Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
อำนาจ ศรีทิม
2,140 views
การปฏิบัติงาน
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 22 times
1
/ 40
2
/ 40
3
/ 40
4
/ 40
5
/ 40
6
/ 40
7
/ 40
8
/ 40
9
/ 40
10
/ 40
11
/ 40
12
/ 40
13
/ 40
14
/ 40
15
/ 40
16
/ 40
17
/ 40
18
/ 40
19
/ 40
20
/ 40
21
/ 40
22
/ 40
23
/ 40
24
/ 40
25
/ 40
26
/ 40
27
/ 40
28
/ 40
29
/ 40
30
/ 40
31
/ 40
32
/ 40
33
/ 40
34
/ 40
35
/ 40
36
/ 40
37
/ 40
38
/ 40
39
/ 40
40
/ 40
More Related Content
PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
by
Thanyamon Chat.
PPTX
Chapter 4 บทบาทของการควบคุมคุณภาพกับงานอุตสาหกรรม
by
Ronnarit Junsiri
PDF
บทที่ 6 การส่งเสริมการขาย
by
etcenterrbru
PDF
ใบงาน2
by
Pitchayadon Phikoonyhong
PDF
Plant structure group 9 room 931
by
Maimai Pudit
PPT
Tqm
by
Prasit Chanarat
PDF
Communication Process (กระบวนการการสื่อสาร) ch.5
by
Mahasarakham Business School, Mahasarakham University
PDF
ระบบหายใจ
by
Thitaree Samphao
โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
by
Thanyamon Chat.
Chapter 4 บทบาทของการควบคุมคุณภาพกับงานอุตสาหกรรม
by
Ronnarit Junsiri
บทที่ 6 การส่งเสริมการขาย
by
etcenterrbru
ใบงาน2
by
Pitchayadon Phikoonyhong
Plant structure group 9 room 931
by
Maimai Pudit
Tqm
by
Prasit Chanarat
Communication Process (กระบวนการการสื่อสาร) ch.5
by
Mahasarakham Business School, Mahasarakham University
ระบบหายใจ
by
Thitaree Samphao
What's hot
PDF
ส่วนประกอบของพืช
by
Suwimon Bausap
PDF
คู่มือธุรกิจให้บริการความงาม (Beauty)
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 1 ช่างไม้
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
บทที่ 2 การเป็นผู้ประกอบการ
by
Thamonwan Theerabunchorn
PDF
การศึกษาโครงสร้างดอกคาร์เนชั่น พุด และกล้วยไม้ จัดทำโดยนักเรียนระดับชั้นม.5 ห...
by
JittapatS
PDF
คำบุพบท
by
Ku'kab Ratthakiat
PDF
แบบฝึกภาษาไทยป.4 ตำที่มีตัวการันต์ (1)
by
Petsa Petsa
PDF
สมุดเล่มเล็ก
by
Ged Gis
PDF
การเขียนบรรณานุกรมจากหนังสือ
by
usaneetoi
PDF
2ใบกิจกรรม
by
krupornpana55
PDF
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
PPTX
การเขียนแผนธุรกิจเพื่อการนำเสนอ
by
วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
PDF
คู่มือการเขียนรายงาน การอ้างอิง การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์ ...
by
Totsaporn Inthanin
PDF
03 บทที่ 3-วิธีดำเนินงานโครงงาน
by
Champ Wachwittayakhang
PDF
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ(อินเดีย)
by
พัน พัน
PDF
หนังสือเล่มเล็กประกอบการศึกษาเรียนรู้ด้านโครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ของพืชดอกตัว...
by
KalyakornWongchalard
DOC
21 วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวิชาการ
by
Proud N. Boonrak
PDF
การเย็บผ้าขั้นพื้นฐาน
by
ssuserd0b7c2
PPTX
หน่วยที่ 2 เรื่อง เสื้อผ้าและการแต่งกาย
by
Beerza Kub
PPT
การจำแนกสาร
by
Saowanee Sondech
ส่วนประกอบของพืช
by
Suwimon Bausap
คู่มือธุรกิจให้บริการความงาม (Beauty)
by
Utai Sukviwatsirikul
ปกใช้ หน่วยที่ 1 ช่างไม้
by
อำนาจ ศรีทิม
บทที่ 2 การเป็นผู้ประกอบการ
by
Thamonwan Theerabunchorn
การศึกษาโครงสร้างดอกคาร์เนชั่น พุด และกล้วยไม้ จัดทำโดยนักเรียนระดับชั้นม.5 ห...
by
JittapatS
คำบุพบท
by
Ku'kab Ratthakiat
แบบฝึกภาษาไทยป.4 ตำที่มีตัวการันต์ (1)
by
Petsa Petsa
สมุดเล่มเล็ก
by
Ged Gis
การเขียนบรรณานุกรมจากหนังสือ
by
usaneetoi
2ใบกิจกรรม
by
krupornpana55
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
การเขียนแผนธุรกิจเพื่อการนำเสนอ
by
วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
คู่มือการเขียนรายงาน การอ้างอิง การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์ ...
by
Totsaporn Inthanin
03 บทที่ 3-วิธีดำเนินงานโครงงาน
by
Champ Wachwittayakhang
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ(อินเดีย)
by
พัน พัน
หนังสือเล่มเล็กประกอบการศึกษาเรียนรู้ด้านโครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ของพืชดอกตัว...
by
KalyakornWongchalard
21 วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวิชาการ
by
Proud N. Boonrak
การเย็บผ้าขั้นพื้นฐาน
by
ssuserd0b7c2
หน่วยที่ 2 เรื่อง เสื้อผ้าและการแต่งกาย
by
Beerza Kub
การจำแนกสาร
by
Saowanee Sondech
Viewers also liked
PPTX
Storyboard kpd 3026
by
Awg Stu
PPT
веселые старты
by
msikanov
PPTX
презентация футбол кузьмичев в.в.
by
msikanov
PDF
Rebranding on field of fast food machines
by
Michalx
PPTX
новогодняя выставка
by
msikanov
PPTX
торжественное мероприятие, посвящённое 70 летию великой победы
by
msikanov
PPTX
мастер класс моя москва-
by
msikanov
DOCX
Reizen met de trein
by
Karin Verschueren
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 5 การขัดและเคลือบผิวไม้1
by
อำนาจ ศรีทิม
PPTX
Call of duty saga
by
Sniper10xz
PPT
001.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
PPT
007.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
PDF
การป้องกันอุบัติเหตุ
by
อำนาจ ศรีทิม
PPT
выставка игрушек ссср
by
msikanov
PPTX
Aos#2 aust. history
by
08695554
PDF
Wordpress
by
อำนาจ ศรีทิม
PPT
008.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
PPTX
арт студия
by
msikanov
PPT
Desayuno "Emision de tarjetas instantáneas"
by
Asociación de Marketing Bancario Argentino
PPTX
бумажная пластика
by
msikanov
Storyboard kpd 3026
by
Awg Stu
веселые старты
by
msikanov
презентация футбол кузьмичев в.в.
by
msikanov
Rebranding on field of fast food machines
by
Michalx
новогодняя выставка
by
msikanov
торжественное мероприятие, посвящённое 70 летию великой победы
by
msikanov
мастер класс моя москва-
by
msikanov
Reizen met de trein
by
Karin Verschueren
ปกใช้ หน่วยที่ 5 การขัดและเคลือบผิวไม้1
by
อำนาจ ศรีทิม
Call of duty saga
by
Sniper10xz
001.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
007.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
การป้องกันอุบัติเหตุ
by
อำนาจ ศรีทิม
выставка игрушек ссср
by
msikanov
Aos#2 aust. history
by
08695554
Wordpress
by
อำนาจ ศรีทิม
008.safetymanagement v3
by
Mohammad Ashfaqur Rahman
арт студия
by
msikanov
Desayuno "Emision de tarjetas instantáneas"
by
Asociación de Marketing Bancario Argentino
бумажная пластика
by
msikanov
Similar to การปฏิบัติงาน
DOCX
Design
by
Tolaha Diri
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 6ออกแบบสร้างสรรค์ชิ้นงาน1
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
หน่วยที่ 6ออกแบบสร้างสรรค์ชิ้นงาน1
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
การเขียนภาพแผ่นคลี่
by
prasong singthom
DOCX
1 การเขียนแบบเบื้อนต้น
by
Tolaha Diri
PDF
1 8
by
Pannathat Champakul
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 3 แบบและการอ่านแบบ
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
304
by
Pannathat Champakul
PDF
Unit1
by
สุพรรณ วท.เชียงใหม่
DOCX
Desing
by
halato
PDF
303
by
Pannathat Champakul
DOC
แบบทดสอบ 50 ข้อ
by
Muta Oo
PDF
การเขียนภาพ 3 มิติเพื่อหุ่นยนต์ การเขียนแบบ
by
snws757
PDF
9 2
by
Pannathat Champakul
PDF
1 4
by
Pannathat Champakul
PDF
การเขียนแผ่นคลี่กรวยเยื้องศูนย์
by
Narasak Sripakdee
PDF
มาตรฐานการเขียนแบบ
by
Peerapong Veluwanaruk
PDF
9 1
by
Pannathat Champakul
PDF
Projectm6 2-2554
by
Net'Net Zii
PDF
Projectm6 2-2554
by
Orraya Swager
Design
by
Tolaha Diri
ปกใช้ หน่วยที่ 6ออกแบบสร้างสรรค์ชิ้นงาน1
by
อำนาจ ศรีทิม
หน่วยที่ 6ออกแบบสร้างสรรค์ชิ้นงาน1
by
อำนาจ ศรีทิม
การเขียนภาพแผ่นคลี่
by
prasong singthom
1 การเขียนแบบเบื้อนต้น
by
Tolaha Diri
1 8
by
Pannathat Champakul
ปกใช้ หน่วยที่ 3 แบบและการอ่านแบบ
by
อำนาจ ศรีทิม
304
by
Pannathat Champakul
Unit1
by
สุพรรณ วท.เชียงใหม่
Desing
by
halato
303
by
Pannathat Champakul
แบบทดสอบ 50 ข้อ
by
Muta Oo
การเขียนภาพ 3 มิติเพื่อหุ่นยนต์ การเขียนแบบ
by
snws757
9 2
by
Pannathat Champakul
1 4
by
Pannathat Champakul
การเขียนแผ่นคลี่กรวยเยื้องศูนย์
by
Narasak Sripakdee
มาตรฐานการเขียนแบบ
by
Peerapong Veluwanaruk
9 1
by
Pannathat Champakul
Projectm6 2-2554
by
Net'Net Zii
Projectm6 2-2554
by
Orraya Swager
More from อำนาจ ศรีทิม
PDF
ประวัติดนตรีไทย 56
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
วงดนตรีไทย ม.2 56
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
องค์ประกอบของดนตรีไทย ม.2 56
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
เครื่องดนตรีไทย ม.2ปี 56
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.4
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
คำอธิบายรายวิชางานเชื่อมไฟฟ้า ม.5
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
กำหนดการสอน ดนตรี ม.2
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.6
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
บทคัดย่องานวิจัย
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 4 การปฏิบัติงานไม้1
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
ปกใช้ หน่วยที่ 2 เครื่องมือช่างไม้ครุภัณฑ์1
by
อำนาจ ศรีทิม
DOC
ปก หน่วยที่ 1 ช่างไม้
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
คำอธิบายรายวิชางานไม้ครุภัณฑ์
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
ช่างไม้ครุภัณฑ์ในท้องถ่ิน
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
เครื่องมือ3
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
Picasa[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
Google docs[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
Flickr
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
Facebook
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
You tube[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
ประวัติดนตรีไทย 56
by
อำนาจ ศรีทิม
วงดนตรีไทย ม.2 56
by
อำนาจ ศรีทิม
องค์ประกอบของดนตรีไทย ม.2 56
by
อำนาจ ศรีทิม
เครื่องดนตรีไทย ม.2ปี 56
by
อำนาจ ศรีทิม
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.4
by
อำนาจ ศรีทิม
คำอธิบายรายวิชางานเชื่อมไฟฟ้า ม.5
by
อำนาจ ศรีทิม
กำหนดการสอน ดนตรี ม.2
by
อำนาจ ศรีทิม
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.6
by
อำนาจ ศรีทิม
บทคัดย่องานวิจัย
by
อำนาจ ศรีทิม
ปกใช้ หน่วยที่ 4 การปฏิบัติงานไม้1
by
อำนาจ ศรีทิม
ปกใช้ หน่วยที่ 2 เครื่องมือช่างไม้ครุภัณฑ์1
by
อำนาจ ศรีทิม
ปก หน่วยที่ 1 ช่างไม้
by
อำนาจ ศรีทิม
คำอธิบายรายวิชางานไม้ครุภัณฑ์
by
อำนาจ ศรีทิม
ช่างไม้ครุภัณฑ์ในท้องถ่ิน
by
อำนาจ ศรีทิม
เครื่องมือ3
by
อำนาจ ศรีทิม
Picasa[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
Google docs[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
Flickr
by
อำนาจ ศรีทิม
Facebook
by
อำนาจ ศรีทิม
You tube[1]
by
อำนาจ ศรีทิม
การปฏิบัติงาน
1.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจัดจาหน่ายได้ การเขียนแบบเป็นการถ่ายทอดความคิดของผู้ออกแบบลงบนกระดาษอย่างเป็นระเบียบ แบบแผน เพื่อให้ บุคคลได้เข้าใจโดยไม่จากัดระยะเวลาในการศึกษาทาความเข้าใจ การเขียนแบบเป็นภาษาอย่างหนึ่งที่ใช้กันในงาน ช่างหรืองานอุตสาหกรรม เป็นภาษาที่ถ่ายทอดความคิดหรือความต้องการของผู้ออกแบบไปให้ผู้อื่นได้ทราบและ เข้าใจได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน โดยแบบที่เขียนขึ้นจะเป็นสื่อกลางที่จะนาความคิดไปสร้างได้อย่าง ถูกต้อง อันจะเป็นการประหยัดและได้งานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ความเข้าใจ ที่ตรงกันการเขียนแบบจะต้องเป็นภาษาสากล โดยเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์และรูปแบบต่าง ๆ จะต้องเข้าใจ ได้ง่าย ในงานช่าง “แบบงาน” เป็นหัวใจสาคัญหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นภาษาสากลที่ใช้แสดงหรือสื่อความหมาย ของงานที่จะสร้างหรือต้องการผลิตขึ้นมา ภาพหรือรูปร่างที่เรียกว่าแบบงานนั้น เขียนขึ้นโดยใช้เส้นชนิดต่าง ๆ สัญลักษณ์และเครื่องหมายเฉพาะอื่น ๆ เมื่อประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปทรง สามารถใช้สื่อความหมายให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้เห็ นรูปร่าง ขนาด ลักษณะของผิวงานชนิดของวัสดุ เข้าใจวิธีการและขั้นตอนในการสร้างหรือการผลิต นอกจากนี้ผู้เกี่ยวข้องยังสามารถนาแบบงานมาคานวณหาปริมาณของวัสดุ ประมาณราคาและระยะเวลา ในการสร้างหรือผลิตงานนั้นได้ เป็นการยากที่จะระบุว่าอาชีพใดที่ไม่ต้องการ ความสามารถในการอ่านแบบและ เข้าใจแบบ การที่จะสร้างอาคารที่พักอาศัย โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ หรือของอื่นใดที่ผลิตขึ้น ต้องอาศัยการออกแบบ และเขียนแบบขึ้นมาก่อน การเขียนแบบจะแสดงให้เห็นภาพซึ่งเป็นต้นแบบของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ การเขียนแบบและอ่านแบบ การออกแบบ หมายถึง การทาต้นแบบ การทาแผนผังของแบบเพื่อสนองความคิดและความต้องการของ ผู้ออกแบบในรูปแบบของ ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยคานึงถึงความสวยงามประโยชน์การใช้สอย ประเภท ของการออกแบบยังรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วให้เกิดความเหมาะสม กับสภาพความเป็นจริง ขณะนั้น องค์ประกอบในการออกแบบเบื้องต้น มีดังนี้ 1. เส้น (Line) คือ สิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างจุดสองจุดหรือจุดที่ต่อเนื่องกัน ทาให้เกิดรูปร่าง รูปทรง และ โครงสร้าง เส้นที่ใช้ในการออกแบบ เช่น เส้นตรง เส้นนอน เส้นตั้ง เส้นทแยง และเส้นโค้ง เป็นต้น 2. รูปร่าง (shape) คือ รูป 2 มิติ ที่มีความกว้าง ความยาว โดยมีเส้นเป็นส่วนประกอบ มีทั้งรูปร่าง เรขาคณิต และรูปร่างอิสระ 3. รูปทรง (Form) คือ รูปลักษณะด้านสามด้าน หรือรูปสามมิติ ที่มีความกว้าง ความยาว และความ สูง มีเนื้อที่ภายในขอบเขต เช่น รูปทรงเรขาคณิต รูปทรงอิสระ เป็นต้น 4. สัดส่วน (Proportion)คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความกว้าง ความยาว และความสูง ความสัมพันธ์ ระหว่างส่วนต่าง ๆ เป็นสัดส่วนต่อกันช่วยให้ส่วนประกอบของรูปทรงมีความสัมพันธ์กันในลักษณะกลม กลืนกัน หรือขัดแย้งกัน 5. วัสดุและพื้นผิว (Material and Texture)คือ วัตถุดิบที่จะนามาใช้ในการออกแบบ มีลักษณะของ พื้นผิวที่แตกต่างกัน สามารถรับรู้ได้จากการมองเห็นหรือการสัมผัส เพื่อที่จะนามาใช้ในการออกแบบได้อย่าง ถูกต้อง 6. สี (Color) สีที่ให้ความรู้สึกที่ปรากฏให้เห็นด้วยคลื่นแสง สีช่วยทาให้งานออกแบบมีความรู้สึกและได้ อารมณ์มากยิ่งขึ้น นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 1
2.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การนาเอาหลักการทั้งหมดขององค์ประกอบในการออกแบบมาสร้างหรือผลิตชิ้นงานทางช่าง ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมและความต้องการของผู้ออกแบบ ที่จะจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ผสมผสานกัน จนเป็นผลงานที่มี ความสมบูรณ์ออกมา การเขียนแบบ หมายถึง การนาเอาความคิดสร้างสร รค์มาเขียนหรือแสดงออกเป็นรูปแบบ โดยการใช้เส้น รูปภาพ หรือสัญลักษณ์ พร้อมรายการประกอบแบบ เป็นการแสดงให้เห็นรูปลักษณะที่เหมือนของจริง สามารถ นาไปใช้สร้างหรือผลิตชิ้นงานได้จริง เป็นการแสดงโครงสร้าง รูปด้าน รูปลักษณะภายในของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่ รูปแปลน (Plan) รูปด้าน (Elevation) รูปตัด (Section) และรูปขยาย (Detail) โดยปกติทั่วไป สามารถมองเห็นว่าวัตถุทั้งหลายล้วนประกอบด้วยด้าน 6 ด้าน คือ ด้านบ น ด้านล่าง ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวา แต่ในวิชาเขียนแบบ วัตถุที่นาไปเขียนจะ ประกอบด้วย รูปแปลน รูปด้านหน้า รูปด้านข้าง และรูปด้านหลัง ซึงแต่ละรูปมีความหมายดังนี้ ่ 1. รูปแปลน (Plan) หมายถึง รูปที่มองเห็นจากด้านบนลงมา ประกอบด้วยส่วนกว้าง ส่วนยาว 2. รูปด้านหน้า (Front Elevation) หมายถึงรูปที่มองเห็นจากด้านหน้าเข้าไป ซึ่งประกอบด้วยส่วนกว้าง และส่วนยาว 3. รูปด้านข้าง(Side Elevation) หมายถึงรูปที่มองเห็นจากด้านซ้ายหรือด้านขวาไปประกอบด้วยส่วนยาว และส่วนสูง 4. รูปด้านหลัง (Rear Elevation) หมายถึง รูปที่มองเห็นจากส่วนด้านหลังเข้ามา ประกอบด้วยส่วนกว้าง และส่วนสูง 5. รูปตัด (Section) เป็นการตัดสิ่งที่ต้องการทราบในส่วนที่มองไม่เห็นหรืออยู่ภายใน ซึ่งไม่สามารถแสดง ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องมีการเขียน ภาพตัดเพื่อแสดงรายละเอียดของส่ว นสาคัญต่าง ๆใ ห้เข้าใจและ นาไปใช้งานได้ ภาพตัดจะมีการเติมสัญลักษณ์การตัด แสดงขอบเขต ตาแหน่งและทิศทางที่ถูกตัดพร้อมมีอักษร กากับไว้ เพื่อให้สะดวกแก่การทาความเข้าใจ 6. รูปขยาย (Detail) เป็นการเขียนแบบส่วนรายละเอียดของชิ้นงานเฉพาะจุดให้ชัดเจนด้วยการขยาย มาตรา ส่วนให้ใหญ่ขนกว่าเดิม เช่น 2 : 1 หรือ 5 :1 เป็นต้น ึ้ เครื่องมือและอุปกรณ์ในการเขียนแบบ เครื่องมือและอุปกรณ์ในการเขียนแบบ เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับงานเขียนแบบซึ่งจะทาให้งานเขียนแบบมี มาตรฐาน และมีคุณภาพ ประหยัดเวลาในการทางาน จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือ และ อุปกรณ์ในการเขียนแบบซึ่งมีหลายชนิดให้เลือกแต่ละชนิดจะมีลักษณะการใช้ที่แตกต่างกัน และมีลักษณะการใช้ เฉพาะอย่าง เช่น ไม้ที ใช้สาหรับการตีเส้นโดยเฉพาะ ถ้าหากนาไปใช้ร่วมกับมีดตัดกระดาษใบมีดอาจตัดเอา เนื้อไม้ที เมื่อนาไปขีดเส้นตรงก็จะไม่ได้เส้นตรงตามต้องการ เครื่องมือเขียนแบบที่จาเป็นมีดังนี้ 1. ชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ เครื่องมือมีส่วนที่จะช่วยให้งานเขียนแบบมีคุณภาพได้มาตรฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียน แบบพื้นฐานประกอบด้วย - โต๊ะเขียนแบบและกระดานเขียนแบบ การเขียนแบบจะใช้โต๊ะเขียนแบบซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างกันไปแล้วแต่บริษัทผู้ออกแบบ แต่ โดยทั่วไปจะมีความสูงเป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือบางชนิดอาจปรับความสูงให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ พื้นโต๊ะ จะเรียบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขอบด้านข้างตรงและได้ฉาก มีขนาดต่างกัน ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ 500 x 600 มม. นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 2
3.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
รูปที่ 4.1 โต๊ะเขียนแบบ 2. อุปกรณ์ที่ใช้ขีดเส้น อุปกรณ์ที่ใช้ในการขีดเส้น ได้แก่ ไม้ที บรรทัดสามเหลี่ยม และบรรทัดสเกล - ไม้ที เป็นเครื่องมือที่สาคัญในการเขียนแบบ ไม้ที มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือส่วนหัวและส่วนใบ ทาจากไม้เนื้อแข็ง หรือ พลาสติกใส ทั้ง 2 ส่วน จะยึดตั้งฉากกัน ไม้ทใช้สาหรับขีดเส้นในแนวนอน และใช้ประกอบ ี กับฉากสามเหลี่ยม ขีดเส้นในแนวตั้งฉาก และขีดเส้นเอียงทามุมต่างๆ รูปที่ 4.2 ไม้ทีรูปที่ 4.3 บรรทัดสามเหลี่ยม - บรรทัดสามเหลี่ยม โดยทั่วไปทาจากพลาสติกใส เพื่อจะได้มองเห็นส่วนอื่นๆ ของแบบได้อย่าง ชัดเจน บรรทัดสามเหลี่ยมใช้สาหรับขีดเส้นดิ่งและเส้นเอนทามุมต่างๆ ปกติจะใช้คู่กับ ไม้ที มี 2 แบบ คือ แบบ ตายตัว ซึ่งมีค่ามุม 45-90-45 องศา กับค่ามุม 30-90-60 องศา และแบบปรับมุมต่างๆ ได้ - บรรทัดมาตราส่วน ใช้วัดขนาด มีความยาวต่างกัน ตั้งแต่ 150, 300, 400, และ 600 มิลลิเมตร มีมาตราส่วนต่างๆ เพื่อใช้เขียนรูปได้หลายขนาด คือ - มาตราส่วนขนาดเท่าของจริง 1 : 1 - มาตราส่วนย่อ 1 : 2, 1 : 5, 1 : 10, 1 : 100, 1 : 1000 เป็นต้น - มาตราส่วนขยาย 2 : 1, 5 : 1, 10 : 1, 100 : 1, 1000 : 1 เป็นต้น มาตราส่วนเท่าของจริง, มาตราส่วนย่อ, หรือมาตราส่านขยาย จะนาไปใช้งานในแต่ละประเภท ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน 3. อุปกรณ์เขียนส่วนโค้ง อุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนส่วนโค้ง มีหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการนาไปใช้ เช่น วงเวียน แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ วงเวียนที่ใช้เขียนส่วนโค้ง และวงเวียนที่ใช้ถ่ายขนาด เป็นต้น - วงเวียน เป็นอุปกรณ์สาหรับเขียนวงกลม หรือส่วนโค้ง ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 3
4.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
- วงเวียนถ่ายขนาด เป็นวงเวียนที่มีปลายแหลม 2 ข้าง วงเวียนชนิดนี้ใช้สาหรับถ่ายขนาดที่วัด ขนาดจากฟุตเหล็ก หรือฉากสามเหลี่ยม แล้วนาไปถ่ายลงบนแบบทาให้สามารถแบ่งเส้นตรง แบ่งวงกลมให้มีขนาด เท่าๆ กันได้สะดวกและรวดเร็วง่ายต่อการเขียนแบบ - บรรทัดเขียนส่วนโค้ง(Curves) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการเขียนส่วนโค้งชนิดหนึ่ง การใช้บรรทัด ส่วนโค้งจะต้องใช้ส่วนโค้งของบรรทัดสัมผัสจุด อย่างน้อย 3 จุด เพื่อให้ได้ส่วนโค้งที่ดี มีความต่อเนื่อง ซึงต่างกับ ่ การใช้วงเวียนที่มีระยะรัศมีเท่ากันทุกจุดของเส้นโค้งนั้นๆ แผ่นโค้งนี้ให้ความสะดวกในการทางานสูง ซึ่งผู้ใช้เอง ก็ต้องระมัดระวังในการใช้งานให้ดี หมุนปรับให้ได้ตาแหน่ง รูปที่ 4.4 วงเวียน รูปที่ 4.5 บรรทัดเขียนส่วนโค้ง 4. กระดาษเขียนแบบ กระดาษเขียนแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ ระบบนิ้ว และระบบมิลลิเมตร ต่อมาได้ ปรับปรุงให้เป็นระบบสากล โดยใช้ระบบ ISO ซึ่งยอมรับทั้งระบบอเมริกันและยุโรป นอกจากนั้น ประเทศไทย ยังได้ผลิตมาตรฐานเป็น (มอก.) โดยการเขียนแบบทั่วไปทางเครื่องกลซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO ซึง ่ มาตรฐานของกระดาษในระบบต่างๆ ได้แสดงไว้ในตาราง ตารางที่ 4.1 แสดงมาตรฐานของกระดาษมาตรฐาน ISO นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 4
5.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
5. ดินสอเขียนแบบ เป็นเครื่องมือที่ใช้ขีดเส้นบนกระดาษเขียนแบบ เพื่อแสดงรูปร่างต่างๆ ให้เป็นแบบที่ใช้งาน ดินสอเขียน แบบสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิดคือ - ดินสอชนิดเปลือกไม้ - ดินสอชนิดเปลี่ยนไส้ได้ จะเป็นดินสอที่มีโครงด้ามเป็นโลหะ หรือพลาสติก และใส่ไส้ดินสออยู่ข้าง ใน ดินสอชนิดนี้จะมีการออกแบบมาใช้งานไว้มากมายหลายชนิด เกรดไส้ดินสอ แบ่งออกเป็น 3 เกรด คือ ดินสอที่มีไส้แข็งมาก (Hard) ดินสอที่มีไส้แข็งปานกลาง (Medium) และดินสอแบบไส้อ่อน (Soft) แล้วจึงแบ่งย่อย ตามลาดับความแข็งอ่อนของแต่ละกลุ่ม โดยใช้วิธีให้ตัวเลขเป็นตัวกาหนดร่วมกับตัวอักษร ดังนี้ - ดินสอที่มีไส้แข็งมาก (Hard) มีตั้งแต่ เบอร์ 9H-4H ใช้สาหรับขีดเส้นร่างรูป เส้นที่ใช้ เขียนต้องเป็นเส้นบาง เช่น ร่างรูป เส้นบอกขนาด และเส้นช่วยบอกขนาด - ดินสอที่มีไส้แข็งปานกลาง (Medium) มีตั้งแต่ เบอร์ 3H-B ใช้สาหรับใช้สาหรับงาน เขียนแบบงานสาเร็จรูป เช่น เส้นขอบชิ้นงาน เส้นแสดงแนวตัด และสัญลักษณ์แนวเชื่อม - ดินสอแบบไส้อ่อน (Soft) มีตั้งแต่ เบอร์ 2B-7B ใช้ในงายศิลปะวาดภาพแรเงา ไม่เหมาะที่จะนามาใช้ในการเขียนแบบ รูปที่ 4.6 ดินสอชนิดเปลี่ยนไส้ได้ แบบไส้แข็งมาก ไส้แข็งปานกลาง และแบบไส้อ่อน 6. ปากกาเขียนแบบ ปากกาเขียนแบบในปัจจุบันนิยมใช้ปากกา เขียนแบบหมึกซึม ขนาดความโตของปากกาเขียนแบบจะมี ขนาดเท่าขนาดของเส้นมาตรฐานสากลที่ใช้ในงาน เขียนแบบ รูปที่ 4.7 ปากกาเขียนแบบ รูปที่ 4.8 แปรงปัด นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 5
6.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
7. อุปกรณ์ทาความสะอาด แบบงานที่มีคุณภาพนั้น นอกจากเขียนได้ถูกต้อง สมบูรณ์ ได้มาตรฐานแล้วนั้น แบบงานจะต้องสะอาด ดังนั้นอุปกรณ์ทาความสะอาดจึงมีความจาเป็นมาก เช่น - แปรงปัด เป็นแปรงขนอ่อนใช้สาหรับปัดฝุ่นบนกระดาษเขียนแบบ และปัดเศษยางลบ - ยางลบ ใช้สาหรับลบงาน มีลักษณะเป็นยางอ่อนซึ่งจะไม่ทาให้กระดาษเป็นขุยหรือเป็นรอย - แผ่นกันลบ ทาจากโลหะบางเบา เจาะรูไว้หลายลักษณะ ใช้กันลบตรงบริเวณที่ขีดเส้นผิดพลาด รูปที่ 4.9 ยางลบ รูปที่ 4.10 แผ่นกันลบ 8. การใช้และบารุงรักษาเครื่องมือเขียนแบบ การใช้และบารุงรักษาเครื่องมือเขียนแบบเป็นสิ่งที่นักเขียนแบบ จะต้องให้ความสาคัญเป็นอย่างมาก เครื่องมือที่ดีย่อมทาให้การเขียนแบบมีความสะดวกรวดเร็ว และเขียนงานได้อย่างมีคุณภาพ เครื่องมือแต่ละแบบ ถูกออกแบบให้ใช้เฉพาะงานเท่านั้นไม่ควรนาไปใช้สับหน้าที่กันเพราะ จะทาให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อม สมรรถภาพสาหรับงานนั้น ๆ เช่น ใช้ปลายแหลมของ วงเวียนไปเจาะรูสิ่งต่าง ๆ อาจเกิดความเสียหายกับปลาย แหลมของวงเวียน ส่วนปลายเข็มวงเวียนคดงอ ทาให้เวลาเขียนวงกลมปลายเข็มจะไม่เกาะกระดาษ วงกลมที่เขียน จะบิดเบี้ยว การใช้เครื่องมือจึงต้องมีความระมัดระวัง เข้าใจการใช้ และใช้ให้ถูกวิธี นอกจากการใช้เครื่องมือโดยถูกต้องตามวิธีการใช้แล้ว ผู้ใช้ต้องรู้จักบารุงรักษาเครื่องมืออย่างถูกต้อง และ รักษาเครื่องมือให้สะอาดอ ยู่เสมอ เพราะเครื่องมือที่สกปรกจะทาให้งานเขียนแบบสกปรกไปด้วยควรทาความ สะอาดเครื่องมือด้วยการล้างน้าบางครั้งอาจใช้น้ายาทาความสะอาดช่วย ในการใช้น้ายาต้องพิจารณาด้วยว่าวัสดุ อะไรใช้น้ายาชนิดใด การทาความสะอาดอาจจะใช้เพียงน้าสบู่ก็เพียงพอถ้าเครื่องมือไม่สกปรกมาก หลังจากทา ความสะอาดควรเช็ดเครื่องมือด้วยผ้าแห้ง หรือใช้เครื่องเป่าลมหรือเครื่องเป่าผม เป่าลมร้อนเบา ๆ ให้เครื่องมือ แห้งสนิท และเก็บเครื่องมือลงกล่องให้เรียบร้อย โต๊ะเขียนแบบก็เช่นกันควรหมั่นทาความสะอาด ใช้แปรงปัดฝุ่น ก่อนและหลังการเขียนแบบทุกครั้ง ในขณะเขียนแบบเมื่อใช้ยางลบจะมีขี้ยางลบเกิดขึ้น ให้ใช้แปรงปัดขี้ยางลบ ออกจากโต๊ะทุกครั้งที่ใช้ยางลบ มิฉะนั้นขี้ยางลบจะอยู่บนโต๊ะเมื่อเลื่อนไม้ทีหรือไม้ฉากจะทาให้ขี้ยางลบติดบนแบบ ทาให้แบบสกปรก หลังจากการเขียนแบบไม่ควรปล่อยงานเขียนแบบค้างไว้บนโต๊ะเขียนแบบโดยไม่มีสิ่งใดปิ ด ควรหาผ้าหรือ กระดาษคลุมปิดงานไว้เพื่อป้องกันฝุ่นละอองลงจับผิวกระดาษเขียนแบบหรือแมลงสาปมากัดแทะกินแบบในเวลา กลางคืน นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 6
7.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การติดกระดาษเขียนแบบต้องติดให้ได้ฉาก และขนานกับขอบโต๊ะซึ่งมีวิธีดังนี้ คือ - นาไม้ทีวางบนโต๊ะโดยหัวไม้ทีติดกับขอบโต๊ะเว้นระยะจากขอบโต๊ะด้านล่างประมาณ 2 - 3 เท่า ความกว้างของไม้ที - นากระดาษเขียนแบบสอดใต้หัวไม้ที ดันไม้ทีให้หัวไม้ทีติดขอบโต๊ะเลื่อนไม้ทีขึ้นเสมอขอบ ด้านบนของกระดาษ และขอบกระดาษอยู่ในแนวเส้นตรงของขอบไม้ที - เมื่อขอบกระดาษและไม้ทีอยู่ในแนวเดียวกันแล้ว ติดกระดาษเทปกาวลงบนของกระดาษทั้งสี่ มุมเพื่อยึดกระดาษไม่ให้กระดาษเคลื่อนที่ เส้นและสัญลักษณ์ในงานเขียนแบบ 1. เส้นในงานเขียนแบบ ในงานเขียนแบบ เส้นในแบบจะมีความหมายและเป็นสื่อแสดงลักษณะเฉพาะ จาเป็นที่ผู้ เขียนแบบ และ ผู้อ่านแบบจะต้องเข้าใจในความหมายการใช้เส้นในตาแหน่งต่าง ๆ ได้ถูกกาหนดเป็นแบบแผนดังนี้ 1.1 เส้นเต็มรอบรูป(Visible Line) เส้นที่ลากติดต่อกันไปตลอดใช้แสดงส่วนของงานที่มองเห็น 1.2 เส้นส่วนที่มองไม่เห็น หรือเส้นประ(Hidden Line or Dash Line) เส้นที่เขียนสั้น ๆ ต่อเนื่องกัน ใช้แสดงส่วนของงานที่มองไม่เห็น แต่ละเส้นยาวประมาณ 1/8 นิ้ว และเว้นห่างกันประมาณ 1/32 นิ้ว 1.3 เส้นแสดงภาพตัด (Section Line) เส้นแสดงภาพตัด ใช้แสดงส่วนที่ถูกตัดเพื่อที่จะได้บอกตาแหน่ง ของส่วนที่ถูกตัดอยู่ ณ ตาแหน่งใด 1.4 เส้นแนวกึ่งกลาง หรือเส้นแกน(Center Line) เส้นยาว และสั้นสลับกันไป เส้นยาวประมาณ 1 นิ้ว เขียนสลับกับเส้นสั้นประมาณ 1/8 นิ้ว ใช้แสดงแนวกึ่งกลางของงานที่มีรูปแบบ 1.5 เส้นต่อกากับ (Extension Line) เส้นที่ต่อจากแนวด้านของงานโดยเว้นระยะจาก ขอบงานประมาณ 1/8 นิ้ว ใช้แสดงระยะของด้าน 1.6 เส้นมิติบอกขนาด(Dimension Line) เส้นที่มีหัวลูกศรทั้งสองด้าน มีตัวเลขแสดงขนาดอยู่ตรงกลาง เส้น เพื่อแสดงมิติของงานให้ทราบว่ามีขนาดเท่าใด หัวลูกศรต้องสัมผัสกับเส้นต่อพอดี ขนาดของลูกศรยาว ประมาณ 1/8 นิ้ว ความกว้างของหัวลูกศรประมาณ 1/3 ของความยาวลูกศร 1.7 เส้นแสดงแนวตัด (Cutting Line) เส้นยาวสลับเส้นสั้นสองเส้นใช้แสดงตาแหน่งของส่วนที่ถูกตัดอยู่ บริเวณใด 1.8 เส้นร่นระยะ(Break Line) เส้นตรงยาวมีระยะเส้นหยัก ใช้แสดงในส่วนที่หายไปเพื่อให้ทราบว่า เนื้องานมีขนาดมากกว่าที่เห็นเป็นการลดความยาวของรูปแบบ ลงไปเนื่องจากกระดาษเขียนแบบมีจากัด ไม่สามารถเขียนเต็มรูปได้ รูปที่ 4.11 ตัวอย่างเส้นที่ใช้ในการเขียนแบบ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 7
8.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
2. สัญลักษณ์ในงานเขียนแบบ สัญลักษณ์ของวัตถุที่ใช้แสดงในภาพมีขึ้นเพื่อแสดงให้ทราบว่าวัตถุที่ใช้นั้นเป็นชนิดใดบ้าง เพราะต้องการ ให้สะดวกและรวดเร็วในการทางาน จึงได้แยกสัญลักษณ์ดังต่อไปนี้ การเขียนภาพ 2 มิติ 3 มิติ และภาพฉาย 1. ภาพ 2 มิติ รูปที่ 4.11 ภาพ 2 มิติ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 8
9.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
งาน 2 มิติเราจะพบได้ในงานจิตรกรรมและงานภาพพิมพ์ เพราะเกิดจากการใช้เส้นและสีในการสร้างงาน และมีระนาบ 2 ระนาบคือ กว้างและยาวเส้นรูปแบบต่างๆ คือเส้นตรง เส้นหยัก เส้นโค้ง เส้นแต่ละชนิดให้ ความรู้สึกแตกต่างกันไปรูปร่างหมายถึงการต่อกันของเส้นตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป มักจะอยู่กับรูปทรงและใช้เรียก ควบคู่กันไปการเพิ่มแสงเงาในรูปร่างที่เป็น 2 มิติ หรือใช้เส้นเพื่อสร้างเส้นนาสายตาจะช่วยเพิ่มความลึก มิติ ให้กับรูปร่างนั้น 2. ภาพ 3 มิติ การสร้างภาพเชิง 3 มิติ (อังกฤษ: three-dimensional imaging) คือ การหารูปร่างและขนาดของวัตถุ ใน 3 มิติ โดย เทคนิคของการวัดรูปร่างนี้ จะมีเงื่อนไขจากัดอยู่ เนื่องจากสิ่งที่ต้องการวัดคือขนาดสัมบูรณ์ของวัตถุ เพราะฉะนั้นขนาดของวัตถุที่วัด ได้ จะต้องไม่ขึ้นกับชนิดผิวและการสะท้อนของวัตถุ ระยะห่างจากอุปกรณ์เก็บภาพ 3 มิติ และ สภาพแสงและการส่องสว่าง 2.1 ความหมายของภาพ ภาพสามมิติหมายถึง การเขียนภาพโดยการนาพื้นผิวแต่ละด้านของชิ้นงานมาเขียนประกอบกัน เป็นรูป เดียว ทาให้สามารถมองเห็นลักษณะรูปร่าง พื้นผิว ได้ทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาของชิ้นงาน ทาให้ภาพสามมิติมีลักษณะคล้ายกับการมองชิ้นงานจริง ภาพสามมิติที่เขียนในงานเขียนแบบมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันในการวางมุมการเขียน และขนาดของชิ้นงานจริง กับขนาดชิ้นงานในการเขียน แบบซึ่งผู้เขียนแบบต้องศึกษาลักษณะของภาพสามมิติ แต่ละประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อสามารถปฏิบัติการเขียน แบบได้อย่างถูกต้อง 2.2 ประเภทของภาพสามมิติ - ภาพสามมิติแบบ TRIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีความสวยงาม และลักษณะคล้ายของจริง มากที่สุดและเป็นภาพที่ง่ายต่อการอ่านแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียนเอียง 12 องศา และ 23 องศา และอัตราความยาวของแต่ละด้านไม่เท่ากัน รูปที่ 4.12 ลักษณะของภาพ TRIMETRIC - สามมิติแบบ DIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีลักษณะคล้ายกับภาพถ่ายและง่ายต่อการอ่านแบบ แต่ไม่ค่อยนิยมในการเขียนแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียน เอียง 7 องศา และ 42 องศา และขนาดความหนาของภาพที่เขียนจะลดขนาดลงครึ่งหนึ่งของความหนาจริง นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 9
10.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
รูปที่ 4.12 ลักษณะของภาพ DIMETRIC รูปที่ 4.13 ลักษณะของภาพ ISOMETRIC - ภาพสามมิติแบบ ISOMETRIC เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมากเพราะภาพที่เขียนง่ายเนื่องจาก ภาพมีมุมเอียง 30 องศา ทั้งสองข้างเท่ากัน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่าขนาดงานจริง ภาพ ที่เขียนจะมีขนาดใหญ่มากทาให้เปลืองเนื้อที่กระดาษ - ภาพสามมิติแบบ OBQIUEเป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก สาหรับงานที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้ง หรือรูกลมเพราะสามารถเขียนได้ง่ายและรวดเร็วเนื่องจากภาพ OBQIUE จะวางภาพด้านหนึ่งอยู่ในแนวระดับ เอียงทามุมเพียงด้านเดียว โดยเขียนเป็นมุม 45 องศา สามารถเขียนเอียงได้ทั้งด้านซ้ายและขวาความหนาของงาน ด้านเอียงขนาดลดลงครึ่ง หนึ่ง ภาพ OBQIUE มี 2 แบบ คือ แบบคาวาเลียร์ (CAVALIER) และแบบคาบิเนต (CABINET) รูปที่ 4.14 ภาพสามมิติแบบ Cavalier รูปที่ 4.15 ภาพสามมิติแบบ Cabinet - ภาพสามมิติแบบ PERSPECTIVE หรือ ภาพทัศนียภาพ เป็นภาพสามมิติที่มีมุมในลักษณะ การมองไกล โดยจะเขียนภาพเข้าสู่จุดรวมของสายตา การเขียนภาพสามมิติชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 10
11.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
รูปที่ 4.16 แบบ 1 จุด รูปที่ 4.17 แบบ 2 จุด รูปที่ 4.18 แบบ 3 จุด 2.3 การเขียนภาพสามมิติ แกน ไอโซเมตริก (ISOMETRIC AXIS) เส้น XO, YO, ZO ทามุมระหว่างกัน 120 องศาเท่ากัน ทั้งสามมุม เส้นทั้งสามนี้เรียกว่า แกนไอโซเมตริก ซึ่งแกนไอโซเมตริกนี้สามารถวางได้หลายทิศทางขึ้นอยู่กับรูปร่าง ของชิ้นงานที่ต้องการแสดงรายละเอียด รูปที่ 4.19 แสดงการวางแกนไอโซเมตริก นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 11
12.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การเขียนภาพ ISOMETRIC ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่าง จากกล่องสี่เหลี่ยม โดยมีขนาด ความกว้าง ความยาว และความสูง ซึ่งจะได้จากการกาหนดขนาดจากภาพฉาย จากนั้น เขียนรายละเอียดส่วน ต่างๆ ของชิ้นงาน รูปที่ 4.20 กาหนดส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 รูปที่ 4.21 ขั้นตอนการเขียนภาพ ISOMETRIC การเขียนภาพ OBLIQUE ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่างจากกล่อง สี่เหลี่ยม โดยมีขนาด ความยาว ความยาว และความสูงเท่ากับขนาดของชิ้นงานจริง ซึ่งจะได้จากการบอกขนาดในภาพฉาย ลากเส้นเอียง 45 องศา จากขอบงานด้านหน้าไปยังด้านหลัง โดยให้มีความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งกับความกว้างที่กาหนดให้จาก ภาพฉายด้านข้าง ลากเส้นร่างเป็นรูปกล่องสี่เหลียม จากนั้น เริ่มเขียนส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน ลบเส้นที่ไม่ใช้ออก และลงเส้นหนักที่รูปงาน รูปที่ 4.22 ขั้นตอนการเขียนภาพ OBLIQUE นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 12
13.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การเขียนวงรีภาพสามมิติ - การเขียนวงรีแบบ ISOMETRIC ชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอก หรืองานที่มีหน้าตัดกลม เช่น รูปกลม ส่วนโค้ง เมื่อเขียน เป็นภาพไอโซเมตริกแล้ว หน้าตัดของรูปทรงกระบอกหรือรูกลมนั้นจะเอียงเป็นมุม 30 องศา หรือทาให้มองเห็น เป็นลักษณะวงรี รูปที่ 4.23 ลักษณะชิ้นงานรูกลม - ขั้นตอนการเขียนวงรี ISOMETRIC ด้านหน้า 1. เขียนสี่เหลียมขนมเปียกปูน เอียงทามุม 30 องศา กับเส้นในแนวระดับ ดังรูปในช่องที่ 1 2. ลากเส้นแบ่งครึ่งทั้งสี่ด้าน ที่จุด 1-3 และ 2-4 ดังรูปในช่องที่ 2 3. ลากเส้นทะแยงมุมจากจุด D ไปยังจุดที่ 1 และ 2 ดังรูปในช่องที่ 3 4. ลากเส้นทะแยงมุมจากจุด B ไปยังจุดที่ 3 และ 4 จะได้เส้นตัดกันที่จุด E และจุด F ดังรูปใน ช่องที่ 4 5. จุด E และ จุด F เป็นจุดศูนย์กลางของส่วนโค้งเล็ก กางวงเวียนออก รัศมี E-1 เขียนส่วนโค้งวง เล็กจากจุดที่ 1 ไปจุดที่ 4 และใช้รัศมีเท่าเดิม เขียนส่วนโค้งโดยใช้จุด F เป็นจุดศูนย์กลาง เขียนส่วนโค้งเล็ก ดังรูป ในช่องที่ 5 6. ที่จุด B กางวงเวียนรัศมี B-4 เขียนส่วนโค้งวงใหญ่จากจุดที่ 4 ไปจุดที่ 3 และที่จุด D เป็นจุด ศูนย์กลาง รัศมีเท่าเดิม เขียนส่วนโค้งวงใหญ่ จะได้วงรีของภาพไอโซเมตริก ดังรูปในช่องที่ 6 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 13
14.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
- ขั้นตอนการเขียนวงรี ISOMETRIC ด้านข้าง 1. เขียนสี่เหลียมขนมเปียกปูน เอียงทามุม 30 องศา กับเส้นในแนวระดับ ดังรูปในช่องที่ 1 2. ลากเส้นแบ่งครึ่งทั้งสี่ด้าน ที่จุด 1-3 และ 2-4 ดังรูปในช่องที่ 2 3. ลากเส้นทะแยงมุมจากจุด D ไปยังจุดที่ 1 และ 2 ดังรูปในช่องที่ 3 4. ลากเส้นทะแยงมุมจากจุด B ไปยังจุดที่ 3 และ 4 จะได้เส้นตัดกันที่จุด E และจุด F ดังรูปใน ช่องที่ 4 5. จุด E และ จุด F เป็นจุดศูนย์กลางของส่วนโค้งเล็ก กางวงเวียนออก รัศมี E-1 เขียนส่วนโค้ง วงเล็กจากจุดที่ 1 ไปจุดที่ 4 และใช้รัศมีเท่าเดิม เขียนส่วนโค้งโดยใช้จุด F เป็นจุดศูนย์กลาง เขียนส่วนโค้งเล็ก ดัง รูปในช่องที่ 5 6. ที่จุด B กางวงเวียนรัศมี B-4 เขียนส่วนโค้งวงใหญ่จากจุดที่ 4 ไปจุดที่ 3 และที่จุด D เป็นจุด ศูนย์กลาง รัศมีเท่าเดิม เขียนส่วนโค้งวงใหญ่ จะได้วงรีของภาพไอโซเมตริก ดังรูปในช่องที่ 6 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 14
15.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
- ขั้นตอนการเขียนวงรี ISOMETRIC ด้านบน 1. เขียนสี่เหลียมขนมเปียกปูน เอียงทามุม 30 องศา กับเส้นในแนวระดับ ดังรูปในช่องที่ 1 2. ลากเส้นแบ่งครึ่งทั้งสี่ด้าน ที่จุด 1-3 และ 2-4 ดังรูปในช่องที่ 2 3. ที่จุด A ลากเส้นทะแยงมุมไปยังจุดที่ 2 และ 3 ดังรูปในช่องที่ 3 4. ลากเส้นทะแยงมุมจากจุด C ไปยังจุดที่ 4 ไปตัดกับเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งที่จุด F และลากเส้น จากจุด C ไปจุดที่ 1 ไปตัดกับเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งที่จุด E ดังรูปในช่องที่ 4 5. ที่จุด E กางวงเวียน รัศมี E-1 เขียนส่วนโค้งวงเล็กจากจุดที่ 1 ไปจุดที่ 2 และที่จุด F จากจุด 3 ไปจุดที่ 4 ดังรูปในช่องที่ 5 6. ที่จุด A กางวงเวียนรัศมี A-3 เขียนส่วนโค้งวงใหญ่จากจุดที่ 3 ไปจุดที่ 2 และที่จุด Cจากจุด 4 ไปจุดที่ 1 จะได้วงรีแบบไอโซเมตริกด้านบน ดังรูปในช่องที่ 6 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 15
16.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
- การเขียนวงรีแบบ OBQIUE รูปที่ 4.24 ตัวอย่างชิ้นงานเขียนแบบ OBQIUE การวางภาพออบลิค ภาพด้านหน้าที่เห็นรายละเอียดชัดเจนที่สุดหรืองานที่เป็นรูปทรงกระบอก ส่วน โค้ง หรือรูกลม ซึ่งจะทาให้งานเขียนแบบทาได้ง่าย เช่น ข้อต่อ ซึ่งมีวิธีเขียนดังนี้ 1. ลากเส้น ABC และเส้น DE เอียง 45 องศา 2. จุด A เป็นวงกลมซ้อนกัน 2 วง จุด B และ C เขียนส่วนโค้ง 3. จุด D เขียนวงกลมและส่วนโค้ง 4. จุด E เขียนส่วนโค้ง 5. ลากเส้นตรงสัมผัสส่วนโค้ง นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 16
17.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
3. ภาพฉาย 1. ลักษณะการฉายภาพ ภาพ ฉาย เป็นภาพลายเส้นที่บอกขนาดสัดส่วนต่างๆ ที่อ่านค่าแล้วเอามาทางานได้ ภาพฉายส่วนใหญ่จะ เขียนหรืออ่านมาจากภาพไอโซเมตริกหรือภาพของจริง มองแต่ละด้านแล้วเขียนออกมาตามภาพที่มองเห็นนั้นๆ ในแต่ละด้านของชิ้นงานตามปกติชิ้นงานจะมีทั้งหมด 6 ด้าน เหมือนลูกเต๋า แต่ภาพในการทางานจริงจะใช้เพียง 3 ด้านเท่านั้น ในส่วนที่มองไม่เห็นจะเขียนแสดง ด้วยเส้นประด้าน ของภาพที่ใช้งานจะเป็นด้านหน้า (Front View : F) ด้านข้าง (Side View : S) และ ด้านบน (Top View : T) เท่านั้น รูปที่ 4.25 ทิศทางการมองของภาพทั้ง 6 ด้าน การฉายภาพในปัจจุบันจะฉายภาพได้ 2 แบบ ตามความนิยม คืออุตสาหกรรมทางยุโรปและอุตสาหกรรม ทางอเมริกา ดังนี้ 1. การฉายภาพมุมที่ 1 (FIRST ANGLE PROJECTION) เป็นการเขียนภาพฉายในครอดแลนด์ที่ 1 อาจ เรียกการฉายภาพแบบ E-TYPE ใช้เขียนกันทางยุโรปซึ่งนิยมในทางปัจจุบัน 2. การฉายภาพมุมที่ 3 (THIRD ANGLE PROJECTION) เป็นการเขียนภาพฉายในครอดแลนด์ที่ 3 อาจ เรียกการฉายภาพแบบ A-TYPE เป็นที่นิยมในอเมริกา รูปที่ 4.26 ตาแหน่งระนาบที่วางภาพ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 17
18.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การมองภาพที่อยู่ในตาแหน่งมุมที่ 1 หรือมุมที่ 3 จะใช้สัญลักษณ์บอกลักษณะไว้ที่มุมขอบขวาของแบบ ด้านใดด้านหนึ่ง ควรจาสัญลักษณ์ให้แม่นยาเพื่อจะได้ไม่สับสน สัญลักษณ์ของมุมที่ 1 สัญลักษณ์ของมุมที่ 2 รูปที่ 4.27 สัญลักษณ์ตาแหน่งการมองภาพ 2. ตาแหน่งการมองภาพฉาย แสดงการมองภาพในตาแหน่งต่างๆ เพื่อจะเขียนภาพฉาย รูปที่ 4.28 การมองภาพด้านที่ใช้งาน การมองภาพฉาย เกิดจากดวงตามองไปยังวัตถุ ถ้าเอาจอไปรับภาพของวัตถุวางไว้ด้านหลัง แล้วใช้ไฟฉาย ส่องไปยังวัตถุ แสงของไฟฉายผ่านวัตถุ ทาให้เกิดภาพบนจอ ในลักษณะของการขยายภาพให้โตขึ้น ซึ่งไม่ใช่ขนาด ของภาพจริง แต่ในทางการเขียนแบบต้องการขนาดภาพเท่ากับของจริง (วัตถุที่นามามอง) ดังนั้นจึงต้องปรับเส้น ในการฉายภาพให้เป็นภาพขนาน เพื่อจะให้ได้ขนาดตามความเป็นจริง โดยกาหนดให้เส้นการมองอยู่ในแนวระนาบ พุ่งตรงจากวัตถุไปยังจอภาพ ภาพที่ปรากฏบนจอจะมีขนาดเท่ากับวัตถุนั้นๆ การฉายภาพในลักษณะเช่นนี้จัดเป็น การฉายภาพในมุมที่หนึ่งข องหลักการมองภาพฉาย วัตถุจะอยู่หน้าจอรับภาพ ด้านที่นิยมได้แก่ ภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบนที่ใช้ในการเขียนภาพฉาย ซึ่งช่วยให้อ่านภาพได้ง่ายขึ้น นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 18
19.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การมองขยายโตกว่าของจริง การมองภาพเท่ากับของจริง รูปที่ 4.29 แสดงการมองภาพบนจอรับภาพ ที่มา : ฉวีวรรณ รมยานนท์, 2541 3. ภาพฉายมุมที่ 1 การมองภาพฉายในตาแหน่งมุมที่ 1 ฉากรับภาพจะอยู่ด้านหลังของชิ้นงาน ทาการฉายภาพให้ไปปรากฏ บนฉาก มองเห็นภาพอย่างไรภาพก็จะไปปรากฏบนฉากอย่างนั้นจากด้านที่มอง ซึ่งภาพในทางเขียนแบบจะใช้ เฉพาะภาพด้านหน้า ด้านข้าง และภาพด้านบนเท่านั้น รูปที่ 4.30 วางชิ้นงานบนฉากรับภาพช่องที่ 1 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 19
20.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
ขั้นที่ 1 นามุมที่ 1ของฉากรับภาพออกมาพิจารณาจะสังเกตการมองได้ว่าจะมองเห็นชิ้นงานก่อน ภาพจะปรากฏบนจอรับภาพด้านหลังของชิ้นงานด้านที่มอง มองภาพด้านหน้า มองด้านข้าง มองด้านบน คลี่ฉากรับภาพตามลูกศร ภาพฉายสามด้าน รูปที่ 4.30 ภาพฉายมุมที่ 1 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 20
21.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
4. ภาพฉายมุมที่ 3 การมองภาพฉายในตาแหน่งมุมที่ 3 ฉากรับภาพจะอยู่ด้านหน้าของชิ้นงาน การฉายภาพ แสงส่องจะ กระทบชิ้นงานแล้วสะท้อนมาปรากฎยังฉากรับภาพ จะได้ภาพตามที่มองชิ้น งานจะวางอยู่ในมุมที่ 3 จะสังเกตได้ ว่าเมื่อมองชิ้นงานตามทิศทางการมองภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบน ภาพจะสะท้อนกลับมาปรากฏ บนฉากรับภาพ รูปที่ 4.31 ภาพฉายมุมที่ 3 นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 21
22.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
การเปรียบเทียบภาพฉายมุมที่ 1 และภาพฉายมุมที่ 3 รูปที่ 4.32 ภาพฉายมุมที่ 1 หลักการเขียนภาพฉายมุมที่ 1 1. ภาพด้านหน้าเป็นภาพหลัก 2. ภาพด้านข้างมีความสูงเท่ากับด้านหน้า และวางอยู่ทางขวามือของ ภาพด้านหน้า อยู่ในระนาบเดียวกันกับภาพด้านหน้า 3. มองด้านบน จะได้ภาพด้านบนอยู่ในแนวของด้านล่างของด้านหน้า 4. ด้านบนมีความกว้างเท่ากับด้านหน้า รูปที่ 4.33 ภาพฉายมุมที่ 3 หลักการเขียนภาพฉายมุมที่ 3 1. ภาพด้านหน้าเป็นภาพหลัก 2. ภาพด้านข้างมีความสูงเท่ากับด้านหน้า และวางอยู่ทางขวามือของ ภาพด้านหน้า อยู่ในระนาบเดียวกันกับภาพด้านหน้า 3. มองด้านบน จะได้ภาพด้านบนอยู่ข้างบนของด้านล่างของด้านหน้า 4. ด้านบนมีความกว้างเท่ากับด้านหน้า นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 22
23.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ การเข้าไม้
การเข้าไม้ หมายถึง การนาไม้มาประกอบเข้าด้วยกัน ทาใ ห้เกิดเป็นมุมหรือรูปร่างต่าง ๆ เพื่อสนอง ความต้องการในการใช้งานตามวัตถุประสงค์ ส่วนใหญ่จะได้แก่งานทาเครื่องเรือนต่าง ๆ ส่วนการต่อไม้ หมายถึง การทาไม้ให้ยาวขึ้น เพื่อสนองความต้องการในการใช้งานเช่นกัน สาหรับการต่อไม้จะใช้มากกับงานก่อสร้าง เช่นการต่อเสา คาน ตง อะเส และจันทัน การเข้าไม้ที่ใช้กันทั่วไปมีมากมายหลายแบบ ส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน แต่แบบที่แตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัดเจน และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่การเพลาะไม้ (Edge Joint) การเข้าชน (Butt Joint) การเข้าบ่า (Rabbet Joint) การเข้าลิ้น (Dado Joint) การเข้าปากกบ (Miter Joint) การเข้าทาบ (Lap Joint) การเข้าเดือย (Mortise and Tenon Joint) การเข้าหางเหยี่ยว (Dovetail Joint) 1. การเพลาะไม้ การเพลาะไม้ คือการเอาแผ่นไม้มาวางเรียงแล้วอัดเข้าด้ว ยกันให้แผ่นใหญ่ขึ้น วิธีการอัดไม้มีอยู่หลายวิธี เช่น การใช้กาวเป็นตัวยึดตรึงหรืออาจจะใช้กา วร่วมกับเดือยไม้ ตะปู หรือต ะปูเกลียว ก็จะทาให้การยึ ดตรึง ระหว่างแผ่นไม้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นการบังใบที่ขอบไม้ การเซา ะร่องหรือรางเพื่อใส่ลิ้น ก็จะทาให้เกิดความ เรียบร้อย และแข็งแรงยิ่งขึ้น การเพลาะไม้นิยมใช้กับการทาพื้นโต๊ะ พื้นเก้าอี้ พื้นบ้าน หรือผนังเครื่องเรือน ที่ต้องการพื้นที่กว้าง ๆ รูปที่ 4.34 การเพลาะไม้ รูปที่ 4.35 การเข้าชน 2. การเข้าชน การเข้าชนเป็นการเข้าไม้ที่ง่ายที่สุด ด้วยการนาเอาปลายไม้ของ ไม้แผ่นหนึ่งชนเข้ากับหน้าไม้ หรือขอบ ของไม้อีกแผ่นหนึ่ง แล้วจึงทาการยึดด้วยตะปูหรือตะปูเกลียว จะทาให้รอยต่อแข็งแรงดียิ่งขึ้น การเข้าไม้แบบนี้ นิยมใช้ในการทาเครื่องเรือนราคาถูก เช่น ทากล่อง หีบ ลิ้นชักโต๊ะ หรือตู้ เก้าอี้ หรือโครงเครื่องเรือน เป็นต้น ขั้นตอนการเข้าไม้แบบเข้าชนที่ถูกวิธี - การร่างแบบ โดยการปรับไม้ให้ได้ขนาดที่ถูกต้อง ทั้งความกว้าง ความหนา และความยาว ปลายไม้ที่ตัดต้องได้ฉากจริง ๆ วางด้านหัวของไม้ชิ้นที่หนึ่งลงบนหน้าไม้ด้านหัวของไม้อีกชิ้นหนึ่ง ให้ขอบนอก เสมอกัน จากนั้นใช้ดินสอขีดไปตามขอบด้านในของไม้ชิ้ นบน - การประกอบชิ้นงาน ให้ทากาวบริเวณหัวและหน้าไม้ ส่ วนที่จะประกอบเข้าด้วยกันบาง ๆ วางหัวไม้ด้านที่ทากาวทบลงบนหน้าไม้ด้านที่ทากาวเช่นกัน จากนั้นจัดไม้ให้อยู่ในตาแหน่งเดิม โดยอาศัยรอย ดินสอที่ขีดไว้จากการร่างแบบ เมื่อเข้าที่แล้วยึดให้แน่นด้วยตาปูหรือตาปูเกลียว นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 23
24.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
3. การเข้าบ่า การเข้าบ่าเป็นการเข้าไม้โดยการเอาปลายหรือหัวไม้ของไม้แผ่นหนึ่งลงไปในร่องที่ปลายหรือหัวไม้ซึ่งบาก เอาไว้ของไม้อีกแผ่นหนึ่ง แล้วยึดตรึงด้วยตาปูหรือตาปูเกลียว รองที่บากควรจะลึกประมาณ 1 ใน 2 ถึง 2 ใน 3 ของความหนาของไม้ การเข้าไม้แบบนี้จะแข็งแรงกว่าการเข้าชน ในปัจจุบันนิยมใช้มากกับการเข้ามุมเครื่องเรือน ต่าง ๆ ทาลิ้นชัดโต๊ะ และกล่องอย่างง่าย ๆ ขั้นตอนการเข้าบ่าไม้ที่ถูกวิธี - การร่างแบบ โดยปรับไม้ให้ได้ขนาดที่ถูกต้องทั้งความกว้าง ความหนา ความยาว และปลายไม้ ที่ตัดต้องได้ฉาก วางด้านหัวของไม้ชิ้นที่หนึ่งลงบนหน้าไม้ด้านหัวของไม้อีกชิ้นให้ขอบเสมอกัน ใช้ดินสอขีดไปตาม ขอบด้านในของไม้ชิ้นบน และใช้ฉากทาบเข้ากับหน้าไม้ แล้วขีดเส้นขวางกับขอบไม้ต่ อจากเส้นที่ขีดไว้ ให้ทา ทั้ง 2 ข้างปรับขอขีดไม้ให้เท่ากับ 1 ใน 2 ถึง 2 ใน 3 ของความหนาของแผ่นไม้ ใช้ขอขีดไม้ทาบเข้าหาเนื้อไม้ แล้ว ลากไปตามขอบหน้าไม้ จะได้เส้นแสดงระดับความลึกของบ่าตามต้องการ ให้ทาทั้ง 2 ข้าง - การตัดบ่า ให้ใช้ปากกาหัวโต๊ะบีบ – จับไม้ที่ร่างแบบไว้ แล้วใช้เลื่อยตัดไปตามเส้นที่ร่างไว้ ตามความลึกที่กาหนด จากนั้นบีบจับชิ้นงานใหม่ในแนวตั้ง จากนั้นใช้เลื่อยรอตัดไปตามเส้นที่แสดง ความลึกที่ ร่างไว้ ไปบรรจบกับรอยแรก จะทาให้ไม้ส่วนที่ตัดหลุดออกไปได้บ่าตามต้องการ - การทดสอบความพอดีของบ่า โดยทดลองวางหัวไม้ชิ้นที่ประกอบกันลงในบ่าที่ตัด แล้วตรวจ ความเรียบร้อย หัวไม้ต้องเข้ากับบ่าที่ตัดได้อย่างสนิทเรียบเสมอกัน แต่ถ้ายังไม่เรียบร้อยก็ให้ใช้สิ่วแต่งที่บ่าจนพอดี - การประกอบชิ้นงาน ให้ทากาวที่บ่าและที่หัวไม้ วางชิ้นไม้ที่จะใช้ประกอบเข้าที่บ่า เมื่อเข้า ที่แล้วจับยึดให้แน่น จากนั้นใช้ตาปูหรือฝังตาปูเกลียว รูปที่ 4.36 การเข้าบ่า รูปที่ 4.37 การเข้าลิ้น 4. การเข้าลิ้น การเข้าไม้แบบนี้เหมาะที่สุดกับการทาชั้นวางของ บันได ตู้ใส่หนังสือ เนื่องจากมีความแน่นหนาและ แข็งแรงดี โดยการนาเอาไม้แผ่นหนึ่งฝัง เข้าไปในร่องของไม้อีกแผ่นหนึ่ง ปลายของไม้ที่ฝั งเข้าไปอาจจะบา กหรือ ไม่บากก็ได้ จากนั้นใช้ตาปูหรือตาปูเกลียวเป็นตัวยึดตรึง รองที่เซาะควรจะลึกประมาณ 1 ใน 2 ของความหนา ของแผ่นไม้ ขั้นตอนในการเข้าไม้แบบเข้าลิ้นที่ถูกวิธี - การร่างแบบ โดยปรับไม้ให้ได้ขนาด เพื่อกาหนดแนวในการตัดร่องลิ้น ใช้ฉากวางทาบกับ ขอบไม้ในตาแหน่งที่กาหนด แล้วใช้ดินสอขีดขวางกับเนื้อไม้ วางหัวไม้ชิ้ นที่จะประกอบเข้าด้วยกัน ให้ด้านหนึ่ง ทาบกับเส้นที่ขีดไว้ แล้วใช้ดินสอขีดอีกด้านหนึ่ง จะได้ความ กว้างของร่องลิ้นตามต้องการ ใช้ฉากทาบกับหน้ าไม้ ขีดเส้น และปรับระดับขอขีดตามความลึกที่ต้องการ และขีดไปตามขอบไม้ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 24
25.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
- การตัดร่องลิ้น ใช้ปากกาหัวโต๊ะบีบ – จับไม้ที่ร่างแบบไว้ ใช้เลื่อยรอตัดไปตามเส้นที่ร่างไว้ จนถึงความลึกที่กาหนด และใช้สิ่วในการบากร่องและตกแต่งร่อง - การทดสอบความพอดี โดยกดหัวไม้ที่ใช้ประกอบเข้าด้วยกัน ลงไปในร่องลิ้นที่ทาไว้ร่องลิ้น ที่พอดีจะต้องสามารถกดลงไปด้วยแรงกดจากมือ ถ้าฝืดเกิดไปให้ใช้สิ่วแต่งด้านข้างของร่องจนลิ้นพอดี - การประกอบชิ้นงาน ให้ใช้กาวทาหรือใช้กาวร่วมกับตะปูหรือตะปูเกลียวในการเข้าลิ้น 5.5 การเข้าปากกบ การเข้าไม้แบบปากกบเป็นการเข้าไม้เป็นมุมด้วยการตัดปลายไม้ที่ จะนามาต่อเข้าด้วยกันให้ได้มุม ที่เท่ากัน เสียก่อน แล้วจึงนามาประกอบเข้าด้วยกัน และใช้ตาปู ตาปูเกลี ยว หรือสลักไม้ยึดตรึงให้เกิด ความแข็งแรง การเข้าไม้แบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดจะตัดปลายไม้เป็นมุม 45 องศาเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะได้มุม 90 องศา พอดี การเข้าไม้แบบนี้นิยมใช้ทากรอบรูป ทากล่อง ทาวงกบประตู – หน้าต่างหรือทาโครงเครื่องเรือน เป็นต้น ขั้นตอนการเข้าไม้แบบเข้าปากกบที่ถูกวิธี คือ - การร่างแบบ โดยกาหนดความยาวของไม้ที่จะตัด ทาเครื่องหม ายไว้ที่ขอบไม้ด้านนอก ใช้ฉากรวมด้านที่ทามุม 90 องศา ทาบเข้าไปแล้วขีดเส้นขวางกับไม้ด้านนอกแ ละหน้าไม้ทั้ง 2 ด้าน ที่เส้นมุม ขอบไม้ด้านนอก ใช้การรวมด้านที่มุม 45 องศา ทาบไปแล้วขีดเส้ นก็จะได้เส้นที่ทามุมกับเส้นที่ขีดไว้เดิมเท่ากับ 45 องศา ให้ทาทัง 2 ข้าง ้ - การตัดปากกบ ใช้ปากกาหัวโต๊ะบีบจับชิ้นงาน ใช้เลื่อยรอเลื่อยไปตามเส้นที่ได้ร่างไว้ ให้ตัด ในเส้นด้านที่จะตัดทิ้ง พลิกดูรอยด้านตรงข้ามด้วย จะต้องให้อยู่ในตาแหน่งหรือแนวเดียวกัน - การทดสอบความพอดีของปากกบ โดยวางไม้ทุกชิ้นลงบนพื้นราบ และทดลองประกอบไม้ ที่ตัดเข้าด้วยกัน จากนั้นใช้ฉากทดสอบการได้ฉากที่มุมของปากไม้ที่ประกอบเข้าด้ วยกัน ถ้ามุมยังไม่ได้ฉาก ก็ใช้ เลื่อยหรือกบไสตกแต่ง จนปากไม้เข้ากันได้สนิท - การประกอบชิ้นงาน ให้ตอกต ะปูหรือฝังตะปูเกลียวที่ปลายไม้ด้านหนึ่ง ให้ปลายโผล่ออก มา เล็กน้อย ทากาวบริเวณปากไม้ที่ ตัด ในชิ้นงานที่ยังไม่ได้ตอกต ะปู จับไม้ในแนวตั้งด้วยปากกาหัวโต๊ะ จากนั้น ทาบปากไม้เข้าหากัน ให้ปากไม้ชิ้นที่ทาบลงไปยื่นเลยขอบของปากไม้ชิ้นที่จับด้วยปากกาขึ้ นไปเล็กน้อย เพื่อที่ เวลาตอกตะปูหรือฝังตะปูเกลียวเข้าไปแล้ว ปากไม้จะเลื่อนลงมาพอดี รูปที่ 4.38 การเข้าปากกบ รูปที่ 4.39 การเข้าทาบ 6. การเข้าทาบ การเข้าไม้แบบนี้ใช้เมื่อต้องการประกอบไม้สองตัวขวางกันเป็ นมุมฉากหรือเป็นรูปกากบาท โดยบากไม้ ลงไปครึ่งหนึ่งของความหนาของเนื้อไม้ทั้งสองตัว แล้วนาไม้สองตัวอัดเข้าด้วยกัน จากนั้น ยึดตรึงด้วยโลหะยึดตรึง หรือสลักไม้ เพื่อให้เกิดความแข็งแรง การเข้า ไม้แบบนี้ใช้สาหรับการประกอบ ขาโต๊ะ เก้าอี้ ทาวงกบ ประตู - หน้าต่าง หรือใช้ประกอบเคร่าทั้งแนวตั้งและแนวนอนของโครงอาคาร เพื่อให้เกิดความแข็งแรง นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 25
26.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
ขั้นตอนการเข้าไม้แบบทาบที่ถูกวิธี มีดังนี้ - การร่างแบบ โดยปรับไม้ให้ได้ขนาดที่ถูกต้อง วางไม้ทั้งสองใ ห้ชิดกันหัวไม้เรียบเสมอกัน ให้ไม้ ชิ้นหนึ่งหงาย และอีกชิ้นคว่าลง ใช้ไม้บรรทัดวัดความกว้างขอบไม้ และขีดเส้นไปบนหน้าไม้ทั้ง 2 ชิ้น แล้วใช้ ฉากลองทาบและขีดเส้นขวางกั บขอบไม้ต่อจากเส้นที่ขีดไว้แล้ว ปรับขอขีดไม้ให้เท่ากับ 1 ใน 2 ของความหนา ของแผ่นไม้ที่จานามาต่อเข้าด้วยกัน ทาบขอขีดไม้เข้า กับหน้าไม้ แล้วขีดเส้น ไปตามขอบไม้ ให้ทาทั้ง 2 ข้าง และทาทั้ง 2 ตัว - การตัดบ่าหรือตัดร่อง ใช้ปากกาหัวโต๊ะบีบจับไม้ ใช้เลื่อย รอตัดไปตามเส้นที่ได้ร่างไว้ จนถึง ระยะความลึกที่กาหนด จากนั้นจับชิ้นงานใหม่ให้หน้าไม้หงายขึ้น และใช้เลื่อยรอตัดไปตามเส้นที่ร่างไว้ โดยตัด ในเส้นด้านที่จะตัดทิ้งจนถึงระดับความลึกที่กาหนด การตัดในลักษณะนี้จะทาให้ไม้ส่วนที่จะตัดทิ้งหลุดออกไป - การทดสอบความพอดี ให้ประกอบส่วนที่เป็นบ่าของชิ้นงานทั้ง 2 ชิ้น เข้าด้วยกัน ตรวจดู ความเรียบร้อย ถ้ายังไม่เรียบร้อยให้ใช้สิ่วแต่งบ่าจนพอดี - การประกอบชิ้นงาน ให้ทากาวของไม้ทั้ง 2 ชิ้นที่จะประกอบเข้าด้วยกันบาง ๆ ประกอบส่วน ที่เป็นบ่าของชิ้นงานทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน เมื่อเข้าที่แล้วก็จับยึดตรึงให้แน่น จากนั้นตอกตะปูหรือฝังตะปูเกลียว 7. การเข้าเดือย การเข้าเดือย เป็นการเข้าไม้ที่ดีและ แข็งแรงกว่าการเข้าไม้แบบอื่น ๆ ทั้งหมด โดยการบากไม้ ท่อนหนึ่ง ออกโดยรอบให้เหลือแต่แกนกลางที่ยื่นออกมาเรียกว่าเดือย ส่วนอีก ท่อนจะถูกเจาะเป็นหรือร่องเล็ก เรียกว่ารูหรือ ร่องเดือย โดยมีขนาดความกว้าง ความลึก ให้พอดีกับขนาดของเดือย โดยทั่วไปรูเดือยจะลึกประมาณ 2 ใน 3 ของความกว้างของหน้าไม้ เมื่ออัดเดือยเข้าไปในรูหรือร่องเดือยแล้ว ให้ใช้ตาปูหรือสลักไม้ยึดให้แน่น การเข้าไม้ แบบนี้นิยมใช้กับการทาเก้าอี้ โต๊ะและหีบชั้นดี ขั้นตอนการเข้าไม้แบบเข้าเดือยที่ถูกวิธี มีดังนี้ - การร่างแบบ ในการต่อแบบเดือยปิด เดือยไม่ควรยาวเกินกว่า 2 ใน 3 เท่าของความกว้างของ ไม้ชิ้นที่หนาที่สุด สาหรับความหนาของแก้มเดือย ซึ่งเป็นส่วนที่จะบากทิ้งจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของความหนาของไม้ ลบด้วยความหนาของเดือย ส่วนความหนาของบ่าเดือย ซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องบากทิ้ง ซึ่งจะเท่ากับความหนาของ เดือย ในการร่างแบบร่องเดือย ความยาวของร่องเดือยจะถูกกาหนด จากความกว้างของเดือย สาหรับบ่าร่อง เดือยจะเท่ากับบ่าเดือย ส่วนความกว้างของร่องเดือยจะเท่ากับความหนาของเดือย - การเจาะร่องเดือย ให้ใช้ดอกสว่านเจาะเข้าไปในศูนย์กลางของแบบที่ร่างไว้ โดยให้ดอกสว่าน ชิดกับขอบของแบบด้านบนหัวไม้ ปรับความลึกให้เท่ากับความลึกของร่องเดือย เจาะหลายรูแต่ให้อยู่ในแบบที่ ร่างไว้ แล้วใช้สิ่วแต่งร่องเดือยให้เรียบ - การตัดเดือย ใช้ปากกาหัวโต๊ะบีบ – จับไม้ที่ร่างแบบไว้ ให้ด้านหัวไ ม้ที่จะตัดเดือยตั้งขึ้น ใช้เลื่อยรอตัดไปตามเส้นที่ได้ร่างไว้ ตามระดับความลึกที่กาหนด แล้วใช้สิ่วแต่งบ่าเดือยและเดือยให้เรียบร้อย ใช้สิ่วลบปลายเดือยเล็กน้อยเ พื่อสะดวกในการสวมเดือยเข้าไปในร่องเดือย และเป็นที่สาหรับกาวที่ใส่เข้าไปเพื่อ ช่วยยึดตรึง - ทดสอบความพอดีของร่องเดือยกับเดือยที่ตัด โดยใช้แรงกดจากมือ ห้ามใช้ค้อนตอก ถ้าฝืด เกินไปให้ใช้สิ่วแต่งร่องเดือย และเดือยให้แนบสนิทกันพอดี - การประกอบชิ้ นงาน การเข้าเดือยวิธีการนี้ นิยมใช้กาวเป็นวัสดุช่วยในการยึดตรึงเพียงอย่าง เดียว ไม่นิยมใช้วัสดุยึดตรึงชนิดอื่น เพราะจะทาให้ไม่สวยงาม ความแน่นพอดีระหว่างเดือยกับร่องเดือย และกาว สามารถที่จะให้ความแข็งแรงได้อย่างเพียงพอ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 26
27.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
รูปที่ 4.40 การเข้าเดือย รูปที่ 4.41 การเข้าหางเหยี่ยว 8. การเข้าหางเหยี่ยว การเข้าไม้แบบหางเหยี่ยวเป็นการเข้าไม้ที่ดีและแข็งแรงทัดเทียมกับก ารเข้าไม้แบบเข้าเดือย แต่การทา ค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการทาลิ้นชักตู้หรือโต๊ะ การเข้าไม้แบบนี้ปลายของไม้แผ่นหนึ่งทางด้านกว้าง จะถูกซอย แบ่งเนื้อไม้ออก โดยให้ส่วนที่เหลือยื่นออกไปเป็ นรูปหางเหยี่ยว ตัวเว้นตัว เรียงไปตามความกว้างของ แผ่นไม้ ปลายของไม้อีกแผ่นหนึ่งก็ถูกซอยให้เป็น รูปหางเหยี่ยวเช่นกัน แล้วจะต้องมีขนาดพอดีกับหางเหยี่ยว ของไม้แผ่นแรก เพื่อที่เมื่อนามาประสานจะได้เข้ากันพอดี ขั้นตอนการเข้าไม้หางเหยี่ยวที่ถูกวิธี มีดังนี้ - การร่างแบบหางเหยี่ยวไม้แผ่นที่ 1 อาจเป็นขนาดเดียวกับไม้แผ่นที่ 2 หรือเล็กกว่าก็ได้ การร่างแบบหางเหยี่ยวที่ดีก็คือ ให้ความกว้างด้านฐานของหางเหยี่ยวเท่ากับ ¾ เท่าของความหนาของไม้แผ่นที่ บางที่สุด ระยะระหว่างจุดศูนย์ก ลางของหางเหยี่ยวเท่ากับ 2 ถึง 3 เท่า ของความกว้างของหน้าไม้ ความกว้าง ด้านฐานของหางเหยี่ยวตัวริม จะมากกว่าครึ่งหนึ่งของหางเหยี่ยวตัวกลาง 1/8 นิ้ว ความกว้างด้านฐานของ หางเหยี่ยวทุกตัวไม่ควรต่ากว่า ¼ นิ้ว ในการร่างแบบหางเหยี่ยวให้ใช้ฉากเลื่อนตัวที ปรับมุมให้อยู่ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 - การตัดหางเหยี่ยวไม้แผ่นที่ 1 ให้ใช้สว่านเจาะบริเวณร่อง ของหางเหยี่ยวที่ระดับความลึก ที่กาหนด เพื่อสะดวกในการใช้สิ่วบากร่องของฐาน ใช้เลื่อยรอตัดไปตามเส้นที่ร่างไว้และใช้สิ่วแต่งให้เรียบ - การร่างแบบหางเหยี่ยวไม้แผ่นที่ 2 โดยใช้หางเหยี่ยวของไม้แผ่นที่ 1 เป็นแบบร่างลงไปบน ปลายไม้แผ่นที่ 2 ใช้ดินสอขีดไปตามหางเหยี่ยวของไม้ แผ่นที่ 1 ลงบนหัวไม้ของไม้แผ่นที่ 2 - การตัดหางเหยี่ยวไม้แผ่นที่ 2 ให้ทาเช่นเดียวกับไม้แผ่นที่ 1 - ทดสอบความพอดีของหางเหยี่ยว - การประกอบชิ้นงาน เนื่องจากการเข้าไม้แบบหางเหยี่ยว รูปร่างของหางเหยี่ยวจะช่วยให้เกิด การยึดตรึงที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้กาวเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทาให้ความแข็งแรงได้อย่างเพียงพอ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 27
28.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบ (โครงงาน)
ขั้นตอนการปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบ (โครงงาน) 1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ 2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล 3. จัดทา เค้าโครงของโครงงาน 4. การลงมือทา โครงงาน 5. การเขียนรายงาน 6. การนาเสนอและแสดงโครงงาน 1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ โดยทั่วไปเรื่องที่จะนามาจัดทาโครงงาน มักจะได้มาจากปัญหา คาถาม หรือความสนใจในเรื่อง ต่างๆ ทีอยู่รอบตัว เพื่อพัฒนาหรือจัดทาชิ้นงานไม้ครุภัณฑ์ในลักษณะของโครงงาน โดยศึกษาจากแหล่งต่างๆ ดังนี้ ่ - การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ - การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ - การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน ์ รวมทั้งการสนทนาอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ - กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน - งานอดิเรกของนักเรียน การตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนามาพัฒนาโครงงานชิ้นงานไม้ครุภัณฑ์ ควรพิจารณาองค์ประกอบ สาคัญ ดังนี้ - ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา - สามารถจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ - มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคาปรึกษา - มีเวลาเพียงพอ - มีงบประมาณเพียงพอ/เน้นประหยัด - มีความปลอดภัย 2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคา ปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจะ ช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกาหนดขอบเขตของเรื่องที่จะ ทาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้ เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดา เนินการทา โครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ใน การศึกษาจะต้องได้คาตอบว่า - จะทาอะไร - ทาไมต้องทา - ต้องการให้เกิดอะไร - ทาอย่างไร - ใช้ทรัพยากรอะไร - ทากับใคร - เสนอผลอย่างไร นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 28
29.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน หัวข้อ - ชื่อโครงงาน ทาอะไร กับใคร เพื่ออะไร - ชื่อผู้จัดทาโครงงาน ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้ - อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ควบคุมการทาโครงงานของนักเรียน - ระยะเวลาดาเนินงาน ระยะเวลาการดาเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด - แนวคิด ที่มา และความสาคัญ - สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล - วัตถุประสงค์ สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงาน - หลักการและทฤษฎี หลักการและทฤษฎีที่นามาใช้ในการพัฒนาโครงงาน - วิธีดาเนินงาน - กิจกรรมหรือขั้นตอนการดาเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ และงบประมาณ - ขั้นตอนการปฏิบัติ วัน เวลา และกิจกรรมดาเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด - ผลที่คาดว่าจะได้รับ สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ - เอกสารอ้างอิง ซื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นา มาใช้ในการดา เนินงาน 4. การลงมือทาโครงงาน เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นขอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทา โครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้ - การเตรียมการ การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องมือ วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ในการจัดทาชิ้นงาน ให้พร้อม และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สาหรับบันทึกการทา กิจกรรมต่างๆ ระหว่างทาโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ - การลงมือพัฒนา 1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่า จะช่วยทาให้ผลงานดีขึ้น 2. จัดระบบการทางานโดยทาส่วนที่เป็นหลักสาคัญๆให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่อยทาส่วน ที่เป็นส่วน ประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้นและถ้ามีการแบ่งงานกันทาให้ตกลง รายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย 3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและ ครบถ้วน - การทดสอบผลงานและแก้ไข การตรวจสอบความถูกต้องของผลงานเป็นความจาเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่จัดทาขึ้น ถูกต้องตรงกับความต้องการที่ระบุไว้ในเป้าหมาย และทาด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย - การอภิปรายและข้อเสนอแนะ เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทาสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่าง ครอบคลุมเพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทาโครงงาน และทาการอภิปรายผลด้วยเพื่อพิจารณา นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 29
30.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ ข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนาไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี
หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้วทั้งนี้ยัง รวมถึงการนาหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย - แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ เมื่อทาโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สาคัญหรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะ และสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้ 5. การเขียนรายงาน การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจแนวคิดวิธีดาเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงาน นักเรียนควรใช้ภาษา ที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้ - ส่วนนา ส่วนนา เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย 1. ชื่อโครงงาน 2. ชื่อผู้ทาโครงงาน 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 4. คาขอบคุณ เป็นคากล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทาให้โครงงานนี้ จนประสบความสาเร็จ 5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสาคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดาเนินการและผลที่ได้โดยย่อ (ประมาณ 150-250 คา ) - บทนา บทนา เป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย 1. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน 2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า 3. ขอบเขตของโครงงาน - หลักการและทฤษฎี หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนามาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนามาเปรียบเทียบหรือ พัฒนาเพิ่มเติมด้วย - วิธีดาเนินการ วิธีดาเนินการ อธิบายขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรือ อุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุเครื่องมือ วัสดุ – อุปกรณ์ ที่ต้องใช้ในการทางาน - ผลการศึกษา ผลการศึกษา นาเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทังนี้ให้คานึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก ้ - สรุปผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทางาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควร ระบุด้วยว่าข้อมูล ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนา ผลการทาชิ้นงานไม้ครุภัณฑ์หรือพัฒนาไปใช้ประโยชน ์ อุปสรรคของการทาโครงงานหรือข้อสังเกตที่สาคัญหรือ นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 30
31.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ ข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทาโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษา ค้นคว้าในเรื่องทานองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย
- ประโยชน์ ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนาผลงานของโครงงานได้ใช้ด้วย - บรรณานุกรม บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทา โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นามาใช้ประโยชน์ในการทาโครงงานนี้การ เขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย การทาบัญชีราย – รายจ่าย และการจัดจาหน่าย 1. การกาหนดราคา ราคาหมายถึงมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่แสดงออกมาในรูปจานวนเงิน หรือเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ในรูปเงินตรา มูลค่า หมายถึง อานาจของผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าอีกชนิดได้โดยแสดง ออกมาในรูปเชิงปริมาณ ปัจจัยที่ควรคานึงในการกาหนดราคา - ปัจจัยภายใน - ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน - วัตถุประสงค์ขององค์การ(Company Objective)องค์การหรือบริษัทจะเป็นผู้กาหนด เป้าหมายและนโยบายในการดาเนินกิจการแล้วจึงกาหนดราคาเพื่อให้สอดคล้องกัน - ลักษณะและประเภทของสินค้า (Character of Product) เช่น สินค้าเกษตรกรรม นอกฤดูจะขายราคาแพงกว่าปกติมาก - ต้นทุนจะเป็นตัวกาหนดราคาขั้นต่าสุด ปัจจัยภายนอก - คานึงถึงอุปสงค์ (Demand) ของตลาดว่ามีความต้องการเสนอซื้อสินค้ามากเท่าใดและ อุปสงค์ ของสินค้านั้นมีความยืดหยุ่นต่อราคาเป็นอย่างไร - สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน - กฎหมายและรัฐบาล - จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ - สภาพการแข่งขัน - คานึงถึงพ่อค้าคนกลาง ผู้ผลิตตั้งราคาให้เขาสามารถขายได้ - ผู้บริโภค วัตถุประสงค์ในการกาหนดราคาแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. พิจารณาด้านกาไร (Profit Oriented Objectives) 2. พิจารณาด้านการขาย (Sales Oriented Objectives) 3. เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา (Stabilize Price Objectives) นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 31
32.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
1. วัตถุประสงค์ในการกาหนดราคาโดยพิจารณาด้านกาไร วัตถุประสงค์ในการกาหนดราคาโดยพิจารณาด้านกาไรนั้นหมายความว่า ใช้กาไรเป็นตั วกาหนด หรือหลักในการพิจารณาว่าราคาควรอยู่ระดับใดแบ่งได้ 2 อย่างคือ 1.1 เพื่อได้ตอบแทนตามเป้าหมาย (Target Return) คือเป็นการตั้งเป้าหมายไว้ก่อนว่า ต้องการกาไรเป็นจานวนเงินคงที่เท่าใด อาจคิดเป็นจานวนเงินหรือคิดเป็นกาไรเป็นร้อยละเท่าใดจากเงินลงทุนหรือ ร้อยละราคาขาย แล้วจึงคานวณว่าจะตั้งราคา ณ ระดับใดจึงจะ ได้กาไรตามเป้าหมาย 1.2 เพื่อได้ผลตอบแทนสูงสุด (Maximize Profit) คือการกาหนดราคาเพื่อ ให้ได้กาไร สูงสุดนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์จะพิจารณาตั้งราคาตรงจุดที่ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย = รายได้เพิ่มต่อหน่วยคือ Marginal Cost (MC) = Marginal Revenue (MR) 2. วัตถุประสงค์ในการกาหนดราคาโดยพิจารณาด้านการขายแบ่งได้เป็น 3 อย่าง คือ 2.1 เพื่อเพิ่มปริมาณการขาย (Increased Sales) คือการตั้งราคาให้ต่า แต่ต้องคานึง ด้วยว่าจะต้องไม่ต่ากว่าต้นทุน และควรเป็นราคาที่ทาให้ขายได้มากที่สุด 2.2 เพื่อรักษาสัดส่วนของการถือครองตลาด(Maintain Market Share) คือการตั้งราคา เพื่อให้กิจการดาเนินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้กาไรพอ สมควรแต่มียอดการจาหน่ายในสัดส่วนคงที่ 2.3 เพื่อเพิ่มปริมาณการถือครองตลาด (Inereased Market Share) คือการตั้งราคาที่ ทาให้ขยายส่วนถือครองตลาดให้สูงขึ้น คิดดึงเอาเปอร์เซ็นต์การถือครองตลาดของคู่แข่งขันมา วิธีการนี้อาจทาได้ โดยการลดราคาสินค้าลง หรือที่เรียกว่าการตัดราคา 3. วัตถุประสงค์ในการกาหนดราคาโดยพิจารณาการรักษาเสถียรภาพของราคาแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 3.1 เพื่อรักษาระดับราคาให้คงที่และไม่มีการพัฒนาด้านใดให้ดีขึ้น คงปล่อย ให้กิจการ ดาเนินไปเรื่อย ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง และคงขายสินค้าราคาคงที่ตลอดไป อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างแต่นาน ๆ ครั้ง 3.2 เพื่อรักษาระดับราคาให้คงที่ แต่พยายามพัฒนาปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้ดีขึ้น และผู้บริหารจะต้องพยายามแข่งขันในด้านส่งเสริมการตลาดให้ดีขึ้นด้วย โดยคงราคาไว้ ณ ระดับเดิมเป็นการ แข่งขันโดยใช้วิธีอื่นซึ่งไม่ตัดราคา วิธีการขั้นพื้นฐานในการตั้งราคา วิธีการขั้นพื้นฐานในการตั้งราคา (Basic Methods of Setting Price) นิยมกันอยู่ทั่วไป 3 วิธีคือ 1. วิธีการตั้งราคาโดยยึดต้นทุนเป็นเกณฑ์ 2. วิธีการตั้งราคาโดยยึดความต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์ 3. วิธีการตั้งราคาโดยยึดการแข่งขันเป็นเกณฑ์ 1. วิธีการตั้งราคาโดยยึดต้นทุนเป็นเกณฑ์ วิธีปฏิบัติมี 2 แบบคือ 1.1 ตั้งราคาโดยคิดต้นทุนบวกกาไร ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุนทั้งหมด + กาไรที่ต้องการ จานวนการผลิต วิธีนี้จะใช้ได้ต้องแน่ใจว่าจานวนผลิตต้องเท่ากับจานวนจาหน่าย ผู้ขายจึงจะมีกาไรตามที่ต้องการสาหรับพ่อค้าคนกลาง อาจจะบวกกาไรกับต้นทุนได้หลายลักษณะ เช่น (กาไร) - ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุนต่อหน่วย + 10% ของราคาขาย (กาไร) - ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุนต่อหน่วย + 10% ของราคาทุน นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 32
33.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
1.2 วิธีการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) เป็นจุดที่แสดงว่าปริมาณ ณ จุดของการผลิต หรือการ จาหน่าย รายได้รวมจะเท่ากับต้นทุนรวมพอดี สูตรจุดคุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ทั้งหมด,ราคาขายต่อหน่วย,ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 2.วิธีการตั้งราคาโดยยึดความต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์ การพิจารณาตั้งราคาโดยยึดความต้องการของตลาดเป็นเกณฑ์นั้น สามารถจาแนกได้เป็น ลักษณะย่อย ๆ ดังนี้ 2.1 การตั้งราคาในตลาดผูกขาด 2.2 การตั้งราคาในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ 2.3 การตั้งราคาในตลาดที่มีการแข่งขันน้อยรายระดับราคาที่เหมาะสมของสินค้า ในตลาดทั้ง 3 ประเภทอาศัยแนวความคิดเดียวกัน คือ ผู้ผลิตต้องพยายามผลิต และขายในปริมาณที่ทาให้เกิดกาไร สูงสุด โดยสรุปได้ว่า ระดับราคาที่เหมาะสม อยู่ที่ปริมาณการผลิตที่ทาให้ต้นทุนเพิ่มเท่ากับรายได้ส่วนเพิ่ม แต่ราคา จะต่างกัน ตามลักษณะเส้นอุปสงค์ของตลาดแต่ละประเภท 2.4 การตั้งราคาในตลาดที่มีความแตกต่างกันในด้านความต้องการซึ่งระดับราคา จะ แตกต่างตามกรณี เช่น - ลูกค้ามีมากกว่า 1 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีความต้องการสินค้าแตกต่างกัน กลุ่มใด มีความต้องการและความจาเป็นมาก ราคาจะสูงกว่ากลุ่มอื่น - ลูกค้าแต่ละกลุ่มอยู่ห่างไกลกันทาให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สาหรับแต่ละ กลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันไปด้วย - ช่วงเวลาที่ขายสินค้าแตกต่างกัน ระดับราคาสินค้าที่จาหน่ายในแต่ละช่วง เวลาจะไม่เท่ากัน เช่น รถรับ-ส่งสองแถว เป็นต้น 3. วิธีการตั้งราคาโดยยึดการแข่งขันเป็นเกณฑ์ การตั้งราคาโดยมุ่งพิจารณาที่การแข่งขัน เป็นวิธีการที่นักการตลาดเห็นความสาคัญของคู่แข่งขัน มากกว่าความสาคัญของความต้องการของตลาดและต้นทุน ลักษณะราคาเช่นนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน ระดับราคา ไม่จาเป็นต้องเท่าเทียมกับคู่แข่งขัน อาจสูงกว่าหรือต่ากว่าก็ได้ ตัวอย่างที่เห็น ชัดเจนถึงการตั้งราคาในลักษณะนี้ได้แก่ 3.1 การกาหนดราคาตามคู่แข่งขัน 3.2 การกาหนดราคาโดยยื่นซองประมูล นโยบายและกลยุทธในการกาหนดราคา (Price Policy and Strategy) 1. นโยบายเกี่ยวกับระดับราคาทั่ว ๆ ไป (The General Price Level) 1.1 นโยบายตั้งราคาเท่ากับราคาตลาดหรือคู่แข่ง 1.2 นโยบายตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาดหรือคู่แข่งขัน 1.3 นโยบายตั้งราคาต่ากว่าราคาตลาดหรือราคาคู่แข่ง 2. แบบลักษณะของการตั้งราคา (Uniform Price) 2.1 ราคาคงที่หรือตายตัว (Fixed Price) คือการกาหนดราคาขายสินค้าหรือบริการ ให้ลูกค้าทุกคนในราคาเดียวกันหมดภายใต้สภาวะทางการค้าเดียวกันหรือคล้ายกันหรืออาจเรียกว่านโยบายราคา เดียว (One Price Policy) นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 33
34.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
2.2 ราคาต่อรอง (Negotiated Price) คือการกาหนดราคาขายสินค้าหรือบริการให้ ลูกค้า แต่ละรายในราคาที่แตกต่างกันแม้ว่าจะซื้อสินค้าหรือบริการในปริมาณที่เท่ากัน และภายในสถานการณ์ คล้าย ๆ กัน เราอาจเรียกว่า นโยบายหลายราคา (Flexible Price Policy) 2.3 ราคาควบคุม (Resale Price Maintenance) คือการกาหนดราคาขายปลีกที่ แน่นอนของ บริษัทผู้ผลิตซึ่งกระทาได้โดยการติดราคาขายไว้ที่ตัวผลิตภัณฑ์เลย 3. นโยบายราคาเกี่ยวกับวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Pricing over Product Life Cycle) 3.1 การตั้งราคาแบบตักครีมหน้านม (Skimming Pricing) หมายถึงการตั้งราคาสินค้า ให้สูงกว่าราคาปกติ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในกรณีดังนี้ คือ เป็นระระเริ่มแรกของการนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีลักษณะ ดีเด่นเป็นพิเศษออกตลาด ต้องการให้ราคาเป็นเครื่องกาหนดคุณภาพ ไม่แน่ใจว่าต้นทุนจะเป็นเท่าไร ผลิตภัณฑ์ นั้นเข้าสู่ตลาดยากเพราะเป็นสินค้าที่ต้องใช้เงินลงทุนจานวนสูงมาก เจาะตลาดเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้สูง เท่านั้น ราคาสินค้าไม่เป็นปัญหาในการตัดสินใจซื้อ รักษาอุปสงค์ให้อยู่ในขอบข่ายของความสามารถ ในการผลิต เพื่อป้องกันสินค้าขาดตลาด และต้องการตักตวงกาไรให้มากก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาแข่งขัน 3.2 การตั้งราคาแบบเจาะตลาด (Penetration Pricing) หมายถึง การตั้งราคา สินค้าให้ ต่ากว่าราคาปกติ ใช้ได้ในกรณีดังนี้ ดึงดูดความสนใจและเชื้อเชิญให้สามารถซื้อมาทดลองใช้ได้ การขายราคาต่า ช่วยเพิ่มปริมาณการขาย ทาให้สามารถผลิตได้ ณ ระดับการผลิตที่ทาให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดต่าลง ใช้กับ สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งราคาเป็นปัจจัยสาคัญในการตัดสินใจซื้อ เป็นตลาดของผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย 4. การตั้งราคาผลิตภัณฑ์หลายชนิด (Pricing Multiple Products)เป็นการตั้งราคาโดยพิจารณา ถึงผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การตั้งราคาจักรยานยนต์ขนาดต่าง ๆ เช่น ขนาด 90 ซีซีจะต้องคานึง ถึงจักรยานยนต์ขนาดอื่น ๆ ด้วย เช่น 50 ซีซี, 75 ซีซี, 100 ซีซี 5. การประกวดราคา (Competitive Bidding) เป็นการตั้งราคาที่มักจะใช้ในการจัดซื้อพัสดุ อุปกรณ์ของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องใช้วิธีการคัดเลือกหาผู้เสนอขายที่ตั้งราคาต่าสุด 6. การกาหนดราคาเชิงจิตวิทยา (Psychological Pricing) มีหลายแบบคือ 6.1 การตั้งราคาล่อใจหรือราคาผู้นา (Leader Pricing) เป็นกลยุทธ์ ของร้านขายปลีกที่ จะตัดราคาสินค้าบางชนิดให้ต่าลง เพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้บริโภค สนใจเข้ามาในร้านเพื่อซื้อสินค้าที่ตั้งราคาต่าไว้นั้น และในขณะเดียวกันก็จะ ซือ สินค้าอื่นๆ ที่ตั้งราคาตามปกติไปด้วย ้ 6.2 การตั้งราคาล่อเหยื่อ (Bait Pricing) ตั้งราคาสินค้าแบบใดแบบหนึ่ง ในระดับต่ากว่า ราคาตลาดมาก เพื่อให้สะดุดความสนใจของลูกค้าและเรียก เข้ามาในร้านเพื่อซื้อของถูกดังที่โฆษณาไว้หรือติดป้าย ไว้ แต่อาจบิดเบือนสาระสาคัญของราคานั้น 6.3 การตั้งราคาเป็นหน่วยใหญ่ (Multiple Package Pricing) ด้วยการ กาหนดราคา สินค้าที่ขายในหน่วยใหญ่ถูกกว่าหน่วยย่อย 6.4 การตั้งราคาแบบเลขคี่ (Odd Pricing) เป็นการตั้งราคา โดยกาหนดตัวเลขให้เป็น เลขคี่หรือเลขเศษ เพื่อให้รู้สึกว่าราคาต่า 6.5 การตั้งราคาให้มีศักดิ์ศรี (Prestige Pricing) เป็นการตั้งราคาโดยใช้ตัวเลขที่ ไม่ลง ท้ายด้วยเลขศูนย์ หรือจานวนเต็ม (มักใช้หลักหน่วยเป็น 3, 5เช่น 155 293 บาท เป็นต้น) ซึ่งทาให้รู้สึกว่าของดี ต้องราคาแพง 7. การประกันราคาที่อาจลดลง (Guaranty Against Price Decline) เป็นนโยบายราคาที่ผู้ผลิต ยินดีชดเชยค่าเสียหาย ให้กับตัวแทน หรือผู้ขายส่ง หรือขายปลีกในกรณีที่ต้องลดราคาผลิตภัณฑ์ลงในช่วง ระยะเวลาหนึ่ง นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 34
35.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
8. แนวระดับราคา (Price Lining)กาหนดระดับราคาสินค้าประเภทเดียวกันให้เหมาะสม เช่น ราคากางเกงยีนส์ตรายี่ห้อหนึ่ง กาหนดราคาไว้ 3 ระดับ คือ 200, 290, และ 350 บาท 9. ราคาเช่าซื้อ (Outright Sales or Lease)เป็นนโยบายราคาที่ใช้กับสินค้าบางอย่าง ที่มีราคา สูงมากหรือมีอัตราการเสื่อมคุณภาพสูงหรือ อัตราการบารุงรักษา หรือซ่อมแซมสูงมาก ทาให้ผู้ซื้อไม่ต้องการลงทุน ซื้อสินค้าเหล่านี้มาเป็นกรรมสิทธิ์ 10. การตั้งราคาแบบราคาแตกต่าง (Price Differentials) โดยแบ่งพิจารณาได้ดังนี้คือ 10.1 การให้ส่วนลดปริมาณ (Quantity Discount) หมายถึง การลดราคาลงจาก ราคาขายที่กาหนดไว้ โดยให้ส่วนลดตามปริมาณสินค้าหรือจานวนเงินที่ซื้อ หากซื้อในจานวนมากผู้ซื้อก็จะได้รับ ส่วนลดในอัตราที่สูงขึ้น การให้ส่วนลดแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือส่วนลดปริมาณแบบไม่สะสม คือการให้ส่วนลดที่ ขึ้นกับการซื้อแต่ละครั้ง และส่วนลดปริมาณแบบสะสม คือ การยินยอมให้ผู้ซื้อนาปริมาณการซื้อในช่วงระยะ เวลาใดเวลาหนึ่งที่กาหนดไว้มาสะสมต่อเนื่องกันเพื่อให้ได้รับส่วนลดในอัตราที่สูงขึ้น 10.2 การให้ส่วนลดการค้า ( Trade Discount) หมายถึง การให้ส่วนลด แก่ลูกค้าที่ทา หน้าที่ทางการตลาดการ เช่น เขียนระบุว่าให้ส่วนลด 50%, 10% 10.3 การให้ส่วนลดเงินสด (Cash Discount) หมายถึง การให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อที่ ชาระ เงินสดในทันทีหรือภายในเวลาที่กาหนด เช่น 3/10, n/30 หมายความว่าผู้ซื้อจะได้ส่วนลดอีก 3% ถ้าชาระเงิน ภายใน 10 วัน นับจากวันที่เขียนใบส่งสินค้า ถ้ามิฉะนั้นแล้วเขาจะต้องชาระหนี้เต็มจานวนภายใน 30 วัน 10.4 ส่วนลดตามฤดูกาลและการลงวันที่ล่วงเวลา (Seasonal Discount and Forward Dating) การให้ส่วนลดตามฤดูกาลเป็นการให้ส่วนลดสาหรับสินค้าบางประเภท ที่สามารถขายได้เฉพาะ บางฤดูกาลเท่านั้น ส่วนลดตามฤดูกาลนิยมนามาใช้สาหรับการขายในช่วงฤดูกาลที่ขายได้ดีอีกด้วย เพื่อเป็นการ ส่งเสริมการขาย และใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกับคู่แข่งขันในฤดูกาลที่ขายได้ ซึ่งความต้องการในตลาดมีมาก หากมี การลดราคาให้เป็นพิเศษย่อม สามารถสนองความต้องการเหล่านั้นได้เร็วขึ้น ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายและเร็วขึ้น เช่น ช่วงเปิดเทอม เครื่องเขียน แบบเรียน ชุดนักเรียน จะขายได้ดี และร้านค้าต่าง ๆ แข่งขันกันลดราคา และมี ของแถม เป็นพิเศษ 10.5 การให้ส่วนยอมให้เพื่อส่งเสริมการขาย (Promotion Allowances) หมายถึงการ ยอมลดราคาเป็นพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ทาหน้าที่ ส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ผลิต การลงวันที่ล่วงหน้า (Forward Dating) เป็นการนาเอาส่วนลดตามฤดูกาล มาใช้ร่วมกับส่วนลดเงินสด เช่น บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้า เสื้อกันหนาว จะขอรับคา สั่งซื้อจากร้านสรรพสินค้าในระหว่างช่วงฤดูร้อน แต่ให้ชาระเงินในช่วงฤดูหนาว โดยให้ส่วนลดด้วย เช่น ผู้ซื้อ ซื้อ วันที่ 1 พฤษภาคม 2530 แต่ลงวันที่ในบิลเป็น 1 ธันวาคม 2530 มีเงื่อนไข 3/10,n/30 ซึ่งหมายความว่า ถ้าชาระ เงินระหว่างวันที่ 1-10ธันวาคม 2530 จะได้ส่วนลด 30% ถ้ามิฉะนั้นแล้วต้องชาระเต็มจานวนภายในวันที่ 30 ธันวาคม 11. การตั้งราคาโดยพิจารณาแข่งขัน 11.1 ตลาดผู้ขายมีน้อยราย (Oligopoly) ผู้ขายทั้งหลายจึงมักใช้วิธีร่วมกันกาหนดราคา 11.2 ตลาดแข่งขันเชิงผูกขาด (Monopolistic Competition) ตลาดลักษณะนี้มีจานวน คู่แข่งขัน หรือผู้ขายมากกว่าแบบแรกและพยายามแข่งขันกั นโดยการสร้างความแตกต่างในตัวสินค้าบริการ เพื่อให้ เกิดการภักดีในสินค้าของตนเอง ฉะนั้นราคาจึงเป็น ปัจจัยหนึ่งซึ่งทาให้เห็นความแตกต่างของสินค้าบริการนั้น ๆ ลักษณะสินค้าและระดับ ราคาสินค้าในตลาดเช่นนี้ จึงไม่เป็นมาตรฐานเดียว 11.3 ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) เป็นตลาดที่มี สินค้ามาตรฐาน และมีผู้ขายจานวนมาก โอกาสที่จะทาให้ราคาสินค้ามีความแตกต่างจึงน้อยมาก นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 35
36.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
11.4 ตลาดผูกขาด (Monopoly) การเปลี่ยนแปลงราคาจะไม่ทาให้ยอดขายเปลี่ยน แปลงมากนัก เช่น น้าประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น 12. การตั้งราคาเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Price Policy) ที่นิยมปฏิบัติกันมี 3 ลักษณะ คือ 1. ราคา F.O.B (Free on Board) 2. ราคา C.I.F (Cost, Insurance and Freight) 3. ราคา C and F (Cost and Freight) ราคา F.O.B ซึ่งย่อมาจากคาว่า Free on Board มีวิธีคิด 2 ลักษณะ คือ F.O.B ณ จุดผลิต (F.O.B. Point of Production) และ F.O.B ณ ที่ตั้งผู้ซื้อ (F.O.B. Point of Buyers Location) F.O.B ณ จุดผลิต เป็นราคาขายที่จะขายกัน ณ จุดผลิต ค่าขนส่งจากจุดผลิต ไปยัง ปลายทางผู้ซื้อนั้นผู้ซื้อต้องออกเองทั้งหมด F.O.B ณ ที่ตั้งผู้ซื้อ เป็นราคาขายที่ขาย ณ ที่ตั้งผู้ซื้อ ผู้ขายเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งจาก แหล่งผลิต จนถึงแหล่งที่ตั้งผู้ซื้อ ประเภทนี้จึงสูงกว่า F.O.B ณ จุดผลิตซึ่งคาว่าที่ตั้งผู้ซื้อ ยังสามารถแบ่งแยกออก ได้ 4 ลักษณะ ได้แก่ 1. ราคาส่งเดียวกัน (Uniform Delivered Price)ผู้ขายจะขายสินค้า ให้ผู้ซื้อในราคา เดียวกันหมด ไม่ว่าผู้ซื้อจะอยู่ที่ใดก็ตาม หมายถึงผู้ขาย จะเป็นผู้ออกค่าขนส่งทั้งหมด 2. ราคาที่ผู้ขายรับภาระค่าขนส่ง (Freight Absorption Price) ผู้ขายคานวณจากราคา สินค้า ณ โรงงานบวกกับค่าขนส่ง เท่ากับที่คู่แข่งขันคนที่อยู่ใกล้ตลาดมากกว่ าจะคิดจากลูกค้าคนนั้น 3. ราคาสินค้าเท่ากันในเขตเดียวกัน (Zone Delivered Price) ผู้ขายคิดราคาโดย แบ่งเป็นเขต ๆ แต่ละเขตราคาขายจะต่างกัน แต่ภายใต้เขตเดียวกันราคาขายจะเท่ากัน 4. ราคาจากจุดฐาน (Basing - Point Price) เนื่องจากสินค้าบางอย่างมีแหล่งผลิตใหญ่ ๆ หลายแห่งด้วยกัน ผู้ผลิตทั้งหมดจึงรวมตัวกันใช้ระบบจุดรวม อาจใช้จุดเดียวหรือหลายจุดมาเป็นหลักในการ พิจารณาตั้งราคา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะขายในราคาเดียวกันหมด ไม่ว่าจะซื้อจากแหล่งผลิตใด จุดฐานนั้น หมายถึงเขตหรือแหล่งที่เลือกขึ้นมาเพื่อใช้ใน การคานวณราคาส่งมอบของผู้ชายทุกคน ราคา C.I.F. ซี่งย่อมาจากคาว่า Cost, Insurance and Freight หมายถึง ราคาส่งมอบซึ่งได้คิด ต้นทุนสินค้าบวกค่าประกันสินค้าขณะขนส่ง และค่าขนส่งสินค้าจนถึงมือผู้ซื้อ ราคา C and F ซึ่งย่อมาจากคาว่า Cost and Freight หมายถึง ราคาส่งมอบซึ่งคิดแต่เฉพาะ ค่า ต้นทุนสินค้าบวกค่าขนส่ง ไม่คิดค่าประกันสินค้า 2. การทาบัญชีรายรับ-รายจ่าย การทาบัญชีรายรับ-รายจ่าย หมายถึง การจดบันทึกรายการเกี่ยวกับการเงินทุกรายการที่เข้ามาและที่ต้อง จ่ายออกไป เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการดาเนินกิจการว่าได้กาไร ขาดทุนเพียงไร ต้นทุน หมายถึง ทรัพย์สินทั้งหลายที่นามาลงไว้ขณะที่แรกเริ่มดาเนินการ และนามาลงเพิ่มเติมภายหลัง ต้นทุนไม่จาเป็นต้องเป็นเงินสดอย่างเดียว อาจเป็นสิ่งของอย่างอื่นด้วยก็ได้ เช่น วัสดุ อุปกรณ์ แรงงาน สินค้า ยานพาหนะ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เวลาในการปฏิบัติงาน ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ ราคาขาย หมายถึง ราคาสินค้าหรือบริการที่กาหนดขึ้น ซึ่งอาจได้เงินมากกว่าหรือน้อยกว่าต้นทุนก็ได้ใน การกาหนดราคานั้นมักจะยึดปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ สภาวะการแข่งขัน ความ ต้องการของตลาดราคาทั่วไป เป็นต้น นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 36
37.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
กาไร หมายถึง ราคาสินค้าหรือบริการที่ขายได้เงินมากกว่าที่ซื้อมาหรือมากกว่าต้นทุนที่ลงไว้ กาไร = ราคาขาย - ต้นทุน ขาดทุน หมายถึง ราคาสินค้าหรือบริการที่ได้เงินน้อยกว่าที่ซื้อมาหรือน้อยกว่าต้นทุนที่ลงไว้ ขาดทุน = ต้นทุน - ราคาขาย การทาบัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นสิ่งที่จะบอกได้ว่า การทางานในครั้งนั้นจะได้กาไรหรือขาดทุนโดยปกติ เราถ้าเป็นผู้รับเหมางานทั่วๆ ไปไม่จาเป็นต้องทาบัญชีตามแบบบริษัทห้างร้านที่มีรายละเอียดมากมายเกินไป แต่ ควรจะมีรายละเอียดเท่าที่จาเป็น ดังจะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ ตัวอย่างตารางบัญชีรายรับ-รายจ่าย 1.ชื่อชิ้นงาน ............................................................................................................................. .................. 2. วัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ ราคา รวมเงิน ที่ รายการวัสดุ - อุปกรณ์ จานวน หมายเหตุ บาท สต. บาท สต. 1 2 3 4 5 6 รวมค่าวัสดุ-อุปกรณ์ ค่าแรงในการทางาน รวม รวมค่าดาเนินการทั้งสิ้น ลงชื่อ…………………………...........ผู้ประมาณราคา ลงชื่อ………………………….......ผู้ตรวจสอบ หมายเหตุ ค่าแรงอาจถือเป็นส่วนหนึ่งกาไร มีวิธีคิดดังต่อไปนี้ ราคา = ค่าวัสดุอุปกรณ์ + ค่าแรง กาไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการคิดค่าแรงในการทางานตามที่ได้กาหนดกันเอาไว้และตาม ลักษณะความยากง่ายของงาน ข้อสังเกตุ* การคิดค่าวัสดุ-อุปกรณ์อาจบวกเพิ่มขึ้นจากราคาที่ซื้อจากร้านได้ตามความเหมาะสม เป็นกรณีค่า ขนส่งอัตราเสี่ยงต่างๆ ส่วนค่าแรง อาจดูจากฝีมือและประสบการณ์ในการทางาน นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 37
38.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
บรรณานุกรม ฉวีวรรณ รมยานนท์. คู่มือการเรียนการสอนกลุ่มวิชาการงานอาชีพ งานช่างพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จากัด, 2536. เฉลียว โพธิพิรุฬห์. เทคโนโลยีงานไม้. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2533. ชาลี ลัทธิ,วรพงษ์ ลีพรหมมา, ชวิน เป้าอารีย์ และ สุรเดช สุทธาวาทิน. ช่างทั่วไป. กรมอาชีวศึกษา, 2527. ประณต กุลประสูติ. เทคนิคงานไม้. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง จากัด, 2533. วิลาศ กมลลานนท์. คู่มือการเรียนการสอนกลุ่มวิชาการงานและอาชีพ โครงงานช่างไม้. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2533. บทที่ 3 งานไม้ (Wood Word). สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://www.snru.ac.th/ งานไม้. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://www.st.ac.th/engin/wood.html เว็บไซด์ที่ทางานไม้ให้เป็นเรื่องง่าย. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://www.thaicarpenter.com บทที่ 2 เครื่องมือและอุปกรณ์เขียนแบบ กลุ่มสาระศิลปะ โรงเรียนบางสะพานวิทยา. สืบค้น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://www.bspwit.ac.th มาตรฐานการเขียนแบบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://natheethorn.myreadyweb.com/article/category-30164.html การเขียนแบบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://web.bsru.ac.th/~prasit/work.pdf เส้นและสัญลักษณ์ที่ใช้ในงานเขียนแบบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://203.172.139.92/nonghan/kunplan/kkk/image/lesson3_3.htm ภาพ 2 มิติ 3 มิติ ภาพฉาย. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555, จาก http://thidarath.myreadyweb.com/article/topic-9803.html นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 38
39.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้
แบบฝึกหัด เรื่อง การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ คาชี้แจง: ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้ 1. การออกแบบและการเขียนแบบเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร จงอธิบาย ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 2. เครื่องมือและอุปกรณ์ในการเขียนแบบมีอะไรบ้าง จงบอกชื่อและอธิบายการใช้งาน ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 3. จงอธิบายว่า ภาพ 2 มิติ 3 มิติ และภาพฉาย มีลักษณะอย่างไรมาให้เข้าใจ ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 39
40.
การปฏิบัติงานไม้ครุภัณฑ์ตามแบบและจาหน่ายได้ 4. ให้นักเรียนอธิบายวิธีการเข้าไม้ มา
1 วิธี ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 5. หัวข้อต่างๆ ในการเขียนรายงานโครงงานมีอะไรบ้าง ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 6. ให้นักเรียนอธิบายวิธีการตั้งราคาสินค้าแต่ละวิธีมาให้เข้าใจ ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... นายอานาจ ศรีทิม ตาแหน่งครูชานาญการ หน้า 40
Download