More Related Content
PDF
PPT
Cell and structure of cell PPT
PPT
PPT
PDF
PPT
PDF
What's hot
PDF
โครงสร้างเซลล์ (Cell Structure) PDF
PPTX
สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าเซลล์ PPTX
โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ PDF
PPT
PPT
โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ DOC
PDF
เซเรบอส Brands วิชาชีววิทยา (192 หน้า) new PPT
410 Bio002 2 เซลพฐ กล้อง -ดุลยภาพสมช PPT
PDF
DOC
PPT
PDF
นำเสนอหน้าชั้นเรื่อง เซลล์สิ่งมีชีวิต PDF
PDF
Similar to เซลล์และการแบ่งเซลล์
DOCX
PDF
1-1 เซลล์และกล้องจุลทรรศน์การประยุกต์.pdf PPT
PDF
เซลล์-และการทำงานของเซลล์ สร้น้นีเเรัดีุดรุดรดั PDF
PPTX
เซลล์พืช.pptxเซลล์พืช.pptxเเซลล์พืช.pptx PDF
ติวสอบเตรียมเซลล์และลำเลียง PDF
PPT หน่วยที่ 1.pdfพย_ขสพยพยำขพขยำขำข_ยำำข PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
PDF
PDF
บทที่ 3 เซลล์ของสิ่งมีชีวิต PDF
PPTX
เซลล์และการแบ่งเซลล์
- 1.
- 2.
- 3.
ขนาดและรูปร่างของเซลล์ หน่วยวัด ตัวอย่างเซนติ = 1 / 100 1 เซนติเมตร = 0.01 เมตร มิลลิ = 1 / 1,000 1 มิลลิเมตร = 0.001 เมตร ไมโคร = 1 / 100,000 1 ไมโครเมตร = 1x10 -6 เมตร นาโน = 1 / 1,000,000,000 1 นาโนเมตร = 1x10 -9 เมตร อังสตรอม =1 / 10,000,000,000 1 อังสตรอม = 1x10 -10 เมตร - 4.
เซลล์โพรคารีโอต เซลล์โพรคารีโอตพบในสิ่งมีชีวิต 2 กลุ่มคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและแบคทีเรีย จัดเป็นเซลล์โบราณมาก แต่ยังมีวิวัฒนาการมาจนปัจจุบัน ลักษณะประจำ 1. ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มในไซโทพลาซึม 2. เยื่อหุ้มเซลล์ไม่มีคอเลสเตอรอลและสเตียรอยด์ 3. ผนังเซลล์เป็นพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ไม่ใช่เซลลูโลส 4. แฟลเจลลาและไพไลเป็นหลอดไม่ใช่ไมโครทูบูล - 5.
- 6.
- 7.
เซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Anabaena ) เซลล์แบบโพรคารีโอต ไม่มีนิวเคลียส อยู่เป็นสาย แต่ละสายประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากต่อกันคล้ายโซ่ และมีเมือกหุ้มตลอดทั้งโซ่ - 8.
เซลล์ยูคารีโอต เซลล์ยูคารีโอตจะพบในเซลล์ของรา ยีสต์สาหร่ายทุกชนิดยกเว้นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พืช และสัตว์ จัดว่าเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสและมีเยื่อหุ้ม นอกจากนี้ในไซโทพลาซึมยังมีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนประกอบโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ซึ่งจะมีเยื่อหุ้มล้อมรอบแบ่งเป็น 2 ส่วนชัดเจน - 9.
- 10.
- 11.
- 12.
- 13.
- 14.
- 15.
เยื่อหุ้มเซลล์ (การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ) ซ้าย แสดงการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้ม ขวา ฟอสโฟลิพิด - 16.
- 17.
- 18.
- 19.
- 20.
- 21.
ส่วนประกอบภายในนิวเคลียส โครโมโซม เป็นส่วนประกอบที่เกิดจากโปรตีนฮิสโตนอยู่ร่วมกับดีเอ็นเอโครโมโซมจะมีจำนวนจำกัดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีความสำคัญต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะยืดตัวออกเป็นสายยาวเรียกว่าโครมาทิน ดังนั้นโครมาทินจึงมีความสัมพันธ์กับโครโมโซมโดยตรง การเกิดความผิดปกติของโครโมโซมขึ้น เช่นขาดหายไป จะทำให้ดีเอ็นเอหายไปด้วย รหัสบนอาร์เอ็นเอนำรหัส ก็จะผิดพลาดตามไปด้วย การสังเคราะห์โปรตีนจะผิดพลาด เนื่องจากกรดอะมิโนเปลี่ยนชนิดไป ก่อให้เกิดการกลาย ( mutation ) เช่นโคมี 2 หัวไก่มี 4 ขาเป็นต้น - 22.
- 23.
- 24.
- 25.
ไซโทพลาซึม หมายถึงส่วนที่อยู่ใต้เยื่อหุ้มเซลล์ ป็นที่อยู่ของออร์แกเนลล์หลายชนิดแต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ภายในไซโทพลาซึมจะมีปฏิกิริยาเคมีมากมาย ดังนั้นภายในไซโทพลาซึม จึงเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่หลายมีแผนก ต่างแผนกต่างมีหน้าที่ ทุกออร์แกเนลล์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเซลล์ทั้งสิ้น ออร์แกเนลล์ที่สำคัญ มีหลายชนิด เช่น ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม กอลจิบอดี ไลโซโซม เซนทริโอล ไคนีโทโซม แวคิวโอลและอื่นๆ - 26.
ไมโทคอนเดรีย พบในเซลล์พืชและสัตว์ทั่วไปประกอบด้วยเยื่อ 2 ชั้นชั้นนอกเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ ชั้นในเว้าเข้าขดไปมาเรียกว่า คริสตี ผนังชั้นในเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกัน ที่ผนังชั้นที่สองนี้แหละคือแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์เปรียบประดุจกับโรงงานผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเรา เพราะผลิตพลังงานให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นหากไม่มีพลังงานก็ไม่มีเซลล์ เซลล์สัตว์จะพบไมโทคอนเดรียมากกว่าเซลล์พืช และสัตว์ที่มีกัมมันตภาพสูง เซลล์จะมีไมโทคอนเดรียจำนวนมากกว่าสัตว์ที่มีกัมมันตภาพต่ำ - 27.
- 28.
เอนโดพลามิกเรติคิวลัม ไรโบโซม มีลักษณะเป็นจุดกลมปกติพบบนผิวของเอนโดพลาสมิก เรติคิวลัม เป็นแหล่งสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ หากเปรียบเทียบกับเมืองไทยเป็นเซลล์ ไรโบโซมคือโรงงานผลิตอาหารเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ ไข่ และโปรตีนอื่น ไรโบโซมสร้างจากนิวเคลียส และส่งมาทำงานที่ไซโทพลาซึม ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า สังเคราะห์โปรตีนให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ทั้งใช้ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและยังส่งไปช่วยในเซลล์ที่ไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้อีกด้วย - 29.
- 30.
- 31.
- 32.
กอลจิบอดีหรือกอลจิแอพพาราตัส ถุงลักษณะเป็นท่อแต่เรียงเป็นชั้นลักษณะคล้ายจานคว่ำทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเช่นเอนไซม์ส่งออกไปนอกเซลล์ ผลิตไลโซโซมและสารอื่นๆบรรจุลงในถุง ( Vesicle ) การทำงานคล้ายกับฝ่ายเก็บขยะของเทศบาล คือบรรจุขยะลงในถุงเสียก่อนจึงส่งออกนอกเซลล์ - 33.
- 34.
- 35.
- 36.
แวคิวโอล แสบแวคิวโอลเป็นช่องว่างในเซลล์ พบหลายแบบด้วยกัน ในเซลล์พืชมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่า แสบแวคิวโอล ( Sap vacuole ) หรือแสบเซลล์ ( Sap cell ) เป็นที่อยู่ของสารละลายหลายชนิด สารสี และผลึกที่มีสีต่างๆ ใบพืชที่มีสี ดอกไม้ที่มีสีสรรสวยงามเนื่องจากมีสารสีชนิดต่างๆอยู่ในส่วนนี้ - 37.
- 38.
- 39.
- 40.
- 41.
- 42.
- 43.
- 44.
- 45.
- 46.
- 47.
- 48.
ขนเซลล์และแฟลเจลลา ๙คู่ ๒ ขนเซลล์และแฟลเจลลาจะมีโครงสร้างภายในเหมือนกัน คือมีไมโครทูบูล 9 ชุด + 2 ท่อตรงกลาง ขนเซลล์จะต่างจากแฟลเจลลาที่มีจำนวนมากและสั้นกว่าแฟลเจลลา - 49.
- 50.
- 51.
- 52.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ๒ . การแบ่งแบบไมโอซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียส 2 ครั้งตามด้วยการแบ่งไซโทพลาซึม จำนวนโครโมโซมจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยมีมาก่อน เมื่อเริ่ม 2 ชุดสิ้นสุดการแบ่งจะเหลือเพียงชุดเดียวและได้จำนวนเซลล์ 4 เซลล์ การแบ่งแบบไมโอซิสจะพบทั่วไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเช่นในดอก ในโคน ( cone ) ของพืชพวกสน ในอับสปอร์ของรา ยีสต์ ในอัณฑะของสัตว์เพศผู้ และในรังไข่ของสัตว์เพศเมียเป็นต้น - 53.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส หลักการ แบ่งเพื่อการเติบโตเริ่มต้น 1 เซลล์สิ้นสุดการแบ่ง 2 เซลล์แต่ละเซลล์มีจำนวนโครโมโซมเท่าเดิม การแบ่งแบบนี้จะมี 2 ระยะคืออินเทอร์เฟสและไมโทซิส ๑ . อินเทอร์เฟสเป็นระยะที่มีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เรียกว่าการถ่ายแบบ ผลที่ตามมาคือจำนวนโครโมโซมจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ละโครโมโซมจะมีแขนเพิ่มขึ้นอีกข้างหนึ่ง เรียกว่าโครมาติด ดังนั้น 1 โครโมโซมจึงมี 2 โครมาติด - 54.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ๒ . ไมโทซิส จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดที่นิวเคลียสเป็นระยะโดยสังเกตดังนี้ ๑ . โพรเฟส สังเกตจากนิวเคลียสใหญ่ขึ้นมาก เยื่อหุ้มหายไปเห็นโครโมโซมชัดเจนมากขึ้น ๒ . เมตาเฟส สังเกตจากโครโมโซมมาเรียงกันตรงกลางเซลล์แต่ละโครโมโซมมี 2 แขน เรียกแต่ละแขนว่าโครมาติด ๓ . แอนนาเฟส สังเกตจากโครมาติดแยกขาดออกจากกันเป็น 2 ส่วนแต่ละส่วน เรียกชื่อใหม่ว่าโครโมโซม - 55.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ๔ . เทโลเฟส สังเกตจากโครโมโซมแยกขาดออกจากกันเป็น 2 กลุ่มชัดเจนและเริ่มเห็นเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ลูกทั้ง 2 เซลล์ ต่อจากนี้จะ เป็นการแบ่งไซโทพลาซึม ( cytokinesis ) ซึ่งหากเป็นเซลล์พืชเซลล์ลูกทั้งสองจะ ไม่แยกออกจากกัน และเกิดผนังเซลล์ขึ้นแต่หากเป็นเซลล์สัตว์เซลล์ทั้งสองจะ แยกออกจากกัน ในห้องปฏิบัติการจะเห็นเฉพาะออร์แกเนลล์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนิวเคลียส นิวคลีโอลัส คลอโรพลาสต์ ส่วนขนาดเล็กจะไม่เห็น - 56.
- 57.
- 58.
- 59.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส หลักการ แบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ หลังการแบ่งตัวจะได้เซลล์สืบพันธุ์หรือแกมีต จึงพบการแบ่งแบบนี้ที่อวัยวะสืบพันธุ์เช่นดอก อัณฑะ รังไข่ เริ่มต้นจากเซลล์ 1 เซลล์เมื่อหมดระยะที่ 1 จะได้เซลล์ลูก 2 เซลล์โครโมโซมเหลือเพียงครึ่งเดียวจากนั้นจะแบ่งต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสุดจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่าแกมีต และมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งเดียว - 60.
การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ไมโอซิส 1 ประกอบด้วยโพรเฟส 1 เมตาเฟส 1 แอนนาเฟส 1 และเทโลเฟส 1 ในระยะโพรเฟส 1 แบ่งออกได้เป็น 5 ระยะคือ 1. เลพโททีน 2. ไซโกทีน 3. พาไคทีน 4. ดิโพลทีน และ 5. ไดอะคิเนซิส ไมโอซิส 2 ประกอบด้วย โพรเฟส 2 เมตาเฟส 2 แอนนาเฟส 2 และเทโลเฟส 2 บางชนิดมีอินเทอร์เฟสด้วย - 61.
- 62.
- 63.