสังคม ที่เกิดขึ้นในหลายมิติด้วยกันเริ่มต้นจาก
สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่าทาให้คนในปัจจุบัน หวังหาความร่ารวย โดย
ไม่สนใจผลเสียที่ตามมา ทาให้เกิดปัญหาการซื้อขายยาเสพติด
นอกจากนั้น โครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนไป ทาให้บทบาทของสตรี
ไทยถูกปรับเปลี่ยน ส่งผลรากฐานทางครอบครัวไม่แข็งแรงเหมือนใน
อดีตทาให้เกิดปัญหาครอบครัวแตกแยก สังคมในปัจจุบันมีการส่งเสริม
การสอนเรื่องเพศผิดวิธีทาให้ความรักกลายเป็นความใคร่ จึงทาให้เกิด
ปัญหาด้านเพศ การย้ายถิ่นฐานด้วยความเข้าใจผิดของเกษตรกรที่
ต้องการมาหาเงินเลี้ยงชีพในเมืองหลวง เป็นอีกทีมาของปัญหาการย้าย
ถิ่นฐาน
3. ปัญหาด้านการเมืองการปกครอง – การคอร์รัปชั่น การ
หวังความร่ารวยของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาประเทศ โดยขาด
ความสานึกต่อส่วนรวมทาให้เกิดการกอบโกยที่ผลประโยชนทของ
ส่วนรวมมาเป็นของส่วนตนเพียงผู้เดียว
4. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การทาการเกษตรโดยหวังผลผลิต
ที่มากในปัจจุบันทาให้ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี ซึ่งเมื่อสารเหล่านี้ไหลลงสู่แหล่ง
น้า ก็จะทาให้ธาตุอาหารจาพวกไนโตรเจนที่เป็นองคทประกอบกระจาย
ลงสู่แหล่งน้ากลายเป็นอาหารของสาหร่ายและตะไคร่ หากมีปริมาณ
มากเกิดไปจะเกิดปรากฏการณทสาหร่ายเบ่งบาน ทาให้เกิดน้าเสีย
นอกจากนั้น ยังมียากาจัดศัตรูพืชที่ถูกปล่อยลงแหล่งน้า เป็นอาหาร
ตกค้างในปลาและสัตวทน้าทาให้คนที่บริโภคได้รับสารพิษ อีกทั้งการ
พัฒนาอย่างรวดเร็วทาให้ เกิดการทาลายทรัพยากรธรรมชาติเช่นการ
ตัดไม้ทาลายป่าส่งผลให้สมดุลทางธรรมชาติถูกรบกวน ถือเป็นอีกหนึ่ง
สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดสภาวะโลกร้อน
5. ปัญหาที่มีผลกระทบต่อวัฒนธรรม สังคมทุนนิยม
ก่อให้เกิดการทางานเพื่อหวังความร่ารวย ต่างคนต่างทางานเพื่อหา
รายได้ให้ตนเอง ความเห็นแก่ตัวของแต่ละบุคคลเพิ่มมากขึ้นทาให้
วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามที่เคยทาร่วมกัน เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กัน
ภายในชุมชน ภายในสังคม การร่วมกันทาหัตกรรมพื้นบ้าน ตารับยา
สมุนไพรในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกลืนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้
ความเจริญทางเทคโนโลยียังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้เกิด
เครื่องทุ่นแรง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงแต่ทาลายวิถีชีวิตในชุมชน เช่นการ
ลงแขกดานาเก็บเกี่ยวข้าว เป็นต้น
2. ผลของสังคมนิยมต่อการดาเนินชีวิต
นอกจากระบบทุนนิยม จะทาให้เกิดปัญหาหลากหลายด้าน
ระบบทุนนิยมยังส่งผลต่อการดาเนินชีวิตชีวิตของคนไทยใน 4 ด้านหลัก
ได้แก่
1.ความเห็นแก่ตัวที่เพิ่มมากขึ้น
สังคมทุนนิยมทาให้ทุกคนทางานเพื่อตนเอง ต่างคนต่างอยู่
พึ่งพากันน้อยลง สิ่งเหล่านี้เหล่านี้หล่อหลอม ชีวิตของคนในสังคม
ปัจจุบัน ให้ทาเพื่อตนเองอย่างเดียว จนพัฒนาเป็นตัวใครตัวมัน
2.พ่อแม่ที่แก่เฒ่าขาดคนดูแล
สังคมทุนนิยม แม้จะมีวัตถุเหลือล้น แต่กลับขาดความอบอุ่น
ทางจิตใจเพราะแต่ละคนต่างเห็นแกตัวเองไม่คิดถึงผู้มีบุญคุณทาให้
บ้านพักคนชราในปัจจุบันเป็นที่นิยม ที่แม้จะมีปัจจัยสี่พร้อมแต่ก็ยังคง
ขาดความอบอุ่น
3.การหย่าร้างของคู่ชีวิต
เกิดจากสองสาเหตุที่สาคัญ คือ สังคมทุนนิยมทาให้คนมุ่ง
ทางานเพื่อความร่ารวย จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว แม้กระทั่งกับ
คู่ครองของตนเอง และในปัจจุบัน ผู้หญิงไม่จาเป็นต้องพึ่งผู้ชายในการ
ประกอบอาชีพ ทาให้หากการอยู่ร่วมกันไม่คิดถึงใจของคนสองคนเป็น
ที่ตั้ง แต่กลับคิดถึงใจตนเอง หากตนเองไม่มีความสุข ชีวิตคู่ก็จะสิ้นสุดลง
ทันที
4.ปัญหาด้านเพศ
การให้เสรีภาพทางเพศมากเกินขอบเขตจากัด และปัญหาด้าน
ผลประโยชนททางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงและโดยอ้อม ทาให้เรื่องเพศ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกสนใจก่อนถึงเวลาที่เหมาะสม กลับกลายเป็น
ปัญหาที่สาคัญในปัจจุบันเช่น การชิงสุกก่อนห่าม
จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น จึงต้องนาหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตทใช้เพื่อแก้ไข เช่น ปัญหาการหย่าร้างของ
ชีวิตคู่ จะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่าจริงๆแล้ว ชีวิตคู่คือความรัก
ความเสียสละ การปรับตัวเพื่อทางานประสานกันระหว่างคนสองคน
ปัญหาการหย่าร้างในปัจจุบันเกิดจากการคบหาที่น้อยเกินไปทาให้ไม่
สนิทกันจริงๆ เมื่อคนไม่รู้จัก ไม่รู้ใจ มีพื้นฐานของครอบครัวที่แตกต่าง
กัน การปรับตัวเข้าหากันจึงเป็นเรื่องที่ยาก ปัญหาด้านเพศเป็นสิ่งที่
ละเอียดอ่อน เกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่ยากต่อการอบรม ยากต่อ
การแก้ไข ที่ยากเพราะปัญหานี้เป็นสิ่งที่ผิดทางวิถีชีวิต ไม่ใช่กฎหมาย
แต่หากเราลองใช้หลักปรัชญามาวิเคราะหทเป็นขั้นเป็นตอน ก็จะช่วย
บรรเทาปัญหานี้ลงได้
เศรษฐกิจส่งผลต่อคนทุกระดับ การออมจึงเป็นสิ่งสาคัญ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้วยซึ่งอันดับแรกจาเป็นต้องรู้สาเหตุของการใช้เงิน นั้นก็คือ
การทาบัญชีครัวเรือน ทั้งยังต้องพึ่งพาเทคนิคบางส่วนเพื่อลดการใช้จ่ายด้วย นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจกับนโยบายต่างๆก็มีผลต่อชีวิตของประชาชน
ด้วย ดังนั้นเพื่อที่จะอยู่ท่ามกลางระบบทุนนิยมได้จึงจาเป็นต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและรู้จักใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
1. การทาบัญชีครัวเรือน
การทาบัญชีครัวเรือนถือว่าเป็นเรื่องที่สาคัญ เพราะจะทาให้เห็น
ตัวเลขการใช้จ่ายที่แท้ นาไปสู่การปรับปรุงการใช้จ่าย เพื่อให้มีเงินเก็บ
ในส่วนของระดับองคทกรเองก็สามารถนาบัญชีครัวเรือนมาใช้เพื่อลด
ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จาเป็นได้เช่นกัน ที่สาคัญคือการเปลี่ยนการบริหาร
โดยให้คนตาแหน่งล่างสามารถตัดสินใจได้เอง เพื่อให้คนในองคทกรมี
กาลังใจทางาน แต่จะทาแบบนี้ได้ก็ต้องคัดเคร่งในเรื่องของการรับคน
เข้าทางานด้วย
2. เทคนิคภาคปฏิบัติในการลดค่าใช้จ่าย
ในส่วนของขั้นตอนการลดค่าใช้จ่าย อันดับแรกต้องเริ่มจากการ
ทาบัญชีครัวเรือนก่อน เพื่อทราบสาเหตุที่มาของการใช้จ่าย การตัด
ค่าใช้จ่ายควรเริ่มจากการหยุดซื้อสิ่งที่มีโทษกับตนเองก่อน เช่น อบายมุก
ต่างๆ เพื่อสุขภาพของตนเองด้วย รวมทั้งอาหารมื้อที่ 4 เช่นกัน ก็ควรตัด
การใช้จ่ายตรงส่วนนี้ด้วย ขั้นต่อไปคือ ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการแต่งกายกับ
เครื่องประดับ ควรจะคิดก่อนซื้อเสื้อผ้า และควรซื้อเสื้อผ้าที่ไม่แพงเกินไป
แต่ดูดีและใช้ได้นาน ก็คือการแต่งตัวให้เป็น อีกอย่างคือค่าโทรศัพททมือถือ
ควรจะให้อยู่ระหว่างเดือนละ 300-500 บาท ยกเว้นแต่จาเป็นต้องใช้เยอะ
จริงๆ ต่อไปคือค่าไฟฟ้ากับค่าน้าวิธีประหยัดก็คือ อย่าเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่
ใช้งานน้าก็เช่นกัน และสุดท้ายคือเรื่องของของหวานและเครื่องดื่มต่างๆ
ควรลดให้เหลือเพียง 1-2 รายการ ต่อวันถ้าให้ดีควรเป็นทานผลไม้เพราะมี
ประโยชนทต่อสุขภาพมากกว่า
ปัญหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายมักจะเกิดจากการใช้จ่ายแบบ
สุรุ่ยสุร่าย หรือใช้จ่ายตามความอยากดังนั้นควรจึงเลิกพฤติกรรมแบบ
บริโภคนิยม หากทาบัญชีครัวเรือนแล้วยังมีรายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่ ควร
จะต้องปรับปรุงการใช้ชีวิต เช่น หากมีคนในบ้านเยอะก็ให้ทาอาหารทาน
เอง แล้วต้องตั้งใจและตั้งเป้าว่าจะประหยัดเงินให้ได้วันละกี่บาท อีกอย่าง
คือควรลดภาระเรื่องการเดินทาง
3. วิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจแบบ Communist และ ทุนนิยม
 แบบ Communist
จะเน้นไปที่ความเสมอกัน ทุกคนทางานเพื่อส่วนรวม
เหมือนกันๆ สาหรับระบบ Communist นั้น เมื่อนาปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงมาวิเคราะหท ทาให้เห็นว่า ทุกคนจะไม่มีปัจจัยการผลิตเป็นของ
ตัวเอง เช่น ที่ดิน หรือ โรงงาน เพราะรัฐควบคุมหมด และการที่ทุกคน
ต้องทางานเพื่อส่วนรวม เท่ากับว่าบังคับให้ทุกคนเป็นคนดี
โดยเฉพาะผลงานที่ตัวสร้างขึ้นมา ก็กลายเป็นของส่วนรวม
ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากทาดังนั้นระบบ Communist จึงเป็นระบบที่ตึง
เกินไป และเป็นอุดมการณทที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ระบบ communist จึง
เหมาะกับการใช้กับตนเองมากกว่าใช้กับคนอื่นๆ
 แบบระบบทุนนิยม
จะเน้นไปทางด้านของการแข่งขัน ทามากได้มาก โดยระบบทุน
นิยมเป็นระบบที่ใช้แรงบันดาลใจของคนเป็นแรงในการขับเคลื่อนการ
พัฒนา ทาให้เกิดการแข่งขัน คนที่เก่งก็จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า
แน่นอนว่าเป็นระบบที่มีเสรีภาพในการทาการค้ามาก ระบบทุนนิยมจึง
เป็นระบบที่หย่อนเกินไป เพราะมีเสรีภาพมาก ความโลภจึงเป็นตัว
ทาลายระบบนี้เพราะต่างคนต่างรู้ว่าถ้าทุ่มเทมากก็จะได้รับผลตอบแทน
มาก ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่มีวินัยในตนเอง
3. โลกาภิวัตน์
หมายถึง การแพร่กระจายไปทั่วโลก คือการที่คนไม่ว่าจะอยู่
ไหนก็สามารถรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากที่อื่นได้อย่างรวดเร็ว
สาหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดโลกาภิวัตนท ก็คือความเจริญทาง
วิทยาศาสตรท และความต้องการของคน ดังนั้นผลกระทบที่ตามมาคือ
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นที่ใดที่หนึ่งบนโลก จะสามารถส่งผลกระทบได้
ทั่วโลก
5. สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นตามหลักของ Demand & Supply
 การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
จากการลงทุนของประเทศที่พัฒนาแล้วในประเทศกาลังพัฒนา
และการที่มีอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ทาให้ความต้องการสินค้า
เพิ่มขึ้นและมีผลต่อสินค้าประเภทอื่น รวมทั้งคนที่มีเงินมากขึ้น เป็น
ตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต
 ความร้อนแรงของตลาดหลักทรัพย์
เมื่อการลงทุนสามารถทาเงินมากกว่าการเอาไปฝากธนาคาร
ดังนั้นความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น ทาให้ราคาหุ้นสูง ทาให้อาจเกิด
สภาวะถดถอยในภายหลัง
 การขาดแคลนน้ามันเชื่อเพลิง
จากการที่เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาให้ความ
ต้องการน้ามันเพิ่มขึ้นมาก ราคาน้ามันจึงสูงขึ้น จึงส่งผลให้สินค้าต่างๆที่
ต้องใช้น้ามันในการขนส่งมีคาราแพง
 สภาวะฟองสบู่เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์
การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกาไร แล้วขายต่อ ทาให้ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนสูงเกินความเป็นจริง ทาให้ขายไม่ได้ จึงมีผลต่อราคาสินค้าชนิดอื่น
ด้วย เพราะที่ดินประกอบด้วยสินค้าชนิดอื่นหลายอย่าง จึงทาให้วิกฤต
ส่งผลรุนแรงมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากคือ ธนาคารเพราะคนไม่
สามารถใช้หนี้ได้ และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพยท ก็
ได้รับผลด้วย
6. สาเหตุวิกฤตของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านวิกฤตทางเศรษฐกิจมาแล้ว 3 ครั้ง
โดยปัญหาหลักๆมาสาเหตุมาจาก
1. การเน้นบริโภคนิยม
มีเสรีภาพทางการค้ามากเกินไป รวมทั้งนโยบายที่รัฐบอกว่า
ประชาชนไม่จาเป็นต้องมีเงินเก็บ เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ
ประชาชนจึงได้รับผลกระทบมาก เช่นการว่างงาน ทาให้ไม่สามารถ
จัดการกับภาระการใช้จ่ายของตัวเองได้
2. ฟองสบู่จากอสังหาริมทรัพย์
จากการฟื้นของเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตปี 1980-1982 ธุรกิจภาค
อสังหาริมทรัพยทก็มีการขยายตัวมากขึ้นทาให้เกิดสภาวะฟองสบู่ สาเหตุ
เกิดจากความต้องการเทียม(ซื้อที่เพื่อเก็งกาไร) ผลคือสินค้าล้นตลาด
ทาให้ Bank ต้องปล่อยที่ดินให้กับคนที่มีประวัติทางการเงินไม่ดี (Sub
Prime) นอกจากนี้ปัญหาความต้องการน้ามันก็ส่งผลกระทบต่อ
ประชาชนด้วย เพราะการที่สินค้าแพงหมายถึง ประชาชนทุกคนจนลง
บทนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่ ประวัติศาสตรทของประเทศที่พัฒนาไป
อย่างรวดเร็ว มีการยกตัวอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วบอกเกี่ยวกับเหตุผลว่าทาไมประเทศนั้นๆจึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว สาเหตุของปัญหาต่างๆที่ทาให้
ประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาได้และแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง
1. แนวทางของประเทศพัฒนาใหม่
ลักษณะประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
 ไม่มีคอรัปชัน
 พัฒนาจากล่างสู่บน ประชาชนมีการศึกษาและสนใจการปกรองของ
บ้านเมือง
 สมัย ไอแซค นิวตัน อังกฤษมีมหาวิทยาลัยแล้ว แสดงให้เห็นว่า
ประชาชนอังกฤษมีการศึกษามาอย่างยาวนาน
ลักษณะประเทศที่กาลังพัฒนา
 ประชาชนมีการศึกษาน้อย
 ผู้ปกครองมักใช้เสียงข้างมากในการปกครองประเทศ
 คอรัปชัน จากระดับบนสู่ระดับล่าง ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ไปจนถึง
ข้าราชการ
ตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
-ญี่ปุ่น
 จีนรุกรานไม่สาเร็จเพราะภัยธรรมชาติเกิดบ่อย
 ไม่เป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น
 ชาตินิยมสูง มีความเชื่อว่า คนญี่ปุ่น มีเชื้อสายจากเทพเจ้า
 ญี่ปุ่นต้องเจริญยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว
- ไต้หวัน
 เจียงไคเช็กแพ้สงครามกับเหมาเจ๋อตุง ทั้งๆที่มีทหารเยอะกว่า
 ในรัฐบาลเจียงไคเช็ก มีการคอรัปชันอย่างกว้างขวาง ทาให้ประชาชน
ยากจนและไม่มีที่อยู่
 เริ่มต้นใหม่ด้วยการสร้างประเทศที่โปร่งใส ให้ประชาชนมีการศึกษา
อย่างทั่วถึง
 คณะรัฐมนตรี ทหาร ข้าราชการ ประชาชน รู้ซึ้งถึงการไม่มีที่อยู่ จึงทา
ให้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว
- เกาหลีใต้
 รัฐบาลสมัยปักจุงฮี คอรัปชันน้อยมาก
 รัฐบาลวางแผนพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
 ทาอู่ต่อเรือในประเทศ และรับเหมาก่อสร้างในซาอุดิอาระเบีย ทากาไร
ให้กับบริษัทเอกชนได้มหาศาล
 รายได้สูง กินดีอยู่ดี
 เผด็จการทหารเต็มตัว แต่ไม่มีการคอรัปชัน
-สิงคโปร์
 แยกมาจากมาเลเซีย เพราะขัดแย้งกันทางเชื้อชาติ
 ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่นายกคิดอยากจะให้ประชาชน กินดีอยู่ดี
เลยให้การศึกษาแกประชาชน
 เผด็จการ แต่โปร่งใส ซื่อสัตยท
 มีการคอรัปชันน้อยที่สุดในโลก
-จีน
 พัฒนาแบบก้าวกระโดด เศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก
 เศรษฐกิจนาการเมือง เศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสตท หรือทุนนิยม ทาให้
ประชาชนกินดีอยู่ดีก็จะถือว่าใช้ได้
 ส่งนักศึกษาไปเรียนต่อที่อเมริกา (ปริญญาเอก) เพราะคนเหล่านี้จะ
เป็นมันสมองของชาติ
 รัฐบาลจีนสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มกาลัง ทางด้านวิชาการ
สินเชื่อ เงินอุดหนุน
 คนจีนกระตือรือร้นในการทางานและมีผู้ประสบความสาเร็จเป็นจานวน
มาก
2.สาเหตุของปัญหาและแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง
1.ปัญหาคอรัปชัน
ประเทศที่กาลังพัฒนาทั่วโลก มีปัญหาการคอรัปชันรุนแรง
และแก้ไขได้ยาก เหตุผลมาจาก
- การต่อต้านคอรัปชันเกิดขึ้นอย่างมากในประเทศที่กาลังพัฒนา ผู้นา
ต่อต้านคอรัปชัน เมื่อได้เป็นผู้นาประเทศกลับคอรัปชันเอง
- ผู้นาประเทศคนใหม่ สั่งสอบสวนเอาผิดและให้ศาลสั่งจาคุกผู้นาคน
เก่า
แต่ผู้นาประเทศคนใหม่ก็คอรัปชัน ไม่มีที่สิ้นสุด
- รัฐมนตรีสั่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่คอรัปชัน แต่ตัวเองก็ทาเสียเอง
- ประเทศที่กาลังพัฒนาทั่วโลกที่มีการคอรัปชัน ไม่มีใครพอใจกับการ
คอรัปชัน
สรุป : ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กาลังพัฒนา ต่างกัน
ที่การพัฒนาด้านจิตสานึก จิตสานึกที่ต่างกันเป็นสาเหตุสาคัญของการ
ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้
2.การสร้างจิตสานึกของประชาธิปไตย
คนส่วนมากเข้าใจคาว่าประชาธิปไตยไม่ถูกต้อง คิดว่าเป็น
“การปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” แต่
จริงๆแล้วประชาธิปไตยคือ “สานึกต่อส่วนรวมของทุกคนในสังคม”
สานึกนี้คือ ผลประโยชนทส่วนรวม ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด
3. การพัฒนาประเทศเกิดจากบุคคลที่เสียสละ
ประวัติศาสตรทของประเทศที่พัฒนาแล้ว เกิดจากประชาชนมี
การศึกษาดีมาก่อน แต่ในประเทศที่ประชาชนมีการศึกษาน้อย ไม่
สนใจการเมืองเพราะไม่ว่าจะเลือกใครก็คอรัปชัน จึงเปลี่ยนความคิด
เป็นใครให้เงินก็เลือกคนนั้น การซื้อเสียงประชาชนเมื่อได้รับตาแหน่งก็
ถอนทุนคืนแล้วก็กลายเป็นธุรกิจ ประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้นา
ต้องมีอุดมการณท เสียสละและเข้มแข็ง
4. ลักษณะของผู้นาที่แตกต่างกัน
การได้ผู้นาที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนคิดว่าการเมืองเป็นธุรกิจ การที่
จะเป็นผู้นาชุมชนได้ ต้องปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จนประสบความสาเร็จแล้วก็มีการปูทางเพื่ออนาคตด้วยเช่นกัน ทาทุก
สิ่งทุกอย่างเพื่อให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
5. เศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหาที่โลกแก้ไม่ได้ให้ลุล่วงไป
ประเทศที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง จะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ความเห็นแก่ตัวของสังคมจะลดลง
5.1 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ละอบายมุข
มนุษยทต่างจากสัตวทโลกชนิดอื่นเพราะมีการสืบต่อกันทั้งความรู้ ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยแสดงถึงลักษณะและ
เอกลักษณทของคนในแต่ละกลุ่ม โดยประเทศไทยเราก็มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นที่กล่าวขานของนานาประเทศเช่นเดียวกันเช่น ยิ้มสยาม การไหว้ ผ้าไหม
แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กาลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลาเพราะการไม่คานึงถึงความสาคัญที่มาพร้อมทั้งขาดการสืบทอดต่อ เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นอีก
หนึ่งเครื่องมือทางความคิดที่จะเข้ามาช่วยหาวิธี วางแผนในการสร้างความภูมิใจอย่างถูกวิธี
ศิลปวัฒนธรรม
1. วัฒนธรรมไทย ความภูมิใจของคนไทย
การสั่งสมประสบการณทและและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นรุ่น
ต่อรุ่นของมนุษยททาให้เกิดวัฒนธรรม ประเทศไทยของเราก็มี
วัฒนธรรมอันดีงามเช่นเดียวกันเหมือนประเทศอื่นๆ ยิ้มสยามคือหนึ่ง
ในเอกลักษณทของวัฒนธรรมไทยที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่สามารถ
ลอกเลียนแบบรอยยิ้มที่สวยงามพร้อมแสดงถึงความจริงใจ มี
หลากหลายเหตุการณทที่สนับสนุนว่าคนไทยเป็นผู้มีอัธยาศัยดี โอบอ้อม
อารี เช่น ผู้รอดจากเหตุการณท สึนามิกล่าวว่า "ประทับใจความมีน้าใจ
ของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะประสบภัยในปีนี้แต่ปีหน้าจะกลับมา
เที่ยวอีก"
กระแสทุนนิยมที่เข้ามาสู่สังคมไทย ส่งผลต่อคนภายในสังคม
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งสังคมมีลักษณะตัวใครตัวมันเช่นเดียวกับ
ประเทศในตะวันตก สังคมไทยของเราก็ยิ่งสูญเสียวัฒนธรรมความเป็น
ไทยที่บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าเคยฝากไว้ การที่เราจะรักษาสิ่งเหล่านี้
ให้ยังคงอยู่จึงต้องประยุกตทหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อ
รวมกลุ่มกันทากิจกรรมเพื่อส่วนรวมเพราะหากรวมกลุ่มแล้ว ก็จะเกิด
ความเอื้อเฟื้อที่มีต่อกัน สิ่งนี้คือหัวใจของคนไทยเพราะสามารถช่วย
แก้ปัญหาเรื่องต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมันแบบสังคมนิยมได้
2. คุณค่าของวัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมของไทยมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เช่น
ศิลปะทางสถาปัตยกรรมไทย ภาพวาดจิตรกรรมประเพณีเช่น
สงกรานตท ลอยกระทง บวชนาค สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากศักยภาพทาง
ศิลปะของในด้านวัฒนธรรมซึ่งแบ่งออกเป็นด้านจิตใจและวัตถุ
2.1 วัฒนธรรมด้านจิตใจ คือการแสดงออกถึงเอกลักษณทภายใน
จิตใจ เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิตรไมตรีที่ดี การไหว้และ
รอยยิ้ม ปฏิบัติกับแขกหรือมิตรเสมือนญาติที่สนิทกันดี
2.2 วัฒนธรรมด้านวัตถุ
- เครื่องแต่งกาย เช่น ผ้ายกที่ใช้พันรอบเอว ได้แก่ ผ้ายกเชียงใหม่
ผ้ายกลาพูน ผ้ายกพุมเรียง ผ้ายก
พุมนคร ผ้าจก ได้แก่ ผ้าจกลาวพรวน ผ้าตีนจกไทยวน
- ดนตรีและการแสดง ตัวอย่างเช่น
เครื่องดีด เช่นจะเข้ กระจับปี่ เต้า พิณ
เครื่องสี ซอด้วง ซอสามสาย ซออู้ สะล้อ
เครื่องตี ระนาด กรับ ฆ้อง ขิม
- การแสดงที่มีชื่อเสียงและนิยมเล่น
การแสดงของไทย โขน การฟ้อนรา
การแสดงภาคเหนือ การฟ้อนรา ฟ้อนเล็บ
การแสดงภาคกลาง ลิเก ลาตัด เป็นต้น
เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นศิลปะที่งดงามพร้อมทั้งมี
ความประณีตและรายละเอียดมหาศาล แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทา
ให้ คนในยุคใหม่ละเลยไม่รู้ถึงที่มาที่แท้จริงและความสาคัญของศิลปะ
แต่ละชนิด ศิลปะที่สวยงามหลายประเภทที่เคยเป็นถึงการแสดงของ
พระมหากษัตริยทจึงค่อยๆเลือนหายไป จึงต้องมีการพัฒนารูปแบบของ
การแสดงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การแสดงโขน ต้องมีฉากที่
สมจริง ยิ่งใหญ่ มีการใช้แสง สี เสียง เอฟเฟกตทที่ร่วมสมัย ที่สามารถ
สร้างบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจได้เพื่อที่จะได้เป็นสื่อช่วยอีกช่องทางหนึ่ง
ที่ทาให้คนในสมัยนี้เกิดความรู้สึกรื่นเริง ภูมิใจและพร้อมที่จะสืบทอด
เพื่อเป็นวัฒนธรรมของชาติต่อไปได้
การบริหารจัดการหรือการวางแผนเป็นเครื่องมือที่สาคัญในการทางานทั้งหลายทั้งปวงให้บรรลุจุดประสงคทตามที่ตั้งไว้ ผู้ที่ใช้หลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินชีวิต ควรศึกษาการบริหารจัดการให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แม้การทางานเพียงคนเดียวอาจจะไม่ซับซ้อนเท่ากับองคทกร
ขนาดใหญ่ แต่ทุกๆการกระทาจาเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการดาเนินงานเสมอ เพื่อให้ผลลัพธทที่ออกมาเป็นที่พึงพอใจ
1. หลักการบริหารจัดการ
ในองคทกรขนาดใหญ่นั้น การทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
จาเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากร กาลังคน กาลังสมองเป็นจานวนมาก
ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาหลักการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อ
ไม่ให้เกิดปัญหาและสามารถบรรลุจุดประสงคทของกิจกรรมนั้นๆได้ โดย
เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการนั้นมีเป็นจานวนมาก ในที่นี้จะ
ยกตัวอย่างเครื่องมือการบริหารจัดการเบื้องต้น ดังนี้
- การวิเคราะหทสภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT)
- การบูรณาการ (Integration)
- การบริหารเชิงกลยุทธท (Strategic Management)
- LO (Learning Organization – องคทกรแห่งการเรียนรู้)
- การบริหารแนวราบ
- วิสัยทัศนทของผู้นาองคทกร
- การสร้างวัฒนธรรมองคทกร
- การใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการอานวยความสะดวก
เนื่องจาก LO หรือองคทกรแห่งการเรียนรู้ จัดเป็นการเรียนรู้
ขององคทกรแต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการเรียนรู้เฉพาะบุคคล สองสิ่ง
นี้มีความหมายคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจะนาเรื่อง LO ไปกล่าวในเรื่องการ
เรียนรู้ตลอดชีวิตในภายหลัง
1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT)
การวิเคราะหทสภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT) เป็น
เครื่องมือในการประเมินสถานการณท ซึ่งใช้ในการกาหนดจุดแข็งและ
จุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจาก
สภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น โดย SWOT นั้น
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เป็นปัจจัยควบคุมได้ เป็นปัจจัยภายในที่เกี่ยวข้องกับ
ตนเอง ได้แก่
S : Strengths หมายถึง จุดแข็งของตนเอง
W : Weakness หมายถึง จุดอ่อนของตนเอง
2. ส่วนที่เป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ เป็นปัจจัยภายนอก ได้แก่
O : Opportunities หมายถึง โอกาส
T : Threats หมายถึง อุปสรรค
จุดแข็งและจุดอ่อนภายใน
การใช้ประโยชนทจากจุดแข็งและจุดอ่อนได้แก่
1. เมื่อเราทราบจุดแข็ง เราจะต้องใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชนท
มากที่สุด เพราะ หากเรามีจุดแข็งที่มีลักษณะโดดเด่นที่ผู้อื่นไม่มี จุด
แข็งนี้จะกลายเป็นองคทประกอบสาคัญของกิจการ ทาให้กิจการอยู่รอด
หรือเหนือกว่าผู้อื่น
2. ในกรณีของจุดอ่อน บางจุดอ่อนอาจไม่มีผลกระทบต่อ
กิจการ แต่บางจุดอ่อนอาจพัฒนาจนมีผลกระทบต่อกิจการ เราจะต้อง
ปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนนั้น โดยวิธีแก้ไขจุดอ่อนคือการศึกษาวิธีการ
แก้ไขจุดอ่อนเดียวกันนี้จากกิจการอื่นแล้วนาปรับให้เป็นวิธีที่เหมาะสม
กับกิจการของตน หรือค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ การเข้าอบรบ
หรือสอบถามผู้มีประสบการณท ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในเรื่องจุดอ่อน
ภายใน เช่น
- การขาดบุคลากร แก้ไขได้โดยการโฆษณา ใช้สื่อให้ตรงกับ
ตาแหน่ง ควรคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพที่สามารถทางานได้
- การเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร แก้ได้โดยการอบรม
บุคลากร การตรวจสอบงานและชี้แจงให้ปรับปรุงแก้ไข การวางแผนให้
งานพัฒนาขึ้นซึ่งจะส่งผลให้คนต้องพัฒนาตามงานไปด้วย
- มีความรู้ในกิจการที่ทาระดับหนึ่งแต่ไม่รู้จริงถึงที่สุด แก้ไขได้
โดยการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการแข่งขันกับตนเอง
- ความสามารถในการบริหารจัดการ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สาคัญ
ที่สุด โดยมีวิธีแก้ปัญหาคือผู้บริหารควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการ
บริหารจัดการคือหัวใจของกิจการทั้งปวง การบริหารจัดการที่ดีนั้นเป็น
พื้นฐานในการต่อยอดไปทาให้เกิดผลลัพธทที่ดี
โอกาสและอุปสรรค
โอกาสและอุปสรรคเป็นปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการ
ควบคุม โดยปัจจัยที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นโอกาสของคนกลุ่มหนึ่งแต่
เป็นอุปสรรคต่อคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมการเพื่อรับ
กับโอกาสและการตั้งรับกับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจาเป็นมาก
เพราะหากไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อมีโอกาสก็จะไม่สามารถทา
ให้โอกาสเหล่านั้นเกิดประโยชนทได้และอาจสูญเสียโอกาสนั้นไป ในทาง
กลับกันถ้าเกิดอุปสรรคขึ้นอาจจะทาให้กิจการประสบกับปัญหาอย่าง
ใหญ่หลวง ดังนั้นจึงจาเป็นที่จะต้องเตรียมรับมือกับอุปสรรคต่างๆอยู่
ตลอด โดยวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้นั้นสามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน
ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุด การแข่งขัน
กับตนเอง เป็นต้น
1.2 บูรณาการ (Integration)
บูรณาการ(Integration) หมายถึง กระบวนการในการนา
ความรู้แขนงต่างๆมาใช้ให้สอดประสานกัน เป็นการทางานร่วมกันราว
กับเป็นสิ่งๆเดียวกัน หรือหมายถึง การรวมตัวของสิ่งต่างๆแล้วเกิด
ความสมบูรณทในตัวเอง จนการรวมตัวนั้นกลมกลืนกลายเป็นสิ่งๆเดียว
และภายหลังการรวมตัวจะต้องไม่มีปัญหาใดๆตามมา
เมื่อนาการบูรณาการมาใช้กับการบริหารจัดการ ผู้บริหาร
สูงสุดจะต้องกาหนดนโยบายที่ชัดเจนถือเป็นเป้าหมายของบริษัท สิ่ง
นั้นคือยอดขายและผลกาไรของบริษัทจะต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของ
ความยั่งยืน ไม่มีปัญหาใดๆตามมาในภายหลัง โดยผู้บริหารควรใส่ใจ
ทั้งด้านตัวสินค้าและการตลาด
1.3 การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management)
การบริหารเชิงกลยุทธท (Strategic Management) หมายถึง
การทางานให้บรรลุเป้าหมาย โดยเน้นที่การแก้ปัญหาจากอุปสรรคที่
เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งปัญหาที่คาดคะเนได้ล่วงหน้าและปัญหาที่ไม่สามารถ
คาดคะเนได้ล่วงหน้า ดังนั้นการบริหารเชิงกลยุทธทจึงเหมาะอย่างยิ่งกับ
การนาไปใช้กับธุรกิจหรือกิจการที่ไม่เคยทามาก่อนเพราะเมื่อไม่เคยทา
ย่อมไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ดังนั้นการบริหารเชิงกลยุทธท
จึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากเพราะในการทางานมีแผนสารองไว้ทุกๆ
ขั้นตอน
แผนสารองของการบริหารเชิงกลยุทธทที่ยั่งยืน คือ การเรียนรู้
ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเป็นการเตรียมการรับมือกับสิ่งที่ไม่
อาจคาดคะเนได้ในอนาคต
1.4 การบริหารแนวราบ
การบริหารแนวราบ คือ การบริหารที่ให้อานาจการในการ
ตัดสินใจกับผู้ปฏิบัติงาน ทาให้ผู้ปฏิบัติงานไม่จาเป็นที่จะต้องรอคาสั่ง
ทุกครั้ง โดยฝ่ายผู้บริหารใช้การวางระบบงานและการตรวจสอบงาน
เพื่อควบคุมงานเท่านั้น งานที่เป็นการบริหารแนวราบควรจะเป็นงานที่
ผู้ปฏิบัติสามารถตัดสินใจทางานได้เองตามขอบเขตและความสามารถ
โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆติดตามมา
การบริหารแนวราบเป็นการปลดปล่อยศักยภาพของผู้ปฏิบัติ
งานทาให้ผลงานที่ออกมาดีและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การบริหาร
แนวราบเป็นการกระจายง่ายให้ระดับล่าง จึงทาให้ฝ่ายบริหารมีเวลา
มากขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาองคทกรได้
1.5 วิสัยทัศน์ของผู้นาองค์กร
การมีวิสัยทัศนทของผู้นาองคทกรเป็นสิ่งสาคัญเพราะวิสัยทัศนทก็
เปรียบเสมือนเข็มทิศ หากผู้นาองคทกรขาดวิสัยทัศนทก็จะทาให้องคทกรล้า
หล้งไม่สามารถพัฒนาและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและในที่
สุดองคทกรอาจประสบปัญหาการขาดทุนและเลิกกิจการได้ สาหรับผู้ที่มี
วิสัยทัศนทย่อมประเมินปัญหาต่างๆจากบทเรียนในอดีตและเมื่อมองเห็น
สภาพความเป็นจริงจะทาให้ผู้นาองคทกรมีวิสัยทัศนทที่สามารถพยากรณท
อนาคตได้ อีกทั้งผู้ที่มีวิสัยทัศนทย่อมสามารถพยากรณทสิ่งทั่วไปหรือกฏ
ทั่วไปได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นกฏที่ไม่มีกาลเวลา เช่น อาหารอร่อยมี
สุขอนามัยย่อมเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคตลอดไป เป็นต้น
1.6 การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
วัฒนธรรมในองคทกรของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน แม้ใน
ประเทศเดียวกันแต่ต่างบริษัท วัฒนธรรมในองคทกรก็อาจจะแตกต่าง
กันได้ วัฒนธรรมในองคทกรที่ดีพอสรุปได้ดังนี้
- ควรใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative
Management) เป็นการบริหารที่เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยมีการ
ปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสาคัญ
ทุกคนควรจะต้องรับรู้รับทราบ ร่วมกันตัดสินใจและทาร่วมกัน
- ไม่เข้มงวดในเรื่องเล็กน้อย แต่เข้มงวดในเรื่องหลักการ เช่น
ความซื่อสัตยท ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา เป็นต้น
- ควรใช้หลักการบริหารแบบพี่น้องดูแลทุกขทสุขและให้อภัย
- ผู้อาวุโสควรเป็นแบบอย่างขององคทกร
- มีปัญหาเรื่องใดควรปรึกษาผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพของทุกคน
- มีรางวัลให้กับผู้ที่ทางานดี มีการตักเตือนและลงโทษผู้ที่มี
ความผิดตามสมควร
- ควรมีมนุษยทสัมพันธทที่ดีต่อกัน
- ผู้นาควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน สามารถเข้าถึงผู้ใต้บังคับ
บัญชาได้
- ควรมีความเอื้ออาทรต่อกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา
- ควรมีการปรับปรุงแก้ไขวัฒนธรรมบางอย่างขององคทกร
- ผู้บริหารควรเลือกหลักการบริหารที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม
ภายในองคทกร
1.7 การใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมืออานวยความสะดวก
ความเจริญทางเทคโนโลยีสามารถอานวยความสะดวกในการ
บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น
- การประชุมวีดีโอคอนเฟอเร้นสท (Video Conference) การ
ประชุมทางไกลโดยแต่ละคนไม่จาเป็นจะต้องอยู่พร้อมหน้ากัน
- โทรศัพททระบบ 3จี สามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงได้โดยไม่
สะดุด
- GPS ระบบนาทางที่สามารถกาหนดพิกัดตาแหน่งของ
สถานที่ได้อย่างแม่นยา ประโยชนทที่เห็นได้ชัดเจนในการดาเนินธุรกิจก็
คือ การติดตั้ง GPS ในรถยนตทเพื่อควบคุมพนักงานขับรถและฝ่ายขาย
ได้ ทาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ป้องกันการทุจริต รวมถึงด้านความ
ปลอดภัย
- โลจิสติกสท เป็นระบบที่ทาให้เกิดประสิทธิภาพในการสต๊อ
กสินค้าและการขนส่ง ส่งผลให้ขนส่งสินค้าได้ทันเวลา
2. การบริหารธุรกิจ
การบริหารธุรกิจ (Business Administration) คือ กระบวนการ
วางแผนการจัดการองคทกร การอานวยการ และการควบคุมการใช้
ทรัพยากรของกิจการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจ (กาไรสูงสุด)
การบริหารธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ โดยสิ่งที่ควร
ทราบในการทาธุรกิจได้แก่
- หลักการขายสินค้าและบริการ
- การบริหารแบบ 3P (People Product Promotion)
- การวางแผนในการดาเนินธุรกิจ
2. 1 หลักการขายสินค้าและบริการ
หลักการพื้นฐานที่สาคัญในการทาธุรกิจให้ประสบความสาเร็จ
- การผลิตสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
ก่อนการผลิตสิ่งแรกที่ต้องคานึงถึงคือจะผลิตสินค้าขายใคร
ลูกค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร เป็นต้น หากผลิตสินค้าได้ตรงกับ
ความต้องการของลูกค้าก็จพทาให้ธุรกิจประสบผลสาเร็จได้ง่าย
หลักการคิดในการผลิตสินค้าเพื่อรองรับตลาดระดับต่างๆ
 ควรผลิตสินค้าเพื่อลูกค้าที่มีฐานะปานกลางเป็นหลัก
เพราะเป็นกลุ่มที่มีกาลังซื้อและจานวนมาก
 ควรผลิตสินค้าคุณภาพในราคาสมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตามสินค้าบางประเภทอาจไม่อยู่ในเกณฑทเหล่านี้
เช่น เพชร พลอย เพราะเป็นสินค้าที่ใช้แสดงฐานะทางการเงิน
- การทาให้ลูกค้ารู้จักและเข้ามาใช้สินค้าและบริการ
จะต้องทาให้ลูกค้าได้มาลองใช้สินค้าและบริการ ดังนั้นสิ่งที่เรา
ต้องรู้ก็คือข้อดีและข้อด้อยของสินค้าและบริการของเรา รวมถึงข้อดี
ข้อด้อยของสินค้าอื่นๆ เพื่อที่จะได้นาข้อดีเหล่านั้นมาเป็นจุดขายใน
การโฆษณาของเรา ส่งนข้อด้อยต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้แสดงบทบาท
ออกมา
- การกลับมาซื้อสินค้าและบริการอีก
จะต้องทาให้ลูกค้าประทับใจในสินค้าและบริการของเรา
เพื่อที่จะทาให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอีก
2.2 การบริหารแบบ 3P
3P ย่ อ ม า จ า ก People Product Promotion ห รือ ค น
ผลิตภัณฑท และ การส่งเสริมการขาย การขายผลิตภัณฑทหรือทาธุรกิจ
ต้องให้ความสาคัญกับ 3 สิ่งนี้ดังนี้
- People หมายถึง คน ซึ่งก็คือผู้ปฏิบัติงาน คนถือว่าเป็นสิ่งสาคัญ
อันดับแรกของการขับเคลื่อนงานทุกประเภท เพราะ งานจะสาเร็จได้
ด้วยการทางานของคน ดังนั้นควรให้ความสาคัญกับบุคลากรเป็น
อันดับแรก หลักการบริหารคนมีดังนี้
 เลือกคนที่มีคุณภาพ
 ใช้คนให้ตรงกับความสามารถ
 ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความมุ่งมั่นพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหา
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นองคทประกอบสาคัญของบุคลากรที่จะทาให้งานสาเร็จ
- Product หมายถึง ผลิตภัณฑท ได้แก่ จะผลิตอะไร ใครเป็นกลุ่ม
เป้าหมายของสินค้า เมื่อทราบกลุ่มเป้าหมายแล้วจึงนาข้อมูลของ
กลุ่มเป้าหมายมาออกแบบผลิตภัณฑท
- Promotion การส่งเสริมการขาย คือ การเชิญชวนให้ลูกค้ามา
สนใจและซื้อสินค้าของเราเพิ่มมากขึ้น แม้สินค้าชนิดนี้จะมีคู่แข่งอยู่
แล้ว เช่น การโฆษณาแนวขบขันเพื่อจูงใจลูกค้าและทาให้ลูกค้าจดจา
สินค้าของเราได้ง่าย
2.3 การวางแผนในการดาเนินธุรกิจ
การทาธุรกิจให้ประสบความสาเร็จเป็นเรื่องยากดังนั้นจึงต้องมี
การวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ธุรกิจประสบความสาเร็จควรมี
ขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- รู้จริงในเรื่องที่ทา ทาให้สามารถประยุกตทสินค้าให้มีความ
แปลกใหม่และมีความคิดสร้างสรรคท หากยังไม่รู้จริงให้แสวงหาความรู้
เพิ่มเติม ถ้ายังไม่รู้ลึกรู้จริงอาจจะเริ่มทาธุรกิจได้แต่สินค้าจะต้องได้
มาตรฐานเท่าเทียมกับสินค้าในตลาด
- การประเมินที่ผิดพลาด เนื่องจากความอยากเปิดกิจการ
อยากทาธุรกิจ ทาให้การประเมินทุกอย่างเป็นการประเมินที่เข้าข้าง
ตัวเอง ซึ่งจะทาให้ผลที่ได้รับกลับมาก็คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง
ถึงขั้นปิดกิจการหรือประสบกับการขาดทุนอย่างมหาศาล
- พัฒนาคุณภาพสินค้า โดยใส่ใจรายละเอียด การใส่ใจใน
รายละเอียดเล็กๆน้อยๆนั้น เมื่อเป็นรายละเอียดหลายๆอย่างรวมเข้า
ด้วยกันจะเป็นตัวช่วยเสริมให้คุณภาพสินค้าดีขึ้น
- การลงโฆษณาในอินเทอรทเน็ต เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลดี
ค่าใช้จ่ายต่า แต่มีผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก
- การขยายกิจการ เมื่อสินค้าขายดีแล้ว ควรเริ่มจากการขยาย
กิจการที่ละน้อย ด้วยการนาสินค้าไปสดงในงานต่างๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจก็
จะซื้อสินค้าของเราไปใช้หรือสั่งไปเพื่อนาไปขายต่อ
- การวางแผนเงินกู้ เมื่อสินค้าขายดีขึ้นไปอีก จนสามารถ
ขยายกิจการได้ ควรนาผลกาไรที่สะสมมาขยายกิจการหรือกู้เงินจาก
ธนาคาร SME อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการจะต้องบริหารจัดการ
ภายในบริษัทให้เป็นระบบก่อนจึงจะขยายกิจการมิเช่นนั้นความยุ่งยาก
ต่างๆจะตามมาในภายหลัง
- การเป็นผู้นาตลาด เมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดก็จะมีคู่แข่งที่
เลียนแบบทาสินค้าประเภทเดียวกันขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้อง
พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทาให้ผู้ที่ลอกเลียนแบบหรือคู่แข่ง
ตามไม่ทัน ในที่สุดก็จะออกจากตลาดไปเอง ดังนั้นการพัฒนาตนเองไม่
หยุด การแข่งขันกับตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นวิธีขยายธุรกิจ
ที่ถูกวิธี
3. เทคนิคการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของ
ตลาด
3.1 วางแผนผลิตสินค้า
การวางแผนการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
มีหลักปฏิบัติดังนี้
- สารวจความต้องการของลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้า
ในลักษณะใด หรือพิจารณาอย่างรอบคอบโดยสมมุติว่าตนเองเป็น
ลูกค้าหรือผู้บริโภค
- เมื่อทราบความต้องการแล้วจึงผลิตสินค้าและบริการให้
สอดคล้องกับความต้องการนั้น
- เมื่อลูกค้าใช้แล้ว ประเมินผลว่าเป็นอย่างไร
- ปรับปรุงและนาสินค้าลงตลาดอีกครั้ง
ทาเช่นนี้จนกระทั่งสิ้นค้าเป็นที่ยอมรับของลูกค้าหรือสินค้าติด
ตลาดก็จะเกิดการสร้างแบรนดทของสินค้าหรือแบรนดทโรแยลตี้ (Brand
Royal – ความภักดีต่อสินค้าคือใช้สินค้าเพีนงยี่ห้อเดียว)
3.2 การสารวจความต้องการของตลาด
การจะผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้านั้น การ
จะทาเช่นนี้ได้จะต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยการหาข้อมูลหรือทาการวิจัยว่า
ลูกค้าต้องการอะไร และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่าย สะดวก และมีประสิทธิ
ภาพที่สุดก็คือ การถามตนเอง หรือสมมุติว่าตนเองเป็นลูกค้า เมื่อได้
ข้อสรุปแล้วลองประเมินความถูกต้องด้วยการถามคนข้างเคียงถึงความ
คิดเห็นก็จะได้คาตอบ โดยที่ความแม่นยาของข้อมูลที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับ
การฝึกฝนใช้วิธีนี้บ่อยแค่ไหน จิตมีความเป็นกลางหรือไม่ จิตสงบ
เพียงพอหรือไม่ เมื่อเราได้คาตอบแล้ว เราก็จะเริ่มลงมือทา เมื่อประสบ
ความสาเร็จก็จะสามารถเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนี้ได้ เมื่อวิเคราะหท
ปัญหา เผชิญปัญหา และ แก้ปัญหา ความสาเร็จก็จะมีมากกว่าความ
ล้มเหลวเพราะเรารู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
อย่างไรก็ตามมีบางเรื่องที่เราจาเป็นที่จะต้องสารวจความ
ต้องการของตลาดด้วยหลักวิชาการ เช่น การลงสารวจสภาพที่เป็นจริง
ของตลาดด้วยตนเองเพื่อนามาเป็นข้อมูลในการวิเคราะหทปัญหา , การ
ลงทุนที่ต้องการข้อมูลสาคัญต่อการตัดสินใจ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้
จาเป็นที่จะต้องทาดพราะการลงทุนจาเป็นต้องมีรายละเอียดหลาย
แง่มุมรอบด้าน อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง ไม่สามารถ
ประเมินจากตนเองได้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วนาว่าวิเคราะหทรวมกับข้อมูล
อื่นๆจากนั้นจึงหาข้อสรุป
4. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้
4.1 วิเคราะห์ตนเอง
การวิเคราะหทตนเองคือการรู้จักตนเอง การประกอบธุรกิจหรือ
การดาเนินกิจการ มีทั้งผู้ที่ประสบความสาเร็จและล้มเหลว ผู้ที่จะ
ประสบความสาเร็จได้จะต้องเป็นผู้ที่รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของตนเอง
ก่อนแล้วจึงวิเคราะหทว่าตนเองนั้นมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจของตน
มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่รู้ลึกรู้จริงก็ควรหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนา
ตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาธุรกิจ
4.2 วิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นจริงได้ถูกต้อง
การวิเคราะหทสถานการณทที่เป็นจริงหรือความเป็นจริงที่ดารง
อยู่มักจะไม่ค่อยถูกต้องแม่นยาทั้งๆที่เป็นสิ่งใกล้ตัวมากที่สุด สาเหตุที่
เป็นเช่นนี้เพราะความประมาทของคน อ่อนประสบการณท มองแต่ด้าน
ดีไม่มองจุดอ่อน คิดเข้าข้างตนเอง เป็นต้น จึงทาให้ไม่สามารถ
วิเคราะหทสถานการณทที่เป็นอยู่จริงได้
4.3 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมใกล้ตัว
สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ได้แก่ วิถีชีวิต ทรัพยากรในท้องถิ่น ทาเล
ที่ตั้ง การคมนาคมและการขนส่ง มีความสาคัญในการตัดสินใจ
ประกอบอาชีพดังนี้
- วิถีชีวิต หมายถึง การคานึงถึงวัฒนธรรมของชุมชนหรือของ
สังคมเพื่อการประเมินจะได้ไม่ผิดพลาด
- ทาเลที่ตั้ง เป็นสิ่งสาคัญของกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อหรือ
ผู้ใช้บริการเพราะแม้สินค้าจะดีแต่ทาเลที่ตั้งไม่ดีก็อาจจะทาให้กิจการ
ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ผู้ที่จะทาให้กิจการเจริญก้าวหน้าในทาเลที่ไม่
ดีได้คือผู้ที่ผลิตสินค้าคุณภาพเหนือกว่าผู้อื่นและราคาต่ากว่าผู้อื่นซึ่ง
เป็นไปได้ยาก ดังนั้นทาเลจึงเป็นสิ่งสาคัญอันดับต้นๆโดยเฉพาะสินค้า
ที่เหมือนกัน ทาเลจะเป็นสิ่งชี้ขาดธุรกิจ
- ทรัพยากรในท้องถิ่น การทาสิ่งใดต้องคานึงถึงทรัพยากรใน
ท้องถิ่นด้วย ควรเลือกอาชีพที่สอดคล้องกับทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อที่จะ
สามารถนาไปพัฒนาต่อได้
- การคมนาคมและการขนส่ง เป็นสิ่งสาคัญเพราะสินค้าที่ผลิต
ได้อาจจะมีพ่อค้าคนกลางมาซื้อเพื่อนาไปขายต่อ หรือเราจาเป็นต้อง
ซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ดังนั้นหากการคมนาคมสะดวกจะทาให้ง่ายต่อ
การประกอบกิจการอีกทั้งอาจทาให้สามารถพัฒนากิจการได้รวดเร็วขึ้น
4.4 วิเคราะห์ความป็นไปได้ของกิจการ
การวิเคราะหทความเป็นไปได้ของกิจการได้แก่
- วิเคราะหทตลาด ก่อนการดาเนินธุรกิจควรวิเคราะหทตลาดก่อน
เสมอเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจ วิธีสังเกตว่าธุรกิจใดควรทา
หรือไม่ควรทา ให้สังเกตว่าธุรกิจเหล่านั้นมีการเจริญเติบโตและขนาด
ของธุรกิจใหญ่เพียงใด จากนั้นนามาวิเคราะหทถึงสภาพความเป็นจริง
ถึงความเหมาะสม เงินทุนและความสามารถในการทาธุรกิจของตนเอง
- กิจการที่มีการแข่งขันสูง ไม่ควรทาเพราะมีกาไรน้อยไม่
คุ้มค่ากับการลงทุนที่ต้องเสียไป สิ่งที่ควรระวังในการทาธุรกิจคือไม่
ควรเข้าไปในธุรกิจที่มีสินค้าประเภทเดียวกันคุณภาพเท่ากัน เป็น
สินค้าที่ไม่สามารถสร้างสรรคทหรือสร้างความแตกต่างได้
- การผลิตสินค้าหรือดาเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน ในปัจจุบันเป็น
เรื่องยากที่จะผลิตสินค้าใหม่ที่ไม่มีในตลาดหรือสินค้าที่เป็นนวตกรรม
ดังนั้นการแข่งขันอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้นวิธีที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนก็คือการสร้างความแตกต่างในความ
เหมือน หากไม่สามารถทาได้ก็จะเกิดการแข่งขันด้านราคาทาให้กาไร
น้อยลงจนทาให้กิจการที่มีเงืนทุนน้อยต้องปิดกิจการไป
5. การสร้างความต่างในความเหมือน
5.1 ความหมายของ Red Ocean และ Blue Ocean
Red Ocean คือ การผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน และมีผู้ขาย
จานวนมาก ทาให้เกิดการแข่งขันกันด้วยการตัดราคาสินค้า ซึ่งจะทา
ให้กาไรที่ได้นั้นน้อยลงจนถึงขั้นขาดทุน (แปล มหาสมุทรสีเลือด สีแดง
หมายถึงเลือดของผู้แข่งขันตัดราคากันเอง การแข่งขันตัดราคาจึง
เหมือนการทาสงคราม) การแข่งขันเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ
Blue Ocean คือ การผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน แต่
ผู้ประกอบการสามารถสร้างความแตกต่างในความเหมือนได้ เช่น มี
ความคิดสร้างสรรคท มีบริการที่ดีเลิศ ทาให้ผู้ประกอบการสามารถยืน
อยู่ได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เพราะ ตนเองไม่ได้แข่งตัดราคากับ
ผู้อื่นแต่แข่งกับตนเอง ซึ่งก็คือการสร้างคุณภาพของสินค้า ทาให้มี
ลูกค้าประจาเป็นจานวนมาก มีผลประกอบการดี กาไรสูง (แปล
มหาสมุทรสีน้าเงิน ซึ่งหมายถึงไม่ต้องแข่งตัดราคากับผู้อื่น ไม่ต้องทา
สงครามราคากับผู้อื่น)
5.2 ตัวอย่างการสร้างความต่างในความเหมือน
หากทาสินค้าใดควรทาในสิ่งที่สามารถพัฒนาสร้างสรรคทได้
สามารถสร้างความแตกต่างในความเหมือนได้ จึงจะสามารถเข้าไปใน
ตลาดได้ เช่น เสื้อยี่ห้อแตงโม เป็นสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการ
ของลูกค้าได้ มีการตลาดที่ดี เช่น ก่อนนาสินค้าไปขายในต่างจังหวัด
ได้มีการติดประกาศให้ลูกค้าทราบในหลายๆจุดของจังหวัด ทาให้ได้
ลูกค้าเป็นจานวนมาก , เครื่องปรับอากาศไซโจเดนกิช่วงที่เริ่มวางขาย
เครื่องปรับอากาศของไซโจเดนกิมีเครื่องฟอกอากาศภายในตัวทาให้
สร้างความแตกต่างในความเหมือนกับบริษัทเครื่องปรับอากาศอื่นๆ
อีกทั้งเมื่อบริษัทอื่นๆสามารถทาเครื่องฟอกอากาศภายในตัวได้
เช่นเดียวกับไซโจเดนกิ ไซโจเดนกิก็ได้มีการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดย
การใช้น้ามาเป็นตัวระบายความร้อนเพื่อประหยัดไฟฟ้าทาให้สามารถ
สร้างความแตกต่างในความเหมือนได้อีกครั้งหนึ่ง
5.3 การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
กรณีศึกษาด้านการสร้างความมั่นใจของลูกค้าคือ บริษัท
รับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง บริษัทแห่งนี้มีนโยบายที่ชัดเจนและถือเป็น
จุดแข็งของบริษัทที่บริษัทอื่นๆทาไม่ได้หรือทาได้ไม่ดีเท่านั่นก็คือการ
ส่งงานได้ตรงเวลาเกือบทุกครั้ง แต่มีราคาสูงกว่าผู้รับเหมารายอื่น โดย
ที่ผลงานที่ออกมานั่นมีคุณภาพเทียบเท่ากับบริษัทชั้นนาอื่นๆ ลูกค้าจึง
ทดลองเปลี่ยนไปใช้บริการผู้รับเหมารายอื่นที่ราคาต่ากว่า ปรากฏว่า
ส่งมอบงานล่าช้า ทาให้เสียหายมากกว่าได้ค่าปรับ ดังนั้นจึงกลับไปใช้
บริการบริษัทเดิมอีกครั้งและไม่คิดจะเปลี่ยนไปใช้บริการผู้รับเหมาราย
อื่น ในกรณีศึกษานี้ ทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้สร้างความประทับใจ
โดยการส่งงานตรงเวลาทาให้ลูกค้าประทับใจและไม่เปลี่ยนไปใช้
บริการที่อื่นอีก
5.4 ความคิดสร้างสรรค์
เกษตรกรพอเพียงประสบความสาเร็จในการทางานเพราะ
ปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง เช่น การทางานหนักในช่วงต้นของงาน
หรือธุรกิจ การทางานหนักในที่นี้หมายถึงการบุกเบิกอย่างจริงจัง และ
ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีความรอบคอบ จากนั้นจึงมี
การวิจัยเพื่อนามาวิเคราะหทความต้องการของลูกค้าเพื่อมาออกแบบ
ผลิตภัณฑท โดยจะต้องสร้างความต่างและมีความคิดสร้างสรรคท เช่น
- ธุรกิจร้านอาหาร ความต่างในความเหมือนก็คือ อาหารที่
อร่อยกว่า หากอาหารอร่อยเท่ากันแต่การตกแต่งอาหารดีกว่า , มีการ
เพิ่มรายละเอียดของอาหารมากกว่า เช่น น้าจิ้มรสเด็ด เครื่องเคียง
เครื่องปรุง , ภาชนะ ร้านสะอาดกว่า , การบริการดีเลิศ , บรรยากาศ
ดีกว่า มีการวางแผนการปรับปรุงในอนาคต เช่น การปรับปรุงสูตร
อาหารด้วยการทดลองชิมอาหารอื่นๆ การอ่านหนังสืออาหารเพิ่มเติม
แล้วนาสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงอาหารของตน เป็นต้น
- สินค้าเหมือนกันแต่คุณภาพสินค้าสูงกว่า หากคุณภาพ
เท่ากันควรเน้นที่ประโยชนทใช่สอยที่มากกว่า , มีสินค้าหลากหลายกว่า
, ผู้ขายมีบริการที่ดี เช่น ให้คาแนะนาในการเลือกซื้อให้เหมาะสมกับ
การใช้งาน หากผู้ขายมีความรู้จะสามารถขายสินค้าได้ดีเพราะทาให้ผู้
ซื้อเลือกสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตน , การคัดเลือก
สินค้าเข้าร้าน ควรเลือกสินค้าที่มีคุณภาพปานกลางราคาไม่แพงและ
สินค้าคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล มึควรนาสินค้าที่ราคาถูกแต่ไม่มี
คุณภาพ เพราะเท่ากับเป็นการหลอกลวงลูกค้า แม้คู่แข่งหรือตลาด
ส่วนใหญ่จะมีสินค้าลักษณะนี้ก็ควรจะสร้างเอกลักษณทของตนเอง ไม่นา
สินค้าเหล่านี้มาจาหน่าย เมื่อทาเช่นนี้ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อโดยไม่ใช้
ราคาเป็นที่ตั้ง ลูกค้าจะเชื่อถือเพราะผู้ขายมีความจริงใจและซื่อสัตยท
ทาให้ลูก้าประทับใจกลายเป็นลูกค้าประจา
- การบริการบางประเภท เช่น ร้านตัดผม สปา บรรยากาศถือ
เป็นสิ่งสาคัญมาก ทั้งการตกแต่งร้าน เสียงเพลง และกลิ่นหอมของสาร
ธรรมชาติ โดยเฉพาะการตกแต่งร้านควรพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะ
บรรยากาศของร้านทาให้ผ่อนคลาย นี่คือปัจจัยสาคัญที่ทาให้คนเข้า
ร้าน เมื่อลูกค้ามาใช้บริการแล้วก็ทาให้ลูกค้าประทับใจในการบริการ
เมื่อลูกค้าประทับใจก็จะไปแนะนาลูกค้ารายอื่นให้มาใช้บริการด้วย
6. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า
การพัฒนาผลิตภัณฑท คือ กระบวนการหนึ่งของการเพิ่มมูลค่า
สินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑทเป็นหัวใจของสินค้าทุกชนิด กล่าวคือ
สินค้าแต่ละอย่างล้วนเกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑททั้งสิ้น หากไม่มีการ
พัฒนาผลิตภัณฑท สินค้าต่างๆอาจจะไม่มีหรือมีน้อยมาก
การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็น
ผลิตภัณฑท แต่การพัฒนาที่กล่าวถึงนี้เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑทเพื่อเพิ่ม
มูลค่าสินค้า เช่น การเพิ่มมูลค่าเสื้อด้วยการเพนททสี , เพิ่มมูลค่าอาหาร
ด้วยการสร้างบรรยากาศ , เพิ่มมูลค่าเครื่องดื่มด้วยการเพิ่มดอก
กล้วยไม้ สับปะรด เพื่อตกแต่งเครื่องดื่ม เป็นต้น
7. การบริหารจัดการภาคปฏิบัติ
เมื่อเริ่มต้นลงมือทา ผู้ประกอบการจะต้องนาทฤษฎีมาเข้าสู่การ
ปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจเพื่อนาไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง
ได้แก่
- ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ
- เลือกทาในสิ่งที่ตนเองรัก
- รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา
- ผู้เริ่มทากิจการใหม่จะต้องทางานหนักในระยะแรก
- การใช้สมองดีกว่าการใช้เงินทุน
7.1 ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ
ทฤษฎีและปฏิบัตินั้นแตกต่างกันในด้านมิติ หากเปรียบเทียบ
ทฤษฎีเปรียบเสมือนภาพ 2 มิติประกอบด้วยกว้างและยาว ส่วนการ
ปฏิบัตินั้นเปรียบเสมือนภาพ 3 มิติหรือมากกว่านั้น กล่าวคือ การ
ปฏิบัติในบางเรื่อง บางสถานการณท ไม่อาจบรรยายเป็นภาพเพื่อสื่อ
สารให้เข้าใจได้ เช่นเดียวกับความหวาน ความเค็ม สิ่งเหล่านี้ไม่
สามารถบรรยายเป็นภาษาได้ ยกเว้นผู้ที่ได้ลิ้มรสเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ด้วยเหตุนี้หลายสิ่งในการปฏิบัติจึงไม่สามารถเขียนเป็นตัวอักษรทาง
ทฤษฎีได้ทั้งประสบการณท บทเรียน ความล้มเหลว หากเปรียบเทียบ
ทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว ผู้ที่เรียนทฤษฎีเป็นผู้ที่อยู่เชิงเขาหรือตีนเขา
ส่วนผู้ที่รู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติคือผู้ที่อยู่บนยอดเขา ผู้ที่อยู่บนยอดเขา
สามารถมองเห็ยได้ทั้งใกล้และไกลย่อมมีวิสัยทัศนทมากกว่า เพราะมี
ประสบการณทมากกว่า
ทฤษฎีและปฏิบัติที่เป็นจริงมีความแตกต่างกันอย่างมากเพราะ
ภาคปฏิบัติมีความซับซ้อนของเหตุการณท แต่ทั้งหมดนี้ต้องผ่านเข้ามา
ในการวินิจฉัยของเรา ซึ่งผู้ที่มีประสบการณทน้อยจะมองปัญหาไม่ลึกซึ้ง
เพียงพอเพราะสิ่งเหล่านี้จะรู้ได้จาเป็นต้องผ่านการปฎิบัติทั้งนั้น
ผู้เริ่มทาธุรกิจเป็นครั้งแรกควรหาประสบการณทจากการทางาน
ในด้านอื่นๆหรือทาธุรกิจที่มีความสัมพันธทหรือใกล้เคียงกับ
ประสบการณทที่ทามาหรือเป็นธุรกิจประเภทเดียวกับประสบการณท
ตนเองก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้มีประสบการณทตรงจะ
ไม่มีอุปสรรค สิ่งหนึ่งที่จะต้องพบก็คือปัญหารายได้เพียงพอต่อรายจ่าย
หรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีที่มีการตั้งบริษัท ดังนั้นหนทางที่
ปลอกภัยที่สุดคือประหยัดค่าใช้จ่าย
การประหยัดค่าใช้จ่ายที่ถูกวิธีคือการเริ่มต้นธุรกิจควรเริ่มจาก
ตนเองก่อน เมื่อกิจการมีกาไรมากขึ้นตลาดขยายตัวจนไม่สามารถ
ทางานเพียงคนเดียวได้จึงขยายกิจการ โดยใช้เงินกาไรที่สะสมมา
ขยายกิจการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยง
7.2 เลือกทาสิ่งที่ตนรัก
ควรเลือกทากิจการในสิ่งที่ตนรักเพราะเมื่อเรารักสิ่งใดเราก็จะ
เต็มใจทาทุกๆอย่างโดยไม่เหน็ดเหนื่อย เราอาจจะต้องใช้เวลาในการ
ฝึกฝนศึกษาสิ่งต่างๆเป็นเวลานาน แต่เมื่อประสบความสาเร็จแล้วเราก็
จะเข้าถึงแก่นของสิ่งเหล่านั้น เราสามารถประยุกตทความรู้และ
ประสบการณทที่มีมาใช้ได้กับทุกสิ่งหรือเกือบทุกสิ่งตามที่ต้องการ
7.3 การรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา
การรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา เป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดของกิจการและ
เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรจะมี การจะรู้ลึกรู้จริงได้จะต้องเรียนรู้
ตลอดชีวิต ผลของการรู้จริงกับรู้ไม่จริงต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างที่
เห็นได้ชัดเจนคือร้านอาหาร กิจการประเภทนี้หากรู้จริงจะสามารถ
สร้างฐานะได้อย่างมั่นคงในเวลาไม่นานเพราะรสชาติอาหารที่ถูกปาก
เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา สาหรับธุรกิจร้านอาหาร ผู้ที่รู้จริงก็คือผู้ที่
ทาอาหารได้อร่อย มีคนเข้ามากินเป็นจานวนมาก ต่างจากผู้ไม่รู้จริง
ย่อมมีลูกค้าไม่มากนัก กิจการจึงพออยู่ได้ไปวันๆหนึ่งเท่านั้น ความ
แตกต่างของทั้งสองร้านคือ ผู้รู้จริงจะเหนื่อยเพียงช่วงสั้นๆของชีวิต
เท่านั้นโดยช่วงเวลาที่เหนื่อยก็คือการค้นหาความรู้ให้เป็นผู้รู้จริง เมื่อ
เริ่มกิจการแม้จะเหนื่อยที่มีลูกค้าเป็นจานวนมากแต่ก็มีความสุข ต่าง
กับผู้ที่รู้ไม่จริงที่ต้องเหนื่อยไปตลอดชีวิต ที่เหนื่อยไม่ใช่เหนื่อยกายแต่
เป็นเหนื่อยใจเพราะรายได้มีเพียงแค่ใช้จ่ายไปวันๆหนึ่งเท่านั้น มีเงิน
เก็บเพียงเล็กน้อยหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอาจทาให้ชีวิตกระทยกระ
เทือนได้
การจะเป็นผู้ที่รู้จริงนั้นจะต้องมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนทาและ
ต้องมีการวางแผนที่ดี เช่น เริ่มจากการหาความรู้และลงมือปฏิบัติ เมื่อ
ปฏิบัติเสร็จสิ้นจึงมาหาข้อบงพร่องที่เกิดขึ้นและกลับไปหาความรู้ใหม่
เพื่อมาแก้ไขจุดบ่งพร่องนั้น เมื่อมีความรู้แล้วจึงลงมือปฏิบัติ ทาอย่างนี้
ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะประสบความสาเร็จ
7.4 การหาประสบการณ์ของผู้เริ่มต้นทาธุรกิจใหม่
ผู้ประกอบการหน้าใหม่มักจะประสบอุปสรรคในการทากิจการ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยพบมาก่อนเนื่องจากยังไม่มีประสบการณท ดังนั้นวิธี
แก้คือ การเรียนรู้จากผู้อื่นหรือก็คือการศึกษา การศึกษาเป็นทางลัด
สาหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณทตรงได้เรียนรู้ประสบการณทของผู้อื่นที่
ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ การเรียนด้านการบริหารจัดการ จึง
เป็นเครื่องมือสาคัญในการเริ่มต้นอย่างถูกต้องมีความเสี่ยงน้อย
7.5 ใช้สมองสาคัญกว่าเงินทุน
การตัดสินใจทากิจการใด หากลงทุนอย่างขาดการพิจารณา
อย่างรอบด้านจะทาให้เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาลถึงขั้นกิจการกาไร
น้อยหรืออาจจะต้องปิดกิจการ ผู้ที่มีประสบการณทน้อยก็จะต้องทุ่มเท
อย่างหนักในช่วงต้นใช้สมองไตร่ตรองสถานการณทที่เกิดขึ้น วิเคราะหท
ปัญหาบ่อยๆ ก่อนจะลงมือทาสิ่งใดต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
วางแผนอย่างรอบคอบ และต้องมุ่งมั่นทาให้ได้
8. การเรียนรู้ตลอดชีวิต
8.1 ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์
การเรียนรู้สิ่งต่างๆควรเริ่มตั้งแต่เยาวทวัย การปลูกฝั่งตั้งแต่วัย
เยาวทเป็นการปูรากฐานที่สาคัญยิ่ง การเรียนรู้ของเด็กอายุ 5 -12 ปีนั้น
ง่ายและได้ผลกว่าการเรียนรู้ของผู้ที่มีอายุมาก เพราะ 2 ปัจจัย
- ปัจจัยภายใน วัยเด็กจะเป็นวัยที่มีการศึกษาเองตาม
ธรรมชาติ รับความรู้ต่างๆได้ง่ายโดยไม่ต้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภาษาพูด การเรียนภาษาพูดของเด็กอายุน้อยจะเหมือนกับการพูดกับ
พ่อแม่เพื่อน การนอนเล่น แต่การเรียนภาษาพูดของผู้ใหญ่นั้นเหมือน
การศึกษาวิชายากอีกวิชาหนึ่ง
- ปัจจัยภายนอก เมื่ออายุยังน้อยทุกๆสิ่งรอบตัวเปรียบเสมือน
สิ่งแปลกใหม่อีกทั้งเด็กนั้นมีความอยากรู้อยากเห็น ทาให้เด็กซึบซับ
อะไรต่างๆได้โดยง่าย
8.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิตของแต่ละอาชีพ
การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นองคทประกอบหนึ่งที่สนับสนุนปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถแยกเป็นอาชีพต่างๆได้ดังนี้
- เกษตรกร การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเกษตรกรคือการ
สร้างสรรคทเรียนรู้จากงานที่ทา หากเป็นเกษตรกรเคมีที่หันมาทา
เกษตรพอเพียง เกษตรกรจะต้องพึ่งตนเอง ด้วยการผลิตอาหารเพื่อ
บริโภค ผลิตปุ๋ ย ยาควบคุมศูตรูพืชจากสมุนไพร สิ่งเหล่านี้บังคับ
เกษตรกรให้คิดค้น เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วเกษตรกรบางคนยังไม่หยุด
เพียงเท่านี้ ยังค้นคว้าสิ่งที่ตนอย่างรู้และเป็นประโยชนทต่อตนเองใน
อนาคตอีกด้วย
- เจ้าของกิจการ การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเจ้าของกิจการคือ
การได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยาเพราะตามปกติเจ้าของกิจการ
ขนาดกลางและขนาดใหญ่ต้องมีประสบการณทมาอย่างโชกโชน ปัจจัยที่
ทาให้บุคคลเหล่านี้ไม่ประสบความสาเร็จก็คือการทากิจการที่ตนเองไม่
มีประสบการณทไม่ถนัดหรือมีข้อมูลไม่พียงพอ ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของ
กิจการนักลงทุนต้องเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องอ่านหนังสือมาก หาก
เป็นคนที่กว้างขวางก็จะได้ข้อมูลเชิงลึก ที่ต้องหาความรู้เพิ่มขึ้นเพื่อ
เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นและใช้ในการขยายกิจการ
- อาชีพรับจ้างและอาชีพอิสระ อาชีพเหล่านี้ควรเป็นผู้ใฝ่หา
ความรู้อยู่ตลอดชีวิต ความรู้เหล่านั้นอาจจะเป็นงานอดิเรก หรืออื่นๆก็
ได้ตามความชอบ สิ่งเหล่านี้ไม่มีโทษสามารถทาให้เราเพลิดเพลินและ
ผ่อนคลายอีกทั้งถ้าหากมีความคิดสร้างสรรคทไม่เหมือนใคร ก็อาจจะ
สามารถประกอบเป็นอาชีพที่มั่นคงหรืออาชีพเสริมโดยไม่มีความเสี่ยง
แม้แต่น้อย
8.3 งานอดิเรกเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีความสุข
งานอดิเรก คือ งานที่ทาด้วยใจรัก เป็นงานที่ได้พักผ่อนไปใน
ตัวเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชนท งานอดิเรกอาจพัฒนาเป็นการ
เรียนรู้ที่สาคัญและกลายเป็นผู้รู้ลึกรู้จริงได้ หากมีความคิดสร้างสรรคท
ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง เป็นต้น
8.4 อุปสรรคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การทางานไม่ว่าจะเป็นงานใดก็จะต้องใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิต
การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปอย่างยิ่ง
เพราะส่วนใหญ่หลังจากสาเร็จการศึกษาและได้ทางานแล้ว จะไม่ใส่ใจ
ต่อการศึกษาหรือการเรียนรู้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถพัฒนา
ตนเองได้ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ในไม่ช้าจะประสบปัญหาติดตามมามากมาย
8.5 ปัญหาการอ่านหนังสือของคนไทย
เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของประเทศไทยนั้นยังล้า
หลังอยู่มาก ระบบการศึกษาในประเทศไทยนั้นทาให้ผู้เรียนเกือบทุก
คนมองการเรียนและการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่จาเป็นต้องทาเพื่อให้จบ
การศึกษาเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงไม่สนใจที่จะเรียนหรืออ่านหนังสือ
เพิ่มเติมอีกต่อไปเพราะไม่มีใครอยากกลับไปทุกขททรมานแบบเดิมอีก
ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย
8.6 การสร้างนวตกรรม
การทางานของเกษตรกรพอเพียงจะคล้ายคลึงกับนักทดลอง มี
การทดลองสูตรปุ๋ยอินทรียทชีวภาพ สูตรฮอรทโมน สูตรยาควบคุมแมลง
ด้วยสมุนไพรที่ทาเอง มีการปลูกพืชแบบต่างๆสังเกตการเจริญเติบโต
ของพืช สังเกตการตอบสนองต่อปุ๋ยชีวภาพ สังเกตการใช้ยาควบคุม
แมลงด้วยสมุนไพร ดูว่าผลการทดลองเป็นอย่างไร แล้วเลือกวิธีการที่ดี
ที่สุด จะเห็นได้ชัดว่าเกษตรกรผสมผสานนั้นเป็นนักคิดค้นและสร้างสิ่ง
ใหม่ๆตลอดเวลา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของ
เกษตรกร จากผู้ที่ไม่สนใจค้นคว้าความรู้ในเรื่องที่ตนเองทา ไม่มีการ
พัฒนาตนเอง กลายมาเป็นผู้รู้ในเรื่องเกษตรและเป็นผู้รู้จริง
8.7 รู้จริงในสิ่งที่ทา
การจะรู้ลึกรู้จริงจะต้องรู้จักตนเองก่อน ซึ่งก็คือการวิเคราะหท
ตนเองอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผย ไม่บิดเบือนเช่นนี้จึงจะวิเคราะหท
ตนเองได่อย่างถูกต้อง การวิเคราะหทตนเองมีหลักการง่ายๆคือ ถาม
ตนเองว่า ‘รู้จริงในสิ่งนั้นหรือไม่?’ ถ้าไม่ก็ให้ถามต่อไปว่า ‘จะพัฒนา
ตนเองในอนาคตให้รู้จริงไหม?’ ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาตนเองไม่หยุด
เพราะในเมื่อเรายังไม่ใช่ผู้รู้จริงก็ทาให้เป็นผู้รู้จริงเสีย การจะทาสิ่งใดให้
สาเร็จจะต้องเป็นผู้รู้ลึกรู้จริงเท่านั้นจึงจะทาให้กิจการก้าวหน้าไปได้
อย่างมั่นคง ผู้รู้จริงนั้นคือผู้ที่สามารถนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
9. กฏทั่วไปของคุณภาพในสิ่งต่างๆ
ตามกฏทั่วไปคุณภาพของคนและสิ่งต่างๆจะมี 3 ระดับคือ สูงสุด
ปานกลาง ต่าสุด ค่าที่ได้จะออกมาในรูปแบบเชิงร้อยละ เช่น 10:80:10
หรือ 25:65:10 เป็นต้น
10. การบริหารจัดการกิจกรรมหรือวิสาหกิจของชุมชน
เมื่อชุมชนมีกิจกรรมหรือวิสาหกิจเกิดขึ้น ชุมชนจาเป็นที่จะต้องมี
การบริหารจัดการเพื่อที่จะทาให้กิจกรรมหรือวิสาหกิจนั้นขับเคลื่อน
ต่อไปได้ ตัวอย่างการบริหารจัดการกิจกรรมของชุมชน เช่น
- กองทุนชุมชนหรือสัจจะออมทรัพยท เป็นเสมือนธนาคารของ
ชุมชน เป็นแหล่งเงินกู้ของชุมชน ผู้ฝากเงินจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก และ
ได้เงินปันผลสิ้นปี อีกทั้งกองทุนชุมชนยังจัดสวัสดิการให้กับคนใน
ชุมชน
- โรงสีชุมชน ทาให้ชุมชนสีแล้วและซื้อราข้าวได้ในราคาถูก
และผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลสิ้นปี
- ธนาคารข้าว/การสู่ขวัญข้าว เป็นที่เก็บพันธุทข้าวท้องถิ่นไม่ให้
สูญหายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการตัดต่อพันธุทข้าวในอนาคต
- ธนาคารปลา สถานที่เก็บพันธุทปลา เพื่ออนุรักษทไม่ให้สูญหาย
- การแปรรูปสมุนไพร เช่น ยากันยุงทาจากตะไคร้หอม
- การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น การกวนสับปะรด
- ข้าวกล้องและข้าวกล้องงอก เป็นการส่งเสริมอาหารสุขภาพ
- น้าดื่มสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ มะยม
- หีบอ้อย/ทาน้าตาลจากอ้อย เพื่อใช้ในการบริโภคและเป็น
วัตถุดิบสาคัญในการทาน้าสกัดชีวภาพและฮอรทโมน ทาให้ไม่ต้องซื้อ
กากน้าตาลอีกต่อไป
- พืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ
- ป่าชุมชน รักษาป่าไว้เพื่อเป็นแหล่งพันธุทไม้และสมุนไพรที่
สาคัญ พร้อมทั้งจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว
- อื่นๆ
เมื่อมีกิจกรรมหรือวิสาหกิจแล้ว จะต้องมีวิธีการบริหารอย่าง
ถูกต้อง ดังนี้
 มีบุคคลรับผิดชอบในระดับต่างๆและมีวิธีการบริหาร
จัดการทรัพยากร เช่น บุคลากร สถานที่ เครื่องมือ
 จัดบรรยากาศแนวราบ มีการบริหารแบบเอื้ออานวย
(Empower) ภายในชุมชนหรือให้แต่ละส่วนมีอานาจ
ในการบริหารตนเอง ซึ่งฝ่ายบนจะใช้ระบบการทางาน
และการตรวจสอบเพื่อบริหารจัดการ
 ดาเนินการให้กิจกรรมจัดการความรู้แฝงอยู่ในงาน
ประจา
 จัดการศึกษาอบรม สัมมนาให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ
เพื่อให้ผู้ทางานในชุมชนมีองคทความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพ
ของประชากร
11. การสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลตัวอย่าง
ในการศึกษาประวัติของผู้ประสบความสาเร็จ คนเหล่านั้นไม่เคย
ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลาบาก การที่คนเหล่ามีมี
คุณสมบัติเช่นนี้เพราะมีแรงบันดาลใจ (Inspiration) โดยแรงบันดาลใจ
นั้นก่อให้เกิดความมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นก่อให้เกิดความเพียร ความเพียร
เป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความสาเร็จ
โดยในหัวข้อนี้บุคคลตัวอย่างที่จะพูดถึงก็คือ สตีฟ จ๊อบสท
สตีฟ จ๊อบสท บุคคลที่เป็นผู้สร้างนวตกรรมที่สั่นสะเทือนโลก ผู้
สร้างสรรคทงานออกแบบด้านคอมพิวเตอรทและอิเล็กทรอนิกสททั้งๆที่เขา
ไม่ใช่วิศวกร ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมและอิเล็กทรอนิกสทแต่
สตีฟ จ๊อบสท รู้ว่าควรจะสร้างสิ่งใดให้ผู้บริโภคและเขาจะไม่ยอมถอยถ้า
หากยังไม่ประสบความสาเร็จ
ในปี ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) สตีฟ จ๊อบสท ร่วมกับเพื่อนชื่อ
สตีฟ วอซเนียก จัดตั้งบริษัทแอปเปิ้ล เพื่อผลิตเครื่องคอมพิวเตอรทส่วน
บุคคลและระบบปฏิบัติการขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก คือเครื่องแอปเปิ้ล
ในปีต่อมาพัฒนาเป็นรุ่นแอปเปิ้ลทู ซึ่งเครื่องแอปเปิ้ลทูทาให้ทุกคน
สามารถซื้อและใช้เครื่องคอมพิวเตอรทที่มีขนาดเล็กได้ ซึ่งในขณะนั้น
เครื่องคอมพิวเตอรทมีขนาดใหญ่ เครื่องแอปเปิ้ลทูได้รับการตอบรับจาก
ลูกค้าเป็นอย่างดี ทาให้เขากลายเป็นเศรษฐีขณะอายุยังน้อย
ในปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) เขาได้ใช้รูปกราฟฟิก (Graphic
Interface) หรือ ไอคอน (Icon) แทนคาสั่งด้วยตัวอักษรในเครื่อง
คอมพิวเตอรทรุ่นใหม่ที่ชื่อ “ แมคอินทอช “ เขานาการสั่งงานด้วยภาพ
กราฟฟิกมาใช้กับคอมพิวเตอรทเป็นครั้งแรกซึ่งในช่วงเวลานั้นนับเป็น
สิ่งที่มหัศจรรยทมาก
สตีฟ จ๊อบสท ต้องประสบกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1985
(พ.ศ.2528) ภายหลังจากการประสบปัญหาขัดแย้งเรื่องอานวจภายใน
บริษัท สตีฟ จ๊อบสท ถูกคณะกรรมการบริหารของแอปเปิ้ลถอดออกจาก
ภารกิจต่างๆที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบ ทาให้เขาต้องลาออกจากบริษัทที่
เขาสร้างขึ้นมา
เมื่อเขาต้องออกจากบริษัทของตนเอง เขาได้ใช้โอกาสที่ไม่มี
ภาระผูกพันกับใคร ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ พร้อมทั้งศึกษาอดีตและ
เหตุการณทที่เกิดขึ้นว่าตนเองมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ในปี ค.ศ.1986
(พ.ศ.2529) เขาได้เริ่มต้นใหม่โดยร่วมกับ เอ็ดวิน แคทมัลลท ซื้อกิจการ
บริษัท “ พิกซารท แอนิเมชั่นสตูดิโอ “ ต่อมาอีก 10 ปีหรือใน ค.ศ.1996
(พ.ศ.2539) บริษัทนี้ก็มีผลงานออกมาเป็นภาพยนตทอะนิเมชั่นเรื่องแรก
ของโลกชื่อ “ ทอย สตอรี่ “ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมทั่วโลกเป็น
อย่างดีและได้สร้างภาพยนตทต่อมาอีกหลายเรื่อง ต่อมาในปี ค.ศ.2006
(พ.ศ.2549) บริษัทวอลตทดีสนียท ได้ขอซื้อกิจการบริษัท พิกซารท แอนิ
เมชั่นสตูดิโอ โดยวิธีแลกหุ้นเป็นมูลค่าถึง 7,400 ล้านดอลลารทสหรัฐ
(222,000 ล้านบาท) ในที่สุดเขาก็ขายบริษัทนี้ให้กับวอลตทดีสนียท
ในระหว่างที่ทาบริษัท พิกซารท แอนิเมชั่นสตูดิโอ สตีฟ จ๊อบสท
ยังเป็นเจ้าของบริษัทเน็กซท (NEXT) บริษัทเน็กซทเป็นบริษัทที่ออกแบบ
สถาปัตยกรรมของเครื่องคอมพิวเตอรท (เช่น เครื่องแม็คอินทอช
ออกแบบเครื่องพีซี) และรวมทั้งการออกแบบระบบปฏิบัติการของ
เครื่องคอมพิวเตอรทด้วย (เช่น ออกแบบระบบปฏิบัติการของ
แม็คอินทอช ระบบปฏิบัติการวินโดสท) ระบบเน็กซทของ สตีฟ จ๊อบสท มี
ความเสถียรและประสิทธิภาพสูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆในยุค
เดียวกัน
ในปี ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) สตีฟ จ๊อปสท ได้กลับเข้ามาทางาน
อีกครั้ง โดยสถานะบริษัทแอปเปิลในขณะนั้นง่อนแง่นเต็มที สตีฟ
จ๊อปสท สามารถกอบกู้บริษัทแอปเปิ้ลให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเช่นอดีต
สตีฟ จ๊อปสท ทาให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้น จนได้กาไรอย่าง
มหาศาล หุ้นของแอปเปิลขึ้นถึง 900 ดอลลารทสหรัฐในกลางปี ค.ศ.
2012
ผลงานล่าสุดของ สตีฟ จ๊อปส์
ประมาณปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ.2544) สตีฟ จ๊อปสท ได้ออก
ผลิตภัณฑทใหม่ชื่อ ไอพอด (iPod) เป็นเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาที่มี
ขนาดเล็ก ไอพอดสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง ซึ่งในขณะนั้น
การฟังเพลงจะต้องใช้เครื่องเล่นซีดีหรือเอ็มพี 3 (MP3) แบบพกพา
เป็นเครื่องเล่นขนาดใหญ่ จึงทาให้การพกพาไม่สะดวก เมื่อผลิตภัณฑท
ของเขาออกมาจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
- สตีฟ จ๊อปสท ได้ทาเว็บไซดทชื่อ ไอทูน (iTune) เป็นเว็บไซดทที่
สามารถเลือกซื้อเพลงด้วยวิธีการดาวนทโหลดจากอินเทอรทเน็ตซึ่งสิ่งนี้
สนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพราะผู้ซื้อจานวนมากไม่
ต้องการเพลงทั้งหมด แต่ต้องการบางเพลงที่ชอบเท่านั้น การสั่งซื้อ
สามารถทาได้ 24 ชั่วโมง ไม่จาเป็นที่จะต้องเดินทางไปซื้อที่ร้าน
แผ่นเสียง การเปิดตัวของไอทูนจึงเป็นมิติใหม่แห่งวงการขายแผ่นเสียง
ของโลก เพราะทาให้โฉมหน้าของการขายแผ่นเสียงเปลี่ยนแปลงไป
อย่างสิ้นเชิง
- สตีฟ จ๊อปสท ได้ออกผลิตภัณฑทใหม่ชื่อ ไอโฟน (iPhone) สิ่งที่
ไอโฟนมีแต่โทรศัพททอื่นไม่มีก็คือการใช้งานง่ายด้วยการสัมผัสหน้าจอ
กับไอคอนเท่านั้น และไอโฟนก็คือการรวมโทรศัพททมือถือและ
คอมพิวเตอรทไว้ในเครื่องเดียวกัน มีหน้าจอและแป้นพิมพทที่มีขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตามไอโฟนเป็นผลิตภัณฑทที่ปฏิวัติวงการโทรศัพททมือถือได้
อย่างสิ้นเชิง ในเวลาต่อมาผู้ผผลิตรายอื่นๆต่างออกแบบผลิตภัณฑท
คล้ายคลึงกับไอโฟนเพื่อแข่งขันกันในตลาด
- สตีฟ จ๊อปสท ได้สั่นสะเทือนวงการอีกครั้งนึงได้ออกผลิตภัณฑท
ที่ชื่อว่า ไอแพด (iPad) ซึ่งไอแพดได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการ
คอมพิวเตอรท การศึกษาและอินเทอรทเน็ต เพราะมีประสิทธิภาพเท่า
เครื่องคอมพิวเตอรททุกประการ สะดวกต่อการใช้งาน สามารถพกพาได้
ง่ายในการใช้คาสั่ง เพราะสั่งด้วยการสัมผัสหน้าจอ การที่หน้าจอมี
ขนาดใหญ่ ไอแพดจึงเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการศึกษา
สามารถพกพาเข้าห้องเรียนได้ โดยครูผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือ
ประกอบบการสอนที่มีคุณภาพสูงสามารถดาวนทโหลดเนื้อหาวิชาการ
หรือหนังสือราวกับมีห้องสมุดอยู่ในห้องเรียน ทาให้การสอนของครูมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลงานของ สตีฟ จ๊อปสท เป็นที่ประจักษทและเป็นที่ยอมรับของ
คนทั้งโลก ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอรท โทรศัพททมือถือ แท๊ปเล็ต
ที่มีจาหน่ายเป็นจานวนมากมายมหาศาลในยุคปัจจุบันล้วนเป็นผลงาน
การบุกเบิกของ สตีฟ จ๊อปสท สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากจินตตนาการ
และความมุ่งมั่นของ สตีฟ จ๊อปสท ทั้งสิ้น สตีฟ จ๊อปสท เสียชีวิตในวันที่ 5
ตุลาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ.2011) เพราะโรคมะเร็งในตับ ด้วยวัยเพียง
56 ปี
จากตัวอย่างการทางานของ สตีฟ จ๊อปสท เราจะเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่า เขาต้องประสบอุปสรรคในชีวิตอย่างมากมาย แต่อุปสรรค
เหล่านี้ไม่สามารถขัดขวางความยิ่งใหญ่ของเขาได้ อุปสรรคและความ
ล้มเหลวกลับทาให้เขาได้รับบทเรียนและกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง วิธี
ทางานและผลงานของ สตีฟ จ๊อปสท สอดคล้องกับคาพูดของเขาที่ว่า
“ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากมีความมุ่งมั่น จะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ”
สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สาคัญในการสร้างนวตกรรมก็คือ การทา
จินตนาการให้เป็นจริง เพราะการบุกเบิกสิ่งใหม่ จะต้องพบกับอุปสรรค
อย่างมากมาย ดังนั้นแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นจึงเป็นสิ่งที่ทาให้
ชนะอุปสรรคทั้งปวงได้ หากนาสิ่งที่สตีฟ จ๊อปสททาสาเร็จมาปรับใช้กับ
ชีวิตและการพัฒนาผลิตภัณฑท อาจนาจินตนาการและความมุ่งมั่นเพียง
10% มาใช้เท่านั้น เราก็จะแก้ไขปัญหาต่างได้อย่างสิ้นเชิง
ในปัจจุบันนั้นผู้บริโภคทั้งหลายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆเป็นอย่างมากเนื่องจากผลิตภัณฑทอาหารส่วนใหญ่นั้นมีสารเคมีตกค้าง อีกทั้ง
สภาพแวดล้อมต่างๆมีเป็นพิษต่อสุขภาพ ดังนั้นผู้บริโภคควรมีวิจารณญาณในการเลือกกินเลือกใช้หันมาบริโภคผลิตภัณฑทที่ได้จากเกษตรอินทรียทเพื่อ
ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆขึ้น
การจัดการปัญหาสุขภาพ
ในปัจจุบันผู้บริโภครวมทั้งผู้ที่อยู่ในเมืองหลวง มีความเสี่ยงที่จะ
เป็นโรคด้วยสาเหตุต่างๆมากกมาย เช่น
 ได้รับสารพิษจากอากาศในรูปของฝุ่นละออง ผู้ที่ทางานใกล้กับ
ถนนที่มีการจราจรแออัดนั้นจะได้รับพิษจากท่อไอเสียโดยตรง
โดยไอเสียเหล่านี้หากสูดดมไปมากๆในระยะยาวอาจะทาให้เป็น
โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และอาจสามารถพัฒนาไปเป็น
โรคมะเร็งได้
 การบริโภคอาหาร ทาให้ร่างกายได้รับสารพิษสะสมเป็นจานวน
มาก เช่น ผักและผลไม้ที่มีฆ่ากาจัดศัตรูพืชตกค้าง หรือ เนื้อสัตวท
ที่มีสารเคมีตกค้าง
ร่างกายจะได้รับสารเคมีสะสมทุกวันตลอดชีวิต แม้สารเคมีนั้นจะ
ได้รับอนุญาตให้ผสมในอาหารได้ก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า อาหารเกือบทุก
ชนิดมีส่วนผสมของสารเคมี เมื่อรับประทานที่ละเล็กทีละน้อยในที่สุดก็จะ
ไปเพิ่มปริมาณสารเคมีในร่างกาย แม้ร่างกายจะสามารถขับสารพิษออก
ท่งตับและไตได้ แต่ก็จะทาให้ตับและไตทางานหนักจนเสื่อมสภาพไปใน
ที่สุด ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้ยังมีผลทาให้อวัยวะภายในของร่างกายอ่อนแอ
ไปด้วย ตัวอย่างสารเคมีในอาหาร เช่น
- สารไนไตรตทหรือวัตถุกันเสียที่ผสมในอาหาร
- สารโซเดียม ได้แก่ เกลือแกง น้าปลา ของหมักดอง ผงชูรส ผง
ฟู เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ตับและไตจะต้องทางานหนักเพื่อ
ขับของเสีย
- น้าตาลทรายขาว ขนมปังขาว มีสารฟอกขาวอยู่ในอาหาร
- แป้ง (คารทโบไฮเดรต) ไขมัน โปรตีน แม้จะเป็นอาหารที่จาเป็นที่
จะต้องบริโภค แต่หากบริโภคมากเกินไปก็จะเป็นโทษกับร่างกาย
จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาหารแทบทุกชนิดล้วนมีสารเคมี ซึ่ง
เป็นสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการแต่มนุษยทต้องการรสชาติและสีสันของ
อาหารที่น่ารับประทานจึงทาให้เกิดการใส่สารเคมีเพื่อตอบสนองต่อความ
ต้องการดังกล่าว สารเคมีเหล่านี้จะทาให้ตับไตทางานหนักแม้สารเหล่านี้
จะมีโทษไม่มากนักและร่างกายสามารถขับออกได้ แต่อาจก่อให้เกิดโทษ
ต่อร่างกายได้หากรับประทานในปริมาณมาก หรือแม้กระทั่งอาหาร
จาพวก โปรตีน ไขมัน คารทโบไฮเดรต หากรับประทานมากเกินไปก็จะ
เป็นโทษกับร่างกาย
มนุษยทยุคปัจจุบันยังเป็นโรคที่ยารักษาไม่หายเพราะได้รับสารพิษ
สารแปลกปลอม รวมทั้งการปฏิบัติตัวของคนไข้ ได้แก่
1. โรคมะเร็ง เป็นโรคที่ยากต่อการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่
- ได้รับสารพิษสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน เช่น ยากาจัด
ศัตรูพืช สารเคมีตกค้างในเนื้อสัตวท ยากันบูด ควันบุหรี่ เชื้อ
ราอัลฟาท็อกซินในถั่วลิสงและพริกป่นที่ขึ้นรา น้ามันที่ทอด
หลายครั้ง ถังบรรจุน้าที่ได้รับแสงแดดมากเกินไปและไม่ใช่
ภาชนะที่ออกแบบมาใส่น้าดื่มโดยเฉพาะพลาสติกจะละลายใน
น้าดื่ม
- สิ่งที่ระคายเคืองก็สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ เช่น ดื่มน้าชาที่
ร้อนจัดเป็นเวลายาวนานจึงเกิดการระคายเคืองของหลอดอาหาร
ต่อเนื่องนานหลายปีทาให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ท้องผูกเป็น
เวลานาน
ต้นไม้ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สาคัญมากเพราะสามารถสร้างแป้งซึ่งเป็นแหล่งอาหารตั้งต้นให้กับสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถนามันไป
สร้างประโยชนทได้มากมายไม่ว่าจะเป็น สร้างบ้าน สมุนไพรเพื่อรักษาโรค ทอผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่ในสังคมปัจจุบันที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่าง
รวดเร็วทาให้ป่าไม้ถูกทาลายไปในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน แม้แต่บรรพบุรุษของมนุษยทที่ใช้ทรัพยากรในธรรมชาติใน 1 ล้านปี ยังเทียบไม่ได้กับ
มนุษยทในยุคปัจจุบันที่ใช้ทรัพยากรเพียง 100 ปี ทรัพยากรที่หายไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมหาศาลในทั่ว
ทุกมุมของโลก เราจึงจาเป็นต้องนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจละวิถีชีวิตให้มีความพอประมาณและ
สมดุลซึ่งกันและกัน
สิ่งแวดล้อม
1. ป่าไม้
ต้นไม้ถือเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่สาคัญอย่างยิ่ง เพราะ
ทาหน้าที่เปลี่ยนก๊าซคารทบอนไดออกไซคทให้เป็นก๊าซออกซิเจน
นอกจากนี้ยังสามารถให้ร่มเงา และลดปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย
1.1 คุณค่าของป่าไม้
- ต้นไม้สามารถเปลี่ยนก๊าซคารทบอนไดออกไซคทให้เป็นก๊าซ
ออกซิเจน พร้อมกับใช้ก๊าซคารทบอนไดออกไซคทมาเป็นวัตถุดิบ ใน
การผลิตแป้งและน้าตาล ซึ่งจะกลายเป็นเนื้อไม้ และผลผลิตของ
พืชต่อไป เช่น ผลไม้ หัวใต้ดิน ใบไม้ เป็นต้น
- ต้นไม้หรือพืช สามารถเปลี่ยนไปเป็น ปัจจัยทั้งสี่ สาหรับมนุษยทได้
เลย ซึ่งมีความยังยืนและมั่นคงมากกว่าเทคโนโลยีทั้งหลายใน
ปัจจุบันที่ต่างคิดค้นกันขึ้นมา
1.2 ประโยชน์ของป่าไม้
ป่าไม้ถือเป็นระบบนิเวศสาคัญของสิ่งมีชีวิต เป็นต้นกาเนิดของ
แม่น้าลาธาร มีประโยชนทด้านการบารุงดิน ให้ความร่มเย็น ทาให้ฝนตก
ตามฤดูกาล ที่สาคัญคือช่วยป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ
1.3 ความหลากหลายทางชีวภาพ
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ
สูงติดอันดับต้นๆของโลกเนื่องจากมีฝนตกชุกจึงทาให้มีความ
หลากหลายทางสิ่งมีชีวิตซึ่งประกอบด้วย 3 องคทประกอบสาคัญได้แก่
- ความหลากหลายทางพันธุกรรมหมายถึง สัตวทหรือพืช
ชนิดเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น
นกชนิดเดียวกันแต่สีของขนนกต่างกัน
- ความหลากหลายทางชนิดพันธุท หมายถึงชนิดพันธุทของ
สัตวทและพืช เช่น มะม่วง มะพร้าว ลาไย ขนุน ช้าง ม้า วัว
ควาย
- ความหลากหลายทางระบบนิเวศ
ระบบนิเวศคือถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันเช่น
ป่าสน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน
1.4 การอนุรักษ์ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้
การสร้างฝายชะลอน้าหรือฝายน้าล้นหรือฝายแม้ว
ประกอบด้วย ฝายสองประเภทด้วยกันคือ ฝายชะลอความชุ่มชื้นที่ถูก
สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้าแล้วค่อยๆกระจายออกลงสู่พื้นที่โดยรอบเพื่อ
เพิ่มความชุ่มชื้น และฝายดักตะกอนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นไม่ให้ ทราย
ไหลลงไปในบ่อใหญ่ การสร้างฝายชะลอน้าจะช่วยให้สามารถกักเก็บ
น้าไว้ใช้ได้ในยามจาเป็นอีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดไฟป่า
เพราะเมื่อมีฝายพื้นดินและต้นไม้สิ่งมีชีวิตก็จะมีความชุ่มชื้นทาให้เมื่อ
เกิดไฟก็จะมีโอกาสน้อยที่จะสามารถลามได้หลายที่
- การปลูกป่า ตามธรรมชาติป่าไม้จะสามารถเกิดขึ้นได้เองจาก
การฟื้นตัวซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานหลายปีแต่ ธรรมชาติก็จะมีการคัด
สรรพันธุทต้นไม้ทั้งใหญ่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ดังนั้นหาก
เราต้องการที่จะปลูกป่า ก็ควรเลือกพันธุทไม้ที่คล้ายคลึงกับป่า
การปลูกป่าควรวางแผนโดยการปลูกไม้เบญจพรรณและไม้
ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้เหล่านี้ควรปลูกให้ห่างกันเพราะเป็นไม้สูงใหญ่
รากจะลงลึกและแผ่กว้าง ระดับที่ลดลงมาควรเป็นผลไม้เช่น มะม่วง
มังคุด ลาไย
- การใช้ประโยชนทจากป่าไม้ที่มนุษยทเข้าไปจัดการ
แบ่งเป็นสามประเภทใหญ่ๆคือ การสร้างอ่างเก็บน้า เขื่อน
เพื่อกักเก็บน้าที่ไหลมาจากป่าไปใช้สร้างเป็นพลังงานไฟฟ้า และ
สามารถช่วยป้องกันน้าท่วมได้อีกด้วย อีกด้านคือการหาของป่าไม่ว่า
จะเป็นเพื่อบริโภค เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ใช้เป็นสมุนไพร และประโยชนท
ในข้อสุดท้ายคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษทได้ เช่น การเที่ยวป่า ดู
นก
- การฟื้นฟูป่าโดยวิธีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก
ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เป็นวิธีการเพิ่มจานวนป่าที่มั่นคง
ถาวร ง่ายและประหยัดในการดาเนินงาน ด้วยวิธีการ 3 วิธี คือ
1. ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่าไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทา
อะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณท โดยไม่
ต้องไปปลูกสักต้นเดียว
2. ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเอง
เท่านั้น
3. ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทาอะไร เพราะตอ
ไท้จะแตกกิ่งออกมาอีกถึงแม้ต้นไม่สวย แต่ก็เป็นต้นไม่
ใหญ่ได้
นอกจากนี้ยังมีการปลูกป่าต้นน้าลาธาร ที่มีหลักการง่ายๆคือ
ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม และงดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม การปลูกป่า
ทดแทนที่จะต้องมีระบบแบบแผนที่ชัดเจน พร้อมทั้งมีการวางแผน
ระบบการจัดการน้าเพื่อความยั่งยืนและส่งผลต่อการพัฒนาอาชีพของ
คนในบริเวณใกล้เคียง ในเวลาต่อไป
2. วนเกษตรแตกต่างจากป่าธรรมชาติ
2.1 ลักษณะที่แตกต่างกัน
เกษตรผสมผสานวนเกษตรหรือการปลูกสวนป่าของตนเอง
ข้างบ้างเป็นการปลูกป่าที่เราสามารถใช้สอยได้เต็มที่เพราะเราสามารถ
เลือกปลูกไม้มีค่า และผลไม้ตามที่ต้องการอีกทั้งผลผลิตที่มียังมีในเกือบ
ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ มีให้เลือกหลายแบบทั้งใช้ในการทาที่พักหรือการ
ประกอบอาหารแตกต่างจากป่าตามธรรมชาติที่แม้จะอุดมสมบูรณทก็จริง
แต่ด้วยความหลากหลายและคุณค่าของไม้ที่อยู่ภายในอาจจะมีประโยชนท
ไม่เต็มพื้นที่เท่าวนเกษตรอีกทั้ง ยังต้องเดินทางไกลและไม้ชินกับเส้นทาง
ที่ต้องการผลผลิตอีกด้วย และด้วยสาเหตุที่ปัจจุบันป่าตามธรรมชาติไม่มี
อยู่แล้วทาให้วนเกษตรถือเป็นแหล่งขุมทรัพยทของทั้งอดีตและปัจจุบันที่
สาคัญ
2.2 ประโยชนทของไม้ยืนต้น
การปลูกไม้ยืนต้นอยู่ที่วิธีและแผนที่ใช้ในการปลูกซึ่งสามารถ
แบ่งประโยชนทออกเป็นหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ปลูกไม้สร้าง
บ้านที่ใบดอกกินได้ ปลูกไม้สร้างบ้านที่กินผลได้ ปลูกไม้สร้างบ้านแล้ว
นากิ่งก้านสาขามาทาของใช้ ปลูกไม้สร้างบ้านที่ให้น้ามัน ปลูกไม้ที่มี
คุณค่า เป็นต้น
2.3 ประโยชนทของไม้ยืนต้นในการนามาใช้งาน
- ไม้สัก ไม้เนื้อละเอียดนิ่มแข็งพอประมาณ บิดและงอตัวได้
เล็กน้อย เหมาะกับการนามาใช้ทาเครื่องเรือน ตู้โต๊ะ เก้าอี้
- ไม้ยาง เป็นไม้เสี้ยนใหญ่ หยาบ มีข้อเสียคือถูกปลวกกินง่าย
ไม่นิยมนามาเป็นฝาบ้าน
- ไม้มะค่า มีสีน้าตาลปนแดง มีความแข็งแรงทนทาน เมื่อกลึง
จะเห็นลวดลายสวยงาม นิยมนามาทางานโครงสร้าง ทาบันได ทา
เรือใบ
2.4 ตัวอย่างการนามาใช้ประโยชนท
- การทาเสาบ้าน เช่น ไม้ประดู่ ไม้สัก ไม้อินทนิล ไม้มะค่าโมง
- การทาไม้แบบคอนกรีต เช่น ไม้ยาง
- การทาเสาเขื่อนในน้า เช่น ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้อินทนิล
3. ปัญหาโลกร้อน
การเร่งพัฒนาการผลิตด้านอุตสาหกรรมและการตัดไม้ทาลาย
ป่า ทาให้เกิดปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่ไม่เคยมี
ปรากฏการณทมาก่อน ดังนี้
3.1 อากาศแปรปรวน
ประเทศไทยไม่เคยมีปรากฏอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูร้อน
แต่ในวันที่ 17 มีนาคม 2554 มีอุณหภูมิประมาณ 18-20 องศา
เซลเซียสในกรุงเทพ และอากาศต่ากว่า 4 องศาเซลเซียสในหลาย
จังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าในฤดูหนาวเสียอีก
3.2 ภัยแล้งและภัยน้าท่วม
พ.ศ.2553 หลังจากเกิดภัยแล้งแล้ง ระหว่างเดือนกันยายนถึง
ตุลาคม2553 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องกันหลายวัน จนทาให้เกิดน้าท่วม
อย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ ต่อมาในเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัย
ครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทยสร้างความเดือดร้อนให้แก่
ประชาชนอย่างรุนแรง
3.3 พายุ
วันที่ 28 สิงหาคม 2548พายุเฮอริเคนแคททารีนา พัดขึ้นสู่ฝั่ง
ของสหรัฐอเมริกาที่รัฐฟลอริด้า จากนั้นถล่มรัฐหลุยเซียนา เป็นพายุที่
สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตรทอเมริกา ที่ต้องทาให้อพยพ
คนมากถึง 1 ล้านคนออกจากเมือง มีประชาชนจานวนมากที่ติดอยู่
ภายในอาคาร
3.4 แผ่นดินไหว
วันที่ 13 มกราคม 2553 เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ วัด
แรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอรทซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี
ผู้เสียชีวิตมากถึง 230,000 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 300,000 คน และมีผู้ที่
ไม่มีที่อยู่อาศัยอีกกว่า 1,000,000 คน
3.5 สึนามิ
วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดปรากฏการณทแปลกประหลาด
คือน้าทะเลที่ติดกับชายหาดเหือดแห้งเป็นระยะทางลึกลงไปกว่า 100
เมตร และหลังจากนั้นก็เกิดสึนามิขึ้นซึ่งได้สร้างผลกระทบมหาศาลกับ
ประเทศไทยที่ไม่เคยมีการเตรียมตัวในการรับมือภัยพิบัติประเภทนี้มา
ก่อน ภัยพิบัติที่เหล่านี้ทาให้มนุษยทต้องสูญเสียชีวิต บาดเจ็บและ
พิการ จนไม่มีที่อยู่อาศัย ผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแสดง
ให้เห็นถึงความไม่สมดุลในการพัฒนาระบบแบบสังคมทุนนิยมที่มุ่งเน้น
หากาไรเพียงอย่างเดียว ดังนั้นทางแก้ไขคือ การสร้างความสมดุล
ระหว่างเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมให้ มีความเหมาะสมไปด้วยกัน
ประมาณปี พ.ศ.2505-2508 ซึ่งเป็นยุคแรกๆของเกษตรเชิงเดี่ยว ปอมีราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากในเวลานั้น
เกษตรกรจานวนมากต่างเร่งขยายพื้นที่เพื่อเร่งการปลูกปอให้ได้เป็นจานวนมาก ต่อมาในปี พ.ศ.2509 เมื่อผลผลิตออกมาพร้อมๆกัน ปรากฏว่าปอล้น
ตลาด ราคาจึงตกลงมา 10 เท่า เหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 สตางคทเท่านั้น ทาให้เกษตรกรจานวนมากขาดทุน และผลของการบุกเบิกถางป่า เพื่อขยาย
พื้นที่การเพาะปลูกปอ ทาให้ป่าถูกทาลายมากขึ้น ได้รับผลเสียกันทุกราย นับตั้งแต่นั้นมาเกษตรเชิงเดี่ยวก็ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเต็มตัว
1. เกษตรเชิงเดี่ยว
การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นมีมาตั้งแต่โบราณก็คือการปลูกข้าว
ในอดีตการปลูกข้าวมีจุดประสงคทเพื่อเป็นอาหาร หากเหลือจากการ
บริโภค เกษตรกรจะนาไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่ต้องการ เช่น เสื้อผ้า
สัตวทเลี้ยง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ฯลฯ ต่อมาเมื่อชีวิตความเป็นอยู่
ของมนุษยทดีขึ้น ก็เกิดการผลิตพืชผักทางการเกษตรเพื่อจาหน่าย
ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการผลิต รวมทั้งต้นทุนใน
การผลิตก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกร เกษตรกรที่
ทาเกษตรเชิงเดี่ยวส่วนมากจึงขาดทุนล้มละลายจากปัญหาดังกล่าว
ปัญหาของเกษตรกรเชิงเดี่ยวไม่ได้มีเพียงแค่ต้นทุนที่สูง
ปัญหาหลักๆคือ การที่เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งด้าน
รายรับและรายจ่าย เนื่องจากเกษตรเชิงเดี่ยวนั้นเป็นการผลิตสินค้า
เพียงชนิดเดียว แทนที่จะมีผลผลิตไว้บริโภคเอง กลับต้องซื้ออาหาร
อย่างอื่นมาบริโภค และยังมีอีกหลายปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทาเกษตร
เชิงเดี่ยว เช่น ปัญหาดินเสื่อมสภาพเนื่องจากเกษตรกรใช้ปุ๋ ยเคมี
ปัญหาโรคระบาดที่มาจากเชื้อราในดินที่เสีย เป็นต้น
เกษตรเชิงเดี่ยวมีปัญหาอยู่มากมาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความ
ว่าไม่ดีเสมอไป ในบางประเทศยกตัวอย่างเช่นประเทศที่มีพื้นที่มากๆ
ก็เหมาะแก่การทาเกษตรเชิงเดี่ยวหากมีการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี
สาหรับประเทศไทยที่มีพื้นที่ในการทาเกษตรอยู่อย่างจากัด ทาให้ไม่
สามารถผลิตสู้กับประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าได้ เกษตรกรชาว
ไทยจึงหันมาทาการเกษตรผสมผสานแทน
2. เกษตรผสมผสาน
เกษตรผสมผสานมีข้อดีกว่าเกษตรเชิงเดี่ยว ดังนี้
1.เกษตรผสมผสานไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกปี เพราะว่าปลูกพืชที่
มีอายุยืนยาวและสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี
2.เกษตรผสมผสานมีความเสี่ยงน้อยกว่า เนื่องจากเกษตร
ผสมผสานปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ทาให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของ
ความตกต่าของราคาผลผลิต มีอาหารสาหรับบริโภคเอง และต้นทุน
น้อยกว่าเพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยากาจัดศัตรูพืชซึ่งมีราคาแพง
3.เกษตรผสมผสานมีอนาคตที่แน่นอนกว่า เพราะเกษตร
เชิงเดี่ยวเป็นเกษตรที่ใช้เคมี ซึ่งในปัจจุบันความนิยมพืชผักปลอดสาร
นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทาให้พืชผักที่มีสารเคมีนั้นไมเป็นที่ต้องการ จนใน
ที่สุดก็จะหายไปนั่นเอง
3.คุณค่าของจุลินทรีย์
มนุษยทนั้นรู้จักการใช้จุลินทรียทมานับพันปี เช่นการทาผักดอง
เต้าเจี้ยว น้าปลา ซีอิ้ว เหล้า เบียรท ฯลฯ ภายในร่างกายของมนุษยทก็มี
จุลินทรียท มีทั้งที่เป็นกลุ่มสร้างสรรคท และกลุ่มทาลาย มนุษยทจึงต้อง
ทาการศึกษาจุลินทริยท สิ่งที่เกิดขึ้นจากการศึกษาจุลินทรียทนั่นก็คือ
น้ายาสกัดชีวภาพหรือปุ๋ยน้าหมักอินทรียทชีวภาพ หรือที่เรียกกันทั่วไป
ว่า อีเอ็ม(EM) มีคุณสมบัติเหนือกว่าปุ๋ยเคมี ยากาจัดศัตรูพืช และยา
ปฏิชีวนะอย่างไม่สามารถนามาเทียบกันได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เห็น
คุณค่า ทั้งที่อีเอ็มนั้นสามารถปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและ
น้า แก้ปัญหาแมลงและศัตรูพืช ช่วยเสริมสุขภาพสัตวทเลี้ยง เป็นต้น
5.ความรู้ด้านธาตุอาหาร
หัวใจของการทาการเกษตรคือ ต้องให้ความสาคัญกับดินเป็น
อันดับแรกเพราะพืชได้อาหารจากดิน ดังนั้นการบารุงดินอย่างถูกวิธี
จะสามารถทาให้พืชเจริญเติบโตได้ ให้ผลผลิตที่ดีตามมา เกษตรกร
ควรจะมีความรู้พื้นฐานด้านปุ๋ยและธาตุอาหารก่อน เพราะจะเป็นปัจจัย
สาคัญที่ทาให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรียทชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่อง
ที่ควรศึกษาไว้ก็มีดังนี้
1.ความรู้เรื่องดิน
2.ธาตุอาหารที่สาคัญของพืช
3.จุลินทรียทที่ทาหน้าที่ปลดปล่อยธาตุอาหารจากดิน
4.การสูญเสียธาตุอาหารไปจากดิน
6.ปุ๋ ยอินทรีย์ชีวภาพ
ก็คือปุ๋ยอินทรียทธรรมดานั่นเอง แต่ต่างจากปุ๋ยอินทรียทที่ปุ๋ ย
อินทรียทปล่อยให้กระบวนการสลายตัวของสารอินทรียทเป็นหน้าที่ของ
จุลินทรียทที่มีตามธรรมชาติ แต่ปุ๋ ยอินทรียทชีวภาพเป็นกระบวนการ
สลายตัวของสารอินทรียท โดยมนุษยทเป็นผู้เจาะจงใส่จุลินทรียทเข้าไปถึง
80 ชนิด เพื่อให้จุลินทรียททาหน้าที่ย่อยสารอินทรียท เช่น ผัก ใบไม้
ผลไม้ ฯลฯ ทาให้ได้สารอาหารมากถึง 93 ชนิด
7.การปลูกข้าว
การทานาในอดีตจะทานาปีละครั้ง เมื่อฝนเริ่มลงเดือน 5 เดือน
6 หรือประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ชาวนะจะเริ่มไถดะเพื่อทิ้ง
ไว้เป็นเที่ยวที่ 1 เมื่อฝนตกอีกครั้งก็จะไถแล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 อาทิตยท
แล้วจึงไถแปรไปกลับหรือไถแปร 2 รอบ จากนั้นจึงไถคราดแล้วหมัก
ดินทิ้งไว้ ซึ่งกระบวนการไถมีถึง 4 ครั้ง ถือเป็นเสร็จสิ้นกระบวนการไถ
และปรับที่นา จึงเริ่มสูบน้าเข้าด้วยกังหันลมหรือระหัดวิดน้าโดยไม่ต้อง
ใช้น้ามันเชื้อเพลิงแม้แต่หยดเดียว จะเห็นได้ว่าชาวนาในอดีตให้
ความสาคัญกับการเตรียมดินอย่างมาก ผลผลิตที่ได้จึงทาให้ไทยเป็น
อันดับหนึ่งในการปลูกข้าว
8.การปลูกผักสวนครัว
การปลูกพืชผักสวนครัวด้วยปุ๋ ยอินทรียทชีวภาพ จะทาให้
ผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ดินอุดมสมบูรณท ผลผลิตที่ได้ไม่มีโทษต่อ
ผู้บริโภค โดยมีเทคนิคการปลูกผักสวนครัวคือ
1.ปลูกผักให้เหมาะกับฤดูกาล
2.ทิศทางในการปลูกควรปลูกแนวยาวจากเหนือไปใต้
3.เตรียมดินให้มีความพร้อม
9.เทคนิคการเพิ่มผลผลิต
มีเทคนิคอยู่ 7 ข้อดังนี้
1.คัดเลือกพันธทให้มีคุณภาพ
2.ไม่เผาซากพืชทุกชนิด
3.ใช้ปุ๋ยหมักฯและปุ๋ยน้าฯร่วมกัน
4.ใช้ฟางคลุมดิน
5.เพิ่มธาตุอาหารในปุ๋ย
6.มีความรู้เรื่องสารอาหารของพืชแต่ละชนิด
7.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
10.เทคนิคการเพิ่มมูลค่าสินค้า
เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้หลายวิธี หนึ่งใน
หลากหลายวิธีนั้นก็คือ การลงมือค้นคว้า วิจัย และทดลองของตนเอง
จะทาให้ได้ผลผลิตที่สูง ต้นทุนต่า และมีชีวิตปลอดภัยจากสารเคมี
11.คุณประโยชน์ของไส้เดือน
การใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน ทาให้ดินไม่มีรูพรุน
รากพืชไม่สามารถชอนไชได้ ถือเป็นเหตุการณทที่อยู่ในขั้นวิกฤต เพราะ
อากาศมีความกดดันมาก แต่อากาศไม่สามารถแทรกเข้าไปในเนื้อดิน
ที่แน่นได้ ดังนั้น ธรรมชาติจึงมีผู้ที่ทาให้ดินร่วนซุยคือ ไส้เดือน และ
จุลินทรียทฝ่ายสร้างสรรคทบางชนิด ไส้เดือนจึงมีประโยชนทหลายอย่างคือ
1.ทาให้ดินร่วนซุย
2.ช่วยพลิกกลับดิน
3.มูลของไส้เดือนเป็นปุ๋ยชั้นเลิศ
4.ช่วยย่อยสารอินทรียทในดิน
5.ช่วยเพิ่มปริมาณและกระจายจุลินทรียทในดิน
12.ไรโซเบียม
เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในดิน มีขนาดเล็กมากมองด้วยตา
เปล่าไม่เห็น เมื่อพบรากถั่วที่เหมาะสมจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว
และกระตุ้นให้รากขนอ่อนงอ ทาให้เกิดท่อเส้นได้เข้าสู่ภายในรากพืช
ไรโซเบียมก็จะเข้าไปในรากพืชทางท่อเส้นได้นั้น พร้อมกับกระตุ้นให้
รากพืชแบ่งเซลลทจนเกิดเป็นปมขึ้น ทาให้พืชสามารถนาไนโตรเจนใน
อากาศกลับลงสู่พื้นดินเพื่อเป็นประโยชนทต่อพืชได้เป็นจานวนมาก
13.เชื้อราไมคอร์ไรซา
ทาให้พืชได้รับประโยชนทจากการเพิ่มพื้นที่ของราก ทาให้ดูด
ซึมอาหารได้ดี อัตราการเจริญสูงขึ้น
14.ความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ
เกษตรกรควรเข้าใจถึงพันธทพืชแต่ละชนิดเพื่อที่จะเป็นความรู้
ในการทาการเกษตร ซึ่งควรมีความรู้ด้าน
1.พืชแต่ละชนิดใช้ระดับน้าที่แตกต่างกัน
2.การใช้ประโยชนทจากพืชแต่ละชนิด
3.ประโยชนทของรสต้นไม้ ใบไม้ และผลไม้
15.การปลูกพืชแซม
พืชแซมมีด้วยกันอยู่ 2 ชนิด คือ
1.พืชแซมยาง หมายถึง พืชที่ปลูกขณะที่ต้นยางอายุไม่เกิน 3 ปี
2.พืชร่วงยาง หมายถึง พืชที่ปลูกขณะที่ต้นยางอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป
16.เกษตรประณีต
หลักการของเกษตรประณีตก็คือ การใช้ประโยชนทสูงสุดหรือใช้
อย่างคุ้มค่า บนพื้นที่ที่มีอย่างจากัดเช่น 1-2 ไร่ การใช้ประโยชนทของ
เกษตรประณีตจะใช้ความสูงของต้นไม้ที่สูงไม่เท่ากัน หากปลูกใกล้กัน
จะไม่แย่งแสงแดดกัน ขณะที่รากของต้นไม้ก็ลึกไม่เท่ากันด้วย ดังนั้น
ในส่วนใต้ดินก็จะไม่แย่งอาหารกัน
17.หญ้าแฝก
ดินดานเป็นดินที่แน่น จึงเป็นอุปสรรคต่อการงอกของรากพืช
การไหลซึมของน้า และการแทรกตัวของอากาศ พืชที่สามารถฟื้นฟูดิน
ดานได้ดีที่สุดก็คือ หญ้าแฝก รากของหญ้าแฝกจะงอกสานกันอย่าง
หนาแน่นและมีความยาว 1-2 เมตร จึงสามารถป้องกันการพังทลาย
ของดินได้ เมื่อหญ้าแฝกตายตามอายุขัย รากของหญ้าแฝกนอกจากจะ
เป็นปุ๋ยแล้ว ยังเป็นโพรงอากาศ ทาให้ดินดานกลายเป็นดินร่วนซุย น้า
และอากาศสามารถผ่านเข้าไปได้ และดินบริเวณนั้นก็สามารถกลับมา
ปลูกพืชได้อีกครั้ง
18.ปุ๋ ยพืชสด
การใช้ปุ๋ ยพืชสดให้เกิดประโยชนทสูงสุดก็คือ การปลูกพืช
หมุนเวียน พืชที่นิยมคือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง
ถั่วดา ฯลฯ นอกจากจะสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้แล้ว
เกษตรกรยังได้ประโยชนทจากการปลูกถั่วคือ
1.ได้ผลผลิตเอาไปจาหน่ายได้
2.ตัดวงจรชีวิตของแมลงและโรคพืช
3.เพิ่มปุ๋ยให้กับดิน
4.เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน
19.คุณและโทษของวัชพืช
วัชพืช เช่น หญ้าคา หญ้าขน ฟ้าทะลายโจร สาบเสือ ฯลฯ
รวมทั้งวัชพืชน้า เช่น ผักตกชวา จอก แหน ฯลฯ มีทั้งคุณและโทษ
โทษของวัชพืชแหล่านี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ แย่งอาหารจากต้นไม้ที่
เราปลูก แต่คุณที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ วัชพืชเป็นอาหารของ
สัตวทเลี้ยง เป็นปุ๋ย และเป็นยาสมุนไพร ดังนั้นหากมีความรู้และจัดการ
ได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถใช้วัชพืชให้เกิดประโยชนทได้
20.สมุนไพร
สมุนไพร หมายถึง "ผลิตผลธรรมชาติ ได้จาก พืช สัตวท และ
แร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตารับยา เพื่อบาบัดโรค
บารุง ร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ" หากนาเอาสมุนไพรตั้งแต่สองชนิด
ขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า ยา ในตารับยา นอกจากพืช
สมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตวทและแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียก
พืช สัตวท หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า เภสัชวัตถุ พืช
สมุนไพรบางชนิด เช่น เร่ว กระวาน กานพลู และจันทนทเทศ เป็นต้น
พืชเหล่านี้ถ้านามาปรุงอาหารเราจะเรียกว่า เครื่องเทศ
21.พืชที่เป็นอาหาร
ควรปลูกพืชที่ต้องรับประทานทุกวัน พืชที่ดูแลรักษาง่าย ปลูก
ครั้งเดียวกินได้ตลอดไป และปลูกให้หลากหลายชนิด เพื่อเป็นตัวเลือก
ในการทาอาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการ เมื่อทาเช่นนี้จะทาให้
เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้มาก ผักเหล่านี้คือผักริมรั้ว
เป็นส่วนใหญ่ ไม้ยืนต้นบางชนิดที่สามารถกินใบและดอกได้ และผลไม้
บางชนิดที่กินใบ ผล หรือฝักได้
บทนี้เป็นเรื่องราวของชาวบ้านที่นาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ทาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเราจะยกตัวอย่างปราชญทชาวบ้าน
ผู้นาเกษตรพอเพียงมาทั้งหมด 13 ท่าน โดยทั้ง 13 ท่านนี้ได้ผ่านความผิดพลาด ล้มเหลวในการทาการเกษตรมาก่อน แต่ก็สามารถยืนขึ้นได้ด้วยหลัก
เศรษฐกิจพอเพียง
1.อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกาธร
อาจารยทวิวัฒนท ศัลยกาธร เคยทางานในตาแหน่งผู้อานวยการ
กองประเมินผลและข้อมูลสานักงานคณะกรรมการพิเศษ การที่ได้
ทางานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลานานกว่า 15 ปีทา
ให้มีประการณทด้านเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี และได้เกิดเหตุการณท
หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคือ ได้พูดคุยกับเกษตรกรเรื่องการเกษตร
โดยไม่ใช้ปุ๋ ยเคมี และเกษตรกรท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณเป็น
ข้าราชการมีเงินเดือนประจาย่อมพูดได้ ลองมาเป็นเกษตรกรดูสิ ไม่ใส่
ปุ๋ยเคมีจะทาได้ไหม” เป็นคาพูดที่ท้าทายท่านมาก อาจารยทวิวัฒนทจึง
ตัดสินใจออกจากราชการ เพื่อมาทาการเกษตร เริ่มจากการปลูกข้าว
โดยการปรับสภาพดินด้วยหญ้าแฝก และขอพันธุทข้าวมาจากเพื่อนบ้าน
ที่เหลือจากการทานา รวมถึงยังได้คาแนะนาจากเพื่อนบ้าน ข้าวที่ปลูก
ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้าและฮอรทโมน ทาให้ผลผลิตที่ได้
เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประสบความสาเร็จอาจารยทจึงขยายพื้นที่ปลูก
ข้าวให้มากขึ้น ทั้งยังเปิดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการปลูกข้าวฟรีโดยไม่
คิดมูลค่า อาจารยทวิวัฒนทได้รับการยกย่องจากสังคมในความเสียสละ
เพื่อสังคม เพื่อมาบุกเบิกเกษตรกรผสมผสานภายใต้หลักเศรษฐกิจ
พอเพียง
2.พ่อผอง เกตพิบูลย์ คุณครูนักพัฒนา
พ่อผองหลังจากเกษียณอายุราชการก็ได้ผันตัวเองมาเป็น
เกษตรกร และได้ใช้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงใจการดาเนินชีวิต โดย
เปลี่ยนที่นา 42 ไร่ เป็นบ่อเก็บน้า 11 บ่อ เป็นพื้นที่ทานา 13 ไร่ และ
ยังรวมถึงพื้นที่ส่วนทีเหลือเป็นผลไม้และป่าไม้ ทาให้ชีวิตของพ่อผองดี
ขึ้นอย่างชัดเจน และยังมีชาวบ้านได้มาศึกษาแนวทางจากพ่อผองและ
ปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชีวิตของพ่อผองจึง
กลายเป็นชีวิตหลังเกษียณที่ไม่เหี่ยวเฉา ไม่ป่วยง่าย ไม่ตายเร็ว เป็น
การแก่เฒ่าอย่างมีคุณค่าและชราอย่างมีศักดิ์ศรี
3.ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ครูบาสุทธินันทท เริ่มแรกท่านเป็นเกษตรกร โดยทาเกษตร
เชิงเดี่ยว อย่างเช่น ปลูกปอ ถั่วลิสง นุ่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด เป็นต้น แต่
ผลที่ได้รับคือขาดทุน สุขภาพก็เสื่อมโทรม ถึงแม้จะมีที่ดินถึง 700 ไร่
แต่ที่ดินก็อาจจะไม่อยู่ตลอดไป ครูบาสุทธินันททจึงได้คิดทบทวน และ
ได้ข้อสรุปว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จากนั้นจึงเริ่มต้นการวิจัยระดับ
ชาวบ้าน ครูบาสุทธินันททได้บริการจัดการกับพื้นที่ดินเลว น้าแล้ง โดย
การหันมาปลูกไม้ผล ไม้ใช้สอยแทน แถมยังได้ปลูกต้นยูคาลิปตัส โดย
ปลูกสลับกับไม้ยืนต้นเพื่อนความหลากหลายทางการเกษตร ได้ปลูก
พืชไร่แซมในพื้นที่ แถมยังเลี้ยงสัตวทควบคู่ไปด้วย ครูบาสุทธินันททได้
ร่วมกับสถาบันชุมชน สภาการศึกษาแห่งชาติ จัดตั้งโรงเรียนชุมชน
อีสาน เพื่อวิจัยแนวทางสร้างเกษตรกรต้นแบบ และท่านยังมีกิจกรรม
อีกมากมาย ตลอดเวลาที่ท่านมานะพยามยามมาเป็นเวลา 20 ปี ท่าน
ได้รับรางวัลที่สาคัญเช่น รางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน
ให้เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาปลูกสร้างสวนป่าเป็นต้น ครูบาสุทธิ
นันททยังไม่หยุดแสวงหาความรู้ เป็นปราชญทชาวบ้านที่มีลักษณะโดด
เด่นคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต
4.คุณหนูกัน มหา
คุณหนูกัน เป็นเกษตรกรที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชนทในการ
แก้ปัญหาดินเค็ม ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากบิดา ดังนี้
 ดินที่มีความชุ่มชื้นจะลดปัญหาดินเค็มได้ จึงนาแกลบใส่ลงไป
บริเวณ นั้น ปรากฏว่าความเค็มลดลง
 ถ้าพื้นที่สูง ต้องปรับพื้นที่เพื่อนให้มีนาขัง จากนั้นทาตาม
ขั้นตอนแรก
 ในกรณีที่ผลตกใหม่ๆ ควรระบายน้าเค็มที่ฝนตกใหม่ๆออก รอ
อย่างน้อย 1 สัปดาหทจึงปักดา
 เมื่อดินเค็มมาก ควรปลูกถั่วพร้าและปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืช
สด
 การขุดดินไปทาคันนา ทาให้คันนาถูกน้าชะล้างความเห็น
หายไป
 การแก้ปัญหาดินเค็มในภาคอีสาน ด้วยการสร้างเขื่อนและฝาย
ส่งเสริมการปลูกถั่วพร้า ปอเทือง เพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน
5.พ่อชาลี มาระแสง
พ่อชาลี เคยเข้ามาทางานใน แต่ไม่ประสบความสาเร็จจึงกลับ
บ้าน และได้แต่งงาน เมื่อมีคู่ครองแล้ว แม่ยายได้ยกที่ดินให้ แต่อยู่บน
ที่สูง ต้องพึ่งฝนในการทาการเกษตร ในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวช พ่อชาลีอยากร่วมทาบุญ แต่ไม่มีปัจจัย
จึงตั้งปณิธานขอนาประสบการณทที่มี เพื่อมาสร้างบ่อปลา นาข้าว สวน
ผลไม้ในครอบครัว เป็นแรงหนุนชาติเพื่อถวายเป็นราชสักการะ ด้วย
ความมุ่งมั่นนี้พ่อชาลีเริ่มขุดที่ในที่ที่แม่ยายยกให้เพื่อออมน้าไว้ใช้ ใช้
เวลาในการขุดทั้งหมด 18 ปีและสามารถเก็บน้าได้ ทาให้ในน้ามีปลา
ในนามีข้าว มีผลไม้ ทาให้รายได้เพิ่มมากขึ้นมีคนเชิญให้ไปเป็น
วิทยากรบรรยายเกษตรผสมผสาน พ่อชาลีได้เพากล้าไม้ยืนต้นเพื่อ
แจกจ่ายให้ร่วมมือกันปลูกป่า และยังได้พัฒนาการเพาะกล้วยยางนา
ด้วยเหตุนี้พ่อชาลีจึงได้ชื่อว่า “ปราชญทชาวบ้านนักปลูกต้นไม้”
6.พ่อผาย สร้อยสระกลาง
พ่อผาย ได้บวชเรียนเป็นเวลา 10 ปี จากนั้นได้ลาสิขาและ
แต่งงานมีครอบครัว จากนั้นได้สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้รับคะแนนเสียง
อย่างท่วมท้น มีครั้งหนึ่ง เกิดภัยแล้ง จึงมีคนมาชวนพ่อผายให้ไป
บุกเบิกพื้นที่ใหม่ แต่เมื่อผลผลิตข้าวโพดออกมา ราคาตกต่ามากจึงทา
ให้ขาดทุน เมื่อกลับบ้านพ่อผายนั่งคิดไตร่ตรองปัญหาที่เกิดขึ้น ใน
ที่สุดก็ได้คาตอบคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงคิด
แก้ปัญหาทางการเกษตร พอว่าที่ดินแห้งแล้ง ทาการเกษตรไม่ได้ พ่อ
ผายจึงขุดสระด้วยตัวเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทา เพียงเวลาแค่ 8
เดือนพ่อผายก็ขุดบ่อสาเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นจึงเริ่มทาเกษตรแบบ
ผสมผสาน จนใช้หนี้ได้สาเร็จ ในที่สุดพื้นที่การเกษตรก็เพิ่มมากขึ้น
และยังมีผลไม้ ไม้ใช้สอบอีกมากมาย พ่อผายยังได้ขยายเครือข่าย
ออกไปอีก ทาให้ได้รับรางวัล เกษตรดีเด่น สาขาปราชญทเกษตร
เศรษฐกิจพอเพียง
7.พ่อคาเดื่อง ภาษี
พ่อคาเดื่องก็เหมือนเกษตรกรเชิงเดี่ยวคนอื่นๆ แต่ก็ประสบ
ปัญหาราคาตกต่า จึงทาให้เป็นหนี้สหกรณทการเกษตร (ธกส.) พ่อคา
เดื่องเครียดจึงหันไปพึ่งอบายมุข ติดสุรา จนต้องมีคนเตือนให้ได้สติ ใน
ที่พ่อคาเดื่องก็คิดได้ และวางแผนลดต้นทุน โดยเริ่มจากการลดการใช้
ปุ๋ยเคมีลงครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าได้ผลผลิตเท่าเดิม และเริ่มทาการเกษตร
ผสมผสาน ขณะที่ทาเกษตร พ่อคาเดื่องได้บังเอิญพบวิธีปลูกข้าวใหม่
คือ ใช้ฟางมาคุมข้าวที่ปลูกไว้ทาให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เขาจึงเริ่ม
ทดลองขยายที่นาไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเขาได้อ่านเจอเกี่ยวกับการ
คลุมต้นข้าวด้วยฟางของชาวญี่ปุ่น พ่อคาเดื่องใช้เวลาทดลอง 3 ปีและ
พอว่าสาเร็จแน่นอน เขาจึงแนะนาวิธีนี้กับเกษตรกรทั่วไป จะเห็นได้ว่า
ความสาเร็จของพ่อคาเดื่อง เกิดจากความพยายามค้นคว้า ทดลอง
เพื่อให้ได้วิธีที่ดีขึ้นมา
9.คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ
คุณสงวนเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งที่ทาธุรกิจเกี่ยวกับ
เคมีภัณฑท มีรายได้ 28,000 ต่อเดือน แต่กลับพอว่าไม่มีเงินเหลือเก็บ
จึงทาให้คิดถึงคาตรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องเศรษฐกิจ
พอเพียง จึงตัดสินใจกลับมาทาการเกษตรที่บ้านเกิดของภรรยา คุณ
สงวนได้ค้นพบการปลูกกล้วยด้วยการปลูกแบบตีกลับหรือกลับหัว โดย
จะผลผลิตมากขึ้น 3-5 เท่า และยังมีวิธีเพิ่มมูลค่ากล้วยโดยการแต่ง
กลิ่นให้กับกล้วยเช่น กล้วยกลิ่นทุเรียน สตรอเบอรี่ เป็นต้น สามารถ
ขายได้แพงขึ้นไปอีก โดยที่วิธีการทาไม่ยาก คุณสงวนยังใช้ปาลทมใน
การเลี้ยงสัตวท แต่บดและหมักด้วยน้าสกัดชีวภาพก่อนเพื่อเป็นการย่อย
และเพิ่มธาตุอาหาร ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรคทของคุณสงวน จะทา
ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาปศุสัตวท
10.ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม
ผู้ใหญ่วิบูลยทเริ่มต้นการเกษตร โดยคิดอยากร่ารวย จึงทา
เกษตรเชิงเดี่ยว แต่ก็เหมือนกับคนทั่วไปคือ ล้มเหลว ขาดทุน มีแต่ลง
กับลง ผลของปัญหาครั้งนี้ทาให้ที่ดินกว่า 200 ไร่ต้องนาไปขายเพื่อใช้
หนี้ เหลือไว้ทากินเพียง 9 ไร่แต่กลับทาให้มีความสุขได้ ในปี พ.ศ.
2555 พื้นที่ 9 ไร่ของผู้ใหญ่วิบูลยท ได้มีพืชพันธุทมากกว่า 600 ชนิด และ
มีสัตวทมาอาศัยอยู่ ผู้ใหญ่จึงปล่อยให้มันเกิดเพื่อ “เลียนแบบ” ธรรมชาติ
ด้วยความมั่นใจว่า คนอยู่ได้อย่างสุขสบาย มั่นคง ปลอดภัย ผู้ใหญ่
วิบูลยทใช้หลักการพึ่งตัวเองอยากกินอะไรก็ต้องปลูกเอง สามารถ
ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่เป็นภาระของผู้อื่น มีความสมดุลและความ
พอดีในชีวิต ผู้ใหญ่วิบูลยทเป็นทั้งเกษตรกร ปราชญทชาวบ้าน
นักวิเคราะหทสังคม และอื่นๆที่สามารถเปลี่ยนความคิดคนได้ เพราะ
คาพูดทุกคา ล้วนออกมาจากใจ เป็นนักพูดให้คติเตือนใจ แฝงปรัชญา
และนาไปปฏิบัติได้จริง
11.คุณชัยพร พรหมพันธุ์
คุณชัยพร เริ่มต้นการทางานเป็นช่างเครื่องยนตท และได้ออก
จากงานเพื่อมาทานา ได้นาความรู้เรื่องเครื่องยนตทมาปรับปรุงรถไถ
ด้วยเครื่องยนตทสูบเดียว ไม่ต้องจ้างคนอื่นมาไถนา ทาให้ประหยัดเงิน
ไปได้มาก และยังได้ออกแบบรถไถคูโบต้าให้มีอุปกรณทที่ไถกลบตอซัง
ข้าว รากข้าว และฟางข้าว ทาให้ประหยัดปุ๋ ยและทาให้ติดมี
อินทรียวัตถุมากขึ้น คุณชัยพรดาเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง พึ่งตนเอง ไม่ได้จ้างทุกอย่างเหมือนชาวนาในปัจจุบัน ทาให้มี
เงินเหลือเก็บมาก คุณชัยพรยังใช้น้าสกัดชีวภาพให้นาของตนและเห็น
ว่าได้ผลผลิตที่ดี การที่ชาวนาขาดความรู้ในการจัดการเรื่องการปลูก
ข้าว ทาให้รายจ่ายสูงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนสาคัญของชาวนา
บางครั้งก็ใช้ปุ๋ยเคมีเพราะความเข้าใจผิดพลาด ยิ่งทาให้ผลผลิตน้อยลง
และต้นทุนสูงขึ้น
12.ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง
ลุงทองเหมาะ เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทานา เป็นผู้
ก่อตั้ง “สถาบันการเรียนรู้เกษตรอินทรียทสุพรรณบุรี” ลุงทองเหมาะทา
การเกษตรหลายอย่าง เช่น อ้อย มันสาปะหลัง เลี้ยงปลา และชาวนา
ส่วนใหญ่เป็นเกษตรเชิงเดียว ผลิตเพื่อจาหน่าย แต่ผลลัพธทที่ได้กลับ
ตรงกับข้าม เพราะเมื่อผลผลิตออกพร้อมๆกัน ทาให้ราคาตกต่า
ขาดทุน และก็เป็นหนี้ ไร่ของลุงทองเหมาะใช้ปุ๋ยเคมีเยอะ ทาให้ดิน
เสื่อม ร่างกายก็เสื่อมโทรม จึงนึกถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลุงจึงเลิก
ใช้สารเคมี หันมาทานาข้าวอินทรียท ใช้จุลินทรียทและสารชีวภาพ
ทดแทน และยังคิดหาวิธีเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้น รวมทั้งดัดแปลง
เครื่องจักร เครื่องมือการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ เมื่อเวลาผ่านไป
จะเห็นได้ว่าข้าวที่ปลูกนั้นได้ผลดีกว่าที่คาดคิด สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย
13.คุณนฤทธิ์ คาธิศรี
คุณนฤทธิ์คาธิศรี ปัจจุบันอายุ 50 ปี มีภรรยากับบุตร 2 คน
เป็นชนเผ่า “ไทโส้” ซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณทของตนเอง พ่อแม่จะ
ขายที่นาเพื่อส่งลูกเรียน เพื่อหวังให้ไม่ต้องทานา ไม่ต้องลาบาก
หลังจากเรียนจบให้ได้ทางานในบริษัทแหงหนึ่ง ทาหน้าที่ดูแลการเลี้ยง
กุ้งเนื้อที่ 1500-2000 ไร่ ขณะที่ทางานเกิดความสนใจเรื่องการเกษตร
ประกอบกับมีที่ดิน 33 ไร่ แต่เป็นลูกรังทั้งหมด เขาจึงลองกลับไปบ้าน
และลองปลูกต้นไว้บนลูกรัง โดยไม่ดูแลรักษา ให้มันขึ้นเอง ปรากฏว่า
ต้นไม้ไม่ตาย เจริญเติบโตได้ดี จึงมั่นใจว่าถ้ายิ่งดูแลรักษา จะทาให้ผล
ที่ได้ดียิ่งขึ้น เข้าจึงตัดสินใจออกจากงานและกลับบ้านมาทาการเกษตร
เข้าได้เตรียมแผนด้านการเกษตรไว้ 4-5 ปี ทดลองทา 2 ปี ประสบ
ผลสาเร็จจึงออกจากงาน เขาได้ศึกษาการปลุกพืชตามหลักวิชาการ
ศึกษาดูงานด้านการเกษตรทั่วประเทศ และได้เริ่มลงมืออย่างจริงจัง
โดยใช้หลักวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ทา
การเกษตร

บ้านเพชร พระราม 2 --เศรษฐกิจพอเพียงวิถีแห่งความสมดุลpart1

  • 1.
    เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสาย กลาง มีความพอเพียงและมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการ วางแผนและดาเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดาเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตนทที่มี การแข่งขันสูง
  • 3.
    1. ความหมายของทางสายกลาง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะร่วมกับ พระพุทธศาสนา คือเป็นทางสายกลาง ซึ่งถือเป็นแนวทางหลักในการ ดาเนินชีวิตทางโลก และสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ทางสายกลางที่มีตาแหน่ งอยู่ตรงกลาง เช่น การ รับประทานอาหาร ไม่ทานจนอิ่มเกินไปหรือหิวเกินไป 2. ทางสายกลางที่ไม่ได้อยู่ตรงกลาง แต่อยู่ที่ด้านดีหรือด้าน คุณธรรมเพียงอย่างเดียว เช่น การประกอบอาชีพที่สามารถ พึ่งตนเองได้ ไม่ได้อยู่ตรงกลางระหว่างพึ่งตนเองได้กับพึ่งตนเองไม่ได้ 2. พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยเป็นล้นพ้น ท่านทรงสละความสบายมาเยี่ยมประชาชน ถึงแม้ทางข้างหน้าจะ อันตราย แต่พระองคทก็ไม่เคยหยุด ทรงเน้นการเป็นตัวอย่างที่ดีที่ มากกว่าคาสอน ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าของ หม่อมราชวงศทคึกฤทธิ์ ปราโมทยท ที่เล่าให้ฟังว่า “ผมเคยอยู่มาแล้วหลายแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคย เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินใดที่คนทั้งเมืองเขาเป็นเจ้าของ ให้ความ เคารพบูชาอย่างสนิทสนมอย่างทุกวันนี้” 3. ความเป็นมา ความหมาย หลักแนวคิด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระราชดารัสเมื่อปี 2517 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเมื่อปี 2540 เกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมี พระราชดารัสขึ้นอีก ครั้ง และมีการนาไปเผยแผ่สู่ประชาชนจนปัจจุบัน เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และ ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุค โลกาภิวัฒนท ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ ความมี เหตุผลรวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอ ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง อย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผน และขณะเดียวกัน จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมอันดี จากความหมายของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น สามารถสรุปให้กระชับได้เป็น “หลักสามห่วง สองเงื่อนไข”
  • 4.
    4. คุณธรรมหรือองค์ประกอบอื่นที่สนับสนุนปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง  การแบ่งปันและการให้ทาน จุดประสงคทที่แท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เงิน แต่คือการ พอมีพอกิน หากมีมากเกินก็สามารถแบ่งปันให้ญาติสนิท มิตรสาหาย เพราะการอยู่ร่วมกัน ควรมีน้าใจต่อกัน  การทาบัญชีครัวเรือน เป็นเสมือนกระจกเงาแสดงสถานภาพทางการเงิน ช่วยแสดงให้เห็นว่า รายรับรายจ่ายมีความสมดุลกันหรือไม่และสาเหตุเกิดจากอะไร ดังนั้น จึงเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม  เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียว เราจะใช้เหตุผลอย่างเดียวตลอดเวลาไม่ได้ แต่ให้เลือกอารมณทที่ สร้างสรรคท เพราะจะให้ประโยชนท เช่น ความรัก แรงบันดาลใจ ความ ต้องการให้ ซึ่งจะช่วยคนเรามีความสุข  การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้จะช่วยให้เรามีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตอย่างรอบ ด้าน ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ทั้งทางทฤษฎี จากผู้อื่น หรือการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ซึ่งจะทาให้เกิดการพัฒนาตัวเอง 5. การปฏิบัติคือความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง การปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นถือเป็นเรื่องที่ยาก และง่ายไปพร้อมกัน ที่ว่ายาก คือยากในการเอาชนะใจตนเอง แต่จะ ง่าย เพราะเมื่อเราทาได้แล้ว จะเกิดความสุขและความเคยชิน นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเห็นผลของการกระทาอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น การใช้เกษตรแบบผสมผสานแทนการเกษตรเชิงเดี่ยว ที่ให้ผล ผลิตหลากหลายภายในระยะเวลาที่เท่าๆกัน 6.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ปฏิเสธความร่ารวย คนเรามักมี 2 สิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการทางาน คือ แรง บันดาลใจและความโลภ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เห็นโทษ ของความโลภ แต่เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจแทน เมื่อมีความโลภน้อย จึงมีภูมิคุมกันตนเอง ชีวิตจึงไม่มีความเสี่ยง อยู่อย่างพอมีพอกินได้ จน นามาซึ่งความร่ารวยในที่สุด 7.เปรียบเทียบความสุข 2 แบบ ความสุขทั้ง 2 แบบแบ่งได้เป็น ความสุขจากวิถีพอเพียง และ ความสุขของวิถีชีวิตทุน ซึ่งความสุขของวิถีชีวิตทุน คือความสุขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ วัตถุ การอยากได้ อยากมี ไม่รู้จักพอ การใช้จ่ายเช่นนี้จึงเป็นการใช้ ชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง อย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อปี 2540 ซึ่งปัญหาดังกล่าว สามารถนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้ เมื่อเราใช้อย่างจริงจังแล้ว จะเห็นคุณค่าของตนเองและเพื่อนมนุษยท รู้ เป้าหมายในชีวิตว่า ไม่ใช่อยู่ที่การแสวงหาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองก่อน คือ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอไม่มี หนี้สิน และมีเงินออม ชีวิตก็มีความสุข
  • 5.
    สังคมนิยมเป็นระบบที่มุ่งเน้นสร้างกาไรสูงสุดเป็นหลักโดยไม่คานึงถึงปัจจัยด้านอื่นๆทาให้คนในสังคมเกิดความเห็นแก่ตัว ซึ่งจะส่งผลต่อ ปัญหาอีกหลายด้านในสังคมเช่น ปัญหาด้านเพศยาเสพติด เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงต้องมีการนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา ช่วยวิเคราะหทและหาทางแก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้องอย่างมีระบบและขั้นตอน
  • 7.
    1. ปัญหาในสังคมทุนนิยม สังคมในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นระบบทุนนิยมที่ต้องการเน้นถึง ผลกาไรสูงสุดยอมทาทุกอย่างเพื่อบรรลุผลตามต้องการ โดยไม่ คานึงถึงส่วนประกอบของสังคมด้านอื่นๆทาให้เกิดปัญหาตามมา หลายอย่างดังนี้ 1. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การประกอบกิจการเพียงด้านเดียว ทาให้เกษตรกรไทย มีมูลหนี้ต่อปีกว่า 6 แสนล้านบาท 2. ปัญหาด้านสังคม ที่เกิดขึ้นในหลายมิติด้วยกันเริ่มต้นจาก สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่าทาให้คนในปัจจุบัน หวังหาความร่ารวย โดย ไม่สนใจผลเสียที่ตามมา ทาให้เกิดปัญหาการซื้อขายยาเสพติด นอกจากนั้น โครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนไป ทาให้บทบาทของสตรี ไทยถูกปรับเปลี่ยน ส่งผลรากฐานทางครอบครัวไม่แข็งแรงเหมือนใน อดีตทาให้เกิดปัญหาครอบครัวแตกแยก สังคมในปัจจุบันมีการส่งเสริม การสอนเรื่องเพศผิดวิธีทาให้ความรักกลายเป็นความใคร่ จึงทาให้เกิด ปัญหาด้านเพศ การย้ายถิ่นฐานด้วยความเข้าใจผิดของเกษตรกรที่ ต้องการมาหาเงินเลี้ยงชีพในเมืองหลวง เป็นอีกทีมาของปัญหาการย้าย ถิ่นฐาน 3. ปัญหาด้านการเมืองการปกครอง – การคอร์รัปชั่น การ หวังความร่ารวยของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาประเทศ โดยขาด ความสานึกต่อส่วนรวมทาให้เกิดการกอบโกยที่ผลประโยชนทของ ส่วนรวมมาเป็นของส่วนตนเพียงผู้เดียว 4. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การทาการเกษตรโดยหวังผลผลิต ที่มากในปัจจุบันทาให้ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี ซึ่งเมื่อสารเหล่านี้ไหลลงสู่แหล่ง น้า ก็จะทาให้ธาตุอาหารจาพวกไนโตรเจนที่เป็นองคทประกอบกระจาย ลงสู่แหล่งน้ากลายเป็นอาหารของสาหร่ายและตะไคร่ หากมีปริมาณ มากเกิดไปจะเกิดปรากฏการณทสาหร่ายเบ่งบาน ทาให้เกิดน้าเสีย นอกจากนั้น ยังมียากาจัดศัตรูพืชที่ถูกปล่อยลงแหล่งน้า เป็นอาหาร ตกค้างในปลาและสัตวทน้าทาให้คนที่บริโภคได้รับสารพิษ อีกทั้งการ พัฒนาอย่างรวดเร็วทาให้ เกิดการทาลายทรัพยากรธรรมชาติเช่นการ ตัดไม้ทาลายป่าส่งผลให้สมดุลทางธรรมชาติถูกรบกวน ถือเป็นอีกหนึ่ง สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดสภาวะโลกร้อน 5. ปัญหาที่มีผลกระทบต่อวัฒนธรรม สังคมทุนนิยม ก่อให้เกิดการทางานเพื่อหวังความร่ารวย ต่างคนต่างทางานเพื่อหา รายได้ให้ตนเอง ความเห็นแก่ตัวของแต่ละบุคคลเพิ่มมากขึ้นทาให้ วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามที่เคยทาร่วมกัน เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กัน ภายในชุมชน ภายในสังคม การร่วมกันทาหัตกรรมพื้นบ้าน ตารับยา สมุนไพรในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกลืนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ ความเจริญทางเทคโนโลยียังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้เกิด เครื่องทุ่นแรง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงแต่ทาลายวิถีชีวิตในชุมชน เช่นการ ลงแขกดานาเก็บเกี่ยวข้าว เป็นต้น
  • 8.
    2. ผลของสังคมนิยมต่อการดาเนินชีวิต นอกจากระบบทุนนิยม จะทาให้เกิดปัญหาหลากหลายด้าน ระบบทุนนิยมยังส่งผลต่อการดาเนินชีวิตชีวิตของคนไทยใน4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความเห็นแก่ตัวที่เพิ่มมากขึ้น สังคมทุนนิยมทาให้ทุกคนทางานเพื่อตนเอง ต่างคนต่างอยู่ พึ่งพากันน้อยลง สิ่งเหล่านี้เหล่านี้หล่อหลอม ชีวิตของคนในสังคม ปัจจุบัน ให้ทาเพื่อตนเองอย่างเดียว จนพัฒนาเป็นตัวใครตัวมัน 2.พ่อแม่ที่แก่เฒ่าขาดคนดูแล สังคมทุนนิยม แม้จะมีวัตถุเหลือล้น แต่กลับขาดความอบอุ่น ทางจิตใจเพราะแต่ละคนต่างเห็นแกตัวเองไม่คิดถึงผู้มีบุญคุณทาให้ บ้านพักคนชราในปัจจุบันเป็นที่นิยม ที่แม้จะมีปัจจัยสี่พร้อมแต่ก็ยังคง ขาดความอบอุ่น 3.การหย่าร้างของคู่ชีวิต เกิดจากสองสาเหตุที่สาคัญ คือ สังคมทุนนิยมทาให้คนมุ่ง ทางานเพื่อความร่ารวย จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว แม้กระทั่งกับ คู่ครองของตนเอง และในปัจจุบัน ผู้หญิงไม่จาเป็นต้องพึ่งผู้ชายในการ ประกอบอาชีพ ทาให้หากการอยู่ร่วมกันไม่คิดถึงใจของคนสองคนเป็น ที่ตั้ง แต่กลับคิดถึงใจตนเอง หากตนเองไม่มีความสุข ชีวิตคู่ก็จะสิ้นสุดลง ทันที 4.ปัญหาด้านเพศ การให้เสรีภาพทางเพศมากเกินขอบเขตจากัด และปัญหาด้าน ผลประโยชนททางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงและโดยอ้อม ทาให้เรื่องเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกสนใจก่อนถึงเวลาที่เหมาะสม กลับกลายเป็น ปัญหาที่สาคัญในปัจจุบันเช่น การชิงสุกก่อนห่าม จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น จึงต้องนาหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตทใช้เพื่อแก้ไข เช่น ปัญหาการหย่าร้างของ ชีวิตคู่ จะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่าจริงๆแล้ว ชีวิตคู่คือความรัก ความเสียสละ การปรับตัวเพื่อทางานประสานกันระหว่างคนสองคน ปัญหาการหย่าร้างในปัจจุบันเกิดจากการคบหาที่น้อยเกินไปทาให้ไม่ สนิทกันจริงๆ เมื่อคนไม่รู้จัก ไม่รู้ใจ มีพื้นฐานของครอบครัวที่แตกต่าง กัน การปรับตัวเข้าหากันจึงเป็นเรื่องที่ยาก ปัญหาด้านเพศเป็นสิ่งที่ ละเอียดอ่อน เกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่ยากต่อการอบรม ยากต่อ การแก้ไข ที่ยากเพราะปัญหานี้เป็นสิ่งที่ผิดทางวิถีชีวิต ไม่ใช่กฎหมาย แต่หากเราลองใช้หลักปรัชญามาวิเคราะหทเป็นขั้นเป็นตอน ก็จะช่วย บรรเทาปัญหานี้ลงได้
  • 9.
    เศรษฐกิจส่งผลต่อคนทุกระดับ การออมจึงเป็นสิ่งสาคัญ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้วยซึ่งอันดับแรกจาเป็นต้องรู้สาเหตุของการใช้เงินนั้นก็คือ การทาบัญชีครัวเรือน ทั้งยังต้องพึ่งพาเทคนิคบางส่วนเพื่อลดการใช้จ่ายด้วย นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจกับนโยบายต่างๆก็มีผลต่อชีวิตของประชาชน ด้วย ดังนั้นเพื่อที่จะอยู่ท่ามกลางระบบทุนนิยมได้จึงจาเป็นต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและรู้จักใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  • 11.
    1. การทาบัญชีครัวเรือน การทาบัญชีครัวเรือนถือว่าเป็นเรื่องที่สาคัญ เพราะจะทาให้เห็น ตัวเลขการใช้จ่ายที่แท้นาไปสู่การปรับปรุงการใช้จ่าย เพื่อให้มีเงินเก็บ ในส่วนของระดับองคทกรเองก็สามารถนาบัญชีครัวเรือนมาใช้เพื่อลด ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จาเป็นได้เช่นกัน ที่สาคัญคือการเปลี่ยนการบริหาร โดยให้คนตาแหน่งล่างสามารถตัดสินใจได้เอง เพื่อให้คนในองคทกรมี กาลังใจทางาน แต่จะทาแบบนี้ได้ก็ต้องคัดเคร่งในเรื่องของการรับคน เข้าทางานด้วย 2. เทคนิคภาคปฏิบัติในการลดค่าใช้จ่าย ในส่วนของขั้นตอนการลดค่าใช้จ่าย อันดับแรกต้องเริ่มจากการ ทาบัญชีครัวเรือนก่อน เพื่อทราบสาเหตุที่มาของการใช้จ่าย การตัด ค่าใช้จ่ายควรเริ่มจากการหยุดซื้อสิ่งที่มีโทษกับตนเองก่อน เช่น อบายมุก ต่างๆ เพื่อสุขภาพของตนเองด้วย รวมทั้งอาหารมื้อที่ 4 เช่นกัน ก็ควรตัด การใช้จ่ายตรงส่วนนี้ด้วย ขั้นต่อไปคือ ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการแต่งกายกับ เครื่องประดับ ควรจะคิดก่อนซื้อเสื้อผ้า และควรซื้อเสื้อผ้าที่ไม่แพงเกินไป แต่ดูดีและใช้ได้นาน ก็คือการแต่งตัวให้เป็น อีกอย่างคือค่าโทรศัพททมือถือ ควรจะให้อยู่ระหว่างเดือนละ 300-500 บาท ยกเว้นแต่จาเป็นต้องใช้เยอะ จริงๆ ต่อไปคือค่าไฟฟ้ากับค่าน้าวิธีประหยัดก็คือ อย่าเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่ ใช้งานน้าก็เช่นกัน และสุดท้ายคือเรื่องของของหวานและเครื่องดื่มต่างๆ ควรลดให้เหลือเพียง 1-2 รายการ ต่อวันถ้าให้ดีควรเป็นทานผลไม้เพราะมี ประโยชนทต่อสุขภาพมากกว่า ปัญหาเกี่ยวกับการใช้จ่ายมักจะเกิดจากการใช้จ่ายแบบ สุรุ่ยสุร่าย หรือใช้จ่ายตามความอยากดังนั้นควรจึงเลิกพฤติกรรมแบบ บริโภคนิยม หากทาบัญชีครัวเรือนแล้วยังมีรายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่ ควร จะต้องปรับปรุงการใช้ชีวิต เช่น หากมีคนในบ้านเยอะก็ให้ทาอาหารทาน เอง แล้วต้องตั้งใจและตั้งเป้าว่าจะประหยัดเงินให้ได้วันละกี่บาท อีกอย่าง คือควรลดภาระเรื่องการเดินทาง 3. วิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจแบบ Communist และ ทุนนิยม  แบบ Communist จะเน้นไปที่ความเสมอกัน ทุกคนทางานเพื่อส่วนรวม เหมือนกันๆ สาหรับระบบ Communist นั้น เมื่อนาปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาวิเคราะหท ทาให้เห็นว่า ทุกคนจะไม่มีปัจจัยการผลิตเป็นของ ตัวเอง เช่น ที่ดิน หรือ โรงงาน เพราะรัฐควบคุมหมด และการที่ทุกคน ต้องทางานเพื่อส่วนรวม เท่ากับว่าบังคับให้ทุกคนเป็นคนดี โดยเฉพาะผลงานที่ตัวสร้างขึ้นมา ก็กลายเป็นของส่วนรวม ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากทาดังนั้นระบบ Communist จึงเป็นระบบที่ตึง เกินไป และเป็นอุดมการณทที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ระบบ communist จึง เหมาะกับการใช้กับตนเองมากกว่าใช้กับคนอื่นๆ
  • 12.
     แบบระบบทุนนิยม จะเน้นไปทางด้านของการแข่งขัน ทามากได้มากโดยระบบทุน นิยมเป็นระบบที่ใช้แรงบันดาลใจของคนเป็นแรงในการขับเคลื่อนการ พัฒนา ทาให้เกิดการแข่งขัน คนที่เก่งก็จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า แน่นอนว่าเป็นระบบที่มีเสรีภาพในการทาการค้ามาก ระบบทุนนิยมจึง เป็นระบบที่หย่อนเกินไป เพราะมีเสรีภาพมาก ความโลภจึงเป็นตัว ทาลายระบบนี้เพราะต่างคนต่างรู้ว่าถ้าทุ่มเทมากก็จะได้รับผลตอบแทน มาก ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่มีวินัยในตนเอง 3. โลกาภิวัตน์ หมายถึง การแพร่กระจายไปทั่วโลก คือการที่คนไม่ว่าจะอยู่ ไหนก็สามารถรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากที่อื่นได้อย่างรวดเร็ว สาหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดโลกาภิวัตนท ก็คือความเจริญทาง วิทยาศาสตรท และความต้องการของคน ดังนั้นผลกระทบที่ตามมาคือ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นที่ใดที่หนึ่งบนโลก จะสามารถส่งผลกระทบได้ ทั่วโลก 5. สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นตามหลักของ Demand & Supply  การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จากการลงทุนของประเทศที่พัฒนาแล้วในประเทศกาลังพัฒนา และการที่มีอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ทาให้ความต้องการสินค้า เพิ่มขึ้นและมีผลต่อสินค้าประเภทอื่น รวมทั้งคนที่มีเงินมากขึ้น เป็น ตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต  ความร้อนแรงของตลาดหลักทรัพย์ เมื่อการลงทุนสามารถทาเงินมากกว่าการเอาไปฝากธนาคาร ดังนั้นความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น ทาให้ราคาหุ้นสูง ทาให้อาจเกิด สภาวะถดถอยในภายหลัง  การขาดแคลนน้ามันเชื่อเพลิง จากการที่เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาให้ความ ต้องการน้ามันเพิ่มขึ้นมาก ราคาน้ามันจึงสูงขึ้น จึงส่งผลให้สินค้าต่างๆที่ ต้องใช้น้ามันในการขนส่งมีคาราแพง  สภาวะฟองสบู่เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกาไร แล้วขายต่อ ทาให้ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงเกินความเป็นจริง ทาให้ขายไม่ได้ จึงมีผลต่อราคาสินค้าชนิดอื่น ด้วย เพราะที่ดินประกอบด้วยสินค้าชนิดอื่นหลายอย่าง จึงทาให้วิกฤต ส่งผลรุนแรงมาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากคือ ธนาคารเพราะคนไม่ สามารถใช้หนี้ได้ และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพยท ก็ ได้รับผลด้วย
  • 13.
    6. สาเหตุวิกฤตของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านวิกฤตทางเศรษฐกิจมาแล้ว 3ครั้ง โดยปัญหาหลักๆมาสาเหตุมาจาก 1. การเน้นบริโภคนิยม มีเสรีภาพทางการค้ามากเกินไป รวมทั้งนโยบายที่รัฐบอกว่า ประชาชนไม่จาเป็นต้องมีเงินเก็บ เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ประชาชนจึงได้รับผลกระทบมาก เช่นการว่างงาน ทาให้ไม่สามารถ จัดการกับภาระการใช้จ่ายของตัวเองได้ 2. ฟองสบู่จากอสังหาริมทรัพย์ จากการฟื้นของเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตปี 1980-1982 ธุรกิจภาค อสังหาริมทรัพยทก็มีการขยายตัวมากขึ้นทาให้เกิดสภาวะฟองสบู่ สาเหตุ เกิดจากความต้องการเทียม(ซื้อที่เพื่อเก็งกาไร) ผลคือสินค้าล้นตลาด ทาให้ Bank ต้องปล่อยที่ดินให้กับคนที่มีประวัติทางการเงินไม่ดี (Sub Prime) นอกจากนี้ปัญหาความต้องการน้ามันก็ส่งผลกระทบต่อ ประชาชนด้วย เพราะการที่สินค้าแพงหมายถึง ประชาชนทุกคนจนลง
  • 14.
    บทนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่ ประวัติศาสตรทของประเทศที่พัฒนาไป อย่างรวดเร็ว มีการยกตัวอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วบอกเกี่ยวกับเหตุผลว่าทาไมประเทศนั้นๆจึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็วสาเหตุของปัญหาต่างๆที่ทาให้ ประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาได้และแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง
  • 16.
    1. แนวทางของประเทศพัฒนาใหม่ ลักษณะประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว  ไม่มีคอรัปชัน พัฒนาจากล่างสู่บน ประชาชนมีการศึกษาและสนใจการปกรองของ บ้านเมือง  สมัย ไอแซค นิวตัน อังกฤษมีมหาวิทยาลัยแล้ว แสดงให้เห็นว่า ประชาชนอังกฤษมีการศึกษามาอย่างยาวนาน ลักษณะประเทศที่กาลังพัฒนา  ประชาชนมีการศึกษาน้อย  ผู้ปกครองมักใช้เสียงข้างมากในการปกครองประเทศ  คอรัปชัน จากระดับบนสู่ระดับล่าง ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ไปจนถึง ข้าราชการ ตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว -ญี่ปุ่น  จีนรุกรานไม่สาเร็จเพราะภัยธรรมชาติเกิดบ่อย  ไม่เป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น  ชาตินิยมสูง มีความเชื่อว่า คนญี่ปุ่น มีเชื้อสายจากเทพเจ้า  ญี่ปุ่นต้องเจริญยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว - ไต้หวัน  เจียงไคเช็กแพ้สงครามกับเหมาเจ๋อตุง ทั้งๆที่มีทหารเยอะกว่า  ในรัฐบาลเจียงไคเช็ก มีการคอรัปชันอย่างกว้างขวาง ทาให้ประชาชน ยากจนและไม่มีที่อยู่  เริ่มต้นใหม่ด้วยการสร้างประเทศที่โปร่งใส ให้ประชาชนมีการศึกษา อย่างทั่วถึง  คณะรัฐมนตรี ทหาร ข้าราชการ ประชาชน รู้ซึ้งถึงการไม่มีที่อยู่ จึงทา ให้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว - เกาหลีใต้  รัฐบาลสมัยปักจุงฮี คอรัปชันน้อยมาก  รัฐบาลวางแผนพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง  ทาอู่ต่อเรือในประเทศ และรับเหมาก่อสร้างในซาอุดิอาระเบีย ทากาไร ให้กับบริษัทเอกชนได้มหาศาล  รายได้สูง กินดีอยู่ดี  เผด็จการทหารเต็มตัว แต่ไม่มีการคอรัปชัน
  • 17.
    -สิงคโปร์  แยกมาจากมาเลเซีย เพราะขัดแย้งกันทางเชื้อชาติ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่นายกคิดอยากจะให้ประชาชน กินดีอยู่ดี เลยให้การศึกษาแกประชาชน  เผด็จการ แต่โปร่งใส ซื่อสัตยท  มีการคอรัปชันน้อยที่สุดในโลก -จีน  พัฒนาแบบก้าวกระโดด เศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก  เศรษฐกิจนาการเมือง เศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสตท หรือทุนนิยม ทาให้ ประชาชนกินดีอยู่ดีก็จะถือว่าใช้ได้  ส่งนักศึกษาไปเรียนต่อที่อเมริกา (ปริญญาเอก) เพราะคนเหล่านี้จะ เป็นมันสมองของชาติ  รัฐบาลจีนสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มกาลัง ทางด้านวิชาการ สินเชื่อ เงินอุดหนุน  คนจีนกระตือรือร้นในการทางานและมีผู้ประสบความสาเร็จเป็นจานวน มาก 2.สาเหตุของปัญหาและแนวทางการพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง 1.ปัญหาคอรัปชัน ประเทศที่กาลังพัฒนาทั่วโลก มีปัญหาการคอรัปชันรุนแรง และแก้ไขได้ยาก เหตุผลมาจาก - การต่อต้านคอรัปชันเกิดขึ้นอย่างมากในประเทศที่กาลังพัฒนา ผู้นา ต่อต้านคอรัปชัน เมื่อได้เป็นผู้นาประเทศกลับคอรัปชันเอง - ผู้นาประเทศคนใหม่ สั่งสอบสวนเอาผิดและให้ศาลสั่งจาคุกผู้นาคน เก่า แต่ผู้นาประเทศคนใหม่ก็คอรัปชัน ไม่มีที่สิ้นสุด - รัฐมนตรีสั่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่คอรัปชัน แต่ตัวเองก็ทาเสียเอง - ประเทศที่กาลังพัฒนาทั่วโลกที่มีการคอรัปชัน ไม่มีใครพอใจกับการ คอรัปชัน สรุป : ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กาลังพัฒนา ต่างกัน ที่การพัฒนาด้านจิตสานึก จิตสานึกที่ต่างกันเป็นสาเหตุสาคัญของการ ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ 2.การสร้างจิตสานึกของประชาธิปไตย คนส่วนมากเข้าใจคาว่าประชาธิปไตยไม่ถูกต้อง คิดว่าเป็น “การปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” แต่ จริงๆแล้วประชาธิปไตยคือ “สานึกต่อส่วนรวมของทุกคนในสังคม” สานึกนี้คือ ผลประโยชนทส่วนรวม ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด
  • 18.
    3. การพัฒนาประเทศเกิดจากบุคคลที่เสียสละ ประวัติศาสตรทของประเทศที่พัฒนาแล้ว เกิดจากประชาชนมี การศึกษาดีมาก่อนแต่ในประเทศที่ประชาชนมีการศึกษาน้อย ไม่ สนใจการเมืองเพราะไม่ว่าจะเลือกใครก็คอรัปชัน จึงเปลี่ยนความคิด เป็นใครให้เงินก็เลือกคนนั้น การซื้อเสียงประชาชนเมื่อได้รับตาแหน่งก็ ถอนทุนคืนแล้วก็กลายเป็นธุรกิจ ประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้นา ต้องมีอุดมการณท เสียสละและเข้มแข็ง 4. ลักษณะของผู้นาที่แตกต่างกัน การได้ผู้นาที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนคิดว่าการเมืองเป็นธุรกิจ การที่ จะเป็นผู้นาชุมชนได้ ต้องปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสาเร็จแล้วก็มีการปูทางเพื่ออนาคตด้วยเช่นกัน ทาทุก สิ่งทุกอย่างเพื่อให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 5. เศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหาที่โลกแก้ไม่ได้ให้ลุล่วงไป ประเทศที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง จะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความเห็นแก่ตัวของสังคมจะลดลง 5.1 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ละอบายมุข
  • 19.
    มนุษยทต่างจากสัตวทโลกชนิดอื่นเพราะมีการสืบต่อกันทั้งความรู้ ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ช่วยแสดงถึงลักษณะและ เอกลักษณทของคนในแต่ละกลุ่มโดยประเทศไทยเราก็มีศิลปวัฒนธรรมที่เป็นที่กล่าวขานของนานาประเทศเช่นเดียวกันเช่น ยิ้มสยาม การไหว้ ผ้าไหม แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กาลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลาเพราะการไม่คานึงถึงความสาคัญที่มาพร้อมทั้งขาดการสืบทอดต่อ เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นอีก หนึ่งเครื่องมือทางความคิดที่จะเข้ามาช่วยหาวิธี วางแผนในการสร้างความภูมิใจอย่างถูกวิธี
  • 20.
  • 21.
    1. วัฒนธรรมไทย ความภูมิใจของคนไทย การสั่งสมประสบการณทและและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นรุ่น ต่อรุ่นของมนุษยททาให้เกิดวัฒนธรรมประเทศไทยของเราก็มี วัฒนธรรมอันดีงามเช่นเดียวกันเหมือนประเทศอื่นๆ ยิ้มสยามคือหนึ่ง ในเอกลักษณทของวัฒนธรรมไทยที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่สามารถ ลอกเลียนแบบรอยยิ้มที่สวยงามพร้อมแสดงถึงความจริงใจ มี หลากหลายเหตุการณทที่สนับสนุนว่าคนไทยเป็นผู้มีอัธยาศัยดี โอบอ้อม อารี เช่น ผู้รอดจากเหตุการณท สึนามิกล่าวว่า "ประทับใจความมีน้าใจ ของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะประสบภัยในปีนี้แต่ปีหน้าจะกลับมา เที่ยวอีก" กระแสทุนนิยมที่เข้ามาสู่สังคมไทย ส่งผลต่อคนภายในสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งสังคมมีลักษณะตัวใครตัวมันเช่นเดียวกับ ประเทศในตะวันตก สังคมไทยของเราก็ยิ่งสูญเสียวัฒนธรรมความเป็น ไทยที่บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าเคยฝากไว้ การที่เราจะรักษาสิ่งเหล่านี้ ให้ยังคงอยู่จึงต้องประยุกตทหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อ รวมกลุ่มกันทากิจกรรมเพื่อส่วนรวมเพราะหากรวมกลุ่มแล้ว ก็จะเกิด ความเอื้อเฟื้อที่มีต่อกัน สิ่งนี้คือหัวใจของคนไทยเพราะสามารถช่วย แก้ปัญหาเรื่องต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมันแบบสังคมนิยมได้ 2. คุณค่าของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมของไทยมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เช่น ศิลปะทางสถาปัตยกรรมไทย ภาพวาดจิตรกรรมประเพณีเช่น สงกรานตท ลอยกระทง บวชนาค สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากศักยภาพทาง ศิลปะของในด้านวัฒนธรรมซึ่งแบ่งออกเป็นด้านจิตใจและวัตถุ 2.1 วัฒนธรรมด้านจิตใจ คือการแสดงออกถึงเอกลักษณทภายใน จิตใจ เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิตรไมตรีที่ดี การไหว้และ รอยยิ้ม ปฏิบัติกับแขกหรือมิตรเสมือนญาติที่สนิทกันดี 2.2 วัฒนธรรมด้านวัตถุ - เครื่องแต่งกาย เช่น ผ้ายกที่ใช้พันรอบเอว ได้แก่ ผ้ายกเชียงใหม่ ผ้ายกลาพูน ผ้ายกพุมเรียง ผ้ายก พุมนคร ผ้าจก ได้แก่ ผ้าจกลาวพรวน ผ้าตีนจกไทยวน - ดนตรีและการแสดง ตัวอย่างเช่น เครื่องดีด เช่นจะเข้ กระจับปี่ เต้า พิณ เครื่องสี ซอด้วง ซอสามสาย ซออู้ สะล้อ เครื่องตี ระนาด กรับ ฆ้อง ขิม - การแสดงที่มีชื่อเสียงและนิยมเล่น การแสดงของไทย โขน การฟ้อนรา การแสดงภาคเหนือ การฟ้อนรา ฟ้อนเล็บ การแสดงภาคกลาง ลิเก ลาตัด เป็นต้น เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นศิลปะที่งดงามพร้อมทั้งมี ความประณีตและรายละเอียดมหาศาล แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทา ให้ คนในยุคใหม่ละเลยไม่รู้ถึงที่มาที่แท้จริงและความสาคัญของศิลปะ แต่ละชนิด ศิลปะที่สวยงามหลายประเภทที่เคยเป็นถึงการแสดงของ พระมหากษัตริยทจึงค่อยๆเลือนหายไป จึงต้องมีการพัฒนารูปแบบของ
  • 22.
    การแสดงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การแสดงโขนต้องมีฉากที่ สมจริง ยิ่งใหญ่ มีการใช้แสง สี เสียง เอฟเฟกตทที่ร่วมสมัย ที่สามารถ สร้างบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจได้เพื่อที่จะได้เป็นสื่อช่วยอีกช่องทางหนึ่ง ที่ทาให้คนในสมัยนี้เกิดความรู้สึกรื่นเริง ภูมิใจและพร้อมที่จะสืบทอด เพื่อเป็นวัฒนธรรมของชาติต่อไปได้
  • 23.
    การบริหารจัดการหรือการวางแผนเป็นเครื่องมือที่สาคัญในการทางานทั้งหลายทั้งปวงให้บรรลุจุดประสงคทตามที่ตั้งไว้ ผู้ที่ใช้หลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินชีวิต ควรศึกษาการบริหารจัดการให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แม้การทางานเพียงคนเดียวอาจจะไม่ซับซ้อนเท่ากับองคทกร ขนาดใหญ่ แต่ทุกๆการกระทาจาเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการดาเนินงานเสมอ เพื่อให้ผลลัพธทที่ออกมาเป็นที่พึงพอใจ
  • 25.
    1. หลักการบริหารจัดการ ในองคทกรขนาดใหญ่นั้น การทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จาเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรกาลังคน กาลังสมองเป็นจานวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาหลักการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาและสามารถบรรลุจุดประสงคทของกิจกรรมนั้นๆได้ โดย เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการนั้นมีเป็นจานวนมาก ในที่นี้จะ ยกตัวอย่างเครื่องมือการบริหารจัดการเบื้องต้น ดังนี้ - การวิเคราะหทสภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT) - การบูรณาการ (Integration) - การบริหารเชิงกลยุทธท (Strategic Management) - LO (Learning Organization – องคทกรแห่งการเรียนรู้) - การบริหารแนวราบ - วิสัยทัศนทของผู้นาองคทกร - การสร้างวัฒนธรรมองคทกร - การใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการอานวยความสะดวก เนื่องจาก LO หรือองคทกรแห่งการเรียนรู้ จัดเป็นการเรียนรู้ ขององคทกรแต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการเรียนรู้เฉพาะบุคคล สองสิ่ง นี้มีความหมายคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจะนาเรื่อง LO ไปกล่าวในเรื่องการ เรียนรู้ตลอดชีวิตในภายหลัง 1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT) การวิเคราะหทสภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT) เป็น เครื่องมือในการประเมินสถานการณท ซึ่งใช้ในการกาหนดจุดแข็งและ จุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจาก สภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น โดย SWOT นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่เป็นปัจจัยควบคุมได้ เป็นปัจจัยภายในที่เกี่ยวข้องกับ ตนเอง ได้แก่ S : Strengths หมายถึง จุดแข็งของตนเอง W : Weakness หมายถึง จุดอ่อนของตนเอง 2. ส่วนที่เป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ เป็นปัจจัยภายนอก ได้แก่ O : Opportunities หมายถึง โอกาส T : Threats หมายถึง อุปสรรค จุดแข็งและจุดอ่อนภายใน การใช้ประโยชนทจากจุดแข็งและจุดอ่อนได้แก่ 1. เมื่อเราทราบจุดแข็ง เราจะต้องใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชนท มากที่สุด เพราะ หากเรามีจุดแข็งที่มีลักษณะโดดเด่นที่ผู้อื่นไม่มี จุด แข็งนี้จะกลายเป็นองคทประกอบสาคัญของกิจการ ทาให้กิจการอยู่รอด หรือเหนือกว่าผู้อื่น
  • 26.
    2. ในกรณีของจุดอ่อน บางจุดอ่อนอาจไม่มีผลกระทบต่อ กิจการแต่บางจุดอ่อนอาจพัฒนาจนมีผลกระทบต่อกิจการ เราจะต้อง ปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนนั้น โดยวิธีแก้ไขจุดอ่อนคือการศึกษาวิธีการ แก้ไขจุดอ่อนเดียวกันนี้จากกิจการอื่นแล้วนาปรับให้เป็นวิธีที่เหมาะสม กับกิจการของตน หรือค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ การเข้าอบรบ หรือสอบถามผู้มีประสบการณท ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในเรื่องจุดอ่อน ภายใน เช่น - การขาดบุคลากร แก้ไขได้โดยการโฆษณา ใช้สื่อให้ตรงกับ ตาแหน่ง ควรคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพที่สามารถทางานได้ - การเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร แก้ได้โดยการอบรม บุคลากร การตรวจสอบงานและชี้แจงให้ปรับปรุงแก้ไข การวางแผนให้ งานพัฒนาขึ้นซึ่งจะส่งผลให้คนต้องพัฒนาตามงานไปด้วย - มีความรู้ในกิจการที่ทาระดับหนึ่งแต่ไม่รู้จริงถึงที่สุด แก้ไขได้ โดยการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการแข่งขันกับตนเอง - ความสามารถในการบริหารจัดการ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สาคัญ ที่สุด โดยมีวิธีแก้ปัญหาคือผู้บริหารควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการ บริหารจัดการคือหัวใจของกิจการทั้งปวง การบริหารจัดการที่ดีนั้นเป็น พื้นฐานในการต่อยอดไปทาให้เกิดผลลัพธทที่ดี โอกาสและอุปสรรค โอกาสและอุปสรรคเป็นปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการ ควบคุม โดยปัจจัยที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นโอกาสของคนกลุ่มหนึ่งแต่ เป็นอุปสรรคต่อคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมการเพื่อรับ กับโอกาสและการตั้งรับกับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจาเป็นมาก เพราะหากไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อมีโอกาสก็จะไม่สามารถทา ให้โอกาสเหล่านั้นเกิดประโยชนทได้และอาจสูญเสียโอกาสนั้นไป ในทาง กลับกันถ้าเกิดอุปสรรคขึ้นอาจจะทาให้กิจการประสบกับปัญหาอย่าง ใหญ่หลวง ดังนั้นจึงจาเป็นที่จะต้องเตรียมรับมือกับอุปสรรคต่างๆอยู่ ตลอด โดยวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้นั้นสามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุด การแข่งขัน กับตนเอง เป็นต้น 1.2 บูรณาการ (Integration) บูรณาการ(Integration) หมายถึง กระบวนการในการนา ความรู้แขนงต่างๆมาใช้ให้สอดประสานกัน เป็นการทางานร่วมกันราว กับเป็นสิ่งๆเดียวกัน หรือหมายถึง การรวมตัวของสิ่งต่างๆแล้วเกิด ความสมบูรณทในตัวเอง จนการรวมตัวนั้นกลมกลืนกลายเป็นสิ่งๆเดียว และภายหลังการรวมตัวจะต้องไม่มีปัญหาใดๆตามมา เมื่อนาการบูรณาการมาใช้กับการบริหารจัดการ ผู้บริหาร สูงสุดจะต้องกาหนดนโยบายที่ชัดเจนถือเป็นเป้าหมายของบริษัท สิ่ง นั้นคือยอดขายและผลกาไรของบริษัทจะต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของ
  • 27.
    ความยั่งยืน ไม่มีปัญหาใดๆตามมาในภายหลัง โดยผู้บริหารควรใส่ใจ ทั้งด้านตัวสินค้าและการตลาด 1.3การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) การบริหารเชิงกลยุทธท (Strategic Management) หมายถึง การทางานให้บรรลุเป้าหมาย โดยเน้นที่การแก้ปัญหาจากอุปสรรคที่ เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งปัญหาที่คาดคะเนได้ล่วงหน้าและปัญหาที่ไม่สามารถ คาดคะเนได้ล่วงหน้า ดังนั้นการบริหารเชิงกลยุทธทจึงเหมาะอย่างยิ่งกับ การนาไปใช้กับธุรกิจหรือกิจการที่ไม่เคยทามาก่อนเพราะเมื่อไม่เคยทา ย่อมไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ดังนั้นการบริหารเชิงกลยุทธท จึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากเพราะในการทางานมีแผนสารองไว้ทุกๆ ขั้นตอน แผนสารองของการบริหารเชิงกลยุทธทที่ยั่งยืน คือ การเรียนรู้ ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเป็นการเตรียมการรับมือกับสิ่งที่ไม่ อาจคาดคะเนได้ในอนาคต 1.4 การบริหารแนวราบ การบริหารแนวราบ คือ การบริหารที่ให้อานาจการในการ ตัดสินใจกับผู้ปฏิบัติงาน ทาให้ผู้ปฏิบัติงานไม่จาเป็นที่จะต้องรอคาสั่ง ทุกครั้ง โดยฝ่ายผู้บริหารใช้การวางระบบงานและการตรวจสอบงาน เพื่อควบคุมงานเท่านั้น งานที่เป็นการบริหารแนวราบควรจะเป็นงานที่ ผู้ปฏิบัติสามารถตัดสินใจทางานได้เองตามขอบเขตและความสามารถ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆติดตามมา การบริหารแนวราบเป็นการปลดปล่อยศักยภาพของผู้ปฏิบัติ งานทาให้ผลงานที่ออกมาดีและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การบริหาร แนวราบเป็นการกระจายง่ายให้ระดับล่าง จึงทาให้ฝ่ายบริหารมีเวลา มากขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาองคทกรได้ 1.5 วิสัยทัศน์ของผู้นาองค์กร การมีวิสัยทัศนทของผู้นาองคทกรเป็นสิ่งสาคัญเพราะวิสัยทัศนทก็ เปรียบเสมือนเข็มทิศ หากผู้นาองคทกรขาดวิสัยทัศนทก็จะทาให้องคทกรล้า หล้งไม่สามารถพัฒนาและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและในที่ สุดองคทกรอาจประสบปัญหาการขาดทุนและเลิกกิจการได้ สาหรับผู้ที่มี วิสัยทัศนทย่อมประเมินปัญหาต่างๆจากบทเรียนในอดีตและเมื่อมองเห็น สภาพความเป็นจริงจะทาให้ผู้นาองคทกรมีวิสัยทัศนทที่สามารถพยากรณท อนาคตได้ อีกทั้งผู้ที่มีวิสัยทัศนทย่อมสามารถพยากรณทสิ่งทั่วไปหรือกฏ ทั่วไปได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นกฏที่ไม่มีกาลเวลา เช่น อาหารอร่อยมี สุขอนามัยย่อมเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคตลอดไป เป็นต้น 1.6 การสร้างวัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมในองคทกรของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน แม้ใน ประเทศเดียวกันแต่ต่างบริษัท วัฒนธรรมในองคทกรก็อาจจะแตกต่าง กันได้ วัฒนธรรมในองคทกรที่ดีพอสรุปได้ดังนี้
  • 28.
    - ควรใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management)เป็นการบริหารที่เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยมีการ ปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสาคัญ ทุกคนควรจะต้องรับรู้รับทราบ ร่วมกันตัดสินใจและทาร่วมกัน - ไม่เข้มงวดในเรื่องเล็กน้อย แต่เข้มงวดในเรื่องหลักการ เช่น ความซื่อสัตยท ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา เป็นต้น - ควรใช้หลักการบริหารแบบพี่น้องดูแลทุกขทสุขและให้อภัย - ผู้อาวุโสควรเป็นแบบอย่างขององคทกร - มีปัญหาเรื่องใดควรปรึกษาผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพของทุกคน - มีรางวัลให้กับผู้ที่ทางานดี มีการตักเตือนและลงโทษผู้ที่มี ความผิดตามสมควร - ควรมีมนุษยทสัมพันธทที่ดีต่อกัน - ผู้นาควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน สามารถเข้าถึงผู้ใต้บังคับ บัญชาได้ - ควรมีความเอื้ออาทรต่อกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา - ควรมีการปรับปรุงแก้ไขวัฒนธรรมบางอย่างขององคทกร - ผู้บริหารควรเลือกหลักการบริหารที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม ภายในองคทกร 1.7 การใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมืออานวยความสะดวก ความเจริญทางเทคโนโลยีสามารถอานวยความสะดวกในการ บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น - การประชุมวีดีโอคอนเฟอเร้นสท (Video Conference) การ ประชุมทางไกลโดยแต่ละคนไม่จาเป็นจะต้องอยู่พร้อมหน้ากัน - โทรศัพททระบบ 3จี สามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงได้โดยไม่ สะดุด - GPS ระบบนาทางที่สามารถกาหนดพิกัดตาแหน่งของ สถานที่ได้อย่างแม่นยา ประโยชนทที่เห็นได้ชัดเจนในการดาเนินธุรกิจก็ คือ การติดตั้ง GPS ในรถยนตทเพื่อควบคุมพนักงานขับรถและฝ่ายขาย ได้ ทาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ป้องกันการทุจริต รวมถึงด้านความ ปลอดภัย - โลจิสติกสท เป็นระบบที่ทาให้เกิดประสิทธิภาพในการสต๊อ กสินค้าและการขนส่ง ส่งผลให้ขนส่งสินค้าได้ทันเวลา 2. การบริหารธุรกิจ การบริหารธุรกิจ (Business Administration) คือ กระบวนการ วางแผนการจัดการองคทกร การอานวยการ และการควบคุมการใช้ ทรัพยากรของกิจการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจ (กาไรสูงสุด) การบริหารธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ โดยสิ่งที่ควร ทราบในการทาธุรกิจได้แก่ - หลักการขายสินค้าและบริการ - การบริหารแบบ 3P (People Product Promotion) - การวางแผนในการดาเนินธุรกิจ
  • 29.
    2. 1 หลักการขายสินค้าและบริการ หลักการพื้นฐานที่สาคัญในการทาธุรกิจให้ประสบความสาเร็จ -การผลิตสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ก่อนการผลิตสิ่งแรกที่ต้องคานึงถึงคือจะผลิตสินค้าขายใคร ลูกค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร เป็นต้น หากผลิตสินค้าได้ตรงกับ ความต้องการของลูกค้าก็จพทาให้ธุรกิจประสบผลสาเร็จได้ง่าย หลักการคิดในการผลิตสินค้าเพื่อรองรับตลาดระดับต่างๆ  ควรผลิตสินค้าเพื่อลูกค้าที่มีฐานะปานกลางเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่มีกาลังซื้อและจานวนมาก  ควรผลิตสินค้าคุณภาพในราคาสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามสินค้าบางประเภทอาจไม่อยู่ในเกณฑทเหล่านี้ เช่น เพชร พลอย เพราะเป็นสินค้าที่ใช้แสดงฐานะทางการเงิน - การทาให้ลูกค้ารู้จักและเข้ามาใช้สินค้าและบริการ จะต้องทาให้ลูกค้าได้มาลองใช้สินค้าและบริการ ดังนั้นสิ่งที่เรา ต้องรู้ก็คือข้อดีและข้อด้อยของสินค้าและบริการของเรา รวมถึงข้อดี ข้อด้อยของสินค้าอื่นๆ เพื่อที่จะได้นาข้อดีเหล่านั้นมาเป็นจุดขายใน การโฆษณาของเรา ส่งนข้อด้อยต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้แสดงบทบาท ออกมา - การกลับมาซื้อสินค้าและบริการอีก จะต้องทาให้ลูกค้าประทับใจในสินค้าและบริการของเรา เพื่อที่จะทาให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอีก 2.2 การบริหารแบบ 3P 3P ย่ อ ม า จ า ก People Product Promotion ห รือ ค น ผลิตภัณฑท และ การส่งเสริมการขาย การขายผลิตภัณฑทหรือทาธุรกิจ ต้องให้ความสาคัญกับ 3 สิ่งนี้ดังนี้ - People หมายถึง คน ซึ่งก็คือผู้ปฏิบัติงาน คนถือว่าเป็นสิ่งสาคัญ อันดับแรกของการขับเคลื่อนงานทุกประเภท เพราะ งานจะสาเร็จได้ ด้วยการทางานของคน ดังนั้นควรให้ความสาคัญกับบุคลากรเป็น อันดับแรก หลักการบริหารคนมีดังนี้  เลือกคนที่มีคุณภาพ  ใช้คนให้ตรงกับความสามารถ  ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความมุ่งมั่นพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหา เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นองคทประกอบสาคัญของบุคลากรที่จะทาให้งานสาเร็จ - Product หมายถึง ผลิตภัณฑท ได้แก่ จะผลิตอะไร ใครเป็นกลุ่ม เป้าหมายของสินค้า เมื่อทราบกลุ่มเป้าหมายแล้วจึงนาข้อมูลของ กลุ่มเป้าหมายมาออกแบบผลิตภัณฑท - Promotion การส่งเสริมการขาย คือ การเชิญชวนให้ลูกค้ามา สนใจและซื้อสินค้าของเราเพิ่มมากขึ้น แม้สินค้าชนิดนี้จะมีคู่แข่งอยู่ แล้ว เช่น การโฆษณาแนวขบขันเพื่อจูงใจลูกค้าและทาให้ลูกค้าจดจา สินค้าของเราได้ง่าย
  • 30.
    2.3 การวางแผนในการดาเนินธุรกิจ การทาธุรกิจให้ประสบความสาเร็จเป็นเรื่องยากดังนั้นจึงต้องมี การวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ธุรกิจประสบความสาเร็จควรมี ขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้ -รู้จริงในเรื่องที่ทา ทาให้สามารถประยุกตทสินค้าให้มีความ แปลกใหม่และมีความคิดสร้างสรรคท หากยังไม่รู้จริงให้แสวงหาความรู้ เพิ่มเติม ถ้ายังไม่รู้ลึกรู้จริงอาจจะเริ่มทาธุรกิจได้แต่สินค้าจะต้องได้ มาตรฐานเท่าเทียมกับสินค้าในตลาด - การประเมินที่ผิดพลาด เนื่องจากความอยากเปิดกิจการ อยากทาธุรกิจ ทาให้การประเมินทุกอย่างเป็นการประเมินที่เข้าข้าง ตัวเอง ซึ่งจะทาให้ผลที่ได้รับกลับมาก็คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ถึงขั้นปิดกิจการหรือประสบกับการขาดทุนอย่างมหาศาล - พัฒนาคุณภาพสินค้า โดยใส่ใจรายละเอียด การใส่ใจใน รายละเอียดเล็กๆน้อยๆนั้น เมื่อเป็นรายละเอียดหลายๆอย่างรวมเข้า ด้วยกันจะเป็นตัวช่วยเสริมให้คุณภาพสินค้าดีขึ้น - การลงโฆษณาในอินเทอรทเน็ต เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลดี ค่าใช้จ่ายต่า แต่มีผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก - การขยายกิจการ เมื่อสินค้าขายดีแล้ว ควรเริ่มจากการขยาย กิจการที่ละน้อย ด้วยการนาสินค้าไปสดงในงานต่างๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจก็ จะซื้อสินค้าของเราไปใช้หรือสั่งไปเพื่อนาไปขายต่อ - การวางแผนเงินกู้ เมื่อสินค้าขายดีขึ้นไปอีก จนสามารถ ขยายกิจการได้ ควรนาผลกาไรที่สะสมมาขยายกิจการหรือกู้เงินจาก ธนาคาร SME อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการจะต้องบริหารจัดการ ภายในบริษัทให้เป็นระบบก่อนจึงจะขยายกิจการมิเช่นนั้นความยุ่งยาก ต่างๆจะตามมาในภายหลัง - การเป็นผู้นาตลาด เมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดก็จะมีคู่แข่งที่ เลียนแบบทาสินค้าประเภทเดียวกันขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้อง พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทาให้ผู้ที่ลอกเลียนแบบหรือคู่แข่ง ตามไม่ทัน ในที่สุดก็จะออกจากตลาดไปเอง ดังนั้นการพัฒนาตนเองไม่ หยุด การแข่งขันกับตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นวิธีขยายธุรกิจ ที่ถูกวิธี 3. เทคนิคการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาด 3.1 วางแผนผลิตสินค้า การวางแผนการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า มีหลักปฏิบัติดังนี้ - สารวจความต้องการของลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้า ในลักษณะใด หรือพิจารณาอย่างรอบคอบโดยสมมุติว่าตนเองเป็น ลูกค้าหรือผู้บริโภค - เมื่อทราบความต้องการแล้วจึงผลิตสินค้าและบริการให้ สอดคล้องกับความต้องการนั้น - เมื่อลูกค้าใช้แล้ว ประเมินผลว่าเป็นอย่างไร
  • 31.
    - ปรับปรุงและนาสินค้าลงตลาดอีกครั้ง ทาเช่นนี้จนกระทั่งสิ้นค้าเป็นที่ยอมรับของลูกค้าหรือสินค้าติด ตลาดก็จะเกิดการสร้างแบรนดทของสินค้าหรือแบรนดทโรแยลตี้ (Brand Royal– ความภักดีต่อสินค้าคือใช้สินค้าเพีนงยี่ห้อเดียว) 3.2 การสารวจความต้องการของตลาด การจะผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้านั้น การ จะทาเช่นนี้ได้จะต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยการหาข้อมูลหรือทาการวิจัยว่า ลูกค้าต้องการอะไร และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่าย สะดวก และมีประสิทธิ ภาพที่สุดก็คือ การถามตนเอง หรือสมมุติว่าตนเองเป็นลูกค้า เมื่อได้ ข้อสรุปแล้วลองประเมินความถูกต้องด้วยการถามคนข้างเคียงถึงความ คิดเห็นก็จะได้คาตอบ โดยที่ความแม่นยาของข้อมูลที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับ การฝึกฝนใช้วิธีนี้บ่อยแค่ไหน จิตมีความเป็นกลางหรือไม่ จิตสงบ เพียงพอหรือไม่ เมื่อเราได้คาตอบแล้ว เราก็จะเริ่มลงมือทา เมื่อประสบ ความสาเร็จก็จะสามารถเข้าใจธรรมชาติของสิ่งนี้ได้ เมื่อวิเคราะหท ปัญหา เผชิญปัญหา และ แก้ปัญหา ความสาเร็จก็จะมีมากกว่าความ ล้มเหลวเพราะเรารู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร อย่างไรก็ตามมีบางเรื่องที่เราจาเป็นที่จะต้องสารวจความ ต้องการของตลาดด้วยหลักวิชาการ เช่น การลงสารวจสภาพที่เป็นจริง ของตลาดด้วยตนเองเพื่อนามาเป็นข้อมูลในการวิเคราะหทปัญหา , การ ลงทุนที่ต้องการข้อมูลสาคัญต่อการตัดสินใจ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ จาเป็นที่จะต้องทาดพราะการลงทุนจาเป็นต้องมีรายละเอียดหลาย แง่มุมรอบด้าน อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง ไม่สามารถ ประเมินจากตนเองได้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วนาว่าวิเคราะหทรวมกับข้อมูล อื่นๆจากนั้นจึงหาข้อสรุป 4. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 4.1 วิเคราะห์ตนเอง การวิเคราะหทตนเองคือการรู้จักตนเอง การประกอบธุรกิจหรือ การดาเนินกิจการ มีทั้งผู้ที่ประสบความสาเร็จและล้มเหลว ผู้ที่จะ ประสบความสาเร็จได้จะต้องเป็นผู้ที่รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของตนเอง ก่อนแล้วจึงวิเคราะหทว่าตนเองนั้นมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจของตน มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่รู้ลึกรู้จริงก็ควรหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาธุรกิจ 4.2 วิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นจริงได้ถูกต้อง การวิเคราะหทสถานการณทที่เป็นจริงหรือความเป็นจริงที่ดารง อยู่มักจะไม่ค่อยถูกต้องแม่นยาทั้งๆที่เป็นสิ่งใกล้ตัวมากที่สุด สาเหตุที่ เป็นเช่นนี้เพราะความประมาทของคน อ่อนประสบการณท มองแต่ด้าน ดีไม่มองจุดอ่อน คิดเข้าข้างตนเอง เป็นต้น จึงทาให้ไม่สามารถ วิเคราะหทสถานการณทที่เป็นอยู่จริงได้ 4.3 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมใกล้ตัว สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ได้แก่ วิถีชีวิต ทรัพยากรในท้องถิ่น ทาเล ที่ตั้ง การคมนาคมและการขนส่ง มีความสาคัญในการตัดสินใจ ประกอบอาชีพดังนี้
  • 32.
    - วิถีชีวิต หมายถึงการคานึงถึงวัฒนธรรมของชุมชนหรือของ สังคมเพื่อการประเมินจะได้ไม่ผิดพลาด - ทาเลที่ตั้ง เป็นสิ่งสาคัญของกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อหรือ ผู้ใช้บริการเพราะแม้สินค้าจะดีแต่ทาเลที่ตั้งไม่ดีก็อาจจะทาให้กิจการ ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ผู้ที่จะทาให้กิจการเจริญก้าวหน้าในทาเลที่ไม่ ดีได้คือผู้ที่ผลิตสินค้าคุณภาพเหนือกว่าผู้อื่นและราคาต่ากว่าผู้อื่นซึ่ง เป็นไปได้ยาก ดังนั้นทาเลจึงเป็นสิ่งสาคัญอันดับต้นๆโดยเฉพาะสินค้า ที่เหมือนกัน ทาเลจะเป็นสิ่งชี้ขาดธุรกิจ - ทรัพยากรในท้องถิ่น การทาสิ่งใดต้องคานึงถึงทรัพยากรใน ท้องถิ่นด้วย ควรเลือกอาชีพที่สอดคล้องกับทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อที่จะ สามารถนาไปพัฒนาต่อได้ - การคมนาคมและการขนส่ง เป็นสิ่งสาคัญเพราะสินค้าที่ผลิต ได้อาจจะมีพ่อค้าคนกลางมาซื้อเพื่อนาไปขายต่อ หรือเราจาเป็นต้อง ซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ดังนั้นหากการคมนาคมสะดวกจะทาให้ง่ายต่อ การประกอบกิจการอีกทั้งอาจทาให้สามารถพัฒนากิจการได้รวดเร็วขึ้น 4.4 วิเคราะห์ความป็นไปได้ของกิจการ การวิเคราะหทความเป็นไปได้ของกิจการได้แก่ - วิเคราะหทตลาด ก่อนการดาเนินธุรกิจควรวิเคราะหทตลาดก่อน เสมอเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจ วิธีสังเกตว่าธุรกิจใดควรทา หรือไม่ควรทา ให้สังเกตว่าธุรกิจเหล่านั้นมีการเจริญเติบโตและขนาด ของธุรกิจใหญ่เพียงใด จากนั้นนามาวิเคราะหทถึงสภาพความเป็นจริง ถึงความเหมาะสม เงินทุนและความสามารถในการทาธุรกิจของตนเอง - กิจการที่มีการแข่งขันสูง ไม่ควรทาเพราะมีกาไรน้อยไม่ คุ้มค่ากับการลงทุนที่ต้องเสียไป สิ่งที่ควรระวังในการทาธุรกิจคือไม่ ควรเข้าไปในธุรกิจที่มีสินค้าประเภทเดียวกันคุณภาพเท่ากัน เป็น สินค้าที่ไม่สามารถสร้างสรรคทหรือสร้างความแตกต่างได้ - การผลิตสินค้าหรือดาเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน ในปัจจุบันเป็น เรื่องยากที่จะผลิตสินค้าใหม่ที่ไม่มีในตลาดหรือสินค้าที่เป็นนวตกรรม ดังนั้นการแข่งขันอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นวิธีที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนก็คือการสร้างความแตกต่างในความ เหมือน หากไม่สามารถทาได้ก็จะเกิดการแข่งขันด้านราคาทาให้กาไร น้อยลงจนทาให้กิจการที่มีเงืนทุนน้อยต้องปิดกิจการไป 5. การสร้างความต่างในความเหมือน 5.1 ความหมายของ Red Ocean และ Blue Ocean Red Ocean คือ การผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน และมีผู้ขาย จานวนมาก ทาให้เกิดการแข่งขันกันด้วยการตัดราคาสินค้า ซึ่งจะทา ให้กาไรที่ได้นั้นน้อยลงจนถึงขั้นขาดทุน (แปล มหาสมุทรสีเลือด สีแดง หมายถึงเลือดของผู้แข่งขันตัดราคากันเอง การแข่งขันตัดราคาจึง เหมือนการทาสงคราม) การแข่งขันเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ Blue Ocean คือ การผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ ผู้ประกอบการสามารถสร้างความแตกต่างในความเหมือนได้ เช่น มี ความคิดสร้างสรรคท มีบริการที่ดีเลิศ ทาให้ผู้ประกอบการสามารถยืน อยู่ได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เพราะ ตนเองไม่ได้แข่งตัดราคากับ ผู้อื่นแต่แข่งกับตนเอง ซึ่งก็คือการสร้างคุณภาพของสินค้า ทาให้มี
  • 33.
    ลูกค้าประจาเป็นจานวนมาก มีผลประกอบการดี กาไรสูง(แปล มหาสมุทรสีน้าเงิน ซึ่งหมายถึงไม่ต้องแข่งตัดราคากับผู้อื่น ไม่ต้องทา สงครามราคากับผู้อื่น) 5.2 ตัวอย่างการสร้างความต่างในความเหมือน หากทาสินค้าใดควรทาในสิ่งที่สามารถพัฒนาสร้างสรรคทได้ สามารถสร้างความแตกต่างในความเหมือนได้ จึงจะสามารถเข้าไปใน ตลาดได้ เช่น เสื้อยี่ห้อแตงโม เป็นสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการ ของลูกค้าได้ มีการตลาดที่ดี เช่น ก่อนนาสินค้าไปขายในต่างจังหวัด ได้มีการติดประกาศให้ลูกค้าทราบในหลายๆจุดของจังหวัด ทาให้ได้ ลูกค้าเป็นจานวนมาก , เครื่องปรับอากาศไซโจเดนกิช่วงที่เริ่มวางขาย เครื่องปรับอากาศของไซโจเดนกิมีเครื่องฟอกอากาศภายในตัวทาให้ สร้างความแตกต่างในความเหมือนกับบริษัทเครื่องปรับอากาศอื่นๆ อีกทั้งเมื่อบริษัทอื่นๆสามารถทาเครื่องฟอกอากาศภายในตัวได้ เช่นเดียวกับไซโจเดนกิ ไซโจเดนกิก็ได้มีการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดย การใช้น้ามาเป็นตัวระบายความร้อนเพื่อประหยัดไฟฟ้าทาให้สามารถ สร้างความแตกต่างในความเหมือนได้อีกครั้งหนึ่ง 5.3 การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า กรณีศึกษาด้านการสร้างความมั่นใจของลูกค้าคือ บริษัท รับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง บริษัทแห่งนี้มีนโยบายที่ชัดเจนและถือเป็น จุดแข็งของบริษัทที่บริษัทอื่นๆทาไม่ได้หรือทาได้ไม่ดีเท่านั่นก็คือการ ส่งงานได้ตรงเวลาเกือบทุกครั้ง แต่มีราคาสูงกว่าผู้รับเหมารายอื่น โดย ที่ผลงานที่ออกมานั่นมีคุณภาพเทียบเท่ากับบริษัทชั้นนาอื่นๆ ลูกค้าจึง ทดลองเปลี่ยนไปใช้บริการผู้รับเหมารายอื่นที่ราคาต่ากว่า ปรากฏว่า ส่งมอบงานล่าช้า ทาให้เสียหายมากกว่าได้ค่าปรับ ดังนั้นจึงกลับไปใช้ บริการบริษัทเดิมอีกครั้งและไม่คิดจะเปลี่ยนไปใช้บริการผู้รับเหมาราย อื่น ในกรณีศึกษานี้ ทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้สร้างความประทับใจ โดยการส่งงานตรงเวลาทาให้ลูกค้าประทับใจและไม่เปลี่ยนไปใช้ บริการที่อื่นอีก 5.4 ความคิดสร้างสรรค์ เกษตรกรพอเพียงประสบความสาเร็จในการทางานเพราะ ปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง เช่น การทางานหนักในช่วงต้นของงาน หรือธุรกิจ การทางานหนักในที่นี้หมายถึงการบุกเบิกอย่างจริงจัง และ ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีความรอบคอบ จากนั้นจึงมี การวิจัยเพื่อนามาวิเคราะหทความต้องการของลูกค้าเพื่อมาออกแบบ ผลิตภัณฑท โดยจะต้องสร้างความต่างและมีความคิดสร้างสรรคท เช่น - ธุรกิจร้านอาหาร ความต่างในความเหมือนก็คือ อาหารที่ อร่อยกว่า หากอาหารอร่อยเท่ากันแต่การตกแต่งอาหารดีกว่า , มีการ เพิ่มรายละเอียดของอาหารมากกว่า เช่น น้าจิ้มรสเด็ด เครื่องเคียง เครื่องปรุง , ภาชนะ ร้านสะอาดกว่า , การบริการดีเลิศ , บรรยากาศ ดีกว่า มีการวางแผนการปรับปรุงในอนาคต เช่น การปรับปรุงสูตร อาหารด้วยการทดลองชิมอาหารอื่นๆ การอ่านหนังสืออาหารเพิ่มเติม แล้วนาสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงอาหารของตน เป็นต้น
  • 34.
    - สินค้าเหมือนกันแต่คุณภาพสินค้าสูงกว่า หากคุณภาพ เท่ากันควรเน้นที่ประโยชนทใช่สอยที่มากกว่า, มีสินค้าหลากหลายกว่า , ผู้ขายมีบริการที่ดี เช่น ให้คาแนะนาในการเลือกซื้อให้เหมาะสมกับ การใช้งาน หากผู้ขายมีความรู้จะสามารถขายสินค้าได้ดีเพราะทาให้ผู้ ซื้อเลือกสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตน , การคัดเลือก สินค้าเข้าร้าน ควรเลือกสินค้าที่มีคุณภาพปานกลางราคาไม่แพงและ สินค้าคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล มึควรนาสินค้าที่ราคาถูกแต่ไม่มี คุณภาพ เพราะเท่ากับเป็นการหลอกลวงลูกค้า แม้คู่แข่งหรือตลาด ส่วนใหญ่จะมีสินค้าลักษณะนี้ก็ควรจะสร้างเอกลักษณทของตนเอง ไม่นา สินค้าเหล่านี้มาจาหน่าย เมื่อทาเช่นนี้ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อโดยไม่ใช้ ราคาเป็นที่ตั้ง ลูกค้าจะเชื่อถือเพราะผู้ขายมีความจริงใจและซื่อสัตยท ทาให้ลูก้าประทับใจกลายเป็นลูกค้าประจา - การบริการบางประเภท เช่น ร้านตัดผม สปา บรรยากาศถือ เป็นสิ่งสาคัญมาก ทั้งการตกแต่งร้าน เสียงเพลง และกลิ่นหอมของสาร ธรรมชาติ โดยเฉพาะการตกแต่งร้านควรพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะ บรรยากาศของร้านทาให้ผ่อนคลาย นี่คือปัจจัยสาคัญที่ทาให้คนเข้า ร้าน เมื่อลูกค้ามาใช้บริการแล้วก็ทาให้ลูกค้าประทับใจในการบริการ เมื่อลูกค้าประทับใจก็จะไปแนะนาลูกค้ารายอื่นให้มาใช้บริการด้วย 6. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑท คือ กระบวนการหนึ่งของการเพิ่มมูลค่า สินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑทเป็นหัวใจของสินค้าทุกชนิด กล่าวคือ สินค้าแต่ละอย่างล้วนเกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑททั้งสิ้น หากไม่มีการ พัฒนาผลิตภัณฑท สินค้าต่างๆอาจจะไม่มีหรือมีน้อยมาก การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็น ผลิตภัณฑท แต่การพัฒนาที่กล่าวถึงนี้เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑทเพื่อเพิ่ม มูลค่าสินค้า เช่น การเพิ่มมูลค่าเสื้อด้วยการเพนททสี , เพิ่มมูลค่าอาหาร ด้วยการสร้างบรรยากาศ , เพิ่มมูลค่าเครื่องดื่มด้วยการเพิ่มดอก กล้วยไม้ สับปะรด เพื่อตกแต่งเครื่องดื่ม เป็นต้น 7. การบริหารจัดการภาคปฏิบัติ เมื่อเริ่มต้นลงมือทา ผู้ประกอบการจะต้องนาทฤษฎีมาเข้าสู่การ ปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจเพื่อนาไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ได้แก่ - ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ - เลือกทาในสิ่งที่ตนเองรัก - รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา - ผู้เริ่มทากิจการใหม่จะต้องทางานหนักในระยะแรก - การใช้สมองดีกว่าการใช้เงินทุน 7.1 ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ ทฤษฎีและปฏิบัตินั้นแตกต่างกันในด้านมิติ หากเปรียบเทียบ ทฤษฎีเปรียบเสมือนภาพ 2 มิติประกอบด้วยกว้างและยาว ส่วนการ ปฏิบัตินั้นเปรียบเสมือนภาพ 3 มิติหรือมากกว่านั้น กล่าวคือ การ
  • 35.
    ปฏิบัติในบางเรื่อง บางสถานการณท ไม่อาจบรรยายเป็นภาพเพื่อสื่อ สารให้เข้าใจได้เช่นเดียวกับความหวาน ความเค็ม สิ่งเหล่านี้ไม่ สามารถบรรยายเป็นภาษาได้ ยกเว้นผู้ที่ได้ลิ้มรสเท่านั้นที่จะเข้าใจ ด้วยเหตุนี้หลายสิ่งในการปฏิบัติจึงไม่สามารถเขียนเป็นตัวอักษรทาง ทฤษฎีได้ทั้งประสบการณท บทเรียน ความล้มเหลว หากเปรียบเทียบ ทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว ผู้ที่เรียนทฤษฎีเป็นผู้ที่อยู่เชิงเขาหรือตีนเขา ส่วนผู้ที่รู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติคือผู้ที่อยู่บนยอดเขา ผู้ที่อยู่บนยอดเขา สามารถมองเห็ยได้ทั้งใกล้และไกลย่อมมีวิสัยทัศนทมากกว่า เพราะมี ประสบการณทมากกว่า ทฤษฎีและปฏิบัติที่เป็นจริงมีความแตกต่างกันอย่างมากเพราะ ภาคปฏิบัติมีความซับซ้อนของเหตุการณท แต่ทั้งหมดนี้ต้องผ่านเข้ามา ในการวินิจฉัยของเรา ซึ่งผู้ที่มีประสบการณทน้อยจะมองปัญหาไม่ลึกซึ้ง เพียงพอเพราะสิ่งเหล่านี้จะรู้ได้จาเป็นต้องผ่านการปฎิบัติทั้งนั้น ผู้เริ่มทาธุรกิจเป็นครั้งแรกควรหาประสบการณทจากการทางาน ในด้านอื่นๆหรือทาธุรกิจที่มีความสัมพันธทหรือใกล้เคียงกับ ประสบการณทที่ทามาหรือเป็นธุรกิจประเภทเดียวกับประสบการณท ตนเองก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้มีประสบการณทตรงจะ ไม่มีอุปสรรค สิ่งหนึ่งที่จะต้องพบก็คือปัญหารายได้เพียงพอต่อรายจ่าย หรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีที่มีการตั้งบริษัท ดังนั้นหนทางที่ ปลอกภัยที่สุดคือประหยัดค่าใช้จ่าย การประหยัดค่าใช้จ่ายที่ถูกวิธีคือการเริ่มต้นธุรกิจควรเริ่มจาก ตนเองก่อน เมื่อกิจการมีกาไรมากขึ้นตลาดขยายตัวจนไม่สามารถ ทางานเพียงคนเดียวได้จึงขยายกิจการ โดยใช้เงินกาไรที่สะสมมา ขยายกิจการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยง 7.2 เลือกทาสิ่งที่ตนรัก ควรเลือกทากิจการในสิ่งที่ตนรักเพราะเมื่อเรารักสิ่งใดเราก็จะ เต็มใจทาทุกๆอย่างโดยไม่เหน็ดเหนื่อย เราอาจจะต้องใช้เวลาในการ ฝึกฝนศึกษาสิ่งต่างๆเป็นเวลานาน แต่เมื่อประสบความสาเร็จแล้วเราก็ จะเข้าถึงแก่นของสิ่งเหล่านั้น เราสามารถประยุกตทความรู้และ ประสบการณทที่มีมาใช้ได้กับทุกสิ่งหรือเกือบทุกสิ่งตามที่ต้องการ 7.3 การรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา การรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ทา เป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดของกิจการและ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรจะมี การจะรู้ลึกรู้จริงได้จะต้องเรียนรู้ ตลอดชีวิต ผลของการรู้จริงกับรู้ไม่จริงต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างที่ เห็นได้ชัดเจนคือร้านอาหาร กิจการประเภทนี้หากรู้จริงจะสามารถ สร้างฐานะได้อย่างมั่นคงในเวลาไม่นานเพราะรสชาติอาหารที่ถูกปาก เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา สาหรับธุรกิจร้านอาหาร ผู้ที่รู้จริงก็คือผู้ที่ ทาอาหารได้อร่อย มีคนเข้ามากินเป็นจานวนมาก ต่างจากผู้ไม่รู้จริง ย่อมมีลูกค้าไม่มากนัก กิจการจึงพออยู่ได้ไปวันๆหนึ่งเท่านั้น ความ แตกต่างของทั้งสองร้านคือ ผู้รู้จริงจะเหนื่อยเพียงช่วงสั้นๆของชีวิต เท่านั้นโดยช่วงเวลาที่เหนื่อยก็คือการค้นหาความรู้ให้เป็นผู้รู้จริง เมื่อ เริ่มกิจการแม้จะเหนื่อยที่มีลูกค้าเป็นจานวนมากแต่ก็มีความสุข ต่าง
  • 36.
    กับผู้ที่รู้ไม่จริงที่ต้องเหนื่อยไปตลอดชีวิต ที่เหนื่อยไม่ใช่เหนื่อยกายแต่ เป็นเหนื่อยใจเพราะรายได้มีเพียงแค่ใช้จ่ายไปวันๆหนึ่งเท่านั้น มีเงิน เก็บเพียงเล็กน้อยหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอาจทาให้ชีวิตกระทยกระ เทือนได้ การจะเป็นผู้ที่รู้จริงนั้นจะต้องมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนทาและ ต้องมีการวางแผนที่ดีเช่น เริ่มจากการหาความรู้และลงมือปฏิบัติ เมื่อ ปฏิบัติเสร็จสิ้นจึงมาหาข้อบงพร่องที่เกิดขึ้นและกลับไปหาความรู้ใหม่ เพื่อมาแก้ไขจุดบ่งพร่องนั้น เมื่อมีความรู้แล้วจึงลงมือปฏิบัติ ทาอย่างนี้ ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะประสบความสาเร็จ 7.4 การหาประสบการณ์ของผู้เริ่มต้นทาธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการหน้าใหม่มักจะประสบอุปสรรคในการทากิจการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยพบมาก่อนเนื่องจากยังไม่มีประสบการณท ดังนั้นวิธี แก้คือ การเรียนรู้จากผู้อื่นหรือก็คือการศึกษา การศึกษาเป็นทางลัด สาหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณทตรงได้เรียนรู้ประสบการณทของผู้อื่นที่ ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ การเรียนด้านการบริหารจัดการ จึง เป็นเครื่องมือสาคัญในการเริ่มต้นอย่างถูกต้องมีความเสี่ยงน้อย 7.5 ใช้สมองสาคัญกว่าเงินทุน การตัดสินใจทากิจการใด หากลงทุนอย่างขาดการพิจารณา อย่างรอบด้านจะทาให้เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาลถึงขั้นกิจการกาไร น้อยหรืออาจจะต้องปิดกิจการ ผู้ที่มีประสบการณทน้อยก็จะต้องทุ่มเท อย่างหนักในช่วงต้นใช้สมองไตร่ตรองสถานการณทที่เกิดขึ้น วิเคราะหท ปัญหาบ่อยๆ ก่อนจะลงมือทาสิ่งใดต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน วางแผนอย่างรอบคอบ และต้องมุ่งมั่นทาให้ได้ 8. การเรียนรู้ตลอดชีวิต 8.1 ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ การเรียนรู้สิ่งต่างๆควรเริ่มตั้งแต่เยาวทวัย การปลูกฝั่งตั้งแต่วัย เยาวทเป็นการปูรากฐานที่สาคัญยิ่ง การเรียนรู้ของเด็กอายุ 5 -12 ปีนั้น ง่ายและได้ผลกว่าการเรียนรู้ของผู้ที่มีอายุมาก เพราะ 2 ปัจจัย - ปัจจัยภายใน วัยเด็กจะเป็นวัยที่มีการศึกษาเองตาม ธรรมชาติ รับความรู้ต่างๆได้ง่ายโดยไม่ต้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาพูด การเรียนภาษาพูดของเด็กอายุน้อยจะเหมือนกับการพูดกับ พ่อแม่เพื่อน การนอนเล่น แต่การเรียนภาษาพูดของผู้ใหญ่นั้นเหมือน การศึกษาวิชายากอีกวิชาหนึ่ง - ปัจจัยภายนอก เมื่ออายุยังน้อยทุกๆสิ่งรอบตัวเปรียบเสมือน สิ่งแปลกใหม่อีกทั้งเด็กนั้นมีความอยากรู้อยากเห็น ทาให้เด็กซึบซับ อะไรต่างๆได้โดยง่าย 8.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิตของแต่ละอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นองคทประกอบหนึ่งที่สนับสนุนปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถแยกเป็นอาชีพต่างๆได้ดังนี้ - เกษตรกร การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเกษตรกรคือการ สร้างสรรคทเรียนรู้จากงานที่ทา หากเป็นเกษตรกรเคมีที่หันมาทา เกษตรพอเพียง เกษตรกรจะต้องพึ่งตนเอง ด้วยการผลิตอาหารเพื่อ
  • 37.
    บริโภค ผลิตปุ๋ ยยาควบคุมศูตรูพืชจากสมุนไพร สิ่งเหล่านี้บังคับ เกษตรกรให้คิดค้น เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วเกษตรกรบางคนยังไม่หยุด เพียงเท่านี้ ยังค้นคว้าสิ่งที่ตนอย่างรู้และเป็นประโยชนทต่อตนเองใน อนาคตอีกด้วย - เจ้าของกิจการ การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเจ้าของกิจการคือ การได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยาเพราะตามปกติเจ้าของกิจการ ขนาดกลางและขนาดใหญ่ต้องมีประสบการณทมาอย่างโชกโชน ปัจจัยที่ ทาให้บุคคลเหล่านี้ไม่ประสบความสาเร็จก็คือการทากิจการที่ตนเองไม่ มีประสบการณทไม่ถนัดหรือมีข้อมูลไม่พียงพอ ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของ กิจการนักลงทุนต้องเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องอ่านหนังสือมาก หาก เป็นคนที่กว้างขวางก็จะได้ข้อมูลเชิงลึก ที่ต้องหาความรู้เพิ่มขึ้นเพื่อ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นและใช้ในการขยายกิจการ - อาชีพรับจ้างและอาชีพอิสระ อาชีพเหล่านี้ควรเป็นผู้ใฝ่หา ความรู้อยู่ตลอดชีวิต ความรู้เหล่านั้นอาจจะเป็นงานอดิเรก หรืออื่นๆก็ ได้ตามความชอบ สิ่งเหล่านี้ไม่มีโทษสามารถทาให้เราเพลิดเพลินและ ผ่อนคลายอีกทั้งถ้าหากมีความคิดสร้างสรรคทไม่เหมือนใคร ก็อาจจะ สามารถประกอบเป็นอาชีพที่มั่นคงหรืออาชีพเสริมโดยไม่มีความเสี่ยง แม้แต่น้อย 8.3 งานอดิเรกเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีความสุข งานอดิเรก คือ งานที่ทาด้วยใจรัก เป็นงานที่ได้พักผ่อนไปใน ตัวเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชนท งานอดิเรกอาจพัฒนาเป็นการ เรียนรู้ที่สาคัญและกลายเป็นผู้รู้ลึกรู้จริงได้ หากมีความคิดสร้างสรรคท ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง เป็นต้น 8.4 อุปสรรคของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การทางานไม่ว่าจะเป็นงานใดก็จะต้องใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่หลังจากสาเร็จการศึกษาและได้ทางานแล้ว จะไม่ใส่ใจ ต่อการศึกษาหรือการเรียนรู้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถพัฒนา ตนเองได้ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ในไม่ช้าจะประสบปัญหาติดตามมามากมาย 8.5 ปัญหาการอ่านหนังสือของคนไทย เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของประเทศไทยนั้นยังล้า หลังอยู่มาก ระบบการศึกษาในประเทศไทยนั้นทาให้ผู้เรียนเกือบทุก คนมองการเรียนและการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่จาเป็นต้องทาเพื่อให้จบ การศึกษาเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงไม่สนใจที่จะเรียนหรืออ่านหนังสือ เพิ่มเติมอีกต่อไปเพราะไม่มีใครอยากกลับไปทุกขททรมานแบบเดิมอีก ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย 8.6 การสร้างนวตกรรม การทางานของเกษตรกรพอเพียงจะคล้ายคลึงกับนักทดลอง มี การทดลองสูตรปุ๋ยอินทรียทชีวภาพ สูตรฮอรทโมน สูตรยาควบคุมแมลง ด้วยสมุนไพรที่ทาเอง มีการปลูกพืชแบบต่างๆสังเกตการเจริญเติบโต ของพืช สังเกตการตอบสนองต่อปุ๋ยชีวภาพ สังเกตการใช้ยาควบคุม
  • 38.
    แมลงด้วยสมุนไพร ดูว่าผลการทดลองเป็นอย่างไร แล้วเลือกวิธีการที่ดี ที่สุดจะเห็นได้ชัดว่าเกษตรกรผสมผสานนั้นเป็นนักคิดค้นและสร้างสิ่ง ใหม่ๆตลอดเวลา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของ เกษตรกร จากผู้ที่ไม่สนใจค้นคว้าความรู้ในเรื่องที่ตนเองทา ไม่มีการ พัฒนาตนเอง กลายมาเป็นผู้รู้ในเรื่องเกษตรและเป็นผู้รู้จริง 8.7 รู้จริงในสิ่งที่ทา การจะรู้ลึกรู้จริงจะต้องรู้จักตนเองก่อน ซึ่งก็คือการวิเคราะหท ตนเองอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผย ไม่บิดเบือนเช่นนี้จึงจะวิเคราะหท ตนเองได่อย่างถูกต้อง การวิเคราะหทตนเองมีหลักการง่ายๆคือ ถาม ตนเองว่า ‘รู้จริงในสิ่งนั้นหรือไม่?’ ถ้าไม่ก็ให้ถามต่อไปว่า ‘จะพัฒนา ตนเองในอนาคตให้รู้จริงไหม?’ ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาตนเองไม่หยุด เพราะในเมื่อเรายังไม่ใช่ผู้รู้จริงก็ทาให้เป็นผู้รู้จริงเสีย การจะทาสิ่งใดให้ สาเร็จจะต้องเป็นผู้รู้ลึกรู้จริงเท่านั้นจึงจะทาให้กิจการก้าวหน้าไปได้ อย่างมั่นคง ผู้รู้จริงนั้นคือผู้ที่สามารถนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 9. กฏทั่วไปของคุณภาพในสิ่งต่างๆ ตามกฏทั่วไปคุณภาพของคนและสิ่งต่างๆจะมี 3 ระดับคือ สูงสุด ปานกลาง ต่าสุด ค่าที่ได้จะออกมาในรูปแบบเชิงร้อยละ เช่น 10:80:10 หรือ 25:65:10 เป็นต้น 10. การบริหารจัดการกิจกรรมหรือวิสาหกิจของชุมชน เมื่อชุมชนมีกิจกรรมหรือวิสาหกิจเกิดขึ้น ชุมชนจาเป็นที่จะต้องมี การบริหารจัดการเพื่อที่จะทาให้กิจกรรมหรือวิสาหกิจนั้นขับเคลื่อน ต่อไปได้ ตัวอย่างการบริหารจัดการกิจกรรมของชุมชน เช่น - กองทุนชุมชนหรือสัจจะออมทรัพยท เป็นเสมือนธนาคารของ ชุมชน เป็นแหล่งเงินกู้ของชุมชน ผู้ฝากเงินจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก และ ได้เงินปันผลสิ้นปี อีกทั้งกองทุนชุมชนยังจัดสวัสดิการให้กับคนใน ชุมชน - โรงสีชุมชน ทาให้ชุมชนสีแล้วและซื้อราข้าวได้ในราคาถูก และผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลสิ้นปี - ธนาคารข้าว/การสู่ขวัญข้าว เป็นที่เก็บพันธุทข้าวท้องถิ่นไม่ให้ สูญหายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการตัดต่อพันธุทข้าวในอนาคต - ธนาคารปลา สถานที่เก็บพันธุทปลา เพื่ออนุรักษทไม่ให้สูญหาย - การแปรรูปสมุนไพร เช่น ยากันยุงทาจากตะไคร้หอม - การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น การกวนสับปะรด - ข้าวกล้องและข้าวกล้องงอก เป็นการส่งเสริมอาหารสุขภาพ - น้าดื่มสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ มะยม - หีบอ้อย/ทาน้าตาลจากอ้อย เพื่อใช้ในการบริโภคและเป็น วัตถุดิบสาคัญในการทาน้าสกัดชีวภาพและฮอรทโมน ทาให้ไม่ต้องซื้อ กากน้าตาลอีกต่อไป - พืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ - ป่าชุมชน รักษาป่าไว้เพื่อเป็นแหล่งพันธุทไม้และสมุนไพรที่ สาคัญ พร้อมทั้งจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว
  • 39.
    - อื่นๆ เมื่อมีกิจกรรมหรือวิสาหกิจแล้ว จะต้องมีวิธีการบริหารอย่าง ถูกต้องดังนี้  มีบุคคลรับผิดชอบในระดับต่างๆและมีวิธีการบริหาร จัดการทรัพยากร เช่น บุคลากร สถานที่ เครื่องมือ  จัดบรรยากาศแนวราบ มีการบริหารแบบเอื้ออานวย (Empower) ภายในชุมชนหรือให้แต่ละส่วนมีอานาจ ในการบริหารตนเอง ซึ่งฝ่ายบนจะใช้ระบบการทางาน และการตรวจสอบเพื่อบริหารจัดการ  ดาเนินการให้กิจกรรมจัดการความรู้แฝงอยู่ในงาน ประจา  จัดการศึกษาอบรม สัมมนาให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้ทางานในชุมชนมีองคทความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพ ของประชากร 11. การสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลตัวอย่าง ในการศึกษาประวัติของผู้ประสบความสาเร็จ คนเหล่านั้นไม่เคย ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลาบาก การที่คนเหล่ามีมี คุณสมบัติเช่นนี้เพราะมีแรงบันดาลใจ (Inspiration) โดยแรงบันดาลใจ นั้นก่อให้เกิดความมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นก่อให้เกิดความเพียร ความเพียร เป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความสาเร็จ โดยในหัวข้อนี้บุคคลตัวอย่างที่จะพูดถึงก็คือ สตีฟ จ๊อบสท สตีฟ จ๊อบสท บุคคลที่เป็นผู้สร้างนวตกรรมที่สั่นสะเทือนโลก ผู้ สร้างสรรคทงานออกแบบด้านคอมพิวเตอรทและอิเล็กทรอนิกสททั้งๆที่เขา ไม่ใช่วิศวกร ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมและอิเล็กทรอนิกสทแต่ สตีฟ จ๊อบสท รู้ว่าควรจะสร้างสิ่งใดให้ผู้บริโภคและเขาจะไม่ยอมถอยถ้า หากยังไม่ประสบความสาเร็จ ในปี ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) สตีฟ จ๊อบสท ร่วมกับเพื่อนชื่อ สตีฟ วอซเนียก จัดตั้งบริษัทแอปเปิ้ล เพื่อผลิตเครื่องคอมพิวเตอรทส่วน บุคคลและระบบปฏิบัติการขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก คือเครื่องแอปเปิ้ล ในปีต่อมาพัฒนาเป็นรุ่นแอปเปิ้ลทู ซึ่งเครื่องแอปเปิ้ลทูทาให้ทุกคน สามารถซื้อและใช้เครื่องคอมพิวเตอรทที่มีขนาดเล็กได้ ซึ่งในขณะนั้น เครื่องคอมพิวเตอรทมีขนาดใหญ่ เครื่องแอปเปิ้ลทูได้รับการตอบรับจาก ลูกค้าเป็นอย่างดี ทาให้เขากลายเป็นเศรษฐีขณะอายุยังน้อย ในปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) เขาได้ใช้รูปกราฟฟิก (Graphic Interface) หรือ ไอคอน (Icon) แทนคาสั่งด้วยตัวอักษรในเครื่อง คอมพิวเตอรทรุ่นใหม่ที่ชื่อ “ แมคอินทอช “ เขานาการสั่งงานด้วยภาพ กราฟฟิกมาใช้กับคอมพิวเตอรทเป็นครั้งแรกซึ่งในช่วงเวลานั้นนับเป็น สิ่งที่มหัศจรรยทมาก สตีฟ จ๊อบสท ต้องประสบกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) ภายหลังจากการประสบปัญหาขัดแย้งเรื่องอานวจภายใน บริษัท สตีฟ จ๊อบสท ถูกคณะกรรมการบริหารของแอปเปิ้ลถอดออกจาก ภารกิจต่างๆที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบ ทาให้เขาต้องลาออกจากบริษัทที่ เขาสร้างขึ้นมา
  • 40.
    เมื่อเขาต้องออกจากบริษัทของตนเอง เขาได้ใช้โอกาสที่ไม่มี ภาระผูกพันกับใคร ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆพร้อมทั้งศึกษาอดีตและ เหตุการณทที่เกิดขึ้นว่าตนเองมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ในปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เขาได้เริ่มต้นใหม่โดยร่วมกับ เอ็ดวิน แคทมัลลท ซื้อกิจการ บริษัท “ พิกซารท แอนิเมชั่นสตูดิโอ “ ต่อมาอีก 10 ปีหรือใน ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) บริษัทนี้ก็มีผลงานออกมาเป็นภาพยนตทอะนิเมชั่นเรื่องแรก ของโลกชื่อ “ ทอย สตอรี่ “ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมทั่วโลกเป็น อย่างดีและได้สร้างภาพยนตทต่อมาอีกหลายเรื่อง ต่อมาในปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) บริษัทวอลตทดีสนียท ได้ขอซื้อกิจการบริษัท พิกซารท แอนิ เมชั่นสตูดิโอ โดยวิธีแลกหุ้นเป็นมูลค่าถึง 7,400 ล้านดอลลารทสหรัฐ (222,000 ล้านบาท) ในที่สุดเขาก็ขายบริษัทนี้ให้กับวอลตทดีสนียท ในระหว่างที่ทาบริษัท พิกซารท แอนิเมชั่นสตูดิโอ สตีฟ จ๊อบสท ยังเป็นเจ้าของบริษัทเน็กซท (NEXT) บริษัทเน็กซทเป็นบริษัทที่ออกแบบ สถาปัตยกรรมของเครื่องคอมพิวเตอรท (เช่น เครื่องแม็คอินทอช ออกแบบเครื่องพีซี) และรวมทั้งการออกแบบระบบปฏิบัติการของ เครื่องคอมพิวเตอรทด้วย (เช่น ออกแบบระบบปฏิบัติการของ แม็คอินทอช ระบบปฏิบัติการวินโดสท) ระบบเน็กซทของ สตีฟ จ๊อบสท มี ความเสถียรและประสิทธิภาพสูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆในยุค เดียวกัน ในปี ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) สตีฟ จ๊อปสท ได้กลับเข้ามาทางาน อีกครั้ง โดยสถานะบริษัทแอปเปิลในขณะนั้นง่อนแง่นเต็มที สตีฟ จ๊อปสท สามารถกอบกู้บริษัทแอปเปิ้ลให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเช่นอดีต สตีฟ จ๊อปสท ทาให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้น จนได้กาไรอย่าง มหาศาล หุ้นของแอปเปิลขึ้นถึง 900 ดอลลารทสหรัฐในกลางปี ค.ศ. 2012 ผลงานล่าสุดของ สตีฟ จ๊อปส์ ประมาณปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ.2544) สตีฟ จ๊อปสท ได้ออก ผลิตภัณฑทใหม่ชื่อ ไอพอด (iPod) เป็นเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาที่มี ขนาดเล็ก ไอพอดสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง ซึ่งในขณะนั้น การฟังเพลงจะต้องใช้เครื่องเล่นซีดีหรือเอ็มพี 3 (MP3) แบบพกพา เป็นเครื่องเล่นขนาดใหญ่ จึงทาให้การพกพาไม่สะดวก เมื่อผลิตภัณฑท ของเขาออกมาจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี - สตีฟ จ๊อปสท ได้ทาเว็บไซดทชื่อ ไอทูน (iTune) เป็นเว็บไซดทที่ สามารถเลือกซื้อเพลงด้วยวิธีการดาวนทโหลดจากอินเทอรทเน็ตซึ่งสิ่งนี้ สนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพราะผู้ซื้อจานวนมากไม่ ต้องการเพลงทั้งหมด แต่ต้องการบางเพลงที่ชอบเท่านั้น การสั่งซื้อ สามารถทาได้ 24 ชั่วโมง ไม่จาเป็นที่จะต้องเดินทางไปซื้อที่ร้าน แผ่นเสียง การเปิดตัวของไอทูนจึงเป็นมิติใหม่แห่งวงการขายแผ่นเสียง ของโลก เพราะทาให้โฉมหน้าของการขายแผ่นเสียงเปลี่ยนแปลงไป อย่างสิ้นเชิง - สตีฟ จ๊อปสท ได้ออกผลิตภัณฑทใหม่ชื่อ ไอโฟน (iPhone) สิ่งที่ ไอโฟนมีแต่โทรศัพททอื่นไม่มีก็คือการใช้งานง่ายด้วยการสัมผัสหน้าจอ กับไอคอนเท่านั้น และไอโฟนก็คือการรวมโทรศัพททมือถือและ คอมพิวเตอรทไว้ในเครื่องเดียวกัน มีหน้าจอและแป้นพิมพทที่มีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามไอโฟนเป็นผลิตภัณฑทที่ปฏิวัติวงการโทรศัพททมือถือได้
  • 41.
    อย่างสิ้นเชิง ในเวลาต่อมาผู้ผผลิตรายอื่นๆต่างออกแบบผลิตภัณฑท คล้ายคลึงกับไอโฟนเพื่อแข่งขันกันในตลาด - สตีฟจ๊อปสท ได้สั่นสะเทือนวงการอีกครั้งนึงได้ออกผลิตภัณฑท ที่ชื่อว่า ไอแพด (iPad) ซึ่งไอแพดได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการ คอมพิวเตอรท การศึกษาและอินเทอรทเน็ต เพราะมีประสิทธิภาพเท่า เครื่องคอมพิวเตอรททุกประการ สะดวกต่อการใช้งาน สามารถพกพาได้ ง่ายในการใช้คาสั่ง เพราะสั่งด้วยการสัมผัสหน้าจอ การที่หน้าจอมี ขนาดใหญ่ ไอแพดจึงเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการศึกษา สามารถพกพาเข้าห้องเรียนได้ โดยครูผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือ ประกอบบการสอนที่มีคุณภาพสูงสามารถดาวนทโหลดเนื้อหาวิชาการ หรือหนังสือราวกับมีห้องสมุดอยู่ในห้องเรียน ทาให้การสอนของครูมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ผลงานของ สตีฟ จ๊อปสท เป็นที่ประจักษทและเป็นที่ยอมรับของ คนทั้งโลก ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอรท โทรศัพททมือถือ แท๊ปเล็ต ที่มีจาหน่ายเป็นจานวนมากมายมหาศาลในยุคปัจจุบันล้วนเป็นผลงาน การบุกเบิกของ สตีฟ จ๊อปสท สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากจินตตนาการ และความมุ่งมั่นของ สตีฟ จ๊อปสท ทั้งสิ้น สตีฟ จ๊อปสท เสียชีวิตในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554 (ค.ศ.2011) เพราะโรคมะเร็งในตับ ด้วยวัยเพียง 56 ปี จากตัวอย่างการทางานของ สตีฟ จ๊อปสท เราจะเห็นได้อย่าง ชัดเจนว่า เขาต้องประสบอุปสรรคในชีวิตอย่างมากมาย แต่อุปสรรค เหล่านี้ไม่สามารถขัดขวางความยิ่งใหญ่ของเขาได้ อุปสรรคและความ ล้มเหลวกลับทาให้เขาได้รับบทเรียนและกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง วิธี ทางานและผลงานของ สตีฟ จ๊อปสท สอดคล้องกับคาพูดของเขาที่ว่า “ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากมีความมุ่งมั่น จะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ” สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สาคัญในการสร้างนวตกรรมก็คือ การทา จินตนาการให้เป็นจริง เพราะการบุกเบิกสิ่งใหม่ จะต้องพบกับอุปสรรค อย่างมากมาย ดังนั้นแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นจึงเป็นสิ่งที่ทาให้ ชนะอุปสรรคทั้งปวงได้ หากนาสิ่งที่สตีฟ จ๊อปสททาสาเร็จมาปรับใช้กับ ชีวิตและการพัฒนาผลิตภัณฑท อาจนาจินตนาการและความมุ่งมั่นเพียง 10% มาใช้เท่านั้น เราก็จะแก้ไขปัญหาต่างได้อย่างสิ้นเชิง
  • 42.
    ในปัจจุบันนั้นผู้บริโภคทั้งหลายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆเป็นอย่างมากเนื่องจากผลิตภัณฑทอาหารส่วนใหญ่นั้นมีสารเคมีตกค้าง อีกทั้ง สภาพแวดล้อมต่างๆมีเป็นพิษต่อสุขภาพ ดังนั้นผู้บริโภคควรมีวิจารณญาณในการเลือกกินเลือกใช้หันมาบริโภคผลิตภัณฑทที่ได้จากเกษตรอินทรียทเพื่อ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆขึ้น
  • 44.
    การจัดการปัญหาสุขภาพ ในปัจจุบันผู้บริโภครวมทั้งผู้ที่อยู่ในเมืองหลวง มีความเสี่ยงที่จะ เป็นโรคด้วยสาเหตุต่างๆมากกมาย เช่น ได้รับสารพิษจากอากาศในรูปของฝุ่นละออง ผู้ที่ทางานใกล้กับ ถนนที่มีการจราจรแออัดนั้นจะได้รับพิษจากท่อไอเสียโดยตรง โดยไอเสียเหล่านี้หากสูดดมไปมากๆในระยะยาวอาจะทาให้เป็น โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และอาจสามารถพัฒนาไปเป็น โรคมะเร็งได้  การบริโภคอาหาร ทาให้ร่างกายได้รับสารพิษสะสมเป็นจานวน มาก เช่น ผักและผลไม้ที่มีฆ่ากาจัดศัตรูพืชตกค้าง หรือ เนื้อสัตวท ที่มีสารเคมีตกค้าง ร่างกายจะได้รับสารเคมีสะสมทุกวันตลอดชีวิต แม้สารเคมีนั้นจะ ได้รับอนุญาตให้ผสมในอาหารได้ก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า อาหารเกือบทุก ชนิดมีส่วนผสมของสารเคมี เมื่อรับประทานที่ละเล็กทีละน้อยในที่สุดก็จะ ไปเพิ่มปริมาณสารเคมีในร่างกาย แม้ร่างกายจะสามารถขับสารพิษออก ท่งตับและไตได้ แต่ก็จะทาให้ตับและไตทางานหนักจนเสื่อมสภาพไปใน ที่สุด ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้ยังมีผลทาให้อวัยวะภายในของร่างกายอ่อนแอ ไปด้วย ตัวอย่างสารเคมีในอาหาร เช่น - สารไนไตรตทหรือวัตถุกันเสียที่ผสมในอาหาร - สารโซเดียม ได้แก่ เกลือแกง น้าปลา ของหมักดอง ผงชูรส ผง ฟู เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ตับและไตจะต้องทางานหนักเพื่อ ขับของเสีย - น้าตาลทรายขาว ขนมปังขาว มีสารฟอกขาวอยู่ในอาหาร - แป้ง (คารทโบไฮเดรต) ไขมัน โปรตีน แม้จะเป็นอาหารที่จาเป็นที่ จะต้องบริโภค แต่หากบริโภคมากเกินไปก็จะเป็นโทษกับร่างกาย จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาหารแทบทุกชนิดล้วนมีสารเคมี ซึ่ง เป็นสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการแต่มนุษยทต้องการรสชาติและสีสันของ อาหารที่น่ารับประทานจึงทาให้เกิดการใส่สารเคมีเพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการดังกล่าว สารเคมีเหล่านี้จะทาให้ตับไตทางานหนักแม้สารเหล่านี้ จะมีโทษไม่มากนักและร่างกายสามารถขับออกได้ แต่อาจก่อให้เกิดโทษ ต่อร่างกายได้หากรับประทานในปริมาณมาก หรือแม้กระทั่งอาหาร จาพวก โปรตีน ไขมัน คารทโบไฮเดรต หากรับประทานมากเกินไปก็จะ เป็นโทษกับร่างกาย มนุษยทยุคปัจจุบันยังเป็นโรคที่ยารักษาไม่หายเพราะได้รับสารพิษ สารแปลกปลอม รวมทั้งการปฏิบัติตัวของคนไข้ ได้แก่ 1. โรคมะเร็ง เป็นโรคที่ยากต่อการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่ - ได้รับสารพิษสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน เช่น ยากาจัด ศัตรูพืช สารเคมีตกค้างในเนื้อสัตวท ยากันบูด ควันบุหรี่ เชื้อ ราอัลฟาท็อกซินในถั่วลิสงและพริกป่นที่ขึ้นรา น้ามันที่ทอด หลายครั้ง ถังบรรจุน้าที่ได้รับแสงแดดมากเกินไปและไม่ใช่ ภาชนะที่ออกแบบมาใส่น้าดื่มโดยเฉพาะพลาสติกจะละลายใน น้าดื่ม - สิ่งที่ระคายเคืองก็สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ เช่น ดื่มน้าชาที่ ร้อนจัดเป็นเวลายาวนานจึงเกิดการระคายเคืองของหลอดอาหาร ต่อเนื่องนานหลายปีทาให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ท้องผูกเป็น เวลานาน
  • 45.
    ต้นไม้ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สาคัญมากเพราะสามารถสร้างแป้งซึ่งเป็นแหล่งอาหารตั้งต้นให้กับสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถนามันไป สร้างประโยชนทได้มากมายไม่ว่าจะเป็น สร้างบ้านสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ทอผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่ในสังคมปัจจุบันที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่าง รวดเร็วทาให้ป่าไม้ถูกทาลายไปในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน แม้แต่บรรพบุรุษของมนุษยทที่ใช้ทรัพยากรในธรรมชาติใน 1 ล้านปี ยังเทียบไม่ได้กับ มนุษยทในยุคปัจจุบันที่ใช้ทรัพยากรเพียง 100 ปี ทรัพยากรที่หายไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมหาศาลในทั่ว ทุกมุมของโลก เราจึงจาเป็นต้องนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจละวิถีชีวิตให้มีความพอประมาณและ สมดุลซึ่งกันและกัน
  • 46.
  • 47.
    1. ป่าไม้ ต้นไม้ถือเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่สาคัญอย่างยิ่ง เพราะ ทาหน้าที่เปลี่ยนก๊าซคารทบอนไดออกไซคทให้เป็นก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้ยังสามารถให้ร่มเงาและลดปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย 1.1 คุณค่าของป่าไม้ - ต้นไม้สามารถเปลี่ยนก๊าซคารทบอนไดออกไซคทให้เป็นก๊าซ ออกซิเจน พร้อมกับใช้ก๊าซคารทบอนไดออกไซคทมาเป็นวัตถุดิบ ใน การผลิตแป้งและน้าตาล ซึ่งจะกลายเป็นเนื้อไม้ และผลผลิตของ พืชต่อไป เช่น ผลไม้ หัวใต้ดิน ใบไม้ เป็นต้น - ต้นไม้หรือพืช สามารถเปลี่ยนไปเป็น ปัจจัยทั้งสี่ สาหรับมนุษยทได้ เลย ซึ่งมีความยังยืนและมั่นคงมากกว่าเทคโนโลยีทั้งหลายใน ปัจจุบันที่ต่างคิดค้นกันขึ้นมา 1.2 ประโยชน์ของป่าไม้ ป่าไม้ถือเป็นระบบนิเวศสาคัญของสิ่งมีชีวิต เป็นต้นกาเนิดของ แม่น้าลาธาร มีประโยชนทด้านการบารุงดิน ให้ความร่มเย็น ทาให้ฝนตก ตามฤดูกาล ที่สาคัญคือช่วยป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ 1.3 ความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ สูงติดอันดับต้นๆของโลกเนื่องจากมีฝนตกชุกจึงทาให้มีความ หลากหลายทางสิ่งมีชีวิตซึ่งประกอบด้วย 3 องคทประกอบสาคัญได้แก่ - ความหลากหลายทางพันธุกรรมหมายถึง สัตวทหรือพืช ชนิดเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น นกชนิดเดียวกันแต่สีของขนนกต่างกัน - ความหลากหลายทางชนิดพันธุท หมายถึงชนิดพันธุทของ สัตวทและพืช เช่น มะม่วง มะพร้าว ลาไย ขนุน ช้าง ม้า วัว ควาย - ความหลากหลายทางระบบนิเวศ ระบบนิเวศคือถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันเช่น ป่าสน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน 1.4 การอนุรักษ์ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ การสร้างฝายชะลอน้าหรือฝายน้าล้นหรือฝายแม้ว ประกอบด้วย ฝายสองประเภทด้วยกันคือ ฝายชะลอความชุ่มชื้นที่ถูก สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้าแล้วค่อยๆกระจายออกลงสู่พื้นที่โดยรอบเพื่อ เพิ่มความชุ่มชื้น และฝายดักตะกอนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นไม่ให้ ทราย ไหลลงไปในบ่อใหญ่ การสร้างฝายชะลอน้าจะช่วยให้สามารถกักเก็บ น้าไว้ใช้ได้ในยามจาเป็นอีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดไฟป่า เพราะเมื่อมีฝายพื้นดินและต้นไม้สิ่งมีชีวิตก็จะมีความชุ่มชื้นทาให้เมื่อ เกิดไฟก็จะมีโอกาสน้อยที่จะสามารถลามได้หลายที่
  • 48.
    - การปลูกป่า ตามธรรมชาติป่าไม้จะสามารถเกิดขึ้นได้เองจาก การฟื้นตัวซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานหลายปีแต่ธรรมชาติก็จะมีการคัด สรรพันธุทต้นไม้ทั้งใหญ่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ดังนั้นหาก เราต้องการที่จะปลูกป่า ก็ควรเลือกพันธุทไม้ที่คล้ายคลึงกับป่า การปลูกป่าควรวางแผนโดยการปลูกไม้เบญจพรรณและไม้ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้เหล่านี้ควรปลูกให้ห่างกันเพราะเป็นไม้สูงใหญ่ รากจะลงลึกและแผ่กว้าง ระดับที่ลดลงมาควรเป็นผลไม้เช่น มะม่วง มังคุด ลาไย - การใช้ประโยชนทจากป่าไม้ที่มนุษยทเข้าไปจัดการ แบ่งเป็นสามประเภทใหญ่ๆคือ การสร้างอ่างเก็บน้า เขื่อน เพื่อกักเก็บน้าที่ไหลมาจากป่าไปใช้สร้างเป็นพลังงานไฟฟ้า และ สามารถช่วยป้องกันน้าท่วมได้อีกด้วย อีกด้านคือการหาของป่าไม่ว่า จะเป็นเพื่อบริโภค เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ใช้เป็นสมุนไพร และประโยชนท ในข้อสุดท้ายคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษทได้ เช่น การเที่ยวป่า ดู นก - การฟื้นฟูป่าโดยวิธีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เป็นวิธีการเพิ่มจานวนป่าที่มั่นคง ถาวร ง่ายและประหยัดในการดาเนินงาน ด้วยวิธีการ 3 วิธี คือ 1. ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่าไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทา อะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณท โดยไม่ ต้องไปปลูกสักต้นเดียว 2. ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้ เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเอง เท่านั้น 3. ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทาอะไร เพราะตอ ไท้จะแตกกิ่งออกมาอีกถึงแม้ต้นไม่สวย แต่ก็เป็นต้นไม่ ใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีการปลูกป่าต้นน้าลาธาร ที่มีหลักการง่ายๆคือ ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม และงดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม การปลูกป่า ทดแทนที่จะต้องมีระบบแบบแผนที่ชัดเจน พร้อมทั้งมีการวางแผน ระบบการจัดการน้าเพื่อความยั่งยืนและส่งผลต่อการพัฒนาอาชีพของ คนในบริเวณใกล้เคียง ในเวลาต่อไป 2. วนเกษตรแตกต่างจากป่าธรรมชาติ 2.1 ลักษณะที่แตกต่างกัน เกษตรผสมผสานวนเกษตรหรือการปลูกสวนป่าของตนเอง ข้างบ้างเป็นการปลูกป่าที่เราสามารถใช้สอยได้เต็มที่เพราะเราสามารถ เลือกปลูกไม้มีค่า และผลไม้ตามที่ต้องการอีกทั้งผลผลิตที่มียังมีในเกือบ ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ มีให้เลือกหลายแบบทั้งใช้ในการทาที่พักหรือการ ประกอบอาหารแตกต่างจากป่าตามธรรมชาติที่แม้จะอุดมสมบูรณทก็จริง
  • 49.
    แต่ด้วยความหลากหลายและคุณค่าของไม้ที่อยู่ภายในอาจจะมีประโยชนท ไม่เต็มพื้นที่เท่าวนเกษตรอีกทั้ง ยังต้องเดินทางไกลและไม้ชินกับเส้นทาง ที่ต้องการผลผลิตอีกด้วย และด้วยสาเหตุที่ปัจจุบันป่าตามธรรมชาติไม่มี อยู่แล้วทาให้วนเกษตรถือเป็นแหล่งขุมทรัพยทของทั้งอดีตและปัจจุบันที่ สาคัญ 2.2ประโยชนทของไม้ยืนต้น การปลูกไม้ยืนต้นอยู่ที่วิธีและแผนที่ใช้ในการปลูกซึ่งสามารถ แบ่งประโยชนทออกเป็นหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ปลูกไม้สร้าง บ้านที่ใบดอกกินได้ ปลูกไม้สร้างบ้านที่กินผลได้ ปลูกไม้สร้างบ้านแล้ว นากิ่งก้านสาขามาทาของใช้ ปลูกไม้สร้างบ้านที่ให้น้ามัน ปลูกไม้ที่มี คุณค่า เป็นต้น 2.3 ประโยชนทของไม้ยืนต้นในการนามาใช้งาน - ไม้สัก ไม้เนื้อละเอียดนิ่มแข็งพอประมาณ บิดและงอตัวได้ เล็กน้อย เหมาะกับการนามาใช้ทาเครื่องเรือน ตู้โต๊ะ เก้าอี้ - ไม้ยาง เป็นไม้เสี้ยนใหญ่ หยาบ มีข้อเสียคือถูกปลวกกินง่าย ไม่นิยมนามาเป็นฝาบ้าน - ไม้มะค่า มีสีน้าตาลปนแดง มีความแข็งแรงทนทาน เมื่อกลึง จะเห็นลวดลายสวยงาม นิยมนามาทางานโครงสร้าง ทาบันได ทา เรือใบ 2.4 ตัวอย่างการนามาใช้ประโยชนท - การทาเสาบ้าน เช่น ไม้ประดู่ ไม้สัก ไม้อินทนิล ไม้มะค่าโมง - การทาไม้แบบคอนกรีต เช่น ไม้ยาง - การทาเสาเขื่อนในน้า เช่น ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้อินทนิล 3. ปัญหาโลกร้อน การเร่งพัฒนาการผลิตด้านอุตสาหกรรมและการตัดไม้ทาลาย ป่า ทาให้เกิดปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่ไม่เคยมี ปรากฏการณทมาก่อน ดังนี้ 3.1 อากาศแปรปรวน ประเทศไทยไม่เคยมีปรากฏอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูร้อน แต่ในวันที่ 17 มีนาคม 2554 มีอุณหภูมิประมาณ 18-20 องศา เซลเซียสในกรุงเทพ และอากาศต่ากว่า 4 องศาเซลเซียสในหลาย จังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าในฤดูหนาวเสียอีก 3.2 ภัยแล้งและภัยน้าท่วม พ.ศ.2553 หลังจากเกิดภัยแล้งแล้ง ระหว่างเดือนกันยายนถึง ตุลาคม2553 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องกันหลายวัน จนทาให้เกิดน้าท่วม อย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ ต่อมาในเดือนตุลาคม 2554 เกิดอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทยสร้างความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนอย่างรุนแรง
  • 50.
    3.3 พายุ วันที่ 28สิงหาคม 2548พายุเฮอริเคนแคททารีนา พัดขึ้นสู่ฝั่ง ของสหรัฐอเมริกาที่รัฐฟลอริด้า จากนั้นถล่มรัฐหลุยเซียนา เป็นพายุที่ สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตรทอเมริกา ที่ต้องทาให้อพยพ คนมากถึง 1 ล้านคนออกจากเมือง มีประชาชนจานวนมากที่ติดอยู่ ภายในอาคาร 3.4 แผ่นดินไหว วันที่ 13 มกราคม 2553 เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ วัด แรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอรทซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี ผู้เสียชีวิตมากถึง 230,000 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 300,000 คน และมีผู้ที่ ไม่มีที่อยู่อาศัยอีกกว่า 1,000,000 คน 3.5 สึนามิ วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดปรากฏการณทแปลกประหลาด คือน้าทะเลที่ติดกับชายหาดเหือดแห้งเป็นระยะทางลึกลงไปกว่า 100 เมตร และหลังจากนั้นก็เกิดสึนามิขึ้นซึ่งได้สร้างผลกระทบมหาศาลกับ ประเทศไทยที่ไม่เคยมีการเตรียมตัวในการรับมือภัยพิบัติประเภทนี้มา ก่อน ภัยพิบัติที่เหล่านี้ทาให้มนุษยทต้องสูญเสียชีวิต บาดเจ็บและ พิการ จนไม่มีที่อยู่อาศัย ผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแสดง ให้เห็นถึงความไม่สมดุลในการพัฒนาระบบแบบสังคมทุนนิยมที่มุ่งเน้น หากาไรเพียงอย่างเดียว ดังนั้นทางแก้ไขคือ การสร้างความสมดุล ระหว่างเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมให้ มีความเหมาะสมไปด้วยกัน
  • 51.
    ประมาณปี พ.ศ.2505-2508 ซึ่งเป็นยุคแรกๆของเกษตรเชิงเดี่ยวปอมีราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากในเวลานั้น เกษตรกรจานวนมากต่างเร่งขยายพื้นที่เพื่อเร่งการปลูกปอให้ได้เป็นจานวนมาก ต่อมาในปี พ.ศ.2509 เมื่อผลผลิตออกมาพร้อมๆกัน ปรากฏว่าปอล้น ตลาด ราคาจึงตกลงมา 10 เท่า เหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 สตางคทเท่านั้น ทาให้เกษตรกรจานวนมากขาดทุน และผลของการบุกเบิกถางป่า เพื่อขยาย พื้นที่การเพาะปลูกปอ ทาให้ป่าถูกทาลายมากขึ้น ได้รับผลเสียกันทุกราย นับตั้งแต่นั้นมาเกษตรเชิงเดี่ยวก็ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเต็มตัว
  • 53.
    1. เกษตรเชิงเดี่ยว การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นมีมาตั้งแต่โบราณก็คือการปลูกข้าว ในอดีตการปลูกข้าวมีจุดประสงคทเพื่อเป็นอาหาร หากเหลือจากการ บริโภคเกษตรกรจะนาไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่ต้องการ เช่น เสื้อผ้า สัตวทเลี้ยง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ฯลฯ ต่อมาเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ ของมนุษยทดีขึ้น ก็เกิดการผลิตพืชผักทางการเกษตรเพื่อจาหน่าย ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการผลิต รวมทั้งต้นทุนใน การผลิตก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกร เกษตรกรที่ ทาเกษตรเชิงเดี่ยวส่วนมากจึงขาดทุนล้มละลายจากปัญหาดังกล่าว ปัญหาของเกษตรกรเชิงเดี่ยวไม่ได้มีเพียงแค่ต้นทุนที่สูง ปัญหาหลักๆคือ การที่เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งด้าน รายรับและรายจ่าย เนื่องจากเกษตรเชิงเดี่ยวนั้นเป็นการผลิตสินค้า เพียงชนิดเดียว แทนที่จะมีผลผลิตไว้บริโภคเอง กลับต้องซื้ออาหาร อย่างอื่นมาบริโภค และยังมีอีกหลายปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทาเกษตร เชิงเดี่ยว เช่น ปัญหาดินเสื่อมสภาพเนื่องจากเกษตรกรใช้ปุ๋ ยเคมี ปัญหาโรคระบาดที่มาจากเชื้อราในดินที่เสีย เป็นต้น เกษตรเชิงเดี่ยวมีปัญหาอยู่มากมาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความ ว่าไม่ดีเสมอไป ในบางประเทศยกตัวอย่างเช่นประเทศที่มีพื้นที่มากๆ ก็เหมาะแก่การทาเกษตรเชิงเดี่ยวหากมีการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี สาหรับประเทศไทยที่มีพื้นที่ในการทาเกษตรอยู่อย่างจากัด ทาให้ไม่ สามารถผลิตสู้กับประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าได้ เกษตรกรชาว ไทยจึงหันมาทาการเกษตรผสมผสานแทน 2. เกษตรผสมผสาน เกษตรผสมผสานมีข้อดีกว่าเกษตรเชิงเดี่ยว ดังนี้ 1.เกษตรผสมผสานไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกปี เพราะว่าปลูกพืชที่ มีอายุยืนยาวและสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี 2.เกษตรผสมผสานมีความเสี่ยงน้อยกว่า เนื่องจากเกษตร ผสมผสานปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ทาให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของ ความตกต่าของราคาผลผลิต มีอาหารสาหรับบริโภคเอง และต้นทุน น้อยกว่าเพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยากาจัดศัตรูพืชซึ่งมีราคาแพง 3.เกษตรผสมผสานมีอนาคตที่แน่นอนกว่า เพราะเกษตร เชิงเดี่ยวเป็นเกษตรที่ใช้เคมี ซึ่งในปัจจุบันความนิยมพืชผักปลอดสาร นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทาให้พืชผักที่มีสารเคมีนั้นไมเป็นที่ต้องการ จนใน ที่สุดก็จะหายไปนั่นเอง 3.คุณค่าของจุลินทรีย์ มนุษยทนั้นรู้จักการใช้จุลินทรียทมานับพันปี เช่นการทาผักดอง เต้าเจี้ยว น้าปลา ซีอิ้ว เหล้า เบียรท ฯลฯ ภายในร่างกายของมนุษยทก็มี จุลินทรียท มีทั้งที่เป็นกลุ่มสร้างสรรคท และกลุ่มทาลาย มนุษยทจึงต้อง ทาการศึกษาจุลินทริยท สิ่งที่เกิดขึ้นจากการศึกษาจุลินทรียทนั่นก็คือ น้ายาสกัดชีวภาพหรือปุ๋ยน้าหมักอินทรียทชีวภาพ หรือที่เรียกกันทั่วไป
  • 54.
    ว่า อีเอ็ม(EM) มีคุณสมบัติเหนือกว่าปุ๋ยเคมียากาจัดศัตรูพืช และยา ปฏิชีวนะอย่างไม่สามารถนามาเทียบกันได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เห็น คุณค่า ทั้งที่อีเอ็มนั้นสามารถปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและ น้า แก้ปัญหาแมลงและศัตรูพืช ช่วยเสริมสุขภาพสัตวทเลี้ยง เป็นต้น 5.ความรู้ด้านธาตุอาหาร หัวใจของการทาการเกษตรคือ ต้องให้ความสาคัญกับดินเป็น อันดับแรกเพราะพืชได้อาหารจากดิน ดังนั้นการบารุงดินอย่างถูกวิธี จะสามารถทาให้พืชเจริญเติบโตได้ ให้ผลผลิตที่ดีตามมา เกษตรกร ควรจะมีความรู้พื้นฐานด้านปุ๋ยและธาตุอาหารก่อน เพราะจะเป็นปัจจัย สาคัญที่ทาให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรียทชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่อง ที่ควรศึกษาไว้ก็มีดังนี้ 1.ความรู้เรื่องดิน 2.ธาตุอาหารที่สาคัญของพืช 3.จุลินทรียทที่ทาหน้าที่ปลดปล่อยธาตุอาหารจากดิน 4.การสูญเสียธาตุอาหารไปจากดิน 6.ปุ๋ ยอินทรีย์ชีวภาพ ก็คือปุ๋ยอินทรียทธรรมดานั่นเอง แต่ต่างจากปุ๋ยอินทรียทที่ปุ๋ ย อินทรียทปล่อยให้กระบวนการสลายตัวของสารอินทรียทเป็นหน้าที่ของ จุลินทรียทที่มีตามธรรมชาติ แต่ปุ๋ ยอินทรียทชีวภาพเป็นกระบวนการ สลายตัวของสารอินทรียท โดยมนุษยทเป็นผู้เจาะจงใส่จุลินทรียทเข้าไปถึง 80 ชนิด เพื่อให้จุลินทรียททาหน้าที่ย่อยสารอินทรียท เช่น ผัก ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ ทาให้ได้สารอาหารมากถึง 93 ชนิด 7.การปลูกข้าว การทานาในอดีตจะทานาปีละครั้ง เมื่อฝนเริ่มลงเดือน 5 เดือน 6 หรือประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ชาวนะจะเริ่มไถดะเพื่อทิ้ง ไว้เป็นเที่ยวที่ 1 เมื่อฝนตกอีกครั้งก็จะไถแล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 อาทิตยท แล้วจึงไถแปรไปกลับหรือไถแปร 2 รอบ จากนั้นจึงไถคราดแล้วหมัก ดินทิ้งไว้ ซึ่งกระบวนการไถมีถึง 4 ครั้ง ถือเป็นเสร็จสิ้นกระบวนการไถ และปรับที่นา จึงเริ่มสูบน้าเข้าด้วยกังหันลมหรือระหัดวิดน้าโดยไม่ต้อง ใช้น้ามันเชื้อเพลิงแม้แต่หยดเดียว จะเห็นได้ว่าชาวนาในอดีตให้ ความสาคัญกับการเตรียมดินอย่างมาก ผลผลิตที่ได้จึงทาให้ไทยเป็น อันดับหนึ่งในการปลูกข้าว
  • 55.
    8.การปลูกผักสวนครัว การปลูกพืชผักสวนครัวด้วยปุ๋ ยอินทรียทชีวภาพ จะทาให้ ผลผลิตเพิ่มขึ้นต้นทุนลดลง ดินอุดมสมบูรณท ผลผลิตที่ได้ไม่มีโทษต่อ ผู้บริโภค โดยมีเทคนิคการปลูกผักสวนครัวคือ 1.ปลูกผักให้เหมาะกับฤดูกาล 2.ทิศทางในการปลูกควรปลูกแนวยาวจากเหนือไปใต้ 3.เตรียมดินให้มีความพร้อม 9.เทคนิคการเพิ่มผลผลิต มีเทคนิคอยู่ 7 ข้อดังนี้ 1.คัดเลือกพันธทให้มีคุณภาพ 2.ไม่เผาซากพืชทุกชนิด 3.ใช้ปุ๋ยหมักฯและปุ๋ยน้าฯร่วมกัน 4.ใช้ฟางคลุมดิน 5.เพิ่มธาตุอาหารในปุ๋ย 6.มีความรู้เรื่องสารอาหารของพืชแต่ละชนิด 7.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 10.เทคนิคการเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้หลายวิธี หนึ่งใน หลากหลายวิธีนั้นก็คือ การลงมือค้นคว้า วิจัย และทดลองของตนเอง จะทาให้ได้ผลผลิตที่สูง ต้นทุนต่า และมีชีวิตปลอดภัยจากสารเคมี 11.คุณประโยชน์ของไส้เดือน การใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน ทาให้ดินไม่มีรูพรุน รากพืชไม่สามารถชอนไชได้ ถือเป็นเหตุการณทที่อยู่ในขั้นวิกฤต เพราะ อากาศมีความกดดันมาก แต่อากาศไม่สามารถแทรกเข้าไปในเนื้อดิน ที่แน่นได้ ดังนั้น ธรรมชาติจึงมีผู้ที่ทาให้ดินร่วนซุยคือ ไส้เดือน และ จุลินทรียทฝ่ายสร้างสรรคทบางชนิด ไส้เดือนจึงมีประโยชนทหลายอย่างคือ 1.ทาให้ดินร่วนซุย 2.ช่วยพลิกกลับดิน 3.มูลของไส้เดือนเป็นปุ๋ยชั้นเลิศ 4.ช่วยย่อยสารอินทรียทในดิน 5.ช่วยเพิ่มปริมาณและกระจายจุลินทรียทในดิน
  • 56.
    12.ไรโซเบียม เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในดิน มีขนาดเล็กมากมองด้วยตา เปล่าไม่เห็น เมื่อพบรากถั่วที่เหมาะสมจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้รากขนอ่อนงอทาให้เกิดท่อเส้นได้เข้าสู่ภายในรากพืช ไรโซเบียมก็จะเข้าไปในรากพืชทางท่อเส้นได้นั้น พร้อมกับกระตุ้นให้ รากพืชแบ่งเซลลทจนเกิดเป็นปมขึ้น ทาให้พืชสามารถนาไนโตรเจนใน อากาศกลับลงสู่พื้นดินเพื่อเป็นประโยชนทต่อพืชได้เป็นจานวนมาก 13.เชื้อราไมคอร์ไรซา ทาให้พืชได้รับประโยชนทจากการเพิ่มพื้นที่ของราก ทาให้ดูด ซึมอาหารได้ดี อัตราการเจริญสูงขึ้น 14.ความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ เกษตรกรควรเข้าใจถึงพันธทพืชแต่ละชนิดเพื่อที่จะเป็นความรู้ ในการทาการเกษตร ซึ่งควรมีความรู้ด้าน 1.พืชแต่ละชนิดใช้ระดับน้าที่แตกต่างกัน 2.การใช้ประโยชนทจากพืชแต่ละชนิด 3.ประโยชนทของรสต้นไม้ ใบไม้ และผลไม้ 15.การปลูกพืชแซม พืชแซมมีด้วยกันอยู่ 2 ชนิด คือ 1.พืชแซมยาง หมายถึง พืชที่ปลูกขณะที่ต้นยางอายุไม่เกิน 3 ปี 2.พืชร่วงยาง หมายถึง พืชที่ปลูกขณะที่ต้นยางอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป 16.เกษตรประณีต หลักการของเกษตรประณีตก็คือ การใช้ประโยชนทสูงสุดหรือใช้ อย่างคุ้มค่า บนพื้นที่ที่มีอย่างจากัดเช่น 1-2 ไร่ การใช้ประโยชนทของ เกษตรประณีตจะใช้ความสูงของต้นไม้ที่สูงไม่เท่ากัน หากปลูกใกล้กัน จะไม่แย่งแสงแดดกัน ขณะที่รากของต้นไม้ก็ลึกไม่เท่ากันด้วย ดังนั้น ในส่วนใต้ดินก็จะไม่แย่งอาหารกัน 17.หญ้าแฝก ดินดานเป็นดินที่แน่น จึงเป็นอุปสรรคต่อการงอกของรากพืช การไหลซึมของน้า และการแทรกตัวของอากาศ พืชที่สามารถฟื้นฟูดิน ดานได้ดีที่สุดก็คือ หญ้าแฝก รากของหญ้าแฝกจะงอกสานกันอย่าง หนาแน่นและมีความยาว 1-2 เมตร จึงสามารถป้องกันการพังทลาย ของดินได้ เมื่อหญ้าแฝกตายตามอายุขัย รากของหญ้าแฝกนอกจากจะ เป็นปุ๋ยแล้ว ยังเป็นโพรงอากาศ ทาให้ดินดานกลายเป็นดินร่วนซุย น้า และอากาศสามารถผ่านเข้าไปได้ และดินบริเวณนั้นก็สามารถกลับมา ปลูกพืชได้อีกครั้ง
  • 57.
    18.ปุ๋ ยพืชสด การใช้ปุ๋ ยพืชสดให้เกิดประโยชนทสูงสุดก็คือการปลูกพืช หมุนเวียน พืชที่นิยมคือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วดา ฯลฯ นอกจากจะสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้แล้ว เกษตรกรยังได้ประโยชนทจากการปลูกถั่วคือ 1.ได้ผลผลิตเอาไปจาหน่ายได้ 2.ตัดวงจรชีวิตของแมลงและโรคพืช 3.เพิ่มปุ๋ยให้กับดิน 4.เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน 19.คุณและโทษของวัชพืช วัชพืช เช่น หญ้าคา หญ้าขน ฟ้าทะลายโจร สาบเสือ ฯลฯ รวมทั้งวัชพืชน้า เช่น ผักตกชวา จอก แหน ฯลฯ มีทั้งคุณและโทษ โทษของวัชพืชแหล่านี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ แย่งอาหารจากต้นไม้ที่ เราปลูก แต่คุณที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือ วัชพืชเป็นอาหารของ สัตวทเลี้ยง เป็นปุ๋ย และเป็นยาสมุนไพร ดังนั้นหากมีความรู้และจัดการ ได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถใช้วัชพืชให้เกิดประโยชนทได้ 20.สมุนไพร สมุนไพร หมายถึง "ผลิตผลธรรมชาติ ได้จาก พืช สัตวท และ แร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตารับยา เพื่อบาบัดโรค บารุง ร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ" หากนาเอาสมุนไพรตั้งแต่สองชนิด ขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า ยา ในตารับยา นอกจากพืช สมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตวทและแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียก พืช สัตวท หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า เภสัชวัตถุ พืช สมุนไพรบางชนิด เช่น เร่ว กระวาน กานพลู และจันทนทเทศ เป็นต้น พืชเหล่านี้ถ้านามาปรุงอาหารเราจะเรียกว่า เครื่องเทศ 21.พืชที่เป็นอาหาร ควรปลูกพืชที่ต้องรับประทานทุกวัน พืชที่ดูแลรักษาง่าย ปลูก ครั้งเดียวกินได้ตลอดไป และปลูกให้หลากหลายชนิด เพื่อเป็นตัวเลือก ในการทาอาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการ เมื่อทาเช่นนี้จะทาให้ เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้มาก ผักเหล่านี้คือผักริมรั้ว เป็นส่วนใหญ่ ไม้ยืนต้นบางชนิดที่สามารถกินใบและดอกได้ และผลไม้ บางชนิดที่กินใบ ผล หรือฝักได้
  • 58.
    บทนี้เป็นเรื่องราวของชาวบ้านที่นาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ทาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเราจะยกตัวอย่างปราชญทชาวบ้าน ผู้นาเกษตรพอเพียงมาทั้งหมด13 ท่าน โดยทั้ง 13 ท่านนี้ได้ผ่านความผิดพลาด ล้มเหลวในการทาการเกษตรมาก่อน แต่ก็สามารถยืนขึ้นได้ด้วยหลัก เศรษฐกิจพอเพียง
  • 60.
    1.อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกาธร อาจารยทวิวัฒนท ศัลยกาธรเคยทางานในตาแหน่งผู้อานวยการ กองประเมินผลและข้อมูลสานักงานคณะกรรมการพิเศษ การที่ได้ ทางานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นเวลานานกว่า 15 ปีทา ให้มีประการณทด้านเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดี และได้เกิดเหตุการณท หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคือ ได้พูดคุยกับเกษตรกรเรื่องการเกษตร โดยไม่ใช้ปุ๋ ยเคมี และเกษตรกรท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณเป็น ข้าราชการมีเงินเดือนประจาย่อมพูดได้ ลองมาเป็นเกษตรกรดูสิ ไม่ใส่ ปุ๋ยเคมีจะทาได้ไหม” เป็นคาพูดที่ท้าทายท่านมาก อาจารยทวิวัฒนทจึง ตัดสินใจออกจากราชการ เพื่อมาทาการเกษตร เริ่มจากการปลูกข้าว โดยการปรับสภาพดินด้วยหญ้าแฝก และขอพันธุทข้าวมาจากเพื่อนบ้าน ที่เหลือจากการทานา รวมถึงยังได้คาแนะนาจากเพื่อนบ้าน ข้าวที่ปลูก ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้าและฮอรทโมน ทาให้ผลผลิตที่ได้ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประสบความสาเร็จอาจารยทจึงขยายพื้นที่ปลูก ข้าวให้มากขึ้น ทั้งยังเปิดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการปลูกข้าวฟรีโดยไม่ คิดมูลค่า อาจารยทวิวัฒนทได้รับการยกย่องจากสังคมในความเสียสละ เพื่อสังคม เพื่อมาบุกเบิกเกษตรกรผสมผสานภายใต้หลักเศรษฐกิจ พอเพียง 2.พ่อผอง เกตพิบูลย์ คุณครูนักพัฒนา พ่อผองหลังจากเกษียณอายุราชการก็ได้ผันตัวเองมาเป็น เกษตรกร และได้ใช้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงใจการดาเนินชีวิต โดย เปลี่ยนที่นา 42 ไร่ เป็นบ่อเก็บน้า 11 บ่อ เป็นพื้นที่ทานา 13 ไร่ และ ยังรวมถึงพื้นที่ส่วนทีเหลือเป็นผลไม้และป่าไม้ ทาให้ชีวิตของพ่อผองดี ขึ้นอย่างชัดเจน และยังมีชาวบ้านได้มาศึกษาแนวทางจากพ่อผองและ ปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชีวิตของพ่อผองจึง กลายเป็นชีวิตหลังเกษียณที่ไม่เหี่ยวเฉา ไม่ป่วยง่าย ไม่ตายเร็ว เป็น การแก่เฒ่าอย่างมีคุณค่าและชราอย่างมีศักดิ์ศรี 3.ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ครูบาสุทธินันทท เริ่มแรกท่านเป็นเกษตรกร โดยทาเกษตร เชิงเดี่ยว อย่างเช่น ปลูกปอ ถั่วลิสง นุ่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด เป็นต้น แต่ ผลที่ได้รับคือขาดทุน สุขภาพก็เสื่อมโทรม ถึงแม้จะมีที่ดินถึง 700 ไร่ แต่ที่ดินก็อาจจะไม่อยู่ตลอดไป ครูบาสุทธินันททจึงได้คิดทบทวน และ ได้ข้อสรุปว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จากนั้นจึงเริ่มต้นการวิจัยระดับ ชาวบ้าน ครูบาสุทธินันททได้บริการจัดการกับพื้นที่ดินเลว น้าแล้ง โดย การหันมาปลูกไม้ผล ไม้ใช้สอยแทน แถมยังได้ปลูกต้นยูคาลิปตัส โดย ปลูกสลับกับไม้ยืนต้นเพื่อนความหลากหลายทางการเกษตร ได้ปลูก พืชไร่แซมในพื้นที่ แถมยังเลี้ยงสัตวทควบคู่ไปด้วย ครูบาสุทธินันททได้ ร่วมกับสถาบันชุมชน สภาการศึกษาแห่งชาติ จัดตั้งโรงเรียนชุมชน อีสาน เพื่อวิจัยแนวทางสร้างเกษตรกรต้นแบบ และท่านยังมีกิจกรรม อีกมากมาย ตลอดเวลาที่ท่านมานะพยามยามมาเป็นเวลา 20 ปี ท่าน
  • 61.
    ได้รับรางวัลที่สาคัญเช่น รางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ให้เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาปลูกสร้างสวนป่าเป็นต้นครูบาสุทธิ นันททยังไม่หยุดแสวงหาความรู้ เป็นปราชญทชาวบ้านที่มีลักษณะโดด เด่นคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต 4.คุณหนูกัน มหา คุณหนูกัน เป็นเกษตรกรที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชนทในการ แก้ปัญหาดินเค็ม ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากบิดา ดังนี้  ดินที่มีความชุ่มชื้นจะลดปัญหาดินเค็มได้ จึงนาแกลบใส่ลงไป บริเวณ นั้น ปรากฏว่าความเค็มลดลง  ถ้าพื้นที่สูง ต้องปรับพื้นที่เพื่อนให้มีนาขัง จากนั้นทาตาม ขั้นตอนแรก  ในกรณีที่ผลตกใหม่ๆ ควรระบายน้าเค็มที่ฝนตกใหม่ๆออก รอ อย่างน้อย 1 สัปดาหทจึงปักดา  เมื่อดินเค็มมาก ควรปลูกถั่วพร้าและปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืช สด  การขุดดินไปทาคันนา ทาให้คันนาถูกน้าชะล้างความเห็น หายไป  การแก้ปัญหาดินเค็มในภาคอีสาน ด้วยการสร้างเขื่อนและฝาย ส่งเสริมการปลูกถั่วพร้า ปอเทือง เพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน 5.พ่อชาลี มาระแสง พ่อชาลี เคยเข้ามาทางานใน แต่ไม่ประสบความสาเร็จจึงกลับ บ้าน และได้แต่งงาน เมื่อมีคู่ครองแล้ว แม่ยายได้ยกที่ดินให้ แต่อยู่บน ที่สูง ต้องพึ่งฝนในการทาการเกษตร ในปี พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวช พ่อชาลีอยากร่วมทาบุญ แต่ไม่มีปัจจัย จึงตั้งปณิธานขอนาประสบการณทที่มี เพื่อมาสร้างบ่อปลา นาข้าว สวน ผลไม้ในครอบครัว เป็นแรงหนุนชาติเพื่อถวายเป็นราชสักการะ ด้วย ความมุ่งมั่นนี้พ่อชาลีเริ่มขุดที่ในที่ที่แม่ยายยกให้เพื่อออมน้าไว้ใช้ ใช้ เวลาในการขุดทั้งหมด 18 ปีและสามารถเก็บน้าได้ ทาให้ในน้ามีปลา ในนามีข้าว มีผลไม้ ทาให้รายได้เพิ่มมากขึ้นมีคนเชิญให้ไปเป็น วิทยากรบรรยายเกษตรผสมผสาน พ่อชาลีได้เพากล้าไม้ยืนต้นเพื่อ แจกจ่ายให้ร่วมมือกันปลูกป่า และยังได้พัฒนาการเพาะกล้วยยางนา ด้วยเหตุนี้พ่อชาลีจึงได้ชื่อว่า “ปราชญทชาวบ้านนักปลูกต้นไม้” 6.พ่อผาย สร้อยสระกลาง พ่อผาย ได้บวชเรียนเป็นเวลา 10 ปี จากนั้นได้ลาสิขาและ แต่งงานมีครอบครัว จากนั้นได้สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้รับคะแนนเสียง อย่างท่วมท้น มีครั้งหนึ่ง เกิดภัยแล้ง จึงมีคนมาชวนพ่อผายให้ไป บุกเบิกพื้นที่ใหม่ แต่เมื่อผลผลิตข้าวโพดออกมา ราคาตกต่ามากจึงทา ให้ขาดทุน เมื่อกลับบ้านพ่อผายนั่งคิดไตร่ตรองปัญหาที่เกิดขึ้น ใน ที่สุดก็ได้คาตอบคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงคิด แก้ปัญหาทางการเกษตร พอว่าที่ดินแห้งแล้ง ทาการเกษตรไม่ได้ พ่อ ผายจึงขุดสระด้วยตัวเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทา เพียงเวลาแค่ 8 เดือนพ่อผายก็ขุดบ่อสาเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นจึงเริ่มทาเกษตรแบบ
  • 62.
    ผสมผสาน จนใช้หนี้ได้สาเร็จ ในที่สุดพื้นที่การเกษตรก็เพิ่มมากขึ้น และยังมีผลไม้ไม้ใช้สอบอีกมากมาย พ่อผายยังได้ขยายเครือข่าย ออกไปอีก ทาให้ได้รับรางวัล เกษตรดีเด่น สาขาปราชญทเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง 7.พ่อคาเดื่อง ภาษี พ่อคาเดื่องก็เหมือนเกษตรกรเชิงเดี่ยวคนอื่นๆ แต่ก็ประสบ ปัญหาราคาตกต่า จึงทาให้เป็นหนี้สหกรณทการเกษตร (ธกส.) พ่อคา เดื่องเครียดจึงหันไปพึ่งอบายมุข ติดสุรา จนต้องมีคนเตือนให้ได้สติ ใน ที่พ่อคาเดื่องก็คิดได้ และวางแผนลดต้นทุน โดยเริ่มจากการลดการใช้ ปุ๋ยเคมีลงครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าได้ผลผลิตเท่าเดิม และเริ่มทาการเกษตร ผสมผสาน ขณะที่ทาเกษตร พ่อคาเดื่องได้บังเอิญพบวิธีปลูกข้าวใหม่ คือ ใช้ฟางมาคุมข้าวที่ปลูกไว้ทาให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เขาจึงเริ่ม ทดลองขยายที่นาไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเขาได้อ่านเจอเกี่ยวกับการ คลุมต้นข้าวด้วยฟางของชาวญี่ปุ่น พ่อคาเดื่องใช้เวลาทดลอง 3 ปีและ พอว่าสาเร็จแน่นอน เขาจึงแนะนาวิธีนี้กับเกษตรกรทั่วไป จะเห็นได้ว่า ความสาเร็จของพ่อคาเดื่อง เกิดจากความพยายามค้นคว้า ทดลอง เพื่อให้ได้วิธีที่ดีขึ้นมา 9.คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ คุณสงวนเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งที่ทาธุรกิจเกี่ยวกับ เคมีภัณฑท มีรายได้ 28,000 ต่อเดือน แต่กลับพอว่าไม่มีเงินเหลือเก็บ จึงทาให้คิดถึงคาตรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง จึงตัดสินใจกลับมาทาการเกษตรที่บ้านเกิดของภรรยา คุณ สงวนได้ค้นพบการปลูกกล้วยด้วยการปลูกแบบตีกลับหรือกลับหัว โดย จะผลผลิตมากขึ้น 3-5 เท่า และยังมีวิธีเพิ่มมูลค่ากล้วยโดยการแต่ง กลิ่นให้กับกล้วยเช่น กล้วยกลิ่นทุเรียน สตรอเบอรี่ เป็นต้น สามารถ ขายได้แพงขึ้นไปอีก โดยที่วิธีการทาไม่ยาก คุณสงวนยังใช้ปาลทมใน การเลี้ยงสัตวท แต่บดและหมักด้วยน้าสกัดชีวภาพก่อนเพื่อเป็นการย่อย และเพิ่มธาตุอาหาร ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรคทของคุณสงวน จะทา ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาปศุสัตวท 10.ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่วิบูลยทเริ่มต้นการเกษตร โดยคิดอยากร่ารวย จึงทา เกษตรเชิงเดี่ยว แต่ก็เหมือนกับคนทั่วไปคือ ล้มเหลว ขาดทุน มีแต่ลง กับลง ผลของปัญหาครั้งนี้ทาให้ที่ดินกว่า 200 ไร่ต้องนาไปขายเพื่อใช้ หนี้ เหลือไว้ทากินเพียง 9 ไร่แต่กลับทาให้มีความสุขได้ ในปี พ.ศ. 2555 พื้นที่ 9 ไร่ของผู้ใหญ่วิบูลยท ได้มีพืชพันธุทมากกว่า 600 ชนิด และ มีสัตวทมาอาศัยอยู่ ผู้ใหญ่จึงปล่อยให้มันเกิดเพื่อ “เลียนแบบ” ธรรมชาติ ด้วยความมั่นใจว่า คนอยู่ได้อย่างสุขสบาย มั่นคง ปลอดภัย ผู้ใหญ่ วิบูลยทใช้หลักการพึ่งตัวเองอยากกินอะไรก็ต้องปลูกเอง สามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่เป็นภาระของผู้อื่น มีความสมดุลและความ พอดีในชีวิต ผู้ใหญ่วิบูลยทเป็นทั้งเกษตรกร ปราชญทชาวบ้าน นักวิเคราะหทสังคม และอื่นๆที่สามารถเปลี่ยนความคิดคนได้ เพราะ
  • 63.
    คาพูดทุกคา ล้วนออกมาจากใจ เป็นนักพูดให้คติเตือนใจแฝงปรัชญา และนาไปปฏิบัติได้จริง 11.คุณชัยพร พรหมพันธุ์ คุณชัยพร เริ่มต้นการทางานเป็นช่างเครื่องยนตท และได้ออก จากงานเพื่อมาทานา ได้นาความรู้เรื่องเครื่องยนตทมาปรับปรุงรถไถ ด้วยเครื่องยนตทสูบเดียว ไม่ต้องจ้างคนอื่นมาไถนา ทาให้ประหยัดเงิน ไปได้มาก และยังได้ออกแบบรถไถคูโบต้าให้มีอุปกรณทที่ไถกลบตอซัง ข้าว รากข้าว และฟางข้าว ทาให้ประหยัดปุ๋ ยและทาให้ติดมี อินทรียวัตถุมากขึ้น คุณชัยพรดาเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พึ่งตนเอง ไม่ได้จ้างทุกอย่างเหมือนชาวนาในปัจจุบัน ทาให้มี เงินเหลือเก็บมาก คุณชัยพรยังใช้น้าสกัดชีวภาพให้นาของตนและเห็น ว่าได้ผลผลิตที่ดี การที่ชาวนาขาดความรู้ในการจัดการเรื่องการปลูก ข้าว ทาให้รายจ่ายสูงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนสาคัญของชาวนา บางครั้งก็ใช้ปุ๋ยเคมีเพราะความเข้าใจผิดพลาด ยิ่งทาให้ผลผลิตน้อยลง และต้นทุนสูงขึ้น 12.ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ลุงทองเหมาะ เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทานา เป็นผู้ ก่อตั้ง “สถาบันการเรียนรู้เกษตรอินทรียทสุพรรณบุรี” ลุงทองเหมาะทา การเกษตรหลายอย่าง เช่น อ้อย มันสาปะหลัง เลี้ยงปลา และชาวนา ส่วนใหญ่เป็นเกษตรเชิงเดียว ผลิตเพื่อจาหน่าย แต่ผลลัพธทที่ได้กลับ ตรงกับข้าม เพราะเมื่อผลผลิตออกพร้อมๆกัน ทาให้ราคาตกต่า ขาดทุน และก็เป็นหนี้ ไร่ของลุงทองเหมาะใช้ปุ๋ยเคมีเยอะ ทาให้ดิน เสื่อม ร่างกายก็เสื่อมโทรม จึงนึกถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลุงจึงเลิก ใช้สารเคมี หันมาทานาข้าวอินทรียท ใช้จุลินทรียทและสารชีวภาพ ทดแทน และยังคิดหาวิธีเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้น รวมทั้งดัดแปลง เครื่องจักร เครื่องมือการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ เมื่อเวลาผ่านไป จะเห็นได้ว่าข้าวที่ปลูกนั้นได้ผลดีกว่าที่คาดคิด สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย 13.คุณนฤทธิ์ คาธิศรี คุณนฤทธิ์คาธิศรี ปัจจุบันอายุ 50 ปี มีภรรยากับบุตร 2 คน เป็นชนเผ่า “ไทโส้” ซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณทของตนเอง พ่อแม่จะ ขายที่นาเพื่อส่งลูกเรียน เพื่อหวังให้ไม่ต้องทานา ไม่ต้องลาบาก หลังจากเรียนจบให้ได้ทางานในบริษัทแหงหนึ่ง ทาหน้าที่ดูแลการเลี้ยง กุ้งเนื้อที่ 1500-2000 ไร่ ขณะที่ทางานเกิดความสนใจเรื่องการเกษตร ประกอบกับมีที่ดิน 33 ไร่ แต่เป็นลูกรังทั้งหมด เขาจึงลองกลับไปบ้าน และลองปลูกต้นไว้บนลูกรัง โดยไม่ดูแลรักษา ให้มันขึ้นเอง ปรากฏว่า ต้นไม้ไม่ตาย เจริญเติบโตได้ดี จึงมั่นใจว่าถ้ายิ่งดูแลรักษา จะทาให้ผล ที่ได้ดียิ่งขึ้น เข้าจึงตัดสินใจออกจากงานและกลับบ้านมาทาการเกษตร
  • 64.
    เข้าได้เตรียมแผนด้านการเกษตรไว้ 4-5 ปีทดลองทา 2 ปี ประสบ ผลสาเร็จจึงออกจากงาน เขาได้ศึกษาการปลุกพืชตามหลักวิชาการ ศึกษาดูงานด้านการเกษตรทั่วประเทศ และได้เริ่มลงมืออย่างจริงจัง โดยใช้หลักวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ทา การเกษตร