เซลล์และการแบ่งเซลล์ รองศาสตราจารย์ อนันต์ สกุลกิม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ประวัติของเซลล์ ชาวเยอรมันสองท่านคือ ชไลเดน  ( Schleiden )  นักพฤกษศาสตร์ และ ชวันน์  ( Schwann )  นักสัตววิทยาได้ตั้งทฤษฎีเซลล์ขึ้นในปี  1893  มีใจความว่า “ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบด้วยเซลล์และผลิตภัณฑ์ของเซลล์ ”
ขนาดและรูปร่างของเซลล์ หน่วยวัด ตัวอย่าง เซนติ  = 1 / 100 1  เซนติเมตร  = 0.01  เมตร มิลลิ  =   1 / 1,000 1  มิลลิเมตร  =   0.001  เมตร ไมโคร  = 1 / 100,000   1  ไมโครเมตร = 1x10 -6 เมตร นาโน  =   1 / 1,000,000,000  1  นาโนเมตร  = 1x10 -9 เมตร อังสตรอม =1 / 10,000,000,000  1  อังสตรอม  = 1x10 -10 เมตร
เซลล์โพรคารีโอต เซลล์โพรคารีโอตพบในสิ่งมีชีวิต  2  กลุ่มคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและแบคทีเรีย จัดเป็นเซลล์โบราณมาก แต่ยังมีวิวัฒนาการมาจนปัจจุบัน  ลักษณะประจำ 1.   ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มในไซโทพลาซึม 2.  เยื่อหุ้มเซลล์ไม่มีคอเลสเตอรอลและสเตียรอยด์ 3.  ผนังเซลล์เป็นพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ไม่ใช่เซลลูโลส 4.  แฟลเจลลาและไพไลเป็นหลอดไม่ใช่ไมโครทูบูล
เซลล์แบคทีเรียแสดงแฟลเจลลาและไพไล แฟลเจลลา  ไพไล แฟลเจลลา ไพไล
เซลล์แบคทีเรียแสดงผนังเซลล์และออร์แกเนลล์
เซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  ( Anabaena ) เซลล์แบบโพรคารีโอต ไม่มีนิวเคลียส อยู่เป็นสาย แต่ละสายประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากต่อกันคล้ายโซ่ และมีเมือกหุ้มตลอดทั้งโซ่
เซลล์ยูคารีโอต เซลล์ยูคารีโอตจะพบในเซลล์ของรา ยีสต์ สาหร่ายทุกชนิดยกเว้นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พืช และสัตว์  จัดว่าเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสและมีเยื่อหุ้ม นอกจากนี้ในไซโทพลาซึมยังมีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มอีกเป็นจำนวนมาก  ส่วนประกอบโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ  2  ส่วนคือ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ซึ่งจะมีเยื่อหุ้มล้อมรอบแบ่งเป็น  2  ส่วนชัดเจน
โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต
โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต นิวเคลียส  ไซโทพลาซึม  เยื่อหุ้มเซลล์
เยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์เป็นเยื่อที่เกิดจากฟอสโฟลิพิดสองชั้นหันด้านหัวออกด้านนอก  ( ชอบน้ำ )  และหางเข้าด้านใน  ( ไม่ชอบน้ำ )  และมีโปรตีนกับคอเลสเตอรอลแทรกเป็นระยะๆโดยโปรตีนทำหน้าที่ควบคุมสารเข้าออกจากเซลล์ ฟอสโฟลิพิด  โปรตีน
ฟอสโฟลิพิดมีด้านหัวและหาง หาง
เยื่อหุ้มเซลล์  ( ฟอสโฟลิพิด   2   ชั้นมีโปรตีนแทรก )
เยื่อหุ้มเซลล์แสดงโปรตีนแทรกอยู่ แสดงการลำเลียง  แสดงช่องโปรตีน
เยื่อหุ้มเซลล์  ( การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ) ซ้าย แสดงการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้ม  ขวา  ฟอสโฟลิพิด
ส่วนประกอบนอกเซลล์ ส่วนที่หุ้มอยู่นอกเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์พืชและเชื้อราคือผนังเซลล์แต่มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน ในพืชจะมีผนังเซลล์อยู่  3  แบบคือ ๑ .  เยื่อชั้นกลาง เกิดขึ้นหลังจากการแบ่งเซลล์เสร็จใหม่ๆเป็นสารพวก  เพกทิน ๒ .  ผนังเซลล์ปฐมภูมิ เกิดหลังจากเยื่อชั้นกลาง ประกอบด้วยเสารเพกทินและไกลแคนแทรกอยู่ในเซลลูโลส ๓ .  ผนังเซลล์ทุติยภูมิ เกิดจากสารพวกลิกนินทับเข้าไปในเซลลูโลส เมื่อพืชมีอายุมากขึ้น ก่อให้เกิดลวดลายต่างๆเมื่อตรวจด้วยกล้อง
ผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์พืช ซ้าย แสดงผนังเซลล์ ๒ ชั้น ขวา แสดงการเกิดผนังชั้นทุติยภูมิ
ผนังเซลล์ทุติยภูมิ ไซเล็ม  รูมีขอบ  ลวดลายแบบต่างๆ
นิวเคลียส นิวเคลียสจะมีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิด  2  ชั้นเรียงตัวกันเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ โดยหันด้านหัวชอบน้ำออกด้านนอกและหางเข้าด้านใน ดังภาพ
เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีรูเป็นทางเข้าออกของสารต่างๆ ตลอดจนอาร์เอ็นเอ สารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ภายในมีนิวคลีโอลัส โครงสร้างของนิวเคลียส
ส่วนประกอบภายในนิวเคลียส โครโมโซม เป็นส่วนประกอบที่เกิดจากโปรตีนฮิสโตนอยู่ร่วมกับดีเอ็นเอ โครโมโซมจะมีจำนวนจำกัดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีความสำคัญต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะยืดตัวออกเป็นสายยาวเรียกว่าโครมาทิน ดังนั้นโครมาทินจึงมีความสัมพันธ์กับโครโมโซมโดยตรง การเกิดความผิดปกติของโครโมโซมขึ้น เช่นขาดหายไป จะทำให้ดีเอ็นเอหายไปด้วย รหัสบนอาร์เอ็นเอนำรหัส ก็จะผิดพลาดตามไปด้วย การสังเคราะห์โปรตีนจะผิดพลาด เนื่องจากกรดอะมิโนเปลี่ยนชนิดไป ก่อให้เกิดการกลาย  ( mutation )  เช่นโคมี  2  หัวไก่มี  4  ขาเป็นต้น
ส่วนประกอบโครโมโซมเห็นฮิสโตนกับโครมาติน
นิวเคลียส นิวคลีโอลัส ภายใต้เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีนิวคลีโอลัส นิวคลีโอลัสจะทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน โดยการสังเคราะห์อาร์เอ็นเอ จากดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอที่สำคัญคือ ๑ .  อาร์เอ็นเอไรโบโซม  ( Ribosomal RNA ) ๒ . อาร์เอ็นเอถ่ายโอน  ( Transfer RNA ) ๓ . อาร์เอ็นเอนำรหัส  ( Messenger RNA )
แสดงการสังเคราะห์โปรตีน
ไซโทพลาซึม หมายถึงส่วนที่อยู่ใต้เยื่อหุ้มเซลล์ ป็นที่อยู่ของออร์แกเนลล์หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ภายในไซโทพลาซึมจะมีปฏิกิริยาเคมีมากมาย ดังนั้นภายในไซโทพลาซึม จึงเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่หลายมีแผนก ต่างแผนกต่างมีหน้าที่ ทุกออร์แกเนลล์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเซลล์ทั้งสิ้น ออร์แกเนลล์ที่สำคัญ มีหลายชนิด เช่น ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม กอลจิบอดี ไลโซโซม เซนทริโอล ไคนีโทโซม แวคิวโอลและอื่นๆ
ไมโทคอนเดรีย พบในเซลล์พืชและสัตว์ทั่วไปประกอบด้วยเยื่อ  2   ชั้นชั้นนอกเป็นฟอสโฟลิพิด  2  ชั้นเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ ชั้นในเว้าเข้าขดไปมาเรียกว่า คริสตี ผนังชั้นในเป็นฟอสโฟลิพิด  2  ชั้นเช่นเดียวกัน ที่ผนังชั้นที่สองนี้แหละคือแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์เปรียบประดุจกับโรงงานผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเรา เพราะผลิตพลังงานให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นหากไม่มีพลังงานก็ไม่มีเซลล์ เซลล์สัตว์จะพบไมโทคอนเดรียมากกว่าเซลล์พืช และสัตว์ที่มีกัมมันตภาพสูง เซลล์จะมีไมโทคอนเดรียจำนวนมากกว่าสัตว์ที่มีกัมมันตภาพต่ำ
ไมโทคอนเดรีย  ผนังชั้นนอก ผนังชั้นใน
เอนโดพลามิกเรติคิวลัม ไรโบโซม มีลักษณะเป็นจุดกลม ปกติพบบนผิวของเอนโดพลาสมิก  เรติคิวลัม  เป็นแหล่งสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์  หากเปรียบเทียบกับเมืองไทยเป็นเซลล์ ไรโบโซมคือโรงงานผลิตอาหารเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ ไข่ และโปรตีนอื่น ไรโบโซมสร้างจากนิวเคลียส และส่งมาทำงานที่ไซโทพลาซึม ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า สังเคราะห์โปรตีนให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ทั้งใช้ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและยังส่งไปช่วยในเซลล์ที่ไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้อีกด้วย
ไรโบโซม
เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม เป็นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์ยูคารีโอตมีลัษณะเป็นร่องติดต่อระหว่างนิวเคลียสกับไซโทพลาซึม ทำหน้าที่หลักคือการลำเลียงสารจากไซโทพลาซึมสู่นิวเคลียสและจากนิวเคลียสออกสู่ไซโทพลาซึม มีอยู่  2  แบบคือ ๑ . ชนิดผิวเรียบ  ( Smooth ER)   ไม่มีไรโบโซมมาเกาะ ๒ . ชนิดผิวหยาบ  ( Rough ER )  มีไรโบโซมเกาะที่ผิว
เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม ชนิดผิวเรียบ  ชนิดผิวหยาบ
กอลจิบอดีหรือกอลจิแอพพาราตัส  ถุง ลักษณะเป็นท่อแต่เรียงเป็นชั้นลักษณะคล้ายจานคว่ำทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเช่นเอนไซม์ส่งออกไปนอกเซลล์ ผลิตไลโซโซมและสารอื่นๆบรรจุลงในถุง  ( Vesicle )  การทำงานคล้ายกับฝ่ายเก็บขยะของเทศบาล คือบรรจุขยะลงในถุงเสียก่อนจึงส่งออกนอกเซลล์
ไลโซโซม ลักษณะเป็นถุงเล็กๆผลิตจากกอลจิบอดี ภายในถุงประกอบด้วยเอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในเซลล์รวมทั้งทำลายเซลล์เดิมที่หมดอายุแล้ว เอนไซม์ที่อยู่ภายในยังสามารถย่อยทำลายตัวเองได้เรียกว่าออโทไลซิส เอนไซม์
เซนทริโอล พบเฉพาะในเซลล์สัตว์และสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิดซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อมีการแบ่งเซลล์ประกอบด้วยไมโครทูบูลในลักษณะ 9+0  ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของโครโมโซมในขณะที่กำลังแบ่งเซลล์
ไคนีโทโซมหรือไคนีโทพลาสต์ เป็นโครงสร้างที่พบในพวกเซลล์บางชนิดตัวอย่างเช่นโพรโตซัว   trypanosome  เป็นโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กับแฟลเจลลาและขนเซลล์ พบอยู่ที่ฐานของแฟลเจลลา หรือขนเซลล์ ทำหน้าที่ยึดแฟลเจลลาหรือขนเซลล์ บางคนเรียกว่าเบซัลบอดี  ( Basal body) แฟลเจลลา
แวคิวโอล  แสบแวคิวโอล เป็นช่องว่างในเซลล์ พบหลายแบบด้วยกัน ในเซลล์พืชมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่า แสบแวคิวโอล  ( Sap vacuole )  หรือแสบเซลล์ ( Sap cell )  เป็นที่อยู่ของสารละลายหลายชนิด สารสี และผลึกที่มีสีต่างๆ ใบพืชที่มีสี ดอกไม้ที่มีสีสรรสวยงามเนื่องจากมีสารสีชนิดต่างๆอยู่ในส่วนนี้
แวคิวโอลอาหาร แวคิวโอลที่พบในเซลล์สัตว์เรียกว่า แวคิวโอลอาหาร  ( Food Vacuole )  ภายในมีเอนไซม์ย่อยอาหารเช่น ไลโซไซม์ ตัวอย่างเช่นที่พบในกระบวนการฟาโกไซโทซิส ( Phagocytosis )  ของเม็ดเลือดขาว เมื่อโอบล้อมเชื้อโรคจะปล่อยเอนไซม์ย่อยเชื้อจนหมด
คอนแทรกไทล์แวคิวโอล ในโพรโตซัวน้ำจืดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนเซลล์ เช่นพารามีเซียมจะมีแวคิวโอลเรียกว่าคอนแทรกไทล์แวคิวโอลทำหน้าที่ขับน้ำออกจากเซลล์เพื่อให้โพรโตซัวดำรงชีวิตอยู่ได้ โครงสร้างดังกล่าวนี้อยู่ในไซโทพลาซึมมีทั้งด้านบนและด้านล่างของเซลล์โครงสร้างดังกล่าวจะทำงานตลอดเวลา  ( สังเกตวงกลมตรงกลาง )
แวคิวโอล พารามีเซียม  อะมีบา คอนแทรกไทล์แวคิวโอล
แกรนูล หมายถึงเม็ดเล็กๆที่พบในเซลล์ทั่วไปทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เม็ดเล็กๆนี้อาจเป็นเม็ดโปรตีน เม็ดแป้ง ผลึกของสาร อาหารสะสม สารสี ไขมัน เป็นต้น จัดว่าเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต
พลาสติด พลาสติดหมายถึงเม็ดของสารสีที่พบอยู่ในเซลล์พืช โดยอาจจะมีสีแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสารสี หากมีสีเขียวเรียกว่า คลอโร พลาสติด สีขาวเรียกว่าลิวโคพลาสติด และสีอื่นๆนอกจากทั้งสองสีนี้เรียกว่าโครโมพลาสติด สารสีจะพบเป็นจำนวนมากในพืช ก่อให้เกิดสีสรรมากมายสารสีดังกล่าวนี้พบทั้งในแวคิวโอลและในไซโทพลาซึม
คลอโรพลาสติดหรือคลอโรพลาสต์ มีลักษณะเป็นเม็ด มีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิดเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มมีสองชั้น ชั้นนอกหุ้มตามปกติแต่ชั้นในจะเว้าเข้าลักษณะคล้ายกับไมโทคอนเดรีย ที่เยื่อหุ้มชั้นในนี่เองเป็นที่อยู่ของโปรตีนซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและมีโมเลกุลของคลอโรฟีลล์แทรกอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นแหล่งสร้างอาหารของพืชสีเขียว และเป็นบ่อเกิดของโซ่อาหารของระบบนิเวศ ดังนั้นคลอโรพลาสต์ จึงเป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญมากในพืชสีเขียวและสาหร่าย
โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ เยื่อชั้นนอก เยื่อชั้นใน ไทลาคอยด์ สโตรมาลาเมลลา  สโตรมา กรานัม ช่องว่างระหว่างเยื่อสองชั้น
โมเดลแสดงส่วนประกอบของคลอโรพลาสต์
ลิวโคพลาสติดหรือลิวโคพลาสต์ เป็นพลาสติดที่มีสีขาวทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารประเภทแป้ง ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หัวมันฝรั่ง เก็บอาหารสะสมไว้ที่หัวในรูปของลิวโค พลาสติด มีทรงเป็นเม็ดทรงกลมรี เมื่อทำปฏิกิริยากับไอโอดีนได้สีน้ำเงินเข้ม ลิวโคพลาสต์
โครโมพลาสติดหรือโครโมพลาสต์ เป็นพลาสติดที่มีสีแตกต่างกันมากมายที่รู้จักกันดีคือแคโรตินอยด์และไฟโคบิลิน ๑ . แคโรตินอยด์ประกอบด้วยแคโรทีนสีเหลืองแดง ตัวอย่างคือสีของมะละกอสุก สีหัวแครอท และแซนโทฟีลล์สีเหลือง ตัวอย่างเช่นสีเมล็ดข้าวโพดหวานเป็นสีของแคโรทีน ๒ . ไฟโคบิลินมีหลายสีส่วนมากพบในเซลล์สาหร่ายเช่นไฟโคอีรีทรินพบในสาหร่ายสีแดง ไฟโคไซยานินพบในสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวเป็นต้น
ไมโครทูบูล เป็นเส้นใยโปรตีนมีลักษณะเป็นท่อกลวง ภายในท่อเป็นใยโปรตีนสองชนิด เมื่อใยหดตัวเข้าหากันจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว พบไมโครทูบูลในแฟลเจลลา ขนเซลล์ เซน ทริโอล และในไซโทพลาซึม
ขนเซลล์และแฟลเจลลา  ๙คู่   ๒   ขนเซลล์และแฟลเจลลาจะมีโครงสร้างภายในเหมือนกัน คือมีไมโครทูบูล  9   ชุด + 2  ท่อตรงกลาง ขนเซลล์จะต่างจากแฟลเจลลาที่มีจำนวนมากและสั้นกว่าแฟลเจลลา
แฟลเจลลาของยูกลีนา
ขนเซลล์ของพารามีเซียม ขนเซลล์ของพารามีเซียม
การแบ่งเซลล์ การแบ่งเซลล์ทางชีววิทยาจะหมายถึงการแบ่งเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เพื่อการเติบโตของสิ่งมีชีวิต และแบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เพื่อเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตลักษณะของการแบ่งจะมี  2   ลักษณะด้วยกันคือ ๑ . ไมโทซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียสออกเป็น  2   ส่วนหลังจากนั้นจะมีการแบ่งไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจำนวนโครโมโซมในนิวเคลียสจะเท่าเดิมคือเริ่มจาก  2  ชุดจะได้  2  ชุดเท่าเดิม หรือเริ่ม  1  ชุดจะได้  1   ชุดเท่าเดิม
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ๒ .  การแบ่งแบบไมโอซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียส  2  ครั้งตามด้วยการแบ่งไซโทพลาซึม จำนวนโครโมโซมจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยมีมาก่อน เมื่อเริ่ม  2  ชุดสิ้นสุดการแบ่งจะเหลือเพียงชุดเดียวและได้จำนวนเซลล์  4  เซลล์ การแบ่งแบบไมโอซิสจะพบทั่วไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเช่นในดอก ในโคน  ( cone )  ของพืชพวกสน ในอับสปอร์ของรา ยีสต์ ในอัณฑะของสัตว์เพศผู้ และในรังไข่ของสัตว์เพศเมียเป็นต้น
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส หลักการ   แบ่งเพื่อการเติบโตเริ่มต้น   1  เซลล์สิ้นสุดการแบ่ง  2  เซลล์แต่ละเซลล์มีจำนวนโครโมโซมเท่าเดิม การแบ่งแบบนี้จะมี  2   ระยะคืออินเทอร์เฟสและไมโทซิส ๑ . อินเทอร์เฟสเป็นระยะที่มีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว  และมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เรียกว่าการถ่ายแบบ  ผลที่ตามมาคือจำนวนโครโมโซมจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ละโครโมโซมจะมีแขนเพิ่มขึ้นอีกข้างหนึ่ง  เรียกว่าโครมาติด  ดังนั้น  1  โครโมโซมจึงมี  2  โครมาติด
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ๒ .  ไมโทซิส จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดที่นิวเคลียสเป็นระยะโดยสังเกตดังนี้ ๑ .  โพรเฟส สังเกตจากนิวเคลียสใหญ่ขึ้นมาก เยื่อหุ้มหายไปเห็นโครโมโซมชัดเจนมากขึ้น ๒ .  เมตาเฟส สังเกตจากโครโมโซมมาเรียงกันตรงกลางเซลล์แต่ละโครโมโซมมี  2  แขน  เรียกแต่ละแขนว่าโครมาติด ๓ .  แอนนาเฟส สังเกตจากโครมาติดแยกขาดออกจากกันเป็น  2   ส่วนแต่ละส่วน  เรียกชื่อใหม่ว่าโครโมโซม
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ๔ .  เทโลเฟส สังเกตจากโครโมโซมแยกขาดออกจากกันเป็น  2  กลุ่มชัดเจนและเริ่มเห็นเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ลูกทั้ง  2  เซลล์ ต่อจากนี้จะ  เป็นการแบ่งไซโทพลาซึม  ( cytokinesis )   ซึ่งหากเป็นเซลล์พืชเซลล์ลูกทั้งสองจะ ไม่แยกออกจากกัน และเกิดผนังเซลล์ขึ้นแต่หากเป็นเซลล์สัตว์เซลล์ทั้งสองจะ  แยกออกจากกัน ในห้องปฏิบัติการจะเห็นเฉพาะออร์แกเนลล์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนิวเคลียส นิวคลีโอลัส คลอโรพลาสต์ ส่วนขนาดเล็กจะไม่เห็น
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส เริ่มต้นที่โครโมโซม ๒ ชุดเมื่อสิ้นกระบวนการโครโมโซมจำนวนเท่าเดิมแต่เซลล์ที่เกิดใหม่ ๒ เซลล์ โปรดสังเกตโครโมโซมสีขาวและแดง
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส  ( ขยาย๒๗๐๐ เท่า ) โพรเฟส  แอนนาเฟส เมตาเฟส  เทโลเฟส
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส หลักการ  แบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ หลังการแบ่งตัวจะได้เซลล์สืบพันธุ์หรือแกมีต จึงพบการแบ่งแบบนี้ที่อวัยวะสืบพันธุ์เช่นดอก อัณฑะ รังไข่ เริ่มต้นจากเซลล์  1  เซลล์เมื่อหมดระยะที่  1   จะได้เซลล์ลูก  2   เซลล์โครโมโซมเหลือเพียงครึ่งเดียวจากนั้นจะแบ่งต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสุดจะได้เซลล์ลูก  4  เซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่าแกมีต และมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งเดียว
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ไมโอซิส  1   ประกอบด้วยโพรเฟส  1   เมตาเฟส  1   แอนนาเฟส  1   และเทโลเฟส  1  ในระยะโพรเฟส  1  แบ่งออกได้เป็น  5  ระยะคือ 1.   เลพโททีน  2.  ไซโกทีน  3.   พาไคทีน  4.   ดิโพลทีน และ   5.   ไดอะคิเนซิส ไมโอซิส  2  ประกอบด้วย โพรเฟส  2   เมตาเฟส  2  แอนนาเฟส  2  และเทโลเฟส  2  บางชนิดมีอินเทอร์เฟสด้วย
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ๒ ชุด  เพิ่มจำนวน  ๑ ชุด๒ เซลล์  ๑ ชุด ๔ เซลล์
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
สวัสดี จบการบรรยาย

เซลล์และการแบ่งเซลล์