More Related Content
PDF
3มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีกับสื่อการศึกษา PDF
มุมมองทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา PPTX
Chapter 3: มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา What's hot
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา PDF
PPTX
วิชานวัตกรรมบทที่ 3 มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา PDF
Introduction to technologies and educational media.chapter 3 PPTX
ภารกิจในบทที่ 3 มุมมองทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และสื่อการศึกษา PDF
มุมมองทางจิตวิทยา ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และสื่อการศึกษา PDF
บทที่ 3 มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยี PPTX
งานนำเสนอ มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้ PDF
Media&tech2learn 004 - Part 4 PDF
Media&tech2learn 003 - Part 3 Similar to นวัตกรรม Chapter 3
PPS
PPS
PPS
PPS
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
คำตอบสถานการณ์ปัญหาบทที่3 นายธวัช ปะธิเก 553050078-4 PDF
PDF
มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กับเทคโนโลยีและ PDF
PDF
Past 3 Introduction to technologies and educational media PPS
PDF
Chapter3 theoretical foundation (1) PDF
PPTX
Lesson 3 มุมมองทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และสื่อการศึกษา PDF
PDF
PPTX
นว ตกรรมกล _ม chapter3 (1) More from Pattarapong Worasakmahasan
PDF
PPTX
PDF
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้. PPTX
PPTX
บทที่ 10 การประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ PDF
สรุปความคิดเห็นของนักศึกษาในการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน นวัตกรรม Chapter 3
- 1.
- 2.
- 3.
หลังจากที่ใช้วิธีการสอนที่เน้นให้นักเรียนจดจาความรู้ของครูเป็นหลัก ครูสมศรี
จึงเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
สารสนเทศในปัจจุบัน โดยนาสื่อเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนโดยครูสมศรีได้สร้างสื่อ
ขึน้มาตามแนวความคิด และประสบการณ์ของตนเอง เช่น ในสื่ออยากให้มีข้อความรู้ก็
นาเนือ้หามาบรรจุ อยากให้มีรูปภาพประกอบก็นารูปภาพมาบรรจุในสื่อแทนการบอก
จากครู และเพิ่มเทคนิคทางกราฟิกต่างๆ เข้าไป เพื่อให้เกิดความสวยงามตรงตาม
แนวคิดของตนและส่งเสริมการสอนของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึน้แต่พอใช้ไปได้
ระยะหนึ่งพบว่าในช่วงแรกๆ ผู้เรียนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีกราฟิกที่ดึงดูด
ความสนใจแต่พอหลังจากนัน้ไปสักระยะผู้เรียนก็ไม่ให้ความสนใจกับสื่อที่ครูสมศรีสร้าง
ขึน้ทัง้ผลการเรียนและกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสอน
แบบเดิมที่เคยใช้ก็ไม่แตกต่างกัน จึงทาให้ครูสมศรีกลับมาทบทวนใหม่ว่าทาไมจึงเป็น
เช่นนีใ้นฐานะที่นักศึกษาเป็นครูนักเทคโนโลยีทางการศึกษาจะมีวิธีการช่วยเหลือครู
สมศรีอย่างไร
- 4.
1. วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทา ให้การเรียนรู้จากสื่อของครูสมศรีไม่ตรงตามเป้าประสงค์
ที่ต้องการให้เกิดขึ้นพร้อมอธิบายเหตุผล
2. วิเคราะห์ว่าแนวคิดเกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบการสอนและสื่อการสอนวา่
มาจากพื้นฐานใดบ้างและพื้นฐานดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
3. วิเคราะห์ว่าในยุคปัจจุบันที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดจนกระบวนทัศน์ใหม่
ของการจัดการศึกษาในการออกแบบการสอนและสื่อการสอนนั้นควรอยู่พื้นฐาน
ของสงิ่ใดบ้างอธิบายพร้อมให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
- 5.
จากการเรียนการสอนแบบเดิมของครูสมศรี คือการที่ครูสอนไป
เรื่อยๆโดยที่ให้ตนเองเป็นผู้อธิบาย บรรยายเนื้อหา แต่เพียงฝ่ายเดียว และให้
นักเรียนจดจา เนื้อหาที่สอน ซึ่งความรู้ที่นักเรียนได้รับ กลับมีอยู่ได้ไม่นาน
นักเรียนก็ลืมเนื้อหาที่ได้เรียนไป ครูสมศรีจึงปรับเปลี่ยนวิธีการสอน โดยการนา
สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการสอน ซึ่งเพมิ่ความสนใจในการเรียนของ
นักเรียนมากยงิ่ขึ้น แต่ถึงกระนั้น พอใช้สื่อได้ไม่นาน นักเรียนก็เกิดเบื่อและ
กลับมาในวังวนเดิม คือ ลืมเนื้อหาที่เรียนไปอีกเช่นเดียวกัน
- 6.
จะเห็นว่า แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนของครูสมศรี จะไปตรง
กับมุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กล่มุพฤติกรรมนิยม ซึ่งครูสมศรีอาจจะไม่รู้ก็
ได้ว่าแนวคิดในการสอนของตน จะไปตรงกับมุมมองจิตวิทยาข้อนี้
จิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการมี
สงิ่เร้า และเกิดพฤติกรรมการตอบสนองเป็นการเรียนรู้ ครูสมศรีนาสื่อมาใช้
เป็นสงิ่เร้า มุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถจดจา ความรู้ให้ได้ในปริมาณมากที่สุด
งานของครูผู้สอนจะเป็นผู้นาเสนอข้อมูล บทบาทของนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล
ตอบสนองการเรียนโดยที่นักเรียนมีความกระตือรือร้น ให้ความสนใจในการ
เรียนมากยงิ่ขึ้น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง การใช้สื่อเดิม วิธีการเดิมซ้า ๆ
แน่นอนว่า พฤติกรรมที่ตอบสนองแบบเดิมจะหายไป เนื่องด้วยความเคยชิน
จากวิธีการเรียนเก่าๆ ซึ่งก็เหมือนกับว่า ครูสมศรีสอนในแบบเดิม เพียงแค่มีสื่อ
เพมิ่เข้ามาในการเรียนการสอนเท่านั้น แต่แก่นหลักก็ยังคงเป็นการอธิบาย
ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนแต่ฝ่า
ยเดียวเหมือนเดิม การเรียนเช่นนี้ จึงไม่ได้
ผลดีตามที่ครูสมศรีต้องการ
- 7.
- 8.
เป็นสงิ่ที่กา หนดพฤติกรรมขัน้สุดท้ายของผู้เรียนว่าจะมีลักษณะเช่นไร
โดยทัว่ไปนิยมกาหนดพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายของการเรียนการสอนไว้เป็น
3 ลักษณะ
1. พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นพฤติกรรมที่แสดง
ว่าได้เกิดปัญ
ญาความรู้ในเนื้อหาวิชานั้น ๆ แล้ว สามารถที่จะบอก อธิบาย
วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือแก้ปัญ
หาเกี่ยวกับเนื้อหาความรู้นั้นได้
2. พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรม
ด้านทักษะของร่างกายในการเคลื่อนไหว ลงมือทา งาน หรือความว่องไว
ในการแก้ปัญหา
3. พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึง
ความรู้สึกด้านอารมณ์ที่มีต่อสงิ่ที่เรียนรู้และสภาพแวดล้อม
- 9.
ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ระดับชัน้ความรู้ ทักษะ พื้นฐาน
และประสบการณ์ของผู้เรียนเนื้อหาและรายละเอียดของสื่อชนิดหนึ่งๆ
ย่อมแปรตามอายุ และความรู้พื้นฐานของผู้เรียน แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว
ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน หากจะนามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
สื่อย่อมทา ไม่ได้ ในทางปฏิบัติจึงใช้ลักษณะของผู้เรียนในกลุ่มหลัก เป็นพื้นฐาน
ของการพิจารณาสื่อก่อน หากจา เป็นจึงค่อยพิจารณาสื่อเฉพาะสา หรับผู้เรียนใน
กลุ่มพิเศษต่อไป
วัยอนุบาล วัยประถม วัยมัธยม ระดับอุดมศึกษา
- 10.
ได้แก่ลักษณะกิจกรรมการเรียน ซึ่งครูอาจจัดได้หลายรูปแบบ เช่น
- การสอนกลุ่มใหญ่ ในลักษณะของการบรรยายการสาธิต
- การสอนกลุ่มเล็ก
- การสอนเป็นรายบุคคล
กิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละลักษณะย่อมต้องการสื่อต่าง ประเภท
ต่างขนาด เช่น สื่อประเภทสไลด์ ภาพยนตร์มีความเหมาะสมกับการเรียนใน
ลักษณะกล่มุใหญ่ วีดีโอ ภาพขนาดกลาง เหมาะกับการสอนกลุ่มเล็ก ส่วนสื่อ
สา หรับรายบุคคลจะต้องในลักษณะเฉพาะตัวที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้ เรียนรู้
และวัดผลด้วยตนเอง
- 11.
ในการออกแบบและผลิตสื่อ ลักษณะเฉพาะของสื่อต่าง ๆการออกแบบ
ให้การนาไปใช้ สามารถเร้าความสนใจ ให้ความหมาย และมีผลต่อประสบการณ์
การเรียนรู้แก่ผู้เรียนซึ่งสื่อแต่ละชนิดมีความเหมาะสมกับผู้เรียนบางระดับ หรือ
เหมาะกับจา นวนผู้เรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งสื่อที่ดีนั้น ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เร้าความสนใจ
2. บอกวัตถุประสงค์
3. ทวนความรู้เดิม
4. การเสนอเนื้อหา
5. ชี้แนวทางการเรียนรู้
6. กระตุ้นการตอบสนอง
7. ทดสอบความรู้
8. การจาและนาไปใช้
- 12.
ผู้สอนจะต้องคิดวิธีการที่จะนาเสนอ หรือถ่ายทอดความรู้ผ่านการ
สอนโดยใช้สื่อซึ่งการออกแบบวิธีการสอนแต่ละครัง้ ต้องอาศัยองค์ประกอบ
หลายๆด้าน ทัง้ตัวสื่อ สภาพความพร้อมของผู้เรียน วุฒิภาวะของผู้เรียน
ความพร้อมของห้องเรียนหรือสถานที่ในการทา การเรียนการสอน ที่สา คัญ
ผู้สอนจะต้องเข้าใจถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งในบทเรียนนี้
นาเสนอมุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้ทัง้ 3 ด้าน คือ
1. มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
2. มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
3. มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้กล่มุคอนสตรัคติวิสต์
ซึ่งการเลือกใช้วิธีการสอนแบบใด ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือความ
เหมาะสมในเวลานั้น
- 13.
จากการที่นาเสนอไปในข้อที่ 2 ซึ่งกล่าวถึงปัจ
จัยและพื้นฐานของการ
ออกแบบสื่อและการสอน เราจะต้องผนวกและบูรณาการพื้นฐานนั้นเข้ากับแนวคิด
มุมมองทางจิตวิทยาการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน โดยในยุคปัจ
จุบัน การจัดการสอนและ
ใช้สื่อควรใช้ควบคู่กับแนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ซึ่งเชื่อ
ว่า เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่บางครัง้ การเรียน
การสอนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความเหมาะสม ลักษณะของสื่อ ลักษณะของ
ผู้เรียน และเป้าหมายของการเรียนการสอน ว่าควรใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบใด
เราจึงจา เป็นต้องศึกษาแนวทางการเกิดกระบวนการเรียนรู้ทัง้ 3 ด้าน ซึ่งต่างก็มี
ข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
- 14.
ตัวอย่างเช่น ในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ รูปแบบ
การสอนก็ควรจะใช้แนวการเรียนรู้ตามกล่มุคอนสตรัคติวิสต์ที่เน้นผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางให้เกิดการคิด เกิดความเข้าใจ เกิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และการ
สรุปองค์ความรู้ด้วยตัวเอง แทนที่จะรับข้อมูลความรู้จากครูทีเดียว
หรือวิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาสังคมที่คุณครูสมศรีสอน ก็อาจจะ
ใช้แนวการเรียนรู้ตามกลุ่มพุทธินิยม อธิบายสร้างความเข้าใจให้นักเรียนเป็น
ลา ดับ ใช้สื่อเป็นองค์ประกอบช่วยให้นักเรียนมีแนวทางในการจดจา หรือ
ลา ดับองค์ความรู้ของตนเอง
สงิ่เหล่านี้เป็นเพียงการยกตัวอย่าง ในการเรียนการสอนจริง ไม่
จา เป็นว่าวิชาคณิตศาสตร์หรือวิชาสายคา นวณจะต้องใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติ
วิสต์เสมอไป หรือวิชาพวกความจา เช่นสังคมศึกษา หรือภาษาต่างๆ อาจ
ไม่ได้ใช้แค่ทฤษฎีพุทธินิยม คนเป็นครูจะต้องสามารถเลือกใช้วิธีการสร้าง
ความรู้ให้นักเรียนได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลให้
ประสิทธิภาพในการสอนแต่ละวิชา ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่