1
ดร. วัชรพงษ์ สุกิจจานนท์
นศ. เข้าใจว่า
อย่างไร?
PA 501 Module1
มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา
 Module1: สถาบันทางการเมือง พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน
สื่อมวลชนกับการเมือง
 Module2: สถาบันทางการเมืองของไทยกับการบริหารปกครอง ที่มา
หลักการ รูปแบบ และความสาคัญของรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่าง
รัฐธรรมนูญกับสถาบันทางการเมือง
 Module3: วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญไทย ที่มาและหลักการของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดุลแห่งอานาจ การควบคุมและการตรวจสอบ
การใช้อานาจอธิปไตย
 Module4: การเข้าสู่อานาจทางการเมือง การสืบต่ออานาจทางการเมือง
ความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญไทย การวิเคราะห์แนวโน้มการเข้าสู่อานาจทาง
การเมือง การใช้อานาจทางการเมือง และการสืบต่ออานาจทางการเมืองตาม
รัฐธรรมนูญของไทย
2
ขอให้ นศ. หาความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้ง 4 modules
 บทนาเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง
 พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์
 สื่อมวลชนกับการเมือง
3
ขอให้ นศ. หาบทบาท/หน้าที่ของ 4 ประเด็นที่มีต่อระบบการเมือง
การจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อ
สังคม โดยที่มีอานาจบังคับให้มี
การปฏิบัติการจัดสรรนั้น
 ความหมายของสถาบันทางการเมือง
4
สถาบัน : บรรทัดฐานของพฤติกรรมที่สร้างขึ้น และมีการปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกระทั่งเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยที่พฤติกรรมดังกล่าวมี
ลักษณะของพฤติกรรมที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้
สถาบันทางการเมือง
(Political
Institution)
เป็นสถาบันที่
*แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสมาชิกของสังคม และระหว่างสมาชิก
ของสังคมด้วยกันเอง
*มีหน้าที่ในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
*เป็นแบบแผนของสังคมในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองซึ่งประชาชนทั่วไปให้
ความยอมรับในแบบแผนนั้นๆ
เป็นสถาบันที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้
 ลักษณะของสถาบันทางการเมือง
5
เป็นสถาบันที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้
มีหน้าที่ในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
มีลักษณะเป็นแบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งประชาชนทั่วไปยอมรับและมีการปฏิบัติตามแบบ
แผนนั้น
เป็นสถาบันที่มีลักษณะแสดงถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสมาชิกของสังคม
 ประเภทของสถาบันทางการเมือง
6
สถาบันทางการเมืองต้องมีลักษณะเป็นสถาบัน คือ มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างเนื่อง มีโครงสร้างที่แน่นอน สามารถศึกษาได้
รัฐธรรมนูญ : กฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศ เป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงในประเทศ กฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญถือว่าเป็น
โมฆะใช้บังคับไม่ได้ โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญจะบัญญัติหลักการที่สาคัญเกี่ยวกับการบริหารประเทศไว้
สถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ : มีหน้าที่ในการออกกฎหมายซึ่งเป็นกลไกและเครื่องมือในการบริหารและการปกครองประเทศ ทาหน้าที่คุ้มครองรักษา
สิทธิเสรีภาพของประชาชน
สถาบันฝ่ายบริหาร : มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและรับผิดชอบในการปกครองทั่วไป
สถาบันฝ่ายตุลาการ : มีหน้าที่ป้ องกันเสรีภาพและการศึกษาสิทธิของประชาชน ให้ความยุติธรรม โดยการใช้กฎหมายของรัฐเป็นเครื่องมือใน
การตัดสินใจและในบางประเทศมีอานาจในการตีความว่ากฎหมายฉบับใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามหลักปฏิบัติของประเทศที่มีการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยถือว่าสถาบันฝ่ายตุลาการจะต้องเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัติมิใช่ว่าเป็นไม่มีความสัมพันธ์กับอีก
สองสถาบันเลย แต่ตามทฤษฎีเป็นความสัมพันธ์แบบคานอานาจซึ่งกันและกัน
 ความหมายของพรรคการเมือง
7
พรรคการเมือง
(Political
Party)
มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Par ซึ่งแปลว่า “ส่วน”
พรรคการเมือง หมายถึง
: การที่แยกประชากรออกเป็นส่วน ๆ ตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมือง
: ส่วนของประชาชนที่มีแนวคิดเหมือนกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันในประเทศทั้งหมด ที่รวมกลุ่มกัน
เป็นพรรคการเมืองขึ้นมา โดยมีแนวความคิดที่จะเข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่
เกิดขึ้นในทางการเมืองการปกครองร่วมกัน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา ๔ ได้ให้นิยามไว้ว่า
“พรรคการเมือง” หมายความว่า คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการ
จัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตาม
วิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่จะส่งสมาชิกเข้า
สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการดาเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นความหมายที่สาคัญ
1. พรรคการเมืองเป็นกลุ่มหรือคณะบุคคลหรือสมาคมที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน และมี
ผลประโยชน์พื้นฐานร่วมกัน ปรารถนารวมตัวกันเพื่อแสวงหาอานาจในการปกครองประเทศในที่สุด
2. พรรคการเมืองเป็นกลไกที่รัฐธรรมนูญยอมรับให้เข้ามาทาการควบคุมดูแลกิจการของประชาชนซึ่ง
รัฐบาลดาเนินการอยู่เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชน
3. พรรคการเมืองเป็นองค์การที่มีการจัดระบบที่ดีในการควบคุม โดยมีคณะผู้บริหารพรรคและมีสมาชิก
พรรค
 การแบ่งประเภทของระบบพรรค
8
แบ่งตามพรรคที่มีการแข่งขัน หรือ ไม่มีการแข่งขัน ตามด้วยจานวนพรรคที่สาคัญต่อการ
ดาเนินการของระบบการเมือง และ ความเข้มข้นทางอุดมการณ์
ไม่มีการแข่งขัน: พรรคเดียว พรรคหลักครอบงา
มีการแข่งขัน: พรรคหลักโดยการแข่งขัน สองพรรค หลายพรรคอุดมการณ์กลางๆ หลายพรรค
สุดโต่ง หลายพรรคไม่เชื่อมโยงกัน (สองแบบหลังประเทศยังมีปัญหาการจัดการระบบการเมืองให้มี
เสถียรภาพ)
ขอให้ นศ. พิจารณาว่าระบบพรรคของประเทศไทยเป็นแบบใด
 การทาหน้าที่รวบรวมประโยชน์ในระบบพรรคการเมือง
9
พรรคการเมืองเป็นองค์การที่แข่งขันกันทางอุดมการณ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวม
ผลประโยชน์
อุดมการณ์ คือ หลักที่พรรคการเมืองยึดถือในการกาหนดนโยบายพรรค
พรรคจะใช้นโยบายของพรรคในการแข่งขันของความสนับสนุนจากประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อมี
บทบาทในการปกครอง ดังนั้นนโยบายพรรคจึงสร้างขึ้นด้วยความหวังที่จะตอบสนองความต้องการ
หรือผลประโยชน์ของประชาชนต่างๆ
การแข่งขันทางอุดมการณ์คือการแข่งขันกันในการเสนอนโยบายต่อประชาชน
พรรคต้องทาการสารวจวิจัยตลาดการเมือง ว่าประชาชนมีความคิดเห็น หรือ มติมหาชนอย่างไร
มีการกระจายของมติมหาชนอย่างไร เป็นต้น
ขอให้ นศ. เปรียบเทียบ ประชานิยม กับ นโยบายที่ตอบมติมหาชน
 ลักษณะของพรรคการเมือง
10
พรรคการเมืองไทยจะคึกคักมีบทบาทเฉพาะคราวที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น
พรรคการเมืองไทยต้องใช้เงินมหาศาลในการบริหารพรรค
พรรคการเมืองไทยจะมีบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของพรรค มากกว่าผลประโยชน์ของชาติหรือประชาชน
การคัดเลือกสมาชิกพรรคการเมือง โดยทั่วไปพรรคการเมืองจะไม่ค่อยคานึงเพ่งเล็งถึงอุดมการณ์และคุณธรรมของผู้ยื่นความจานง แต่เพ่งเล็งว่าผู้นั้นมีเงิน
มีชื่อเสียงที่จะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อเป็นเช่นนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ค่อยจะได้คนดีมีคุณธรรมและมีอุดมการณ์เข้าสังกัดพรรค
พรรคการเมืองไทยรวบรวมสมาชิกเพื่อหวังชนะการเลือกตั้งมากกว่าเพ่งเล็งอุดมการณ์ จะเห็นได้จากการเปลี่ยนพรรคเป็นไปอย่างกว้างขวาง
สมาชิกพรรคบางส่วนขาดอุดมการณ์และไม่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค จึงทาให้สมาชิกพรรคแยกตัวออกจากพรรคหนี่งไปเข้ากับอีกพรรคหนึ่ง หรือ
แยกไปตั้งพรรคใหม่
?พรรคการเมืองไทยยังไม่เป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนส่วนมากในชนบทเลือกคนมากกว่าพรรค พรรคการเมืองขาดพื้นฐานการรองรับ
จากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
?พรรคการเมืองไทยยังหย่อนยานในเรื่องระเบียบวินัยในการควบคุมสมาชิกพรรค จึงทาให้เกิดปัญหาการควบคุมสมาชิกพรรคในสภา คือ ไม่ทาตามมติ
ของพรรค
?รัฐธรรมนูญของไทย ให้โอกาสแก่ประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง จึงทาให้มีพรรคการเมืองจานวนมาก เมื่อมีการเลือกตั้งจึงทาให้
สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดได้เสียงเด็ดขาด ทาให้ต้องมีรัฐบาลผสม
?แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคในประเทศไทย แต่นโยบายของพรรคมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่สามารถจะรวมพรรคการเมืองเข้าด้วยกันได้ เพราะ
นักการเมืองส่วนมากมีความต้องการจะได้ตาแหน่งที่สาคัญในพรรค
?พรรคการเมืองไทยยังขาดความมั่นคงเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ไม่มีอุดมการณ์ ต้องใช้เงินจานวนมาก ประชาชนขาดความสนใจสนับสนุน
 ประเภทของพรรคการเมือง
11
แยกประเภทตามวัตถุประสงค์ และที่มาของพรรคการเมืองไทย ได้ 5 ประเภท คือ
พรรครัฐบาลเดิม : พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อหวัง
ผลประโยชน์ในการที่จะให้พรรคการเมืองนั้นได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดและได้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป
พรรคฝ่ายค้าน : พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองที่เป็น
รัฐบาลอยู่เดิม
พรรคสนับสนุนรัฐบาล : พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนรัฐบาล
พรรคเป็นกลาง: พรรคการเมืองที่ตั้งในลักษณะเป็นกลาง คือ มีความเห็นหรือแนวดาเนินการในลักษณะที่
ยืดหยุ่นได้
พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ : ไม่มีอุดมการณ์ หากฝ่ายใดให้ประโยชน์ก็จะช่วยเหลือฝ่าย
นั้น
 บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง
12
ประกาศหรือแถลงนโยบายหลักของพรรคการเมือง
* ค้นหามติมหาชน ชี้แจ้งนโยบายแก่ประชาชน ลดความขัดแย้ง ทาให้ประชาชนสนับสนุนนโยบาย ส่งเสริม
ความยินยอมพร้อมใจในปัญหาต่าง ๆ
ปลุกเร้าและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
* เป็นเครื่องเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม กระตุ้นให้ประชาชนสนใจ ให้การศึกษา
ส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้ง
* แสวงหาผู้สมัคร และฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้แทนราษฎร ทาให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยดีมีประสิทธิภาพ
จัดตั้งรัฐบาล
* กาหนดนโยบาย พื้นฐานหรือหลักเกณฑ์ในการที่จะทาให้กลุ่มต่าง ๆร่วมมือปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ควบคุมรัฐบาล ทาหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบมติสาธารณะ
ประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับรัฐบาล
 พรรคการเมืองในประเทศไทย
13
ประวัติความเป็นมา
: มีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกปี พ.ศ.2489
: มีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้ง ทาให้พรรคการเมืองไม่สามารถจะดาเนินการทางการเมืองไปต่อเนื่อง
: พรรคการเมืองไทยได้พัฒนาตนเองมาโดยตลอดตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย
ยึดหลักกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการบริหารพรรค
มีลักษณะกลุ่มเดียวครองอานาจ : เท่าที่ผ่านมา ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะมีกลุ่มการเมืองเพียงกลุ่มเดียวที่
ครองอานาจในรัฐสภา
ปราศจากอุดมการณ์ : นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองไทยได้ร่างไว้ มักสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการจดทะเบียนพรรค
มากกว่า ในทางปฏิบัติแล้วเราจะหาพรรคการเมืองที่อุดมการณ์เป็นเรื่องสาคัญก็หาได้ไม่
กาเนิดและสลายตัวเร็ว : พรรคการเมืองส่วนใหญ่ถือกาเนิดในนามของบุคคล ไม่ได้เป็นพรรคมหาชน ด้วยเหตุนี้
จึงไม่มีการสืบทอด ไม่มีเจตนารมย์ เมื่ออานาจของผู้นาหมดลง พรรคต่าง ๆ เหล่านี้ จึงสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วย
เหตุนี้ ปัจจุบันจึงมีพรรคการเมืองที่อายุยืนยาวจริง ๆ เพียงไม่กี่พรรค
 ความหมายของกลุ่มผลประโยชน์
14
กลุ่มผลประโยชน์
(Interest
Group)
*การรวมตัวกันของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน
*กลุ่มที่จัดตั้งเพื่อภารกิจหรือผลประโยชน์เฉพาะอย่าง เมื่อมีการเรียกร้อง
ข้อเสนอของกลุ่มผ่านสถาบันของรัฐจะกลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทาง
การเมือง และหากมีการปฏิบัติในระดับการเมืองก็จะเป็นกลุ่มผลักดัน ซึ่ง
เป็นกลุ่มที่มีเป้ าหมายที่จะมีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือรัฐบาลใน
การตัดสินใจ โดยอาจใช้วิธีการขอมติ ขอความร่วมมือหรือการบีบบังคับ
การเรียกร้องผลประโยชน์ คือ กระบวนการที่ปัจเจก หรือ กลุ่มบุคคลแสดงออกซึ่งข้อ
เรียกร้องต่อผู้ตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกที่ทาหน้าที่แปรสภาพ
ปัจจัยนาเข้าเป็นปัจจัยนาออก
 ประเภทของกลุ่มผลประโยชน์
15
Gabiel A. Almond นักรัฐศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องของกลุ่ม โดยจาแนกประเภทกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
Institutional Interest Group (Officer Government)
เป็นกลุ่มที่เป็นสถาบัน มีโครงสร้างที่เป็นทางการอย่างชัดเจน มีผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน จะทาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสังคมให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
กลุ่มข้าราชการ ทหารพลเรือน ส.ส. พรรคการเมือง ตารวจ มีหน้าที่เฉพาะอย่างอื่นที่ไม่ใช่การเรียกร้องผลประโยชน์ อาจเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มเอง หรือทา
หน้าที่ตัวแทนเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นในสังคม
Associational Interest Group
เป็นกลุ่มที่เป็นทางการ จะมีการรวมตัวและดาเนินงานอย่างเป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์(ค่าสมาชิก, ค่าลงทะเบียน) มีเป้ าหมายที่จะดาเนินการ เช่น กลุ่มพวกพ่อค้าธุรกิจต่าง
ๆ กลุ่มสหพันธ์แรงงาน เป็ นกลุ่มที่จัดตั้งมาเพื่อเป็นปากเสียงแทนผลประโยชน์ของกลุ่ม มีระเบียบวิธีการที่จะเรียกร้องผลประโยชน์และนาข้อเสนอต่อระบบ
การเมือง
Non-Associational Interest Group
เป็นกลุ่มที่ไม่มีการจัดตั้ง จะมีการรวมตัวกันเพราะมีความเกี่ยวพันทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เครือญาติและตระกูล มักจะไม่มีโครงสร้างที่เป็นทางการ การรวมตัวกันก็มักจะ
เป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่มีค่าสมาชิก ไม่มีคนทางานเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น การรวมตัวของศาสนาอิสลาม สมาคมประจาแซ่ต่าง ๆ อาจไม่ได้พบประกันอย่างสม่าเสมอ
แต่มีความรู้สึกร่วมกัน มีความเชื่อมโยงกันทางจิตใจ ทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจเรียกร้องผลประโยชน์ของเขาเป็นครั้งคราวผ่านบุคลหรือผู้นา
Anomic Interest Group
เป็นกลุ่มที่รวมตัวกัน โดยมิได้นัดหมาย เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรง และสลายตัวไปในระยะเวลาอันสั้นเมื่อหมดภารกิจ ไร้ระเบียบ อาจเกิดจากการถูกกดดันทาง
จิตใจ เช่น กลุ่มประท้วง การรวมตัวแบบนี้ จะมีการรุนแรงมากเพียงใดจะขึ้นอยู่กับปัจจัย “ด้านเงินทุน” “สภาพทางการเมืองในช่วงนั้น”
3-4 มาครั้งเดียวแล้วไป
 บทบาทและหน้าที่ของกลุ่มผลประโยชน์
16
*ทาให้นโยบายของชาติเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
*กลุ่มผลประโยชน์พยายามมีอิทธิพลในทางการเมือง
*พยายามเข้าถึงองค์การที่กาหนดนโยบายของชาติ
*ติดตามและประเมินผลงานบทบาทของรัฐบาล
กลุ่มผลประโยชน์ คือ กลุ่มคนที่รวมตัวกันด้วยความสมัครใจเพื่อรักษาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน
โดยมุ่งหวังจะมีอิทธิพลผลักดันให้รัฐกระทาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มตน ไม่มุ่งหวังจะเข้าไปเป็นรัฐบาล
กลุ่มผลประโยชน์ สนใจที่จะมีอิทธิพลโน้มน้าวผู้ที่ทาการปกครอง แต่ไม่สนใจที่จะเข้ามาปกครอง
พรรคการเมือง สนใจที่จะมีอานาจการปกครอง และแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจทางการเมือง
กลุ่มผลประโยชน์อาจพัฒนาไปเป็นพรรคการเมืองได้
 ปัจจัยกาหนดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์
17
*ช่องทางที่เหมาะสมในการเข้าหาผู้ตัดสินใจ
*ความต้องการของกลุ่มสอดคล้องกับค่านิยมของสังคม
*มีทรัพยากร เช่น การสนับสนุนจากกลุ่ม กาลังคน การจัดองค์การ กลุ่มได้รับการ
สนับสนุน
*ความเชี่ยวชาญ
ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปว่ากลุ่มธุรกิจจะรวมหัวกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมเสมอไป เพราะอุตสาหกรรมต่างๆ อาจมีผลประโยชน์ต่างๆ กัน
 ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์
18
ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทย
เชิดชูคนมีอานาจ : เพราะธรรมชาติของวัฒนธรรมการเมืองไทยก็คือระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นหากได้เข้าเป็น
พรรคพวกกับคนมีอานาจก็จะมีแนวโน้มที่สมาชิกของกลุ่มจะได้รับผลประโยชน์จากตาแหน่ง และอานาจของผู้
มีอิทธิพลนั้น
ขาดเอกภาพ : ขาดการรวมตัวกันที่ดี ทาให้มีการแยกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ขาดการมอง
ผลประโยชน์ส่วนรวม ทาให้กลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทยไม่เข้มแข็ง
ขาดอุดมการณ์ : กลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทย ไม่ได้รวมตัวกันเพื่ออุดมการณ์ของส่วนรวม แต่เป็น
การรวมตัวกันเพื่อปกป้ องผลประโยชน์ หรือเป็นการรวมกันเฉพาะกิจยามวิกฤติเท่านั้น และขาดการติดตาม
ผลการเรียกร้อง ทาให้มีกลุ่มหลากหลาย ขาดเอกภาพ ขาดการเรียกร้องที่เป็นรูปธรรม ขาดการสร้างประเด็น
ให้กลายเป็นประเด็นระดับชาติและระดับโลก ทาให้ไม่มีแรงกดดันที่จะทาให้รัฐบาลทาตามข้อเรียกร้อง
 ความหมายของสื่อมวลชน
19
สื่อมวลชน
*พาหนะหรือเครื่องมือทั้งหลายที่มนุษย์ประดิษฐ์และคิดค้นขึ้นมาเพื่อนาไปใช้
ประโยชน์ ในการนาข่าวสารหรือข้อมูลต่าง ๆ จากผู้ส่งสารไปสู่ยังมวลชน หรือ
ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งอาจจะมองในแง่ของกลุ่มผู้ชม ผู้ดู ผู้ฟังและผู้อ่านใน
กระบวนการสื่อสารมวลชน หรืออาจจะเป็นกลุ่มผู้บริโภค ในกระบวนการทาง
การตลาดซึ่งกลุ่มผู้บริโภคนี้ ก็คือประชาชนทุก ๆ คนนั่นเอง เพราะทุก ๆ คนมีความ
จาเป็นต้องบริโภคด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทอุปโภคหรือบริโภคก็ตาม
หรืออาจจะเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในกระบวนการทางการเมือง ซึ่งเป็น
ประชากรที่มีจานวนมากมายและต่างก็กระจัดกระจายกันอยู่เช่นกัน
 ลักษณะของสื่อมวลชน
20
ผู้ส่งหรือแหล่งผลิตข่าวมีลักษณะซับซ้อน เป็นองค์การ หรือสถาบัน (ส่วนมาก
มักจะแสวงหากาไร)
ผู้รับมีจานวนมาก (บางรายการอาจจะมีผู้ชม เป็นร้อยล้านคนก็ได้) และมีภูมิหลัง
ที่หลากหลาย อยู่ต่าง เวลาและต่างสถานที่กัน
การสร้างรหัส และ การถอดรหัสต้องอาศัยเทคโนโลยีและความชานาญเป็นพิเศษ
สื่อมวลชนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะกระตุ้นกลุ่มผลประโยชน์ให้มามีส่วนร่วมทางการเมือง หรือ
อาจถูกใช้ในการครอบงาเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนให้เป็นไปตามที่ผู้นาต้องการได้
 ประเภทของสื่อมวลชน
21
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ จาแนกสื่อมวลชนไว้ครอบคลุมสื่อ 6 ประเภท คือ ( ชัยยงค์ พรหมวงศ์
2525 : 270 )
 สิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร หนังสือ และสิ่งตีพิมพ์ประเภทอื่นๆ
 ภาพยนตร์ ทั้งภาพยนตร์เรื่อง ภาพยนตร์สารคดี และภาพยนตร์ทางการศึกษาบางประเภท
 วิทยุกระจายเสียง ได้แก่วิทยุที่ส่งรายการออกอากาศ ทั้งระบบ AM และ FM รวมไปถึงระบบเสียง
ตามสาย
วิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อทางภาพและทางเสียงที่เผยแพร่ออกไป ทั้งประเภทออกอากาศและส่งตามสาย
สื่อสารโทรคมนาคม เป็นผลจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี มีการส่งข้อความ เสียง ภาพ ตัวพิมพ์
สัญลักษณ์ต่างๆ ได้หลากหลาย ครอบคลุมกิจการสื่อสารผ่านดาวเทียม โทรภาพ โทรพิมพ์
สื่อวัสดุบันทึก ได้แก่เทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพ แผ่นบันทึกเสียง แผ่นบันทึกภาพ ซึ่งกลายเป็นสื่อมวลชน
เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทาให้สามารถผลิตเผยแพร่ได้มากและรวดเร็ว
 บทบาทและหน้าที่ของสื่อมวลชน
22
บทบาทของสื่อมวลชนในทางการเมือง
*เผยแพร่ข้อมูลตามหลักความจริง ทัศนคติ และความคิดเห็น
*เปิดโปงเรื่องราวความจริงที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคม
*ตรวจสอบการทางานของรัฐบาล
*สร้างอุดมการณ์ ค่านิยม
*เป็นตัวกลางในการแสดงความคิดเห็นร่วมของประชาชน
*เป็นตัวกลางในการร้องเรียนความผิดพลาดต่าง ๆ
*ส่งต่อความคิดเห็นไปยังรัฐบาล
*ช่วยประชาสัมพันธ์การทางานของรัฐบาล
ขอให้ นศ. พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อมวลชนในด้าน
การเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา
23
24
Gabriel A. Almond 1966
25
Gabriel A. Almond & G Bingham Powell 1980
26
 การกล่อมเกลา คือ การขัดเกลาให้สมาชิกสังคมได้เรียนรู้วิถีทางการดาเนิน
ชีวิตในสังคมนั้นๆ เพื่อที่จะสามารถมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกที่มี
ประสิทธิภาพตามสมควรของกลุ่ม
 การกล่อมเกลาทางการเมือง คือ การขัดเกลาทางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรม
ทางการเมือง
 การกล่อมเกลาทางการเมืองในวัยผู้ใหญ่: จาพวกในสังคม กลุ่มทุติยภูมิที่เขา
สังกัด ประสบการณ์ทางการเมือง สื่อมวลชน
27
ขอให้ นศ. เปรียบเทียบการกล่อมเกลาของกลุ่มเสื้อเหลือง กับ เสื้อแดง
 หมายถึง ลักษณะการกระจายของความโน้มเอียง ความรู้ ความรู้สึก และการ
ประเมินต่อวัตถุทางการเมือง (องค์ประกอบทางการเมือง และ ทัศนคติต่อ
ตนเองและผู้อื่น) ที่มีอยู่ในบรรดาสมาชิกของสังคมนั้น
 วัฒนธรรมประเภทคับแคบ แทบจะไม่รู้จัก ไม่รู้สึก ไม่ประเมินค่า ไม่มี
ความสัมพันธ์กับการเมืองเลย ไม่คิดว่าระดับชาติจะกระทบเขาได้
 วัฒนธรรมไพร่ฟ้ า รับรู้ แต่มองว่าตัวเองแทบไม่มีอิทธิพล ไม่รู้จะเข้าไปมีส่วน
ร่วมอย่างไร
 วัฒนธรรมมีส่วนร่วม กระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีบทบาททางการเมือง
 คับแคบ – ไพร่ฟ้ า
 ไพร่ฟ้ า – มีส่วนร่วม
 คับแคบ - มีส่วนร่วม
28
ขอให้ นศ. พิจารณาว่าประเทศไทยก่อนทักษิณเป็น
แบบไหน หลังทักษิณ เป็นแบบไหน
29
 เมื่อความต้องการจากกลุ่มต่างๆ ได้รับการเรียกร้องแล้ว จะต้องได้รับการ
รวบรวมผสมผสานกันเป็นหมวดหมู่หรือนามากลั่นกรองประนีประนอมกัน
ให้มีรูปแบบซึ่งเป็นทางเลือกในการกาหนดนโยบาย สาหรับผู้มีอานาจาง
การเมืองที่จะตัดสินใจกาหนดนโยบายหรือออกเป็ นข้อบังคับในขั้นสุดท้าย
 ต้องมีการสรรหาบุคคลที่มีความสามารถในการเข้าถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับ
ผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมและสามารถคิดค้นหาสูตรของการ
ตอบสนองผลประโยชน์
30
 โครงสร้างที่ทาหน้าที่รวบรวมผลประโยชน์
◦ บุคคลที่มีเครือข่าย ลูกน้องบริวารอยู่ในการอุปถัมป์
◦ ระบบราชการ
◦ พรรคการเมือง
31
 เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ทัศนะ และความคิดเห็น ตลอดจน
ประสบการณ์ต่างๆทางการเมือง ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดความ
เข้าใจร่วมกันทางการเมือง และทาให้ระบบการเมืองทาหน้าที่อื่นๆ ต่อไปได้
อย่างเหมาะสม
 การสื่อสารแบบพบหน้า
 การสื่อสารแบบสังคมจารีตประเพณี
 การสื่อสารในปัจจัยนาเข้าของระบบการเมือง
 การสื่อสารในปัจจัยส่งออกของระบบการเมือง
 การสื่อสารมวลชน
32
33

รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองขั้นสูง

  • 1.
    1 ดร. วัชรพงษ์ สุกิจจานนท์ นศ.เข้าใจว่า อย่างไร? PA 501 Module1 มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา
  • 2.
     Module1: สถาบันทางการเมืองพรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน สื่อมวลชนกับการเมือง  Module2: สถาบันทางการเมืองของไทยกับการบริหารปกครอง ที่มา หลักการ รูปแบบ และความสาคัญของรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐธรรมนูญกับสถาบันทางการเมือง  Module3: วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญไทย ที่มาและหลักการของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดุลแห่งอานาจ การควบคุมและการตรวจสอบ การใช้อานาจอธิปไตย  Module4: การเข้าสู่อานาจทางการเมือง การสืบต่ออานาจทางการเมือง ความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญไทย การวิเคราะห์แนวโน้มการเข้าสู่อานาจทาง การเมือง การใช้อานาจทางการเมือง และการสืบต่ออานาจทางการเมืองตาม รัฐธรรมนูญของไทย 2 ขอให้ นศ. หาความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้ง 4 modules
  • 3.
     บทนาเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง  พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ สื่อมวลชนกับการเมือง 3 ขอให้ นศ. หาบทบาท/หน้าที่ของ 4 ประเด็นที่มีต่อระบบการเมือง การจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อ สังคม โดยที่มีอานาจบังคับให้มี การปฏิบัติการจัดสรรนั้น
  • 4.
     ความหมายของสถาบันทางการเมือง 4 สถาบัน :บรรทัดฐานของพฤติกรรมที่สร้างขึ้น และมีการปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกระทั่งเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยที่พฤติกรรมดังกล่าวมี ลักษณะของพฤติกรรมที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้ สถาบันทางการเมือง (Political Institution) เป็นสถาบันที่ *แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสมาชิกของสังคม และระหว่างสมาชิก ของสังคมด้วยกันเอง *มีหน้าที่ในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง *เป็นแบบแผนของสังคมในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองซึ่งประชาชนทั่วไปให้ ความยอมรับในแบบแผนนั้นๆ เป็นสถาบันที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้
  • 5.
     ลักษณะของสถาบันทางการเมือง 5 เป็นสถาบันที่มีโครงสร้างแน่นอนและสามารถศึกษาได้ มีหน้าที่ในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นแบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งประชาชนทั่วไปยอมรับและมีการปฏิบัติตามแบบ แผนนั้น เป็นสถาบันที่มีลักษณะแสดงถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสมาชิกของสังคม
  • 6.
     ประเภทของสถาบันทางการเมือง 6 สถาบันทางการเมืองต้องมีลักษณะเป็นสถาบัน คือมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างเนื่อง มีโครงสร้างที่แน่นอน สามารถศึกษาได้ รัฐธรรมนูญ : กฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศ เป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงในประเทศ กฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญถือว่าเป็น โมฆะใช้บังคับไม่ได้ โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญจะบัญญัติหลักการที่สาคัญเกี่ยวกับการบริหารประเทศไว้ สถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ : มีหน้าที่ในการออกกฎหมายซึ่งเป็นกลไกและเครื่องมือในการบริหารและการปกครองประเทศ ทาหน้าที่คุ้มครองรักษา สิทธิเสรีภาพของประชาชน สถาบันฝ่ายบริหาร : มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและรับผิดชอบในการปกครองทั่วไป สถาบันฝ่ายตุลาการ : มีหน้าที่ป้ องกันเสรีภาพและการศึกษาสิทธิของประชาชน ให้ความยุติธรรม โดยการใช้กฎหมายของรัฐเป็นเครื่องมือใน การตัดสินใจและในบางประเทศมีอานาจในการตีความว่ากฎหมายฉบับใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามหลักปฏิบัติของประเทศที่มีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยถือว่าสถาบันฝ่ายตุลาการจะต้องเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัติมิใช่ว่าเป็นไม่มีความสัมพันธ์กับอีก สองสถาบันเลย แต่ตามทฤษฎีเป็นความสัมพันธ์แบบคานอานาจซึ่งกันและกัน
  • 7.
     ความหมายของพรรคการเมือง 7 พรรคการเมือง (Political Party) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Parซึ่งแปลว่า “ส่วน” พรรคการเมือง หมายถึง : การที่แยกประชากรออกเป็นส่วน ๆ ตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมือง : ส่วนของประชาชนที่มีแนวคิดเหมือนกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันในประเทศทั้งหมด ที่รวมกลุ่มกัน เป็นพรรคการเมืองขึ้นมา โดยมีแนวความคิดที่จะเข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้นในทางการเมืองการปกครองร่วมกัน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา ๔ ได้ให้นิยามไว้ว่า “พรรคการเมือง” หมายความว่า คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตาม วิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่จะส่งสมาชิกเข้า สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการดาเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นความหมายที่สาคัญ 1. พรรคการเมืองเป็นกลุ่มหรือคณะบุคคลหรือสมาคมที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน และมี ผลประโยชน์พื้นฐานร่วมกัน ปรารถนารวมตัวกันเพื่อแสวงหาอานาจในการปกครองประเทศในที่สุด 2. พรรคการเมืองเป็นกลไกที่รัฐธรรมนูญยอมรับให้เข้ามาทาการควบคุมดูแลกิจการของประชาชนซึ่ง รัฐบาลดาเนินการอยู่เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชน 3. พรรคการเมืองเป็นองค์การที่มีการจัดระบบที่ดีในการควบคุม โดยมีคณะผู้บริหารพรรคและมีสมาชิก พรรค
  • 8.
     การแบ่งประเภทของระบบพรรค 8 แบ่งตามพรรคที่มีการแข่งขัน หรือไม่มีการแข่งขัน ตามด้วยจานวนพรรคที่สาคัญต่อการ ดาเนินการของระบบการเมือง และ ความเข้มข้นทางอุดมการณ์ ไม่มีการแข่งขัน: พรรคเดียว พรรคหลักครอบงา มีการแข่งขัน: พรรคหลักโดยการแข่งขัน สองพรรค หลายพรรคอุดมการณ์กลางๆ หลายพรรค สุดโต่ง หลายพรรคไม่เชื่อมโยงกัน (สองแบบหลังประเทศยังมีปัญหาการจัดการระบบการเมืองให้มี เสถียรภาพ) ขอให้ นศ. พิจารณาว่าระบบพรรคของประเทศไทยเป็นแบบใด
  • 9.
     การทาหน้าที่รวบรวมประโยชน์ในระบบพรรคการเมือง 9 พรรคการเมืองเป็นองค์การที่แข่งขันกันทางอุดมการณ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวม ผลประโยชน์ อุดมการณ์คือ หลักที่พรรคการเมืองยึดถือในการกาหนดนโยบายพรรค พรรคจะใช้นโยบายของพรรคในการแข่งขันของความสนับสนุนจากประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อมี บทบาทในการปกครอง ดังนั้นนโยบายพรรคจึงสร้างขึ้นด้วยความหวังที่จะตอบสนองความต้องการ หรือผลประโยชน์ของประชาชนต่างๆ การแข่งขันทางอุดมการณ์คือการแข่งขันกันในการเสนอนโยบายต่อประชาชน พรรคต้องทาการสารวจวิจัยตลาดการเมือง ว่าประชาชนมีความคิดเห็น หรือ มติมหาชนอย่างไร มีการกระจายของมติมหาชนอย่างไร เป็นต้น ขอให้ นศ. เปรียบเทียบ ประชานิยม กับ นโยบายที่ตอบมติมหาชน
  • 10.
     ลักษณะของพรรคการเมือง 10 พรรคการเมืองไทยจะคึกคักมีบทบาทเฉพาะคราวที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น พรรคการเมืองไทยต้องใช้เงินมหาศาลในการบริหารพรรค พรรคการเมืองไทยจะมีบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของพรรค มากกว่าผลประโยชน์ของชาติหรือประชาชน การคัดเลือกสมาชิกพรรคการเมืองโดยทั่วไปพรรคการเมืองจะไม่ค่อยคานึงเพ่งเล็งถึงอุดมการณ์และคุณธรรมของผู้ยื่นความจานง แต่เพ่งเล็งว่าผู้นั้นมีเงิน มีชื่อเสียงที่จะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อเป็นเช่นนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ค่อยจะได้คนดีมีคุณธรรมและมีอุดมการณ์เข้าสังกัดพรรค พรรคการเมืองไทยรวบรวมสมาชิกเพื่อหวังชนะการเลือกตั้งมากกว่าเพ่งเล็งอุดมการณ์ จะเห็นได้จากการเปลี่ยนพรรคเป็นไปอย่างกว้างขวาง สมาชิกพรรคบางส่วนขาดอุดมการณ์และไม่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค จึงทาให้สมาชิกพรรคแยกตัวออกจากพรรคหนี่งไปเข้ากับอีกพรรคหนึ่ง หรือ แยกไปตั้งพรรคใหม่ ?พรรคการเมืองไทยยังไม่เป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนส่วนมากในชนบทเลือกคนมากกว่าพรรค พรรคการเมืองขาดพื้นฐานการรองรับ จากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ?พรรคการเมืองไทยยังหย่อนยานในเรื่องระเบียบวินัยในการควบคุมสมาชิกพรรค จึงทาให้เกิดปัญหาการควบคุมสมาชิกพรรคในสภา คือ ไม่ทาตามมติ ของพรรค ?รัฐธรรมนูญของไทย ให้โอกาสแก่ประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง จึงทาให้มีพรรคการเมืองจานวนมาก เมื่อมีการเลือกตั้งจึงทาให้ สมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดได้เสียงเด็ดขาด ทาให้ต้องมีรัฐบาลผสม ?แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคในประเทศไทย แต่นโยบายของพรรคมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่สามารถจะรวมพรรคการเมืองเข้าด้วยกันได้ เพราะ นักการเมืองส่วนมากมีความต้องการจะได้ตาแหน่งที่สาคัญในพรรค ?พรรคการเมืองไทยยังขาดความมั่นคงเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ไม่มีอุดมการณ์ ต้องใช้เงินจานวนมาก ประชาชนขาดความสนใจสนับสนุน
  • 11.
     ประเภทของพรรคการเมือง 11 แยกประเภทตามวัตถุประสงค์ และที่มาของพรรคการเมืองไทยได้ 5 ประเภท คือ พรรครัฐบาลเดิม : พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อหวัง ผลประโยชน์ในการที่จะให้พรรคการเมืองนั้นได้มีโอกาสรับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดและได้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป พรรคฝ่ายค้าน : พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองที่เป็น รัฐบาลอยู่เดิม พรรคสนับสนุนรัฐบาล : พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนรัฐบาล พรรคเป็นกลาง: พรรคการเมืองที่ตั้งในลักษณะเป็นกลาง คือ มีความเห็นหรือแนวดาเนินการในลักษณะที่ ยืดหยุ่นได้ พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ : ไม่มีอุดมการณ์ หากฝ่ายใดให้ประโยชน์ก็จะช่วยเหลือฝ่าย นั้น
  • 12.
     บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง 12 ประกาศหรือแถลงนโยบายหลักของพรรคการเมือง * ค้นหามติมหาชนชี้แจ้งนโยบายแก่ประชาชน ลดความขัดแย้ง ทาให้ประชาชนสนับสนุนนโยบาย ส่งเสริม ความยินยอมพร้อมใจในปัญหาต่าง ๆ ปลุกเร้าและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง * เป็นเครื่องเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม กระตุ้นให้ประชาชนสนใจ ให้การศึกษา ส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้ง * แสวงหาผู้สมัคร และฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้แทนราษฎร ทาให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยดีมีประสิทธิภาพ จัดตั้งรัฐบาล * กาหนดนโยบาย พื้นฐานหรือหลักเกณฑ์ในการที่จะทาให้กลุ่มต่าง ๆร่วมมือปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ควบคุมรัฐบาล ทาหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบมติสาธารณะ ประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับรัฐบาล
  • 13.
     พรรคการเมืองในประเทศไทย 13 ประวัติความเป็นมา : มีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรกปีพ.ศ.2489 : มีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้ง ทาให้พรรคการเมืองไม่สามารถจะดาเนินการทางการเมืองไปต่อเนื่อง : พรรคการเมืองไทยได้พัฒนาตนเองมาโดยตลอดตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย ยึดหลักกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการบริหารพรรค มีลักษณะกลุ่มเดียวครองอานาจ : เท่าที่ผ่านมา ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะมีกลุ่มการเมืองเพียงกลุ่มเดียวที่ ครองอานาจในรัฐสภา ปราศจากอุดมการณ์ : นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองไทยได้ร่างไว้ มักสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการจดทะเบียนพรรค มากกว่า ในทางปฏิบัติแล้วเราจะหาพรรคการเมืองที่อุดมการณ์เป็นเรื่องสาคัญก็หาได้ไม่ กาเนิดและสลายตัวเร็ว : พรรคการเมืองส่วนใหญ่ถือกาเนิดในนามของบุคคล ไม่ได้เป็นพรรคมหาชน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีการสืบทอด ไม่มีเจตนารมย์ เมื่ออานาจของผู้นาหมดลง พรรคต่าง ๆ เหล่านี้ จึงสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วย เหตุนี้ ปัจจุบันจึงมีพรรคการเมืองที่อายุยืนยาวจริง ๆ เพียงไม่กี่พรรค
  • 14.
     ความหมายของกลุ่มผลประโยชน์ 14 กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) *การรวมตัวกันของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน *กลุ่มที่จัดตั้งเพื่อภารกิจหรือผลประโยชน์เฉพาะอย่าง เมื่อมีการเรียกร้อง ข้อเสนอของกลุ่มผ่านสถาบันของรัฐจะกลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทาง การเมืองและหากมีการปฏิบัติในระดับการเมืองก็จะเป็นกลุ่มผลักดัน ซึ่ง เป็นกลุ่มที่มีเป้ าหมายที่จะมีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือรัฐบาลใน การตัดสินใจ โดยอาจใช้วิธีการขอมติ ขอความร่วมมือหรือการบีบบังคับ การเรียกร้องผลประโยชน์ คือ กระบวนการที่ปัจเจก หรือ กลุ่มบุคคลแสดงออกซึ่งข้อ เรียกร้องต่อผู้ตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกที่ทาหน้าที่แปรสภาพ ปัจจัยนาเข้าเป็นปัจจัยนาออก
  • 15.
     ประเภทของกลุ่มผลประโยชน์ 15 Gabiel A.Almond นักรัฐศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องของกลุ่ม โดยจาแนกประเภทกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ Institutional Interest Group (Officer Government) เป็นกลุ่มที่เป็นสถาบัน มีโครงสร้างที่เป็นทางการอย่างชัดเจน มีผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน จะทาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสังคมให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ ทหารพลเรือน ส.ส. พรรคการเมือง ตารวจ มีหน้าที่เฉพาะอย่างอื่นที่ไม่ใช่การเรียกร้องผลประโยชน์ อาจเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มเอง หรือทา หน้าที่ตัวแทนเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นในสังคม Associational Interest Group เป็นกลุ่มที่เป็นทางการ จะมีการรวมตัวและดาเนินงานอย่างเป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์(ค่าสมาชิก, ค่าลงทะเบียน) มีเป้ าหมายที่จะดาเนินการ เช่น กลุ่มพวกพ่อค้าธุรกิจต่าง ๆ กลุ่มสหพันธ์แรงงาน เป็ นกลุ่มที่จัดตั้งมาเพื่อเป็นปากเสียงแทนผลประโยชน์ของกลุ่ม มีระเบียบวิธีการที่จะเรียกร้องผลประโยชน์และนาข้อเสนอต่อระบบ การเมือง Non-Associational Interest Group เป็นกลุ่มที่ไม่มีการจัดตั้ง จะมีการรวมตัวกันเพราะมีความเกี่ยวพันทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เครือญาติและตระกูล มักจะไม่มีโครงสร้างที่เป็นทางการ การรวมตัวกันก็มักจะ เป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่มีค่าสมาชิก ไม่มีคนทางานเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น การรวมตัวของศาสนาอิสลาม สมาคมประจาแซ่ต่าง ๆ อาจไม่ได้พบประกันอย่างสม่าเสมอ แต่มีความรู้สึกร่วมกัน มีความเชื่อมโยงกันทางจิตใจ ทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจเรียกร้องผลประโยชน์ของเขาเป็นครั้งคราวผ่านบุคลหรือผู้นา Anomic Interest Group เป็นกลุ่มที่รวมตัวกัน โดยมิได้นัดหมาย เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรง และสลายตัวไปในระยะเวลาอันสั้นเมื่อหมดภารกิจ ไร้ระเบียบ อาจเกิดจากการถูกกดดันทาง จิตใจ เช่น กลุ่มประท้วง การรวมตัวแบบนี้ จะมีการรุนแรงมากเพียงใดจะขึ้นอยู่กับปัจจัย “ด้านเงินทุน” “สภาพทางการเมืองในช่วงนั้น” 3-4 มาครั้งเดียวแล้วไป
  • 16.
     บทบาทและหน้าที่ของกลุ่มผลประโยชน์ 16 *ทาให้นโยบายของชาติเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง *กลุ่มผลประโยชน์พยายามมีอิทธิพลในทางการเมือง *พยายามเข้าถึงองค์การที่กาหนดนโยบายของชาติ *ติดตามและประเมินผลงานบทบาทของรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์ คือกลุ่มคนที่รวมตัวกันด้วยความสมัครใจเพื่อรักษาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน โดยมุ่งหวังจะมีอิทธิพลผลักดันให้รัฐกระทาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มตน ไม่มุ่งหวังจะเข้าไปเป็นรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์ สนใจที่จะมีอิทธิพลโน้มน้าวผู้ที่ทาการปกครอง แต่ไม่สนใจที่จะเข้ามาปกครอง พรรคการเมือง สนใจที่จะมีอานาจการปกครอง และแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจทางการเมือง กลุ่มผลประโยชน์อาจพัฒนาไปเป็นพรรคการเมืองได้
  • 17.
     ปัจจัยกาหนดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ 17 *ช่องทางที่เหมาะสมในการเข้าหาผู้ตัดสินใจ *ความต้องการของกลุ่มสอดคล้องกับค่านิยมของสังคม *มีทรัพยากร เช่นการสนับสนุนจากกลุ่ม กาลังคน การจัดองค์การ กลุ่มได้รับการ สนับสนุน *ความเชี่ยวชาญ ไม่ได้เป็นจริงเสมอไปว่ากลุ่มธุรกิจจะรวมหัวกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมเสมอไป เพราะอุตสาหกรรมต่างๆ อาจมีผลประโยชน์ต่างๆ กัน
  • 18.
     ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ 18 ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทย เชิดชูคนมีอานาจ :เพราะธรรมชาติของวัฒนธรรมการเมืองไทยก็คือระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นหากได้เข้าเป็น พรรคพวกกับคนมีอานาจก็จะมีแนวโน้มที่สมาชิกของกลุ่มจะได้รับผลประโยชน์จากตาแหน่ง และอานาจของผู้ มีอิทธิพลนั้น ขาดเอกภาพ : ขาดการรวมตัวกันที่ดี ทาให้มีการแยกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ขาดการมอง ผลประโยชน์ส่วนรวม ทาให้กลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทยไม่เข้มแข็ง ขาดอุดมการณ์ : กลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทย ไม่ได้รวมตัวกันเพื่ออุดมการณ์ของส่วนรวม แต่เป็น การรวมตัวกันเพื่อปกป้ องผลประโยชน์ หรือเป็นการรวมกันเฉพาะกิจยามวิกฤติเท่านั้น และขาดการติดตาม ผลการเรียกร้อง ทาให้มีกลุ่มหลากหลาย ขาดเอกภาพ ขาดการเรียกร้องที่เป็นรูปธรรม ขาดการสร้างประเด็น ให้กลายเป็นประเด็นระดับชาติและระดับโลก ทาให้ไม่มีแรงกดดันที่จะทาให้รัฐบาลทาตามข้อเรียกร้อง
  • 19.
     ความหมายของสื่อมวลชน 19 สื่อมวลชน *พาหนะหรือเครื่องมือทั้งหลายที่มนุษย์ประดิษฐ์และคิดค้นขึ้นมาเพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ ในการนาข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆ จากผู้ส่งสารไปสู่ยังมวลชน หรือ ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งอาจจะมองในแง่ของกลุ่มผู้ชม ผู้ดู ผู้ฟังและผู้อ่านใน กระบวนการสื่อสารมวลชน หรืออาจจะเป็นกลุ่มผู้บริโภค ในกระบวนการทาง การตลาดซึ่งกลุ่มผู้บริโภคนี้ ก็คือประชาชนทุก ๆ คนนั่นเอง เพราะทุก ๆ คนมีความ จาเป็นต้องบริโภคด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทอุปโภคหรือบริโภคก็ตาม หรืออาจจะเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในกระบวนการทางการเมือง ซึ่งเป็น ประชากรที่มีจานวนมากมายและต่างก็กระจัดกระจายกันอยู่เช่นกัน
  • 20.
     ลักษณะของสื่อมวลชน 20 ผู้ส่งหรือแหล่งผลิตข่าวมีลักษณะซับซ้อน เป็นองค์การหรือสถาบัน (ส่วนมาก มักจะแสวงหากาไร) ผู้รับมีจานวนมาก (บางรายการอาจจะมีผู้ชม เป็นร้อยล้านคนก็ได้) และมีภูมิหลัง ที่หลากหลาย อยู่ต่าง เวลาและต่างสถานที่กัน การสร้างรหัส และ การถอดรหัสต้องอาศัยเทคโนโลยีและความชานาญเป็นพิเศษ สื่อมวลชนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะกระตุ้นกลุ่มผลประโยชน์ให้มามีส่วนร่วมทางการเมือง หรือ อาจถูกใช้ในการครอบงาเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนให้เป็นไปตามที่ผู้นาต้องการได้
  • 21.
     ประเภทของสื่อมวลชน 21 ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์พรหมวงศ์ จาแนกสื่อมวลชนไว้ครอบคลุมสื่อ 6 ประเภท คือ ( ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2525 : 270 )  สิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร หนังสือ และสิ่งตีพิมพ์ประเภทอื่นๆ  ภาพยนตร์ ทั้งภาพยนตร์เรื่อง ภาพยนตร์สารคดี และภาพยนตร์ทางการศึกษาบางประเภท  วิทยุกระจายเสียง ได้แก่วิทยุที่ส่งรายการออกอากาศ ทั้งระบบ AM และ FM รวมไปถึงระบบเสียง ตามสาย วิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อทางภาพและทางเสียงที่เผยแพร่ออกไป ทั้งประเภทออกอากาศและส่งตามสาย สื่อสารโทรคมนาคม เป็นผลจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี มีการส่งข้อความ เสียง ภาพ ตัวพิมพ์ สัญลักษณ์ต่างๆ ได้หลากหลาย ครอบคลุมกิจการสื่อสารผ่านดาวเทียม โทรภาพ โทรพิมพ์ สื่อวัสดุบันทึก ได้แก่เทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพ แผ่นบันทึกเสียง แผ่นบันทึกภาพ ซึ่งกลายเป็นสื่อมวลชน เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทาให้สามารถผลิตเผยแพร่ได้มากและรวดเร็ว
  • 22.
     บทบาทและหน้าที่ของสื่อมวลชน 22 บทบาทของสื่อมวลชนในทางการเมือง *เผยแพร่ข้อมูลตามหลักความจริง ทัศนคติและความคิดเห็น *เปิดโปงเรื่องราวความจริงที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสังคม *ตรวจสอบการทางานของรัฐบาล *สร้างอุดมการณ์ ค่านิยม *เป็นตัวกลางในการแสดงความคิดเห็นร่วมของประชาชน *เป็นตัวกลางในการร้องเรียนความผิดพลาดต่าง ๆ *ส่งต่อความคิดเห็นไปยังรัฐบาล *ช่วยประชาสัมพันธ์การทางานของรัฐบาล ขอให้ นศ. พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อมวลชนในด้าน การเมืองในช่วงตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา
  • 23.
  • 24.
  • 25.
    25 Gabriel A. Almond& G Bingham Powell 1980
  • 26.
  • 27.
     การกล่อมเกลา คือการขัดเกลาให้สมาชิกสังคมได้เรียนรู้วิถีทางการดาเนิน ชีวิตในสังคมนั้นๆ เพื่อที่จะสามารถมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกที่มี ประสิทธิภาพตามสมควรของกลุ่ม  การกล่อมเกลาทางการเมือง คือ การขัดเกลาทางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรม ทางการเมือง  การกล่อมเกลาทางการเมืองในวัยผู้ใหญ่: จาพวกในสังคม กลุ่มทุติยภูมิที่เขา สังกัด ประสบการณ์ทางการเมือง สื่อมวลชน 27 ขอให้ นศ. เปรียบเทียบการกล่อมเกลาของกลุ่มเสื้อเหลือง กับ เสื้อแดง
  • 28.
     หมายถึง ลักษณะการกระจายของความโน้มเอียงความรู้ ความรู้สึก และการ ประเมินต่อวัตถุทางการเมือง (องค์ประกอบทางการเมือง และ ทัศนคติต่อ ตนเองและผู้อื่น) ที่มีอยู่ในบรรดาสมาชิกของสังคมนั้น  วัฒนธรรมประเภทคับแคบ แทบจะไม่รู้จัก ไม่รู้สึก ไม่ประเมินค่า ไม่มี ความสัมพันธ์กับการเมืองเลย ไม่คิดว่าระดับชาติจะกระทบเขาได้  วัฒนธรรมไพร่ฟ้ า รับรู้ แต่มองว่าตัวเองแทบไม่มีอิทธิพล ไม่รู้จะเข้าไปมีส่วน ร่วมอย่างไร  วัฒนธรรมมีส่วนร่วม กระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีบทบาททางการเมือง  คับแคบ – ไพร่ฟ้ า  ไพร่ฟ้ า – มีส่วนร่วม  คับแคบ - มีส่วนร่วม 28 ขอให้ นศ. พิจารณาว่าประเทศไทยก่อนทักษิณเป็น แบบไหน หลังทักษิณ เป็นแบบไหน
  • 29.
  • 30.
     เมื่อความต้องการจากกลุ่มต่างๆ ได้รับการเรียกร้องแล้วจะต้องได้รับการ รวบรวมผสมผสานกันเป็นหมวดหมู่หรือนามากลั่นกรองประนีประนอมกัน ให้มีรูปแบบซึ่งเป็นทางเลือกในการกาหนดนโยบาย สาหรับผู้มีอานาจาง การเมืองที่จะตัดสินใจกาหนดนโยบายหรือออกเป็ นข้อบังคับในขั้นสุดท้าย  ต้องมีการสรรหาบุคคลที่มีความสามารถในการเข้าถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมและสามารถคิดค้นหาสูตรของการ ตอบสนองผลประโยชน์ 30
  • 31.
     โครงสร้างที่ทาหน้าที่รวบรวมผลประโยชน์ ◦ บุคคลที่มีเครือข่ายลูกน้องบริวารอยู่ในการอุปถัมป์ ◦ ระบบราชการ ◦ พรรคการเมือง 31
  • 32.
     เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ทัศนะและความคิดเห็น ตลอดจน ประสบการณ์ต่างๆทางการเมือง ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดความ เข้าใจร่วมกันทางการเมือง และทาให้ระบบการเมืองทาหน้าที่อื่นๆ ต่อไปได้ อย่างเหมาะสม  การสื่อสารแบบพบหน้า  การสื่อสารแบบสังคมจารีตประเพณี  การสื่อสารในปัจจัยนาเข้าของระบบการเมือง  การสื่อสารในปัจจัยส่งออกของระบบการเมือง  การสื่อสารมวลชน 32
  • 33.