Cover FAT NEW M9.indd 1 1/11/70 8:37 PM
Aแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางเวชปฏิบัติ
การปองกันและดูแลรักษาโรคอวน
สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์
กรมการแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข
������� content ok.indd 1 8/24/10 4:01:30 PM
B แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ISBN:	 978-974-422-581-8
พิมพ์ครั้งที่1:	 กรกฎาคม 2553
พิมพ์ที่:	 ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
จัดพิมพ์โดย:	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
������� content ok.indd 2 8/24/10 4:01:31 PM
Cแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
คำนำ
	 องค์การอนามัยโลกประกาศใหโรคอวนเปนโรคระบาดตั้งแต่ป	พ.ศ.	2540	โดยในป	พ.ศ.	
2546	มีผูที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติทั่วโลกประมาณ	1,000	ลานคน	ในจำนวนนี้	300	ลานคน
เปนโรคอวน	และจากขอมูลของกรมอนามัย	กระทรวงสาธารณสุข	ในเด็กประถมศึกษา	มีอุบัติการณ์
เฉลี่ยรอยละ	20	ทั่วประเทศไทย	เมื่อเทียบกับ	10	ปที่แลว	อุบัติการณ์เพิ่มขึ้น	2-3	เท่าตัว	โดยปจจัย							
ที่มีผลต่อภาวะน้ำหนักเกินหรือเปนโรคอวน	มีทั้งปจจัยส่วนบุคคลและปจจัยภายนอก	
	 โรคอวน	ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางร่างกาย	ทางสังคม	และจิตใจ	ไดแก่	เกิดโรคหรือ									
กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอวน	เช่น	ความดันโลหิตสูง	โรคหัวใจและหลอดเลือด	มะเร็งบางชนิด
กลุ่มโรคความผิดปกติจากต่อมไรท่อ	กลุ่มโรคหรือภาวะที่เกิดจากน้ำหนักและไขมันมากเกิน	คนอวน
อาจเกิดความรูสึกทอแท	มีปมดอย	เกิดภาวะเครียด	ซึ่งปญหาดังกล่าวขางตน	ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
ของผูปวย	และเกิดภาระค่าใชจ่ายของครอบครัว	รวมถึงเปนภาระค่าใชจ่ายของประเทศในการดูแล
รักษาภาวะโรคเรื้อรังที่จะตามมาจากโรคอวนดวย	
	 เพื่อปองกันและแกไขปญหาดังกล่าว	กรมการแพทย์โดยความร่วมมือระหว่างผูเชี่ยวชาญ
สาขาที่เกี่ยวของจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ	โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา	วิทยาลัย
แพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล	สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว	
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา	มหาวิทยาลัยมหิดล	ชมรมโรคอวนแห่งประเทศไทย	
รวมทั้งหน่วยงานและสถานบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข	ไดร่วมกันจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ
การปองกันและดูแลรักษาโรคอวน	เพื่อเปนแนวทางในการดูแลประชาชนสำหรับบุคลากรทางการ
แพทย์และสาธารณสุขไดอย่างถูกตอง	เหมาะสมต่อไป	ซึ่งกรมการแพทย์ขอขอบคุณคณะผูเชี่ยวชาญ
ทุกท่านที่ไดกรุณาสละเวลาในการรวบรวมขอมูล	จัดทำร่าง	ประชุมพิจารณาและทบทวนเนื้อหา
แนวทางเวชปฏิบัตินี้	จนมีความสมบูรณ์เหมาะสมทางดานวิชาการและมีความเปนไปไดในทาง
ปฏิบัติ	และขอขอบคุณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ	ที่สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ	
และการจัดพิมพ์เผยแพร่ใหสถานบริการในระดับต่างๆ	

 
 
 (นายเรวัต
วิศรุตเวช)

 
 
 อธิบดีกรมการแพทย์
������� content ok.indd 3 8/24/10 4:01:31 PM
D แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
������� content ok.indd 4 8/24/10 4:01:32 PM
Eแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
สารบัญ
	 	 	 หนา	
แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน 1
วัตถุประสงค์

 1

 กลุมเป้าหมาย
 1

 บทนำ/นิยาม
 1

 การวินิจฉัยโรคอ้วน
 2

 การดูแลรักษาโรคอ้วน
 7
	 	 การใชโภชนบำบัด	 7	
	 	 การออกกำลังกาย	 17	
	 	 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม	 	19	
	 	 การรักษาดวยการใชยา	 21	
	 	 การรักษาดวยการผ่าตัด	 23	
การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข
 
25

 การสงตอผู้ปวยโรคอ้วน
 

27

 เอกสารอ้างอิง
 28
แนวทางการดูแลและปองกันโรคอวนในเด็ก 33
เอกสารอ้างอิง 50
ภาคผนวก 53
ภาคผนวก
1
 55
	 	 คำแนะนำดานการบริโภคอาหารเพื่อส่งเสริมคุณภาพ	 			55	
ภาคผนวก
2




 60
	 	 รูปแบบการออกกำลังกาย	 60	
ภาคผนวก
3


 
65
	 	 ยาและผลิตภัณฑ์ในการลดน้ำหนัก	 65	
ภาคผนวก
4
 68
	 	 กุญแจสำคัญในการปองกันโรคอวน	 68	
คณะทำงาน 75
������� content ok.indd 5 8/24/10 4:01:32 PM
F แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
หนา	
ตารางที่	 1				ภาวะโภชนาการของผูที่มีอายุ	≥	18	ป	โดยใชดัชนีมวลกายของคนไทย	 2	
ตารางที่		 2				ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอวน	 	4-5	
ตารางที่		 3				อาหารแลกเปลี่ยนที่ใหพลังงาน	1,200	กิโลแคลอรี/วัน	 9	
ตารางที่		 4				การกระจายการกินอาหารแต่ละมื้อใน	1	วัน	 9	
ตารางที่		 5				ตัวอย่างรายการอาหาร	1,200	กิโลแคลอรี	 10-12	
ตารางที่		 6				ตัวอย่างรายการอาหาร	1	สัปดาห์	 13	
ตารางที่		 7				การใชพลังงานในการทำกิจกรรมระดับต่างๆ	ภายในเวลา	1	ชั่วโมง	 18	
ตารางที่		 8				ขอพิจารณาในการรักษาโรคอวนตามดัชนีมวลกายและปจจัยเสี่ยงในชาวเอเชีย	 21	
ตารางที่		 9				ยาที่ไดรับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา	 22	
	 	 ในการรักษาโรคอวนและมีจำหน่ายในประเทศไทย		
ตารางที่	10			ประสิทธิผลของยาชนิดต่างๆ	ในการลดน้ำหนักตัว	 23	
สารบัญตาราง
������� content ok.indd 6 8/24/10 4:01:33 PM
1
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 แนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือ		ส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม
กับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทย	โดยหวังผลในการสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาพ
ของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า	ข้อแนะนำต่างๆ	ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้		มิใช่ข้อบังคับ
ของการปฏิบัติ	ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้	ในกรณีที่สถานการณ์แตกต่างออกไป
หรือมีเหตุผลที่สมควร	โดยใช้วิจารณญาณ		และอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณ		
วัตถุประสงค์
	 แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ	เพื่อให้การป้องกัน
ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนตามความเหมาะสม	
กลุ่มเป้าหมาย
	 แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์	ระดับโรงพยาบาลทั่วไป	โรงพยาบาลชุมชน	โรงพยาบาล		
ส่งเสริมสุขภาพตำบล	สถานีอนามัย	และศูนย์สุขภาพชุมชน		
บทนำ/นิยาม
	 ปริมาณไขมันที่เหมาะสมและความแข็งแรงของร่างกายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดี	อันเนื่อง
มาจากความสมดุลของภาวะโภชนาการและกิจกรรมทางกาย	โรคอ้วนเกิดจากการที่มีปริมาณไขมัน
ในร่างกาย	(body	fat)	มากเกินกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ	ไขมันในร่างกายมี	2	แหล่งใหญ่
คือ	ไขมันใต้ผิวหนัง	(subcutaneous)	และไขมันที่อวัยวะต่างๆ	ในช่องท้อง	(visceral	fat)	หรือไขมัน
ในช่องท้อง	(intraabdominal	fat)		
	 โรคอ้วน	คือ	ภาวะที่มีปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นในร่างกายทุกส่วน	ทั้งไขมันใต้ผิวหนัง	และไขมันใน
ช่องท้อง		
	 อ้วนลงพุง	คือ	ภาวะที่มีปริมาณไขมันในช่องท้องมากเกิน	โดยที่ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังอาจไม่
เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย	
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วนแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางเวชปฏิบัติ
การป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
������� ok+++.indd 1 8/24/10 3:54:28 PM
2 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การวินิจฉัยโรคอ้วน
	 การวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัวที่แน่นอน	คือ	การวัดปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด	
ส่วนการวัดปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง		จะชี้บอกว่าเป็นโรคอ้วน
ลงพุงหรือไม่	แต่การวัดปริมาณไขมันในร่างกายนี้ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย	ใน
ทางปฏิบัติจึงใช้	body	mass	index	(BMI)	หรือดัชนีมวลกาย	เพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัว	(ตารางที่	1)
และเส้นรอบเอว	เพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุง	
	 ดัชนีมวลกาย	(Body	mass	index)
	 ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในทางเวชปฏิบัติ	และการศึกษาในภาคสนาม	ให้ใช้ดัชนี								
มวลกายเป็นตัวบ่งชี้ที่เหมาะสม	สำหรับประเมินภาวะโภชนาการในผู้ที่มีอายุตั้งแต่	18	ปีขึ้นไป	โดย
คำนวณจากสูตร		
	 ดัชนีมวลกาย	(BMI)						=							
น้ำหนัก	(กิโลกรัม)
ส่วนสูง	(เมตร)	2
ตารางที่ 1 ภาวะโภชนาการของผู้ที่มีอายุ ≥≥≥ ≥ 18 ปี โดยใช้ดัชนีมวลกายของคนไทย
สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย	(กก./ม.2
)
โรคผอม
	 ระดับ	3
	 ระดับ	2
	 ระดับ	1
<	16.0
16.0	-	16.9
17.0	-	18.4
ปกติ 18.5	-	22.9
น้ำหนักเกิน 23.0	-	24.9
โรคอ้วน
	 ระดับ	1a
	 ระดับ	1b
	 ระดับ	2
	 ระดับ	3
25.0	-	29.9
30.0	-	34.9
35.0	-	39.9
≥	40.0
หมายเหตุ	:	การศึกษาในประเทศทางเอเชีย	จัดให้ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่	25.0	กก./ม.2
		เป็นโรคอ้วนระดับ	1a		
	 (ตารางที่	1)	และให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพระยะแรกเมื่อมีดัชนีมวลกายตั้งแต่		
	 23.0	กก./ม.2
	ขึ้นไป	
������� ok+++.indd 2 8/24/10 3:54:31 PM
3
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน

	 การวัดเส้นรอบเอว
	 ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของ
กระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร โดย
พันสายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัดขนานกับพื้น ดังภาพที่ 1 แสดงการวัดเส้น
รอบเอวที่ถูกต้อง 
	 การตัดสินอ้วนลงพุงโดยการวัดเส้นรอบเอว มีข้อดีหลายประการ คือ เป็นดัชนีที่คาดคะเน       
มวลไขมันในช่องท้อง การวัดทำได้ง่าย มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกาย ใช้ทำนายการเกิดโรคแทรกซ้อน
จากโรคอ้วนได้ดี เกณฑ์การตัดสินอ้วนลงพุงในผู้ใหญ่โดยเส้นรอบเอว คือ ในเพศชายมีเส้นรอบเอว
ตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป และในเพศหญิงมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป 
ภาพที่ 1 ตำแหน่งการวัดเส้นรอบเอวที่ถูกต้อง 
������� ok+++.indd 3 8/24/10 3:54:41 PM
4 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน
	 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วนแบ่งเป็น	4	กลุ่ม	ดังนี้	
❖ กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน	
❖ กลุ่มความผิดปกติของต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม	
❖ กลุ่มโรค	หรือภาวะที่เกิดจากน้ำหนักและไขมันที่มากเกิน	
❖ กลุ่มปัญหาทางสังคม	และจิตใจที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน	
ตารางที่ 2 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน
ผลกระทบต่อสุขภาพ	 ความเสี่ยงหรือความผิดปกติ	(เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน)	
กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ	
โรคอ้วน	
❖ ความดันโลหิตสูง	 -			เกิดโรค	2.9	เท่า	
❖ โรคหัวใจและหลอดเลือด	 -			พบอันตรายจากโรคหัวใจโคโรนารีเพิ่มขึ้น	แม้น้ำหนักตัว	
					เพิ่มขึ้นร้อยละ	10			
❖ โรคมะเร็งบางชนิด	 -			เสียชีวิต	1.3	เท่าในเพศชาย	และ	1.6	เท่าในเพศหญิง	
❖ โรคนิ่วในถุงน้ำดี	 -			เกิดโรค	3-4	เท่า	
❖ โรคตับอักเสบจากไขมันสะสม					
	 	 (Non-alcoholic	 fatty	 liver		
					disease,	NAFLD)	
-			พบร้อยละ	90	ในคนที่ดัชนีมวลกาย		>	40	กก./ม.2
				ผู้ป่วยโรค	NAFLD	พบโรคอ้วนร่วมด้วยร้อยละ	60-90	
กลุ่มความผิดปกติของ	
ต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม	
❖ โรคเบาหวานชนิดที่	2		 -			เกิดโรค	2	เท่าในคนอ้วนเล็กน้อย,	5	เท่าในคนอ้วนปานกลาง				
				และ	10	เท่าในคนที่อ้วนมาก	
❖ ภาวะไขมันผิดปกติ	
				(dyslipidemia)	
-			ไตรกลีเซอไรด์สูง,	เอชดีแอล-ซี	(HDL-C)	ต่ำ,	แอลดีแอล-ซี			
				(LDL-C)	มักปกติ			ในขณะที่	แอลดีแอล-ซี	(LDL-C)	ชนิดเล็ก	
				และหนาแน่น	(small	dense)	เพิ่มขึ้น	
-			พบ	postprandial	hyperlipidemia	
❖ ความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์	
				-		กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่	
				-		ฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ	
-			ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น	1-2	เท่า	
-			ประจำเดือนผิดปกติ	มีบุตรยาก	
❖ Metabolic	syndrome*	 -			เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด	
❖ โรคเกาต์	 -			ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนปกติ	และมีโอกาสเป็น	
				โรคเกาต์มากขึ้น	
������� ok+++.indd 4 8/24/10 3:54:45 PM
5
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ตารางที่ 2 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน (ต่อ)
ผลกระทบต่อสุขภาพ	 ความเสี่ยงหรือความผิดปกติ	(เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน)	
กลุ่มโรค	หรือภาวะที่เกิดจาก		
น้ำหนักตัวและไขมันมากเกิน	
❖ โรคข้อเสื่อม	 -				เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อม	ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม		
					ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น	
❖ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดิน		
					หายใจ	ได้แก่		นอนกรน,		
					Obstructive	sleep	apnea**	
-			พบร้อยละ	10	ในคนอ้วนที่ดัชนีมวลกาย	≥	30	กก./ม2
				และพบร้อยละ	44		ในคนอ้วนที่ดัชนีมวลกาย	≥	40	กก./ม2
❖ ปัญหาอื่นๆ		 -			พบโรคผิวหนังได้มากกว่าปกติ	อาทิ	เชื้อรา	moniliasis	บริเวณ											
				ใต้ราวนม	รักแร้และขาหนีบ	ผิวหนังบริเวณรอบคอและรักแร้	
				เป็นปื้นดำ	เรียกว่า		acanthosis	nigricans	
-			การไหลเวียนเลือดจากขาขึ้นสู่หัวใจไม่สะดวก	เกิด	varicose		
				vein,	venous		thrombosis	และ	stasis	dermatitis		
-			มีปัญหาจากการดมยาสลบ	การผ่าตัด	การคลอดบุตร	และ	
				แผลผ่าตัดหายช้ามากกว่าคนทั่วไป	
-			อาจมีอาการท้องผูก	ถ่ายอุจจาระลำบาก	ผู้หญิงอาจมีอาการ	
				กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดี		
กลุ่มปญหาทางสังคม	จิตใจ
และคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับ
โรคอ้วน	
-			มักไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม	อาทิ	การสมัครเข้าทำงาน		
				เป็นต้น	
-			อาจรู้สึกท้อแท้		มีปมด้อยเวลาเข้าสังคม	
-			ความผิดปกติทางจิตใจ	อาจทำให้เปลี่ยนพฤติกรรม	
					การรับประทานมากขึ้น				
*Metabolic	syndrome มีเกณฑ์การวินิจฉัย	จากความผิดปกติอย่างน้อย	3	ข้อใน	5	ข้อต่อไปนี้		
1.	 อ้วนลงพุง	(เส้นรอบเอว	≥	90	ซม.ในผู้ชาย	หรือ	≥	80	ซม.ในผู้หญิง)	
2.	 ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด	≥	150	มก./ดล.	
3.	 ระดับ	เอชดีแอล	คอเลสเตอรอล	<	40	มก./ดล.ในผู้ชาย	หรือ	<	50	มก./ดล.ในผู้หญิง	
4.	 ความดันโลหิต	≥	130/85	มม.ปรอท	หรืออยู่ระหว่างการรับประทานยาลดความดันโลหิต	
5.		ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร	≥	100	มก./ดล.	
**Obstructive	sleep	apnea	มีอาการนอนกรนเสียงดัง	เสียงกรนไม่สม่ำเสมอ	และบางครั้งจะเป็นมากจนหยุด
หายใจเป็นพักๆ	มีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า	ง่วงนอนในเวลากลางวัน	หายใจช้า	ตรวจเลือดจะมี	hypercapnia	
และ	hypoxemia	ระยะต่อไปมี	pulmonary	hypertension	และหัวใจซีกขวาล้มเหลว	จนอาจถึงแก่กรรมได้
������� ok+++.indd 5 8/24/10 3:54:48 PM
6 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การซักประวัติผู้ป่วยโรคอ้วน
❖ ประวัติส่วนตัว	ได้แก่	อายุ	เพศ	การศึกษา	อาชีพ	รายได้		สถานภาพการสมรส		
❖ ประวัติน้ำหนักตัวในอดีต	
❖ ประวัติโรคทางกายต่างๆ	ที่เป็นอยู่	เช่น	โรคเบาหวาน	ความดันโลหิตสูง	โรคหัวใจและ	
	 	 หลอดเลือด	
❖ ประวัติโรคทางจิต	เช่น	โรคซึมเศร้า	เครียด	
❖ ประวัติอาการของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง	เช่น	ท้องผูก	เชื่องช้า	พูดช้า	ขี้หนาว	
❖ ประวัติลักษณะการดำรงชีวิตประจำวัน	ได้แก่	การรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม		
	 	 กิจวัตรประจำวัน	การออกแรง/	ออกกำลังกาย	
❖ ประวัติการรักษาโรคอ้วนในอดีต	
❖ ประวัติยาที่รับประทานเป็นประจำ	
❖ ประวัติโรคอ้วนในครอบครัว	
❖ ประวัติสูบบุหรี่	ดื่มสุรา	และการใช้สารเสพติด	
การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคอ้วน
❖ ชั่งน้ำหนัก	วัดส่วนสูง	ดัชนีมวลกาย	และเส้นรอบเอว	
❖ วัดความดันโลหิตและชีพจร	
❖ สังเกตลักษณะคุชชิ่ง	(Cushingoid	Appearance)		ได้แก่	หน้ากลม	อ้วนส่วนกลางลำตัว	
	 	 ผิวหนังบาง	มีจ้ำเลือดตามตัว	
❖ ตรวจอาการแสดงของภาวะไทรอยด์บกพร่อง	ได้แก่	ชีพจรช้า	ซีด	บวม	ผิวแห้ง	ตาบวม		
	 	 slow	relaxation	of	reflex	
❖ ตรวจร่างกายตามระบบทั่วไป	
������� ok+++.indd 6 8/24/10 3:54:52 PM
7
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การดูแลรักษาโรคอ้วน
	 การรักษาโรคอ้วนต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องต่างๆ	โดยมุ่งเน้นการควบคุมน้ำหนัก
ให้สมดุล	ซึ่งอาจพิจารณาจากดัชนีมวลกาย	ควรให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ	การประสบความสำเร็จในการ
ลดน้ำหนักต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ		อาทิ	การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต	การออกกำลังกาย	การตระหนักในการ
ส่งเสริมสุขภาพตนเอง	ภาวะโภชนาการที่เหมาะสม	การจัดการด้านพฤติกรรม	รวมถึงภาวะจิตใจที่							
ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน	ถ้ากรณีต่างๆ	ที่กล่าวมาไม่สามารถควบคุมน้ำหนักให้สมดุลได้	ก็จะต้องทำการ
รักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดแล้วแต่กรณี	
การใช้โภชนบำบัด
อาหาร	อาหารสมดุล	อาหารแลกเปลี่ยน	การควบคุมแคลอรี
		 การใช้โภชนบำบัดเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคอ้วน	ได้แก่	การปรับเปลี่ยนด้านโภชนาการ	
โดยพิจารณาที่การรับประทานอาหารให้ได้แคลอรีที่สมดุล	การควบคุมแคลอรี	โดยการลดแคลอรีที่		
รับประทานเข้าไป	(caloric	intake)	และเน้นการเพิ่มการใช้แคลอรี	(caloric	expenditure)	รวมถึง	
การเลือกรับประทานอาหารแลกเปลี่ยนในแต่ละมื้อ	
ทำความเข้าใจอาหารแลกเปลี่ยน
	 อาหาร	เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสำหรับมนุษย์	และการบริโภคอาหารก็เป็นความสุข	
อย่างหนึ่ง	ปัจจุบันจึงมีการรณรงค์เรื่องการบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ	เพื่อนำไปสู่การมี
สุขภาพที่ดีมากขึ้น	(ภาคผนวก	1)	
	 อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ	คือ	อาหารที่รับประทานแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
อย่างเหมาะสม	เมื่อรับประทานอาหารก็จะได้สารอาหารตามที่ได้รับประทานเข้าไป	ฉะนั้น	ในการ							
รับประทานอาหารแต่ละครั้ง	จึงควรได้พิจารณาถึงชนิดและปริมาณของอาหารนั้นๆ	ว่าจะก่อให้เกิด
ประโยชน์แก่สุขภาพของเราได้อย่างไรบ้าง	แต่พบว่าคนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในรสชาติและความ											
น่ารับประทานของอาหาร	
	 โดยทั่วๆไปแล้วอาหารที่บริโภคอยู่ทุกวันนี้	ก็มีสารอาหารเกือบครบถ้วนอยู่แล้ว	เพียงแต่มา
ปรับอีกเล็กน้อยก็จะถูกต้องตามหลักโภชนาการ	อย่างไรก็ตามหากจำเป็นที่จะต้องมีการปรับ
อัตราส่วนของอาหารที่บริโภคแล้ว	“รายการอาหารแลกเปลี่ยน”	สามารถจะนำไปเป็นแนวทางเลือก
อาหารอย่างกว้างๆ	สำหรับการวางแผนการบริโภคอาหารของแต่ละคนได้		
รายการอาหารแลกเปลี่ยน	คืออะไร
	 เมื่อพูดถึงคำว่า	“แลกเปลี่ยน”	มักจะนึกถึงคำว่า	“ทดแทน”	การเอาของสิ่งหนึ่งมาแลกเปลี่ยน
กับของอีกสิ่งหนึ่ง	ก็คือการเอามาทดแทนกัน	ในเรื่องของอาหารก็เช่นเดียวกัน	การบริโภคอาหารอย่าง
หนึ่งทดแทนอาหารอีกอย่างหนึ่งได้	
������� ok+++.indd 7 8/24/10 3:54:56 PM
8 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
6 4 4 3 31
ภาพที่ 2 ปรามิดโภชนาการหมวดอาหารแลกเปลี่ยน
	 การดูแลรักษาโรคอ้วน	ตามทฤษฎีการลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาว	คือ	ควบคุมพลังงาน							
ที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป	การทำให้ร่างกายขาดดุล
พลังงานวันละ	500	กิโลแคลอรีเป็นเวลา	1	สัปดาห์	น้ำหนักจะลดลง	1/2	กิโลกรัม	แบบแผนการลด					
น้ำหนักควรยืดหยุ่น	และจะต้องช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้	สำหรับผู้หญิงควรได้รับพลังงานต่ำสุด	
1,000-1,200	กิโลแคลอรีต่อวัน	และสำหรับผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ	1,400-1,600									
กิโลแคลอรีต่อวัน	เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่		
	 รายการอาหารแลกเปลี่ยน	คือ	กลุ่มของอาหารที่ถูกกำหนดปริมาณไว้แน่นอน	และมีคุณค่า
ทางอาหารเท่ากัน	ซึ่งเมื่อรับประทานแล้วสามารถทดแทนกันได้	ดังนั้น	เพื่อช่วยให้การเลือกอาหาร
เป็นไปได้ง่าย	ได้มีการจำแนกอาหารออกเป็น	6	กลุ่ม	ในแต่ละกลุ่มอาหารจะให้พลังงานและคุณค่า
อาหารที่ใกล้เคียงกัน	คุณค่าทางอาหารนั้น	ได้แก่	โปรตีน	ไขมัน	และคาร์โบไฮเดรต		
	 อาหารแลกเปลี่ยนแต่ละกลุ่มจะให้คุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะ	ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่จะให้
คุณค่าทางอาหารได้ครบถ้วน	ฉะนั้น	เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี	จึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกกลุ่ม	
	 รายการอาหารแลกเปลี่ยน	6	กลุ่ม	(ภาคผนวก 1)
	 กลุ่มที่	1	 หมวดนมแลกเปลี่ยน	(นมสดธรรมดา	นมลดไขมัน)		
	 กลุ่มที่	2		 หมวดผักแลกเปลี่ยน	
	 กลุ่มที่	3	 หมวดผลไม้แลกเปลี่ยน	
	 กลุ่มที่	4		 หมวดข้าว	แป้ง	ธัญพืชแลกเปลี่ยน	
	 กลุ่มที่	5	 หมวดเนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน	(เนื้อสัตว์	ไข่)	
	 กลุ่มที่	6		 หมวดไขมันแลกเปลี่ยน	(ไขมัน	น้ำมันต่างๆ)
หมวดอาหารแลกเปลี่ยน
������� ok+++.indd 8 8/24/10 3:55:03 PM
9
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 การรับประทานอาหารให้ได้พลังงานรวม	1,200	กิโลแคลอรี/วัน	สามารถเลือกอาหารในแต่ละ
หมวดโดยใช้อาหารแลกเปลี่ยนดังปิรามิดโภชนาการ	และควรกระจายอาหารที่รับประทานทั้งวัน							
โดยไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง	
ตารางที่ 3 อาหารแลกเปลี่ยนที่ให้พลังงาน 1,200 กิโลแคลอรี/วัน
หมวดอาหาร	
พลังงาน	1,200	กิโลแคลอรี/วัน	
ดื่มนม	 ไม่ดื่มนม	
รับประทาน	(ส่วน)	 พลังงาน	 รับประทาน	(ส่วน)	 พลังงาน	
ข้าว	 6	 480	 6	 480	
ผัก	 4	 100	 5	 125	
ผลไม้	 3	 180	 3	 180	
เนื้อสัตว์	 4	 220	 5	 275	
นมขาดมันเนย	 1	 90	 0	 0	
ไขมัน	 3	 135	 3	 135	
พลังงานรวม	 	 1,205	 	 1,195	
หมายเหตุ	: สำหรับผู้ที่ดื่มนม	พลังงาน	1,205	กิโลแคลอรี	ได้มาจากโปรตีน	56	กรัม,	ไขมัน	35	กรัม,	คาร์โบไฮเดรต	185	กรัม	
สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มนม	พลังงาน	1,195	กิโลแคลอรี	ได้มาจากโปรตีน	57	กรัม,	ไขมัน	40	กรัม,	คาร์โบไฮเดรต	178	กรัม
ตารางที่ 4 การกระจายการกินอาหารแต่ละมื้อใน 1 วัน
ดื่มนม	
									ไม่ดื่มนม	
1	
นม	
2	
ผัก	
3	
ผลไม้	
4	
ข้าว	
5	
เนื้อสัตว์	
6	
ไขมัน	
อาหารเช้า	
เวลา.............	
1	
	
1	
										1	
1	
										1	
2	
										2		
1	
										1	
1	
										1	
อาหารว่าง	
เวลา.............	
	 	 	 	 	 	
อาหารกลางวัน	
เวลา.............	
	 1	
										2	
1	
										1	
2	
										2		
1	
										2	
1	
										1	
อาหารว่าง	
เวลา.............	
	 	 	 	 	 	
อาหารเย็น	
เวลา.............	
	 2	
										2		
1	
										1	
2	
										2	
2	
										2	
1	
										1	
อาหารดึก	
เวลา.............	
หมายเหตุ	 1.	 หมวดเนื้อสัตว์	1	ส่วน	=	2	ช้อนโต๊ะ	=	30	กรัม	(มีโปรตีน	7	กรัม)	ใช้หมวดเนื้อสัตว์ติดมันปานกลาง	
	 2.	 ถ้าต้องการรับประทานมากขึ้นให้เพิ่มหมวดเนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน	(ในภาคผนวก)	
	 3.	 ใช้น้ำตาลเทียมแทน	
	 4.	 งดแอลกอฮอล์		
	 5.	 นมขาดมันเนย	1	ส่วนแลกเปลี่ยน	=	เนื้อสัตว์	1	ส่วนแลกเปลี่ยน	+	ผัก	1	ส่วนแลกเปลี่ยน
									ไม่ดื่มนม	
										1	 										1	 										2		 										1	 										1	
										1											2											2												1											2	
										2		 										1	 										2	 										2	 										1	
������� ok+++.indd 9 8/24/10 3:55:09 PM
10 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ตารางที่ 5 ตัวอย่างรายการอาหาร 1,200 กิโลแคลอรี
วันที่	1	
อาหารเช้า	
ข้าวแลกเปลี่ยน	 ข้าวต้ม						ข้าวต้มไก่	 1	ถ้วยตวง	
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน	 																	ไก่ไม่ติดมัน	 2	ช้อนโต๊ะ	
																	ไข่ลวก	 1	ฟอง	
เครื่องดื่มไม่หวาน	 กาแฟดำ	
ผลไม้เเลกเปลี่ยน	 ฝรั่ง	 1/2	ผลกลาง		
อาหารกลางวัน	
ข้าวแลกเปลี่ยน	 ข้าวสวย	 1	ถ้วยตวง	
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน	 เกาเหลาลูกชิ้นเนื้อสด	
																	ลูกชิ้น	 4	ลูก	
																	เนื้อสด	 2	ช้อนโต๊ะ	
ไขมันเเลกเปลี่ยน	 น้ำมันกระเทียมเจียว	 1/2	ช้อนชา	
เครื่องดื่มไม่หวาน	 โซดาจืดใส่เกลือมะนาว	
ผลไม้เเลกเปลี่ยน	 สับปะรด	 8	ชิ้นขนาดคำ	
อาหารเย็น	
ข้าวแลกเปลี่ยน	 ข้าวสวย	 1	ถ้วยตวง	
แกงส้มกะหล่ำปลี	 ตามชอบ	
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน	 หมูทอด	หมูไม่ติดมัน	 4	ช้อนโต๊ะ	
ไขมันเเลกเปลี่ยน	 น้ำมันพืช		 2	1/2	ช้อนชา	
เครื่องดื่มไม่หวาน	 น้ำเปล่า							
ผลไม้เเลกเปลี่ยน	 มะม่วงสุก	 1/2	ผลกลาง	
������� ok+++.indd 10 8/24/10 3:55:13 PM
11
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
วันที่ 2
อาหารเช้า
ข้าวแลกเปลี่ยน
 ข้าวสวย 
 1 ถ้วยตวง
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 ต้มเลือดหมู, เลือดหมู
 2 ช้อนโต๊ะ

 ผัดถั่วงอก – เต้าหู้
 1/4 แผ่น

 หมู
 1  ช้อนโต๊ะ
ไขมันเเลกเปลี่ยน
 น้ำมันพืช
 1 ช้อนชา
เครื่องดื่มไม่หวาน
 น้ำเปล่า
 
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 เงาะ
 4 ผล
อาหารกลางวัน
ข้าวแลกเปลี่ยน
 เกี๊ยว
 10 ลูก
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 ปอเปี๊ยะสด
 1 แท่ง
ไขมันเเลกเปลี่ยน
 ไขมัน น้ำมันพืช
 1 ช้อนชา
เครื่องดื่มไม่หวาน
 น้ำเปล่า
 
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 ส้มเขียวหวาน
 2 ผลกลาง (150 กรัม)
อาหารเย็น
ข้าวแลกเปลี่ยน
 ข้าวสวย
 1 ถ้วยตวง
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 ต้มยำไก่ ไก่ไม่ติดมัน
 3 ช้อนโต๊ะ

 เห็ดฟาง
 ตามชอบ

 ผัดผักคะน้าหมู
 1 ช้อนโต๊ะ       
ไขมันเเลกเปลี่ยน
 น้ำมันพืช
 1 ช้อนชา
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 แตงโม
 15 ชิ้นขนาดคำ        

������� ok+++.indd 11 8/24/10 3:55:17 PM
12 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
วันที่ 3
อาหารเช้า
ข้าวแลกเปลี่ยน
 ขนมปังจืด
 2 แผ่น
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 ไส้กรอกลวก
 1 ชิ้น          

 ผักสด- หรือต้ม+เกลือ
 
ไขมันเเลกเปลี่ยน
 เนย
 2 ช้อนชา
นมแลกเปลี่ยน
 นมขาดมันเนย
 1 กล่อง
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 มังคุด
 3  ผลโต
อาหารกลางวัน
ข้าวแลกเปลี่ยน
 ข้าวเหนียว
 1/4 ถ้วยตวง
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 ไก่ย่างไม่ติดหนัง
 4 ช้อนโต๊ะ

 น้ำจิ้มเค็ม
 

 ส้มตำไทย
 
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 องุ่น
 20 ผล
อาหารเย็น
ข้าวแลกเปลี่ยน
 ข้าวสวย
 1 ถ้วยตวง
เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน
 แกงจืดเต้าหู้หลอด
 1/2 หลอด         

 หมูสับ
 2 ช้อนโต๊ะ

 ปลาช่อนแป๊ะซะ
 2 ช้อนโต๊ะ  
ไขมันเเลกเปลี่ยน
 น้ำมันพืช
 1 ช้อนชา
ผลไม้เเลกเปลี่ยน
 ส้มโอ
 2  กลีบ




������� ok+++.indd 12 8/24/10 3:55:20 PM
13
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ตารางที่ 6 ตัวอย่างรายการอาหาร 1 สัปดาห์
วัน	 เช้า	 กลางวัน	 เย็น	
วันจันทร์	 ขนมปัง	แฮม		
นมพร่องมันเนย	
ข้าว	แกงจืดผักกาดขาว	
ผัดกระเพรากุ้ง	ผลไม้		
ข้าว	แกงส้ม	–	ไข่ต้ม	
ผัดดอกกุยช่าย	
วันอังคาร		
	
ข้าว		เต้าหู้ผัดถั่วงอก	
ผลไม้	
สลัดไก่อบ	
ปลาแป๊ะซะ	
ข้าว	แกงเลียง	
ผัดคะน้า	
วันพุธ	
	
ข้าวต้มทะเล	ไข่ลวก	
ยำเนื้อย่าง	
เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อสด	
ผลไม้	
ข้าว	ไก่ตุนฟัก	
ผัดผักนานาพันธุ์	
วันพฤหัสบดี	
	
	
ข้าว	แกงจืดเต้าหู้ขาว	 เกี๊ยวน้ำ	
ผลไม้	
ข้าว	ต้มจับฉ่าย	
ปลาทอด	
ยำแตงกวา	
วันศุกร์	
	
โจ๊กไก่	
ไข่ลวก	
กวยเตี๋ยวน้ำ	
ลูกชิ้นปลา	
ผลไม้	
ข้าว	ต้มยำกุ้ง	–	เห็ด	
ผัดหน่อไม้ฝรั่ง	
ไก่นึ่ง	
วันเสาร์	
	
ข้าว	แกงจืดเลือดหมู		 ราดหน้าไม่ใส่เส้น	
ผลไม้	
ข้าว		แกงป่าไก่	
ผัดดอกกะหล่ำ	
หมูย่างน้ำปลาพริก	
วันอาทิตย์	 ข้าวต้มปลา	 ข้าวสวย	
ไก่ย่างส้มตำ	
ผลไม้	
ข้าว	แกงจืดปลาหมึกสอดไส้	
ผัดแขนงกะหล่ำ	
หมูอบ	
������� ok+++.indd 13 8/24/10 3:55:25 PM
14 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
เคล็ดลับทางโภชนาการเพื่อการลดน้ำหนัก
การปรุงอาหารที่ให้พลังงาน		ไขมัน	และน้ำตาลต่ำ
	 1.	 ตัดไขมันที่เห็นบนเนื้อสัตว์ทิ้ง	ดึงหนังไก่หรือหนังเป็ดทิ้ง	
	 2.		 ใช้วิธี	ลวก	นึ่ง	อบ	หลีกเลี่ยงวิธีทอดและผัด	
	 3.		 ใช้น้ำมันสเปรย์ลงบนกระทะ	หรือใช้กระทะแบบที่ไม่ต้องใช้น้ำมันมาก	
	 4.		 ไม่เติมน้ำตาล	หรือเครื่องปรุงหลายๆ	ชนิดที่จะเพิ่มพลังงาน	
	 5.		 เก็บน้ำต้มกระดูกไว้ในตู้เย็นสักระยะหนึ่ง	แล้วช้อนเอาไขมันที่อยู่ตอนบนออกก่อนนำมาปรุง	
	 	 อาหาร		
	 6.		 ประกอบอาหารที่มีพลังงานต่ำแทนอาหารพลังงานสูง	เช่น	แกงส้มแทนแกงเขียวหวาน	
	 7.		 ใช้เครื่องเทศเพิ่มกลิ่น	
วิธีการกินอาหารไม่ให้อ้วน
	 1.		 กินอาหารให้ครบทั้ง	5	หมู่ในแต่ละวัน	แต่ไม่จำเป็นต้องกินครบทั้ง	5	หมู่	ใน	1	มื้อ		
	 2.		 กินอาหารวันละ	3	มื้อ	และอาหารว่าง	1	มื้อ	
	 3.		 ไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง	แต่ควรลดขนาดของแต่ละมื้อแทน	
	 4.		 การกินอาหารมื้อเล็กๆ	วันละ	4-5	มื้อจะช่วยให้น้ำหนักลดเร็วขึ้น	
	 5.		 ไม่ควรกินอาหารซ้ำๆ	ติดต่อกันหลายวัน	
	 6.		 หลีกเลี่ยงอาหารทอด	ผัด	อาหารที่มีครีม	ไขมัน	น้ำมัน	กะทิ	และน้ำตาลเป็นส่วนผสม	
	 7.		 ไม่กินอาหารจากกล่อง	หรือกระปองโดยตรง	ให้เทอาหารจำนวนพอเหมาะลงในจาน	และ	
	 	 เมื่อหมดแล้วไม่เติมอีก	
	 8.		 ใช้จานขนาดเล็กทุกมื้อ	เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมากเกินไป	
	 9.		 ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตนเองจะกินเฉพาะที่โต๊ะอาหาร	ไม่กินระหว่างการเดินทางซึ่งมักจะเป็น	
	 	 อาหารที่มีไขมันสูง	
	 10.		 ไม่ควรยืนกิน	หรือกินไปดูทีวีไป	เพราะจะทำให้กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว	
	 11.		 จำกัดอาหารที่ใช้มือหยิบกิน	เพราะจะทำให้กินเพลินจนไม่รู้ตัวว่ากินไปมากน้อยเท่าไร	
	 12.		 หยุดกินทันทีที่รู้สึกอิ่ม	ไม่จำเป็นต้องกินอาหารจนหมดจาน	การกินอาหารด้วยความเสียดาย				
	 	 จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น	
	 13.		 ดื่มน้ำมากๆ	ทั้งในมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร	
������� ok+++.indd 14 8/24/10 3:55:29 PM
15
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
1.	 เฝ้าติดตาม	และเก็บบันทึกข้อมูลการกิน	และการออกกำลังกาย	เพื่อให้เห็นรายละเอียดว่า	
❖	 กินอาหารมากเพียงใด	เกินความต้องการของร่างกายหรือไม่	
❖	 กินอะไรบ้าง	มีผลดีต่อสุขภาพหรือไม่	
❖	 กำลังทำอะไรขณะกิน	ก่อนกิน	และหลังกินอาหาร	
❖	 ใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกายได้มากน้อยเพียงใด	
❖	 อารมณ์ขณะกินเป็นอย่างไร	มีผลทำให้กินอาหารมากขึ้นหรือไม่	
2.	 ควบคุมสิ่งกระตุ้น	โดยตัดลูกโซ่พฤติกรรมที่นำไปสู่การกิน	
❖	 การสังเกตแบบแผนการกิน	สัญญาณที่นำไปสู่การกิน	แยกความแตกต่างระหว่างความหิว		
	 	 และความอยากอาหาร	
❖	 พยายามวิเคราะห์ว่า	อยากกินอาหารมากที่สุดในช่วงเวลาใด	ให้หลีกเลี่ยงในช่วงเวลานั้น		
	 	 โดยทำกิจกรรมอื่นๆ	แทน	เช่น	การเดินเล่น	หรืออาบน้ำ	
❖	 วางแผนการกิน	
❖	 เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว	
❖	 การยับยั้ง	
3.	 ตั้งสติก่อนกิน	ใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น	เพราะหลังจากเริ่มกินอาหารไป	10-15	นาที	สมอง	
	 จะปิดปุ่มประสาทความหิว	ความรู้สึกอยากกินจะลดลง	
4.	 ปฏิเสธอาหารที่ผู้อื่นยื่นให้	
5.	 ออกกำลังกาย	
6.	 ปรับทัศนคติ	คิดในด้านบวก	ที่จะเป็นแรงจูงใจให้ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ	
7.	 หาแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง	
8.	 จัดการกับความเครียดด้วยวิธีอื่นๆ	ทดแทนการกิน	ไม่ใช้การกินเป็นการให้รางวัลหรือการลงโทษ	
9.	 ป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มกลับคืนมา	โดยหลีกเลี่ยงและป้องกันการพลั้งเผลอ	และย้อนกลับไป	
	 เริ่มต้นใหม่ได้	หลังพลั้งเผลอ	
������� ok+++.indd 15 8/24/10 3:55:34 PM
16 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การเดินช็อปปงซื้ออาหาร
	 1.	วางแผนอาหารที่จะซื้อ	และซื้อเฉพาะที่ได้จดรายการไว้	
	 2.	เลือกซื้อผลไม้หรือผักแทนขนมพลังงานสูง	
	 3.	ไม่ควรซื้อ	“อาหารพร้อมกิน”	เช่น	อาหารถุง	เพราะไม่สามารถควบคุมการปรุงอาหารพลังงานต่ำได้	
	 4.	ไม่ควรซื้ออาหารขณะหิว	เพราะมักจะซื้อของที่อยากกินและซื้อเป็นจำนวนมาก	
	 5.	รู้จักการอ่านฉลากอาหาร	เพื่อจะได้เลือกซื้ออาหารที่เหมาะสม	
คำแนะนำสำหรับใช้อ่านฉลากอาหาร
	 1.	พิจารณาดูว่าเป็นอาหารในหมวดใด	
	 2.	อ่านฉลากเพื่อดูขนาดของ	1	หน่วยบริโภค	เช่น	1	กล่อง	(220	มิลลิลิตร)	
	 3.	กินแล้วได้สารอาหารอะไร	ปริมาณเท่าไร	และปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารชนิดนั้น	
	 	 คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณสารอาหารที่เราควรได้รับต่อวัน	
การอ่านฉลากอาหาร
เป็นส่วนสำคัญของการเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ	
	 1.	พิจารณาอาหารที่ติดเครื่องหมาย		พลังงานต่ำ	ไขมันต่ำ	อาหารควบคุมพลังงาน		
	 2.	เปรียบเทียบสินค้าชนิดเดียวกัน	ได้แก่	ถ้าต้องการลดการบริโภคไขมันลง	สามารถเลือกสินค้าที่	
	 	 มีไขมันต่ำ		หรือเลือกไขมันชนิดไม่อิ่มตัว	และไม่มีคอเลสเตอรอล		
เคล็ดลับ
❖	 อาหารที่รับประทานมากกว่าที่ต้องการจำนวน	3,500	กิโลแคลอรี		
															1	สัปดาห์	ทำให้น้ำหนักเพิ่ม	0.5	กิโลกรัมต่อสัปดาห์	
❖		 จดบันทึกอาหารที่กินทุกครั้ง	จะช่วยให้หยุดความอยาก	
������� ok+++.indd 16 8/24/10 3:55:39 PM
17
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายสำหรับคนอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
	 หลักการที่มีความสำคัญอย่างมากในการแก้ไขภาวะน้ำหนักเกินในผู้ใหญ่	 คือ	 การ													
เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต	(lifestyle	modification)	บทสรุปที่ถูกพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ	ทำได้
ใน	3	ลักษณะ	คือ	1)	โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร		2)	เพิ่มการใช้พลังงาน	และ		
3)	ผสมผสาน	2	กรณีข้างต้น	ดังรายละเอียด	
1.		การลดพลังงาน	-	ละปริมาณ	-	เลือกชนิดอาหารที่รับประทานเข้าไป
1.1	 การลดอาหาร	ในผู้ใหญ่ทำได้ยากกว่าในเด็ก	เพราะปัจจัยรอบข้างเป็นสิ่งเร้าให้							
ล้มเลิกได้ง่ายๆ	(เหลือเพียง	60	คน	จากจำนวนเริ่มต้น	218	คน)	จึงควรตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมใน
การลดน้ำหนักให้เป็นไปอย่างช้าๆ	เช่น	ลดน้ำหนักให้ได้ร้อยละ	5-10	ในช่วง	6	เดือน		
	 	 ในทางทฤษฎี	การลดน้ำหนักด้วยการลดอาหารเพียงวิธีเดียวนั้น		จัดว่าหนักหน่วงมากไป	
เช่น	การลดส่วนเกิน	0.5	กิโลกรัม	ต้องทำให้ร่างกายได้รับอาหารลดลง	3,500	กิโลแคลอรี	ดังนั้น								
ถ้าตั้งเป้าหมายลดอาหารในเวลา	1	สัปดาห์	(7	วัน)	ต้องลดอาหารวันละ	500	กิโลแคลอรี	หมายถึง	
ต้องงดอาหารหลักวันละ	1	มื้อ	 	
1.2		การละ-เลือก	ให้คิดก่อนหยิบอาหารใส่ปากทุกครั้งว่า	ทุกชิ้นทุกคำเป็นแคลอรี										
ที่อาจเกินความจำเป็นในวันนั้นๆ	ธรรมชาติของอาหารไทยมีความหวานและมันจากองค์ประกอบอยู่
แล้วจึงควรกำหนดปริมาณด้วย		
2.		เพิ่มกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย
	 	 ที่ทราบกันว่า	การออกกำลังที่เป็นประโยชน์ควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ	30	นาที	แต่
โดยอุปนิสัยหากนับรวมการอบอุ่นร่างกายเข้าไว้ด้วย	จะทำให้เวลาจริงในการออกกำลังกายลดลง
น้อยกว่า	30	นาที	ในทางปฏิบัติจึงควรจะเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเผื่อไว้ให้เกิน	30	นาที	เช่น	ใน					
คนอ้วนควรจะออกกำลังกายให้ได้วันละ	60	นาที	ความหนักของการออกกำลังกายลดน้ำหนักควรอยู่
ในระดับความหนักปานกลาง	(moderate	intensity)	คือ	ประมาณร้อยละ	60-65	ของอัตราชีพจร
สูงสุดตามเกณฑ์อายุ	(เท่ากับ	220	ลบ	อายุ	ในหน่วยปี)	และทำให้ได้อย่างน้อย	3	ครั้งต่อสัปดาห์	
สรุปได้ดังนี้	
	 รูปแบบการออกกำลังกาย		 เดินเร็ว-วิ่ง	(ทางราบ	บนลู่กล)	
	 ความหนักในการออกกำลังกาย	 ร้อยละ	60-65	ของอัตราชีพจรสูงสุดตามเกณฑ์อายุ	
	 ระยะทางที่ทำได้	(ประมาณ)	 5-6	กิโลเมตร	
	 พลังงานที่ใช้ไป	(ประมาณ)	 600-700	กิโลแคลอรี	
	 ระยะเวลานาน	(ประมาณ)		 12	สัปดาห์	
������� ok+++.indd 17 8/24/10 3:55:42 PM
18 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การกำหนดเป้าหมาย
	 หากเลือกที่จะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเพียงวิธีการเดียว	ไม่ควรหักโหมซึ่งไม่เป็นผลดี
ต่อร่างกาย	ถ้าจะลดน้ำหนัก	0.5	กิโลกรัม	ต้องทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น	3,500	
กิโลแคลอรี	ให้กำหนดดังนี้	
ขั้นที่	1	ตั้งเป้าเวลา	หากจะลดน้ำหนัก	0.5	กิโลกรัมในเวลา	1	สัปดาห์	ต้องออกกำลัง	=	
3,500/	7	=	500	กิโลแคลอรีต่อวัน	
ขั้นที่	2	ตั้งเป้าน้ำหนักที่จะลด	โดยแนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่ไม่หนักเกินไปและเป็นไปได้	เช่น	
หากจะลดน้ำหนัก	1	กิโลกรัมใน	1	สัปดาห์	ต้องออกกำลังกายหนักมาก	(1,000	กิโลแคลอรีต่อวัน)	
ทำให้ร่างกายทรุดโทรม	ความน่าจะเป็น	คือ	ตั้งเป้าไว้ที่	ลดน้ำหนัก	0.5	กิโลกรัมในเวลา	1	สัปดาห์	
(เหลือ	500	กิโลแคลอรีต่อวัน)	
ขั้นที่	3 ตั้งเป้ากิจกรรมที่จะทำ	สำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายลดน้ำหนัก	ควรทำวันละ	300					
กิโลแคลอรี	ใน	3	-	4	วันแรกๆ	โดยเลือกกิจกรรมเบาๆ	ที่เหมาะสม	เช่น	ผู้ที่มีน้ำหนักตัว	80	กิโลกรัม	
จะลดน้ำหนัก	1	กิโลกรัมต่อสัปดาห์	(1,000	กิโลแคลอรีต่อวัน)	หากเลือกที่จะเล่นโบว์ลิ่งนาน	1	ชม.	
(ใช้พลังงานไป	259	กิโลแคลอรี)	ซึ่งน่าเบื่อและไม่เหมาะสม	(ต้องเล่นโบว์ลิ่งเกือบ	4	ชั่วโมง)	จึง
จำเป็นต้องปรับ	เช่น	ให้ทำกิจกรรม	2-3	อย่างผสมผสานในแต่ละวัน	เพื่อให้ได้จำนวนกิโลแคลอรี	
(1,000	กิโลแคลอรี)	รวมตามที่ต้องการ	(ตารางที่	7)		
ตารางที่ 7 การใช้พลังงานในการทำกิจกรรมระดับต่างๆ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง
กิจกรรมทางกาย/การออกกำลังใน	1	ชั่วโมง	
การเผาผลาญพลังงาน	(กิโลแคลอรี)	
สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว	
60	กก.	 70	กก.	 80	กก.	
กิจกรรมเบา	
เล่นโบว์ลิ่ง	 177	 211	 259	
ขี่จักรยาน	(16	กม.)	 236	 281	 345	
ทำงานบ้านทั้งวัน	 266	 317	 388	
กิจกรรมปานกลาง	
ปั่นจักรยานอยู่กับที่	(ไม่ฝืด)	 325	 387	 474	
เต้นแอโรบิก	 354	 422	 518	
Step	แอโรบิก	 413	 493	 604	
กิจกรรมหนัก	
ออกกำลังต่อเนื่องในยิม	 472	 563	 690	
ปั่นจักรยานอยู่กับที่	(ฝืดมาก)	 620	 739	 906	
ขี่จักรยานแข่งขัน	 944	 1,126	 1,380	
������� ok+++.indd 18 8/24/10 3:55:46 PM
19
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
รูปแบบการออกกำลังกายที่ได้ผล (ภาคผนวก 2)
	 มีงานวิจัยสำคัญที่รวบรวมทั้งการควบคุมอาหาร	การออกกำลังกาย	และผสมผสานระหว่าง
การงดอาหารกับการออกกำลังกาย	รวมถึงรูปแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการยกน้ำหนัก	
ภายใน	12	สัปดาห์		ได้ผลดังนี้		
❖	 ควบคุมอาหารวิธีการเดียว	(1,200	กิโลแคลอรีต่อวัน)	 ลดน้ำหนักและไขมันได้น้อยที่สุด	
❖	 ควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังแบบแอโรบิก	(50	นาที)	 ลดไขมันได้มากที่สุด	
❖	 ควบคุมอาหารร่วมกับแอโรบิกร่วมกับออกกำลังแบบมี	
													น้ำหนักต้าน	 	
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
	 ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม	 และการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อ
พฤติกรรมการกินและพฤติกรรมการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก	กล่าวคือ	คนอ้วนได้รับพลังงานเข้าไปใน
ร่างกายจากการกินมากกว่าพลังงานที่ใช้โดยการออกกำลังกาย	ดังนั้น	ในการลดน้ำหนักที่ได้ผล	คือ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม	ซึ่งมีหลายรูปแบบ	เช่น	การสร้างพฤติกรรมใหม่	การปรับพฤติกรรมเดิมให้
เหมาะสม	และกำจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป	
ขั้นตอน	เทคนิค	และวิธีการดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนัก	
เทคนิคที่ใช้ในการเปลี่ยนพฤติกรรม	มีดังนี้	คือ	
1.	Self–monitoring	เป็นการตรวจสอบตนเอง	เพื่อประเมินพฤติกรรมการบริโภคเป็นส่วน						
ที่สำคัญที่สุด	โดยบันทึกรายละเอียดของอาหารที่บริโภคทั้งชนิดและปริมาณ	กิจกรรมประจำวัน								
ร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกาย	การบันทึกจะช่วยให้ตระหนักถึงนิสัยการกิน	
การเคลื่อนไหวร่างกาย	และเหตุการณ์หรืออารมณ์ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมข้างต้น	จะช่วยให้สามารถ
ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร	การเคลื่อนไหวร่างกาย	และการออกกำลังกาย	รวมทั้งติดตามการ
เปลี่ยนแปลงได้	
2.	Stimulus	control เป็นการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนสิ่งกระตุ้นที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่
พึงประสงค์	ได้แก่	การบริโภคอาหาร	การไม่เคลื่อนไหวร่างกายและการไม่ออกกำลังกาย	มีเป้าหมาย
ที่แยกแยะระหว่างความหิวและความอยาก	วิธีการปรับเปลี่ยนสิ่งกระตุ้นที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสม	และสร้างตัวเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมที่ต้องการ	เช่น	การดูโทรทัศน์พร้อมกับการกินขนม
จุบจิบหรือดื่มน้ำหวาน	น้ำอัดลม	วิธีการควบคุมสิ่งกระตุ้น	ได้แก่	การเก็บอาหารและขนมไว้ในตู้	
กล่องหรือขวดทึบ	เพื่อลดการกระตุ้นทางกาย	ข้อแนะนำในการกินอาหาร	ควรกินเฉพาะที่โต๊ะอาหาร
โดยไม่ทำกิจกรรมอย่างอื่น	การใช้จานขนาดเล็กลงเพื่อให้ดูเหมือนการกินปริมาณมากเท่าเดิม									
หลีกเลี่ยงการเก็บตุนขนมหรืออาหาร	ไม่กินอาหารที่มีพลังงานสูง	และการหากิจกรรมอื่นมาทดแทน
การกินขณะดูโทรทัศน์	
ลดน้ำหนักได้มากที่สุด	
แต่ลดไขมันได้ไม่มาก
������� ok+++.indd 19 8/24/10 3:55:49 PM
20 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 3. Changing eating behavior เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อการบริโภคอาหารให้
ลดลง เช่น การกินอาหารเร็วทำให้กินมาก แนะนำให้กินช้าลงโดยการเคี้ยวอาหารนานขึ้น วางช้อน
และส้อมก่อนกินทุกคำ หรือแนะนำให้ตักอาหารใส่จานปริมาณลดลง (portion size) กินข้าวเพียง
จานเดียว กินเป็นเวลา กินที่โต๊ะอาหารที่เป็นที่เป็นทาง และกินวันละ 3 มื้อ
	 4. Reinforcement จากทฤษฎีการเรียนรู้ พบว่าการเสริมแรงด้านบวกสำหรับความ
ประพฤติที่พึงประสงค์ที่ควรปฏิบัติ จะนำไปสู่การปฏิบัติซ้ำๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม  
เช่น  การให้รางวัล (rewards) เมื่อพัฒนานิสัยการกิน หรือการออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำหรือ
ตามที่วางแผนไว้ การให้รางวัลต้องให้ทันทีที่ปรับพฤติกรรมได้ รางวัลที่ได้ต้องชัดเจน เช่น เงิน เสื้อผ้า
หนังสือ ไม่ควรเป็นขนมหรืออาหาร ไม่แนะนำให้ตั้งเป้าการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ควรตั้งที่       
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำได้วันต่อวัน เช่น กินข้าว 1 จาน กินผักทุกมื้อ ลดอาหารมัน
	 5. Cognitive behavioral techniques เป็นการพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา ได้แก่
การวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการบริโภคมากเกินไป เช่น การไปงานเลี้ยงหรือไปเที่ยว
เป็นต้น การเรียนรู้วิธีการหลีกเลี่ยงการกินมาก โดยเน้นแนวคิดเชิงบวกและลดการติเตียนตนเอง
	 6. Social support เป็นการประคับประคองให้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักและ
รักษาน้ำหนักที่ลดลงให้คงที่ 
	 7. Behavioral contracting เป็นการใช้หลักควบคุมสิ่งเร้าร่วมกับการเสริมแรง โดยการทำ
สัญญาและตั้งเป้าหมายพฤติกรรมที่จะปรับเปลี่ยน ควรเป็นเป้าหมายที่ค่อยเป็นค่อยไปและสามารถ
บรรลุได้ไม่ยาก 
อารมณ์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
	 ความรู้สึกหรืออารมณ์นำไปสู่การแสดงพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อ
สุขภาพจะมีความเกี่ยวเนื่องหรือเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนไม่ยั่งยืน  เช่น
โกรธ เหงา เศร้า เซ็ง เบื่อหน่าย ท้อแท้ รู้สึกไร้ค่า เสียใจ น้อยใจ กังวล เครียด ฉะนั้น เมื่อวางแผนจะ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องหาทางจัดการหรือปรับอารมณ์ดังกล่าวด้วยวิธีดังต่อไปนี้
	 1.  ฝึกการเตือนตัวเองให้รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกอะไร
	 2. ใช้วิธีการระบายอารมณ์ที่เป็นผลดี เช่น พูดคุยกับคนที่พร้อมรับฟัง ทำงานที่ชอบ ฟังเพลง
ออกกำลังกาย เล่นกีฬา
	 3. หางาน/กิจกรรมทำ  ไม่ควรปล่อยให้มีเวลาว่าง
	 4. ควรขอความช่วยเหลือสนับสนุนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนรอบข้าง เช่น อาจ       
ต้องงดงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า ชวนเพื่อนไปออกกำลังกาย
	 5. สร้างอารมณ์ที่เป็นสุข เช่น การอ่านหนังสือ ร่วมชมรม/ กิจกรรมที่สอนให้เข้าใจตนเอง รู้สึก
ถึงคุณค่าและรักตนเอง รักผู้อื่น
	 6. ควรชื่นชม ภูมิใจตนเอง ถ้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมได้แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า หรือถ้า
พลาดพลั้งไปทำพฤติกรรมเดิมไม่ควรตำหนิ โกรธตนเอง แต่ควรเรียนรู้ว่าเกิดได้อย่างไร และควร
แก้ตัวใหม่
������� ok+++.indd 20 8/24/10 3:55:52 PM
21
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
				 7.	ไม่ควรโกรธ	โมโห	น้อยใจ	ต่อคำสบประมาทของผู้อื่นว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้	แต่ควรใช้
คำสบประมาทนั้นเป็นแรงจูงใจหรือแรงผลักให้เดินหน้าต่อไป
การรักษาด้วยการใช้ยา
	 เมื่อควบคุมอาหาร	ออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมแล้ว	ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตาม						
เป้าหมายหรือน้ำหนักไม่ลดต่อไปอีก		จึงพิจารณาการใช้ยาร่วม			โดยข้อบ่งชี้ในประเทศทางตะวันตก
ใช้เป็นการรักษาร่วมเมื่อดัชนีมวลกายตั้งแต่	30	กก./ม2
	หรือตั้งแต่	27	กก./ม2
	ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง	เช่น	
เบาหวาน	ความดันโลหิตสูง	ไขมันในเลือดผิดปกติ	เพื่อผลดีต่อสุขภาพ	ไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนักเพื่อ
ความสวยงาม	สำหรับชาวเอเชียอาจพิจารณาการใช้	ดังตารางที่	8	การใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักก็เหมือน
กับการรักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ	คือ	เมื่อหยุดให้ยาแล้วจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้	ดังนั้น	จำเป็นต้องมีการปรับ
พฤติกรรมอื่นๆ	ด้วยเพื่อคงน้ำหนักตัวไว้	
ตารางที่ 8 ข้อพิจารณาในการรักษาโรคอ้วนตามดัชนีมวลกายและปจจัยเสี่ยงในชาวเอเชีย
	 โภชนบำบัด	
การออก	
กำลังกาย	
การให้ยา	
รักษาโรคอ้วน	
การให้อาหาร	
แคลอรีต่ำมาก	
การผ่าตัดเพื่อ	
ลดน้ำหนัก	
BMI 23 - 24.9 กก./ม.2
❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง	 √ √ X
❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์*	 √ √ X
❖ DM/	CHD/	HT/	HL**		 √ √ X
BMI 25 - 29.9 กก. /ม.2
❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง	 √ √ X
❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์*	 √ √ X
❖ DM/	CHD/	HT/	HL**		 √ √ √(พิจารณา)	
BMI ≥ 30 กก. /ม.2
❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง	 √ √ √	(พิจารณา)	
❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์*	 √ √ √
√
(พิจารณาในรายที่	
อ้วนรุนแรงมาก)	
√
(พิจารณาในรายที่	
อ้วนรุนแรงมาก)	
❖ DM/	CHD/	HT/	HL**		 √(เข้มงวด)	 √	(เข้มงวด)	 √
√
(พิจารณาในรายที่	
อ้วนรุนแรงมาก)	
√
(พิจารณาในรายที่	
อ้วนรุนแรงมาก)	
√ =	มีข้อบ่งใช้			X	=		ไม่มีข้อบ่งใช้				พิจารณา	=		ไม่ได้เป็นข้อบ่งใช้ในทุกราย		ให้พิจารณาเป็นรายๆ	
*เส้นรอบเอว	≥	90	ซม.	(ชาย),	≥	80	ซม.	(หญิง)	
**DM:	เบาหวานชนิดที่	2,	CHD:	โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี,	HT:	ความดันโลหิตสูง,	HL:	ไขมันในเลือดสูง
������� ok+++.indd 21 8/24/10 3:55:55 PM
22 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
เป้าหมายของการรักษาด้วยยา 
	 ในทางทฤษฎี คือ ให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในความเป็นจริง จึงมักตั้ง
เป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้ และมีผลในการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและ  
หลอดเลือด คือการลดน้ำหนักตัวอย่างน้อยร้อยละ 5-10 จากน้ำหนักตัวเดิม ถ้ายาใดสามารถลดน้ำหนักตัว
ได้ร้อยละ 10-15 และเกินร้อยละ15 จัดว่ามีการตอบสนองที่ดีมากและดีเลิศตามลำดับ ซึ่งจะมีผลใน
การลดระดับความดันโลหิต ไขมันในเลือด เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และลดระดับน้ำตาลในเลือด
ประเภทของยาลดน้ำหนัก 
	 จำแนกได้เป็นยาที่มีข้อมูลได้ผลในการลดน้ำหนักและมีความปลอดภัย ซึ่งได้รับอนุมัติโดย
องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในการรักษาระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน และระยะ
ยาวเป็นปี หรือแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์เป็นยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก
(sympathomimetic drugs) และยายับยั้งเอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน (pancreatic lipase inhibitor)
ในการย่อยไขมัน (ตารางที่ 9) ประสิทธิผลของยาตามตารางที่ 10
ตารางที่ 9 ยาที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาในการรักษาโรคอ้วนและมีจำหน่าย

	 ในประเทศไทย
ยาสามัญ
 ชื่อการค้า
 ขนาดที่ใช้รักษา
 ผลข้างเคียง
ยายับยั้งเอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน (Pancreatic lipase inhibitor) สำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะยาว
Orlistat
 Xenical ® (120 มก.)
 120 มก.วันละ 3 ครั้ง
พร้อมหรือก่อนอาหาร
ภายใน 1 ชั่วโมง
ท้องอืด  มวนท้อง ผายลม 

อาจมี discharge กลั้นอุจจาระไม่อยู่ 
มีอุจจาระมัน (oily spotting)  
ยายับยั้งการ reuptake ของนอร์เอพิเนฟริน-เซโรโทนิน สำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะยาว
Sibutramine
 Reductil ® (10, 15 มก.)
 5 - 15  มก.ต่อวันตอนเช้า
 เพิ่มความดันโลหิตทั้งซิสโตลิกและ
ไดแอสโตลิก เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ  
คลื่นไส้  นอนไม่หลับ ปากแห้ง  rhinitis  
ท้องผูก
ยากลุ่มกระตุ้นนอร์อดรีนาลินสำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะสั้น (ไม่เกิน 3 เดือน)
Diethylpropion
 Amfepramone®
Atractil ®
75 มก.วันละครั้ง	 
 -  เพิ่มความดันโลหิต  เพิ่มอัตราการเต้น  

   ของหัวใจ นอนไม่หลับ ตื่นเต้นง่าย    
-  ห้ามให้ในผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์เป็น

   พิษ  ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระดับ

   ปานกลางขึ้นไป โรคหลอดเลือดตีบแข็ง
-  ให้ห่างจากยากลุ่ม MOAI อย่างน้อย  

    14 วัน
Phentermine
 Panbesy ®
 15–30 มก.วันละ 1 ครั้ง
������� ok+++.indd 22 8/24/10 3:55:59 PM
23
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ตารางที่ 10 ประสิทธิผลของยาชนิดต่างๆ ในการลดน้ำหนักตัว
Drug	
Duration	of		
studies	(wks.)	
Weight	loss	kg		
(mean	and	95%	CI)	
FDA	approval	
for	obesity	
Drug	enforcement	
agency	schedule	
Orlistat	 52		 -2.75	(-3.32	to	-2.20)	 Yes	 None	
Sibutramine	 52		 -4.45	(-5.29	to	-3.62)	 Yes	 IV	
Phentermine	 2	to	24		 -3.6	(-6.0	to	-0.6)	 Yes	 III	
Diethylpropion	 6	to	52	 -3.0	(-11.5	to	1.6)	 Yes	 III	
หยุดการใช้ยาเมื่อใด
เมื่อยาไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก	กล่าวคือ	น้ำหนักตัวลดไม่ถึงร้อยละ	5	ของน้ำหนักตัว
แรกเริ่มในระยะเวลา	3	เดือน	ไม่ใช้ยา	diethylpropion	และ	phentermine	เกิน	3	เดือน			 	
(ดูรายละเอียดสำหรับการใช้ยาแตละตัว รวมทั้งข้อมูลของการใช้ผลิตภัณฑอื่นในการลด
น้ำหนักตัวในภาคผนวก 3)
การรักษาด้วยการผ่าตัด
ข้อบ่งชี้	และ	การเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับการทำศัลยกรรม	
	 การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักจะกระทำเมื่อให้การรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล	โดยจะ
เลือกผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก	เฉพาะผู้ป่วยที่มีความอ้วนขั้นรุนแรง	คือมีดัชนีมวลกายมากกว่า	40	กก./ม2
หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า	35	กก./ม2
	ร่วมกับมีผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากโรคอ้วน	โดย												
องค์ประกอบในการพิจารณาอื่นๆ	ร่วมด้วย	ได้แก่	
❖ ควรมีอายุระหว่าง	16-65	ปี	
❖ มีหลักฐานยืนยันว่าการควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ	ที่ผ่านมาไม่ได้ผล	
❖ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาเป็นอย่างดี	และยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผ่าตัด	
❖ ให้คำมั่นว่าจะปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง	โดยเฉพาะอย่างยิ่ง	
	 	 การจำกัดอาหาร	
❖ ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว	
❖ ไม่ดื่มเหล้าและไม่ใช้สารเสพติด	
❖ ไม่มีความแปรปรวนทางจิต	และมีความคาดหวังผลของการรักษาอยู่บนพื้นฐานของความ	
	 	 เป็นจริง	
❖ ไม่ป่วยด้วยโรคทางจิต	หรือเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษา	
.
.
������� ok+++.indd 23 8/24/10 3:56:02 PM
24 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
วิธีการรักษาทางศัลยกรรม
	 การรักษาโรคอ้วนโดยการผ่าตัด อาศัยกลไกสำคัญ 2 อย่าง คือ การลดการดูดซึมสารอาหาร
และการทำให้ปริมาณอาหารที่ได้รับลดลง ดังนั้น การรักษาทางศัลยกรรมแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
ใหญ่ๆ คือ 
	 1. Malabsorbtive procedure เป็นการทำให้อาหารที่ได้รับเข้าไปไม่ผ่านลำไส้ส่วนที่ทำหน้าที่
ย่อยและดูดซึมอาหาร มีผลทำให้การดูดซึมอาหารลดลง การผ่าตัดในลักษณะนี้ ได้แก่ jejunoileal
bypass และ biliopancretic diversion and duodenal switch เป็นต้น การทำ gastric bypass เช่น
jejunoileal bypass  biliopancreatic diversion ได้ผลในการลดน้ำหนักดีมาก แต่การผ่าตัดวิธีนี้มี
โรคแทรกซ้อนมาก เช่น malabsorption  และการเกิด acute fatty liver  นอกจากนี้อาจเกิด
dumping syndrome ท้องเดิน อาเจียน และขาดอาหาร วิตามิน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมได้              
จึงพิจารณาใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น  และควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
	 2. Restrictive procedure ลักษณะที่สำคัญของการทำผ่าตัดในลักษณะนี้ คือ การลดความจุ
ของกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้ได้รับอาหารเพียงเล็กน้อย  ทำให้ผู้ป่วยได้รับ
ปริมาณพลังงานลดลง และน้ำหนักตัวลดลงตามมา  การผ่าตัดที่ทำเฉพาะ restrictive procedure
จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำไส้เล็ก ดังนั้น มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนเกี่ยวกับการเผาผลาญ
พลังงานของร่างกายน้อยมาก  นอกจากนี้เป็นการผ่าตัดที่ทำได้ง่ายและลดน้ำหนักตัวได้ดี   จึงเป็นที่
นิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  ตัวอย่างเช่น การทำ gastric banding, vertical banded gastroplasty
เป็นต้น
	 สำหรับการทำ liposuction ไม่ถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วน แต่เป็นเพียงวิธีผ่าตัดเพื่อ
ปรับรูปร่าง (body contouring) เนื่องจากไม่มีผลลดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน
ผลการรักษาด้วยการผ่าตัด
	 การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักเป็นวิธีที่ได้ผลดี มีรายงานผลในการลดและควบคุมน้ำหนัก             
โดยติดตามเป็นเวลา 5.5 ปี พบว่าสามารถลดน้ำหนักได้ร้อยละ 18 ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น และที่
ระยะเวลา 10 ปี สามารถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 16 ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า
สามารถป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน มีการทำงานของเบต้าเซลล์ดีขึ้น และมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน       
ลดลง  มีการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ แต่ระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอล  
ไม่เปลี่ยนแปลง ในรายที่มีความดันโลหิตสูง พบว่าหลังผ่าตัดความดันโลหิตสามารถควบคุมได้ดีขึ้น
และ obstructive sleep apnea ดีขึ้นถึงร้อยละ 86 และจากการติดตามผู้ป่วยในระยะยาวหลังการ
ผ่าตัดพบว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำหนักตัว        
ที่ลดลง
������� ok+++.indd 24 8/24/10 3:56:05 PM
25
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
	 ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักอาจเกิดได้ใน 2 ลักษณะ คือ ภาวะแทรกซ้อน
ของการผ่าตัดช่องท้องหรือการส่องกล้องผ่าตัด เช่น gastric outlet obstruction, bowel obstruction,
incisional hernia, anastomotic leakage, wound infection  เป็นต้น โดยมีรายงานอุบัติการณ์         
ตั้งแต่ไม่พบเลย จนถึงพบได้ประมาณร้อยละ 14 ของการผ่าตัด  มีรายงานอัตราตายตั้งแต่ร้อยละ 0
ถึงร้อยละ 0.7 จากการทำ laparoscopic adjustable gastric band ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผล
ต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน  จึงควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาและให้ข้อมูลอย่างลึกซึ้งแก่        
ผู้ป่วยก่อนการตัดสินใจ
	 ภาวะแทรกซ้อนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ restrictive หรือ
malabsorptive procedure ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสารอาหารและเกลือแร่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วง
เวลาต่างๆ กันหลังผ่าตัด  เช่น การขาดวิตามิน B1 มักเกิดในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด  หรือความ
หนาแน่นของกระดูก (bone mineral density) บริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก มักจะลดลงในช่วง  
3-5 ปี หลังทำผ่าตัด bypass เป็นต้น ในรายที่ทำ gastric banding อาจอาเจียนเรื้อรังได้ถึงร้อยละ
20  ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญ
การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข 
	 การป้องกันโรคอ้วน แบ่งเป็น 3 ระดับ
	 1. การป้องกันในภาพรวม (universal prevention)
	 เป็นการป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักตัวในระดับประชากร ครอบคลุมทุกคนในกลุ่มประชากร
หรือชุมชน   ทั้งกลุ่มที่มีความเสี่ยงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน   เป้าหมายเพื่อลด               
อุบัติการณ์ และสามารถลดความชุกของโรคอ้วนในกลุ่มประชากรนั้น โดยการให้ข้อมูลข่าวสารแก่
สังคมโดยรวม ทั้งในด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสม กระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ  
ลดพฤติกรรมที่เสี่ยงหรือไม่เริ่มพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน รับรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ
เป็นโรคอ้วน เพื่อสร้างความตระหนัก ประกอบการตัดสินใจให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี อย่างไร
ก็ตามต้องระวังไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกังวลในกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากอาจก่อปัญหา
ภาวะขาดโภชนาการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเด็กวัยรุ่น
	 2. การป้องกันแบบคัดเลือก (selective prevention)
	 เน้นเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนตั้งแต่ยังไม่อ้วน ได้แก่ ผู้ที่มีพฤติกรรมดำเนิน
ชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง รับประทานอาหารไขมันสูง ใยอาหารต่ำ ไม่นิยมกินผักผลไม้ ไม่ออกกำลังกาย
มีประวัติโรคอ้วนในครอบครัว (บิดาหรือมารดาอ้วน) โดยการให้ความรู้และทักษะในการป้องกันไม่ให้
มีน้ำหนักเพิ่มมากจนเป็นโรคอ้วน ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการป้องกันน้ำหนักเกิน
������� ok+++.indd 25 8/24/10 3:56:09 PM
26 แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน
3. การปองกันแบบมีขอบงชี้ (indicated prevention)
เลือกกลุมที่มีความเสี่ยงสูงเชนเดียวกับการปองกันแบบคัดเลือก โดยกลุมนี้เริ่มจะมีตัวบงชี้วา
มีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น เชน เสนรอบเอว น้ำหนักเพิ่มในชวงเวลาสั้น หรือมีโรคประจำตัว เชน เปนโรค
เบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งบุคคลเหลานี้อาจจะยังไมอวนในขณะนี้ การขาดการ
ดูแลในกลุมนี้จะสงผลใหเกิดโรคอวนในอนาคตและเกิดภาวะแทรกซอนไดมากขึ้นในรายที่มีโรค
ประจำตัว
กรอบแนวคิดการปองกันโรคอวน
โรคอวนเปนผลลัพธของปฏิสัมพันธที่ซับซอนระหวางพันธุกรรมกับสิ่งแวดลอม สงผลใหเกิด
ความไมสมดุลระหวางการรับพลังงาน (energy intake) หรือการบริโภคอาหาร กับการใชพลังงาน
(energy expenditure) หรือการเคลื่อนไหวของรางกาย ประเภทของอาหารและนิสัยในการ
รับประทานมีความสัมพันธกับโรคอวน เชน การรับประทานอาหาร 1-2 มื้อ ชนิดของอาหารที่อุดมดวย
ไขมัน และคารโบไฮเดรตประเภทน้ำตาลสูง การเลี้ยงลูกดวยนมแมอยางนอย 6 เดือน (ปจจัย
ปองกัน) การเคลื่อนไหวรางกายและการออกกำลังกายเพิ่มการใชพลังงานไดตามระดับความหนัก
ของการออกกำลังกาย การมีวิถีชีวิตนั่งๆนอนๆ หรือเคลื่อนไหวนอยสงผลใหเสี่ยงตอโรคอวน
ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดการปองกันโรคอวน
CDC, Overweight and Obesity : Social Ecological Model(2006)
26 New.indd 126 New.indd 1 7/10/2553 13:15:007/10/2553 13:15:00
27
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 การที่โรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกและในประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น จะเห็นได้ว่า
นอกจากปัจจัยส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นผลจากการเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป มีวิถี
ชีวิตที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น เคลื่อนไหวน้อย  มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
อิทธิพลทั้งจากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาค อาทิ นโยบายต่างๆ ของรัฐ  กฎหมาย ผังเมือง ระบบการค้า
การขนส่ง การเกษตร อุตสาหกรรม การประชาสัมพันธ์ การตลาด การโฆษณา และระดับจุลภาค
อาทิ ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ชุมชน ล้วนส่งเสริมให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เนื่องจาก
เอื้อต่อการบริโภคอาหารที่เกลือ น้ำตาล และไขมันสูง มากกว่าการใช้พลังงาน การป้องกันการระบาด
ของโรคอ้วนให้สำเร็จ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือและบูรณการจากภาคี          
ทุกภาคส่วน ในการจัดการกับปัจจัยแวดล้อม เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งใน          
การสร้างพฤติกรรมของคน บุคคลที่อยู่ในปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยย่อมไม่สามารถสร้าง
พฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ 
	 โรคอ้วนเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม เนื่องจากโรคอ้วนเพียงโรคเดียวก่อให้เกิด
โรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง และโรคเหล่านี้
ทำให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทั้งค่าใช้จ่ายทางตรง และทางอ้อม  โรคอ้วน
จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน การดูแลโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพนั้น
จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการป้องกันและการรักษาร่วมกัน ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลที่ครบวงจร  
	 การป้องกันโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการสร้างเสริมพฤติกรรมการบริโภค
และการออกกำลังกายที่เหมาะสมในรายบุคคลแล้ว จำเป็นต้องใช้การมีส่วนร่วมจากภาคีทุกส่วนที่
เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกุญแจสำคัญ         
ในการป้องกันโรคอ้วน และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคอ้วนนั้น ดูได้ใน          
ภาคผนวก  4

การส่งต่อผู้ป่วยโรคอ้วน 
	 สถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ควรแนะนำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนวิถี
การดำเนินชีวิต (lifestyle modification) การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมต่างๆ หากผู้ป่วยไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ควรส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานบริการสุขภาพระดับ
ทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ เพื่อพบผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม หรืออายุรกรรมต่อมไร้ท่อ เพื่อการรักษาที่
เหมาะสมในกรณี
	 1.	 ผู้ป่วยมีความต้องการลดน้ำหนัก แต่ไม่สามารถลดน้ำหนักโดยวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ
ภายใน 1-2 ปี
	 2.	 โรคอ้วนที่เป็นร่วมกับโรคอื่นๆ (comorbid diseases) และการลดน้ำหนักตัวมีผลต่อ         
การรักษา
������� ok+++.indd 27 8/24/10 3:56:19 PM
28 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
เอกสารอ้างอิง
การวินิจฉัยโรคอ้วน
	 1.	 ชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย.	แนวทางในการวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน	พ.ศ.	2550.			
	 	 บรรณาธิการ:	อภิชาติ	วิชญาณรัตน์	ชัยชาญ	ดีโรจนวงศ์	สุรัตน์	โคมินทร์.	
2.	 National	Heart,	Lung,	and	Blood	Institute.	Clinical	guidelines	on	the	identification,		
	 	 evaluation,	and	treatment	of	overweight	and	obesity	in	adults:	the	evidence	report.		
	 	 Obes	Res	1998;6(Suppl	2):S51–S209.	
	 3.	 Report	of	WHO	Consultation	on	Obesity.	Obesity:	preventing	and	managing	the		
	 	 global	epidemic.	Geneva:	World	Health	Organization,	1998.	
	 4.	 WHO	Expert	Consultation.		Appropriate	body	mass	index	for	Asian	populations	and		
	 	 its	implications	for	policy	and	intervention	strategies.		Lancet	2004;363:157-63.	
	 5.	 Ko	JTC,	Chan	JCN,	Cockram	CS,	Woo	J.		Prediction	of	hypertension,	diabetes,		
	 	 dyslipidemia	or	albuminuria	using	anthropometric	indexes	in	Hong	Kong	Chinese.		
	 	 Int	J	of	Obes1999;23:1136-42.	
	 6.	 Deurenberg-Yap	M,	Schmidt	G,	Stavern	WA,	Durenberg	P.		The	paradox	of	low		
	 	 body	mass	index	and	high	body	fat	percentage	among	Chinese,	Malays	and		
	 	 Indians	in	Singapore.		Int	J	Obes	2000;24:1011-7.	
	 7.	 Bjorntorp	P.	The	associations	between	obesity,	adipose	tissue	distribution	and		
	 	 disease.	Acta	Med	Scand	1998;	723(Suppl):121-34.	
	 8.	 James	WPT.	The	epidemiology	of	obesity.	In:	Chadwick	DJ,	Cardew	GC,	eds.	The		
	 	 origins	and	consequences	of	obesity.	Chichester:	Wiley;1996.	p.1-16.	
	 9.		 Pi-Sunyer	FX.	Medical	hazards	of	obesity.	Ann	Intern	Med	1993;119:655-60.	
	 10.	 Alberti	KG,	Eckel	RH,	Grundy	SM,	Zimmet	PZ,	Cleeman	JI,	Donato	KA,	et	al.			
	 	 Harmonizing	the	metabolic	syndrome:	a	joint	interim	statement	of	the	International		
	 	 Diabetes	Federation	Task	Force	on	Epidemiology	and	Prevention;	National	Heart,		
	 	 Lung,	and	Blood	Institute;	American	Heart	Association;	World	Heart	Federation;		
	 	 International	Atherosclerosis	Society;	and	International	Association	for	the	Study	of		
	 	 Obesity.		Circulation	2009;120(16):1640-5.	
	 11.	 Kral	JG,	Sjostrom	LV,	Sullivan	MB.	Assessment	of	quality	of	life	before	and	after		
	 	 surgery	for	severe	obesity.	Am	J	Clin	Nutr	1992;55:611S-614S.				
	 12.	 Sullivan	M,	Karlsson	J,	Sjöström	L,	Backman	L,	Bengtsson	C,	Bouchard	C,	et	al.		
	 	 Swedish	obese	subjects	(SOS)--an	intervention	study	of	obesity.	Baseline		
	 	 evaluation	of	health	and	psychosocial	functioning	in	the	first	1743	subjects		
	 	 examined.	Int	J	Obes	Relat	Metab	Disord	1993;17(9):503-12.	
������� ok+++.indd 28 8/24/10 3:56:23 PM
29
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การใช้โภชนบำบัด
	 1.	Roongpisuthipong C, Panpakdec O, Boontawee A, Kulapongse S. Behavior 

	 	 modification in the treatment of obesity. J Med Assoc Thai 1993;11:617-22.
	 2.	Roongpisuthipong C, Boontawee A, Kalapongse S. Behavior modification in the 

	 	 treatment of obesity:  acceptability profiles. J Med Assoc Thai 1995;5:232-7.
	 3.	Roongpisuthipong C. Health hazard of obesity. In: Dhanamitra S, Sirichagravan P, 

	 	 Puvasatein P, editors. Nutritional step for health. Bangkok: Lur-ag-sorn Press; 1991. 

	 	 p. 185-95 (in Thai).
	 4.	Boonthavee A, Roongpisuthipong C. Manual of food exchange. Bangkok: TR Celeca 

	 	 and Art Foundation; 1991 (in Thai).
	 5.	จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์. เทคนิคการกินไม่ให้อ้วน. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000; 

	 	 2550. 
การออกกำลังกาย
	 1.	Grundy SM, Hansen B, Smith SC, Cleeman JI, Kahn RA, et al. Clinical management 

	 	 of metabolic syndrome: report of the American Heart Association/National Heart, 

	 	 Lung and Blood Institute/American Diabetes Association conference on scientific 

	 	 issues related to management. Circulation 2004;109(4):551-6.
	 2.	Clinical guidelines on the identification, evaluation, and treatment of overweight and 

	 	 obesity in adults-the evidence report. National Institutes of Health. Obes 

	 	 Res.1998;2(supp 6):51s-209s.
	 3.	Curioni CC, PM Lourenco. Long-term weight loss after diet and exercise: a 

	 	 systematic review. Int J Obes 2005;29:1168-74.
	 4.	King AC, Tribble DL. The role of exercise in weight regulation in nonathletes. Sports 

	 	 Med. 1991;11(5):331-49.
	 5.	Kraemer WJ, Volek JS, Clark KL, Gordon SE, Incledon T, Puhl SM, et al. 

	 	 Physiological adaptations to a weight-loss dietary regimen and exercise programs in 

	 	 women. J Appl Physiol 1997;83(1):270-9.
	 6.	Lee S, Kuk JL, Davidson LE, Hudson R, Kilpatrick K, Graham TE, et al. Exercise 

	 	 without weight loss is an effective strategy for obesity reduction in obese individuals 

	 	 with and without Type 2 diabetes. J Appl Physiol 2005;99(3):1220-5. 
	 7.	Blair SN. Evidences for success of exercise in weight loss and control. Ann Intern 

	 	 Med 1993;119:702-6.
������� ok+++.indd 29 8/24/10 3:56:26 PM
30 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 8.	Thompson PD, Buchner D, Pina IL, Balady GJ, Williams MA, Marcus BH, et al. 

	 	 Exercise and physical activity in the prevention and treatment of atherosclerotic 

	 	 cardiovascular disease: a statement from the Council on Clinical Cardiology 

	 	 (Subcommittee on Exercise, Rehabilitation, and Prevention) and the Council on 

	 	 Nutrition, Physical Activity, and Metabolism (Subcommittee on Physical Activity). 

	 	 Circulation 2003;107(24):3109-16.
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
	 1.	สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น		

	 	 สำหรับผู้ปฏิบัติงานเครือข่ายสุขภาพจิต. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร

	 	 แห่งประเทศไทย จำกัด; 2547.
	 2.	สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือกลุ่มครอบครัว

	 	 ศึกษา.กรุงเทพมหานคร: บริษัทบียอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด; 2545.
	 3.	กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. เทคนิคการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ. เอกสารอัด

	 	 สำเนา; 2542.
	 4.	กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวง

	 	 สาธารณสุข. โรคอ้วนในเด็ก: แนวทางป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟู. กรุงเทพมหานคร:             

	 	 ชัยเจริญ; 2551.
	 5.	Quick JC, Cooper CL. Fast Facts–stress and strain. Oxford: Pine print; 2003.
	 6.	Miller WR, Rollnick S. Motivation Interviewing. New York: Guilford Press; 1991.
การรักษาด้วยการใช้ยา
	 1.	Bray GA. Drug therapy of obesity. Up-To-Date online Version 18.1 January; 2010.
	 2.	Snow V, Barry P, Fitterman N, Qaseem A, Weiss K. Pharmacologic and surgical 

	 	 management of obesity in primary care: a clinical practice guideline from the 

	 	 American College of Physicians. Ann Intern Med 2005;142(7):525-31.
	 3.	The practical guide. Identification, evaluation, and treatment of overweight and 

	 	 obesity in adults. NIH Publication Number 02-4084. Washington DC 2000. 
	 4.	Bray GA.  Medications for weight reduction. Endocrinol Metab Clin North Am. 

	 	 2008;37(4):923-42. 
	 5.	Li Z, Maglione M ,Tu W, Mojica W, Arterburn D, Shugarman LR, et al. Meta-analysis: 

	 	 pharmacologic treatment of obesity. Ann Intern Med 2005;142(7):532-46.
������� ok+++.indd 30 8/24/10 3:56:29 PM
31
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 6.	Wadden TA, Berkowitz RI, Womble LG, Sarwer DB, Arnold ME, Steinberg CM. 

	 	 Effects of sibutramine plus orlistat in obese women following 1 year of treatment by 

	 	 sibutramine alone: a placebo-controlled trial. Obes Res 2000;8:431-7. 
	 7.	IASO International Association for the Study of Obesity. The Asia-Pacific Perspective: 

	 	 redefining obesity and its treatment. February 2000.
	 8.	Sibutramine now contraindicated in patients with a history of cardiovascular disease. 

	 	 URL: http://www.fda.gov/medwatch.
การรักษาด้วยการผ่าตัด
	 1.	Kushner RF. Roadmaps for clinical practice: case studies in disease prevention and 

	 	 health promotion-assessment and management of adult obesity: a primer for 

	 	 physicians. Chicago, Ill: American Medical Association; 2003.
	 2.	Picot J, Jones J, Colquitt JL, Gospodarevskaya E, Loveman E, Baxter L, et al. The 

	 	 clinical effectiveness and cost-effectiveness of bariatric (weight loss) surgery for 

	 	 obesity: a systematic review and economic evaluation. Health Technol Assess 

	 	 2009;13(41):1-190.
	 3.	Foster-Schubert KE, Cummings DE. Emerging therapeutic strategies for obesity. 

	 	 Endocr Rev 2006;27(7):779–93.
	 4.	Schneider BE, Mun EC. Surgical management of morbid obesity. Diabetes Care 

	 	 2005;28(2):475-80.
	 5.	Bult MJ, van Dalen T, Muller AF. Surgical treatment of obesity. Eur J Endocrinol 

	 	 2008;158(2):135-45.
การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข
	 1.	คณะผู้วิจัยมาตรการการออกกำลังกายในโรงเรียน เครือข่ายวิจัยสุขภาพและกองออกกำลัง

	 	 กายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย.  ข้อเสนอแนะแนวทางการมีกิจกรรมทางกาย (physical 

	 	 activity) ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน: เอกสารประกอบเวทีนโยบาย

	 	 สาธารณะมาตรการโรงเรียนเพื่อการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก; 2548.
	 2.	เครือข่ายวิจัยสุขภาพและมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ. ข้อเสนอแนะมาตรการการจัดสิ่งแวดล้อม 

		 ในโรงเรียนเพื่อการป้องกันภาวะโภชนาการเกินในเด็ก:  เอกสารประกอบเวทีนโยบาย

	 	 สาธารณะมาตรการโรงเรียนเพื่อการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก; 2548.
	 3.	สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. โรคอ้วนในเด็ก: 

	 	 แนวทางป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟู.  กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ชัยเจริญ; 2551.
������� ok+++.indd 31 8/24/10 3:56:33 PM
32 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 4.	Centers for Disease Control and Prevention. Overweight and obesity: state-based 

	 	 programs: Social Ecological Model; 2006. URL:http://www.cdc.gov/nccdphp/dnpa/

	 	 obesity/state_programs/se_model.htm.
	 5.	Centers for Disease Control and Prevention. Recommended community strategies 

	 	 and measurements to prevent obesity in the United States: implementation and 

	 	 measurement guide; July 2009. P. 4.  
	 6.	Wechsler H, McKenna ML, Lee SM, Dietz WH. The role of schools in preventing: 

	 	 childhood obesity. The State Education Standard; December 2004.
	 7.	U.S. Department of Health and Human Services. The Surgeon General’s vision for a 

	 	 healthy and fit nation. Office of the Surgeon General; January 2010.
	 8.	WHO. Diet, nutrition and the prevention of chronic diseases. Technical report series 

	 	 Number 916. Geneva: World Health Organization; 2003.
	 9.	WHO. School policy framework: implementation of the WHO global strategy on diet, 

	 	 physical activity and health. Geneva: World Health Organization; 2008.
การส่งต่อ
	 1.	Institute for Clinical Systems Improvement (ICSI). Prevention and management of 

	 	 obesity (mature adolescents and adults). Bloomington (MN): Institute for Clinical 

	 	 Systems Improvement (ICSI); 2009 Jan. p.101.
	 2.	Tsigos C, Hainer V, Basdevant A, Finer N, Fried M, Mathus-Vliegen E, et al. 

	 	 Management of obesity in adults: European clinical practice guidelines. Obes Facts 

	 	 2008;1:106-16.
	 3.	Obesity Management Task Force. Management of obesity in adults: project for 

	 	 European primary care. Int J Obes 2004;28:S226-S231.
	 4.	Clinical Resource Efficiency Support Team. Guidelines for the management of 

	 	 obesity in secondary care. CREST; June 2005.  
������� ok+++.indd 32 8/24/10 3:56:37 PM
33
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางการดูแล
และป้องกันโรคอ้วนในเด็ก
������� ok+++.indd 33 8/24/10 3:56:54 PM
34 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แนวทางการดูแล	และ	ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก	
																																																																																ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย	
1.	ความเปนมาและปญหาโรคอ้วนในเด็ก	
	 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ	ทั่วโลก	มีผลให้การดำเนินชีวิตในเรื่องการ
บริโภคอาหารมากเกินความต้องการ	และกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายลดลง	นำไปสู่การเกิดโรค
อ้วน	และโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อต่างๆ	ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่	ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว	ในปี	ค.ศ.	
1997	องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโรคอ้วนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ระบาดในหลายประเทศ								
ทั่วโลก	มากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน	สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยจาก
การสำรวจสถานะสุขภาพประชากรไทย	2	ครั้งใน	พ.ศ.	2534	และ	พ.ศ.	2539-2540	โดยใช้เกณฑ์
อ้างอิงของกองโภชนาการปี	พ.ศ.	2530	พบว่าเด็กปฐมวัย	(อายุ	<	5	ปี)	อ้วนเพิ่มขึ้นประมาณ	3	เท่า	
การสำรวจสุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย		พ.ศ.	2539-2540	โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงของ																	
กองโภชนาการปี	พ.ศ.	2542	พบความชุกของโรคอ้วนในเด็กปฐมวัย	(อายุ	2	ปี	จนถึงน้อยกว่า	6	ปี)	
เท่ากับในเด็กวัยเรียน	(อายุ	6	ปี	จนถึงน้อยกว่า	13	ปี)	คือ	ร้อยละ	5.8	การสํารวจพัฒนาการของ							
เด็กไทยทั่วประเทศในปี	พ.ศ.	2544	พบว่าความชุกของโรคอ้วนในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน	เพิ่มขึ้น
เป็นร้อยละ	7.9	และ	6.7	ตามลำดับ	ความชุกของโรคอ้วนมากที่สุดในเด็กวัยรุ่น	(อายุ	13-18	ปี)									
ทั่วประเทศและในเขตกรุงเทพ	คือ	ร้อยละ	9.2	และ	11.6	ตามลำดับ	เด็กในเขตเทศบาลเป็นโรคอ้วน
มากกว่าเด็กนอกเขตเทศบาล	1.8	เท่า	และพบเด็กโรคอ้วนในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท	
สาเหตุของโรคอ้วนในเด็ก	เป็นผลลัพธ์จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพันธุกรรม	
ความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากการบริโภค	และพลังงานที่ร่างกายใช้ในกิจกรรมต่างๆ	และ
การเคลื่อนไหวร่างกาย	ปัจจุบันมีการค้นพบยีนส์หลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน	และสิ่งแวดล้อมที่
ส่งเสริมให้เกิดโรคอ้วน	(obesogenic	environment)	ได้แก่	ภาวะโภชนาการเกินของพ่อแม่	การเปลี่ยนแปลง
ภาวะโภชนาการของทารกหลังเกิด	การไม่กินนมแม่	การกินนมผงตั้งแต่วัยทารก	การศึกษาของพ่อแม่
และเศรษฐานะของครอบครัว	วิธีการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่มีขอบเขตในพฤติกรรมการกิน	ทำให้เด็กบริโภค
ปริมาณมาก	ทั้งข้าว	นม	ขนมขบเคี้ยว	และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมาย	การอยู่อาศัยใกล้ร้านสะดวกซื้อ
วิถีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น	ขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย	เด็กไทยดูโทรทัศน์นาน	(หนึ่งในห้าของเวลาว่าง)
ทำให้มีโอกาสอ้วนมากขึ้น	
ผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กที่เป็นโรคอ้วน	ผู้ปกครองมักจะเข้าใจว่าเด็กอ้วนเมื่อ						
โตขึ้นจะหายอ้วน	จากการศึกษาพบว่าทารกอายุ	6	เดือนแรกที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมี
ความเสี่ยงสูงมากที่จะอ้วนตอนอายุ	3	ปี	และจะเป็นโรคอ้วนมากกว่าการมีน้ำหนักแรกเกิดสูง	เด็ก											
โรคอ้วนที่อายุน้อยกว่า	3	ปี	และไม่มีพ่อแม่อ้วน	พบความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นผู้ใหญ่อ้วน	แต่เด็กโรคอ้วน
������� ok+++.indd 34 8/24/10 3:56:57 PM
35
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ที่อายุน้อยกว่า 10 ปี และมีพ่อแม่อ้วน จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้ใหญ่อ้วนมากถึง 2 เท่า การศึกษาที่
ติดตามเด็กโรคอวนในระยะยาวพบวา 1/3 ของเด็กวัยกอนเรียน นักเรียนที่อวนเสี่ยงตอการเปน            
วัยรุนอวนสูงถึง 12 เทา และ 1/2 จะเปนผูใหญอ้วน วัยรุนโรคอวนมีโอกาสสูงมากที่จะเปนผูใหญอวน
เด็กชายมีแนวโน้มอ้วนมากกว่าเด็กหญิง
	 หากเด็กโรคอวนไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพ
กายและจิตใจตั้งแต่วัยเด็ก และในระยะยาวเมื่อเปนผูใหญ่ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ มี
อัตราตายและเจ็บปวยจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกวาประชากรทั่วไป คุณภาพชีวิตด้อยลง
และเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ส่งผลกระทบตอเศรษฐกิจของชาติในอนาคต ปญหาสุขภาพที่พบ
ในเด็กโรคอ้วนมีดังนี้ คือ
	 ❖ ระบบกระดูกและขอ เกิดจากน้ำหนักตัวที่มากจะกดลงบนกระดูกขอเขาทําใหเกิดขาโก่ง
หรือ Blount disease ในเด็กเล็ก น้ำหนักตัวทำอันตรายต่อแผ่นเยื่อเจริญกระดูกเข่าด้านใน
(proximal medial tibial growth plate) จะมีขาโก่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัยรุ่นโรคอ้วนมักมี         
ขาท่อนบนใหญ่ เกิดโรคหัวกระดูกสะโพกเลื่อน (slipped capital femoral epiphysis), knock knees
และมีโอกาสหกล้มและเกิดกระดูกหักได้บ่อย 
	 ❖ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เด็กโรคอวนมักมีความดันโลหิตสูงกวาเด็กที่ไมอ้วน โดย
เฉพาะเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย และสัมพันธ์กับมวลไขมันอย่างมีนัยสำคัญ เด็กมักไม่มีอาการ
เกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง เมื่อความดันโลหิตสูงกว่า P 95th
โดยใช้ค่ามาตรฐานความดัน
โลหิตของ American Heart Association ซึ่งแยกตามเพศ ส่วนสูง และอายุ อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัย
โรคอย่างง่าย ใช้ค่าความดันโลหิตสูงกว่า 120/80 มม.ปรอทในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และสูงกว่า 140/90
มม.ปรอท ในเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป เด็กที่อ้วนรุนแรงอาจพบความดันหลอดเลือดในปอดสูง และ          
corpulmonale ที่รุนแรง	 
	 ❖ ระบบทางเดินหายใจ พบว่าเด็กโรคอ้วนมีสมรรถภาพปอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติ เมื่อมีไขมันสะสมในร่างกายสูง และการทำงานในการหายใจเพิ่มขึ้น ปัญหาการหยุดหายใจ
ขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ เรียกว่า Obstructive sleep apnea (OSA) พบรอยละ1-10
สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทําใหระดับอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ำกวารอยละ
90 ตลอดระยะเวลาครึ่งหนึ่งของการนอนหลับ เด็กมักจะนอนกรนเสียงดังและมีหยุดหายใจ ผวาตื่น
ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน ปวดหัวตอนตื่นนอน ง่วงนอนตอนกลางวัน ผลการเรียนต่ำ Pickwickian
syndrome พบในเด็กโรคอ้วนรุนแรง มีการหายใจไม่เพียงพอ พบภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งและ
ขาดออกซิเจน หากไม่แก้ไขจะเกิดความดันหลอดเลือดในปอดสูง 
	 ❖ ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ อาจพบปัญหากรดไหลย้อนหรือ GERD (gastro          
esophageal reflux disease) นิ่วในถุงน้ำดีพบร้อยละ 2-33 ซึ่งสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมแทบอลิก
อินซูลินในเลือดสูง และการลดน้ำหนักตัวลงมากและรวดเร็ว ภาวะไขมันสะสมที่ตับ (NAFLD) อาจ
พบระดับเอ็นไซม์ตับ (SGPT) สูง และตรวจพบโดยการทำอัลตราซาวด์ พบความเสี่ยงการเกิดโรค      
ตับแข็งเพิ่มขึ้น
������� ok+++.indd 35 8/24/10 3:57:01 PM
36 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 ❖ ระบบตอมไรทอ เมแทบอลิซึม และกลุ่มอาการเมแทบอลิก พบระดับอินซูลินในเลือดสูง
เกิดภาวะดื้ออินซูลิน พบมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคอ้วน และนําไปสูโรคเบาหวานชนิดที่ 2          
ในเด็กและวัยรุ่นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบระดับไขมันในเลือดผิดปกติในเด็กโรคอ้วน
ที่อ้วนรุนแรง การเจริญเติบโตที่เร็วกวาอายุ เป็นผลใหส่วนสูงเมื่อเปนผูใหญ่น้อยกวาปกติ วัยรุ่นหญิง
ที่อ้วนพบภาวะ polycystic ovary syndrome (PCOS) ซึ่งประจำเดือนอาจขาดหรือมาผิดปกติ มีขนดก
และมีเสียงห้าว
	 กลุ่มอาการเมแทบอลิก หมายถึง กลุ่มอาการที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอด
เลือด และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คณะกรรมการสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International
Diabetes Federation, IDF) วางแนวทางการวินิจฉัยกลุ่มอาการเมแทบอลิกในเด็กและวัยรุ่น แบ่ง
เป็น 3 กลุ่มอายุ ดังนี้ 
	 1. เด็กอายุ 6 - ≤ 10 ปี ไม่ต้องประเมินกลุ่มอาการเมแทบอลิก ยกเว้นมีประวัติคนในครอบครัว
เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง 
	 2. เด็กและวัยรุ่นอายุ 10 -16 ปี ใช้เกณฑ์อ้วนลงพุงของผู้ใหญ่ ถ้าเล็กกว่าใช้เกณฑ์เส้นรอบเอว
≥ P90th
ร่วมกับเกณฑ์ต่อไปนี้มากกว่า 2 ข้อใน 4 ข้อ คือ ระดับไตรกลีเซอไรด์ ≥ 150 มก./ดล, ระดับ
HDL- C ≤ 40 มก./ดล., ความดันโลหิต ≥ 130/85 มม.ปรอท, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือระดับ FBS  
≥ 100 มก./ดล. และตรวจ OGTT พบความปกติของระดับน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง ≥ 140 มก./ดล.
	 3. วัยรุ่นอายุมากกว่า 16 ปี ใช้เกณฑ์อ้วนลงพุงของผู้ใหญ่ (โดยใช้เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม.ใน
ผู้ชาย และ ≥ 80 ซม.ในผู้หญิง) ร่วมกับเกณฑ์ต่อไปนี้มากกว่า 2 ข้อใน 4 ข้อ คือ ระดับไตรกลีเซอไรด์
≥ 150 มก./ดล., HDL-C ≤ 40 และ ≤ 50 มก./ดล. ในเพศชายและเพศหญิงตามลำดับ ความดันโลหิต  
≥ 130/85 มม.ปรอท หรือได้รับยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ระดับ FBS ≥ 100 มก./ดล. หรือเป็น
โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2
	 ❖ ความผิดปกติทางผิวหนัง มักพบ acanthosis nigricans  ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่น           
สีน้ำตาลดำนูนหนา ไม่คัน พบบ่อยที่บริเวณลำคอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ มักเป็นทั้ง 2 ข้าง พบร่วมกับ
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ระดับอินซูลินในเลือดสูง และภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินที่สูงจะกระตุ้น
insulin-like growth factor receptor ที่ผิวหนัง และกระตุ้นการทำงานของ keratinocyte พบในคน
ผิวดำมากกว่าคนผิวขาว รอยแตก (striae) มักพบในโรคอ้วนที่รุนแรง เร็วและนาน Intertrigo เป็น
ลักษณะผื่นแดงบริเวณข้อพับ เกิดจากการเสียดสี และความอับชื้น มักพบการติดเชื้อราแทรกซ้อน
และติดเชื้อแบคทีเรียในบริเวณที่มีขน 
	 ❖ ด้านจิตใจและสังคม เกิดจากการที่เด็กขาดความภาคภูมิใจในตนเอง มองว่าตนเอง          
ไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทำให้มีผลต่ออารมณ์ การพัฒนาความคิด สัมพันธกับความรูสึกมีคุณคาใน
ตนเองและภาพลักษณตอรางกายของวัยรุน เกิดปัญหาในการเข้าสังคม รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ซึมเศร้า
วิตกกังวล มีอาการแสดงทางร่างกาย  เด็กมักใช้การกินเพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจ เมื่อเปน           
ผูใหญมักมีรายได้ต่ำกวากลุมที่ไมอวน
������� ok+++.indd 36 8/24/10 3:57:04 PM
37
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
❖ ปญหาฟนผุ	พบในเด็กอเมริกันอายุ	2-6	ปี	ร้อยละ	36	และร้อยละ	39	ในเด็กอายุ	6-17	ปี	
จากการบริโภคบ่อยๆ	เด็กวัยรุ่นโรคอ้วนมีความชุกของฟันผุมากกว่าเด็กปกติ	1.6	เท่าอย่างมีนัยสำคัญ	
2.	หลักเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะโภชนาการเกินในเด็ก	
	 ภาวะโภชนาการเกิน	ประกอบด้วยภาวะน้ำหนักเกินหรือเริ่มอ้วน	(overweight)	และโรคอ้วน	
(obesity)	ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ	ตามเกณฑ์
อายุและเพศ	ทำให้มีน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ส่วนสูง	
การวินิจฉัย	ในทางเวชปฏิบัติ	ใช้การประเมินค่าน้ำหนักและความสูง	มี	2	วิธี	ดังนี้	
	 1.	เปรียบเทียบค่าน้ำหนักตัวของเด็กกับค่ามัธยฐานของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงของเด็ก	
(median	weight	for	height)	โดยใช้กราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงของเด็กไทย
อายุ	1	วัน	-19	ปี	จำแนกตามเพศ	ของกรมอนามัย	กระทรวงสาธารณสุข	พ.ศ.	2542	และใช้เกณฑ์
วินิจฉัย	ดังนี้		
	 “เริ่มอ้วน	(overweight)”	เมื่อน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่าน้ำหนักมัธยฐานเกิน	2	เท่า
ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน	(+2	SD)	แต่ไม่เกิน	3	เท่า	(+3	SD)		
	 “โรคอ้วน	(obesity)”	เมื่อน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่าน้ำหนักมัธยฐานเกิน	+	3	SD			
	 2.	ดัชนีมวลกาย	(body	mass	index,	BMI)	นิยมใช้สำหรับเด็กอายุ	2-18	ปี	มีแนวโน้มจะใช้ใน	
เด็กมากขึ้น	ค่าดัชนีมวลกายได้จากการคำนวณ	ดังนี้			
	 	 	 	 BMI			=				
ค่าน้ำหนัก	(กิโลกรัม)
ความสูง	(เมตร)2
	 ขณะนี้่ยังไม่มีเกณฑ์อ้างอิง	BMI	สำหรับเด็กไทย	จึงเปรียบเทียบโดยใช้กราฟหรือตาราง	
ค่าอ้างอิง	BMI	ตามอายุและเพศ	ขององค์การอนามัยโลก			
	 ค่า	BMI	ที่เท่ากับหรือมากกว่า	+1	SD	และไม่เกิน	+2	SD	เป็นภาวะ	“น้ำหนักเกิน”		
	 ค่า	BMI	ที่เท่ากับหรือมากกว่า	+2	SD	เป็นโรค	“อ้วน”	
การประเมินความรุนแรงของโรคอ้วน
	 ใช้ค่าร้อยละของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง	(%	weight-for-height,	%	W/H)	จากการคำนวณ	
ดังนี้	 	
	 										%	W/H		=								
						ค่าน้ำหนักตัว	(กิโลกรัม)	x	100		
																											ค่าน้ำหนักอ้างอิงตามเกณฑ์ส่วนสูง	จำแนกตามเพศ		
������� ok+++.indd 37 8/24/10 3:57:07 PM
38 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 โดยค่าน้ำหนักอ้างอิงตามเกณฑ์ความสูง	ใช้กราฟของกรมอนามัย	กระทรวงสาธารณสุข	
พ.ศ.	2542	มีเกณฑ์การวินิจฉัยและแบ่งความรุนแรงของโรคอ้วนในเวชปฏิบัติทางกุมารเวชศาสตร์	
ดังนี้		
%	W/H*	 >	110	-	120	 >	120	–	140	 >	140	–	160	 >	160	–	200	 >	200	
*การวินิจฉัย	
น้ำหนักเกิน	
(overweight)	
อ้วนเล็กน้อย	
(mild	obesity)	
อ้วนปานกลาง	
(moderate	obesity)	
อ้วนมาก	
(severe	obesity)	
อ้วนรุนแรง	
(morbid	obesity)	
เปรียบเทียบกับกราฟ**	
กรมอนามัย	พ.ศ.	2542		
เริ่มอ้วน	
(overweight)	
โรคอ้วน	
(obesity)	
โรคอ้วนรุนแรง	
(morbid	obesity)	
*ค่า%	W/H	เป็นการประเมินความรุนแรงของโรคอ้วนในเด็ก	ในทางกุมารเวชศาสตร์	
**	จากการเปรียบเทียบกับกราฟเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย	กระทรวงสาธารณสุข	พ.ศ.	2542	พบว่า	
เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น	“โรคอ้วน”	คือ	น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่ามัธยฐาน	+3	SD	จะมีน้ำหนักคิด
เป็น	135-153	%	ของค่า	ideal	weight	for	height	(W/H)	และ	+2	SD	จะมีน้ำหนักคิดเป็น	122-135	%	W/H	ดังนั้น
ถ้าใช้เกณฑ์เดิมตามตาราง*	จะทำให้การวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็กไทยมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น	ทางชมรมโภชนาการ
เด็กแห่งประเทศไทย		เห็นสมควรใช้เกณฑ์	%W/H	>	120	–	140		เป็นภาวะน้ำหนักเกิน		และ	%W/H	>	140	เป็นโรค
อ้วน	และอ้วนรุนแรงเมื่อ	%W/H	>	200	
3.	แนวทางการดูแลป้องกันและรักษาสุขภาพองค์รวมของเด็กโรคอ้วน
	 เนื่องจากโรคอ้วนมีสาเหตุจากหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน	ดังนั้น	การป้องกันและรักษาจำเป็น
ต้องอาศัยวิธีการต่างๆ	เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ	การดูแลรักษาและป้องกันโรคอ้วน	
ตั้งแต่วัยเด็ก	เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ	ที่อาจตามมา	โดยมีเป้าหมาย	คือ	การควบคุม							
น้ำหนักตัว	ไม่่ให้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตโดยเฉพาะส่วนสูง	รักษามวลกล้ามเนื้อไม่ให้ลดลง								
ป้องกันความผิดปกติในระบบต่างๆ	ต่อมไร้ท่อ	และปัญหาด้านจิตใจ	จากผลการศึกษาพบว่า												
การควบคุมอาหาร	การออกกําลังกาย	และการปรับพฤติกรรม	เป็นโปรแกรมการรักษาที่ได้ผลจริง								
ในการควบคุมน้ำหนักระยะยาว	ดีกว่าการรักษาด้วยการควบคุมอาหารหรือการออกกําลังกาย								
อย่างเดียว		
������� ok+++.indd 38 8/24/10 3:57:10 PM
39
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
แผนภูมิแนวทางป้องกันและดูแลเด็กโรคอ้วนสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกุมารแพทย์
น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าหรือเท่ากับ+2SD
สูงน้อยกว่าP50th
(อ้วนไม่สูง)
โรคอ้วน(W/H>+3SD)แนะนำให้ตรวจหาสาเหตุ
โรคพันธุกรรมกลุ่มอาการและโรคต่อมไร้ท่อ
สูงเท่ากับหรือมากกว่าP50th
(อ้วนสูง)
ภาวะน้ำหนักเกิน(W/H>+2SDถึง<+3SD)
แนะนำโภชนบัญญัติควบคุมน้ำหนัก
  ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก3-6  เดือน
แนะนำการให้อาหารตามวัย
ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก  3-6เดือน
ปรึกษากุมารแพทย์ควบคุมอาหาร  ลดน้ำหนัก5-10%
เพิ่มการออกกำลังกายให้การดูแลเบื้องต้น  ติดตามน้ำหนักและส่วนสูง
ทุก3-6เดือน±ส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
ควบคุมอาหาร  ลดน้ำหนักแนะนำเพิ่มกิจกรรม
ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก3-6เดือน
±ส่งปรึกษากุมารแพทย์
อายุ<7ปี
มีภาวะแทรกซ้อน
หรือผลเลือดผิดปกติ
มีมี
ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
หรือผลเลือดปกติ
ไม่มีไม่มี
อายุ≥7ปี
ภาวะแทรกซ้อน*ได้แก่ความดันเลือดสูง(HT)โรคของกระดูกและข้อภาวะOSAหรืออ้วนรุนแรง(%W/H≥200)
กลุ่มเสี่ยง**เด็กมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนอายุ55ปีในผู้ชายและก่อนอายุ65ปีในผู้หญิง,เบาหวานอ้วนHTและไขมันในเลือดผิดปกติ  
หรือเด็กเป็นโรคอ้วนรุนแรง(morbidobesity)น้ำหนักตัวเกินค่าอ้างอิงตามส่วนสูงเกิน2เท่าเจาะเลือดส่งตรวจ  ***หาระดับไขมันน้ำตาล(FBS)และSGPT
กลุ่มเสี่ยง**หรืออ้วนรุนแรง
%W/H>200
เปรียบเทียบส่วนสูง
กับส่วนสูงมัธยฐาน(P50th
)
ของกราฟพ.ศ.2542
ภาวะแทรกซ้อน*หรืออ้วนรุนแรง
%W/H>200
เจาะเลือดส่งตรวจ***
������� ok+++.indd 39 8/24/10 3:57:13 PM
40 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางเมแทบอลิก แนะนำให้ทำใน       
เด็กโรคอ้วนอายุ 7 ปีขึ้นไปที่อ้วนรุนแรง (morbid obesity คือ มีค่าน้ำหนักตัวเกินค่าอ้างอิงตามส่วนสูง
เกิน 2 เท่า) หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง คือ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนอายุ 55 ปี       
ในผู้ชาย และก่อนอายุ 65 ปีในผู้หญิง โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ
โดยส่งตรวจระดับไขมัน เอนไซม์ Alanine aminotransaminase (ALT หรือ SGPT) และน้ำตาล (FBS) 
	 ถ้าค่า FBS ผิดปกติมากกว่าหรือเท่ากับ 100 มก./ดล. มีบิดามารดาเป็นโรคเบาหวาน มีอายุ ≥ 10 ปี
หรือมีการเจริญเข้าสู่วัยรุ่นควรทำ Oral glucose toterance test (OGTT) โดยให้งดอาหารไม่          
น้อยกว่า 8 ชั่วโมง แล้วให้กินน้ำตาล 1.75 กรัม/น้ำหนักตัวมาตรฐานตามส่วนสูง 1 กิโลกรัม (สูงสุด  
ไม่เกิน 75 กรัม) กินภายใน 5 นาที แล้วเจาะน้ำตาลในเลือดหลังกินน้ำตาลนาน 2 ชั่วโมง นำผลเลือด
ที่ได้มาประเมินความผิดปกติที่จะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน (ตารางด้านล่าง)
การตรวจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน
Prediabetes: Impaired fasting glucose
                      Impaired glucose tolerance
FBS
BS (OGTT at 2 hr)
≥ 100 mg/dL
≥140 – 200 mg/dL
Diabetes mellitus:
 FBS
BS (OGTT at 2 hr)
≥ 126 mg/dL
> 200 mg/dL
Dyslipidemia: (fasting 12-14 hr)
 Triglyceride
LDL-C 
Total cholesterol
HDL-C
≥ 150 mg/dL
≥ 130 mg/dL
≥ 200 mg/dL
< 40 mg/dL 
Hypertension                                     ค่า BP > P 95th
ตามเพศ อายุ และเปอร์เซนไทล์ความสูง
NAFLD                                               ค่า ALT สูง > 2 เท่าของค่าปกติ และการตรวจ ultrasound ตับผิดปกติ
Obstructive Sleep apnea (OSA)        ประวัตินอนกรนดัง หยุดหายใจ และหายใจลำบาก มีหอบเหนื่อยและ
                                                           ต้องใช้ pulse oxymeter วัดค่า % O2
saturation ขณะหลับต่ำกว่า 90%                                                             

                                                           อย่างน้อย 3 ช่วงเวลาของการนอนหลับ
	 จากแผนภูมิแนวทางป้องกันและดูแลเด็กโรคอ้วน สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และกุมารแพทย์
เป็นแนวทางการดูแลเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเบื้องต้น ให้มีการเจริญเติบโตปกติ ป้องกัน
หรือลดความรุนแรงของโรคอ้วน และภาวะแทรกซ้อน ก่อนการส่งต่อเด็กโรคอ้วนที่มีภาวะแทรกซ้อน
ที่จำเป็นหรือต้องการพบแพทย์เฉพาะทางต่อไป 
	 การกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นในการดูแล 3 ด้าน คือ
	 1) ด้านพฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงบวก เปาหมายอยู่ที่การ
บริโภคอาหารลดลงและเพิ่มการเคลื่อนไหวรางกาย มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การสร้างพฤติกรรม
ใหม่ ปรับพฤติกรรมเดิมให้เหมาะสม และการกำจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการให้ความรู้เพื่อให้
ตระหนักอยากเปลี่ยนแปลง การฝกให้เกิดความเคยชินและประพฤติต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างน้อย 

6 เดือน การทํากลุมบําบัด การบันทึกการกินอาหาร เพื่อตรวจสอบตนเองและประเมินพฤติกรรม

การบริโภค การวางแผนเรียนรูวิธีการหลีกเลี่ยง เพื่อพัฒนาทักษะในการแกปญหา การเสริมแรง

������� ok+++.indd 40 8/24/10 3:57:16 PM
41
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ดานบวกสําหรับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การจัดบรรยากาศสิ่งแวดลอมในบาน การใหผูปกครอง            
มีสวนรวมมีความสําคัญมาก โดยผู้ปกครองเปนแบบอยางที่ดีและประคับประคองใหเด็กประสบ
ความสําเร็จได้ในเบื้องต้นและต่อเนื่องในระยะยาว
	 2) ด้านน้ำหนักคงเดิม โดยบริโภคอาหารตามความต้องการของเด็กที่มีน้ำหนักปกติตามเกณฑ์
ส่วนสูง 
	 3) ด้านการแพทย์ เพื่อป้องกันและดูแลภาวะแทรกซ้อน โดยควบคุมการกินอาหาร ลดพลังงาน
จากการบริโภค และเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวลดลง สามารถลดความ
รุนแรงของภาวะแทรกซ้อนลงได้ 
	 แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกุมารแพทย์ มีบทบาทให้คำแนะนำพ่อแม่หรือผู้ปกครองในการ

อบรมเลี้ยงดูเด็ก ตรวจค้นเด็กที่เสี่ยงต่อโรคอ้วน ได้แก่ เด็กที่คลอดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัมหรือ
มากกว่า 4,000 กรัม เด็กที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ เด็กที่มีพ่อแม่

อ้วนและมีฐานะดีพอสมควร ครอบครัวมีประวัติของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหลอดเลือดและ

หัวใจที่อายุน้อย ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน กลุ่มเด็กที่อายุ

น้อยกว่า 5-7 ปี ที่มีไขมันสะสมกลับขึ้นมาใหม่ (adiposity rebound) เร็ว รวมทั้งวัยรุ่นที่เป็นตัวของ        
ตัวเองสูงและมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม 
	 เด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ควรให้ความรู้และคำแนะนำการให้อาหารตามวัย เพื่อเป็นแนวทาง
ให้แก่พ่อแม่ของเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ให้ทารกและเด็กมีสุขภาพดี ป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่ม         
มากขึ้นจนเป็นโรคอ้วน ซึ่งน่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายและคุ้มค่ากว่าการรักษาโรคอ้วน และ
ติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้านน้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะทุก 3 – 6 เดือน 

 คำแนะนำสำหรับทารกอายุ 0-12 เดือน
 หมายเหตุ
1.
 ให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน  
ไม่ต้องให้อาหารอื่นแม้แต่น้ำ
* ถ้าการเจริญเติบโตมีแนวโน้มลดลงหรือไม่สามารถให้   
นมแม่ได้อย่างเต็มที่ อาจเริ่มให้อาหารเสริมก่อนครบ 4
เดือน หรือให้นมผงสูตรดัดแปลงสำหรับทารกแรกเกิด-1 ปี
(นมสูตร1) 
2.
 เริ่มให้อาหารตามวัยเมื่ออายุ 6 เดือน 
ควบคู่ไปกับนมแม่*
3.
 เพิ่มจำนวนมื้ออาหารตามวัยเมื่ออายุลูกเพิ่มขึ้น 
จนครบ 3 มื้อเมื่อลูกอายุ 10-12 เดือน
เริ่มให้อาหารเสริมมื้อเย็น เพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่ออายุ 8 เดือน
และ 3 มื้อเมื่ออายุ 10-12 เดือน
4.
 ให้อาหารตามวัยที่มีคุณภาพ และครบ 5 หมู่ ทุกวัน
 ฝึกให้กินเป็นเวลา กินเป็นที่ 
5.
 ค่อยๆ เพิ่มปริมาณ และความหยาบของอาหารขึ้น 
 ปริมาณและความหยาบมากขึ้นตามอายุ
6.
 ให้อาหารรสธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการปรุงแต่งรส
 การปรุงรสทำให้เด็กติดรสชาติหวานและเค็ม
7.
 ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย
 ไม่แนะนำให้น้ำผลไม้คั้นสดก่อนอายุ 6 เดือน  และถ้าให้กิน
ควรดื่มจากแก้วไม่เกินวันละครึ่งแก้ว (หรือ 4 ออนซ์)
8.
 ให้ดื่มน้ำสะอาด งดเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลม
 เครื่องดื่มรสหวาน จะทำให้เด็กฟันผุ และกินอาหารลดลง
9.
 ฝึกวิธีดื่มกินให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย 

หลังอายุ 6 เดือน ควรหัดให้ทารกดื่มน้ำและนมจากแก้ว
และฝึกให้งดนมมื้อดึก (หลังเที่ยงคืน) 
10.
 เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน 
 หมั่นติดตามการเจริญเติบโต และพัฒนาการ
������� ok+++.indd 41 8/24/10 3:57:20 PM
42 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน


 คำแนะนำสำหรับเด็กเล็ก (อายุ 1- 5 ปี)
 หมายเหตุ
1.
 ให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างไม่เกิน 2 มื้อต่อวัน 
 ไม่งดอาหารเช้า
2.
 ให้อาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย เป็นประจำทุกวัน
 กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 4-6 ช้อนชา
3.
 ให้นมแม่ต่อเนื่องถึงอายุ 2 ปี เสริมนมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว 
 หัดให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่องก่อนนอน  
ไม่ดูดนมหลับคาปาก 
ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลืองที่ไม่เสริมแคลเซียม
4.
 ฝึกให้กินผัก  ผลไม้หลากหลาย จนเป็นนิสัย
ควรกินผลไม้ที่รสไมหวานจัดเปนประจํา
กินผัก รวมทั้งผักใบ ให้ได้เส้นใยอาหาร
ไม่กินแต่ผักหัว เช่น ฟักทอง มันชนิดต่างๆ 
5.
 ให้อาหารว่างที่มีคุณภาพ ให้เป็นผลไม้รสไม่หวาน
 หลีกเลี่ยงการกินขนมกรุบกรอบ
6.
 ฝึกให้กินอาหารรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัด 
 ไม่ปรุงอาหารด้วยน้ำตาล น้ำปลา ซอส และพริก
7.
 ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย 
 
8.
 ให้ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน และน้ำอัดลม 
 หลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว และเครื่องดื่มชาเขียว
9.
 ฝึกวินัยการกินอย่างเหมาะสมตามวัยจนเป็นนิสัย
เลิกขวดนมหลังอายุ 1 ปี (อย่างช้าไม่เกิน 1½-2 ปี)
กินเป็นเวลา ตักให้พอดีอิ่ม เคี้ยวให้ละเอียด
ไม่ทำกิจกรรมอื่นขณะกินอาหาร เช่น เดิน ดูทีวี
10.
 เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน หมั่นติดตามการเจริญเติบโตและ
พัฒนาการ
ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์และเล่นเกมส์
คอมพิวเตอร์ก่อนอายุ 2 ปี 
เพราะมีส่วนทำให้พัฒนาการล่าช้า

	 เด็กโรคอ้วนอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ควรให้คำแนะนำการให้อาหารตาม
วัยสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี และสำหรับเด็กโรคอ้วนอายุมากกว่า 2 ปี แนะนําขอปฏิบัติ             
ปรับเปลี่ยน จากโภชนบัญญัติในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
เป็นแนวทางแก่พ่อแม่และผู้ปกครอง เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวเด็กไม่ให้เพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรม        
ที่ไม่เหมาะสม และติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้านน้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะๆ ทุก 3 – 6 เดือน 
โภชนบัญญัติ   หมายเหตุ
1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย
2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็น
บางมื้อ
วุ้นเส้นทำจากแป้งถั่วเขียว กินมากก็อ้วนได้
3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ กินผักใบเขียว ปรุงสุกไม่มาก หรือกินผักสดบ้าง
ผักจับฉ่ายที่ต้มจนนิ่มจะสูญเสียวิตามินมาก
4. กินปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง
ปรุงอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ยาง อบ และตุน
ไม่ควรกินถั่วลิสงปริมาณมาก
(ถั่วลิสง 8 เมล็ดให้พลังงาน = น้ำมัน 1 ช้อนชา)
5. ดื่มนมไขมันต่ำหรือพรองมันเนยแทนนมครบส่วน
เหมาะสมตามวัย
ในเด็กที่อายุ 2 ปีขึ้นไป วันละ 2 ครั้ง
ให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่อง แทนการดูดขวดนม
6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร รวมทั้งการใช้น้ำมันมะกอก หลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันมาก: ปลาทอด ไข่เจียว
กินไข่ต้มหรือทอดในกะทะเทฟล่อนใช้น้ำมันน้อย
7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด ปลาเผาให้ทาเกลือปริมาณน้อย
สาหร่ายอบกรอบมีปริมาณเกลือสูง
8. กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
������� ok+++.indd 42 8/24/10 3:57:23 PM
43
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
เด็กโรคอ้วนอายุน้อยกว่า	7	ปี	ที่มีภาวะแทรกซ้อน	ได้แก่	ความดันโลหิตสูง	โรคของกระดูก
และข้อ	ภาวะ	OSA	และเด็กโรคอ้วนอายุ	7	ปีขึ้นไปที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน	ควรกำหนดอาหารให้
พลังงานเท่ากับความต้องการของเด็กที่มีน้ำหนักปกติตามเกณฑ์ส่วนสูง	เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้	
เพิ่มขึ้นในระยะแรก	และค่อยๆ	ลดพลังงานจากอาหารเหลือประมาณร้อยละ	70	-	80	ของความ
ต้องการของเด็กปกติ	เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงในเวลาต่อมา	การลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่	และ
แนะนำให้มีการเคลื่อนไหว	หรือออกกำลังกายในระดับปานกลางสะสม	อย่างน้อย	30	นาทีทุกวัน	โดย
การปรับพฤติกรรมด้านการกินอาหารและเพิ่มกิจกรรม	และติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้าน								
น้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะๆ	ทุก	3	–	6	เดือน	ร่วมกับการส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขา											
ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลภาวะแทรกซ้อนที่พบ	ได้แก่	โภชนาการ	ศัลยกรรมกระดูกและข้อ	เวชศาสตร์
ฟื้นฟู	ระบบหัวใจและหลอดเลือด	ระบบทางเดินหายใจ	เป็นต้น	
เด็กโรคอ้วนอายุ	7	ปีขึ้นไปที่มีภาวะแทรกซ้อน	ได้แก่	ความดันโลหิตสูง	โรคของกระดูก
และข้อ	และพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด	เช่น	ระดับไขมัน	เอนไซม์		ALT	หรือ	SGPT	สูง	
ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ	และระดับน้ำตาลผิดปกติ	(FBS	และการทำ	OGTT)	ควรควบคุมอาหาร	
เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงร้อยละ	5-10	ของน้ำหนักเดิม	หรือน้ำหนักลดลง	0.5	-	1	กิโลกรัมต่อสัปดาห์	
โดยให้ความรู้เรื่องการบริโภคในสัดส่วนที่ถูกต้อง	โดยลดพลังงานจากที่ควรบริโภคลง	500-1,000		
กิโลแคลอรีต่อวัน	การลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่และเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
สม่ำเสมอนาน	30-60	นาที	โดยใช้การปรับพฤติกรรมด้านการกินอาหารและเพิ่มกิจกรรมในเบื้องต้น	
และอาจต้องส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ	ที่เกี่ยวข้อง	ได้แก่	โภชนาการ	ต่อมไร้ท่อ								
เวชศาสตร์ฟื้นฟู	ระบบหัวใจและหลอดเลือด	ระบบทางเดินหายใจ	ระบบทางเดินอาหาร	และจิตวิทยา	
เป็นการรักษาแบบสหวิชาชีพ	(multi-disciplinary)	ในบางรายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องพิจารณา
รับไว้รักษาในโรงพยาบาล	เพื่อป้องกันอันตรายจากการควบคุมอาหารที่ไม่ถูกต้อง	และขาดสาร
อาหาร	รวมทั้งรักษาภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง	และติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก	และภาวะ
แทรกซ้อนเป็นระยะๆ	ตามความเหมาะสมต่อไป	
������� ok+++.indd 43 8/24/10 3:57:27 PM
44 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ควรกินอาหารควบคุมพลังงานตามค่าน้ำหนักมาตรฐาน             
ตามเกณฑ์ส่วนสูง กินอาหาร 5 หมู่ และครบทั้ง 3 มื้อ ดังนี้
อาหาร คำแนะนำการกิน หมายเหตุ
อาหาร  5 หมู่ กินอาหารแต่ละหมู่ให้หลากหลาย
ปรุงด้วยการต้ม นึ่ง อบ เผา
หลีกเลี่ยงการทอด/ใช้น้ำมันมาก
กินครบ 3 มื้อ กินมื้อเช้าทุกวัน มื้อเย็นกินปริมาณน้อย
และกินก่อนเวลา 18.00 น.
ปรุงอาหารกินเองภายในครัวเรือน
หลีกเลี่ยงการกินอาหารนอกบ้าน fast-food บุฟเฟ่
ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมกไก่
ข้าว กินข้าวกล้องหุงเมล็ดสวย ไม่แฉะ
เด็กจะเคี้ยวข้าวนานและกินน้อยลง
หลีกเลี่ยงการกินข้าวเหนียว ข้าวโพดอบเนย
เนื้อสัตว์ ควรกินเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง หลีกเลี่ยงการกินหนังไก่ทอด ไส้กรอก เบคอน แฮม
ไข่ ทอดใช้น้ำมันน้อยในกระทะเทฟล่อน หลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันมาก
ผัก กินผักใบเขียว-หลากสี   
กินสดหรือปรุงสุกไม่นาน  ผักจับฉ่ายที่ต้มนาน
วิตามินจะถูกทำลาย
หลีกเลี่ยงการกินผักหัวหรือผักที่มีแป้งมาก เช่น มัน
ฟักทอง แครอท ข้าวโพด เผือก
ผลไม้ กินผลไม้รสไม่หวานเป็นประจำ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ และผลไม้รสหวาน เช่น เงาะ ลำไย
ทุเรียน ขนุน
น้ำมัน ใช้ปริมาณน้อยในการปรุงอาหาร (ผัดน้ำมัน) น้ำมันทุกชนิดให้พลังงานสูง หลีกเลี่ยงการใช้กะทิ
นม ควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย หลีกเลี่ยงนมครบส่วน นมรสหวาน และนมเปรี้ยว
น้ำสะอาด ควรดื่มทุกวัน ก่อนอาหาร หลังออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน น้ำอัดลม ชาเขียว
อาหารว่าง ให้เป็นผลไม้รสไม่หวาน หรือนมพร่องมันเนย หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ ลูกชิ้นทอด ขนมปัง เค้ก
	 คำแนะนำเพื่อลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกาย
แบบแอโรบิกสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมในร่างกายมากขึ้น ช่วยให้น้ำหนักตัว
ลดลงได้ดี เพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดความดันโลหิต และเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายภายหลัง         
การออกกำลังกายควรดื่มน้ำเปล่า เพื่อทดแทนการเสียเหงื่อ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือน้ำหวาน
รวมทั้งการกินขนมหลังการออกกำลังกาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัว และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในชุมชน 
กิจกรรม
 คำแนะนำ
 หมายเหตุ
กิจกรรมในบ้าน
 ช่วยหยิบของหรือให้รับผิดชอบงานบ้านที่
ง่ายๆ 
ช่วยล้างผัก กวาดบ้าน กรอกน้ำ ทิ้งขยะ รดน้ำ
ต้นไม้
การดูโทรทัศน์ และ
เล่นเกมส์
ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมงในวันธรรมดา 
และ 2 ชั่วโมงในวันหยุดหรือสุดสัปดาห์
ไม่กินขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มรสหวานร่วมด้วย
กิจกรรมในสนาม
 สนับสนุนการทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬา
เล่นในสนาม ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะเป็น
นิสัยแทนการดูโทรทัศน์และเล่นเกมส์
หลีกเลี่ยงการขี่จักรยานแทนการวิ่งเล่นหรือเดินเร็ว
ไม่เล่นยกน้ำหนัก เพราะอาจมีผลต่อความสูง
และไม่ยืนเล่นเป็นนายประตูฟุตบอล
การเดิน
 เดินเร็วๆ นาน 30 – 60 นาที
 หลีกเลี่ยงการเดินทอดน่องช้าๆ
การเล่นกีฬา
 สนับสนุนการทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬา
 ทำให้เด็กได้เรียนรู้กฎ กติกา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
การเดินทางใกล้ๆ
 ส่งเสริมการเดินและขี่จักรยานแทนการนั่งรถ
 หลีกเลี่ยงการนั่งรถมอเตอร์ไซด์ และรถยนต์
������� ok+++.indd 44 8/24/10 3:57:31 PM
45แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน
กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑความยาวของเด็กไทยอายุ0-2ป
ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542
กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑความยาวของเพศชายอายุ0-2ปกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักตามเกณฑ์ความยาวของเพศหญิงอายุ0-2ปี
45-47 New.indd 4545-47 New.indd 45 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
46 แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน
กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑสวนสูงของเด็กไทยอายุ2-7ป
ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542
กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศชายอายุ2-7ปกราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศหญิงอายุ2-7ป
45-47 New.indd 4645-47 New.indd 46 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
47แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน
ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542
กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑสวนสูงของเด็กไทยอายุ5-18ป
ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542
กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศชายอายุ5-18ปกราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศหญิงอายุ5-18ป
45-47 New.indd 4745-47 New.indd 47 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
48 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
BMI-for-age GIRLS: Birth to 5 years (z-scores)
BMI-for-age GIRLS: Birth 5 to 19 years (z-scores)
WHO Child Growth Standards
2007 WHO Reference
กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศหญิง อายุ 0-5 ปี
กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศหญิง อายุ 5-19 ปี
������� ok+++.indd 48 8/24/10 3:58:19 PM
49
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
BMI-for-age BOYS: Birth to 5 years (z-scores)
BMI-for-age BOYS: Birth 5 to 19 years (z-scores)
WHO Child Growth Standards
2007 WHO Reference
กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศชาย อายุ 0-5 ปี
กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศชาย อายุ 5-19 ปี
������� ok+++.indd 49 8/24/10 3:58:28 PM
50 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
เอกสารอ้างอิง
	 1.	 Report	of	a	WHO	consultation	(WHO	Technical	Report	Series	894).	Obesity:		
	 	 preventing	and	managing	the	global	epidemic.	Geneva:	WHO,	2000.		http://	
	 	 whqlibdoc.who.int/trs/WHO_TRS_894.pdf				http://www.atividadefisica.pro.br/artigos/	
	 	 WHO%20obesity.pdf	
	 2.	 เครือข่ายวิจัยสุขภาพ	มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ.	โรคอ้วนในเด็ก:	สถานการณ์ปัจจุบัน.		
	 	 โครงการ:วิเคราะห์เอกสารและผลการวิจัยภาวะโภชนาการเกิน.	http://hrn.thainhf.org/	
	 	 index.php?module=edoc&page=detail&id=5	
	 3.	 นิตยา	คชภักดี,	นิชรา	เรืองดารกานนท์,	ชัยยศ	คุณานุสนธิ์.	สุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย		
	 	 พ.ศ.	2539-2540.	2543		นิตยา	คชภักดี,	นิชรา	เรืองดารกานนท์,	ชัยยศ	คุณานุสนธิ์.	สุขภาพ	
	 	 และพัฒนาการของเด็กไทย	พ.ศ.	2539-2540.	2543.	
	 4.	 ลัดดา	เหมาะสุวรรณ,	ศิริกุล	อิศรานุรักษ์,	นิขรา	เรืองดารกานนท์,	สุธรรม	นันทมงคลชัย,	ภัทรา		
	 	 สง่า,	กัลยา	นิติเรืองจรัส,	และคณะ.	เด็กไทยวันนี้	เป็นอยู่อย่างไร.	หาดใหญ่:	ลิมบราเดอร์ส	
	 	 การพิมพ์จำกัด.	2547.	
	 5.	 Sakamoto	N,	Wansorn	S,	Tontisirin	K,	Marui	E.	A	social	epidemiologic	study	of		
	 	 obesity	among	preschool	children	in	Thailand.	Int	J	Obes	Relat	Metab	Disord		
	 	 2001	;	25(3)	:	389	-	94.	 	
	 6.	 Langendijk	G,	Wellings	S,	van	Wyk	M,	Thompson	SJ,	McComb	J,	Chusilp	K.	The		
	 	 prevalence	of	childhood	obesity	in	primary	school	children	in	urban	Khon	Kaen,		
	 	 Northeast	Thailand.	Asia	Pacific	J	Clin	Nutr	2003;12(1):66-72.	
	 7.	 Expert	Committee	Recommendations	on	the	Assessment,	Prevention,	and	Treatment		
	 	 of	Child	and	Adolescent	Overweight	and	Obesity.	Assessment	Recommendations.		
	 	 January	 25,	 2007.	 http://www.ama-assn.org/ama1/pub/upload/mm/433/ped		
	 	 _obesity_recs.pdf	
	 8.	 Warden	NAS,	Warden	CH.	Biological	influences	on	obesity.	Pediatr	Clin	North	Am		
	 	 2001	;	48	:	879	-	91.	
	 9.	 Manios	Y,	Costarelli	V,	Kolotourou	M,	Kondakis	K,	Tzavara	C,	Moschonis	G.		
	 	 Prevalence	 of	 obesity	 in	 preschool	 Greek	 children,	 in	 relation	 to	 parental		
	 	 characteristics	and	region	of	residence.	BMC	Public	Health	2007	;	7	:	178.	
	10.	 ลัดดา	เหมาะสุวรรณ,	สมจิตร์	จารุรัตนศิริกุล.	การเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการของเด็ก	
ปฐมวัย.	รายงานการทบทวนองค์ความรู้สถานะสุขภาพของเด็กปฐมวัยไทย	พ.ศ.	2543,	131-58.	
	11.	 Mosuwan	L,	Roymanee	S,	Arpakuppakul	N.	P1084	Carbohydrate	Not	Fat	Is	the	Risk		
		 Factor	of	Obesity	for	Preschool	Children	in	An	Urban	Setting	of	Thailand.	JPGN		
		 2004	;	39	:	S469.	
������� ok+++.indd 50 8/24/10 3:58:31 PM
51
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
12. Galvez MP, Hong L, Choi E, Liao L, Godbold J, Brenner B. Childhood obesity and 

	 neighborhood food-store availability in an inner-city community. Acad Pediatr 

	 2009 ; 9(5) : 339 - 43.
13.	Tremblay MS, Willms JD. Is the Canadian childhood obesity epidemic related to 

	 physical inactivity? International Journal of Obesity 2003 ; 27 : 1100 - 5.
14.	Frelut M, Peres G, Dao H, Bourgeois P, Cezard J. P1089 Blood Pressure, Body 

	 Composition and Exercise in Obese Adolescents. JPGN 2004 ; 39 : S471.
15. Mo-Suwan L, Lebel L. risk factors for cardiovascular disease in obese and normal 

	 schoolchildren of insulin with other cardiovascular risk factors. Biomed Environ Sci 

	 1996 ; 9 : 269 - 75.
16.	Berenson GS, Srinivasan SR, Bao W, Newman WP, Tracy RE, Wattigney WA. 

	 Association between multiple cardiovascular risk factors and atherosclerosis in 

	 children and young adults. The Bogalusa Heart study. N Engl J Med 1998;338:1650-6.
17.	Ho TF, SO Chay, Yip WCL, Tay JSH, Wong HB. The prevalence of obesity in Singapore 

	 primary school children. J Paediatr Child Health 2008 ;19(4) : 248 - 50.
18. Must A: Morbidity and mortality associated with elevated body weight in children and 

	 adolescents. Am J Clin Nutr 1999 ; 63 : 445S - 447S.
19. Krul M, van der Wouden JC, Schellevis FG, van Suijlekom-Smit LWA, Koes BW. 

	 Musculoskeletal Problems in Overweight and Obese Children. Ann Fam Med 

	 2009 ; 7 : 352 - 6.
20. Angelopoulos PD, Milionis HJ, Grammatikaki E, Moschonis G, Manio Y. Changes in BMI 

	 and blood pressure after a school based intervention: The CHILDREN study. Eur J 

	 Public Health 2009 ; 19 : 319 - 25.
21.	Lurbe E, Carvajal E, Torro I, Aguilar F, Alvarez J, Redon J. Influence of Concurrent 

	 Obesity and Low Birth Weight on Blood Pressure Phenotype in Youth. Hypertension 

	 2009 ; 53 : 912 - 7.
22.	Harris KC, Kuramoto LK, Schulzer M, Retallack JE. Effect of school-based physical 

	 activity interventions on body mass index in children: a meta-analysis. CMAJ 

	 2009 ; 180 : 719 - 26.
23. Li AM, Chan D, Wong E, Yin J, Nelson EA, Fok TF. The effects of obesity on pulmonary 

	 function. Arch Dis Child 2003 ; 88(4) : 361 - 3.
24. Chan J, Edman JC, Koltai PJ. Obstructive Sleep Apnea in Children. Am Fam Physician 

	 2004; 69 :1147- 54,1159 - 60.
������� ok+++.indd 51 8/24/10 3:58:35 PM
52 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
25. Baker S, Barlow S, Cochran W, Fuchs G, et al. Overweight Children and Adolescents: A 

	 Clinical Report of the North American Society for Pediatric Gastroenterology, 

	 Hepatology and Nutrition. J Pediatr Gastroenterol Nutr 2005;40:533–43.
26. Health Research Network, National Health Foundation. Prevalence of obesity in school 

	 children: 2003.   http://www.thainhf.org/hrn/fat/index.html (Accessed 2 June 2007).
27. Diehl AM, Clark JM, Brancati F. Insulin resistance syndrome and nonalcoholic fatty liver 

	 disease. Endocr Pract 2003 ; 9(Suppl 2) : 93 - 6.
28. Likitmaskul S, Kiattisathavee P, Chaichanwatanakul K, Punnakanta L, et al. Increasing 

	 prevalence of type 2 diabetes mellitus in Thai children and adolescents associated with 

	 increasing prevalence of obesity. J Pediatr Endocrinol Metab 2003;16:71-7.
29. The International Diabetes Federation.  IDF definition of metabolic syndrome in children 

	 and adolescents. http://www.idf.org/met_syndromechildren.
30. Hermanns-Lê T, Scheen A, Piérard GE Acanthosis nigricans associated with insulin 

	 resistance : pathophysiology and management. Am J Clin Dermatol 2004;5:199-203.
31. Yosipovitch G, DeVore A, Dawn A. Obesity and the skin. Skin physiology and skin 

	 manifestations of obesity. J Am Acad Dermatol 2007;56:901-16.
32. Davidson KK, Birch LL. Weight Status, Parent reaction, and self-concept in five-year-

	 old girls. Pediatrics 2001;107:46 -53.
33. Macek MD, Mitola DJ. Exploring the association between overweight and dental caries 

	 among US children. Pediatr Dent 2006;28(4):375-80.
34. Alm A, Fåhraeus C, Wendt LK, Koch G, Andersson-Gäre B, Birkhed D. Body adiposity 

	 status in teenagers and snacking habits in early childhood in relation to approximal 

	 caries at 15 years of age. Int J Paediatr Dent 2008;18(3):189-96. 
35. กรมอนามัย. เกณฑ์อ้างอิง น้ำหนัก ส่วนสูง และเครื่องชี้วัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทย 

	 อายุ 1 วัน - 19 ปี. 
36. World Health Organization. http://www.who.int/growthref/who2007_bmi_for_age_field/

	 en/index.html(Accessed 12 April 2010).
37. คณะทำงานจัดทำข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย. คู่มือธงโภชนาการ: กินพอดี 

	 สุขีทั่วไทย. กรุงเทพ: โรงพิมพ์ รสพ., 2543: 67-74.
38. Epstein LH, Roemmich JN, Raynor HA.  Behavioral therapy in the treatment of pediatric 

	 obesity. Pediatr Clin North Am 2001;48:981-93.
39. Speiser PW, et al. Consensus statement: Childhood obesity. J Clin Endocrinol and 

	 Metabol 2005;90:1871-87.
������� ok+++.indd 52 8/24/10 3:58:39 PM
53
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาคผนวก
������� ok+++.indd 53 8/24/10 3:58:55 PM
54 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
������� ok+++.indd 54 8/24/10 3:58:59 PM
55
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาคผนวก	1
คำแนะนำด้านการบริโภคอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพ
การดูแลด้านอาหาร	ต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีในแต่ละวัย
และตามวัฒนธรรม	การกินอาหารของคนไทยให้ยึดแนวปฏิบัติการกินที่ถูกต้อง	ตามข้อปฏิบัติการ						
กินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย	9	ข้อ	(ตารางที่	1)	
ตารางที่ 1 ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ข้อ
ข้อ	
ข้อปฏิบัติการกินอาหาร	
เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย	
ข้อปฏิบัติที่ควรเน้นพิเศษเพื่อควบคุมน้ำหนัก	
1	 กินอาหารครบ	5	หมู่	แต่ละหมู่	
ให้หลากหลายและหมั่นดูแลน้ำหนักตัว	
เน้นกิน	หลากหลายแต่ได้สมดุล	และหมั่นดูแลรอบเอว		
“80-90	ไม่ให้เกิน”	
2	 กินข้าวเป็นอาหารหลัก	สลับกับ	
อาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ	
เน้นกินธัญพืชเพื่อให้ได้กากใย	เช่น	ข้าวกล้อง	ข้าวโพด		
ลูกเดือย	ข้าวโอ๊ต	
3	 กินพืชผักให้มากและกินผลไม้	
เป็นประจำ	
เน้นพืชผักและผลไม้	5	สี	ได้แก่	สีเขียว	สีเหลืองส้ม		
สีม่วงน้ำเงิน		สีแดง		และสีขาว	กินในปริมาณที่มากพอ								
ให้ร่างกายได้รับใยอาหารไม่น้อยกว่า	20	กรัมต่อวัน	
4	 กินปลา		เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน		ไข่	
และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ	
เน้นวิธีการประกอบอาหารแบบไม่ใช้น้ำมัน	เช่น		ต้ม	นึ่ง	
ลวก	อบ	ปิ้ง	ย่าง	
5	 ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย	 เน้นดื่มนม	หรือโยเกิร์ต	ขาดมันเนย		รสจืด	
6	 กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร	 เน้น	กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว	เช่น	น้ำมันรำข้าว	
น้ำมันงา	น้ำมันมะกอก	น้ำมันถั่วลิสง	สลับกับ	กรดไขมัน	
ไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง	เช่น	น้ำมันถั่วเหลือง	ข้าวโพด		
ดอกคำฝอย	เมล็ดทานตะวัน	เมล็ดฝ้าย	ฯลฯ		และ		
หลีกเลี่ยง	กรดไขมันทรานส์	พบมากในมาร์การีน	
เฟรนซ์ฟรายส์	โดนัท	แครกเกอร์	คุกกี้	เค้ก	และพาย	และ
กรดไขมันอิ่มตัว	เช่น	น้ำมันหมู	น้ำมันปาล์ม	น้ำมันมะพร้าว	
เนย	
7	 หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด	
และเค็มจัด	
เน้น	กินจืด	ไม่ปรุงรสเพิ่มเติม	
8	 กินอาหารที่สะอาด	ปราศจากการ	
ปนเปื้อน	
เน้นกินอาหารสุกใหม่	ๆ	และใช้แหล่งวัตถุดิบที่ปลอดจาก
สารพิษ	
9	 งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์	 เน้นดื่มน้ำเปล่าที่อุ่นๆ	ให้มาก	ๆ		
������� ok+++.indd 55 8/24/10 3:59:03 PM
56 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ตารางที่ 2 ตัวอย่างพลังงานในอาหารจานเดียว 
คุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย (กิโลแคลอรี)
รายการอาหาร
 พลังงาน
 รายการอาหาร
 พลังงาน
เส้นใหญ่ผัดซีอิ้วหมูใส่ไข่
ข้าวมันไก่
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยใส่ไข่
ข้าวผัดหมูใส่ไข่
ข้าวผัดใบกระเพราไก่
ข้าวหมูแดง
ข้าวหมกไก่
ข้าวราดแกงเขียวหวานไก่
ข้าวขาหมู
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดหน้าหมู, ไก่
ขนมจีนน้ำยา
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ
ข้าวต้มปลา
เกาเหลาราดหน้า
บะหมี่สำเร็จรูป
โจ๊กใส่ไข่
679
596
577
557
554
541
534
483
436
397
332
330
325
300
253
250

กระเพาะปลา
ข้าวยำปักษ์ใต้
วุ้นเส้นต้มยำ
ขนมจีนน้ำเงี้ยว
บะหมี่หมูแดง
ขนมจีนน้ำพริก
เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อวัวน้ำ
ข้าวผัดรวมมิตร(น้ำมันน้อยๆ)
สุกี้หมู, ไก่, กุ้ง (ไม่ใส่วุ้นเส้น)
ผัดไทยไร้เส้น
ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้
สลัดปลาทูน่าน้ำใส
สลัดไข่ใส่น้ำ
ก๋วยเตี๋ยวหลอด (2 อัน)
สลัดไก่น้ำใส
สลัดกุ้งน้ำใส

250
248
245
243
231
228
226
210
200
182
146
122
122
100
97
92

ตารางที่ 3 ตัวอย่างพลังงานในขนมไทย
คุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย (กิโลแคลอรี)
รายการอาหาร
 พลังงาน
 รายการอาหาร
 พลังงาน
ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
ไอศกรีม 1 ถ้วย
ข้าวเหนียวหน้าสังขยา 1 จานเล็ก
มันเทศเชื่อม 1 จานเล็ก
บัวลอย 1 ชามเล็ก
เผือกเชื่อม 1 จานเล็ก
ข้าวเหนียวมูลกะทิ 1 จานเล็ก
ฟักทองนึ่งโรยมะพร้าว 1 จานเล็ก
กล้วยต้มจิ้มมะพร้าว 1 จานเล็ก
กล้วยไข่เชื่อม  กล้วย 2 ผล
เม็ดขนุน 5 เม็ด
ฟักทองเชื่อม 1 จานเล็ก
325
325
223
230
223
220
197
188
180
177
174
167
ฟักทองแกงบวช 1 ชามเล็ก
เผือกน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
สาคูบัวลอย 1 ชามเล็ก
ข้าวโพดคลุก 1 จานเล็ก
กล้วยบวชชี กล้วย 5 ชิ้น
ฝอยทอง 1 แพ
ปาท่องโก๋ 1 ตัว
ลอดช่องน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
แมงลักน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
ข้าวตอกน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
ข้าวเม่าน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก
165
162
162
156
152
146
124
116
112
112
112
������� ok+++.indd 56 8/24/10 3:59:07 PM
57
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
หมวดอาหารแลกเปลี่ยน
❖ หมวดข้าว	แป้ง	และผลิตภัณฑ์
1	ส่วนแลกเปลี่ยน	ให้โปรตีน	2	กรัม	คาร์โบไฮเดรต	18	กรัม	พลังงาน	80	กิโลแคลอรี	
ข้าวสวย,	ข้าวซ้อมมือ1
	 1/3		 ถ้วยตวง		 หรือ		 5		 ช้อนโต๊ะ		(55	กรัม)	
ข้าวเหนียวนึ่ง	 1/4		 ถ้วยตวง		 หรือ		 3		 ช้อนโต๊ะ		(35	กรัม)	
กวยเตี๋ยวสุก	 2/3		 ถ้วยตวง		 หรือ		 9		 ช้อนโต๊ะ		(90	กรัม)	
มักโรนี,	สปาเก็ตตี้	 2/3		 ถ้วยตวง		 หรือ		 8		 ช้อนโต๊ะ		(75	กรัม)	
เส้นหมี่สุก	 3/4		 ถ้วยตวง		 หรือ			10		 ช้อนโต๊ะ		(100	กรัม)	
บะหมี่ลวก	 1		 ก้อน		 หรือ		2/3		 ถ้วยตวง	หรือ	8	ช้อนโต๊ะ		(75	กรัม)	
บะหมี่สำเร็จรูป	(แห้ง)	 1/3		 ห่อ	(20	กรัม)	
ขนมจีน	 			1		 จับใหญ่		 (90	กรัม)	
ขนมปังขาว,	ขนมปังโฮลวีท	 			1		 แผ่น		 (25	กรัม)	
มันฝรั่งต้ม	 3/4		 ถ้วยตวง		 หรือ	10		ช้อนโต๊ะ	(100	กรัม)	
ข้าวโพดต้ม	 1/2		 ฝัก		 หรือ	1/2		ถ้วยตวง	หรือ	6	ช้อนโต๊ะ	(65	กรัม)	
มันเทศ1
,	เผือกต้ม1
	 1/2		 ถ้วยตวง		 หรือ			6		ช้อนโต๊ะ	(65	กรัม)	
เมล็ดขนุนต้ม	 	50		 กรัม	
กระจับต้ม	 	60		 กรัม	
เกาลัดจีนคั่ว	 		5		 เม็ดเล็ก,	3	เม็ดใหญ่	
ถั่วเมล็ดแห้งสุก1
	 1/2		 ถ้วยตวง	
หมายเหตุ 1
มีใยอาหารสูง
❖ หมวดผัก	
ผัก 1 ส่วนแลกเปลี่ยน
ผักสด	 3/4	-	1							ถ้วยตวง	(70	กรัม)	
ผักสุก	 1/3	-	1/2				ถ้วยตวง	(50-70	กรัม)	
ผัก ก. ให้พลังงานน้อยมาก
	 ผักตั้งโอ,	แตงกวา,	ผักกวางตุ้ง,	ผักตำลึง,	มะเขือต่างๆ,	หัวปลี,	ผักกาด,	ผักบุ้ง,	บวบ,	คูณ,		
ฟักเขียว,	น้ำเต้า,	ผักปวยเล้ง,	มะเขือเทศ	
ผัก ข. ให้โปรตีน 2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม พลังงาน 25 กิโลแคลอรี
ถั่วฝักยาว,	ถั่วแขก,	ถั่วพู,	ฟักทอง,	ดอกแค,	แครอท,	เห็ดฟาง,	สะเดา,	ขี้เหล็ก,	สะตอ,	ข้าวโพดอ่อน,
หอมใหญ่,	ใบยอ,	หน่อไม้,	ชะอม,	ถั่วงอก,	ถั่วงอกหัวโต,	รากบัว,	พริกหวาน,	ต้นกระเทียม,		
ดอกกุยฉ่าย,	บร็อคโคลี,	มะระจีน,	มะละกอดิบ,	ยอดมะพร้าวอ่อน,	เห็ดเปาฮื้อ,	เห็ดนางรม	
หมายเหตุ ให้กินผักได้ไมจำกัดเนื่องจากพลังงานน้อยมาก
������� ok+++.indd 57 8/24/10 3:59:12 PM
58 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
❖ หมวดผลไม้	
1	ส่วนแลกเปลี่ยน	ให้คาร์โบไฮเดรต	15	กรัม	พลังงาน	60	กิโลแคลอรี	
❖ กล้วยน้ำว้า,	กล้วยไข่	 1		 ผลกลาง	 	(45	กรัม)	
❖ กล้วยหอม,	กล้วยหักมุก	 1		 ผลเล็ก		 หรือ	1/2	ผลใหญ่	(50	กรัม)	
❖ ส้มเขียวหวาน	 2		 ผลกลาง		 (150	กรัม)	
❖ ส้มโอ	 2		 กลีบใหญ่		(130	กรัม)	
❖ มะม่วงดิบ	 1/2		 ผลใหญ่		 (100	กรัม)	
❖ มะม่วงสุก	 1/2		 ผลกลาง		 (80	กรัม)	
❖ องุ่น	 20		 ผลกลาง		 (100	กรัม)	
❖ ฝรั่ง	 1/2		 ผลกลาง		 120	กรัม	
❖ ชมพู่	 4		 ผลใหญ่		 (250	กรัม)	
❖ ทุเรียน	 1		 เม็ดกลาง		 (40	กรัม)	
❖ สับปะรด	 8		 ชิ้นคำ		 หรือ	3/4	ถ้วยตวง	(120	กรัม)	
❖ เงาะ	 4		 ผลใหญ่		 หรือ	5	ผลเล็ก	(85	กรัม)	
❖ แอปเปิ้ล	 1		 ผลเล็ก	
❖ มะละกอ	 8		 ชิ้นคำ	
❖ แตงโม	 2		 ถ้วยตวง	หรือ	1	ชิ้น	(ยาว	20	ซม.	x	กว้าง	7.5	ซม.	x	หนา	9.5	ซม.)
หมายเหตุ ไมแนะนำผลไม้เชื่อม ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ผลไม้กระปอง น้ำผลไม้ รวมทั้งไมให้กินผลไม้สดโดยมี
เครื่องจิ้ม เชน มะมวงน้ำปลาหวาน ผลไม้จิ้มน้ำตาล พริก เกลือ
❖ หมวดเนื้อสัตว์
1	ส่วนแลกเปลี่ยน	มีโปรตีน	7	กรัม	พลังงานไม่เท่ากันขึ้นกับปริมาณไขมัน		
1.		เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน	ให้โปรตีน	7	กรัม	ไขมัน	0-1	กรัม	พลังงาน	35	กิโลแคลอรี
❖ เนื้อปลา,	อกไก่อ่อน,	ปู	 1/4		 ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)	
❖ ลูกชิ้นปลา	 5		 ลูก	
❖ กุ้ง2
	 4		 ตัวกลาง	หรือ	10	ตัวเล็ก	
❖ หอย																														10	-15		ตัว	(สุก	30	กรัม,	ดิบ	70	กรัม)	
❖ ไข่ขาว	 2		 ฟอง	
หมายเหตุ ควรกินเฉพาะเนื้อสัตวไขมันต่ำ และไขมันปานกลาง นอกจากนี้ควรพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลใน
อาหาร
2
คอเลสเตอรอลสูง
2. เนื้อสัตว์ติดมันน้อย ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 3 กรัม พลังงาน 55 กิโลแคลอรี
❖ ไก่	(เนื้อน่อง),	เป็ดย่างไม่มีหนัง	 1/4	ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)	
❖ ปลาซัลมอน	 	2			 ช้อนโต๊ะ	
❖ ลูกชิ้นไก่	 	5		 ลูก		
������� ok+++.indd 58 8/24/10 3:59:15 PM
59
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
3. เนื้อสัตว์ติดมันปานกลาง ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 75 กิโลแคลอรี
❖ เนื้อหมู,เป็ด,	ซี่โครงหมูไม่มีมัน	 1/4		 ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)	
❖ ไก่ติดหนัง	 1/4		 ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ		(30	กรัม)	
❖ ไข่ไก่,	ไข่เป็ด2
	 1		 ฟอง		(50	กรัม)	
❖ เต้าหู้ไข่	 2/3		 หลอด		(180	กรัม)	
❖ เต้าหู้แข็ง	 1/2		 แผ่น		(60	กรัม)
4. เนื้อสัตว์ติดมันมาก ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 กรัม พลังงาน 100 กิโลแคลอรี
❖ ปลาสวาย,	หมูติดมัน,	ซี่โครงหมูติดมัน,	หนังหมู		1/4	ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)	
❖ หมูแผ่น3
,	หมูยอ3
,	กุนเชียง3
,	ไส้กรอก3
,	ไก่เนื้อและหนัง	1/4	ถ้วยตวง	หรือ	2	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)
หมายเหตุ ควรกินเฉพาะเนื้อสัตวไขมันต่ำ และไขมันปานกลาง นอกจากนี้ควรพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลใน
อาหารด้วย
2
คอเลสเตอรอลสูง
3
โซเดียมสูง
❖ หมวดนม
1	ส่วนแลกเปลี่ยนให้โปรตีน	8	กรัม	พลังงานไม่เท่ากันขึ้นกับปริมาณไขมัน	
นมขาดมันเนย ให้โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 0-3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม พลังงาน 90 กิโลแคลอรี
❖ นมผงขาดมันเนย	(skim	milk)	 1/4		 ถ้วยตวง	หรือ	4	ช้อนโต๊ะ	(30	กรัม)	
❖ นมกล่องขาดมันเนย	 1		 กล่อง	(240	มล.)	
❖ โยเกิร์ตขาดมันเนยรสธรรมชาติ	 120		 กรัม	
❖ หมวดไขมัน
1	ส่วนแลกเปลี่ยนมีไขมัน	5	กรัม	พลังงาน	45	กิโลแคลอรี	
ไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว
❖ น้ำมันปาล์ม,	น้ำมันหมู,	น้ำมันไก่	 1		 ช้อนชา	
❖ เบคอน	 1		 ชิ้น	
❖ กะทิ	 1		 ช้อนโต๊ะ	
❖ เนย	 1		 ช้อนชา	
❖ ครีมนมสด	 2		 ช้อนโต๊ะ
ไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว
❖ น้ำมันมะกอก,	น้ำมันรำข้าว,	น้ำมันถั่วลิสง	1		 ช้อนชา	
❖ ถั่วลิสง	 10		 เม็ด
ไขมันที่มีกรดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง
❖ น้ำมันถั่วเหลือง,	น้ำมันข้าวโพด,	น้ำมันดอกคำฝอย,	น้ำมันดอกทานตะวัน	 1	ช้อนชา	
❖ น้ำสลัด,	เมล็ดดอกทานตะวัน,	เม็ดฟักทอง	 1	ช้อนโต๊ะ
หมายเหตุ กินอาหารไขมันให้น้อยที่สุด และใช้ไขมันที่มีกรดไขมันไมอิ่มตัวตำแหนงเดียวและหลายตำแหนงในการ
ปรุงอาหาร
������� ok+++.indd 59 8/24/10 3:59:19 PM
60 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาคผนวก	2
รูปแบบการออกกำลังกาย	
11	ท่าออกกำลังกาย
	 เป็นการออกกำลังแบบมีแรงต้านทาน	 และแยกส่วนทำทีละมัด	 น้ำหนักร้อยละ	 60-70												
ของความสามารถสูงสุด	ยกซ้ำๆ	จนครบ	8-10	ครั้งต่อท่า	พักสั้นที่สุด	ทำท่าอื่นต่อจนครบ	11	ท่า	
(เป็น	1	ชุด)	ทำวันละ	3	ชุด	
หมายเหตุ: น้ำหนักในที่นี้อาจใช้ขวดบรรจุน้ำในปริมาตรตามความสามารถแตละคน หรือถุงทรายขนาดตางๆ
หรือยางยืด
������� ok+++.indd 60 8/24/10 3:59:23 PM
61
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ความเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
	 มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าวว่า		การออกกำลังแบบนี้ต้องเป็นการเต้นแอโรบิก
เท่านั้น	แท้ที่จริงแล้วหมายถึงการออกกำลังกายใดๆ	ที่นานจนทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานด้วย
ขบวนการทางชีวเคมีแบบใช้ออกซิเจน	ดังนั้น	หากเราสามารถออกแบบการออกกำลังกายที่ต่อเนื่อง
ยาวนาน	จนถึงระดับที่ร่างกายใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจนได้	เช่น	เดินเร็ว	ปั่นจักรยาน	ก็จะเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนอ้วน	คนที่มีปัญหาข้อต่อ	คนสูงอายุที่ไม่มีโอกาสไปร่วมเต้นแอโรบิก		
	 การออกแบบให้บุคคลเหล่านี้ได้ออกกำลังกายแบบที่เป็นแอโรบิกเพื่อลดน้ำหนัก	ใช้หลักการ
ออกกำลังกายแบบวงรอบ	(circuit	training)	ต่อเนื่อง	ให้หยุดพักสั้นๆ	แล้วสลับไปออกกำลัง										
กล้ามเนื้ออื่น	เช่น	แขน-หลัง-ขา-หน้าท้อง	จนครบ	1	ชุด	แล้วทำซ้ำหลายๆ	ชุด	ทำเป็นวงรอบ												
เช้า-กลางวัน-เย็น	คล้ายการกินยา	มีข้อดี	คือ	ขณะที่กล้ามเนื้อหนึ่งกำลังทำงาน	กล้ามเนื้อที่เหลือได้มี
โอกาสพัก	แต่ร่างกายต้องทำงานตลอดเวลาจนเข้าสู่ขบวนการพลังงานแบบใช้ออกซิเจน	
ตัวอย่างการออกกำลังแบบวงรอบเพื่อลดน้ำหนัก
ออกกำลังหน้าท้อง
ออกกำลังแขน
ออกกำลังขา
ออกกำลังหลัง
������� ok+++.indd 61 8/24/10 3:59:34 PM
62 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ท่าออกกำลังเฉพาะส่วนเพื่อลดน้ำหนัก
เลือกทำสลับไป-มา		
ระหว่างแขน-ขา-ลำตัว-หลัง		
พักสั้นๆ	ระหว่างเปลี่ยนท่า	
ทำต่อเนื่องให้ได้นานกว่า	30	นาที	แล้วจึงพัก	
������� ok+++.indd 62 8/24/10 3:59:38 PM
63
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 ข้อแนะนำการเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และการจัดการลดน้ำหนัก        
ลดรอบเอว ตามกลุ่มวัยที่เหมาะสมสำหรับคนไทย พ.ศ.2553 
	 (2010 Recommendations of Physical Activity/ Exercise for Health and Weight Management to
Reduce Waist in Appropriate Age for Thai People)
การเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกาย
กลุ่มวัย
 เพื่อสุขภาพ (Health)
เพื่อการจัดการลดน้ำหนัก
ลดรอบเอว 
(Wt.Management)
1. กลุ่มเด็ก

(อายุ 6-12 ปี)
และเยาวชน
(อายุ 13-17 ปี)


* ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกาย             
แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบโดยเน้นความสนุกสนาน
ต่อเนื่องด้วยความหนักระดับปานกลาง  (เช่น เดินเร็ว  และต้อง
ทำกิจกรรมจนถึงระดับหนัก/ จนรู้สึกเหนื่อย เช่น วิ่ง รวมอยู่ด้วย
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน)  รวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 60
นาที ทุกวัน ( สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที)
    [โดยรวม 1. กิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของ       
กล้ามเนื้อ  (muscle-strengthening activities) แบบมีแรงต้าน
เพื่อสร้างความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น          
ปีนป่าย/ ห้อยโหน/ ดันพื้น  เป็นต้น)  และ 2. กิจกรรมสร้าง
ความแข็งแรงของกระดูก(bone-strengthening activities)
(เช่น กระโดด/วิ่ง/เล่นกีฬา เป็นต้น) อย่างน้อยสัปดาห์ละ  3 วัน]
*  ต้องทำควบคู่กับ

การจัดการอาหาร
*  เหมือนข้อแนะนำฯ 
เพื่อสุขภาพทุกประการ
*  และเพิ่มกิจกรรม คือ เด็ก
ไม่ควรนั่งเฉยๆ ติดต่อกัน
เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

2. กลุ่มผู้ใหญ่/   
วัยทำงาน
(อายุ 18-60 ปี) 


1. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายต่อเนื่อง
แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบรวมทั้งกิจกรรมพื้นบ้าน
ด้วยความหนักระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว) และระดับหนัก
(เช่น วิ่ง ) อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน 
(สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที) หรือ 
2. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความ
หนักระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว) อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 
วันละ 30 นาที  สัปดาห์ละ 3-5 วัน 
(สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที) หรือ 
3. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความ
หนักระดับหนัก (เช่น วิ่ง) อย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน
    • และควรทำกิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของ
กล้ามเนื้อ และกระดูก  (muscle & bone-strengthening
activities)  แบบมีแรงต้านเพื่อสร้างความแข็งแรง อดทนและ
ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น การยกน้ำหนัก/ หิ้วน้ำ/ 
เดินขึ้นที่สูง/ ดันพื้น เป็นต้น) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน 
   • และควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลัง
การออกกำลังกายทุกครั้ง
*  ต้องทำควบคู่กับ
การจัดการอาหาร
*  เหมือนข้อแนะนำฯ เพื่อ
สุขภาพ  ข้อ 2 ที่ว่าควรทำ
กิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/
ออกกำลังกายด้วยความ
หนักระดับปานกลางอย่าง
ต่อเนื่อง  (เช่น เดินเร็ว) 
*  แต่เพิ่มเวลาเป็นอย่างน้อย
วันละ  60 นาที  สัปดาห์ละ
5 วัน




������� ok+++.indd 63 8/24/10 3:59:42 PM
64 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกาย
กลุ่มวัย
 เพื่อสุขภาพ (Health)
เพื่อการจัดการลดน้ำหนัก
ลดรอบเอว 
(Wt.Management)
3. กลุ่มผู้สูงอายุ 

(อายุ 60 ปี

    ขึ้นไป) 

*  ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายโดยมีการ
เคลื่อนไหวตามวิถีชีวิตประจำวันแบบผสมผสานรวมหลายรูป
แบบด้วยความหนักระดับปานกลาง (เช่น เดิน) และระดับหนัก
(เช่น เดินเร็ว) อย่างน้อยวันละ 30 นาที  สัปดาห์ละ 3-5 วัน
*  ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายแบบ
ผสมผสาน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว 
(ควรทำตามความพร้อมของร่างกาย)
*  ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการออกกำลังกาย
ทุกครั้ง
*  และควรทำกิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของกล้าม
เนื้อและกระดูก (muscle & bone-strengthening activities)
แบบมีแรงต้านเพื่อสร้างความแข็งแรง อดทนและยืดหยุ่นของ
กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น หิ้วน้ำ/ เดินขึ้นที่สูง/ ดันพื้น เป็นต้น)
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน 
	
* ต้องทำควบคู่กับ
การจัดการอาหาร
*  เหมือนข้อแนะนำฯ เพื่อ
สุขภาพทุกประการ
*  แต่เพิ่มเวลาเป็นอย่างน้อย
วันละ 60 นาที  สัปดาห์ละ 5
วัน

������� ok+++.indd 64 8/24/10 3:59:47 PM
65
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาคผนวก	3
ยาและผลิตภัณฑ์ในการลดน้ำหนัก
	 ในปัจจุบันยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสามารถจำแนกตามกลไกการออกฤทธิ์
เป็นยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก	(sympathomimetic	drugs)	และยายับยั้ง
เอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน	(pancreatic	lipase	inhibitor)	ในการย่อยไขมัน		
ยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก	(sympathomimetic	drugs)
	 ยามีผลให้ลดการรับประทานอาหารโดยทำให้เบื่ออาหาร	มีกลไกการออกฤทธิ์โดย	
❖ กระตุ้นการหลั่งของนอร์เอพิเนฟริน	หรือยับยั้งการ	reuptake	กลับเข้าสู่ปลายทางระบบ
ประสาท	(phentermine	,	diethylpropion)	
❖ ยับยั้งนอร์เอพิเนฟรินและเซโรโทนิน	reuptake	(sibutramine)	
❖ อาจมีผลเพิ่มความดันโลหิต	
1. Sibutramine (Reductil®
)	เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
อนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนักได้ในระยะยาว	มีข้อมูลการใช้รักษานาน	2	ปี	ออกฤทธิ์ยับยั้ง	reuptake	ของ
นอร์เอพิเนฟรินและเซโรโทนินเป็นส่วนใหญ่	และส่วนน้อยต่อการ	reuptake	ของโดปามีนเข้าสู่ปลาย
ประสาท	มีการลดลงของไตรกลีเซอไรด์	และแอลดีแอล	คอเลสเตอรอล	ได้ผลลดน้ำหนักในผู้เป็น	
เบาหวาน	วัยรุ่น	และผู้เป็นความดันโลหิตสูง			
ขนาดรักษา	เริ่มต้น	10	มก.ปรับลดหรือเพิ่มได้	ขนาดสูงสุดไม่เกิน	15	มก.ต่อวัน	ให้หลัง
อาหารเช้า				
ผลข้างเคียง	เพิ่มความดันโลหิตทั้งซิสโตลิกและไดแอสโตลิก		โดยเฉลี่ย	1-3	มม.ปรอท	และ
เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ	4-5	ครั้งต่อนาที	ควรติดตามวัดความดันโลหิตในระหว่างการให้ยา	ไม่มี
ข้อมูลว่าเพิ่มความผิดปกติของลิ้นหัวใจและการเกิดความดันโลหิตสูงที่ปอด	
ข้อห้ามใช้		องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาออกคำเตือน		ห้ามใช้ยา	
sibutramine	ในผู้มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ	การทำงานของหัวใจล้มเหลว	การเต้นของหัวใจ
ผิดปกติและอัมพาต	(stroke)	หรืออัมพฤกษ์	(transient	ischemic	attack)	ผู้ที่มีโรคหลอดเลือด	
ส่วนปลายตีบและผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้	(>145/90	มม.ปรอท)	โดยมีข้อมูลจาก	
Sibutramine	Cardiovscular	Outcome	Trial	(SCOUT)	ซึ่งพบว่าอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย		
อัมพาต	หรือการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้	sibutramine	เมื่อเทียบกับยาหลอก	(11.4	%	vs	
10%)โดยความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะในผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดและ
หัวใจ	(p	=	0.023)	นอกจากนั้นไม่ให้ใช้ยา	sibutramine	ในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มที่ยับยั้ง
เอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส	(MAO	inhibitors)	หรือยายับยั้ง	reuptake	ของเซโรโทนิน	ผู้ที่ได้รับยา	
อีริโธรมัยซินและคีโตโคนาโซล	เนื่องจากจะเพิ่มระดับยาของ	sibutramine			
������� ok+++.indd 65 8/24/10 3:59:50 PM
66 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 2. Phentermine และ Diethylpropion เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของประเทศ
สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนักได้ในระยะสั้นประมาณ 12 สัปดาห์ จัดอยู่ในยากลุ่ม 4 ซึ่ง          
มีโอกาสเกิดการ abuse แต่น้อยกว่ากลุ่ม dextroamphetamine ที่เป็นยาเสพติด ผลข้างเคียงของ      
ทั้งกลุ่ม คือ นอนไม่หลับ ปากแห้ง อ่อนเพลีย ท้องผูกและเพิ่มความดันโลหิต
	 3. Ephedrine และ Ephedra alkaloids (Ma Huang) เป็นยาที่กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก

มีฤทธิ์เบื่ออาหารและเพิ่ม thermogenesis ไม่อนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนัก เนื่องจากกังวลเรื่อง           

ความปลอดภัย
ยากลุ่มยับยั้งการดูดซึมของไขมัน 		
	 Orlistat (Xenical®) เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนัก
ได้ในระยะยาว มีข้อมูลการรักษานาน 4 ปี ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ลิเพสจากตับอ่อน เป็นผลให้ลดการ
ดูดซึมของไขมันจากอาหารได้สูงสุดร้อยละ 30 ผลดีอื่นๆ คือ ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และแอลดีแอล
คอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานได้ร้อยละ 37 ในผู้ที่อ้วนและมีความผิดปกติของ
การทนต่อน้ำตาล
	 ❖ ขนาดรักษา ขนาดแคปซูล 120 มก. ให้วันละ 3 ครั้ง พร้อมหรือก่อนอาหารภายใน 1 ชั่วโมง
ให้ใช้ลดน้ำหนักในเด็กอ้วนได้ตามข้อบ่งใช้
	 ❖ ผลข้างเคียง ได้แก่ ท้องอืด  มวนท้อง ผายลม อาจมี discharge กลั้นอุจจาระไม่อยู่               
มีอุจจาระมัน (oily spotting) พบได้ร้อยละ 15-30 อาการเหล่านี้จะลดลงถ้าลดอาหารไขมันไม่ไห้เกิน
ร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด  ลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเพียงเล็กน้อย ระดับวิตามิน
ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยมีผลต่อวิตามินดีมากสุด มีระดับวิตามินเอ อี และเบต้าแคโรทีนต่ำลง
แนะนำให้มีการรับประทานวิตามินเสริม ไม่มีผลต่อการดูดซึมของยาอื่นยกเว้นยา acyclovir
           เริ่มมีรายงานพบ severe liver injury  13 รายในผู้ที่ได้ orlistat 40 ล้านคน  ซึ่งในผู้ป่วยเหล่านี้
อาจได้รับยาอื่นที่มีผลต่อตับหรือมีภาวะอื่นที่มีผลต่อตับ  บางรายต้องได้รับการรักษา ด้วยการเปลี่ยน
ตับ จึงแนะนำให้ระมัดระวังอาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับผิดปกติ ได้แก่  การเบื่ออาหาร   
คันตามตัว ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีดลงในผู้ที่ได้รับยา orlistat
การให้ยาร่วมกันระหว่าง Orlistat และ Sibutramine	 
	 แม้ยาทั้งสองกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน แต่การศึกษาเมื่อให้ยา orlistat ในผู้ที่ได้รับ
sibutramine รักษามาแล้ว 1 ปี ไม่พบว่าลดน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่ได้ยาหลอก

������� ok+++.indd 66 8/24/10 3:59:54 PM
67
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ข้อมูลทางวิชาการไม่พบว่าผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้มีผลในการลดน้ำหนัก 
	 ❖ ไคโตซาน (chitosan) และ guar gum ไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัว ไม่แนะนำให้ใช้
เช่นเดียวกันข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้โครเมียม, โสม, หัวบุก (glucom- annan),
ชาเขียว, hydroxycitric acid, แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine), psyllium, pyruvate supplements,
St.Johns wort และ conjugated linoleic acid เกี่ยวกับการลดน้ำหนักยังไม่เพียงพอ
	 ❖ Hoodia gordonii สกัดจากพืชทะเลทรายในแอฟริกา ไม่มีข้อมูลแสดงถึงความปลอดภัย
และประสิทธิผลจากการศึกษา 
	 ❖ อาหารลดน้ำหนักที่มี Citrus aurantium เป็นส่วนประกอบ มีผลเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
และความดันโลหิต อาจเนื่องจากคาเฟอีนที่เป็นส่วนประกอบร่วมอยู่ด้วย
	 ❖ อาหารเสริมที่มาจากประเทศบราซิล emagrace sim และ herbathin พบมีส่วนประกอบ
ของแอมเฟตามีน เบนโซไดอะซีปีน และ fluoxetine 

������� ok+++.indd 67 8/24/10 3:59:57 PM
68 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
ภาคผนวก	4	
กุญแจสำคัญในการป้องกันโรคอ้วน	
กลยุทธ์
	 1.	สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผ่านนโยบายสาธารณะ		เพื่อส่งเสริมให้สามารถเข้าถึง
การบริโภคอาหารสุขภาพได้ง่ายและเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย	
	 2.	สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ	ผ่านการรณรงค์	กระตุ้น	และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดช่วงชีวิต	เป้าหมายให้ได้สมดุลระหว่างการ												
รับพลังงาน	(energy	intake)	กับการใช้พลังงาน	(energy	expenditure)	โดยเพิ่มการบริโภคผัก	ผลไม้	
ถั่ว	และธัญพืช	ลดการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลหรือไขมัน	ปรับเปลี่ยนจากไขมันสัตว์ที่อิ่มตัว
เป็นไขมันพืชที่ไม่อิ่มตัว	มีการออกกำลังกายหนักระดับปานกลางอย่างน้อย	30	นาทีต่อวัน	
	 3.	บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์		ให้ความสำคัญด้าน
การป้องกันควบคู่กับการรักษาทางคลินิก	มีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถด้านทักษะการปรับ
เปลี่ยนพฤติกรรม	
	 4.	การป้องกันโรคอ้วนในเด็กและเด็กเล็ก		เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาตั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับ
แรก	ซึ่งมีกลยุทธ์ในการป้องกันโดยการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ	ดังนี้	
เด็กและเด็กเล็ก
❖ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย	6	เดือน	
❖ หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลและแป้งเพิ่มในนมที่ใช้เลี้ยงทารก	
❖ ให้เด็กรับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ	ไม่จัดอาหารให้มากเกินไป	และ	สารอาหาร	
	 	 			ที่ได้รับ	ต้องเพียงพอต่อการเจริญเติบโตตามวัย	
เด็กโตและวัยรุ่น
❖ สนับสนุนให้มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง	
❖ จำกัดระยะเวลาในการดูโทรทัศน์	
❖ สนับสนุนให้มีการรับประทานผัก	ผลไม้มากขึ้น	
❖ จำกัดการรับประทานอาหาร	ขนม	ของว่างที่มีพลังงานมากและมีสารอาหารต่ำ	(เช่น	ขนม	
	 	 กรุบกรอบ		ขนมซอง)	จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล	รสหวาน	
������� ok+++.indd 68 8/24/10 4:00:00 PM
69
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคอ้วน
	 การป้องกันโรคอ้วนให้มีประสิทธิภาพ	นอกเหนือจากการสร้างเสริมสุขภาพให้มีพฤติกรรม							
การบริโภคและการออกกำลังกายที่เหมาะสมในรายบุคคลแล้ว	จำเป็นต้องใช้การมีส่วนร่วมจากภาคี								
ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน	ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข	ร่วมกัน											
มีบทบาทในการสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ		เสริมสร้างมาตรการเพื่อการปรับสภาพ
แวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ	เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารสุขภาพและการออกกำลังกาย
ลดโอกาสการเข้าถึงอาหารและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ		ตลอดจนให้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น										
เพื่อเพิ่มทักษะในการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติตามบทบาทของครอบครัว	ชุมชน	มาตรการต่างๆ	
เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ด้อยโอกาส	คนจน	เด็กและเยาวชน	เนื่องจากมีข้อจำกัดในการ
เลือกอาหารที่รับประทานและสิ่งแวดล้อมที่ตนอาศัย		ตัวอย่างบทบาทที่สำคัญ	ในแต่ละภาคส่วนของ
ระดับอำเภอและจังหวัด		ดังนี้	
บทบาทของแพทย์เวชปฏิบัติและบุคลากรทางการแพทย์
	 1.	ประพฤติตนเป็นแบบอย่างในการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี	
	 2.	 ตรวจค้น	เฝ้าระวังเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนแต่เนิ่นๆ	โดยในเด็กติดตามจาก	
	 	 กราฟการเจริญเติบโตของเด็ก	และให้คำแนะนำพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็ก	ในกรณีที่เด็กมี	
	 	 ภาวะน้ำหนักเกินหรือท้วม	เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วน	อธิบายให้	
	 	 พ่อแม่ตระหนักถึงผลเสียของโรคอ้วน	และส่งต่อเด็กโรคอ้วนเพื่อรับการดูแลที่ถูกต้องจาก	
	 	 กุมารแพทย์ต่อไป	
	 3.	 เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วนและให้คำแนะนำ	เพิ่มทักษะในการปฏิบัติตนรายบุคคลถึง	
	 	 การลดหรือควบคุมน้ำหนัก	พร้อมติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ	
	 4.	 สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย	6	เดือน	
	 5.	 ส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กให้รับประทานอาหารสุขภาพและออกกำลังกายสม่ำเสมอตั้งแต่เยาว์วัย	
	 6.	 รณรงค์	ประชาสัมพันธ์	สร้างความตื่นตัวแก่ประชาชน	ตระหนักถึงความสำคัญของโรคอ้วน		
	 	 เพื่อให้ประชาชน	ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น	และคอยหมั่นชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ	
	 7.	 ควรจะมีการป้องกันควบคู่ไปกับการรักษา	โดยการสอนอาสาสมัครเพื่อให้คำแนะนำ	ดูแล	
	 	 เบื้องต้นกับคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วน	ในชุมชน	และมีการส่งต่อในสถานพยาบาล	
	 	 ตามความเหมาะสม	
	 8.	 สนับสนุน	ให้ความรู้	คำแนะนำแก่ชุมชน	ครอบครัว	โรงเรียน	ในการสร้างเสริมและปรับ	
	 	 เปลี่ยนพฤติกรรม	
	 9.	 สนับสนุนให้ท้องถิ่น	ชุมชน	โรงเรียน	สถานที่ทำงาน	องค์กรภาคประชาชน		มีส่วนร่วมใน	
	 	 การสร้างนโยบายสาธารณะและปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันโรคอ้วน	หรือมีส่วน	
	 	 ร่วมในโครงการที่จัดขึ้นเพื่อป้องกันโรคอ้วน	
������� ok+++.indd 69 8/24/10 4:00:03 PM
70 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
บทบาทของครอบครัว
	 1.	 ผู้ปกครองต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ	
	 2.	 สร้างค่านิยมว่าเด็กอ้วนไม่ได้หมายถึงการมีสุขภาพดี	
	 3.	 เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย	6	เดือน	
	 4.	 สอนให้เด็กมีวินัยในการกิน	กินอาหารให้เป็นเวลา	ตักอาหารให้พอดีกิน	ไม่ควรมากเกินไป		
	 	 จะเกิดการกินแบบไม่ยั้ง	สอนให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด	และกินพอดีอิ่ม	
	 5.	 สอนให้บริโภคผักและผลไม้ที่ไม่หวานให้เป็นนิสัย	แทนขนมและของว่างที่ทำให้อ้วน		
	 6.	 ไม่สอนให้เด็กกินอาหารรสจัด	พ่อแม่บางคนชอบปรุงรสอาหารด้วยน้ำตาลทราย	น้ำปลา		
	 	 และพริก	ทำให้เด็กติดอาหารรสจัด	ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ	เสี่ยงต่อเบาหวาน	โรคอ้วน		
	 	 และความดันโลหิตสูง	
	 7.	 ดื่มนมแต่พอดี	ไม่ดื่มปริมาณมากเกินไป	พ่อแม่บางคนมีค่านิยมให้เด็กดื่มนมมากๆ	ได้	
	 	 แคลเซียมมากๆ	ทำให้ตัวสูง	แต่ความจริงแล้วการดื่มปริมาณมากเกินไปไม่ทำให้เด็กสูง	
	 	 มากขึ้น		แต่เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้	เด็กอายุเกิน	1	ขวบ	ควรเลิกกินนมมื้อกลางคืน		
	 	 เด็กอนุบาลควรกินนมวันละ	2-3	มื้อก็เพียงพอ	
	 8.	 ไม่ซื้อขนม	นม	และอาหารสะสมไว้ในบ้าน	ไม่ซื้อเป็นแพ็คหรือลังหรือในหน่วยบริโภค	
	 	 ที่ใหญ่	 เด็กยังไม่สามารถยับยั้งความอยากได้	 เมื่อมีของอยู่ในบ้านมากก็จะบริโภค	
	 	 ครั้งละมากๆ	จนหมดในระยะเวลาอันสั้น	และจะมีน้ำหนักเกินในที่สุด	
	 9.	 ลดกิจกรรมที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย	โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูโทรทัศน์	ซึ่งมักมีความสัมพันธ์	
	 	 กับการกินขนมจุบจิบ	มีข้อแนะนำให้เด็กดูโทรทัศน์	(รวมการเล่นเกมคอมพิวเตอร์)	ไม่เกิน		
	 	 2	ชั่วโมงต่อวัน	
	 10.	 สนับสนุนให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน	และการทำกิจกรรมต่างๆ	ในบ้าน	เช่น		
	 	 การขี่จักรยานแทนการนั่งรถ	การทำสวนหรือทำงานบ้านร่วมกัน		จัดให้ออกกำลังกายที่	
	 	 บ้านอย่างสม่ำเสมอ	อย่างน้อย	20	นาทีต่อวัน	ทุกวัน	
	 11.	 ส่งเสริมวัฒนธรรมการออกกำลังกายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว		มีกิจกรรม	
	 	 ออกกำลังกายร่วมกันในครอบครัว	สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกายในวันหยุดสุดสัปดาห์		
	 	 เป็นเวลาอย่างน้อย	1-2	สัปดาห์	เช่น	ว่ายน้ำ	เล่นแบดมินตัน	เทนนิส	บาสเกตบอล		
	 	 ถีบจักรยาน	เป็นต้น		
	 12.	 สนับสนุนการทำงานของโรงเรียนและชุมชน		ในการส่งเสริมการออกกำลังกายหรือการ	
	 	 เคลื่อนไหวร่างกายแก่เด็กและเยาวชน	
������� ok+++.indd 70 8/24/10 4:00:06 PM
71
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
บทบาทของโรงเรียน
	 1.	ควบคุมมาตรฐานอาหาร	น้ำดื่ม	ขนม	และของว่าง	ที่จัดให้หรือจำหน่ายในโรงเรียน	ให้มี	
	 	 คุณค่าทางโภชนาการ	เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ	ทั้งใน	
	 	 ส่วนของโรงอาหาร	เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ	และสหกรณ์ของโรงเรียน	
	 2.	จำกัดการขายอาหาร	ขนม	และเครื่องดื่ม	โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารหรือเครื่องดื่มที่เสี่ยงต่อ	
	 	 สุขภาพ	(unhealthy	foods)	ในกรณีที่มีตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติหรือขายอาหารในโรงเรียน		
ควรจัดหาเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลหรือรสหวาน	เช่น	น้ำเปล่า	นม	น้ำส้ม	ผัก	ผลไม้	อาหารว่าง	
ที่มีไขมันและน้ำตาลต่ำ	
	 3.	ลดและควบคุมการขายขนมกรุบกรอบให้มีปริมาณจำกัด	 เช่น	 มันฝรั่งทอด	 บะหมี่กึ่ง	
	 	 สำเร็จรูปทานเล่น	
	 4.	ลดและควบคุมการขายขนมที่มีน้ำตาลสูงหรือหวาน	เช่น	ลูกอม	ช็อกโกแลต	หมากฝรั่ง		
	 	 อมยิ้ม	ขนม	เยลลี่รูปแบบต่างๆ	ฯลฯ	
	 5.	ส่งเสริมการขายอาหารประเภทนึ่งหรือย่าง	(อาหารปิ้งย่างต้องไม่ไหม้ดำ)	ลดการขายอาหาร	
	 	 ประเภท	ทอด	หรือผัด	รวมถึงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมากเป็นส่วนประกอบหรือปรุง	
	 	 อาหาร	
	 6.	จัดพื้นที่การขายผลไม้หรืออาหารว่างที่มีประโยชน์	ให้นักเรียนเข้าถึงง่ายกว่าอาหารที่เสี่ยง	
	 	 	ต่อสุขภาพ	
	 7.	สนับสนุนให้นักเรียนรับประทานอาหารสุขภาพ	(healthy	foods)	โดยเพิ่มจำนวนชนิด	
	 	 อาหาร	 เพื่อให้นักเรียนเลือกรับประทานได้	 และควบคุมราคาให้เหมาะสมในระดับที่	
	 	 นักเรียนสามารถซื้อได้	และสนับสนุนให้นักเรียนงดเว้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง		
	 	 เกลือสูง	น้ำตาลสูง	
	 8.	ให้ความรู้หลักสูตรโภชนาการที่ดีและเหมาะสม	ทักษะการเลือกรับประทานอาหาร	ในวิชา	
	 	 สุขศึกษา	เพื่อมั่นใจว่าเด็กสามารถเลือกอาหารสุขภาพรับประทานนอกโรงเรียน	
	 9.	งดเว้นการตั้งป้ายโฆษณา	โปสเตอร์	สิ่งพิมพ์	หรือเครื่องหมายการค้า	สัญลักษณ์	ของ	
	 	 ผลิตภัณฑ์	อาหาร	เครื่องดื่ม	ขนม	และของว่าง	ที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือโภชนาการ	
	 	 ไม่เหมาะสมภายในโรงเรียน	อุปกรณ์การเรียน	และภาชนะอุปกรณ์ในโรงเรียน	
	 10.	 โรงเรียนควรงดเว้นการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหาร	ขนม	และของว่างที่ไม่มีคุณค่าทาง	
	 	 โภชนาการ	หรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูง	เกลือสูง	ไขมันสูง	รวมถึงการขอสนับสนุนในรูปแบบ	
	 	 ต่างๆ	จากผลิตภัณฑ์	
	 11.	 ไม่ใช้อาหาร	ขนม	เป็นรางวัล	หรือหากจะใช้ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็น	
	 	 รางวัล	และไม่ใช้การงดเว้นอาหารเป็นมาตรการลงโทษ	
������� ok+++.indd 71 8/24/10 4:00:09 PM
72 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 12.	 สนับสนุน จัดหา ลงทุนด้านทรัพยากรต่างๆ ที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ได้แก่ หลักสูตรที่

	 	 เหมาะสมตามวัย บุคลากร ครูสอนพลศึกษา อุปกรณ์ และสถานที่ให้เพียงพอ มีคุณภาพ

	 	 และปลอดภัย
	 13.	 เพิ่มโอกาสการออกกำลังกายในโรงเรียน โดยในวิชาพลศึกษาให้มีการออกกำลังกายอย่าง

	 	 เต็มที่อย่างน้อย 30 นาทีต่อคาบ และจัดส่งเสริมให้นักเรียนมีกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว

	 	 เพิ่มเติมทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที นอกเหนือจากชั่วโมงพลศึกษาปกติ
	 14.	 สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายนอกเวลาชั่วโมงเรียน หรือหลังเลิกเรียน เช่น การจัด

	 	 ตั้งสนามกีฬาของโรงเรียนเป็นศูนย์กีฬาและสุขภาพของชุมชน การเปิดโอกาสให้ใช้สนาม

	 	 กีฬาหลังเลิกเรียน
	 15.	 ให้ความรู้ในหลักสูตรการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสุขภาพในรายวิชาสุขศึกษา
	 16.  เปิดโอกาสและกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปรับหลักสูตรวิชาพลศึกษาที่น่าสนใจตาม

	 	 วัย เพื่อให้เกิดการยอมรับ นำไปปฏิบัติสม่ำเสมอ เช่น การละเล่น กิจกรรมตามจังหวะดนตรี 

	 	 เต้นรำ ลีลาศ  
	 17.	 ประยุกต์และบูรณาการเนื้อหาทางวิชาการของแต่ละวิชาให้สอดคล้องหรือเอื้อประโยชน์ต่อ

		 การเคลื่อนไหวของเด็ก เช่น เปลี่ยนอิริยาบถในระหว่างเรียน หรืออาจอยู่ในรูปแบบการเล่นเกม
	 18.	 จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญและเพิ่มโอกาสการออกกำลังกายอย่าง

	 	 สม่ำเสมอ เช่น การแข่งขันกีฬาสี การแข่งขันกีฬาระหว่างห้องเรียน การทดสอบสมรรถภาพ

	 	 ร่างกาย 
	 19.	 ครูต้องไม่ใช้การออกกำลังกายเป็นวิธีการทำโทษนักเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดี

	 	 ต่อการออกกำลังกาย
	 20.	 ครูและบุคลากรในโรงเรียนต้องเป็นแบบอย่างในการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 
	 21.	 พัฒนาทักษะ ให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านอาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย แก่ครู 

	 	 บุคลากรในโรงเรียน ผู้จัดรายการอาหาร ผู้ปรุงอาหาร และผู้ประกอบการภายในโรงเรียน
	 22.	 ส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ อาหาร การออกกำลังกาย ได้แก่ 

	 	 จัดบอร์ดมุมความรู้ข่าวสาร นิทรรศการ แข่งขันตอบปัญหา รณรงค์ผ่านช่องทางสื่อสาร

	 	 ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เสียงตามสาย วิทยุโรงเรียน  
	 23.  เฝ้าระวัง ติดตามภาวะโภชนาการในเด็กนักเรียนทุก 6 เดือน และให้นักเรียนมีส่วนร่วมลง

		 บันทึกข้อมูลเองเพื่อจะได้ทราบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ อ้วน หรือ ผอม มีคำแนะนำการปฏิบัติตน

		 โดยทางโรงเรียนจัดรูปแบบได้หลายอย่าง เช่น การใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อนช่วยเพื่อน 

	 	 การได้รับรางวัลเมื่อสามารถลด เพิ่ม หรือควบคุมน้ำหนักให้เข้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ 
	 24.  สนับสนุนให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพของ 

	 	   โรงเรียน เพื่อให้สามารถบูรณาการไปกับวิถีชีวิตของครอบครัวและชุมชน
������� ok+++.indd 72 8/24/10 4:00:13 PM
73
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
บทบาทของสถานที่ทำงาน
	 1.	 สร้างวัฒนธรรมองค์กรโดยการบูรณาการให้เห็นคุณค่าของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีควบคู่ไป	
	 	 กับการทำงาน	
	 2.	 ส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ	อาหาร	การออกกำลังกาย	ได้แก่	จัด	
	 	 บอร์ดมุมความรู้ข่าวสาร	นิทรรศการ	แก่พนักงาน	
	 3.	 สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย	6	เดือน	เช่น	มี	day	care	สำหรับพนักงาน	ปรับ	
	 	 ชั่วโมงหรือลักษณะงาน		มีสถานที่มิดชิดในการเก็บน้ำนม	
	 4.	 จัดหาอาหารสุขภาพให้มีจำนวน	ชนิดเพิ่มขึ้น		ลดอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพในโรงอาหาร	หรือ	
	 	 ห้องอาหาร			
	 5.	 สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว		โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนทำงาน	
	 	 ออฟฟิศ	คนทำงานที่นั่งเป็นประจำ	คนทำงานคอมพิวเตอร์	เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์	ซึ่งมีการ	
	 	 เคลื่อนไหวน้อย	ให้เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายโดยปรับใช้กับชีวิตประจำวัน	แนะนำให้มีการพัก	
	 	 สายตา	ยืดเส้นยืดสาย	หรือเดินไปมา	เป็นเวลา	10	นาทีของทุกชั่วโมงในการทำงาน	6-8		
	 	 ชั่วโมง		ปรับแผนชั่วโมงการทำงานของพนักงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย	
	 6.	 สนับสนุนการเดินแทนการขึ้นลิฟท์		มีป้ายเด่นชัดให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์	มีทางเดินหรือ	
	 	 ทางเชื่อมระหว่างอาคารแทนการขับรถ		
	 7.	 จัดเวลาออกกำลังกายในที่ทำงาน		เช่น		ช่วงเที่ยงหรือเย็น	
	 8.	 จัดให้มีการสนับสนุน	จัดหาอุปกรณ์ช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย	ในสถานที่ทำงาน		
	 9.	 สร้างแรงจูงใจ	แก่พนักงานที่มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม	
	 10.	 สนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน	
บทบาทของชุมชน
	 1.	 สนับสนุนการผลิต	การขาย	อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพในตลาด	ร้านค้า	ร้านอาหารใน	
	 	 ชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถหาซื้อและมีรับประทานได้ง่าย	ในราคาไม่แพง		
	 2.	 สร้างแรงจูงใจ	กระตุ้น	เกษตรกร	ผู้ผลิตในท้องถิ่นและผู้จำหน่ายให้มีการผลิต	จัดหาอาหาร	
	 	 และเครื่องดื่มสุขภาพ	 เช่น	 จัดพื้นที่ในชุมชนสำหรับการปลูกผักปลอดสารพิษ	 หรือ	
	 	 ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ		เพิ่มช่องทางจำหน่าย	
	 3.	 จำกัดการเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ	ในตลาด	ร้านค้าในชุมชน	เช่น	ให้		
	 	 1	ส่วนบริโภค	(portion	size:	น้ำหนัก	ปริมาตร	ปริมาณพลังงาน)	ของอาหาร	ขนม	หรือ	
	 	 เครื่องดื่มที่พร้อมรับประทานมีขนาดเล็กลง	
	 4.	 มีนโยบายท้องถิ่นที่ลดการโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ		เพิ่มการโฆษณา	
	 	 ประชาสัมพันธ์	เพื่อส่งเสริมอาหารสุขภาพในชุมชน	
������� ok+++.indd 73 8/24/10 4:00:16 PM
74 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
	 5.	 ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือรสหวานในชุมชน
	 6.	 สนับสนุนให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน  ให้มากขึ้น
	 7.	 สนับสนุนส่งเสริมการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาในท้องถิ่น  กิจกรรมนันทนาการในชุมชน
	 8.	 จัดหาสถานที่สำหรับออกกำลังกายที่เพียงพอ และปลอดภัย
	 9.	 สร้างทางเดินที่ปลอดภัย  มีทางเดินรถจักรยานเพื่อกระตุ้น สนับสนุนให้เดิน หรือปั่นจักรยาน 

	 	 ถ้าจะเดินทางไปสถานที่ใกล้
	 10.	 ปรับปรุง พัฒนาระบบขนส่งมวลชน เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว
	 11.	 กำหนด หรือสร้างเขตพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ 

	 	 ทำกิจกรรม นันทนาการ ร่วมกันในชุมชน
	 12.	 จัดกิจกรรมยกย่อง หรือให้รางวัลแก่บุคคลต้นแบบที่มีการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ

	 	 เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในชุมชน
	 13.	 ภาคีเครือข่ายในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ตระหนัก

	 	 ถึงปัญหาของโรคอ้วน มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการแก้ไขปัญหา ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้าง

	 	 พันธะสัญญา ในการปรับนโยบายและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริม

	 	 สุขภาพ 
������� ok+++.indd 74 8/24/10 4:00:22 PM
75
แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
คณะทำงาน
	 1.	 ศาตราจารย์แพทย์หญิงวรรณี		นิธิยานันท์							 	
	 	 	 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล	
	 2.	 ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ	วิชญาณรัตน์	 	
	 	 	 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล	
	 3.	 ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจุฬาภรณ์	รุ่งพิสุทธิพงษ์	 	
	 	 	 คณะแพทยศาสตร์		โรงพยาบาลรามาธิบดี	
	 4.	 พันเอก	(พิเศษ)	รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงอภัสนี	บุญญาวรกุล	 	
	 	 	 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า	
	 5.	 พันเอก	(พิเศษ)	แพทย์หญิงยุพิน	เบ็ญจสุรัตน์วงศ์	 	
	 	 	 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า	
	 6.	 ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สารัช	สุนทรโยธิน	 	
	 	 	 คณะแพทยศาสตร์		จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย	
	 7.	 ผู้ช่วยศาสตราจารย์	ดร.รุ่งชัย	ชวนไชยะกูล	 	
	 	 	 วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา		มหาวิทยาลัยมหิดล	
	 8.	 นายแพทย์สุริยเดว	ทรีปาตี	 	
	 	 	 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว	มหาวิทยาลัยมหิดล	
	 9.	 นายแพทย์เพชร	รอดอารีย์	 	
	 	 	 วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร	และวชิรพยาบาล	
10.	 แพทย์หญิงศุภวรรณ	บูรณพิร	 	
	 	 	 คณะแพทยศาสตร์	มหาวิทยาลัยเชียงใหม่	
11.	 นายแพทย์อรรถพล	แก้วสัมฤทธิ์	 	
	 	 	 กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ	กรมอนามัย	
12.	 ดร.วณิชา	กิจวรพัฒน์	 	
	 	 	 สำนักโภชนาการ	กรมอนามัย	
13.	 แพทย์หญิงอัมพร	เบญจพลพิทักษ์	 	
	 	 	 สำนักพัฒนาสุขภาพจิต	กรมสุขภาพจิต	
14.	 แพทย์หญิงจุรีพร	คงประเสริฐ	 	
	 	 	 สำนักโรคไม่ติดต่อ	กรมควบคุมโรค	
15.	 ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ชัยชาญ	ดีโรจนวงศ์	 	
	 	 	 โรงพยาบาลราชวิถี	กรมการแพทย์	
������� ok+++.indd 75 8/24/10 4:00:26 PM
76 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน
16.	 รองศาสตราจารย์คลินิกแพทย์หญิงสุนทรี รัตนชูเอก	 
	 	 	 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์
17.	 แพทย์หญิงใยวรรณ ธนะมัย	
	 	 	 โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ 
18.	 นายแพทย์สมเกียรติ โพธิสัตย์
	 	 	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์
19.	 นายแพทย์อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ	
	 	 	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์
20.	 นางรัชนีบูลย์ อุดมชัยรัตน์
	 	 	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์
21. 	นางสุรีพร คนละเอียด
	 	 	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์
22. 	นางสาวพรทิพย์  ปรีชาไชยวิทย์
	 	 	 สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์



������� ok+++.indd 76 8/24/10 4:00:28 PM

Cpg obesity in children

  • 1.
    Cover FAT NEWM9.indd 1 1/11/70 8:37 PM
  • 2.
  • 3.
    B แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ISBN: 978-974-422-581-8 พิมพ์ครั้งที่1: กรกฎาคม 2553 พิมพ์ที่: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด จัดพิมพ์โดย: สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ������� content ok.indd 2 8/24/10 4:01:31 PM
  • 4.
    Cแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน คำนำ องค์การอนามัยโลกประกาศใหโรคอวนเปนโรคระบาดตั้งแต่ป พ.ศ. 2540 โดยในป พ.ศ. 2546 มีผูที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติทั่วโลกประมาณ 1,000 ลานคน ในจำนวนนี้ 300 ลานคน เปนโรคอวน และจากขอมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในเด็กประถมศึกษา มีอุบัติการณ์ เฉลี่ยรอยละ 20 ทั่วประเทศไทย เมื่อเทียบกับ 10 ปที่แลว อุบัติการณ์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว โดยปจจัย ที่มีผลต่อภาวะน้ำหนักเกินหรือเปนโรคอวน มีทั้งปจจัยส่วนบุคคลและปจจัยภายนอก โรคอวน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางร่างกาย ทางสังคม และจิตใจ ไดแก่ เกิดโรคหรือ กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอวน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งบางชนิด กลุ่มโรคความผิดปกติจากต่อมไรท่อ กลุ่มโรคหรือภาวะที่เกิดจากน้ำหนักและไขมันมากเกิน คนอวน อาจเกิดความรูสึกทอแท มีปมดอย เกิดภาวะเครียด ซึ่งปญหาดังกล่าวขางตน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผูปวย และเกิดภาระค่าใชจ่ายของครอบครัว รวมถึงเปนภาระค่าใชจ่ายของประเทศในการดูแล รักษาภาวะโรคเรื้อรังที่จะตามมาจากโรคอวนดวย เพื่อปองกันและแกไขปญหาดังกล่าว กรมการแพทย์โดยความร่วมมือระหว่างผูเชี่ยวชาญ สาขาที่เกี่ยวของจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา วิทยาลัย แพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ชมรมโรคอวนแห่งประเทศไทย รวมทั้งหน่วยงานและสถานบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไดร่วมกันจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ การปองกันและดูแลรักษาโรคอวน เพื่อเปนแนวทางในการดูแลประชาชนสำหรับบุคลากรทางการ แพทย์และสาธารณสุขไดอย่างถูกตอง เหมาะสมต่อไป ซึ่งกรมการแพทย์ขอขอบคุณคณะผูเชี่ยวชาญ ทุกท่านที่ไดกรุณาสละเวลาในการรวบรวมขอมูล จัดทำร่าง ประชุมพิจารณาและทบทวนเนื้อหา แนวทางเวชปฏิบัตินี้ จนมีความสมบูรณ์เหมาะสมทางดานวิชาการและมีความเปนไปไดในทาง ปฏิบัติ และขอขอบคุณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ และการจัดพิมพ์เผยแพร่ใหสถานบริการในระดับต่างๆ (นายเรวัต วิศรุตเวช) อธิบดีกรมการแพทย์ ������� content ok.indd 3 8/24/10 4:01:31 PM
  • 5.
  • 6.
    Eแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน สารบัญ หนา แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน 1 วัตถุประสงค์ 1 กลุมเป้าหมาย 1 บทนำ/นิยาม 1 การวินิจฉัยโรคอ้วน 2 การดูแลรักษาโรคอ้วน 7 การใชโภชนบำบัด 7 การออกกำลังกาย 17 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 19 การรักษาดวยการใชยา 21 การรักษาดวยการผ่าตัด 23 การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข 25 การสงตอผู้ปวยโรคอ้วน 27 เอกสารอ้างอิง 28 แนวทางการดูแลและปองกันโรคอวนในเด็ก 33 เอกสารอ้างอิง 50 ภาคผนวก 53 ภาคผนวก 1 55 คำแนะนำดานการบริโภคอาหารเพื่อส่งเสริมคุณภาพ 55 ภาคผนวก 2 60 รูปแบบการออกกำลังกาย 60 ภาคผนวก 3 65 ยาและผลิตภัณฑ์ในการลดน้ำหนัก 65 ภาคผนวก 4 68 กุญแจสำคัญในการปองกันโรคอวน 68 คณะทำงาน 75 ������� content ok.indd 5 8/24/10 4:01:32 PM
  • 7.
    F แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน หนา ตารางที่ 1 ภาวะโภชนาการของผูที่มีอายุ ≥ 18 ป โดยใชดัชนีมวลกายของคนไทย 2 ตารางที่ 2 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอวน 4-5 ตารางที่ 3 อาหารแลกเปลี่ยนที่ใหพลังงาน 1,200 กิโลแคลอรี/วัน 9 ตารางที่ 4 การกระจายการกินอาหารแต่ละมื้อใน 1 วัน 9 ตารางที่ 5 ตัวอย่างรายการอาหาร 1,200 กิโลแคลอรี 10-12 ตารางที่ 6 ตัวอย่างรายการอาหาร 1 สัปดาห์ 13 ตารางที่ 7 การใชพลังงานในการทำกิจกรรมระดับต่างๆ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 18 ตารางที่ 8 ขอพิจารณาในการรักษาโรคอวนตามดัชนีมวลกายและปจจัยเสี่ยงในชาวเอเชีย 21 ตารางที่ 9 ยาที่ไดรับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา 22 ในการรักษาโรคอวนและมีจำหน่ายในประเทศไทย ตารางที่ 10 ประสิทธิผลของยาชนิดต่างๆ ในการลดน้ำหนักตัว 23 สารบัญตาราง ������� content ok.indd 6 8/24/10 4:01:33 PM
  • 8.
    1 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางเวชปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือ ส่งเสริมคุณภาพของการบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม กับทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทย โดยหวังผลในการสร้างเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาสุขภาพ ของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ข้อแนะนำต่างๆ ในแนวทางเวชปฏิบัตินี้ มิใช่ข้อบังคับ ของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏิบัติแตกต่างไปจากข้อแนะนำนี้ได้ ในกรณีที่สถานการณ์แตกต่างออกไป หรือมีเหตุผลที่สมควร โดยใช้วิจารณญาณ และอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการและจรรยาบรรณ วัตถุประสงค์ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้การป้องกัน ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนตามความเหมาะสม กลุ่มเป้าหมาย แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ระดับโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานีอนามัย และศูนย์สุขภาพชุมชน บทนำ/นิยาม ปริมาณไขมันที่เหมาะสมและความแข็งแรงของร่างกายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดี อันเนื่อง มาจากความสมดุลของภาวะโภชนาการและกิจกรรมทางกาย โรคอ้วนเกิดจากการที่มีปริมาณไขมัน ในร่างกาย (body fat) มากเกินกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ไขมันในร่างกายมี 2 แหล่งใหญ่ คือ ไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous) และไขมันที่อวัยวะต่างๆ ในช่องท้อง (visceral fat) หรือไขมัน ในช่องท้อง (intraabdominal fat) โรคอ้วน คือ ภาวะที่มีปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นในร่างกายทุกส่วน ทั้งไขมันใต้ผิวหนัง และไขมันใน ช่องท้อง อ้วนลงพุง คือ ภาวะที่มีปริมาณไขมันในช่องท้องมากเกิน โดยที่ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังอาจไม่ เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วนแนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางเวชปฏิบัติ การป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ������� ok+++.indd 1 8/24/10 3:54:28 PM
  • 9.
    2 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การวินิจฉัยโรคอ้วน การวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัวที่แน่นอน คือ การวัดปริมาณไขมันในร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด ส่วนการวัดปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง จะชี้บอกว่าเป็นโรคอ้วน ลงพุงหรือไม่ แต่การวัดปริมาณไขมันในร่างกายนี้ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ใน ทางปฏิบัติจึงใช้ body mass index (BMI) หรือดัชนีมวลกาย เพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัว (ตารางที่ 1) และเส้นรอบเอว เพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุง ดัชนีมวลกาย (Body mass index) ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในทางเวชปฏิบัติ และการศึกษาในภาคสนาม ให้ใช้ดัชนี มวลกายเป็นตัวบ่งชี้ที่เหมาะสม สำหรับประเมินภาวะโภชนาการในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดย คำนวณจากสูตร ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตร) 2 ตารางที่ 1 ภาวะโภชนาการของผู้ที่มีอายุ ≥≥≥ ≥ 18 ปี โดยใช้ดัชนีมวลกายของคนไทย สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย (กก./ม.2 ) โรคผอม ระดับ 3 ระดับ 2 ระดับ 1 < 16.0 16.0 - 16.9 17.0 - 18.4 ปกติ 18.5 - 22.9 น้ำหนักเกิน 23.0 - 24.9 โรคอ้วน ระดับ 1a ระดับ 1b ระดับ 2 ระดับ 3 25.0 - 29.9 30.0 - 34.9 35.0 - 39.9 ≥ 40.0 หมายเหตุ : การศึกษาในประเทศทางเอเชีย จัดให้ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25.0 กก./ม.2 เป็นโรคอ้วนระดับ 1a (ตารางที่ 1) และให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพระยะแรกเมื่อมีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23.0 กก./ม.2 ขึ้นไป ������� ok+++.indd 2 8/24/10 3:54:31 PM
  • 10.
    3 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การวัดเส้นรอบเอว ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอวคือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของ กระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร โดย พันสายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัดขนานกับพื้น ดังภาพที่ 1 แสดงการวัดเส้น รอบเอวที่ถูกต้อง การตัดสินอ้วนลงพุงโดยการวัดเส้นรอบเอว มีข้อดีหลายประการ คือ เป็นดัชนีที่คาดคะเน มวลไขมันในช่องท้อง การวัดทำได้ง่าย มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกาย ใช้ทำนายการเกิดโรคแทรกซ้อน จากโรคอ้วนได้ดี เกณฑ์การตัดสินอ้วนลงพุงในผู้ใหญ่โดยเส้นรอบเอว คือ ในเพศชายมีเส้นรอบเอว ตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป และในเพศหญิงมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป ภาพที่ 1 ตำแหน่งการวัดเส้นรอบเอวที่ถูกต้อง ������� ok+++.indd 3 8/24/10 3:54:41 PM
  • 11.
    4 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วนแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ ❖กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน ❖ กลุ่มความผิดปกติของต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ❖ กลุ่มโรค หรือภาวะที่เกิดจากน้ำหนักและไขมันที่มากเกิน ❖ กลุ่มปัญหาทางสังคม และจิตใจที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน ตารางที่ 2 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน ผลกระทบต่อสุขภาพ ความเสี่ยงหรือความผิดปกติ (เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน) กลุ่มโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ โรคอ้วน ❖ ความดันโลหิตสูง - เกิดโรค 2.9 เท่า ❖ โรคหัวใจและหลอดเลือด - พบอันตรายจากโรคหัวใจโคโรนารีเพิ่มขึ้น แม้น้ำหนักตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ❖ โรคมะเร็งบางชนิด - เสียชีวิต 1.3 เท่าในเพศชาย และ 1.6 เท่าในเพศหญิง ❖ โรคนิ่วในถุงน้ำดี - เกิดโรค 3-4 เท่า ❖ โรคตับอักเสบจากไขมันสะสม (Non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD) - พบร้อยละ 90 ในคนที่ดัชนีมวลกาย > 40 กก./ม.2 ผู้ป่วยโรค NAFLD พบโรคอ้วนร่วมด้วยร้อยละ 60-90 กลุ่มความผิดปกติของ ต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ❖ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 - เกิดโรค 2 เท่าในคนอ้วนเล็กน้อย, 5 เท่าในคนอ้วนปานกลาง และ 10 เท่าในคนที่อ้วนมาก ❖ ภาวะไขมันผิดปกติ (dyslipidemia) - ไตรกลีเซอไรด์สูง, เอชดีแอล-ซี (HDL-C) ต่ำ, แอลดีแอล-ซี (LDL-C) มักปกติ ในขณะที่ แอลดีแอล-ซี (LDL-C) ชนิดเล็ก และหนาแน่น (small dense) เพิ่มขึ้น - พบ postprandial hyperlipidemia ❖ ความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ - กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ - ฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ - ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1-2 เท่า - ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก ❖ Metabolic syndrome* - เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ❖ โรคเกาต์ - ระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนปกติ และมีโอกาสเป็น โรคเกาต์มากขึ้น ������� ok+++.indd 4 8/24/10 3:54:45 PM
  • 12.
    5 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ตารางที่ 2 ผลกระทบต่อสุขภาพของโรคอ้วน(ต่อ) ผลกระทบต่อสุขภาพ ความเสี่ยงหรือความผิดปกติ (เมื่อเทียบกับคนที่ไม่อ้วน) กลุ่มโรค หรือภาวะที่เกิดจาก น้ำหนักตัวและไขมันมากเกิน ❖ โรคข้อเสื่อม - เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อม ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ❖ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดิน หายใจ ได้แก่ นอนกรน, Obstructive sleep apnea** - พบร้อยละ 10 ในคนอ้วนที่ดัชนีมวลกาย ≥ 30 กก./ม2 และพบร้อยละ 44 ในคนอ้วนที่ดัชนีมวลกาย ≥ 40 กก./ม2 ❖ ปัญหาอื่นๆ - พบโรคผิวหนังได้มากกว่าปกติ อาทิ เชื้อรา moniliasis บริเวณ ใต้ราวนม รักแร้และขาหนีบ ผิวหนังบริเวณรอบคอและรักแร้ เป็นปื้นดำ เรียกว่า acanthosis nigricans - การไหลเวียนเลือดจากขาขึ้นสู่หัวใจไม่สะดวก เกิด varicose vein, venous thrombosis และ stasis dermatitis - มีปัญหาจากการดมยาสลบ การผ่าตัด การคลอดบุตร และ แผลผ่าตัดหายช้ามากกว่าคนทั่วไป - อาจมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระลำบาก ผู้หญิงอาจมีอาการ กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดี กลุ่มปญหาทางสังคม จิตใจ และคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับ โรคอ้วน - มักไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม อาทิ การสมัครเข้าทำงาน เป็นต้น - อาจรู้สึกท้อแท้ มีปมด้อยเวลาเข้าสังคม - ความผิดปกติทางจิตใจ อาจทำให้เปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานมากขึ้น *Metabolic syndrome มีเกณฑ์การวินิจฉัย จากความผิดปกติอย่างน้อย 3 ข้อใน 5 ข้อต่อไปนี้ 1. อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม.ในผู้ชาย หรือ ≥ 80 ซม.ในผู้หญิง) 2. ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ≥ 150 มก./ดล. 3. ระดับ เอชดีแอล คอเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง 4. ความดันโลหิต ≥ 130/85 มม.ปรอท หรืออยู่ระหว่างการรับประทานยาลดความดันโลหิต 5. ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร ≥ 100 มก./ดล. **Obstructive sleep apnea มีอาการนอนกรนเสียงดัง เสียงกรนไม่สม่ำเสมอ และบางครั้งจะเป็นมากจนหยุด หายใจเป็นพักๆ มีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า ง่วงนอนในเวลากลางวัน หายใจช้า ตรวจเลือดจะมี hypercapnia และ hypoxemia ระยะต่อไปมี pulmonary hypertension และหัวใจซีกขวาล้มเหลว จนอาจถึงแก่กรรมได้ ������� ok+++.indd 5 8/24/10 3:54:48 PM
  • 13.
    6 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การซักประวัติผู้ป่วยโรคอ้วน ❖ ประวัติส่วนตัว ได้แก่ อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพการสมรส ❖ประวัติน้ำหนักตัวในอดีต ❖ ประวัติโรคทางกายต่างๆ ที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและ หลอดเลือด ❖ ประวัติโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า เครียด ❖ ประวัติอาการของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง เช่น ท้องผูก เชื่องช้า พูดช้า ขี้หนาว ❖ ประวัติลักษณะการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม กิจวัตรประจำวัน การออกแรง/ ออกกำลังกาย ❖ ประวัติการรักษาโรคอ้วนในอดีต ❖ ประวัติยาที่รับประทานเป็นประจำ ❖ ประวัติโรคอ้วนในครอบครัว ❖ ประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด การตรวจร่างกายผู้ป่วยโรคอ้วน ❖ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ❖ วัดความดันโลหิตและชีพจร ❖ สังเกตลักษณะคุชชิ่ง (Cushingoid Appearance) ได้แก่ หน้ากลม อ้วนส่วนกลางลำตัว ผิวหนังบาง มีจ้ำเลือดตามตัว ❖ ตรวจอาการแสดงของภาวะไทรอยด์บกพร่อง ได้แก่ ชีพจรช้า ซีด บวม ผิวแห้ง ตาบวม slow relaxation of reflex ❖ ตรวจร่างกายตามระบบทั่วไป ������� ok+++.indd 6 8/24/10 3:54:52 PM
  • 14.
    7 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การดูแลรักษาโรคอ้วน การรักษาโรคอ้วนต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องต่างๆ โดยมุ่งเน้นการควบคุมน้ำหนัก ให้สมดุล ซึ่งอาจพิจารณาจากดัชนีมวลกาย ควรให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การประสบความสำเร็จในการ ลดน้ำหนักต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ อาทิ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การออกกำลังกาย การตระหนักในการ ส่งเสริมสุขภาพตนเอง ภาวะโภชนาการที่เหมาะสม การจัดการด้านพฤติกรรม รวมถึงภาวะจิตใจที่ ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ถ้ากรณีต่างๆ ที่กล่าวมาไม่สามารถควบคุมน้ำหนักให้สมดุลได้ ก็จะต้องทำการ รักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดแล้วแต่กรณี การใช้โภชนบำบัด อาหาร อาหารสมดุล อาหารแลกเปลี่ยน การควบคุมแคลอรี การใช้โภชนบำบัดเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคอ้วน ได้แก่ การปรับเปลี่ยนด้านโภชนาการ โดยพิจารณาที่การรับประทานอาหารให้ได้แคลอรีที่สมดุล การควบคุมแคลอรี โดยการลดแคลอรีที่ รับประทานเข้าไป (caloric intake) และเน้นการเพิ่มการใช้แคลอรี (caloric expenditure) รวมถึง การเลือกรับประทานอาหารแลกเปลี่ยนในแต่ละมื้อ ทำความเข้าใจอาหารแลกเปลี่ยน อาหาร เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสำหรับมนุษย์ และการบริโภคอาหารก็เป็นความสุข อย่างหนึ่ง ปัจจุบันจึงมีการรณรงค์เรื่องการบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อนำไปสู่การมี สุขภาพที่ดีมากขึ้น (ภาคผนวก 1) อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ คือ อาหารที่รับประทานแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเหมาะสม เมื่อรับประทานอาหารก็จะได้สารอาหารตามที่ได้รับประทานเข้าไป ฉะนั้น ในการ รับประทานอาหารแต่ละครั้ง จึงควรได้พิจารณาถึงชนิดและปริมาณของอาหารนั้นๆ ว่าจะก่อให้เกิด ประโยชน์แก่สุขภาพของเราได้อย่างไรบ้าง แต่พบว่าคนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในรสชาติและความ น่ารับประทานของอาหาร โดยทั่วๆไปแล้วอาหารที่บริโภคอยู่ทุกวันนี้ ก็มีสารอาหารเกือบครบถ้วนอยู่แล้ว เพียงแต่มา ปรับอีกเล็กน้อยก็จะถูกต้องตามหลักโภชนาการ อย่างไรก็ตามหากจำเป็นที่จะต้องมีการปรับ อัตราส่วนของอาหารที่บริโภคแล้ว “รายการอาหารแลกเปลี่ยน” สามารถจะนำไปเป็นแนวทางเลือก อาหารอย่างกว้างๆ สำหรับการวางแผนการบริโภคอาหารของแต่ละคนได้ รายการอาหารแลกเปลี่ยน คืออะไร เมื่อพูดถึงคำว่า “แลกเปลี่ยน” มักจะนึกถึงคำว่า “ทดแทน” การเอาของสิ่งหนึ่งมาแลกเปลี่ยน กับของอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือการเอามาทดแทนกัน ในเรื่องของอาหารก็เช่นเดียวกัน การบริโภคอาหารอย่าง หนึ่งทดแทนอาหารอีกอย่างหนึ่งได้ ������� ok+++.indd 7 8/24/10 3:54:56 PM
  • 15.
    8 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 6 44 3 31 ภาพที่ 2 ปรามิดโภชนาการหมวดอาหารแลกเปลี่ยน การดูแลรักษาโรคอ้วน ตามทฤษฎีการลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาว คือ ควบคุมพลังงาน ที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวันให้ได้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป การทำให้ร่างกายขาดดุล พลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ น้ำหนักจะลดลง 1/2 กิโลกรัม แบบแผนการลด น้ำหนักควรยืดหยุ่น และจะต้องช่วยลดความหิวและอ่อนเพลียได้ สำหรับผู้หญิงควรได้รับพลังงานต่ำสุด 1,000-1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และสำหรับผู้ชายควรได้รับพลังงานต่ำสุดประมาณ 1,400-1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่ รายการอาหารแลกเปลี่ยน คือ กลุ่มของอาหารที่ถูกกำหนดปริมาณไว้แน่นอน และมีคุณค่า ทางอาหารเท่ากัน ซึ่งเมื่อรับประทานแล้วสามารถทดแทนกันได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้การเลือกอาหาร เป็นไปได้ง่าย ได้มีการจำแนกอาหารออกเป็น 6 กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มอาหารจะให้พลังงานและคุณค่า อาหารที่ใกล้เคียงกัน คุณค่าทางอาหารนั้น ได้แก่ โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อาหารแลกเปลี่ยนแต่ละกลุ่มจะให้คุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะ ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่จะให้ คุณค่าทางอาหารได้ครบถ้วน ฉะนั้น เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกกลุ่ม รายการอาหารแลกเปลี่ยน 6 กลุ่ม (ภาคผนวก 1) กลุ่มที่ 1 หมวดนมแลกเปลี่ยน (นมสดธรรมดา นมลดไขมัน) กลุ่มที่ 2 หมวดผักแลกเปลี่ยน กลุ่มที่ 3 หมวดผลไม้แลกเปลี่ยน กลุ่มที่ 4 หมวดข้าว แป้ง ธัญพืชแลกเปลี่ยน กลุ่มที่ 5 หมวดเนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน (เนื้อสัตว์ ไข่) กลุ่มที่ 6 หมวดไขมันแลกเปลี่ยน (ไขมัน น้ำมันต่างๆ) หมวดอาหารแลกเปลี่ยน ������� ok+++.indd 8 8/24/10 3:55:03 PM
  • 16.
    9 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การรับประทานอาหารให้ได้พลังงานรวม 1,200 กิโลแคลอรี/วัน สามารถเลือกอาหารในแต่ละ หมวดโดยใช้อาหารแลกเปลี่ยนดังปิรามิดโภชนาการ และควรกระจายอาหารที่รับประทานทั้งวัน โดยไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง ตารางที่ 3อาหารแลกเปลี่ยนที่ให้พลังงาน 1,200 กิโลแคลอรี/วัน หมวดอาหาร พลังงาน 1,200 กิโลแคลอรี/วัน ดื่มนม ไม่ดื่มนม รับประทาน (ส่วน) พลังงาน รับประทาน (ส่วน) พลังงาน ข้าว 6 480 6 480 ผัก 4 100 5 125 ผลไม้ 3 180 3 180 เนื้อสัตว์ 4 220 5 275 นมขาดมันเนย 1 90 0 0 ไขมัน 3 135 3 135 พลังงานรวม 1,205 1,195 หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ดื่มนม พลังงาน 1,205 กิโลแคลอรี ได้มาจากโปรตีน 56 กรัม, ไขมัน 35 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 185 กรัม สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มนม พลังงาน 1,195 กิโลแคลอรี ได้มาจากโปรตีน 57 กรัม, ไขมัน 40 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 178 กรัม ตารางที่ 4 การกระจายการกินอาหารแต่ละมื้อใน 1 วัน ดื่มนม ไม่ดื่มนม 1 นม 2 ผัก 3 ผลไม้ 4 ข้าว 5 เนื้อสัตว์ 6 ไขมัน อาหารเช้า เวลา............. 1 1 1 1 1 2 2 1 1 1 1 อาหารว่าง เวลา............. อาหารกลางวัน เวลา............. 1 2 1 1 2 2 1 2 1 1 อาหารว่าง เวลา............. อาหารเย็น เวลา............. 2 2 1 1 2 2 2 2 1 1 อาหารดึก เวลา............. หมายเหตุ 1. หมวดเนื้อสัตว์ 1 ส่วน = 2 ช้อนโต๊ะ = 30 กรัม (มีโปรตีน 7 กรัม) ใช้หมวดเนื้อสัตว์ติดมันปานกลาง 2. ถ้าต้องการรับประทานมากขึ้นให้เพิ่มหมวดเนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน (ในภาคผนวก) 3. ใช้น้ำตาลเทียมแทน 4. งดแอลกอฮอล์ 5. นมขาดมันเนย 1 ส่วนแลกเปลี่ยน = เนื้อสัตว์ 1 ส่วนแลกเปลี่ยน + ผัก 1 ส่วนแลกเปลี่ยน ไม่ดื่มนม 1 1 2 1 1 1 2 2 1 2 2 1 2 2 1 ������� ok+++.indd 9 8/24/10 3:55:09 PM
  • 17.
    10 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ตารางที่ 5ตัวอย่างรายการอาหาร 1,200 กิโลแคลอรี วันที่ 1 อาหารเช้า ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวต้ม ข้าวต้มไก่ 1 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ไก่ไม่ติดมัน 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ลวก 1 ฟอง เครื่องดื่มไม่หวาน กาแฟดำ ผลไม้เเลกเปลี่ยน ฝรั่ง 1/2 ผลกลาง อาหารกลางวัน ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวสวย 1 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน เกาเหลาลูกชิ้นเนื้อสด ลูกชิ้น 4 ลูก เนื้อสด 2 ช้อนโต๊ะ ไขมันเเลกเปลี่ยน น้ำมันกระเทียมเจียว 1/2 ช้อนชา เครื่องดื่มไม่หวาน โซดาจืดใส่เกลือมะนาว ผลไม้เเลกเปลี่ยน สับปะรด 8 ชิ้นขนาดคำ อาหารเย็น ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวสวย 1 ถ้วยตวง แกงส้มกะหล่ำปลี ตามชอบ เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน หมูทอด หมูไม่ติดมัน 4 ช้อนโต๊ะ ไขมันเเลกเปลี่ยน น้ำมันพืช 2 1/2 ช้อนชา เครื่องดื่มไม่หวาน น้ำเปล่า ผลไม้เเลกเปลี่ยน มะม่วงสุก 1/2 ผลกลาง ������� ok+++.indd 10 8/24/10 3:55:13 PM
  • 18.
    11 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน วันที่ 2 อาหารเช้า ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวสวย 1 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ต้มเลือดหมู, เลือดหมู 2 ช้อนโต๊ะ ผัดถั่วงอก – เต้าหู้ 1/4 แผ่น หมู 1 ช้อนโต๊ะ ไขมันเเลกเปลี่ยน น้ำมันพืช 1 ช้อนชา เครื่องดื่มไม่หวาน น้ำเปล่า ผลไม้เเลกเปลี่ยน เงาะ 4 ผล อาหารกลางวัน ข้าวแลกเปลี่ยน เกี๊ยว 10 ลูก เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ปอเปี๊ยะสด 1 แท่ง ไขมันเเลกเปลี่ยน ไขมัน น้ำมันพืช 1 ช้อนชา เครื่องดื่มไม่หวาน น้ำเปล่า ผลไม้เเลกเปลี่ยน ส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง (150 กรัม) อาหารเย็น ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวสวย 1 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ต้มยำไก่ ไก่ไม่ติดมัน 3 ช้อนโต๊ะ เห็ดฟาง ตามชอบ ผัดผักคะน้าหมู 1 ช้อนโต๊ะ ไขมันเเลกเปลี่ยน น้ำมันพืช 1 ช้อนชา ผลไม้เเลกเปลี่ยน แตงโม 15 ชิ้นขนาดคำ ������� ok+++.indd 11 8/24/10 3:55:17 PM
  • 19.
    12 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน วันที่ 3 อาหารเช้า ข้าวแลกเปลี่ยน ขนมปังจืด 2 แผ่น เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ไส้กรอกลวก 1 ชิ้น ผักสด- หรือต้ม+เกลือ ไขมันเเลกเปลี่ยน เนย 2 ช้อนชา นมแลกเปลี่ยน นมขาดมันเนย 1 กล่อง ผลไม้เเลกเปลี่ยน มังคุด 3 ผลโต อาหารกลางวัน ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวเหนียว 1/4 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน ไก่ย่างไม่ติดหนัง 4 ช้อนโต๊ะ น้ำจิ้มเค็ม ส้มตำไทย ผลไม้เเลกเปลี่ยน องุ่น 20 ผล อาหารเย็น ข้าวแลกเปลี่ยน ข้าวสวย 1 ถ้วยตวง เนื้อสัตว์แลกเปลี่ยน แกงจืดเต้าหู้หลอด 1/2 หลอด หมูสับ 2 ช้อนโต๊ะ ปลาช่อนแป๊ะซะ 2 ช้อนโต๊ะ ไขมันเเลกเปลี่ยน น้ำมันพืช 1 ช้อนชา ผลไม้เเลกเปลี่ยน ส้มโอ 2 กลีบ ������� ok+++.indd 12 8/24/10 3:55:20 PM
  • 20.
    13 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ตารางที่ 6 ตัวอย่างรายการอาหาร1 สัปดาห์ วัน เช้า กลางวัน เย็น วันจันทร์ ขนมปัง แฮม นมพร่องมันเนย ข้าว แกงจืดผักกาดขาว ผัดกระเพรากุ้ง ผลไม้ ข้าว แกงส้ม – ไข่ต้ม ผัดดอกกุยช่าย วันอังคาร ข้าว เต้าหู้ผัดถั่วงอก ผลไม้ สลัดไก่อบ ปลาแป๊ะซะ ข้าว แกงเลียง ผัดคะน้า วันพุธ ข้าวต้มทะเล ไข่ลวก ยำเนื้อย่าง เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อสด ผลไม้ ข้าว ไก่ตุนฟัก ผัดผักนานาพันธุ์ วันพฤหัสบดี ข้าว แกงจืดเต้าหู้ขาว เกี๊ยวน้ำ ผลไม้ ข้าว ต้มจับฉ่าย ปลาทอด ยำแตงกวา วันศุกร์ โจ๊กไก่ ไข่ลวก กวยเตี๋ยวน้ำ ลูกชิ้นปลา ผลไม้ ข้าว ต้มยำกุ้ง – เห็ด ผัดหน่อไม้ฝรั่ง ไก่นึ่ง วันเสาร์ ข้าว แกงจืดเลือดหมู ราดหน้าไม่ใส่เส้น ผลไม้ ข้าว แกงป่าไก่ ผัดดอกกะหล่ำ หมูย่างน้ำปลาพริก วันอาทิตย์ ข้าวต้มปลา ข้าวสวย ไก่ย่างส้มตำ ผลไม้ ข้าว แกงจืดปลาหมึกสอดไส้ ผัดแขนงกะหล่ำ หมูอบ ������� ok+++.indd 13 8/24/10 3:55:25 PM
  • 21.
    14 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน เคล็ดลับทางโภชนาการเพื่อการลดน้ำหนัก การปรุงอาหารที่ให้พลังงาน ไขมัน และน้ำตาลต่ำ 1. ตัดไขมันที่เห็นบนเนื้อสัตว์ทิ้ง ดึงหนังไก่หรือหนังเป็ดทิ้ง 2. ใช้วิธี ลวก นึ่ง อบ หลีกเลี่ยงวิธีทอดและผัด 3. ใช้น้ำมันสเปรย์ลงบนกระทะ หรือใช้กระทะแบบที่ไม่ต้องใช้น้ำมันมาก 4. ไม่เติมน้ำตาล หรือเครื่องปรุงหลายๆ ชนิดที่จะเพิ่มพลังงาน 5. เก็บน้ำต้มกระดูกไว้ในตู้เย็นสักระยะหนึ่ง แล้วช้อนเอาไขมันที่อยู่ตอนบนออกก่อนนำมาปรุง อาหาร 6. ประกอบอาหารที่มีพลังงานต่ำแทนอาหารพลังงานสูง เช่น แกงส้มแทนแกงเขียวหวาน 7. ใช้เครื่องเทศเพิ่มกลิ่น วิธีการกินอาหารไม่ให้อ้วน 1. กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน แต่ไม่จำเป็นต้องกินครบทั้ง 5 หมู่ ใน 1 มื้อ 2. กินอาหารวันละ 3 มื้อ และอาหารว่าง 1 มื้อ 3. ไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดขนาดของแต่ละมื้อแทน 4. การกินอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 4-5 มื้อจะช่วยให้น้ำหนักลดเร็วขึ้น 5. ไม่ควรกินอาหารซ้ำๆ ติดต่อกันหลายวัน 6. หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด อาหารที่มีครีม ไขมัน น้ำมัน กะทิ และน้ำตาลเป็นส่วนผสม 7. ไม่กินอาหารจากกล่อง หรือกระปองโดยตรง ให้เทอาหารจำนวนพอเหมาะลงในจาน และ เมื่อหมดแล้วไม่เติมอีก 8. ใช้จานขนาดเล็กทุกมื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมากเกินไป 9. ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตนเองจะกินเฉพาะที่โต๊ะอาหาร ไม่กินระหว่างการเดินทางซึ่งมักจะเป็น อาหารที่มีไขมันสูง 10. ไม่ควรยืนกิน หรือกินไปดูทีวีไป เพราะจะทำให้กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว 11. จำกัดอาหารที่ใช้มือหยิบกิน เพราะจะทำให้กินเพลินจนไม่รู้ตัวว่ากินไปมากน้อยเท่าไร 12. หยุดกินทันทีที่รู้สึกอิ่ม ไม่จำเป็นต้องกินอาหารจนหมดจาน การกินอาหารด้วยความเสียดาย จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 13. ดื่มน้ำมากๆ ทั้งในมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร ������� ok+++.indd 14 8/24/10 3:55:29 PM
  • 22.
    15 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 1. เฝ้าติดตาม และเก็บบันทึกข้อมูลการกิน และการออกกำลังกาย เพื่อให้เห็นรายละเอียดว่า ❖ กินอาหารมากเพียงใด เกินความต้องการของร่างกายหรือไม่ ❖ กินอะไรบ้าง มีผลดีต่อสุขภาพหรือไม่ ❖ กำลังทำอะไรขณะกิน ก่อนกิน และหลังกินอาหาร ❖ ใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกายได้มากน้อยเพียงใด ❖ อารมณ์ขณะกินเป็นอย่างไร มีผลทำให้กินอาหารมากขึ้นหรือไม่ 2. ควบคุมสิ่งกระตุ้น โดยตัดลูกโซ่พฤติกรรมที่นำไปสู่การกิน ❖ การสังเกตแบบแผนการกิน สัญญาณที่นำไปสู่การกิน แยกความแตกต่างระหว่างความหิว และความอยากอาหาร ❖ พยายามวิเคราะห์ว่า อยากกินอาหารมากที่สุดในช่วงเวลาใด ให้หลีกเลี่ยงในช่วงเวลานั้น โดยทำกิจกรรมอื่นๆ แทน เช่น การเดินเล่น หรืออาบน้ำ ❖ วางแผนการกิน ❖ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว ❖ การยับยั้ง 3. ตั้งสติก่อนกิน ใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น เพราะหลังจากเริ่มกินอาหารไป 10-15 นาที สมอง จะปิดปุ่มประสาทความหิว ความรู้สึกอยากกินจะลดลง 4. ปฏิเสธอาหารที่ผู้อื่นยื่นให้ 5. ออกกำลังกาย 6. ปรับทัศนคติ คิดในด้านบวก ที่จะเป็นแรงจูงใจให้ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ 7. หาแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง 8. จัดการกับความเครียดด้วยวิธีอื่นๆ ทดแทนการกิน ไม่ใช้การกินเป็นการให้รางวัลหรือการลงโทษ 9. ป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มกลับคืนมา โดยหลีกเลี่ยงและป้องกันการพลั้งเผลอ และย้อนกลับไป เริ่มต้นใหม่ได้ หลังพลั้งเผลอ ������� ok+++.indd 15 8/24/10 3:55:34 PM
  • 23.
    16 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การเดินช็อปปงซื้ออาหาร 1. วางแผนอาหารที่จะซื้อ และซื้อเฉพาะที่ได้จดรายการไว้ 2. เลือกซื้อผลไม้หรือผักแทนขนมพลังงานสูง 3. ไม่ควรซื้อ “อาหารพร้อมกิน” เช่น อาหารถุง เพราะไม่สามารถควบคุมการปรุงอาหารพลังงานต่ำได้ 4. ไม่ควรซื้ออาหารขณะหิว เพราะมักจะซื้อของที่อยากกินและซื้อเป็นจำนวนมาก 5. รู้จักการอ่านฉลากอาหาร เพื่อจะได้เลือกซื้ออาหารที่เหมาะสม คำแนะนำสำหรับใช้อ่านฉลากอาหาร 1. พิจารณาดูว่าเป็นอาหารในหมวดใด 2. อ่านฉลากเพื่อดูขนาดของ 1 หน่วยบริโภค เช่น 1 กล่อง (220 มิลลิลิตร) 3. กินแล้วได้สารอาหารอะไร ปริมาณเท่าไร และปริมาณสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารชนิดนั้น คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณสารอาหารที่เราควรได้รับต่อวัน การอ่านฉลากอาหาร เป็นส่วนสำคัญของการเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ 1. พิจารณาอาหารที่ติดเครื่องหมาย พลังงานต่ำ ไขมันต่ำ อาหารควบคุมพลังงาน 2. เปรียบเทียบสินค้าชนิดเดียวกัน ได้แก่ ถ้าต้องการลดการบริโภคไขมันลง สามารถเลือกสินค้าที่ มีไขมันต่ำ หรือเลือกไขมันชนิดไม่อิ่มตัว และไม่มีคอเลสเตอรอล เคล็ดลับ ❖ อาหารที่รับประทานมากกว่าที่ต้องการจำนวน 3,500 กิโลแคลอรี 1 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักเพิ่ม 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ❖ จดบันทึกอาหารที่กินทุกครั้ง จะช่วยให้หยุดความอยาก ������� ok+++.indd 16 8/24/10 3:55:39 PM
  • 24.
    17 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การออกกำลังกาย การออกกำลังกายสำหรับคนอ้วนหรือน้ำหนักเกิน หลักการที่มีความสำคัญอย่างมากในการแก้ไขภาวะน้ำหนักเกินในผู้ใหญ่ คือ การ เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต (lifestyle modification) บทสรุปที่ถูกพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ ทำได้ ใน 3 ลักษณะ คือ 1) โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร 2) เพิ่มการใช้พลังงาน และ 3) ผสมผสาน 2 กรณีข้างต้น ดังรายละเอียด 1. การลดพลังงาน - ละปริมาณ - เลือกชนิดอาหารที่รับประทานเข้าไป 1.1 การลดอาหาร ในผู้ใหญ่ทำได้ยากกว่าในเด็ก เพราะปัจจัยรอบข้างเป็นสิ่งเร้าให้ ล้มเลิกได้ง่ายๆ (เหลือเพียง 60 คน จากจำนวนเริ่มต้น 218 คน) จึงควรตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมใน การลดน้ำหนักให้เป็นไปอย่างช้าๆ เช่น ลดน้ำหนักให้ได้ร้อยละ 5-10 ในช่วง 6 เดือน ในทางทฤษฎี การลดน้ำหนักด้วยการลดอาหารเพียงวิธีเดียวนั้น จัดว่าหนักหน่วงมากไป เช่น การลดส่วนเกิน 0.5 กิโลกรัม ต้องทำให้ร่างกายได้รับอาหารลดลง 3,500 กิโลแคลอรี ดังนั้น ถ้าตั้งเป้าหมายลดอาหารในเวลา 1 สัปดาห์ (7 วัน) ต้องลดอาหารวันละ 500 กิโลแคลอรี หมายถึง ต้องงดอาหารหลักวันละ 1 มื้อ 1.2 การละ-เลือก ให้คิดก่อนหยิบอาหารใส่ปากทุกครั้งว่า ทุกชิ้นทุกคำเป็นแคลอรี ที่อาจเกินความจำเป็นในวันนั้นๆ ธรรมชาติของอาหารไทยมีความหวานและมันจากองค์ประกอบอยู่ แล้วจึงควรกำหนดปริมาณด้วย 2. เพิ่มกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย ที่ทราบกันว่า การออกกำลังที่เป็นประโยชน์ควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที แต่ โดยอุปนิสัยหากนับรวมการอบอุ่นร่างกายเข้าไว้ด้วย จะทำให้เวลาจริงในการออกกำลังกายลดลง น้อยกว่า 30 นาที ในทางปฏิบัติจึงควรจะเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเผื่อไว้ให้เกิน 30 นาที เช่น ใน คนอ้วนควรจะออกกำลังกายให้ได้วันละ 60 นาที ความหนักของการออกกำลังกายลดน้ำหนักควรอยู่ ในระดับความหนักปานกลาง (moderate intensity) คือ ประมาณร้อยละ 60-65 ของอัตราชีพจร สูงสุดตามเกณฑ์อายุ (เท่ากับ 220 ลบ อายุ ในหน่วยปี) และทำให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สรุปได้ดังนี้ รูปแบบการออกกำลังกาย เดินเร็ว-วิ่ง (ทางราบ บนลู่กล) ความหนักในการออกกำลังกาย ร้อยละ 60-65 ของอัตราชีพจรสูงสุดตามเกณฑ์อายุ ระยะทางที่ทำได้ (ประมาณ) 5-6 กิโลเมตร พลังงานที่ใช้ไป (ประมาณ) 600-700 กิโลแคลอรี ระยะเวลานาน (ประมาณ) 12 สัปดาห์ ������� ok+++.indd 17 8/24/10 3:55:42 PM
  • 25.
    18 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การกำหนดเป้าหมาย หากเลือกที่จะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเพียงวิธีการเดียว ไม่ควรหักโหมซึ่งไม่เป็นผลดี ต่อร่างกาย ถ้าจะลดน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม ต้องทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 3,500 กิโลแคลอรี ให้กำหนดดังนี้ ขั้นที่ 1 ตั้งเป้าเวลา หากจะลดน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัมในเวลา 1 สัปดาห์ ต้องออกกำลัง = 3,500/ 7 = 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ขั้นที่ 2 ตั้งเป้าน้ำหนักที่จะลด โดยแนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่ไม่หนักเกินไปและเป็นไปได้ เช่น หากจะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ต้องออกกำลังกายหนักมาก (1,000 กิโลแคลอรีต่อวัน) ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ความน่าจะเป็น คือ ตั้งเป้าไว้ที่ ลดน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัมในเวลา 1 สัปดาห์ (เหลือ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน) ขั้นที่ 3ตั้งเป้ากิจกรรมที่จะทำ สำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายลดน้ำหนัก ควรทำวันละ 300 กิโลแคลอรี ใน 3 - 4 วันแรกๆ โดยเลือกกิจกรรมเบาๆ ที่เหมาะสม เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัม จะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (1,000 กิโลแคลอรีต่อวัน) หากเลือกที่จะเล่นโบว์ลิ่งนาน 1 ชม. (ใช้พลังงานไป 259 กิโลแคลอรี) ซึ่งน่าเบื่อและไม่เหมาะสม (ต้องเล่นโบว์ลิ่งเกือบ 4 ชั่วโมง) จึง จำเป็นต้องปรับ เช่น ให้ทำกิจกรรม 2-3 อย่างผสมผสานในแต่ละวัน เพื่อให้ได้จำนวนกิโลแคลอรี (1,000 กิโลแคลอรี) รวมตามที่ต้องการ (ตารางที่ 7) ตารางที่ 7 การใช้พลังงานในการทำกิจกรรมระดับต่างๆ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง กิจกรรมทางกาย/การออกกำลังใน 1 ชั่วโมง การเผาผลาญพลังงาน (กิโลแคลอรี) สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 60 กก. 70 กก. 80 กก. กิจกรรมเบา เล่นโบว์ลิ่ง 177 211 259 ขี่จักรยาน (16 กม.) 236 281 345 ทำงานบ้านทั้งวัน 266 317 388 กิจกรรมปานกลาง ปั่นจักรยานอยู่กับที่ (ไม่ฝืด) 325 387 474 เต้นแอโรบิก 354 422 518 Step แอโรบิก 413 493 604 กิจกรรมหนัก ออกกำลังต่อเนื่องในยิม 472 563 690 ปั่นจักรยานอยู่กับที่ (ฝืดมาก) 620 739 906 ขี่จักรยานแข่งขัน 944 1,126 1,380 ������� ok+++.indd 18 8/24/10 3:55:46 PM
  • 26.
    19 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน รูปแบบการออกกำลังกายที่ได้ผล (ภาคผนวก 2) มีงานวิจัยสำคัญที่รวบรวมทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และผสมผสานระหว่าง การงดอาหารกับการออกกำลังกาย รวมถึงรูปแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการยกน้ำหนัก ภายใน 12 สัปดาห์ ได้ผลดังนี้ ❖ ควบคุมอาหารวิธีการเดียว (1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน) ลดน้ำหนักและไขมันได้น้อยที่สุด ❖ ควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังแบบแอโรบิก (50 นาที) ลดไขมันได้มากที่สุด ❖ ควบคุมอาหารร่วมกับแอโรบิกร่วมกับออกกำลังแบบมี น้ำหนักต้าน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม และการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการกินและพฤติกรรมการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก กล่าวคือ คนอ้วนได้รับพลังงานเข้าไปใน ร่างกายจากการกินมากกว่าพลังงานที่ใช้โดยการออกกำลังกาย ดังนั้น ในการลดน้ำหนักที่ได้ผล คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การสร้างพฤติกรรมใหม่ การปรับพฤติกรรมเดิมให้ เหมาะสม และกำจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป ขั้นตอน เทคนิค และวิธีการดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนัก เทคนิคที่ใช้ในการเปลี่ยนพฤติกรรม มีดังนี้ คือ 1. Self–monitoring เป็นการตรวจสอบตนเอง เพื่อประเมินพฤติกรรมการบริโภคเป็นส่วน ที่สำคัญที่สุด โดยบันทึกรายละเอียดของอาหารที่บริโภคทั้งชนิดและปริมาณ กิจกรรมประจำวัน ร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกาย การบันทึกจะช่วยให้ตระหนักถึงนิสัยการกิน การเคลื่อนไหวร่างกาย และเหตุการณ์หรืออารมณ์ที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมข้างต้น จะช่วยให้สามารถ ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกาย รวมทั้งติดตามการ เปลี่ยนแปลงได้ 2. Stimulus control เป็นการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนสิ่งกระตุ้นที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ พึงประสงค์ ได้แก่ การบริโภคอาหาร การไม่เคลื่อนไหวร่างกายและการไม่ออกกำลังกาย มีเป้าหมาย ที่แยกแยะระหว่างความหิวและความอยาก วิธีการปรับเปลี่ยนสิ่งกระตุ้นที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ เหมาะสม และสร้างตัวเชื่อมโยงไปสู่พฤติกรรมที่ต้องการ เช่น การดูโทรทัศน์พร้อมกับการกินขนม จุบจิบหรือดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม วิธีการควบคุมสิ่งกระตุ้น ได้แก่ การเก็บอาหารและขนมไว้ในตู้ กล่องหรือขวดทึบ เพื่อลดการกระตุ้นทางกาย ข้อแนะนำในการกินอาหาร ควรกินเฉพาะที่โต๊ะอาหาร โดยไม่ทำกิจกรรมอย่างอื่น การใช้จานขนาดเล็กลงเพื่อให้ดูเหมือนการกินปริมาณมากเท่าเดิม หลีกเลี่ยงการเก็บตุนขนมหรืออาหาร ไม่กินอาหารที่มีพลังงานสูง และการหากิจกรรมอื่นมาทดแทน การกินขณะดูโทรทัศน์ ลดน้ำหนักได้มากที่สุด แต่ลดไขมันได้ไม่มาก ������� ok+++.indd 19 8/24/10 3:55:49 PM
  • 27.
    20 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 3.Changing eating behavior เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อการบริโภคอาหารให้ ลดลง เช่น การกินอาหารเร็วทำให้กินมาก แนะนำให้กินช้าลงโดยการเคี้ยวอาหารนานขึ้น วางช้อน และส้อมก่อนกินทุกคำ หรือแนะนำให้ตักอาหารใส่จานปริมาณลดลง (portion size) กินข้าวเพียง จานเดียว กินเป็นเวลา กินที่โต๊ะอาหารที่เป็นที่เป็นทาง และกินวันละ 3 มื้อ 4. Reinforcement จากทฤษฎีการเรียนรู้ พบว่าการเสริมแรงด้านบวกสำหรับความ ประพฤติที่พึงประสงค์ที่ควรปฏิบัติ จะนำไปสู่การปฏิบัติซ้ำๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม เช่น การให้รางวัล (rewards) เมื่อพัฒนานิสัยการกิน หรือการออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำหรือ ตามที่วางแผนไว้ การให้รางวัลต้องให้ทันทีที่ปรับพฤติกรรมได้ รางวัลที่ได้ต้องชัดเจน เช่น เงิน เสื้อผ้า หนังสือ ไม่ควรเป็นขนมหรืออาหาร ไม่แนะนำให้ตั้งเป้าการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ควรตั้งที่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำได้วันต่อวัน เช่น กินข้าว 1 จาน กินผักทุกมื้อ ลดอาหารมัน 5. Cognitive behavioral techniques เป็นการพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา ได้แก่ การวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการบริโภคมากเกินไป เช่น การไปงานเลี้ยงหรือไปเที่ยว เป็นต้น การเรียนรู้วิธีการหลีกเลี่ยงการกินมาก โดยเน้นแนวคิดเชิงบวกและลดการติเตียนตนเอง 6. Social support เป็นการประคับประคองให้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักและ รักษาน้ำหนักที่ลดลงให้คงที่ 7. Behavioral contracting เป็นการใช้หลักควบคุมสิ่งเร้าร่วมกับการเสริมแรง โดยการทำ สัญญาและตั้งเป้าหมายพฤติกรรมที่จะปรับเปลี่ยน ควรเป็นเป้าหมายที่ค่อยเป็นค่อยไปและสามารถ บรรลุได้ไม่ยาก อารมณ์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้สึกหรืออารมณ์นำไปสู่การแสดงพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพจะมีความเกี่ยวเนื่องหรือเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปลี่ยนไม่ยั่งยืน เช่น โกรธ เหงา เศร้า เซ็ง เบื่อหน่าย ท้อแท้ รู้สึกไร้ค่า เสียใจ น้อยใจ กังวล เครียด ฉะนั้น เมื่อวางแผนจะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องหาทางจัดการหรือปรับอารมณ์ดังกล่าวด้วยวิธีดังต่อไปนี้ 1. ฝึกการเตือนตัวเองให้รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกอะไร 2. ใช้วิธีการระบายอารมณ์ที่เป็นผลดี เช่น พูดคุยกับคนที่พร้อมรับฟัง ทำงานที่ชอบ ฟังเพลง ออกกำลังกาย เล่นกีฬา 3. หางาน/กิจกรรมทำ ไม่ควรปล่อยให้มีเวลาว่าง 4. ควรขอความช่วยเหลือสนับสนุนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนรอบข้าง เช่น อาจ ต้องงดงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า ชวนเพื่อนไปออกกำลังกาย 5. สร้างอารมณ์ที่เป็นสุข เช่น การอ่านหนังสือ ร่วมชมรม/ กิจกรรมที่สอนให้เข้าใจตนเอง รู้สึก ถึงคุณค่าและรักตนเอง รักผู้อื่น 6. ควรชื่นชม ภูมิใจตนเอง ถ้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมได้แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า หรือถ้า พลาดพลั้งไปทำพฤติกรรมเดิมไม่ควรตำหนิ โกรธตนเอง แต่ควรเรียนรู้ว่าเกิดได้อย่างไร และควร แก้ตัวใหม่ ������� ok+++.indd 20 8/24/10 3:55:52 PM
  • 28.
    21 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 7. ไม่ควรโกรธ โมโห น้อยใจ ต่อคำสบประมาทของผู้อื่นว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ควรใช้ คำสบประมาทนั้นเป็นแรงจูงใจหรือแรงผลักให้เดินหน้าต่อไป การรักษาด้วยการใช้ยา เมื่อควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมแล้ว ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตาม เป้าหมายหรือน้ำหนักไม่ลดต่อไปอีก จึงพิจารณาการใช้ยาร่วม โดยข้อบ่งชี้ในประเทศทางตะวันตก ใช้เป็นการรักษาร่วมเมื่อดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กก./ม2 หรือตั้งแต่ 27 กก./ม2 ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เพื่อผลดีต่อสุขภาพ ไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนักเพื่อ ความสวยงาม สำหรับชาวเอเชียอาจพิจารณาการใช้ ดังตารางที่ 8 การใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักก็เหมือน กับการรักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ คือ เมื่อหยุดให้ยาแล้วจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น จำเป็นต้องมีการปรับ พฤติกรรมอื่นๆ ด้วยเพื่อคงน้ำหนักตัวไว้ ตารางที่8 ข้อพิจารณาในการรักษาโรคอ้วนตามดัชนีมวลกายและปจจัยเสี่ยงในชาวเอเชีย โภชนบำบัด การออก กำลังกาย การให้ยา รักษาโรคอ้วน การให้อาหาร แคลอรีต่ำมาก การผ่าตัดเพื่อ ลดน้ำหนัก BMI 23 - 24.9 กก./ม.2 ❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง √ √ X ❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์* √ √ X ❖ DM/ CHD/ HT/ HL** √ √ X BMI 25 - 29.9 กก. /ม.2 ❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง √ √ X ❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์* √ √ X ❖ DM/ CHD/ HT/ HL** √ √ √(พิจารณา) BMI ≥ 30 กก. /ม.2 ❖ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง √ √ √ (พิจารณา) ❖ เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์* √ √ √ √ (พิจารณาในรายที่ อ้วนรุนแรงมาก) √ (พิจารณาในรายที่ อ้วนรุนแรงมาก) ❖ DM/ CHD/ HT/ HL** √(เข้มงวด) √ (เข้มงวด) √ √ (พิจารณาในรายที่ อ้วนรุนแรงมาก) √ (พิจารณาในรายที่ อ้วนรุนแรงมาก) √ = มีข้อบ่งใช้ X = ไม่มีข้อบ่งใช้ พิจารณา = ไม่ได้เป็นข้อบ่งใช้ในทุกราย ให้พิจารณาเป็นรายๆ *เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม. (ชาย), ≥ 80 ซม. (หญิง) **DM: เบาหวานชนิดที่ 2, CHD: โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี, HT: ความดันโลหิตสูง, HL: ไขมันในเลือดสูง ������� ok+++.indd 21 8/24/10 3:55:55 PM
  • 29.
    22 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน เป้าหมายของการรักษาด้วยยา ในทางทฤษฎี คือ ให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในความเป็นจริง จึงมักตั้ง เป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้ และมีผลในการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและ หลอดเลือด คือการลดน้ำหนักตัวอย่างน้อยร้อยละ 5-10 จากน้ำหนักตัวเดิม ถ้ายาใดสามารถลดน้ำหนักตัว ได้ร้อยละ 10-15 และเกินร้อยละ15 จัดว่ามีการตอบสนองที่ดีมากและดีเลิศตามลำดับ ซึ่งจะมีผลใน การลดระดับความดันโลหิต ไขมันในเลือด เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และลดระดับน้ำตาลในเลือด ประเภทของยาลดน้ำหนัก จำแนกได้เป็นยาที่มีข้อมูลได้ผลในการลดน้ำหนักและมีความปลอดภัย ซึ่งได้รับอนุมัติโดย องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในการรักษาระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน และระยะ ยาวเป็นปี หรือแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์เป็นยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathomimetic drugs) และยายับยั้งเอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน (pancreatic lipase inhibitor) ในการย่อยไขมัน (ตารางที่ 9) ประสิทธิผลของยาตามตารางที่ 10 ตารางที่ 9 ยาที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาในการรักษาโรคอ้วนและมีจำหน่าย ในประเทศไทย ยาสามัญ ชื่อการค้า ขนาดที่ใช้รักษา ผลข้างเคียง ยายับยั้งเอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน (Pancreatic lipase inhibitor) สำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะยาว Orlistat Xenical ® (120 มก.) 120 มก.วันละ 3 ครั้ง พร้อมหรือก่อนอาหาร ภายใน 1 ชั่วโมง ท้องอืด มวนท้อง ผายลม อาจมี discharge กลั้นอุจจาระไม่อยู่ มีอุจจาระมัน (oily spotting) ยายับยั้งการ reuptake ของนอร์เอพิเนฟริน-เซโรโทนิน สำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะยาว Sibutramine Reductil ® (10, 15 มก.) 5 - 15 มก.ต่อวันตอนเช้า เพิ่มความดันโลหิตทั้งซิสโตลิกและ ไดแอสโตลิก เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ปากแห้ง rhinitis ท้องผูก ยากลุ่มกระตุ้นนอร์อดรีนาลินสำหรับการรักษาโรคอ้วนในระยะสั้น (ไม่เกิน 3 เดือน) Diethylpropion Amfepramone® Atractil ® 75 มก.วันละครั้ง - เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้น ของหัวใจ นอนไม่หลับ ตื่นเต้นง่าย - ห้ามให้ในผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์เป็น พิษ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระดับ ปานกลางขึ้นไป โรคหลอดเลือดตีบแข็ง - ให้ห่างจากยากลุ่ม MOAI อย่างน้อย 14 วัน Phentermine Panbesy ® 15–30 มก.วันละ 1 ครั้ง ������� ok+++.indd 22 8/24/10 3:55:59 PM
  • 30.
    23 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ตารางที่ 10 ประสิทธิผลของยาชนิดต่างๆในการลดน้ำหนักตัว Drug Duration of studies (wks.) Weight loss kg (mean and 95% CI) FDA approval for obesity Drug enforcement agency schedule Orlistat 52 -2.75 (-3.32 to -2.20) Yes None Sibutramine 52 -4.45 (-5.29 to -3.62) Yes IV Phentermine 2 to 24 -3.6 (-6.0 to -0.6) Yes III Diethylpropion 6 to 52 -3.0 (-11.5 to 1.6) Yes III หยุดการใช้ยาเมื่อใด เมื่อยาไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก กล่าวคือ น้ำหนักตัวลดไม่ถึงร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว แรกเริ่มในระยะเวลา 3 เดือน ไม่ใช้ยา diethylpropion และ phentermine เกิน 3 เดือน (ดูรายละเอียดสำหรับการใช้ยาแตละตัว รวมทั้งข้อมูลของการใช้ผลิตภัณฑอื่นในการลด น้ำหนักตัวในภาคผนวก 3) การรักษาด้วยการผ่าตัด ข้อบ่งชี้ และ การเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับการทำศัลยกรรม การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักจะกระทำเมื่อให้การรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล โดยจะ เลือกผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก เฉพาะผู้ป่วยที่มีความอ้วนขั้นรุนแรง คือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กก./ม2 หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กก./ม2 ร่วมกับมีผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากโรคอ้วน โดย องค์ประกอบในการพิจารณาอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ❖ ควรมีอายุระหว่าง 16-65 ปี ❖ มีหลักฐานยืนยันว่าการควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ผล ❖ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาเป็นอย่างดี และยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ❖ ให้คำมั่นว่าจะปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจำกัดอาหาร ❖ ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ❖ ไม่ดื่มเหล้าและไม่ใช้สารเสพติด ❖ ไม่มีความแปรปรวนทางจิต และมีความคาดหวังผลของการรักษาอยู่บนพื้นฐานของความ เป็นจริง ❖ ไม่ป่วยด้วยโรคทางจิต หรือเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษา . . ������� ok+++.indd 23 8/24/10 3:56:02 PM
  • 31.
    24 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน วิธีการรักษาทางศัลยกรรม การรักษาโรคอ้วนโดยการผ่าตัดอาศัยกลไกสำคัญ 2 อย่าง คือ การลดการดูดซึมสารอาหาร และการทำให้ปริมาณอาหารที่ได้รับลดลง ดังนั้น การรักษาทางศัลยกรรมแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ใหญ่ๆ คือ 1. Malabsorbtive procedure เป็นการทำให้อาหารที่ได้รับเข้าไปไม่ผ่านลำไส้ส่วนที่ทำหน้าที่ ย่อยและดูดซึมอาหาร มีผลทำให้การดูดซึมอาหารลดลง การผ่าตัดในลักษณะนี้ ได้แก่ jejunoileal bypass และ biliopancretic diversion and duodenal switch เป็นต้น การทำ gastric bypass เช่น jejunoileal bypass biliopancreatic diversion ได้ผลในการลดน้ำหนักดีมาก แต่การผ่าตัดวิธีนี้มี โรคแทรกซ้อนมาก เช่น malabsorption และการเกิด acute fatty liver นอกจากนี้อาจเกิด dumping syndrome ท้องเดิน อาเจียน และขาดอาหาร วิตามิน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมได้ จึงพิจารณาใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น และควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 2. Restrictive procedure ลักษณะที่สำคัญของการทำผ่าตัดในลักษณะนี้ คือ การลดความจุ ของกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้ได้รับอาหารเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ป่วยได้รับ ปริมาณพลังงานลดลง และน้ำหนักตัวลดลงตามมา การผ่าตัดที่ทำเฉพาะ restrictive procedure จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลำไส้เล็ก ดังนั้น มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนเกี่ยวกับการเผาผลาญ พลังงานของร่างกายน้อยมาก นอกจากนี้เป็นการผ่าตัดที่ทำได้ง่ายและลดน้ำหนักตัวได้ดี จึงเป็นที่ นิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การทำ gastric banding, vertical banded gastroplasty เป็นต้น สำหรับการทำ liposuction ไม่ถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วน แต่เป็นเพียงวิธีผ่าตัดเพื่อ ปรับรูปร่าง (body contouring) เนื่องจากไม่มีผลลดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน ผลการรักษาด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักเป็นวิธีที่ได้ผลดี มีรายงานผลในการลดและควบคุมน้ำหนัก โดยติดตามเป็นเวลา 5.5 ปี พบว่าสามารถลดน้ำหนักได้ร้อยละ 18 ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น และที่ ระยะเวลา 10 ปี สามารถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 16 ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สามารถป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน มีการทำงานของเบต้าเซลล์ดีขึ้น และมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ลดลง มีการลดลงของระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ แต่ระดับเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ไม่เปลี่ยนแปลง ในรายที่มีความดันโลหิตสูง พบว่าหลังผ่าตัดความดันโลหิตสามารถควบคุมได้ดีขึ้น และ obstructive sleep apnea ดีขึ้นถึงร้อยละ 86 และจากการติดตามผู้ป่วยในระยะยาวหลังการ ผ่าตัดพบว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำหนักตัว ที่ลดลง ������� ok+++.indd 24 8/24/10 3:56:05 PM
  • 32.
    25 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักอาจเกิดได้ใน 2ลักษณะ คือ ภาวะแทรกซ้อน ของการผ่าตัดช่องท้องหรือการส่องกล้องผ่าตัด เช่น gastric outlet obstruction, bowel obstruction, incisional hernia, anastomotic leakage, wound infection เป็นต้น โดยมีรายงานอุบัติการณ์ ตั้งแต่ไม่พบเลย จนถึงพบได้ประมาณร้อยละ 14 ของการผ่าตัด มีรายงานอัตราตายตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.7 จากการทำ laparoscopic adjustable gastric band ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผล ต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน จึงควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาและให้ข้อมูลอย่างลึกซึ้งแก่ ผู้ป่วยก่อนการตัดสินใจ ภาวะแทรกซ้อนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ restrictive หรือ malabsorptive procedure ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสารอาหารและเกลือแร่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วง เวลาต่างๆ กันหลังผ่าตัด เช่น การขาดวิตามิน B1 มักเกิดในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด หรือความ หนาแน่นของกระดูก (bone mineral density) บริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก มักจะลดลงในช่วง 3-5 ปี หลังทำผ่าตัด bypass เป็นต้น ในรายที่ทำ gastric banding อาจอาเจียนเรื้อรังได้ถึงร้อยละ 20 ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญ การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข การป้องกันโรคอ้วน แบ่งเป็น 3 ระดับ 1. การป้องกันในภาพรวม (universal prevention) เป็นการป้องกันการเพิ่มของน้ำหนักตัวในระดับประชากร ครอบคลุมทุกคนในกลุ่มประชากร หรือชุมชน ทั้งกลุ่มที่มีความเสี่ยงและไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน เป้าหมายเพื่อลด อุบัติการณ์ และสามารถลดความชุกของโรคอ้วนในกลุ่มประชากรนั้น โดยการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ สังคมโดยรวม ทั้งในด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสม กระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดพฤติกรรมที่เสี่ยงหรือไม่เริ่มพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน รับรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ เป็นโรคอ้วน เพื่อสร้างความตระหนัก ประกอบการตัดสินใจให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี อย่างไร ก็ตามต้องระวังไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกังวลในกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากอาจก่อปัญหา ภาวะขาดโภชนาการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเด็กวัยรุ่น 2. การป้องกันแบบคัดเลือก (selective prevention) เน้นเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนตั้งแต่ยังไม่อ้วน ได้แก่ ผู้ที่มีพฤติกรรมดำเนิน ชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง รับประทานอาหารไขมันสูง ใยอาหารต่ำ ไม่นิยมกินผักผลไม้ ไม่ออกกำลังกาย มีประวัติโรคอ้วนในครอบครัว (บิดาหรือมารดาอ้วน) โดยการให้ความรู้และทักษะในการป้องกันไม่ให้ มีน้ำหนักเพิ่มมากจนเป็นโรคอ้วน ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการป้องกันน้ำหนักเกิน ������� ok+++.indd 25 8/24/10 3:56:09 PM
  • 33.
    26 แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน 3. การปองกันแบบมีขอบงชี้(indicated prevention) เลือกกลุมที่มีความเสี่ยงสูงเชนเดียวกับการปองกันแบบคัดเลือก โดยกลุมนี้เริ่มจะมีตัวบงชี้วา มีไขมันสะสมเพิ่มขึ้น เชน เสนรอบเอว น้ำหนักเพิ่มในชวงเวลาสั้น หรือมีโรคประจำตัว เชน เปนโรค เบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งบุคคลเหลานี้อาจจะยังไมอวนในขณะนี้ การขาดการ ดูแลในกลุมนี้จะสงผลใหเกิดโรคอวนในอนาคตและเกิดภาวะแทรกซอนไดมากขึ้นในรายที่มีโรค ประจำตัว กรอบแนวคิดการปองกันโรคอวน โรคอวนเปนผลลัพธของปฏิสัมพันธที่ซับซอนระหวางพันธุกรรมกับสิ่งแวดลอม สงผลใหเกิด ความไมสมดุลระหวางการรับพลังงาน (energy intake) หรือการบริโภคอาหาร กับการใชพลังงาน (energy expenditure) หรือการเคลื่อนไหวของรางกาย ประเภทของอาหารและนิสัยในการ รับประทานมีความสัมพันธกับโรคอวน เชน การรับประทานอาหาร 1-2 มื้อ ชนิดของอาหารที่อุดมดวย ไขมัน และคารโบไฮเดรตประเภทน้ำตาลสูง การเลี้ยงลูกดวยนมแมอยางนอย 6 เดือน (ปจจัย ปองกัน) การเคลื่อนไหวรางกายและการออกกำลังกายเพิ่มการใชพลังงานไดตามระดับความหนัก ของการออกกำลังกาย การมีวิถีชีวิตนั่งๆนอนๆ หรือเคลื่อนไหวนอยสงผลใหเสี่ยงตอโรคอวน ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดการปองกันโรคอวน CDC, Overweight and Obesity : Social Ecological Model(2006) 26 New.indd 126 New.indd 1 7/10/2553 13:15:007/10/2553 13:15:00
  • 34.
    27 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การที่โรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกและในประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น จะเห็นได้ว่า นอกจากปัจจัยส่วนบุคคลแล้วยังเป็นผลจากการเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป มีวิถี ชีวิตที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น เคลื่อนไหวน้อย มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อิทธิพลทั้งจากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาค อาทิ นโยบายต่างๆ ของรัฐ กฎหมาย ผังเมือง ระบบการค้า การขนส่ง การเกษตร อุตสาหกรรม การประชาสัมพันธ์ การตลาด การโฆษณา และระดับจุลภาค อาทิ ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ชุมชน ล้วนส่งเสริมให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เนื่องจาก เอื้อต่อการบริโภคอาหารที่เกลือ น้ำตาล และไขมันสูง มากกว่าการใช้พลังงาน การป้องกันการระบาด ของโรคอ้วนให้สำเร็จ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือและบูรณการจากภาคี ทุกภาคส่วน ในการจัดการกับปัจจัยแวดล้อม เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งใน การสร้างพฤติกรรมของคน บุคคลที่อยู่ในปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยย่อมไม่สามารถสร้าง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ โรคอ้วนเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม เนื่องจากโรคอ้วนเพียงโรคเดียวก่อให้เกิด โรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง และโรคเหล่านี้ ทำให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทั้งค่าใช้จ่ายทางตรง และทางอ้อม โรคอ้วน จึงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน การดูแลโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการป้องกันและการรักษาร่วมกัน ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลที่ครบวงจร การป้องกันโรคอ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการสร้างเสริมพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายที่เหมาะสมในรายบุคคลแล้ว จำเป็นต้องใช้การมีส่วนร่วมจากภาคีทุกส่วนที่ เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกุญแจสำคัญ ในการป้องกันโรคอ้วน และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคอ้วนนั้น ดูได้ใน ภาคผนวก 4 การส่งต่อผู้ป่วยโรคอ้วน สถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ควรแนะนำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนวิถี การดำเนินชีวิต (lifestyle modification) การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมต่างๆ หากผู้ป่วยไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ควรส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานบริการสุขภาพระดับ ทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ เพื่อพบผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม หรืออายุรกรรมต่อมไร้ท่อ เพื่อการรักษาที่ เหมาะสมในกรณี 1. ผู้ป่วยมีความต้องการลดน้ำหนัก แต่ไม่สามารถลดน้ำหนักโดยวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ ภายใน 1-2 ปี 2. โรคอ้วนที่เป็นร่วมกับโรคอื่นๆ (comorbid diseases) และการลดน้ำหนักตัวมีผลต่อ การรักษา ������� ok+++.indd 27 8/24/10 3:56:19 PM
  • 35.
    28 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน เอกสารอ้างอิง การวินิจฉัยโรคอ้วน 1. ชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย. แนวทางในการวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน พ.ศ. 2550. บรรณาธิการ: อภิชาติ วิชญาณรัตน์ ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ สุรัตน์ โคมินทร์. 2. National Heart, Lung, and Blood Institute. Clinical guidelines on the identification, evaluation, and treatment of overweight and obesity in adults: the evidence report. Obes Res 1998;6(Suppl 2):S51–S209. 3. Report of WHO Consultation on Obesity. Obesity: preventing and managing the global epidemic. Geneva: World Health Organization, 1998. 4. WHO Expert Consultation. Appropriate body mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. Lancet 2004;363:157-63. 5. Ko JTC, Chan JCN, Cockram CS, Woo J. Prediction of hypertension, diabetes, dyslipidemia or albuminuria using anthropometric indexes in Hong Kong Chinese. Int J of Obes1999;23:1136-42. 6. Deurenberg-Yap M, Schmidt G, Stavern WA, Durenberg P. The paradox of low body mass index and high body fat percentage among Chinese, Malays and Indians in Singapore. Int J Obes 2000;24:1011-7. 7. Bjorntorp P. The associations between obesity, adipose tissue distribution and disease. Acta Med Scand 1998; 723(Suppl):121-34. 8. James WPT. The epidemiology of obesity. In: Chadwick DJ, Cardew GC, eds. The origins and consequences of obesity. Chichester: Wiley;1996. p.1-16. 9. Pi-Sunyer FX. Medical hazards of obesity. Ann Intern Med 1993;119:655-60. 10. Alberti KG, Eckel RH, Grundy SM, Zimmet PZ, Cleeman JI, Donato KA, et al. Harmonizing the metabolic syndrome: a joint interim statement of the International Diabetes Federation Task Force on Epidemiology and Prevention; National Heart, Lung, and Blood Institute; American Heart Association; World Heart Federation; International Atherosclerosis Society; and International Association for the Study of Obesity. Circulation 2009;120(16):1640-5. 11. Kral JG, Sjostrom LV, Sullivan MB. Assessment of quality of life before and after surgery for severe obesity. Am J Clin Nutr 1992;55:611S-614S. 12. Sullivan M, Karlsson J, Sjöström L, Backman L, Bengtsson C, Bouchard C, et al. Swedish obese subjects (SOS)--an intervention study of obesity. Baseline evaluation of health and psychosocial functioning in the first 1743 subjects examined. Int J Obes Relat Metab Disord 1993;17(9):503-12. ������� ok+++.indd 28 8/24/10 3:56:23 PM
  • 36.
    29 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การใช้โภชนบำบัด 1. Roongpisuthipong C,Panpakdec O, Boontawee A, Kulapongse S. Behavior modification in the treatment of obesity. J Med Assoc Thai 1993;11:617-22. 2. Roongpisuthipong C, Boontawee A, Kalapongse S. Behavior modification in the treatment of obesity: acceptability profiles. J Med Assoc Thai 1995;5:232-7. 3. Roongpisuthipong C. Health hazard of obesity. In: Dhanamitra S, Sirichagravan P, Puvasatein P, editors. Nutritional step for health. Bangkok: Lur-ag-sorn Press; 1991. p. 185-95 (in Thai). 4. Boonthavee A, Roongpisuthipong C. Manual of food exchange. Bangkok: TR Celeca and Art Foundation; 1991 (in Thai). 5. จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์. เทคนิคการกินไม่ให้อ้วน. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000; 2550. การออกกำลังกาย 1. Grundy SM, Hansen B, Smith SC, Cleeman JI, Kahn RA, et al. Clinical management of metabolic syndrome: report of the American Heart Association/National Heart, Lung and Blood Institute/American Diabetes Association conference on scientific issues related to management. Circulation 2004;109(4):551-6. 2. Clinical guidelines on the identification, evaluation, and treatment of overweight and obesity in adults-the evidence report. National Institutes of Health. Obes Res.1998;2(supp 6):51s-209s. 3. Curioni CC, PM Lourenco. Long-term weight loss after diet and exercise: a systematic review. Int J Obes 2005;29:1168-74. 4. King AC, Tribble DL. The role of exercise in weight regulation in nonathletes. Sports Med. 1991;11(5):331-49. 5. Kraemer WJ, Volek JS, Clark KL, Gordon SE, Incledon T, Puhl SM, et al. Physiological adaptations to a weight-loss dietary regimen and exercise programs in women. J Appl Physiol 1997;83(1):270-9. 6. Lee S, Kuk JL, Davidson LE, Hudson R, Kilpatrick K, Graham TE, et al. Exercise without weight loss is an effective strategy for obesity reduction in obese individuals with and without Type 2 diabetes. J Appl Physiol 2005;99(3):1220-5. 7. Blair SN. Evidences for success of exercise in weight loss and control. Ann Intern Med 1993;119:702-6. ������� ok+++.indd 29 8/24/10 3:56:26 PM
  • 37.
    30 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 8. ThompsonPD, Buchner D, Pina IL, Balady GJ, Williams MA, Marcus BH, et al. Exercise and physical activity in the prevention and treatment of atherosclerotic cardiovascular disease: a statement from the Council on Clinical Cardiology (Subcommittee on Exercise, Rehabilitation, and Prevention) and the Council on Nutrition, Physical Activity, and Metabolism (Subcommittee on Physical Activity). Circulation 2003;107(24):3109-16. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 1. สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น สำหรับผู้ปฏิบัติงานเครือข่ายสุขภาพจิต. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย จำกัด; 2547. 2. สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือกลุ่มครอบครัว ศึกษา.กรุงเทพมหานคร: บริษัทบียอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด; 2545. 3. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. เทคนิคการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ. เอกสารอัด สำเนา; 2542. 4. กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข. โรคอ้วนในเด็ก: แนวทางป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟู. กรุงเทพมหานคร: ชัยเจริญ; 2551. 5. Quick JC, Cooper CL. Fast Facts–stress and strain. Oxford: Pine print; 2003. 6. Miller WR, Rollnick S. Motivation Interviewing. New York: Guilford Press; 1991. การรักษาด้วยการใช้ยา 1. Bray GA. Drug therapy of obesity. Up-To-Date online Version 18.1 January; 2010. 2. Snow V, Barry P, Fitterman N, Qaseem A, Weiss K. Pharmacologic and surgical management of obesity in primary care: a clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med 2005;142(7):525-31. 3. The practical guide. Identification, evaluation, and treatment of overweight and obesity in adults. NIH Publication Number 02-4084. Washington DC 2000. 4. Bray GA. Medications for weight reduction. Endocrinol Metab Clin North Am. 2008;37(4):923-42. 5. Li Z, Maglione M ,Tu W, Mojica W, Arterburn D, Shugarman LR, et al. Meta-analysis: pharmacologic treatment of obesity. Ann Intern Med 2005;142(7):532-46. ������� ok+++.indd 30 8/24/10 3:56:29 PM
  • 38.
    31 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 6. Wadden TA,Berkowitz RI, Womble LG, Sarwer DB, Arnold ME, Steinberg CM. Effects of sibutramine plus orlistat in obese women following 1 year of treatment by sibutramine alone: a placebo-controlled trial. Obes Res 2000;8:431-7. 7. IASO International Association for the Study of Obesity. The Asia-Pacific Perspective: redefining obesity and its treatment. February 2000. 8. Sibutramine now contraindicated in patients with a history of cardiovascular disease. URL: http://www.fda.gov/medwatch. การรักษาด้วยการผ่าตัด 1. Kushner RF. Roadmaps for clinical practice: case studies in disease prevention and health promotion-assessment and management of adult obesity: a primer for physicians. Chicago, Ill: American Medical Association; 2003. 2. Picot J, Jones J, Colquitt JL, Gospodarevskaya E, Loveman E, Baxter L, et al. The clinical effectiveness and cost-effectiveness of bariatric (weight loss) surgery for obesity: a systematic review and economic evaluation. Health Technol Assess 2009;13(41):1-190. 3. Foster-Schubert KE, Cummings DE. Emerging therapeutic strategies for obesity. Endocr Rev 2006;27(7):779–93. 4. Schneider BE, Mun EC. Surgical management of morbid obesity. Diabetes Care 2005;28(2):475-80. 5. Bult MJ, van Dalen T, Muller AF. Surgical treatment of obesity. Eur J Endocrinol 2008;158(2):135-45. การป้องกันโรคอ้วนด้านสาธารณสุข 1. คณะผู้วิจัยมาตรการการออกกำลังกายในโรงเรียน เครือข่ายวิจัยสุขภาพและกองออกกำลัง กายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย. ข้อเสนอแนะแนวทางการมีกิจกรรมทางกาย (physical activity) ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน: เอกสารประกอบเวทีนโยบาย สาธารณะมาตรการโรงเรียนเพื่อการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก; 2548. 2. เครือข่ายวิจัยสุขภาพและมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ. ข้อเสนอแนะมาตรการการจัดสิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนเพื่อการป้องกันภาวะโภชนาการเกินในเด็ก:  เอกสารประกอบเวทีนโยบาย สาธารณะมาตรการโรงเรียนเพื่อการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก; 2548. 3. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. โรคอ้วนในเด็ก: แนวทางป้องกัน ดูแลรักษา และฟื้นฟู. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ชัยเจริญ; 2551. ������� ok+++.indd 31 8/24/10 3:56:33 PM
  • 39.
    32 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 4. Centersfor Disease Control and Prevention. Overweight and obesity: state-based programs: Social Ecological Model; 2006. URL:http://www.cdc.gov/nccdphp/dnpa/ obesity/state_programs/se_model.htm. 5. Centers for Disease Control and Prevention. Recommended community strategies and measurements to prevent obesity in the United States: implementation and measurement guide; July 2009. P. 4. 6. Wechsler H, McKenna ML, Lee SM, Dietz WH. The role of schools in preventing: childhood obesity. The State Education Standard; December 2004. 7. U.S. Department of Health and Human Services. The Surgeon General’s vision for a healthy and fit nation. Office of the Surgeon General; January 2010. 8. WHO. Diet, nutrition and the prevention of chronic diseases. Technical report series Number 916. Geneva: World Health Organization; 2003. 9. WHO. School policy framework: implementation of the WHO global strategy on diet, physical activity and health. Geneva: World Health Organization; 2008. การส่งต่อ 1. Institute for Clinical Systems Improvement (ICSI). Prevention and management of obesity (mature adolescents and adults). Bloomington (MN): Institute for Clinical Systems Improvement (ICSI); 2009 Jan. p.101. 2. Tsigos C, Hainer V, Basdevant A, Finer N, Fried M, Mathus-Vliegen E, et al. Management of obesity in adults: European clinical practice guidelines. Obes Facts 2008;1:106-16. 3. Obesity Management Task Force. Management of obesity in adults: project for European primary care. Int J Obes 2004;28:S226-S231. 4. Clinical Resource Efficiency Support Team. Guidelines for the management of obesity in secondary care. CREST; June 2005.   ������� ok+++.indd 32 8/24/10 3:56:37 PM
  • 40.
  • 41.
    34 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางการดูแล และ ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย 1. ความเปนมาและปญหาโรคอ้วนในเด็ก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีผลให้การดำเนินชีวิตในเรื่องการ บริโภคอาหารมากเกินความต้องการ และกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายลดลง นำไปสู่การเกิดโรค อ้วน และโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อต่างๆ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1997 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโรคอ้วนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ระบาดในหลายประเทศ ทั่วโลก มากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยจาก การสำรวจสถานะสุขภาพประชากรไทย 2 ครั้งใน พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2539-2540 โดยใช้เกณฑ์ อ้างอิงของกองโภชนาการปี พ.ศ. 2530 พบว่าเด็กปฐมวัย (อายุ < 5 ปี) อ้วนเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า การสำรวจสุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย พ.ศ. 2539-2540 โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงของ กองโภชนาการปี พ.ศ. 2542 พบความชุกของโรคอ้วนในเด็กปฐมวัย (อายุ 2 ปี จนถึงน้อยกว่า 6 ปี) เท่ากับในเด็กวัยเรียน (อายุ 6 ปี จนถึงน้อยกว่า 13 ปี) คือ ร้อยละ 5.8 การสํารวจพัฒนาการของ เด็กไทยทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2544 พบว่าความชุกของโรคอ้วนในเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 7.9 และ 6.7 ตามลำดับ ความชุกของโรคอ้วนมากที่สุดในเด็กวัยรุ่น (อายุ 13-18 ปี) ทั่วประเทศและในเขตกรุงเทพ คือ ร้อยละ 9.2 และ 11.6 ตามลำดับ เด็กในเขตเทศบาลเป็นโรคอ้วน มากกว่าเด็กนอกเขตเทศบาล 1.8 เท่า และพบเด็กโรคอ้วนในเขตเมืองมากกว่าเขตชนบท สาเหตุของโรคอ้วนในเด็ก เป็นผลลัพธ์จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพันธุกรรม ความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากการบริโภค และพลังงานที่ร่างกายใช้ในกิจกรรมต่างๆ และ การเคลื่อนไหวร่างกาย ปัจจุบันมีการค้นพบยีนส์หลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน และสิ่งแวดล้อมที่ ส่งเสริมให้เกิดโรคอ้วน (obesogenic environment) ได้แก่ ภาวะโภชนาการเกินของพ่อแม่ การเปลี่ยนแปลง ภาวะโภชนาการของทารกหลังเกิด การไม่กินนมแม่ การกินนมผงตั้งแต่วัยทารก การศึกษาของพ่อแม่ และเศรษฐานะของครอบครัว วิธีการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่มีขอบเขตในพฤติกรรมการกิน ทำให้เด็กบริโภค ปริมาณมาก ทั้งข้าว นม ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกมากมาย การอยู่อาศัยใกล้ร้านสะดวกซื้อ วิถีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย เด็กไทยดูโทรทัศน์นาน (หนึ่งในห้าของเวลาว่าง) ทำให้มีโอกาสอ้วนมากขึ้น ผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กที่เป็นโรคอ้วน ผู้ปกครองมักจะเข้าใจว่าเด็กอ้วนเมื่อ โตขึ้นจะหายอ้วน จากการศึกษาพบว่าทารกอายุ 6 เดือนแรกที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมี ความเสี่ยงสูงมากที่จะอ้วนตอนอายุ 3 ปี และจะเป็นโรคอ้วนมากกว่าการมีน้ำหนักแรกเกิดสูง เด็ก โรคอ้วนที่อายุน้อยกว่า 3 ปี และไม่มีพ่อแม่อ้วน พบความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นผู้ใหญ่อ้วน แต่เด็กโรคอ้วน �������ok+++.indd 34 8/24/10 3:56:57 PM
  • 42.
    35 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ที่อายุน้อยกว่า 10 ปีและมีพ่อแม่อ้วน จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้ใหญ่อ้วนมากถึง 2 เท่า การศึกษาที่ ติดตามเด็กโรคอวนในระยะยาวพบวา 1/3 ของเด็กวัยกอนเรียน นักเรียนที่อวนเสี่ยงตอการเปน วัยรุนอวนสูงถึง 12 เทา และ 1/2 จะเปนผูใหญอ้วน วัยรุนโรคอวนมีโอกาสสูงมากที่จะเปนผูใหญอวน เด็กชายมีแนวโน้มอ้วนมากกว่าเด็กหญิง หากเด็กโรคอวนไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพ กายและจิตใจตั้งแต่วัยเด็ก และในระยะยาวเมื่อเปนผูใหญ่ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ มี อัตราตายและเจ็บปวยจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกวาประชากรทั่วไป คุณภาพชีวิตด้อยลง และเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ส่งผลกระทบตอเศรษฐกิจของชาติในอนาคต ปญหาสุขภาพที่พบ ในเด็กโรคอ้วนมีดังนี้ คือ ❖ ระบบกระดูกและขอ เกิดจากน้ำหนักตัวที่มากจะกดลงบนกระดูกขอเขาทําใหเกิดขาโก่ง หรือ Blount disease ในเด็กเล็ก น้ำหนักตัวทำอันตรายต่อแผ่นเยื่อเจริญกระดูกเข่าด้านใน (proximal medial tibial growth plate) จะมีขาโก่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัยรุ่นโรคอ้วนมักมี ขาท่อนบนใหญ่ เกิดโรคหัวกระดูกสะโพกเลื่อน (slipped capital femoral epiphysis), knock knees และมีโอกาสหกล้มและเกิดกระดูกหักได้บ่อย ❖ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เด็กโรคอวนมักมีความดันโลหิตสูงกวาเด็กที่ไมอ้วน โดย เฉพาะเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย และสัมพันธ์กับมวลไขมันอย่างมีนัยสำคัญ เด็กมักไม่มีอาการ เกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูง เมื่อความดันโลหิตสูงกว่า P 95th โดยใช้ค่ามาตรฐานความดัน โลหิตของ American Heart Association ซึ่งแยกตามเพศ ส่วนสูง และอายุ อาจใช้เกณฑ์การวินิจฉัย โรคอย่างง่าย ใช้ค่าความดันโลหิตสูงกว่า 120/80 มม.ปรอทในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท ในเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป เด็กที่อ้วนรุนแรงอาจพบความดันหลอดเลือดในปอดสูง และ corpulmonale ที่รุนแรง ❖ ระบบทางเดินหายใจ พบว่าเด็กโรคอ้วนมีสมรรถภาพปอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ เมื่อมีไขมันสะสมในร่างกายสูง และการทำงานในการหายใจเพิ่มขึ้น ปัญหาการหยุดหายใจ ขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ เรียกว่า Obstructive sleep apnea (OSA) พบรอยละ1-10 สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทําใหระดับอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ำกวารอยละ 90 ตลอดระยะเวลาครึ่งหนึ่งของการนอนหลับ เด็กมักจะนอนกรนเสียงดังและมีหยุดหายใจ ผวาตื่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน ปวดหัวตอนตื่นนอน ง่วงนอนตอนกลางวัน ผลการเรียนต่ำ Pickwickian syndrome พบในเด็กโรคอ้วนรุนแรง มีการหายใจไม่เพียงพอ พบภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งและ ขาดออกซิเจน หากไม่แก้ไขจะเกิดความดันหลอดเลือดในปอดสูง ❖ ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ อาจพบปัญหากรดไหลย้อนหรือ GERD (gastro esophageal reflux disease) นิ่วในถุงน้ำดีพบร้อยละ 2-33 ซึ่งสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมแทบอลิก อินซูลินในเลือดสูง และการลดน้ำหนักตัวลงมากและรวดเร็ว ภาวะไขมันสะสมที่ตับ (NAFLD) อาจ พบระดับเอ็นไซม์ตับ (SGPT) สูง และตรวจพบโดยการทำอัลตราซาวด์ พบความเสี่ยงการเกิดโรค ตับแข็งเพิ่มขึ้น ������� ok+++.indd 35 8/24/10 3:57:01 PM
  • 43.
    36 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ❖ระบบตอมไรทอ เมแทบอลิซึม และกลุ่มอาการเมแทบอลิก พบระดับอินซูลินในเลือดสูง เกิดภาวะดื้ออินซูลิน พบมากขึ้นตามความรุนแรงของโรคอ้วน และนําไปสูโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบระดับไขมันในเลือดผิดปกติในเด็กโรคอ้วน ที่อ้วนรุนแรง การเจริญเติบโตที่เร็วกวาอายุ เป็นผลใหส่วนสูงเมื่อเปนผูใหญ่น้อยกวาปกติ วัยรุ่นหญิง ที่อ้วนพบภาวะ polycystic ovary syndrome (PCOS) ซึ่งประจำเดือนอาจขาดหรือมาผิดปกติ มีขนดก และมีเสียงห้าว กลุ่มอาการเมแทบอลิก หมายถึง กลุ่มอาการที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอด เลือด และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คณะกรรมการสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation, IDF) วางแนวทางการวินิจฉัยกลุ่มอาการเมแทบอลิกในเด็กและวัยรุ่น แบ่ง เป็น 3 กลุ่มอายุ ดังนี้ 1. เด็กอายุ 6 - ≤ 10 ปี ไม่ต้องประเมินกลุ่มอาการเมแทบอลิก ยกเว้นมีประวัติคนในครอบครัว เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง 2. เด็กและวัยรุ่นอายุ 10 -16 ปี ใช้เกณฑ์อ้วนลงพุงของผู้ใหญ่ ถ้าเล็กกว่าใช้เกณฑ์เส้นรอบเอว ≥ P90th ร่วมกับเกณฑ์ต่อไปนี้มากกว่า 2 ข้อใน 4 ข้อ คือ ระดับไตรกลีเซอไรด์ ≥ 150 มก./ดล, ระดับ HDL- C ≤ 40 มก./ดล., ความดันโลหิต ≥ 130/85 มม.ปรอท, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือระดับ FBS ≥ 100 มก./ดล. และตรวจ OGTT พบความปกติของระดับน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง ≥ 140 มก./ดล. 3. วัยรุ่นอายุมากกว่า 16 ปี ใช้เกณฑ์อ้วนลงพุงของผู้ใหญ่ (โดยใช้เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม.ใน ผู้ชาย และ ≥ 80 ซม.ในผู้หญิง) ร่วมกับเกณฑ์ต่อไปนี้มากกว่า 2 ข้อใน 4 ข้อ คือ ระดับไตรกลีเซอไรด์ ≥ 150 มก./ดล., HDL-C ≤ 40 และ ≤ 50 มก./ดล. ในเพศชายและเพศหญิงตามลำดับ ความดันโลหิต ≥ 130/85 มม.ปรอท หรือได้รับยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ระดับ FBS ≥ 100 มก./ดล. หรือเป็น โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ❖ ความผิดปกติทางผิวหนัง มักพบ acanthosis nigricans ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่น สีน้ำตาลดำนูนหนา ไม่คัน พบบ่อยที่บริเวณลำคอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ มักเป็นทั้ง 2 ข้าง พบร่วมกับ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ระดับอินซูลินในเลือดสูง และภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินที่สูงจะกระตุ้น insulin-like growth factor receptor ที่ผิวหนัง และกระตุ้นการทำงานของ keratinocyte พบในคน ผิวดำมากกว่าคนผิวขาว รอยแตก (striae) มักพบในโรคอ้วนที่รุนแรง เร็วและนาน Intertrigo เป็น ลักษณะผื่นแดงบริเวณข้อพับ เกิดจากการเสียดสี และความอับชื้น มักพบการติดเชื้อราแทรกซ้อน และติดเชื้อแบคทีเรียในบริเวณที่มีขน ❖ ด้านจิตใจและสังคม เกิดจากการที่เด็กขาดความภาคภูมิใจในตนเอง มองว่าตนเอง ไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทำให้มีผลต่ออารมณ์ การพัฒนาความคิด สัมพันธกับความรูสึกมีคุณคาใน ตนเองและภาพลักษณตอรางกายของวัยรุน เกิดปัญหาในการเข้าสังคม รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ซึมเศร้า วิตกกังวล มีอาการแสดงทางร่างกาย เด็กมักใช้การกินเพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจ เมื่อเปน ผูใหญมักมีรายได้ต่ำกวากลุมที่ไมอวน ������� ok+++.indd 36 8/24/10 3:57:04 PM
  • 44.
    37 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ❖ ปญหาฟนผุ พบในเด็กอเมริกันอายุ 2-6 ปี ร้อยละ 36 และร้อยละ 39 ในเด็กอายุ 6-17 ปี จากการบริโภคบ่อยๆ เด็กวัยรุ่นโรคอ้วนมีความชุกของฟันผุมากกว่าเด็กปกติ 1.6 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ 2. หลักเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะโภชนาการเกินในเด็ก ภาวะโภชนาการเกิน ประกอบด้วยภาวะน้ำหนักเกินหรือเริ่มอ้วน (overweight) และโรคอ้วน (obesity) ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ ตามเกณฑ์ อายุและเพศ ทำให้มีน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ส่วนสูง การวินิจฉัย ในทางเวชปฏิบัติ ใช้การประเมินค่าน้ำหนักและความสูง มี 2 วิธี ดังนี้ 1. เปรียบเทียบค่าน้ำหนักตัวของเด็กกับค่ามัธยฐานของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงของเด็ก (median weight for height) โดยใช้กราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงของเด็กไทย อายุ 1 วัน -19 ปี จำแนกตามเพศ ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2542 และใช้เกณฑ์ วินิจฉัย ดังนี้ “เริ่มอ้วน (overweight)” เมื่อน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่าน้ำหนักมัธยฐานเกิน 2 เท่า ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (+2 SD) แต่ไม่เกิน 3 เท่า (+3 SD) “โรคอ้วน (obesity)” เมื่อน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่าน้ำหนักมัธยฐานเกิน + 3 SD 2. ดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) นิยมใช้สำหรับเด็กอายุ 2-18 ปี มีแนวโน้มจะใช้ใน เด็กมากขึ้น ค่าดัชนีมวลกายได้จากการคำนวณ ดังนี้ BMI = ค่าน้ำหนัก (กิโลกรัม) ความสูง (เมตร)2 ขณะนี้่ยังไม่มีเกณฑ์อ้างอิง BMI สำหรับเด็กไทย จึงเปรียบเทียบโดยใช้กราฟหรือตาราง ค่าอ้างอิง BMI ตามอายุและเพศ ขององค์การอนามัยโลก ค่า BMI ที่เท่ากับหรือมากกว่า +1 SD และไม่เกิน +2 SD เป็นภาวะ “น้ำหนักเกิน” ค่า BMI ที่เท่ากับหรือมากกว่า +2 SD เป็นโรค “อ้วน” การประเมินความรุนแรงของโรคอ้วน ใช้ค่าร้อยละของน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง (% weight-for-height, % W/H) จากการคำนวณ ดังนี้ % W/H = ค่าน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 100 ค่าน้ำหนักอ้างอิงตามเกณฑ์ส่วนสูง จำแนกตามเพศ ������� ok+++.indd 37 8/24/10 3:57:07 PM
  • 45.
    38 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน โดยค่าน้ำหนักอ้างอิงตามเกณฑ์ความสูง ใช้กราฟของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2542 มีเกณฑ์การวินิจฉัยและแบ่งความรุนแรงของโรคอ้วนในเวชปฏิบัติทางกุมารเวชศาสตร์ ดังนี้ % W/H* > 110 - 120 > 120 – 140 > 140 – 160 > 160 – 200 > 200 *การวินิจฉัย น้ำหนักเกิน (overweight) อ้วนเล็กน้อย (mild obesity) อ้วนปานกลาง (moderate obesity) อ้วนมาก (severe obesity) อ้วนรุนแรง (morbid obesity) เปรียบเทียบกับกราฟ** กรมอนามัย พ.ศ. 2542 เริ่มอ้วน (overweight) โรคอ้วน (obesity) โรคอ้วนรุนแรง (morbid obesity) *ค่า% W/H เป็นการประเมินความรุนแรงของโรคอ้วนในเด็ก ในทางกุมารเวชศาสตร์ ** จากการเปรียบเทียบกับกราฟเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2542 พบว่า เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคอ้วน” คือ น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าค่ามัธยฐาน +3 SD จะมีน้ำหนักคิด เป็น 135-153 % ของค่า ideal weight for height (W/H) และ +2 SD จะมีน้ำหนักคิดเป็น 122-135 % W/H ดังนั้น ถ้าใช้เกณฑ์เดิมตามตาราง* จะทำให้การวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็กไทยมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทางชมรมโภชนาการ เด็กแห่งประเทศไทย เห็นสมควรใช้เกณฑ์ %W/H > 120 – 140 เป็นภาวะน้ำหนักเกิน และ %W/H > 140 เป็นโรค อ้วน และอ้วนรุนแรงเมื่อ %W/H > 200 3. แนวทางการดูแลป้องกันและรักษาสุขภาพองค์รวมของเด็กโรคอ้วน เนื่องจากโรคอ้วนมีสาเหตุจากหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ดังนั้น การป้องกันและรักษาจำเป็น ต้องอาศัยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ การดูแลรักษาและป้องกันโรคอ้วน ตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจตามมา โดยมีเป้าหมาย คือ การควบคุม น้ำหนักตัว ไม่่ให้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตโดยเฉพาะส่วนสูง รักษามวลกล้ามเนื้อไม่ให้ลดลง ป้องกันความผิดปกติในระบบต่างๆ ต่อมไร้ท่อ และปัญหาด้านจิตใจ จากผลการศึกษาพบว่า การควบคุมอาหาร การออกกําลังกาย และการปรับพฤติกรรม เป็นโปรแกรมการรักษาที่ได้ผลจริง ในการควบคุมน้ำหนักระยะยาว ดีกว่าการรักษาด้วยการควบคุมอาหารหรือการออกกําลังกาย อย่างเดียว ������� ok+++.indd 38 8/24/10 3:57:10 PM
  • 46.
    39 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน แผนภูมิแนวทางป้องกันและดูแลเด็กโรคอ้วนสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกุมารแพทย์ น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงมากกว่าหรือเท่ากับ+2SD สูงน้อยกว่าP50th (อ้วนไม่สูง) โรคอ้วน(W/H>+3SD)แนะนำให้ตรวจหาสาเหตุ โรคพันธุกรรมกลุ่มอาการและโรคต่อมไร้ท่อ สูงเท่ากับหรือมากกว่าP50th (อ้วนสูง) ภาวะน้ำหนักเกิน(W/H>+2SDถึง<+3SD) แนะนำโภชนบัญญัติควบคุมน้ำหนัก ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก3-6 เดือน แนะนำการให้อาหารตามวัย ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก 3-6เดือน ปรึกษากุมารแพทย์ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก5-10% เพิ่มการออกกำลังกายให้การดูแลเบื้องต้น ติดตามน้ำหนักและส่วนสูง ทุก3-6เดือน±ส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนักแนะนำเพิ่มกิจกรรม ติดตามน้ำหนัก-ส่วนสูงทุก3-6เดือน ±ส่งปรึกษากุมารแพทย์ อายุ<7ปี มีภาวะแทรกซ้อน หรือผลเลือดผิดปกติ มีมี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน หรือผลเลือดปกติ ไม่มีไม่มี อายุ≥7ปี ภาวะแทรกซ้อน*ได้แก่ความดันเลือดสูง(HT)โรคของกระดูกและข้อภาวะOSAหรืออ้วนรุนแรง(%W/H≥200) กลุ่มเสี่ยง**เด็กมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนอายุ55ปีในผู้ชายและก่อนอายุ65ปีในผู้หญิง,เบาหวานอ้วนHTและไขมันในเลือดผิดปกติ หรือเด็กเป็นโรคอ้วนรุนแรง(morbidobesity)น้ำหนักตัวเกินค่าอ้างอิงตามส่วนสูงเกิน2เท่าเจาะเลือดส่งตรวจ ***หาระดับไขมันน้ำตาล(FBS)และSGPT กลุ่มเสี่ยง**หรืออ้วนรุนแรง %W/H>200 เปรียบเทียบส่วนสูง กับส่วนสูงมัธยฐาน(P50th ) ของกราฟพ.ศ.2542 ภาวะแทรกซ้อน*หรืออ้วนรุนแรง %W/H>200 เจาะเลือดส่งตรวจ*** ������� ok+++.indd 39 8/24/10 3:57:13 PM
  • 47.
    40 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางเมแทบอลิกแนะนำให้ทำใน เด็กโรคอ้วนอายุ 7 ปีขึ้นไปที่อ้วนรุนแรง (morbid obesity คือ มีค่าน้ำหนักตัวเกินค่าอ้างอิงตามส่วนสูง เกิน 2 เท่า) หรือเป็นกลุ่มเสี่ยง คือ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนอายุ 55 ปี ในผู้ชาย และก่อนอายุ 65 ปีในผู้หญิง โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ โดยส่งตรวจระดับไขมัน เอนไซม์ Alanine aminotransaminase (ALT หรือ SGPT) และน้ำตาล (FBS) ถ้าค่า FBS ผิดปกติมากกว่าหรือเท่ากับ 100 มก./ดล. มีบิดามารดาเป็นโรคเบาหวาน มีอายุ ≥ 10 ปี หรือมีการเจริญเข้าสู่วัยรุ่นควรทำ Oral glucose toterance test (OGTT) โดยให้งดอาหารไม่ น้อยกว่า 8 ชั่วโมง แล้วให้กินน้ำตาล 1.75 กรัม/น้ำหนักตัวมาตรฐานตามส่วนสูง 1 กิโลกรัม (สูงสุด ไม่เกิน 75 กรัม) กินภายใน 5 นาที แล้วเจาะน้ำตาลในเลือดหลังกินน้ำตาลนาน 2 ชั่วโมง นำผลเลือด ที่ได้มาประเมินความผิดปกติที่จะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน (ตารางด้านล่าง) การตรวจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน Prediabetes: Impaired fasting glucose Impaired glucose tolerance FBS BS (OGTT at 2 hr) ≥ 100 mg/dL ≥140 – 200 mg/dL Diabetes mellitus: FBS BS (OGTT at 2 hr) ≥ 126 mg/dL > 200 mg/dL Dyslipidemia: (fasting 12-14 hr) Triglyceride LDL-C Total cholesterol HDL-C ≥ 150 mg/dL ≥ 130 mg/dL ≥ 200 mg/dL < 40 mg/dL Hypertension ค่า BP > P 95th ตามเพศ อายุ และเปอร์เซนไทล์ความสูง NAFLD ค่า ALT สูง > 2 เท่าของค่าปกติ และการตรวจ ultrasound ตับผิดปกติ Obstructive Sleep apnea (OSA) ประวัตินอนกรนดัง หยุดหายใจ และหายใจลำบาก มีหอบเหนื่อยและ ต้องใช้ pulse oxymeter วัดค่า % O2 saturation ขณะหลับต่ำกว่า 90% อย่างน้อย 3 ช่วงเวลาของการนอนหลับ จากแผนภูมิแนวทางป้องกันและดูแลเด็กโรคอ้วน สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และกุมารแพทย์ เป็นแนวทางการดูแลเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเบื้องต้น ให้มีการเจริญเติบโตปกติ ป้องกัน หรือลดความรุนแรงของโรคอ้วน และภาวะแทรกซ้อน ก่อนการส่งต่อเด็กโรคอ้วนที่มีภาวะแทรกซ้อน ที่จำเป็นหรือต้องการพบแพทย์เฉพาะทางต่อไป การกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นในการดูแล 3 ด้าน คือ 1) ด้านพฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงบวก เปาหมายอยู่ที่การ บริโภคอาหารลดลงและเพิ่มการเคลื่อนไหวรางกาย มีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การสร้างพฤติกรรม ใหม่ ปรับพฤติกรรมเดิมให้เหมาะสม และการกำจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการให้ความรู้เพื่อให้ ตระหนักอยากเปลี่ยนแปลง การฝกให้เกิดความเคยชินและประพฤติต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างน้อย 6 เดือน การทํากลุมบําบัด การบันทึกการกินอาหาร เพื่อตรวจสอบตนเองและประเมินพฤติกรรม การบริโภค การวางแผนเรียนรูวิธีการหลีกเลี่ยง เพื่อพัฒนาทักษะในการแกปญหา การเสริมแรง ������� ok+++.indd 40 8/24/10 3:57:16 PM
  • 48.
    41 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ดานบวกสําหรับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การจัดบรรยากาศสิ่งแวดลอมในบาน การใหผูปกครอง มีสวนรวมมีความสําคัญมาก โดยผู้ปกครองเปนแบบอยางที่ดีและประคับประคองใหเด็กประสบ ความสําเร็จได้ในเบื้องต้นและต่อเนื่องในระยะยาว 2) ด้านน้ำหนักคงเดิม โดยบริโภคอาหารตามความต้องการของเด็กที่มีน้ำหนักปกติตามเกณฑ์ ส่วนสูง 3) ด้านการแพทย์ เพื่อป้องกันและดูแลภาวะแทรกซ้อน โดยควบคุมการกินอาหาร ลดพลังงาน จากการบริโภค และเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวลดลง สามารถลดความ รุนแรงของภาวะแทรกซ้อนลงได้ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกุมารแพทย์ มีบทบาทให้คำแนะนำพ่อแม่หรือผู้ปกครองในการ อบรมเลี้ยงดูเด็ก ตรวจค้นเด็กที่เสี่ยงต่อโรคอ้วน ได้แก่ เด็กที่คลอดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัมหรือ มากกว่า 4,000 กรัม เด็กที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ เด็กที่มีพ่อแม่ อ้วนและมีฐานะดีพอสมควร ครอบครัวมีประวัติของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหลอดเลือดและ หัวใจที่อายุน้อย ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน กลุ่มเด็กที่อายุ น้อยกว่า 5-7 ปี ที่มีไขมันสะสมกลับขึ้นมาใหม่ (adiposity rebound) เร็ว รวมทั้งวัยรุ่นที่เป็นตัวของ ตัวเองสูงและมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ควรให้ความรู้และคำแนะนำการให้อาหารตามวัย เพื่อเป็นแนวทาง ให้แก่พ่อแม่ของเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ให้ทารกและเด็กมีสุขภาพดี ป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่ม มากขึ้นจนเป็นโรคอ้วน ซึ่งน่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายและคุ้มค่ากว่าการรักษาโรคอ้วน และ ติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้านน้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะทุก 3 – 6 เดือน คำแนะนำสำหรับทารกอายุ 0-12 เดือน หมายเหตุ 1. ให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน ไม่ต้องให้อาหารอื่นแม้แต่น้ำ * ถ้าการเจริญเติบโตมีแนวโน้มลดลงหรือไม่สามารถให้ นมแม่ได้อย่างเต็มที่ อาจเริ่มให้อาหารเสริมก่อนครบ 4 เดือน หรือให้นมผงสูตรดัดแปลงสำหรับทารกแรกเกิด-1 ปี (นมสูตร1) 2. เริ่มให้อาหารตามวัยเมื่ออายุ 6 เดือน ควบคู่ไปกับนมแม่* 3. เพิ่มจำนวนมื้ออาหารตามวัยเมื่ออายุลูกเพิ่มขึ้น จนครบ 3 มื้อเมื่อลูกอายุ 10-12 เดือน เริ่มให้อาหารเสริมมื้อเย็น เพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่ออายุ 8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 10-12 เดือน 4. ให้อาหารตามวัยที่มีคุณภาพ และครบ 5 หมู่ ทุกวัน ฝึกให้กินเป็นเวลา กินเป็นที่ 5. ค่อยๆ เพิ่มปริมาณ และความหยาบของอาหารขึ้น ปริมาณและความหยาบมากขึ้นตามอายุ 6. ให้อาหารรสธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการปรุงแต่งรส การปรุงรสทำให้เด็กติดรสชาติหวานและเค็ม 7. ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย ไม่แนะนำให้น้ำผลไม้คั้นสดก่อนอายุ 6 เดือน และถ้าให้กิน ควรดื่มจากแก้วไม่เกินวันละครึ่งแก้ว (หรือ 4 ออนซ์) 8. ให้ดื่มน้ำสะอาด งดเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวาน จะทำให้เด็กฟันผุ และกินอาหารลดลง 9. ฝึกวิธีดื่มกินให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย หลังอายุ 6 เดือน ควรหัดให้ทารกดื่มน้ำและนมจากแก้ว และฝึกให้งดนมมื้อดึก (หลังเที่ยงคืน) 10. เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน หมั่นติดตามการเจริญเติบโต และพัฒนาการ ������� ok+++.indd 41 8/24/10 3:57:20 PM
  • 49.
    42 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน คำแนะนำสำหรับเด็กเล็ก(อายุ 1- 5 ปี) หมายเหตุ 1. ให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างไม่เกิน 2 มื้อต่อวัน ไม่งดอาหารเช้า 2. ให้อาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย เป็นประจำทุกวัน กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 4-6 ช้อนชา 3. ให้นมแม่ต่อเนื่องถึงอายุ 2 ปี เสริมนมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว หัดให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่องก่อนนอน ไม่ดูดนมหลับคาปาก ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลืองที่ไม่เสริมแคลเซียม 4. ฝึกให้กินผัก ผลไม้หลากหลาย จนเป็นนิสัย ควรกินผลไม้ที่รสไมหวานจัดเปนประจํา กินผัก รวมทั้งผักใบ ให้ได้เส้นใยอาหาร ไม่กินแต่ผักหัว เช่น ฟักทอง มันชนิดต่างๆ 5. ให้อาหารว่างที่มีคุณภาพ ให้เป็นผลไม้รสไม่หวาน หลีกเลี่ยงการกินขนมกรุบกรอบ 6. ฝึกให้กินอาหารรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัด ไม่ปรุงอาหารด้วยน้ำตาล น้ำปลา ซอส และพริก 7. ให้อาหารสะอาดและปลอดภัย 8. ให้ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน และน้ำอัดลม หลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว และเครื่องดื่มชาเขียว 9. ฝึกวินัยการกินอย่างเหมาะสมตามวัยจนเป็นนิสัย เลิกขวดนมหลังอายุ 1 ปี (อย่างช้าไม่เกิน 1½-2 ปี) กินเป็นเวลา ตักให้พอดีอิ่ม เคี้ยวให้ละเอียด ไม่ทำกิจกรรมอื่นขณะกินอาหาร เช่น เดิน ดูทีวี 10. เล่นกับลูก สร้างความผูกพัน หมั่นติดตามการเจริญเติบโตและ พัฒนาการ ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์และเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์ก่อนอายุ 2 ปี เพราะมีส่วนทำให้พัฒนาการล่าช้า เด็กโรคอ้วนอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ควรให้คำแนะนำการให้อาหารตาม วัยสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี และสำหรับเด็กโรคอ้วนอายุมากกว่า 2 ปี แนะนําขอปฏิบัติ ปรับเปลี่ยน จากโภชนบัญญัติในการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นแนวทางแก่พ่อแม่และผู้ปกครอง เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวเด็กไม่ให้เพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม และติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้านน้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะๆ ทุก 3 – 6 เดือน โภชนบัญญัติ หมายเหตุ 1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย 2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็น บางมื้อ วุ้นเส้นทำจากแป้งถั่วเขียว กินมากก็อ้วนได้ 3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ กินผักใบเขียว ปรุงสุกไม่มาก หรือกินผักสดบ้าง ผักจับฉ่ายที่ต้มจนนิ่มจะสูญเสียวิตามินมาก 4. กินปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง ปรุงอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ยาง อบ และตุน ไม่ควรกินถั่วลิสงปริมาณมาก (ถั่วลิสง 8 เมล็ดให้พลังงาน = น้ำมัน 1 ช้อนชา) 5. ดื่มนมไขมันต่ำหรือพรองมันเนยแทนนมครบส่วน เหมาะสมตามวัย ในเด็กที่อายุ 2 ปีขึ้นไป วันละ 2 ครั้ง ให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่อง แทนการดูดขวดนม 6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร รวมทั้งการใช้น้ำมันมะกอก หลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันมาก: ปลาทอด ไข่เจียว กินไข่ต้มหรือทอดในกะทะเทฟล่อนใช้น้ำมันน้อย 7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด ปลาเผาให้ทาเกลือปริมาณน้อย สาหร่ายอบกรอบมีปริมาณเกลือสูง 8. กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ������� ok+++.indd 42 8/24/10 3:57:23 PM
  • 50.
    43 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน เด็กโรคอ้วนอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคของกระดูก และข้อ ภาวะ OSA และเด็กโรคอ้วนอายุ 7 ปีขึ้นไปที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ควรกำหนดอาหารให้ พลังงานเท่ากับความต้องการของเด็กที่มีน้ำหนักปกติตามเกณฑ์ส่วนสูง เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้ เพิ่มขึ้นในระยะแรก และค่อยๆ ลดพลังงานจากอาหารเหลือประมาณร้อยละ 70 - 80 ของความ ต้องการของเด็กปกติ เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงในเวลาต่อมา การลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่ และ แนะนำให้มีการเคลื่อนไหว หรือออกกำลังกายในระดับปานกลางสะสม อย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน โดย การปรับพฤติกรรมด้านการกินอาหารและเพิ่มกิจกรรม และติดตามการเจริญเติบโตของเด็กด้าน น้ำหนักและส่วนสูงเป็นระยะๆ ทุก 3 – 6 เดือน ร่วมกับการส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขา ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ โภชนาการ ศัลยกรรมกระดูกและข้อ เวชศาสตร์ ฟื้นฟู ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น เด็กโรคอ้วนอายุ 7 ปีขึ้นไปที่มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคของกระดูก และข้อ และพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด เช่น ระดับไขมัน เอนไซม์ ALT หรือ SGPT สูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ และระดับน้ำตาลผิดปกติ (FBS และการทำ OGTT) ควรควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักเดิม หรือน้ำหนักลดลง 0.5 - 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยให้ความรู้เรื่องการบริโภคในสัดส่วนที่ถูกต้อง โดยลดพลังงานจากที่ควรบริโภคลง 500-1,000 กิโลแคลอรีต่อวัน การลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่และเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายแบบแอโรบิก สม่ำเสมอนาน 30-60 นาที โดยใช้การปรับพฤติกรรมด้านการกินอาหารและเพิ่มกิจกรรมในเบื้องต้น และอาจต้องส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โภชนาการ ต่อมไร้ท่อ เวชศาสตร์ฟื้นฟู ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และจิตวิทยา เป็นการรักษาแบบสหวิชาชีพ (multi-disciplinary) ในบางรายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องพิจารณา รับไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันอันตรายจากการควบคุมอาหารที่ไม่ถูกต้อง และขาดสาร อาหาร รวมทั้งรักษาภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก และภาวะ แทรกซ้อนเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมต่อไป ������� ok+++.indd 438/24/10 3:57:27 PM
  • 51.
    44 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ควรกินอาหารควบคุมพลังงานตามค่าน้ำหนักมาตรฐาน ตามเกณฑ์ส่วนสูง กินอาหาร 5 หมู่ และครบทั้ง 3 มื้อ ดังนี้ อาหาร คำแนะนำการกิน หมายเหตุ อาหาร 5 หมู่ กินอาหารแต่ละหมู่ให้หลากหลาย ปรุงด้วยการต้ม นึ่ง อบ เผา หลีกเลี่ยงการทอด/ใช้น้ำมันมาก กินครบ 3 มื้อ กินมื้อเช้าทุกวัน มื้อเย็นกินปริมาณน้อย และกินก่อนเวลา 18.00 น. ปรุงอาหารกินเองภายในครัวเรือน หลีกเลี่ยงการกินอาหารนอกบ้าน fast-food บุฟเฟ่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมกไก่ ข้าว กินข้าวกล้องหุงเมล็ดสวย ไม่แฉะ เด็กจะเคี้ยวข้าวนานและกินน้อยลง หลีกเลี่ยงการกินข้าวเหนียว ข้าวโพดอบเนย เนื้อสัตว์ ควรกินเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง หลีกเลี่ยงการกินหนังไก่ทอด ไส้กรอก เบคอน แฮม ไข่ ทอดใช้น้ำมันน้อยในกระทะเทฟล่อน หลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันมาก ผัก กินผักใบเขียว-หลากสี กินสดหรือปรุงสุกไม่นาน ผักจับฉ่ายที่ต้มนาน วิตามินจะถูกทำลาย หลีกเลี่ยงการกินผักหัวหรือผักที่มีแป้งมาก เช่น มัน ฟักทอง แครอท ข้าวโพด เผือก ผลไม้ กินผลไม้รสไม่หวานเป็นประจำ หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ และผลไม้รสหวาน เช่น เงาะ ลำไย ทุเรียน ขนุน น้ำมัน ใช้ปริมาณน้อยในการปรุงอาหาร (ผัดน้ำมัน) น้ำมันทุกชนิดให้พลังงานสูง หลีกเลี่ยงการใช้กะทิ นม ควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย หลีกเลี่ยงนมครบส่วน นมรสหวาน และนมเปรี้ยว น้ำสะอาด ควรดื่มทุกวัน ก่อนอาหาร หลังออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน น้ำอัดลม ชาเขียว อาหารว่าง ให้เป็นผลไม้รสไม่หวาน หรือนมพร่องมันเนย หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ ลูกชิ้นทอด ขนมปัง เค้ก คำแนะนำเพื่อลดระดับกิจกรรมที่อยู่กับที่และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกาย แบบแอโรบิกสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมในร่างกายมากขึ้น ช่วยให้น้ำหนักตัว ลดลงได้ดี เพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดความดันโลหิต และเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายภายหลัง การออกกำลังกายควรดื่มน้ำเปล่า เพื่อทดแทนการเสียเหงื่อ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือน้ำหวาน รวมทั้งการกินขนมหลังการออกกำลังกาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัว และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในชุมชน กิจกรรม คำแนะนำ หมายเหตุ กิจกรรมในบ้าน ช่วยหยิบของหรือให้รับผิดชอบงานบ้านที่ ง่ายๆ ช่วยล้างผัก กวาดบ้าน กรอกน้ำ ทิ้งขยะ รดน้ำ ต้นไม้ การดูโทรทัศน์ และ เล่นเกมส์ ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมงในวันธรรมดา และ 2 ชั่วโมงในวันหยุดหรือสุดสัปดาห์ ไม่กินขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มรสหวานร่วมด้วย กิจกรรมในสนาม สนับสนุนการทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬา เล่นในสนาม ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะเป็น นิสัยแทนการดูโทรทัศน์และเล่นเกมส์ หลีกเลี่ยงการขี่จักรยานแทนการวิ่งเล่นหรือเดินเร็ว ไม่เล่นยกน้ำหนัก เพราะอาจมีผลต่อความสูง และไม่ยืนเล่นเป็นนายประตูฟุตบอล การเดิน เดินเร็วๆ นาน 30 – 60 นาที หลีกเลี่ยงการเดินทอดน่องช้าๆ การเล่นกีฬา สนับสนุนการทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬา ทำให้เด็กได้เรียนรู้กฎ กติกา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเดินทางใกล้ๆ ส่งเสริมการเดินและขี่จักรยานแทนการนั่งรถ หลีกเลี่ยงการนั่งรถมอเตอร์ไซด์ และรถยนต์ ������� ok+++.indd 44 8/24/10 3:57:31 PM
  • 52.
    45แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑความยาวของเด็กไทยอายุ0-2ป ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542 กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑความยาวของเพศชายอายุ0-2ปกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงน้ำหนักตามเกณฑ์ความยาวของเพศหญิงอายุ0-2ปี 45-47 New.indd 4545-47New.indd 45 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
  • 53.
    46 แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑสวนสูงของเด็กไทยอายุ2-7ป ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542 กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศชายอายุ2-7ปกราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศหญิงอายุ2-7ป 45-47 New.indd4645-47 New.indd 46 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
  • 54.
    47แนวทางเวชปฏิบัติการปองกันและดูแลรักษาโรคอวน ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542 กราฟแสดงการเจริญเติบโตน้ำหนักอางอิงตามเกณฑสวนสูงของเด็กไทยอายุ5-18ป ที่มา:กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2542 กราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศชายอายุ5-18ปกราฟแสดงเกณฑอางอิงน้ำหนักตามเกณฑสวนสูงของเพศหญิงอายุ5-18ป 45-47 New.indd 4745-47New.indd 47 7/10/2553 13:52:477/10/2553 13:52:47
  • 55.
    48 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน BMI-for-age GIRLS:Birth to 5 years (z-scores) BMI-for-age GIRLS: Birth 5 to 19 years (z-scores) WHO Child Growth Standards 2007 WHO Reference กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศหญิง อายุ 0-5 ปี กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศหญิง อายุ 5-19 ปี ������� ok+++.indd 48 8/24/10 3:58:19 PM
  • 56.
    49 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน BMI-for-age BOYS: Birthto 5 years (z-scores) BMI-for-age BOYS: Birth 5 to 19 years (z-scores) WHO Child Growth Standards 2007 WHO Reference กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศชาย อายุ 0-5 ปี กราฟแสดง ค่าดัชนีมวลกายของเพศชาย อายุ 5-19 ปี ������� ok+++.indd 49 8/24/10 3:58:28 PM
  • 57.
    50 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน เอกสารอ้างอิง 1. Report of a WHO consultation (WHO Technical Report Series 894). Obesity: preventing and managing the global epidemic. Geneva: WHO, 2000. http:// whqlibdoc.who.int/trs/WHO_TRS_894.pdf http://www.atividadefisica.pro.br/artigos/ WHO%20obesity.pdf 2. เครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ. โรคอ้วนในเด็ก: สถานการณ์ปัจจุบัน. โครงการ:วิเคราะห์เอกสารและผลการวิจัยภาวะโภชนาการเกิน. http://hrn.thainhf.org/ index.php?module=edoc&page=detail&id=5 3. นิตยา คชภักดี, นิชรา เรืองดารกานนท์, ชัยยศ คุณานุสนธิ์. สุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย พ.ศ. 2539-2540. 2543 นิตยา คชภักดี, นิชรา เรืองดารกานนท์, ชัยยศ คุณานุสนธิ์. สุขภาพ และพัฒนาการของเด็กไทย พ.ศ. 2539-2540. 2543. 4. ลัดดา เหมาะสุวรรณ, ศิริกุล อิศรานุรักษ์, นิขรา เรืองดารกานนท์, สุธรรม นันทมงคลชัย, ภัทรา สง่า, กัลยา นิติเรืองจรัส, และคณะ. เด็กไทยวันนี้ เป็นอยู่อย่างไร. หาดใหญ่: ลิมบราเดอร์ส การพิมพ์จำกัด. 2547. 5. Sakamoto N, Wansorn S, Tontisirin K, Marui E. A social epidemiologic study of obesity among preschool children in Thailand. Int J Obes Relat Metab Disord 2001 ; 25(3) : 389 - 94. 6. Langendijk G, Wellings S, van Wyk M, Thompson SJ, McComb J, Chusilp K. The prevalence of childhood obesity in primary school children in urban Khon Kaen, Northeast Thailand. Asia Pacific J Clin Nutr 2003;12(1):66-72. 7. Expert Committee Recommendations on the Assessment, Prevention, and Treatment of Child and Adolescent Overweight and Obesity. Assessment Recommendations. January 25, 2007. http://www.ama-assn.org/ama1/pub/upload/mm/433/ped _obesity_recs.pdf 8. Warden NAS, Warden CH. Biological influences on obesity. Pediatr Clin North Am 2001 ; 48 : 879 - 91. 9. Manios Y, Costarelli V, Kolotourou M, Kondakis K, Tzavara C, Moschonis G. Prevalence of obesity in preschool Greek children, in relation to parental characteristics and region of residence. BMC Public Health 2007 ; 7 : 178. 10. ลัดดา เหมาะสุวรรณ, สมจิตร์ จารุรัตนศิริกุล. การเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการของเด็ก ปฐมวัย. รายงานการทบทวนองค์ความรู้สถานะสุขภาพของเด็กปฐมวัยไทย พ.ศ. 2543, 131-58. 11. Mosuwan L, Roymanee S, Arpakuppakul N. P1084 Carbohydrate Not Fat Is the Risk Factor of Obesity for Preschool Children in An Urban Setting of Thailand. JPGN 2004 ; 39 : S469. ������� ok+++.indd 50 8/24/10 3:58:31 PM
  • 58.
    51 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 12. Galvez MP,Hong L, Choi E, Liao L, Godbold J, Brenner B. Childhood obesity and neighborhood food-store availability in an inner-city community. Acad Pediatr 2009 ; 9(5) : 339 - 43. 13. Tremblay MS, Willms JD. Is the Canadian childhood obesity epidemic related to physical inactivity? International Journal of Obesity 2003 ; 27 : 1100 - 5. 14. Frelut M, Peres G, Dao H, Bourgeois P, Cezard J. P1089 Blood Pressure, Body Composition and Exercise in Obese Adolescents. JPGN 2004 ; 39 : S471. 15. Mo-Suwan L, Lebel L. risk factors for cardiovascular disease in obese and normal schoolchildren of insulin with other cardiovascular risk factors. Biomed Environ Sci 1996 ; 9 : 269 - 75. 16. Berenson GS, Srinivasan SR, Bao W, Newman WP, Tracy RE, Wattigney WA. Association between multiple cardiovascular risk factors and atherosclerosis in children and young adults. The Bogalusa Heart study. N Engl J Med 1998;338:1650-6. 17. Ho TF, SO Chay, Yip WCL, Tay JSH, Wong HB. The prevalence of obesity in Singapore primary school children. J Paediatr Child Health 2008 ;19(4) : 248 - 50. 18. Must A: Morbidity and mortality associated with elevated body weight in children and adolescents. Am J Clin Nutr 1999 ; 63 : 445S - 447S. 19. Krul M, van der Wouden JC, Schellevis FG, van Suijlekom-Smit LWA, Koes BW. Musculoskeletal Problems in Overweight and Obese Children. Ann Fam Med 2009 ; 7 : 352 - 6. 20. Angelopoulos PD, Milionis HJ, Grammatikaki E, Moschonis G, Manio Y. Changes in BMI and blood pressure after a school based intervention: The CHILDREN study. Eur J Public Health 2009 ; 19 : 319 - 25. 21. Lurbe E, Carvajal E, Torro I, Aguilar F, Alvarez J, Redon J. Influence of Concurrent Obesity and Low Birth Weight on Blood Pressure Phenotype in Youth. Hypertension 2009 ; 53 : 912 - 7. 22. Harris KC, Kuramoto LK, Schulzer M, Retallack JE. Effect of school-based physical activity interventions on body mass index in children: a meta-analysis. CMAJ 2009 ; 180 : 719 - 26. 23. Li AM, Chan D, Wong E, Yin J, Nelson EA, Fok TF. The effects of obesity on pulmonary function. Arch Dis Child 2003 ; 88(4) : 361 - 3. 24. Chan J, Edman JC, Koltai PJ. Obstructive Sleep Apnea in Children. Am Fam Physician 2004; 69 :1147- 54,1159 - 60. ������� ok+++.indd 51 8/24/10 3:58:35 PM
  • 59.
    52 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 25. BakerS, Barlow S, Cochran W, Fuchs G, et al. Overweight Children and Adolescents: A Clinical Report of the North American Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology and Nutrition. J Pediatr Gastroenterol Nutr 2005;40:533–43. 26. Health Research Network, National Health Foundation. Prevalence of obesity in school children: 2003. http://www.thainhf.org/hrn/fat/index.html (Accessed 2 June 2007). 27. Diehl AM, Clark JM, Brancati F. Insulin resistance syndrome and nonalcoholic fatty liver disease. Endocr Pract 2003 ; 9(Suppl 2) : 93 - 6. 28. Likitmaskul S, Kiattisathavee P, Chaichanwatanakul K, Punnakanta L, et al. Increasing prevalence of type 2 diabetes mellitus in Thai children and adolescents associated with increasing prevalence of obesity. J Pediatr Endocrinol Metab 2003;16:71-7. 29. The International Diabetes Federation. IDF definition of metabolic syndrome in children and adolescents. http://www.idf.org/met_syndromechildren. 30. Hermanns-Lê T, Scheen A, Piérard GE Acanthosis nigricans associated with insulin resistance : pathophysiology and management. Am J Clin Dermatol 2004;5:199-203. 31. Yosipovitch G, DeVore A, Dawn A. Obesity and the skin. Skin physiology and skin manifestations of obesity. J Am Acad Dermatol 2007;56:901-16. 32. Davidson KK, Birch LL. Weight Status, Parent reaction, and self-concept in five-year- old girls. Pediatrics 2001;107:46 -53. 33. Macek MD, Mitola DJ. Exploring the association between overweight and dental caries among US children. Pediatr Dent 2006;28(4):375-80. 34. Alm A, Fåhraeus C, Wendt LK, Koch G, Andersson-Gäre B, Birkhed D. Body adiposity status in teenagers and snacking habits in early childhood in relation to approximal caries at 15 years of age. Int J Paediatr Dent 2008;18(3):189-96. 35. กรมอนามัย. เกณฑ์อ้างอิง น้ำหนัก ส่วนสูง และเครื่องชี้วัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทย อายุ 1 วัน - 19 ปี. 36. World Health Organization. http://www.who.int/growthref/who2007_bmi_for_age_field/ en/index.html(Accessed 12 April 2010). 37. คณะทำงานจัดทำข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย. คู่มือธงโภชนาการ: กินพอดี สุขีทั่วไทย. กรุงเทพ: โรงพิมพ์ รสพ., 2543: 67-74. 38. Epstein LH, Roemmich JN, Raynor HA. Behavioral therapy in the treatment of pediatric obesity. Pediatr Clin North Am 2001;48:981-93. 39. Speiser PW, et al. Consensus statement: Childhood obesity. J Clin Endocrinol and Metabol 2005;90:1871-87. ������� ok+++.indd 52 8/24/10 3:58:39 PM
  • 60.
  • 61.
  • 62.
    55 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ภาคผนวก 1 คำแนะนำด้านการบริโภคอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การดูแลด้านอาหาร ต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีในแต่ละวัย และตามวัฒนธรรม การกินอาหารของคนไทยให้ยึดแนวปฏิบัติการกินที่ถูกต้อง ตามข้อปฏิบัติการ กินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ข้อ (ตารางที่ 1) ตารางที่ 1 ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย9 ข้อ ข้อ ข้อปฏิบัติการกินอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย ข้อปฏิบัติที่ควรเน้นพิเศษเพื่อควบคุมน้ำหนัก 1 กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ ให้หลากหลายและหมั่นดูแลน้ำหนักตัว เน้นกิน หลากหลายแต่ได้สมดุล และหมั่นดูแลรอบเอว “80-90 ไม่ให้เกิน” 2 กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับ อาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ เน้นกินธัญพืชเพื่อให้ได้กากใย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต 3 กินพืชผักให้มากและกินผลไม้ เป็นประจำ เน้นพืชผักและผลไม้ 5 สี ได้แก่ สีเขียว สีเหลืองส้ม สีม่วงน้ำเงิน สีแดง และสีขาว กินในปริมาณที่มากพอ ให้ร่างกายได้รับใยอาหารไม่น้อยกว่า 20 กรัมต่อวัน 4 กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ เน้นวิธีการประกอบอาหารแบบไม่ใช้น้ำมัน เช่น ต้ม นึ่ง ลวก อบ ปิ้ง ย่าง 5 ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เน้นดื่มนม หรือโยเกิร์ต ขาดมันเนย รสจืด 6 กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร เน้น กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง สลับกับ กรดไขมัน ไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ข้าวโพด ดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฝ้าย ฯลฯ และ หลีกเลี่ยง กรดไขมันทรานส์ พบมากในมาร์การีน เฟรนซ์ฟรายส์ โดนัท แครกเกอร์ คุกกี้ เค้ก และพาย และ กรดไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เนย 7 หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด เน้น กินจืด ไม่ปรุงรสเพิ่มเติม 8 กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการ ปนเปื้อน เน้นกินอาหารสุกใหม่ ๆ และใช้แหล่งวัตถุดิบที่ปลอดจาก สารพิษ 9 งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เน้นดื่มน้ำเปล่าที่อุ่นๆ ให้มาก ๆ ������� ok+++.indd 55 8/24/10 3:59:03 PM
  • 63.
    56 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ตารางที่ 2ตัวอย่างพลังงานในอาหารจานเดียว คุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย (กิโลแคลอรี) รายการอาหาร พลังงาน รายการอาหาร พลังงาน เส้นใหญ่ผัดซีอิ้วหมูใส่ไข่ ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยใส่ไข่ ข้าวผัดหมูใส่ไข่ ข้าวผัดใบกระเพราไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมกไก่ ข้าวราดแกงเขียวหวานไก่ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดหน้าหมู, ไก่ ขนมจีนน้ำยา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ ข้าวต้มปลา เกาเหลาราดหน้า บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กใส่ไข่ 679 596 577 557 554 541 534 483 436 397 332 330 325 300 253 250 กระเพาะปลา ข้าวยำปักษ์ใต้ วุ้นเส้นต้มยำ ขนมจีนน้ำเงี้ยว บะหมี่หมูแดง ขนมจีนน้ำพริก เส้นหมี่ลูกชิ้นเนื้อวัวน้ำ ข้าวผัดรวมมิตร(น้ำมันน้อยๆ) สุกี้หมู, ไก่, กุ้ง (ไม่ใส่วุ้นเส้น) ผัดไทยไร้เส้น ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ สลัดปลาทูน่าน้ำใส สลัดไข่ใส่น้ำ ก๋วยเตี๋ยวหลอด (2 อัน) สลัดไก่น้ำใส สลัดกุ้งน้ำใส 250 248 245 243 231 228 226 210 200 182 146 122 122 100 97 92 ตารางที่ 3 ตัวอย่างพลังงานในขนมไทย คุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย (กิโลแคลอรี) รายการอาหาร พลังงาน รายการอาหาร พลังงาน ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก ไอศกรีม 1 ถ้วย ข้าวเหนียวหน้าสังขยา 1 จานเล็ก มันเทศเชื่อม 1 จานเล็ก บัวลอย 1 ชามเล็ก เผือกเชื่อม 1 จานเล็ก ข้าวเหนียวมูลกะทิ 1 จานเล็ก ฟักทองนึ่งโรยมะพร้าว 1 จานเล็ก กล้วยต้มจิ้มมะพร้าว 1 จานเล็ก กล้วยไข่เชื่อม กล้วย 2 ผล เม็ดขนุน 5 เม็ด ฟักทองเชื่อม 1 จานเล็ก 325 325 223 230 223 220 197 188 180 177 174 167 ฟักทองแกงบวช 1 ชามเล็ก เผือกน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก สาคูบัวลอย 1 ชามเล็ก ข้าวโพดคลุก 1 จานเล็ก กล้วยบวชชี กล้วย 5 ชิ้น ฝอยทอง 1 แพ ปาท่องโก๋ 1 ตัว ลอดช่องน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก แมงลักน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก ข้าวตอกน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก ข้าวเม่าน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก 165 162 162 156 152 146 124 116 112 112 112 ������� ok+++.indd 56 8/24/10 3:59:07 PM
  • 64.
    57 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน หมวดอาหารแลกเปลี่ยน ❖ หมวดข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์ 1 ส่วนแลกเปลี่ยน ให้โปรตีน 2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18 กรัม พลังงาน 80 กิโลแคลอรี ข้าวสวย, ข้าวซ้อมมือ1 1/3 ถ้วยตวง หรือ 5 ช้อนโต๊ะ (55 กรัม) ข้าวเหนียวนึ่ง 1/4 ถ้วยตวง หรือ 3 ช้อนโต๊ะ (35 กรัม) กวยเตี๋ยวสุก 2/3 ถ้วยตวง หรือ 9 ช้อนโต๊ะ (90 กรัม) มักโรนี, สปาเก็ตตี้ 2/3 ถ้วยตวง หรือ 8 ช้อนโต๊ะ (75 กรัม) เส้นหมี่สุก 3/4 ถ้วยตวง หรือ 10 ช้อนโต๊ะ (100 กรัม) บะหมี่ลวก 1 ก้อน หรือ 2/3 ถ้วยตวง หรือ 8 ช้อนโต๊ะ (75 กรัม) บะหมี่สำเร็จรูป (แห้ง) 1/3 ห่อ (20 กรัม) ขนมจีน 1 จับใหญ่ (90 กรัม) ขนมปังขาว, ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น (25 กรัม) มันฝรั่งต้ม 3/4 ถ้วยตวง หรือ 10 ช้อนโต๊ะ (100 กรัม) ข้าวโพดต้ม 1/2 ฝัก หรือ 1/2 ถ้วยตวง หรือ 6 ช้อนโต๊ะ (65 กรัม) มันเทศ1 , เผือกต้ม1 1/2 ถ้วยตวง หรือ 6 ช้อนโต๊ะ (65 กรัม) เมล็ดขนุนต้ม 50 กรัม กระจับต้ม 60 กรัม เกาลัดจีนคั่ว 5 เม็ดเล็ก, 3 เม็ดใหญ่ ถั่วเมล็ดแห้งสุก1 1/2 ถ้วยตวง หมายเหตุ 1 มีใยอาหารสูง ❖ หมวดผัก ผัก 1 ส่วนแลกเปลี่ยน ผักสด 3/4 - 1 ถ้วยตวง (70 กรัม) ผักสุก 1/3 - 1/2 ถ้วยตวง (50-70 กรัม) ผัก ก. ให้พลังงานน้อยมาก ผักตั้งโอ, แตงกวา, ผักกวางตุ้ง, ผักตำลึง, มะเขือต่างๆ, หัวปลี, ผักกาด, ผักบุ้ง, บวบ, คูณ, ฟักเขียว, น้ำเต้า, ผักปวยเล้ง, มะเขือเทศ ผัก ข. ให้โปรตีน 2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม พลังงาน 25 กิโลแคลอรี ถั่วฝักยาว, ถั่วแขก, ถั่วพู, ฟักทอง, ดอกแค, แครอท, เห็ดฟาง, สะเดา, ขี้เหล็ก, สะตอ, ข้าวโพดอ่อน, หอมใหญ่, ใบยอ, หน่อไม้, ชะอม, ถั่วงอก, ถั่วงอกหัวโต, รากบัว, พริกหวาน, ต้นกระเทียม, ดอกกุยฉ่าย, บร็อคโคลี, มะระจีน, มะละกอดิบ, ยอดมะพร้าวอ่อน, เห็ดเปาฮื้อ, เห็ดนางรม หมายเหตุ ให้กินผักได้ไมจำกัดเนื่องจากพลังงานน้อยมาก ������� ok+++.indd 57 8/24/10 3:59:12 PM
  • 65.
    58 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ❖ หมวดผลไม้ 1 ส่วนแลกเปลี่ยน ให้คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม พลังงาน 60 กิโลแคลอรี ❖กล้วยน้ำว้า, กล้วยไข่ 1 ผลกลาง (45 กรัม) ❖ กล้วยหอม, กล้วยหักมุก 1 ผลเล็ก หรือ 1/2 ผลใหญ่ (50 กรัม) ❖ ส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง (150 กรัม) ❖ ส้มโอ 2 กลีบใหญ่ (130 กรัม) ❖ มะม่วงดิบ 1/2 ผลใหญ่ (100 กรัม) ❖ มะม่วงสุก 1/2 ผลกลาง (80 กรัม) ❖ องุ่น 20 ผลกลาง (100 กรัม) ❖ ฝรั่ง 1/2 ผลกลาง 120 กรัม ❖ ชมพู่ 4 ผลใหญ่ (250 กรัม) ❖ ทุเรียน 1 เม็ดกลาง (40 กรัม) ❖ สับปะรด 8 ชิ้นคำ หรือ 3/4 ถ้วยตวง (120 กรัม) ❖ เงาะ 4 ผลใหญ่ หรือ 5 ผลเล็ก (85 กรัม) ❖ แอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก ❖ มะละกอ 8 ชิ้นคำ ❖ แตงโม 2 ถ้วยตวง หรือ 1 ชิ้น (ยาว 20 ซม. x กว้าง 7.5 ซม. x หนา 9.5 ซม.) หมายเหตุ ไมแนะนำผลไม้เชื่อม ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ผลไม้กระปอง น้ำผลไม้ รวมทั้งไมให้กินผลไม้สดโดยมี เครื่องจิ้ม เชน มะมวงน้ำปลาหวาน ผลไม้จิ้มน้ำตาล พริก เกลือ ❖ หมวดเนื้อสัตว์ 1 ส่วนแลกเปลี่ยน มีโปรตีน 7 กรัม พลังงานไม่เท่ากันขึ้นกับปริมาณไขมัน 1. เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 0-1 กรัม พลังงาน 35 กิโลแคลอรี ❖ เนื้อปลา, อกไก่อ่อน, ปู 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ ลูกชิ้นปลา 5 ลูก ❖ กุ้ง2 4 ตัวกลาง หรือ 10 ตัวเล็ก ❖ หอย 10 -15 ตัว (สุก 30 กรัม, ดิบ 70 กรัม) ❖ ไข่ขาว 2 ฟอง หมายเหตุ ควรกินเฉพาะเนื้อสัตวไขมันต่ำ และไขมันปานกลาง นอกจากนี้ควรพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลใน อาหาร 2 คอเลสเตอรอลสูง 2. เนื้อสัตว์ติดมันน้อย ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 3 กรัม พลังงาน 55 กิโลแคลอรี ❖ ไก่ (เนื้อน่อง), เป็ดย่างไม่มีหนัง 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ ปลาซัลมอน 2 ช้อนโต๊ะ ❖ ลูกชิ้นไก่ 5 ลูก ������� ok+++.indd 58 8/24/10 3:59:15 PM
  • 66.
    59 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 3. เนื้อสัตว์ติดมันปานกลาง ให้โปรตีน7 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 75 กิโลแคลอรี ❖ เนื้อหมู,เป็ด, ซี่โครงหมูไม่มีมัน 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ ไก่ติดหนัง 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ ไข่ไก่, ไข่เป็ด2 1 ฟอง (50 กรัม) ❖ เต้าหู้ไข่ 2/3 หลอด (180 กรัม) ❖ เต้าหู้แข็ง 1/2 แผ่น (60 กรัม) 4. เนื้อสัตว์ติดมันมาก ให้โปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 กรัม พลังงาน 100 กิโลแคลอรี ❖ ปลาสวาย, หมูติดมัน, ซี่โครงหมูติดมัน, หนังหมู 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ หมูแผ่น3 , หมูยอ3 , กุนเชียง3 , ไส้กรอก3 , ไก่เนื้อและหนัง 1/4 ถ้วยตวง หรือ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) หมายเหตุ ควรกินเฉพาะเนื้อสัตวไขมันต่ำ และไขมันปานกลาง นอกจากนี้ควรพิจารณาปริมาณคอเลสเตอรอลใน อาหารด้วย 2 คอเลสเตอรอลสูง 3 โซเดียมสูง ❖ หมวดนม 1 ส่วนแลกเปลี่ยนให้โปรตีน 8 กรัม พลังงานไม่เท่ากันขึ้นกับปริมาณไขมัน นมขาดมันเนย ให้โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 0-3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม พลังงาน 90 กิโลแคลอรี ❖ นมผงขาดมันเนย (skim milk) 1/4 ถ้วยตวง หรือ 4 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) ❖ นมกล่องขาดมันเนย 1 กล่อง (240 มล.) ❖ โยเกิร์ตขาดมันเนยรสธรรมชาติ 120 กรัม ❖ หมวดไขมัน 1 ส่วนแลกเปลี่ยนมีไขมัน 5 กรัม พลังงาน 45 กิโลแคลอรี ไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว ❖ น้ำมันปาล์ม, น้ำมันหมู, น้ำมันไก่ 1 ช้อนชา ❖ เบคอน 1 ชิ้น ❖ กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ ❖ เนย 1 ช้อนชา ❖ ครีมนมสด 2 ช้อนโต๊ะ ไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ❖ น้ำมันมะกอก, น้ำมันรำข้าว, น้ำมันถั่วลิสง 1 ช้อนชา ❖ ถั่วลิสง 10 เม็ด ไขมันที่มีกรดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ❖ น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนชา ❖ น้ำสลัด, เมล็ดดอกทานตะวัน, เม็ดฟักทอง 1 ช้อนโต๊ะ หมายเหตุ กินอาหารไขมันให้น้อยที่สุด และใช้ไขมันที่มีกรดไขมันไมอิ่มตัวตำแหนงเดียวและหลายตำแหนงในการ ปรุงอาหาร ������� ok+++.indd 59 8/24/10 3:59:19 PM
  • 67.
    60 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ภาคผนวก 2 รูปแบบการออกกำลังกาย 11 ท่าออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังแบบมีแรงต้านทาน และแยกส่วนทำทีละมัด น้ำหนักร้อยละ 60-70 ของความสามารถสูงสุด ยกซ้ำๆ จนครบ 8-10 ครั้งต่อท่า พักสั้นที่สุด ทำท่าอื่นต่อจนครบ 11 ท่า (เป็น 1 ชุด) ทำวันละ 3 ชุด หมายเหตุ: น้ำหนักในที่นี้อาจใช้ขวดบรรจุน้ำในปริมาตรตามความสามารถแตละคน หรือถุงทรายขนาดตางๆ หรือยางยืด ������� ok+++.indd 60 8/24/10 3:59:23 PM
  • 68.
    61 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ความเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายแบบแอโรบิก มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าวว่า การออกกำลังแบบนี้ต้องเป็นการเต้นแอโรบิก เท่านั้น แท้ที่จริงแล้วหมายถึงการออกกำลังกายใดๆ ที่นานจนทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานด้วย ขบวนการทางชีวเคมีแบบใช้ออกซิเจน ดังนั้น หากเราสามารถออกแบบการออกกำลังกายที่ต่อเนื่อง ยาวนาน จนถึงระดับที่ร่างกายใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจนได้ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนอ้วน คนที่มีปัญหาข้อต่อ คนสูงอายุที่ไม่มีโอกาสไปร่วมเต้นแอโรบิก การออกแบบให้บุคคลเหล่านี้ได้ออกกำลังกายแบบที่เป็นแอโรบิกเพื่อลดน้ำหนัก ใช้หลักการ ออกกำลังกายแบบวงรอบ (circuit training) ต่อเนื่อง ให้หยุดพักสั้นๆ แล้วสลับไปออกกำลัง กล้ามเนื้ออื่น เช่น แขน-หลัง-ขา-หน้าท้อง จนครบ 1 ชุด แล้วทำซ้ำหลายๆ ชุด ทำเป็นวงรอบ เช้า-กลางวัน-เย็น คล้ายการกินยา มีข้อดี คือ ขณะที่กล้ามเนื้อหนึ่งกำลังทำงาน กล้ามเนื้อที่เหลือได้มี โอกาสพัก แต่ร่างกายต้องทำงานตลอดเวลาจนเข้าสู่ขบวนการพลังงานแบบใช้ออกซิเจน ตัวอย่างการออกกำลังแบบวงรอบเพื่อลดน้ำหนัก ออกกำลังหน้าท้อง ออกกำลังแขน ออกกำลังขา ออกกำลังหลัง �������ok+++.indd 61 8/24/10 3:59:34 PM
  • 69.
  • 70.
    63 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ข้อแนะนำการเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และการจัดการลดน้ำหนัก ลดรอบเอว ตามกลุ่มวัยที่เหมาะสมสำหรับคนไทย พ.ศ.2553 (2010 Recommendations of Physical Activity/ Exercise for Health and Weight Management to Reduce Waist in Appropriate Age for Thai People) การเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกาย กลุ่มวัย เพื่อสุขภาพ (Health) เพื่อการจัดการลดน้ำหนัก ลดรอบเอว (Wt.Management) 1. กลุ่มเด็ก (อายุ 6-12 ปี) และเยาวชน (อายุ 13-17 ปี) * ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกาย แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบโดยเน้นความสนุกสนาน ต่อเนื่องด้วยความหนักระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว และต้อง ทำกิจกรรมจนถึงระดับหนัก/ จนรู้สึกเหนื่อย เช่น วิ่ง รวมอยู่ด้วย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน) รวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 60 นาที ทุกวัน ( สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที) [โดยรวม 1. กิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ (muscle-strengthening activities) แบบมีแรงต้าน เพื่อสร้างความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น ปีนป่าย/ ห้อยโหน/ ดันพื้น เป็นต้น) และ 2. กิจกรรมสร้าง ความแข็งแรงของกระดูก(bone-strengthening activities) (เช่น กระโดด/วิ่ง/เล่นกีฬา เป็นต้น) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน] * ต้องทำควบคู่กับ การจัดการอาหาร * เหมือนข้อแนะนำฯ เพื่อสุขภาพทุกประการ * และเพิ่มกิจกรรม คือ เด็ก ไม่ควรนั่งเฉยๆ ติดต่อกัน เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน 2. กลุ่มผู้ใหญ่/ วัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี) 1. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายต่อเนื่อง แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบรวมทั้งกิจกรรมพื้นบ้าน ด้วยความหนักระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว) และระดับหนัก (เช่น วิ่ง ) อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน (สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที) หรือ 2. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความ หนักระดับปานกลาง (เช่น เดินเร็ว) อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน (สามารถทำสะสมได้อย่างน้อยครั้งละ 10 นาที) หรือ 3. ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความ หนักระดับหนัก (เช่น วิ่ง) อย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน • และควรทำกิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ และกระดูก (muscle & bone-strengthening activities) แบบมีแรงต้านเพื่อสร้างความแข็งแรง อดทนและ ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น การยกน้ำหนัก/ หิ้วน้ำ/ เดินขึ้นที่สูง/ ดันพื้น เป็นต้น) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน • และควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลัง การออกกำลังกายทุกครั้ง * ต้องทำควบคู่กับ การจัดการอาหาร * เหมือนข้อแนะนำฯ เพื่อ สุขภาพ ข้อ 2 ที่ว่าควรทำ กิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายด้วยความ หนักระดับปานกลางอย่าง ต่อเนื่อง (เช่น เดินเร็ว) * แต่เพิ่มเวลาเป็นอย่างน้อย วันละ 60 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ������� ok+++.indd 63 8/24/10 3:59:42 PM
  • 71.
    64 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกาย กลุ่มวัย เพื่อสุขภาพ(Health) เพื่อการจัดการลดน้ำหนัก ลดรอบเอว (Wt.Management) 3. กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปี ขึ้นไป) * ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายโดยมีการ เคลื่อนไหวตามวิถีชีวิตประจำวันแบบผสมผสานรวมหลายรูป แบบด้วยความหนักระดับปานกลาง (เช่น เดิน) และระดับหนัก (เช่น เดินเร็ว) อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน * ควรทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายแบบ ผสมผสาน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว (ควรทำตามความพร้อมของร่างกาย) * ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการออกกำลังกาย ทุกครั้ง * และควรทำกิจกรรมออกกำลังสร้างความแข็งแรงของกล้าม เนื้อและกระดูก (muscle & bone-strengthening activities) แบบมีแรงต้านเพื่อสร้างความแข็งแรง อดทนและยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น หิ้วน้ำ/ เดินขึ้นที่สูง/ ดันพื้น เป็นต้น) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน * ต้องทำควบคู่กับ การจัดการอาหาร * เหมือนข้อแนะนำฯ เพื่อ สุขภาพทุกประการ * แต่เพิ่มเวลาเป็นอย่างน้อย วันละ 60 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ������� ok+++.indd 64 8/24/10 3:59:47 PM
  • 72.
    65 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ภาคผนวก 3 ยาและผลิตภัณฑ์ในการลดน้ำหนัก ในปัจจุบันยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสามารถจำแนกตามกลไกการออกฤทธิ์ เป็นยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathomimetic drugs) และยายับยั้ง เอนไซม์ลิเพสของตับอ่อน (pancreatic lipase inhibitor) ในการย่อยไขมัน ยากลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathomimetic drugs) ยามีผลให้ลดการรับประทานอาหารโดยทำให้เบื่ออาหาร มีกลไกการออกฤทธิ์โดย ❖กระตุ้นการหลั่งของนอร์เอพิเนฟริน หรือยับยั้งการ reuptake กลับเข้าสู่ปลายทางระบบ ประสาท (phentermine , diethylpropion) ❖ ยับยั้งนอร์เอพิเนฟรินและเซโรโทนิน reuptake (sibutramine) ❖ อาจมีผลเพิ่มความดันโลหิต 1. Sibutramine (Reductil® ) เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนักได้ในระยะยาว มีข้อมูลการใช้รักษานาน 2 ปี ออกฤทธิ์ยับยั้ง reuptake ของ นอร์เอพิเนฟรินและเซโรโทนินเป็นส่วนใหญ่ และส่วนน้อยต่อการ reuptake ของโดปามีนเข้าสู่ปลาย ประสาท มีการลดลงของไตรกลีเซอไรด์ และแอลดีแอล คอเลสเตอรอล ได้ผลลดน้ำหนักในผู้เป็น เบาหวาน วัยรุ่น และผู้เป็นความดันโลหิตสูง ขนาดรักษา เริ่มต้น 10 มก.ปรับลดหรือเพิ่มได้ ขนาดสูงสุดไม่เกิน 15 มก.ต่อวัน ให้หลัง อาหารเช้า ผลข้างเคียง เพิ่มความดันโลหิตทั้งซิสโตลิกและไดแอสโตลิก โดยเฉลี่ย 1-3 มม.ปรอท และ เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ 4-5 ครั้งต่อนาที ควรติดตามวัดความดันโลหิตในระหว่างการให้ยา ไม่มี ข้อมูลว่าเพิ่มความผิดปกติของลิ้นหัวใจและการเกิดความดันโลหิตสูงที่ปอด ข้อห้ามใช้ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาออกคำเตือน ห้ามใช้ยา sibutramine ในผู้มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การทำงานของหัวใจล้มเหลว การเต้นของหัวใจ ผิดปกติและอัมพาต (stroke) หรืออัมพฤกษ์ (transient ischemic attack) ผู้ที่มีโรคหลอดเลือด ส่วนปลายตีบและผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ (>145/90 มม.ปรอท) โดยมีข้อมูลจาก Sibutramine Cardiovscular Outcome Trial (SCOUT) ซึ่งพบว่าอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย อัมพาต หรือการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้ sibutramine เมื่อเทียบกับยาหลอก (11.4 % vs 10%)โดยความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะในผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดและ หัวใจ (p = 0.023) นอกจากนั้นไม่ให้ใช้ยา sibutramine ในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มที่ยับยั้ง เอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส (MAO inhibitors) หรือยายับยั้ง reuptake ของเซโรโทนิน ผู้ที่ได้รับยา อีริโธรมัยซินและคีโตโคนาโซล เนื่องจากจะเพิ่มระดับยาของ sibutramine ������� ok+++.indd 65 8/24/10 3:59:50 PM
  • 73.
    66 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 2.Phentermine และ Diethylpropion เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของประเทศ สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนักได้ในระยะสั้นประมาณ 12 สัปดาห์ จัดอยู่ในยากลุ่ม 4 ซึ่ง มีโอกาสเกิดการ abuse แต่น้อยกว่ากลุ่ม dextroamphetamine ที่เป็นยาเสพติด ผลข้างเคียงของ ทั้งกลุ่ม คือ นอนไม่หลับ ปากแห้ง อ่อนเพลีย ท้องผูกและเพิ่มความดันโลหิต 3. Ephedrine และ Ephedra alkaloids (Ma Huang) เป็นยาที่กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก มีฤทธิ์เบื่ออาหารและเพิ่ม thermogenesis ไม่อนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนัก เนื่องจากกังวลเรื่อง ความปลอดภัย ยากลุ่มยับยั้งการดูดซึมของไขมัน Orlistat (Xenical®) เป็นยาที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ลดน้ำหนัก ได้ในระยะยาว มีข้อมูลการรักษานาน 4 ปี ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ลิเพสจากตับอ่อน เป็นผลให้ลดการ ดูดซึมของไขมันจากอาหารได้สูงสุดร้อยละ 30 ผลดีอื่นๆ คือ ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และแอลดีแอล คอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานได้ร้อยละ 37 ในผู้ที่อ้วนและมีความผิดปกติของ การทนต่อน้ำตาล ❖ ขนาดรักษา ขนาดแคปซูล 120 มก. ให้วันละ 3 ครั้ง พร้อมหรือก่อนอาหารภายใน 1 ชั่วโมง ให้ใช้ลดน้ำหนักในเด็กอ้วนได้ตามข้อบ่งใช้ ❖ ผลข้างเคียง ได้แก่ ท้องอืด มวนท้อง ผายลม อาจมี discharge กลั้นอุจจาระไม่อยู่ มีอุจจาระมัน (oily spotting) พบได้ร้อยละ 15-30 อาการเหล่านี้จะลดลงถ้าลดอาหารไขมันไม่ไห้เกิน ร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด ลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเพียงเล็กน้อย ระดับวิตามิน ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยมีผลต่อวิตามินดีมากสุด มีระดับวิตามินเอ อี และเบต้าแคโรทีนต่ำลง แนะนำให้มีการรับประทานวิตามินเสริม ไม่มีผลต่อการดูดซึมของยาอื่นยกเว้นยา acyclovir เริ่มมีรายงานพบ severe liver injury 13 รายในผู้ที่ได้ orlistat 40 ล้านคน ซึ่งในผู้ป่วยเหล่านี้ อาจได้รับยาอื่นที่มีผลต่อตับหรือมีภาวะอื่นที่มีผลต่อตับ บางรายต้องได้รับการรักษา ด้วยการเปลี่ยน ตับ จึงแนะนำให้ระมัดระวังอาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับผิดปกติ ได้แก่ การเบื่ออาหาร คันตามตัว ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีดลงในผู้ที่ได้รับยา orlistat การให้ยาร่วมกันระหว่าง Orlistat และ Sibutramine แม้ยาทั้งสองกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน แต่การศึกษาเมื่อให้ยา orlistat ในผู้ที่ได้รับ sibutramine รักษามาแล้ว 1 ปี ไม่พบว่าลดน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่ได้ยาหลอก ������� ok+++.indd 66 8/24/10 3:59:54 PM
  • 74.
    67 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ข้อมูลทางวิชาการไม่พบว่าผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้มีผลในการลดน้ำหนัก ❖ไคโตซาน (chitosan) และ guar gum ไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัว ไม่แนะนำให้ใช้ เช่นเดียวกันข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้โครเมียม, โสม, หัวบุก (glucom- annan), ชาเขียว, hydroxycitric acid, แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine), psyllium, pyruvate supplements, St.Johns wort และ conjugated linoleic acid เกี่ยวกับการลดน้ำหนักยังไม่เพียงพอ ❖ Hoodia gordonii สกัดจากพืชทะเลทรายในแอฟริกา ไม่มีข้อมูลแสดงถึงความปลอดภัย และประสิทธิผลจากการศึกษา ❖ อาหารลดน้ำหนักที่มี Citrus aurantium เป็นส่วนประกอบ มีผลเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต อาจเนื่องจากคาเฟอีนที่เป็นส่วนประกอบร่วมอยู่ด้วย ❖ อาหารเสริมที่มาจากประเทศบราซิล emagrace sim และ herbathin พบมีส่วนประกอบ ของแอมเฟตามีน เบนโซไดอะซีปีน และ fluoxetine ������� ok+++.indd 67 8/24/10 3:59:57 PM
  • 75.
    68 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน ภาคผนวก 4 กุญแจสำคัญในการป้องกันโรคอ้วน กลยุทธ์ 1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผ่านนโยบายสาธารณะ เพื่อส่งเสริมให้สามารถเข้าถึง การบริโภคอาหารสุขภาพได้ง่ายและเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย 2. สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านการรณรงค์ กระตุ้น และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตลอดช่วงชีวิต เป้าหมายให้ได้สมดุลระหว่างการ รับพลังงาน (energy intake) กับการใช้พลังงาน (energy expenditure) โดยเพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืช ลดการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลหรือไขมัน ปรับเปลี่ยนจากไขมันสัตว์ที่อิ่มตัว เป็นไขมันพืชที่ไม่อิ่มตัว มีการออกกำลังกายหนักระดับปานกลางอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ให้ความสำคัญด้าน การป้องกันควบคู่กับการรักษาทางคลินิก มีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถด้านทักษะการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรม 4. การป้องกันโรคอ้วนในเด็กและเด็กเล็ก เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาตั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับ แรก ซึ่งมีกลยุทธ์ในการป้องกันโดยการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้ เด็กและเด็กเล็ก ❖ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ❖ หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลและแป้งเพิ่มในนมที่ใช้เลี้ยงทารก ❖ ให้เด็กรับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่จัดอาหารให้มากเกินไป และ สารอาหาร ที่ได้รับ ต้องเพียงพอต่อการเจริญเติบโตตามวัย เด็กโตและวัยรุ่น ❖ สนับสนุนให้มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง ❖ จำกัดระยะเวลาในการดูโทรทัศน์ ❖ สนับสนุนให้มีการรับประทานผัก ผลไม้มากขึ้น ❖ จำกัดการรับประทานอาหาร ขนม ของว่างที่มีพลังงานมากและมีสารอาหารต่ำ (เช่น ขนม กรุบกรอบ ขนมซอง) จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล รสหวาน ������� ok+++.indd 68 8/24/10 4:00:00 PM
  • 76.
    69 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการป้องกันโรคอ้วน การป้องกันโรคอ้วนให้มีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการสร้างเสริมสุขภาพให้มีพฤติกรรม การบริโภคและการออกกำลังกายที่เหมาะสมในรายบุคคลแล้ว จำเป็นต้องใช้การมีส่วนร่วมจากภาคี ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกัน มีบทบาทในการสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ เสริมสร้างมาตรการเพื่อการปรับสภาพ แวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารสุขภาพและการออกกำลังกาย ลดโอกาสการเข้าถึงอาหารและพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนให้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เพื่อเพิ่มทักษะในการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติตามบทบาทของครอบครัว ชุมชน มาตรการต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ด้อยโอกาส คนจน เด็กและเยาวชน เนื่องจากมีข้อจำกัดในการ เลือกอาหารที่รับประทานและสิ่งแวดล้อมที่ตนอาศัย ตัวอย่างบทบาทที่สำคัญ ในแต่ละภาคส่วนของ ระดับอำเภอและจังหวัด ดังนี้ บทบาทของแพทย์เวชปฏิบัติและบุคลากรทางการแพทย์ 1. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างในการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 2. ตรวจค้น เฝ้าระวังเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนแต่เนิ่นๆ โดยในเด็กติดตามจาก กราฟการเจริญเติบโตของเด็ก และให้คำแนะนำพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็ก ในกรณีที่เด็กมี ภาวะน้ำหนักเกินหรือท้วม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วน อธิบายให้ พ่อแม่ตระหนักถึงผลเสียของโรคอ้วน และส่งต่อเด็กโรคอ้วนเพื่อรับการดูแลที่ถูกต้องจาก กุมารแพทย์ต่อไป 3. เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วนและให้คำแนะนำ เพิ่มทักษะในการปฏิบัติตนรายบุคคลถึง การลดหรือควบคุมน้ำหนัก พร้อมติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ 4. สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน 5. ส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กให้รับประทานอาหารสุขภาพและออกกำลังกายสม่ำเสมอตั้งแต่เยาว์วัย 6. รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างความตื่นตัวแก่ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของโรคอ้วน เพื่อให้ประชาชน ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น และคอยหมั่นชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ 7. ควรจะมีการป้องกันควบคู่ไปกับการรักษา โดยการสอนอาสาสมัครเพื่อให้คำแนะนำ ดูแล เบื้องต้นกับคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอ้วน ในชุมชน และมีการส่งต่อในสถานพยาบาล ตามความเหมาะสม 8. สนับสนุน ให้ความรู้ คำแนะนำแก่ชุมชน ครอบครัว โรงเรียน ในการสร้างเสริมและปรับ เปลี่ยนพฤติกรรม 9. สนับสนุนให้ท้องถิ่น ชุมชน โรงเรียน สถานที่ทำงาน องค์กรภาคประชาชน มีส่วนร่วมใน การสร้างนโยบายสาธารณะและปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันโรคอ้วน หรือมีส่วน ร่วมในโครงการที่จัดขึ้นเพื่อป้องกันโรคอ้วน ������� ok+++.indd 69 8/24/10 4:00:03 PM
  • 77.
    70 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน บทบาทของครอบครัว 1. ผู้ปกครองต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ 2. สร้างค่านิยมว่าเด็กอ้วนไม่ได้หมายถึงการมีสุขภาพดี 3. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน 4. สอนให้เด็กมีวินัยในการกิน กินอาหารให้เป็นเวลา ตักอาหารให้พอดีกิน ไม่ควรมากเกินไป จะเกิดการกินแบบไม่ยั้ง สอนให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และกินพอดีอิ่ม 5. สอนให้บริโภคผักและผลไม้ที่ไม่หวานให้เป็นนิสัย แทนขนมและของว่างที่ทำให้อ้วน 6. ไม่สอนให้เด็กกินอาหารรสจัด พ่อแม่บางคนชอบปรุงรสอาหารด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา และพริก ทำให้เด็กติดอาหารรสจัด ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ เสี่ยงต่อเบาหวาน โรคอ้วน และความดันโลหิตสูง 7. ดื่มนมแต่พอดี ไม่ดื่มปริมาณมากเกินไป พ่อแม่บางคนมีค่านิยมให้เด็กดื่มนมมากๆ ได้ แคลเซียมมากๆ ทำให้ตัวสูง แต่ความจริงแล้วการดื่มปริมาณมากเกินไปไม่ทำให้เด็กสูง มากขึ้น แต่เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้ เด็กอายุเกิน 1 ขวบ ควรเลิกกินนมมื้อกลางคืน เด็กอนุบาลควรกินนมวันละ 2-3 มื้อก็เพียงพอ 8. ไม่ซื้อขนม นม และอาหารสะสมไว้ในบ้าน ไม่ซื้อเป็นแพ็คหรือลังหรือในหน่วยบริโภค ที่ใหญ่ เด็กยังไม่สามารถยับยั้งความอยากได้ เมื่อมีของอยู่ในบ้านมากก็จะบริโภค ครั้งละมากๆ จนหมดในระยะเวลาอันสั้น และจะมีน้ำหนักเกินในที่สุด 9. ลดกิจกรรมที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูโทรทัศน์ ซึ่งมักมีความสัมพันธ์ กับการกินขนมจุบจิบ มีข้อแนะนำให้เด็กดูโทรทัศน์ (รวมการเล่นเกมคอมพิวเตอร์) ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน 10. สนับสนุนให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน และการทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้าน เช่น การขี่จักรยานแทนการนั่งรถ การทำสวนหรือทำงานบ้านร่วมกัน จัดให้ออกกำลังกายที่ บ้านอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 20 นาทีต่อวัน ทุกวัน 11. ส่งเสริมวัฒนธรรมการออกกำลังกายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว มีกิจกรรม ออกกำลังกายร่วมกันในครอบครัว สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกายในวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เช่น ว่ายน้ำ เล่นแบดมินตัน เทนนิส บาสเกตบอล ถีบจักรยาน เป็นต้น 12. สนับสนุนการทำงานของโรงเรียนและชุมชน ในการส่งเสริมการออกกำลังกายหรือการ เคลื่อนไหวร่างกายแก่เด็กและเยาวชน ������� ok+++.indd 70 8/24/10 4:00:06 PM
  • 78.
    71 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน บทบาทของโรงเรียน 1. ควบคุมมาตรฐานอาหาร น้ำดื่ม ขนม และของว่าง ที่จัดให้หรือจำหน่ายในโรงเรียน ให้มี คุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งใน ส่วนของโรงอาหาร เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ และสหกรณ์ของโรงเรียน 2. จำกัดการขายอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารหรือเครื่องดื่มที่เสี่ยงต่อ สุขภาพ (unhealthy foods) ในกรณีที่มีตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติหรือขายอาหารในโรงเรียน ควรจัดหาเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลหรือรสหวาน เช่น น้ำเปล่า นม น้ำส้ม ผัก ผลไม้ อาหารว่าง ที่มีไขมันและน้ำตาลต่ำ 3. ลดและควบคุมการขายขนมกรุบกรอบให้มีปริมาณจำกัด เช่น มันฝรั่งทอด บะหมี่กึ่ง สำเร็จรูปทานเล่น 4. ลดและควบคุมการขายขนมที่มีน้ำตาลสูงหรือหวาน เช่น ลูกอม ช็อกโกแลต หมากฝรั่ง อมยิ้ม ขนม เยลลี่รูปแบบต่างๆ ฯลฯ 5. ส่งเสริมการขายอาหารประเภทนึ่งหรือย่าง (อาหารปิ้งย่างต้องไม่ไหม้ดำ) ลดการขายอาหาร ประเภท ทอด หรือผัด รวมถึงอาหารที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมากเป็นส่วนประกอบหรือปรุง อาหาร 6. จัดพื้นที่การขายผลไม้หรืออาหารว่างที่มีประโยชน์ ให้นักเรียนเข้าถึงง่ายกว่าอาหารที่เสี่ยง ต่อสุขภาพ 7. สนับสนุนให้นักเรียนรับประทานอาหารสุขภาพ (healthy foods) โดยเพิ่มจำนวนชนิด อาหาร เพื่อให้นักเรียนเลือกรับประทานได้ และควบคุมราคาให้เหมาะสมในระดับที่ นักเรียนสามารถซื้อได้ และสนับสนุนให้นักเรียนงดเว้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เกลือสูง น้ำตาลสูง 8. ให้ความรู้หลักสูตรโภชนาการที่ดีและเหมาะสม ทักษะการเลือกรับประทานอาหาร ในวิชา สุขศึกษา เพื่อมั่นใจว่าเด็กสามารถเลือกอาหารสุขภาพรับประทานนอกโรงเรียน 9. งดเว้นการตั้งป้ายโฆษณา โปสเตอร์ สิ่งพิมพ์ หรือเครื่องหมายการค้า สัญลักษณ์ ของ ผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ขนม และของว่าง ที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือโภชนาการ ไม่เหมาะสมภายในโรงเรียน อุปกรณ์การเรียน และภาชนะอุปกรณ์ในโรงเรียน 10. โรงเรียนควรงดเว้นการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหาร ขนม และของว่างที่ไม่มีคุณค่าทาง โภชนาการ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูง เกลือสูง ไขมันสูง รวมถึงการขอสนับสนุนในรูปแบบ ต่างๆ จากผลิตภัณฑ์ 11. ไม่ใช้อาหาร ขนม เป็นรางวัล หรือหากจะใช้ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็น รางวัล และไม่ใช้การงดเว้นอาหารเป็นมาตรการลงโทษ ������� ok+++.indd 71 8/24/10 4:00:09 PM
  • 79.
    72 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 12. สนับสนุน จัดหา ลงทุนด้านทรัพยากรต่างๆ ที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ได้แก่ หลักสูตรที่ เหมาะสมตามวัย บุคลากร ครูสอนพลศึกษา อุปกรณ์ และสถานที่ให้เพียงพอ มีคุณภาพ และปลอดภัย 13. เพิ่มโอกาสการออกกำลังกายในโรงเรียน โดยในวิชาพลศึกษาให้มีการออกกำลังกายอย่าง เต็มที่อย่างน้อย 30 นาทีต่อคาบ และจัดส่งเสริมให้นักเรียนมีกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว เพิ่มเติมทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที นอกเหนือจากชั่วโมงพลศึกษาปกติ 14. สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายนอกเวลาชั่วโมงเรียน หรือหลังเลิกเรียน เช่น การจัด ตั้งสนามกีฬาของโรงเรียนเป็นศูนย์กีฬาและสุขภาพของชุมชน การเปิดโอกาสให้ใช้สนาม กีฬาหลังเลิกเรียน 15. ให้ความรู้ในหลักสูตรการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสุขภาพในรายวิชาสุขศึกษา 16. เปิดโอกาสและกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปรับหลักสูตรวิชาพลศึกษาที่น่าสนใจตาม วัย เพื่อให้เกิดการยอมรับ นำไปปฏิบัติสม่ำเสมอ เช่น การละเล่น กิจกรรมตามจังหวะดนตรี เต้นรำ ลีลาศ 17. ประยุกต์และบูรณาการเนื้อหาทางวิชาการของแต่ละวิชาให้สอดคล้องหรือเอื้อประโยชน์ต่อ การเคลื่อนไหวของเด็ก เช่น เปลี่ยนอิริยาบถในระหว่างเรียน หรืออาจอยู่ในรูปแบบการเล่นเกม 18. จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญและเพิ่มโอกาสการออกกำลังกายอย่าง สม่ำเสมอ เช่น การแข่งขันกีฬาสี การแข่งขันกีฬาระหว่างห้องเรียน การทดสอบสมรรถภาพ ร่างกาย 19. ครูต้องไม่ใช้การออกกำลังกายเป็นวิธีการทำโทษนักเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดี ต่อการออกกำลังกาย 20. ครูและบุคลากรในโรงเรียนต้องเป็นแบบอย่างในการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 21. พัฒนาทักษะ ให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านอาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย แก่ครู บุคลากรในโรงเรียน ผู้จัดรายการอาหาร ผู้ปรุงอาหาร และผู้ประกอบการภายในโรงเรียน 22. ส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ อาหาร การออกกำลังกาย ได้แก่ จัดบอร์ดมุมความรู้ข่าวสาร นิทรรศการ แข่งขันตอบปัญหา รณรงค์ผ่านช่องทางสื่อสาร ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เสียงตามสาย วิทยุโรงเรียน 23. เฝ้าระวัง ติดตามภาวะโภชนาการในเด็กนักเรียนทุก 6 เดือน และให้นักเรียนมีส่วนร่วมลง บันทึกข้อมูลเองเพื่อจะได้ทราบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ อ้วน หรือ ผอม มีคำแนะนำการปฏิบัติตน โดยทางโรงเรียนจัดรูปแบบได้หลายอย่าง เช่น การใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อนช่วยเพื่อน การได้รับรางวัลเมื่อสามารถลด เพิ่ม หรือควบคุมน้ำหนักให้เข้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ 24. สนับสนุนให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพของ โรงเรียน เพื่อให้สามารถบูรณาการไปกับวิถีชีวิตของครอบครัวและชุมชน ������� ok+++.indd 72 8/24/10 4:00:13 PM
  • 80.
    73 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน บทบาทของสถานที่ทำงาน 1. สร้างวัฒนธรรมองค์กรโดยการบูรณาการให้เห็นคุณค่าของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีควบคู่ไป กับการทำงาน 2. ส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ อาหาร การออกกำลังกาย ได้แก่ จัด บอร์ดมุมความรู้ข่าวสาร นิทรรศการ แก่พนักงาน 3. สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เช่น มี day care สำหรับพนักงาน ปรับ ชั่วโมงหรือลักษณะงาน มีสถานที่มิดชิดในการเก็บน้ำนม 4. จัดหาอาหารสุขภาพให้มีจำนวน ชนิดเพิ่มขึ้น ลดอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพในโรงอาหาร หรือ ห้องอาหาร 5. สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนทำงาน ออฟฟิศ คนทำงานที่นั่งเป็นประจำ คนทำงานคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีการ เคลื่อนไหวน้อย ให้เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายโดยปรับใช้กับชีวิตประจำวัน แนะนำให้มีการพัก สายตา ยืดเส้นยืดสาย หรือเดินไปมา เป็นเวลา 10 นาทีของทุกชั่วโมงในการทำงาน 6-8 ชั่วโมง ปรับแผนชั่วโมงการทำงานของพนักงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการออกกำลังกาย 6. สนับสนุนการเดินแทนการขึ้นลิฟท์ มีป้ายเด่นชัดให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ มีทางเดินหรือ ทางเชื่อมระหว่างอาคารแทนการขับรถ 7. จัดเวลาออกกำลังกายในที่ทำงาน เช่น ช่วงเที่ยงหรือเย็น 8. จัดให้มีการสนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย ในสถานที่ทำงาน 9. สร้างแรงจูงใจ แก่พนักงานที่มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 10. สนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน บทบาทของชุมชน 1. สนับสนุนการผลิต การขาย อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพในตลาด ร้านค้า ร้านอาหารใน ชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถหาซื้อและมีรับประทานได้ง่าย ในราคาไม่แพง 2. สร้างแรงจูงใจ กระตุ้น เกษตรกร ผู้ผลิตในท้องถิ่นและผู้จำหน่ายให้มีการผลิต จัดหาอาหาร และเครื่องดื่มสุขภาพ เช่น จัดพื้นที่ในชุมชนสำหรับการปลูกผักปลอดสารพิษ หรือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพิ่มช่องทางจำหน่าย 3. จำกัดการเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ในตลาด ร้านค้าในชุมชน เช่น ให้ 1 ส่วนบริโภค (portion size: น้ำหนัก ปริมาตร ปริมาณพลังงาน) ของอาหาร ขนม หรือ เครื่องดื่มที่พร้อมรับประทานมีขนาดเล็กลง 4. มีนโยบายท้องถิ่นที่ลดการโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมอาหารสุขภาพในชุมชน ������� ok+++.indd 73 8/24/10 4:00:16 PM
  • 81.
    74 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 5. ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือรสหวานในชุมชน 6. สนับสนุนให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ให้มากขึ้น 7. สนับสนุนส่งเสริมการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาในท้องถิ่น กิจกรรมนันทนาการในชุมชน 8. จัดหาสถานที่สำหรับออกกำลังกายที่เพียงพอ และปลอดภัย 9. สร้างทางเดินที่ปลอดภัย มีทางเดินรถจักรยานเพื่อกระตุ้น สนับสนุนให้เดิน หรือปั่นจักรยาน ถ้าจะเดินทางไปสถานที่ใกล้ 10. ปรับปรุง พัฒนาระบบขนส่งมวลชน เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว 11. กำหนด หรือสร้างเขตพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ ทำกิจกรรม นันทนาการ ร่วมกันในชุมชน 12. จัดกิจกรรมยกย่อง หรือให้รางวัลแก่บุคคลต้นแบบที่มีการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในชุมชน 13. ภาคีเครือข่ายในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ตระหนัก ถึงปัญหาของโรคอ้วน มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการแก้ไขปัญหา ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้าง พันธะสัญญา ในการปรับนโยบายและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริม สุขภาพ ������� ok+++.indd 74 8/24/10 4:00:22 PM
  • 82.
    75 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน คณะทำงาน 1. ศาตราจารย์แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 2. ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ วิชญาณรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 3. ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี 4. พันเอก (พิเศษ) รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงอภัสนี บุญญาวรกุล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 5. พันเอก (พิเศษ) แพทย์หญิงยุพิน เบ็ญจสุรัตน์วงศ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สารัช สุนทรโยธิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งชัย ชวนไชยะกูล วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล 8. นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล 9. นายแพทย์เพชร รอดอารีย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล 10. แพทย์หญิงศุภวรรณ บูรณพิร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 11. นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย 12. ดร.วณิชา กิจวรพัฒน์ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 13. แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 14. แพทย์หญิงจุรีพร คงประเสริฐ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค 15. ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ������� ok+++.indd 75 8/24/10 4:00:26 PM
  • 83.
    76 แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและดูแลรักษาโรคอ้วน 16. รองศาสตราจารย์คลินิกแพทย์หญิงสุนทรีรัตนชูเอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ 17. แพทย์หญิงใยวรรณ ธนะมัย โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ 18. นายแพทย์สมเกียรติ โพธิสัตย์ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ 19. นายแพทย์อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ 20. นางรัชนีบูลย์ อุดมชัยรัตน์ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ 21. นางสุรีพร คนละเอียด สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ 22. นางสาวพรทิพย์ ปรีชาไชยวิทย์ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ ������� ok+++.indd 76 8/24/10 4:00:28 PM