เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                          ประมวลรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

    1. ภาษาศาสตร์ ว่าด้วยลักษณะเฉพาะของภาษาไทย ข้อสอบประกอบด้วย ระบบเสี ยงในภาษาไทย
        พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
        พยัญชนะ มักถามเรื่ อง พยัญชนะต้นเดี่ยว พยัญชนะควบกล้ า พยัญชนะท้าย มาตราตัวสะกดแม่ต่างๆ
        พยางค์เปิ ด พยางค์ปิด
        สระ มักถามเรื่ องสระเสี ยงสั้น สระเสี ยงยาว สระประสม โดยมีตวลวงคือรู ปสระที่ไม่ตรงกับเสี ยงสระ
                                                                   ั
        วรรณยุกต์ มักให้ผนวรรณยุกต์ตามข้อความที่กาหนด ข้อควรระวังคือการตอบให้ตรงคาถาม
                           ั
        โครงสร้ างของพยางค์ ความเหมือน ความแตกต่างของพยางค์ คาเป็ น - คาตาย
    ธรรมชาติของภาษา การเปลี่ยนแปลงของภาษา ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย
    คาไทยแท้ – คายืม (คาบาลี คาสันสกฤต คาเขมร คาต่างประเทศตระกูลยุโรป)
    การสร้างคาการเพิ่มคา คาประสม คาซ้อน คาซ้ า คาสมาสทั้งคาสมาสที่ไม่มีสนธิ และคาสมาสแบบมีสนธิ
    2 หลักภาษา ข้อสอบมักออกเรื่ องความถูกต้องตามหลักภาษาไทย ประโยค กลุ่มคา ประโยคสมบูรณ์ การ
เน้นประโยค(รู ปประโยค) เจตนาของประโยค โครงสร้างของประโยค ชนิดของประโยค (ความเดียว
ความรวม ความซ้อน) ข้อบกพร่ องของประโยค
                 ก. การใช้คาฟุ่ มเฟื อย / กะทัดรัด
                 ข. การใช้ภาษากากวม / ชัดเจน
                 ค. การวางส่ วนขยายผิดที่
                 ง. การใช้สานวนต่างประเทศ
                 จ. ความสัมพันธ์ของประโยค
                 ฉ. ประโยคไม่ครบกระแสความ
                 ช. การใช้คาผิดหน้าที่หรื อความหมายในประโยค
    3. การใช้ คา – สานวน และการใช้ โวหาร
    การใช้คาให้ตรงกับความหมาย
    การใช้คาราชาศัพท์
    ระดับของภาษา
    หน้าที่และชนิดของคา
    การใช้คาเชื่อม
    การใช้สานวน
    การใช้โวหาร




                                               หน้ า 1
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

4. วรรณคดีและความงามของภาษา
การสรรคา การเล่นเสี ยง ลักษณะเด่นและศิลปะในการแต่งคาประพันธ์
ฉันทลักษณ์ และลักษณเด่นของฉันทลักษณ์ (คาเอก คาโท คาครุ คาลหุ )
การใช้ภาพพจน์ในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม จินตภาพ
แนวคิด ค่านิยม ความเชื่ อที่ปรากฏในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม
ประเพณี สังคม วัฒนธรรมที่ปรากฏในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม
5. การใช้ ภาษาเพือการแสดงความคิดและการแสดงออก
                 ่
ภาษาและเหตุผล โครงสร้างของเหตุผล การอนุมาน การแสดงทรรศนะ การโต้แย้ง การโน้มน้าวใจ
6. การใช้ ภาษาไทย
การพูด ทั้งระหว่างบุคคลและการพูดในที่ประชุมชน การสัมภาษณ์
การฟัง
การอ่าน เน้นการอ่านจับใจความและการตีความ
การเขียนเรี ยงความ ย่อความ จดหมาย ประกาศ
การประชุม
คุณธรรมและมารยาทในการสื่ อสาร
กลวิธีการเขียนอธิบาย การบรรยาย การพรรณนา เทศนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร
7. เบ็ดเตล็ด
    เครื่ องหมายวรรคตอน การเขียนตัวสะกด การันต์ การอ่านคา การใช้ลกษณนาม การใช้พจนานุกรม
                                                                 ั
ฯลฯ




                                       หน้ า 2
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                                     บทที่ 1
                                              ระบบเสี ยงในภาษาไทย

         ระบบเสี ยงในภาษาไทยมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่
1. รู ปสระ - เสี ยงสระ
         รู ปสระ
      ะ          เรี ยกว่า วิสรรชนีย ์                            เรี ยกว่า   ไม้หน้า
                                                             เ
    า          เรี ยกว่า   ลากข้าง                            ไ   เรี ยกว่า   ไม้มลาย
    ิิ         เรี ยกว่า   พินทุอิ ์                          ใ   เรี ยกว่า   ไม้มวน ้
     |         เรี ยกว่า   ฝนทอง                              โ   เรี ยกว่า   ไม้โอ
    ||         เรี ยกว่า   ฟันหนู                            อ    เรี ยกว่า   ตัว ออ
     ๐
               เรี ยกว่า   นิคหิต, หยาดน้ าค้าง              ย    เรี ยกว่า   ตัว ยอ
    ิุ         เรี ยกว่า   ตีนเหยียด                         ว    เรี ยกว่า   ตัว วอ
    ิู         เรี ยกว่า   ตีนคู ้                           ฤ    เรี ยกว่า   ตัว รึ
    ิั         เรี ยกว่า   ไม้ผด
                               ั                             ฤๅ   เรี ยกว่า   ตัว รื อ
    ิ็         เรี ยกว่า   ไม้ไต่คู ้                        ฦ    เรี ยกว่า   ตัว ลึ
                                                             ฦๅ   เรี ยกว่า   ตัว ลือ
ประเภทของสระ
      1. เสี ยงสระ (สระเดี่ยว มี 18 เสี ยง)
              สระเสี ยงสั้น (รัสสระ)                              สระเสี ยงยาว (ทีฆสระ)
                        /อะ/                                                /อา/
                         /อิ/                                                /อี/
                         /อึ/                                               /อือ/
                         /อุ/                                                /อู/
                       /เอะ/                                                 /เอ/
                       /แอะ/                                                /แอ/
                      /เออะ/                                               /เออ/
                      /เอาะ/                                                /ออ/
                       /โอะ/                                                /โอ/



                                                   หน้ า 3
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

         2. สระประสม (สระเลื่อน) คือ การนาเสี ยงสระเดี่ยว 2 เสี ยงมาประสมกัน ได้แก่
                 /อิ/ + /อะ/ = /เอียะ/                                 /อี/ + /อา/ = /เอีย/
                 /อึ/ + /อะ/ = /เอือะ/                                /อือ/ + /อา/ = /เอือ/
                  /อุ/ + /อะ/ = /อัวะ/                                  /อู/ + /อา/ = /อัว/
หมายเหตุ          ทางภาษาศาสตร์ ถือว่า สระประสมเสี ยงสั้นเป็ นหน่วยเสี ยงเดียวกับเสี ยงยาว
                  จึงถือว่าสระประสม มี 3 เสี ยง คือ /เอีย/ /เอือ/ /อัว/
ข้ อควรจา
         อา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ           เป็ นรู ปสระเกิน
2. รู ปพยัญชนะ - เสี ยงพยัญชนะ
         รู ปพยัญชนะ มี 44 รู ป คือ
       อักษรกลาง                    อักษรสู ง                     อักษรคู่              อักษรเดี่ยว
            ก                           ขฃ                         คฅ ฆ                         ง
            จ                            ฉ                         ชฌ                           ญ
           ฎฏ                            ฐ                         ฑฒ                           ณ
           ดต                            ถ                          ทธ                          น
           บป                            ผฝ                        พฟ ภ                         ม
            อ                          ศษส ห                        ซฮ                        ยรลวฬ
เสี ยงพยัญชนะปรากฏได้ 2 ตาแหน่ ง ในพยางค์ คือ
         1. เสี ยงพยัญชนะต้ น
                   1.1 เสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยว มี 21 เสี ยง คือ
  1.       /ก/                                              12.   /บ/
  2.       /ค/                                              13.   /ป/
  3.       /ง/                                              14.   /พ/
  4.       /จ/                                              15.   /ฟ/
  5.       /ช/                                              16.   /ม/
  6.       /ซ/                                              17.   /ร/
  7.       /ย/                                              18.   /ล/
  8.       /ด/                                              19.   /ว/
  9.       /ต/                                              20.   /ฮ/
  10.      /ท/                                              21.   /อ/
  11.      /น/




                                                      หน้ า 4
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

       1.2 เสี ยงพยัญชนะต้นประสม (เสี ยงควบกล้ า) คือ พยางค์ที่มีเสี ยงพยัญชนะต้นสองตัวออกเสี ยงควบ
กันในระบบเสี ยงภาษาไทย มี 5 ชุด คือ



                           ร              ล             ว                   ข้ อควรระวัง
               ก          กร             กล            กว                   คำควบไม่ แท้ จัดเป็ นเสียง
               ค          คร             คล            คว                   พยัญชนะต้ นเสียงเดี่ยว
               ป          ปร             ปล                                เช่น จริง(จิง) สร้ าง(ส้ าง)
               พ          พร             พล                                     โทรม(โซม) เป็ นต้ น
               ต          ตร                           
       2. เสี ยงพยัญชนะท้าย คือ เสี ยงพยัญชนะที่ทาหน้าที่เป็ นตัวสะกดมี 9 เสี ยง คือ
       1. /ก/                      เช่น เลข โรค เมฆ ครก นาก ฯลฯ
       2. /บ/ หรื อ /ป/            เช่น พบ ลาภ กบ จับ กราฟ ฯลฯ
       3. /ด/ หรื อ /ต/            เช่น มด กาจ คช กฎ พุทธ ฯลฯ
       4. /ง/                      เช่น โมง หาง สู ง แกง กิ่ง ฯลฯ
       5. /ม/                      เช่น กรรม หาม ชิม ทา สัมมนา ฯลฯ
       6. /น/                      เช่น การณ์ กลอน สัญญาณ เขิน ฯลฯ
       7. /ย/                      เช่น ชาย หน่อย รวย ได้ ใน ฯลฯ
       8. /ว/                      เช่น ขาว เลว แน่ว ชาย หิว ฯลฯ
       9. /?/                      หมายถึงพยางค์ที่เป็ นเสี ยงสั้น ลงเสี ยงหนักท้ายพยางค์ เช่น ชะ กะปิ สมาธิ
3. วรรณยุกต์ คือ ระดับเสี ยงสู งต่าของพยางค์ (tone) มี 4 รู ป 5 เสี ยง คือ

รู ป                                   ิ่               ิ้               ิ                ิ
       เสี ยง        สามัญ             เอก              โท               ตรี             จัตวา

พยางค์ ปิด - พยางค์ เปิ ด
พยางค์ ปิด        คือ พยางค์ที่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น กิน ข้าว ไหม ชิชะ จะจะ ชัยชนะ (มีเสี ยง /?/)
พยางค์ เปิ ด      คือ พยางค์ที่ไม่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น มา หรื อ หนู
โครงสร้ างของพยางค์ หมายถึง ส่ วนประกอบของแต่ละพยางค์ โดยพิจารณาจาก
         เสี ยงของพยัญชนะท้าย พยางค์ปิด หรื อพยางค์เปิ ด
         เสี ยงของพยัญชนะต้ น เดี่ยวหรื อควบกล้ า
         เสี ยงของสระ                        สระสั้น สระยาว
         เสี ยงของวรรณยุกต์                  เสี ยงสามัญ เอก โท ตรี จัตวา

                                                  หน้ า 5
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

คาเป็ นคาตาย
          1. คาเป็ น หมายถึง คาที่ประสมด้วยสระเสี ยงยาว หรื อคาที่มีเสี ยงสะกด แต่ยกเว้น แม่ กก กบ กด เช่น
น้า ตี งู จง อาง ให้ เห็น
          2. คาตาย หมายถึง คาที่ ประสมด้วยสระเสี ยงสั้นและไม่มีเสี ยงสะกด รวมทั้งคาที่อยู๋ในแม่ กก กบ กด
เช่น กระทะ มะระ ก็ บ่ ธ ณ เป็ ด กฎ ศพ

อ้างอิง
กาญจนา นาคสกุล. 2541. ระบบเสี ยงภาษาไทย. กรุ งเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิชาการ,กรม กระทรวงศึกษาธิการ. 2541. วรรณลักษณ์วจารณ์ เล่มที่ 1. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.
                                                 ิ

                                           ตัวอย่างข้ อสอบบทที่ 1
                                       เรื่องระบบเสี ยงในภาษาไทย
1. ข้อใดมีเสี ยงสระสั้น ทุกพยางค์
      1. น้ าแข็ง น้ าใจ น้ าเชื่อม น้ ามัน              2. นมข้ น นมผง นมกล่อง นมสด
      3. นงนุช นงเยาว์ นงคราญ นงลักษณ์                   4. นพเก้า นพคุณ นพเคราะห์ นพรัตน์
2. ข้อใดมีจานวนพยางค์ที่ประกอบด้วยสระลดรู ปมากที่สุด
      1. กวนขนม ทุ่มทุน ทางขนาน                      2. ปลดปลง ปกปอง ครบครัน
                                                                      ้
      3. ตกใจ สิ้ นเคราะห์ กราบกราน                  4. เกรี้ ยวกราด กลบเกลื่อน เกรงกริ่ ง
3. ข้อใดไม่มีเสี ยงสระประสม
      1. มโนมอบพระผู้                        เสวยสวรรค์
      2. พูดมากเปล่าเปลืองปน                 ปดเหล้น
      3. สิ่ งใดในโลกล้วน                    เปลี่ยนแปลง
      4. คาแสลงเสี ยดแทงระคน คาหยาบ หยอกฤา
4. ข้อใดมีคาที่ประกอบด้วยเสี ยงสระประสมทุกคา (2/2546)
        1. เฟื้ องฟา ร่ารวย เสี ยหน้ า
                    ้                                 2. มัวหมอง เชื่อใจ เลิศล้ า
        3. เปรี้ ยวปาก เกรอะกรัง พร่ าเพรื่ อ         4. เรื่ องราว เพลี่ยงพล้ า แท่นพิมพ์
5. ข้อใดไม่มีสระประสม (O-NET 50)
      1. ใครดูถูกผู้ชานาญในการช่ าง                      2. ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่ อง
      3. เหมือนคนป่ าคนไพรไม่รุ่งเรื อง                  4. จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่ งวาจา
6.พยางค์ทายข้อใดมีเสี ยงสระตรงกับพยางค์ที่ขีดเส้นใต้ “จราจร จลาจล” (A-NET 50)
             ้
     1. ถนน ถนอม                                         2. ขนอน โขนง
     3. ฉลอง ฉงน                                         4. สนม สนน


                                                หน้ า 6
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยวซ้ ากันมากที่สุด (2/2546)
       1. นุ่งยกนอกดอกวิเศษเกล็ดพิมเสน                      2. โจงกระเบนประคดคาดไม่หวาดไหว
       3. บ้ างใส่ เสื้อส้ าระบับเข้ มขาบใน                 4. ข้างนอกใส่ ครุ ยกรองทองสาริ ด
8. ข้อใดมีจานวนเสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยวน้อยที่สุดโดยไม่นบเสี ยงซ้ า(A-NET 50)
                                                                   ั
      1. สุ ดสายตาข้าเห็นเป็ นทุกเวิง ้                              2. ในโลกนี้มีอะไรเป็ นไทยแท้
      3. ของไทยแน่ น้ ันหรือคือภาษา                                  4. ชลล้นเจิ่งแผ่นดินหมองร้องครวญคร่ า
9. ข้อใดมีท้ งอักษรควบและอักษรนา (A-Net 49)
               ั
        1. สงครามครานีหนัก  ้                              ใจเจ็บ ใจมา
        2. เรี ยมเร่ งแหนงหนาวเหน็บ                        อกโอ้
        3. ลูกตายฤๅใครเก็บ                                 ผีฝาก พระเอย
        4. ผีจกเท้งที่โพล้
                 ั                                         ที่เพล้ใครเผา
10. คาขวัญต่อไปนี้มีเสี ยงพยัญชนะสะกดกี่เสี ยง (ไม่นบเสี ยงซ้ า)
                                                               ั
      “รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ช่วยกันต้านยาเสพติด”
      1. 5 เสี ยง                           2. 6 เสี ยง               3. 7 เสี ยง            4. 8 เสี ยง
11. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะสะกดมากที่สุด (ไม่นบเสี ยงซ้ า)ั
      1. จงรู ้จกรักษาคุณค่าหญิง
                   ั                                             2. อย่าทอดทิ้งทางงามทุกความหมาย
      3. แม้นราคีมีหมองต้องเสี ยดาย                              4. จะอับอายออกนามคนหยามเรา
12. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะท้ายพยางค์ทุกคา (A-Net 49)
        1. เขาทางานจนภารโรงปิ ดห้ อง
        2. คุณยายเป็ นลมเมื่ออ่านจดหมายจบ
        3. ต้นกล้วยริ มรั้วลวดหนามออกเครื อแล้ว
        4. ภาคใต้ได้รับความเสี ยหายจากคลื่นยักษ์
13.ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะท้ายน้อยที่สุดโดยไม่นบเสี ยงซ้ า(A-NET 50)
                                                         ั
                     ่
      1.จงจาไว้วาอนาคตที่สดใสต้องเริ่ มต้นเดี๋ยวนี้
      2. จงมองหาโอกาสที่ซ่อนอยูในอุปสรรคที่เผชิญ
                                        ่
      3.จงจาไว้ ว่าคาพูดทีอ่อนหวานช่ วยสมานใจได้ ดี
                              ่
      4. จงวางดินสอกับกระดาษโน้ตไว้ขางโทรศัพท์ทุกเครื่ อง
                                                ้
14. ข้อใดมีคาที่สะกดด้วยแม่กดมากที่สุด (O-Net 49)
        1. อุบัติเหตุอาจเกิดขึนเป็ นนิตย์ ในโอกาสวันสุ ดสั ปดาห์
                                 ้
        2. งานเฉลิมฉลองพระเกียรติในวโรกาสการประสู ติพระโอรส
        3. ขอตั้งสัจจะอธิ ษฐานยึดมันในชาติ ศาสน์ กษัตริ ยชวนิรันดร์
                                          ่                             ์ ั่
        4. ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถสกัดกั้นให้แคล้วคลาดปราศจากอุปัทวันตรายได้

                                                     หน้ า 7
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

15. ข้อใดมีเสี ยงวรรณยุกต์ครบห้าเสี ยง (O-Net 49)
         1. โง่ไม่เป็ นใหญ่ยากฝากให้คิด
         2. ทางชี วตจะรุ่ งโรจน์ โสตถิผล
                        ิ
         3. ต้องรู ้โง่ฉลาดปราดเปรื่ องตน
         4. โง่สิบหนดีกว่าเบ่งเก่งเดี๋ยวเดียว
16. ข้อใดมีเสี ยงวรรณยุกต์ครบ 5 เสี ยง (O-NET 50)
      1. เจ้ าคุมแค้ นแสนโกรธพิโรธพี่                                    ่่
                                                           2. แต่เดือนยียางเข้าเดือนสาม
      3. จนพระหน่อสุ ริยวงศ์ทรงพระนาม                      4. จากอารามแรมร้างทางกันดาร
17. เสี ยงวรรณยุกต์ขอใดต่างกับข้ออื่น(A-NET 50)
                          ้
   1. ทรงธรรมล้ ามะนุษ-                                    2. ฤทธิรุทมหาศาล
   3. บาเพ็ญพะลีการ                                        4. ทุกอย่ างงามตามวิสัย
18. คาคู่ใดต่างกันเฉพาะเสี ยงสระเท่านั้น (A-Net 49)
         1. ทรัพย์ - ทราบ                              2. เนิบ - นับ
         3. หมั้น - ม่ าน                              4. โชค - ชัก
19. เสี ยงของพยางค์ในข้อใดมีโครงสร้างต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2551)
          1. ขวาน                  2. หลาม        3. เผย               4. ฝูง
20. คาในข้อใดมีโครงสร้างพยางค์เหมือนกันทั้งสองคา
          1. ตั้งร้าน           2. ข้างขึ้น         3. คล่องแคล่ว              4. ทรุ ดโทรม
21. ข้อใดมีคาตายมากที่สุด (A-Net 49)
         1. ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์
         2. เรื องจรัสยิงมกุฎสุ ดสง่า
                            ่
         3. ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์
         4. ที่สถิตอานุภาพสโมสร
22. ข้อใดมีคาตายน้อยที่สุด (1/2546)
          1.         ทั้งไพร่ นายรายเรียงกันเรียดไป             ตัดใบไม้ มุงเหมือนหลังคาบัง
          2.         พระเปรมปรี ด์ ิดีใจอยูในพักตร์
                                            ่                   มิให้ประจักษ์คนทั้งหลาย
          3.         คาโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ ง                  เขาว่าลิงจองหองมันพองขน
          4.         เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยาก                ล้วนของฝากเฟื่ องฟูค่อยชูชื่น
23. ทุกพยางค์ในข้อใดเป็ นคาเป็ น (O-NET 50)
      1. พระเสด็จโดยแดนชล                                  2. ทรงเรื อต้นงามเฉิดฉาย
      3. เรือชัยไวว่องวิง     ่                            4. รวดเร็ วจริ งยิงอย่างลม
                                                                             ่




                                                     หน้ า 8
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                             บทที่ 2
                                            การใช้ คา

คาและความหมาย
      คาในภาษาไทยมีความหมายกว้างและแคบไม่เท่ากัน เช่น ดอกไม้ มีความหมายกว้าง แต่ ดอกกุหลาบ มี
ความหมายแคบ นอกจากนี้ความหมายของคาแบ่งออกเป็ น 3 ลักษณะ ดังนี้
1. คาทีมีความหมายตรง คือ แปลความหมายตามพจนานุกรม มี 2 ลักษณะ คือ
           ่
      1.1 คาที่มีความหมายเดียว เช่น
             ตกลง         หมายถึง ยินยอมพร้อมใจกัน
             ผลัด         หมายถึง เปลี่ยน
             แกน          หมายถึง วัตถุแข็งที่อยูส่วนกลาง
                                                    ่
             โก่ง         หมายถึง ทาให้โค้ง
      1.2 คาที่มีหลายความหมาย เช่น
             ขัน       ผลัด
                          หมายถึง ภาชนะตักน้ า
                              ”      ทาให้ตึง
                              ”      แข็งแรง
             ขึ้น         หมายถึง เน่าพอง (ศพขึ้ น)
                              ”      อ่อนน้อม สังกัด (เมืองขึ้น)
                              ”      ผุดโผล่ (ตะวันขึ้น)
                              ”      งอก (ต้นไม้ข้ ึน)
                              ”      เพิ่ม (ขึ้ นราคา)
2. คาทีมีความหมายในประหวัด คือ คาที่มีความหมายไม่ตรงตามศัพท์ แต่มีนยให้เข้าใจเป็ นอย่างอื่น
       ่                                                           ั
3. คาทีมีความหมายเปรียบเทียบ (อุปมา) หรื อ การใช้ สานวนโวหารเช่น
         ่
เสื อ           หมายถึง ความดุร้าย          ปลาซิว         หมายถึง   ความใจเสาะ
ลิง             หมายถึง ความซน              ฤาษี           หมายถึง   ความสงบเสงี่ยม
ควาย            หมายถึง ความโง่             แก้วตา         หมายถึง   เป็ นที่รัก

                                               ข้ อควรจา
                            การใช้ คาต้ องให้ ตรงกับความหมาย และบริบท
           การใช้ภาษาในชีวตประจาวันนั้น การใช้คาที่ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักไวยากรณ์และความหมายเป็ น
                            ิ
สิ่ งที่สาคัญที่จะสื่ อความหมายได้ตรงประเด็นตามจุดมุ่งหมายของผูส่งสาร หลักสาคัญในการใช้คาโดยสรุ ปมี
                                                                ้
ดังนี้


                                             หน้ า 9
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

           1. ใช้คาให้ถูกตามตาแหน่ง และหน้าที่ เช่น คานาม คาสรรพนาม ใช้ทาหน้าที่เป็ นประธาน
                                                                                      ่
               กรรมของประโยค คากริ ยา แสดงอาการกระทา ผูเ้ รี ยนต้องรู ้จกว่าคาใดควรอยูในตาแหน่งใด
                                                                        ั
               ของประโยค
           2. การเรี ยงลาดับคาหรื อพยางค์ให้ถูกต้อง ถ้าเรี ยงกลับกันความหมายอาจเปลี่ยนไป เช่น ใจ
               ช้ า-ช้ าใจ หนวกหู-หูหนวก กินอยู-อยูกิน เป็ นต้น
                                               ่ ่
           3. ต้องรู ้สึกเลือกใช้คาให้เหมาะกับกาลเทศะ ถึงแม้บางคาจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่ไม่
                                 ั
               สามารถแทนที่กนได้ เช่น ภายในโรงฆ่าสัตว์ ตลบอบอวล ไปด้วยกลิ่นซากสัตว์ ควรแก้ไข
               เป็ นคละคลุง ้
           4. ใช้คาให้ตรงกับความหมาย ภาษาไทยมีคามากมายที่มีความหมาย คล้ายกัน บางคามี
               ความหมายแฝงอยู่ จึงจาเป็ นต้องเลือกคาให้เหมาะสมและตรงความหมายมากที่สุด เช่น แล่
               ฝาน ปอก ผ่า เฉื อน เฉาะ สับ เป็ นต้นสรุ ปง่าย ๆ คือ หลักของการใช้คา ต้องใช้คาให้ตรง
               ความหมาย
                                      ตรง : ตรงตามพจนานุกรม
           คา = ความหมาย              นัย : ตีความตามปริ บท
                                      แฝง : ซ่อนอารมณ์ และความรู้สึก (นัยประหวัด)
            แคบ            กว้าง

                                    ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 2
                                             การใช้ คา
1. คาในข้อใดสามารถใช้ได้ท้ งความหมายโดยตรงและโดยนัยทุกคา
                                    ั
        1. เข้าฌาน เข้าถึง เข้าเนื้อ             2. แก้ลา แก้เผ็ด แก้เกี้ยว
        3. ขึ้นหม้อ ขึ้นสาย ขึ้นชื่อ             4. คอแข็ง คอตก คอสู ง
2. คาในข้อใดทุกคาในข้อใดมีท้ งความหมายโดยตรงและเชิงอุปมา
                                      ั
    1. ตกเบ็ด ลอยแพ ไหว้ผี เอียงซ้าย             2. จับตา ลอกคราบ นิ้วก้อย จับตาย
    3. ติดตา ลายคราม ขึนหิง จับเข่ า
                             ้ ้                 4. ปากน้ า ตัดต่อ ร้อนตัว ตกข่าว
3. คาว่า "ทิ้ง" ในข้อใดมีความหมายในตรงทุกคา
        1. ทิ้งจดหมาย ทิ้งท้าย ทิ้งไพ่           2. ทิงทาน ทิงกระจาด เททิง
                                                       ้       ้               ้
        3. ผ้าเนื้อทิ้ง ทิ้งทวน ทิงธุ ระ
                                  ้              4. ทิ้งเพื่อน ทิงขว้าง ทิ้งตา
                                                                 ้
4. ข้อใดใช้คาแสดงความหมายแคบกว้างต่างกันได้อย่างเหมาะสม
        1. เขาสนใจทั้งกีฬาและมวย
        2. เขาชอบปลูกต้นไม้และไม้ผล
        3. ฤดูนีมีผลไม้ มากทั้งเงาะและทุเรียน
                   ้
        4. ประชาชนและชาวนามาชุมนุมกันมากมาย
                                            หน้ า 10
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                     ่ ้
5. ข้อใดไม่มีความหมายกว้างแคบอยูดวยกัน
       1. กิจวัตรประจาวันของสาวิตรี ได้แก่ การอ่านหนังพิมพ์ในเวลาเช้าและดูโทรทัศน์ในเวลากลางคืน
       2. การพกอาวุธ เช่น มีด ปื น ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเป็ นสิ่ งที่ไม่ควรกระทา
       3. การสอบคัดเลือกเข้ ามหาวิทยาลัยเป็ นโอกาสทีนักเรียนจากโรงเรียนต่ างๆ ได้ แข่ งขันกัน
                                                         ่
       4. การเดิ นทางไปต่างจังหวัดในปั จจุ บ นนี้ เราสามารถเดิ นทางได้หลายวิธี เช่ น โดยทางเครื่ องบิ น
                                               ั
รถไฟ รถยนต์
6. ข้อใดใช้คาถูกต้องตรงความหมาย
                                             ่
   1. ผมว่ากรณี น้ ียงมีอะไรเคลือบแคลงอยูอีกมาก
                     ั
   2. พนักงานคนใหม่พิมพ์หนังสื อตกหายไปหลายวรรค
   3. ระวังกระเปาให้ ดีๆ นะ อย่าให้ ใครฉกชิงเอาไปได้
   4. อย่ามาพูดข่มขวัญคนอื่นเลย เธอน่ะชอบบอกว่าตัวดีกว่าเพื่อนๆ อยูเ่ รื่ อย
7. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้ อง
                          ่
   1. แม่คาขายส้มตาไก่ยางเป็ นอาชีพที่มีรายได้ดีและไม่ตกงาน
              ้
   2. อาหารประเภทยามีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย
   3. แม้ ฐานะของเราจะไม่ ค่อยดี พ่ อแม่ กส่งเสี ยให้ ลูกทุกคนได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
                                           ็
            ่
   4. แม้วาชื่อเสี ยงของพ่อจะไม่เป็ นที่ประจักษ์แก่สายตาผูอื่น แต่ฉนก็ภูมิใจในตัวท่าน
                                                             ้        ั

8. ข้อใดใช้คาไม่ตรงความหมาย
    1. อาจารย์ปฐมท่านเป็ นพหูสูต คุณอ่านเรื่ องอะไรไม่เข้าใจก็ถามท่านได้ทุกเรื่ อง
    2. คนสมถะอย่างอาจารย์ชัยนาท ใครอย่าไปขอร้ องให้ ทาอะไรเลย ท่านไม่ ช่วยหรอก
    3. บ้านเล็กๆ หลังนั้นอาจารย์พงงาอาศัยอยูกบครอบครัวอย่างสันโดษ ไม่ค่อยติดต่อกับใคร
                                     ั            ่ ั
    4. บ้านอาจารย์ประจวบเล็กและแทบจะไม่มีของใช้ในบ้านเลย ท่านค่อนข้างอัตคัด
9. ข้อใดใช้คาได้ถูกต้องตามความหมาย
    1. เธอปั กผ้าผิดจึงต้องเราะออกแล้วปั กใหม่
    2. คุณปู่ ขลิบผมไฟหลานคนแรกเมื่ออายุครบเดือน
    3. เธอมีน้ าตากลบตาเมื่อฟังข่าวเด็กถูกทิ้งถังขยะ
    4. แม่ บอกลูกว่ าอย่ าปล่ อยผมยาวรุ่ ยร่ ายเวลาไปโรงเรียน
10. ข้อใดใช้คาถูกต้องตรงความหมาย
    1. วิชยทาผิดระเบียบของบริ ษทเป็ นครั้งแรกผูจดการจึงยอมผ่อนผันให้ลงโทษเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น
           ั                       ั                  ้ั
    2. บ้านของเขาถูกเวนคืน จึงโยกย้ายครอบครัวไปอยูกบน้องชายที่ต่างจังหวัด
                                                          ่ ั
    3. พอได้ฤกษ์ทาพิธีเปิ ดร้านใหม่ ฝนก็ตกประปรายลงมาพอดี
    4. คุณแม่ คัดเลือกมะม่ วงผลงามๆ ไว้ ทาบุญตอนเช้ า


                                              หน้ า 11
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

11. คาในข้อใดเหมาะสมที่จะใช้เติมในช่องว่างต่อไปนี้
          “เธอ…พวกเพื่อนๆ ที่ พากัน…เสนอผลงานให้เจ้านายโดยไม่รอเธอ เธอเสี ยใจมากแทบอยากจะ…
เพื่อนๆ จนฉันต้องเป็ นฝ่ าย…เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง”
     1. ตัดรอน ตัดตอน ตัดทาง ตัดประเด็น
     2. ตัดพ้อ ตัดหน้ า ตัดขาด ตัดบท
     3. ตัดรอน ตัดหน้า ตัดญาติขาดมิตร ตัดประเด็น
     4. ตัดพ้อ ตัดบท ตัดรอน ตัดตอน
12. ข้อใดไม่มีคาพ้องความหมาย
     1. ไอยรา ราชสี ห์ กุญชร                    2. ลาธาร ชลาสิ นธุ์ มัจฉา
     3. เทเวศร์ อัจฉรา สุ รารักษ์               4. สิ งขร เวหาสน์ วนาดร


                                               บทที่ 3

                                คาไทยแท้ และคายืมภาษาต่ างประเทศ
คาไทยแท้

       หลักการสั งเกตคาไทยแท้
1. คาไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว
เช่น กิน นอน วิง ผัด จิก เคี้ยว ไล่ ตี ฉัน ข้า เขา เจ้า ท่าน มัน แก พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก ดิน น้ า ไฟ
                 ่
ตา หู ปาก ดี ขาว สู ง หอม กลม หนา แบน ใน นอก บน อ่าง ริ ม และ กับ แต่ ต่อ ถ้า แม้ จึง ฯลฯ
2. คาไทยแท้ส่วนใหญ่มกมีคากร่ อนเสี ยง
                           ั
คากร่ อนเสี ยงเหล่านี้เป็ นคาไทยแท้ เช่น
                   ฉะนั้น                กร่ อนมาจาก              ฉันนั้น
                   ตะขบ                  กร่ อนมาจาก              ต้นขบ
                   ตะเคียน               กร่ อนมาจาก              ต้นเคียน
                   ตะขาบ                 กร่ อนมาจาก              ต้นขาบ
                   มะพร้าว               กร่ อนมาจาก              หมากพร้าว
                   มะตูม                 กร่ อนมาจาก              หมากตูม
                   มะปราง                กร่ อนมาจาก              หมากปราง
                   ตะวัน                 กร่ อนมาจาก              ตาวัน
                   ตะปู                  กร่ อนมาจาก              ตาปู
                   สะดือ                 กร่ อนมาจาก              สายดือ
                   สะใภ้                 กร่ อนมาจาก              สาวใภ้

                                              หน้ า 12
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

3. คาไทยแท้มีตวสะกดตรงตามมาตรา
                   ั
                     แม่กก ใช้ “ก” สะกด         เช่น ผัก รัก มาก ลาก จาก ฯลฯ
                     แม่กบ ใช้ “บ” สะกด         เช่น ดับ ตับ สู บ ทุบ ยุบ พบ ฯลฯ
                     แม่กด ใช้ “ด” สะกด         เช่น มัด รัด ฟัด จุด สุ ด ชุด ฯลฯ
                     แม่กง ใช้ “ง” สะกด         เช่น วัง มุง ลุง ชัง นาง ฯลฯ
                                                                   ่
                     แม่กน ใช้ “น” สะกด         เช่น เรื อน ลาน ฟัน ปาน ฯลฯ
                     แม่กม ใช้ “ม” สะกด         เช่น ผม ลม สม ปูม เข็ม งม ฯลฯ
                     แม่เกย ใช้ “ย” สะกด        เช่น หาย ควาย ลาย นาย สวย ฯลฯ
                     แม่เกอว ใช้ “ว” สะกด       เช่น ผิว ดาว แมว ข้าว เหว ฯลฯ
ข้ อควรระวัง
บางคาสะกดตรงตามมาตราก็ไม่ใช่ไทยแท้ เช่น
                     โลก                  มาจาก                       บาลี สันสกฤต
                     กาย                  มาจาก                       บาลี สันสกฤต
                     ยาน                  มาจาก                       บาลี สันสกฤต
                     พน                   มาจาก                       บาลี สันสกฤต
                     ชน                   มาจาก                       บาลี สันสกฤต
                     มน                   มาจาก                       บาลี
คาเขมร มีดงนี้ จมูก เดิน จะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ดินสอ ปล้นสะดม เขลา ฯลฯ
           ั
4. คาไทยแท้ไม่มีการันต์
คาที่มีตวการันต์มาจากภาษาอื่น ยกเว้น 4 คานี้ (แม้มีตวการันต์ก็เป็ นไทยแท้) ผีว์ บ่าห์ เยียร์ อาว์
        ั                                             ั
5. คาไทยแท้มกปรากฏรู ปวรรณยุกต์
               ั
แต่มีอีกมากมายที่ไม่ปรากฏรู ปวรรณยุกต์ เช่น
                     พอ                   พ่อ                          พ้อ
                     แม                   แม่                          แม้
                     เสื อ                เสื่ อ                       เสื้ อ
                     ปา                   ป่ า                         ป้ า
6. คาไทยแท้มกไม่ปรากฏพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ณ ญ ฏ ฑ ฒ ฎ ธ ศ ษ ฬ
                 ั
ยกเว้นบางคาเป็ นไทยแท้ เช่น หญิงใหญ่ ณ ระฆัง ฆ่า เฆี่ยน ศอก เศิก ศึก ธ เธอ




                                                หน้ า 13
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. คาไทยแท้ใช้ “ใ ” 20 ตัว คือ
                ผูใหญ่หาผ้าใหม่
                  ้                    ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
           ใฝ่ ใจเอาใส่ ห่อ            มิหลงใหลใครขอดู
           จะใคร่ ลงเรื อใบ            ดูน้ าใสและปลาปู
                     ่
           สิ่ งใดอยูในตู ้                    ่ ั่
                                       มิใช่อยูใต้ตงเตียง
           บ้าใบ้ถือใยบัว              หูตามัวมาใกล้เคียง
           เล่าท่องอย่าละเลี่ยง        ยีสิบม้วนจาจงดี
                                         ่

คาบาลี – สั นสกฤต
ภาษาบาลี       มีพยัญชนะ 33 ตัว สระ 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
ภาษาสันสกฤต มีพยัญชนะ 35 ตัว (เพิม ศ,ษ) สระ 18 ตัว (เพิม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ)
                                      ่                   ่
               1            2             3         4                 5
ฐานคอ          ก            ข             ค         ฆ                 ง
ฐานเพดาน       จ            ฉ             ช         ฌ                 ญ
ฐานปุ่ มเหงือก ฏ            ฐ             ฑ         ฒ                 ณ
ฐานฟัน         ต            ถ             ท         ธ                 น
ฐานริ มฝี ปาก ป             ผ             พ         ภ                 ม
เศษวรรค        ยรลวสหฬo
สู ตรการจา     ยายเราเล่าว่าเสื อหิ วฬาตากลม

หลักการสั งเกตคาบาลี - สั นสกฤต
1. สั งเกตสระ            คาใดประสมด้วย ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มีสระเหล่านี้)
เช่น ไวทย ฤษี เอารส ไมตรี เสาร์ เยาวชน นฤมล พฤศจิกายน ไอศูรย์ ฤดู ไปรษณี ย ์ ฯลฯ
2. สั งเกตพยัญชนะ        คาใดประสมด้วย ศ ษ เป็ นคาสันสกฤต
เช่น ภิกษุ ศาสนา พิษณุ กษัย พฤษภาคม ราษฎร รัศมี เกษตร มหัศจรรย์ ศักดิ์ ฯลฯ
3. สั งเกตคาควบกลา คาใดมีคาควบกล้ าเป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่นิยมควบกล้ า)
                     ้
เช่น ประถม จักร ปราชญ์ อัคร อินทร์ บุตร เนตร สตรี ราตรี จันทรา นิทรา กษัตริ ย ์ ฯลฯ
4. สั งเกต “รร” คาใดที่มี “รร” เป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มี “รร”)
เช่น ธรรม จรรยา พรรษา สรรพ กรรม สวรรค์ วิเคราะห์ ฯลฯ
5. สั งเกต “เคราะห์ ” คาใดที่มี “เคราะห์” เป็ นคาสันสกฤต เช่น อนุเคราะห์ สังเคราะห์ สงเคราะห์ ฯลฯ
6. สั งเกต ตัวสะกด ตัวตาม
    คาใดมีตวสะกด แล้วมีอกษรตามมา 1 ตัว (เบิ้ล) มาจาก บาลี
             ั             ั
    ตัวสะกดตัวตามต้องเป็ นพยัญชนะวรรคเดียวกันจะเป็ นไปตามกฎนี้

                                              หน้ า 14
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

    6.1 พยัญชนะแถวที่ 1 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 หรื อ 2 ในวรรคเดียวกันตาม
          เช่น สัจจะ สัตตะ อัตตะ สักกะ รุ กข ปัจฉิม ทุกข์ บุปผา ฯลฯ
    6.2 พยัญชนะแถวที่ 3 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 3 หรื อ 4 ในวรรคเดียวกันตาม
          เช่น วิชชา อัคคี พยัคฆ์ พุทธ วัทฒน อัชฌาศัย ฯลน
    6.3 พยัญชนะแถวที่ 5 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวไหนก็ได้ในวรรคเดียวกันตาม
          เช่น สังกร องค์ สงฆ์ กัณฑ์ จันทนา บัญญัติ ฯลฯ
    6.4 เศษวรรคสะกดตามตัวเอง
          เช่น เวสสันดร วัลลภ อัยยิกา ฯลฯ
                                                   หมายเหตุ
ภาษาสันสกฤตมีตวสะกดตัวตามก็จริ ง แต่ไม่เป็ นไปตาม 6.1 – 6.3
                   ั
เช่น อัคนี มุกดา รักษา วิทยา สัตว์ อาชญา ฯลฯ
                                                 คาเขมร

หลักการสั งเกตคาเขมร
1. คาเขมรมักสะกดด้วย จ ญ ล ร ส ย และมักจะไม่มีตวตามั
สู ตรการจา จาน หญิง ลิง เรื อ เสื อ
    จ สะกด เช่น อานาจ เสร็ จ สมเด็จ ตารวจ ฯลฯ
    ญ สะกด เช่น เพ็ญ เผอิญ สาราญ ผจญ ครวญ ชานาญ ฯลฯ
    ล สะกด เช่น กังวล ถกล ถวิล ดล ดาล จรัล กานัล ฯลฯ
    ร สะกด เช่น ขจร อร กาธร ควร ฯลฯ
    ส สะกด เช่น ดารัส จรัส ตรัส ฯลฯ
2. คาที่มาจากเขมรมักเป็ นคาควบกล้ า
เช่น กรวด กระบือ เกลือ ขลาด กระแส ไพร ตระกอง โปรด กราน กรม กระทรวง กระเพาะ โขลน ฯลฯ
3. คาที่มาจากเขมรมักใช้อกษรนา
                         ั
เช่น โฉนด เขม่า ขนอง ขลาด เขลา จมูก ถวาย ฉนา เฉลียง ถวาย ขนุน ขยา ฉลู ฯลฯ
4. คาที่มาจากเขมร มักขึ้นต้นด้วย บัง บัน บา (เพราะมาจาก บ เติมคาหน้า)
เช่น บัง บังควร บังอาจ บังคม บังคับ บังเกิด
       บัน บันทึก บันเทิง บันดาล บันได
       บา บาเพ็ญ บานาญ บาเหน็จ บาบัด
5. คาที่มากจากเขมรมักขึ้นต้นด้วย กา คา จา ชา ดา ตา ทา สา อา
เช่น กาหนด คารบ จาแนก ชานาญ ชารุ ด ดาเนิน ดารัส ตารวจ ตารา ทานบ สาราญ อานวย ฯลฯ
ข้อสังเกต ภาษาบาลี, สันสกฤต และเขมร มักไม่มีวรรณยุกต์กากับ


                                            หน้ า 15
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

        คายืมจากภาษาจีน และภาษาชวา
การเขียนคาที่มาจากภาษาจีน และภาษาชวาใช้หลักง่าย ๆ
คือ เขียนรู ปตามเสี ยงที่ออก หรื อได้ยนโดยใช้ตวสะกดตรงตามมาตรา และมักใช้รูปวรรณยุกต์กากับเสี ยง
                                         ิ         ั
          คายืมจากภาษาตระกูลยุโรป
1. ใช้ ศัพท์บัญญัติ คือ การกาหนดคาไทย บาลี สันสกฤต หรื อเขมร ที่มีความหมาย หรื อสื่ อความหมาย
                         เหมือนศัพท์คาเดิม อาจใช้ในการแปลคาศัพท์ หรื อสร้างคาศัพท์ก็ได้
                          เช่น vision - วิสัยทัศน์
                                 bus - รถโดยสารประจาทาง
                                 stamp - ดวงตราไปรษณี ยากร
2. การทับศัพท์ คือ การถอดรู ปอักษรจากต้นฉบับเป็ นอักษรไทย
                 ยึดหลักตามราชบัณฑิตสภา ดังนี้
                      2.1 ถอดรู ปอักษรตัวต่อตัวตามแนวเทียบ มักไม่ใช้รูปวรรณยุกต์
                            เช่น clinic – คลินิก
                                      computer – คอมพิวเตอร์
                                      dollar – ดอลลาร์
                             guitar – กีตาร์
                      2.2 คาบางคาที่เคยใช้รูปวรรณยุกต์อนุโลมให้ใช้ได้
                              เช่น แท็กซี่ ท็อฟฟี่ เค้ก เป็ นต้น
3. ศัพท์เทคนิค หรือชื่อเฉพาะ สามารถใช้ทบศัพท์ได้ แต่ยดหลักการใช้แนวเทียบตัวอักษร
                                                ั               ึ

อ้างอิง
ประสิ ทธิ์ กาพย์กลอน และไพบูลย์ ดวงจันทร์ , 2527, ความรู ้เกี่ยวกับภาษาไทย, กรุ งเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช
ราชบัณฑิตยสถาน, 2539, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, กรุ งเทพฯ: อักษรเจริ ญทัศน์
อุปกิตศิลปสาร, 2531, หลักภาษาไทย, กรุ งเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช

                                               ตัวอย่างข้ อสอบ
                               เรื่องคาไทยแท้และคายืมภาษาต่ างประเทศ
1. ข้อใดเป็ นคาไทยแท้ทุกคา (O-Net 49)
      1. รู ้กินเพิ่มพลังงาน            รู ้อ่านเพิ่มกาลังปั ญญา
      2. น้ ามันขาดแคลน                 คุยกับแฟนก็ตองดับไฟ
                                                          ้
      3. รักบ้ านต้ องล้อมรั้ว          รักครอบครัวต้ องล้อมรัก
      4. ภาษาบอกความเป็ นชาติ           เอกราชบอกความเป็ นไทย

                                              หน้ า 16
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

2. ข้อใดไม่ มีคาที่มาจากภาษาเขมร (A-Net 49)
       1. โปรดเอื้อเฟื้ อแก่เด็กและคนชรา                2. เราจะไปรับหลานสาวทีสถานีบางซื่อ
                                                                                    ่
       3. นวนิยายเรื่ องนี้ดาเนินเรื่ องได้กระชับดี 4. เขาเป็ นคนเจ้าสาราญมาตั้งแต่ยงหนุ่ม ั
3. ข้อใดไม่มีคาที่มาจากภาษาบาลีหรื อภาษาสันสกฤต (ข้อสอบ O NET 2551)
   1. เราต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง                  2. อย่าเลี้ยงลูกให้เป็ นเทวดา
   3. ชื่ อของเขาอยู่ในทาเนียบรุ่ น            4. ภรรยาของเขาทางานอยูที่นี่    ่
4. ข้อใดมีคาที่มาจากภาษาต่างประเทศมากที่สุด (กข/2540)
       1. จงเจริ ญชเยศด้วย เดชะ                               2. ปราชญ์แสดงดาริ ดวย ไตรยางศ์
                                                                                  ้
       3. อ้าจอมจักรพรรดิผู้ เพ็ญยศ                           4. บัณฑิตวินิจเลิศ แถลงสาร
5. คาประพันธ์ต่อไปนี้คายืมมาจากภาษาต่างประเทศรวมกี่คา (สามัญ 2/2539)
       “บารุ งบิดามา                  ตุระด้ วยหทัยปรี ย์
       หากลูกและเมียมี ก็ถนอมประหนึ่งตน”
       1. 5 คา               2. 6 คา                          3. 7 คา                   4. 8 คา
6. คาซ้อนทุกคาในข้อใดเกิดจากคาไทยทั้งหมด (สามัญ 1/2541)
   1. ภูเขา ข้าทาส         2. ข้าวของ มูลค่า            3. แก่นสาร กาลเวลา 4. แก่เฒ่ า หยาบช้ า
7. ข้อใดใช้คาภาษาต่างประเทศโดยไม่จาเป็ น (2/2543)
                                   ่
       1. เมื่อไฟดับควรตรวจดูวาเป็ นเพราะฟิ วส์ขาดหรื อปลักหลุด     ๊
       2. เด็ก ๆ ชอบรับประทานไอศกรี มช็อกโกแลตมากกว่าไอศกรี มกะทิสด
       3. ก่อนเข้ าแบงก์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้ องถอดหมวกกันน็อกและแว่นตาดาออก
       4. นักกอล์ฟหลายคน อยากเปลี่ยนวงสวิงให้คล้ายกับไทเกอร์ วดส์ เพื่อให้ตีลูกได้แม่นและไกล
                                                                             ู
8. ข้อใดจาเป็ นต้องใช้คาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ (1/2544)
       1. โรงพิมพ์ส่งงานพิมพ์มาให้ตรวจปรู๊ ฟที่สองแล้ว
       2. ห้างสรรพสิ นค้าที่เปิ ดใหม่มกจะมีของแถมแจกฟรี แก่ลูกค้า
                                          ั
       3. นักศึกษาที่เรี ยนได้เกรดเอ ห้าวิชาในเทอมใดจะได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิตในเทอมต่อไป
       4. นักกีฬาวีลแชร์ ของไทยได้ เหรียญทอง จากการแข่ งขันกีฬาคนพิการทีประเทศออสเตรเลีย
                                                                                      ่
9. ข้อใดใช้คาภาษาต่างประเทศ โดยไม่จาเป็ น (2/2544)
       1. เวลาไปเที่ยวป่ า ฉันชอบสวมกางเกงยีนส์และหมวดแก๊ป
       2. ขณะนี้น้ ามันเบนซิ นราคาแพงมาก อีกทั้งแก๊สก็กาลังขึ้นราคา
       3. พอถึงสนามหลวง คนขับรถเมล์เหยียบเบรกกะทันหันจนเราหัวคะมา
       4. ที่ทางานของฉันกาลังซ่อมลิฟต์ ที่หองทางานก็ตองซ่อมสวิตช์ไฟด้วย
                                                 ้               ้




                                               หน้ า 17
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

10. ข้อใดจาเป็ นต้องใช้คาต่างประเทศ (O-Net 49)
       1. ราคานามันดีเซลและเบนซินขึน ๆ ลง ๆ ตามกลไกการตลาด
                      ้                       ้
       2. รัฐบาลประกาศกาจัดคอร์ รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย
                                            ่
       3. ยักษ์ใหญ่มือถือทุ่มโปรโมชันใหม่ ๆ เฉื อนกันดุเดือน
                                          ่
       4. เวลาขับรถต้องคาดเซฟตีเบลต์ทุกครั้ง
11. ข้อใดเขียนคาทับศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องทุกคา (O-NET 50)
        1. เปอร์เซ็น พลาสติค                    คลินิก 2. ซอส           เต็นท์           เบนซิน
        3. กร๊ าฟ          ช้อค                 สปริ ง 4. สวิตซ์        เชิ้ต            ดีเปรสชัน่
12. ข้อใดไม่มีคาภาษาไทยแทนคาภาษาต่างประเทศ (O-NET 50)
        1. วัยรุ่ นส่ วนใหญ่ชอบร้องเพลงฮิตติดอันดับ    2. รัฐบาลมีโปรเจ็กต์พฒนาชนบทมากมาย
                                                                               ั
        3. พ่อค้ารับออร์ เดอร์ สงสิ นค้าจากอเมริ กา
                                ่ั                     4. ปัจจุบันอินเทอร์ เน็ตมีความจาเป็ นอย่างยิง่

                                                บทที่ 4
                                              การสร้ างคา

1. คาประสม หมายถึง การเอาคามารวมกันให้เกิดความหมายใหม่ (คาประสม = คาต้น + คาเติม)
    - คาประสมจะมีความหมายโดยตรงหรื อโดยนัยก็ได้
    - คาประสมเกิดจากคาต่างชนิดรวมกันเมื่อปะสมกันแล้วอาจเป็ นคาชนิดเดิมหรื อชนิดใหม่ก็ได้
    เช่น แม่(นาม) + พริ ก(นาม) = น้ าพริ ก (นาม) ห่อ (กริ ยา) + หมก (กริ ยา) = ห่อหมก (นาม)
    - ถ้าขึ้นต้นด้วย การ ของ เครื่ อง ควา ช่าง ชาว ผู ้ ที่ นัก หมอ มักเป็ นคาประสม
2. คาซ้ อน มี 2 ประเภท
    2.1 คาซ้อนเพื่อความหมาย มี 3 ลักษณะ
            (1) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เช่น ใหญ่โต สวยงาม บ้านเรื อน
ทรัพย์สิน ข้ อสอบชอบออกคาซ้ อนภาษาไทยภาษาถิ่น เช่ น พัดวี ทองคา เสื่ อสาด เป็ นต้น
            (2) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายคล้ ายกันมาซ้อนกัน เช่น เงินทอง เพชรพลอย หน้าตา แขน
ขา
            (3) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายตรงข้ ามกันมาซ้อนกัน เช่น เป็ นตาย ร้ายดี ถี่ห่าง
    2.2 คาซ้อนเพื่อเสี ยง ต้องมีพยัญชนะต้นเป็ นเสี ยงเดียวกันโดยที่แต่ละคาจะมีความหมายหรื อไม่มีก็ได้
    เช่น เกะกะ งอแง จอแจ เจี๊ยวจ๊าว เตาะแตะ ฟูมฟาย อึดอัด ฯลฯ
    คาซ้อนจะมีความหมาย กว้างขึ้นแคบลง คงเดิม หรื อเปลี่ยนไปก็ได้




                                                หน้ า 18
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

3. คาซ้า หมายถึง การใช้คาเดิมซ้ ากันสองครั้ง คาที่ใช้ซ้ าสามาถแทนด้วยไม้ยมก (ๆ) ได้
    ความหมายของคาซ้ า ได้แก่ บอกลักษณะ บอกพหูพจน์ เพิ่มจานวน บอกความถี่(ความต่อเนื่ อง) ไม่เจาะจง
อ่อนลง เน้นย้า เปลี่ยนความหมาย
4. คาสมาส เป็ นการสร้างคาแบบบาลีลนสกฤต โดยแบ่งเป็ น 2 วิธี คือ สมาสแบบไม่มีสนธิ (ชนคา) และสมา
                                            ั
แบบมีสนธิ (เชื่อมคา)
    กฎของคาสมาสมี 3 ข้อ
    1. คาที่นามาสมาสกันต้องเป็ นคาบาลีสัสนกฤตเท่านั้น
    2. แปลความหมายจากหลังไปหน้า
    3. อ่านออกเสี ยงต่อเนื่องระหว่างคา
    4.1คาสมาสแบบไม่ มีสนธิ (ชนคา)
    เช่น คุณธรรม (คุณ+ธรรม) ราชการ (ราช +การ) สัตวแพทย์(สัตว์ + แพทย์) ชีววิทยา (ชีวะ+วิทยา)
    ถ้าเจอคาใดที่ ลงท้ายด้วย ธรรม ศาสตร์ สถาน ศึ กษา กิ จ กรรม วิทยา กร ภาพ ศิ ลป์ การ ภัย = มักเป็ น
คาสมาสแบบไม่มีสนธิ
    4.2 คาสมาสแบบมีสนธิ (เชื่อมคา) ***โจทย์เน้นเฉพาะ สระสนธิ เท่านั้น
    1. สระสนธิ เช่ น ชลาลัย (ชล+อาลัย) ปรมินทร์ (ปรม+อินทร์ ) ราชูปถัมภ์ (ราช+อุปถัมภ์) จุฬาลงกรณ์
(จุฬา +อลงกรณ์) สุ ริยโยทัย (สุ ริยะ+ อุทย)
                                          ั
    2. พยัญชนะสนธิ จาเป็ นคาไปเลยเพราะมีแค่ไม่กี่คา ได้แก่ พรหมชาติ อาตมภาพ รโหฐาน มโนภาพ
เตโชธาตุ นิรทุกข์ นิรภัย ทุรชน ทรชน ฯลฯ
    3. นิคหิ ตสนธิ สังเกตคาที่ข้ ึนต้นด้วย สง สัง สัม สัญ สัณ สมา สมุ สโม

                                      ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 4
                                         เรื่องการสร้ างคา
1. คาประสมทุกคาในข้อใดมีโครงสร้างเหมือนคาว่า “เครื่ องซักผ้า” (O-NET 50)
     1. ผ้าขาวม้า หม้อหุงข้าว                                     ้ั
                                                2. แปรงสี ฟัน ตูกบข้าว
     3. รถไถนา น้ าพริ กเผา                     4. ยาหยอดตา ไม้ จิมฟัน
                                                                     ้
2. ข้อใดเป็ นคาประสมทุกคา (O-Net 49)
        1. บ้านเรื อน พ่อแม่        ลูกหลาน
        2. ขาดเหลือ บ้านนอก          อ้วนพี
        3. ห่อหมก         ชัวดี
                            ่        บ้านพัก
        4. กล้วยไม้       เสื้อคลุม  แผ่นเสี ยง




                                              หน้ า 19
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

3. ข้อความต่อไปนี้มีคาประสมจานวนเท่าใด (ไม่นบคาซ้ า)   ั
             “ปั จจุบนสิ นค้าต่าง ๆ ที่ขายได้ ไม่ได้ขายด้วยคุณภาพอย่างเดียวแล้ว แต่ขายด้วยภาพลักษณ์ ที่ดีดวย
                     ั                                                                                              ้
      นันหมายความว่าห้างนั้นบริ ษทนั้นมี ชื่อเสี ยงดี มี สินค้าดี มี ภูมิหลังดี และสิ นค้านั้นเป็ นที่ น่าเชื่ อถื อใน
        ่                                 ั
      วงการค้า”
      1. 4 คา                 2. 5 คา           3. 6 คา                    4. 7 คา
4. ข้อความต่อไปนี้มีคาซ้อนกี่คา (O-Net 49)
                     การระเบิดของภูเขาไฟทาให้หินร้อนจากใต้พิภพดันตัวขึ้นมาเหนื อผิวโลก ก่อให้เกิดคลื่น
          ยักษ์ถาโถมเข้าทาลายบ้านเรื อนและชี วิต ท้องทะเลปั่ นป่ วน ท้องฟ้ ามืดมิดทาให้ผคนหวาดกลัวคิด
                                                                                              ู้
          ว่าโลกจะแตก
          1. 4 คา                       2. 5 คา                     3. 6 คา             4. 7 คา
5. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (ฉบับตุลาคม 2546)
      1. ธรรมดาเกิดมาเป็ นสตรี ชัวดีคงได้คู่มาสู่ สม
                                      ่
                                    ั
      2. ตาปะขาวเฒ่าแก่แซ่กนมา พร้อมนังปรึ กษาที่วดนั้น
                                              ่             ั
      3. ได้ถือน้ าพระพิพฒน์สจจา จะหลบลี้หนีหน้าไปทาไม
                             ั ั
      4. แสนรโหโอฬาร์ น่าสบาย หญิงและชายต่ างกลุ้มประชุ มกัน
6. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (๒/๒๕๔๕)
      1. หน้าตาของสลวยดูสดใสขึ้นเมื่อทราบข่าวคนรักของเธอ
      2. สาลินไม่รู้จกมักคุนกับอัศนียแต่เขาก็มาชวนเธอทางาน
                          ั       ้         ์
      3. รจนาตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ ทดูจะหาทางออกไม่ ได้
                                                    ี่
      4. กนกเรขาไม่เดือดร้อนที่คนเข้าใจผิดเรื่ องการทางานของเธอ
7.ข้อใดเป็ นคาซ้อนทุกคา(A-NET 50)
   1. ลอดลายมังกร สิ งห์สาราสัตว์ น้ าท่า                 2.โมโหโกรธา ดั้งเดิม ปางก่อน
   3.เสกสรร เก็บงา บาปบุญคุณโทษ                          4.วิชาความรู้ ข้าวปลาอาหาร แม่ไม้มวยไทย
8.ข้อใดมีคาที่สลับคาแล้วไม่เป็ นคาซ้อน(A-NET 50)
   1. ปนปลอม ยียวน                                       2. ร่ อนเร่ เลือนราง
   3. ทนทาน โลมเล้า                                      4. กลับกลอก ลอกเลียน
9. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (O-NET 50)
     1. กินข้าวเสร็ จแล้วต้องช่วยกันเก็บถ้วยชามให้เรี ยบร้อย
     2. ประชาชนกาลังยื้อแย่งกันซื้ อเสื้ อเหลืองที่เมืองทองธานี
     3. เด็กวัยรุ่ นทุกวันนี้ชอบกินเหล้าเมายาประพฤติตนเหลวแหลก
     4. รัฐบาลยอมให้ ราคานามันลอยตัวได้ จึงทาให้ นามันมีราคาแพง
                                ้                         ้



                                                     หน้ า 20
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

10. ข้อใดมีท้ งคาซ้อนและคาประสม (A-Net 49)
                ั
        1. ของของใคร ของใครก็ห่วง ของใครใครก็ตองหวง ห่วงใยรักใคร่ ถนอม
                                                                 ้
        2. ชอบไหม ชอบไหม รู ปร่ างหน้าตาอย่างนี้ ถามหน่อยเถอะพี่ ชอบไหม ชอบไหม
         3. น้ องเปิ้ ลน่ ารัก น้ องเปิ้ ลน่ ารัก ผมเหงาอ้ างว้ างเปล่ าเปลียว ผมอยู่คนเดียวในความมืด
                                                                               ่
        4. ไก่ไหมครับไก่ ซื้ อไหมครับ จะกลับแล้วไก่ ไก่ขายถูกถูกแถมกระดูกกับไม้เสี ยบไก่
11. ข้อใดไม่ ใช้คาซ้ า (A-Net 49)
        1. มีความเหงาเยียบเย็นเป็ นที่อยู่
            วันวันรับรู ้การไหลผ่าน
        2. เยียมเยียมมองมองแล้วร้องว่า
               ่ ่
            อะไรนี่บ่นบ้าน่าหนวกหู
        3. สงสารใจใจเจ้ าเอยไม่ เคยว่าง
            ทุกก้ าวย่ างหยุดใจไม่ ได้ หนอ
        4. ปูนอยน้อยวิงร่ อยตามริ มหาด
                  ้         ่
            ทั้งสองมาดหมายตะครุ บปุบเปิ ดหาย
12. คาซ้ าในข้อใดไม่สามารถใช้เป็ นคาเดี่ยวได้ (O-NET 50)
    1. กับข้ าวพืน ๆ ใครก็ทาได้
                    ้                                              2. แท็กซี่ คนไหน ๆ ก็ไม่รับฉันสักคัน
                                                                                 ั
    3. หาซื้ อเมล็ดพันธุ์ดี ๆ มาเพาะปลูก                           4. จุดตะเกียงกระป๋ องเล็ก ๆ ท่องหนังสื อ
13. คาซ้ าในข้อใดมีความหมายต่างจากข้ออื่น (ฉบับตุลาคม 2546)
      1. น้อยมีเสื้ อผ้าสวยเป็ นตูๆ ้                                   2. เมื่อตอนเด็กๆ ฉันไม่ ชอบว่ายนา
                                                                                                        ้
      3. ฉันเห็นทหารเดินมาเป็ นแถวๆ                                     4. เขาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันอาทิตย์
14. ข้อใดเป็ นคาสมาสทุกคา (ฉบับตุลาคม 2546)
      1. พลความ นาฏศิลป์ สรรพสัตว์                          2. ชลบุรี ธนบัตร พิธีกร
      3. ราชดาเนิน สหกรณ์ ชีวประวัติ                        4. ยุทธวิธี คริ สตจักร เอกภาพ
15. ข้อใดไม่ มีคาสมาส (O-Net 49)
        1. ในลักษณ์น้ นว่าปั จจามิตร
                              ั                             มาตั้งติดดาหากรุ งใหญ่
        2. ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน                              บดบังสุ ริยนในท้ องฟา    ้
        3. ตรัสขาดว่าราชบุตรี                               จรกาธิ บดีมากล่าวขาน
        4. เกียรติยศจะไว้ในธรณิ นทร์                        จนสุ ดสิ้ นดินแดนแผ่นฟ้ า
16. ข้อใดไม่มีคาสมาส (O-NET 50)
    1. บทความบางเรื่องมีแผนภูมิประกอบ
    2. คณะนาฏศิลป์ ไทยไปแสดงต่างประเทศ
    3. หนังสื อที่มีอายุครบ 50 ปี แล้วไม่มีค่าลิขสิ ทธิ์
    4. ทหารที่สละชีพเพื่อชาติได้รับการยกย่องให้เป็ นวีรบุรุษ
                                                       หน้ า 21
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

17. ข้อใดเป็ นคาสมาสที่มีสนธิทุกคา (O-NET 50)
    1. โลกาภิวตน์ เอกภพ ศานติสุข
                  ั                                         2. สิ งหาสน์ วชิ ราวุธ นิลบล
                                                                                      ุ
    3. ฉัพพรรณรังสี อิทธิ ฤทธิ์ ปริ ศนา                     4. มโหฬาร เจตนารมณ์ เบญจเพส
18. ข้อใดเป็ นคาสมาสที่มีสนธิทุกคา (1/2547)
      1. ทิวากร อมริ นทร์ รัตติกาล                      2. สรรพางค์ ธันวาคม อรัญวาสี
      3. กุศโลบาย มิจฉาทิฐิ บุญญาธิการ 4. ธรรมาสน์ มหัศจรรย์ อรุ โณทัย
19. การสร้างคาในข้อใดมีลกษณะต่างจากข้ออื่น (A-Net 49)
                                ั
        1. อุทกภัย            คณิ ตศาสตร์         มนุษยชาติ
        2. กาลเทศะ ธุ รกิจ                        แพทยศาสตร์
        3. อุณหภูมิ           เทพบุตร             ประวัติศาสตร์
        4. ภัตตาคาร อรุ โณทัย                     วชิ ราวุธ
20. ข้อใดมีคาที่เกิดจากการสร้างคามากชนิดที่สุด (ฉบับตุลาคม 2546)
      1. ผู้สูงอายุควรรู้ จักดูแลสุ ขภาพให้ แข็งแรง
      2. ใบหน้ายิมแย้มของเธอทาให้ความโกรธของเราเบาบางลง
                    ้
      3. ถ้าอยากเป็ นคนน่ารักอย่างไทย จิตใจควรงามและเป็ นธรรม
      4. หัวใจของศาสนาพุทธคือละชัว ทาดี และทาจิตใจให้ผองแผ้ว
                                        ่                         ่




                                               หน้ า 22
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                               บทที่ 5
                                        ระบบประโยคในภาษาไทย

ประโยค คือ การนาถ้อยคามาเรี ยงกันอย่างเป็ นระเบียบ และมีเนื้อความครบถ้วนสมบูรณ์

                                         โครงสร้ ำงของประโยค

                ภาคประธาน               +                            ภาคแสดง

      ประธาน           ขยายประธาน                กริยา       กรรม        ขยายกรรม         ขยายกริยา


                                   ่
      เช่น นกน้อยสองตัว กาลังบินอยูบนท้องฟ้ า
          ตารวจร่ างใหญ่ จับคนร้ายคนนั้น



                                                การเน้ นประโยค
การเน้ นรู ปแบบประโยค หมายถึง การวางรู ปแบบของคาในประโยค
เรี ยกตามการวางชนิดของคาที่ทาหน้าที่ในประโยค มี 4 ชนิด คือ
1. ประโยคเน้ นประธาน
คือ การวางส่ วนผูกระทาไว้ส่วนต้นของประโยค
                      ้
เช่น แดงเล่นฟุตบอล
       โรงเรี ยนนี้มีนกเรี ยนน่ารักจานวนมาก
                          ั                                  แมวตัวนั้นกระโดดสู งมาก
2. ประโยคเน้ นกรรม
คือ การวางส่ วนผูถูกกระทาไว้ส่วนต้นของประโยค
                        ้
เช่น ขนมเค้กนี้แม่ทาให้ฉน    ั           รถยนต์ลางเสร็ จแล้ว
                                                    ้                  ป้ าถูกแมวกัด
3. ประโยคเน้ นกริยา
คือ การวางกริ ยา 3 คา มี เกิด ปรากฏ ไว้ส่วนต้นของประโยค
เช่น มีขาวในนา
           ้                             เกิดฟ้ าผ่าเมื่อวาน           ปรากฏน้ าท่วมภาคใต้
4. ประโยคมีผ้ ูรับใช้
คือ ประโยคประธาน หรื อกรรม มีผรับใช้ เข้ามาแทรก
                                      ู้
เช่น คุณพ่อให้ฉนล้างรถ
                    ั                                        ครู ใหญ่บอกให้นกเรี ยนเข้าเรี ยน
                                                                              ั
เจตนาของประโยค

                                                  หน้ า 23
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ประโยคแบ่งตามเจตนาได้ 3 ประเภท คือ
1. ประโยคแจ้ งให้ ทราบ
หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนาในการเล่าเรื่ องใดเรื่ องหนึ่ง เป็ นการกล่าวทัวไป
                          ู้                                                     ่
เช่น นักเรี ยน ม.6 ของโรงเรี ยนนี้ น่ารักทุกคน
          ผูหญิงสวมเสื้ อสี ฟ้าเป็ นน้องสาวของฉัน
            ้
          หนังสื อเล่มนี้ราคาแพงมาก
2. ประโยคถามให้ ตอบ
หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนา ในการถามเพื่อให้อีกฝ่ ายตอบ
                          ู้
เช่น ใครไม่ชอบวิชาภาษาไทยบ้าง
          คุณจะไปเรี ยนต่อที่ไหน
          อะไรที่เธอต้องการบ้าง
3. ประโยคบอกให้ ทา
หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนา ให้ผรับสารปฏิบติตามความต้องการของตน
                          ู้                  ู้           ั
        ่
มักอยูในรู ปแบบ คาสั่งขอร้อง อ้อนวอน แนะนา ตักเตือน และสั่งห้าม
เช่น ห้ามเดินลัดสนาม
          คุณไปดูหนังกับฉันเย็นนี้นะ
          ตอนกลับอย่าลืม ซื้ อโจ๊กมาฝากด้วย
ชนิดของประโยค
1. ประโยคความเดียว
คือ ประโยคที่มีใจความเพียงหนึ่ง มีภาคประธาน และภาคแสดงอย่างละ 1 ส่ วน
ข้ อสั งเกต ประโยคความเดียวจะมีกริ ยาสาคัญเพียงตัวเดียว
เช่น ป้ าตัดผม                                                  คุณพ่อของเธอเป็ นตารวจใจดี
          โปรดทิ้งขยะลงถัง
2. ประโยคความรวม
คือ การนาประโยคความเดียวตั้งแต่สองประโยคขึ้นไปมารวมกัน มักใช้คาสันธานเป็ นตัวเชื่อม
แบ่งเป็ น 4 ชนิด ดังนี้
          2.1 ประโยคความรวมแบบคล้อยตามกัน
               เช่น            ปรี ชาทางานเสร็ จแล้วเขาก็รีบกลับบ้าน
                               พอโรงเรี ยนเลิก เธอก็รีบกลับบ้าน
          2.2 ประโยคความรวมแบบขัดแย้งกัน
               เฃ่น            กว่าเธอจะมาถึงเขาก็หลับพอดี             น้องชอบดูหนัง แต่พี่ชอบฟังเพลง
                               แม้เธอจะไม่สวยแต่ก็มีเสน่ห์
2.3 ประโยคความรวมแบบเป็ นเหตุเป็ นผล
                                                 หน้ า 24
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

         เช่น           เพราะฝนตกหนักจึงเกิดน้ าท่วม              นิตยาเป็ นคนจูจ้ ีลูก ๆ เลยไม่ค่อยรัก
                                                                                ้
                        อารี หิวมากเธอก็เลยทานข้าวสองจาน
     2.4 ประโยคความรวมแบบให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
           เช่น         เธอควรเลือกระหว่างฉันหรื อไม่ก็เขา
                        ไม่ลุงก็ป้าต้องให้ของขวัญแก่ฉนแน่ ๆ
                                                       ั
                        จะดูหนังสื อหรื อฟังเพลงก็เลือกเอาสักอย่างสิ
     ข้ อควรระวัง       ออกสอบทุกปี
                                                                  คนรู ปหล่อสวมเสื้ อขาว
                                               ่
     คนรู ปหล่อสวมเสื้ อขาว ยืนสอนหนังสื ออยูหน้าห้อง
                                                                                                  ่
                                                                  คนรู ปหล่อยืนสอนหนังสื ออยูหน้าห้อง

                                        เด็กซนว่ายน้ า
     เด็กซนว่ายน้ าไปเกาะเรื อ
                                        เด็กซนไปเกาะเรื อ

                                                ปู่ นอนอย่างมีความสุ ข
     ปู่ นอนฟังเพลงอย่างมีความสุ ข
                                                ปู่ ฟังเพลงอย่างมีความสุ ข

3. ประโยคความซ้ อน
คือ ประโยคที่มีประโยคย่อยทาหน้าที่ขยายประโยคหลัก แบ่งเป็ น 2 ชนิด คือ

      3.1 ประโยคย่อยทาหน้าที่หน่วยนาม (หน่วยนาม = นาม นามวลี สรรพนาม สรรพนามวลี = ประธาน
      กรรม ส่ วนเติมเต็ม ของประโยค) จะมีประพันธสรรพนาม ผู้ ,ที่, ซึ่ง, อัน เชื่อม
            เช่น           คุณป้ าใส่ นาฬิกาที่คุณลุงซื้ อให้ แมวตัวที่ขโมยปลาถูกจับได้แล้ว
                           รถเมล์ซ่ ึ งเธอรอเกือบสองชัวโมงมาถึงแล้ว
                                                          ่
        3.2 ประโยคย่อยทาหน้าที่ขยายหน่วยกริ ยา (กริ ยา กริ ยาวลี) จะมี “ที,ว่า” เชื่อม
            ซึ่งทาหน้าที่ขยายกริ ยาหรื อวิเศษณ์
            เช่น ผมยินดีดวยทีคุณได้รับรางวัล แม่บอกว่าพ่อจะมารับไปเที่ยวภูเก็ต
                            ้ ่
        ข้ อควรจา          ระวังประโยคที่ไม่จบความ ไม่ถือว่าไม่เป็ นประโยค เช่น
                           รถยนต์คนที่ชนเด็กนักเรี ยน (ขาดภาคแสดง)
                                       ั
                                             ่
                           ขณะที่เธอเดินอยูบนถนนอย่างเหม่อลอย (ประโยคไม่จบความ)
                           พ่อขุนรามคาแหงมหาราชกษัตริ ยแห่งกรุ งสุ โขทัยองค์ที่ 3 (ขาดภาคแสดง)
                                                              ์
                                               หน้ า 25
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                            ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่
                                      เรื่องระบบประโยคในภาษาไทย
1. ข้อใดเป็ นประโยคสมบูรณ์ (O-Net 49)
        1. ภาษาไทยพัฒนามาตลอดเวลา                          2. ประเทศชาติบานเมืองของเรา
                                                                                 ้
        3. เด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวคนนั้น                     4. ทะเลสาบข้างหมู่บานเจ้าพระยา
                                                                                     ้
2. ข้อใดเป็ นประโยคสมบูรณ์ (O-NET 50)
     1. การแต่งกายตามสมัยหรื อตามแฟชันของวัยรุ่ น ่
     2. มีข่าวโรคไข้ หวัดนกระบาดในหลายจังหวัดของไทย
     3. บุคลิกภาพหรื อชื่อเสี ยงของผูพดและการยอมรับจากผูฟัง
                                             ้ ู                     ้
     4. ความเชื่อสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ปาฏิหาริ ย ์ ตลอดจนเรื่ องไสยศาสตร์
3. ข้อใดเป็ นประโยคไม่ สมบูรณ์ (A-Net 49)
        1. ร้านสวยรับสังทาเพชรทุกชนิดด้วยฝี มือดีและงานประณี ต
                            ่
        2. โรงแรมเบิร์ดพาราไดซ์ หรู แบบมีสไตล์ ห้องพักสะอาด บริ การดี
        3. ร้ านเอก ศูนย์ รวมวัสดุก่อสร้ างครบวงจรทีใหญ่ ทสุดในพิษณุโลก
                                                             ่    ่ี
        4. พลอยเพชรศูนย์ศลยกรรมความงาม ศัลยกรรมตกแต่ง มีแพทย์ผเู ้ ชี่ยวชาญเฉพาะทาง
                                ั
4.กลุ่มคาในข้อใดเป็ นนามวลีท้ งหมด (A-Net 49)
                                       ั
        1. นกบนต้นไม้                    วิงออกกาลังกาย
                                           ่                     ข้างหลังภาพ
        2. โรงเรี ยนของเรา               สู งเทียมฟ้ า           วิมานดิน
        3. ผู้บริหารโรงเรียน             นายกสมาคม               ทหารประจาการ
        4. ฟ้ าเพียงดิน                  สุ ดแดนสยาม             เด็กเลี้ยงแกะ
5.ในข้อความนี้มีประโยคที่สมบูรณ์กี่ประโยค(A-NET 50)
                                                                                               ่
     พิธีกระทาสัตย์สาบานต่อกษัตริ ยน้ ี เป็ นพิธีของศาสนาพราหมณ์ที่ได้เข้าไปมีบทบาทอยูในราชสานักของ
                                              ์
กษัตริ ยรัฐสังคมทาสของสมัยนครหลวง
        ์
   1. 1 ประโยค                 2. 2 ประโยค 3. 3 ประโยค                          4. 4 ประโยค
6. ข้อความต่อไปนี้มีกี่ประโยค (A-Net 49)
                   ปั จจุบนหมู่บานบ่อเหล็กน้ าพี้ได้เปิ ดพิพิธภัณฑ์ให้นกท่องเที่ยวเข้าชมการตีเหล็กซึ่ งใช้วตถุดิบ
                          ั          ้                                     ั                               ั
        ในท้องถิ่น ทางหมู่บานได้มีการรวมกลุ่มกันเปิ ดโรงทามีดเหล็กน้ าพี้โบราณ ทั้งดาบอาคม มีดหมอ
                                   ้
        มีดตัดลู กนิ มิต และมี ดใช้สอย ท่านจะหาชมการตี มีดได้ทวไปในหมู่บานบ่อเหล็กน้ าพี้ จังหวัด
                                                                             ่ั           ้
        อุตรดิตถ์
        1. 1 ประโยค 2. 2 ประโยค                            3. 3 ประโยค                 4. 4 ประโยค




                                                   หน้ า 26
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. ข้อใดเป็ นประโยคคาถาม (O-Net 49)
        1. อะไรฉันก็กินได้ท้ งนั้น ั                         2. เธอนันเอง ฉันนึกว่าใครเสี ยอีก
                                                                         ่
         3. ทาไมเธอไม่ อ่านคาสั่ งให้ ดีเสี ยก่อน4. เมื่อไรเขาจะมาก็ไมรู ้
8. ประโยคในข้อใดต้องการคาตอบ (A-Net 49)
        1. ไหนจะเก่งเหมือนเธอล่ะ                    2. อะไร เธอจะให้ ฉันอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือ
        3. ใครอยากไปก็ไปได้                         4. ทาไมฉันจะต้องบอกเธอด้วย
9. ข้อใดเป็ นประโยคกรรม
       1. ประโยชน์ที่เกิดจากโครงการนี้มีผลดีต่อสังคมในระยะยาว
       2. เพราะแม่สูบบุหรี่ จดลูกที่คลอดออกมาจึงมีขนาดเล็กกว่าปกติ
                               ั
       3. คนที่เป็ นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อทางกรวยไตมากกว่าคนทัวไป     ่
       4. อาคารผู้ป่วยนอกหลังนีสร้ างเสร็จภายในห้ าเดือนด้ วยเงินบริจาคของประชาชน
                                       ้
10. ข้อใดไม่ ใช่ประโยคเดี่ยว (A-Net 49)
        1. ขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชัวโมง  ่              2. ไม่ ควรเร่ งเครื่องก่อนออกรถ
                                     ั
        3. ใช้เกียร์ ให้สัมพันธ์กบรอบความเร็ ว               4. ตรวจเช็คเครื่ องยนต์ปีละ 2 ครั้ง
11. ข้อใดเป็ นประโยคความเดียว
          1. สมบัติข้ ึนรถไฟไปเที่ยวทางใต้ทุกปี              2. คุณยายตื่นขึ้นมาทาอะไรกุกกักตอนดึกบ่อยๆ
          3. เรื่องสั้ นของ “วินทร์ ” มักจะจบแบบหักมุม       4. ตอนเด็กๆ เขาว่ายน้ าไปเกาะเรื อโยงเสมอ
12. ข้อใดเป็ นประโยคความรวม (O-NET 50)
     1. กระแสนาไหลแรงจนเซาะตลิงพังไปแถบหนึ่ง
                   ้                     ่
     2. มีหลักฐานว่ามนุษย์ยคหิ นใช้ขวานทองแดงในการล่าสัตว์
                                 ุ
     3. ฟ้ าทะลายโจรเป็ นพืชสมุนไพรที่นิยมใช้รักษาอาการเจ็บคอ
     4. การส่ งเสริ มการอ่านเป็ นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างหนึ่ง
13. . ข้อใดเป็ นประโยคความรวม (ข้อสอบ O NET 2551)
     1. ฉันก็อยากทาอะไรตามใจตัวเองบ้าง              2. อะไรที่ดี ๆ ก็น่าจะทาเสี ยก่อน
     3. ร้านนี้ อาหารอะไรก็อร่ อยทั้งนั้น           4. อะไรมาก่อนเราก็กนไปพลาง ๆ
                                                                           ิ
14. ข้อใดไม่ใช่ประโยครวม (O-Net 49)
        1. พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบ้านทันที                2. คนไทยรักสงบแต่ยามรบก็ไม่ขลาด
        3. ใคร ๆ ก็ร้ ู ว่าแถวสี ลมอากาศเป็ นพิษ        4. ประชาชนไม่ใช้สะพานลอยตารวจจึงต้องตักเตือน
15. ลักษณะความสัมพันธ์ของเนื้อความในประโยคใดต่างจากข้ออื่น (A-Net 49)
        1. มาโนชไปว่ายน้ าทุกเช้า สุ ขภาพของเขาจึงดีกว่าทุกคนในครอบครัว
        2. พอเสร็จจากกล่าวเปิ ดงานเลียงวันนี้ ท่านก็ขับรถออกไปทันที
                                           ้
        3. บ้านของวิไลดูไม่เก่าเลย ก็เธอเพิ่งให้ช่างมาทาสี ใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว
        4. สมบัติตองทางานหารายได้พเิ ศษ เลยสอบได้คะแนนน้อยกว่าคราวที่แล้ว
                        ้
                                                หน้ า 27
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

16. ข้อใดเป็ นประโยคความซ้อน
       1. สมชายวางมือจากกิจการทุกอย่างที่บริ ษท 2. แม่ ใส่ นาฬิ กาเรือนใหม่ ทพ่อให้
                                                      ั                                   ี่
       3. คุณยายถือศีลแปดที่วดทุกวันพระ  ั                              ่
                                                              4. วันนี้พอประชุมที่ทางานตลอดวัน
17. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความซ้อน
                                           ่
       1.สิ่ งที่เขาตั้งใจกระทาให้พอแม่คือการตั้งใจเรี ยนและการเป็ นคนดี
       2.สะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งจะเปิ ดใช้ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น
       3.ตึกแถวริมถนนใหญ่ ทหน้ าบ้ านฉันถูกทุบทิงไปแล้ ว
                                      ี่                    ้
       4.เขาขายรถยนต์คนที่ถูกรางวัลกาชาดไปเมื่อวานนี้
                             ั
18. ข้อใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (A-Net 49)
        1. ทุกวันนี้สิ่งที่สาคัญที่สุดในการดารงชีวตคือสติ
                                                        ิ
        2. การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมจะต้องทาด้วยสติ
        3. การถือศีลเป็ นเรื่องไม่ ยากแต่ คนส่ วนใหญ่ปฏิบัติไม่ ได้
        4. ระบบการศึกษาในปั จจุบนไม่สอนให้มีคุณธรรมจริ ยธรรมซึ่ งจาเป็ นมาก
                                             ั
19. ข้อใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (O-NET 50)
     1. ลูกทีดีเป็ นทีพงของพ่ อแม่ ในวัยชรา
                ่       ่ ึ่
     2. ไม่วาลูกจะเป็ นอย่างไรพ่อแม่ก็ยงคงรักลูกเสมอ
              ่                                  ั
     3. หากลูกทุกคนดูแลเอาใจใส่ พอแม่ท่านก็จะมีความสุ ข
                                               ่
                                 ่
     4. การดูแลเอาใจใส่ พอแม่เป็ นหน้าที่และความรับผิดชอบของลูก
20. ข้อความต่อไปนี้ส่วนใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2551)
     (1) การบริโภคอาหารทะเลมีประโยชน์ อย่างยิงต่ อร่ างกายคนเรา (2) ในเนื้ อปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่ งมี
                                                          ่
                                                                          ้
ส่ วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (3) คนที่ชอบรับประทานกุงส่ วนมากไม่รับประทานหางและเปลือก (4) ทั้ง
                    ้
หางและเปลือกกุงเป็ นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซี ยมและไคโตซาน
     1. ส่ วนที่ 1             2. ส่ วนที่ 2       3. ส่ วนที่ 3              4. ส่ วนที่ 4

อ้างอิง
นววรรณ พันธุเมธา. ม.ป.ป. ไวยากรณ์ไทย. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
ไพบูลย์ ดวงจันทร์ . 2542. การใช้ภาษา. ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก. กรุ งเทพฯ
         : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ.
วิจินตน์ ภาณุพงศ์. 2520. โครงสร้างภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง
อุปกิตศิลปสาร, พระยา. 2511. หลักภาษาไทย. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช.




                                                หน้ า 28
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                                บทที่ 6
                                      ข้ อบกพร่ องในการใช้ ภาษา
1.   การใช้ภาษาผิด เข่นการใช้คาผิดความหมาย ผิดหน้าที่ ผิดบริ บท
2.   การใช้ภาษาไม่เหมาะสม การใช้ภาษาผิดระดับ
3.   การใช้ภาษาไม่กระจ่าง
4.   การใช้ภาษาไม่สละสลวย
5.   การใช้สานวนแบบภาษาต่างประเทศ
6.   การใช้ประโยคไม่จบความ
1. การใช้ ภาษาผิด
1.1 การใช้คาผิดความหมาย เช่น
    พ่อแม่เสี้ยมสอนให้เขาเอื้ออารี แก่ผอื่น
                                       ู้                    ตารวจรัวกระสุ นปื นใส่ ผร้ายหนึ่งนัด
                                                                                          ู้
    นทีท้ งฉลาดและขยันทางานที่ได้เลื่อนตาแหน่งครั้งนี้สาสมแล้ว
           ั
    เขาสร้ างสรรค์ ความผิดวันละเล็กวันละน้อย                      ่
                                                             รู ้วาเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรไปดูดายเขาบ้าง
    เขาหมกมุ่ นกับการเรี ยนจนล้มป่ วย
1.2 ใช้กลุ่มคาและสานวนผิดความหมาย เช่น
    ลืมหน้าอ้าปาก         ต้องใช้         ลืมตาอ้าปาก
    ทันฟื นทันควัน        ต้องใช้         ทันทีทนควัน
                                                ั
    ปั ญญาเท่าฝาหอย ต้องใช้               ปั ญญาแค่หางอึ่ง
1.3 การเรี ยงคาหรื อกลุ่มคาผิดลาดับ มักเกิดจากการวางกลุ่มคาขยายไว้ห่างจากคาที่ตองการขยายมากเกินไป
                                                                                        ้
เช่น ในเรื่ องนิกกับพิม มีการกล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะของสุ นขต่ าง ๆ กัน
                                                                    ั
        (…มีการ กล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะต่าง ๆ กันของสุ นข)   ั
       เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสาข้างหญิงสาวกาลังกระโดดเต้น
        (เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสากาลังกระโดดโลดเต้นข้างหญิงสาว)
2. การใช้ ภาษาไม่ เหมาะสม
2.1 ใช้ภาษาพูดในการเขียนทางวิชาการ     เช่น
      - ยังไง                            (อย่างไร)
      - นิดหน่อย                         (เล็กน้อย)
      - เผาศพ                            (ฌาปนกิจศพ)
      - เอาการเอางาน                     (มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน)
      - เยอะแยะ                          (มาก)


                                                หน้ า 29
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

2.2 ใช้ภาษาต่างประเทศโดยไม่จาเป็ นในภาษาเขียน เช่น
      - แอร์                             (เครื่ องปรับอากาศ)
      - แอนตี้                           (ต่อต้าน)
      - เซ็นเซอร์                        (ตรวจพิจารณา)
      - รถเมล์                           (รถโดยสารประจาทาง)
2.3 ใช้ภาษาต่างระดับในบริ บทเดียวกัน เช่น
      - มารดาของข้าพเจ้าเสี ยชีวตตั้งแต่ขาพเจ้ายังเล็ก ๆ คุณพ่ อจึงมีภรรยาใหม่
                                  ิ        ้
      - กระผมขอเรี ยนว่า กระผมไม่ได้เกงานเมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้กระผมเลยต้องหยุดงาน
2.4 ใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับโวหาร เช่น
      - เด็กน้อยค่อย ๆ เดินไปโรงเรี ยนอย่างเร่ งรีบ
      - เขาเดินเตร่ มาหาฉันทันทีที่รถไปจอดสนิท
      - เธอสวมเสื้ อบางจนดูตัวเปล่ าเล่าเปลือย
      - เรื อค่อย ๆ แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
3. การใช้ ภาษาไม่ กระจ่ าง
3.1 ใช้คาไม่ชดเจน เช่น
                  ั
      - เขาถูกไล่ออกเพราะไม่ซื่อสัตย์                    (ต้องบอกว่าไม่ซ่ื อสัตย์อย่างไร)
      - เรื่ องนี้ผแต่งมีจินตนาการที่ดี
                    ู้                                   (คาว่าดีความหมายก้วางเกินไป)
      - มีอะไร ๆ อีกหลายประการที่เธอยังเขียนคลาดเคลื่อน จากความเป็ นจริ ง (ควรให้ขอเท็จจริ ง)
                                                                                           ้
3.2 ใช้ภาษากากวม คือตีความได้หลายอย่าง เช่น
      - ไหล่เขาลาดดีจริ ง                        - พ่อตาไม่สบาย
      - ที่นี่รับแก้กางเกง                       - คนที่จบเชือกควรจะเป็ นคนสาว
                                                            ั
      - รถบรรทุกของไปตั้งแต่เช้า                 - ที่นี่รับอัดพระ
      - พ่อเลี้ยงเธอดี                           - ถึงไม่มีที่นอนก็ไม่ร้อนใจเลย
4. การใช้ ภาษาไม่ สละสลวย
4.1 ใช้ภาษาฟุ่ มเฟื อย เช่น
      - ในอนาคตข้างหน้า                            - นาศพของผูตายไปไว้ที่วด
                                                                   ้            ั
      - ในอดีตที่ผานมา ่                           - เขาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ของผูอื่น  ้
      - ประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในอดีต            - การจราจรติดขัด ถนนแออัดด้วยรถ
      - มีสัมพันธไมตรี อนดี  ั                     - ผลสื บเนื่องที่ตามมา
      - บ้านเรื อนของผูคนมีอยูเ่ ป็ นระยะ ๆ - ทาการ, รับฟัง
                           ้




                                               หน้ า 30
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

4.2 ลาดับคาไม่เหมาะสม เช่น
       - ลีลาของชีวตเธอเปลี่ยนแปลง
                     ิ
       - เขาเป็ นคนดีถาเขาไม่ดื่มเหล้า
                         ้
5. ใช้ สานวนต่ างประเทศ เช่น
       - ใช้ชีวติ                      - จะนามาซึ่ง….
       - พบตัวเอง                      - ง่ายต่อการทาความเข้าใจ
       - มาในเพลง                      - หกโรคร้าย (ขาดลักษณนาม)
       - มาในชุด                       - สาหรับ, มัน (ไว้ตนประโยค)
                                                           ้
       - ภายใต้การนา                   - ต้องอบอุ่นร่ างกาย
       - ภายใต้การควบคุม               - พร้อมด้วย , ปราศจาก
6. การใช้ ประโยคไม่ จบความ
    ลักษณะการใช้ประโยคไม่จบความ มักจะหลอกโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของประโยคที่ทาหน้าที่ขยาย
    (ประโยคความซ้อน) แต่ขาดใจความหลักของประโยค เช่น
                       ่
       - เด็กที่เดินอยูบนถนน           - บ้านซึ่ งใกล้จะพังแล้วนั้น
       - เขามักจะพูดเสมอ ๆ ว่า           ฯลฯ




อ้างอิง
ปรี ยา หิรัญประดิษฐ์. 2532. การใช้ภาษาไทยในวงราชการ. กรุ งเทพฯ : โอ เอส พริ้ นติ้ง เฮ้าส์ .
ไพบูลย์ ดวงจันทร์ . 2542. การใช้ภาษา. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ.
วิจินต์ ภาณุพงศ์. 2520. โครงสร้างภาษาไทย: ระบบไวยกรณ์. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
วิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. 2541. วรรณลักษณ์วจารณ์ เล่มที่ 1. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.
                                                  ิ
เอกฉัท จารุ เมธีชน. 2541. ภาษาไทยธุ รกิจ. กรุ งเทพฯ : โอเดียนสโตร์ .




                                             หน้ า 31
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                        ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 6
                                   เรื่องข้ อบกพร่ องในการใช้ ภาษา
1. ประโยคใดไม่กากวม
    1. ใครตามหมอมา                            2. เขาเหยียบแก้วแตก
    3. ถ้าเขาตกลงไปคุณจะเสี ยใจ               4. เขาไปเชียงใหม่ กบเพือนอีกสองคน
                                                                 ั ่
2. ข้อใดมีความหมายกากวม
       1.ผูได้รับรางวัลเป็ นกวีที่มีชื่อเสี ยงชาวญี่ปุ่น
            ้
       2.ตารวจจับผู้ค้ายาเสพติดจานวนมากทีกลางกรุ ง  ่
       3.แม่คาหยิบเหรี ยญบาทออกมาทอน 4 เหรี ยญ
               ้
       4.แผ่นดินไหวทาให้บานเรื อนพังพินาศและผูคนล้มตายมาก
                               ้                           ้
3. ข้อใดใช้คาฟุ่ มเฟื อย (2/2544)
     1. ความเครี ยดนับวันจะเป็ นสาเหตุให้เกิดปั ญหาสังคมถึงขั้นวิกฤต
     2. ปั ญหาสุ ขภาพจิตเป็ นผลจากความเครี ยดทั้งทางร่ างกายและจิตใจ
     3. ผู้คนในหลายประเทศกาลังให้ ความสนใจในการใช้ สมุนไพรลดความเครียด
     4. สมุนไพรคลายเครี ยดมีท้ งที่เป็ นอาหาร เครื่ องดื่ม เช่น ชาชงสมุนไพรชนิดต่าง ๆ และน้ ามันหอมระเหย
                                    ั
4. ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับที่สุด (2/2544)
     1. ห้องเรี ยนควรมีการถ่ายเทของอากาศและการปรับแสงสว่างอย่างเหมาะสม
     2. ห้ องปฏิบัติการทางภาษาควรบุวสดุกนเสี ยงและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
                                             ั ั
     3. นิสิตสามารถหาความรู ้เกี่ยวกับเรื่ องทัวไปที่เกี่ยวข้องกับชีวตประจาวันได้จากห้องสมุด
                                                  ่                   ิ
     4. ห้องสมุดเป็ นสถานที่ที่ไม่มีเสี ยงรบกวนจากสิ่ งต่าง ๆ ทาให้การอ่านหนังสื อมีสมาธิ ดียงขึ้น
                                                                                             ิ่
5. ประโยคใช้ภาษากะทัดรัดที่สุด (1/2542)
   1. งานเป็ นสิ่ งที่ทาให้ คนมีชีวิตทีสมบูรณ์ และเป็ นคนทีใคร ๆ ยอมรับ
                                       ่                     ่
   2. โรงแรมขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจในการให้บริ การของเรา
   3. อาหารที่ซ้ื อตามข้างถนน ก่อนรับประทานก็ควรทาให้อุ่นอีกครั้ง
   4. ขอเชิ ญผูสนใจชมประติมากรรมกลางแจ้งนี้ ดวยตาตนเองที่ถนนสี ลม
                 ้                                       ้
6. ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับ (O-NET 50)
   1. ผูร้ายถูกฆ่าตายที่หน้าตลาดเมื่อคืนวานนี้
        ้
   2. ขอเชิ ญทุกท่านได้โปรดกรุ ณาช่วยเหลือผูประสบภัยด้วย
                                                      ้
   3. ในการพัฒนาชาติรัฐบาลควรส่ งเสริมการศึกษาเป็ นประการแรก
   4. อนุชนคนรุ่ นหลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยูสืบไป      ่




                                              หน้ า 32
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. ข้อใดเป็ นประโยคที่มีใจความกะทัดรัด (2/2544)
     1. ทางเดินขึ้นภูเขาขรุ ขระไม่เรี ยบทาให้เดินลาบาก 2. เขาเดินไปจนสุ ดถนนก็พบบ้านคนหลังหนึ่ง
     3. สาวน้ อยเดินพลางวิงพลางไปตลอดทาง
                                      ่                        4. เด็กน้อยร้องตะโกนเสี ยงดังลัน่
8. ข้อใดใช้ถอยคาฟุ่ มเฟื อยที่สุด (1/2544)
                 ้
    1. ข้าวหอมมะลิของไทยเป็ นข้าวหอมชนิ ดเดียวที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ คนจึงนิยมบริ โภคกันทัวโลก          ่
    2. เพื่อนบ้านที่ดีตองไม่กระทาสิ่ งที่จะนาความทุกข์ความราคาญมาให้เพื่อนบ้านนี่ เป็ นความจริ ง
                           ้
    3. เมื่อจะคิดชัว พูดชัว ทาชัว ขอให้นึกว่าตนเป็ นที่รักของตน จึงไม่ควรทาลายตน
                     ่         ่          ่
    4. การก่อสร้ างในซอยนี้ นายช่ างผู้ควบคุมการก่ อสร้ างควรจะมาดูแลการก่ อสร้ างบ้ างเพื่อความเรี ยบร้ อยของงาน
9. ข้อใดสื่ อความหมายได้ชดเจนที่สุด (1/2544)
                                        ั
       1. อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม การไฟฟ้ าจะดับไฟตั้งแต่ 9.00 น
       2. วันที่ 23 ตุลาคมนี้พวกเรานัดพบกันที่หน้าตึกสี่ เวลา 6 โมงตรง
                                                                 ้
       3. วันนี้ผมจะไปกินข้าวด้วย ขอหมี่กรอบสักจาน ต้มยากุงสักถ้วยนะ
       4. พายุเมขลาจะเคลือนเข้ าสู่ จังหวัดชุ มพรประมาณบ่ าย 3 โมง วันที่ 28 เดือนนี้
                                   ่
10. ข้อใดสื่ อความไม่ชดเจน (2/2543)
                             ั
        1.พรุ่ งนีหัวหน้ าจะเรียกประชุ มตอนบ่ าย ๆ
                   ้                                     2. คุณย่าชอบดูละครโทรทัศน์หลังข่าวภาคค่า
        3. สมสิ ริมาหาครู ตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรี ยน 4. เมื่อวานนี้แม่แวะมาหาตอนกินข้าวเย็น
11. ข้อความใดมีความหมายเหมือนกัน (1/2542)
    ก. แนวทางการสร้างงานวิจยของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ
                                              ั
    ข. แนวทางการสร้างงานวิจยที่มีคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา
                                            ั
    ค. แนวทางที่มีคุณภาพในการสร้างงานวิจยของสถาบันอุดมศึกษา
                                                 ั
    ง. แนวทางของสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างงานวิจยที่มีคุณภาพั
1. ก และ ค                           2. ข และ ค          3. ก และ ง                4. ข และ ง
12. ข้อใดวางส่ วนขยายผิดที่ (2/2544)
                                                                              ่
    1. การตั้งครรภ์โดยไม่ทราบว่าเป็ นเบาหวานมาก่อนมีปัจจัยความเสี่ ยงอยูหลายอย่าง
    2. สตรีมีครรภ์ และเป็ นเบาหวานมีความเสี่ ยงทีจะแท้ งหรื อมีลูกพิกลพิการมาก
                                                    ่
    3. การควบคุมน้ าตาลอย่างจริ งจังช่วยทาให้คนไข้เบาหวานตั้งครรภ์ได้เป็ นปกติมากขึ้น
    4. ผูที่มีปัจจัยเสี่ ยงต่างๆโดยเฉพาะกรรมพันธุ์และความอ้วนต้องใช้สูติแพทย์ตรวจเบาหวานอย่างละเอียด
         ้
13. ข้อใดวางส่ วนขยายผิดที่ (1/2544)
   1. กรมประชาสงเคราะห์ ได้ พยายามช่ วยเหลือเด็กยากจนเร่ ร่อนให้ มผ้ ูปกครองคอยดูแลทีเ่ หมาะสม
                                                                           ี
   2. ทุกคนตั้งแต่ระดับผูบริ หารจนถึงพนักงานทางานด้วยความมุ่งมันเพื่อความสาเร็ จและชื่อเสี ยงของ
                                 ้                                     ่
   องค์การ
                                   ้่
   3. ในการรับตาแหน่งผูวาราชการจังหวัดครั้งนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างยิงที่จะฟื้ นฟูประเพณี เก่า ๆ ขึ้นมา
                                                                         ่
   4. สานักงานตารวจแห่งชาติได้ปรับปรุ งบริ การรับแจ้งเหตุต่าง ๆ ทางโทรศัพท์ให้มีประสิ ทธิ ภาพยิงขึ้น   ่
                                                  หน้ า 33
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

14. ข้อใดเรี ยงลาดับคาในประโยคได้เหมาะสมที่สุด (1/2542)
    1. ปรากฏว่าเด็กมีแผลฟกช้ าดาเขียวที่ตนขาจากการตรวจของแพทย์
                                                ้
    2. ประวัติศาสตร์ แบบอาณานิคมไม่นอย ให้อิทธิ พลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ ไทย
                                              ้
    3. ในทางกลับกันวิชาการเกษตรก็มีส่วนช่ วยเสริมวิธีการจัดการต่ าง ๆ
    4. เหมือนตุกตาที่ผถือปล่อยมือ เขาสิ้ นสติสัมปชัญญะและหล่นลงไปกองอยูบนพื้น
                  ๊       ู้                                                   ่
15. ประโยคใดวางส่ วนขยายถูกต้อง (2/2541)
    1. ห้ามเด็ดขาดนังหลังคารถไฟ
                        ่
    2. การอ่ านเป็ นปุยอย่ างดีทบารุ งสมองเด็ก
                                   ี่
    3. ครู เป็ นทรัพยากรบุคคลในการส่ งเสริ มการศึกษาที่สาคัญ
    4. เขาเริ่ มพัฒนาอย่างเร่ งรี บเรื่ องสาธารณูปโภคในหมู่บาน
                                                             ้
16. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้อง (1/2546)
                                 ่
    1. แม่คาขายส้มตาไก่ยางเป็ นอาชีพที่มีรายได้ดี และไม่ตกงาน
               ้
    2. อาหารประเภทยามีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย
    3. แม้ ฐานะของเราจะไม่ ค่อยดี พ่ อแม่ กส่งเสี ยให้ ลูกทุกคนได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
                                                  ็
             ่
    4. แม้วาชื่อเสี ยงของพ่อจะไม่เป็ นที่ประจักษ์แก่สายตาผูอื่น แต่ฉนก็ภูมิใจในตัวท่าน
                                                               ้       ั
17. ข้อใดไม่ใช่สานวนภาษาต่างประเทศ (2/2542)
    1. โรคตับอักเสบในผูใหญ่มีอาการรุ นแรงและเป็ นนานกว่าเด็กเล็ก
                               ้
    2. เราควรเลือกซื้ อผักที่มีรูพรุ นจากการถูกแมลงกัดกินบ้างจะดีกว่า
    3. วิธีทาไม่ยาก เมื่อผักสุ กตักออกแช่น้ าเย็น เพื่อหยุดการสุ กของผัก
    4. โรงเรียนควรกระตุ้นผู้ปกครองให้ ช่วยกันเอาใจใส่ เรื่องการเรี ยนของลูกหลาน
18. ข้อใดไม่ใช่สานวนภาษาต่างประเทศ (1/2542)
    1. ชาวต่างชาติมกจะกล่าวว่าวิชาภาษาไทยยากแก่การเรี ยน
                      ั
    2. รัฐบาลพยายามประชาสั มพันธ์ ให้ คนไทยช่ วยกันประหยัดอย่างจริงจัง
    3. คณะกรรมการชมรมนักเรี ยนเก่าชุดนี้ถูกจับตามองจากสมาชิกตลอดเวลา
    4. การนาชาวบ้านมาชุมนุมประท้วงครั้งนี้ทาให้ประเทศได้รับความเสี ยหายมาก
19. ข้อใดไม่ใช่สานวนต่างประเทศ (2/2543)
   1. ประชากรโลกกาลังเผชิญโศกนาฎกรรมเงียบจากโรคร้าย ทั้งเอดส์ มาลาเรี ยและวัณโรค
   2. ต่อข้อซักถามของผูสื่อข่าว ตัวแทนสภากาชาดสากลแถลงว่าสถานการณ์โรคร้ายในปั จจุบนกาลังน่าวิตก
                             ้                                                          ั
   3. สภากาชาดสากลพร้อมด้วยผูนาจากประเทศในเอเซี ยแถลงว่าประเทศในทวีปแอฟริ กาเป็ นพื้นที่ที่มี
                                          ้
   โรคเอดส์ระบาดมากที่สุด
   4. รัฐบาลแต่ ละประเทศควรสนใจปัญหาโรคเอดส์ เพราะปัจจุบันโรคเอดส์ เป็ นมหันตภัยที่ทาลายเศรษฐกิจและสั งคม



                                             หน้ า 34
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

20. ข้อใดไม่ใช้สานวนต่างประเทศ (1/2544)
                                ้ ั
   1. เป็ นเวลา 3 วัน ที่หน่วยกูภยค้นหาผูประสบอุบติเหตุเครื่ องบินตก
                                         ้           ั
   2. ปัจจุบันประเทศไทยส่ งผักและผลไม้ ไปจาหน่ ายทีองกฤษและญี่ปนเดือนละกว่ า 120 ตัน
                                                          ่ั                    ุ่
   3. กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่ พร้อมด้วยนักบินอวกาศ 7 คน เดินทางกลับถึงพื้นโลกโดยสวัสดิภาพ
   4. สถานการณ์หวาดผวาโรควัวบ้า ซึ่ งเกี่ยวข้องกับโรคสมองฝ่ อในมนุษย์ยงคุกคามประเทศเพื่อนบ้านอยูขณะนี้
                                                                                   ั               ่
21. ข้อใดใช้สานวนภาษาต่างประเทศ (2/2544)
    1. ข้ อมูลทีปราศจากการตีความอาจเป็ นข้ อมูลขยะก็ได้
                  ่
    2. ประเทศไทยขาดแคลนทรัพยากรบุคคลด้านสิ่ งแวดล้อม
    3. ค่านิยมของสังคมไทยอาจเป็ นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
    4. คุณภาพของคนในประเทศเป็ นดัชนีวดความสาเร็ จในการพัฒนาประเทศ
                                            ั
22. ประโยคใดไม่ใช้สานวนต่างประเทศ (1/2543)
    1. ถ้าเราช่วยกันแยกขยะ ก็จะง่ายต่อการนาไปผ่านกระบวนการผลิตใหม่
    2. ปั ญหาสิ่ งแวดล้อมเป็ นพิษประการสาคัญคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วของขยะที่ยอยสลาย   ่
   3. การทีพลาสติกและโฟมถูกนามาผลิตใหม่ จะทาให้ ขยะทีย่อยสลายยากมีปริมาณเพิมขึน
            ่                                                      ่                         ่ ้
    4. ถ้าเรารู ้จกนาถุงพลาสติกและกล่องโฟมกลับมาใช้ใหม่จะทาให้ปัญหาเรื่ องขยะน้อยลง
                    ั
23. ข้อใดไม่ใช้สานวนภาษาต่างประเทศ (O-NET 50)
    1. ในความคิดของผมหนังสื อเล่มนี้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบน           ั
    2. ไม่เป็ นการยากที่เราจะสื บค้นประวัติชีวตของท่านผูรู้
                                              ิ                ้
    3. ปัจจุบันนีชาวกรุ งเทพฯประสบปัญหาการจราจรติดขัด
                      ้
    4. คนไทยกาลังให้ความสนใจข่าวเศรษฐกิจ
22.ข้อใดมีขอบกพร่ องต่างกับข้ออื่น(A-NET 50)
              ้
  1.อิสรภาพก็ตกเป็ นของเขาในทีสุด   ่                  2.เรื่ องนี้ดูยงไงก็ยงไม่ค่อยเข้าใจ
                                                                      ั       ั
  3.มีผคนมารวมกันเยอะแยะเลย
       ู้                                   4.อย่าลืมนะวันพรุ่ งนี้เชิญไปงานด้วยกัน
23.ประโยคข้อใดไม่มีขอบกพร่ อง(A-NET 50)
                         ้
  1.บุคคลควรมีมารยาทในการสื่ อสาร               2. เมื่อสองสหายมาพบกัน ความดีใจก็เกิดขึ้น
  3.ข้อสอบชุดนี้ไม่ยากที่จะทาความเข้าใจเลย             4. รัฐบาลบรรลุขอตกลงในการเจรจากับเพื่อนบ้าน
                                                                            ้




                                             หน้ า 35
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                                     บทที่ 7
                                         ความงามในภาษาและการอ่านวรรณคดี
ความงามในภาษาเกิดจาก
      1. การสรรคา
      2. การเรี ยบเรี ยงถ้อยคา
      3. ภาพพจน์
การสรรคา
      การสรรคา หมายถึง การเลือกใช้ ถ้อยคาโดย
            1.1 คานึงถึงความหมาย
    ควำมหมำย
                          บริ บท ความแวดล้ อม              แสงจันทร์ บ่ส่องสมร           หมดเทวษ
                                                 สะพำนตำ        เชื่อมความจริงที่ยิ่งใหญ่
                          กวีโวหาร               สะพำนใจ        เชื่อมความรักที่ศกดิ์สิทธิ์
                                                                                   ั
                                                 สะพำนกำย       เชื่อมความรู้ที่บชิต
                                                                                 ู
                                                 สะพำนมิตรภำพลำวไทย … เข้ ำใจกัน (ชูเกี ยรติ วรรณศูท)
    (สะพานตา = ภาพปรากฏการณ์ที่พบ สะพานใจ = ความรื่ นรมย์ สะพานกาย = ประสบการณ์)
            1.2 คานึงถึงเนื้อเรื่ องและบุคคลในเรื่ อง
            1.3 คานึงถึงลักษณะของคาประพันธ์
            1.4 คานึงถึงเสี ยง
                     - คาเลียนเสี ยงธรรมชาติ
                     - คาที่เล่นเสี ยงวรรณยุกต์
-                      คาที่เล่นเสี ยงสัมผัส
-                      คาที่เล่นเสี ยงหนักเบา
                     - คาพ้องเสี ยงและคาซ้ า
                                                                        ดูหนูส่รูงู งูสดสู้หนูส้ งู
                                                                               ู           ุ      ู
                                               สัมผัสสระ
                                                                        หนูงส้ ดูอยู่ รูงทู่หนูมูทู
                                                                            ูู           ู
    เสียง                                                               (เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศร)
                          เสียงสัมผัส

                                               สัมผัสอักษร                 ฉับฉวยชกฉกชา  ้        ฉุบฉับ
                                                                        โถมทุบทุ่มถองทับ          ถีบท้ าว
                                                                        ตบตีต่อยตุบตับ            ตบตัก
                          เสียงหนักเบา = ครุ ลหุ                        หมดหมู่เมงมอญม้ าว        ม่านเมื้อหมางเมิน
                                                                        (กรมหลวงพิชิตปรีชากร)




                                                             หน้ า 36
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

โวหารภาพพจน์
1. อุปมา คือ การเปรี ยบเทียบสิ่ งหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสิ่ งหนึ่ง
(เหมือน เสมือน ดุจ ประดุจ ราว ราวกับ เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน กล เฉก คล้าย อย่าง)
                                     คุณแม่ หนาหนักเพียง  ้         พสุ ธา
                                 คุณบิดรดุจอา-                      กาศกว้าง
                                 คุณพีพ่างศิขรา
                                         ่                          เมรุ มาศ
                                 คุณพระอาจารย์ อ้าง                 อาจสู้ สาคร
2. อุปลักษณ์ คือ การเปรี ยบสิ่ งหนึ่งเป็ นอีกสิ่ งหนึ่ง โดยใช้คาว่า “คือ, เป็ น”
(เปรี ยบเทียบโยงความคิดอย่างหนึ่งไปสู่ ความคิดหนึ่ง)
                                 คือนาผึงคือนาตาคือยาพิษ
                                       ้ ้        ้
                                 คือหยาดนาอมฤตอันชื่ นชุ่ ม
                                             ้
                                 คือเกสรดอกไม้ คือไฟรุ ม
                                 คือความกลุ้มคือความฝันนั่นแหละ “รัก”
                                        (ไฟรักไฟลาไฟชัง : รยงค์ เวนุ รกษ์)
                                                                      ั
3. บุคลาธิษฐาน บุคคลวัต บุคคลสมมติ คือ การสมมติให้สิ่งต่าง ๆ แสดงกิริยาอาการ เหมือนมนุษย์ สามารถ
แสดงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้
                              หลังคาโบสถ์ โอดครวญเมื่อจวนผุ
                              ระแนงลุล่วงหล่ นบนพืนหญ้ า
                                                   ้
                              เสาอิฐปูนทรุ ดเซตามเวลา
                              พระประธานสั่ นหน้ าระอาใจ                (แสงธรรม : สุธน พันธุเมฆ)


4. อติพจน์ คือ การพรรณนาเกินขอบเขตความเป็ นจริ ง
                         เอียงอกเทออกอ้าง                    อวดองค์ อรเอย
                      เมรุ ชุบสมุทรดินลง                     เลขแต้ ม
                      อากาศจักจารผจง                         จารึก พอฤา
                      โฉมแม่ หยาดฟ้ าแย้ม                    อยู่ร้อนฤาเห็น
                                                                  (นิราศนรินทร์)
5. ปฏิพากย์ คือ กล่าวตรงกันข้าม                                        ธรร
       เช่น                  หน้าชื่นอกตรม                  ่
                                                   จักรวาลวุนวายไร้สาเนียง
6. สั ทพจน์ หมายถึง การเลียนเสี ยงธรรมชาติ
       เช่น บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่ งวังเวงแว่ว


                                                  หน้ า 37
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. นามนัย
     คือ การใช้คุณสมบัติเด่ น ๆ หรื อเอกลักษณ์ สิ่งใดสิ่ งหนึ่ งหรื อสิ่ งที่ สาคัญที่สุดในเรื่ องนั้นแทน
        ความหมายทั้งหมด เช่น ฉัตร สาคัญที่สุดในประเภทเครื่ องสู ง จึงใช้ฉตรแทนราชบัลลังก์ ราชสมบัติ
                                                                         ั
                       รอยย่นทีขอบตาชายหน้ าเศร้ า
                                 ่
                       เหลือเพียงเงาความทรงจาเหมือนร่าไห้
                       เคยพร่ าสาวบริสุทธิ์ดุจพรานไพร
                       นาตาไหลอาบรอยย่นตราบพ้นกรรม
                         ้
                                           (อดีตราลึก : วาสนา บุญสม)
                                   รอยย่นที่ขอบตา             = ความแก่ชรา
8. สั ญลักษณ์ หมายถึง การนาคาหนึ่ง มากหมายความแทนอีกคาหนึ่ง
       โดยถือว่าคาที่นามาใช้แทนกันได้น้ นต้องเป็ นที่เข้าใจกันทัวไป
                                                ั                ่
                                      สี ขาว                  = ความบริ สุทธิ์ ความไร้เดียงสา
                                      สิ งโต สิ งห์           = ผูมีอานาจ
                                                                   ้
                                      นกขมิน  ้               = คนร่ อนเร่ พเนจร
                                      ระฆัง                   = ความมีเกียรติ มีชื่อเสี ยง
9. อุปมานิทศน์ คือ การยกเรื่ องสั้น ๆ มาเล่าประกอบให้เข้าใจในเรื่ องนั้น ๆ ชัดเจนขึ้น
               ั
       เช่น เรื่ องกบในกะลาครอบ ประกอบความเข้าใจเรื่ อง การมีวสัยทัศน์ แคบ
                                                                     ิ
ศิลปะการประพันธ์
          1. สั มผัสสระ
          ต้องเป็ นสระเสี ยงเดียวกันและเสี ยงพยัญชนะสะกดมาตราเดียวกัน เช่น ฉันเห็นหมีที่ดาน่าขายิง ่
          2. สั มผัสอักษร(สั มผัสพยัญชนะ)
          พยัญชนะเสี ยงเดียวกันจะสัมผัสกันได้ เช่ น ผ่องแผ้ว เพลี่ยงพล้ า (อักษรสู งและอักษรต่าสัมผัสอักษร
กันได้เพราะจัดเป็ นเสี ยงเดียวกัน(ท ธ ฑ ฒ สามารถสัมผัส กับ ถ ฐ ได้ เป็ นต้น)
          3. เล่ นเสี ยงวรรณยุกต์ บางปี ข้อสอบเรี ยกการเล่นเสี ยงสู ง – ต่า หรื อการใช้เสี ยงดนตรี
          เช่น ธรณี นี่น้ ี เป็ นพยาน
          4. การซ้าคา
          การซ้ าคาคือการใช้คาๆเดียวกันซ้ าในหลายๆจุด มี 2 แบบ คือ เป็ นคาซ้ าและไม่เป็ นคาซ้ า
          5. การเล่นคา
          การเล่นคาคือการเอาคาพ้องเสี ยงมาใช้ในหลายๆแห่งในคาประพันธ์(คาพ้องเสี ยง=คาที่อ่านเหมือนกัน
แต่ความหมายต่างกัน)
          ****เล่นคาต่ างกับซ้าคาตรงที่ เล่นคาความหมายจะต่างกัน ซ้ าคาความหมายจะเหมือนกัน)
          6. การซ้าคาเล่นคา           ใช้ท้ งสองวิธีประกอบกัน
                                            ั

                                                หน้ า 38
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

        7. การดุลเสี ยงและดุลความหมาย
        น้ าหนักความของข้อความจะเท่ากัน
        8. ปฏิปุจฉา(คาถามเชิ งวาทศิลป์ )
        คาถามที่ไม่ตองการคาตอบแต่พดให้คิด เช่น ลงกาเป็ นสองเมืองหรื อ ให้นองแล้วมารื้ อให้พี่
                       ้                  ู                                           ้
        9. คาไวพจน์ (การหลากคา)
        คาที่ความหมายเหมือนกัน(Synonym) เช่น วารี =ชล=ธาร=นที =น้ า ฯลฯ
        10. การใช้ คาทีมีเสี ยงหนักเบา
                         ่
        หนัก=ครุ (ยาวหรื อสะกด) เบา=ลหุ (สั้นและต้องไม่สะกด)
        11. คาอัพภาส
                                                                                    ่
        คาซ้ าที่กร่ อนเสี ยงพยางค์หน้า เช่น ระเรื่ อย ระริ น วะวาว วะวับ ยะยิม ยะยุง
                                                                              ้
        12. สั ทพจน์
        การเลียนเสี ยงธรรมชาติ (สัทพจน์เป็ นทั้งภาพพจน์และศิลปะการแต่งคาประพันธ์)
จินตภาพ
    จินตภาพ หมายถึง ประสาทสัมผัสในการจินตนาการ ได้แก่
    1. รู ป (ภาพ สี แสง การเคลื่อนไหว)
    2. รส
    3. กลิ่น
    4. เสี ยง
การอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม
         ควรพิจารณาถึง
         1. วัฒนธรรมกับภาษา คือ การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวัฒนธรรม หรื อการแทรกวัฒนธรรมใน
การสื่ อสารตลอดจนเนื้อหาทางวรรณคดี
         วัฒนธรรม หมายถึง สิ่ งที่มนุ ษย์สร้างขึ้น และปฏิบติสืบต่อกันมา ทาให้เกิดความเจริ ญงอกงามแก่หมู่
                                                          ั
                               ่
คน วิถีชีวิต สภาพความเป็ นอยูที่แสดงถึ งความเจริ ญงอกงามของชาติ ศีลธรรมอันดี วิทยาการ และพฤติกรรม
ร่ วมของสังคมในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักถามถึงวัฒนธรรม ที่ปรากฏในวรรณกรรม เช่น ความรัก วิถีชีวิต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ศาสนา ความเชื่อ ภูมิปัญญา เป็ นต้น
         2. นิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร ว่าการแสดงบทบาทของตัวละครนั้นๆเป็ นเช่นใด อยูภายใต้  ่
เงื่อนไขใดหรื อไม่
         3. คุณค่าของวรรณคดีหรื อวรรณกรรม โดยพิจารณาจาก
                  3.1 คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์
                  3.2 คุณค่าทางด้านสังคม


                                               หน้ า 39
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย



                                         ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 7
                                   ความงามในภาษาและการอ่านวรรณคดี
อ่านคาประพันธ์ต่อไปนี้ แล้วตอบคาถามข้อ 1-2(ข้อสอบ O NET 2551)
         (1) เป็ นกลุ่มกลุ่มกลุมกายเหมือนทรายซัด ต้องนังปั ดแปะไปมิได้นอน
                                ้                             ่
         (2) ครั้นยามเย็นเห็นเหมือนหนึ่งเมฆพลุ่ง เป็ นควันฟุ้ งราวกับไฟไกลหนักหนา
         (3) ดูเหย้าเรื อนหาเหมือนอย่างไทยไม่ หลังคาใหญ่พ้นเล็กเป็ นโรงผี
                                                                 ื
         (4) เราเป็ นมนุษย์สุดรักต้องลักพา เหมือนอินทราตรึ งส์ตรัยเป็ นไรมี
1. ข้อใดไม่ใช้ภาพพจน์ชนิ ดอุปมา
         1. ข้อ 1           2. ข้อ 2          3. ข้ อ 3         4. ข้อ 4
2. ข้อใดใช้ภาพพจน์ชนิดอุปลักษณ์
         1. ข้อ 1           2. ข้อ 2          3. ข้ อ 3         4. ข้อ 4
3. ข้อใดใช้ภาพพจน์มากกว่าหนึ่งชนิด (O-Net 49)
       1. ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดคนองท้องช้ างเหลวไหล
       2. เปรี ยบหนักชนกคุณ                             ชนนีคือภูผา
       3. ปั ญญาค่าเปรี ยบแก้ว                          ก่องเก็จ
       4. ดังหับดับหิ่ งห้อย                     เหือดแห้งแสงหาย
4. ข้อใดใช้ภาพพจน์ต่างจากข้ออื่น (O-Net 49)
       1. เธอคือโคมทองของชีวตพี่       ิ                นาส่ องทางไว้ให้ดีเพื่อชีวตนี้รื่นรมย์
                                                                                  ิ
       2. เอาลาน้ าใสเย็นนี่หรื อมาเป็ นเมรุ ทอง เอาน้ าตกก้องเป็ นกลองประโคม
       3. แม้มิได้เป็ นจันทร์อนสกาว ั                   ขอเป็ นดาวดวงแจ่มแอร่ มตา
       4. ถึงโลกแตกแหลกเป็ นผงคลี รักเต็มปรี่ไม่ มีร้ ู คลาย
5. ข้อใดไม่ใช่ภาพพจน์ชนิดบุคคลวัต (ข้อสอบ O NET 2550)
       1.เมฆไหลลงห่มเงื้อม ผาชะโงก
       2.งามม่ านเงาไม้ โศก           ซับซ้ อน
       3.ดอกหญ้าป่ าลมโบก ผงกช่อ
        4.ซ่าซ่าธาราฉะอ้อน            เร่ งร้อนระหายฝัน
6. โคลงต่อไปนี้บาทใดใช้สัมผัสอักษรเด่นชัดที่สุด (O-NET 50)
                   ร้อนอากาศอาบน้ า                     บรรเทา
         ร้อนแดดพอแฝงเงา                                ร่ มได้
         ร้อนในอุระเรา                                  เหลือหลีก
         ร้อนนอกราคหมกไหม้                              หม่นเพี้ยงเพลิงรุ ม
         1. บาทที่ 1                  2 บาทที่ 2        3. บาทที่ 3                 4. บาทที่ 4
                                                     หน้ า 40
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

7. ข้อใดไม่มีการเล่นคา (O-NET 50)
        1. เบญจวรรณวันจากเจ้า กาสรดเศร้าแทบวายวาง
        2. นามแก้วดอกแก้วคือ                 แก้วเนตรพี่น้ ีใช่ใคร
        3. งามทรงวงดังวาด                    งามมารยาทนาดกรกราย
        4. นางแย้มดุจเรี ยมยล                น้อยแย้มยิมพริ้ มพรายงาม
                                                         ้
8. ข้อใดไม่ มีการเล่นคา           (O-Net 49)
       1.          มาคลองบางกอกกลุม      ้           ลางใจ
          ฤๅบ่กอกหนอใน                               อกช้ า
       2.          สละสละสมร                         เสมอชื่อ ไม้นา
          นึกระกานามไม้                              แม่นแม้นทรวงเรี ยม
       3.          โฉมแม่ จักฝากฟ้ า                 เกรงอินทร์ หยอกนา
          อินทรท่านเทอกเอา                           สู้ ฟา้
       4.          นางนวลจับแมกไม้                   นางนวล
          นวลนุชแนบเรี ยมควร                         คู่แคล้ว
9. ข้อใดไม่ มีคาอัพภาส          (O-Net 49)
       1. ลอยละลิ่วปลิวไปไพรระหง                           2. แสงเรื่ อเรื องแดงยะยับสลับคราม
       3. กุหลาบงามหอมระรื่ นชื่นนาสา                      4. เจ้ าละเลยเร่ ร่อนไปหนไหน
10. ข้อใดใช้คาอัพภาส (O-NET 50)
        1. ประยงค์ทรงพวงห้อย                         ระย้าย้อยห้อยพวงกรอง
        2. ลวดลายระบายระบุกระหนาบ                    กระแหนะภาพกระหนกพัน
        3. สามยอดตลอดระยะระยับ                       วะวะวับสลับพรรณ
        4. ความรักที่ยงรักระบมใจ
                           ั                         อย่าตัดไมตรี ตรึ งให้ตรอมตรม
11. ข้อใดไม่ใช่คาถามเชิงวาทศิลป์ (O-NET 50)
        1. นามวงศ์ พงศ์ ใดจงบอกมา                    แจ้ งกิจจาแล้วจึงจะรบกัน
        2. เมื่อผันแปรแลพบก็หลบพักตร์                จะเห็นรักฤาไม่เห็นเป็ นไฉน
        3. อันของสู งหมายปองต้องจิต                  ถ้าไม่คิดปี นป่ ายจะได้หรื อ
        4. ยังมิทนสู่ สมภิรมยา
                    ั                                เวราสิ่ งใดให้ไกลกัน
12. ข้อใดสื่ อจินตภาพต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2550)
        1. เสนาะเสี ยงสังคีตประณี ตฉ่ า
        2. ทั้งทุมต่าเรื่ อยจะเจื้อยแจ้ว
                 ้
        3. วะแว่วเพียงเสี ยงพ้อซอสายเอก
        4. ประกายพรึกกะพริบพลิวพ้นทิวไม้
                                       ้



                                                   หน้ า 41
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

13. ข้อใดไม่แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหว (ข้อสอบ O NET 2551)
         1. อุกคลุกพลุกเงยงัด คอคช เศิกแฮ                        2. บัดราชฟาดแสงพล พ่ายฟ้ อน
         3. สารทรงราชรามัญ ลงล่าง แลนา                           4. หน่ อนเรนทรทิศ ตกด้ าว
14. ข้อใดสื่ อภาพและเสี ยงได้เด่นชัดที่สุด (O-Net 49)
       1. คูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน                           เขยื้อนเยินยอบยวบยะยวบกาย
       2. เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด              ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
       3. ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย
       4. ทั้งจากที่จากคลองเป็ นสองข้อ               ยังจากกอนั้นก็ข้ ึนในคลองขวาง
15. ข้อใดไม่ ปรากฏในคาประพันธ์ต่อไปนี้             (O-Net 49)
                     ฝนเป็ นสายปรายโปรยเมื่อใกล้ค่า              ฟ้ าร่ าคารณอยูเ่ ลื่อนลัน
                                                                                          ่
        แปลบประกายปลายคุงทุ่งสุ พรรณ
                                ้                                ลมกระชั้นกระโชกกระชากแรง
       1. สี          2. แสง            3. เสี ยง                4. การเคลื่อนไหว
16. คาประพันธ์ต่อไปนี้แสดงคุณค่าด้านใดน้อยที่สุด (O-Net 49)
        เขียวขจีระริ กใบไหวเอนอ่อน                   น้ าค้างซ้อนฝากไว้จูบใบเขียว
        อุมหยาดน้ าราวมณี ที่ริ้วเรี ยว
          ้                                          เติบโตต่อรอเดียวมาเกี่ยวคน
       1. การสรรคาใช้                                2. การเสนอแนวคิด
       3. การเล่นสัมผัส                              4. การใช้ภาพพจน์
17. ข้อใดไม่ใช่จุดเด่นของคาประพันธ์ต่อไปนี้ (O-NET 50)
         อันว่าโกสุ มสโรชก็โรยรายร่ วงรสเรณู นวลผกาเกสร หมู่แมลงมาศภมรก็ มวเมาเอาชาติ ล ะอองอัน
                                                                                            ั
                                                              ่่              ่
ละเอียด เสี ยดแทรกไซร้สร้อยเสาวคนธ์ขจร หึ่ งหึ่ งบินวะวูวอนร่ อนร้องอยูโดยรอบขอบจตุรสระศรี
         1. การสรรคา                                 2. ภาพชัดเจน
         3. เสี ยงไพเราะ                             4. เนือความลึกซึ้ง
                                                            ้
18. คาประพันธ์ต่อไปนี้ไม่ ปรากฏคุณค่าทางวรรณศิลป์ ตามข้อใด                   (O-Net 49)
                     ขึ้นทรงรถทองผ่องพรรณ            งามงอนอ่อนฉัน
        เฉกนาคราชกาแหง
                     งามกงวงจักรรักต์แดง             งามกาส่ าแสง
       งามคุมประดับเพชรพราย
       1. การสรรคาใช้                                   2. การเสนอแนวคิด
       3. การเล่นสัมผัส                                 4. การใช้ภาพพจน์
19. คาที่ขีดเส้นใต้ในคาประพันธ์ต่อไปนี้หมายถึงใคร (O-Net 49)
                     ฤๅรามเริ่ มรณฤทธิ์     รบราพณ์ แลฤๅ
       1. อินทรชิต                    2. ไพจิตราสู ร             3. ทศกัณฐ์                 4. กุมภกรรณ


                                              หน้ า 42
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

20. ข้อใดไม่ มีการเสนอแนวคิด (O-Net 49)
        1.         ก้านบัวบอกลึกตื้น               ชลธาร
           มารยาทส่ อสันดาน                        ชาติเชื้อ
        2.         ความรู้อาจเรี ยนทัน             กันหมด
           ยกแต่ชวดีกระด้าง
                   ั่                              อ่อนแก้ฤๅไหว
        3.         นางแย้มเหมือนแม่ แย้ม ยวนสมร
           ใบโบกกลกวักอร                           เรียกไท้
        4.         โลกนี้มิอยูดวย่ ้               มณี เดียวนา
           ทรายและสิ่ งอื่นมี                      ส่ วนสร้าง
21. ข้อใดมีแนวคิดที่เป็ นอุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง (O-Net 49)
        1. คนเดียวเท่านั้นในชีวติ      ิ           คนเดียวสนิทแนบอุรา
        2. ขอคนเมืองอยูเ่ มืองสร้างเมืองแล้ว       อย่าทิ้งแนวธรรมชาติวบติก่อน
                                                                           ิ ั
        3. จะแน่ วแน่ แก้ไขในสิ่ งผิด              จะรักชาติจนชี วตเป็ นผุยผง
                                                                    ิ
        4. อันของดีมีมากทัวแดนไทย  ่               น่าหวงแหนไว้ให้ลูกหลาน
22. พิธีกรรมใดสะท้อนความเชื่อเรื่ องภูตผีวญญาณ (O-Net 49)
                                            ิ
        1. เบิกโขลนทวาร                               2. ปวงละว้าเซ่ นไก่
        3. ตัดไม้ข่มนาม                               4. เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค
23. ข้อใดไม่ แสดงความเชื่อในสังคมไทย (O-Net 49)
        1. อนึ่งพบปะพระสงฆ์ทรงศีลา                           ไม่วนทาถอยถดทั้งยศทรัพย์
                                                                  ั
        2. ถึงร้ อยรสบุปผาสุ มาลัย                           จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่ มีเลย
        3. หนึ่งนักปราชญ์ราชครู ซ่ ึงรู้หลัก                 อย่าถือศักดิ์สนทนาอัชฌาสัย
        4. วันจันทร์ น้ นควรสี นวลขาว
                          ั                                  จะยืนยาวชันษาสถาผล
24. ข้อใดแสดงภูมิปัญญาไทย (O-Net 49)
        1. ลักจั่นวัลย์ เปรียงแก่ นปรู ลาย เป็ นยาหายโรคภัยทีในตัว
                                                               ่
        2. ทิศประจิมริ มฐานมณฑปนั้น                มีดาบสรู ปปั้ นยิงฟันขาว
        3. คะเนนับย่ายามได้สามครา                  ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
        4. เสนาะเสี ยงเทศนาปุจฉาถาม                ในสนามเสี ยงสนันเนินสิ งขร
                                                                      ่
25. ข้อใดไม่ เกี่ยวกับวิถีชีวตไทย (O-Net 49)
                             ิ
        1. ที่มีเกวียนเกณฑ์บรรทุกลาเลียง           ใส่ เสบียงครบคนละสิ บถัง
        2. อันชิงนางอย่างนีไม่ ผดธรรม์ ธรรมเนียมนั้นมีแต่ บุราณมา
                                     ้ ิ
        3. มือถือสมุกหมากตามยากไร้                 ดอกไม้ธูปเทียนถือติดมา
        4. ที่นอนหมอนมุงเสื่ ออ่อน
                               ้                   ผ้าผ่อนดีดีมีในบ้าน

                                                 หน้ า 43
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

26. ภาพสะท้อนทางสังคมข้อใดไม่ ปรากฏในคาประพันธ์ต่อไปนี้ (O-Net 49)
        อันนารี ที่ยงสาวพวกชาวบ้าน
                       ั                         ถีบกระดานถือตระกร้าเที่ยวหาหอย
        ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย              เอาขาห้อยเป็ นหางไว้กลางเลน
        อันพวกเขาชาวประมงไม่หย่งหยิบ             ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
        จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล                 ดูจดเจนโลดโผนในโคลนตม
                                                        ั
        1. ลักษณะนิสัยของชาวประมง
        2. การประกอบอาชีพของชาวประมง
        3. การแต่งกายของชายชาวประมง
        4. การละเล่นของสาวชาวประมง
27. ข้อใดแสดงเวลาต่างกับข้ออื่น (O-NET 50)
          1. พื้นนภางค์เผือดดาว                  แสงเงินขาวจับฟ้ า
          2. ดาวเดือนก็เลื่อนลับ                 แสงทองพยับโพยมหน
          3. พอพระสุ ริยงค์ เธอเยืองรถบทจร
                                      ้          ทิพากรยอแสงคลาไคล
          4. แสงทองระรองรุ่ ง                    รวิปรุ งชโลมสรรพ์
28. เนื้อความในข้อใดไม่ใช่การถาม (O-NET 50)
          1.          อ้อ จิตระรถเจ้าไป          ตามที่กใช้   ู
               สาเร็ จประสงค์ฤาหวา
          2.          ไปถึงซึ่งแคว้นแดนใด        ข้ าบาทก็ได้
               วาดรู ปอนงค์ งามงอน
          3.          หากเราจะขอให้ท่าน          ช่วยเปลื้องราคาญ
               จะได้ละหรื อว่ามา
          4.          ท่านมีเวทมนตร์ คาถา        อาจดลหัทยา
               ใครใครได้หมดฤาไฉน
29. ข้อความที่ขีดเส้นใต้ในคาประพันธ์ต่อไปนี้หมายถึงข้อใด (O-NET 50)
          เมื่อสุ กงอมหอมหวนจึงควรหล่น               ่ ั
                                                 อยูกบต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุ กก่อนห่ามไม่งามดี                      เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์
          1. ลาภยศ                               2. ทรัพย์สิน
          3. คู่ครอง                             4. ผูอุปถัมภ์
                                                            ้
30. คาประพันธ์ต่อไปนี้อนุมานได้วาผูเ้ ขียนเป็ นคนลักษณะใด (O-NET 50)
                                         ่
                               คราหิ วใช่จกต้อง
                                           ั     เสี ยศรี
                       อุทกกลั้วนาภี                  ่
                                                 อยูได้
                       เย็นซ่านผ่านอินทรี ย ์    พอชื่น จิตนา
                       แม้มิได้อิ่มไซร้          ใช่ตองวางวาย
                                                          ้
          1. หยิงยโส
                   ่                             2. รักเกียรติของตน
          3. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้                4. สู ้ชีวตอย่างมีความหวัง
                                                                ิ
                                             หน้ า 44
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

31. ข้อใดไม่ได้แสดงวัฒนธรรม (O-NET 50)
           1. เสนาะเสี ยงเทศนาปุจฉาถาม                    ในสนามเสี ยงสนันเนินสิ งขร  ่
               เป็ นวัณบัณรสี รวีวร                       พระจันทรทรงกลดรจนา
           2. ม่านนี้ฝีมือวันทองทา                        จาได้ไม่ผดนัยน์ตาพี่
                                                                       ิ
               เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี                 สิ้ นฝี มือแล้วแต่นางเดียว
           3. แม้ ลูกเรืออวดดีมีทฐิิ             และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส
               เมื่อคลืนลมแรงจัดซัดโซเซ
                        ่                                 เรือจะเหล่มระยาควาไป          ่
           4. เริ่ มผูกลายลวดเลิศประเสริ ฐก่อน            อรชรก้านกิ่งยิงประสงค์่
               สลับสี เพียบเพ็ญเบญจรงค์                   จัดประจงเป็ นภาพพิไลตา
                                 ่
32. ข้อใดไม่ อาจอนุมานได้วาเป็ นบุคลิกของผูพด (A-Net 49)
                                                   ้ ู
                       พระคุ ณเอ่ย จะคิ ดดู ม งเป็ นไรเล่ า ว่า มัท รี น้ ี เป็ นข้า เก่ าแต่ก่ อนมา ดัง เงาตามพระบาทาก็
                                              ั่                                                        ่
         เหมื อนกัน นอกกว่า นั้นที่ แน่ นอน คื อนางไหนอันสนิ ท ชิ ดใช้แต่ ก่ อนกาลยัง จะติ ดตามพระราช
         สมภารมาบ้างละหรื อ ได้แต่มทรี ที่แสนดื้อผูเ้ ดียวดอก ไม่รู้จกปลิ้นปลอกพลิกไพล่เอาตัวหนี
                                           ั                                        ั
         1. จงรักภักดี                2. ไม่เห็นแก่ตว   ั             3. ขาดเหตุผล                  4. เจ้าโวหาร
33. คาประพันธ์ต่อไปนี้ตรงกับสานวนไทยข้อใด
                       ความรักขุนแผนก็แสนรัก              ด้วยร่ วมยากมานักไม่เดียดฉันท์
         สู ้ลาบากบุกป่ ามาด้วยกัน                        สารพันอดออมถนอมใจ
                             ่ ้
         ขุนช้างแต่อยูดวยกันมา                            คาหนักหาได้วาให้เคืองไม่่
         เงินทองกองไว้มิให้ใคร                            ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว
         1. เหยียบเรื อสองแคม 2. จับปลาสองมือ                         3. รักพีเ่ สี ยดายน้ อง       4. ไม้หลักปักเลน
34. คาสอนในข้อใดแตกต่างจากข้ออื่น (2/2546)
           1. อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย อย่ากรี ดกรายกรอมเพลาะเที่ยวเราะเริ ง
           2. เห็นผู้ดีมีทรัพย์ ประดับแต่ ง               อย่าทาแข่ งวาสนากระยาหงัน
           3. เมื่อยามยิมยิมไว้แต่ในพักตร์
                            ้ ้                           อย่ายิมนักเสี ยงสง่าพาสลาย
                                                                  ้
           4. อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต                ระวังปิ ดปกป้ องขอสงวน
35. ข้อใดสอนผูที่จะเข้ารับราชการ (1/2547)
                     ้
     1. อันเผ่ าพงศ์ วงศาสุ รารักษ์                       สามิภักดิ์พงปิ่ นบดินทร์ สูรย์
                                                                         ึ่
    ทีสิ่งไรไม่ ทราบได้ กราบทูล
      ่                                                   จึงเพิมพูนภาคหน้ าปรีชาชาญ
                                                                    ่
     2. อันคนดีมีศีลสัตย์สันทัดเที่ยง                                 ช่วยชุบเลี้ยงชูเชิดให้เฉิ ดฉาย
     เอาไว้ใช้ใกล้บพิตรไม่คิดร้าย                                     เขารักตายด้วยได้ดวยใจตรง  ้
     3. อันโซ่ ตรวนพวนพันมันไม่อยู่                                   คงหนีสู้ซ่อนมุ่นในฝุ่ นผง
     แม้นผูกใจไว้ดวยปากไม่จากองค์
                          ้                                           อุตส่ าห์ทรงทราบแบบที่แยบคาย
     4. จงโอบอ้อมถ่อมถดพระยศศักดิ์                                    ถ้าสู งนักแล้วก็เขาเข้าไม่ถึง
     ครั้งต่านักมักจะผิดคิดราพึง                                      พอก้ ากึ่งกลางนั้นขยันนัก

                                                      หน้ า 45
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                             บทที่ 8
                                         โวหารในการเขียน

1. การอธิบาย
        การอธิ บาย เป็ นการใช้โวหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ด้วยวิธีการดังนี้
        1.1 การใช้คานิยาม
        1.2 การยกตัวอย่างประกอบ
        1.3 การเปรี บเทียบความเหมือนและความแตกต่าง
        1.4 การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กนั
        1.5 การอธิบายตามลาดับ
        1.6 การกล่าวซ้ าด้วยถ้อยคาที่แปลกออกไป
2. บรรยายโวหาร
        บรรยายโวหารเป็ นการใช้โวหารเพื่อมุ่งเน้นการดาเนิ นเรื่ องโดยจะกล่าวถึงใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร
อย่างไร
3. พรรณนาโวหาร
        พรรณนาโวหารเป็ นโวหารที่มุ่งเน้นการให้รายละเอียด ภาพที่เด่นชัดและความรู ้สึก โดยมวิธีการดังนี้
        3.1 การแยกส่ วนประกอบ
        3.2 การชี้ลกษณะเด่น
                   ั
        3.3 การใช้โวหารภาพพจน์
4. อุปมาโวหาร
        อุปมาโวหารเป็ นโวหารที่มีการเปรี ยบเทียบ
5. สาธกโวหาร
        สาธกโวหารเป็ นโวหารที่มีการยกตัวอย่างประกอบ
6. เทศนาโวหาร
        เทศนาโวหารเป็ นโวหารที่มุ่งเน้นการสั่งสอน




                                              หน้ า 46
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                          ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 8
                                            โวหารในการเขียน
1. คาประพันธ์ต่อไปนี้ใช้โวหารแบบใด (O-NET 2549)
                   ณ ร่ มไม้สาละพนาสัณฑ์             นามสุ มพินีวนมหาสถาน
                                                                      ั
     พระนางเริ่ มเจ็บครรภ์มิทนนาน  ั                 ประสู ติกาลพระโอรสแสนงดงาม
     วิสาขะวันเพ็ญเพลาเลิศ                           พระกุมารผูประเสริ ฐแห่งโลกสาม
                                                                    ้
     บัวบูชารองพระบาทยาตราตาม                        บุญญายามจิตพร้อมน้อมประณต
     1. บรรยายโวหาร                     2. พรรณนาโวหาร          3. เทศนาโวหาร           4. สาธกโวหาร
2.       ข้อความต่อไปนี้ใช้วธีอธิ บายแบบใด (O-NET 2549)
                                 ิ
         การทาห่อหมกนั้นต้องใช้เวลานาน เตรี ยมใบตอง เจียนใบตองสาหรับห่อ เลือกใบยอที่ไม่อ่อน
เกินไปมาฉี กเป็ นชิ้น ๆ ปลาช่อนหรื อปลาสวายแม่น้ าที่จะนามาทาห่อหมกต้องแล่เอาแต่เนื้ อ หัวกับพุงแยกไว้
ต่างหาก น้ าพริ กแกงที่ใช้คือน้ าพริ กแกงเผ็ด แต่ไม่ใส่ เครื่ องเทศ กะทิค้ นเอาแต่หว รวมเครื่ องปรุ งใส่ ลงใน
                                                                             ั        ั
อ่าง คนจน “ขึ้ น” ตักใส่ ใบตองห่อ แล้วนาไปนิ่งจนสุ ก
         1. ให้นิยาม                                            2. ใช้ตวอย่าง
                                                                         ั
         3. ชี้แจงตามลาดับขั้น                                  4. เปรี ยบเทียบความเหมือนและความต่าง
3. ข้อความต่อไปนี้เป็ นการอธิ บายแบบใด (ข้อสอบ O NET 2550)
     การเดินทางในสมัยก่อนใช้เกวียนหรื อช้างหรื อม้าถ้าไปทางบก ถ้าเดินทางเรื อก็ใช้เรื อพายหรื อเรื อแจว
การเดินทางกินเวลานาน ผูที่มีนิสัยทางกวีจึงแต่คาประพันธ์พรรณนาหนทางที่ผานไป
                              ้                                                     ่
         1.ใช้ตวอย่าง
                 ั                                              2.กล่าวตามลาดับ
         3.ชี้สาเหตุและผลลัพธ์ ทสัมพันธ์ กน
                                     ี่         ั    4.เปรี ยบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง
4. ข้อใดไม่ใช่การเขียนแบบบรรยาย (ข้อสอบ O NET 2550)
         1.ปลาหนักสามสิ บกิโลกระแทกผิวน้ าเสี ยงดัง มันหงายท้องขึ้นมาอยูครู่ หนึ่งก่อนพลิกกลับแล้วผลุบ
                                                                                ่
หายลงสู่ ใต้น้ า
         2.พ่อครัวรี บปี นขึ้นหลังคา อุมไอ้โต้ลงมาล่ามไว้ หยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดขนให้มน
                                           ้                                                ั
                                                                           ่
         3.รถยนต์คนหนึ่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้ามาในซอยและจอดอยูใกล้ปากทางหลายนาที
                     ั
         4.เขายังจาใบหน้ าท่าทางของเธอได้ อย่างติดตา เธอเป็ นคนอ้วน หน้ าอิม แก้มแดงเรื่อ เหมือนดอก
                                                                                  ่
หงอนไก่บาน
5. บทประพันธ์ต่อไปนี้ใช้โวหารชนิดใด (A-NET 2549)
                   “ครั้ นถึงเนินนทรายชายทุ่ง        แว่นแคว้นแดนกรุ งดาหา
         จึงให้หยุดกองทัพตั้งพลับพลา                 ที่ตองนามครุ ฑาเกรี ยงไกร
                                                         ้
         แล้วบัญชาให้ตามะหงง                         ท่านจงรี บเข้าไปกรุ งใหญ่
         ทูลศรี ปัตหราเรื องชัย                      แก้ไขอย่าให้เคืองบาทา”
         1. พรรณนา                      2. อธิบาย               3. เทศนา                4. บรรยาย
                                                  หน้ า 47
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

6. ข้อความต่อไปนี้ใช้โวหารตามข้อใด (A-NET 2549)
          ไอ้เหลาผอมแห้งแกร่ งกรัง เนื้อหนังเหี่ ยวย่นยังกะผิวลูกมะระแห้ง ตัวเล็กขนาดเด็กประถมปลาย ตัด
ผมสั้นเกรี ยนทรงนักเรี ยนมีหงอกแซมประปราย เค้าหน้าเหมือนตัวป๊ อปอายหนังการ์ ตูน ตาตี่เล็กเท่าเม็ดแตงโม
เวลายิมหรื อหัวเราะ หนังตาแทบจะปิ ดหากันจนสนิท ปากกว้าง ดั้งแฟบ และฟันหน้าตอนบนหายไปหมด
        ้
      1. พรรณนา และ อุปมา                                      2. พรรณนา และ สาธก
      3. บรรยาย และ อุปมา                                      4. บรรยาย และ สาธก
7. ข้อใดใช้โวหารการเขียนต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2550)
          1.เสี ยงเพลงสรรเสริ ญพระบารมีดงขึ้น พร้อมกับเสี ยงที่ทุกคนเปล่งออกมาว่า “ทรงพระเจริ ญ” ก็ดง
                                              ั                                                      ั
ก้องไปทัวบริ เวณ
          ่
          2.มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ ามสะพรั่งไปทัวบริ เวณ อาจมีสีอื่นบ้างจากร่ มกั้นกางกันแดดดู
                                                             ่
เป็ นสี กระดากระด่างแซมปนอยู่
          3.เสี ยงผู้คนตะโกนไปทัวว่ า “ทรงพระเจริญ” แสงแดดทีแผดกล้ ากลับรู้ สึกอบอุ่น มีสายลมเย็นๆ แผ่ ว
                                    ่                              ่
ผ่านมา
          4.เสี ยงเห่เรื อก้องกังวานตามผืนน้ า ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นก็สาดแสงสี เหลืองทองจับเป็ น
ประกายบริ เวณหมู่ยอดเจดีย ์




                                               หน้ า 48
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                         บทที่ 9
                                 ความคิดและการแสดงออก
            (เหตุผลกับภาษา การอนุมาน การแสดงทรรศนะ การโต้ แย้ ง การโน้ มน้ าวใจ)

เหตุผลกับภาษา
        โจทย์จะถาม 3 ประเด็น
        1. มีการแสดงเหตุผลหรื อไม่(ถ้ามีตองมีเหตุ+ผล) ไม่ใช่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง
                                          ้
        2. ลาดับการแสดงเหตุผล(เหตุก่อนผลหรื อผลก่อนเหตุ)
        3. ความสมเหตุสมผล
คาเตือน         เรื่ องนี้ให้พยายามหา คาสาคัญ ดังนี้
                                                    ่
                หลัง เพราะ เพราะว่า ด้วย เหตุท่ีวา โดยที่         =       เหตุ (ข้อสนับสนุน)
                หลัง ดังนั้น เพราะฉะนั้น จึง ก็เลย                =       ผล (ข้อสรุ ป)

การอนุมาน
         อนุมาน = เดาอย่างมีเหตุผล
         1. นิรนัย เป็ นการเดาที่อางกฎหรื อหลักความจริ ง ดังนั้นเวลาเดาแล้วมันจะเป็ นความจริ ง
                                    ้
         ตัวอย่าง
                    1) คนทุกคนเกิดมาก็ตองตาย แม้ตวเราเองก็ตายจากโลกนี้ไปในวันหนึ่งเป็ นแน่
                                          ้           ั
                    2) อาจารย์วาดจันทร์ เป็ นคนดีมากๆเลยนะเพราะอาจารย์เป็ นคนมีความกตัญญู (สัจธรรมก็คือ
ความกตัญญูกตเวทีเป็ นเครื่ องหมายของคนดี)
                                  ้         ้                                                           ่
                    3) คุ ณสมบัติตองเป็ นผูหญิงแน่ๆ เพราะเป็ นป้ าของคุณสมชาย(เดาจากความจริ งที่วา ป้ าต้อง
เป็ นเพศหญิงเท่านั้น )
         2. อุปนัย เป็ นการเดาจากสิ่ งที่เห็นว่าหลายๆเหตุการณ์เป็ นเช่นนั้น เราก็เลยสรุ ปว่ามันน่าจะเป็ นเช่นนั้น
ซะเลยซึ่ งความจริ งอาจไม่ใช่ก็ได้เพราะไม่ได้อางจากกฎความจริ งหรื อสัจธรรม(แบบนี้เป็ นการคาดเดาเอามากๆ
                                                 ้
เลยให้พยายามสังเกตจากคาว่า คง คงจะ อาจ อาจจะ น่า น่าจะ)               ตัวอย่ าง (ตัวละครและเรื่ องเหล่ านี้ เป็ น
การสมมุตินะคะ )
                                                    ั
         1) ใครๆ เห็นอาจารย์ทิวลิปก็หลงเสน่ห์กนทั้งนั้น ฉันว่าถ้าไอซ์มาเจออาจารย์ทิวลิปก็คงหลงเสน่ห์ไป
อีกคน
         2) ปี ที่แล้วนะอาจารย์ทิวลิปอกหักวันวาเลนไทน์ เดี๋ยวปี นี้อาจารย์ก็คงอกหักอีกรอบ
         3) โดมและ ฟิ ล์มก็เคยเป็ นแฟนกับอาจารย์ทิวลิป เรนก็ยงเคย ไอซ์เองก็น่าจะเคยเป็ นแฟนอาจารย์นะ
                                                                  ั




                                                   หน้ า 49
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

การอนุมานจากสาเหตุและผลลัพธ์ ทสัมพันธ์ กน ี่       ั
           1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล เห็นเหตุ แล้ว เดา ผล
 -                    นักเรี ยนตั้งใจเรี ยน คงจะสอบติดจุฬาฯกันทุกคนแน่เลย
 -                    อาจารย์ทิวลิปทาตัวน่ารัก ผูชายน่าจะมารักเป็ นร้อยจนเลือกไม่ไหว
                                                     ้
 -                    อาจารย์ทาทายังสอนภาษาไทยได้มนสะใจสุ ด ไม่นานก็คงจะดังระเบิดเถิดเทิง
                                                           ั
           2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ เห็นผล แล้ว เดา เหตุ
 -                    ฟิ ล์มแลดูหน้าตาอิดโรย เมื่อคืนคงทางานดึกไปหน่อย (หรื อไปทาอย่างอื่นก็ไม่รู้นะ)
 -                    อาจารย์ทิวลิปแลดูสวยขึ้น อาจารย์น่าจะไปทาศัลยกรรมที่ยนฮีมานะ   ั
 -                    พี่จวงนมใหญ่ข้ ึนกว่าเดิมเยอะเลย พี่จวงคงจะกินยาคุมเพิ่มเป็ นวันละ 2 แผงแน่ๆ
           3. การอนุมานจากผลไปหาผล เห็นผลตัวที่ 1 เดา ผลตัวที่ 2
 -                    อาจารย์วสี แลดูสวยขึ้นนะ เดี๋ยวก็คงมีผชายมาตามจีบกันจนหัวกระไดไม่แห้ง
                                                               ู้
 -                    โดมสอบตกตั้งหลายวิชา เกรดเฉลี่ยก็คงลดลงด้วย
 -                    บีมได้เกรดเฉลี่ยตั้ง 3.80 ยังงี้คงจะได้เกียรตินิยมด้วยชัวร์ เลย
การแสดงทรรศนะ
           โจทย์จะถาม 3 ประเด็นหลักๆ คือ
                                                                    ่
           1. โครงสร้าง (ที่มา/ข้อสนับสนุน/ข้อสรุ ป) ถามว่าอยูตรงไหน ส่ วนไหนเป็ นอะไร โดยเฉพาะข้อสรุ ป
โจทย์ถามหาบ่อยมาก
           2. ข้อความนั้นๆ มีการแสดงทรรศนะหรื อไม่ ให้สังเกตคาที่ใช้แสดงทรรศนะ เช่น คิดว่า เห็นว่า คงจะ
อาจจะ น่าจะ ควรจะ พึงจะ ขอสรุ ปว่า ฯลฯ
           3. ประเภทของทรรศนะ (ระวังใน 1 ทรรศนะ อาจมีได้หลายประเภท)
                   - ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง              แสดงความเห็นทัวไป เน้นความจริ ง ความเท็จ สถานการณ์
                                                                            ่
ที่เกิดขึ้น
 -                    ทรรศนะเชิงนโยบาย                   เน้นการเสนอแนะสิ่ งต่างๆ เช่น แผนงาน โครงการ ข้อควร
ทา เป็ นต้น
 -                    ทรรศนะเชิงคุณค่าหรื อค่านิยม เน้นการตัดสิ นว่าเป็ นอย่างไร ดี/ไม่ดี ควร/ไม่ควร เหมาะ/
ไม่เหมาะ
การโต้ แย้ง
           การโต้ แย้ ง ใช้ความรู้จากเรื่ องทรรศนะมาเชื่ อมโยง เพราะการโต้แย้งคือการแสดงทรรศนะที่ต่างกัน
นันเอง
   ่
                                                                      ่
           Key Words แสดง การโต้ แย้ง = แต่ แต่ทว่า มิใช่ ใช่วา ไม่วา หาก ่
           โจทย์จะถามเกี่ยวกับประเด็นการโต้ แย้ ง บ่อยมากๆ นันก็แปลว่าเขาชอบให้เราตั้งชื่ อหัวข้อการโต้แย้ง
                                                                        ่
นันเอง
     ่


                                                 หน้ า 50
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

การโน้ มน้ าวใจ
        โจทย์จะถามเกี่ยวกับกลวิธีการในการโน้มน้าวใจและสารโน้มน้าวใจ
        กลวิธีการโน้ มน้ าวใจมี 6 วิธี คือ
        1. แสดงความน่าเชื่อถือของบุคคลผูโน้มน้าวใจ
                                           ้
        2. แสดงความหนักแน่นของเหตุผล
        3. แสดงให้ประจักษ์ถึงความรู ้สึกหรื ออารมณ์ร่วมกัน
        4. แสดงทางเลือกด้านดีและด้านเสี ย
        5. สร้างความหรรษาแก่ผรับสาร
                                  ู้
        6. เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า
        สารโน้ มน้ าวใจ มี 3 ประเภท คือ
        1. คาเชิญชวน
        2. โฆษณาสิ นค้าและบริ การ
        3. โฆษณาชวนเชื่อ




                                            หน้ า 51
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                    ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 9
                               เรื่องความคิดและการแสดงออก
             (ภาษากับเหตุผล การอนุมาน การแสดงทรศนะ การโต้ แย้ ง การโน้ มน้ าวใจ)
1. คาขวัญข้อใดแสดงเหตุผล (O-Net 49)
      1. ลูกมาก จะยากจน
      2. เด็กวันนี้คือผูใหญ่ในวันหน้า
                            ้
      3. น้ าไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทา
      4. เด็กดีเป็ นศรี แก่ชาติ
2. ข้อใดมีเนื้อความไม่ สมเหตุสมผล (O-Net 49)
      1. ประเพณี รับน้องใหม่ควรอนุ รักษ์ไว้ เพราะเป็ นประเพณี ที่สืบทอดกันมานานแต่ตองเป็ นไปในทาง
                                                                                                ้
      สร้างสรรค์
      2. การเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้าจะช่วยปลูกสานึกให้เกิดความรักและภูมิใจในชาติ
      3. การปฏิบติตามกฎจราจรอย่างเคร่ งครัดจะช่วยลดการเกิดอุบติเหตุได้มาก
                      ั                                               ั
      4. การออกกาลังกายในตอนเช้ าดีต่อสุ ขภาพ เพราะเป็ นช่ วงเวลาทีคนไม่ พลุกพล่ านมากนัก
                                                                          ่
3. ข้อความต่อไปนี้มีโครงสร้างการแสดงเหตุผลตามข้อใด (O-Net 49)
                    (1) ความสนุ กเกิ ดจากใจและกายที่สอดคล้องกันเป็ นอันหนึ่ งอันเดี ยว / (2) ใจอยากสนุ ก
      ร่ างกายไม่เป็ นใจ ก็นึกสนุ กไม่ได้ / (3) ในทางกลับกัน ร่ างกายพร้ อมที่จะสนุ กใจไม่เป็ นไปด้วย ก็
      หมดโอกาสสนุก
      1. (1) เป็ นข้อสรุ ป (2) และ (3) เป็ นข้อสนับสนุน
      2. (1) เป็ นข้ อสนับสนุน (2) และ (3) เป็ นข้ อสรุ ป
      3. (1) และ (3) เป็ นข้อสรุ ป (2) เป็ นข้อสนับสนุน
      4. (1) และ (3) เป็ นข้อสนับสนุน (2) เป็ นข้อสรุ ป
4. ข้อความตอนใดมีการใช้เหตุผล (A-Net 49)
                    (1) พายุใหญ่ที่พดกระหน่ านาวาชี วตครอบครัวคุ ณนั้นหนักหน่วง คุณควรถือประสบการณ์
                                     ั               ิ
      ครั้งนี้ เป็ นบทเรี ยนอันยิ่งใหญ่ / (2) หากคุ ณเป็ นคนเดิ นเรื อคุ ณจะต้องรู ้ วาพายุน้ นมีอยู่คู่ทะเลเสมอ /
                                                                                      ่       ั
      (3) คุ ณจะหวัง ว่า ชั่วชี วิตคุ ณจะโชคดี ไม่ ต้องเผชิ ญพายุน้ ันไม่ไ ด้ / (4) ธรรมชาติ อนยิ่งใหญ่ ใ ห้
                                                                                                      ั
      บทเรี ยนที่มนุษย์สามารถเรี ยนรู้ได้ตลอดไป
      1. ตอนที่ 1                    2. ตอนที่ 2 3. ตอนที่ 3                  4. ตอนที่ 4




                                                   หน้ า 52
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


5. ข้อใดเสนอผลก่อนเหตุ (A-Net 49)
      1. การผลัก ดันเรื่ องป่ าชุ ม ชนเป็ นบทเรี ย นส าคัญท าให้คนในป่ าชุ มชนเรี ย กรู้ ที่ จะรั ก และหวงแหน
      ทรัพยากรของตนเอง
      2. ช่วงปี 2534-2535 ป่ าถูกทาลาย ชุ มชนย่าแย่ จากนั้นชาวบ้านได้จดตั้งคณะกรรมการป่ าชุ มชน
                                                                               ั
      ขึ้นมาดูแลป่ า
      3. โดยที่คณะกรรมการจัดทาโครงการคานึงถึงวิถีชีวิตและการทามาหากินของชาวบ้าน ชาวบ้านยังคง
      เข้าไปหาปูหาปลาได้
      4. รั ฐควรชี้ แจงโครงการแก่ ประชาชนอย่ า งชั ดเจน เรื่ อ งโครงการหมู่ บ้ านป่ าไม้ แผนใหม่ เป็ นเรื่ อ ง
      ละเอียดอ่อน
6. คาขวัญในข้อใดมีการแสดงเหตุผลอย่างสมเหตุสมผล (A-Net 49)
      1. หนึ่งเสี ยงของท่าน                รังสรรค์บานเมือง
                                                        ้
      2. ระบบพรรคดี                        ผูสมัครมีคุณธรรม
                                              ้
      3. ไม่ป้องกันคนพาล                   ไม่อภิบาลคนชัว    ่
      4. บ้ านเมืองใช่ ของใคร              อย่ าแยกค่ ายแยกมุ้ง
7. ข้อใดเป็ นการแสดงเหตุผลด้วยวิธีนิรนัย
   1. นุชเคยยากจนมาก่อนจึงรู ้ค่าของเงินมากกว่าศิราที่ร่ ารวย
    2. จ๋ อมแจ๋ มชอบฟังนิทาน ดังนั้นเมื่อโตขึ้นน่าจะชอบอ่านหนังสื อ
    3. เจือมีความกตัญญู ดังนั้นจึงกล่ าวได้ ว่าเป็ นผู้มีคุณธรรมอันประเสริฐ
    4. เรื องรองเป็ นคนขาดวิจารณญาณ เรี ยนมาจากระบบที่ไม่ส่งเสริ มความคิด
8. ข้อใดเป็ นอนุมานแบบอุปนัย
   1. กฎหมายห้ามสู บบุหรี่ ในเขตปลอดบุหรี่ ถ้าใครฝ่ าฝื นจะถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท
   2. ปลาทูเป็ นอาหารทะเลทีมีคุณค่ าทางอาหารสู ง สั ตว์ ทะเลอืนๆ ก็น่าจะมีคุณค่ าทางอาหารสู งด้ วย
                                ่                                    ่
                                                     ้ ้ ่
   3. มลพิษทางน้ ามีผลกระทบต่อสัตว์น้ าและผูคน ผูอยูริมน้ าจึงต้องร่ วมมือกันแก้ปัญหา
   4. ปรากฏการณ์ เอลนิ โน่ มีผ ลกระทบต่อประเทศต่า งๆ ปี หน้าประชากรโลกจึ งต้องประสบภาวะขาด
        แคลนอาหารแน่นอน
9. ข้อใดเป็ นการอธิบายจากผลไปหาเหตุ (A-Net 49)
      1. พีชมแล้วให้ ตรมระบมกาย
             ่                             ด้ วยเจ้ าสายสุ ดใจมิได้ มา
      2. เห็นลมอื้อจะใครสื่ อสาราสั่ง ถึงร้อยชังคู่ชมเคยถนอม
                                                      ่
      3. ประจวบจนถึงตาบลบ่อโศก ยามวิโยคออกชื่อก็ครื อหู
      4. พี่จากจรดวงใจมาไกลเชย             โอ้อกเอ๋ ยแทบพังเหมือนฝั่งชล



                                                  หน้ า 53
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

10. ข้อใดใช้วธีอนุมานต่างกับข้ออื่น
                 ิ
     1. กินข้ าวกับนาพริกปลาทูแบบไทยๆ จะไม่ เป็ นโรคมากมายอย่ างแน่ นอน
                       ้
     2. คนที่เป็ นโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคหัวใจนั้นเป็ นเพราะไม่ได้ออกกาลังกาย
     3. คนเราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ อย่างครบถ้วนจากอาหารทัวไป หากรู ้จกเลือกกิน
                                                                        ่           ั
     4. เราควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เพราะอาหารที่ดีช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
11. ข้อความต่อไปนี้ใช้วธีอนุมานแบบใด
                            ิ
          ขยะมูลฝอยเป็ นปั ญหาสิ่ งแวดล้อมที่สาคัญประการหนึ่ งของประเทศไทย เพราะยังไม่สามารถเก็บขยะ
มูลฝอยต่างๆ ไปกาจัดได้หมด มีขยะมูลฝอยตกค้าง ก่อให้เกิดปั ญหาสิ่ งแวดล้อมและเกิดผลกระทบต่อสุ ขภาพ
ผูคน
  ้
          1. อนุมานจากเหตุไปหาผล                              2. อนุมานจากผลไปหาเหตุ
          3. อนุมานจากเหตุไปหาเหตุ                            4. อนุมานจากผลไปหาผล
12. ข้อใดใช้ภาษาแสดงทรรศนะ (O-Net 49)
         1. พวกเราทุกคนขอแสดงความคิดเห็นในเรื่ องการเข้าค่ายพักแรมของโรงเรี ยน
         2. พวกเราทุกคนขอยืนยันว่าโรงเรี ยนต้องจัดให้มีการเข้าค่ายพักแรม
         3. พวกเราทุกคนต้องการให้โรงเรี ยนจัดให้มีการเข้าค่ายพักแรม
         4. พวกเราทุกคนเห็นว่ าโรงเรียนควรจัดให้ มีการเข้ าค่ ายพักแรม
13. ข้อใดไม่ ใช่การแสดงทรรศนะ (A-Net 49)
                                                                                ั
         1. ทุก ๆ องค์กรในสังคมน่าจะร่ วมมือจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์กนอย่างทัวถึง         ่
         2. ครู ควรปลูกฝังคุณธรรมเพื่อส่ งเสริ มความดีให้นกเรี ยนได้รู้คุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็ นคน
                                                            ั
         3. หากพ่อแม่ให้ความรักความเอาใจใส่ ลูกและสนับสนุนให้ทากิจกรรมเยาวชนปั ญหาของเด็กก็คงจะไม่เกิด
         4. เพือน ๆ ทีเ่ ป็ นกัลยาณมิตรกันจะช่ วยชั กจูงกันไปในทางทีดเี พือชี วตทีดีงามของแต่ ละคน
               ่                                                       ่ ่ ิ ่
14. ข้อความต่อไปนี้แสดงทรรศนะประเภทใด (A-Net 49)
          แนวคิดการกาหนดสัดส่ วนการรับนักเรี ยนชั้น ม. 1 โดยเพิ่มการรับเด็กนอกเขตพื้นที่เป็ น 40% เป็ น
การเพิ่มโอกาสให้เด็กที่อยูห่างไกลโรงเรี ยนที่มีคุณภาพได้มีโอกาสเข้าเรี ยนในโรงเรี ยนที่มีคุณภาพได้มากขึ้น
                                ่
และต้องการส่ งเสริ มและพัฒนาคุณภาพโรงเรี ยนที่เคยมีคุณภาพสู ง ๆ แต่ถูกลดคุณภาพลงในช่วง 5 ปี ที่ผานมา  ่
ให้กลับมามีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง
         1. ทรรศนะเชิงนโยบาย                                  2. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง
         3. ทรรศนะเชิ งนโยบายและเชิ งคุณค่ า                  4. ทรรศนะเชิงคุณค่าและข้อเท็จจริ ง
15. ข้อใดต่อไปนี้เป็ นการแสดงทรรศนะประเภทใด (O-Net 49)
     เมื่อไรหนอ พวกหนุ่ม ๆของเราจึงเข้าใจได้บางว่า การเป็ นชาวนา ชาวสวนหรื อกรรมกรอื่น ๆ นั้น
                                                    ้
ก็มีเกียรติเท่ากับที่จะเป็ นผูทางานด้วยปากกาเหมือนกัน
                              ้
         1. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย                     2. ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริ ง
         3. ทรรศนะเกี่ยวกับเหตุการณ์                  4. ทรรศนะเกียวกับคุณค่ า
                                                                     ่

                                               หน้ า 54
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

16. ข้อความต่อไปนี้แสดงทรรศนะประเภทใด (O-Net 49)
                    พระภิกษุฟาเหียนเป็ นนักธรรมจาริ กรู ปแรกที่เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 399 ท่านเดินทางผ่าน
เทือกเขาหิ มาลัยด้วยความยากลาบาก บันทึกของท่านเป็ นประโยชน์อย่างมากในการเรี ยนรู ้พระพุทธศาสนา
และชีวตสังคมอื่น ๆ ในขณะนั้น
        ิ
        1. ทรรศนะเชิงคุณค่า                           2. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง
        3. ทรรศนะเชิงข้ อเท็จจริงและคุณค่ า           4. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ งและนโยบาย
อ่านข้ อความต่ อไปนีแล้วตอบคาถาม
                       ้
           (1) การเรี ยนในระดับมหาวิทยาลัยนั้น ปรัชญาสาคัญคือการสอนให้นิสิตนักศึกษาคิดเป็ น / (2) และ
ให้เขาเหล่านั้นสามารถตัดสิ นใจเลือกเส้นทางชี วิตของตนเองได้ / (3) ดังนั้นการกระทาแบบมัดมือชกโดยให้
พวกเขาได้เข้าร่ วมกิจกรรมรับน้องใหม่ / (4) รวมทั้งการใช้ยุทธวิธีจน ทาให้รุ่นน้องนอกแถวกลายเป็ นแกะดา
นั้น ไม่น่าจะสอดคล้องกับปรัชญาการเรี ยนใoระดับอุดมศึกษา
17. ข้อความข้างต้นใช้วธีสื่อความตามข้อใด
                          ิ
      1. โต้แย้ง และแนะแนวทางที่ควรปฏิบติ         ั
      2. โต้ แย้ง และชี้ให้ เห็นข้ อบกพร่ อง
      3. ชี้ให้เห็นข้อบกพร่ อง และเสนอให้แก้ไขปรับเปลี่ยน
      4. เสนอให้แก้ไขปรับเปลี่ยน และแนะแนวทางที่ควรปฏิบติ         ั
18. ข้อความส่ วนใดใช้ถอยคาที่เข้าใจได้โดยไม่ ตองตีความ
                             ้                      ้
      1. ส่ วนที่ 1                   2. ส่ วนที่ 2         3. ส่ วนที่ 3             3. ส่ วนที่ 4
19. ข้อใดไม่ มีการโต้แย้ง (A-Net 49)
                ่
       1. แม้วาภาษาจะเป็ นสมบัติของมนุษย์ แต่เป็ นสมบัติที่ตองมีการเรี ยนรู ้ มีการถ่ายทอด
                                                                ้
           มนุษย์ไม่ได้รับมาเองโดยอัตโนมัติ
       2. ในสังคมไทยปั จจุบน คนไทยสนใจการพูด การเสนอความคิดเห็นกันมากก็จริ ง
                                ั
            แต่ไม่สนใจที่จะใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
       3. คนไทยทุกคนควรศึกษา ทาความเข้ าใจและมีหน้ าทีดูแลรักษาภาษาไทย เพือความ
                                                             ่                      ่
          มั่นคงและความทันสมัยของภาษาของชาติ
              ่
       4. ใช่วากวีทุกคนที่ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องไพเราะจะได้รับการยกย่องเป็ นบุคคล
          สาคัญของชาติเสมอ
20. ข้อความต่อไปนี้เป็ นข้อโต้แย้งของข้อใด
                                             ่ ้
          “การตัดพันธุ กรรมพืชมีปัญหาอยูไม่นอย ทั้งปั ญหาด้านสิ่ งแวดล้อม ปั ญหาด้านสุ ขภาพและปั ญหาด้าน
เศรษฐกิจ ถึงแม้วามีขอบ่งชี้ไม่ชดทั้งหมด แต่ก็สร้างความหวาดระแวงได้มาก”
                    ่ ้             ั
     1. ปัญหาจากการตัดต่ อพันธุกรรมพืชเป็ นเรื่องทีแก้ ไขได้ เสมอ
                                                          ่
     2. การปรับปรุ งพันธุ์พืชเป็ นวิทยาการที่น่าพอใจและมีประโยชน์มาก
     3. การปรับปรุ งพันธุ์พืชแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ในตะวันตก
     4. เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุ กรรมพืชเป็ นสิ่ งที่ตองตามให้ทนและรู ้เท่าทัน
                                                        ้           ั


                                                หน้ า 55
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

21. นิ ทานเป็ นงานศิลปะประเภทวรรณศิ ลป์ ซึ่ งโดยทัวไปเกิ ดจากแรงบันดาลใจของกวีหรื อผูแต่ง แรง
                                                             ่                               ้
บันดาลใจอาจเกิดจากความทุกข์ ความสุ ข ความเกลียดชัง ความเครี ยดแค้น ฯลฯ จะเป็ นความรู ้สึกฝ่ ายดี
หรื อไม่ดีก็ได้ แต่เมื่อกลันกรองผ่านใจของผูแต่ง แล้วเจือด้วยจินตนาการ และปรุ งด้วยภาษาศิลป์ แล้ว ภาพ
                            ่                     ้
ที่ออกมาควรประณี ตละเมียดละไม
        ข้อใดเป็ นประเด็นโต้แย้งของข้อความข้างต้นไม่ ได้ (A-Net 49)
        1. นิทานเป็ นเรื่ องที่ผเู้ ขียนต้องใช้ภาษาศิลป์
        2. แรงบันดาลใจของผูแต่งนิทานอาจมาจากเรื่ องดีหรื อไม่ดี
                                     ้
        3. นิทานควรเป็ นเรื่ องราวที่งดงามเสมอไป
        4. นิทานเป็ นเรื่องทีเ่ กิดจากจินตนาการเท่านั้น
22. ข้อใดไม่ตองใช้หลักการโน้มน้าวใจ (O-Net 49)
                ้
        1. การโฆษณาสิ นค้า 2. การหาเสี ยง 3. การประกาศแจ้ งความ                  4. การปราศรัย
                                                         ่ ้
23. การโฆษณาบริ การในข้อใดมีการโน้มน้าวใจแฝงอยูดวย (O-Net 49)
        1.                    คลินนิกปากน ้า
                                คลิ ิกปากน้ า                  2.          แม่ ช้อยครัวไทย
                           รับบสมัครแพทย์
                             รั สมัครแพทย์                            บริกำรอำหำรไทยใน - นอกสถำนที่
               เงินเดือน 10,000 บาท + + คอม + ่พก ก
                เงินเดือน 10,000 บาท คอม + ที ทีั่พั                       รสชำติดงเดิมแบบชำววัง
                                                                                   ั้
                         โทร. 0-3456-6541
                          โทร. 0-3456-6541                                    โทร. 0-2345-6000

      3               เป็ นเจ้คลินิกปากน้สุาขภาพ
                                 าของธุรกิจ                       4       สถาบันกวดวิชาเลิศวิทย์
                             รับั สมัครแพทย์
                            คูกบงานประจา
                               ่                                             รับสมัครครูเพศหญิง
               เงินเดือน ่ มต้ น 2-3 ชม. คอม + ที่พก
                        เริ 10,000 บาท + / วัน     ั                     ปริ ญญาตรี ไม่จากัดสาขา
                          โทร. 0-3456-6541
               ทางานด้ วย FAX , Tel. Internet ฯลฯ                               รักการสอนเด็ก
                          โทร. 0-5213-7864                                    โทร. 0-8925-3144
24. ข้อใดเป็ นการแสดงการโน้มน้าวใจ
    1. เจียนกระดาษให้พอดี กรอบด้านนอก เจาะช่ องกลางเอารู ปถ่ายที่ตองการจะใส่ มาใส่ ในช่องกรอบ จัด
                                                                          ้
         เส้นฉากให้ดี ติดเทปหลังกรอบทั้งสี่ มุม
    2. ใครจะเชื่ อว่า “นก” ผูเ้ ป็ นสัญลักษณ์ แห่ งเสรี ภาพบนท้องฟ้ ามีวิวฒนาการมาจากสัตว์เลื้ อยคลานซึ่ ง
                                                                            ั
                 ่
         อาศัยอยูบนพื้นดิน
    3. การท่ องเที่ยวในฟาร์ มหรื อเขตเกษตรกรรมอื่นๆ เป็ นการท่ องเที่ยวเชิ งนิเวศ เพราะคุณจะได้ ท้ งสาระ
                                                                                                   ั
         และความรื่นรมย์ในขณะเดียวกัน
    4. การแห่ลูกแก้ว ก็คือการแห่นาค ผิดกับทางภาคกลางก็เพียงแต่วานาคทางภาคกลางนั้นนุ่งขาวห่ มขาว แต่
                                                                     ่
         ลูกแก้วทางภาคเหนือนั้นแต่งตัวเป็ นกษัตริ ยโดยไปเช่าเครื่ องแต่งกายมาจากพวกลิเก
                                                    ์




                                                       หน้ า 56
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

25. ข้อความต่อไปนี้ใช้กลวิธีในการโน้มน้าวใจตามข้อใด (A-Net 49)
                   คนเราไม่ควรพูดเพราะอดไม่ได้ที่จะต้องพูด เราควรพูดเฉพาะสิ่ งที่ เป็ นประโยชน์ต่อผูอื่น้
       เนื้ อหาที่พูดต้องมีสาระสาคัญ มีหลักการที่ ดี มีคุณค่าควรแก่ การฟั ง จึ งจะส่ งเสริ มบุ คลิ กภาพและ
       ความน่าเชื่อถือให้แก่ผพด
                              ู้ ู
       1. แสดงให้เห็นความเชื่อถือของผูเ้ ขียน            2. แสดงให้ เห็นความหนักแน่ นของเหตุผล
       3. แสดงให้ประจักษ์ถึงอารมณ์ร่วม         4. แสดงให้เห็นทางเลือกด้านดีและด้านเสี ย

                                               บททึ่ 10
                                       การวิเคราะห์ และวินิจสาร

การวิเคราะห์ สาร
        หมายถึง การแยกแยะเนื้อหาที่อ่านหรื อฟังออกเป็ นส่ วน ๆ
        เช่น การวิเคราะห์โครงสร้าง วิเคราะห์ลกษณะคาประพันธ์ เป็ นต้น
                                             ั
การวินิจสาร
        หมายถึง การพิจารณาสารอย่างละเอียด สามารถตีความสารโดยใช้เหตุผลประกอบการพิจารณา
การวิเคราะห์ และวินิจสาร
        หมายถึง การแยกแยะองค์ประกอบของสารและพิจารณาอย่างละเอียดโดยใช้เหตุผล

 การวิเคราะห์ สาร
  - ลักษณะคาประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ข่าว บทความ ฯลฯ
                                   ่
  - อ่านจับใจความ สามารถตอบได้วา ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร อย่างไร ฯลฯ
  - พิจารณาแต่ละส่ วนให้ละเอียด หาใจความ และพลความ
  - พิจารณากลวิธีในการนาเสนอสาร
 การวินิจสาร
  - พิจารณาเนื้อความ หาใจความหลัก
  - ตีความจากเนื้อหา หาจุดมุ่งหมายในการส่ งสาร อารมณ์ ความคิดของผูส่งสาร
                                                                  ้
  - พิจารณาสาร หาแนวคิดหลัก และแนวคิดเสริ ม

บรรณานุกรม
นิ่มนวล หาญทนงค์. 2541. การแต่งคาประพันธ์. กรุ งเทพฯ : อักษรเจริ ญทัศน์.
วินย ภู่ระหงษ์. ม.ป.ป. “วรรณคดีกบความงามทางวรรณศิลป์ ”, มนุษย์กบความงาม. กรุ งเทพฯ.
    ั                            ั                                ั
            : วิชยพาณิ ชย์ และการพิมพ์
                  ั

                                                หน้ า 57
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

                                             ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 10
                                        เรื่องการวิเคราะห์ และวินิจสาร
1. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้
                    ความไม่พอใจจนเป็ นคนเข็ญ พอแล้วเป็ นเศรษฐีมหาศาล
         จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ                                 จงคิดอ่านแก้จนเป็ นคนมี
         1. ต้องรู ้จกหาวิธีแก้จน
                     ั                                            2. ไม่มีใครปรารถนาความจน
         3. จนทรัพย์แล้วอย่าจนความคิด                             4. จะไม่ จนถ้ าเป็ นคนรู้ จักพอ
2. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้
         ความตายเป็ นเพียงการเดินทางไปสู่ บานหลังใหม่ ไม่มีใครเคย “ตาย” ไปจากหัวใจของคนที่รัก ตราบ
                                                ้
                                   ั          ิ        ่
ใดที่เรายังระลึกถึง คนที่เรารักก็ยงคง “มีชีวต” อยูตราบนั้น ไม่มีวนแตกดับไปตามกาลเวลา
                                                                          ั
         1. ความตายเป็ นสิ่ งที่ทุกคนต้องพบ                                                       ่
                                                                  2. การตายเป็ นการเปลี่ยนที่อยูใหม่
         3. ผู้ตายยังคงอยู่ ในใจของผู้ทรักเขา
                                           ี่                     4. ผูที่ตายแล้วยังมีผระลึกถึงอยูเ่ สมอ
                                                                        ้              ู้
3. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551)
       อาหารญี่ปุ่นที่เด่น ๆ คือ ปลาซึ่ งมีโปรตีนที่ดีกว่าเนื้ อสัตว์ชนิ ดอื่นเพราะมีโอเมก้า 3 ซึ่ งช่วยลดอัตราเสี่ ยง
ต่ อ โรคหั ว ใจและโรคหลอดเลื อ ด และยัง มี วิ ต ามิ น เกลื อ แร่ ม ากอี ก ทั้ง อาหารญี่ ปุ่ นมัก ใช้ ส าหร่ า ยเป็ น
ส่ วนประกอบหลักซึ่ งมีท้ งโปรตีน ไอโอดีนและใยอาหารสู ง จึงช่วยเรื่ องการย่อยและระบบขับถ่าย
                            ั
         1. อาหารญีปุ่นมีคุณค่ าทางโภชนาการสู ง
                       ่
         2. อาหารญี่ปุ่นให้โปรตีนสู งกว่าอาหารชาติอื่น
         3. อาหารญี่ปุ่นช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้
         4. อาหารญี่ปุ่นช่วยควบคุมน้ าหนักได้
4. อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ
           การรู ้ความจริ งของธรรมชาติจึงเป็ นเรื่ องสาคัญอย่างยิง เมื่อเรารู ้แล้วเราก็จะปฏิบติต่อสิ่ งทั้งหลายได้
                                                                    ่                               ั
ถูกต้องเหมือนกับในทางวิทยาศาสตร์ ฝ่ายวัตถุที่คนพบความจริ งคือกฎธรรมชาติบางอย่างหรื อบางส่ วน เมื่อ
                                                     ้
ค้นพบแล้วก็นาเอากฎธรรมชาติบางส่ วนนั้นมาใช้ทาอะไรต่างๆ ได้ เช่น การสร้างสิ่ งประดิษฐ์ต่างๆ ตั้งแต่เรื อ
กลไฟ รถไฟ เรื อบิน ตลอดจนคอมพิวเตอร์
. ข้อใดเป็ นวิธีส่งสารข้อความนี้(A-NET 50)
         1. การนาเข้าเรื่ อง                              2.การสรุ ปโดยให้เหตุผล
         3.การแสดงข้อมูลรายละเอียด                       4.การขยายเนือเรื่องพร้ อมทั้งตัวอย่าง
                                                                      ้
5. ใจความสาคัญของข้อความนี้คือข้อใด (A-NET 50)
         1.การรู้กฎสาคัญของธรรมชาติ
         2.การประจักษ์ในความสาคัญของธรรมชาติ
         3.การใช้ ประโยชน์ จากความจริงของธรรมชาติ
         4.การประดิษฐ์สิ่งของสาคัญจากการค้นพบกฎธรรมชาติ

                                                     หน้ า 58
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

6. ข้อใดเป็ นจุดประสงค์ของผูแต่งคาประพันธ์ต่อไปนี้
                                             ้
                          บ้านเมืองลาบากยากเข็ญ               หนุ่มสาวยังเล่นขายข้าวของ
            บ้านเมืองเร่ งหาปั ญญาครอง                                หนุ่มสาวยังฉลองไม่เลิกรา
            ขึ้นอุดมศึกษายังทารก                                      โลกแข่งขันสกปรกไม่รอท่า
            พวกกินเมืองย่อมยินดีปรี ดา                                เมืองนี้ นกศึกษาไม่ยอมโต
                                                                                ั
            1. ต้องการเห็นนักศึกษาเป็ นปัญญาชนที่แท้จริ ง
            2. ต้องการให้นกศึกษาเห็นความสาคัญของกิจกรรม
                                    ั
            3. ชี้ให้ เห็นว่ าปัจจุบันบ้ านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต
            4. ชี้ให้เห็นปั ญหาการฉ้อราษฎร์บงหลวง           ั
7. ข้อใดแสดงเจตนาที่ชดเจนที่สุดของข้อความต่อไปนี้
                                  ั
                                                      ่
            ขวานไทยไม่มีดามนาไปใช้ยอมไร้พลัง คนไทยไม่เคยแบ่งข้างไทย แขก จีน ฝรั่งที่เกิดเมืองไทยใต้
                                      ้
                                               ่ ั
ร่ มบรม โพธิ สมภาร พระเจ้าอยูหว พระราชินีทรงห่วงใย ลูกเอยหลานเอยล้วนคนไทย มาสร้างฝันวันใหม่ให้
ขวานไทยใจหนึ่งเดียว
            1. ชี้ให้เห็นความสาคัญของแผ่นดินไทยทุกส่ วน 2. ย้าให้สานึกในพระมหากรุ ณาธิ คุณ
            3. กระตุนให้คนไทยมีความหวัง
                          ้                                           4. เตือนให้ คนไทยรักสามัคคี
8. ผูกล่าวข้อความต่อไปนี้มีจุดประสงค์ตามข้อใด
     ้
            ต้นไม้นอย ๆ ยังให้ออกซิเจนแก่โลก ดอกไม้นอย ๆ ยังให้ความเพลินตาแก่มนุษย์ ผีเสื้ อและนกกาบิน
                        ้                                         ้
ไปมายังให้ความสบายตาแก่ผพบเห็น เราเกิดมาชาติหนึ่งจะไม่ให้อะไรแก่แผ่นดินที่เราเกิดมาบ้างหรื อ
                                          ู้
            1. ให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรของโลก                         2. ให้รู้จกบุญคุณของธรรมชาติ
                                                                                  ั
            3. ให้ ทาตนให้ มีประโยชน์ ต่อส่ วนร่ วม 4. ให้เห็นประโยชน์ของสรรพสิ่ งในโลก
9. ข้อความต่อไปนี้ผเู ้ ขียนมีจุดมุ่งหมายอย่างไร (O-NET 50)
            วัยรุ่ นจะรักเพื่อนมาก เพราะมองเห็นว่าเพื่อนมีปัญหาคล้ายกับตนเอง จึงมักเห็นอกเห็นใจกัน และมัก
คิดว่าผูใหญ่ไม่เข้าใจ จึงได้พยายามเกาะกลุ่มกันเอง พูดคุยกันเอง ปรึ กษากันเอง พ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจไป
        ้
          ่
ตาหนิวาเห็นเพื่อนดีกว่าพ่อแม่ จึงทาให้นอยใจและโต้ตอบกลับมา เกิดเป็ นความขัดแย้งในครอบครัว
                                                        ้
            1. ให้ ผ้ ูใหญ่ เข้ าใจวัยรุ่ น                           2. แสดงความเห็นใจวัยรุ่ น
            3. แสดงพฤติกรรมของวัยรุ่ นในแง่ลบ                         4. แก้ปัญหาการคบเพื่อนของวัยรุ่ น
10. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดไม่อาจอนุมานได้ (O-NET 50)
                              ั                     ้               ่
            สังคมปั จจุบนเป็ นสังคมที่ตองดิ้นรนเพื่อความอยูรอดของตนเองและครอบครัว ความสัมพันธ์ของ
สมาชิกในครอบครัวจึงไม่แน่นแฟ้ นเท่าที่ควร
            1. ครอบครัวส่ วนมากพ่อแม่ทางานนอกบ้าน
            2. พ่อแม่ไม่มีเวลารับฟังปั ญหาของลูก
            3. สมาชิกของครอบครัวมีเวลาอยูร่วมกันน้อย      ่
            4.เวลาส่ วนใหญ่ ของลูกอยู่กบเพือนที่โรงเรียน
                                                   ั ่

                                               หน้ า 59
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

11. ข้อความต่อไปนี้ผเู ้ ขียนต้องการโน้มน้าวใจผูอ่านในเรื่ องใด (O-NET 50)
                                                         ้
          หากพวกเราทั้งหลายอยากให้ลูกหลานของเราเจริ ญเติบโตเป็ นคนดีท่ีมีความฉลาด มีความเพียร ก็จง
    ่                                       ่
หมันจัดหาหนังสื อดี ๆ ให้พวกเขาได้อานกัน และร่ วมสร้างกุศลจัดซื้ อหนังสื อบริ จาคส่ งไปให้หองสมุด เพื่อ
                                                                                                   ้
ลูกหลานของเราได้มีโอกาสอ่านเถอะ เพราะเด็กที่ฉลาดมีความเพียรย่อมส่ งผลให้ประเทศชาติเจริ ญ
          1. การรักการอ่าน                                   2. การบริจาคหนังสื อ
          3. การส่ งเสริ มให้เด็กฉลาด                        4. การพัฒนาประเทศด้วยการอ่าน
12. ข้อความต่อไปนี้ขอใดไม่ใช่ลกษณะของผูพด (O-NET 50)
                         ้           ั               ้ ู
                 ่
          แม้วาฉันจะตายในการรับใช้ชาติ ฉันก็รู้สึกภูมิใจเป็ นอย่างมาก เพราะเลือดทุกหยดที่รินรดออกมาจะ
สร้างความเจริ ญให้ประเทศชาติ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งอันทรงพลัง
          1. ความเสี ยสละ 2. ความมุ่งมัน 3. ความซื่อสัตย์
                                          ่                                       4. ความรับผิดชอบ
13. คาประพันธ์ต่อไปนี้ผเู ้ ขียนสื่ อความหมายตามข้อใด (O-NET 50)
          ถ้ าโลกคือละครโรงใหญ่                              ผู้กากับคือใครที่แอบซ่ อน
          เราจะยอมเขากาหนดทุกบทตอน                           หรื อจะต้ อนผู้กากับให้ อับจน
          1. เยาะเย้ยโชคชะตาอันรันทด                         2. ต้ องการลิขิตชีวตด้ วยตนเอง
                                                                                   ิ
          3. ปลงตกกับชีวตที่พลิกผัน
                            ิ                                4. ครุ่ นคิดเรื่ องอานาจพรหมลิขิต
14. ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความต่อไปนี้ (O-NET 50)
          แพทย์ไทยเห็นว่าเด็กไทยกาลังถูกโรคอ้วนรุ มเร้าอันเป็ นผลจากการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด             จึงร่ วมกัน
จัดการประกวดการลดน้ าหนักเพื่อขจัดความเสี่ ยง เป็ นการจูงใจคนทุกวัยให้เห็นความสาคัญของการลดน้ าหนัก
มากกว่าที่จะปล่อยให้ตนเองอ้วนต่อไป
          1. ผลเสี ยของโรคอ้วน                               2. การแข่งขันลดความอ้วน
          3. ภัยของการบริ โภคอาหารจานด่วน                    4. วิธีการปองกันและรักษาโรคอ้วน
                                                                         ้
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ 15-16
              ผู้ใดทากรรมใดไว้ จะได้ รับผลของกรรมนั้น การก่ อทุกข์ โทษแก่ ผ้ อื่นเป็ นการทากรรมทางกาย ทาง
                                                                                         ู
วาจา และทางใจด้ วย เพราะใจต้ องก่ อขึนก่ อนจึงจะออกมาทางกาย ทางวาจา เพราะฉะนั้นความคิดนั่นแหละ
                                              ้
จึงเป็ นตัวก่ อกรรมที่สาคัญ อย่ าว่ าแต่ จะถึงกับแสดงออกแล้ วจึงจะเป็ นกรรมเลย เพียงแต่ คิดอยู่ในใจไม่ ทันได้
แสดงออกหรื อปกปิ ดเสี ยไม่ แสดงออกก็ยงเป็ นกรรมแล้ วอย่ างแน่ นอนให้ โทษแก่ ตนเองแล้ วอย่ างแน่ นอน
                                                ั
ฉะนั้นจึงต้ องระวังความคิดหรื อใจนั่นแหละให้ ดี พยายามทาสติให้ ติดต่ อเพื่อจะได้ ดูใจตนเองได้ ติดต่ อกันให้
มากที่สุด
15. ข้อใดเป็ นแนวคิดหลัก(A-NET 50)
          1. .ทาดีได้ดี ทาชัวได้ชว
                              ่   ั่                       2.ใจเป็ นต้ นทางแห่ งกรรม
          3. .กรรมทุกอย่างเกี่ยวเนื่ องกัน                   4.ใจเป็ นกาย นายเป็ นบ่าว
16. ข้อความนี้ใช้การขยายความด้วยวิธีใด(A-NET 50)
          1.ยกตัวอย่าง                                       2. ใช้ เหตุผล
          3.โต้แย้ง                               4. เปรี ยบเทียบ


                                                   หน้ า 60
เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

17. ตามสาระของข้อความต่อไปนี้ ข้อใดกล่าวผิด (ข้อสอบ O NET 2551)
           การเรี ยบเรี ยงลาดับข้อความผิดที่ในประโยคเป็ นอีกเรื่ องหนึ่งที่ทาให้อ่านยากและกากวม จะเห็นกันอยู่
เสมอถ้าผูเ้ ขียนหรื อผูพสูจน์อกษรอ่านทบทวนและจัดลาดับเสี ยใหม่ก่อนปล่อยผ่านออกไปก็จะช่วยให้การอ่าน
                            ้ ิ        ั
ราบรื่ นไม่สะดุด
           1. ความกากวมของข้อความเกิดจากการเรี ยงลาดับความผิดตาแหน่ง
           2. ผูเ้ ขียนสามารถขจัดความกากวมของข้อเขียนได้ดวยตนเอง้
           3. การตรวจทานเป็ นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้มีการเรี ยงลาดับความได้
           4. ความบกพร่ องด้ านการเรียงลาดับข้ อความเกิดขึนเป็ นประจาจนแก้ไขไม่ ได้
                                                              ้
18. ข้อใดคือความคิดรวบยอดของคาประพันธ์ต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551)
                       ครื นครื นเสี ยงครวญคราง                   ไม่สิ้นสร่ างที่โศกหา
           พื้นแผ่นพสุ ธา                                         ท่วมน้ าตาตลอดไป
           1. ความปั่ นป่ วนของธรรมชาติ                   2. ความรุ นแรงของพายุฝน
           3. ความสู ญเสี ยอันยิงใหญ่่                  4. ความเสี ยหายร้ ายแรง
19. ตามรายงานต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคอ้วน (ข้อสอบ O NET 2551)
           ผลสารวจล่าสุ ดในจีนพบว่า หนึ่งในสี่ ของเด็กวัยรุ่ นชายในเมืองใหญ่ได้กลายสภาพเป็ นเด็กอ้วนไปแล้ว
อันเป็ นผลมาจากความนิ ย มตะวันตกและการเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ ท าให้ป ระชาชนอยู่ดีกิ นดี ข้ ึ น เด็ ก ต้อง
คร่ าเคร่ งกับการเรี ยนจนไม่มีเวลาได้ออกกาลังกาย นโยบายจากัดให้แต่ละครอบครัวมีบุตรได้เพียงคนเดียวของ
ทางการจีนก็เป็ นอีกปั จจัยสาคัญที่ส่งผลต่อโรคอ้วนในเด็กชาย เพราะลูกชายโทนจะได้รับการปรนเปรอเยี่ยง
“จักรพรรดินอย”    ้
           1. เด็กคร่ าเคร่ งเรี ยนหนังสื อมากเกินไป              2. เด็กไม่ได้ออกกาลังเพียงพอ
           3. เด็กอยูดีกินดีมากเกินไป
                       ่                                          4. เด็กนิยมกินอาหารทีไม่ เป็ นประโยชน์
                                                                                         ่
20. ข้อใดอนุมานได้จากข้อความต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551)
                                            ่                                          ่
           ความสะดวกสบายในการอยูหอพักของนักศึกษาเป็ นไปตามกาลังเงิน อยูหอพักที่สถานศึกษาจัดให้
อาจสะดวกสบายน้อยกว่า เสี ยเงินน้อยกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่หอพักเอกชนไม่มีให้ คือการรู ้จกอยูร่วมกัน รู ้จก
                                                                                               ั ่       ั
อดทนต่อความไม่พอใจคนอื่น เป็ นการฝึ กให้มีมนุษยสัมพันธ์ได้อย่างดี
           1. หอพักของสถานศึกษามีความปลอดภัยมากกว่าหอพักเอกชน
                                   ่
           2. นักศึกษาชอบอยูหอพักเอกชนมากกว่าหอพักที่สถานศึกษาจัดให้
           3. หอพักเอกชนมีสิ่งอานวยความสะดวกให้ มากกว่าหอพักของสถานศึกษา
           4. สถานศึกษามีงบประมาณจากัดในการสร้างหอพัก จึงไม่อาจแข่งขันกับเอกชนได้




                                                 หน้ า 61

กวดวิชาภาษาไทย O net

  • 1.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประมวลรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 1. ภาษาศาสตร์ ว่าด้วยลักษณะเฉพาะของภาษาไทย ข้อสอบประกอบด้วย ระบบเสี ยงในภาษาไทย พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะ มักถามเรื่ อง พยัญชนะต้นเดี่ยว พยัญชนะควบกล้ า พยัญชนะท้าย มาตราตัวสะกดแม่ต่างๆ พยางค์เปิ ด พยางค์ปิด สระ มักถามเรื่ องสระเสี ยงสั้น สระเสี ยงยาว สระประสม โดยมีตวลวงคือรู ปสระที่ไม่ตรงกับเสี ยงสระ ั วรรณยุกต์ มักให้ผนวรรณยุกต์ตามข้อความที่กาหนด ข้อควรระวังคือการตอบให้ตรงคาถาม ั โครงสร้ างของพยางค์ ความเหมือน ความแตกต่างของพยางค์ คาเป็ น - คาตาย ธรรมชาติของภาษา การเปลี่ยนแปลงของภาษา ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย คาไทยแท้ – คายืม (คาบาลี คาสันสกฤต คาเขมร คาต่างประเทศตระกูลยุโรป) การสร้างคาการเพิ่มคา คาประสม คาซ้อน คาซ้ า คาสมาสทั้งคาสมาสที่ไม่มีสนธิ และคาสมาสแบบมีสนธิ 2 หลักภาษา ข้อสอบมักออกเรื่ องความถูกต้องตามหลักภาษาไทย ประโยค กลุ่มคา ประโยคสมบูรณ์ การ เน้นประโยค(รู ปประโยค) เจตนาของประโยค โครงสร้างของประโยค ชนิดของประโยค (ความเดียว ความรวม ความซ้อน) ข้อบกพร่ องของประโยค ก. การใช้คาฟุ่ มเฟื อย / กะทัดรัด ข. การใช้ภาษากากวม / ชัดเจน ค. การวางส่ วนขยายผิดที่ ง. การใช้สานวนต่างประเทศ จ. ความสัมพันธ์ของประโยค ฉ. ประโยคไม่ครบกระแสความ ช. การใช้คาผิดหน้าที่หรื อความหมายในประโยค 3. การใช้ คา – สานวน และการใช้ โวหาร การใช้คาให้ตรงกับความหมาย การใช้คาราชาศัพท์ ระดับของภาษา หน้าที่และชนิดของคา การใช้คาเชื่อม การใช้สานวน การใช้โวหาร หน้ า 1
  • 2.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4. วรรณคดีและความงามของภาษา การสรรคา การเล่นเสียง ลักษณะเด่นและศิลปะในการแต่งคาประพันธ์ ฉันทลักษณ์ และลักษณเด่นของฉันทลักษณ์ (คาเอก คาโท คาครุ คาลหุ ) การใช้ภาพพจน์ในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม จินตภาพ แนวคิด ค่านิยม ความเชื่ อที่ปรากฏในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม ประเพณี สังคม วัฒนธรรมที่ปรากฏในวรรณคดีหรื อวรรณกรรม 5. การใช้ ภาษาเพือการแสดงความคิดและการแสดงออก ่ ภาษาและเหตุผล โครงสร้างของเหตุผล การอนุมาน การแสดงทรรศนะ การโต้แย้ง การโน้มน้าวใจ 6. การใช้ ภาษาไทย การพูด ทั้งระหว่างบุคคลและการพูดในที่ประชุมชน การสัมภาษณ์ การฟัง การอ่าน เน้นการอ่านจับใจความและการตีความ การเขียนเรี ยงความ ย่อความ จดหมาย ประกาศ การประชุม คุณธรรมและมารยาทในการสื่ อสาร กลวิธีการเขียนอธิบาย การบรรยาย การพรรณนา เทศนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร 7. เบ็ดเตล็ด เครื่ องหมายวรรคตอน การเขียนตัวสะกด การันต์ การอ่านคา การใช้ลกษณนาม การใช้พจนานุกรม ั ฯลฯ หน้ า 2
  • 3.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 1 ระบบเสี ยงในภาษาไทย ระบบเสี ยงในภาษาไทยมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ 1. รู ปสระ - เสี ยงสระ รู ปสระ ะ เรี ยกว่า วิสรรชนีย ์ เรี ยกว่า ไม้หน้า เ า เรี ยกว่า ลากข้าง ไ เรี ยกว่า ไม้มลาย ิิ เรี ยกว่า พินทุอิ ์ ใ เรี ยกว่า ไม้มวน ้ | เรี ยกว่า ฝนทอง โ เรี ยกว่า ไม้โอ || เรี ยกว่า ฟันหนู อ เรี ยกว่า ตัว ออ ๐ เรี ยกว่า นิคหิต, หยาดน้ าค้าง ย เรี ยกว่า ตัว ยอ ิุ เรี ยกว่า ตีนเหยียด ว เรี ยกว่า ตัว วอ ิู เรี ยกว่า ตีนคู ้ ฤ เรี ยกว่า ตัว รึ ิั เรี ยกว่า ไม้ผด ั ฤๅ เรี ยกว่า ตัว รื อ ิ็ เรี ยกว่า ไม้ไต่คู ้ ฦ เรี ยกว่า ตัว ลึ ฦๅ เรี ยกว่า ตัว ลือ ประเภทของสระ 1. เสี ยงสระ (สระเดี่ยว มี 18 เสี ยง) สระเสี ยงสั้น (รัสสระ) สระเสี ยงยาว (ทีฆสระ) /อะ/ /อา/ /อิ/ /อี/ /อึ/ /อือ/ /อุ/ /อู/ /เอะ/ /เอ/ /แอะ/ /แอ/ /เออะ/ /เออ/ /เอาะ/ /ออ/ /โอะ/ /โอ/ หน้ า 3
  • 4.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. สระประสม (สระเลื่อน) คือ การนาเสี ยงสระเดี่ยว 2 เสี ยงมาประสมกัน ได้แก่ /อิ/ + /อะ/ = /เอียะ/ /อี/ + /อา/ = /เอีย/ /อึ/ + /อะ/ = /เอือะ/ /อือ/ + /อา/ = /เอือ/ /อุ/ + /อะ/ = /อัวะ/ /อู/ + /อา/ = /อัว/ หมายเหตุ ทางภาษาศาสตร์ ถือว่า สระประสมเสี ยงสั้นเป็ นหน่วยเสี ยงเดียวกับเสี ยงยาว จึงถือว่าสระประสม มี 3 เสี ยง คือ /เอีย/ /เอือ/ /อัว/ ข้ อควรจา อา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เป็ นรู ปสระเกิน 2. รู ปพยัญชนะ - เสี ยงพยัญชนะ รู ปพยัญชนะ มี 44 รู ป คือ อักษรกลาง อักษรสู ง อักษรคู่ อักษรเดี่ยว ก ขฃ คฅ ฆ ง จ ฉ ชฌ ญ ฎฏ ฐ ฑฒ ณ ดต ถ ทธ น บป ผฝ พฟ ภ ม อ ศษส ห ซฮ ยรลวฬ เสี ยงพยัญชนะปรากฏได้ 2 ตาแหน่ ง ในพยางค์ คือ 1. เสี ยงพยัญชนะต้ น 1.1 เสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยว มี 21 เสี ยง คือ 1. /ก/ 12. /บ/ 2. /ค/ 13. /ป/ 3. /ง/ 14. /พ/ 4. /จ/ 15. /ฟ/ 5. /ช/ 16. /ม/ 6. /ซ/ 17. /ร/ 7. /ย/ 18. /ล/ 8. /ด/ 19. /ว/ 9. /ต/ 20. /ฮ/ 10. /ท/ 21. /อ/ 11. /น/ หน้ า 4
  • 5.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.2 เสี ยงพยัญชนะต้นประสม (เสี ยงควบกล้ า) คือ พยางค์ที่มีเสี ยงพยัญชนะต้นสองตัวออกเสี ยงควบ กันในระบบเสี ยงภาษาไทย มี 5 ชุด คือ ร ล ว ข้ อควรระวัง ก กร กล กว คำควบไม่ แท้ จัดเป็ นเสียง ค คร คล คว พยัญชนะต้ นเสียงเดี่ยว ป ปร ปล  เช่น จริง(จิง) สร้ าง(ส้ าง) พ พร พล  โทรม(โซม) เป็ นต้ น ต ตร   2. เสี ยงพยัญชนะท้าย คือ เสี ยงพยัญชนะที่ทาหน้าที่เป็ นตัวสะกดมี 9 เสี ยง คือ 1. /ก/ เช่น เลข โรค เมฆ ครก นาก ฯลฯ 2. /บ/ หรื อ /ป/ เช่น พบ ลาภ กบ จับ กราฟ ฯลฯ 3. /ด/ หรื อ /ต/ เช่น มด กาจ คช กฎ พุทธ ฯลฯ 4. /ง/ เช่น โมง หาง สู ง แกง กิ่ง ฯลฯ 5. /ม/ เช่น กรรม หาม ชิม ทา สัมมนา ฯลฯ 6. /น/ เช่น การณ์ กลอน สัญญาณ เขิน ฯลฯ 7. /ย/ เช่น ชาย หน่อย รวย ได้ ใน ฯลฯ 8. /ว/ เช่น ขาว เลว แน่ว ชาย หิว ฯลฯ 9. /?/ หมายถึงพยางค์ที่เป็ นเสี ยงสั้น ลงเสี ยงหนักท้ายพยางค์ เช่น ชะ กะปิ สมาธิ 3. วรรณยุกต์ คือ ระดับเสี ยงสู งต่าของพยางค์ (tone) มี 4 รู ป 5 เสี ยง คือ รู ป ิ่ ิ้ ิ ิ เสี ยง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา พยางค์ ปิด - พยางค์ เปิ ด พยางค์ ปิด คือ พยางค์ที่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น กิน ข้าว ไหม ชิชะ จะจะ ชัยชนะ (มีเสี ยง /?/) พยางค์ เปิ ด คือ พยางค์ที่ไม่มีเสี ยงพยัญชนะท้าย เช่น มา หรื อ หนู โครงสร้ างของพยางค์ หมายถึง ส่ วนประกอบของแต่ละพยางค์ โดยพิจารณาจาก เสี ยงของพยัญชนะท้าย พยางค์ปิด หรื อพยางค์เปิ ด เสี ยงของพยัญชนะต้ น เดี่ยวหรื อควบกล้ า เสี ยงของสระ สระสั้น สระยาว เสี ยงของวรรณยุกต์ เสี ยงสามัญ เอก โท ตรี จัตวา หน้ า 5
  • 6.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คาเป็ นคาตาย 1. คาเป็ น หมายถึง คาที่ประสมด้วยสระเสี ยงยาว หรื อคาที่มีเสี ยงสะกด แต่ยกเว้น แม่ กก กบ กด เช่น น้า ตี งู จง อาง ให้ เห็น 2. คาตาย หมายถึง คาที่ ประสมด้วยสระเสี ยงสั้นและไม่มีเสี ยงสะกด รวมทั้งคาที่อยู๋ในแม่ กก กบ กด เช่น กระทะ มะระ ก็ บ่ ธ ณ เป็ ด กฎ ศพ อ้างอิง กาญจนา นาคสกุล. 2541. ระบบเสี ยงภาษาไทย. กรุ งเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิชาการ,กรม กระทรวงศึกษาธิการ. 2541. วรรณลักษณ์วจารณ์ เล่มที่ 1. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. ิ ตัวอย่างข้ อสอบบทที่ 1 เรื่องระบบเสี ยงในภาษาไทย 1. ข้อใดมีเสี ยงสระสั้น ทุกพยางค์ 1. น้ าแข็ง น้ าใจ น้ าเชื่อม น้ ามัน 2. นมข้ น นมผง นมกล่อง นมสด 3. นงนุช นงเยาว์ นงคราญ นงลักษณ์ 4. นพเก้า นพคุณ นพเคราะห์ นพรัตน์ 2. ข้อใดมีจานวนพยางค์ที่ประกอบด้วยสระลดรู ปมากที่สุด 1. กวนขนม ทุ่มทุน ทางขนาน 2. ปลดปลง ปกปอง ครบครัน ้ 3. ตกใจ สิ้ นเคราะห์ กราบกราน 4. เกรี้ ยวกราด กลบเกลื่อน เกรงกริ่ ง 3. ข้อใดไม่มีเสี ยงสระประสม 1. มโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์ 2. พูดมากเปล่าเปลืองปน ปดเหล้น 3. สิ่ งใดในโลกล้วน เปลี่ยนแปลง 4. คาแสลงเสี ยดแทงระคน คาหยาบ หยอกฤา 4. ข้อใดมีคาที่ประกอบด้วยเสี ยงสระประสมทุกคา (2/2546) 1. เฟื้ องฟา ร่ารวย เสี ยหน้ า ้ 2. มัวหมอง เชื่อใจ เลิศล้ า 3. เปรี้ ยวปาก เกรอะกรัง พร่ าเพรื่ อ 4. เรื่ องราว เพลี่ยงพล้ า แท่นพิมพ์ 5. ข้อใดไม่มีสระประสม (O-NET 50) 1. ใครดูถูกผู้ชานาญในการช่ าง 2. ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่ อง 3. เหมือนคนป่ าคนไพรไม่รุ่งเรื อง 4. จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่ งวาจา 6.พยางค์ทายข้อใดมีเสี ยงสระตรงกับพยางค์ที่ขีดเส้นใต้ “จราจร จลาจล” (A-NET 50) ้ 1. ถนน ถนอม 2. ขนอน โขนง 3. ฉลอง ฉงน 4. สนม สนน หน้ า 6
  • 7.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยวซ้ากันมากที่สุด (2/2546) 1. นุ่งยกนอกดอกวิเศษเกล็ดพิมเสน 2. โจงกระเบนประคดคาดไม่หวาดไหว 3. บ้ างใส่ เสื้อส้ าระบับเข้ มขาบใน 4. ข้างนอกใส่ ครุ ยกรองทองสาริ ด 8. ข้อใดมีจานวนเสี ยงพยัญชนะต้นเดี่ยวน้อยที่สุดโดยไม่นบเสี ยงซ้ า(A-NET 50) ั 1. สุ ดสายตาข้าเห็นเป็ นทุกเวิง ้ 2. ในโลกนี้มีอะไรเป็ นไทยแท้ 3. ของไทยแน่ น้ ันหรือคือภาษา 4. ชลล้นเจิ่งแผ่นดินหมองร้องครวญคร่ า 9. ข้อใดมีท้ งอักษรควบและอักษรนา (A-Net 49) ั 1. สงครามครานีหนัก ้ ใจเจ็บ ใจมา 2. เรี ยมเร่ งแหนงหนาวเหน็บ อกโอ้ 3. ลูกตายฤๅใครเก็บ ผีฝาก พระเอย 4. ผีจกเท้งที่โพล้ ั ที่เพล้ใครเผา 10. คาขวัญต่อไปนี้มีเสี ยงพยัญชนะสะกดกี่เสี ยง (ไม่นบเสี ยงซ้ า) ั “รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ช่วยกันต้านยาเสพติด” 1. 5 เสี ยง 2. 6 เสี ยง 3. 7 เสี ยง 4. 8 เสี ยง 11. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะสะกดมากที่สุด (ไม่นบเสี ยงซ้ า)ั 1. จงรู ้จกรักษาคุณค่าหญิง ั 2. อย่าทอดทิ้งทางงามทุกความหมาย 3. แม้นราคีมีหมองต้องเสี ยดาย 4. จะอับอายออกนามคนหยามเรา 12. ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะท้ายพยางค์ทุกคา (A-Net 49) 1. เขาทางานจนภารโรงปิ ดห้ อง 2. คุณยายเป็ นลมเมื่ออ่านจดหมายจบ 3. ต้นกล้วยริ มรั้วลวดหนามออกเครื อแล้ว 4. ภาคใต้ได้รับความเสี ยหายจากคลื่นยักษ์ 13.ข้อใดมีเสี ยงพยัญชนะท้ายน้อยที่สุดโดยไม่นบเสี ยงซ้ า(A-NET 50) ั ่ 1.จงจาไว้วาอนาคตที่สดใสต้องเริ่ มต้นเดี๋ยวนี้ 2. จงมองหาโอกาสที่ซ่อนอยูในอุปสรรคที่เผชิญ ่ 3.จงจาไว้ ว่าคาพูดทีอ่อนหวานช่ วยสมานใจได้ ดี ่ 4. จงวางดินสอกับกระดาษโน้ตไว้ขางโทรศัพท์ทุกเครื่ อง ้ 14. ข้อใดมีคาที่สะกดด้วยแม่กดมากที่สุด (O-Net 49) 1. อุบัติเหตุอาจเกิดขึนเป็ นนิตย์ ในโอกาสวันสุ ดสั ปดาห์ ้ 2. งานเฉลิมฉลองพระเกียรติในวโรกาสการประสู ติพระโอรส 3. ขอตั้งสัจจะอธิ ษฐานยึดมันในชาติ ศาสน์ กษัตริ ยชวนิรันดร์ ่ ์ ั่ 4. ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถสกัดกั้นให้แคล้วคลาดปราศจากอุปัทวันตรายได้ หน้ า 7
  • 8.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 15. ข้อใดมีเสี ยงวรรณยุกต์ครบห้าเสียง (O-Net 49) 1. โง่ไม่เป็ นใหญ่ยากฝากให้คิด 2. ทางชี วตจะรุ่ งโรจน์ โสตถิผล ิ 3. ต้องรู ้โง่ฉลาดปราดเปรื่ องตน 4. โง่สิบหนดีกว่าเบ่งเก่งเดี๋ยวเดียว 16. ข้อใดมีเสี ยงวรรณยุกต์ครบ 5 เสี ยง (O-NET 50) 1. เจ้ าคุมแค้ นแสนโกรธพิโรธพี่ ่่ 2. แต่เดือนยียางเข้าเดือนสาม 3. จนพระหน่อสุ ริยวงศ์ทรงพระนาม 4. จากอารามแรมร้างทางกันดาร 17. เสี ยงวรรณยุกต์ขอใดต่างกับข้ออื่น(A-NET 50) ้ 1. ทรงธรรมล้ ามะนุษ- 2. ฤทธิรุทมหาศาล 3. บาเพ็ญพะลีการ 4. ทุกอย่ างงามตามวิสัย 18. คาคู่ใดต่างกันเฉพาะเสี ยงสระเท่านั้น (A-Net 49) 1. ทรัพย์ - ทราบ 2. เนิบ - นับ 3. หมั้น - ม่ าน 4. โชค - ชัก 19. เสี ยงของพยางค์ในข้อใดมีโครงสร้างต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2551) 1. ขวาน 2. หลาม 3. เผย 4. ฝูง 20. คาในข้อใดมีโครงสร้างพยางค์เหมือนกันทั้งสองคา 1. ตั้งร้าน 2. ข้างขึ้น 3. คล่องแคล่ว 4. ทรุ ดโทรม 21. ข้อใดมีคาตายมากที่สุด (A-Net 49) 1. ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ 2. เรื องจรัสยิงมกุฎสุ ดสง่า ่ 3. ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ 4. ที่สถิตอานุภาพสโมสร 22. ข้อใดมีคาตายน้อยที่สุด (1/2546) 1. ทั้งไพร่ นายรายเรียงกันเรียดไป ตัดใบไม้ มุงเหมือนหลังคาบัง 2. พระเปรมปรี ด์ ิดีใจอยูในพักตร์ ่ มิให้ประจักษ์คนทั้งหลาย 3. คาโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ ง เขาว่าลิงจองหองมันพองขน 4. เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยาก ล้วนของฝากเฟื่ องฟูค่อยชูชื่น 23. ทุกพยางค์ในข้อใดเป็ นคาเป็ น (O-NET 50) 1. พระเสด็จโดยแดนชล 2. ทรงเรื อต้นงามเฉิดฉาย 3. เรือชัยไวว่องวิง ่ 4. รวดเร็ วจริ งยิงอย่างลม ่ หน้ า 8
  • 9.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 2 การใช้ คา คาและความหมาย คาในภาษาไทยมีความหมายกว้างและแคบไม่เท่ากัน เช่น ดอกไม้ มีความหมายกว้าง แต่ ดอกกุหลาบ มี ความหมายแคบ นอกจากนี้ความหมายของคาแบ่งออกเป็ น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. คาทีมีความหมายตรง คือ แปลความหมายตามพจนานุกรม มี 2 ลักษณะ คือ ่ 1.1 คาที่มีความหมายเดียว เช่น ตกลง หมายถึง ยินยอมพร้อมใจกัน ผลัด หมายถึง เปลี่ยน แกน หมายถึง วัตถุแข็งที่อยูส่วนกลาง ่ โก่ง หมายถึง ทาให้โค้ง 1.2 คาที่มีหลายความหมาย เช่น ขัน ผลัด หมายถึง ภาชนะตักน้ า ” ทาให้ตึง ” แข็งแรง ขึ้น หมายถึง เน่าพอง (ศพขึ้ น) ” อ่อนน้อม สังกัด (เมืองขึ้น) ” ผุดโผล่ (ตะวันขึ้น) ” งอก (ต้นไม้ข้ ึน) ” เพิ่ม (ขึ้ นราคา) 2. คาทีมีความหมายในประหวัด คือ คาที่มีความหมายไม่ตรงตามศัพท์ แต่มีนยให้เข้าใจเป็ นอย่างอื่น ่ ั 3. คาทีมีความหมายเปรียบเทียบ (อุปมา) หรื อ การใช้ สานวนโวหารเช่น ่ เสื อ หมายถึง ความดุร้าย ปลาซิว หมายถึง ความใจเสาะ ลิง หมายถึง ความซน ฤาษี หมายถึง ความสงบเสงี่ยม ควาย หมายถึง ความโง่ แก้วตา หมายถึง เป็ นที่รัก ข้ อควรจา การใช้ คาต้ องให้ ตรงกับความหมาย และบริบท การใช้ภาษาในชีวตประจาวันนั้น การใช้คาที่ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักไวยากรณ์และความหมายเป็ น ิ สิ่ งที่สาคัญที่จะสื่ อความหมายได้ตรงประเด็นตามจุดมุ่งหมายของผูส่งสาร หลักสาคัญในการใช้คาโดยสรุ ปมี ้ ดังนี้ หน้ า 9
  • 10.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1. ใช้คาให้ถูกตามตาแหน่ง และหน้าที่ เช่น คานาม คาสรรพนาม ใช้ทาหน้าที่เป็ นประธาน ่ กรรมของประโยค คากริ ยา แสดงอาการกระทา ผูเ้ รี ยนต้องรู ้จกว่าคาใดควรอยูในตาแหน่งใด ั ของประโยค 2. การเรี ยงลาดับคาหรื อพยางค์ให้ถูกต้อง ถ้าเรี ยงกลับกันความหมายอาจเปลี่ยนไป เช่น ใจ ช้ า-ช้ าใจ หนวกหู-หูหนวก กินอยู-อยูกิน เป็ นต้น ่ ่ 3. ต้องรู ้สึกเลือกใช้คาให้เหมาะกับกาลเทศะ ถึงแม้บางคาจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ ั สามารถแทนที่กนได้ เช่น ภายในโรงฆ่าสัตว์ ตลบอบอวล ไปด้วยกลิ่นซากสัตว์ ควรแก้ไข เป็ นคละคลุง ้ 4. ใช้คาให้ตรงกับความหมาย ภาษาไทยมีคามากมายที่มีความหมาย คล้ายกัน บางคามี ความหมายแฝงอยู่ จึงจาเป็ นต้องเลือกคาให้เหมาะสมและตรงความหมายมากที่สุด เช่น แล่ ฝาน ปอก ผ่า เฉื อน เฉาะ สับ เป็ นต้นสรุ ปง่าย ๆ คือ หลักของการใช้คา ต้องใช้คาให้ตรง ความหมาย ตรง : ตรงตามพจนานุกรม คา = ความหมาย นัย : ตีความตามปริ บท แฝง : ซ่อนอารมณ์ และความรู้สึก (นัยประหวัด) แคบ กว้าง ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 2 การใช้ คา 1. คาในข้อใดสามารถใช้ได้ท้ งความหมายโดยตรงและโดยนัยทุกคา ั 1. เข้าฌาน เข้าถึง เข้าเนื้อ 2. แก้ลา แก้เผ็ด แก้เกี้ยว 3. ขึ้นหม้อ ขึ้นสาย ขึ้นชื่อ 4. คอแข็ง คอตก คอสู ง 2. คาในข้อใดทุกคาในข้อใดมีท้ งความหมายโดยตรงและเชิงอุปมา ั 1. ตกเบ็ด ลอยแพ ไหว้ผี เอียงซ้าย 2. จับตา ลอกคราบ นิ้วก้อย จับตาย 3. ติดตา ลายคราม ขึนหิง จับเข่ า ้ ้ 4. ปากน้ า ตัดต่อ ร้อนตัว ตกข่าว 3. คาว่า "ทิ้ง" ในข้อใดมีความหมายในตรงทุกคา 1. ทิ้งจดหมาย ทิ้งท้าย ทิ้งไพ่ 2. ทิงทาน ทิงกระจาด เททิง ้ ้ ้ 3. ผ้าเนื้อทิ้ง ทิ้งทวน ทิงธุ ระ ้ 4. ทิ้งเพื่อน ทิงขว้าง ทิ้งตา ้ 4. ข้อใดใช้คาแสดงความหมายแคบกว้างต่างกันได้อย่างเหมาะสม 1. เขาสนใจทั้งกีฬาและมวย 2. เขาชอบปลูกต้นไม้และไม้ผล 3. ฤดูนีมีผลไม้ มากทั้งเงาะและทุเรียน ้ 4. ประชาชนและชาวนามาชุมนุมกันมากมาย หน้ า 10
  • 11.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ่ ้ 5. ข้อใดไม่มีความหมายกว้างแคบอยูดวยกัน 1. กิจวัตรประจาวันของสาวิตรี ได้แก่ การอ่านหนังพิมพ์ในเวลาเช้าและดูโทรทัศน์ในเวลากลางคืน 2. การพกอาวุธ เช่น มีด ปื น ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเป็ นสิ่ งที่ไม่ควรกระทา 3. การสอบคัดเลือกเข้ ามหาวิทยาลัยเป็ นโอกาสทีนักเรียนจากโรงเรียนต่ างๆ ได้ แข่ งขันกัน ่ 4. การเดิ นทางไปต่างจังหวัดในปั จจุ บ นนี้ เราสามารถเดิ นทางได้หลายวิธี เช่ น โดยทางเครื่ องบิ น ั รถไฟ รถยนต์ 6. ข้อใดใช้คาถูกต้องตรงความหมาย ่ 1. ผมว่ากรณี น้ ียงมีอะไรเคลือบแคลงอยูอีกมาก ั 2. พนักงานคนใหม่พิมพ์หนังสื อตกหายไปหลายวรรค 3. ระวังกระเปาให้ ดีๆ นะ อย่าให้ ใครฉกชิงเอาไปได้ 4. อย่ามาพูดข่มขวัญคนอื่นเลย เธอน่ะชอบบอกว่าตัวดีกว่าเพื่อนๆ อยูเ่ รื่ อย 7. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้ อง ่ 1. แม่คาขายส้มตาไก่ยางเป็ นอาชีพที่มีรายได้ดีและไม่ตกงาน ้ 2. อาหารประเภทยามีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย 3. แม้ ฐานะของเราจะไม่ ค่อยดี พ่ อแม่ กส่งเสี ยให้ ลูกทุกคนได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ็ ่ 4. แม้วาชื่อเสี ยงของพ่อจะไม่เป็ นที่ประจักษ์แก่สายตาผูอื่น แต่ฉนก็ภูมิใจในตัวท่าน ้ ั 8. ข้อใดใช้คาไม่ตรงความหมาย 1. อาจารย์ปฐมท่านเป็ นพหูสูต คุณอ่านเรื่ องอะไรไม่เข้าใจก็ถามท่านได้ทุกเรื่ อง 2. คนสมถะอย่างอาจารย์ชัยนาท ใครอย่าไปขอร้ องให้ ทาอะไรเลย ท่านไม่ ช่วยหรอก 3. บ้านเล็กๆ หลังนั้นอาจารย์พงงาอาศัยอยูกบครอบครัวอย่างสันโดษ ไม่ค่อยติดต่อกับใคร ั ่ ั 4. บ้านอาจารย์ประจวบเล็กและแทบจะไม่มีของใช้ในบ้านเลย ท่านค่อนข้างอัตคัด 9. ข้อใดใช้คาได้ถูกต้องตามความหมาย 1. เธอปั กผ้าผิดจึงต้องเราะออกแล้วปั กใหม่ 2. คุณปู่ ขลิบผมไฟหลานคนแรกเมื่ออายุครบเดือน 3. เธอมีน้ าตากลบตาเมื่อฟังข่าวเด็กถูกทิ้งถังขยะ 4. แม่ บอกลูกว่ าอย่ าปล่ อยผมยาวรุ่ ยร่ ายเวลาไปโรงเรียน 10. ข้อใดใช้คาถูกต้องตรงความหมาย 1. วิชยทาผิดระเบียบของบริ ษทเป็ นครั้งแรกผูจดการจึงยอมผ่อนผันให้ลงโทษเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น ั ั ้ั 2. บ้านของเขาถูกเวนคืน จึงโยกย้ายครอบครัวไปอยูกบน้องชายที่ต่างจังหวัด ่ ั 3. พอได้ฤกษ์ทาพิธีเปิ ดร้านใหม่ ฝนก็ตกประปรายลงมาพอดี 4. คุณแม่ คัดเลือกมะม่ วงผลงามๆ ไว้ ทาบุญตอนเช้ า หน้ า 11
  • 12.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 11. คาในข้อใดเหมาะสมที่จะใช้เติมในช่องว่างต่อไปนี้ “เธอ…พวกเพื่อนๆ ที่ พากัน…เสนอผลงานให้เจ้านายโดยไม่รอเธอ เธอเสี ยใจมากแทบอยากจะ… เพื่อนๆ จนฉันต้องเป็ นฝ่ าย…เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง” 1. ตัดรอน ตัดตอน ตัดทาง ตัดประเด็น 2. ตัดพ้อ ตัดหน้ า ตัดขาด ตัดบท 3. ตัดรอน ตัดหน้า ตัดญาติขาดมิตร ตัดประเด็น 4. ตัดพ้อ ตัดบท ตัดรอน ตัดตอน 12. ข้อใดไม่มีคาพ้องความหมาย 1. ไอยรา ราชสี ห์ กุญชร 2. ลาธาร ชลาสิ นธุ์ มัจฉา 3. เทเวศร์ อัจฉรา สุ รารักษ์ 4. สิ งขร เวหาสน์ วนาดร บทที่ 3 คาไทยแท้ และคายืมภาษาต่ างประเทศ คาไทยแท้ หลักการสั งเกตคาไทยแท้ 1. คาไทยแท้ส่วนมากมีพยางค์เดียว เช่น กิน นอน วิง ผัด จิก เคี้ยว ไล่ ตี ฉัน ข้า เขา เจ้า ท่าน มัน แก พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก ดิน น้ า ไฟ ่ ตา หู ปาก ดี ขาว สู ง หอม กลม หนา แบน ใน นอก บน อ่าง ริ ม และ กับ แต่ ต่อ ถ้า แม้ จึง ฯลฯ 2. คาไทยแท้ส่วนใหญ่มกมีคากร่ อนเสี ยง ั คากร่ อนเสี ยงเหล่านี้เป็ นคาไทยแท้ เช่น ฉะนั้น กร่ อนมาจาก ฉันนั้น ตะขบ กร่ อนมาจาก ต้นขบ ตะเคียน กร่ อนมาจาก ต้นเคียน ตะขาบ กร่ อนมาจาก ต้นขาบ มะพร้าว กร่ อนมาจาก หมากพร้าว มะตูม กร่ อนมาจาก หมากตูม มะปราง กร่ อนมาจาก หมากปราง ตะวัน กร่ อนมาจาก ตาวัน ตะปู กร่ อนมาจาก ตาปู สะดือ กร่ อนมาจาก สายดือ สะใภ้ กร่ อนมาจาก สาวใภ้ หน้ า 12
  • 13.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. คาไทยแท้มีตวสะกดตรงตามมาตรา ั แม่กก ใช้ “ก” สะกด เช่น ผัก รัก มาก ลาก จาก ฯลฯ แม่กบ ใช้ “บ” สะกด เช่น ดับ ตับ สู บ ทุบ ยุบ พบ ฯลฯ แม่กด ใช้ “ด” สะกด เช่น มัด รัด ฟัด จุด สุ ด ชุด ฯลฯ แม่กง ใช้ “ง” สะกด เช่น วัง มุง ลุง ชัง นาง ฯลฯ ่ แม่กน ใช้ “น” สะกด เช่น เรื อน ลาน ฟัน ปาน ฯลฯ แม่กม ใช้ “ม” สะกด เช่น ผม ลม สม ปูม เข็ม งม ฯลฯ แม่เกย ใช้ “ย” สะกด เช่น หาย ควาย ลาย นาย สวย ฯลฯ แม่เกอว ใช้ “ว” สะกด เช่น ผิว ดาว แมว ข้าว เหว ฯลฯ ข้ อควรระวัง บางคาสะกดตรงตามมาตราก็ไม่ใช่ไทยแท้ เช่น โลก มาจาก บาลี สันสกฤต กาย มาจาก บาลี สันสกฤต ยาน มาจาก บาลี สันสกฤต พน มาจาก บาลี สันสกฤต ชน มาจาก บาลี สันสกฤต มน มาจาก บาลี คาเขมร มีดงนี้ จมูก เดิน จะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรี เลอโฉม ดินสอ ปล้นสะดม เขลา ฯลฯ ั 4. คาไทยแท้ไม่มีการันต์ คาที่มีตวการันต์มาจากภาษาอื่น ยกเว้น 4 คานี้ (แม้มีตวการันต์ก็เป็ นไทยแท้) ผีว์ บ่าห์ เยียร์ อาว์ ั ั 5. คาไทยแท้มกปรากฏรู ปวรรณยุกต์ ั แต่มีอีกมากมายที่ไม่ปรากฏรู ปวรรณยุกต์ เช่น พอ พ่อ พ้อ แม แม่ แม้ เสื อ เสื่ อ เสื้ อ ปา ป่ า ป้ า 6. คาไทยแท้มกไม่ปรากฏพยัญชนะต่อไปนี้ ฆ ณ ญ ฏ ฑ ฒ ฎ ธ ศ ษ ฬ ั ยกเว้นบางคาเป็ นไทยแท้ เช่น หญิงใหญ่ ณ ระฆัง ฆ่า เฆี่ยน ศอก เศิก ศึก ธ เธอ หน้ า 13
  • 14.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. คาไทยแท้ใช้ “ใ” 20 ตัว คือ ผูใหญ่หาผ้าใหม่ ้ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ ใจเอาใส่ ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ ลงเรื อใบ ดูน้ าใสและปลาปู ่ สิ่ งใดอยูในตู ้ ่ ั่ มิใช่อยูใต้ตงเตียง บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยีสิบม้วนจาจงดี ่ คาบาลี – สั นสกฤต ภาษาบาลี มีพยัญชนะ 33 ตัว สระ 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ภาษาสันสกฤต มีพยัญชนะ 35 ตัว (เพิม ศ,ษ) สระ 18 ตัว (เพิม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ) ่ ่ 1 2 3 4 5 ฐานคอ ก ข ค ฆ ง ฐานเพดาน จ ฉ ช ฌ ญ ฐานปุ่ มเหงือก ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ฐานฟัน ต ถ ท ธ น ฐานริ มฝี ปาก ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ยรลวสหฬo สู ตรการจา ยายเราเล่าว่าเสื อหิ วฬาตากลม หลักการสั งเกตคาบาลี - สั นสกฤต 1. สั งเกตสระ คาใดประสมด้วย ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา เป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มีสระเหล่านี้) เช่น ไวทย ฤษี เอารส ไมตรี เสาร์ เยาวชน นฤมล พฤศจิกายน ไอศูรย์ ฤดู ไปรษณี ย ์ ฯลฯ 2. สั งเกตพยัญชนะ คาใดประสมด้วย ศ ษ เป็ นคาสันสกฤต เช่น ภิกษุ ศาสนา พิษณุ กษัย พฤษภาคม ราษฎร รัศมี เกษตร มหัศจรรย์ ศักดิ์ ฯลฯ 3. สั งเกตคาควบกลา คาใดมีคาควบกล้ าเป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่นิยมควบกล้ า) ้ เช่น ประถม จักร ปราชญ์ อัคร อินทร์ บุตร เนตร สตรี ราตรี จันทรา นิทรา กษัตริ ย ์ ฯลฯ 4. สั งเกต “รร” คาใดที่มี “รร” เป็ นคาสันสกฤต (เพราะบาลีไม่มี “รร”) เช่น ธรรม จรรยา พรรษา สรรพ กรรม สวรรค์ วิเคราะห์ ฯลฯ 5. สั งเกต “เคราะห์ ” คาใดที่มี “เคราะห์” เป็ นคาสันสกฤต เช่น อนุเคราะห์ สังเคราะห์ สงเคราะห์ ฯลฯ 6. สั งเกต ตัวสะกด ตัวตาม คาใดมีตวสะกด แล้วมีอกษรตามมา 1 ตัว (เบิ้ล) มาจาก บาลี ั ั ตัวสะกดตัวตามต้องเป็ นพยัญชนะวรรคเดียวกันจะเป็ นไปตามกฎนี้ หน้ า 14
  • 15.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 6.1 พยัญชนะแถวที่ 1 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 1 หรื อ 2 ในวรรคเดียวกันตาม เช่น สัจจะ สัตตะ อัตตะ สักกะ รุ กข ปัจฉิม ทุกข์ บุปผา ฯลฯ 6.2 พยัญชนะแถวที่ 3 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวที่ 3 หรื อ 4 ในวรรคเดียวกันตาม เช่น วิชชา อัคคี พยัคฆ์ พุทธ วัทฒน อัชฌาศัย ฯลน 6.3 พยัญชนะแถวที่ 5 เป็ นตัวสะกด พยัญชนะวรรคแถวไหนก็ได้ในวรรคเดียวกันตาม เช่น สังกร องค์ สงฆ์ กัณฑ์ จันทนา บัญญัติ ฯลฯ 6.4 เศษวรรคสะกดตามตัวเอง เช่น เวสสันดร วัลลภ อัยยิกา ฯลฯ หมายเหตุ ภาษาสันสกฤตมีตวสะกดตัวตามก็จริ ง แต่ไม่เป็ นไปตาม 6.1 – 6.3 ั เช่น อัคนี มุกดา รักษา วิทยา สัตว์ อาชญา ฯลฯ คาเขมร หลักการสั งเกตคาเขมร 1. คาเขมรมักสะกดด้วย จ ญ ล ร ส ย และมักจะไม่มีตวตามั สู ตรการจา จาน หญิง ลิง เรื อ เสื อ จ สะกด เช่น อานาจ เสร็ จ สมเด็จ ตารวจ ฯลฯ ญ สะกด เช่น เพ็ญ เผอิญ สาราญ ผจญ ครวญ ชานาญ ฯลฯ ล สะกด เช่น กังวล ถกล ถวิล ดล ดาล จรัล กานัล ฯลฯ ร สะกด เช่น ขจร อร กาธร ควร ฯลฯ ส สะกด เช่น ดารัส จรัส ตรัส ฯลฯ 2. คาที่มาจากเขมรมักเป็ นคาควบกล้ า เช่น กรวด กระบือ เกลือ ขลาด กระแส ไพร ตระกอง โปรด กราน กรม กระทรวง กระเพาะ โขลน ฯลฯ 3. คาที่มาจากเขมรมักใช้อกษรนา ั เช่น โฉนด เขม่า ขนอง ขลาด เขลา จมูก ถวาย ฉนา เฉลียง ถวาย ขนุน ขยา ฉลู ฯลฯ 4. คาที่มาจากเขมร มักขึ้นต้นด้วย บัง บัน บา (เพราะมาจาก บ เติมคาหน้า) เช่น บัง บังควร บังอาจ บังคม บังคับ บังเกิด บัน บันทึก บันเทิง บันดาล บันได บา บาเพ็ญ บานาญ บาเหน็จ บาบัด 5. คาที่มากจากเขมรมักขึ้นต้นด้วย กา คา จา ชา ดา ตา ทา สา อา เช่น กาหนด คารบ จาแนก ชานาญ ชารุ ด ดาเนิน ดารัส ตารวจ ตารา ทานบ สาราญ อานวย ฯลฯ ข้อสังเกต ภาษาบาลี, สันสกฤต และเขมร มักไม่มีวรรณยุกต์กากับ หน้ า 15
  • 16.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คายืมจากภาษาจีน และภาษาชวา การเขียนคาที่มาจากภาษาจีน และภาษาชวาใช้หลักง่าย ๆ คือ เขียนรู ปตามเสี ยงที่ออก หรื อได้ยนโดยใช้ตวสะกดตรงตามมาตรา และมักใช้รูปวรรณยุกต์กากับเสี ยง ิ ั คายืมจากภาษาตระกูลยุโรป 1. ใช้ ศัพท์บัญญัติ คือ การกาหนดคาไทย บาลี สันสกฤต หรื อเขมร ที่มีความหมาย หรื อสื่ อความหมาย เหมือนศัพท์คาเดิม อาจใช้ในการแปลคาศัพท์ หรื อสร้างคาศัพท์ก็ได้ เช่น vision - วิสัยทัศน์ bus - รถโดยสารประจาทาง stamp - ดวงตราไปรษณี ยากร 2. การทับศัพท์ คือ การถอดรู ปอักษรจากต้นฉบับเป็ นอักษรไทย ยึดหลักตามราชบัณฑิตสภา ดังนี้ 2.1 ถอดรู ปอักษรตัวต่อตัวตามแนวเทียบ มักไม่ใช้รูปวรรณยุกต์ เช่น clinic – คลินิก computer – คอมพิวเตอร์ dollar – ดอลลาร์ guitar – กีตาร์ 2.2 คาบางคาที่เคยใช้รูปวรรณยุกต์อนุโลมให้ใช้ได้ เช่น แท็กซี่ ท็อฟฟี่ เค้ก เป็ นต้น 3. ศัพท์เทคนิค หรือชื่อเฉพาะ สามารถใช้ทบศัพท์ได้ แต่ยดหลักการใช้แนวเทียบตัวอักษร ั ึ อ้างอิง ประสิ ทธิ์ กาพย์กลอน และไพบูลย์ ดวงจันทร์ , 2527, ความรู ้เกี่ยวกับภาษาไทย, กรุ งเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช ราชบัณฑิตยสถาน, 2539, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, กรุ งเทพฯ: อักษรเจริ ญทัศน์ อุปกิตศิลปสาร, 2531, หลักภาษาไทย, กรุ งเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช ตัวอย่างข้ อสอบ เรื่องคาไทยแท้และคายืมภาษาต่ างประเทศ 1. ข้อใดเป็ นคาไทยแท้ทุกคา (O-Net 49) 1. รู ้กินเพิ่มพลังงาน รู ้อ่านเพิ่มกาลังปั ญญา 2. น้ ามันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ตองดับไฟ ้ 3. รักบ้ านต้ องล้อมรั้ว รักครอบครัวต้ องล้อมรัก 4. ภาษาบอกความเป็ นชาติ เอกราชบอกความเป็ นไทย หน้ า 16
  • 17.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. ข้อใดไม่ มีคาที่มาจากภาษาเขมร(A-Net 49) 1. โปรดเอื้อเฟื้ อแก่เด็กและคนชรา 2. เราจะไปรับหลานสาวทีสถานีบางซื่อ ่ 3. นวนิยายเรื่ องนี้ดาเนินเรื่ องได้กระชับดี 4. เขาเป็ นคนเจ้าสาราญมาตั้งแต่ยงหนุ่ม ั 3. ข้อใดไม่มีคาที่มาจากภาษาบาลีหรื อภาษาสันสกฤต (ข้อสอบ O NET 2551) 1. เราต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง 2. อย่าเลี้ยงลูกให้เป็ นเทวดา 3. ชื่ อของเขาอยู่ในทาเนียบรุ่ น 4. ภรรยาของเขาทางานอยูที่นี่ ่ 4. ข้อใดมีคาที่มาจากภาษาต่างประเทศมากที่สุด (กข/2540) 1. จงเจริ ญชเยศด้วย เดชะ 2. ปราชญ์แสดงดาริ ดวย ไตรยางศ์ ้ 3. อ้าจอมจักรพรรดิผู้ เพ็ญยศ 4. บัณฑิตวินิจเลิศ แถลงสาร 5. คาประพันธ์ต่อไปนี้คายืมมาจากภาษาต่างประเทศรวมกี่คา (สามัญ 2/2539) “บารุ งบิดามา ตุระด้ วยหทัยปรี ย์ หากลูกและเมียมี ก็ถนอมประหนึ่งตน” 1. 5 คา 2. 6 คา 3. 7 คา 4. 8 คา 6. คาซ้อนทุกคาในข้อใดเกิดจากคาไทยทั้งหมด (สามัญ 1/2541) 1. ภูเขา ข้าทาส 2. ข้าวของ มูลค่า 3. แก่นสาร กาลเวลา 4. แก่เฒ่ า หยาบช้ า 7. ข้อใดใช้คาภาษาต่างประเทศโดยไม่จาเป็ น (2/2543) ่ 1. เมื่อไฟดับควรตรวจดูวาเป็ นเพราะฟิ วส์ขาดหรื อปลักหลุด ๊ 2. เด็ก ๆ ชอบรับประทานไอศกรี มช็อกโกแลตมากกว่าไอศกรี มกะทิสด 3. ก่อนเข้ าแบงก์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้ องถอดหมวกกันน็อกและแว่นตาดาออก 4. นักกอล์ฟหลายคน อยากเปลี่ยนวงสวิงให้คล้ายกับไทเกอร์ วดส์ เพื่อให้ตีลูกได้แม่นและไกล ู 8. ข้อใดจาเป็ นต้องใช้คาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ (1/2544) 1. โรงพิมพ์ส่งงานพิมพ์มาให้ตรวจปรู๊ ฟที่สองแล้ว 2. ห้างสรรพสิ นค้าที่เปิ ดใหม่มกจะมีของแถมแจกฟรี แก่ลูกค้า ั 3. นักศึกษาที่เรี ยนได้เกรดเอ ห้าวิชาในเทอมใดจะได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิตในเทอมต่อไป 4. นักกีฬาวีลแชร์ ของไทยได้ เหรียญทอง จากการแข่ งขันกีฬาคนพิการทีประเทศออสเตรเลีย ่ 9. ข้อใดใช้คาภาษาต่างประเทศ โดยไม่จาเป็ น (2/2544) 1. เวลาไปเที่ยวป่ า ฉันชอบสวมกางเกงยีนส์และหมวดแก๊ป 2. ขณะนี้น้ ามันเบนซิ นราคาแพงมาก อีกทั้งแก๊สก็กาลังขึ้นราคา 3. พอถึงสนามหลวง คนขับรถเมล์เหยียบเบรกกะทันหันจนเราหัวคะมา 4. ที่ทางานของฉันกาลังซ่อมลิฟต์ ที่หองทางานก็ตองซ่อมสวิตช์ไฟด้วย ้ ้ หน้ า 17
  • 18.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 10. ข้อใดจาเป็ นต้องใช้คาต่างประเทศ(O-Net 49) 1. ราคานามันดีเซลและเบนซินขึน ๆ ลง ๆ ตามกลไกการตลาด ้ ้ 2. รัฐบาลประกาศกาจัดคอร์ รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย ่ 3. ยักษ์ใหญ่มือถือทุ่มโปรโมชันใหม่ ๆ เฉื อนกันดุเดือน ่ 4. เวลาขับรถต้องคาดเซฟตีเบลต์ทุกครั้ง 11. ข้อใดเขียนคาทับศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องทุกคา (O-NET 50) 1. เปอร์เซ็น พลาสติค คลินิก 2. ซอส เต็นท์ เบนซิน 3. กร๊ าฟ ช้อค สปริ ง 4. สวิตซ์ เชิ้ต ดีเปรสชัน่ 12. ข้อใดไม่มีคาภาษาไทยแทนคาภาษาต่างประเทศ (O-NET 50) 1. วัยรุ่ นส่ วนใหญ่ชอบร้องเพลงฮิตติดอันดับ 2. รัฐบาลมีโปรเจ็กต์พฒนาชนบทมากมาย ั 3. พ่อค้ารับออร์ เดอร์ สงสิ นค้าจากอเมริ กา ่ั 4. ปัจจุบันอินเทอร์ เน็ตมีความจาเป็ นอย่างยิง่ บทที่ 4 การสร้ างคา 1. คาประสม หมายถึง การเอาคามารวมกันให้เกิดความหมายใหม่ (คาประสม = คาต้น + คาเติม) - คาประสมจะมีความหมายโดยตรงหรื อโดยนัยก็ได้ - คาประสมเกิดจากคาต่างชนิดรวมกันเมื่อปะสมกันแล้วอาจเป็ นคาชนิดเดิมหรื อชนิดใหม่ก็ได้ เช่น แม่(นาม) + พริ ก(นาม) = น้ าพริ ก (นาม) ห่อ (กริ ยา) + หมก (กริ ยา) = ห่อหมก (นาม) - ถ้าขึ้นต้นด้วย การ ของ เครื่ อง ควา ช่าง ชาว ผู ้ ที่ นัก หมอ มักเป็ นคาประสม 2. คาซ้ อน มี 2 ประเภท 2.1 คาซ้อนเพื่อความหมาย มี 3 ลักษณะ (1) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เช่น ใหญ่โต สวยงาม บ้านเรื อน ทรัพย์สิน ข้ อสอบชอบออกคาซ้ อนภาษาไทยภาษาถิ่น เช่ น พัดวี ทองคา เสื่ อสาด เป็ นต้น (2) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายคล้ ายกันมาซ้อนกัน เช่น เงินทอง เพชรพลอย หน้าตา แขน ขา (3) คาซ้อนที่เกิดจากการนาคาที่ความหมายตรงข้ ามกันมาซ้อนกัน เช่น เป็ นตาย ร้ายดี ถี่ห่าง 2.2 คาซ้อนเพื่อเสี ยง ต้องมีพยัญชนะต้นเป็ นเสี ยงเดียวกันโดยที่แต่ละคาจะมีความหมายหรื อไม่มีก็ได้ เช่น เกะกะ งอแง จอแจ เจี๊ยวจ๊าว เตาะแตะ ฟูมฟาย อึดอัด ฯลฯ คาซ้อนจะมีความหมาย กว้างขึ้นแคบลง คงเดิม หรื อเปลี่ยนไปก็ได้ หน้ า 18
  • 19.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. คาซ้า หมายถึงการใช้คาเดิมซ้ ากันสองครั้ง คาที่ใช้ซ้ าสามาถแทนด้วยไม้ยมก (ๆ) ได้ ความหมายของคาซ้ า ได้แก่ บอกลักษณะ บอกพหูพจน์ เพิ่มจานวน บอกความถี่(ความต่อเนื่ อง) ไม่เจาะจง อ่อนลง เน้นย้า เปลี่ยนความหมาย 4. คาสมาส เป็ นการสร้างคาแบบบาลีลนสกฤต โดยแบ่งเป็ น 2 วิธี คือ สมาสแบบไม่มีสนธิ (ชนคา) และสมา ั แบบมีสนธิ (เชื่อมคา) กฎของคาสมาสมี 3 ข้อ 1. คาที่นามาสมาสกันต้องเป็ นคาบาลีสัสนกฤตเท่านั้น 2. แปลความหมายจากหลังไปหน้า 3. อ่านออกเสี ยงต่อเนื่องระหว่างคา 4.1คาสมาสแบบไม่ มีสนธิ (ชนคา) เช่น คุณธรรม (คุณ+ธรรม) ราชการ (ราช +การ) สัตวแพทย์(สัตว์ + แพทย์) ชีววิทยา (ชีวะ+วิทยา) ถ้าเจอคาใดที่ ลงท้ายด้วย ธรรม ศาสตร์ สถาน ศึ กษา กิ จ กรรม วิทยา กร ภาพ ศิ ลป์ การ ภัย = มักเป็ น คาสมาสแบบไม่มีสนธิ 4.2 คาสมาสแบบมีสนธิ (เชื่อมคา) ***โจทย์เน้นเฉพาะ สระสนธิ เท่านั้น 1. สระสนธิ เช่ น ชลาลัย (ชล+อาลัย) ปรมินทร์ (ปรม+อินทร์ ) ราชูปถัมภ์ (ราช+อุปถัมภ์) จุฬาลงกรณ์ (จุฬา +อลงกรณ์) สุ ริยโยทัย (สุ ริยะ+ อุทย) ั 2. พยัญชนะสนธิ จาเป็ นคาไปเลยเพราะมีแค่ไม่กี่คา ได้แก่ พรหมชาติ อาตมภาพ รโหฐาน มโนภาพ เตโชธาตุ นิรทุกข์ นิรภัย ทุรชน ทรชน ฯลฯ 3. นิคหิ ตสนธิ สังเกตคาที่ข้ ึนต้นด้วย สง สัง สัม สัญ สัณ สมา สมุ สโม ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 4 เรื่องการสร้ างคา 1. คาประสมทุกคาในข้อใดมีโครงสร้างเหมือนคาว่า “เครื่ องซักผ้า” (O-NET 50) 1. ผ้าขาวม้า หม้อหุงข้าว ้ั 2. แปรงสี ฟัน ตูกบข้าว 3. รถไถนา น้ าพริ กเผา 4. ยาหยอดตา ไม้ จิมฟัน ้ 2. ข้อใดเป็ นคาประสมทุกคา (O-Net 49) 1. บ้านเรื อน พ่อแม่ ลูกหลาน 2. ขาดเหลือ บ้านนอก อ้วนพี 3. ห่อหมก ชัวดี ่ บ้านพัก 4. กล้วยไม้ เสื้อคลุม แผ่นเสี ยง หน้ า 19
  • 20.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. ข้อความต่อไปนี้มีคาประสมจานวนเท่าใด (ไม่นบคาซ้า) ั “ปั จจุบนสิ นค้าต่าง ๆ ที่ขายได้ ไม่ได้ขายด้วยคุณภาพอย่างเดียวแล้ว แต่ขายด้วยภาพลักษณ์ ที่ดีดวย ั ้ นันหมายความว่าห้างนั้นบริ ษทนั้นมี ชื่อเสี ยงดี มี สินค้าดี มี ภูมิหลังดี และสิ นค้านั้นเป็ นที่ น่าเชื่ อถื อใน ่ ั วงการค้า” 1. 4 คา 2. 5 คา 3. 6 คา 4. 7 คา 4. ข้อความต่อไปนี้มีคาซ้อนกี่คา (O-Net 49) การระเบิดของภูเขาไฟทาให้หินร้อนจากใต้พิภพดันตัวขึ้นมาเหนื อผิวโลก ก่อให้เกิดคลื่น ยักษ์ถาโถมเข้าทาลายบ้านเรื อนและชี วิต ท้องทะเลปั่ นป่ วน ท้องฟ้ ามืดมิดทาให้ผคนหวาดกลัวคิด ู้ ว่าโลกจะแตก 1. 4 คา 2. 5 คา 3. 6 คา 4. 7 คา 5. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (ฉบับตุลาคม 2546) 1. ธรรมดาเกิดมาเป็ นสตรี ชัวดีคงได้คู่มาสู่ สม ่ ั 2. ตาปะขาวเฒ่าแก่แซ่กนมา พร้อมนังปรึ กษาที่วดนั้น ่ ั 3. ได้ถือน้ าพระพิพฒน์สจจา จะหลบลี้หนีหน้าไปทาไม ั ั 4. แสนรโหโอฬาร์ น่าสบาย หญิงและชายต่ างกลุ้มประชุ มกัน 6. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (๒/๒๕๔๕) 1. หน้าตาของสลวยดูสดใสขึ้นเมื่อทราบข่าวคนรักของเธอ 2. สาลินไม่รู้จกมักคุนกับอัศนียแต่เขาก็มาชวนเธอทางาน ั ้ ์ 3. รจนาตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ ทดูจะหาทางออกไม่ ได้ ี่ 4. กนกเรขาไม่เดือดร้อนที่คนเข้าใจผิดเรื่ องการทางานของเธอ 7.ข้อใดเป็ นคาซ้อนทุกคา(A-NET 50) 1. ลอดลายมังกร สิ งห์สาราสัตว์ น้ าท่า 2.โมโหโกรธา ดั้งเดิม ปางก่อน 3.เสกสรร เก็บงา บาปบุญคุณโทษ 4.วิชาความรู้ ข้าวปลาอาหาร แม่ไม้มวยไทย 8.ข้อใดมีคาที่สลับคาแล้วไม่เป็ นคาซ้อน(A-NET 50) 1. ปนปลอม ยียวน 2. ร่ อนเร่ เลือนราง 3. ทนทาน โลมเล้า 4. กลับกลอก ลอกเลียน 9. ข้อใดไม่มีคาซ้อน (O-NET 50) 1. กินข้าวเสร็ จแล้วต้องช่วยกันเก็บถ้วยชามให้เรี ยบร้อย 2. ประชาชนกาลังยื้อแย่งกันซื้ อเสื้ อเหลืองที่เมืองทองธานี 3. เด็กวัยรุ่ นทุกวันนี้ชอบกินเหล้าเมายาประพฤติตนเหลวแหลก 4. รัฐบาลยอมให้ ราคานามันลอยตัวได้ จึงทาให้ นามันมีราคาแพง ้ ้ หน้ า 20
  • 21.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 10. ข้อใดมีท้ งคาซ้อนและคาประสม(A-Net 49) ั 1. ของของใคร ของใครก็ห่วง ของใครใครก็ตองหวง ห่วงใยรักใคร่ ถนอม ้ 2. ชอบไหม ชอบไหม รู ปร่ างหน้าตาอย่างนี้ ถามหน่อยเถอะพี่ ชอบไหม ชอบไหม 3. น้ องเปิ้ ลน่ ารัก น้ องเปิ้ ลน่ ารัก ผมเหงาอ้ างว้ างเปล่ าเปลียว ผมอยู่คนเดียวในความมืด ่ 4. ไก่ไหมครับไก่ ซื้ อไหมครับ จะกลับแล้วไก่ ไก่ขายถูกถูกแถมกระดูกกับไม้เสี ยบไก่ 11. ข้อใดไม่ ใช้คาซ้ า (A-Net 49) 1. มีความเหงาเยียบเย็นเป็ นที่อยู่ วันวันรับรู ้การไหลผ่าน 2. เยียมเยียมมองมองแล้วร้องว่า ่ ่ อะไรนี่บ่นบ้าน่าหนวกหู 3. สงสารใจใจเจ้ าเอยไม่ เคยว่าง ทุกก้ าวย่ างหยุดใจไม่ ได้ หนอ 4. ปูนอยน้อยวิงร่ อยตามริ มหาด ้ ่ ทั้งสองมาดหมายตะครุ บปุบเปิ ดหาย 12. คาซ้ าในข้อใดไม่สามารถใช้เป็ นคาเดี่ยวได้ (O-NET 50) 1. กับข้ าวพืน ๆ ใครก็ทาได้ ้ 2. แท็กซี่ คนไหน ๆ ก็ไม่รับฉันสักคัน ั 3. หาซื้ อเมล็ดพันธุ์ดี ๆ มาเพาะปลูก 4. จุดตะเกียงกระป๋ องเล็ก ๆ ท่องหนังสื อ 13. คาซ้ าในข้อใดมีความหมายต่างจากข้ออื่น (ฉบับตุลาคม 2546) 1. น้อยมีเสื้ อผ้าสวยเป็ นตูๆ ้ 2. เมื่อตอนเด็กๆ ฉันไม่ ชอบว่ายนา ้ 3. ฉันเห็นทหารเดินมาเป็ นแถวๆ 4. เขาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ในวันอาทิตย์ 14. ข้อใดเป็ นคาสมาสทุกคา (ฉบับตุลาคม 2546) 1. พลความ นาฏศิลป์ สรรพสัตว์ 2. ชลบุรี ธนบัตร พิธีกร 3. ราชดาเนิน สหกรณ์ ชีวประวัติ 4. ยุทธวิธี คริ สตจักร เอกภาพ 15. ข้อใดไม่ มีคาสมาส (O-Net 49) 1. ในลักษณ์น้ นว่าปั จจามิตร ั มาตั้งติดดาหากรุ งใหญ่ 2. ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน บดบังสุ ริยนในท้ องฟา ้ 3. ตรัสขาดว่าราชบุตรี จรกาธิ บดีมากล่าวขาน 4. เกียรติยศจะไว้ในธรณิ นทร์ จนสุ ดสิ้ นดินแดนแผ่นฟ้ า 16. ข้อใดไม่มีคาสมาส (O-NET 50) 1. บทความบางเรื่องมีแผนภูมิประกอบ 2. คณะนาฏศิลป์ ไทยไปแสดงต่างประเทศ 3. หนังสื อที่มีอายุครบ 50 ปี แล้วไม่มีค่าลิขสิ ทธิ์ 4. ทหารที่สละชีพเพื่อชาติได้รับการยกย่องให้เป็ นวีรบุรุษ หน้ า 21
  • 22.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 17. ข้อใดเป็ นคาสมาสที่มีสนธิทุกคา(O-NET 50) 1. โลกาภิวตน์ เอกภพ ศานติสุข ั 2. สิ งหาสน์ วชิ ราวุธ นิลบล ุ 3. ฉัพพรรณรังสี อิทธิ ฤทธิ์ ปริ ศนา 4. มโหฬาร เจตนารมณ์ เบญจเพส 18. ข้อใดเป็ นคาสมาสที่มีสนธิทุกคา (1/2547) 1. ทิวากร อมริ นทร์ รัตติกาล 2. สรรพางค์ ธันวาคม อรัญวาสี 3. กุศโลบาย มิจฉาทิฐิ บุญญาธิการ 4. ธรรมาสน์ มหัศจรรย์ อรุ โณทัย 19. การสร้างคาในข้อใดมีลกษณะต่างจากข้ออื่น (A-Net 49) ั 1. อุทกภัย คณิ ตศาสตร์ มนุษยชาติ 2. กาลเทศะ ธุ รกิจ แพทยศาสตร์ 3. อุณหภูมิ เทพบุตร ประวัติศาสตร์ 4. ภัตตาคาร อรุ โณทัย วชิ ราวุธ 20. ข้อใดมีคาที่เกิดจากการสร้างคามากชนิดที่สุด (ฉบับตุลาคม 2546) 1. ผู้สูงอายุควรรู้ จักดูแลสุ ขภาพให้ แข็งแรง 2. ใบหน้ายิมแย้มของเธอทาให้ความโกรธของเราเบาบางลง ้ 3. ถ้าอยากเป็ นคนน่ารักอย่างไทย จิตใจควรงามและเป็ นธรรม 4. หัวใจของศาสนาพุทธคือละชัว ทาดี และทาจิตใจให้ผองแผ้ว ่ ่ หน้ า 22
  • 23.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 5 ระบบประโยคในภาษาไทย ประโยค คือ การนาถ้อยคามาเรี ยงกันอย่างเป็ นระเบียบ และมีเนื้อความครบถ้วนสมบูรณ์ โครงสร้ ำงของประโยค ภาคประธาน + ภาคแสดง ประธาน ขยายประธาน กริยา กรรม ขยายกรรม ขยายกริยา ่ เช่น นกน้อยสองตัว กาลังบินอยูบนท้องฟ้ า ตารวจร่ างใหญ่ จับคนร้ายคนนั้น การเน้ นประโยค การเน้ นรู ปแบบประโยค หมายถึง การวางรู ปแบบของคาในประโยค เรี ยกตามการวางชนิดของคาที่ทาหน้าที่ในประโยค มี 4 ชนิด คือ 1. ประโยคเน้ นประธาน คือ การวางส่ วนผูกระทาไว้ส่วนต้นของประโยค ้ เช่น แดงเล่นฟุตบอล โรงเรี ยนนี้มีนกเรี ยนน่ารักจานวนมาก ั แมวตัวนั้นกระโดดสู งมาก 2. ประโยคเน้ นกรรม คือ การวางส่ วนผูถูกกระทาไว้ส่วนต้นของประโยค ้ เช่น ขนมเค้กนี้แม่ทาให้ฉน ั รถยนต์ลางเสร็ จแล้ว ้ ป้ าถูกแมวกัด 3. ประโยคเน้ นกริยา คือ การวางกริ ยา 3 คา มี เกิด ปรากฏ ไว้ส่วนต้นของประโยค เช่น มีขาวในนา ้ เกิดฟ้ าผ่าเมื่อวาน ปรากฏน้ าท่วมภาคใต้ 4. ประโยคมีผ้ ูรับใช้ คือ ประโยคประธาน หรื อกรรม มีผรับใช้ เข้ามาแทรก ู้ เช่น คุณพ่อให้ฉนล้างรถ ั ครู ใหญ่บอกให้นกเรี ยนเข้าเรี ยน ั เจตนาของประโยค หน้ า 23
  • 24.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประโยคแบ่งตามเจตนาได้ 3 ประเภทคือ 1. ประโยคแจ้ งให้ ทราบ หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนาในการเล่าเรื่ องใดเรื่ องหนึ่ง เป็ นการกล่าวทัวไป ู้ ่ เช่น นักเรี ยน ม.6 ของโรงเรี ยนนี้ น่ารักทุกคน ผูหญิงสวมเสื้ อสี ฟ้าเป็ นน้องสาวของฉัน ้ หนังสื อเล่มนี้ราคาแพงมาก 2. ประโยคถามให้ ตอบ หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนา ในการถามเพื่อให้อีกฝ่ ายตอบ ู้ เช่น ใครไม่ชอบวิชาภาษาไทยบ้าง คุณจะไปเรี ยนต่อที่ไหน อะไรที่เธอต้องการบ้าง 3. ประโยคบอกให้ ทา หมายถึง ประโยคที่ผส่งสารมีเจตนา ให้ผรับสารปฏิบติตามความต้องการของตน ู้ ู้ ั ่ มักอยูในรู ปแบบ คาสั่งขอร้อง อ้อนวอน แนะนา ตักเตือน และสั่งห้าม เช่น ห้ามเดินลัดสนาม คุณไปดูหนังกับฉันเย็นนี้นะ ตอนกลับอย่าลืม ซื้ อโจ๊กมาฝากด้วย ชนิดของประโยค 1. ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีใจความเพียงหนึ่ง มีภาคประธาน และภาคแสดงอย่างละ 1 ส่ วน ข้ อสั งเกต ประโยคความเดียวจะมีกริ ยาสาคัญเพียงตัวเดียว เช่น ป้ าตัดผม คุณพ่อของเธอเป็ นตารวจใจดี โปรดทิ้งขยะลงถัง 2. ประโยคความรวม คือ การนาประโยคความเดียวตั้งแต่สองประโยคขึ้นไปมารวมกัน มักใช้คาสันธานเป็ นตัวเชื่อม แบ่งเป็ น 4 ชนิด ดังนี้ 2.1 ประโยคความรวมแบบคล้อยตามกัน เช่น ปรี ชาทางานเสร็ จแล้วเขาก็รีบกลับบ้าน พอโรงเรี ยนเลิก เธอก็รีบกลับบ้าน 2.2 ประโยคความรวมแบบขัดแย้งกัน เฃ่น กว่าเธอจะมาถึงเขาก็หลับพอดี น้องชอบดูหนัง แต่พี่ชอบฟังเพลง แม้เธอจะไม่สวยแต่ก็มีเสน่ห์ 2.3 ประโยคความรวมแบบเป็ นเหตุเป็ นผล หน้ า 24
  • 25.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เช่น เพราะฝนตกหนักจึงเกิดน้ าท่วม นิตยาเป็ นคนจูจ้ ีลูก ๆ เลยไม่ค่อยรัก ้ อารี หิวมากเธอก็เลยทานข้าวสองจาน 2.4 ประโยคความรวมแบบให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เธอควรเลือกระหว่างฉันหรื อไม่ก็เขา ไม่ลุงก็ป้าต้องให้ของขวัญแก่ฉนแน่ ๆ ั จะดูหนังสื อหรื อฟังเพลงก็เลือกเอาสักอย่างสิ ข้ อควรระวัง ออกสอบทุกปี คนรู ปหล่อสวมเสื้ อขาว ่ คนรู ปหล่อสวมเสื้ อขาว ยืนสอนหนังสื ออยูหน้าห้อง ่ คนรู ปหล่อยืนสอนหนังสื ออยูหน้าห้อง เด็กซนว่ายน้ า เด็กซนว่ายน้ าไปเกาะเรื อ เด็กซนไปเกาะเรื อ ปู่ นอนอย่างมีความสุ ข ปู่ นอนฟังเพลงอย่างมีความสุ ข ปู่ ฟังเพลงอย่างมีความสุ ข 3. ประโยคความซ้ อน คือ ประโยคที่มีประโยคย่อยทาหน้าที่ขยายประโยคหลัก แบ่งเป็ น 2 ชนิด คือ 3.1 ประโยคย่อยทาหน้าที่หน่วยนาม (หน่วยนาม = นาม นามวลี สรรพนาม สรรพนามวลี = ประธาน กรรม ส่ วนเติมเต็ม ของประโยค) จะมีประพันธสรรพนาม ผู้ ,ที่, ซึ่ง, อัน เชื่อม เช่น คุณป้ าใส่ นาฬิกาที่คุณลุงซื้ อให้ แมวตัวที่ขโมยปลาถูกจับได้แล้ว รถเมล์ซ่ ึ งเธอรอเกือบสองชัวโมงมาถึงแล้ว ่ 3.2 ประโยคย่อยทาหน้าที่ขยายหน่วยกริ ยา (กริ ยา กริ ยาวลี) จะมี “ที,ว่า” เชื่อม ซึ่งทาหน้าที่ขยายกริ ยาหรื อวิเศษณ์ เช่น ผมยินดีดวยทีคุณได้รับรางวัล แม่บอกว่าพ่อจะมารับไปเที่ยวภูเก็ต ้ ่ ข้ อควรจา ระวังประโยคที่ไม่จบความ ไม่ถือว่าไม่เป็ นประโยค เช่น รถยนต์คนที่ชนเด็กนักเรี ยน (ขาดภาคแสดง) ั ่ ขณะที่เธอเดินอยูบนถนนอย่างเหม่อลอย (ประโยคไม่จบความ) พ่อขุนรามคาแหงมหาราชกษัตริ ยแห่งกรุ งสุ โขทัยองค์ที่ 3 (ขาดภาคแสดง) ์ หน้ า 25
  • 26.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ เรื่องระบบประโยคในภาษาไทย 1. ข้อใดเป็ นประโยคสมบูรณ์ (O-Net 49) 1. ภาษาไทยพัฒนามาตลอดเวลา 2. ประเทศชาติบานเมืองของเรา ้ 3. เด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวคนนั้น 4. ทะเลสาบข้างหมู่บานเจ้าพระยา ้ 2. ข้อใดเป็ นประโยคสมบูรณ์ (O-NET 50) 1. การแต่งกายตามสมัยหรื อตามแฟชันของวัยรุ่ น ่ 2. มีข่าวโรคไข้ หวัดนกระบาดในหลายจังหวัดของไทย 3. บุคลิกภาพหรื อชื่อเสี ยงของผูพดและการยอมรับจากผูฟัง ้ ู ้ 4. ความเชื่อสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ปาฏิหาริ ย ์ ตลอดจนเรื่ องไสยศาสตร์ 3. ข้อใดเป็ นประโยคไม่ สมบูรณ์ (A-Net 49) 1. ร้านสวยรับสังทาเพชรทุกชนิดด้วยฝี มือดีและงานประณี ต ่ 2. โรงแรมเบิร์ดพาราไดซ์ หรู แบบมีสไตล์ ห้องพักสะอาด บริ การดี 3. ร้ านเอก ศูนย์ รวมวัสดุก่อสร้ างครบวงจรทีใหญ่ ทสุดในพิษณุโลก ่ ่ี 4. พลอยเพชรศูนย์ศลยกรรมความงาม ศัลยกรรมตกแต่ง มีแพทย์ผเู ้ ชี่ยวชาญเฉพาะทาง ั 4.กลุ่มคาในข้อใดเป็ นนามวลีท้ งหมด (A-Net 49) ั 1. นกบนต้นไม้ วิงออกกาลังกาย ่ ข้างหลังภาพ 2. โรงเรี ยนของเรา สู งเทียมฟ้ า วิมานดิน 3. ผู้บริหารโรงเรียน นายกสมาคม ทหารประจาการ 4. ฟ้ าเพียงดิน สุ ดแดนสยาม เด็กเลี้ยงแกะ 5.ในข้อความนี้มีประโยคที่สมบูรณ์กี่ประโยค(A-NET 50) ่ พิธีกระทาสัตย์สาบานต่อกษัตริ ยน้ ี เป็ นพิธีของศาสนาพราหมณ์ที่ได้เข้าไปมีบทบาทอยูในราชสานักของ ์ กษัตริ ยรัฐสังคมทาสของสมัยนครหลวง ์ 1. 1 ประโยค 2. 2 ประโยค 3. 3 ประโยค 4. 4 ประโยค 6. ข้อความต่อไปนี้มีกี่ประโยค (A-Net 49) ปั จจุบนหมู่บานบ่อเหล็กน้ าพี้ได้เปิ ดพิพิธภัณฑ์ให้นกท่องเที่ยวเข้าชมการตีเหล็กซึ่ งใช้วตถุดิบ ั ้ ั ั ในท้องถิ่น ทางหมู่บานได้มีการรวมกลุ่มกันเปิ ดโรงทามีดเหล็กน้ าพี้โบราณ ทั้งดาบอาคม มีดหมอ ้ มีดตัดลู กนิ มิต และมี ดใช้สอย ท่านจะหาชมการตี มีดได้ทวไปในหมู่บานบ่อเหล็กน้ าพี้ จังหวัด ่ั ้ อุตรดิตถ์ 1. 1 ประโยค 2. 2 ประโยค 3. 3 ประโยค 4. 4 ประโยค หน้ า 26
  • 27.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. ข้อใดเป็ นประโยคคาถาม(O-Net 49) 1. อะไรฉันก็กินได้ท้ งนั้น ั 2. เธอนันเอง ฉันนึกว่าใครเสี ยอีก ่ 3. ทาไมเธอไม่ อ่านคาสั่ งให้ ดีเสี ยก่อน4. เมื่อไรเขาจะมาก็ไมรู ้ 8. ประโยคในข้อใดต้องการคาตอบ (A-Net 49) 1. ไหนจะเก่งเหมือนเธอล่ะ 2. อะไร เธอจะให้ ฉันอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือ 3. ใครอยากไปก็ไปได้ 4. ทาไมฉันจะต้องบอกเธอด้วย 9. ข้อใดเป็ นประโยคกรรม 1. ประโยชน์ที่เกิดจากโครงการนี้มีผลดีต่อสังคมในระยะยาว 2. เพราะแม่สูบบุหรี่ จดลูกที่คลอดออกมาจึงมีขนาดเล็กกว่าปกติ ั 3. คนที่เป็ นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อทางกรวยไตมากกว่าคนทัวไป ่ 4. อาคารผู้ป่วยนอกหลังนีสร้ างเสร็จภายในห้ าเดือนด้ วยเงินบริจาคของประชาชน ้ 10. ข้อใดไม่ ใช่ประโยคเดี่ยว (A-Net 49) 1. ขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชัวโมง ่ 2. ไม่ ควรเร่ งเครื่องก่อนออกรถ ั 3. ใช้เกียร์ ให้สัมพันธ์กบรอบความเร็ ว 4. ตรวจเช็คเครื่ องยนต์ปีละ 2 ครั้ง 11. ข้อใดเป็ นประโยคความเดียว 1. สมบัติข้ ึนรถไฟไปเที่ยวทางใต้ทุกปี 2. คุณยายตื่นขึ้นมาทาอะไรกุกกักตอนดึกบ่อยๆ 3. เรื่องสั้ นของ “วินทร์ ” มักจะจบแบบหักมุม 4. ตอนเด็กๆ เขาว่ายน้ าไปเกาะเรื อโยงเสมอ 12. ข้อใดเป็ นประโยคความรวม (O-NET 50) 1. กระแสนาไหลแรงจนเซาะตลิงพังไปแถบหนึ่ง ้ ่ 2. มีหลักฐานว่ามนุษย์ยคหิ นใช้ขวานทองแดงในการล่าสัตว์ ุ 3. ฟ้ าทะลายโจรเป็ นพืชสมุนไพรที่นิยมใช้รักษาอาการเจ็บคอ 4. การส่ งเสริ มการอ่านเป็ นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างหนึ่ง 13. . ข้อใดเป็ นประโยคความรวม (ข้อสอบ O NET 2551) 1. ฉันก็อยากทาอะไรตามใจตัวเองบ้าง 2. อะไรที่ดี ๆ ก็น่าจะทาเสี ยก่อน 3. ร้านนี้ อาหารอะไรก็อร่ อยทั้งนั้น 4. อะไรมาก่อนเราก็กนไปพลาง ๆ ิ 14. ข้อใดไม่ใช่ประโยครวม (O-Net 49) 1. พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบ้านทันที 2. คนไทยรักสงบแต่ยามรบก็ไม่ขลาด 3. ใคร ๆ ก็ร้ ู ว่าแถวสี ลมอากาศเป็ นพิษ 4. ประชาชนไม่ใช้สะพานลอยตารวจจึงต้องตักเตือน 15. ลักษณะความสัมพันธ์ของเนื้อความในประโยคใดต่างจากข้ออื่น (A-Net 49) 1. มาโนชไปว่ายน้ าทุกเช้า สุ ขภาพของเขาจึงดีกว่าทุกคนในครอบครัว 2. พอเสร็จจากกล่าวเปิ ดงานเลียงวันนี้ ท่านก็ขับรถออกไปทันที ้ 3. บ้านของวิไลดูไม่เก่าเลย ก็เธอเพิ่งให้ช่างมาทาสี ใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว 4. สมบัติตองทางานหารายได้พเิ ศษ เลยสอบได้คะแนนน้อยกว่าคราวที่แล้ว ้ หน้ า 27
  • 28.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 16. ข้อใดเป็ นประโยคความซ้อน 1. สมชายวางมือจากกิจการทุกอย่างที่บริ ษท 2. แม่ ใส่ นาฬิ กาเรือนใหม่ ทพ่อให้ ั ี่ 3. คุณยายถือศีลแปดที่วดทุกวันพระ ั ่ 4. วันนี้พอประชุมที่ทางานตลอดวัน 17. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความซ้อน ่ 1.สิ่ งที่เขาตั้งใจกระทาให้พอแม่คือการตั้งใจเรี ยนและการเป็ นคนดี 2.สะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งจะเปิ ดใช้ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น 3.ตึกแถวริมถนนใหญ่ ทหน้ าบ้ านฉันถูกทุบทิงไปแล้ ว ี่ ้ 4.เขาขายรถยนต์คนที่ถูกรางวัลกาชาดไปเมื่อวานนี้ ั 18. ข้อใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (A-Net 49) 1. ทุกวันนี้สิ่งที่สาคัญที่สุดในการดารงชีวตคือสติ ิ 2. การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมจะต้องทาด้วยสติ 3. การถือศีลเป็ นเรื่องไม่ ยากแต่ คนส่ วนใหญ่ปฏิบัติไม่ ได้ 4. ระบบการศึกษาในปั จจุบนไม่สอนให้มีคุณธรรมจริ ยธรรมซึ่ งจาเป็ นมาก ั 19. ข้อใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (O-NET 50) 1. ลูกทีดีเป็ นทีพงของพ่ อแม่ ในวัยชรา ่ ่ ึ่ 2. ไม่วาลูกจะเป็ นอย่างไรพ่อแม่ก็ยงคงรักลูกเสมอ ่ ั 3. หากลูกทุกคนดูแลเอาใจใส่ พอแม่ท่านก็จะมีความสุ ข ่ ่ 4. การดูแลเอาใจใส่ พอแม่เป็ นหน้าที่และความรับผิดชอบของลูก 20. ข้อความต่อไปนี้ส่วนใดเป็ นประโยคต่างชนิดกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2551) (1) การบริโภคอาหารทะเลมีประโยชน์ อย่างยิงต่ อร่ างกายคนเรา (2) ในเนื้ อปลามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่ งมี ่ ้ ส่ วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (3) คนที่ชอบรับประทานกุงส่ วนมากไม่รับประทานหางและเปลือก (4) ทั้ง ้ หางและเปลือกกุงเป็ นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซี ยมและไคโตซาน 1. ส่ วนที่ 1 2. ส่ วนที่ 2 3. ส่ วนที่ 3 4. ส่ วนที่ 4 อ้างอิง นววรรณ พันธุเมธา. ม.ป.ป. ไวยากรณ์ไทย. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ไพบูลย์ ดวงจันทร์ . 2542. การใช้ภาษา. ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ. วิจินตน์ ภาณุพงศ์. 2520. โครงสร้างภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง อุปกิตศิลปสาร, พระยา. 2511. หลักภาษาไทย. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช. หน้ า 28
  • 29.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 6 ข้ อบกพร่ องในการใช้ ภาษา 1. การใช้ภาษาผิด เข่นการใช้คาผิดความหมาย ผิดหน้าที่ ผิดบริ บท 2. การใช้ภาษาไม่เหมาะสม การใช้ภาษาผิดระดับ 3. การใช้ภาษาไม่กระจ่าง 4. การใช้ภาษาไม่สละสลวย 5. การใช้สานวนแบบภาษาต่างประเทศ 6. การใช้ประโยคไม่จบความ 1. การใช้ ภาษาผิด 1.1 การใช้คาผิดความหมาย เช่น พ่อแม่เสี้ยมสอนให้เขาเอื้ออารี แก่ผอื่น ู้ ตารวจรัวกระสุ นปื นใส่ ผร้ายหนึ่งนัด ู้ นทีท้ งฉลาดและขยันทางานที่ได้เลื่อนตาแหน่งครั้งนี้สาสมแล้ว ั เขาสร้ างสรรค์ ความผิดวันละเล็กวันละน้อย ่ รู ้วาเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ควรไปดูดายเขาบ้าง เขาหมกมุ่ นกับการเรี ยนจนล้มป่ วย 1.2 ใช้กลุ่มคาและสานวนผิดความหมาย เช่น ลืมหน้าอ้าปาก ต้องใช้ ลืมตาอ้าปาก ทันฟื นทันควัน ต้องใช้ ทันทีทนควัน ั ปั ญญาเท่าฝาหอย ต้องใช้ ปั ญญาแค่หางอึ่ง 1.3 การเรี ยงคาหรื อกลุ่มคาผิดลาดับ มักเกิดจากการวางกลุ่มคาขยายไว้ห่างจากคาที่ตองการขยายมากเกินไป ้ เช่น ในเรื่ องนิกกับพิม มีการกล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะของสุ นขต่ าง ๆ กัน ั (…มีการ กล่าวถึงมนุษย์ในทัศนะต่าง ๆ กันของสุ นข) ั เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสาข้างหญิงสาวกาลังกระโดดเต้น (เขาแลเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสากาลังกระโดดโลดเต้นข้างหญิงสาว) 2. การใช้ ภาษาไม่ เหมาะสม 2.1 ใช้ภาษาพูดในการเขียนทางวิชาการ เช่น - ยังไง (อย่างไร) - นิดหน่อย (เล็กน้อย) - เผาศพ (ฌาปนกิจศพ) - เอาการเอางาน (มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน) - เยอะแยะ (มาก) หน้ า 29
  • 30.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 ใช้ภาษาต่างประเทศโดยไม่จาเป็ นในภาษาเขียนเช่น - แอร์ (เครื่ องปรับอากาศ) - แอนตี้ (ต่อต้าน) - เซ็นเซอร์ (ตรวจพิจารณา) - รถเมล์ (รถโดยสารประจาทาง) 2.3 ใช้ภาษาต่างระดับในบริ บทเดียวกัน เช่น - มารดาของข้าพเจ้าเสี ยชีวตตั้งแต่ขาพเจ้ายังเล็ก ๆ คุณพ่ อจึงมีภรรยาใหม่ ิ ้ - กระผมขอเรี ยนว่า กระผมไม่ได้เกงานเมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้กระผมเลยต้องหยุดงาน 2.4 ใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับโวหาร เช่น - เด็กน้อยค่อย ๆ เดินไปโรงเรี ยนอย่างเร่ งรีบ - เขาเดินเตร่ มาหาฉันทันทีที่รถไปจอดสนิท - เธอสวมเสื้ อบางจนดูตัวเปล่ าเล่าเปลือย - เรื อค่อย ๆ แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว 3. การใช้ ภาษาไม่ กระจ่ าง 3.1 ใช้คาไม่ชดเจน เช่น ั - เขาถูกไล่ออกเพราะไม่ซื่อสัตย์ (ต้องบอกว่าไม่ซ่ื อสัตย์อย่างไร) - เรื่ องนี้ผแต่งมีจินตนาการที่ดี ู้ (คาว่าดีความหมายก้วางเกินไป) - มีอะไร ๆ อีกหลายประการที่เธอยังเขียนคลาดเคลื่อน จากความเป็ นจริ ง (ควรให้ขอเท็จจริ ง) ้ 3.2 ใช้ภาษากากวม คือตีความได้หลายอย่าง เช่น - ไหล่เขาลาดดีจริ ง - พ่อตาไม่สบาย - ที่นี่รับแก้กางเกง - คนที่จบเชือกควรจะเป็ นคนสาว ั - รถบรรทุกของไปตั้งแต่เช้า - ที่นี่รับอัดพระ - พ่อเลี้ยงเธอดี - ถึงไม่มีที่นอนก็ไม่ร้อนใจเลย 4. การใช้ ภาษาไม่ สละสลวย 4.1 ใช้ภาษาฟุ่ มเฟื อย เช่น - ในอนาคตข้างหน้า - นาศพของผูตายไปไว้ที่วด ้ ั - ในอดีตที่ผานมา ่ - เขาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์ของผูอื่น ้ - ประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในอดีต - การจราจรติดขัด ถนนแออัดด้วยรถ - มีสัมพันธไมตรี อนดี ั - ผลสื บเนื่องที่ตามมา - บ้านเรื อนของผูคนมีอยูเ่ ป็ นระยะ ๆ - ทาการ, รับฟัง ้ หน้ า 30
  • 31.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4.2 ลาดับคาไม่เหมาะสม เช่น - ลีลาของชีวตเธอเปลี่ยนแปลง ิ - เขาเป็ นคนดีถาเขาไม่ดื่มเหล้า ้ 5. ใช้ สานวนต่ างประเทศ เช่น - ใช้ชีวติ - จะนามาซึ่ง…. - พบตัวเอง - ง่ายต่อการทาความเข้าใจ - มาในเพลง - หกโรคร้าย (ขาดลักษณนาม) - มาในชุด - สาหรับ, มัน (ไว้ตนประโยค) ้ - ภายใต้การนา - ต้องอบอุ่นร่ างกาย - ภายใต้การควบคุม - พร้อมด้วย , ปราศจาก 6. การใช้ ประโยคไม่ จบความ ลักษณะการใช้ประโยคไม่จบความ มักจะหลอกโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของประโยคที่ทาหน้าที่ขยาย (ประโยคความซ้อน) แต่ขาดใจความหลักของประโยค เช่น ่ - เด็กที่เดินอยูบนถนน - บ้านซึ่ งใกล้จะพังแล้วนั้น - เขามักจะพูดเสมอ ๆ ว่า ฯลฯ อ้างอิง ปรี ยา หิรัญประดิษฐ์. 2532. การใช้ภาษาไทยในวงราชการ. กรุ งเทพฯ : โอ เอส พริ้ นติ้ง เฮ้าส์ . ไพบูลย์ ดวงจันทร์ . 2542. การใช้ภาษา. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ. วิจินต์ ภาณุพงศ์. 2520. โครงสร้างภาษาไทย: ระบบไวยกรณ์. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง. วิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. 2541. วรรณลักษณ์วจารณ์ เล่มที่ 1. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. ิ เอกฉัท จารุ เมธีชน. 2541. ภาษาไทยธุ รกิจ. กรุ งเทพฯ : โอเดียนสโตร์ . หน้ า 31
  • 32.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 6 เรื่องข้ อบกพร่ องในการใช้ ภาษา 1. ประโยคใดไม่กากวม 1. ใครตามหมอมา 2. เขาเหยียบแก้วแตก 3. ถ้าเขาตกลงไปคุณจะเสี ยใจ 4. เขาไปเชียงใหม่ กบเพือนอีกสองคน ั ่ 2. ข้อใดมีความหมายกากวม 1.ผูได้รับรางวัลเป็ นกวีที่มีชื่อเสี ยงชาวญี่ปุ่น ้ 2.ตารวจจับผู้ค้ายาเสพติดจานวนมากทีกลางกรุ ง ่ 3.แม่คาหยิบเหรี ยญบาทออกมาทอน 4 เหรี ยญ ้ 4.แผ่นดินไหวทาให้บานเรื อนพังพินาศและผูคนล้มตายมาก ้ ้ 3. ข้อใดใช้คาฟุ่ มเฟื อย (2/2544) 1. ความเครี ยดนับวันจะเป็ นสาเหตุให้เกิดปั ญหาสังคมถึงขั้นวิกฤต 2. ปั ญหาสุ ขภาพจิตเป็ นผลจากความเครี ยดทั้งทางร่ างกายและจิตใจ 3. ผู้คนในหลายประเทศกาลังให้ ความสนใจในการใช้ สมุนไพรลดความเครียด 4. สมุนไพรคลายเครี ยดมีท้ งที่เป็ นอาหาร เครื่ องดื่ม เช่น ชาชงสมุนไพรชนิดต่าง ๆ และน้ ามันหอมระเหย ั 4. ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับที่สุด (2/2544) 1. ห้องเรี ยนควรมีการถ่ายเทของอากาศและการปรับแสงสว่างอย่างเหมาะสม 2. ห้ องปฏิบัติการทางภาษาควรบุวสดุกนเสี ยงและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ั ั 3. นิสิตสามารถหาความรู ้เกี่ยวกับเรื่ องทัวไปที่เกี่ยวข้องกับชีวตประจาวันได้จากห้องสมุด ่ ิ 4. ห้องสมุดเป็ นสถานที่ที่ไม่มีเสี ยงรบกวนจากสิ่ งต่าง ๆ ทาให้การอ่านหนังสื อมีสมาธิ ดียงขึ้น ิ่ 5. ประโยคใช้ภาษากะทัดรัดที่สุด (1/2542) 1. งานเป็ นสิ่ งที่ทาให้ คนมีชีวิตทีสมบูรณ์ และเป็ นคนทีใคร ๆ ยอมรับ ่ ่ 2. โรงแรมขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจในการให้บริ การของเรา 3. อาหารที่ซ้ื อตามข้างถนน ก่อนรับประทานก็ควรทาให้อุ่นอีกครั้ง 4. ขอเชิ ญผูสนใจชมประติมากรรมกลางแจ้งนี้ ดวยตาตนเองที่ถนนสี ลม ้ ้ 6. ข้อใดใช้ภาษาได้กระชับ (O-NET 50) 1. ผูร้ายถูกฆ่าตายที่หน้าตลาดเมื่อคืนวานนี้ ้ 2. ขอเชิ ญทุกท่านได้โปรดกรุ ณาช่วยเหลือผูประสบภัยด้วย ้ 3. ในการพัฒนาชาติรัฐบาลควรส่ งเสริมการศึกษาเป็ นประการแรก 4. อนุชนคนรุ่ นหลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยูสืบไป ่ หน้ า 32
  • 33.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. ข้อใดเป็ นประโยคที่มีใจความกะทัดรัด(2/2544) 1. ทางเดินขึ้นภูเขาขรุ ขระไม่เรี ยบทาให้เดินลาบาก 2. เขาเดินไปจนสุ ดถนนก็พบบ้านคนหลังหนึ่ง 3. สาวน้ อยเดินพลางวิงพลางไปตลอดทาง ่ 4. เด็กน้อยร้องตะโกนเสี ยงดังลัน่ 8. ข้อใดใช้ถอยคาฟุ่ มเฟื อยที่สุด (1/2544) ้ 1. ข้าวหอมมะลิของไทยเป็ นข้าวหอมชนิ ดเดียวที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ คนจึงนิยมบริ โภคกันทัวโลก ่ 2. เพื่อนบ้านที่ดีตองไม่กระทาสิ่ งที่จะนาความทุกข์ความราคาญมาให้เพื่อนบ้านนี่ เป็ นความจริ ง ้ 3. เมื่อจะคิดชัว พูดชัว ทาชัว ขอให้นึกว่าตนเป็ นที่รักของตน จึงไม่ควรทาลายตน ่ ่ ่ 4. การก่อสร้ างในซอยนี้ นายช่ างผู้ควบคุมการก่ อสร้ างควรจะมาดูแลการก่ อสร้ างบ้ างเพื่อความเรี ยบร้ อยของงาน 9. ข้อใดสื่ อความหมายได้ชดเจนที่สุด (1/2544) ั 1. อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม การไฟฟ้ าจะดับไฟตั้งแต่ 9.00 น 2. วันที่ 23 ตุลาคมนี้พวกเรานัดพบกันที่หน้าตึกสี่ เวลา 6 โมงตรง ้ 3. วันนี้ผมจะไปกินข้าวด้วย ขอหมี่กรอบสักจาน ต้มยากุงสักถ้วยนะ 4. พายุเมขลาจะเคลือนเข้ าสู่ จังหวัดชุ มพรประมาณบ่ าย 3 โมง วันที่ 28 เดือนนี้ ่ 10. ข้อใดสื่ อความไม่ชดเจน (2/2543) ั 1.พรุ่ งนีหัวหน้ าจะเรียกประชุ มตอนบ่ าย ๆ ้ 2. คุณย่าชอบดูละครโทรทัศน์หลังข่าวภาคค่า 3. สมสิ ริมาหาครู ตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรี ยน 4. เมื่อวานนี้แม่แวะมาหาตอนกินข้าวเย็น 11. ข้อความใดมีความหมายเหมือนกัน (1/2542) ก. แนวทางการสร้างงานวิจยของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ ั ข. แนวทางการสร้างงานวิจยที่มีคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา ั ค. แนวทางที่มีคุณภาพในการสร้างงานวิจยของสถาบันอุดมศึกษา ั ง. แนวทางของสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างงานวิจยที่มีคุณภาพั 1. ก และ ค 2. ข และ ค 3. ก และ ง 4. ข และ ง 12. ข้อใดวางส่ วนขยายผิดที่ (2/2544) ่ 1. การตั้งครรภ์โดยไม่ทราบว่าเป็ นเบาหวานมาก่อนมีปัจจัยความเสี่ ยงอยูหลายอย่าง 2. สตรีมีครรภ์ และเป็ นเบาหวานมีความเสี่ ยงทีจะแท้ งหรื อมีลูกพิกลพิการมาก ่ 3. การควบคุมน้ าตาลอย่างจริ งจังช่วยทาให้คนไข้เบาหวานตั้งครรภ์ได้เป็ นปกติมากขึ้น 4. ผูที่มีปัจจัยเสี่ ยงต่างๆโดยเฉพาะกรรมพันธุ์และความอ้วนต้องใช้สูติแพทย์ตรวจเบาหวานอย่างละเอียด ้ 13. ข้อใดวางส่ วนขยายผิดที่ (1/2544) 1. กรมประชาสงเคราะห์ ได้ พยายามช่ วยเหลือเด็กยากจนเร่ ร่อนให้ มผ้ ูปกครองคอยดูแลทีเ่ หมาะสม ี 2. ทุกคนตั้งแต่ระดับผูบริ หารจนถึงพนักงานทางานด้วยความมุ่งมันเพื่อความสาเร็ จและชื่อเสี ยงของ ้ ่ องค์การ ้่ 3. ในการรับตาแหน่งผูวาราชการจังหวัดครั้งนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างยิงที่จะฟื้ นฟูประเพณี เก่า ๆ ขึ้นมา ่ 4. สานักงานตารวจแห่งชาติได้ปรับปรุ งบริ การรับแจ้งเหตุต่าง ๆ ทางโทรศัพท์ให้มีประสิ ทธิ ภาพยิงขึ้น ่ หน้ า 33
  • 34.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 14. ข้อใดเรี ยงลาดับคาในประโยคได้เหมาะสมที่สุด(1/2542) 1. ปรากฏว่าเด็กมีแผลฟกช้ าดาเขียวที่ตนขาจากการตรวจของแพทย์ ้ 2. ประวัติศาสตร์ แบบอาณานิคมไม่นอย ให้อิทธิ พลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ ไทย ้ 3. ในทางกลับกันวิชาการเกษตรก็มีส่วนช่ วยเสริมวิธีการจัดการต่ าง ๆ 4. เหมือนตุกตาที่ผถือปล่อยมือ เขาสิ้ นสติสัมปชัญญะและหล่นลงไปกองอยูบนพื้น ๊ ู้ ่ 15. ประโยคใดวางส่ วนขยายถูกต้อง (2/2541) 1. ห้ามเด็ดขาดนังหลังคารถไฟ ่ 2. การอ่ านเป็ นปุยอย่ างดีทบารุ งสมองเด็ก ี่ 3. ครู เป็ นทรัพยากรบุคคลในการส่ งเสริ มการศึกษาที่สาคัญ 4. เขาเริ่ มพัฒนาอย่างเร่ งรี บเรื่ องสาธารณูปโภคในหมู่บาน ้ 16. ข้อใดใช้ภาษาได้ถูกต้อง (1/2546) ่ 1. แม่คาขายส้มตาไก่ยางเป็ นอาชีพที่มีรายได้ดี และไม่ตกงาน ้ 2. อาหารประเภทยามีรสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมถูกปากคนไทย 3. แม้ ฐานะของเราจะไม่ ค่อยดี พ่ อแม่ กส่งเสี ยให้ ลูกทุกคนได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ็ ่ 4. แม้วาชื่อเสี ยงของพ่อจะไม่เป็ นที่ประจักษ์แก่สายตาผูอื่น แต่ฉนก็ภูมิใจในตัวท่าน ้ ั 17. ข้อใดไม่ใช่สานวนภาษาต่างประเทศ (2/2542) 1. โรคตับอักเสบในผูใหญ่มีอาการรุ นแรงและเป็ นนานกว่าเด็กเล็ก ้ 2. เราควรเลือกซื้ อผักที่มีรูพรุ นจากการถูกแมลงกัดกินบ้างจะดีกว่า 3. วิธีทาไม่ยาก เมื่อผักสุ กตักออกแช่น้ าเย็น เพื่อหยุดการสุ กของผัก 4. โรงเรียนควรกระตุ้นผู้ปกครองให้ ช่วยกันเอาใจใส่ เรื่องการเรี ยนของลูกหลาน 18. ข้อใดไม่ใช่สานวนภาษาต่างประเทศ (1/2542) 1. ชาวต่างชาติมกจะกล่าวว่าวิชาภาษาไทยยากแก่การเรี ยน ั 2. รัฐบาลพยายามประชาสั มพันธ์ ให้ คนไทยช่ วยกันประหยัดอย่างจริงจัง 3. คณะกรรมการชมรมนักเรี ยนเก่าชุดนี้ถูกจับตามองจากสมาชิกตลอดเวลา 4. การนาชาวบ้านมาชุมนุมประท้วงครั้งนี้ทาให้ประเทศได้รับความเสี ยหายมาก 19. ข้อใดไม่ใช่สานวนต่างประเทศ (2/2543) 1. ประชากรโลกกาลังเผชิญโศกนาฎกรรมเงียบจากโรคร้าย ทั้งเอดส์ มาลาเรี ยและวัณโรค 2. ต่อข้อซักถามของผูสื่อข่าว ตัวแทนสภากาชาดสากลแถลงว่าสถานการณ์โรคร้ายในปั จจุบนกาลังน่าวิตก ้ ั 3. สภากาชาดสากลพร้อมด้วยผูนาจากประเทศในเอเซี ยแถลงว่าประเทศในทวีปแอฟริ กาเป็ นพื้นที่ที่มี ้ โรคเอดส์ระบาดมากที่สุด 4. รัฐบาลแต่ ละประเทศควรสนใจปัญหาโรคเอดส์ เพราะปัจจุบันโรคเอดส์ เป็ นมหันตภัยที่ทาลายเศรษฐกิจและสั งคม หน้ า 34
  • 35.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 20. ข้อใดไม่ใช้สานวนต่างประเทศ (1/2544) ้ ั 1. เป็ นเวลา 3 วัน ที่หน่วยกูภยค้นหาผูประสบอุบติเหตุเครื่ องบินตก ้ ั 2. ปัจจุบันประเทศไทยส่ งผักและผลไม้ ไปจาหน่ ายทีองกฤษและญี่ปนเดือนละกว่ า 120 ตัน ่ั ุ่ 3. กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี่ พร้อมด้วยนักบินอวกาศ 7 คน เดินทางกลับถึงพื้นโลกโดยสวัสดิภาพ 4. สถานการณ์หวาดผวาโรควัวบ้า ซึ่ งเกี่ยวข้องกับโรคสมองฝ่ อในมนุษย์ยงคุกคามประเทศเพื่อนบ้านอยูขณะนี้ ั ่ 21. ข้อใดใช้สานวนภาษาต่างประเทศ (2/2544) 1. ข้ อมูลทีปราศจากการตีความอาจเป็ นข้ อมูลขยะก็ได้ ่ 2. ประเทศไทยขาดแคลนทรัพยากรบุคคลด้านสิ่ งแวดล้อม 3. ค่านิยมของสังคมไทยอาจเป็ นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 4. คุณภาพของคนในประเทศเป็ นดัชนีวดความสาเร็ จในการพัฒนาประเทศ ั 22. ประโยคใดไม่ใช้สานวนต่างประเทศ (1/2543) 1. ถ้าเราช่วยกันแยกขยะ ก็จะง่ายต่อการนาไปผ่านกระบวนการผลิตใหม่ 2. ปั ญหาสิ่ งแวดล้อมเป็ นพิษประการสาคัญคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วของขยะที่ยอยสลาย ่ 3. การทีพลาสติกและโฟมถูกนามาผลิตใหม่ จะทาให้ ขยะทีย่อยสลายยากมีปริมาณเพิมขึน ่ ่ ่ ้ 4. ถ้าเรารู ้จกนาถุงพลาสติกและกล่องโฟมกลับมาใช้ใหม่จะทาให้ปัญหาเรื่ องขยะน้อยลง ั 23. ข้อใดไม่ใช้สานวนภาษาต่างประเทศ (O-NET 50) 1. ในความคิดของผมหนังสื อเล่มนี้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบน ั 2. ไม่เป็ นการยากที่เราจะสื บค้นประวัติชีวตของท่านผูรู้ ิ ้ 3. ปัจจุบันนีชาวกรุ งเทพฯประสบปัญหาการจราจรติดขัด ้ 4. คนไทยกาลังให้ความสนใจข่าวเศรษฐกิจ 22.ข้อใดมีขอบกพร่ องต่างกับข้ออื่น(A-NET 50) ้ 1.อิสรภาพก็ตกเป็ นของเขาในทีสุด ่ 2.เรื่ องนี้ดูยงไงก็ยงไม่ค่อยเข้าใจ ั ั 3.มีผคนมารวมกันเยอะแยะเลย ู้ 4.อย่าลืมนะวันพรุ่ งนี้เชิญไปงานด้วยกัน 23.ประโยคข้อใดไม่มีขอบกพร่ อง(A-NET 50) ้ 1.บุคคลควรมีมารยาทในการสื่ อสาร 2. เมื่อสองสหายมาพบกัน ความดีใจก็เกิดขึ้น 3.ข้อสอบชุดนี้ไม่ยากที่จะทาความเข้าใจเลย 4. รัฐบาลบรรลุขอตกลงในการเจรจากับเพื่อนบ้าน ้ หน้ า 35
  • 36.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 7 ความงามในภาษาและการอ่านวรรณคดี ความงามในภาษาเกิดจาก 1. การสรรคา 2. การเรี ยบเรี ยงถ้อยคา 3. ภาพพจน์ การสรรคา การสรรคา หมายถึง การเลือกใช้ ถ้อยคาโดย 1.1 คานึงถึงความหมาย ควำมหมำย บริ บท ความแวดล้ อม แสงจันทร์ บ่ส่องสมร หมดเทวษ สะพำนตำ เชื่อมความจริงที่ยิ่งใหญ่ กวีโวหาร สะพำนใจ เชื่อมความรักที่ศกดิ์สิทธิ์ ั สะพำนกำย เชื่อมความรู้ที่บชิต ู สะพำนมิตรภำพลำวไทย … เข้ ำใจกัน (ชูเกี ยรติ วรรณศูท) (สะพานตา = ภาพปรากฏการณ์ที่พบ สะพานใจ = ความรื่ นรมย์ สะพานกาย = ประสบการณ์) 1.2 คานึงถึงเนื้อเรื่ องและบุคคลในเรื่ อง 1.3 คานึงถึงลักษณะของคาประพันธ์ 1.4 คานึงถึงเสี ยง - คาเลียนเสี ยงธรรมชาติ - คาที่เล่นเสี ยงวรรณยุกต์ - คาที่เล่นเสี ยงสัมผัส - คาที่เล่นเสี ยงหนักเบา - คาพ้องเสี ยงและคาซ้ า ดูหนูส่รูงู งูสดสู้หนูส้ งู ู ุ ู สัมผัสสระ หนูงส้ ดูอยู่ รูงทู่หนูมูทู ูู ู เสียง (เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศร) เสียงสัมผัส สัมผัสอักษร ฉับฉวยชกฉกชา ้ ฉุบฉับ โถมทุบทุ่มถองทับ ถีบท้ าว ตบตีต่อยตุบตับ ตบตัก เสียงหนักเบา = ครุ ลหุ หมดหมู่เมงมอญม้ าว ม่านเมื้อหมางเมิน (กรมหลวงพิชิตปรีชากร) หน้ า 36
  • 37.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โวหารภาพพจน์ 1. อุปมา คือการเปรี ยบเทียบสิ่ งหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสิ่ งหนึ่ง (เหมือน เสมือน ดุจ ประดุจ ราว ราวกับ เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน กล เฉก คล้าย อย่าง) คุณแม่ หนาหนักเพียง ้ พสุ ธา คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง คุณพีพ่างศิขรา ่ เมรุ มาศ คุณพระอาจารย์ อ้าง อาจสู้ สาคร 2. อุปลักษณ์ คือ การเปรี ยบสิ่ งหนึ่งเป็ นอีกสิ่ งหนึ่ง โดยใช้คาว่า “คือ, เป็ น” (เปรี ยบเทียบโยงความคิดอย่างหนึ่งไปสู่ ความคิดหนึ่ง) คือนาผึงคือนาตาคือยาพิษ ้ ้ ้ คือหยาดนาอมฤตอันชื่ นชุ่ ม ้ คือเกสรดอกไม้ คือไฟรุ ม คือความกลุ้มคือความฝันนั่นแหละ “รัก” (ไฟรักไฟลาไฟชัง : รยงค์ เวนุ รกษ์) ั 3. บุคลาธิษฐาน บุคคลวัต บุคคลสมมติ คือ การสมมติให้สิ่งต่าง ๆ แสดงกิริยาอาการ เหมือนมนุษย์ สามารถ แสดงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ หลังคาโบสถ์ โอดครวญเมื่อจวนผุ ระแนงลุล่วงหล่ นบนพืนหญ้ า ้ เสาอิฐปูนทรุ ดเซตามเวลา พระประธานสั่ นหน้ าระอาใจ (แสงธรรม : สุธน พันธุเมฆ) 4. อติพจน์ คือ การพรรณนาเกินขอบเขตความเป็ นจริ ง เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย เมรุ ชุบสมุทรดินลง เลขแต้ ม อากาศจักจารผจง จารึก พอฤา โฉมแม่ หยาดฟ้ าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น (นิราศนรินทร์) 5. ปฏิพากย์ คือ กล่าวตรงกันข้าม ธรร เช่น หน้าชื่นอกตรม ่ จักรวาลวุนวายไร้สาเนียง 6. สั ทพจน์ หมายถึง การเลียนเสี ยงธรรมชาติ เช่น บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่ งวังเวงแว่ว หน้ า 37
  • 38.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. นามนัย คือ การใช้คุณสมบัติเด่ น ๆ หรื อเอกลักษณ์ สิ่งใดสิ่ งหนึ่ งหรื อสิ่ งที่ สาคัญที่สุดในเรื่ องนั้นแทน ความหมายทั้งหมด เช่น ฉัตร สาคัญที่สุดในประเภทเครื่ องสู ง จึงใช้ฉตรแทนราชบัลลังก์ ราชสมบัติ ั รอยย่นทีขอบตาชายหน้ าเศร้ า ่ เหลือเพียงเงาความทรงจาเหมือนร่าไห้ เคยพร่ าสาวบริสุทธิ์ดุจพรานไพร นาตาไหลอาบรอยย่นตราบพ้นกรรม ้ (อดีตราลึก : วาสนา บุญสม) รอยย่นที่ขอบตา = ความแก่ชรา 8. สั ญลักษณ์ หมายถึง การนาคาหนึ่ง มากหมายความแทนอีกคาหนึ่ง โดยถือว่าคาที่นามาใช้แทนกันได้น้ นต้องเป็ นที่เข้าใจกันทัวไป ั ่ สี ขาว = ความบริ สุทธิ์ ความไร้เดียงสา สิ งโต สิ งห์ = ผูมีอานาจ ้ นกขมิน ้ = คนร่ อนเร่ พเนจร ระฆัง = ความมีเกียรติ มีชื่อเสี ยง 9. อุปมานิทศน์ คือ การยกเรื่ องสั้น ๆ มาเล่าประกอบให้เข้าใจในเรื่ องนั้น ๆ ชัดเจนขึ้น ั เช่น เรื่ องกบในกะลาครอบ ประกอบความเข้าใจเรื่ อง การมีวสัยทัศน์ แคบ ิ ศิลปะการประพันธ์ 1. สั มผัสสระ ต้องเป็ นสระเสี ยงเดียวกันและเสี ยงพยัญชนะสะกดมาตราเดียวกัน เช่น ฉันเห็นหมีที่ดาน่าขายิง ่ 2. สั มผัสอักษร(สั มผัสพยัญชนะ) พยัญชนะเสี ยงเดียวกันจะสัมผัสกันได้ เช่ น ผ่องแผ้ว เพลี่ยงพล้ า (อักษรสู งและอักษรต่าสัมผัสอักษร กันได้เพราะจัดเป็ นเสี ยงเดียวกัน(ท ธ ฑ ฒ สามารถสัมผัส กับ ถ ฐ ได้ เป็ นต้น) 3. เล่ นเสี ยงวรรณยุกต์ บางปี ข้อสอบเรี ยกการเล่นเสี ยงสู ง – ต่า หรื อการใช้เสี ยงดนตรี เช่น ธรณี นี่น้ ี เป็ นพยาน 4. การซ้าคา การซ้ าคาคือการใช้คาๆเดียวกันซ้ าในหลายๆจุด มี 2 แบบ คือ เป็ นคาซ้ าและไม่เป็ นคาซ้ า 5. การเล่นคา การเล่นคาคือการเอาคาพ้องเสี ยงมาใช้ในหลายๆแห่งในคาประพันธ์(คาพ้องเสี ยง=คาที่อ่านเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน) ****เล่นคาต่ างกับซ้าคาตรงที่ เล่นคาความหมายจะต่างกัน ซ้ าคาความหมายจะเหมือนกัน) 6. การซ้าคาเล่นคา ใช้ท้ งสองวิธีประกอบกัน ั หน้ า 38
  • 39.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. การดุลเสี ยงและดุลความหมาย น้ าหนักความของข้อความจะเท่ากัน 8. ปฏิปุจฉา(คาถามเชิ งวาทศิลป์ ) คาถามที่ไม่ตองการคาตอบแต่พดให้คิด เช่น ลงกาเป็ นสองเมืองหรื อ ให้นองแล้วมารื้ อให้พี่ ้ ู ้ 9. คาไวพจน์ (การหลากคา) คาที่ความหมายเหมือนกัน(Synonym) เช่น วารี =ชล=ธาร=นที =น้ า ฯลฯ 10. การใช้ คาทีมีเสี ยงหนักเบา ่ หนัก=ครุ (ยาวหรื อสะกด) เบา=ลหุ (สั้นและต้องไม่สะกด) 11. คาอัพภาส ่ คาซ้ าที่กร่ อนเสี ยงพยางค์หน้า เช่น ระเรื่ อย ระริ น วะวาว วะวับ ยะยิม ยะยุง ้ 12. สั ทพจน์ การเลียนเสี ยงธรรมชาติ (สัทพจน์เป็ นทั้งภาพพจน์และศิลปะการแต่งคาประพันธ์) จินตภาพ จินตภาพ หมายถึง ประสาทสัมผัสในการจินตนาการ ได้แก่ 1. รู ป (ภาพ สี แสง การเคลื่อนไหว) 2. รส 3. กลิ่น 4. เสี ยง การอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม ควรพิจารณาถึง 1. วัฒนธรรมกับภาษา คือ การใช้ภาษาในการแสดงออกทางวัฒนธรรม หรื อการแทรกวัฒนธรรมใน การสื่ อสารตลอดจนเนื้อหาทางวรรณคดี วัฒนธรรม หมายถึง สิ่ งที่มนุ ษย์สร้างขึ้น และปฏิบติสืบต่อกันมา ทาให้เกิดความเจริ ญงอกงามแก่หมู่ ั ่ คน วิถีชีวิต สภาพความเป็ นอยูที่แสดงถึ งความเจริ ญงอกงามของชาติ ศีลธรรมอันดี วิทยาการ และพฤติกรรม ร่ วมของสังคมในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักถามถึงวัฒนธรรม ที่ปรากฏในวรรณกรรม เช่น ความรัก วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ศาสนา ความเชื่อ ภูมิปัญญา เป็ นต้น 2. นิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร ว่าการแสดงบทบาทของตัวละครนั้นๆเป็ นเช่นใด อยูภายใต้ ่ เงื่อนไขใดหรื อไม่ 3. คุณค่าของวรรณคดีหรื อวรรณกรรม โดยพิจารณาจาก 3.1 คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ 3.2 คุณค่าทางด้านสังคม หน้ า 39
  • 40.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 7 ความงามในภาษาและการอ่านวรรณคดี อ่านคาประพันธ์ต่อไปนี้ แล้วตอบคาถามข้อ 1-2(ข้อสอบ O NET 2551) (1) เป็ นกลุ่มกลุ่มกลุมกายเหมือนทรายซัด ต้องนังปั ดแปะไปมิได้นอน ้ ่ (2) ครั้นยามเย็นเห็นเหมือนหนึ่งเมฆพลุ่ง เป็ นควันฟุ้ งราวกับไฟไกลหนักหนา (3) ดูเหย้าเรื อนหาเหมือนอย่างไทยไม่ หลังคาใหญ่พ้นเล็กเป็ นโรงผี ื (4) เราเป็ นมนุษย์สุดรักต้องลักพา เหมือนอินทราตรึ งส์ตรัยเป็ นไรมี 1. ข้อใดไม่ใช้ภาพพจน์ชนิ ดอุปมา 1. ข้อ 1 2. ข้อ 2 3. ข้ อ 3 4. ข้อ 4 2. ข้อใดใช้ภาพพจน์ชนิดอุปลักษณ์ 1. ข้อ 1 2. ข้อ 2 3. ข้ อ 3 4. ข้อ 4 3. ข้อใดใช้ภาพพจน์มากกว่าหนึ่งชนิด (O-Net 49) 1. ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดคนองท้องช้ างเหลวไหล 2. เปรี ยบหนักชนกคุณ ชนนีคือภูผา 3. ปั ญญาค่าเปรี ยบแก้ว ก่องเก็จ 4. ดังหับดับหิ่ งห้อย เหือดแห้งแสงหาย 4. ข้อใดใช้ภาพพจน์ต่างจากข้ออื่น (O-Net 49) 1. เธอคือโคมทองของชีวตพี่ ิ นาส่ องทางไว้ให้ดีเพื่อชีวตนี้รื่นรมย์ ิ 2. เอาลาน้ าใสเย็นนี่หรื อมาเป็ นเมรุ ทอง เอาน้ าตกก้องเป็ นกลองประโคม 3. แม้มิได้เป็ นจันทร์อนสกาว ั ขอเป็ นดาวดวงแจ่มแอร่ มตา 4. ถึงโลกแตกแหลกเป็ นผงคลี รักเต็มปรี่ไม่ มีร้ ู คลาย 5. ข้อใดไม่ใช่ภาพพจน์ชนิดบุคคลวัต (ข้อสอบ O NET 2550) 1.เมฆไหลลงห่มเงื้อม ผาชะโงก 2.งามม่ านเงาไม้ โศก ซับซ้ อน 3.ดอกหญ้าป่ าลมโบก ผงกช่อ 4.ซ่าซ่าธาราฉะอ้อน เร่ งร้อนระหายฝัน 6. โคลงต่อไปนี้บาทใดใช้สัมผัสอักษรเด่นชัดที่สุด (O-NET 50) ร้อนอากาศอาบน้ า บรรเทา ร้อนแดดพอแฝงเงา ร่ มได้ ร้อนในอุระเรา เหลือหลีก ร้อนนอกราคหมกไหม้ หม่นเพี้ยงเพลิงรุ ม 1. บาทที่ 1 2 บาทที่ 2 3. บาทที่ 3 4. บาทที่ 4 หน้ า 40
  • 41.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 7. ข้อใดไม่มีการเล่นคา (O-NET50) 1. เบญจวรรณวันจากเจ้า กาสรดเศร้าแทบวายวาง 2. นามแก้วดอกแก้วคือ แก้วเนตรพี่น้ ีใช่ใคร 3. งามทรงวงดังวาด งามมารยาทนาดกรกราย 4. นางแย้มดุจเรี ยมยล น้อยแย้มยิมพริ้ มพรายงาม ้ 8. ข้อใดไม่ มีการเล่นคา (O-Net 49) 1. มาคลองบางกอกกลุม ้ ลางใจ ฤๅบ่กอกหนอใน อกช้ า 2. สละสละสมร เสมอชื่อ ไม้นา นึกระกานามไม้ แม่นแม้นทรวงเรี ยม 3. โฉมแม่ จักฝากฟ้ า เกรงอินทร์ หยอกนา อินทรท่านเทอกเอา สู้ ฟา้ 4. นางนวลจับแมกไม้ นางนวล นวลนุชแนบเรี ยมควร คู่แคล้ว 9. ข้อใดไม่ มีคาอัพภาส (O-Net 49) 1. ลอยละลิ่วปลิวไปไพรระหง 2. แสงเรื่ อเรื องแดงยะยับสลับคราม 3. กุหลาบงามหอมระรื่ นชื่นนาสา 4. เจ้ าละเลยเร่ ร่อนไปหนไหน 10. ข้อใดใช้คาอัพภาส (O-NET 50) 1. ประยงค์ทรงพวงห้อย ระย้าย้อยห้อยพวงกรอง 2. ลวดลายระบายระบุกระหนาบ กระแหนะภาพกระหนกพัน 3. สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ 4. ความรักที่ยงรักระบมใจ ั อย่าตัดไมตรี ตรึ งให้ตรอมตรม 11. ข้อใดไม่ใช่คาถามเชิงวาทศิลป์ (O-NET 50) 1. นามวงศ์ พงศ์ ใดจงบอกมา แจ้ งกิจจาแล้วจึงจะรบกัน 2. เมื่อผันแปรแลพบก็หลบพักตร์ จะเห็นรักฤาไม่เห็นเป็ นไฉน 3. อันของสู งหมายปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปี นป่ ายจะได้หรื อ 4. ยังมิทนสู่ สมภิรมยา ั เวราสิ่ งใดให้ไกลกัน 12. ข้อใดสื่ อจินตภาพต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2550) 1. เสนาะเสี ยงสังคีตประณี ตฉ่ า 2. ทั้งทุมต่าเรื่ อยจะเจื้อยแจ้ว ้ 3. วะแว่วเพียงเสี ยงพ้อซอสายเอก 4. ประกายพรึกกะพริบพลิวพ้นทิวไม้ ้ หน้ า 41
  • 42.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 13. ข้อใดไม่แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหว (ข้อสอบO NET 2551) 1. อุกคลุกพลุกเงยงัด คอคช เศิกแฮ 2. บัดราชฟาดแสงพล พ่ายฟ้ อน 3. สารทรงราชรามัญ ลงล่าง แลนา 4. หน่ อนเรนทรทิศ ตกด้ าว 14. ข้อใดสื่ อภาพและเสี ยงได้เด่นชัดที่สุด (O-Net 49) 1. คูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน เขยื้อนเยินยอบยวบยะยวบกาย 2. เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว 3. ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย 4. ทั้งจากที่จากคลองเป็ นสองข้อ ยังจากกอนั้นก็ข้ ึนในคลองขวาง 15. ข้อใดไม่ ปรากฏในคาประพันธ์ต่อไปนี้ (O-Net 49) ฝนเป็ นสายปรายโปรยเมื่อใกล้ค่า ฟ้ าร่ าคารณอยูเ่ ลื่อนลัน ่ แปลบประกายปลายคุงทุ่งสุ พรรณ ้ ลมกระชั้นกระโชกกระชากแรง 1. สี 2. แสง 3. เสี ยง 4. การเคลื่อนไหว 16. คาประพันธ์ต่อไปนี้แสดงคุณค่าด้านใดน้อยที่สุด (O-Net 49) เขียวขจีระริ กใบไหวเอนอ่อน น้ าค้างซ้อนฝากไว้จูบใบเขียว อุมหยาดน้ าราวมณี ที่ริ้วเรี ยว ้ เติบโตต่อรอเดียวมาเกี่ยวคน 1. การสรรคาใช้ 2. การเสนอแนวคิด 3. การเล่นสัมผัส 4. การใช้ภาพพจน์ 17. ข้อใดไม่ใช่จุดเด่นของคาประพันธ์ต่อไปนี้ (O-NET 50) อันว่าโกสุ มสโรชก็โรยรายร่ วงรสเรณู นวลผกาเกสร หมู่แมลงมาศภมรก็ มวเมาเอาชาติ ล ะอองอัน ั ่่ ่ ละเอียด เสี ยดแทรกไซร้สร้อยเสาวคนธ์ขจร หึ่ งหึ่ งบินวะวูวอนร่ อนร้องอยูโดยรอบขอบจตุรสระศรี 1. การสรรคา 2. ภาพชัดเจน 3. เสี ยงไพเราะ 4. เนือความลึกซึ้ง ้ 18. คาประพันธ์ต่อไปนี้ไม่ ปรากฏคุณค่าทางวรรณศิลป์ ตามข้อใด (O-Net 49) ขึ้นทรงรถทองผ่องพรรณ งามงอนอ่อนฉัน เฉกนาคราชกาแหง งามกงวงจักรรักต์แดง งามกาส่ าแสง งามคุมประดับเพชรพราย 1. การสรรคาใช้ 2. การเสนอแนวคิด 3. การเล่นสัมผัส 4. การใช้ภาพพจน์ 19. คาที่ขีดเส้นใต้ในคาประพันธ์ต่อไปนี้หมายถึงใคร (O-Net 49) ฤๅรามเริ่ มรณฤทธิ์ รบราพณ์ แลฤๅ 1. อินทรชิต 2. ไพจิตราสู ร 3. ทศกัณฐ์ 4. กุมภกรรณ หน้ า 42
  • 43.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 20. ข้อใดไม่ มีการเสนอแนวคิด(O-Net 49) 1. ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มารยาทส่ อสันดาน ชาติเชื้อ 2. ความรู้อาจเรี ยนทัน กันหมด ยกแต่ชวดีกระด้าง ั่ อ่อนแก้ฤๅไหว 3. นางแย้มเหมือนแม่ แย้ม ยวนสมร ใบโบกกลกวักอร เรียกไท้ 4. โลกนี้มิอยูดวย่ ้ มณี เดียวนา ทรายและสิ่ งอื่นมี ส่ วนสร้าง 21. ข้อใดมีแนวคิดที่เป็ นอุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง (O-Net 49) 1. คนเดียวเท่านั้นในชีวติ ิ คนเดียวสนิทแนบอุรา 2. ขอคนเมืองอยูเ่ มืองสร้างเมืองแล้ว อย่าทิ้งแนวธรรมชาติวบติก่อน ิ ั 3. จะแน่ วแน่ แก้ไขในสิ่ งผิด จะรักชาติจนชี วตเป็ นผุยผง ิ 4. อันของดีมีมากทัวแดนไทย ่ น่าหวงแหนไว้ให้ลูกหลาน 22. พิธีกรรมใดสะท้อนความเชื่อเรื่ องภูตผีวญญาณ (O-Net 49) ิ 1. เบิกโขลนทวาร 2. ปวงละว้าเซ่ นไก่ 3. ตัดไม้ข่มนาม 4. เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค 23. ข้อใดไม่ แสดงความเชื่อในสังคมไทย (O-Net 49) 1. อนึ่งพบปะพระสงฆ์ทรงศีลา ไม่วนทาถอยถดทั้งยศทรัพย์ ั 2. ถึงร้ อยรสบุปผาสุ มาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่ มีเลย 3. หนึ่งนักปราชญ์ราชครู ซ่ ึงรู้หลัก อย่าถือศักดิ์สนทนาอัชฌาสัย 4. วันจันทร์ น้ นควรสี นวลขาว ั จะยืนยาวชันษาสถาผล 24. ข้อใดแสดงภูมิปัญญาไทย (O-Net 49) 1. ลักจั่นวัลย์ เปรียงแก่ นปรู ลาย เป็ นยาหายโรคภัยทีในตัว ่ 2. ทิศประจิมริ มฐานมณฑปนั้น มีดาบสรู ปปั้ นยิงฟันขาว 3. คะเนนับย่ายามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน 4. เสนาะเสี ยงเทศนาปุจฉาถาม ในสนามเสี ยงสนันเนินสิ งขร ่ 25. ข้อใดไม่ เกี่ยวกับวิถีชีวตไทย (O-Net 49) ิ 1. ที่มีเกวียนเกณฑ์บรรทุกลาเลียง ใส่ เสบียงครบคนละสิ บถัง 2. อันชิงนางอย่างนีไม่ ผดธรรม์ ธรรมเนียมนั้นมีแต่ บุราณมา ้ ิ 3. มือถือสมุกหมากตามยากไร้ ดอกไม้ธูปเทียนถือติดมา 4. ที่นอนหมอนมุงเสื่ ออ่อน ้ ผ้าผ่อนดีดีมีในบ้าน หน้ า 43
  • 44.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 26. ภาพสะท้อนทางสังคมข้อใดไม่ ปรากฏในคาประพันธ์ต่อไปนี้(O-Net 49) อันนารี ที่ยงสาวพวกชาวบ้าน ั ถีบกระดานถือตระกร้าเที่ยวหาหอย ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย เอาขาห้อยเป็ นหางไว้กลางเลน อันพวกเขาชาวประมงไม่หย่งหยิบ ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล ดูจดเจนโลดโผนในโคลนตม ั 1. ลักษณะนิสัยของชาวประมง 2. การประกอบอาชีพของชาวประมง 3. การแต่งกายของชายชาวประมง 4. การละเล่นของสาวชาวประมง 27. ข้อใดแสดงเวลาต่างกับข้ออื่น (O-NET 50) 1. พื้นนภางค์เผือดดาว แสงเงินขาวจับฟ้ า 2. ดาวเดือนก็เลื่อนลับ แสงทองพยับโพยมหน 3. พอพระสุ ริยงค์ เธอเยืองรถบทจร ้ ทิพากรยอแสงคลาไคล 4. แสงทองระรองรุ่ ง รวิปรุ งชโลมสรรพ์ 28. เนื้อความในข้อใดไม่ใช่การถาม (O-NET 50) 1. อ้อ จิตระรถเจ้าไป ตามที่กใช้ ู สาเร็ จประสงค์ฤาหวา 2. ไปถึงซึ่งแคว้นแดนใด ข้ าบาทก็ได้ วาดรู ปอนงค์ งามงอน 3. หากเราจะขอให้ท่าน ช่วยเปลื้องราคาญ จะได้ละหรื อว่ามา 4. ท่านมีเวทมนตร์ คาถา อาจดลหัทยา ใครใครได้หมดฤาไฉน 29. ข้อความที่ขีดเส้นใต้ในคาประพันธ์ต่อไปนี้หมายถึงข้อใด (O-NET 50) เมื่อสุ กงอมหอมหวนจึงควรหล่น ่ ั อยูกบต้นอย่าให้พรากไปจากที่ อย่าชิงสุ กก่อนห่ามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์ 1. ลาภยศ 2. ทรัพย์สิน 3. คู่ครอง 4. ผูอุปถัมภ์ ้ 30. คาประพันธ์ต่อไปนี้อนุมานได้วาผูเ้ ขียนเป็ นคนลักษณะใด (O-NET 50) ่ คราหิ วใช่จกต้อง ั เสี ยศรี อุทกกลั้วนาภี ่ อยูได้ เย็นซ่านผ่านอินทรี ย ์ พอชื่น จิตนา แม้มิได้อิ่มไซร้ ใช่ตองวางวาย ้ 1. หยิงยโส ่ 2. รักเกียรติของตน 3. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ 4. สู ้ชีวตอย่างมีความหวัง ิ หน้ า 44
  • 45.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 31. ข้อใดไม่ได้แสดงวัฒนธรรม (O-NET50) 1. เสนาะเสี ยงเทศนาปุจฉาถาม ในสนามเสี ยงสนันเนินสิ งขร ่ เป็ นวัณบัณรสี รวีวร พระจันทรทรงกลดรจนา 2. ม่านนี้ฝีมือวันทองทา จาได้ไม่ผดนัยน์ตาพี่ ิ เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี สิ้ นฝี มือแล้วแต่นางเดียว 3. แม้ ลูกเรืออวดดีมีทฐิิ และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส เมื่อคลืนลมแรงจัดซัดโซเซ ่ เรือจะเหล่มระยาควาไป ่ 4. เริ่ มผูกลายลวดเลิศประเสริ ฐก่อน อรชรก้านกิ่งยิงประสงค์่ สลับสี เพียบเพ็ญเบญจรงค์ จัดประจงเป็ นภาพพิไลตา ่ 32. ข้อใดไม่ อาจอนุมานได้วาเป็ นบุคลิกของผูพด (A-Net 49) ้ ู พระคุ ณเอ่ย จะคิ ดดู ม งเป็ นไรเล่ า ว่า มัท รี น้ ี เป็ นข้า เก่ าแต่ก่ อนมา ดัง เงาตามพระบาทาก็ ั่ ่ เหมื อนกัน นอกกว่า นั้นที่ แน่ นอน คื อนางไหนอันสนิ ท ชิ ดใช้แต่ ก่ อนกาลยัง จะติ ดตามพระราช สมภารมาบ้างละหรื อ ได้แต่มทรี ที่แสนดื้อผูเ้ ดียวดอก ไม่รู้จกปลิ้นปลอกพลิกไพล่เอาตัวหนี ั ั 1. จงรักภักดี 2. ไม่เห็นแก่ตว ั 3. ขาดเหตุผล 4. เจ้าโวหาร 33. คาประพันธ์ต่อไปนี้ตรงกับสานวนไทยข้อใด ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยร่ วมยากมานักไม่เดียดฉันท์ สู ้ลาบากบุกป่ ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ ่ ้ ขุนช้างแต่อยูดวยกันมา คาหนักหาได้วาให้เคืองไม่่ เงินทองกองไว้มิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว 1. เหยียบเรื อสองแคม 2. จับปลาสองมือ 3. รักพีเ่ สี ยดายน้ อง 4. ไม้หลักปักเลน 34. คาสอนในข้อใดแตกต่างจากข้ออื่น (2/2546) 1. อย่าเท้าแขนเท้าคางให้ห่างกาย อย่ากรี ดกรายกรอมเพลาะเที่ยวเราะเริ ง 2. เห็นผู้ดีมีทรัพย์ ประดับแต่ ง อย่าทาแข่ งวาสนากระยาหงัน 3. เมื่อยามยิมยิมไว้แต่ในพักตร์ ้ ้ อย่ายิมนักเสี ยงสง่าพาสลาย ้ 4. อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต ระวังปิ ดปกป้ องขอสงวน 35. ข้อใดสอนผูที่จะเข้ารับราชการ (1/2547) ้ 1. อันเผ่ าพงศ์ วงศาสุ รารักษ์ สามิภักดิ์พงปิ่ นบดินทร์ สูรย์ ึ่ ทีสิ่งไรไม่ ทราบได้ กราบทูล ่ จึงเพิมพูนภาคหน้ าปรีชาชาญ ่ 2. อันคนดีมีศีลสัตย์สันทัดเที่ยง ช่วยชุบเลี้ยงชูเชิดให้เฉิ ดฉาย เอาไว้ใช้ใกล้บพิตรไม่คิดร้าย เขารักตายด้วยได้ดวยใจตรง ้ 3. อันโซ่ ตรวนพวนพันมันไม่อยู่ คงหนีสู้ซ่อนมุ่นในฝุ่ นผง แม้นผูกใจไว้ดวยปากไม่จากองค์ ้ อุตส่ าห์ทรงทราบแบบที่แยบคาย 4. จงโอบอ้อมถ่อมถดพระยศศักดิ์ ถ้าสู งนักแล้วก็เขาเข้าไม่ถึง ครั้งต่านักมักจะผิดคิดราพึง พอก้ ากึ่งกลางนั้นขยันนัก หน้ า 45
  • 46.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 8 โวหารในการเขียน 1. การอธิบาย การอธิ บาย เป็ นการใช้โวหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ด้วยวิธีการดังนี้ 1.1 การใช้คานิยาม 1.2 การยกตัวอย่างประกอบ 1.3 การเปรี บเทียบความเหมือนและความแตกต่าง 1.4 การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กนั 1.5 การอธิบายตามลาดับ 1.6 การกล่าวซ้ าด้วยถ้อยคาที่แปลกออกไป 2. บรรยายโวหาร บรรยายโวหารเป็ นการใช้โวหารเพื่อมุ่งเน้นการดาเนิ นเรื่ องโดยจะกล่าวถึงใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 3. พรรณนาโวหาร พรรณนาโวหารเป็ นโวหารที่มุ่งเน้นการให้รายละเอียด ภาพที่เด่นชัดและความรู ้สึก โดยมวิธีการดังนี้ 3.1 การแยกส่ วนประกอบ 3.2 การชี้ลกษณะเด่น ั 3.3 การใช้โวหารภาพพจน์ 4. อุปมาโวหาร อุปมาโวหารเป็ นโวหารที่มีการเปรี ยบเทียบ 5. สาธกโวหาร สาธกโวหารเป็ นโวหารที่มีการยกตัวอย่างประกอบ 6. เทศนาโวหาร เทศนาโวหารเป็ นโวหารที่มุ่งเน้นการสั่งสอน หน้ า 46
  • 47.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 8 โวหารในการเขียน 1. คาประพันธ์ต่อไปนี้ใช้โวหารแบบใด (O-NET 2549) ณ ร่ มไม้สาละพนาสัณฑ์ นามสุ มพินีวนมหาสถาน ั พระนางเริ่ มเจ็บครรภ์มิทนนาน ั ประสู ติกาลพระโอรสแสนงดงาม วิสาขะวันเพ็ญเพลาเลิศ พระกุมารผูประเสริ ฐแห่งโลกสาม ้ บัวบูชารองพระบาทยาตราตาม บุญญายามจิตพร้อมน้อมประณต 1. บรรยายโวหาร 2. พรรณนาโวหาร 3. เทศนาโวหาร 4. สาธกโวหาร 2. ข้อความต่อไปนี้ใช้วธีอธิ บายแบบใด (O-NET 2549) ิ การทาห่อหมกนั้นต้องใช้เวลานาน เตรี ยมใบตอง เจียนใบตองสาหรับห่อ เลือกใบยอที่ไม่อ่อน เกินไปมาฉี กเป็ นชิ้น ๆ ปลาช่อนหรื อปลาสวายแม่น้ าที่จะนามาทาห่อหมกต้องแล่เอาแต่เนื้ อ หัวกับพุงแยกไว้ ต่างหาก น้ าพริ กแกงที่ใช้คือน้ าพริ กแกงเผ็ด แต่ไม่ใส่ เครื่ องเทศ กะทิค้ นเอาแต่หว รวมเครื่ องปรุ งใส่ ลงใน ั ั อ่าง คนจน “ขึ้ น” ตักใส่ ใบตองห่อ แล้วนาไปนิ่งจนสุ ก 1. ให้นิยาม 2. ใช้ตวอย่าง ั 3. ชี้แจงตามลาดับขั้น 4. เปรี ยบเทียบความเหมือนและความต่าง 3. ข้อความต่อไปนี้เป็ นการอธิ บายแบบใด (ข้อสอบ O NET 2550) การเดินทางในสมัยก่อนใช้เกวียนหรื อช้างหรื อม้าถ้าไปทางบก ถ้าเดินทางเรื อก็ใช้เรื อพายหรื อเรื อแจว การเดินทางกินเวลานาน ผูที่มีนิสัยทางกวีจึงแต่คาประพันธ์พรรณนาหนทางที่ผานไป ้ ่ 1.ใช้ตวอย่าง ั 2.กล่าวตามลาดับ 3.ชี้สาเหตุและผลลัพธ์ ทสัมพันธ์ กน ี่ ั 4.เปรี ยบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง 4. ข้อใดไม่ใช่การเขียนแบบบรรยาย (ข้อสอบ O NET 2550) 1.ปลาหนักสามสิ บกิโลกระแทกผิวน้ าเสี ยงดัง มันหงายท้องขึ้นมาอยูครู่ หนึ่งก่อนพลิกกลับแล้วผลุบ ่ หายลงสู่ ใต้น้ า 2.พ่อครัวรี บปี นขึ้นหลังคา อุมไอ้โต้ลงมาล่ามไว้ หยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดขนให้มน ้ ั ่ 3.รถยนต์คนหนึ่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้ามาในซอยและจอดอยูใกล้ปากทางหลายนาที ั 4.เขายังจาใบหน้ าท่าทางของเธอได้ อย่างติดตา เธอเป็ นคนอ้วน หน้ าอิม แก้มแดงเรื่อ เหมือนดอก ่ หงอนไก่บาน 5. บทประพันธ์ต่อไปนี้ใช้โวหารชนิดใด (A-NET 2549) “ครั้ นถึงเนินนทรายชายทุ่ง แว่นแคว้นแดนกรุ งดาหา จึงให้หยุดกองทัพตั้งพลับพลา ที่ตองนามครุ ฑาเกรี ยงไกร ้ แล้วบัญชาให้ตามะหงง ท่านจงรี บเข้าไปกรุ งใหญ่ ทูลศรี ปัตหราเรื องชัย แก้ไขอย่าให้เคืองบาทา” 1. พรรณนา 2. อธิบาย 3. เทศนา 4. บรรยาย หน้ า 47
  • 48.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 6. ข้อความต่อไปนี้ใช้โวหารตามข้อใด (A-NET2549) ไอ้เหลาผอมแห้งแกร่ งกรัง เนื้อหนังเหี่ ยวย่นยังกะผิวลูกมะระแห้ง ตัวเล็กขนาดเด็กประถมปลาย ตัด ผมสั้นเกรี ยนทรงนักเรี ยนมีหงอกแซมประปราย เค้าหน้าเหมือนตัวป๊ อปอายหนังการ์ ตูน ตาตี่เล็กเท่าเม็ดแตงโม เวลายิมหรื อหัวเราะ หนังตาแทบจะปิ ดหากันจนสนิท ปากกว้าง ดั้งแฟบ และฟันหน้าตอนบนหายไปหมด ้ 1. พรรณนา และ อุปมา 2. พรรณนา และ สาธก 3. บรรยาย และ อุปมา 4. บรรยาย และ สาธก 7. ข้อใดใช้โวหารการเขียนต่างกับข้ออื่น (ข้อสอบ O NET 2550) 1.เสี ยงเพลงสรรเสริ ญพระบารมีดงขึ้น พร้อมกับเสี ยงที่ทุกคนเปล่งออกมาว่า “ทรงพระเจริ ญ” ก็ดง ั ั ก้องไปทัวบริ เวณ ่ 2.มองไปทางไหนเห็นแต่สีเหลืองอร่ ามสะพรั่งไปทัวบริ เวณ อาจมีสีอื่นบ้างจากร่ มกั้นกางกันแดดดู ่ เป็ นสี กระดากระด่างแซมปนอยู่ 3.เสี ยงผู้คนตะโกนไปทัวว่ า “ทรงพระเจริญ” แสงแดดทีแผดกล้ ากลับรู้ สึกอบอุ่น มีสายลมเย็นๆ แผ่ ว ่ ่ ผ่านมา 4.เสี ยงเห่เรื อก้องกังวานตามผืนน้ า ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นก็สาดแสงสี เหลืองทองจับเป็ น ประกายบริ เวณหมู่ยอดเจดีย ์ หน้ า 48
  • 49.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทที่ 9 ความคิดและการแสดงออก (เหตุผลกับภาษา การอนุมาน การแสดงทรรศนะ การโต้ แย้ ง การโน้ มน้ าวใจ) เหตุผลกับภาษา โจทย์จะถาม 3 ประเด็น 1. มีการแสดงเหตุผลหรื อไม่(ถ้ามีตองมีเหตุ+ผล) ไม่ใช่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง ้ 2. ลาดับการแสดงเหตุผล(เหตุก่อนผลหรื อผลก่อนเหตุ) 3. ความสมเหตุสมผล คาเตือน เรื่ องนี้ให้พยายามหา คาสาคัญ ดังนี้ ่ หลัง เพราะ เพราะว่า ด้วย เหตุท่ีวา โดยที่ = เหตุ (ข้อสนับสนุน) หลัง ดังนั้น เพราะฉะนั้น จึง ก็เลย = ผล (ข้อสรุ ป) การอนุมาน อนุมาน = เดาอย่างมีเหตุผล 1. นิรนัย เป็ นการเดาที่อางกฎหรื อหลักความจริ ง ดังนั้นเวลาเดาแล้วมันจะเป็ นความจริ ง ้ ตัวอย่าง 1) คนทุกคนเกิดมาก็ตองตาย แม้ตวเราเองก็ตายจากโลกนี้ไปในวันหนึ่งเป็ นแน่ ้ ั 2) อาจารย์วาดจันทร์ เป็ นคนดีมากๆเลยนะเพราะอาจารย์เป็ นคนมีความกตัญญู (สัจธรรมก็คือ ความกตัญญูกตเวทีเป็ นเครื่ องหมายของคนดี) ้ ้ ่ 3) คุ ณสมบัติตองเป็ นผูหญิงแน่ๆ เพราะเป็ นป้ าของคุณสมชาย(เดาจากความจริ งที่วา ป้ าต้อง เป็ นเพศหญิงเท่านั้น ) 2. อุปนัย เป็ นการเดาจากสิ่ งที่เห็นว่าหลายๆเหตุการณ์เป็ นเช่นนั้น เราก็เลยสรุ ปว่ามันน่าจะเป็ นเช่นนั้น ซะเลยซึ่ งความจริ งอาจไม่ใช่ก็ได้เพราะไม่ได้อางจากกฎความจริ งหรื อสัจธรรม(แบบนี้เป็ นการคาดเดาเอามากๆ ้ เลยให้พยายามสังเกตจากคาว่า คง คงจะ อาจ อาจจะ น่า น่าจะ) ตัวอย่ าง (ตัวละครและเรื่ องเหล่ านี้ เป็ น การสมมุตินะคะ ) ั 1) ใครๆ เห็นอาจารย์ทิวลิปก็หลงเสน่ห์กนทั้งนั้น ฉันว่าถ้าไอซ์มาเจออาจารย์ทิวลิปก็คงหลงเสน่ห์ไป อีกคน 2) ปี ที่แล้วนะอาจารย์ทิวลิปอกหักวันวาเลนไทน์ เดี๋ยวปี นี้อาจารย์ก็คงอกหักอีกรอบ 3) โดมและ ฟิ ล์มก็เคยเป็ นแฟนกับอาจารย์ทิวลิป เรนก็ยงเคย ไอซ์เองก็น่าจะเคยเป็ นแฟนอาจารย์นะ ั หน้ า 49
  • 50.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย การอนุมานจากสาเหตุและผลลัพธ์ ทสัมพันธ์ กนี่ ั 1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล เห็นเหตุ แล้ว เดา ผล - นักเรี ยนตั้งใจเรี ยน คงจะสอบติดจุฬาฯกันทุกคนแน่เลย - อาจารย์ทิวลิปทาตัวน่ารัก ผูชายน่าจะมารักเป็ นร้อยจนเลือกไม่ไหว ้ - อาจารย์ทาทายังสอนภาษาไทยได้มนสะใจสุ ด ไม่นานก็คงจะดังระเบิดเถิดเทิง ั 2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ เห็นผล แล้ว เดา เหตุ - ฟิ ล์มแลดูหน้าตาอิดโรย เมื่อคืนคงทางานดึกไปหน่อย (หรื อไปทาอย่างอื่นก็ไม่รู้นะ) - อาจารย์ทิวลิปแลดูสวยขึ้น อาจารย์น่าจะไปทาศัลยกรรมที่ยนฮีมานะ ั - พี่จวงนมใหญ่ข้ ึนกว่าเดิมเยอะเลย พี่จวงคงจะกินยาคุมเพิ่มเป็ นวันละ 2 แผงแน่ๆ 3. การอนุมานจากผลไปหาผล เห็นผลตัวที่ 1 เดา ผลตัวที่ 2 - อาจารย์วสี แลดูสวยขึ้นนะ เดี๋ยวก็คงมีผชายมาตามจีบกันจนหัวกระไดไม่แห้ง ู้ - โดมสอบตกตั้งหลายวิชา เกรดเฉลี่ยก็คงลดลงด้วย - บีมได้เกรดเฉลี่ยตั้ง 3.80 ยังงี้คงจะได้เกียรตินิยมด้วยชัวร์ เลย การแสดงทรรศนะ โจทย์จะถาม 3 ประเด็นหลักๆ คือ ่ 1. โครงสร้าง (ที่มา/ข้อสนับสนุน/ข้อสรุ ป) ถามว่าอยูตรงไหน ส่ วนไหนเป็ นอะไร โดยเฉพาะข้อสรุ ป โจทย์ถามหาบ่อยมาก 2. ข้อความนั้นๆ มีการแสดงทรรศนะหรื อไม่ ให้สังเกตคาที่ใช้แสดงทรรศนะ เช่น คิดว่า เห็นว่า คงจะ อาจจะ น่าจะ ควรจะ พึงจะ ขอสรุ ปว่า ฯลฯ 3. ประเภทของทรรศนะ (ระวังใน 1 ทรรศนะ อาจมีได้หลายประเภท) - ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง แสดงความเห็นทัวไป เน้นความจริ ง ความเท็จ สถานการณ์ ่ ที่เกิดขึ้น - ทรรศนะเชิงนโยบาย เน้นการเสนอแนะสิ่ งต่างๆ เช่น แผนงาน โครงการ ข้อควร ทา เป็ นต้น - ทรรศนะเชิงคุณค่าหรื อค่านิยม เน้นการตัดสิ นว่าเป็ นอย่างไร ดี/ไม่ดี ควร/ไม่ควร เหมาะ/ ไม่เหมาะ การโต้ แย้ง การโต้ แย้ ง ใช้ความรู้จากเรื่ องทรรศนะมาเชื่ อมโยง เพราะการโต้แย้งคือการแสดงทรรศนะที่ต่างกัน นันเอง ่ ่ Key Words แสดง การโต้ แย้ง = แต่ แต่ทว่า มิใช่ ใช่วา ไม่วา หาก ่ โจทย์จะถามเกี่ยวกับประเด็นการโต้ แย้ ง บ่อยมากๆ นันก็แปลว่าเขาชอบให้เราตั้งชื่ อหัวข้อการโต้แย้ง ่ นันเอง ่ หน้ า 50
  • 51.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย การโน้ มน้ าวใจ โจทย์จะถามเกี่ยวกับกลวิธีการในการโน้มน้าวใจและสารโน้มน้าวใจ กลวิธีการโน้ มน้ าวใจมี 6 วิธี คือ 1. แสดงความน่าเชื่อถือของบุคคลผูโน้มน้าวใจ ้ 2. แสดงความหนักแน่นของเหตุผล 3. แสดงให้ประจักษ์ถึงความรู ้สึกหรื ออารมณ์ร่วมกัน 4. แสดงทางเลือกด้านดีและด้านเสี ย 5. สร้างความหรรษาแก่ผรับสาร ู้ 6. เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า สารโน้ มน้ าวใจ มี 3 ประเภท คือ 1. คาเชิญชวน 2. โฆษณาสิ นค้าและบริ การ 3. โฆษณาชวนเชื่อ หน้ า 51
  • 52.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 9 เรื่องความคิดและการแสดงออก (ภาษากับเหตุผล การอนุมาน การแสดงทรศนะ การโต้ แย้ ง การโน้ มน้ าวใจ) 1. คาขวัญข้อใดแสดงเหตุผล (O-Net 49) 1. ลูกมาก จะยากจน 2. เด็กวันนี้คือผูใหญ่ในวันหน้า ้ 3. น้ าไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทา 4. เด็กดีเป็ นศรี แก่ชาติ 2. ข้อใดมีเนื้อความไม่ สมเหตุสมผล (O-Net 49) 1. ประเพณี รับน้องใหม่ควรอนุ รักษ์ไว้ เพราะเป็ นประเพณี ที่สืบทอดกันมานานแต่ตองเป็ นไปในทาง ้ สร้างสรรค์ 2. การเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้าจะช่วยปลูกสานึกให้เกิดความรักและภูมิใจในชาติ 3. การปฏิบติตามกฎจราจรอย่างเคร่ งครัดจะช่วยลดการเกิดอุบติเหตุได้มาก ั ั 4. การออกกาลังกายในตอนเช้ าดีต่อสุ ขภาพ เพราะเป็ นช่ วงเวลาทีคนไม่ พลุกพล่ านมากนัก ่ 3. ข้อความต่อไปนี้มีโครงสร้างการแสดงเหตุผลตามข้อใด (O-Net 49) (1) ความสนุ กเกิ ดจากใจและกายที่สอดคล้องกันเป็ นอันหนึ่ งอันเดี ยว / (2) ใจอยากสนุ ก ร่ างกายไม่เป็ นใจ ก็นึกสนุ กไม่ได้ / (3) ในทางกลับกัน ร่ างกายพร้ อมที่จะสนุ กใจไม่เป็ นไปด้วย ก็ หมดโอกาสสนุก 1. (1) เป็ นข้อสรุ ป (2) และ (3) เป็ นข้อสนับสนุน 2. (1) เป็ นข้ อสนับสนุน (2) และ (3) เป็ นข้ อสรุ ป 3. (1) และ (3) เป็ นข้อสรุ ป (2) เป็ นข้อสนับสนุน 4. (1) และ (3) เป็ นข้อสนับสนุน (2) เป็ นข้อสรุ ป 4. ข้อความตอนใดมีการใช้เหตุผล (A-Net 49) (1) พายุใหญ่ที่พดกระหน่ านาวาชี วตครอบครัวคุ ณนั้นหนักหน่วง คุณควรถือประสบการณ์ ั ิ ครั้งนี้ เป็ นบทเรี ยนอันยิ่งใหญ่ / (2) หากคุ ณเป็ นคนเดิ นเรื อคุ ณจะต้องรู ้ วาพายุน้ นมีอยู่คู่ทะเลเสมอ / ่ ั (3) คุ ณจะหวัง ว่า ชั่วชี วิตคุ ณจะโชคดี ไม่ ต้องเผชิ ญพายุน้ ันไม่ไ ด้ / (4) ธรรมชาติ อนยิ่งใหญ่ ใ ห้ ั บทเรี ยนที่มนุษย์สามารถเรี ยนรู้ได้ตลอดไป 1. ตอนที่ 1 2. ตอนที่ 2 3. ตอนที่ 3 4. ตอนที่ 4 หน้ า 52
  • 53.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 5. ข้อใดเสนอผลก่อนเหตุ (A-Net49) 1. การผลัก ดันเรื่ องป่ าชุ ม ชนเป็ นบทเรี ย นส าคัญท าให้คนในป่ าชุ มชนเรี ย กรู้ ที่ จะรั ก และหวงแหน ทรัพยากรของตนเอง 2. ช่วงปี 2534-2535 ป่ าถูกทาลาย ชุ มชนย่าแย่ จากนั้นชาวบ้านได้จดตั้งคณะกรรมการป่ าชุ มชน ั ขึ้นมาดูแลป่ า 3. โดยที่คณะกรรมการจัดทาโครงการคานึงถึงวิถีชีวิตและการทามาหากินของชาวบ้าน ชาวบ้านยังคง เข้าไปหาปูหาปลาได้ 4. รั ฐควรชี้ แจงโครงการแก่ ประชาชนอย่ า งชั ดเจน เรื่ อ งโครงการหมู่ บ้ านป่ าไม้ แผนใหม่ เป็ นเรื่ อ ง ละเอียดอ่อน 6. คาขวัญในข้อใดมีการแสดงเหตุผลอย่างสมเหตุสมผล (A-Net 49) 1. หนึ่งเสี ยงของท่าน รังสรรค์บานเมือง ้ 2. ระบบพรรคดี ผูสมัครมีคุณธรรม ้ 3. ไม่ป้องกันคนพาล ไม่อภิบาลคนชัว ่ 4. บ้ านเมืองใช่ ของใคร อย่ าแยกค่ ายแยกมุ้ง 7. ข้อใดเป็ นการแสดงเหตุผลด้วยวิธีนิรนัย 1. นุชเคยยากจนมาก่อนจึงรู ้ค่าของเงินมากกว่าศิราที่ร่ ารวย 2. จ๋ อมแจ๋ มชอบฟังนิทาน ดังนั้นเมื่อโตขึ้นน่าจะชอบอ่านหนังสื อ 3. เจือมีความกตัญญู ดังนั้นจึงกล่ าวได้ ว่าเป็ นผู้มีคุณธรรมอันประเสริฐ 4. เรื องรองเป็ นคนขาดวิจารณญาณ เรี ยนมาจากระบบที่ไม่ส่งเสริ มความคิด 8. ข้อใดเป็ นอนุมานแบบอุปนัย 1. กฎหมายห้ามสู บบุหรี่ ในเขตปลอดบุหรี่ ถ้าใครฝ่ าฝื นจะถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท 2. ปลาทูเป็ นอาหารทะเลทีมีคุณค่ าทางอาหารสู ง สั ตว์ ทะเลอืนๆ ก็น่าจะมีคุณค่ าทางอาหารสู งด้ วย ่ ่ ้ ้ ่ 3. มลพิษทางน้ ามีผลกระทบต่อสัตว์น้ าและผูคน ผูอยูริมน้ าจึงต้องร่ วมมือกันแก้ปัญหา 4. ปรากฏการณ์ เอลนิ โน่ มีผ ลกระทบต่อประเทศต่า งๆ ปี หน้าประชากรโลกจึ งต้องประสบภาวะขาด แคลนอาหารแน่นอน 9. ข้อใดเป็ นการอธิบายจากผลไปหาเหตุ (A-Net 49) 1. พีชมแล้วให้ ตรมระบมกาย ่ ด้ วยเจ้ าสายสุ ดใจมิได้ มา 2. เห็นลมอื้อจะใครสื่ อสาราสั่ง ถึงร้อยชังคู่ชมเคยถนอม ่ 3. ประจวบจนถึงตาบลบ่อโศก ยามวิโยคออกชื่อก็ครื อหู 4. พี่จากจรดวงใจมาไกลเชย โอ้อกเอ๋ ยแทบพังเหมือนฝั่งชล หน้ า 53
  • 54.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 10. ข้อใดใช้วธีอนุมานต่างกับข้ออื่น ิ 1. กินข้ าวกับนาพริกปลาทูแบบไทยๆ จะไม่ เป็ นโรคมากมายอย่ างแน่ นอน ้ 2. คนที่เป็ นโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคหัวใจนั้นเป็ นเพราะไม่ได้ออกกาลังกาย 3. คนเราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ อย่างครบถ้วนจากอาหารทัวไป หากรู ้จกเลือกกิน ่ ั 4. เราควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เพราะอาหารที่ดีช่วยให้ร่างกายแข็งแรง 11. ข้อความต่อไปนี้ใช้วธีอนุมานแบบใด ิ ขยะมูลฝอยเป็ นปั ญหาสิ่ งแวดล้อมที่สาคัญประการหนึ่ งของประเทศไทย เพราะยังไม่สามารถเก็บขยะ มูลฝอยต่างๆ ไปกาจัดได้หมด มีขยะมูลฝอยตกค้าง ก่อให้เกิดปั ญหาสิ่ งแวดล้อมและเกิดผลกระทบต่อสุ ขภาพ ผูคน ้ 1. อนุมานจากเหตุไปหาผล 2. อนุมานจากผลไปหาเหตุ 3. อนุมานจากเหตุไปหาเหตุ 4. อนุมานจากผลไปหาผล 12. ข้อใดใช้ภาษาแสดงทรรศนะ (O-Net 49) 1. พวกเราทุกคนขอแสดงความคิดเห็นในเรื่ องการเข้าค่ายพักแรมของโรงเรี ยน 2. พวกเราทุกคนขอยืนยันว่าโรงเรี ยนต้องจัดให้มีการเข้าค่ายพักแรม 3. พวกเราทุกคนต้องการให้โรงเรี ยนจัดให้มีการเข้าค่ายพักแรม 4. พวกเราทุกคนเห็นว่ าโรงเรียนควรจัดให้ มีการเข้ าค่ ายพักแรม 13. ข้อใดไม่ ใช่การแสดงทรรศนะ (A-Net 49) ั 1. ทุก ๆ องค์กรในสังคมน่าจะร่ วมมือจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์กนอย่างทัวถึง ่ 2. ครู ควรปลูกฝังคุณธรรมเพื่อส่ งเสริ มความดีให้นกเรี ยนได้รู้คุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็ นคน ั 3. หากพ่อแม่ให้ความรักความเอาใจใส่ ลูกและสนับสนุนให้ทากิจกรรมเยาวชนปั ญหาของเด็กก็คงจะไม่เกิด 4. เพือน ๆ ทีเ่ ป็ นกัลยาณมิตรกันจะช่ วยชั กจูงกันไปในทางทีดเี พือชี วตทีดีงามของแต่ ละคน ่ ่ ่ ิ ่ 14. ข้อความต่อไปนี้แสดงทรรศนะประเภทใด (A-Net 49) แนวคิดการกาหนดสัดส่ วนการรับนักเรี ยนชั้น ม. 1 โดยเพิ่มการรับเด็กนอกเขตพื้นที่เป็ น 40% เป็ น การเพิ่มโอกาสให้เด็กที่อยูห่างไกลโรงเรี ยนที่มีคุณภาพได้มีโอกาสเข้าเรี ยนในโรงเรี ยนที่มีคุณภาพได้มากขึ้น ่ และต้องการส่ งเสริ มและพัฒนาคุณภาพโรงเรี ยนที่เคยมีคุณภาพสู ง ๆ แต่ถูกลดคุณภาพลงในช่วง 5 ปี ที่ผานมา ่ ให้กลับมามีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง 1. ทรรศนะเชิงนโยบาย 2. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง 3. ทรรศนะเชิ งนโยบายและเชิ งคุณค่ า 4. ทรรศนะเชิงคุณค่าและข้อเท็จจริ ง 15. ข้อใดต่อไปนี้เป็ นการแสดงทรรศนะประเภทใด (O-Net 49) เมื่อไรหนอ พวกหนุ่ม ๆของเราจึงเข้าใจได้บางว่า การเป็ นชาวนา ชาวสวนหรื อกรรมกรอื่น ๆ นั้น ้ ก็มีเกียรติเท่ากับที่จะเป็ นผูทางานด้วยปากกาเหมือนกัน ้ 1. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย 2. ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริ ง 3. ทรรศนะเกี่ยวกับเหตุการณ์ 4. ทรรศนะเกียวกับคุณค่ า ่ หน้ า 54
  • 55.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 16. ข้อความต่อไปนี้แสดงทรรศนะประเภทใด (O-Net49) พระภิกษุฟาเหียนเป็ นนักธรรมจาริ กรู ปแรกที่เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 399 ท่านเดินทางผ่าน เทือกเขาหิ มาลัยด้วยความยากลาบาก บันทึกของท่านเป็ นประโยชน์อย่างมากในการเรี ยนรู ้พระพุทธศาสนา และชีวตสังคมอื่น ๆ ในขณะนั้น ิ 1. ทรรศนะเชิงคุณค่า 2. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ ง 3. ทรรศนะเชิงข้ อเท็จจริงและคุณค่ า 4. ทรรศนะเชิงข้อเท็จจริ งและนโยบาย อ่านข้ อความต่ อไปนีแล้วตอบคาถาม ้ (1) การเรี ยนในระดับมหาวิทยาลัยนั้น ปรัชญาสาคัญคือการสอนให้นิสิตนักศึกษาคิดเป็ น / (2) และ ให้เขาเหล่านั้นสามารถตัดสิ นใจเลือกเส้นทางชี วิตของตนเองได้ / (3) ดังนั้นการกระทาแบบมัดมือชกโดยให้ พวกเขาได้เข้าร่ วมกิจกรรมรับน้องใหม่ / (4) รวมทั้งการใช้ยุทธวิธีจน ทาให้รุ่นน้องนอกแถวกลายเป็ นแกะดา นั้น ไม่น่าจะสอดคล้องกับปรัชญาการเรี ยนใoระดับอุดมศึกษา 17. ข้อความข้างต้นใช้วธีสื่อความตามข้อใด ิ 1. โต้แย้ง และแนะแนวทางที่ควรปฏิบติ ั 2. โต้ แย้ง และชี้ให้ เห็นข้ อบกพร่ อง 3. ชี้ให้เห็นข้อบกพร่ อง และเสนอให้แก้ไขปรับเปลี่ยน 4. เสนอให้แก้ไขปรับเปลี่ยน และแนะแนวทางที่ควรปฏิบติ ั 18. ข้อความส่ วนใดใช้ถอยคาที่เข้าใจได้โดยไม่ ตองตีความ ้ ้ 1. ส่ วนที่ 1 2. ส่ วนที่ 2 3. ส่ วนที่ 3 3. ส่ วนที่ 4 19. ข้อใดไม่ มีการโต้แย้ง (A-Net 49) ่ 1. แม้วาภาษาจะเป็ นสมบัติของมนุษย์ แต่เป็ นสมบัติที่ตองมีการเรี ยนรู ้ มีการถ่ายทอด ้ มนุษย์ไม่ได้รับมาเองโดยอัตโนมัติ 2. ในสังคมไทยปั จจุบน คนไทยสนใจการพูด การเสนอความคิดเห็นกันมากก็จริ ง ั แต่ไม่สนใจที่จะใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง 3. คนไทยทุกคนควรศึกษา ทาความเข้ าใจและมีหน้ าทีดูแลรักษาภาษาไทย เพือความ ่ ่ มั่นคงและความทันสมัยของภาษาของชาติ ่ 4. ใช่วากวีทุกคนที่ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องไพเราะจะได้รับการยกย่องเป็ นบุคคล สาคัญของชาติเสมอ 20. ข้อความต่อไปนี้เป็ นข้อโต้แย้งของข้อใด ่ ้ “การตัดพันธุ กรรมพืชมีปัญหาอยูไม่นอย ทั้งปั ญหาด้านสิ่ งแวดล้อม ปั ญหาด้านสุ ขภาพและปั ญหาด้าน เศรษฐกิจ ถึงแม้วามีขอบ่งชี้ไม่ชดทั้งหมด แต่ก็สร้างความหวาดระแวงได้มาก” ่ ้ ั 1. ปัญหาจากการตัดต่ อพันธุกรรมพืชเป็ นเรื่องทีแก้ ไขได้ เสมอ ่ 2. การปรับปรุ งพันธุ์พืชเป็ นวิทยาการที่น่าพอใจและมีประโยชน์มาก 3. การปรับปรุ งพันธุ์พืชแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ในตะวันตก 4. เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุ กรรมพืชเป็ นสิ่ งที่ตองตามให้ทนและรู ้เท่าทัน ้ ั หน้ า 55
  • 56.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 21. นิ ทานเป็นงานศิลปะประเภทวรรณศิ ลป์ ซึ่ งโดยทัวไปเกิ ดจากแรงบันดาลใจของกวีหรื อผูแต่ง แรง ่ ้ บันดาลใจอาจเกิดจากความทุกข์ ความสุ ข ความเกลียดชัง ความเครี ยดแค้น ฯลฯ จะเป็ นความรู ้สึกฝ่ ายดี หรื อไม่ดีก็ได้ แต่เมื่อกลันกรองผ่านใจของผูแต่ง แล้วเจือด้วยจินตนาการ และปรุ งด้วยภาษาศิลป์ แล้ว ภาพ ่ ้ ที่ออกมาควรประณี ตละเมียดละไม ข้อใดเป็ นประเด็นโต้แย้งของข้อความข้างต้นไม่ ได้ (A-Net 49) 1. นิทานเป็ นเรื่ องที่ผเู้ ขียนต้องใช้ภาษาศิลป์ 2. แรงบันดาลใจของผูแต่งนิทานอาจมาจากเรื่ องดีหรื อไม่ดี ้ 3. นิทานควรเป็ นเรื่ องราวที่งดงามเสมอไป 4. นิทานเป็ นเรื่องทีเ่ กิดจากจินตนาการเท่านั้น 22. ข้อใดไม่ตองใช้หลักการโน้มน้าวใจ (O-Net 49) ้ 1. การโฆษณาสิ นค้า 2. การหาเสี ยง 3. การประกาศแจ้ งความ 4. การปราศรัย ่ ้ 23. การโฆษณาบริ การในข้อใดมีการโน้มน้าวใจแฝงอยูดวย (O-Net 49) 1. คลินนิกปากน ้า คลิ ิกปากน้ า 2. แม่ ช้อยครัวไทย รับบสมัครแพทย์ รั สมัครแพทย์ บริกำรอำหำรไทยใน - นอกสถำนที่ เงินเดือน 10,000 บาท + + คอม + ่พก ก เงินเดือน 10,000 บาท คอม + ที ทีั่พั รสชำติดงเดิมแบบชำววัง ั้ โทร. 0-3456-6541 โทร. 0-3456-6541 โทร. 0-2345-6000 3 เป็ นเจ้คลินิกปากน้สุาขภาพ าของธุรกิจ 4 สถาบันกวดวิชาเลิศวิทย์ รับั สมัครแพทย์ คูกบงานประจา ่ รับสมัครครูเพศหญิง เงินเดือน ่ มต้ น 2-3 ชม. คอม + ที่พก เริ 10,000 บาท + / วัน ั ปริ ญญาตรี ไม่จากัดสาขา โทร. 0-3456-6541 ทางานด้ วย FAX , Tel. Internet ฯลฯ รักการสอนเด็ก โทร. 0-5213-7864 โทร. 0-8925-3144 24. ข้อใดเป็ นการแสดงการโน้มน้าวใจ 1. เจียนกระดาษให้พอดี กรอบด้านนอก เจาะช่ องกลางเอารู ปถ่ายที่ตองการจะใส่ มาใส่ ในช่องกรอบ จัด ้ เส้นฉากให้ดี ติดเทปหลังกรอบทั้งสี่ มุม 2. ใครจะเชื่ อว่า “นก” ผูเ้ ป็ นสัญลักษณ์ แห่ งเสรี ภาพบนท้องฟ้ ามีวิวฒนาการมาจากสัตว์เลื้ อยคลานซึ่ ง ั ่ อาศัยอยูบนพื้นดิน 3. การท่ องเที่ยวในฟาร์ มหรื อเขตเกษตรกรรมอื่นๆ เป็ นการท่ องเที่ยวเชิ งนิเวศ เพราะคุณจะได้ ท้ งสาระ ั และความรื่นรมย์ในขณะเดียวกัน 4. การแห่ลูกแก้ว ก็คือการแห่นาค ผิดกับทางภาคกลางก็เพียงแต่วานาคทางภาคกลางนั้นนุ่งขาวห่ มขาว แต่ ่ ลูกแก้วทางภาคเหนือนั้นแต่งตัวเป็ นกษัตริ ยโดยไปเช่าเครื่ องแต่งกายมาจากพวกลิเก ์ หน้ า 56
  • 57.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 25. ข้อความต่อไปนี้ใช้กลวิธีในการโน้มน้าวใจตามข้อใด (A-Net49) คนเราไม่ควรพูดเพราะอดไม่ได้ที่จะต้องพูด เราควรพูดเฉพาะสิ่ งที่ เป็ นประโยชน์ต่อผูอื่น้ เนื้ อหาที่พูดต้องมีสาระสาคัญ มีหลักการที่ ดี มีคุณค่าควรแก่ การฟั ง จึ งจะส่ งเสริ มบุ คลิ กภาพและ ความน่าเชื่อถือให้แก่ผพด ู้ ู 1. แสดงให้เห็นความเชื่อถือของผูเ้ ขียน 2. แสดงให้ เห็นความหนักแน่ นของเหตุผล 3. แสดงให้ประจักษ์ถึงอารมณ์ร่วม 4. แสดงให้เห็นทางเลือกด้านดีและด้านเสี ย บททึ่ 10 การวิเคราะห์ และวินิจสาร การวิเคราะห์ สาร หมายถึง การแยกแยะเนื้อหาที่อ่านหรื อฟังออกเป็ นส่ วน ๆ เช่น การวิเคราะห์โครงสร้าง วิเคราะห์ลกษณะคาประพันธ์ เป็ นต้น ั การวินิจสาร หมายถึง การพิจารณาสารอย่างละเอียด สามารถตีความสารโดยใช้เหตุผลประกอบการพิจารณา การวิเคราะห์ และวินิจสาร หมายถึง การแยกแยะองค์ประกอบของสารและพิจารณาอย่างละเอียดโดยใช้เหตุผล  การวิเคราะห์ สาร - ลักษณะคาประพันธ์ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ข่าว บทความ ฯลฯ ่ - อ่านจับใจความ สามารถตอบได้วา ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร อย่างไร ฯลฯ - พิจารณาแต่ละส่ วนให้ละเอียด หาใจความ และพลความ - พิจารณากลวิธีในการนาเสนอสาร  การวินิจสาร - พิจารณาเนื้อความ หาใจความหลัก - ตีความจากเนื้อหา หาจุดมุ่งหมายในการส่ งสาร อารมณ์ ความคิดของผูส่งสาร ้ - พิจารณาสาร หาแนวคิดหลัก และแนวคิดเสริ ม บรรณานุกรม นิ่มนวล หาญทนงค์. 2541. การแต่งคาประพันธ์. กรุ งเทพฯ : อักษรเจริ ญทัศน์. วินย ภู่ระหงษ์. ม.ป.ป. “วรรณคดีกบความงามทางวรรณศิลป์ ”, มนุษย์กบความงาม. กรุ งเทพฯ. ั ั ั : วิชยพาณิ ชย์ และการพิมพ์ ั หน้ า 57
  • 58.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวอย่ างข้ อสอบบทที่ 10 เรื่องการวิเคราะห์ และวินิจสาร 1. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้ ความไม่พอใจจนเป็ นคนเข็ญ พอแล้วเป็ นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ จงคิดอ่านแก้จนเป็ นคนมี 1. ต้องรู ้จกหาวิธีแก้จน ั 2. ไม่มีใครปรารถนาความจน 3. จนทรัพย์แล้วอย่าจนความคิด 4. จะไม่ จนถ้ าเป็ นคนรู้ จักพอ 2. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้ ความตายเป็ นเพียงการเดินทางไปสู่ บานหลังใหม่ ไม่มีใครเคย “ตาย” ไปจากหัวใจของคนที่รัก ตราบ ้ ั ิ ่ ใดที่เรายังระลึกถึง คนที่เรารักก็ยงคง “มีชีวต” อยูตราบนั้น ไม่มีวนแตกดับไปตามกาลเวลา ั 1. ความตายเป็ นสิ่ งที่ทุกคนต้องพบ ่ 2. การตายเป็ นการเปลี่ยนที่อยูใหม่ 3. ผู้ตายยังคงอยู่ ในใจของผู้ทรักเขา ี่ 4. ผูที่ตายแล้วยังมีผระลึกถึงอยูเ่ สมอ ้ ู้ 3. ข้อใดเป็ นใจความสาคัญของข้อความต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551) อาหารญี่ปุ่นที่เด่น ๆ คือ ปลาซึ่ งมีโปรตีนที่ดีกว่าเนื้ อสัตว์ชนิ ดอื่นเพราะมีโอเมก้า 3 ซึ่ งช่วยลดอัตราเสี่ ยง ต่ อ โรคหั ว ใจและโรคหลอดเลื อ ด และยัง มี วิ ต ามิ น เกลื อ แร่ ม ากอี ก ทั้ง อาหารญี่ ปุ่ นมัก ใช้ ส าหร่ า ยเป็ น ส่ วนประกอบหลักซึ่ งมีท้ งโปรตีน ไอโอดีนและใยอาหารสู ง จึงช่วยเรื่ องการย่อยและระบบขับถ่าย ั 1. อาหารญีปุ่นมีคุณค่ าทางโภชนาการสู ง ่ 2. อาหารญี่ปุ่นให้โปรตีนสู งกว่าอาหารชาติอื่น 3. อาหารญี่ปุ่นช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้ 4. อาหารญี่ปุ่นช่วยควบคุมน้ าหนักได้ 4. อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ การรู ้ความจริ งของธรรมชาติจึงเป็ นเรื่ องสาคัญอย่างยิง เมื่อเรารู ้แล้วเราก็จะปฏิบติต่อสิ่ งทั้งหลายได้ ่ ั ถูกต้องเหมือนกับในทางวิทยาศาสตร์ ฝ่ายวัตถุที่คนพบความจริ งคือกฎธรรมชาติบางอย่างหรื อบางส่ วน เมื่อ ้ ค้นพบแล้วก็นาเอากฎธรรมชาติบางส่ วนนั้นมาใช้ทาอะไรต่างๆ ได้ เช่น การสร้างสิ่ งประดิษฐ์ต่างๆ ตั้งแต่เรื อ กลไฟ รถไฟ เรื อบิน ตลอดจนคอมพิวเตอร์ . ข้อใดเป็ นวิธีส่งสารข้อความนี้(A-NET 50) 1. การนาเข้าเรื่ อง 2.การสรุ ปโดยให้เหตุผล 3.การแสดงข้อมูลรายละเอียด 4.การขยายเนือเรื่องพร้ อมทั้งตัวอย่าง ้ 5. ใจความสาคัญของข้อความนี้คือข้อใด (A-NET 50) 1.การรู้กฎสาคัญของธรรมชาติ 2.การประจักษ์ในความสาคัญของธรรมชาติ 3.การใช้ ประโยชน์ จากความจริงของธรรมชาติ 4.การประดิษฐ์สิ่งของสาคัญจากการค้นพบกฎธรรมชาติ หน้ า 58
  • 59.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 6. ข้อใดเป็ นจุดประสงค์ของผูแต่งคาประพันธ์ต่อไปนี้ ้ บ้านเมืองลาบากยากเข็ญ หนุ่มสาวยังเล่นขายข้าวของ บ้านเมืองเร่ งหาปั ญญาครอง หนุ่มสาวยังฉลองไม่เลิกรา ขึ้นอุดมศึกษายังทารก โลกแข่งขันสกปรกไม่รอท่า พวกกินเมืองย่อมยินดีปรี ดา เมืองนี้ นกศึกษาไม่ยอมโต ั 1. ต้องการเห็นนักศึกษาเป็ นปัญญาชนที่แท้จริ ง 2. ต้องการให้นกศึกษาเห็นความสาคัญของกิจกรรม ั 3. ชี้ให้ เห็นว่ าปัจจุบันบ้ านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต 4. ชี้ให้เห็นปั ญหาการฉ้อราษฎร์บงหลวง ั 7. ข้อใดแสดงเจตนาที่ชดเจนที่สุดของข้อความต่อไปนี้ ั ่ ขวานไทยไม่มีดามนาไปใช้ยอมไร้พลัง คนไทยไม่เคยแบ่งข้างไทย แขก จีน ฝรั่งที่เกิดเมืองไทยใต้ ้ ่ ั ร่ มบรม โพธิ สมภาร พระเจ้าอยูหว พระราชินีทรงห่วงใย ลูกเอยหลานเอยล้วนคนไทย มาสร้างฝันวันใหม่ให้ ขวานไทยใจหนึ่งเดียว 1. ชี้ให้เห็นความสาคัญของแผ่นดินไทยทุกส่ วน 2. ย้าให้สานึกในพระมหากรุ ณาธิ คุณ 3. กระตุนให้คนไทยมีความหวัง ้ 4. เตือนให้ คนไทยรักสามัคคี 8. ผูกล่าวข้อความต่อไปนี้มีจุดประสงค์ตามข้อใด ้ ต้นไม้นอย ๆ ยังให้ออกซิเจนแก่โลก ดอกไม้นอย ๆ ยังให้ความเพลินตาแก่มนุษย์ ผีเสื้ อและนกกาบิน ้ ้ ไปมายังให้ความสบายตาแก่ผพบเห็น เราเกิดมาชาติหนึ่งจะไม่ให้อะไรแก่แผ่นดินที่เราเกิดมาบ้างหรื อ ู้ 1. ให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรของโลก 2. ให้รู้จกบุญคุณของธรรมชาติ ั 3. ให้ ทาตนให้ มีประโยชน์ ต่อส่ วนร่ วม 4. ให้เห็นประโยชน์ของสรรพสิ่ งในโลก 9. ข้อความต่อไปนี้ผเู ้ ขียนมีจุดมุ่งหมายอย่างไร (O-NET 50) วัยรุ่ นจะรักเพื่อนมาก เพราะมองเห็นว่าเพื่อนมีปัญหาคล้ายกับตนเอง จึงมักเห็นอกเห็นใจกัน และมัก คิดว่าผูใหญ่ไม่เข้าใจ จึงได้พยายามเกาะกลุ่มกันเอง พูดคุยกันเอง ปรึ กษากันเอง พ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจไป ้ ่ ตาหนิวาเห็นเพื่อนดีกว่าพ่อแม่ จึงทาให้นอยใจและโต้ตอบกลับมา เกิดเป็ นความขัดแย้งในครอบครัว ้ 1. ให้ ผ้ ูใหญ่ เข้ าใจวัยรุ่ น 2. แสดงความเห็นใจวัยรุ่ น 3. แสดงพฤติกรรมของวัยรุ่ นในแง่ลบ 4. แก้ปัญหาการคบเพื่อนของวัยรุ่ น 10. ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดไม่อาจอนุมานได้ (O-NET 50) ั ้ ่ สังคมปั จจุบนเป็ นสังคมที่ตองดิ้นรนเพื่อความอยูรอดของตนเองและครอบครัว ความสัมพันธ์ของ สมาชิกในครอบครัวจึงไม่แน่นแฟ้ นเท่าที่ควร 1. ครอบครัวส่ วนมากพ่อแม่ทางานนอกบ้าน 2. พ่อแม่ไม่มีเวลารับฟังปั ญหาของลูก 3. สมาชิกของครอบครัวมีเวลาอยูร่วมกันน้อย ่ 4.เวลาส่ วนใหญ่ ของลูกอยู่กบเพือนที่โรงเรียน ั ่ หน้ า 59
  • 60.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 11. ข้อความต่อไปนี้ผเู ้ขียนต้องการโน้มน้าวใจผูอ่านในเรื่ องใด (O-NET 50) ้ หากพวกเราทั้งหลายอยากให้ลูกหลานของเราเจริ ญเติบโตเป็ นคนดีท่ีมีความฉลาด มีความเพียร ก็จง ่ ่ หมันจัดหาหนังสื อดี ๆ ให้พวกเขาได้อานกัน และร่ วมสร้างกุศลจัดซื้ อหนังสื อบริ จาคส่ งไปให้หองสมุด เพื่อ ้ ลูกหลานของเราได้มีโอกาสอ่านเถอะ เพราะเด็กที่ฉลาดมีความเพียรย่อมส่ งผลให้ประเทศชาติเจริ ญ 1. การรักการอ่าน 2. การบริจาคหนังสื อ 3. การส่ งเสริ มให้เด็กฉลาด 4. การพัฒนาประเทศด้วยการอ่าน 12. ข้อความต่อไปนี้ขอใดไม่ใช่ลกษณะของผูพด (O-NET 50) ้ ั ้ ู ่ แม้วาฉันจะตายในการรับใช้ชาติ ฉันก็รู้สึกภูมิใจเป็ นอย่างมาก เพราะเลือดทุกหยดที่รินรดออกมาจะ สร้างความเจริ ญให้ประเทศชาติ และก่อให้เกิดความเข้มแข็งอันทรงพลัง 1. ความเสี ยสละ 2. ความมุ่งมัน 3. ความซื่อสัตย์ ่ 4. ความรับผิดชอบ 13. คาประพันธ์ต่อไปนี้ผเู ้ ขียนสื่ อความหมายตามข้อใด (O-NET 50) ถ้ าโลกคือละครโรงใหญ่ ผู้กากับคือใครที่แอบซ่ อน เราจะยอมเขากาหนดทุกบทตอน หรื อจะต้ อนผู้กากับให้ อับจน 1. เยาะเย้ยโชคชะตาอันรันทด 2. ต้ องการลิขิตชีวตด้ วยตนเอง ิ 3. ปลงตกกับชีวตที่พลิกผัน ิ 4. ครุ่ นคิดเรื่ องอานาจพรหมลิขิต 14. ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงในข้อความต่อไปนี้ (O-NET 50) แพทย์ไทยเห็นว่าเด็กไทยกาลังถูกโรคอ้วนรุ มเร้าอันเป็ นผลจากการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด จึงร่ วมกัน จัดการประกวดการลดน้ าหนักเพื่อขจัดความเสี่ ยง เป็ นการจูงใจคนทุกวัยให้เห็นความสาคัญของการลดน้ าหนัก มากกว่าที่จะปล่อยให้ตนเองอ้วนต่อไป 1. ผลเสี ยของโรคอ้วน 2. การแข่งขันลดความอ้วน 3. ภัยของการบริ โภคอาหารจานด่วน 4. วิธีการปองกันและรักษาโรคอ้วน ้ อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ 15-16 ผู้ใดทากรรมใดไว้ จะได้ รับผลของกรรมนั้น การก่ อทุกข์ โทษแก่ ผ้ อื่นเป็ นการทากรรมทางกาย ทาง ู วาจา และทางใจด้ วย เพราะใจต้ องก่ อขึนก่ อนจึงจะออกมาทางกาย ทางวาจา เพราะฉะนั้นความคิดนั่นแหละ ้ จึงเป็ นตัวก่ อกรรมที่สาคัญ อย่ าว่ าแต่ จะถึงกับแสดงออกแล้ วจึงจะเป็ นกรรมเลย เพียงแต่ คิดอยู่ในใจไม่ ทันได้ แสดงออกหรื อปกปิ ดเสี ยไม่ แสดงออกก็ยงเป็ นกรรมแล้ วอย่ างแน่ นอนให้ โทษแก่ ตนเองแล้ วอย่ างแน่ นอน ั ฉะนั้นจึงต้ องระวังความคิดหรื อใจนั่นแหละให้ ดี พยายามทาสติให้ ติดต่ อเพื่อจะได้ ดูใจตนเองได้ ติดต่ อกันให้ มากที่สุด 15. ข้อใดเป็ นแนวคิดหลัก(A-NET 50) 1. .ทาดีได้ดี ทาชัวได้ชว ่ ั่ 2.ใจเป็ นต้ นทางแห่ งกรรม 3. .กรรมทุกอย่างเกี่ยวเนื่ องกัน 4.ใจเป็ นกาย นายเป็ นบ่าว 16. ข้อความนี้ใช้การขยายความด้วยวิธีใด(A-NET 50) 1.ยกตัวอย่าง 2. ใช้ เหตุผล 3.โต้แย้ง 4. เปรี ยบเทียบ หน้ า 60
  • 61.
    เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 17. ตามสาระของข้อความต่อไปนี้ ข้อใดกล่าวผิด(ข้อสอบ O NET 2551) การเรี ยบเรี ยงลาดับข้อความผิดที่ในประโยคเป็ นอีกเรื่ องหนึ่งที่ทาให้อ่านยากและกากวม จะเห็นกันอยู่ เสมอถ้าผูเ้ ขียนหรื อผูพสูจน์อกษรอ่านทบทวนและจัดลาดับเสี ยใหม่ก่อนปล่อยผ่านออกไปก็จะช่วยให้การอ่าน ้ ิ ั ราบรื่ นไม่สะดุด 1. ความกากวมของข้อความเกิดจากการเรี ยงลาดับความผิดตาแหน่ง 2. ผูเ้ ขียนสามารถขจัดความกากวมของข้อเขียนได้ดวยตนเอง้ 3. การตรวจทานเป็ นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้มีการเรี ยงลาดับความได้ 4. ความบกพร่ องด้ านการเรียงลาดับข้ อความเกิดขึนเป็ นประจาจนแก้ไขไม่ ได้ ้ 18. ข้อใดคือความคิดรวบยอดของคาประพันธ์ต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551) ครื นครื นเสี ยงครวญคราง ไม่สิ้นสร่ างที่โศกหา พื้นแผ่นพสุ ธา ท่วมน้ าตาตลอดไป 1. ความปั่ นป่ วนของธรรมชาติ 2. ความรุ นแรงของพายุฝน 3. ความสู ญเสี ยอันยิงใหญ่่ 4. ความเสี ยหายร้ ายแรง 19. ตามรายงานต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคอ้วน (ข้อสอบ O NET 2551) ผลสารวจล่าสุ ดในจีนพบว่า หนึ่งในสี่ ของเด็กวัยรุ่ นชายในเมืองใหญ่ได้กลายสภาพเป็ นเด็กอ้วนไปแล้ว อันเป็ นผลมาจากความนิ ย มตะวันตกและการเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ ท าให้ป ระชาชนอยู่ดีกิ นดี ข้ ึ น เด็ ก ต้อง คร่ าเคร่ งกับการเรี ยนจนไม่มีเวลาได้ออกกาลังกาย นโยบายจากัดให้แต่ละครอบครัวมีบุตรได้เพียงคนเดียวของ ทางการจีนก็เป็ นอีกปั จจัยสาคัญที่ส่งผลต่อโรคอ้วนในเด็กชาย เพราะลูกชายโทนจะได้รับการปรนเปรอเยี่ยง “จักรพรรดินอย” ้ 1. เด็กคร่ าเคร่ งเรี ยนหนังสื อมากเกินไป 2. เด็กไม่ได้ออกกาลังเพียงพอ 3. เด็กอยูดีกินดีมากเกินไป ่ 4. เด็กนิยมกินอาหารทีไม่ เป็ นประโยชน์ ่ 20. ข้อใดอนุมานได้จากข้อความต่อไปนี้ (ข้อสอบ O NET 2551) ่ ่ ความสะดวกสบายในการอยูหอพักของนักศึกษาเป็ นไปตามกาลังเงิน อยูหอพักที่สถานศึกษาจัดให้ อาจสะดวกสบายน้อยกว่า เสี ยเงินน้อยกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่หอพักเอกชนไม่มีให้ คือการรู ้จกอยูร่วมกัน รู ้จก ั ่ ั อดทนต่อความไม่พอใจคนอื่น เป็ นการฝึ กให้มีมนุษยสัมพันธ์ได้อย่างดี 1. หอพักของสถานศึกษามีความปลอดภัยมากกว่าหอพักเอกชน ่ 2. นักศึกษาชอบอยูหอพักเอกชนมากกว่าหอพักที่สถานศึกษาจัดให้ 3. หอพักเอกชนมีสิ่งอานวยความสะดวกให้ มากกว่าหอพักของสถานศึกษา 4. สถานศึกษามีงบประมาณจากัดในการสร้างหอพัก จึงไม่อาจแข่งขันกับเอกชนได้ หน้ า 61