คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
บุษบา คํานนท์
งานนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
พฤษภาคม 2559
ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยบูรพา
ค
กิตติกรรมประกาศ
งานนิพนธ์ฉบับนี้สําเร็จสมบูรณ์ลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้คําปรึกษา
และแนะนําแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างดียิ่งจาก ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก
งานนิพนธ์ อีกทั้ง ดร.ธนวิน ทองแพง กรรมการสอบงานนิพนธ์ และคณาจารย์ในภาควิชา
การบริหารการศึกษาทุกท่าน ที่ได้กรุณาแนะนําผู้วิจัยให้ได้รับแนวทางในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้
และประสบการณ์อย่างกว้างขวางในการทํางานนิพนธ์ครั้งนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความอนุเคราะห์
จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ซึ่งปรากฏนามในงานนิพนธ์
ฉบับนี้ที่ได้กรุณาตรวจสอบแก้ไขแบบสอบถามให้มีความสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณผู้อํานวยการ
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 และครูผู้สอนทุกท่าน
ที่กรุณาให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง
ขอขอบพระคุณครอบครัวของผู้วิจัย ตลอดจนเพื่อนนิสิตปริญญาโท และเพื่อนร่วมงาน
ทุกท่านที่คอยให้การสนับสนุน ช่วยเหลือและเป็นกําลังใจในการทํางานนิพนธ์ฉบับนี้ให้สําเร็จ
ลุล่วงได้ด้วยดีจนประสบความสําเร็จในการศึกษาระดับมหาบัณฑิตในครั้งนี้
ความดีอันเกิดจากงานนิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องตอบแทนพระคุณบิดา
มารดา ครู อาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่านที่ได้ถ่ายทอดความรู้และให้ความช่วยเหลือแนะนํา
และเป็นกําลังใจให้แก่ผู้วิจัยตลอดมา
บุษบา คํานนท์
ง
57920507: สาขาวิชา: การบริหารการศึกษา; กศ.ม. (การบริหารการศึกษา)
คําสําคัญ: คุณลักษณะที่พึงประสงค์/ผู้บริหารโรงเรียน/โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี/
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2
บุษบา คํานนท์: คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 (DESIRABLE
CHARACTERISTICS OF SCHOOL ADMINISTRATORSOFTHETEACHERS’OPINIONIN
SURASAKMONTREESCHOOLUNDERSECONDARYEDUCATIONALSERVICEAREA
OFFICE2)คณะกรรมการควบคุมงานนิพนธ์: สถาพร พฤฑฒิกุล, ปร.ด. 112 หน้า ปี พ.ศ. 2559.
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา
ครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 จํานวน 140 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 50 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนก
รายข้ออยู่ระหว่าง .27-.75 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม
ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ
2. ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา
และประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
จ
สารบัญ
หน้า
บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................... ง
สารบัญ..................................................................................................................................... จ
สารบัญตาราง........................................................................................................................... ช
สารบัญภาพ.............................................................................................................................. ฌ
บทที่
1 บทนํา............................................................................................................................... 1
ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา.................................................................. 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย ........................................................................................ 4
คําถามการวิจัย......................................................................................................... 4
สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................ 5
กรอบแนวคิดในการวิจัย.......................................................................................... 5
ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ................................................................................. 6
ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................ 6
นิยามศัพท์เฉพาะ..................................................................................................... 7
2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................ 10
สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร......................... 10
การบริหารสถานศึกษา............................................................................................ 14
บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา................................................................... 18
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา.................................................. 25
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย.................................................................................. 52
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................... 53
3 วิธีดําเนินการวิจัย............................................................................................................. 61
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...................................................................................... 61
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล .................................................................. 62
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................... 62
การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................. 63
ฉ
สารบัญ (ต่อ)
บทที่ หน้า
การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................... 64
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................... 65
4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................... 66
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................... 66
การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................... 66
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................. 67
5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................. 80
สรุปผลการวิจัย........................................................................................................ 80
อภิปรายผล.............................................................................................................. 81
ข้อเสนอแนะ............................................................................................................ 89
บรรณานุกรม............................................................................................................................ 90
ภาคผนวก................................................................................................................................. 99
ภาคผนวก ก.................................................................................................................... 100
ภาคผนวก ข.................................................................................................................... 104
ภาคผนวก ค.................................................................................................................... 110
ประวัติย่อของผู้วิจัย.................................................................................................................. 112
ช
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
1 จํานวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
ปีการศึกษา 2558.......................................................................................................... 61
2 จํานวนและร้อยละของข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม....................................... 67
3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 2 โดยรวมและจําแนกเป็นรายด้าน...................................................... 68
4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้อ................................................ 69
5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายข้อ.................................. 70
6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายข้อ............................... 71
7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายข้อ.......................................... 72
8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายข้อ........................................... 73
9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ................................................................................ 74
10 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ.. 75
ซ
สารบัญตาราง (ต่อ)
ตารางที่ หน้า
11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา................................................................. 76
12 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม
วุฒิการศึกษา................................................................................................................. 77
13 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน.......................................... 78
14 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม
ประสบการณ์ในการทํางาน.......................................................................................... 79
15 ค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถาม เรื่อง คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2........................................................................... 111
ฌ
สารบัญภาพ
ภาพที่ หน้า
1 กรอบแนวคิดในการวิจัย................................................................................................. 5
2 ผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา................................................ 42
1
บทที่ 1
บทนํา
ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา
ภายใต้รูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์
ในยุคปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนการแข่งขันที่สูง เพื่อเป็นการสร้างข้อได้เปรียบ
และความมุ่งมั่นของสังคมให้แก่องค์การที่ดําเนินไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และมีความหลากหลาย
ต่างส่งผลกระทบต่อวงวิชาชีพ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยน
บริบทและโครงสร้างการบริหาร ของการบริหารจัดการศึกษาภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 เป็นการจัดโครงสร้างการบริหารการศึกษาโดยยึดหลักของการมีเอกภาพเชิงนโยบาย
ที่หลากหลายในการปฏิบัติ โดยเน้นระบบการกระจายอํานาจ และการยึดหลักการมีส่วนร่วมของ
ท้องถิ่นเป็นสําคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 นั้น ได้เสนอแนวคิดและวิธีการจัดการศึกษาที่ท้าทาย
หลายด้าน จึงเป็นเสมือนกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ดังจะเห็นได้ว่า ในพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาตินี้ให้ความสําคัญกับการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ คือ ปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดรับ
ซึ่งกันและกันทั้งระบบ ปฏิรูปแนวการจัดการศึกษาโดยให้ยึดผู้เรียนเป็นสําคัญ ปฏิรูปหลักสูตร
และเนื้อหาสาระ วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ปฏิรูประบบ
การบริหารและการจัดการศึกษาทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น และเอกชนโดยเน้น
เรื่องการกระจายอํานาจและการมีส่วนร่วม ปฏิรูประบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
มุ่งเน้นให้มีการยกระดับสถานภาพของวิชาชีพครู การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพครู ปฏิรูประบบ
ทรัพยากรและการลงทุน เพื่อระดมทรัพยากรในการจัดการศึกษา ปฏิรูประบบประกันคุณภาพ
การศึกษา เน้นเรื่องของการประกันคุณภาพภายในและให้มีการรับรองและประเมินผลมาตรฐานจาก
องค์กรภายนอก และปฏิรูปสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มุ่งให้มีการผลิต ใช้สื่อและเทคโนโลยี
ในรูปแบบที่หลากหลายที่มีคุณภาพ (สํานักงานปฏิรูปการศึกษา, 2545, หน้า 15-18)
การปฏิรูปการศึกษามุ่งให้เกิดคุณภาพทั้งในด้านผลผลิต กระบวนการจัดการ และปัจจัย
ต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้การจัดการศึกษา พัฒนาทั้งระบบ (Whole school approach: WSA) ซึ่งบุคคล
ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา เพราะ
2
เป็นผู้นําและผู้ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีความสามารถทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง
การเรียนการสอน และการเรียนรู้ รวมทั้งประสานสัมพันธ์ ระดมและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (สุพล วังสินธ์, 2545,หน้า 29) ผู้บริหารสถานศึกษาจึงเปรียบได้ว่าเป็นจอมทัพสําคัญ
ที่จะนําพาองค์กรให้ก้าวไปในกระแสแห่งการปฏิรูปได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ผู้บริหารสถานศึกษา
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางบริบท(Context)หลากหลายส่วนนั้นเปรียบได้กับผู้บริหารมืออาชีพ
จึงจะเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ที่จะทําหน้าที่สําคัญให้ไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์
โดยการกําหนดเป็นยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติที่แสดงให้เห็นศักยภาพ คุณภาพ
เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนั้น
ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นําหรือหัวหน้างาน ไม่ว่าจะในหน่วยงานใดย่อมมีบทบาทหน้าที่
ที่เป็นผลต่อความสําเร็จหรือประสิทธิภาพของงานเป็นอย่างยิ่ง ในบางครั้งแม้ว่าการจัดองค์กร
จะไม่เรียบร้อยถูกต้องอยู่บ้าง แต่อาจได้ผลลัพธ์ของงานที่มีประสิทธิภาพสูงได้ หากผู้บริหาร
มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่อบุคคลในหน่วยงาน และในทางตรงกันข้ามหากผู้บริหารหรือผู้นํา
ในองค์กรมีคุณลักษณะหรือพฤติกรรมในการนําของผู้บริหารไม่ดีหรือไม่พึงประสงค์แม้การจัด
องค์กรจะถูกต้องหรือดีเพียงใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรย่อมสมบูรณ์ได้ยากและอาจไม่มี
ประสิทธิภาพเท่าที่ควรหรือประสิทธิภาพตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่
ไม่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ที่เป็นเหตุทําให้บุคคลในหน่วยงานไม่มีความตั้งใจหรือเต็มใจใน
การทํางานหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนรับผิดชอบ หรือปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่หรือเต็มความสามารถ
ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านลบให้เกิดขึ้นกับองค์การหรือหน่วยงาน ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียน ผู้นําหรือ
หัวหน้างานจึงจําเป็นจะต้องมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สําหรับบุคลากรในหน่วยงาน มีคุณสมบัติ
ที่เหมาะสมและมีพฤติกรรมในการนําที่ถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนงานขององค์การให้นําไปสู่ความสําเร็จ
เพราะความสําเร็จของงานทุกด้านขององค์การขึ้นอยู่กับผู้บริหารหรือผู้นําที่จะวินิจฉัยสั่งการหรือ
ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการบริหารงานด้านวิชาการ
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสถานศึกษา
ในปัจจุบันพบว่า มีผู้บริหารโรงเรียน ผู้นํา หรือหัวหน้างานหลายท่านที่ประสบปัญหา
การดําเนินงานในองค์การ เพราะการบริหารคนและการอยู่ร่วมกันในที่ทํางานกับบุคลอื่นย่อมเลี่ยง
ที่จะไม่เผชิญหน้ากับความขัดแย้งในเรื่องของคน โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะผู้ร่วมงาน
ล้วนมาจากสภาพแวดล้อมและการศึกษาต่างกัน ถ้าหากเจ้านายหรือผู้นําองค์การไม่สามารถซื้อใจ
หรือเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้นั้นก็จะเกิดปัญหาและอุปสรรคในการทํางานหรืออาจเป็น
การขัดขวางความเจริญก้าวหน้าขององค์การซึ่งเหตุเกิดเพราะผู้บริหารและผู้ร่วมงานไม่ลงรอยกัน
รวมทั้งเกิดจากการที่ผู้นําองค์กรหรือผู้บริหารสถานศึกษาขาดความรู้ความสามารถด้านการบริหารงาน
3
การไม่จัดระบบหรือแบบแผนในการปฏิบัติงาน ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ขาดความยุติธรรม
ขาดการพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ขาดภาวะในการเป็นผู้นํา ขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ
มีความเสื่อมเสียในเรื่องส่วนตัว รวมทั้งไม่มีเครือข่ายในการเป็นต้นแบบที่ดีและถูกต้อง ซึ่งปัญหา
เหล่านี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารทั้งสิ้น หากผู้บริหารท่านใดขาดทักษะหรือ
คุณลักษณะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะส่งผลให้การทํางานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริหาร
จึงจําเป็นต้องรู้จักตนเองรู้จักลูกน้องและรู้จักการพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะได้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ
และสามารถบริหารงานได้สําเร็จตามเป้าหมายของสถานศึกษา และสอดคล้องตามพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 ซึ่งได้กําหนดไว้ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา โดยได้กล่าวถึงมาตรฐาน
เกี่ยวกับผู้บริหารโรงเรียนไว้ว่า “ผู้บริหารมีคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์”
ซึ่งคําว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์คือคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่ควรแก่การยอมรับ ฉะนั้น
ผู้บริหารโรงเรียนภายใต้กระแสแห่งความเป็นโลกาภิวัฒน์ในยุคปัจจุบัน จึงต้องพัฒนาตนเอง
อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนของสังคมโลก ซึ่งปัจจัยสําคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้
ในโรงเรียนคือระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมดังนั้นผู้บริหารโรงเรียน
ในยุคปฏิรูปการศึกษาจึงต้องมีศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการ นับว่าเป็นคุณลักษณะที่สําคัญ
ที่จะทําให้การบริหารจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เป็นหน่วยงานของภาครัฐ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียน
มัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ทําการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6มีนักเรียน
จํานวน 3,021 คน เป็นนักเรียนชาย จํานวน 1,506 คน นักเรียนหญิง 1,515 คน ครูและบุคลากร
ทางการศึกษา จํานวน 220 คน (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2558) ผู้บริหารโรงเรียนจึงจําเป็นต้องมี
คุณลักษณะ มีความรู้ ความสามารถ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีคุณธรรมจริยธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
มีภาวะความเป็นผู้นํา ทันต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน มีความสามารถ
ในการบริหารในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการบริหารด้านวิชาการซึ่งเป็นหัวใจหลักของหน่วยงาน
สามารถนําพาหน่วยงานไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ซึ่งผู้บริหารจําเป็นจะต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา
อาทิเช่น การพัฒนาการใช้นวัตกรรมการบริหาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร
การปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ การพัฒนาผู้ร่วมงานและการสร้างโอกาสในการพัฒนาได้
ทุกสถานการณ์
4
ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนที่มีคุณลักษณะสอดคล้องตามต้องการของผู้ปฏิบัติงาน
จึงมีความสําคัญต่อความร่วมมือในการทํางานในองค์การผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอาศัยแนวคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มี 5 ด้าน ได้แก่
ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน
ความเป็นผู้นํา โดยผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะทําให้ทราบความต้องการคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 และทราบถึงความแตกต่างของความต้องการคุณลักษณะของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ
วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การในการทํางาน ว่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้วิจัยคาดหวังว่า
จะเป็นประโยชน์ในการนําข้อมูลไปพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ใน
การปฏิบัติตน ปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามภารกิจหน้าที่ของผู้บริหารและ
สอดคล้องกับความต้องการของครูในโรงเรียนต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
2. เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา
และประสบการณ์ในการทํางาน
คําถามการวิจัย
1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 อยู่ในระดับใด
2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์
ในการทํางาน แตกต่างกันหรือไม่
5
สมมติฐานของการวิจัย
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์
ในการทํางานแตกต่างกัน
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 อาศัยแนวคิดตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553) โดยศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ
ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา โดยจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์
ในการทํางาน และนํามาสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังภาพที่ 1
ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
1. เพศ
1.1 เพศชาย
1.2 เพศหญิง
2. วุฒิการศึกษา
2.1 ปริญญาตรี
2.2 สูงกว่าปริญญาตรี
3. ประสบการณ์ในการทํางาน
3.1 ตํ่ากว่า 10 ปี
3.2 10 ปีขึ้นไป
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา
- ด้านบุคลิกภาพ
- ด้านคุณธรรม จริยธรรม
- ด้านความรู้ความสามารถ
- ด้านมนุษยสัมพันธ์
- ด้านความเป็นผู้นํา
6
ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
1. เพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
2. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้นําผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณลักษณะ
ของผู้บริหารในสถานศึกษาต่อไป
ขอบเขตของการวิจัย
1. ขอบเขตเนื้อหา
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้อาศัยแนวคิดตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 โดยกําหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร มี 5 ด้าน ได้แก่
ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน
ความเป็นผู้นํา โดยจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ปีการศึกษา 2558 จํานวน 220 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตาม
ตารางของ Krejcie and Morgan (1970, pp. 607-610) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random
sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน 140 คน
3. ตัวแปรที่ศึกษา
3.1 ตัวแปรต้น
3.1.1 เพศ
3.1.1.1 เพศชาย
3.1.1.2 เพศหญิง
3.1.2 วุฒิการศึกษา
3.1.2.1 ปริญญาตรี
3.1.2.2 สูงกว่าปริญญาตรี
7
3.1.3 ประสบการณ์ในการทํางาน
3.1.3.1 ตํ่ากว่า 10 ปี
3.1.3.2 ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ซึ่งแบ่งคุณลักษณะออกเป็น
5 ด้าน ได้แก่
3.2.1 ด้านบุคลิกภาพ
3.2.2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม
3.2.3 ด้านความรู้ความสามารถ
3.2.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์
3.2.5 ด้านความเป็นผู้นํา
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนหมายถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออก
ในลักษณะต่างๆของผู้บริหารโรงเรียนที่นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสังเกตได้ประกอบด้วย
5 ด้าน คือ
1.1 ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับลักษณะท่าทาง
อากัปกิริยาต่าง ๆ ของผู้บริหารที่แสดงออกทางร่างกายเกี่ยวกับการแต่งกาย การมีสุขภาพสมบูรณ์
ความสุภาพอ่อนโยน ลักษณะท่าทางร่าเริงแจ่มใส การเป็นผู้นําและผู้ตาม กล้าในการตัดสินใจ
กระตือรือร้นในการทํางานความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงานความเชื่อมั่นในตนเองมีสุขภาพจิตดี
ผู้ที่ใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารเกี่ยวกับด้านคุณธรรม
จริยธรรม ประกอบด้วย ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน
ประเมินความดีความชอบอย่างยุติธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นผู้ประพฤติตนอยู่ในศีล 5
เป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นผู้ที่บริหารงานอย่างมีคุณธรรม มีนิสัยประหยัดและอดออม ละเว้นจาก
อบายมุขทั้งปวง และมองโลกในแง่ดี
1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับด้าน
คุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วย ผู้ที่มีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย
และวัตถุประสงค์ของงาน ผู้ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มีความรู้ทันต่อ
เหตุการณ์ปัจจุบัน เป็นผู้สร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางาน มีความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของตน
8
สามารถจัดบุคลากรได้เหมาะสมกับงาน มุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน เป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหา
ตามสถานการณ์อย่างเหมาะสม มีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน
สามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน สามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ
ในการทํางาน เป็นผู้ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพ
ในการนิเทศ ติดตามผลงานของผู้ร่วมงาน
1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์
ประกอบด้วย ผู้ที่มีบุคลิกภาพเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน มีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน มีบุคลิกภาพ
ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ รับฟังความคิดเห็นและปัญหาของผู้ร่วมงานอย่างใจเย็น ใส่ใจในเรื่องหน้าที่
การงานของผู้ร่วมงาน รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา มีลักษณะนิสัยพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา
ยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน มีอัธยาศัยดีพูดจาสุภาพกับทุกคน
1.5 ด้านความเป็นผู้นํา หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับการเป็นผู้นํา
ประกอบด้วย ผู้ที่มีความสามารถในการในการควบคุมอารมณ์ ผู้ที่มีความสามารถในการจูงใจ
ผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ที่สามารถสร้างทีมงานได้ดี นําการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร
โรงเรียน ผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้ที่มีลักษณะในการติดตามงาน
ให้บรรลุวัตถุประสงค์มีความสามารถในการควบคุมกํากับทุกเหตุการณ์ รู้จักติชมผู้ร่วมงานใน
โอกาสที่เหมาะสม เป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน
2. ผู้บริหาร หมายถึง ผู้อํานวยการสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 หรือบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษาในภาคของรัฐ
(ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545
และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553)
3. ครู หมายถึง ผู้ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
4. ทัศนะ หมายถึง ความคิดเห็น ความรู้สึกของครูที่มีต่อผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับ
ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน
ความเป็นผู้นํา
5. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี หมายถึง โรงเรียนขนาดใหญ่ของรัฐที่จัดการเรียนการสอน
ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในกรุงเทพมหานคร สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2
6. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 หมายถึง หน่วยงานทางการบริหาร
ด้านการศึกษาที่มีฐานะเป็นกอง สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่หลัก
9
ในการจัดทํานโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศึกษาของเขตพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบาย
มาตรฐานการศึกษา แผนการศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความต้องการของท้องถิ่น
การกํากับ ติดตาม เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนในสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานบรรลุ
เป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาชาติ
7. เพศ หมายถึง เพศของครูที่ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 แบ่งเป็นเพศชาย และเพศหญิง
8. วุฒิการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาสูงสุดของครูในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
8.1 ปริญญาตรี หมายถึง วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
8.2 สูงกว่าปริญญาตรี หมายถึง วุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต
ปริญญาโท และปริญญาเอก
9. ประสบการณ์ในการทํางาน หมายถึง ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของครู นับตั้งแต่เริ่ม
ปฏิบัติงานสอนจนถึงปัจจุบัน และในวิจัยเล่มนี้ได้จําแนกประสบการณ์ของครู แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
9.1 ประสบการณ์ในการทํางาน ตํ่ากว่า 10 ปี หมายถึง ครูผู้ปฏิบัติงานสอนใน
โรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีอายุการทํางานตํ่ากว่า 10 ปีลงมา
9.2 ประสบการณ์ในการทํางาน 10 ปีขึ้นไป หมายถึง ครูผู้ปฏิบัติงานสอนใน
โรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีอายุการทํางานเท่ากับ 10 ปี
หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
10
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกตามหัวข้อ ดังนี้
1. สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
2. การบริหารสถานศึกษา
3. บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา
4. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
5. ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตั้งอยู่เลขที่ 54 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง
กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์10400 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนื้อที่ 47 ไร่ 1 งาน เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
ประเภทสหศึกษา
ประวัติโรงเรียนโดยย่อ
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เดิมคือโรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกสร้างขึ้นและรับนักเรียน
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2511 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของชาติและ
เป็นการตอบแทนข้าราชการสังกัดกองทัพบก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ จะได้ไม่ต้อง
วิตกกังวลในเรื่องการจัดหาโรงเรียนให้บุตรหลาน และดําเนินการโดยกองทัพบก ต่อมากองทัพบก
พิจารณาเห็นว่า การจัดการศึกษาแก่เยาวชนควรมอบให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
และกองทัพขาดแคลนผู้ชํานาญในการจัดการศึกษา กองทัพบกจึงโอนโรงเรียนบุตรข้าราชการ
กองทัพบกส่วนกลางเข้าสังกัดกรมสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยกองทัพบก
ได้เสนอชื่อจอมพลมหาอํามาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่กองทัพบก
11
ภาคภูมิใจในเกียรติประวัติให้กรมสามัญศึกษาใช้เป็นชื่อของโรงเรียน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
จัดการเรียนการสอนระดับมัธยม และได้รับรางวัล “โรงเรียนดีเด่น รับรางวัลพระราชทาน
ประจําปีการศึกษา 2542”
ข้อมูลสภาพชุมชนโดยรวม (เขตพื้นที่บริการ)
1. สภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียนมีลักษณะเป็นสังคมเมือง บริเวณใกล้เคียง
โดยรอบโรงเรียนได้แก่ มหาวิทยาลัยราชมงคลวิทยาเขตจักรพงษ์ภูวนาถมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์โรงพยาบาลทหารผ่านศึก
กองบูรณะถนน กรุงเทพมหานคร อาชีพหลักของชุมชนคือ รับจ้าง เนื่องจากมีสถานประกอบการ
ขนาดเล็กจํานวนมาก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
2. ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีพหลัก คือ รับจ้าง ส่วนใหญ่
นับถือศาสนาพุทธ ฐานะทางเศรษฐกิจ/ รายได้เฉลี่ย โดยเฉลี่ยต่อครอบครัวต่อปี 180,000 บาท
จํานวนคนเฉลี่ยต่อครอบครัว 4 คน
3. โอกาสและข้อจํากัดของโรงเรียน
3.1 โอกาส
3.1.1 โรงเรียนมีบริเวณกว้างขวาง มีห้องเรียนห้องปฏิบัติการ และมีพื้นที่ใช้สอย
ในการจัดกิจกรรมมาก จัดบรรยากาศสถานที่เรียนและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้
3.1.2 โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้รอบบริเวณโรงเรียนที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยราชมงคลวิทยาเขตจักรพงษ์ภูวนาถ สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง
3.1.3 โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากองค์กรภายนอก สถาบันการศึกษา
ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียน เครือข่ายผู้ปกครองเข้ามาช่วยดูแล
นักเรียนตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง
3.2 ข้อจํากัด
3.2.1 นักเรียนส่วนมากมาจากชุมชนรอบโรงเรียน ซึ่งสภาพแวดล้อมและบริเวณ
ใกล้เคียงมีแหล่งบริการด้านบันเทิงและบริการด้านเทคโนโลยีที่ชักจูงให้นักเรียนนําไปใช้ใน
การที่ไม่เหมาะสม
3.2.2 ผู้ปกครองมีความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ส่งผลให้ผู้เรียนมีสื่อและอุปกรณ์
การเรียนรู้ที่บ้านที่แตกต่างกันและขาดปัจจัยในการให้การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ
ของโรงเรียน (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2557, หน้า 1-7)
12
การบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียน
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แบ่งโครงสร้างการบริหารโรงเรียนออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
กลุ่มบริหารงานวิชาการกลุ่มบริหารงานงบประมาณกลุ่มบริหารงานบุคคลและกลุ่มบริหารงานทั่วไป
ผู้บริหารยึดหลักการบริหารแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน และมีแนวทางการดําเนินการบริหารจัดการ
ของโรงเรียนด้านต่าง ๆ (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2557, หน้า 48-50) ดังนี้
เอกลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
ลูกสุรศักดิ์มนตรี มารยาทดี มีอัธยาศัย
อัตลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
ลูกสุรศักดิ์มนตรี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ และเป็นคนดี
ของสังคม
วิสัยทัศน์ของโรงเรียน
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีความรู้สู่มาตรฐานสากล
ให้มีศักยภาพเป็นพลโลก มีจิตสํานึกในความเป็นชาติไทย และดํารงชีวิตอย่างมีความสุข ตามหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
พันธกิจของโรงเรียน
พัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษา
อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาชาติเทียบเคียงมาตรฐานสากล มีความรู้คู่คุณธรรม ดํารงชีวิต
อย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร
ที่ทันยุคสมัย และพัฒนาการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานด้วยระบบคุณภาพระดับสากล
เป้าประสงค์ของโรงเรียน
1. ผู้เรียนเป็นคนดี มีความรู้ ด้วยการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพ
ตามมาตรฐานการศึกษาชาติเทียบเคียงมาตรฐานสากล
2. บุคลากรและผู้เรียนดํารงชีวิตอย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3. ครูและบุคลกรทางการศึกษา ได้รับการยกระดับให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ
เทียบเคียงมาตรฐานสากล
4. ครูและนักเรียนสามารถใช้เครื่องมือ สื่อนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารจากแหล่งเรียนรู้ศูนย์วิทยบริการได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์โลก
5. สถานศึกษามีการพัฒนาการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานด้วยระบบคุณภาพ
6. สถานศึกษาจัดให้มีภาคีเครือข่ายการจัดการเรียนรู้และร่วมพัฒนากับสถานศึกษา
ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระหว่างประเทศ
13
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน
1. พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม นําความรู้สู่สังคมโลก ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
2. จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน
ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดสวัสดิการ
และการให้บริการแก่ผู้เรียน
3. พัฒนาห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ อาคาร สถานที่ สื่อ อุปกรณ์ นวัตกรรม บรรยากาศ
สิ่งแวดล้อม ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามมาตรฐานสากล
4. ส่งเสริมและจัดประสบการณ์ ด้านวิชาการ วิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนา
ทักษะชีวิตแก่ผู้เรียนตามมาตรฐานสากล
5. พัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คุณธรรม จริยธรรม อย่างต่อเนื่อง
6. ส่งเสริมการทํางานแบบมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยระหว่างบุคลากร
ผู้ปกครอง ชุมชน ในการสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและได้รับการรับรองสู่มาตรฐานสากล
กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน
กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ เป็นเลิศทางวิชาการ มีความถนัด
เฉพาะทางเทียบเคียงมาตรฐานสากล
กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้ผู้เรียน ครู มีความรู้และคุณธรรมตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมศักยภาพครูและบุคลากรให้ได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากล
กลยุทธ์ที่ 4 สนับสนุน ส่งเสริมการใช้สื่ออุปกรณ์ เครื่องมือ สื่อนวัตกรรม เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารให้เอื้อต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากล
กลยุทธ์ที่ 5 บริหารจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาสู่
มาตรฐานสากล
กลยุทธ์ที่ 6 ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาโรงเรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และจัดทําพันธะสัญญาในการขับเคลื่อนโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล
14
การบริหารสถานศึกษา
ความหมายของการบริหาร
การบริหารมีความหมายตรงกับคําในภาษาอังกฤษว่า Administration มีผู้ให้ความหมาย
ไว้ดังนี้
Sergiovanni (1984 อ้างถึงใน สมุทร ชํานาญ, 2556, หน้า 28) กล่าวว่า การบริหาร คือ
กระบวนการทํางานร่วมกับผู้อื่นเพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายร่วมกัน
สุเมธ แสงนิ่มนวล (2540 อ้างถึงใน สุริยันต์ จันโสด, 2557, หน้า 15) ได้ให้ความหมาย
เกี่ยวกับการบริหารยุคใหม่ ดังนี้
1. การบริหารงานยุคใหม่ มีความจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการบริหาร
2. การบริหารงานเน้นที่คุณภาพกับความแปลกใหม่ในการบริหาร
3. การบริหารงานที่เน้นที่กลยุทธ์ที่ทําให้คล่องตัว สะดวก และรวดเร็ว
4. การบริหารต้องพร้อมที่จะเสี่ยงตลอดเวลา
5. การบริหารจะริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์การ
6. มีการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
7. การบริหารงานจะต้องคํานึงถึงความสามารถเป็นหลักมากกว่าความอาวุโส
8. มีการจัดเก็บและแยกแยะข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อสะดวกแก่การใช้
9. มุ่งการปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับรูปแบบการบริหารให้มากยิ่งขึ้น
บุศรา เข็มทอง (2542, หน้า 19) กล่าวว่า การบริหารคือการนําเอาสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น
โดยการนําศิลปะของการเป็นผู้นํามาใช้ในการบริหาร โดยผู้บริหารไม่ใช้ผู้ปฏิบัติแต่เป็นผู้ใช้ศิลปะ
ทําให้ผู้ปฏิบัติงานทํางานให้เกิดผลสําเร็จตรงตามจุดมุ่งหมายขององค์การ และเน้นที่การสร้าง
มนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน
จันทรานี สงวนนาม (2552, หน้า 25) กล่าวว่า การบริหารเป็นการทํากิจกรรม
โดยผู้บริหารและสมาชิกในองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวโดยสรุป การบริหารจึงเป็นกระบวนการทางสังคมที่สามารถพิจารณาได้3 ทาง
คือ
1. ทางโครงสร้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ตามลําดับชั้นของสายการบังคับบัญชา
2. ทางหน้าที่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ระบุบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบและ
สิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้สําเร็จเป้าหมาย
3. ทางปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่บุคคลและบุคคลต้องการร่วมทําปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน
15
ความหมายของการบริหารการศึกษา
ประเสริฐ เชษฐพันธ์ (2542 อ้างถึงใน อําไพ อุ่นศิริ, 2557, หน้า 12) ให้ความหมายของ
การบริหารการศึกษาไว้ว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการร่วมมือกันพัฒนา
คุณภาพและสมรรถภาพของคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีสุขภาพพลามัยที่ดี และมีส่วนร่วมใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทรัพยากรบริหารที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
วีระพงษ์ ศรีจันทร์ (2550, หน้า 31) ได้กล่าวว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง กิจกรรม
ต่าง ๆ ที่บุคคลหลาย ๆ คน ร่วมมือกันดําเนินการเพื่อพัฒนาให้เด็ก เยาวชน ประชาชน หรือสมาชิก
ของสังคมมีความรู้คู่คุณธรรมและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
สุริยันต์ จันโสด (2557, หน้า 17) ได้กล่าวว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง การร่วมมือ
กันของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ดําเนินกิจกรรมทางการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชน
ประชาชน และสมาชิกของสังคมให้เจริญก้าวหน้าและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง การร่วมมือกันของ
บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดําเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของเด็ก
เยาวชน ประชาชน หรือสมาชิกของสังคมให้เป็นคนดี มีคุณธรรม เจริญก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ
โดยใช้ทรัพยากรบริหารที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
กระบวนการบริหาร
แนวคิดของGulickandUrwick(1937อ้างถึงในสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ, 2541, หน้า 27) มีชื่อย่อว่า POSDCORB โดยมีกระบวนการบริหาร 7 ประการ คือ
1. การวางแผน (Planning-P) หมายถึง การจัดวางโครงการและแผนปฏิบัติการ รวมทั้ง
วิธีการปฏิบัติงานล่วงหน้าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
2. การจัดหน่วยงาน (Organizing-O) หมายถึง การกําหนดโครงการสร้างอํานาจหน้าที่
การแบ่งส่วนงาน และการจัดสายงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์
3. การจัดวางตัวบุคคล (Staffing-S) หมายถึง การบริหารงานด้านบุคคล ได้แก่ การจัด
อัตรากําลัง การสรรหา การพัฒนาบุคลากรและการเสริมสร้างการบรรยากาศในการทํางานที่ดี
4. การอ่านรายการ (Directing-D) หมายถึง การวินิจฉัยสั่งการ การควบคุมบังคับบัญชา
และการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้บริหารเป็นหัวหน้าหน่วยงาน
5. การประสานงาน(Coordinating-Co)หมายถึงการประสานกิจกรรมต่างๆของหน่วยงาน
เพื่อให้เกิดมีความร่วมมือ ประสานงานที่ดี และดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน
6. การรายงาน (Reporting-R) หมายถึง การรายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน
เพื่อให้ผู้บริหารและสมาชิกของหน่วยงานได้ทราบความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าของกิจการ
อย่างสมํ่าเสมอ
16
7. การงบประมาณ (Budgeting-B) หมายถึง การจัดทํางบประมาณ การจัดทําบัญชี
การใช้จ่ายเงินและการควบคุมตรวจสอบทางด้านการเงิน และทรัพย์สิน
Fayol (1949 อ้างถึงใน สาคร สุขศรีวงศ์, 2550, หน้า 25-26) ได้แบ่งหน้าที่พื้นฐานของ
การจัดการพื้นฐานในการจัดการองค์การ 5 ประการ คือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ
(Organizing) การบังคับบัญชา (Commanding) การประสานงาน (Communication) และ
การควบคุมงาน (Controlling)
นอกจากนี้ยังได้กําหนดหลักการสําหรับการจัดการกับองค์การไว้14 ประการ ดังต่อไปนี้
1. การแบ่งหน้าที่กันทํา (Division of work) ความมุ่งหมายของการแบ่งงานกันทํา
เพื่อปรับปรุงประสิทธิผลของงานโดยลดการสูญเปล่าเพิ่มผลผลิต และทําให้การฝึกอบรมง่ายขึ้น
2. อํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority and responsibility) อํานาจหน้าที่ คือ
สิทธิในการออกคําสั่ง และอํานาจในการทําให้ผู้อื่นเชื่อฟัง ส่วนความรับผิดชอบซึ่งไปตาม
อํานาจหน้าที่เป็นความจําเป็นที่ต้องทํางานตามที่ที่ได้รับมอบหมายให้สําเร็จ
3. วินัย (Discipline) หมายถึง การเคารพในกฎระเบียบที่ควบคุมองค์การ ข้อตกลง
ระหว่างองค์การกับผู้ทํางานต้องมีความชัดเจน และสภาวะของวินัยในกลุ่มใดในองค์การ ขึ้นอยู่กับ
คุณภาพของภาวะผู้นํา
4. เอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of command) ผู้ทํางานควรได้รับคําสั่งจาก
ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้ายึดหลักการข้อนี้จะเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่และวินัย
5. เอกภาพของทิศทาง (Unity of direction) กิจกรรมที่คล้ายคลึงกันมุ่งไปสู่เป้าหมาย
เดียวกัน ควรจัดกลุ่มให้อยู่ภายใต้ผู้จัดการคนเดียว
6. ความสนใจส่วนตัวเป็นรอง (Subordination of individual interest) ความในใจของ
แต่ละคนและกลุ่มคนภายในองค์การควรมาทีหลังความสนใจขององค์การโดยรวม
7. การให้ค่าตอบแทน (Remuneration) การให้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินหรือค่าชดใช้ต่าง ๆ
ควรยุติธรรมและเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ทํางานและฝ่ายองค์การ
8. การรวมอํานาจ (Centralization) ผู้จัดการควรรักษาไว้ซึ่งความรับผิดชอบขั้นสุดท้าย
แต่ควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอํานาจหน้าที่พอปฏิบัติภารกิจได้สําเร็จ ระดับความเหมาะสมของ
การรวมอํานาจย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปริมาณที่เหมาะสมของการรวมอํานาจที่จะใช้
ในแต่ละกรณีเป็นที่สงสัย
9. สายบังคับบัญชา(Scalarchain)คือสายของหัวหน้านับตั้งแต่ตําแหน่งผู้มีอํานาจสูงสุด
จนถึงล่างสุดสายการบังคับบัญชาจะต้องชัดเจนและถือว่าแนวปฏิบัติตลอดเวลา
17
10. ระเบียบ (Order) ทรัพยากรที่เป็นบุคคลและสิ่งของควรมีการประสานกันและ
อยู่ถูกกาลเทศะ หรืออยู่ถูกที่ในเวลาที่เหมาะสม
11. ความยุติธรรม (Equity) ความต้องการความยุติธรรมและการปฏิบัติเท่าเทียมกัน
ผู้จัดการต้องคํานึงถึงเสมอเมื่อจัดการกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ทํางาน
12. ความมั่นคงของบุคลากร (Stability of personnel) องค์การประสบความสําเร็จต้องมี
กองปฏิบัติงานที่มั่นคง การปฏิบัติของฝ่ายการจัดการควรส่งเสริมปณิธานการทํางานระยะยาวให้กับ
องค์การ
13. การริเริ่ม (Initiative) ฝ่ายการจัดการควรส่งเสริมให้ผู้ทํางานพัฒนาและดําเนิน
แผนการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
14. ความสามัคคี (Esprit de corps) ผู้จัดการควรส่งเสริมและรักษาทีมงาน นํ้าใจหมู่พวก
และความรู้สึกเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวระหว่างผู้ทํางานทั้งหมด
Dale(n.d.อ้างถึงในกัมพล สุภาแพ่ง,2545,หน้า11)ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการบริหารไว้
ดังนี้ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การจัดคนเข้าทํางาน (Staffing)
การอํานวยการ (Directing) การควบคุม (Controlling) การคิดริเริ่ม (Initiating) การรายงาน
(Reporting)
จากแนวความคิดที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กระบวนการบริหารจําเป็นต้องมีองค์ประกอบ
ในเรื่องของการวางแผน การจัดองค์การ การจัดคนเข้าทํางาน การอํานวยการ การประสานงานและ
การควบคุมงาน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ คือ การบังคับบัญชา การคิดริเริ่มและการรายงาน
Drake and William (n.d. อ้างถึงใน สุดใจ ศรีทอง, 2543, หน้า 3) โดยเสนอว่าทักษะ
ที่จําเป็นในการบริหารสถานศึกษานั้นควรมี 5 ทักษะ
1. ทักษะด้านเทคนิควิธี คือ ความสามารถในการใช้วิธีการเทคนิค และเครื่องมือที่จําเป็น
เพื่อผลสําเร็จของงานที่ได้มาจากประสบการณ์การศึกษาและการฝึกอบรม ให้สามารถทํางานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ทักษะด้านมนุษย์คือ ความสามารถในการตัดสินใจทํางานร่วมกับคนอื่น และทําให้
คนอื่นให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ซึ่งได้แก่ การจูงใจคน และการประยุกต์ภาวะผู้นํามาใช้ใน
การบริหารงาน
3. ทักษะด้านความคิดรวบยอดคือความสามารถในการมององค์การได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เพื่อทําให้องค์การมีความสมบูรณ์โดยส่วนรวม ด้วยการทําให้การทํางานของแต่ละบุคคลเหมาะสม
กับองค์การ ทักษะด้านความรู้ ความสามารถ เป็นการยอมรับวัตถุประสงค์ขององค์การมากกว่า
ที่จะคํานึงถึงความต้องการของบุคคลโดยบุคคลเพียงหนึ่งเดียวในองค์การ
18
4. ทักษะการศึกษาและการสอน เป็นทักษะที่ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องมี เพราะ
ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นําทางการศึกษา และจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเรียน
การสอนในฐานะนักวิชาการศึกษาที่ดีด้วย
5. ทักษะทางความรู้ ความคิด เป็นทักษะที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพัฒนาได้
และเป็นส่วนสําคัญในการเสริมสร้างทักษะอื่น ๆ ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องมีความรู้ ความคิด
ภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ ผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่สามารถเป็นผู้นําทางการศึกษาที่มีประสิทธิผลได้
ถ้าปราศจากความรู้ และไม่สามารถใช้ความรู้นั้นในทางที่มีความหมายและสร้างสรรค์
จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษาที่จะเกิดประสิทธิผลนั้น
ต้องอาศัยทักษะที่จําเป็น คือ ทักษะด้านเทคนิควิธี ทักษะด้านมนุษย์ทักษะด้านความคิดรวบยอด
ทักษะการศึกษาและการสอนและทักษะทางความรู้ ความคิดซึ่งจะนําไปสู่จุดมุ่งหมายทางการศึกษา
เพื่อบริการแก่สมาชิกของสังคมให้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา
การบริหารงานผู้บริหารเป็นผู้ที่มีหน้าที่และบทบาทสําคัญในการนําเอานโยบายและ
หลักการศึกษาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสําเร็จในเรื่องบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ได้มีนักวิชาการ
กล่าวถึงไว้หลายทัศนะ ดังนี้
คุณวุฒิ คนฉลาด (2540, หน้า 30-31) ได้เสนอว่า ผู้บริหารหรือผู้นําทางการศึกษาน่าจะมี
บทบาทต่าง ๆ ที่จะบริหารงานให้เกิดประสิทธิผล ดังต่อไปนี้
1. บทบาทเป็นผู้กําหนดทิศทางการปฏิบัติงาน (Direction setter) ชี้แจงทําความเข้าใจ
ในวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน มีความรู้ทักษะในการจัดสรรงบประมาณแบบโครงการ
2. บทบาทเป็นผู้กระตุ้นความเป็นผู้นํา (Leader catalyst) มีความสามารถในการจูงใจ
กระตุ้น และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มีทักษะในกระบวนการกลุ่ม
3. บทบาทเป็นนักวางแผน(Planner)สามารถคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตเตรียมบุคลากร
ให้พร้อมในการรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น มีความรู้ ความเข้าใจในการวางแผน
4. บทบาทเป็นผู้ตัดสินใจ (Decision maker) มีความสามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาด้วย
ความสุขุมรอบคอบ
5. บทบาทเป็นผู้จัดองค์การ (Organizer) สามารถออกแบบการขยายงาน กําหนด
โครงสร้างขององค์การขึ้นใหม่
6. บทบาทเป็นผู้เปลี่ยนแปลง (Change manager) เป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลงมาสู่
สถาบัน
19
7. บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator) เข้าใจรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
เข้าใจเครือข่ายของการสื่อสาร รู้จักวิธีนิเทศงาน การรายงาน ประสานกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
8. บทบาทเป็นผู้สื่อสาร (Communicator) มีความสามารถในการสื่อสารทั้งการพูดและ
การเขียน สามารถในการประชาสัมพันธ์
9. บทบาทเป็นผู้ขจัดความขัดแย้ง (Conflict manager) ความขัดแย้งหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องเข้าใจสาเหตุ สามารถต่อรองไกล่เกลี่ย สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง
10. บทบาทเป็นผู้แก้ปัญหา (Problem solving manager) ผู้นําสามารถเข้าใจปัญหา
วินิจฉัย และแก้ปัญหาได้
11. บทบาทเป็นผู้จัดระบบ (System manager) สามารถวิเคราะห์ระบบ และกระบวนการ
ที่เกี่ยวข้อง สามารถนําทฤษฎีการบริหารมาใช้
12. บทบาทเป็นผู้บริหารการเรียนการสอน (Instructional manager) ต้องมีความเข้าใจ
ในระบบการเรียนรู้ เข้าใจวิธีการสร้าง การพัฒนาหลักสูตร และการใช้เทคโนโลยีการศึกษา
13. บทบาทเป็นผู้บริหารบุคคล(Personal manager) เทคนิคการเป็นผู้นําการเจรจาต่อรอง
ประเมินผลงานและการปฏิบัติงาน
14. บทบาทเป็นผู้บริหารทรัพยากร (Resource manager) มีความสามารถด้านการเงิน
งบประมาณ บริหารวัสดุ ครุภัณฑ์ การก่อสร้าง การบํารุงรักษา หาทรัพยากรมาสนับสนุนจาก
ภายนอก
15. บทบาทเป็นผู้ประเมินผล(Appraiser)สามารถประเมินความต้องการการประเมินระบบ
วิธีการทางสถิติ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
16. บทบาทเป็นนักประชาสัมพันธ์ (Public relater) มีทักษะในการสื่อความหมาย
วิธีสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เข้าใจในการเผยแพร่ข่าวสารด้วยสื่อและวิธีการต่าง ๆ
17. บทบาทเป็นประธานในพิธีการ(Ceremonialhead)สามารถเป็นพิธีกรในพิธีการต่าง ๆ
ในสังคม
อิศรัตน์ ศรีวัฒนา (2540, หน้า 19-20) ได้กล่าวถึง การกําหนดบทบาทผู้บริหารไว้
6 ประการ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีสมรรถภาพสูงในทุก ๆ บทบาท จะขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้
และยังได้ระบุรายละเอียดของบทบาทที่จําเป็นไว้ดังนี้
1. ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้จัดการด้วยในฐานะของการเป็นผู้จัดการนั้นได้แก่ การคาดหวังว่า
ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้จัดหาจัดทําโครงการบริหารโดยกําหนดหน้าที่ตําแหน่งต่าง ๆ ประสานงาน
ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์และที่มิใช่มนุษย์เข้าด้วยกันเพื่อให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุวัตถุประสงค์
20
อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาเสริมสร้างนโยบายและกระบวนการต่าง ๆ
ในการดําเนินงานขององค์กร ทั้งนี้จะต้องบริหารงานตามหลักของเศรษฐศาสตร์การศึกษาในแง่ของ
ค่าใช้จ่ายและผลที่ได้รับ รวมทั้งผลที่กลับคืนมาในระยะยาวด้วย กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ผู้บริหาร
ในฐานะเป็นผู้จัดการต้องเป็นผู้ที่สามารถทําให้สิ่งต่าง ๆ ในองค์กรดําเนินไปอย่างราบรื่นโดยอาศัย
ทักษะและหลักวิชาการเข้าช่วยนั่นเอง
2. ต้องเป็นผู้นําทางการบริหาร เมื่อกล่าวถึงภาวะผู้นําของผู้บริหารการศึกษาก็ย่อม
หมายถึง ผู้บริหารนั้นเป็นผู้นําทางการศึกษาและเป็นผู้นําทางการบริหารด้วย
3. ผู้บริหารต้องเป็นผู้มีวินัยและรักษาวินัย นับเป็นบทบาทที่สําคัญที่สุดของผู้บริหาร
ในสายตาของบุคลากรและชุมชนแต่ผู้บริหารมักมองข้ามความสําคัญของบทบาทนี้ เพราะมองเห็นว่า
เป็นบทบาทในทางลบ ตราบใดก็ตามที่ยังมีบุคลากรในองค์การก็ย่อมต้องมีปัญหาและปัญหาสําคัญ
ได้แก่ เรื่องวินัย ซึ่งผู้บริหารก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงหน้าที่และบทบาทนี้
4. ผู้บริหารจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือ ในระยะไม่กี่สิบปีมานี้
การบริหารการศึกษาเริ่มตื่นตัวและเน้นบทบาทของผู้บริหารที่จะต้องสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารจึงต้องได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีกับทุกคน เพื่อปฏิบัติหน้าที่
การบริหารให้ได้ผลดี การมีมนุษยสัมพันธ์จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรได้2 ประการ
คือการสร้างขวัญและการให้กําลังใจแก่บุคลากรในหน่วยงานในองค์กรจะเต็มไปด้วยการอยู่ร่วมกัน
เยี่ยงมนุษย์เพราะผู้บริหารจะไม่มองเห็นผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคลากรในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ไม่มี
ชีวิตจิตใจ
5. ผู้บริหารต้องเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสมัยใหม่ต้องมีลักษณะ
การเป็นผู้นํา การเป็นผู้นําต้องนําทางให้มีการเปลี่ยนแปลง เหตุผลสําคัญในการที่ผู้บริหารต้องมี
บทบาทในเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพราะความจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแผนงาน หรือกําหนด
การศึกษาขององค์กรเพื่อให้ทันต่อความต้องการของชุมชนมากขึ้น ผู้รับผิดชอบ โดยตรงใน
การเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ ผู้บริหาร
6. ผู้บริหารต้องเป็นคนกลางที่จะขจัดหรือประสานงานในเรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ
บทบาทนี้ดูจะเป็นภาระอันหนักมากกว่าบทบาทที่จะริเริ่ม ผู้บริหารต้องเผชิญกับปัญหา ข้อขัดแย้ง
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ผู้ใต้บังคับบัญชา และชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้อง ตัดสินใจอย่างสุขุม
รอบคอบ ต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง รักษาความเที่ยงตรง บทบาทนี้ ผู้บริหารไม่สามารถ
หลีกเลี่ยงได้และไม่ควรหลีกเลี่ยงด้วย ตราบใดที่ยังรับผิดชอบการบริหารอยู่
รุ่ง แก้วแดง (2541, หน้า 278) กล่าวว่า สถานศึกษาจะประสบความสําเร็จได้ต้องมี
การเสริมพลังผู้บริหารสถานศึกษาให้มีโอกาสใช้ความเป็นผู้นําอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ผู้บริหาร
21
สถานศึกษามีเวลาอยู่ทํางานที่สถานศึกษามากขึ้น และหันมาทุ่มเทให้กับงานบริหารสถานศึกษา
เป็นหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับครู และนักเรียนจะมีมากขึ้นด้วย
สํานักงานปฏิรูปการศึกษา (2545, หน้า 23-40) กล่าวถึง บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร
สถานศึกษา ตามมาตรา 39 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ให้กระทรวงได้
กระจายอํานาจการบริหารจัดการไปยังคณะกรรมการและสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและ
ในสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรงใน4ด้านคือการบริหารวิชาการการบริหารงบประมาณ
การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป สรุปพอสังเขปได้ดังนี้
1. การบริหารวิชาการ ประกอบด้วย
1.1 มีความรู้ และเป็นผู้นําด้านวิชาการ
1.2 มีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์ด้านการบริหารงาน
1.3 สามารถใช้ความรู้ และประสบการณ์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที
1.4 มีวิสัยทัศน์
1.5 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
1.6 ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มุ่งพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
1.7 รอบรู้ทางด้านการศึกษา
1.8 ความรับผิดชอบ
1.9 แสวงหาข้อมูลข่าวสาร
1.10 รายงานผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
1.11 ใช้นวัตกรรมทางการบริหาร
1.12 คํานึงถึงมาตรฐานวิชาการ
2. การบริหารงบประมาณ ประกอบด้วย
2.1 เข้าใจนโยบาย อํานาจหน้าที่ และกิจกรรมในหน่วยงาน
2.2 มีความรู้ระบบงบประมาณ
2.3 เข้าใจระเบียบคลัง วัสดุ การเงิน
2.4 มีความซื่อสัตย์สุจริต
2.5 มีความละเอียดรอบคอบ
2.6 มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
2.7 หมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณอยู่เสมอ
2.8 รายงานการเงินอย่างเป็นระบบ
22
3. การบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย
3.1 มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการบริหารงานบุคคล
3.2 เป็นแบบอย่างที่ดี
3.3 มีมนุษยสัมพันธ์
3.4 มีอารมณ์ขัน
3.5 เป็นนักประชาธิปไตย
3.6 ประนีประนอม
3.7 อดทน อดกลั้น
3.8 เป็นนักพูดที่ดี
3.9 มีความสามารถในการประสานงาน
3.10 มีความสามารถจูงใจให้คนร่วมกันทํางาน
3.11 กล้าตัดสินใจ
3.12 มุ่งมั่นพัฒนาองค์กร
4. การบริหารทั่วไป ประกอบด้วย
4.1 เป็นนักวางแผน และกําหนดนโยบายที่ดี
4.2 เป็นผู้ที่ตัดสินใจ และวินิจฉัยสั่งการที่ดี
4.3 มีความรู้ และบริหารโดยใช้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย
4.4 เป็นผู้ที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร
4.5 รู้จักมอบอํานาจ และความรับผิดชอบแก่ผู้ที่เหมาะสม
4.6 มีความคล่องแคล่ว ว่องไว และตื่นตัวอยู่เสมอ
4.7 มีความรับผิดชอบงานสูง ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค
4.8 กํากับ ติดตาม และประเมินผล
วิโรจน์ สารรัตนะ และสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์(2545, หน้า 25) ได้กล่าวถึง แนวคิดของ
Sergiovanni ว่าสถานศึกษาเป็นชุมชนแห่งคุณธรรมหรือองค์การแห่งศีลธรรมจรรยา (School as
moral community) ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีบทบาทหน้าที่พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นไปตามแนวคิด
ดังกล่าว โดยจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในเชิงพัฒนา จะต้องสร้างสถานศึกษาให้เป็นชุมชนที่ประสบ
ผลสําเร็จจะต้องสร้างจิตสํานึกความเป็นชุมชนจะต้องให้ความสําคัญกับมาตรฐานและการประเมินผล
การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์การจูงใจ การสร้างความมีพันธะผูกพัน
และการจัดสภาพแวดล้อมการทํางานของครู และการมุ่งสู่กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง
23
ประกอบ กุลเกลี้ยง และสิทธิพร ลิ้มบริบูรณ์ (2545, หน้า 22-23) ได้กล่าวถึง ผู้บริหาร
สถานศึกษาทั้งของภาครัฐ และเอกชนมีบทบาท หน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. เป็นประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. เป็นกรรมการ และเลขานุการในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ
3. เป็นผู้บังคับบัญชาครู และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. บริหารกิจการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ
ข้อบังคับทางราชการ และของสถานศึกษา รวมทั้งนโยบาย และวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา
หรือของหน่วยงาน
5. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรมรวมทั้งควบคุมดูแล
บุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินของสถานศึกษาหรือหน่วยงานให้เป็นไปตาม
กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ
6. เป็นผู้แทนของสถานศึกษา หรือหน่วยงานในกิจการทั่วไปรวมทั้งการจัดทํานิติกรรม
สัญญาของสถานศึกษาหรือหน่วยงาน ตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือหน่วยงานได้รับ
มอบหมาย
7. จัดทํารายงานกิจการประจําปีเกี่ยวกับกิจกรรมของสถานศึกษาหรือหน่วยงาน
เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา
8. อนุมัติประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบที่
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนด
9. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งงานอื่นที่กระทรวงมอบหมาย
ธีระ รุญเจริญ (2545, หน้า 25) ได้กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของ
ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวทางของการปฏิรูปการศึกษาในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มี 2 ด้านหลักคือ 1) การจัดการศึกษา ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
หลักการ แนวทาง รูปแบบการจัดการศึกษา หลักสูตร และกระบวนการการจัดการเรียนการสอน
และ 2) การบริหารการศึกษา ให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารงานที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย รวมทั้ง บิดา มารดา
ผู้ปกครอง องค์กรของรัฐ และเอกชน ตลอดทั้งชมรม สมาคมในสังคม
Marler(1973,p.194-A)กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนว่าผู้บริหารโรงเรียน
ควรมีบทบาทหน้าที่สําคัญ 6 ประการ ดังนี้
1. เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโรงเรียนประสานงานให้การนิเทศและวางโครงการการศึกษา
ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
24
2. มีลักษณะความเป็นผู้นํา ทั้งทางด้านส่วนตัวและวิชาชีพ
3. มีความเป็นกันเองกับนักเรียนและเข้าใจปัญหาของนักเรียน
4. ฝึกให้นักเรียนมีระเบียบวินัยและใช้ระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
5. วางตัวเป็นกลางต่อการสร้างความสัมพันธ์กับคนทั่วไป
6. มีมนุษย์สัมพันธ์อันดีกับครูและช่วยเหลือครู
Gorton (1983, p. 71) ได้กําหนดบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาไว้6 ประการ ดังนี้
1. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้จัดการ ได้แก่ การคาดหวังว่าผู้บริหารสถานศึกษา
จะต้องเป็นผู้จัดหาจัดทําเค้าโครงการบริหาร โดยกําหนดหน้าที่ตําแหน่งงานต่าง ๆ ประสานงาน
ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์และที่มิใช่มนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุผลอย่างมี
ประสิทธิภาพ
2. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นําทางการศึกษา
3. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้มีวินัยและรักษาวินัย บทบาทของครูใหญ่ ในเรื่อง
ระเบียบวินัย นับว่าเป็นบทบาทที่สําคัญที่สุดของผู้บริหารสถานศึกษาในสายตาของผู้ปกครอง
และนักเรียน
4. ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อม
ในโรงเรียนได้2 ประการ คือ การสร้างขวัญให้แก่บุคลากรในโรงเรียน และสภาพในโรงเรียน
จะเต็มไปด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างมนุษย์
5. ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารสถานศึกษา
สมัยใหม่ต้องมีลักษณะเป็นผู้นําให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อความจําเป็นในการเปลี่ยนแปลง
แผนงานหรือกําหนดเกี่ยวกับการศึกษาของโรงเรียน เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด
6. ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นคนกลางที่จะขจัดหรือประสานในเรื่องขัดแย้งต่าง ๆ
ผู้บริหารสถานศึกษาต้องกล้าเผชิญปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน
ผู้บริหารจะต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง รักษาความเที่ยงตรง การแสดงบทบาท หน้าที่ของผู้นํา
เป็นการแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้นําซึ่งเป็นที่คาดหวังของผู้ตาม และเป็นที่ต้องการของกลุ่ม
ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายและวัฒนธรรมที่ปฏิบัติอยู่ในสังคมนั้น ๆ
Duke (1987, pp. 43-44) ได้แบ่งงานของผู้บริหารสถานศึกษาออกเป็น 7 ส่วน ดังนี้
1) การบริหารงบประมาณ 2) การควบคุมนโยบาย กฎระเบียบ 3) ให้คําแนะนาในการจัดกิจกรรม
4) ประเมินผลการปฏิบัติงาน 5) บริหารงานวัสดุ 6) เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูล และ 7) การบริหาร
งานบุคคล
25
Kenneth and Jane (2000, p. 103) กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาท
ของกลุ่มและกิจกรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) บทบาทด้านบุคคล ได้แก่ บทบาท
การเป็นหัวหน้าองค์การ และเป็นผู้นําของหมู่คณะ 2) บทบาทในด้านข้อมูลสารสนเทศ ได้แก่
บทบาทในการเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทขององค์การอันประกอบด้วยการรับข้อมูลข่าวสาร
ที่เป็นปัจจุบันและเป็นรูปธรรมมากที่สุด และ 3) บทบาทในการตัดสินใจ ได้แก่ บทบาทในการเป็น
ผู้มีความคิดเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆเป็นผู้จัดการกับปัญหาอุปสรรคต่างๆเป็นผู้ขจัดความขัดแย้ง
ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในองค์การ
สรุปได้ว่า ผู้บริหารมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ความสามัคคีของสมาชิก
ในหน่วยงาน และรับผิดชอบงานทุกอย่างของสถานศึกษา ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ
ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน องค์กร เอกชน
ซึ่งต้องมีเทคนิคการในการบริหาร และเทคนิคการสร้างทีมในการทํางาน สามารถให้สมาชิกใน
หน่วยงานร่วมกันปฏิบัติภารกิจขององค์กรให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เต็มตามความสามารถของ
สมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุด
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ความหมายคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไว้ดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า คุณลักษณะ หมายถึง เครื่องหมายหรือ
สิ่งที่ชี้ให้เห็นความดี หรือลักษณะประจําตัว (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542, หน้า 253)
วีระพงษ์ ศรีจันทร์ (2550,หน้า34)ได้กล่าวว่าคุณลักษณะหมายถึงพฤติกรรมที่บ่งบอก
ความรู้สึกนึกคิด หรือลักษณะประจําตัว ประกอบด้วย 3 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ คุณสมบัติ
ส่วนตัว บุคลิกภาพ และความสามารถ
บุณฑริก บุตราช (2551, หน้า 25) ได้สรุปความหมายของคุณลักษณะไว้ว่า คุณลักษณะ
หมายถึง บุคลิกภาพ โลกทัศน์และทัศนคติ พฤติกรรมที่แสดงออก ที่ส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานและ
ความรับผิดชอบต่อสังคม
เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร (2552, หน้า 22) กล่าวว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
หมายถึง ลักษณะเฉพาะที่ต้องการให้เกิดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ปรารถนา ซึ่งลักษณะนี้ทําให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ อาทิ ความสามารถทางสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด
ทางจิตใจ อารมณ์ คุณธรรมหรือก่อให้เกิดคุณลักษณะด้านความสามารถในเชิงปฏิบัติการ
26
สมจิตร จันทร์เปา (2556, หน้า 22) ได้สรุปความหมายของคุณลักษณะไว้ว่า คุณลักษณะ
หมายถึง ลักษณะส่วนตัวหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาของบุคคลแต่ละบุคคล ที่บ่งบอกถึงลักษณะ
ประจําตัวของบุคคลเหล่านั้นให้ปรากฏแก่ผู้อื่น
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์คือ บุคลิกภาพที่ดีที่ควรปลูกฝัง
ให้เป็นลักษณะประจําตัว เป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงความดีและพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความรู้สึกนึกคิด
ประกอบด้วย คุณสมบัติส่วนตัว บุคลิกภาพ และความสามารถของแต่ละบุคคลที่แสดงออกมา
สามารถทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ที่ดีขึ้นให้เป็นที่ยอมรับแก่บุคคลอื่น ๆ
สุพล วังสินธ์ (2545, หน้า 23-30) ได้สรุปคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สําคัญของผู้บริหาร
สถานศึกษาไว้ว่า 1) มีวิสัยทัศน์กว้างไกล 2) มีบุคลิกภาพประชาธิปไตยใช้หลักเหตุผลใน
การบริหารงาน 3) มีจิตสํานึกในความมุ่งมั่น 4) ใจกว้างเปิดโอกาสให้ครูมีเสรีภาพในการคิด
5) ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ให้เกิดตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา 6) มีศักยภาพ
ในการจัดการระบบบริหารสถานศึกษา โดยการนําระบบคุณธรรมมาใช้ในสถานศึกษา และ
7) สร้างขวัญกําลังใจให้ครู มีกําลังใจที่จะเป็นครูดี ครูเก่ง ครูที่ปรึกษา
ธีระ รุญเจริญ (2545, หน้า 106) ได้สรุปคุณลักษณะผู้บริหารที่พึงประสงค์ไว้ว่า ผู้บริหาร
ที่จะนําไปสู่ความสําเร็จในการบริหารและจัดการศึกษาตามแนวทางที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ประกอบด้วย 1) ลักษณะพื้นฐานธรรมชาติเดิมเป็นทุนหรือผู้นํา
ตามธรรมชาติ ได้แก่ ความถนัดในการเป็นผู้นํา ลักษณะนิสัยในการร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น เช่น
ร่วมทํางานเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์2)การศึกษานักบริหารที่ดีควรได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี
ทางการบริหารการศึกษาเป็นอย่างตํ่า 3) บุคลิกภาพ มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ เช่น นํ้าเสียง อารมณ์
กิริยามารยาท และการแต่งกาย 4) คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5) ความสามารถ/
ทักษะและความชํานาญในการบริหาร และการจัดการศึกษาตามหลักวิชาการและการปฏิบัติ
สามารถนําองค์กรไปสู่เป้าหมายและปรับเปลี่ยนเทคนิคเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง
6) ความรู้ลึก รู้รอบในการบริหารจัดการ การจัดการศึกษา ระเบียบ กฎหมาย บริบททางสังคม
การวิจัย และจิตวิทยาการบริหาร และ 7) การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการบริหารเพื่อเป็น
หลักประกันคุณภาพและมุ่งมั่นปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ
สุรพล พุฒคา (2547, หน้า 8) ได้สรุปคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารว่า
ควรมีลักษณะ ดังนี้
1. ความเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ (Intelligence quotient: IQ) หมายถึง การแสดงออก
ถึงความริเริ่มสร้างสวรรค์ความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิผล ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ชํานาญการ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถในการให้คําปรึกษา การดําเนินการนําร่องให้กับ
ผู้อื่น และความกล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
27
2. ความเป็นผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional quotient: EQ) หมายถึง การแสดงออก
ถึงการยอมรับและฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีสัจจะและความจริงใจต่อผู้อื่น การใช้เหตุและ
ผลในการตัดสินใจ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และความเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง
3. ความเป็นผู้อดทนต่อความยากลําบาก(Adversityquotient:AQ)หมายถึงการแสดงออก
ถึงความมานะบากบั่นและความพยายาม ความสามารถที่ชนะใจผู้อื่น ความมุ่งมั่นในการทํางาน
ให้ประสบผลสําเร็จ ความสามารถในการจูงใจ ความสามารถในการบริหารจัดการและการสร้าง
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ร่วมงาน เป็นต้น
4. ความเป็นผู้มีศีลธรรม(Moralquotient:MQ)หมายถึงการแสดงออกถึงการเป็นผู้ชนะใจ
ตนเองความเป็นผู้มีศีลธรรมการแสดงออกในสิ่งที่ดีงามการให้ความยุติธรรมแก่ผู้อื่นความซื่อสัตย์
สุจริต และการยอมรับนับถือผู้อื่น
คณะกรรมการคุรุสภา(2549,หน้า126-127)อาศัยอํานาจตามความในข้อ6แห่งข้อบังคับ
คุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2547 และอํานาจตามความในข้อ 4 และข้อ 6
แห่งข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 ประกอบกับ
มติคณะกรรมการคุรุสภากําหนดมาตรฐานหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐาน
วิชาชีพไว้ดังนี้
1. ให้มาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นเกณฑ์
สําหรับคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณารับรองหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตาม
มาตรฐานความรู้ส่วนหนึ่งของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา
2. มาตรฐานหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ
ประกอบด้วย
2.1 วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ต้องเป็นการพัฒนาผู้เข้าฝึกอบรมให้มีความรู้ ทักษะ
เจตคติ และสมรรถนะในการประกอบอาชีพตามาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและให้สามารถ
ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการดําเนินการ ได้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ
2.2 โครงสร้างหลักสูตร ต้องเน้นพัฒนาสมรรถนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา
มีสาระสําคัญสามส่วน ดังนี้
2.2.1 การฝึกอบรมภาคทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ได้แก่ การนําความรู้และ
การเรียนรู้ทฤษฎีหรือองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาประยุกต์ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดสมรรถนะสําคัญ
ในการปฏิบัติงาน มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง
28
2.2.2 การฝึกประสบการณ์ ได้แก่ การฝึกปฏิบัติงานหรือการศึกษาดูงานเพิ่มเสริม
ทักษะด้านบริหารสถานศึกษา รวมทั้งการสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีระยะเวลา
ไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง
2.2.3 สมรรถนะ จุดประสงค์ของการฝึกอบรม และสาระความรู้ให้เป็นไปตาม
โครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรม แนบท้ายประกาศนี้
2.3 รูปแบบและวิธีการฝึกอบรม
2.3.1 รูปแบบการฝึกอบรม ให้มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานในสถานศึกษา
และใช้สถานศึกษาเป็นฐานในการฝึกอบรม หรือรูปแบบอื่นได้ที่สามารถก่อให้เกิดสมรรถนะ
ตามที่กําหนด
2.3.2 วิธีการฝึกอบรมให้ใช้วิธีการที่หลากหลายรูปแบบเช่นการศึกษาด้วยตนเอง
การบรรยาย การสนทนากลุ่ม การประชุมแบบมีส่วนร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การแสดง
บทบาทสมมติ การฝึกปฏิบัติระหว่างการฝึกอบรม การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา กรณีศึกษา
การศึกษา ดูงาน การสัมมนา กลุ่มสัมพันธ์
2.4 คุณสมบัติผู้เข้าฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีมาตรฐานความรู้และ
ประสบการณ์วิชาชีพ ดังนี้
2.4.1 มาตรฐานความรู้ มีคุณวุฒิไม่ตํ่ากว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา
หรือเทียบเท่า หรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีความรู้ตามมาตรฐานความรู้ของวิชาชีพ
ผู้บริหารสถานศึกษา
2.4.2 มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตําแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย
หรือหัวหน้างาน หรือตําแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
2.5 การประเมิน
2.5.1 ให้มีการประเมินผลการฝึกอบรม โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์
การประเมินผล ดังนี้
2.5.1.1 มีระยะเวลาการเข้ารับการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและการประยุกต์
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝึกอบรมในแต่ละหมวด
2.5.1.2 ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานครบทุกชิ้นงานตามที่กําหนดใน
หลักสูตร
2.5.1.3 ผ่านการประเมินผลรวมจากชิ้นงานสําคัญที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน
หรือศึกษาดูงานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นงาน
29
2.5.2 ให้มีการประเมินผลโครงการ โดยประเมินผลภาพรวมทั้งโครงการ
เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมหลักสูตร
3. มาตรฐานของหน่วยฝึกอบรม หน่วยฝึกอบรมต้องจัดฝึกอบรม โดยดําเนินการ ดังนี้
3.1 มีหลักสูตรการอบรม รายชื่อและประวัติวิทยากรการอบรม และรายการเอกสาร
และสื่อประกอบการอบรม
3.2 มีวิทยากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
3.3 มีเอกสารและสื่อต่างๆเกี่ยวกับการบริหารงานตามภารกิจของผู้บริหารสถานศึกษา
ให้เข้ารับการอบรมศึกษาก่อนการฝึกอบรม
3.4 มีสาระเนื้อหาครอบคลุมองค์ความรู้ที่กําหนดไว้ในหลักสูตร และมีการจัด
กิจกรรมแบบบูรณาการเนื้อหาทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ
3.5 มีการจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงานหรือศึกษาดูงานด้านการบริหารสถานศึกษา
3.6 มีการประชุมสัมมนาผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลังจากฝึกปฏิบัติงานหรือศึกษาดูงาน
4. การออกวุฒิบัตร ให้สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาและหน่วยฝึกอบรมดําเนินการ
ออกวุฒิบัตรการฝึกอบรมร่วมกันให้แก่ผู้ผ่านการประเมินผลการฝึกอบรม
Stogdill (1974, pp. 74-75) กล่าวว่า คุณลักษณะผู้บริหารที่ดีประกอบด้วย 6 ประการ ดังนี้
1)คุณลักษณะทางกายเป็นผู้แข็งแรงมีร่างกายเป็นสง่า2)พื้นฐานทางสังคมเป็นผู้ที่มีการศึกษา
และมีสมรรถภาพทางสังคมดี 3) สติปัญญาและความสามารถ เป็นผู้มีสติปัญญา และความสามารถ
เฉลียวฉลาด มีการตัดสินใจดี 4) บุคลิกภาพ เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ตื่นตัวอยู่เสมอ ควบคุม
อารมณ์ได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความเชื่อมั่นในตนเอง 5) คุณลักษณะที่สัมพันธ์กับงาน
เป็นผู้มีความตั้งใจในการทํางาน มีความสามารถรับผิดชอบ และมุ่งมั่นที่จะทํางานให้สําเร็จ และ
6) คุณลักษณะทางสังคม เป็นผู้ที่ปรารถนาจะร่วมมือกับคนอื่น มีเกียรติและเป็นที่ยอมรับของ
ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ มีความเฉลียวฉลาดในการสังคม
Yukl (1998, pp. 145-154) ได้จําแนกคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารออกเป็น
3 กลุ่ม ดังนี้ 1) ด้านบุคลิกภาพ เป็นความสัมพันธ์กันระหว่างอารมณ์กับการแสดงออกบุคลิกภาพที่ดี
จะมีผลดีกับการสร้างผลงานในสังคมบุคลิกภาพ 2) ด้านการจูงใจ เป็นการสร้างแรงผลักดันภายใน
ของบุคคลให้ปฏิบัติงานตามที่ต้องการหลักการพื้นฐาน คือ ต้องให้ตรงประเด็น ต้องทําอย่างจริงจัง
และมีความต่อเนื่อง บทบาทขั้นพื้นฐานของการจูงใจก็คือ การอธิบายชี้แจงให้คนอื่นได้รู้จักเลือก
วิธีการทํางานให้ประสบผลสําเร็จ และ 3) ด้านทักษะ องค์ประกอบที่สําคัญของภาวะผู้นํา
อีกประการหนึ่งคือ ทักษะและประสบการณ์จะทําให้งานผู้นําประสบความสําเร็จ และได้รับ
ความนิยมชมชอบจากบุคคลอื่น
30
Hoy and Miskel (2001, pp. 397-399) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะผู้บริหารที่ประสบ
ความสําเร็จ จะต้องมีองค์ประกอบที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. บุคลิกภาพ(Personality)ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเองความบากบั่นและความพยายาม
ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และคุณงามความดี
2. การจูงใจ (Motivation) ได้แก่ งานและความต้องการของบุคคล ความสําเร็จของงาน
ความต้องการในพลังอํานาจ และคุณงามความดี
3. ทักษะ (Skill) ได้แก่ ความสามารถในการปฏิบัติงาน การบริหารบุคลากร การรับรู้
และการบริหารงาน
จากแนวคิดดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้นําควรมีลักษณะทางด้านกาย สังคม
สติปัญญา บุคลิกภาพ คุณลักษณะส่วนตัว คุณลักษณะความเป็นผู้นํา มนุษยธรรม คุณลักษณะ
ด้านคุณธรรม ซึ่งนักวิชาการหรือหน่วยงานทางการศึกษากล่าวถึงคุณลักษณะผู้นําไว้คล้ายกับ
การวิจัยครั้งนี้ ซึ่งมุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามแนวของสํานักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ปัจจุบันสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
เลือกเพียง 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพมีผลสําคัญต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ในสังคม ต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคลในกลุ่มเป็นไปได้ด้วยดี ผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของบุคลิกภาพกันมาโดยเฉพาะผู้บริหาร
จําเป็นต้องมีบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ของบุคคลทั่วไป ได้มีผู้สนใจศึกษาและอธิบายเกี่ยวกับ
บุคลิกภาพไว้มากมาย
ดํารง ประเสริฐกุล (2542, หน้า 66) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะทั้งภายนอก
และคุณลักษณะภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ได้แก่ รูปร่างหน้าตา กริยามารยาท
การแต่งกาย การแสดงออกของอารมณ์ ค่านิยมต่าง ๆ ทําให้บุคคลนั้นมีบุคลิกภาพแตกต่างไปจาก
บุคคลอื่น ๆ จนสามารถแสดงเอกลักษณ์ของตนเองให้ผู้เริ่มสังเกตเห็นได้
เจริญ เจษฎาวัลย์(2543, หน้า79) กล่าวว่าบุคลิกภาพหมายถึง ลักษณะทางสรีระทุกส่วน
ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่รวมถึงการแสดงออกทางกาย วาจา กิริยา ท่าทางสติปัญญา อารมณ์
นิสัยใจคอ ความสามารถ และพฤติกรรมส่วนอื่น ๆ ทุกอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้น ๆ
ซึ่งทําให้แต่ละบุคคลมีพฤติกรรมที่ต่างกัน
รังสรรค์ ประเสริฐศรี (2544, หน้า 35) กล่าวถึง คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพของผู้บริหาร
ว่าหมายถึง ผู้ที่ทําให้องค์การประสบความก้าวหน้า มีบทบาทสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคล จูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและมีอิทธิพลเหนือผู้ใต้บังคับบัญชาและกลุ่ม สามารถนํากลุ่มให้
ปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
31
สุมณฑา สุขเอียด (2546, หน้า 23) ได้สรุปถึงคุณลักษณะด้านบุคลิกภาพที่จําเป็นของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. อากัปกิริยา ท่าทาง ตลอดการแต่งกายดี ปฏิบัติตนเหมาะสมกับกาลเทศะ
2. มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์
3. มีความเข้มแข็ง อดทน
4. มีความสุขุม เยือกเย็น
5. มีความกล้า
6. มีความเป็นคนเปิดเผย
7. มีอารมณ์ดี
8. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
9. มีความสามารถทางด้านภาษา
10. มีความเป็นประชาธิปไตย
สุนทร โคตรบรรเทา (2551, หน้า 25) ได้กล่าวไว้ว่า บุคลิกภาพหรือบุคลิกลักษณะ
มีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับผู้ที่จะเป็นนักปกครองนักบริหารและหัวหน้าหน่วยงาน บุคลิกลักษณะ
ที่จะต้องประกอบดังต่อไปนี้
1. รูปลักษณะร่างกาย บุคคลชั้นหัวหน้างาน นักปกครอง ผู้บริหารจะต้องเลือกบุคคลที่มี
ลักษณะร่างกายสมบูรณ์ มีความสง่าผ่าเผย ไม่เป็นโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ ปราศจากความพิการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง
2. การแต่งกาย การแต่งกายที่เหมาะสมเรียบร้อยเป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพ ทําให้เกิด
บรรยากาศในทางที่ดี การปกครอง การบริหาร นอกจากความสุภาพเรียบร้อยแล้ว การแต่งกาย
ยังต้องคํานึงถึงอายุ เพศ ตําแหน่งหน้าที่ ลักษณะของงานและสถานที่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ
การใช้เครื่องแต่งกาย การแต่งกายของบุคคลชั้นผู้บริหารต้องไม่เป็นเป้าสายตาของผู้พบเห็นและ
ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ไม่ดี
3. กิริยา ท่าทางและวาจา ทั้งสามอย่างนี้มีความสําคัญมาก ในการแสดงออกต่อสังคม
หรือที่ชุมชน ซึ่งจะต้องดูความเหมาะสมว่างานนั้นเป็นอย่างไร และลักษณะของงานต้องการอะไร
เช่น งานแต่งงานหรืองานขึ้นบ้านใหม่ ต้องการความสนุกสนาน การแสดงออกต้องยิ้มแย้มแจ่มใส
ส่วนงานพิธีทางศาสนาต้องการความสงบ ไม่จําเป็นต้องแสดงออกให้มากเกินไป เป็นต้น
Snyder (1987, p. 89) ให้ความหมายของบุคลิกภาพ หมายถึง การรวมลักษณะเฉพาะของ
บุคคลเข้าด้วยกันเช่นลักษณะทางกายและจิตใจตลอดจนความสามารถอุปนิสัยอารมณ์ กริยาท่าทาง
บุคลิกภาพเป็นเครื่องกําหนดพฤติกรรมของบุคคลและเป็นผลต่อความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
และวัฒนธรรมที่เขาอยู่
32
Jerry (1988, p. 4) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง รูปแบบเฉพาะของบุคคลทั้งทางด้าน
ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะจําแนกแต่ละบุคคลออกจากบุคคลอื่น
และบุคลิกภาพจะเป็นสิ่งที่คงทนถาวร
สรุปได้ว่า คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพของผู้บริหาร หมายถึง คุณสมบัติเฉพาะของบุคคล
ซึ่งแสดงออกเป็นพฤติกรรมและเป็นเอกลักษณ์ของตน ทั้งทางด้านรูปร่างหน้าตา ความคิด
ความรู้สึก และพฤติกรรมต่าง ๆ รวมถึงการแต่งกาย กิริยาท่าทางที่เหมาะสม ซึ่งลักษณะดังกล่าว
จะจําแนกแต่ละบุคคลออกจากคนอื่น มีความสําคัญต่อผู้บริหารอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารสถานศึกษา
ที่มีบุคลิกภาพดีนั้นย่อมสร้างศรัทธา ความเชื่อถือ และความนิยมชมชอบแก่ผู้ร่วมงาน
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมที่น่าสนใจสําหรับการศึกษา
ดังนี้
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2540, หน้า 14) ได้กล่าวไว้ว่า คุณธรรมเป็นคุณภาพของ
จิตใจกล่าวคือ คุณสมบัติที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูง ประณีตและประเสริฐ เช่น
เมตตาคือความรักปรารถนาดี เป็นมิตรอยากให้ผู้อื่นมีความสุขกรุณาคือความสงสารอยากช่วยเหลือ
ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์มุทิตา คือ ความพลอยยินดี พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ประสบ
ความสําเร็จให้มีความสุข หรือก้าวหน้าในสิ่งที่ดีงาม อุเบกขา คือการวางตัววางใจเป็นกลาง
เพื่อรักษาธรรม เมื่อผู้อื่นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของเขาตามเหตุและผล
พระเมธีธรรมมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตโต) (2541, หน้า 15) ได้นาเสนอคุณธรรมของ
ผู้บริหารไว้4 ประการ เรียกว่า พละ 4 ประการ ของผู้บริหารว่า พละ 4 หมายถึง ธรรมอันเป็นกําลัง
ธรรมอันเป็นพลัง ทําให้ดําเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ไม่หวั่นวิตกต่อภัยอันตรายใด ๆ ดังนี้
1. ปัญญาพละ(Powerofwisdom)กําลังปัญญาคนที่มีสติปัญญารอบรู้ ย่อมมีความมั่นใจ
ไม่หวั่นวิตกต่อสิ่งใดที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิต เพราะมีปัญญาพาตัวรอดได้เสมอ
2. วิริยพละ (Power of energy or diligence) กําลังความเพียร คนที่มีกําลังใจ กล้าแข็ง
ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค ย่อมไม่หวั่นวิตกต่อปัญหาใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่หวั่นวิตกต่อ
ความเหนื่อยยากลําบาก เพราะมีความเพียรพยายามที่จะฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ไปได้เสมอ
3. อนวัชชพละ (Power of faultlessness, blamelessness or cleanliness) กําลังสุจริต
เป็นกําลังการกระทําที่ไม่มีโทษ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์ เช่น มีความประพฤติ
และหน้าที่การงานสุจริต ไม่มีข้อบกพร่องเสียหาย พูดจริง มีเหตุผล มุ่งดี ไม่รุกรานให้ร้ายใคร
ทําการด้วยเจตนาบริสุทธิ์
33
4. สังคหพละ (Power of sympathy or solidarity) กําลังการสงเคราะห์ คือ การยึดเหนี่ยว
นํ้าใจคนและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ด้วยการสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ 4 ดังนี้
4.1 ทาน (Gift; charity; Benefaction) การให้ การแบ่งปัน สิ่งของต่าง ๆ ที่จําเป็นแก่
การดํารงชีวิต ตลอดจนเผื่อแผ่กันด้วยไมตรี การให้ที่ดีที่สุด คือ ธรรมทาน ได้แก่ แนะนํา สั่งสอน
ให้ความรู้ความเข้าใจ จนเขารู้จักพึ่งตนเองได้
4.2 ปิยวาจา (Kindly or salutary speech) พูดจับใจ ปิยวาจา คือ พูดด้วยนํ้าใจหวังดี
มุ่งให้เป็นประโยชน์และรู้จักพูดให้เป็นผลดี ทําให้เกิดความเชื่อถือ สนิทสนม และเคารพนับถือกัน
การพูดที่เป็นปิยวาจาที่ดีที่สุดคือหมั่นแสดงธรรมคอยช่วยชี้แจงแนะนําหลักความจริงความถูกต้อง
ดีงาม แก่ผู้ที่ต้องการคําแนะนํา
4.3 อัตถจริยา (Friendly aid; Doing good; Life of service) บําเพ็ญประโยชน์ คือ
ช่วยเหลือรับใช้ทํางานสร้างสรรค์ประพฤติการที่เป็นประโยชน์ การบําเพ็ญประโยชน์ที่ดีที่สุด คือ
ช่วยเหลือส่งเสริมคนให้มีความเชื่อถือถูกต้อง (สัทธาสัมปทา) ให้ประพฤติดีงาม (สีลสัมปทา)
ให้มีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และให้มีปัญญา (ปัญญาสัมปทา)
4.4 สมานัตตตา (Equality; Impartiality; Participation) มีตนเสมอ คือ เสมอภาค
ไม่เอาเปรียบ ไม่ถือสูงตํ่า ร่วมสุข ร่วมทุกข์ด้วย ความเสมอภาคที่ดีที่สุด คือ มีธรรมเสมอกัน
มีระดับคุณธรรมทัดเทียมกัน
สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สํานึกในหน้าที่แล้วปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้องและรับผิดชอบ ซึ่งมีอยู่ใน
จิตใจ สามารถแสดงออกได้ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
นอกจากนี้ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน
คือ
1. มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น
2. มีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
3. ไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
4. มีความยุติธรรม มีเหตุผล วางตัวเป็นกลางอย่างสมํ่าเสมอ
5. มีความรัก และห่วงใยเพื่อนร่วมงาน
6. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
7. ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อผู้อื่น
8. มองโลกในแง่ดี
9. ยึดระบบคุณธรรมในการบริหารงาน
34
นอกจากนี้ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารไว้ดังนี้
1. คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพุทธธรรมได้แก่ ธรรมมีอุปการะมากธรรมคุ้มครองโลก
เบญจศีล สัปปุริสธรรม ทศพิธราชธรรม ทิฎธัมมิกัตถประโยชน์ พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4
ฆราวาสธรรม 4 และอิทธิบาท 4
2. คุณธรรมและจริยธรรมพื้นฐานที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ ธรรมพิเศษสําหรับผู้บริหาร
สถานศึกษา ครู อาจารย์จรรยาบรรณครู คุณธรรมและจริยธรรมพื้นฐานของสํานักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพุทธธรรม
ธรรมมีอุปการะมาก คือ ธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงสําหรับทุกคน ได้แก่ สติ คือ
ความระลึกได้สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว
ธรรมคุ้มครองโลก คือ ธรรมที่เป็นโลกบาล 2 อย่าง ได้แก่ หิริ คือ ความละอายแก่ใจ
โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป
เบญจศีลหรือศีล5เป็นจริยธรรมสําหรับมนุษย์ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตน(พระราชวรมุนี
(ประยุทธ์ ปยุตฺโต), 2528, หน้า 5)
1. เว้นจากปาณาติบาต ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น
2. เว้นจากอทินนาทาน ละเว้นการลักขโมย
3. เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ละเว้นการประพฤติผิดในกาม
4. เว้นจากมุสาวาท ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง
5. เว้นจากสุราเมรัย ไม่เสพเครื่องดองของเมา สิ่งเสพติด
สัปปุริสธรรม 7 เป็นธรรมของสัตบุรุษ คือ ธรรมของคนดี 7 ประการ ดังนี้
1. ธัมมัญ�ุตา รู้หลักและรู้จักเหตุ
2. อัตถัญ�ุตา รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล
3. อัตตัญ�ุตา รู้จักตน
4. มัตตัญ�ุตา รู้จักพอดี
5. กาลัญ�ุตา รู้จักกาล
6. ปริสัญ�ุตา รู้จักชุมชน
7. ปุคคลัญ�ุตา รู้จักบุคคล
ทศพิธราชธรรมหลักธรรมสําหรับพระราชานักบริหารนักปกครองบ้านเมืองและผู้มีหน้าที่
ปกครองดูแลผู้อื่น มี 10 ประการ ได้แก่
1. ทาน คือ การให้ทรัพย์สิ่งของ การบํารุงเลี้ยงดู
2. ศีล คือ ความประพฤติตนเรียบร้อย
35
3. บริจาค คือ การเสียสละความสุขสบายของตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
4. อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ซื่อสัตย์จริงใจ
5. มัททวะ คือ ความสุภาพ อ่อนโยน อัธยาศัยดี
6. ตบะ คือ การระงับยับยั้งมิให้กิเลสเข้าครอบงํา
7. อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ
8. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน
9. ขันติ คือ ความอดทน ความยากลําบากตรากตรํา
10. อวิโรธนะ คือ ความไม่ประพฤติผิดในธรรม
ทิฎธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอํานวย
ประโยชน์สุขขั้นต้น ประกอบด้วย
1. อุฏฐานสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
2. อารักขสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยการรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาทรัพย์
3. กัลยาณมิตตตา คือ การคบคนดีเป็นมิตร
4. สมชีวิตา คือ การมีความเป็นอยู่เหมาะสมด้วยความพอดี
พรหมวิหาร 4 เป็นธรรมประจําใจของผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้าคนที่ต้องมีไว้
เป็นหลักประจําใจ มี 4 ประการ คือ
1. เมตตา คือ ความรู้สึกอยากให้ผู้อื่นมีความสุข
2. กรุณา คือ ความรู้สึกสงสารคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา คือ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
4. อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง
สังคหวัตถุ 4 ธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนํ้าใจคน มี 4 ประการ คือ
1. ทาน คือ การให้ เอื้อเฟื้อ เสียสละ แบ่งปัน
2. ปิยวาจา คือ วาจาไพเราะอ่อนหวาน
3. อัตถจริยา คือ การประพฤติ แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ บําเพ็ญสาธารณประโยชน์
4. สมานัตตตา คือ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย
ฆราวาสธรรม 4 ประการ หมายถึง ธรรมสําหรับการครองเรือน หลักการครองชีวิต
ของคฤหัสถ์มี 4 ประการ คือ
1. สัจจะ คือ ความจริง ซื่อสัตย์ต่อกัน
2. ทมะ คือ การฝึกตนในการควบคุมจิตใจ ดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ข้อขัดแย้ง ปรับตัว
ปรับใจเข้าหากัน
36
3. ขันติ คืออดทนมีจิตใจที่เข้มแข็งไม่วู่วามทนต่อความล่วงเกินกันต่อความเหนื่อยยาก
ลําบากตรากตรํา ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน
4. จาคะ คือ เสียสละมีนํ้าใจสามารถเสียสละความสุขความสําราญ ความพอใจส่วนตน
เพื่อคู่ครองได้
อิทธิบาท 4 หรือคุณธรรมที่เป็นสาเหตุให้บรรลุความสําเร็จ 4 ประการ คือ
1. ฉันทะ สร้างสรรค์ความพอใจแก่เรื่องที่จะให้ความสําเร็จ
2. วิริยะ ใช้ความพยายามทําให้สําเร็จไม่เกียจคร้าน
3. จิตตะ มุ่งให้ความสนใจ ฝักใฝ่ จริงใจ กับเรื่องที่จะทํา
4. วิมังสา มุ่งทําด้วยปัญญารอบคอบ
คุณธรรมจริยธรรมสําหรับผู้บริหารสถานศึกษา คือ กัลยาณมิตร 7 ประการ ดังนี้
1. ปิโย คือ น่ารัก เข้าถึงจิตใจของผู้อื่นด้วยความเป็นกันเอง
2. ครุ คือ น่าเคารพ มีความประพฤติ สมควรแก่ฐานะ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้
3. ภาวะนีโย คือ น่าเจริญใจ มีความรู้จริง มีปัญญาน่ายกย่อง ควรเอาเยี่ยงอย่าง
4. วัตตา คือ รู้จักพูดให้ได้เหตุผล ชี้แจง แนะนํา ตักเตือน และเป็นที่ปรึกษาได้
5. วะจะนักขะโม คือ อดทนต่อถ้อยคําล่วงเกิน วิพากษ์วิจารณ์ อารมณ์
6. คัมภีรัญจะ กะถังกัตตา คือ ชี้แจงแถลงเรื่องต่าง ๆ ที่ยุ่งยากลึกซึ้งให้เข้าใจได้
7. โน จัฎฐาเน นิโยชะเย คือ ไม่ชักนําไปในทางที่เสื่อมเสียหรือไม่สมควร
จรรยาบรรณครู คุรุสภาได้กําหนดจรรยาบรรณ 9 ประการ คือ
1. ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือส่งเสริมให้กําลังใจแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝนและทักษะนิสัยที่ถูกต้องดี งามให้แก่ศิษย์
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้ง กาย วาจา ใจ
4. ครูต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจอารมณ์
และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์จากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์
กระทําการใด ๆ อันเป็นการหาประโยชน์แก่ตนโดยมิชอบ
6. ครูย่อมต้องพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อ
การพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการอนุรักษ์พัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
37
วศิน อินทสระ (2541, หน้า 106) กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง อุปนิสัยอันดีงาม ซึ่งสั่งสม
อยู่ในดวงจิต อุปนิสัยอันนี้ได้มาจากความพยายามและความประพฤติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน
ปราณี วิธุรวานิชย์(2542, หน้า 4) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติและ
การปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นความประพฤติที่ดีงาม สมควรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติสืบต่อกันไปและถือว่า
จริยธรรมเป็นหน้าที่โดยตรงของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ
พิภพ วชังเงิน (2545, หน้า 105) ได้กล่าวถึงจริยธรรมของผู้บริหารที่ควรนํามาเป็น
หลักในการปฏิบัติงานเพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบอบอุ่นและสงบสุข ดังนี้
1. รู้จักอุปการะ คือ ทําคุณ ช่วยเหลือ เอื้ออาทร ทําประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่น นึกถึง
ประโยชน์ของบุคคลอื่นเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่คนอื่นเกี่ยวกับหน้าที่การงาน
ในความรับผิดชอบของตน
2. นอบน้อมถ่อมตน สงบเสงี่ยม
3. ละอายใจในการทําบาป ชั่ว ผิด ทุจริตทั้งปวง
4. มีความสะดุ้งกลัวหรือเกรงกลัวในการทําความชั่ว ทุจริตต่าง ๆ ต่อตนเองและผู้อื่น
5. มีสติสัมปชัญญะ รับผิดชอบหน้าที่การงานของตนตลอดเวลา ไม่ละเลย หลงลืม
6. อดทน อดกลั้น ต่ออุปสรรค ต่อความยากลําบาก และต่อปัญหาที่คนอื่นก่อ
7. มีพรหมวิหาร ปรารถนาให้คนอื่นมีสุขพ้นทุกข์ปลื้มปีติยินดีกับความสําเร็จก้าวหน้า
ของบุคคลอื่น
8. ละเว้นอคติต่อผู้ร่วมงานผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีความลําเอียงเพราะความรักความไม่พอใจ
ความเห็นแก่อามิส เขลา ไม่รู้เท่าทัน ความกลัวภัย
9. มีคุณธรรมอันจะทําให้งานสําเร็จโดยทําใจให้พอใจงานนั้นพากเพียรเอาใจฝักใฝ่ในงาน
ไม่ทอดทิ้ง หมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผล
10. หมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อความรอบรู้ ให้เป็นบุคคลทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อบุคคล
ทันต่อปัญหา
11. ไม่ประพฤติตนเบียดเบียนผู้อื่นผู้ร่วมงานมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไป
ไม่เป็นคนมีเล่ห์ หน้าเนื้อใจเสือ วาจาปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ
12. ประพฤติตนดีเป็นตัวอย่าง
13. มีคุณธรรมที่เป็นเครื่องผูกนํ้าใจบุคคลอื่นโดยทั่วไป โดยไม่ถือตัว ไม่ถือยศศักดิ์
ทําตนให้เข้าได้กับผู้ร่วมงานทุก ๆ คน ตามความเหมาะสมกับฐานะ หน้าที่ กาลเทศะ ประพฤติตน
เป็นผู้ทําประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตามควรแก่
กรณีให้ปันสิ่งของแก่บุคคลอื่นที่เห็นสมควรให้ปัน
38
วิรุณ ตั้งเจริญ (2548, หน้า 54-55) กล่าวว่า คุณลักษณะด้านคุณธรรมจริยธรรมของ
ผู้บริหาร หมายถึง การที่ผู้บริหารมีจิตสํานึกจริยธรรม คือ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเปิดเผย โปร่งใส
บริสุทธิ์ยุติธรรม กล้าตัดสินใจเพื่อรักษาความดีงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรมขององค์กรและ
บุคคล บริหารด้วยเหตุผลและความชอบธรรม
ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ (2546, หน้า 62-66) ได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ผู้บริหารในองค์การ
ควรนําไปใช้ในการบริหาร เพื่อก่อให้เกิดความรักใคร่ต่อกัน ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรเห็นคุณค่า
ของคน และสามารถจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยากทํางานให้บรรลุเป้าหมายโดยใช้หลักธรรม
ในการบริหาร ดังนี้
1. หลักแห่งทศพิธราชธรรม ที่ผู้บังคับบัญชาควรปฏิบัติ ได้แก่
1.1 ทานคือการให้สิ่งของที่ควรให้ให้ในสิ่งที่เขาต้องการเป็นการให้เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชา
ได้รับความเดือดร้อนและการให้ที่ควรกระทําอีก2ประการคือการให้อภัยและการให้ความยุติธรรม
1.2 ศีล คือ การไม่ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจา ใจ
1.3 ปริจาคะ คือ การเสียสละเพื่อส่วนรวม ด้วยการเสียสละ ความสุขส่วนตน
เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม
1.4 อาชวะ คือ ความซื่อตรงต่อตนเอง ต่องาน ต่อบุคคลอื่น และต่อประเทศชาติ
1.5 มัททวะ คือ ความสุภาพอ่อนโยนทั้งกิริยาท่าทางและวาจาต่อคนทั่วไป
1.6 ตปะ คือ การมีธรรมะที่สามารถเอาชนะความชั่วได้เป็นการใช้ความพยายาม
ที่จะไม่ทําความชั่ว ตั้งใจทํางานรู้หน้าที่ไม่เกียจคร้าน
1.7 อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ ไม่มุ่งร้าย แต่มีความรักเมตตา ปรารถนาดีต่อ
ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความบริสุทธิ์ใจและสมํ่าเสมอ
1.8 อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ยาก ไม่กลั่นแกล้งรังแก
ลูกน้อง ไม่ก่อความทุกข์ยากแก่ผู้อื่น มีเมตตาเป็นที่ตั้ง
1.9 ขันติ คือ ความอดทน อดกลั้น ข่มใจ และหักห้ามใจตนเอง มิให้พ่ายแพ้ต่อกิเลส
1.10 อวิโรธนะ คือ อดทนต่อความโลภ โกรธ หลง ด้วยการประพฤติตนเที่ยงตรง
มีความยุติธรรม มีความประพฤติสุจริตทั้งกาย วาจา และใจ
2. หลักเหตุผล คําสอนของพระพุทธเจ้าคือสอนไม่ให้เชื่อคําเล่าลือหรือเชื่อสิ่งใดจาก
การบอกเล่าเป็นการสอนให้รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาเรื่องราวต่างๆอย่างรอบคอบโดยการพิจารณา
ต้นเหตุแห่งทุกข์แล้วหาทางแก้ปัญหาด้วยการใช้หลักอริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์คือ ปัญหา สมุทัย คือ
เหตุแห่งทุกข์นิโรธ คือ การหาหนทางดับทุกข์มรรค คือ ทางแห่งการดับทุกข์หรือปัญหา
39
3. หลักการช่วยเหลือเกื้อกูล ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาควรมีหลักธรรมของ พรหมวิหารสี่ คือ ต้องมีความเมตตากรุณา
ประกอบกับการให้ทาน หรือการให้ความสําเร็จ การให้สิ่งของ การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ตามหลักของทานธรรมของ สังคหวัตถุธรรม และมีทศพิธราชธรรมและจาคะในหลักธรรมของ
ฆราวาส ถ้าผู้บังคับบัญชามีหลักธรรมเหล่านี้จะนําความสุขมาสู่ผู้ร่วมงาน ก่อให้เกิดความรักใคร่
สามัคคีกลมเกลียว อันเป็นหนทางที่จะนําไปสู่การร่วมมือร่วมใจทํางานให้ประสบความสําเร็จ
4. หลักแห่งการมีมธุรสวาจา คือ การมีวาจาสุภาพ ไพเราะอ่อนโยนต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
และนอกจากจะหมายถึงการพูดจาสุภาพแล้วยังหมายถึง การไม่พูดเท็จไม่หลอกลวง ไม่ใช้วาจา
ก้าวร้าวหรือเบียดเบียนผู้อื่น ดังเช่นในหลักธรรมของสังคหวัตถุธรรมที่กล่าวถึงปิยวาจา ดังนั้น
การมีมธุรสวาจาจึงเป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะสามารถจูงใจให้ผู้ร่วมงานมีขวัญหรือกําลังใจใน
การทํางานได้
5. หลักแห่งความอดทน ในการทํางานนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องใช้ความอดทน ข่มใจ
ไม่แสดงกิริยาวาจาวู่วาม หรือแสดงความโกรธเคืองออกมาให้เห็น เพราะนอกจากจะทําให้เสีย
บุคลิกภาพแล้ว ยังทําให้เสียสัมพันธ์ที่มีต่อกันด้วย
6. หลักแห่งการทําความดีไม่ทําชั่ว ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในความดียึดถือ
ศีลห้า มีหิริโอตัปปะ คือมีความละอาย ไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ว่าในกรณีใด ๆ เช่น
ไม่มีอคติ ไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัลของผู้ใต้บังคับบัญชาบางคน เป็นต้น ถ้าผู้บังคับบัญชาตั้งมั่นอยู่ใน
ความดีแล้ว ทุกคนที่อยู่ในองค์การจะมีความสุข ทํางานด้วยความตั้งใจ ทําให้องค์การเจริญก้าวหน้า
7. หลักแห่งความยุติธรรมผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นที่รักและเป็นที่เกรงใจของผู้ใต้บังคับบัญชา
ต้องเป็นผู้มีความยุติธรรมอยู่ในจิตใจไม่มีอคติใดๆทั้ง3ประการคือไม่มีฉันทาคติ (ลําเอียงเพราะรัก)
ไม่มีโทสาคติ (ลําเอียงเพราะโกรธหรือไม่ชอบ) และไม่มีภยาคติ (ลําเอียงเพราะกลัว)
Stumpf (1977, p. 3) อธิบายความหมายของจริยธรรมในเชิงวิชาปรัชญาว่า จริยธรรม
หมายถึง ความประพฤติปฏิบัติเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกกันว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว พึงประสงค์หรือ
ไม่พึงประสงค์มีคุณค่าหรือไร้ค่า นอกจากนี้จริยธรรมยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ หน้าที่
พฤติกรรมที่ยอมรับนับถือต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลอีกด้วย
Kohlberg (1984, pp. 383-432) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ผลจากการคิดไตร่ตรอง
ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่นํามาพิจารณา ส่วนหนึ่งเป็นความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
และอีกส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้รับฟังจากทัศนะของผู้อื่น
ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับของตนเอง
40
สรุปได้ว่า คุณลักษณะของคุณธรรมจริยธรรม หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตน
ที่เป็นอุปนิสัยที่ดีงาม โดยมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งทางกาย วาจาและจิตใจต่อการปฏิบัติงาน
ตามบทบาทหน้าที่ของตนซึ่งเกิดจากการไตร่ตรองและมีจิตสํานึกที่ดีงามอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
และมีคุณค่าควรแก่การนําไปดําเนินชีวิตหรือนําไปเป็นหลักในการดําเนินชีวิตอย่างประเสริฐ
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
ผู้อํานวยการโรงเรียนต้องมีความรู้ในการบริหารสถานศึกษาอย่างเหมาะสมแก่
การปฏิบัติงานในหน้าที่ มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานวิชาการ หลักสูตรและพัฒนา
คุณภาพการเรียนการสอน มีความรู้ความเข้าใจงานบริหารสถานศึกษา กฎหมาย กฎระเบียบ
ข้อบังคับ แบบแผนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ และความสามารถควบคุม
แนะนําให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงานดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีความสามารถใน
การวิเคราะห์แผนและโครงการกระบวนการกลุ่มและการติดต่อสื่อความหมายตลอดถึงความสามารถ
ในการจัดการ มีความรู้ความเข้าใจหลักการบริหารงานบุคคล และสามารถปกครอง บังคับบัญชา
สามารถเสริมสร้างความร่วมมือ ร่วมใจ ภายในสถานศึกษาและระหว่างสถานศึกษากับองค์กรอื่น
ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี มีความรู้ ความเข้าใจบทบาทภาระหน้าที่ของสถานศึกษา นโยบาย
ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา แผนงาน ของกระทรวงเจ้าสังกัด นอกจากนั้นจะต้องมีความสามารถ
ในการตัดสินใจ และการขจัดความขัดแย้งได้ดีมากเป็นพิเศษ มีความรู้ ความเข้าใจ แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม นโยบายรัฐบาล และปัญหาการเมืองของประเทศ
สุเมธ แสงนิ่มนวล (2540 อ้างถึงใน สมพงษ์ นาคเจือ, 2558, หน้า 33-34) กล่าวถึง
ผู้บริหารยุคโลกาภิวัตน์จะต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ
1. คิดกว้าง หมายถึง รู้จักคิดพิจารณา ตัดสินใจวางแผนงาน มอบหมายงาน ประสานงาน
อย่างเป็นระบบ องค์ประกอบของหลักคิดกว้าง ได้แก่
1.1 จงคิดอย่างเป็นเจ้าของ คือ จะบริหารงานใด ๆ ในโรงเรียนก็ตามให้คิดว่า
เราเป็นเจ้าของ ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้แล้วจะทําให้งานประสบผลสําเร็จ
1.2 จงคิดใหญ่อย่างคิดเล็ก นั่นคือ การทํางานเราต้องคิดเกินความคาดหวังเอาไว้
เมื่อผลออกมาจะเท่ากับความคาดหวังพอดี หรืออาจเกินไปเล็กน้อยถือว่าเป็นกําไร
1.3 จงคิดให้กว้างไกลและแปลงไปเป็นแผน นั่นคือ การที่จะทําอะไรต้องมี
การวางแผนไว้ล่วงหน้า จะทําให้เป็นคนมีระบบ มีระเบียบ รู้ว่าจะทําอะไร ที่ไหน อย่างไร กับใคร
เมื่อไร
1.4 จงทําวิกฤตให้เป็นโอกาส ผู้บริหารต้องรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์การทํางาน
จากเหตุการณ์เสียเปรียบให้กลายเป็นได้เปรียบ หรือจากการเสียโอกาสให้เป็นได้โอกาส
41
1.5 จงทําความยากลําบากให้เป็นความสําเร็จ พยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ให้ได้
อย่าท้อถอย
1.6 จงทํางานเกินเงินเดือน นั่นคือ จะต้องทั้งคิดและทําอย่างเต็มที่ ทุ่มเทพลังกาย
พลังใจอย่างที่สุด
1.7 จงลงมือทําเดี๋ยวนี้และทําให้สําเร็จอย่าพูดว่าเดี๋ยวก่อนหรือรอไว้ก่อน
ผัดวันประกันพรุ่ง
2. มองไกล หมายถึง การเป็นผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ คือการมองไกลไปข้างหน้า
คาดหวังล่วงหน้าไว้ซึ่งประกอบด้วย
2.1 ไม่ยึดติดกรอบความเชื่อเก่าๆคือพยายามบริหารตามสถานการณ์ตามสภาพแวดล้อม
2.2 มองไปข้างหน้า คือ ต้องคิดเสมอว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้น
2.3 หมั่นคิดพัฒนาปรับปรุง อย่าหยุดนิ่ง
2.4 ผลักดันตัวเองเข้าไปในสภาพแวดล้อม เอื้ออํานวย คิดใหญ่ มองไกล นั่นคือ
เราต้องพยายามนําตัวเองไปอยู่ในหมู่ผู้รู้
2.5 หาคู่คิดมิตรแท้ช่วยกันคิด ช่วยกันทํา รวมพลัง ยิ่งทํามากยิ่งเห็นจุดดี จุดเสีย
แล้วจะเกิดความก้าวหน้าไม่รู้ตัว
3. ใฝ่สูง หมายถึง ผู้บริหารต้องมีพลังแห่งความอยาก หมายความว่า อยากเป็น อยากได้
อยากไป อยากพัฒนา โดยเฉพาะยกระดับความรู้ของตนเอง ซึ่งถ้าไม่คิดแล้ว ความเฉื่อยชา
ไม่กระตือรือร้น คิดริเริ่มไม่เป็นก็จะมาเยือน ทําให้กลายเป็นผู้บริหารแบบยุคเก่า ๆ ไป
4. มุ่งความสําเร็จ หมายถึง การตั้งเป้าหมายแห่งความสําเร็จไว้ก่อน มีการวางแผน
ดําเนินการตามแผน ลงมือทําและทําให้สําเร็จ
ชาญชัย อาจินสมาจาร (2541, หน้า 76) กล่าวว่า ความสามารถ หมายถึง ทักษะและ
สมรรถนะจริง ๆ ที่เอกัตบุคคลมีอยู่และมีความจําเป็นต่อการทํางานให้ได้ประสิทธิผลองค์การ
จะต้องประกันว่าเอกัตบุคคลมีความสามารถที่จําเป็นต่อการทํางาน สิ่งดังกล่าวจะเป็นไปได้
ก็โดยการคัดเลือกบุคคลอย่างระมัดระวัง หรือการคัดเลือกและการฝึกอบรมบุคคลพร้อมกันไป
ความสามารถของบุคคลต่อการทํากิจกรรมใด ๆ มีองค์ประกอบอยู่ 2 องค์ประกอบ คือ
1. ความถนัดของบุคคลในการทํากิจกรรมนั้น
2. โอกาสในการเรียนรู้เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของเขา
ความถนัด หมายถึง สมรรถนะขั้นต้นที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล เพื่อการทํากิจกรรมอย่างมี
ประสิทธิผล ยกตัวอย่างเช่น บุคคลจะมีความแตกต่างกันในด้านกีฬา ดนตรี และคณิตศาสตร์
บุคคลที่มีความถนัดทางด้านกีฬาจะสามารถในการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว คนที่มี
42
ความสามารถทางคณิตศาสตร์ตํ่า จะไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้ดีไม่ว่าเขาจะพยายาม
อย่างหนักสักเพียงใดก็ตาม
ในขณะเดียวกัน ความถนัดของบุคคลจะไม่เป็นความสามรถที่เป็นจริงก็ได้จนกว่า
เขาจะมีโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความถนัดนั้น จากภาพความถนัดและโอกาสการพัฒนา
ความสามารถซึ่งเป็นผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา
โอกาสพัฒนา
การฝึกอบรม
ประสบการณ์
การเรียนรู้
ภาพที่ 2 ผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา
นิพนธ์ กินาวงศ์(2543, หน้า 73) กล่าวว่า การนําทักษะไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่า
จะใช้ทักษะใดมากทักษะใดน้อยตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตามคุณลักษณะของผู้บริหาร
ยุคใหม่จะต้องเป็นนักบริหารมืออาชีพ เสียสละ ทั้งนี้เพราะสังคมในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ดังนั้นผู้บริหารจะต้องพยายามเรียนรู้หลักการ แนวคิดทฤษฎีทางการบริหารและฝึกฝนให้เกิด
ความชํานาญจนมีทักษะทั้ง 3 ด้าน ที่กล่าวมา แต่เพียงเท่านี้คงยังไม่พอ ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติ
เพิ่มขึ้นไปอีก ได้แก่
1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อดทน หนักเอาเบาสู้ รู้สิ่งใดควรไม่ควร
2. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ สามารถเลือกใช้และมอบหมายงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
ได้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน
3. ปฏิบัติงานโดยยึดระเบียบข้อบังคับมากว่าการปฏิบัติตามความเคยชิน หรือประเพณี
ที่เคยทํา
4. ใช้กระบวนการกลุ่มในการทํางาน ติดตามกํากับ ตรวจสอบการทํางานของตนเอง
และผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่องสมํ่าเสมอ
5. ใส่ใจความรู้สึก ความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา คอยรับฟังปัญหา ให้คําแนะนํา
หาทางช่วยเหลืออย่างเต็มกําลังความสามารถ
ความถนัด
ความสามารถ
43
6. สามารถเป็นประธานและดําเนินการประชุมครูได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ บรรลุ
จุดประสงค์อีกทั้งควบคุมการประชุมที่มีความขัดแย้งได้ดี
7. ให้คําแนะนํา กําลังใจ เป็นที่ปรึกษาเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดี
8. เข้าใจสภาพแวดล้อม บริบทของหน่วยงาน สามารถดํารงตนและฐานะของครอบครัว
รู้จักดําเนินชีวิตตามแนวทางที่ถูกต้องตามคุณธรรมของศาสนา
9. มีวิสัยทัศน์ มองเห็นภาพแห่งอนาคตของหน่วยงานชัดเจน เห็นแนวทางการพัฒนา
บนพื้นฐานความเป็นจริง
10. สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนในหน่วยงาน หรือนอกหน่วยงาน
และยุตติข้อพิพาทได้
11. สามารถเป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือตัวแทนที่ดีของหน่วยงานมีทั้งภูมิรู้ ภูมิธรรม
และภูมิฐาน
12. มีเวลาให้กับหน่วยงานไม่ออกนอกโรงเรียน หรือใช้เวลาราชการทําประโยชน์
ส่วนตัว เข้าร่วมกิจกรรมหรืองานของชุมชนอยู่เสมอ
13. จัดลําดับความสําคัญของงานหรือภารกิจในหน่วยงานได้ถูกต้องเหมาะสม อีกทั้ง
ปฏิบัติงานตามแผนและใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงาน
จากการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับด้านความรู้ ความสามารถ สรุปได้ว่า
ผู้บริหารโรงเรียนจําเป็นจะต้องมีความรอบรู้โดยเฉพาะด้านวิชาการ มีความสามารถในการใช้
ความรู้และเครื่องมือทางการบริหาร ความสามารถในการจูงใจคน ความสามารถในการตัดสินใจ
การทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การวางนโยบายและการแผนงาน
มีความสามารถในการบูรณาการสิ่งต่าง ๆ เพื่อนําไปใช้กับการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ
และเป็นนักบริหารมืออาชีพ มีความเสียสละ ทันยุคทันเหตุการณ์ มีความสามารถในการพัฒนา
ตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ มีภาวะผู้นําสามารถ
บริหารจัดการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ด้วยการใช้ทักษะหลายด้าน
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
วิจิตร อาวะกุล (2542, หน้า 26) กล่าวถึง มนุษยสัมพันธ์ ว่าหมายถึง ความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกันระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับกลุ่มบุคคล
หรือสังคม รวมไปถึงการทํางานอย่างมีความสัมพันธ์เกิดประสิทธิภาพด้วย
ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์ (2543, หน้า 191) กล่าวว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรม
ที่ผู้บริหารแสดงออกในรูปของการสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจและเกิด
44
ความร่วมมือร่วมใจในการทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความพอใจและสบายใจในการทํางาน
ร่วมกัน
อํานวย แสงสว่าง (2544, หน้า 101) กล่าวถึง องค์ประกอบของคุณลักษณะด้าน
มนุษยสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ประการ ดังนี้
1. การเข้าใจตนเอง เป็นลักษณะการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงว่าตนเองเป็นใคร มีความรู้
ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์แค่ไหนระดับใดมีจุดแข็งคือความเก่งและจุดอ่อนคือความไม่เก่ง
ในด้านใดบ้างเรื่องใดบ้าง การเข้าใจตนเองทําให้บุคคลเกิดการรู้สึกยอมรับในคุณค่าแห่งตน
นับถือตนเองและรู้จักเข้าใจสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง สิ่งที่สําคัญใน
การเข้าใจตนเองจะช่วยให้เรารู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นได้ดีมาก
2. การเข้าใจบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของคน ความแตกต่างระหว่างบุคคล
ความต้องการของบุคคล แรงจูงใจของบุคคล สภาพสิ่งแวดล้อมทําให้เกิดประโยชน์ ในการนําไปใช้
ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้นานัปการ เมื่อเราต้องการไปติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลใดเราต้องทราบ
ก่อนว่าบุคคลนั้นชื่อใดเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ทางด้านใด อยู่ใน
ระดับใด ชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด โปรดปรานในสิ่งใดเป็นพิเศษ มีคุณลักษณะที่เด่นทางด้านใดบ้าง
เมื่อเรานําเอาบุคคลอื่นที่เราต้องการติดต่อสัมพันธ์มาพิจารณาดูว่า เรามีความเข้าใจในตัวเขาอย่างไร
เรายอมรับในตัวเขาได้แค่ไหนเพื่อจัดระดับคุณค่าและความสําคัญของบุคคลที่เราจะต้องมีการติดต่อ
สัมพันธ์ รวมทั้งการที่เรารู้จักปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่นได้ในการติดต่อสัมพันธ์กัน
3. การเข้าใจสิ่งแวดล้อม เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราและ
บุคคลอื่นซึ่งมีอิทธิพลต่อการดําเนินชีวิตประจําวัน และมีส่วนสัมพันธ์กับมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่
สภาพการณ์เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ล้วนแต่มีอิทธิพลมาจาก
สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันที่เป็นองค์การ สถาบันการศึกษา หน่วยงาน
บริษัท ห้างร้าน โรงงาน รัฐบาล ศาสนา องค์การระหว่างประเทศ ความรู้จากการเข้าใจสิ่งแวดล้อม
สามารถนํามาปรับใช้กับตัวเราในการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ดีมากขึ้น
จันทรานี สงวนนาม (2552, หน้า 219) กล่าวว่า มนุษยสัมพันธ์ในส่วนของผู้บังคับบัญชา
ควรปฏิบัติตนต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน มี 11 ประการ ดังนี้
1. มีความยุติธรรมวางตัวเป็นกลาง
2. มีความจริงใจและเปิดเผย
3. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้น้อย มีนํ้าใจเป็นประชาธิปไตย
4. พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
5. แม่นยําในระเบียบ กฎเกณฑ์สามารถให้คําแนะนําลูกน้องได้
45
6. ปรับปรุงบุคลิกภาพให้เป็นที่น่าเคารพนับถือและประทับใจแก่ผู้รู้จักและผู้ที่มี
ปฏิสัมพันธ์ด้วย
7. มีจิตใจหนักแน่น ไม่หูเบา รู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม
ออกจากกัน
8. ติดตามและให้คําแนะนําในการทํางานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามสมควร
9. ไม่แสดงอารมณ์และติเตียนผู้ใต้บังคับบัญชาต่อหน้าบุคคลอื่น
10. ไม่คอยจับผิดผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทับถมเมื่อเห็นว่าทําผิดและรู้จักให้อภัย
11. รู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา และยกย่องชมเชยตามสมควรในสภาวะที่เหมาะสม
อนันท์ งามสะอาด (2547, หน้า 1-2) กล่าวถึง คุณลักษณะด้านมนุษยสัมพันธ์ใน
การทํางานไว้ดังนี้
1. หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น
2. เต็มใจทํางานร่วมกับผู้อื่น
3. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
4. มีความเสียสละ
5. เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่น
6. เต็มใจเข้าร่วมกิจกรรมกับคนอื่น
7. เสนอตัวช่วยเหลือการทํางาน
8. ให้คําแนะนําช่วยเหลือ
9. คบหาคนอื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
10. แสดงนํ้าใจกับเพื่อนร่วมงาน
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคุณลักษณะของบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีไว้ดังนี้
1. มีท่าทางที่ดี (Handsome)
2. มีบุคลิกภาพดี (Personality)
3. มีความเป็นเพื่อน (Friendliness)
4. มีความอ่อนน้อม (Modesty)
5. มีนํ้าใจช่วยเหลือ (Helpful)
6. ให้ความร่วมมือ (Cooperation)
7. มีความกรุณา (Kindness)
8. สร้างประโยชน์ (Contribution)
9. การสร้างสรรค์(Constructive)
46
10. มีอารมณ์ดี (Good emotion)
11. มีความกระตือรือร้น (Enthusiasm)
12. มีความรับผิดชอบ (Responsibility)
13. มีความอดทน (Patient)
14. มีความขยัน (Diligent)
15. มีความพยายาม (Attempt)
16. มีปฏิภาณ (Intelligence)
ศิริพงษ์ ศรีชัยรมย์รัตน์ (2549, หน้า 52-55) กล่าวถึงองค์ประกอบของคุณลักษณะด้าน
มนุษยสัมพันธ์ว่า การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต้องมีเคล็ดลับ 12 ประการ ในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
ดังนี้
1. การบริหารที่ดีต้องเริ่มที่มนุษยสัมพันธ์
2. แก้ปัญหาคนได้คือยอดนักบริหาร
3. เป็นหัวหน้าคนต้องอดทนและหนักแน่น
4. อย่าปฏิเสธหรือช่วยเหลือโดยไม่ให้เหตุผล
5. การลงโทษทางวินัยมิใช่เครื่องมือปรับปรุงงานเสมอไป
6. คําชมแม้คําเดียว ดีกว่าไม่ได้ชมเสียเลย
7. หยุดนับหนึ่งถึงร้อย
8. อย่าสัญญาในสิ่งที่ท่านทําไม่ได้เป็นอันขาด
9. อย่าซื้อแต่ตัวให้ซื้อหัวใจด้วย
10. อย่าลืมพัฒนาคน
11. อย่าให้ความสําคัญกับลูกน้องบางคนจนเกินงาน
12. งานนี้ไม่มีใครทําแทนท่านได้
รัตติกรณ์ จงวิศาล (2550, หน้า 29) กล่าวว่า คุณลักษณะด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหาร
ที่ดีจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหาร ดังนี้
1. ทําให้เกิดความเข้าใจ รักใคร่ นับถือ และศรัทธาซึ่งกันและกันในหมู่คณะ
2. ทําให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
3. ทําให้เกิดบรรยากาศ แห่งความเป็นมิตร เป็นกันเอง และมีความอบอุ่นในการทํางาน
4. ทําให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันทํางานอย่างเต็มศักยภาพ
5. ทําให้ทุกคนมีความสุขในการทํางานและทํางานเป็นทีม
6. ทําให้ทุกคนเกิดการเรียนรู้ การพัฒนา และมุ่งมั่นในการทํางาน
47
7. ทําให้ลดความขัดแย้งในองค์การ
8. ทําให้เกิดพลังกลุ่มผู้ทํางานด้วยกัน
สรุปได้ว่า คุณลักษณะของมนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงปฏิบัติตน
ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้เข้าใจและเกิดความร่วมมือ
ร่วมใจในการทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายของสถานศึกษา มีความพอใจและสบายใจ
ในการทํางานร่วมกัน พูดจาสุภาพไพเราะกับทุกคน จิตใจหนักแน่นไม่หูเบา มีนํ้าใจและช่วยเหลือ
ผู้อื่น เป็นกันเองกับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ใส่ใจในเรื่องหน้าที่การทํางานของ
เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้สร้างความสามัคคีให้เกิดในหน่วยงาน มีการจูงใจ
ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถทํางานได้เต็มศักยภาพ มีความอดทนต่อกริยาท่าทางและการกระทํา
ที่ไม่เหมาะสมของผู้อื่น ให้ความสําคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่าเทียมกัน และยกย่องให้เกียรติ
เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา
5. ด้านความเป็นผู้นํา
ในสถาบันทุกสถาบันตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงประเทศย่อมต้องมีผู้นําด้วยกัน
ทั้งสิ้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคําว่าผู้นําไว้เช่น
อานันท์ ปันยารชุน (2540, หน้า 37) กล่าวว่า ผู้นําคือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม
พรนพ พุกกะพันธุ์ (2544, หน้า 17) ให้นิยามผู้นําไว้ว่า ผู้นําคือผู้ที่สามารถดําเนินงาน
ให้สําเร็จด้วยความร่วมมือจากผู้อื่น
Halpin (1966, pp. 25-30) ได้ให้ความหมายว่า ผู้นํา คือ บุคคลที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ในห้าประการต่อไปนี้
1. บุคคลที่มีบทบาทหรืออิทธิพลต่อคนในหน่วยงานมากกว่าผู้อื่น
2. บุคคลที่มีบทบาทเหนือคนอื่น ๆ
3. บุคคลที่มีบทบาทสําคัญที่สุดที่ทําให้หน่วยงานดําเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
4. บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้อื่นให้เป็นผู้นํา
5. บุคคลที่ดํารงตําแหน่งผู้นําในหน่วยงานหรือหัวหน้างานจากที่กล่าวมาแล้ว
จึงสรุปได้ว่าผู้นําหมายถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มซึ่งอาจได้มาโดยการเลือกตั้ง
แต่งตั้ง และได้รับการยอมรับจากกลุ่ม สามารถกระตุ้น ชักจูงหรือชี้นําให้สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกัน
ปฏิบัติงานให้สําเร็จตามที่กําหนดเป้าหมายไว้ด้วยความเต็มใจได้
ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นํา ทฤษฎีกับการปฏิบัติจะมีความเกี่ยวข้องกันมากบ้างน้อยบ้าง
ตามสถานการณ์ที่เป็นศาสตร์หรือศิลป์ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาทฤษฎีย่อมเป็นประโยชน์ต่อ
การนําไปเป็นแนวคิดในการบริหาร สําหรับทฤษฎีเกี่ยวภาวะผู้นําที่น่าสนใจ มีดังนี้
48
ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงลักษณะ (Trait theories)
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2552, หน้า172) ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงลักษณะ คือ ทฤษฎีที่เน้น
การหาคุณลักษณะทั่วไปของผู้นํา เพื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่ไม่ใช่ผู้นํา ในการศึกษาภาวะผู้นํา
ระยะแรกๆนักวิชาการให้ความสําคัญกับคุณลักษณะส่วนตัว(Personaltraits)ของผู้นําโดยพยายาม
แยกแยะว่าคุณลักษณะใดบ้างที่ดํารงอยู่ในตัวผู้นํา ตัวอย่างคุณลักษณะที่มีการระบุกันมากกว่า
เป็นตัวชี้วัดความเป็นผู้นําคือความเฉลียวฉลาด(Intelligence)ความซื่อสัตย์(Honesty)และความเชื่อมั่น
ในตนเอง(Self-confidence)อย่างไรก็ตามยังมีการพบว่าคุณลักษณะดังกล่าวมีความสําคัญแตกต่างกัน
ไปตามสถานการณ์ เช่น ริเริ่มสร้างสรรค์มีส่วนให้ผู้นําประสบความสําเร็จในสถานการณ์หนึ่ง
แต่อาจไม่เกี่ยวข้องกับความสําเร็จของผู้นําที่อยู่ในสถานการณ์ซึ่งแตกต่างออกไป โดยศึกษาทฤษฎี
คุณลักษณะได้ดังนี้
ประทีป บินชัย(2546,หน้า11)ศึกษาเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําตามแนวภาวะผู้นํา
พิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่าทฤษฎีที่เชื่อว่าคนบางคน
เกิดมาเพื่อการเป็นผู้นํา โดยเฉพาะผู้นําที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ดูเหมือนว่าพวกเขาแตกต่างจากคนธรรมดา
ในหลายด้าน จนทําให้เขาสามารถระบุคุณลักษณะของผู้นําที่ดีว่าขึ้นอยู่กับคุณลักษณะ 6 ประการ
คือ
1. คุณลักษณะทางร่างกาย
2. คุณลักษณะภูมิหลังทางสังคม
3. คุณลักษณะทางสติปัญญา และความสามารถ
4. คุณลักษณะบุคลิกภาพ
5. คุณลักษณะที่เกี่ยวกับงาน
6. คุณลักษณะทางสังคม
ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงจัดการ (Transactional leadership theory)
Bass (1990, p. 11) ได้กล่าวถึงภาวะผู้นําเชิงการจัดการไว้ว่า ผู้นําเชิงการจัดการมีลักษณะ
ดังนี้ คือ
1. ผู้นําเชิงจัดการ จะยอมรับวัฒนะธรรมดั้งเดิมขององค์การ ซึ่งประกอบด้วย ค่านิยม
ปรัชญา ความเชื่อ อุดมการณ์ ฯลฯ ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ยึดการทํางานในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ทํางานให้เสร็จทันตามกําหนดเวลา ทํางานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่เสี่ยง
2. การสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัลอย่างมีเงื่อนไข โดยผู้นําจะสั่งงาน
และบอกอย่างชัดเจนว่า ถ้าผู้ตามทํางานสําเร็จแล้วได้อะไรเป็นรางวัล
49
Bass (1990, pp. 210-212) ได้สิเคราะห์องค์ประกอบของผู้นําเชิงจัดการ พบว่า
มี 2 องค์ประกอบ คือ
1. การให้รางวัลตามสถานการณ์ หมายถึง การที่ผู้นําและผู้ตามตกลงกันว่า ถ้าผู้ตาม
ทํางานประสบผลสําเร็จจะได้รางวัลอะไรตอบแทนซึ่งการให้รางวัลมีหลายแบบเช่นการขึ้นเงินเดือน
การให้โบนัส การเลื่อนตําแหน่ง หรือการประกาศยกย่องชมเชยเป็นการเสริมแรงทางบวก
2. การจัดการโดยยึดกฎระเบียบ หมายถึง การที่ผู้นําทําโทษผู้ตามเมื่อผู้ตามทํางาน
ไม่ประสบผลสําเร็จ ซึ่งการทําโทษมีหลายแบบ เช่น ให้คําแนะนํา ตักเตือน ตําหนิ ลดขั้นเงินเดือน
ให้พักงาน หรือไล่ออก เป็นการเสริมแรงทางลบ
ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงปฏิรูป (Transformational leadership theory)
Bass (1990, p. 14) ได้กล่าวถึง ภาวะผู้นําเชิงปฏิรูปไว้ว่า ผู้นําเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้ตาม
มีความต้องการ และมีความพึงพอใจมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่โดยใช้ลําดับขั้นความต้องการของ
Maslow ในการกระตุ้นให้ผู้ตามเกิดความต้องการที่สูงขึ้น ด้วยวิธีการ ดังนี้
1. ทําให้ผู้ตามตระหนักถึงความต้องการ มีความสํานึกในความสําคัญ และคุณค่าของ
จุดมุ่งหมาย และวิธีการที่จะทําให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
2. ทําให้ผู้ตามคํานึงถึงผลประโยชน์ขององค์การมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
3. ทําให้ผู้ตามมีความต้องการที่สูงขึ้นตามลําดับขั้นความต้องการของ Maslow
นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบของภาวะผู้นําเชิงปฏิรูป พบว่า มีองค์ประกอบ
3 องค์ประกอบ คือ
1. การสร้างบารมี คือ คุณลักษณะพิเศษในตัวผู้นําที่มีอํานาจพิเศษทําให้ผู้ตาม
เกิดความพึงพอใจ ศรัทธา เชื่อถือ จงรักภักดี ยอมทําตามโดยดี
2. การกระตุ้นปัญญา คือ การที่ผู้นําใช้ความรู้ความสามารถของตน กระตุ้นให้ผู้ตาม
เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ความคิด จินตนาการ ความเชื่อ และค่านิยม ผู้นําเชิงปฏิรูปจะทําให้
ผู้ตามเกิดความคิดอย่างรอบคอบ เกิดความเข้าใจ มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา
3. คํานึงถึงความเป็นเอกัตตะบุคคล คือ การที่ผู้นํามอบหมายงานให้กับผู้ตาม
ตามความสามารถของแต่ละคน ใช้การบริหารงานโดยมีส่วนร่วม คอยแนะนํา ส่งเสริม ช่วยเหลือ
ให้ผู้ตามมีการพัฒนาตนเอง
Likert (1967, pp. 126-127) สามารถอธิบายความเป็นผู้นําได้ว่า
ระบบที่ 1 พฤติกรรมผู้นําเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (Exploitative autocratic) ระบบนี้ผู้นํา
จะเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่างว่าต้องทําอะไร ใครต้องทํา ต้องทําอย่างไร ทําที่ไหน และจะต้องให้เสร็จ
เมื่อไรถ้างานไม่เสร็จจะต้องมีการลงโทษผู้นําไว้ใจผู้ตามน้อยระดับความไว้วางใจและความเชื่อมั่น
ระหว่างผู้นําและผู้ตามจะมีตํ่า
50
ระบบที่ 2 พฤติกรรมผู้นําแบบเผด็จการอย่างมีเมตตา (Benevolent autocratic) ระบบนี้
ผู้นํายังเป็นคนตัดสินใจอยู่ แต่ให้ผู้ตามมีอิสระบ้าง ผู้นําแบบนี้จะมีเจตคติแบบพ่อปกครองลูก
ตราบใดที่ผู้ตามยังปฏิบัติงานตามระเบียบอยู่ ผู้นําจะดูแลผู้ตามเป็นอย่างดี ระดับความไว้วางใจ
และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นําและผู้ตามยังคงตํ่าอยู่
ระบบที่ 3 พฤติกรรมผู้นําแบบปรึกษาหารือ (Consultative) ระบบนี้ผู้นําจะปรึกษาหารือ
กับผู้ตามก่อนที่จะกําหนดเป้าหมายหรือการตัดสินใจ ผู้ตามมีอิสระมากขึ้นอีก ผู้นําระบบนี้ต้องการ
ความคิดเห็นของผู้ตามก่อนตัดสินใจ ผู้นําจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ทํางานดี มากกว่าการลงโทษเมื่อทํางาน
ผิดพลาด เป็นแรงจูงใจให้ ผู้ตาม บรรยากาศเป็นกันเอง ระดับความไว้วางใจ และความสัมพันธ์
ระหว่างผู้นํากับผู้ตามมีสูง
ระบบที่ 4 พฤติกรรมผู้นําแบบมีส่วนร่วม (Participative) ระบบนี้ผู้นําเน้นให้ผู้ตาม
มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการกําหนดเป้าหมาย และการตัดสินใจ ผู้ตามเป็นอิสระ ถกเถียงกับผู้นําได้
ผู้นําแสดงความสนับสนุนแทนการข่มขู่ ทุกส่วนของผู้ตามมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั่วทั้ง
องค์กร
คุณสมบัติของผู้นําทางการศึกษา
ผู้นําทางการศึกษา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารการศึกษา เป็นผู้ที่มีความสําคัญมาก
นอกจากจะเป็นผู้กําหนดนโยบายแล้วยังต้องบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การดําเนินงาน
ดังนั้น จึงต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่ดี ดังที่นักวิชาการได้เสนอความเห็นไว้ดังนี้
ชาญชัย อาจิณสมาจาร (2541, หน้า 97) กล่าวว่าผู้บริหารที่จะประสบความสําเร็จ ต้องมี
คุณสมบัติดังนี้ คือ คุณสมบัติทางกาย คุณสมบัติทางปัญญา คุณสมบัติทางอารมณ์ คุณสมบัติ
ส่วนบุคคล คุณสมบัติทางสังคม คุณสมบัติทางศีลธรรม ลักษณะสําคัญของผู้นํา เป็นคุณลักษณะที่มี
คุณค่า มีความสําคัญต่อผู้นําในการปฏิบัติหน้าที่ ทําให้ลูกน้องหรือพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา
เกิดศรัทธา มีความเชื่อมั่นเกิดความยอมรับและเชื่อฟัง ก่อให้เกิดความร่วมมือ นําไปสู่เป้าหมาย
ตามภารกิจให้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี การที่บุคคลจะสร้างคุณลักษณะของตนให้เป็นผู้นําที่สมบูรณ์
ต้องคํานึงถึงคุณลักษณะความเป็นผู้นําว่าจะสร้างอะไรให้มีขึ้น อะไรที่ต้องเสริม ต้องเพิ่มเติม
ในสิ่งที่ขาดไป ซึ่งมีอยู่ 17 ลักษณะ ดังนี้
1. มีความพร้อมทั้งร่างกายจิตใจ และสมอง
2. มีเชาว์นและวิจารณญาณในการวิเคราะห์
3. มีคุณธรรมและจริยธรรม
4. มีความรับผิดชอบ
5. มีจินตนาการ
51
6. มีอารมณ์มั่นคง
7. มีอารมณ์ขันเสมอ
8. มีวิสัยทัศน์
9. มีความชํานาญพิเศษ
10. มีอํานาจในตัวเอง
11. มีความรอบรู้ทั้งกว้างไกลและลุ่มลึก
12. แสวงหาศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ดีอยู่เสมอ
13. มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ยุติธรรม
14. รู้จักที่ตํ่าที่สูง
15. พฤติกรรมท่าที
16. มีความเด็ดขาด
17. มีแรงจูงใจและความปรารถนา
คุณลักษณะของผู้นําที่พึงประสงค์
การเป็นผู้นํานั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การเป็นผู้นําที่ดีต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ความหมายของผู้นํา ภาวะผู้นํา และองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นํา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่
เสริมสร้างภาวะผู้นําให้มีคุณลักษณะที่ดีขึ้น และได้มีผู้ทรงคุณวุฒิให้แนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่ดี
ของผู้นําไว้ดังนี้
สุริยะ วิริยะสวัสดิ์ (2540, หน้า 75) ให้ทัศนะว่า ผู้บริหารในอนาคตควรมีลักษณะ ดังนี้
1. กําหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ยืดหยุ่นแก้ไขได้เมื่อมีสภาการเปลี่ยนแปลง
2. มีวิสัยทัศน์และความรู้ที่ทันสมัย มุ่งความเป็นมนุษย์นิยม
3. สร้างความท้าทายให้เกิดผลงานให้กับตนเอง ยอมรับความขัดแย้งว่าเป็นที่มาของ
การเกิดปัญหาและการแก้ไขปัญหา
4. ยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถติดต่อสื่อสาร
ได้รวดเร็ว
5. กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและความคิดริเริ่ม มุ่งงาน มุ่งผลงานที่ดีมากกว่าผลงานที่ไม่ดี
ถือว่าบางครั้งต้องเสี่ยงเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า
6. มีการสื่อสารในทุกระดับและข้างเคียง ตระหนักถึงคุณภาพขององค์กร ร่างกาย
สมบูรณ์แข็งแรง จิตใจสมบูรณ์
52
สรุปได้ว่า ผู้บริหารที่ดีต้องมีลักษณะผู้นําที่ดี มีความรอบรู้ในวิชาชีพเป็นอย่างดี รอบรู้
ในงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร เป็นผู้มองการณ์ไกลสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่การจะเป็นผู้นําที่ดีได้นั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้นําแต่ละคนที่แตกต่างกันและการสร้าง
ภาวะผู้นําต้องฝึกฝนและปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจะเกิดภาวะผู้นําขึ้นโดยสมบูรณ์
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยมีความสนใจจะเลือก
ตัวแปรในการวิจัยที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ดังนี้
1. เพศ
เพศ หมายถึง เพศชาย เพศหญิงของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ซึ่งเพศของครูจะเป็นสิ่งที่ทําให้ครูมีความคิดเห็น ความสนใจ ทัศนคติ
พฤติกรรมแตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิง มีผลต่อความคิด ความเชื่อ
และค่านิยมที่ปลูกฝังมาแตกต่างกันจึงน่าจะมีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของเต็มสิริ ทิพย์จันทา (2553) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาล
นครภูเก็ต จําแนกตามเพศ พบว่า ครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ
ผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับ
สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์ (2556) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามความคิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จําแนกตามเพศพบว่าครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05
2. วุฒิการศึกษา
วุฒิการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาสูงสุดของครู ซึ่งวุฒิการศึกษาของครูจะเป็นสิ่งที่
ทําให้ครูมีความคิด ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมแตกต่างกัน เนื่องจากการศึกษาเป็นการพัฒนา
ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ ดังนั้นครูที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันจึงน่าจะมีความเห็นต่อ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของเฉลียว ศุภษร
(2545) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่สอดคล้องกับ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามทัศนะของผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์สังกัด
สํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ผู้บริหาร ครูและ
53
ศึกษานิเทศก์ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเต็มสิริ ทิพย์จันทา (2553) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาล
นครภูเก็ต จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05
3. ประสบการณ์ในการทํางาน
ประสบการณ์ในการทํางาน หมายถึง อายุการทํางานของครู ซึ่งประสบการณ์ใน
การทํางานของครูจะเป็นสิ่งที่ทําให้ครูมีโอกาสได้เรียนรู้ ทําความเข้าใจมองเห็นปัญหาได้
อย่างถ่องแท้มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ในการทํางานน้อยกว่า ในที่นี้ได้แบ่งประสบการณ์ใน
การทํางานเป็น 2 กลุ่ม คือ ประสบการณ์ในการทํางานตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา และประสบการณ์
ในทํางานเท่ากับ 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของณภัทร ชินวงศ์
(2545) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นจริงและพึงประสงค์ในทัศนะของ
ครูอาจารย์โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานครจําแนกตาม
ประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า ครูอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทํางานแตกต่างกัน มีทัศนะต่อ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
และเต็มสิริ ทิพย์จันทา(2553)ได้วิจัยเรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็น
ของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตจําแนกตามประสบการณ์ในการสอน
พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น เพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์
ในการทํางาน เป็นตัวแปรที่น่าสนใจ และเป็นตัวแปรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จะบ่งชี้คุณลักษณะ
ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้วิจัยจึงนํามาเป็นตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยในประเทศ
ได้มีผู้วิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนไว้หลายท่าน ดังนี้
ลักฮั้ว แซ่โค้ว (2551) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของ
บุคลากรครูโรงเรียนพระหฤทัย จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ส่วนตัว
ของผู้บริหารประกอบด้วย5ด้านคือด้านบุคลิกภาพผู้บริหารควรมีความกระตือรือร้นในการทํางาน
ในด้านมนุษยสัมพันธ์ ผู้บริหารควรมีเหตุผลและจริงใจ ส่วนด้านคุณธรรมจริยธรรม ผู้บริหาร
54
ควรมีความซื่อสัตย์โปร่งใสในการปฏิบัติงาน สําหรับด้านความเป็นผู้นําผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์
มองการณ์ไกล และด้านคุณสมบัติทั่วไปนั้นผู้บริหารควรมีประสบการณ์ในงานที่รับผิดชอบ
ส่วนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ส่วนวิชาชีพของผู้บริหาร ประกอบด้วย 2 ด้าน คือ ด้านความรู้
เกี่ยวกับงาน ผู้บริหารควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบงาน และขอบข่ายงานในหน้าที่
รับผิดชอบ ในด้านทักษะความสามารถ ผู้บริหารควรมีทักษะความสามารถในการวางแผนและ
จัดระบบงาน
เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร (2552) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
สถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี
พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและ
ครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี โดยภาพรวม 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับ
ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านทักษะ และด้านการจูงใจ และคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี จําแนกตามเพศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ
ตําแหน่งหน้าที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนเมื่อจําแนกตามประสบการณ์
การทํางาน และขนาดสถานศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
วันชัย สุตรีศาสตร์ (2552) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามทัศนะของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์
เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความเป็นผู้นํา ด้านบุคลิกภาพ
ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความสามารถในการบริหาร ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
และเมื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามขนาดโรงเรียน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม (2553) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้
ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์และความเป็นผู้นําและผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทํางาน และขนาดของ
โรงเรียน พบว่า โดยรวมและรายด้าน ทุกด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
ธิติมา เอมะ (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารถานศึกษา สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์
55
ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามคะแนนเฉลี่ยจากมาก
ไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความสามารถในการบริหารงาน
ด้านผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านวิชาการ และผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามประสบการณ์การทํางาน วุฒิการศึกษา และขนาดของ
สถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี
เขต 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง
กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ใน
ระดับมาก และเมื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามเพศ
ประสบการณ์ในการทํางาน และวุฒิการศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
สุนันทา พ่วงทอง (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ในทัศนะของครู สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน
ภาวะผู้นํา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อจําแนกตามประสบการณ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ส่วนเมื่อจําแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน
สุภาวดี ภาโสม (2555) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตาม
ความคิดเห็นของข้าราชการครูในอําเภอสอยดาว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
จันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามเพศ
ประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และ
ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามวุฒิการศึกษา
โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านเทคนิค
การประชุม และด้านส่วนตัวและครอบครัว แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
สมจิตร จันทร์เปา (2556) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีคะแนนเฉลี่ย
อยู่ในระดับมากทั้ง 12 ด้าน โดยเรียงตามลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านการแสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา และ
56
ด้านการเป็นผู้นําและสร้างผู้นํา ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทํางานพบว่าโดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
หยาดพิรุณ แจ่มศรีจันทร์ (2556)ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
ตามทัศนคติของข้าราชการครูในอําเภอโป่งนํ้าร้อนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
จันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านแล้วเรียงอันดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณธรรม
ด้านส่วนตัวและครอบครัวด้านภาวะผู้นําด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านบุคลิกภาพด้านเทคนิคการประชุม
และด้านความรู้ความสามารถ ผลการเปรียบเทียบจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์
ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
สุริยันต์ จันโสด (2557) ได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพและความคาดหวังต่อคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษา
ประถมศึกษาสมุทรสงครามผลการวิจัยพบว่าสภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากโดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามอันดับแรก ได้แก่
ด้านความรู้ความสามารถ ด้านบุคลิกภาพและด้านคุณธรรมจริยธรรม ตามลําดับ ส่วนความคาดหวัง
ต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
โดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามอันดับแรกได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถด้านคุณธรรม
จริยธรรม และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ และผลการเปรียบเทียบสภาพความคาดหวังต่อ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05
อําไพ อุ่นสิริ (2557) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัย
พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านบุคลิกภาพ
อยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมาคือด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านความรู้ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์
และด้านความเป็นผู้นํา
สมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 6 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม
อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ด้านบุคลิกภาพ อยู่ในระดับ
มากที่สุด เมื่อเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม
57
ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านความเป็นผู้นํา และผลการเปรียบเทียบ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ยกเว้น ด้านคุณธรรม จริยธรรม แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบจําแนกตามวุฒิทางการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ .05 แต่รายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และผลการเปรียบเทียบ
จําแนกตามประสบการณ์ในการสอน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
สามารถ ฟองศิริ (2558) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้านเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
และเรียงลําดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ คือ ด้านคุณสมบัติทั่วไป ด้านคุณธรรม จริยธรรม
ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านบุคลิกภาพ และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ
สุพรรณี สวยกลาง (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะ
ของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี
ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้แก่ ด้านบุคลิกภาพด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านมนุษยสัมพันธ์
ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ
งานวิจัยต่างประเทศ
มีผลการวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน ดังนี้
Stogdill (1974 อ้างถึงใน เจริญ เพชรดี, 2548) ได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารที่ประสบผลสําเร็จในการปฏิบัติงานซึ่งพอจะเสนอเป็นข้อปฏิบัติ ดังนี้
มีสติปัญญาดี มีความเป็นนักวิชาการ มีความผูกพันกับหน้าที่ความรับผิดชอบ มีส่วนร่วมใน
การกระทํากิจกรรมต่าง ๆ และกิจกรรมทางสังคม เป็นผู้มีฐานะทางสังคมและทางเศรษฐกิจ
เป็นผู้มีสังคมดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความมานะอดทนไม่ท้อถอยรู้วิธีการที่จะทํางานให้สําเร็จ
มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความตื่นตัว สายตายาว และรู้สถานการณ์ ให้ความร่วมมือ มีความเด่นดัง
เป็นที่นิยมชมชื่น มีความสามารถในการใช้ภาษาพูด
Eckhant (1978 อ้างถึงใน จรัล ฟังเร็ว, 2558, หน้า 66) ได้ศึกษาเกณฑ์คัดเลือกครูใหญ่
ในโรงเรียนประถมศึกษาที่มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีเกณฑ์การคัดเลือกครูใหญ่
ในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่แตกต่างกัน และพบว่า มีความต้องการ
ครูใหญ่ 10 ลักษณะแรก คือ การรับรู้ในตําแหน่งหน้าที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีทักษะใน
58
การตัดสินใจ มีทักษะในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ในบุคลิกภาพ มีการปรับตัวโดยรอบคอบ
มีลักษณะทางศีลธรรม มีสติปัญญา มีสุขภาพดี มีมนุษยสัมพันธ์
Bandy and Horman (1990, p. 1055-A) ได้ทําการวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้นํา
ของอาจารย์ใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย จําแนกตามโรงเรียนระดับประถมศึกษาระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมผู้นําที่มีประสิทธิภาพที่ต้องการ
6 ด้าน ได้แก่ ด้านการตั้งจุดมุ่งหมายในการทํางาน ด้านการติดต่อ สื่อสาร ด้านการนิเทศและ
ประเมินผล ด้านการจัดบรรยากาศของโรงเรียน ด้านการประสานงาน และด้านการพัฒนาบุคลากร
พฤติกรรมที่จัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดของอาจารย์ใหญ่โรงเรียนทุกระดับ คือการประสานงาน
และในทุกระดับไม่ปรากฏว่าพฤติกรรมใดมีความสําคัญเป็นพิเศษ
Rice (1991 อ้างถึงใน สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์, 2556, หน้า 68)ได้ทําการวิจัยเรื่อง
พฤติกรรมของอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของอาจารย์ใหญ่และครูโรงเรียน
ประถมศึกษาเขตแม่นํ้าชาวานาห์ ตอนกลางรัฐจอร์เจียที่มีต่อพฤติกรรมผู้นําของอาจารย์ใหญ่ในเรื่อง
ต่อไปนี้ คือ การเป็นแบบอย่างความสามารถในการประนีประนอม ความอดทนต่อความไม่แน่นอน
ความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน การวางแผน ความอดทนต่อการขาดระเบียบวินัย การรู้จัก
บทบาทของตนเอง การมีวิจารณญาณ การเน้นผลงาน ความสามารถในการคาดการณ์ได้ถูกต้อง
ความสามารถในการบูรณาการมุ่งความเจริญ ก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสําคัญระหว่างทัศนะของอาจารย์ใหญ่และครูโรงเรียนประถมศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมผู้นําของ
อาจารย์ใหญ่ ในด้านความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน การวิจารณญาณ การเน้นที่ผลงานและ
ความสามารถในการบูรณาการ
Robert (1996 อ้างถึงใน เจริญ เพชรดี, 2548) ได้ทําการวิจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริหาร
พฤติกรรมของผู้นํา(ภาวะผู้นํา)ในโอกาสทองของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพบทบาทหน้าที่
ของผู้บริหารและพฤติกรรมในตัวบุคคลที่ประสบความสําเร็จเฉพาะภาวะผู้นําจากงานวิจัยที่มี
ความก้าวหน้า มีอํานาจโน้มน้าวเครือข่ายเพิ่มเงินเดือนวางแผนให้ความสมหวังของผู้นําที่มี
ประสิทธิภาพในการประเมินพฤติกรรมเชื่อมกันในการบริหารจัดการภาวะผู้นําฝึกฝนวิธีการให้
เงินเดือน ให้ความสําคัญผู้บริหารจัดการมีไหวพริบเฉียบแหลมระดับประเทศ จากตัวอย่างงานวิจัย
ในปี ค.ศ. 1996 ผู้บริหารจัดการบริหารเชี่ยวชาญอัตราความดี พฤติกรรมผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ
ผู้ร่วมงานมีเกณฑ์การบริหารเปลี่ยนแปลง
Bass (1998) ได้ศึกษา ผลงานวิจัยเกี่ยวกับบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้บริหาร
โดยจําแนกออกเป็นกลุ่มตามผลการวิจัยสรุป ได้ดังนี้
1. บุคลิกภาพและพฤติกรรม จากผลการวิจัยมากกว่า 15 เรื่อง พบว่า ผู้บริหารควรมี
บุคลิกภาพและพฤติกรรมเหนือบุคคลอื่น ๆ ในเรื่องต่อไปนี้ คือ มีเชาวน์ปัญญาดี มีนิสัยรัก
59
การศึกษาค้นคว้า ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ มีความรู้ทันสมัย และกว้างขวาง ชอบกิจกรรม
และงานสังคม มีมารยาทสังคมดี มีฐานะทางเศรษฐกิจดี
2. บุคลิกลักษณะของผู้บริหารที่ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยมากกว่า 10 เรื่อง พบว่า
ผู้บริหาร จะมีบุคลิกลักษณะ ดังนี้ คือ มีความสามารถในการเข้าสังคม รู้จิตวิทยาในการเจรจา
มีมารยาททางสังคมดี มีความคิดริเริ่มทําสิ่งใหม่ ๆเพื่อนําไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมได้
มีความอดทนต่อความยากลําบาก อดทนต่อปัญหารอบด้านโดยไม่เสียกําลังใจ รู้หลักและวิธีทํางาน
มีความเชื่อมั่นในตนเอง หมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อเสริมคุณค่าของตนให้เป็นผู้มีความสามารถ
มีความเชื่อมั่นที่จะทํางานให้สําเร็จ มีความสามารถในการคาดการณ์ข้างหน้าได้ให้ความร่วมมือกับ
หมู่คณะในการทํางานเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและคิดสิ่งใหม่ ๆ
เป็นผู้มีความสามารถในการพูดและสามารถเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. คุณสมบัติที่มีความสัมพันธ์สูงกับการเป็นผู้บริหาร คือ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
เป็นที่นิยมของปวงชนมีความสามารถในการเข้าสังคมมีความสามารถในการตัดสินใจมีความปรารถนา
ที่จะทําดีที่สุด มีอารมณ์ขัน มีความร่วมมือกับผู้อื่นและมีความสามารถในทางกีฬา
Bennis (2000, p. 23) เสนอว่า ผู้ที่จะเป็นผู้นําได้จะต้องมีคุณลักษณะบุคลิกภาพพิเศษกว่า
คนทั่วๆ ไป ได้แก่ มีความเฉลียวฉลาด มีความกล้าหาญ มีความกระตือรือร้น มีลักษณะท่าทางดี
สง่างามน่าเลื่อมใสมีความยุติธรรมผู้นําที่ดีนั้นจะต้องมีลักษณะอย่างไรบ้างผู้นําไม่ใช่คนที่ต่างไปจาก
คนธรรมดาอื่น ๆ อย่างน้อยผู้นําจะต้องมีลักษณะพื้นฐานเช่นเดียวกับมนุษย์เดินดินทั้งหลาย ได้แก่
จะต้องมีความซื่อสัตย์การอุทิศตน ความไม่พยาบาทมาดร้าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ใจกว้าง
และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผู้บริหารเป็นผู้ที่มีภาระหน้าที่สําคัญที่สุดในองค์การสังคมทั้งกิจกรรม
ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการทั่วไป เวลาราชการและนอกราชการ ด้านสุขภาพร่างกาย จึงต้องมี
ความแข็งแรง เพราะถ้าสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว การดําเนินงานก็ต้องบกพร่อง ส่งผลต่อ
ความสําเร็จต่องานได้
Fair (2001 อ้างถึงใน สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์, 2556, หน้า 69) ได้ทําการวิจัยเรื่อง
พฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาประถมศึกษาที่มีประสิทธิผลตามการรับรู้ของผู้อํานวยการ
การศึกษารัฐนิวเจอร์ซี่ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาประถมศึกษาที่ดีมีประสิทธิผล คือ สามารถ
ติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศที่ดีในสถานศึกษา สามารถเป็นผู้นําในชุมชน
เพื่อสร้างวิชาชีพทางสังคมเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลงบริหารแบบมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทั้งหมด และมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักสูตรและการสอน ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร
ตามความต้องการของแต่ละบุคคล
60
Magnuson (2001, p. 190) ได้วิจัยเรื่องคุณลักษณะของผู้จัดการโรงเรียนที่ประสบ
ความสําเร็จโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ซึ่งจําแนกคุณลักษณะผู้บริหารโรงเรียนเป็น2ลักษณะได้แก่ คุณลักษณะด้านอาชีพและคุณลักษณะ
ส่วนตัว พบว่า ในส่วนของคุณลักษณะด้านวิชาชีพนั้น ประกอบด้วย คุณลักษณะที่สําคัญคือ การมี
ความสามารถติดต่อและเข้ากับผู้อื่นได้ดี มีความรู้ในสาขาวิชาชีพตนถ่องแท้สามารถมอบหมายงาน
ได้เหมาะสม ทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเป็นมิตร
น่าเข้าใกล้มีเวลาให้กับผู้ร่วมงาน มีความสนใจผู้อื่น สามารถวางแผนและจัดระบบงาน รับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่นและใช้อํานาจของตนได้อย่างเหมาะสมและในส่วนของคุณลักษณะส่วนตัวนั้น
ประกอบด้วยคุณลักษณะที่สําคัญคือการมีเหตุผลมีวิจารณญาณมีความยุติธรรมซื่อสัตย์มีความรอบรู้
เป็นผู้มีความจริงใจ ไม่ใช้อารมณ์ เป็นมิตรอารมณ์ขัน เปิดเผย มีความเสมอต้นเสมอปลาย และมี
ความเมตตา
61
บทที่ 3
วิธีดําเนินการวิจัย
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้กําหนด
ขั้นตอนการดําเนินการ ดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้ศึกษากับประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1. ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 ปีการศึกษา 2558 จํานวน 220 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง
ของ Krejcie and Morgan (1970, pp. 607-610) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random
sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน 140 คน ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 จํานวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
ปีการศึกษา 2558
ครู จํานวนประชากร จํานวนกลุ่มตัวอย่าง
เพศชาย 62 35
เพศหญิง 138 105
รวม 220 140
62
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไป
ของครู และแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา แบ่งออกเป็น
2 ตอน ได้แก่
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบคําถาม มีลักษณะเป็นคําถาม
แบบสํารวจรายการ (Check list) เกี่ยวกับเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating acale) ซึ่งถามเกี่ยวกับ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยแบ่งคุณลักษณะออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านบุคลิกภาพ
ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา
จํานวน 50 ข้อ แบ่งเกณฑ์ออกเป็น 5 ระดับ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด
โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านบุคลิกภาพ มี 9 ข้อ
2. ด้านคุณธรรมจริยธรรม มี 9 ข้อ
3. ด้านความรู้ความสามารถ มี 13 ข้อ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ มี 9 ข้อ
5. ด้านความเป็นผู้นํา มี 10 ข้อ
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอน ดังนี้
1. การศึกษาแนวคิดและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน
ในด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามรถ ด้านมนุษยสัมพันธ์
และด้านความเป็นผู้นํา
2. นําข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาสร้างนิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อเป็นแนวทางในการร่าง
ข้อคําถามของแบบสอบถาม แล้วสร้างเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale)
5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด
3. นําแบบสอบถามที่สร้างขึ้นมาไปขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์
ตรวจสอบเพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้อง
63
4. นําแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเพื่อนํามา
หาค่าความเที่ยงตรง (Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของคําถามกับวัตถุประสงค์
(Index of item-objective congruence: IOC) ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย
4.1 ดร.สมุทร ชํานาญ อาจารย์ประจําภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
4.2 ดร.สุรัตน์ ไชยชมภู อาจารย์ประจําภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
4.3 นายสุทธิพงษ์ โมราวรรณ ผู้อํานวยการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
5. นําแบบสอบถามที่ได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณาโดยเลือกเฉพาะข้อที่มีค่า IOC
มากกว่า .50 ขึ้นไป มาดําเนินการต่อไป
6. นําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้(Tryout)กับกลุ่มประชากร
ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 30 คน เพื่อหาคุณภาพของแบบสอบถาม โดยการหาค่าอํานาจจําแนก
(Discrimination) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability)
7. การวิเคราะห์หาค่าอํานาจจําแนกของแบบสอบถามในครั้งนี้ วิจัยใช้วิธีสหสัมพันธ์
แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อและคะแนนรวม
ทั้งฉบับ (Item-total correlation) ผลการวิเคราะห์ได้ค่าอํานาจจําแนกรายข้อของแบบสอบถาม
อยู่ระหว่าง .27 ถึง .75
8. การวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการหา
ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha coefficient) ของ Cronbach (1990, pp. 202-204) ได้ค่าความเชื่อมั่น
ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .94
9. นําเสนอแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น และมีความสมบูรณ์ไปใช้
เก็บข้อมูลจากลุ่มตัวอย่าง
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ดังนี้
1. นําหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บข้อมูลจากภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงผู้บริหารโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
64
2. ส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จํานวน 140 ฉบับ
และให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยรับแบบสอบถามคืนด้วยตัวเอง
3. ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามคืนจํานวน 140 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100
4. รวบรวมแบบสอบถามทั้งหมดที่ได้รับมาดําเนินตามขั้นตอนการวิจัยต่อไป
การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาดําเนินการ ดังนี้
1. นําแบบสอบถามที่สมบูรณ์มาลงรหัส ให้คะแนนตามนํ้าหนักคะแนนแต่ละข้อและ
บันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปทางสถิติ
2. นําผลการคํานวณมาวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาต่อไป
การแปลความหมายของระบบคะแนนผู้วิจัยกําหนดเกณฑ์การวัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 โดยเฉลี่ยคะแนน และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแปลความหมายของ
คะแนนเฉลี่ยตามเกณฑ์เป็นแบบประเมินค่า (Rating scale) ตามแนวคิดของ Likert scale 5 ระดับ
(Likert, 1967) มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
5 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมากที่สุด
4 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมาก
3 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับปานกลาง
2 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับระดับน้อย
1 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับน้อยที่สุด
เกณฑ์ในการแปลความหมายข้อมูลตอนที่ 2 พิจารณาค่าเฉลี่ยจากเกณฑ์ของบุญชม
ศรีสะอาด และบุญส่ง นิลแก้ว (2535, หน้า 23-24) ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากที่สุด
คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มาก
คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.01-1.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อยที่สุด
65
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐาน
1.1 ค่าร้อยละ (Percentage)
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)
1.3 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
2.1 นําข้อมูลจากแบบสอบถามฉบับทดลองมาวิเคราะห์ค่าอํานาจจําแนกเป็นรายข้อ
โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Simple correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อและคะแนนรวม
(Item-total correlation)
2.2 วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
(Alpha coefficient) ของ Cronbach (1990, pp. 202-204)
3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน
สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ตามตัวแปรเพศ
วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ของครูด้วยค่าวิกฤติที (t-test)
66
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเรื่องคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้
1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
2. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
X แทน ค่าเฉลี่ย
SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
n แทน จํานวนกลุ่มตัวอย่าง
t แทน ค่าสถิติการแจกแจงแบบที (t-distribution)
p แทน ค่าความน่าจะเป็น (Probability)
* แทน มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้แบ่งการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 3 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ
วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน
67
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
ดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 จํานวนและร้อยละของข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
สถานภาพ กลุ่มตัวอย่าง (คน) ร้อยละ
เพศ
- ชาย 35 25.00
- หญิง 105 75.00
รวม 140 100
วุฒิการศึกษา
- ปริญญาตรี 104 74.30
- สูงกว่าปริญญาตรี 36 25.70
รวม 140 100
ประสบการณ์ในการทํางาน
- ตํ่ากว่า 10 ปี 88 62.90
- 10 ปีขึ้นไป 52 37.10
รวม 140 100
จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงจํานวน 105 คน คิดเป็น
ร้อยละ 25 และเป็นเพศชาย 35 คน คิดเป็นร้อยละ 75 มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ระดับปริญญาตรี
จํานวน 104 คน คิดเป็นร้อยละ 74.30 สูงกว่าปริญญาตรี จํานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 25.70
ส่วนประสบการณ์ในการทํางาน มีประสบการณ์ในการทํางานส่วนใหญ่ตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา จํานวน
88 คน คิดเป็นร้อยละ 62.90 และมีประสบการณ์ในการทํางานเทียบเท่า 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
จํานวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 37.10
68
ตอนที่2 ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2ดังแสดงในตารางที่ 3-8
ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 โดยรวมและจําแนกเป็นรายด้าน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.06
4.21
4.19
4.16
4.24
.51
.46
.51
.53
.49
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
2
3
4
1
รวม 4.17 .47 มาก
จากตารางที่ 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้าน
อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม
จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ
69
ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้อ
ด้านบุคลิกภาพ
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ผู้บริหารแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส 4.23 .67 มาก 3
2. ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 3.77 .83 มาก 9
3. ผู้บริหารมีกริยามารยาทสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน 3.91 .90 มาก 8
4. ผู้บริหารมีความกล้าหาญและกล้าในการตัดสินใจ 3.96 .79 มาก 6
5. ผู้บริหารมีความกระตือรือร้นในการทํางาน 3.95 .79 มาก 7
6. ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน 4.32 .77 มาก 1
7. ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง 4.25 .75 มาก 2
8. ผู้บริหารมีสุขภาพจิตดี 4.12 .69 มาก 4
9. ผู้บริหารใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ
สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.05 .63 มาก 5
รวม 4.06 .51 มาก
จากตารางที่ 4 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ
โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง และผู้บริหาร
แต่งกายเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกาย
แข็งแรง
70
ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายข้อ
ด้านคุณธรรม จริยธรรม
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน 3.98 .64 มาก 7
2. ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน 4.50 .64 มาก 1
3. ผู้บริหารมีความยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน 4.23 .67 มาก 5
4. ผู้บริหารมีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 3.77 .83 มาก 9
5. ผู้บริหารประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐาน
ของชีวิต
3.91 .90 มาก 8
6. ผู้บริหารบริหารงานอย่างมีคุณธรรม 4.22 .73 มาก 6
7. ผู้บริหารรู้จักประหยัดและอดออม 4.47 .62 มาก 2
8. ผู้บริหารละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง 4.43 .65 มาก 3
9. ผู้บริหารมองโลกในแง่ดี 4.40 .68 มาก 4
รวม 4.21 .46 มาก
จากตารางที่ 5 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม
โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน ผู้บริหารรู้จักประหยัดอดออม ผู้บริหารละเว้นจาก
อบายมุขทั้งปวง และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์
ส่วนรวม
71
ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายข้อ
ด้านความรู้ ความสามารถ
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์
นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน
4.43 .62 มาก 1
2. ผู้บริหารมีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ 4.25 .75 มาก 6
3. ผู้บริหารมีความรู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน 4.23 .67 มาก 8
4. ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้ 3.77 .83 มาก 13
5. ผู้บริหารมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคน 3.91 .90 มาก 12
6. ผู้บริหารสามารถจัดบุคลากรทํางานได้อย่างเหมาะสม 4.16 .67 มาก 10
7. ผู้บริหารมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน 4.31 .67 มาก 3
8. ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน
ตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
4.07 .69 มาก 11
9. ผู้บริหารมีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน
4.25 .74 มาก 5
10. ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากร
ในการจัดการเรียนการสอน
4.42 .63 มาก 2
11. ผู้บริหารสามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ
ในการทํางาน
4.25 .73 มาก 4
12. ผู้บริหารสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
4.25 .77 มาก 7
13. ผู้บริหารมีศักยภาพในด้านการนิเทศ ติดตามผลงาน
ของผู้ร่วมงาน
4.19 .79 มาก 9
รวม 4.19 .51 มาก
72
จากตารางที่ 6 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ
โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน
ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน และผู้บริหารมีความมุ่งหวัง
ในผลสําเร็จของงาน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดี
ในการทํางานได้
ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายข้อ
ด้านมนุษยสัมพันธ์
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน 4.32 .63 มาก 1
2. ผู้บริหารมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน 4.27 .69 มาก 4
3. ผู้บริหารยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ 4.23 .67 มาก 5
4. ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน 3.77 .83 มาก 9
5. ผู้บริหารใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน 3.91 .90 มาก 8
6. ผู้บริหารรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา 4.29 .68 มาก 3
7. ผู้บริหารพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา 4.20 .71 มาก 6
8. ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน 4.30 .61 มาก 2
9. ผู้บริหารมีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน 4.15 .69 มาก 7
รวม 4.16 .53 มาก
จากตารางที่ 7 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวม
และรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหาร
มีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน และผู้บริหารรู้จักผ่อนหนัก
ผ่อนเบา และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน
73
ตารางที่ 8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายข้อ
ด้านความเป็นผู้นํา
n = 140
ระดับ อันดับ
X SD
1. ผู้บริหารสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 4.23 .67 มาก 8
2. ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน 3.77 .83 มาก 10
3. ผู้บริหารสามารถสร้างทีมงานได้ดี 3.91 .90 มาก 9
4. ผู้บริหารเป็นผู้นําของการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร
โรงเรียน
4.27 .63 มาก 6
5. ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้า
ในหน้าที่การงาน
4.43 .65 มาก 2
6. ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ
วัตถุประสงค์
4.40 .68 มาก 3
7. ผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไข
ที่เหมาะสมกับสถานการณ์
4.43 .62 มาก 1
8. ผู้บริหารติชมผู้ร่วมงานในโอกาสที่เหมาะสม 4.25 .75 มาก 7
9. ผู้บริหารเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา 4.38 .67 มาก 4
10. ผู้บริหารมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน ชุมชน
และองค์กร
4.35 .64 มาก 5
รวม 4.24 .49 มาก
จากตารางที่ 8 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวม
และรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหาร
มีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้
ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ
วัตถุประสงค์และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน
74
ตอนที่3 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามเพศ
วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน ดังแสดงในตารางที่ 9-14
ตารางที่ 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 จําแนกตามเพศ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
ชาย
ระดับ อันดับ
หญิง
ระดับ อันดับ(n = 35) (n = 105)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.03
4.16
4.07
4.11
4.22
.56
.51
.58
.61
.54
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
2
4
3
1
4.07
4.23
4.23
4.18
4.25
.50
.44
.48
.51
.47
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
2
3
4
1
รวม 4.12 .54 มาก 4.19 .45 มาก
จากตารางที่ 9 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามเพศ เป็นดังนี้
เพศชาย มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับมากเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา
ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านมนุษยสัมพันธ์
เพศหญิง มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับมากเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา
ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ความสามารถ
75
ตารางที่ 10 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
เพศ
t p
ชาย หญิง
(n = 35) (n = 105)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.03
4.16
4.07
4.11
4.22
.56
.51
.58
.61
.54
4.07
4.23
4.23
4.18
4.25
.50
.44
.48
.51
.47
-.40
-.71
-1.61
-.61
-.27
.683
.477
.110
.541
.782
รวม 4.12 .54 4.19 .45 -.70 .484
จากตารางที่ 10 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ พบว่า
มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
76
ตารางที่ 11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
ปริญญาตรี
ระดับ อันดับ
สูงกว่าปริญญาตรี
ระดับ อันดับ(n = 104) (n = 36)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.03
4.18
4.15
4.14
4.22
.55
.48
.54
.55
.51
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
2
3
4
1
4.16
4.30
4.30
4.22
4.29
.38
.38
.41
.48
.40
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
1
2
4
3
รวม 4.14 .50 มาก 4.25 .39 มาก
จากตารางที่ 11 พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามวุฒิการศึกษา
พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก
ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ความสามารถ ส่วนครูที่มี
วุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านความเป็นผู้นํา
77
ตารางที่ 12 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม
วุฒิการศึกษา
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
วุฒิการศึกษา
t p
ปริญญาตรี
(n = 104)
สูงกว่าปริญญาตรี
(n = 36)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.03
4.18
4.15
4.14
4.22
.55
.48
.54
.55
.51
4.16
4.30
4.30
4.22
4.29
.38
.38
.41
.48
.40
-1.62
-1.34
-1.72
-.72
-.77
.108
.182
.089
.469
.441
รวม 4.14 .50 4.25 .39 -1.33 .186
จากตารางที่ 12 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า
มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
78
ตารางที่ 13 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
ตํ่ากว่า 10 ปี
ระดับ อันดับ
10 ปีขึ้นไป
ระดับ อันดับ(n = 88) (n = 52)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.05
4.20
4.20
4.16
4.25
.55
.48
.54
.56
.50
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
2
3
4
1
4.09
4.23
4.18
4.16
4.23
.44
.43
.46
.49
.46
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
5
1
3
4
2
รวม 4.17 .50 มาก 4.18 .43 มาก
จากตารางที่ 13 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามประสบการณ์
ในการทํางาน พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา มีระดับความคิดเห็นต่อ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจาก
มากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้
ความสามารถ ส่วนครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานเทียบเท่า 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านความเป็นผู้นํา
และด้านความรู้ ความสามารถ
79
ตารางที่ 14 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม
ประสบการณ์ในการทํางาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร
เพศ
t p
ตํ่ากว่า 10 ปี
(n = 88)
10 ปีขึ้นไป
(n = 152)
X SD X SD
1. ด้านบุคลิกภาพ
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
3. ด้านความรู้ ความสามารถ
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์
5. ด้านความเป็นผู้นํา
4.05
4.20
4.20
4.16
4.25
.55
.48
.54
.56
.50
4.09
4.23
4.18
4.16
4.23
.44
.43
.46
.49
.46
-.45
-.40
.19
.05
.27
.648
.689
.844
.953
.783
รวม 4.17 .50 4.18 .43 -.06 .949
จากตารางที่ 14 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์
ในการทํางาน พบว่า มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวม
และรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
80
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ
วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี ที่ได้จากตารางกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของKrejcieandMorgan(1970,pp.607-610)
และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน
140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบ
Likert’s scale จํานวน 50 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .27-.75 และค่าความเชื่อมั่น
ทั้งฉบับเท่ากับ.94สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย(X )และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test)
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 สรุปผลการวิจัย ดังนี้
1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
เรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม
ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน
สรุปผล ดังนี้
1.1 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ผู้บริหาร
มีความเชื่อมั่นในตนเอง และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา
รายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ
81
ผู้บริหารรู้จักประหยัดอดออม และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารมีความเสียสละเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวม
1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา
รายด้านพบว่าผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์นโยบายเป้าหมายและวัตถุประสงค์
ของงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัด
การเรียนการสอนและคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุดคือผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้
1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือผู้บริหารยกย่อง
ให้เกียรติผู้ร่วมงาน และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของ
ผู้ร่วมงาน
1.5 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน
พบว่า ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด
รองลงมาคือผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์
และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน
2. เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา
และประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า
2.1 ครูที่มีเพศต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวม
และรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
2.2 ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
2.3 ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานต่างกันมีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
อภิปรายผล
การอภิปรายผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะกล่าวถึงประเด็นที่ได้ค้นพบจาก
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ตามกรอบแนวคิดและสมมติฐานของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลําดับ
ได้ดังนี้ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์
82
และด้านบุคลิกภาพ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษาของชาติให้มี
มาตรฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ. ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 สนับสนุนให้ข้าราชการครู บุคลากร สนับสนุนการศึกษาให้มีความมั่นคงในอาชีพ
เปิดโอกาสให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสู่ตําแหน่งผู้บริหารการศึกษา ดังนั้น สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมีนโยบายผ่านทางสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 ให้มีการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติด้านการบริหารงานแก่ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน
เน้นกระบวนการในการคัดสรรผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถใน
การปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับการอบรมตามหลักสูตรผู้บริหาร
มีกระบวนการเสริมสร้างและพอกพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ และประสบการณ์
ทั้งทางด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์
และด้านความเป็นผู้นํา เพื่อให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพจากในภาวะปัจจุบันของสังคม ซึ่งสอดคล้อง
กับงานวิจัยของยุทธพงษ์ กิ่งวิชิต (2555) ได้ศึกษา คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตาม
ความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับ
งานวิจัยของสุติมา ไชยบํารุง (2556) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น
ของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่า คุณลักษณะของ
ผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของกรองแก้ว
ศิริกุล (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู
อําเภอบ่อไร่ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด โดยรวมและรายด้านอยู่ใน
ระดับมากเรียงตามคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านบุคลิกภาพ
ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความเป็นผู้นําและด้านความรู้ความสามารถ เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน
อภิปรายผลได้ดังนี้
1.1 ด้านบุคลิกภาพ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารเป็นผู้ที่ต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านบุคลิกภาพ
83
ต้องมีความใส่ใจและมีการพัฒนาโดยการฝึกอบรม ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ใช้ภาษาถูกต้อง
เหมาะสมกับกาลเทศะ กล้าตัดสินใจในการบริหารงาน แต่งกายสุภาพ อีกทั้งยังต้องมีสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตที่ดี ดังแนวคิดของถวิล อรัญเวศ (2544 อ้างถึงใน ธิติมา เอมะ, 2554, หน้า 79)
ที่กล่าวว่านักบริหารมืออาชีพในยุคเขตพื้นที่การศึกษาต้องกล้าตัดสินใจต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ
มีความสุขุมรอบคอบ จากเหตุผลข้างต้นทําให้สภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของสุดาวรรณ เต็มเปี่ยม
(2553) ได้ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
โรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ
โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับ พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554) ได้ศึกษาการศึกษาคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ
ของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3 ด้านบุคลิกภาพ
โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกันกับงานวิจัยของอําไพ อุ่นศิริ (2557) ได้ศึกษาคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ
ของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ด้านบุคลิกภาพ
โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยของสุริยันต์ จันโสด (2557) ได้ศึกษาสภาพ
ความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม พบว่า สภาพความคาดหวังต่อคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสมุทรสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยของสุพรรณี สวยกลาง
(2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหาร
ที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก
1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะ
ของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและ
รายข้ออยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
84
มัธยมศึกษา เขต 2 มีทัศนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารด้านคุณธรรม จริยธรรม
ว่าผู้บริหารควรเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีความเมตตากรุณาต่อ
ผู้ร่วมงาน ยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ประพฤติปฏิบัติตน
อยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต บริหารงานอย่างมีคุณธรรม รู้จักประหยัดและอดออม ละเว้นจาก
อบายมุขทั้งปวง และมองโลกในแง่ดี ดังที่ สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
(2541, หน้า 30) ได้เสนอแนวคิดไว้ว่าผู้บริหารโรงเรียนควรมีคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องต่อไปนี้
เป็นพื้นฐาน คือ 1) มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น 2) มีความเสียสละเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 3) ไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน 4) มีความยุติธรรม
มีเหตุผล วางตัวเป็นกลางอย่างสมํ่าเสมอ 5) มีความรัก และห่วงใยเพื่อนร่วมงาน 6) ประพฤติตน
เป็นแบบอย่างที่ดี 7) ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อผู้อื่น 8) มองโลกในแง่ดี และ
9) ยึดระบบคุณธรรมในการบริหารงาน สอดคล้องกับวราภรณ์ ดํารงวัฒนกุล (2550, หน้า 61-62)
ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่นเดียวกับศุภมนต์
จรณะเลิศ(2552,หน้า67)ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็น
ของครูในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 พบว่า คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับสมพงษ์
นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของ
ข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียน
เบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ด้านคุณธรรม จริยธรรม
โดยรวมอยู่ในระดับมาก
1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหาร
ต่าง ๆ ในสถานศึกษา โดยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ
ได้อย่างเหมาะสม ความสามารถในการแสวงหาความรู้ในการบริหารสถานศึกษา และความสามารถ
ในการสร้างสรรค์ผลงานตามบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ ให้ครูและคณะกรรมการสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐานได้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์ สอดคล้องกับแนวคิดของรังสรรค์ ประเสริฐศรี (2544,หน้า43)
85
ที่กล่าวว่า ผู้บริหารที่มีความสามารถทางสติปัญญา จะต้องเป็นคนที่คิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล
ในการคิด มีความสามารถในการคิด คิดสังเคราะห์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ และมีความสามารถ
ในการคิดแก้ปัญหาและคิดได้แตกต่างจากคนอื่นคิดยืดหยุ่นไม่ยึดติดซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม (2553) ได้ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้วเขต2พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2
ด้านความรู้ความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับเมธา ภูมิเขต (2554) ได้ศึกษา
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวม
อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของสุพรรณี สวยกลาง (2558) ได้ศึกษา
คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์
ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จังหวัดชลบุรี ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นกัน
1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารมีมนุษยสัมพันธ์ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมงานและ
ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเป็นกันเองและจริงใจต่อผู้ร่วมงาน ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ อีกทั้งยังรู้จัก
รับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน ใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน
รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา ยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงานและ
มีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน เหตุผลเหล่านี้เป็นผลไปสู่ความสําเร็จขององค์กร เป็นไปตาม
การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ซึ่งการบริหารจะมีประสิทธิภาพเพียงใด
ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับคณะครู และชุมชนมากที่สุด ผู้บริหาร
โรงเรียนมีบทบาทสําคัญมากในการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาสถานศึกษา เพื่อนําไปสู่ความสําเร็จ
จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริหารต้องเผชิญกับการต่อต้านของบุคลากรทางการศึกษาไม่มากก็น้อย
ดังนั้น สิ่งสําคัญที่ผู้บริหารจะต้องระลึกไว้เสมอ คือ การใช้ความอดทนในการแก้ปัญหา และสร้าง
มนุษย์สัมพันธ์ที่ดีให้เกิดในการทํางาน (ชัยเสฏฐ พรหมศรี, 2550, หน้า 41-48) สอดคล้องกับ
งานวิจัยของสมชาย พะโยม (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของ
86
ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
จันทบุรี เขต 1 พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอนระดับ
ประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของสมพงษ์ นาคเจือ
(2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครู
โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต6พบว่าคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
1.5 ด้านความเป็นผู้นํา พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ภาวะผู้นํามีความจําเป็นสําหรับผู้บริหาร ซึ่งสามารถสร้างความเคารพ
ความศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชาโดยลักษณะของผู้นําคือรู้จักใช้อํานาจอย่างเหมาะสมมีความสามารถ
ในการสร้างทีมงานได้ดี สามารถจูงใจให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติงานจนสําเร็จเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลง
จนเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
และผู้ร่วมงานเกิดความอบอุ่นใจ ดังนั้นผู้บริหารที่มีคุณลักษณะด้านความเป็นผู้นําจึงมีความสําคัญ
ต่อการพัฒนาสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของพัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554)
ได้ศึกษา การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอ
บางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาชลบุรี เขต 3 ด้านความเป็นผู้นํา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับเทวัน
ทิพย์กระโทก (2555) ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 พบว่า
พฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก และสอดคล้องกับสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 6 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นกัน
87
2. ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา
และประสบการณ์ในการทํางาน
2.1 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ พบว่า
ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ที่มีเพศต่างกัน
มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มี
นัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก
ผู้บริหารโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่การบริหารโรงเรียนและปฏิบัติต่อบุคลากรโดยเท่าเทียมกัน
ไม่ได้เลือกปฏิบัติระหว่างครูเพศชายและครูเพศหญิง จึงส่งผลให้ความคิดเห็นต่อคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 2 จําแนกตามเพศ ไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของพรสวรรค์สุรพรสถิตกุล (2553)
ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา ตามความคิดเห็นของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาระยอง เขต 1 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาระยองเขต1จําแนกตามเพศพบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และสอดคล้อง
กับอําไพ อุ่นศิริ (2557) ซึ่งได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ
ของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยเมื่อเปรียบเทียบ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 จําแนกตามเพศ แล้วพบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มี
นัยสําคัญทางสถิติ เช่นกัน
2.2 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า
ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ที่มีวุฒิการศึกษา
ที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก
ผู้บริหารให้ความสําคัญ ดูแล เอาใจใส่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีเป็นอย่างดี อีกทั้งยังส่งเสริม
สนับสนุนให้ครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และครูที่มีวุฒิสูงกว่าปริญญาตรีได้เข้ารับการพัฒนา
และอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับงานวิจัยของปาริชาติ ศิลาแยง (2557)
ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี สังกัดองค์การ
88
บริหารส่วนจังหวัดชลบุรี พบว่า ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล
เมืองใหม่ชลบุรี สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จําแนกตามวุฒิการศึกษาโดยรวมและรายด้าน
แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับสุติมา ไชยบํารุง (2556 ) ซึ่งได้ศึกษา
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านวุฒิการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของ
ผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นเดียวกัน
2.3 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์
ในการทํางาน พบว่าครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2
ที่มีวุฒิการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ
รายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้บริหารโรงเรียน มีการอบรม สัมมนาเพื่อพัฒนาทักษะในการบริหารงาน
มีความสามารถในการตัดสินใจ มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร รวมทั้งการมี
ภาวะผู้นํา มีวิธีสร้างแรงจูงใจที่หลากหลาย เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้
การบริหารงานเกิดความสําเร็จตามเป้าหมาย จึงทําให้ให้ครูที่มีประสบการณ์ที่ในการทํางาน
แตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของสุริยันต์ จันโสด (2557)
ซึ่งได้ศึกษาสภาพความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขต
อําเภอเมืองสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงครามพบว่าผลการเปรียบเทียบ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้าน
แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับสุพรรณี สวยกลาง (2558) ซึ่งศึกษาคุณลักษณะ
ของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตาม
ทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี
จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญ
ทางสถิติ และสอดคล้องกับสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
สถานศึกษา จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน
อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นกัน
89
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้
1. ด้านบุคลิกภาพ ผู้บริหารควรมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน มีความเชื่อมั่น
ในตนเอง และควรแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส
2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารควรมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน รู้จักประหยัด
อดออม และละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง
3. ด้านความรู้ ความสามารถ ผู้บริหารควรมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์
นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน มีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียน
การสอน และควรมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน
4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ ผู้บริหารควรมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ยกย่องให้เกียรติ
ผู้ร่วมงาน และรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
5. ด้านความเป็นผู้นํา ผู้บริหารควรมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสม
กับสถานการณ์ จะต้องเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีคุณลักษณะ
ในการติดตามงานให้บรรลุวัตถุประสงค์
ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
2. ควรศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
ผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน
3. ควรศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในสภาพที่เป็นจริง
และสภาพที่คาดหวังของครู ผู้ปกครอง หรือนักเรียน
90
บรรณานุกรม
กรองแก้ว ศิริกุล. (2558). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของ
ครูอําเภอบ่อไร่ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด. งานนิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ:
กระทรวงศึกษาธิการ.
กัมพล สุภาแพ่ง. (2545). ความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
โรงเรียนสังกัดสํานักงานการประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรี. ปริญญานิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต, สาขาวิชาธุรกิจศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
จันทรานี สงวนนาม. (2552). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ: บุคพอยท์.
คณะกรรมการคุรุสภา. (2549). แนวการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของโรงเรียน
ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
คุณวุฒิ คนฉลาด. (2540). ภาวะผู้นํา. ชลบุรี: ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา.
จรัล ฟังเร็ว. (2558). คุณลักษณะที่เป็นจริงและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน
ราชประชานุเคราะห์ กลุ่ม 6 ภาคเหนือตอนบน สังกัดสํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ.
การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองการศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาบริหารการศึกษา,
บัณฑิตวิยาลัย, มหาวิทยาลัยพะเยา.
จันทรานี สงวนนาม. (2552). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ: บุคพอยท์.
เจริญ เจษฎาวัลย์. (2543). คู่มือเลขานุการ. กรุงเทพฯ: พอดี.
เจริญ เพชรดี. (2548). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานผู้บริหารการศึกษาของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 1. วิทยานิพนธ์
ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เทพสตรี.
91
เฉลียว ศุภษร. (2545). คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่สอดคล้องกับ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542ตามทัศนะของผู้บริหารครู และศึกษานิเทศก์
สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร
มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏ
อุบลราชธานี.
ชัยเสฏฐ พรหมศรี. (2550). การบริหารความเสี่ยง. กรุงเทพฯ: เอ็กซ์เปอร์เน็ท.
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2541). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี
ณภัทร ชินวงศ์. (2545). คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นจริงและพึงประสงค์ในทัศนะของ
ครูอาจารย์โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
ดํารง ประเสริฐกุล. (2542). ความเป็นครู. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม.
เต็มสิริ ทิพย์จันทา. (2553). คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน
กรณีศึกษา:โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ต. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
เทวัน ทิพย์กระโทก. (2555). พฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูใน
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
ทองทิพภา วิริยะพันธุ์. (2546). มนุษยสัมพันธ์กับการบริหาร. กรุงเทพฯ: อินฟอร์มีเดีย บุ๊คส์.
ธิติมา เอมะ. (2554). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชา
การบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์. (2543). องค์การและการบริหาร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
ธีระ รุญเจริญ. (2545). ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ : ศักยภาพเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง.
นิพนธ์ กินาวงศ์. (2543). หลักบริหารการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). พิษณุโลก: ตระกูลไทย.
บุญชม ศรีสะอาด และบุญส่ง นิลแก้ว.(2535).การอ้างอิงประชากรเมื่อใช้เครื่องมือแบบมาตราส่วน
ประมาณค่ากับกลุ่มตัวอย่าง. วารสารการวัดผลการศึกษา มศว. มหาสารคาม, 3(1),
23-24.
92
บุณฑริก บุตราช. (2551). คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาจังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
บุศรา เข็มทอง. (2542). คุณลักษณะของผู้บริหารตามความคิดเห็นของพนักงานธนาคารที่ตั้งในเขต
อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร
องค์การ, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี.
ประกอบ กุลเกลี้ยง และสิทธิพร ลิ้มบริบูรณ์. (2545). การบริหารโดยองค์คณะบุคคล. กรุงเทพฯ:
สํานักงานปฏิรูปการศึกษา.
ประทีป บินชัย. (2546). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําตามแนวภาวะผู้นําพิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหาร
สถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ปราณี วิธุรวานิชย์. (2542). จริยธรรมกับชีวิต. กรุงเทพฯ: ศูนย์การพิมพ์สถาบันราชภัฏ
สวนสุนันทา.
ปาริชาติ ศิลาแยง. (2557). การศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชา
การบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
พรทิวา เพชรชม. (2554). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของ
ข้าราชการครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สหวิทยาเขตหนองใหญ่ สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
พรนพ พุกกะพันธุ์. (2544). ภาวะผู้นําและการจูงใจ. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
พรสวรรค์ สุรพรสถิตกุล. (2553). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาระยอง เขต 1. งานนิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2540). พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.
พระเมธีธรรมมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตโต). (2541). พระพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2528). ปรัชญาการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.
93
พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน. (2554). การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ
ของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี
เขต 3. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต. (2552). องค์การและการจัดการ. กรุงเทพฯ: แมคกรอ-ฮิล.
พิภพ วชังเงิน. (2545). จริยธรรมวิชาชีพ Professional ethics. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977).
เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร. (2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น
ของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี. วิทยานิพนธ์
ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
เมธา ภูมิเขต. (2554).คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
ยุทพงษ์ กิ่งวิชิต. (2555). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์
ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.
รังสรรค์ ประเสริฐศรี. (2544). ภาวะผู้นํา. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ์.
รัตติกรณ์ จงวิศาล. (2550). มนุษยสัมพันธ์: พฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊ค.
รุ่ง แก้วแดง. (2541). ปฏิวัติการศึกษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน.
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. (2557). รายงานประจําปีของสถานศึกษา โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี.
กรุงเทพฯ: สุรศักดิ์มนตรี.
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. (2558). สารสนเทศโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. กรุงเทพฯ: สุรศักดิ์มนตรี.
ลักฮั้ว แซ่โค้ว. (2551). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของบุคลากรครูโรงเรียน
พระหฤทัย จังหวัดเชียงใหม่. การศึกษาค้นคว้าอิสระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
94
วราภรณ์ ดํารงวัฒนกุล. (2550). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
วศิน อินทสระ. (2541). พุทธจริยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ทองกวาว.
วันชัย สุตรีศาสตร์. (2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา กาฬสินธุ์
เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
วิจิตร อาวะกุล. (2542). เทคนิคมนุษยสัมพันธ์. กรุงเทพฯ: โอ เอส.
วิรุณ ตั้งเจริญ. (2548). คุณลักษณะที่ดีของผู้บริหารจากประสบการณ์ของศาสตราจารย์
ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ. ใน การบริหารการศึกษา : นักบริหารมืออาชีพ. นนทบุรี: พินธุพันธ์
การพิมพ์.
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2542). การบริหาร: หลักการ ทฤษฎีและประเด็นทางการศึกษา. กรุงเทพฯ:
ทิพยวิสุทธิ์.
วิโรจน์ สารรัตนะ และสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์. (2545). ผู้บริหารใหม่ในโรงเรียนประถมศึกษา
และมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: ทิพย์วิสุทธิ์.
วีระพงษ์ ศรีจันทร์. (2550). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของรองนายกเทศมนตรีฝ่ายการศึกษา
ตามความคาดหวังของพนักงานเทศบาล และพนักงานครูเทศบาลเมืองอรัญประเทศ.
วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
ศิริพงษ์ ศรีชัยรมย์รัตน์. (2549). กุญแจสู่ความเป็นเลิศทางการบริหารคน. กรุงเทพฯ: จูนพับลิชชิ่ง.
ศุภมนต์ จรณะเลิศ.(2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครู
ในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สมจิตร จันทร์เปา. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สมชาย พะโยม. (2554). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอน
ระดับประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
95
สมพงษ์ นาคเจือ. (2558). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของ
ข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 6. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สมุทร ชํานาญ. (2556). ภาวะผู้นําทางการศึกษา. ระยอง: พี.เอส.การพิมพ์.
สาคร สุขศรีวงศ์. (2550). การจัดการ: จากมุมมองนักบริหาร (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ:
จี.พี.ไซเบอร์พรินท์.
สามารถ ฟองศิริ. (2558). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). เอกสารชุดฝึกอบรมผู้บริหาร
สถานศึกษาระดับสูง เล่มที่ 8. กรุงเทพฯ: คัมปาย อิมเมจจิ้ง.
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2541). แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8
พ.ศ. 2540-2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
สํานักงานปฏิรูปการศึกษา. (2545, พฤษภาคม). การบริหารตามแนวปฏิรูปการศึกษา.
วารสารวิชาการ, 5(6), 23-40.
สุดใจ ศรีทอง. (2543). คุณลักษณะที่พึงของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะครู สังกัดสํานักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัด. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม. (2553). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุติมา ไชยบํารุง. (2556). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุนทร โคตรบรรเทา. (2551). หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: ปัญญาชน.
สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความ
คิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชา
การบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
96
สุนันทา พ่วงทอง. (2554). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในทัศนะของครู
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
สุพรรณี สวยกลาง. (2558). คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัด
สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี.
งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุพล วังสินธ์.(2545, มิถุนายน).การบริหารโรงเรียนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา. วารสารวิชาการ,
5(6), 23-30.
สุภาวดี ภาโสม. (2555). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของ
ข้าราชการครูในอําเภอสอยดาว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี
เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
สุมณฑา สุขเอียด. (2546). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารตามการรับรู้ของครูอาจารย์
ในเครือโรงเรียนส่องแสงอําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา.สารนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต,สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์,บัณฑิตวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
สุรพล พุฒคา.(2547).การบริหารสถานศึกษา.ลพบุรี:คณะศรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
สุริยะ วิริยะสวัสดิ์. (2540). เกร็ดการบริหารจัดการงาน จัดการคน. กรุงเทพฯ: บุคแบ็งค์.
สุริยันต์ จันโสด. (2557). สภาพและความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
สถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษา
สมุทรสงคราม. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
หยาดพิรุณ แจ่มศรีจันทร์. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนคติของ
ข้าราชการครูในอําเภอโป่งนํ้าร้อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
จันทบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
อนันท์ งามสะอาด. (2547). มนุษยสัมพันธ์ในการทํางาน. กรุงเทพฯ: ส่งเสริมอาชีวะ.
อานันท์ ปันยารชุน. (2540). ภาวะผู้นํา. กรุงเทพฯ: พิมพ์ไทย.
97
อิศรัตน์ ศรีวัฒนา. (2540). ความคาดหวังของครูที่มีต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหาร
โรงเรียนเอกชน อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต,สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
อํานวย แสงสว่าง. (2544). การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: อักษรพิพัฒน์.
อําไพ อุ่นศิริ. (2557). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู
จังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. งานนิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์,
มหาวิทยาลัยบูรพา.
Bandy, S. J., & Horman, S. (1990).A comparison of leadership behaviors of principals in
California Distinquished elementary, middle and secondary school. Dissertation
Abstracts International, 12(04), 1055-A.
Bass, B. M. (1981). Stogdill’s handbook of leadership: A survey of theory and research.
New York: Free Press.
Bass, B. M. (1998). Transformational leadership: Indusstial, Military and educational impact.
Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Bass, K. H. (1990). Pre-service teacher’ perceptions of family-school collaboration:
A qualitative study. Masters abstracts International, 37(03), 210-212.
Bennis, W. G. (2000). Managing the dream: reflections on leadership and change Cambridge.
Mass.: Perseus.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th
ed.). New York: Harper Collins.
Duke, D. L. (1987). School leadership and instructional improvement. New York:
Random House.
Eckhant, E. E. (1978). Selection criteria practices and procedures of elementary and secondary
school principals. Dissertation Abstracts International, 39(2), 562-563.
Gorton,R. A. (1983).School administrationandsupervision. Glenview, Illinois: Scott, Foresman.
Halpin, E. (1966, June). Effectiveness of alternating full-day kindergarten program,
Dissertation Abstracts International, 50(12), 128-A.
Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2001). Educational administration: Theory, research, and practice
(6th
ed.). Boston: McGraw-Hill.
Jerry, P. F. (1988). Introduction to personality. Glenview: Scott Foesman.
98
Kenneth, C. L., & Jane, P. L. (2000). Management information system (6th
ed.).
Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Kohlberg, L. (1984). Development of moral character and moral ideology in moral reasoning:
Review of child development research. Hartford: Connecticut Printers.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities.
Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Likert, R. (1967). The human organization: Its management and value. New York: McGraw-Hill.
Lipsky, D. R. (1996). The relationship between managerial leadership behavior, effectiveness
and success. Dissertation Abstracts International, 57(4), 201-A.
Magnuson, W. G. (2001). The characteristics of successful school business managers.
Doctoral dissertation, University of Southern California.
Marler, H. R. (1973). The high school principals as perceived by a group of students from
13 schools in Utah. Dissertation Abstracts International, 23(7), 194-A.
Snyder, H. E. (1987). Soybean utilization. New York: AVI.
Stogdill, R. M. (1974). Handbook of leadership: A survey of theory and research. New York:
Free Press.
Stumpf, S. E. (1977). Philosophy: History and problems. The United States of America:
McGraw-Hill.
Yukl, G. A. (1998). Leadership in organizations (4th
ed.). Upper Saddle River, NJ: Prentice-Hall.
99
ภาคผนวก
100
ภาคผนวก ก
- สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือในการวิจัย
- สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ
- สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
101
(สําเนา)
ที่ ศธ.6621.8/ ว.0067 ภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
28 เมษายน 2558
เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือในการวิจัย
เรียน
สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. เค้าโครงงานวิจัย
2. เครื่องมือในการวิจัย
ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้
ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร
พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ
เพื่อการวิจัย ภาควิชาการบริหารการศึกษา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง
ดังกล่าวเป็นอย่างดียิ่ง จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ
ของนิสิตในครั้งนี้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก)
หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา
ภาควิชาการบริหารการศึกษา
โทรศัพท์ 0-3810-2052
โทรสาร 0-3874-5811
102
(สําเนา)
ที่ ศธ.6621.8/ ว.0068 ภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
28 เมษายน 2558
เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ
เรียน ผู้อํานวยการโรงเรียน
ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้
ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร
พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล
เพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ ภาควิชาการบริหารการศึกษา มีความประสงค์จะขอความอนุเคราะห์
จากท่าน เพื่ออํานวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก)
หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา
ภาควิชาการบริหารการศึกษา
โทรศัพท์ 0-3810-2052
โทรสาร 0-3874-5811
103
(สําเนา)
ที่ ศธ.6621.8/ ว.0069 ภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
28 เมษายน 2558
เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
เรียน ผู้อํานวยการโรงเรียน
ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้
ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร
พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ภาควิชาการบริหารการศึกษา มีความประสงค์
จะขอความอนุเคราะห์จากท่าน เพื่ออํานวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก)
หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา
ภาควิชาการบริหารการศึกษา
โทรศัพท์ 0-3810-2052
โทรสาร 0-3874-5811
104
ภาคผนวก ข
แบบสอบถามเพื่อการวิจัยเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
105
แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คําชี้แจง
1. แบบสอบถามนี้แบ่งเป็น 2 ตอน
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพ เพศ และประสบการณ์
ในการทํางานของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
จํานวน 50 ข้อ
2. แบบสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
คําตอบของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนําไปประมวลวิเคราะห์ภาพรวม การตอบ
แบบสอบถามนี้จะไม่มีผลเสียต่อท่านแต่อย่างใด
บุษบา คํานนท์
นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยบูรพา
106
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
คําชี้แจง: โปรดอ่านข้อความต่อไปนี้อย่างละเอียด แล้วทําเครื่องหมาย  ลงใน ( ) ให้ตรงกับ
ความเป็นจริง
1. เพศ
( ) ชาย
( ) หญิง
2. วุฒิทางการศึกษา
( ) ปริญญาตรี
( ) สูงกว่าปริญญาตรี
3. ประสบการณ์ในการทํางาน
( ) ตํ่ากว่า 10 ปี
( ) 10 ปีขึ้นไป
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน
สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
คําชี้แจง: โปรดอ่านข้อความแต่ละข้ออย่างละเอียด แล้วทําเครื่องหมาย  ลงในช่องที่ตรงกับ
ระดับความคิดเห็นของท่านเพียงช่องเดียวเท่านั้น โดยกําหนดคะแนนกับระดับความคิดเห็น ดังนี้
5 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมากที่สุด
4 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมาก
3 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับปานกลาง
2 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับระดับน้อย
1 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับน้อยที่สุด
107
ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ระดับที่พึงประสงค์
5 4 3 2 1
ด้านบุคลิกภาพ
1 ผู้บริหารแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส
2 ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
3 ผู้บริหารมีกริยามารยาทสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน
4 ผู้บริหารมีความกล้าหาญและกล้าในการตัดสินใจ
5 ผู้บริหารมีความกระตือรือร้นในการทํางาน
6 ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน
7 ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง
8 ผู้บริหารมีสุขภาพจิตดี
9 ผู้บริหารใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ
สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านคุณธรรม จริยธรรม
10 ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน
11 ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน
12 ผู้บริหารมีความยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน
13 ผู้บริหารมีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
14 ผู้บริหารประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต
15 ผู้บริหารบริหารงานอย่างมีคุณธรรม
16 ผู้บริหารรู้จักประหยัดและอดออม
17 ผู้บริหารละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง
18 ผู้บริหารมองโลกในแง่ดี
ด้านความรู้ ความสามารถ
19 ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย
เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน
20 ผู้บริหารมีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ
21 ผู้บริหารมีความรู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน
108
ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ระดับที่พึงประสงค์
5 4 3 2 1
ด้านความรู้ ความสามารถ (ต่อ)
22 ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้
23 ผู้บริหารมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคน
24 ผู้บริหารสามารถจัดบุคลากรทํางานได้อย่างเหมาะสม
25 ผู้บริหารมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน
26 ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนตามสถานการณ์
ได้อย่างเหมาะสม
27 ผู้บริหารมีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน
28 ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัด
การเรียนการสอน
29 ผู้บริหารสามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ
ในการทํางาน
30 ผู้บริหารสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
31 ผู้บริหารมีศักยภาพในด้านการนิเทศ ติดตามผลงาน
ของผู้ร่วมงาน
ด้านมนุษยสัมพันธ์
32 ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน
33 ผู้บริหารมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน
34 ผู้บริหารยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
35 ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน
36 ผู้บริหารใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน
37 ผู้บริหารรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
38 ผู้บริหารพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา
39 ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน
40 ผู้บริหารมีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน
109
ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร
ระดับที่พึงประสงค์
5 4 3 2 1
ด้านความเป็นผู้นํา
41 ผู้บริหารสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
42 ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน
43 ผู้บริหารสามารถสร้างทีมงานได้ดี
44 ผู้บริหารเป็นผู้นําของการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร
โรงเรียน
45 ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้า
ในหน้าที่การงาน
46 ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ
วัตถุประสงค์
47 ผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไข
ที่เหมาะสมกับสถานการณ์
48 ผู้บริหารติชมผู้ร่วมงานในโอกาสที่เหมาะสม
49 ผู้บริหารเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา
50 ผู้บริหารมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน ชุมชน
และองค์กร
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
110
ภาคผนวก ค
ค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถาม
111
ตารางที่ 15 ค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถาม เรื่อง คุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
ข้อ ค่าอํานาจจําแนก ข้อ ค่าอํานาจจําแนก
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
.28
.51
.42
.62
.27
.48
.73
.32
.53
.29
.60
.46
.44
.37
.68
.56
.52
.35
.74
.51
.41
.68
.37
.62
.51
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
48
49
50
.75
.38
.51
.52
.46
.32
.58
.63
.39
.38
.36
.63
.33
.58
.48
.32
.58
.63
.39
.68
.56
.52
.35
.74
.51
หมายเหตุ ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ α = .94
112
ประวัติย่อของผู้วิจัย
ชื่อ-สกุล นางสาวบุษบา คํานนท์
วัน เดือน ปีเกิด 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2529
สถานที่เกิด จังหวัดศรีสะเกษ
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 443/2 หมู่ที่ 9 ตําบลโพธิ์ อําเภอเมือง
จังหวัดศรีสะเกษ 33000
ตําแหน่งและประวัติการทํางาน
พ.ศ. 2553-2555 ครูผู้ช่วย โรงเรียนบ้านคลองนํ้าโจน
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
นครสวรรค์เขต 2
พ.ศ. 2555-2557 ครู คศ.1 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน ครู คศ.1 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2553 ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย)
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
พ.ศ. 2559 การศึกษามหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา)
มหาวิทยาลัยบูรพา

Abc3.pdf

  • 1.
    คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต2 บุษบา คํานนท์ งานนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา พฤษภาคม 2559 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยบูรพา
  • 3.
    ค กิตติกรรมประกาศ งานนิพนธ์ฉบับนี้สําเร็จสมบูรณ์ลงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ให้คําปรึกษา และแนะนําแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆอย่างดียิ่งจาก ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก งานนิพนธ์ อีกทั้ง ดร.ธนวิน ทองแพง กรรมการสอบงานนิพนธ์ และคณาจารย์ในภาควิชา การบริหารการศึกษาทุกท่าน ที่ได้กรุณาแนะนําผู้วิจัยให้ได้รับแนวทางในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ และประสบการณ์อย่างกว้างขวางในการทํางานนิพนธ์ครั้งนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความอนุเคราะห์ จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน ซึ่งปรากฏนามในงานนิพนธ์ ฉบับนี้ที่ได้กรุณาตรวจสอบแก้ไขแบบสอบถามให้มีความสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณผู้อํานวยการ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 และครูผู้สอนทุกท่าน ที่กรุณาให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณครอบครัวของผู้วิจัย ตลอดจนเพื่อนนิสิตปริญญาโท และเพื่อนร่วมงาน ทุกท่านที่คอยให้การสนับสนุน ช่วยเหลือและเป็นกําลังใจในการทํางานนิพนธ์ฉบับนี้ให้สําเร็จ ลุล่วงได้ด้วยดีจนประสบความสําเร็จในการศึกษาระดับมหาบัณฑิตในครั้งนี้ ความดีอันเกิดจากงานนิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องตอบแทนพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่านที่ได้ถ่ายทอดความรู้และให้ความช่วยเหลือแนะนํา และเป็นกําลังใจให้แก่ผู้วิจัยตลอดมา บุษบา คํานนท์
  • 4.
    ง 57920507: สาขาวิชา: การบริหารการศึกษา;กศ.ม. (การบริหารการศึกษา) คําสําคัญ: คุณลักษณะที่พึงประสงค์/ผู้บริหารโรงเรียน/โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี/ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2 บุษบา คํานนท์: คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 (DESIRABLE CHARACTERISTICS OF SCHOOL ADMINISTRATORSOFTHETEACHERS’OPINIONIN SURASAKMONTREESCHOOLUNDERSECONDARYEDUCATIONALSERVICEAREA OFFICE2)คณะกรรมการควบคุมงานนิพนธ์: สถาพร พฤฑฒิกุล, ปร.ด. 112 หน้า ปี พ.ศ. 2559. การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จํานวน 140 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 50 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนก รายข้ออยู่ระหว่าง .27-.75 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ 2. ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 5.
    จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................... ง สารบัญ..................................................................................................................................... จ สารบัญตาราง...........................................................................................................................ช สารบัญภาพ.............................................................................................................................. ฌ บทที่ 1 บทนํา............................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา.................................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ........................................................................................ 4 คําถามการวิจัย......................................................................................................... 4 สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................ 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย.......................................................................................... 5 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ................................................................................. 6 ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................ 6 นิยามศัพท์เฉพาะ..................................................................................................... 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................ 10 สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร......................... 10 การบริหารสถานศึกษา............................................................................................ 14 บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา................................................................... 18 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา.................................................. 25 ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย.................................................................................. 52 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................... 53 3 วิธีดําเนินการวิจัย............................................................................................................. 61 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...................................................................................... 61 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล .................................................................. 62 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................... 62 การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................. 63
  • 6.
    ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................64 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................... 65 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................... 66 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................... 66 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................... 66 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................. 67 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................. 80 สรุปผลการวิจัย........................................................................................................ 80 อภิปรายผล.............................................................................................................. 81 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................ 89 บรรณานุกรม............................................................................................................................ 90 ภาคผนวก................................................................................................................................. 99 ภาคผนวก ก.................................................................................................................... 100 ภาคผนวก ข.................................................................................................................... 104 ภาคผนวก ค.................................................................................................................... 110 ประวัติย่อของผู้วิจัย.................................................................................................................. 112
  • 7.
    ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 จํานวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2558.......................................................................................................... 61 2 จํานวนและร้อยละของข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม....................................... 67 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 2 โดยรวมและจําแนกเป็นรายด้าน...................................................... 68 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้อ................................................ 69 5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายข้อ.................................. 70 6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายข้อ............................... 71 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายข้อ.......................................... 72 8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายข้อ........................................... 73 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ................................................................................ 74 10 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ.. 75
  • 8.
    ซ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 11ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา................................................................. 76 12 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม วุฒิการศึกษา................................................................................................................. 77 13 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน.......................................... 78 14 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม ประสบการณ์ในการทํางาน.......................................................................................... 79 15 ค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถาม เรื่อง คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2........................................................................... 111
  • 9.
    ฌ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย.................................................................................................5 2 ผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา................................................ 42
  • 10.
    1 บทที่ 1 บทนํา ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ภายใต้รูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ ในยุคปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนการแข่งขันที่สูงเพื่อเป็นการสร้างข้อได้เปรียบ และความมุ่งมั่นของสังคมให้แก่องค์การที่ดําเนินไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และมีความหลากหลาย ต่างส่งผลกระทบต่อวงวิชาชีพ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยน บริบทและโครงสร้างการบริหาร ของการบริหารจัดการศึกษาภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 เป็นการจัดโครงสร้างการบริหารการศึกษาโดยยึดหลักของการมีเอกภาพเชิงนโยบาย ที่หลากหลายในการปฏิบัติ โดยเน้นระบบการกระจายอํานาจ และการยึดหลักการมีส่วนร่วมของ ท้องถิ่นเป็นสําคัญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 นั้น ได้เสนอแนวคิดและวิธีการจัดการศึกษาที่ท้าทาย หลายด้าน จึงเป็นเสมือนกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ดังจะเห็นได้ว่า ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาตินี้ให้ความสําคัญกับการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ คือ ปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดรับ ซึ่งกันและกันทั้งระบบ ปฏิรูปแนวการจัดการศึกษาโดยให้ยึดผู้เรียนเป็นสําคัญ ปฏิรูปหลักสูตร และเนื้อหาสาระ วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน ปฏิรูประบบ การบริหารและการจัดการศึกษาทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น และเอกชนโดยเน้น เรื่องการกระจายอํานาจและการมีส่วนร่วม ปฏิรูประบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา มุ่งเน้นให้มีการยกระดับสถานภาพของวิชาชีพครู การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพครู ปฏิรูประบบ ทรัพยากรและการลงทุน เพื่อระดมทรัพยากรในการจัดการศึกษา ปฏิรูประบบประกันคุณภาพ การศึกษา เน้นเรื่องของการประกันคุณภาพภายในและให้มีการรับรองและประเมินผลมาตรฐานจาก องค์กรภายนอก และปฏิรูปสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มุ่งให้มีการผลิต ใช้สื่อและเทคโนโลยี ในรูปแบบที่หลากหลายที่มีคุณภาพ (สํานักงานปฏิรูปการศึกษา, 2545, หน้า 15-18) การปฏิรูปการศึกษามุ่งให้เกิดคุณภาพทั้งในด้านผลผลิต กระบวนการจัดการ และปัจจัย ต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้การจัดการศึกษา พัฒนาทั้งระบบ (Whole school approach: WSA) ซึ่งบุคคล ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา เพราะ
  • 11.
    2 เป็นผู้นําและผู้ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีความสามารถทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง การเรียนการสอน และการเรียนรู้ รวมทั้งประสานสัมพันธ์ระดมและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (สุพล วังสินธ์, 2545,หน้า 29) ผู้บริหารสถานศึกษาจึงเปรียบได้ว่าเป็นจอมทัพสําคัญ ที่จะนําพาองค์กรให้ก้าวไปในกระแสแห่งการปฏิรูปได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางบริบท(Context)หลากหลายส่วนนั้นเปรียบได้กับผู้บริหารมืออาชีพ จึงจะเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ที่จะทําหน้าที่สําคัญให้ไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยการกําหนดเป็นยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติที่แสดงให้เห็นศักยภาพ คุณภาพ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการศึกษาภายในสถานศึกษาแห่งนั้น ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นําหรือหัวหน้างาน ไม่ว่าจะในหน่วยงานใดย่อมมีบทบาทหน้าที่ ที่เป็นผลต่อความสําเร็จหรือประสิทธิภาพของงานเป็นอย่างยิ่ง ในบางครั้งแม้ว่าการจัดองค์กร จะไม่เรียบร้อยถูกต้องอยู่บ้าง แต่อาจได้ผลลัพธ์ของงานที่มีประสิทธิภาพสูงได้ หากผู้บริหาร มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่อบุคคลในหน่วยงาน และในทางตรงกันข้ามหากผู้บริหารหรือผู้นํา ในองค์กรมีคุณลักษณะหรือพฤติกรรมในการนําของผู้บริหารไม่ดีหรือไม่พึงประสงค์แม้การจัด องค์กรจะถูกต้องหรือดีเพียงใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรย่อมสมบูรณ์ได้ยากและอาจไม่มี ประสิทธิภาพเท่าที่ควรหรือประสิทธิภาพตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ ไม่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ที่เป็นเหตุทําให้บุคคลในหน่วยงานไม่มีความตั้งใจหรือเต็มใจใน การทํางานหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนรับผิดชอบ หรือปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่หรือเต็มความสามารถ ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านลบให้เกิดขึ้นกับองค์การหรือหน่วยงาน ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียน ผู้นําหรือ หัวหน้างานจึงจําเป็นจะต้องมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สําหรับบุคลากรในหน่วยงาน มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสมและมีพฤติกรรมในการนําที่ถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนงานขององค์การให้นําไปสู่ความสําเร็จ เพราะความสําเร็จของงานทุกด้านขององค์การขึ้นอยู่กับผู้บริหารหรือผู้นําที่จะวินิจฉัยสั่งการหรือ ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการบริหารงานด้านวิชาการ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสถานศึกษา ในปัจจุบันพบว่า มีผู้บริหารโรงเรียน ผู้นํา หรือหัวหน้างานหลายท่านที่ประสบปัญหา การดําเนินงานในองค์การ เพราะการบริหารคนและการอยู่ร่วมกันในที่ทํางานกับบุคลอื่นย่อมเลี่ยง ที่จะไม่เผชิญหน้ากับความขัดแย้งในเรื่องของคน โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะผู้ร่วมงาน ล้วนมาจากสภาพแวดล้อมและการศึกษาต่างกัน ถ้าหากเจ้านายหรือผู้นําองค์การไม่สามารถซื้อใจ หรือเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้นั้นก็จะเกิดปัญหาและอุปสรรคในการทํางานหรืออาจเป็น การขัดขวางความเจริญก้าวหน้าขององค์การซึ่งเหตุเกิดเพราะผู้บริหารและผู้ร่วมงานไม่ลงรอยกัน รวมทั้งเกิดจากการที่ผู้นําองค์กรหรือผู้บริหารสถานศึกษาขาดความรู้ความสามารถด้านการบริหารงาน
  • 12.
    3 การไม่จัดระบบหรือแบบแผนในการปฏิบัติงาน ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ขาดความยุติธรรม ขาดการพัฒนาด้านบุคลิกภาพขาดภาวะในการเป็นผู้นํา ขาดความรอบคอบในการตัดสินใจ มีความเสื่อมเสียในเรื่องส่วนตัว รวมทั้งไม่มีเครือข่ายในการเป็นต้นแบบที่ดีและถูกต้อง ซึ่งปัญหา เหล่านี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารทั้งสิ้น หากผู้บริหารท่านใดขาดทักษะหรือ คุณลักษณะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะส่งผลให้การทํางานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริหาร จึงจําเป็นต้องรู้จักตนเองรู้จักลูกน้องและรู้จักการพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะได้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ และสามารถบริหารงานได้สําเร็จตามเป้าหมายของสถานศึกษา และสอดคล้องตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ซึ่งได้กําหนดไว้ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา โดยได้กล่าวถึงมาตรฐาน เกี่ยวกับผู้บริหารโรงเรียนไว้ว่า “ผู้บริหารมีคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์” ซึ่งคําว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์คือคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่ควรแก่การยอมรับ ฉะนั้น ผู้บริหารโรงเรียนภายใต้กระแสแห่งความเป็นโลกาภิวัฒน์ในยุคปัจจุบัน จึงต้องพัฒนาตนเอง อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนของสังคมโลก ซึ่งปัจจัยสําคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้ ในโรงเรียนคือระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมดังนั้นผู้บริหารโรงเรียน ในยุคปฏิรูปการศึกษาจึงต้องมีศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการ นับว่าเป็นคุณลักษณะที่สําคัญ ที่จะทําให้การบริหารจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เป็นหน่วยงานของภาครัฐ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียน มัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ทําการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6มีนักเรียน จํานวน 3,021 คน เป็นนักเรียนชาย จํานวน 1,506 คน นักเรียนหญิง 1,515 คน ครูและบุคลากร ทางการศึกษา จํานวน 220 คน (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2558) ผู้บริหารโรงเรียนจึงจําเป็นต้องมี คุณลักษณะ มีความรู้ ความสามารถ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีคุณธรรมจริยธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีภาวะความเป็นผู้นํา ทันต่อเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน มีความสามารถ ในการบริหารในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการบริหารด้านวิชาการซึ่งเป็นหัวใจหลักของหน่วยงาน สามารถนําพาหน่วยงานไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ซึ่งผู้บริหารจําเป็นจะต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา อาทิเช่น การพัฒนาการใช้นวัตกรรมการบริหาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร การปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ การพัฒนาผู้ร่วมงานและการสร้างโอกาสในการพัฒนาได้ ทุกสถานการณ์
  • 13.
    4 ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนที่มีคุณลักษณะสอดคล้องตามต้องการของผู้ปฏิบัติงาน จึงมีความสําคัญต่อความร่วมมือในการทํางานในองค์การผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอาศัยแนวคิดตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน ความเป็นผู้นํา โดยผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะทําให้ทราบความต้องการคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 และทราบถึงความแตกต่างของความต้องการคุณลักษณะของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การในการทํางาน ว่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้วิจัยคาดหวังว่า จะเป็นประโยชน์ในการนําข้อมูลไปพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ใน การปฏิบัติตน ปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามภารกิจหน้าที่ของผู้บริหารและ สอดคล้องกับความต้องการของครูในโรงเรียนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 2. เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน คําถามการวิจัย 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 อยู่ในระดับใด 2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ ในการทํางาน แตกต่างกันหรือไม่
  • 14.
    5 สมมติฐานของการวิจัย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ ในการทํางานแตกต่างกัน กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 อาศัยแนวคิดตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553) โดยศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา โดยจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ ในการทํางาน และนํามาสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังภาพที่ 1 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 1. เพศ 1.1 เพศชาย 1.2 เพศหญิง 2. วุฒิการศึกษา 2.1 ปริญญาตรี 2.2 สูงกว่าปริญญาตรี 3. ประสบการณ์ในการทํางาน 3.1 ตํ่ากว่า 10 ปี 3.2 10 ปีขึ้นไป คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษา - ด้านบุคลิกภาพ - ด้านคุณธรรม จริยธรรม - ด้านความรู้ความสามารถ - ด้านมนุษยสัมพันธ์ - ด้านความเป็นผู้นํา
  • 15.
    6 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. เพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 2. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้นําผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณลักษณะ ของผู้บริหารในสถานศึกษาต่อไป ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้อาศัยแนวคิดตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2545และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 โดยกําหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร มี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน ความเป็นผู้นํา โดยจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ปีการศึกษา 2558 จํานวน 220 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตาม ตารางของ Krejcie and Morgan (1970, pp. 607-610) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน 140 คน 3. ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น 3.1.1 เพศ 3.1.1.1 เพศชาย 3.1.1.2 เพศหญิง 3.1.2 วุฒิการศึกษา 3.1.2.1 ปริญญาตรี 3.1.2.2 สูงกว่าปริญญาตรี
  • 16.
    7 3.1.3 ประสบการณ์ในการทํางาน 3.1.3.1 ตํ่ากว่า10 ปี 3.1.3.2 ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ซึ่งแบ่งคุณลักษณะออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 3.2.1 ด้านบุคลิกภาพ 3.2.2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม 3.2.3 ด้านความรู้ความสามารถ 3.2.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ 3.2.5 ด้านความเป็นผู้นํา นิยามศัพท์เฉพาะ 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนหมายถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออก ในลักษณะต่างๆของผู้บริหารโรงเรียนที่นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสังเกตได้ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1.1 ด้านบุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับลักษณะท่าทาง อากัปกิริยาต่าง ๆ ของผู้บริหารที่แสดงออกทางร่างกายเกี่ยวกับการแต่งกาย การมีสุขภาพสมบูรณ์ ความสุภาพอ่อนโยน ลักษณะท่าทางร่าเริงแจ่มใส การเป็นผู้นําและผู้ตาม กล้าในการตัดสินใจ กระตือรือร้นในการทํางานความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงานความเชื่อมั่นในตนเองมีสุขภาพจิตดี ผู้ที่ใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารเกี่ยวกับด้านคุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วย ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน ประเมินความดีความชอบอย่างยุติธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นผู้ประพฤติตนอยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นผู้ที่บริหารงานอย่างมีคุณธรรม มีนิสัยประหยัดและอดออม ละเว้นจาก อบายมุขทั้งปวง และมองโลกในแง่ดี 1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับด้าน คุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วย ผู้ที่มีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน ผู้ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มีความรู้ทันต่อ เหตุการณ์ปัจจุบัน เป็นผู้สร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางาน มีความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของตน
  • 17.
    8 สามารถจัดบุคลากรได้เหมาะสมกับงาน มุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน เป็นผู้ที่สามารถแก้ปัญหา ตามสถานการณ์อย่างเหมาะสมมีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน สามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน สามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ ในการทํางาน เป็นผู้ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพ ในการนิเทศ ติดตามผลงานของผู้ร่วมงาน 1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ ประกอบด้วย ผู้ที่มีบุคลิกภาพเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน มีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน มีบุคลิกภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ รับฟังความคิดเห็นและปัญหาของผู้ร่วมงานอย่างใจเย็น ใส่ใจในเรื่องหน้าที่ การงานของผู้ร่วมงาน รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา มีลักษณะนิสัยพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา ยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน มีอัธยาศัยดีพูดจาสุภาพกับทุกคน 1.5 ด้านความเป็นผู้นํา หมายถึง คุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับการเป็นผู้นํา ประกอบด้วย ผู้ที่มีความสามารถในการในการควบคุมอารมณ์ ผู้ที่มีความสามารถในการจูงใจ ผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ที่สามารถสร้างทีมงานได้ดี นําการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร โรงเรียน ผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้ที่มีลักษณะในการติดตามงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์มีความสามารถในการควบคุมกํากับทุกเหตุการณ์ รู้จักติชมผู้ร่วมงานใน โอกาสที่เหมาะสม เป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน 2. ผู้บริหาร หมายถึง ผู้อํานวยการสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 หรือบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษาในภาคของรัฐ (ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553) 3. ครู หมายถึง ผู้ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 4. ทัศนะ หมายถึง ความคิดเห็น ความรู้สึกของครูที่มีต่อผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน ความเป็นผู้นํา 5. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี หมายถึง โรงเรียนขนาดใหญ่ของรัฐที่จัดการเรียนการสอน ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในกรุงเทพมหานคร สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 6. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 หมายถึง หน่วยงานทางการบริหาร ด้านการศึกษาที่มีฐานะเป็นกอง สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่หลัก
  • 18.
    9 ในการจัดทํานโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศึกษาของเขตพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบาย มาตรฐานการศึกษาแผนการศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความต้องการของท้องถิ่น การกํากับ ติดตาม เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนในสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานบรรลุ เป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาชาติ 7. เพศ หมายถึง เพศของครูที่ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 แบ่งเป็นเพศชาย และเพศหญิง 8. วุฒิการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาสูงสุดของครูในโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 8.1 ปริญญาตรี หมายถึง วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 8.2 สูงกว่าปริญญาตรี หมายถึง วุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท และปริญญาเอก 9. ประสบการณ์ในการทํางาน หมายถึง ระยะเวลาในการปฏิบัติงานของครู นับตั้งแต่เริ่ม ปฏิบัติงานสอนจนถึงปัจจุบัน และในวิจัยเล่มนี้ได้จําแนกประสบการณ์ของครู แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 9.1 ประสบการณ์ในการทํางาน ตํ่ากว่า 10 ปี หมายถึง ครูผู้ปฏิบัติงานสอนใน โรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีอายุการทํางานตํ่ากว่า 10 ปีลงมา 9.2 ประสบการณ์ในการทํางาน 10 ปีขึ้นไป หมายถึง ครูผู้ปฏิบัติงานสอนใน โรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีอายุการทํางานเท่ากับ 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • 19.
    10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกตามหัวข้อ ดังนี้ 1. สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร 2. การบริหารสถานศึกษา 3. บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา 4. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 5. ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สภาพการดําเนินงานของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตั้งอยู่เลขที่ 54 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์10400 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนื้อที่ 47 ไร่ 1 งาน เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ประเภทสหศึกษา ประวัติโรงเรียนโดยย่อ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เดิมคือโรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกสร้างขึ้นและรับนักเรียน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2511 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของชาติและ เป็นการตอบแทนข้าราชการสังกัดกองทัพบก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ จะได้ไม่ต้อง วิตกกังวลในเรื่องการจัดหาโรงเรียนให้บุตรหลาน และดําเนินการโดยกองทัพบก ต่อมากองทัพบก พิจารณาเห็นว่า การจัดการศึกษาแก่เยาวชนควรมอบให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ และกองทัพขาดแคลนผู้ชํานาญในการจัดการศึกษา กองทัพบกจึงโอนโรงเรียนบุตรข้าราชการ กองทัพบกส่วนกลางเข้าสังกัดกรมสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยกองทัพบก ได้เสนอชื่อจอมพลมหาอํามาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ผู้บัญชาการทหารบกคนแรกที่กองทัพบก
  • 20.
    11 ภาคภูมิใจในเกียรติประวัติให้กรมสามัญศึกษาใช้เป็นชื่อของโรงเรียน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จัดการเรียนการสอนระดับมัธยม และได้รับรางวัล“โรงเรียนดีเด่น รับรางวัลพระราชทาน ประจําปีการศึกษา 2542” ข้อมูลสภาพชุมชนโดยรวม (เขตพื้นที่บริการ) 1. สภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียนมีลักษณะเป็นสังคมเมือง บริเวณใกล้เคียง โดยรอบโรงเรียนได้แก่ มหาวิทยาลัยราชมงคลวิทยาเขตจักรพงษ์ภูวนาถมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์โรงพยาบาลทหารผ่านศึก กองบูรณะถนน กรุงเทพมหานคร อาชีพหลักของชุมชนคือ รับจ้าง เนื่องจากมีสถานประกอบการ ขนาดเล็กจํานวนมาก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 2. ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีพหลัก คือ รับจ้าง ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ ฐานะทางเศรษฐกิจ/ รายได้เฉลี่ย โดยเฉลี่ยต่อครอบครัวต่อปี 180,000 บาท จํานวนคนเฉลี่ยต่อครอบครัว 4 คน 3. โอกาสและข้อจํากัดของโรงเรียน 3.1 โอกาส 3.1.1 โรงเรียนมีบริเวณกว้างขวาง มีห้องเรียนห้องปฏิบัติการ และมีพื้นที่ใช้สอย ในการจัดกิจกรรมมาก จัดบรรยากาศสถานที่เรียนและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ 3.1.2 โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้รอบบริเวณโรงเรียนที่หลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยราชมงคลวิทยาเขตจักรพงษ์ภูวนาถ สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง 3.1.3 โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากองค์กรภายนอก สถาบันการศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียน เครือข่ายผู้ปกครองเข้ามาช่วยดูแล นักเรียนตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง 3.2 ข้อจํากัด 3.2.1 นักเรียนส่วนมากมาจากชุมชนรอบโรงเรียน ซึ่งสภาพแวดล้อมและบริเวณ ใกล้เคียงมีแหล่งบริการด้านบันเทิงและบริการด้านเทคโนโลยีที่ชักจูงให้นักเรียนนําไปใช้ใน การที่ไม่เหมาะสม 3.2.2 ผู้ปกครองมีความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ส่งผลให้ผู้เรียนมีสื่อและอุปกรณ์ การเรียนรู้ที่บ้านที่แตกต่างกันและขาดปัจจัยในการให้การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียน (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2557, หน้า 1-7)
  • 21.
    12 การบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี แบ่งโครงสร้างการบริหารโรงเรียนออกเป็น 4ด้าน ได้แก่ กลุ่มบริหารงานวิชาการกลุ่มบริหารงานงบประมาณกลุ่มบริหารงานบุคคลและกลุ่มบริหารงานทั่วไป ผู้บริหารยึดหลักการบริหารแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน และมีแนวทางการดําเนินการบริหารจัดการ ของโรงเรียนด้านต่าง ๆ (โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี, 2557, หน้า 48-50) ดังนี้ เอกลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ลูกสุรศักดิ์มนตรี มารยาทดี มีอัธยาศัย อัตลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ลูกสุรศักดิ์มนตรี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ และเป็นคนดี ของสังคม วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีความรู้สู่มาตรฐานสากล ให้มีศักยภาพเป็นพลโลก มีจิตสํานึกในความเป็นชาติไทย และดํารงชีวิตอย่างมีความสุข ตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พันธกิจของโรงเรียน พัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษา อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาชาติเทียบเคียงมาตรฐานสากล มีความรู้คู่คุณธรรม ดํารงชีวิต อย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทันยุคสมัย และพัฒนาการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานด้วยระบบคุณภาพระดับสากล เป้าประสงค์ของโรงเรียน 1. ผู้เรียนเป็นคนดี มีความรู้ ด้วยการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาชาติเทียบเคียงมาตรฐานสากล 2. บุคลากรและผู้เรียนดํารงชีวิตอย่างมีความสุขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. ครูและบุคลกรทางการศึกษา ได้รับการยกระดับให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ เทียบเคียงมาตรฐานสากล 4. ครูและนักเรียนสามารถใช้เครื่องมือ สื่อนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารจากแหล่งเรียนรู้ศูนย์วิทยบริการได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์โลก 5. สถานศึกษามีการพัฒนาการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานด้วยระบบคุณภาพ 6. สถานศึกษาจัดให้มีภาคีเครือข่ายการจัดการเรียนรู้และร่วมพัฒนากับสถานศึกษา ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระหว่างประเทศ
  • 22.
    13 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน 1. พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมนําความรู้สู่สังคมโลก ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2. จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดสวัสดิการ และการให้บริการแก่ผู้เรียน 3. พัฒนาห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ อาคาร สถานที่ สื่อ อุปกรณ์ นวัตกรรม บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามมาตรฐานสากล 4. ส่งเสริมและจัดประสบการณ์ ด้านวิชาการ วิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนา ทักษะชีวิตแก่ผู้เรียนตามมาตรฐานสากล 5. พัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คุณธรรม จริยธรรม อย่างต่อเนื่อง 6. ส่งเสริมการทํางานแบบมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยระหว่างบุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน ในการสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและได้รับการรับรองสู่มาตรฐานสากล กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ เป็นเลิศทางวิชาการ มีความถนัด เฉพาะทางเทียบเคียงมาตรฐานสากล กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้ผู้เรียน ครู มีความรู้และคุณธรรมตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมศักยภาพครูและบุคลากรให้ได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานสากล กลยุทธ์ที่ 4 สนับสนุน ส่งเสริมการใช้สื่ออุปกรณ์ เครื่องมือ สื่อนวัตกรรม เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารให้เอื้อต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากล กลยุทธ์ที่ 5 บริหารจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาสู่ มาตรฐานสากล กลยุทธ์ที่ 6 ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาโรงเรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจัดทําพันธะสัญญาในการขับเคลื่อนโรงเรียนสู่มาตรฐานสากล
  • 23.
    14 การบริหารสถานศึกษา ความหมายของการบริหาร การบริหารมีความหมายตรงกับคําในภาษาอังกฤษว่า Administration มีผู้ให้ความหมาย ไว้ดังนี้ Sergiovanni(1984 อ้างถึงใน สมุทร ชํานาญ, 2556, หน้า 28) กล่าวว่า การบริหาร คือ กระบวนการทํางานร่วมกับผู้อื่นเพื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายร่วมกัน สุเมธ แสงนิ่มนวล (2540 อ้างถึงใน สุริยันต์ จันโสด, 2557, หน้า 15) ได้ให้ความหมาย เกี่ยวกับการบริหารยุคใหม่ ดังนี้ 1. การบริหารงานยุคใหม่ มีความจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการบริหาร 2. การบริหารงานเน้นที่คุณภาพกับความแปลกใหม่ในการบริหาร 3. การบริหารงานที่เน้นที่กลยุทธ์ที่ทําให้คล่องตัว สะดวก และรวดเร็ว 4. การบริหารต้องพร้อมที่จะเสี่ยงตลอดเวลา 5. การบริหารจะริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์การ 6. มีการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง 7. การบริหารงานจะต้องคํานึงถึงความสามารถเป็นหลักมากกว่าความอาวุโส 8. มีการจัดเก็บและแยกแยะข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อสะดวกแก่การใช้ 9. มุ่งการปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับรูปแบบการบริหารให้มากยิ่งขึ้น บุศรา เข็มทอง (2542, หน้า 19) กล่าวว่า การบริหารคือการนําเอาสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น โดยการนําศิลปะของการเป็นผู้นํามาใช้ในการบริหาร โดยผู้บริหารไม่ใช้ผู้ปฏิบัติแต่เป็นผู้ใช้ศิลปะ ทําให้ผู้ปฏิบัติงานทํางานให้เกิดผลสําเร็จตรงตามจุดมุ่งหมายขององค์การ และเน้นที่การสร้าง มนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ร่วมงาน จันทรานี สงวนนาม (2552, หน้า 25) กล่าวว่า การบริหารเป็นการทํากิจกรรม โดยผู้บริหารและสมาชิกในองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป การบริหารจึงเป็นกระบวนการทางสังคมที่สามารถพิจารณาได้3 ทาง คือ 1. ทางโครงสร้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ตามลําดับชั้นของสายการบังคับบัญชา 2. ทางหน้าที่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ระบุบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบและ สิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้สําเร็จเป้าหมาย 3. ทางปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่บุคคลและบุคคลต้องการร่วมทําปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน
  • 24.
    15 ความหมายของการบริหารการศึกษา ประเสริฐ เชษฐพันธ์ (2542อ้างถึงใน อําไพ อุ่นศิริ, 2557, หน้า 12) ให้ความหมายของ การบริหารการศึกษาไว้ว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการร่วมมือกันพัฒนา คุณภาพและสมรรถภาพของคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีสุขภาพพลามัยที่ดี และมีส่วนร่วมใน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทรัพยากรบริหารที่มีอยู่อย่างเหมาะสม วีระพงษ์ ศรีจันทร์ (2550, หน้า 31) ได้กล่าวว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง กิจกรรม ต่าง ๆ ที่บุคคลหลาย ๆ คน ร่วมมือกันดําเนินการเพื่อพัฒนาให้เด็ก เยาวชน ประชาชน หรือสมาชิก ของสังคมมีความรู้คู่คุณธรรมและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม สุริยันต์ จันโสด (2557, หน้า 17) ได้กล่าวว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง การร่วมมือ กันของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ดําเนินกิจกรรมทางการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชน ประชาชน และสมาชิกของสังคมให้เจริญก้าวหน้าและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า การบริหารการศึกษา หมายถึง การร่วมมือกันของ บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดําเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของเด็ก เยาวชน ประชาชน หรือสมาชิกของสังคมให้เป็นคนดี มีคุณธรรม เจริญก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทรัพยากรบริหารที่มีอยู่อย่างเหมาะสม กระบวนการบริหาร แนวคิดของGulickandUrwick(1937อ้างถึงในสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ, 2541, หน้า 27) มีชื่อย่อว่า POSDCORB โดยมีกระบวนการบริหาร 7 ประการ คือ 1. การวางแผน (Planning-P) หมายถึง การจัดวางโครงการและแผนปฏิบัติการ รวมทั้ง วิธีการปฏิบัติงานล่วงหน้าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน 2. การจัดหน่วยงาน (Organizing-O) หมายถึง การกําหนดโครงการสร้างอํานาจหน้าที่ การแบ่งส่วนงาน และการจัดสายงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ 3. การจัดวางตัวบุคคล (Staffing-S) หมายถึง การบริหารงานด้านบุคคล ได้แก่ การจัด อัตรากําลัง การสรรหา การพัฒนาบุคลากรและการเสริมสร้างการบรรยากาศในการทํางานที่ดี 4. การอ่านรายการ (Directing-D) หมายถึง การวินิจฉัยสั่งการ การควบคุมบังคับบัญชา และการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้บริหารเป็นหัวหน้าหน่วยงาน 5. การประสานงาน(Coordinating-Co)หมายถึงการประสานกิจกรรมต่างๆของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดมีความร่วมมือ ประสานงานที่ดี และดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน 6. การรายงาน (Reporting-R) หมายถึง การรายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน เพื่อให้ผู้บริหารและสมาชิกของหน่วยงานได้ทราบความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าของกิจการ อย่างสมํ่าเสมอ
  • 25.
    16 7. การงบประมาณ (Budgeting-B)หมายถึง การจัดทํางบประมาณ การจัดทําบัญชี การใช้จ่ายเงินและการควบคุมตรวจสอบทางด้านการเงิน และทรัพย์สิน Fayol (1949 อ้างถึงใน สาคร สุขศรีวงศ์, 2550, หน้า 25-26) ได้แบ่งหน้าที่พื้นฐานของ การจัดการพื้นฐานในการจัดการองค์การ 5 ประการ คือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การบังคับบัญชา (Commanding) การประสานงาน (Communication) และ การควบคุมงาน (Controlling) นอกจากนี้ยังได้กําหนดหลักการสําหรับการจัดการกับองค์การไว้14 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. การแบ่งหน้าที่กันทํา (Division of work) ความมุ่งหมายของการแบ่งงานกันทํา เพื่อปรับปรุงประสิทธิผลของงานโดยลดการสูญเปล่าเพิ่มผลผลิต และทําให้การฝึกอบรมง่ายขึ้น 2. อํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority and responsibility) อํานาจหน้าที่ คือ สิทธิในการออกคําสั่ง และอํานาจในการทําให้ผู้อื่นเชื่อฟัง ส่วนความรับผิดชอบซึ่งไปตาม อํานาจหน้าที่เป็นความจําเป็นที่ต้องทํางานตามที่ที่ได้รับมอบหมายให้สําเร็จ 3. วินัย (Discipline) หมายถึง การเคารพในกฎระเบียบที่ควบคุมองค์การ ข้อตกลง ระหว่างองค์การกับผู้ทํางานต้องมีความชัดเจน และสภาวะของวินัยในกลุ่มใดในองค์การ ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของภาวะผู้นํา 4. เอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of command) ผู้ทํางานควรได้รับคําสั่งจาก ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้ายึดหลักการข้อนี้จะเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่และวินัย 5. เอกภาพของทิศทาง (Unity of direction) กิจกรรมที่คล้ายคลึงกันมุ่งไปสู่เป้าหมาย เดียวกัน ควรจัดกลุ่มให้อยู่ภายใต้ผู้จัดการคนเดียว 6. ความสนใจส่วนตัวเป็นรอง (Subordination of individual interest) ความในใจของ แต่ละคนและกลุ่มคนภายในองค์การควรมาทีหลังความสนใจขององค์การโดยรวม 7. การให้ค่าตอบแทน (Remuneration) การให้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินหรือค่าชดใช้ต่าง ๆ ควรยุติธรรมและเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ทํางานและฝ่ายองค์การ 8. การรวมอํานาจ (Centralization) ผู้จัดการควรรักษาไว้ซึ่งความรับผิดชอบขั้นสุดท้าย แต่ควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอํานาจหน้าที่พอปฏิบัติภารกิจได้สําเร็จ ระดับความเหมาะสมของ การรวมอํานาจย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปริมาณที่เหมาะสมของการรวมอํานาจที่จะใช้ ในแต่ละกรณีเป็นที่สงสัย 9. สายบังคับบัญชา(Scalarchain)คือสายของหัวหน้านับตั้งแต่ตําแหน่งผู้มีอํานาจสูงสุด จนถึงล่างสุดสายการบังคับบัญชาจะต้องชัดเจนและถือว่าแนวปฏิบัติตลอดเวลา
  • 26.
    17 10. ระเบียบ (Order)ทรัพยากรที่เป็นบุคคลและสิ่งของควรมีการประสานกันและ อยู่ถูกกาลเทศะ หรืออยู่ถูกที่ในเวลาที่เหมาะสม 11. ความยุติธรรม (Equity) ความต้องการความยุติธรรมและการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ผู้จัดการต้องคํานึงถึงเสมอเมื่อจัดการกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ทํางาน 12. ความมั่นคงของบุคลากร (Stability of personnel) องค์การประสบความสําเร็จต้องมี กองปฏิบัติงานที่มั่นคง การปฏิบัติของฝ่ายการจัดการควรส่งเสริมปณิธานการทํางานระยะยาวให้กับ องค์การ 13. การริเริ่ม (Initiative) ฝ่ายการจัดการควรส่งเสริมให้ผู้ทํางานพัฒนาและดําเนิน แผนการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น 14. ความสามัคคี (Esprit de corps) ผู้จัดการควรส่งเสริมและรักษาทีมงาน นํ้าใจหมู่พวก และความรู้สึกเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวระหว่างผู้ทํางานทั้งหมด Dale(n.d.อ้างถึงในกัมพล สุภาแพ่ง,2545,หน้า11)ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการบริหารไว้ ดังนี้ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การจัดคนเข้าทํางาน (Staffing) การอํานวยการ (Directing) การควบคุม (Controlling) การคิดริเริ่ม (Initiating) การรายงาน (Reporting) จากแนวความคิดที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กระบวนการบริหารจําเป็นต้องมีองค์ประกอบ ในเรื่องของการวางแผน การจัดองค์การ การจัดคนเข้าทํางาน การอํานวยการ การประสานงานและ การควบคุมงาน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ คือ การบังคับบัญชา การคิดริเริ่มและการรายงาน Drake and William (n.d. อ้างถึงใน สุดใจ ศรีทอง, 2543, หน้า 3) โดยเสนอว่าทักษะ ที่จําเป็นในการบริหารสถานศึกษานั้นควรมี 5 ทักษะ 1. ทักษะด้านเทคนิควิธี คือ ความสามารถในการใช้วิธีการเทคนิค และเครื่องมือที่จําเป็น เพื่อผลสําเร็จของงานที่ได้มาจากประสบการณ์การศึกษาและการฝึกอบรม ให้สามารถทํางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ทักษะด้านมนุษย์คือ ความสามารถในการตัดสินใจทํางานร่วมกับคนอื่น และทําให้ คนอื่นให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ซึ่งได้แก่ การจูงใจคน และการประยุกต์ภาวะผู้นํามาใช้ใน การบริหารงาน 3. ทักษะด้านความคิดรวบยอดคือความสามารถในการมององค์การได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพื่อทําให้องค์การมีความสมบูรณ์โดยส่วนรวม ด้วยการทําให้การทํางานของแต่ละบุคคลเหมาะสม กับองค์การ ทักษะด้านความรู้ ความสามารถ เป็นการยอมรับวัตถุประสงค์ขององค์การมากกว่า ที่จะคํานึงถึงความต้องการของบุคคลโดยบุคคลเพียงหนึ่งเดียวในองค์การ
  • 27.
    18 4. ทักษะการศึกษาและการสอน เป็นทักษะที่ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องมีเพราะ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นําทางการศึกษา และจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเรียน การสอนในฐานะนักวิชาการศึกษาที่ดีด้วย 5. ทักษะทางความรู้ ความคิด เป็นทักษะที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพัฒนาได้ และเป็นส่วนสําคัญในการเสริมสร้างทักษะอื่น ๆ ผู้บริหารสถานศึกษาจําเป็นต้องมีความรู้ ความคิด ภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ ผู้บริหารสถานศึกษาจะไม่สามารถเป็นผู้นําทางการศึกษาที่มีประสิทธิผลได้ ถ้าปราศจากความรู้ และไม่สามารถใช้ความรู้นั้นในทางที่มีความหมายและสร้างสรรค์ จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษาที่จะเกิดประสิทธิผลนั้น ต้องอาศัยทักษะที่จําเป็น คือ ทักษะด้านเทคนิควิธี ทักษะด้านมนุษย์ทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะการศึกษาและการสอนและทักษะทางความรู้ ความคิดซึ่งจะนําไปสู่จุดมุ่งหมายทางการศึกษา เพื่อบริการแก่สมาชิกของสังคมให้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา การบริหารงานผู้บริหารเป็นผู้ที่มีหน้าที่และบทบาทสําคัญในการนําเอานโยบายและ หลักการศึกษาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสําเร็จในเรื่องบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ได้มีนักวิชาการ กล่าวถึงไว้หลายทัศนะ ดังนี้ คุณวุฒิ คนฉลาด (2540, หน้า 30-31) ได้เสนอว่า ผู้บริหารหรือผู้นําทางการศึกษาน่าจะมี บทบาทต่าง ๆ ที่จะบริหารงานให้เกิดประสิทธิผล ดังต่อไปนี้ 1. บทบาทเป็นผู้กําหนดทิศทางการปฏิบัติงาน (Direction setter) ชี้แจงทําความเข้าใจ ในวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน มีความรู้ทักษะในการจัดสรรงบประมาณแบบโครงการ 2. บทบาทเป็นผู้กระตุ้นความเป็นผู้นํา (Leader catalyst) มีความสามารถในการจูงใจ กระตุ้น และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มีทักษะในกระบวนการกลุ่ม 3. บทบาทเป็นนักวางแผน(Planner)สามารถคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตเตรียมบุคลากร ให้พร้อมในการรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น มีความรู้ ความเข้าใจในการวางแผน 4. บทบาทเป็นผู้ตัดสินใจ (Decision maker) มีความสามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาด้วย ความสุขุมรอบคอบ 5. บทบาทเป็นผู้จัดองค์การ (Organizer) สามารถออกแบบการขยายงาน กําหนด โครงสร้างขององค์การขึ้นใหม่ 6. บทบาทเป็นผู้เปลี่ยนแปลง (Change manager) เป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลงมาสู่ สถาบัน
  • 28.
    19 7. บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator)เข้าใจรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เข้าใจเครือข่ายของการสื่อสาร รู้จักวิธีนิเทศงาน การรายงาน ประสานกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 8. บทบาทเป็นผู้สื่อสาร (Communicator) มีความสามารถในการสื่อสารทั้งการพูดและ การเขียน สามารถในการประชาสัมพันธ์ 9. บทบาทเป็นผู้ขจัดความขัดแย้ง (Conflict manager) ความขัดแย้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเข้าใจสาเหตุ สามารถต่อรองไกล่เกลี่ย สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง 10. บทบาทเป็นผู้แก้ปัญหา (Problem solving manager) ผู้นําสามารถเข้าใจปัญหา วินิจฉัย และแก้ปัญหาได้ 11. บทบาทเป็นผู้จัดระบบ (System manager) สามารถวิเคราะห์ระบบ และกระบวนการ ที่เกี่ยวข้อง สามารถนําทฤษฎีการบริหารมาใช้ 12. บทบาทเป็นผู้บริหารการเรียนการสอน (Instructional manager) ต้องมีความเข้าใจ ในระบบการเรียนรู้ เข้าใจวิธีการสร้าง การพัฒนาหลักสูตร และการใช้เทคโนโลยีการศึกษา 13. บทบาทเป็นผู้บริหารบุคคล(Personal manager) เทคนิคการเป็นผู้นําการเจรจาต่อรอง ประเมินผลงานและการปฏิบัติงาน 14. บทบาทเป็นผู้บริหารทรัพยากร (Resource manager) มีความสามารถด้านการเงิน งบประมาณ บริหารวัสดุ ครุภัณฑ์ การก่อสร้าง การบํารุงรักษา หาทรัพยากรมาสนับสนุนจาก ภายนอก 15. บทบาทเป็นผู้ประเมินผล(Appraiser)สามารถประเมินความต้องการการประเมินระบบ วิธีการทางสถิติ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 16. บทบาทเป็นนักประชาสัมพันธ์ (Public relater) มีทักษะในการสื่อความหมาย วิธีสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เข้าใจในการเผยแพร่ข่าวสารด้วยสื่อและวิธีการต่าง ๆ 17. บทบาทเป็นประธานในพิธีการ(Ceremonialhead)สามารถเป็นพิธีกรในพิธีการต่าง ๆ ในสังคม อิศรัตน์ ศรีวัฒนา (2540, หน้า 19-20) ได้กล่าวถึง การกําหนดบทบาทผู้บริหารไว้ 6 ประการ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีสมรรถภาพสูงในทุก ๆ บทบาท จะขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ และยังได้ระบุรายละเอียดของบทบาทที่จําเป็นไว้ดังนี้ 1. ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้จัดการด้วยในฐานะของการเป็นผู้จัดการนั้นได้แก่ การคาดหวังว่า ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้จัดหาจัดทําโครงการบริหารโดยกําหนดหน้าที่ตําแหน่งต่าง ๆ ประสานงาน ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์และที่มิใช่มนุษย์เข้าด้วยกันเพื่อให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุวัตถุประสงค์
  • 29.
    20 อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาเสริมสร้างนโยบายและกระบวนการต่าง ๆ ในการดําเนินงานขององค์กรทั้งนี้จะต้องบริหารงานตามหลักของเศรษฐศาสตร์การศึกษาในแง่ของ ค่าใช้จ่ายและผลที่ได้รับ รวมทั้งผลที่กลับคืนมาในระยะยาวด้วย กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ผู้บริหาร ในฐานะเป็นผู้จัดการต้องเป็นผู้ที่สามารถทําให้สิ่งต่าง ๆ ในองค์กรดําเนินไปอย่างราบรื่นโดยอาศัย ทักษะและหลักวิชาการเข้าช่วยนั่นเอง 2. ต้องเป็นผู้นําทางการบริหาร เมื่อกล่าวถึงภาวะผู้นําของผู้บริหารการศึกษาก็ย่อม หมายถึง ผู้บริหารนั้นเป็นผู้นําทางการศึกษาและเป็นผู้นําทางการบริหารด้วย 3. ผู้บริหารต้องเป็นผู้มีวินัยและรักษาวินัย นับเป็นบทบาทที่สําคัญที่สุดของผู้บริหาร ในสายตาของบุคลากรและชุมชนแต่ผู้บริหารมักมองข้ามความสําคัญของบทบาทนี้ เพราะมองเห็นว่า เป็นบทบาทในทางลบ ตราบใดก็ตามที่ยังมีบุคลากรในองค์การก็ย่อมต้องมีปัญหาและปัญหาสําคัญ ได้แก่ เรื่องวินัย ซึ่งผู้บริหารก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงหน้าที่และบทบาทนี้ 4. ผู้บริหารจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือ ในระยะไม่กี่สิบปีมานี้ การบริหารการศึกษาเริ่มตื่นตัวและเน้นบทบาทของผู้บริหารที่จะต้องสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารจึงต้องได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีกับทุกคน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ การบริหารให้ได้ผลดี การมีมนุษยสัมพันธ์จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กรได้2 ประการ คือการสร้างขวัญและการให้กําลังใจแก่บุคลากรในหน่วยงานในองค์กรจะเต็มไปด้วยการอยู่ร่วมกัน เยี่ยงมนุษย์เพราะผู้บริหารจะไม่มองเห็นผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคลากรในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ไม่มี ชีวิตจิตใจ 5. ผู้บริหารต้องเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสมัยใหม่ต้องมีลักษณะ การเป็นผู้นํา การเป็นผู้นําต้องนําทางให้มีการเปลี่ยนแปลง เหตุผลสําคัญในการที่ผู้บริหารต้องมี บทบาทในเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพราะความจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแผนงาน หรือกําหนด การศึกษาขององค์กรเพื่อให้ทันต่อความต้องการของชุมชนมากขึ้น ผู้รับผิดชอบ โดยตรงใน การเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ ผู้บริหาร 6. ผู้บริหารต้องเป็นคนกลางที่จะขจัดหรือประสานงานในเรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ บทบาทนี้ดูจะเป็นภาระอันหนักมากกว่าบทบาทที่จะริเริ่ม ผู้บริหารต้องเผชิญกับปัญหา ข้อขัดแย้ง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ผู้ใต้บังคับบัญชา และชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้อง ตัดสินใจอย่างสุขุม รอบคอบ ต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง รักษาความเที่ยงตรง บทบาทนี้ ผู้บริหารไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้และไม่ควรหลีกเลี่ยงด้วย ตราบใดที่ยังรับผิดชอบการบริหารอยู่ รุ่ง แก้วแดง (2541, หน้า 278) กล่าวว่า สถานศึกษาจะประสบความสําเร็จได้ต้องมี การเสริมพลังผู้บริหารสถานศึกษาให้มีโอกาสใช้ความเป็นผู้นําอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ผู้บริหาร
  • 30.
    21 สถานศึกษามีเวลาอยู่ทํางานที่สถานศึกษามากขึ้น และหันมาทุ่มเทให้กับงานบริหารสถานศึกษา เป็นหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับครูและนักเรียนจะมีมากขึ้นด้วย สํานักงานปฏิรูปการศึกษา (2545, หน้า 23-40) กล่าวถึง บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร สถานศึกษา ตามมาตรา 39 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ให้กระทรวงได้ กระจายอํานาจการบริหารจัดการไปยังคณะกรรมการและสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและ ในสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรงใน4ด้านคือการบริหารวิชาการการบริหารงบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป สรุปพอสังเขปได้ดังนี้ 1. การบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 1.1 มีความรู้ และเป็นผู้นําด้านวิชาการ 1.2 มีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์ด้านการบริหารงาน 1.3 สามารถใช้ความรู้ และประสบการณ์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที 1.4 มีวิสัยทัศน์ 1.5 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 1.6 ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มุ่งพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 1.7 รอบรู้ทางด้านการศึกษา 1.8 ความรับผิดชอบ 1.9 แสวงหาข้อมูลข่าวสาร 1.10 รายงานผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ 1.11 ใช้นวัตกรรมทางการบริหาร 1.12 คํานึงถึงมาตรฐานวิชาการ 2. การบริหารงบประมาณ ประกอบด้วย 2.1 เข้าใจนโยบาย อํานาจหน้าที่ และกิจกรรมในหน่วยงาน 2.2 มีความรู้ระบบงบประมาณ 2.3 เข้าใจระเบียบคลัง วัสดุ การเงิน 2.4 มีความซื่อสัตย์สุจริต 2.5 มีความละเอียดรอบคอบ 2.6 มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล 2.7 หมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณอยู่เสมอ 2.8 รายงานการเงินอย่างเป็นระบบ
  • 31.
    22 3. การบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย 3.1มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการบริหารงานบุคคล 3.2 เป็นแบบอย่างที่ดี 3.3 มีมนุษยสัมพันธ์ 3.4 มีอารมณ์ขัน 3.5 เป็นนักประชาธิปไตย 3.6 ประนีประนอม 3.7 อดทน อดกลั้น 3.8 เป็นนักพูดที่ดี 3.9 มีความสามารถในการประสานงาน 3.10 มีความสามารถจูงใจให้คนร่วมกันทํางาน 3.11 กล้าตัดสินใจ 3.12 มุ่งมั่นพัฒนาองค์กร 4. การบริหารทั่วไป ประกอบด้วย 4.1 เป็นนักวางแผน และกําหนดนโยบายที่ดี 4.2 เป็นผู้ที่ตัดสินใจ และวินิจฉัยสั่งการที่ดี 4.3 มีความรู้ และบริหารโดยใช้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย 4.4 เป็นผู้ที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร 4.5 รู้จักมอบอํานาจ และความรับผิดชอบแก่ผู้ที่เหมาะสม 4.6 มีความคล่องแคล่ว ว่องไว และตื่นตัวอยู่เสมอ 4.7 มีความรับผิดชอบงานสูง ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค 4.8 กํากับ ติดตาม และประเมินผล วิโรจน์ สารรัตนะ และสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์(2545, หน้า 25) ได้กล่าวถึง แนวคิดของ Sergiovanni ว่าสถานศึกษาเป็นชุมชนแห่งคุณธรรมหรือองค์การแห่งศีลธรรมจรรยา (School as moral community) ผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีบทบาทหน้าที่พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นไปตามแนวคิด ดังกล่าว โดยจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในเชิงพัฒนา จะต้องสร้างสถานศึกษาให้เป็นชุมชนที่ประสบ ผลสําเร็จจะต้องสร้างจิตสํานึกความเป็นชุมชนจะต้องให้ความสําคัญกับมาตรฐานและการประเมินผล การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์การจูงใจ การสร้างความมีพันธะผูกพัน และการจัดสภาพแวดล้อมการทํางานของครู และการมุ่งสู่กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง
  • 32.
    23 ประกอบ กุลเกลี้ยง และสิทธิพรลิ้มบริบูรณ์ (2545, หน้า 22-23) ได้กล่าวถึง ผู้บริหาร สถานศึกษาทั้งของภาครัฐ และเอกชนมีบทบาท หน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1. เป็นประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. เป็นกรรมการ และเลขานุการในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ 3. เป็นผู้บังคับบัญชาครู และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 4. บริหารกิจการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับทางราชการ และของสถานศึกษา รวมทั้งนโยบาย และวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา หรือของหน่วยงาน 5. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรมรวมทั้งควบคุมดูแล บุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินของสถานศึกษาหรือหน่วยงานให้เป็นไปตาม กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ 6. เป็นผู้แทนของสถานศึกษา หรือหน่วยงานในกิจการทั่วไปรวมทั้งการจัดทํานิติกรรม สัญญาของสถานศึกษาหรือหน่วยงาน ตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือหน่วยงานได้รับ มอบหมาย 7. จัดทํารายงานกิจการประจําปีเกี่ยวกับกิจกรรมของสถานศึกษาหรือหน่วยงาน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา 8. อนุมัติประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบที่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนด 9. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งงานอื่นที่กระทรวงมอบหมาย ธีระ รุญเจริญ (2545, หน้า 25) ได้กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของ ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวทางของการปฏิรูปการศึกษาในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มี 2 ด้านหลักคือ 1) การจัดการศึกษา ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย หลักการ แนวทาง รูปแบบการจัดการศึกษา หลักสูตร และกระบวนการการจัดการเรียนการสอน และ 2) การบริหารการศึกษา ให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารงานที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย รวมทั้ง บิดา มารดา ผู้ปกครอง องค์กรของรัฐ และเอกชน ตลอดทั้งชมรม สมาคมในสังคม Marler(1973,p.194-A)กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนว่าผู้บริหารโรงเรียน ควรมีบทบาทหน้าที่สําคัญ 6 ประการ ดังนี้ 1. เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโรงเรียนประสานงานให้การนิเทศและวางโครงการการศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • 33.
    24 2. มีลักษณะความเป็นผู้นํา ทั้งทางด้านส่วนตัวและวิชาชีพ 3.มีความเป็นกันเองกับนักเรียนและเข้าใจปัญหาของนักเรียน 4. ฝึกให้นักเรียนมีระเบียบวินัยและใช้ระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด 5. วางตัวเป็นกลางต่อการสร้างความสัมพันธ์กับคนทั่วไป 6. มีมนุษย์สัมพันธ์อันดีกับครูและช่วยเหลือครู Gorton (1983, p. 71) ได้กําหนดบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาไว้6 ประการ ดังนี้ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้จัดการ ได้แก่ การคาดหวังว่าผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องเป็นผู้จัดหาจัดทําเค้าโครงการบริหาร โดยกําหนดหน้าที่ตําแหน่งงานต่าง ๆ ประสานงาน ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์และที่มิใช่มนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุผลอย่างมี ประสิทธิภาพ 2. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นําทางการศึกษา 3. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้มีวินัยและรักษาวินัย บทบาทของครูใหญ่ ในเรื่อง ระเบียบวินัย นับว่าเป็นบทบาทที่สําคัญที่สุดของผู้บริหารสถานศึกษาในสายตาของผู้ปกครอง และนักเรียน 4. ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อม ในโรงเรียนได้2 ประการ คือ การสร้างขวัญให้แก่บุคลากรในโรงเรียน และสภาพในโรงเรียน จะเต็มไปด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างมนุษย์ 5. ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารสถานศึกษา สมัยใหม่ต้องมีลักษณะเป็นผู้นําให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อความจําเป็นในการเปลี่ยนแปลง แผนงานหรือกําหนดเกี่ยวกับการศึกษาของโรงเรียน เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด 6. ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นคนกลางที่จะขจัดหรือประสานในเรื่องขัดแย้งต่าง ๆ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องกล้าเผชิญปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับครู นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน ผู้บริหารจะต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง รักษาความเที่ยงตรง การแสดงบทบาท หน้าที่ของผู้นํา เป็นการแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้นําซึ่งเป็นที่คาดหวังของผู้ตาม และเป็นที่ต้องการของกลุ่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายและวัฒนธรรมที่ปฏิบัติอยู่ในสังคมนั้น ๆ Duke (1987, pp. 43-44) ได้แบ่งงานของผู้บริหารสถานศึกษาออกเป็น 7 ส่วน ดังนี้ 1) การบริหารงบประมาณ 2) การควบคุมนโยบาย กฎระเบียบ 3) ให้คําแนะนาในการจัดกิจกรรม 4) ประเมินผลการปฏิบัติงาน 5) บริหารงานวัสดุ 6) เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูล และ 7) การบริหาร งานบุคคล
  • 34.
    25 Kenneth and Jane(2000, p. 103) กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาท ของกลุ่มและกิจกรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) บทบาทด้านบุคคล ได้แก่ บทบาท การเป็นหัวหน้าองค์การ และเป็นผู้นําของหมู่คณะ 2) บทบาทในด้านข้อมูลสารสนเทศ ได้แก่ บทบาทในการเป็นศูนย์กลางของระบบประสาทขององค์การอันประกอบด้วยการรับข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นปัจจุบันและเป็นรูปธรรมมากที่สุด และ 3) บทบาทในการตัดสินใจ ได้แก่ บทบาทในการเป็น ผู้มีความคิดเริ่มสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆเป็นผู้จัดการกับปัญหาอุปสรรคต่างๆเป็นผู้ขจัดความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในองค์การ สรุปได้ว่า ผู้บริหารมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างความร่วมมือ ความสามัคคีของสมาชิก ในหน่วยงาน และรับผิดชอบงานทุกอย่างของสถานศึกษา ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน องค์กร เอกชน ซึ่งต้องมีเทคนิคการในการบริหาร และเทคนิคการสร้างทีมในการทํางาน สามารถให้สมาชิกใน หน่วยงานร่วมกันปฏิบัติภารกิจขององค์กรให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เต็มตามความสามารถของ สมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุด คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ความหมายคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไว้ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า คุณลักษณะ หมายถึง เครื่องหมายหรือ สิ่งที่ชี้ให้เห็นความดี หรือลักษณะประจําตัว (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542, หน้า 253) วีระพงษ์ ศรีจันทร์ (2550,หน้า34)ได้กล่าวว่าคุณลักษณะหมายถึงพฤติกรรมที่บ่งบอก ความรู้สึกนึกคิด หรือลักษณะประจําตัว ประกอบด้วย 3 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ คุณสมบัติ ส่วนตัว บุคลิกภาพ และความสามารถ บุณฑริก บุตราช (2551, หน้า 25) ได้สรุปความหมายของคุณลักษณะไว้ว่า คุณลักษณะ หมายถึง บุคลิกภาพ โลกทัศน์และทัศนคติ พฤติกรรมที่แสดงออก ที่ส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานและ ความรับผิดชอบต่อสังคม เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร (2552, หน้า 22) กล่าวว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร หมายถึง ลักษณะเฉพาะที่ต้องการให้เกิดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ปรารถนา ซึ่งลักษณะนี้ทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ อาทิ ความสามารถทางสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ทางจิตใจ อารมณ์ คุณธรรมหรือก่อให้เกิดคุณลักษณะด้านความสามารถในเชิงปฏิบัติการ
  • 35.
    26 สมจิตร จันทร์เปา (2556,หน้า 22) ได้สรุปความหมายของคุณลักษณะไว้ว่า คุณลักษณะ หมายถึง ลักษณะส่วนตัวหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาของบุคคลแต่ละบุคคล ที่บ่งบอกถึงลักษณะ ประจําตัวของบุคคลเหล่านั้นให้ปรากฏแก่ผู้อื่น ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์คือ บุคลิกภาพที่ดีที่ควรปลูกฝัง ให้เป็นลักษณะประจําตัว เป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงความดีและพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความรู้สึกนึกคิด ประกอบด้วย คุณสมบัติส่วนตัว บุคลิกภาพ และความสามารถของแต่ละบุคคลที่แสดงออกมา สามารถทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ที่ดีขึ้นให้เป็นที่ยอมรับแก่บุคคลอื่น ๆ สุพล วังสินธ์ (2545, หน้า 23-30) ได้สรุปคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สําคัญของผู้บริหาร สถานศึกษาไว้ว่า 1) มีวิสัยทัศน์กว้างไกล 2) มีบุคลิกภาพประชาธิปไตยใช้หลักเหตุผลใน การบริหารงาน 3) มีจิตสํานึกในความมุ่งมั่น 4) ใจกว้างเปิดโอกาสให้ครูมีเสรีภาพในการคิด 5) ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ให้เกิดตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา 6) มีศักยภาพ ในการจัดการระบบบริหารสถานศึกษา โดยการนําระบบคุณธรรมมาใช้ในสถานศึกษา และ 7) สร้างขวัญกําลังใจให้ครู มีกําลังใจที่จะเป็นครูดี ครูเก่ง ครูที่ปรึกษา ธีระ รุญเจริญ (2545, หน้า 106) ได้สรุปคุณลักษณะผู้บริหารที่พึงประสงค์ไว้ว่า ผู้บริหาร ที่จะนําไปสู่ความสําเร็จในการบริหารและจัดการศึกษาตามแนวทางที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ประกอบด้วย 1) ลักษณะพื้นฐานธรรมชาติเดิมเป็นทุนหรือผู้นํา ตามธรรมชาติ ได้แก่ ความถนัดในการเป็นผู้นํา ลักษณะนิสัยในการร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น เช่น ร่วมทํางานเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์2)การศึกษานักบริหารที่ดีควรได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางการบริหารการศึกษาเป็นอย่างตํ่า 3) บุคลิกภาพ มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ เช่น นํ้าเสียง อารมณ์ กิริยามารยาท และการแต่งกาย 4) คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5) ความสามารถ/ ทักษะและความชํานาญในการบริหาร และการจัดการศึกษาตามหลักวิชาการและการปฏิบัติ สามารถนําองค์กรไปสู่เป้าหมายและปรับเปลี่ยนเทคนิคเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง 6) ความรู้ลึก รู้รอบในการบริหารจัดการ การจัดการศึกษา ระเบียบ กฎหมาย บริบททางสังคม การวิจัย และจิตวิทยาการบริหาร และ 7) การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการบริหารเพื่อเป็น หลักประกันคุณภาพและมุ่งมั่นปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ สุรพล พุฒคา (2547, หน้า 8) ได้สรุปคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารว่า ควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. ความเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ (Intelligence quotient: IQ) หมายถึง การแสดงออก ถึงความริเริ่มสร้างสวรรค์ความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิผล ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ชํานาญการ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถในการให้คําปรึกษา การดําเนินการนําร่องให้กับ ผู้อื่น และความกล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
  • 36.
    27 2. ความเป็นผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotionalquotient: EQ) หมายถึง การแสดงออก ถึงการยอมรับและฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีสัจจะและความจริงใจต่อผู้อื่น การใช้เหตุและ ผลในการตัดสินใจ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และความเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง 3. ความเป็นผู้อดทนต่อความยากลําบาก(Adversityquotient:AQ)หมายถึงการแสดงออก ถึงความมานะบากบั่นและความพยายาม ความสามารถที่ชนะใจผู้อื่น ความมุ่งมั่นในการทํางาน ให้ประสบผลสําเร็จ ความสามารถในการจูงใจ ความสามารถในการบริหารจัดการและการสร้าง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ร่วมงาน เป็นต้น 4. ความเป็นผู้มีศีลธรรม(Moralquotient:MQ)หมายถึงการแสดงออกถึงการเป็นผู้ชนะใจ ตนเองความเป็นผู้มีศีลธรรมการแสดงออกในสิ่งที่ดีงามการให้ความยุติธรรมแก่ผู้อื่นความซื่อสัตย์ สุจริต และการยอมรับนับถือผู้อื่น คณะกรรมการคุรุสภา(2549,หน้า126-127)อาศัยอํานาจตามความในข้อ6แห่งข้อบังคับ คุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2547 และอํานาจตามความในข้อ 4 และข้อ 6 แห่งข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 ประกอบกับ มติคณะกรรมการคุรุสภากําหนดมาตรฐานหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐาน วิชาชีพไว้ดังนี้ 1. ให้มาตรฐานหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นเกณฑ์ สําหรับคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณารับรองหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตาม มาตรฐานความรู้ส่วนหนึ่งของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 2. มาตรฐานหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย 2.1 วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ต้องเป็นการพัฒนาผู้เข้าฝึกอบรมให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และสมรรถนะในการประกอบอาชีพตามาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาและให้สามารถ ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการดําเนินการ ได้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ 2.2 โครงสร้างหลักสูตร ต้องเน้นพัฒนาสมรรถนะในการบริหารจัดการสถานศึกษา มีสาระสําคัญสามส่วน ดังนี้ 2.2.1 การฝึกอบรมภาคทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ได้แก่ การนําความรู้และ การเรียนรู้ทฤษฎีหรือองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาประยุกต์ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดสมรรถนะสําคัญ ในการปฏิบัติงาน มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง
  • 37.
    28 2.2.2 การฝึกประสบการณ์ ได้แก่การฝึกปฏิบัติงานหรือการศึกษาดูงานเพิ่มเสริม ทักษะด้านบริหารสถานศึกษา รวมทั้งการสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง 2.2.3 สมรรถนะ จุดประสงค์ของการฝึกอบรม และสาระความรู้ให้เป็นไปตาม โครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรม แนบท้ายประกาศนี้ 2.3 รูปแบบและวิธีการฝึกอบรม 2.3.1 รูปแบบการฝึกอบรม ให้มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานในสถานศึกษา และใช้สถานศึกษาเป็นฐานในการฝึกอบรม หรือรูปแบบอื่นได้ที่สามารถก่อให้เกิดสมรรถนะ ตามที่กําหนด 2.3.2 วิธีการฝึกอบรมให้ใช้วิธีการที่หลากหลายรูปแบบเช่นการศึกษาด้วยตนเอง การบรรยาย การสนทนากลุ่ม การประชุมแบบมีส่วนร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การแสดง บทบาทสมมติ การฝึกปฏิบัติระหว่างการฝึกอบรม การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา กรณีศึกษา การศึกษา ดูงาน การสัมมนา กลุ่มสัมพันธ์ 2.4 คุณสมบัติผู้เข้าฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีมาตรฐานความรู้และ ประสบการณ์วิชาชีพ ดังนี้ 2.4.1 มาตรฐานความรู้ มีคุณวุฒิไม่ตํ่ากว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีความรู้ตามมาตรฐานความรู้ของวิชาชีพ ผู้บริหารสถานศึกษา 2.4.2 มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตําแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตําแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี 2.5 การประเมิน 2.5.1 ให้มีการประเมินผลการฝึกอบรม โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์ การประเมินผล ดังนี้ 2.5.1.1 มีระยะเวลาการเข้ารับการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและการประยุกต์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการฝึกอบรมในแต่ละหมวด 2.5.1.2 ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานครบทุกชิ้นงานตามที่กําหนดใน หลักสูตร 2.5.1.3 ผ่านการประเมินผลรวมจากชิ้นงานสําคัญที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน หรือศึกษาดูงานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นงาน
  • 38.
    29 2.5.2 ให้มีการประเมินผลโครงการ โดยประเมินผลภาพรวมทั้งโครงการ เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมหลักสูตร 3.มาตรฐานของหน่วยฝึกอบรม หน่วยฝึกอบรมต้องจัดฝึกอบรม โดยดําเนินการ ดังนี้ 3.1 มีหลักสูตรการอบรม รายชื่อและประวัติวิทยากรการอบรม และรายการเอกสาร และสื่อประกอบการอบรม 3.2 มีวิทยากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 3.3 มีเอกสารและสื่อต่างๆเกี่ยวกับการบริหารงานตามภารกิจของผู้บริหารสถานศึกษา ให้เข้ารับการอบรมศึกษาก่อนการฝึกอบรม 3.4 มีสาระเนื้อหาครอบคลุมองค์ความรู้ที่กําหนดไว้ในหลักสูตร และมีการจัด กิจกรรมแบบบูรณาการเนื้อหาทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ 3.5 มีการจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงานหรือศึกษาดูงานด้านการบริหารสถานศึกษา 3.6 มีการประชุมสัมมนาผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลังจากฝึกปฏิบัติงานหรือศึกษาดูงาน 4. การออกวุฒิบัตร ให้สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาและหน่วยฝึกอบรมดําเนินการ ออกวุฒิบัตรการฝึกอบรมร่วมกันให้แก่ผู้ผ่านการประเมินผลการฝึกอบรม Stogdill (1974, pp. 74-75) กล่าวว่า คุณลักษณะผู้บริหารที่ดีประกอบด้วย 6 ประการ ดังนี้ 1)คุณลักษณะทางกายเป็นผู้แข็งแรงมีร่างกายเป็นสง่า2)พื้นฐานทางสังคมเป็นผู้ที่มีการศึกษา และมีสมรรถภาพทางสังคมดี 3) สติปัญญาและความสามารถ เป็นผู้มีสติปัญญา และความสามารถ เฉลียวฉลาด มีการตัดสินใจดี 4) บุคลิกภาพ เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ตื่นตัวอยู่เสมอ ควบคุม อารมณ์ได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความเชื่อมั่นในตนเอง 5) คุณลักษณะที่สัมพันธ์กับงาน เป็นผู้มีความตั้งใจในการทํางาน มีความสามารถรับผิดชอบ และมุ่งมั่นที่จะทํางานให้สําเร็จ และ 6) คุณลักษณะทางสังคม เป็นผู้ที่ปรารถนาจะร่วมมือกับคนอื่น มีเกียรติและเป็นที่ยอมรับของ ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ มีความเฉลียวฉลาดในการสังคม Yukl (1998, pp. 145-154) ได้จําแนกคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) ด้านบุคลิกภาพ เป็นความสัมพันธ์กันระหว่างอารมณ์กับการแสดงออกบุคลิกภาพที่ดี จะมีผลดีกับการสร้างผลงานในสังคมบุคลิกภาพ 2) ด้านการจูงใจ เป็นการสร้างแรงผลักดันภายใน ของบุคคลให้ปฏิบัติงานตามที่ต้องการหลักการพื้นฐาน คือ ต้องให้ตรงประเด็น ต้องทําอย่างจริงจัง และมีความต่อเนื่อง บทบาทขั้นพื้นฐานของการจูงใจก็คือ การอธิบายชี้แจงให้คนอื่นได้รู้จักเลือก วิธีการทํางานให้ประสบผลสําเร็จ และ 3) ด้านทักษะ องค์ประกอบที่สําคัญของภาวะผู้นํา อีกประการหนึ่งคือ ทักษะและประสบการณ์จะทําให้งานผู้นําประสบความสําเร็จ และได้รับ ความนิยมชมชอบจากบุคคลอื่น
  • 39.
    30 Hoy and Miskel(2001, pp. 397-399) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะผู้บริหารที่ประสบ ความสําเร็จ จะต้องมีองค์ประกอบที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. บุคลิกภาพ(Personality)ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเองความบากบั่นและความพยายาม ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และคุณงามความดี 2. การจูงใจ (Motivation) ได้แก่ งานและความต้องการของบุคคล ความสําเร็จของงาน ความต้องการในพลังอํานาจ และคุณงามความดี 3. ทักษะ (Skill) ได้แก่ ความสามารถในการปฏิบัติงาน การบริหารบุคลากร การรับรู้ และการบริหารงาน จากแนวคิดดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้นําควรมีลักษณะทางด้านกาย สังคม สติปัญญา บุคลิกภาพ คุณลักษณะส่วนตัว คุณลักษณะความเป็นผู้นํา มนุษยธรรม คุณลักษณะ ด้านคุณธรรม ซึ่งนักวิชาการหรือหน่วยงานทางการศึกษากล่าวถึงคุณลักษณะผู้นําไว้คล้ายกับ การวิจัยครั้งนี้ ซึ่งมุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามแนวของสํานักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ปัจจุบันสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เลือกเพียง 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพมีผลสําคัญต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ในสังคม ต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในกลุ่มเป็นไปได้ด้วยดี ผู้สนใจศึกษาเรื่องราวของบุคลิกภาพกันมาโดยเฉพาะผู้บริหาร จําเป็นต้องมีบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ของบุคคลทั่วไป ได้มีผู้สนใจศึกษาและอธิบายเกี่ยวกับ บุคลิกภาพไว้มากมาย ดํารง ประเสริฐกุล (2542, หน้า 66) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะทั้งภายนอก และคุณลักษณะภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ได้แก่ รูปร่างหน้าตา กริยามารยาท การแต่งกาย การแสดงออกของอารมณ์ ค่านิยมต่าง ๆ ทําให้บุคคลนั้นมีบุคลิกภาพแตกต่างไปจาก บุคคลอื่น ๆ จนสามารถแสดงเอกลักษณ์ของตนเองให้ผู้เริ่มสังเกตเห็นได้ เจริญ เจษฎาวัลย์(2543, หน้า79) กล่าวว่าบุคลิกภาพหมายถึง ลักษณะทางสรีระทุกส่วน ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่รวมถึงการแสดงออกทางกาย วาจา กิริยา ท่าทางสติปัญญา อารมณ์ นิสัยใจคอ ความสามารถ และพฤติกรรมส่วนอื่น ๆ ทุกอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งทําให้แต่ละบุคคลมีพฤติกรรมที่ต่างกัน รังสรรค์ ประเสริฐศรี (2544, หน้า 35) กล่าวถึง คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพของผู้บริหาร ว่าหมายถึง ผู้ที่ทําให้องค์การประสบความก้าวหน้า มีบทบาทสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล จูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและมีอิทธิพลเหนือผู้ใต้บังคับบัญชาและกลุ่ม สามารถนํากลุ่มให้ ปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
  • 40.
    31 สุมณฑา สุขเอียด (2546,หน้า 23) ได้สรุปถึงคุณลักษณะด้านบุคลิกภาพที่จําเป็นของ ผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1. อากัปกิริยา ท่าทาง ตลอดการแต่งกายดี ปฏิบัติตนเหมาะสมกับกาลเทศะ 2. มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ 3. มีความเข้มแข็ง อดทน 4. มีความสุขุม เยือกเย็น 5. มีความกล้า 6. มีความเป็นคนเปิดเผย 7. มีอารมณ์ดี 8. มีความเชื่อมั่นในตนเอง 9. มีความสามารถทางด้านภาษา 10. มีความเป็นประชาธิปไตย สุนทร โคตรบรรเทา (2551, หน้า 25) ได้กล่าวไว้ว่า บุคลิกภาพหรือบุคลิกลักษณะ มีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับผู้ที่จะเป็นนักปกครองนักบริหารและหัวหน้าหน่วยงาน บุคลิกลักษณะ ที่จะต้องประกอบดังต่อไปนี้ 1. รูปลักษณะร่างกาย บุคคลชั้นหัวหน้างาน นักปกครอง ผู้บริหารจะต้องเลือกบุคคลที่มี ลักษณะร่างกายสมบูรณ์ มีความสง่าผ่าเผย ไม่เป็นโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจ ปราศจากความพิการ อย่างใดอย่างหนึ่ง 2. การแต่งกาย การแต่งกายที่เหมาะสมเรียบร้อยเป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพ ทําให้เกิด บรรยากาศในทางที่ดี การปกครอง การบริหาร นอกจากความสุภาพเรียบร้อยแล้ว การแต่งกาย ยังต้องคํานึงถึงอายุ เพศ ตําแหน่งหน้าที่ ลักษณะของงานและสถานที่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับ การใช้เครื่องแต่งกาย การแต่งกายของบุคคลชั้นผู้บริหารต้องไม่เป็นเป้าสายตาของผู้พบเห็นและ ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ไม่ดี 3. กิริยา ท่าทางและวาจา ทั้งสามอย่างนี้มีความสําคัญมาก ในการแสดงออกต่อสังคม หรือที่ชุมชน ซึ่งจะต้องดูความเหมาะสมว่างานนั้นเป็นอย่างไร และลักษณะของงานต้องการอะไร เช่น งานแต่งงานหรืองานขึ้นบ้านใหม่ ต้องการความสนุกสนาน การแสดงออกต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนงานพิธีทางศาสนาต้องการความสงบ ไม่จําเป็นต้องแสดงออกให้มากเกินไป เป็นต้น Snyder (1987, p. 89) ให้ความหมายของบุคลิกภาพ หมายถึง การรวมลักษณะเฉพาะของ บุคคลเข้าด้วยกันเช่นลักษณะทางกายและจิตใจตลอดจนความสามารถอุปนิสัยอารมณ์ กริยาท่าทาง บุคลิกภาพเป็นเครื่องกําหนดพฤติกรรมของบุคคลและเป็นผลต่อความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เขาอยู่
  • 41.
    32 Jerry (1988, p.4) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง รูปแบบเฉพาะของบุคคลทั้งทางด้าน ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะจําแนกแต่ละบุคคลออกจากบุคคลอื่น และบุคลิกภาพจะเป็นสิ่งที่คงทนถาวร สรุปได้ว่า คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพของผู้บริหาร หมายถึง คุณสมบัติเฉพาะของบุคคล ซึ่งแสดงออกเป็นพฤติกรรมและเป็นเอกลักษณ์ของตน ทั้งทางด้านรูปร่างหน้าตา ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมต่าง ๆ รวมถึงการแต่งกาย กิริยาท่าทางที่เหมาะสม ซึ่งลักษณะดังกล่าว จะจําแนกแต่ละบุคคลออกจากคนอื่น มีความสําคัญต่อผู้บริหารอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีบุคลิกภาพดีนั้นย่อมสร้างศรัทธา ความเชื่อถือ และความนิยมชมชอบแก่ผู้ร่วมงาน 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมที่น่าสนใจสําหรับการศึกษา ดังนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2540, หน้า 14) ได้กล่าวไว้ว่า คุณธรรมเป็นคุณภาพของ จิตใจกล่าวคือ คุณสมบัติที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูง ประณีตและประเสริฐ เช่น เมตตาคือความรักปรารถนาดี เป็นมิตรอยากให้ผู้อื่นมีความสุขกรุณาคือความสงสารอยากช่วยเหลือ ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์มุทิตา คือ ความพลอยยินดี พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ประสบ ความสําเร็จให้มีความสุข หรือก้าวหน้าในสิ่งที่ดีงาม อุเบกขา คือการวางตัววางใจเป็นกลาง เพื่อรักษาธรรม เมื่อผู้อื่นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของเขาตามเหตุและผล พระเมธีธรรมมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตโต) (2541, หน้า 15) ได้นาเสนอคุณธรรมของ ผู้บริหารไว้4 ประการ เรียกว่า พละ 4 ประการ ของผู้บริหารว่า พละ 4 หมายถึง ธรรมอันเป็นกําลัง ธรรมอันเป็นพลัง ทําให้ดําเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ไม่หวั่นวิตกต่อภัยอันตรายใด ๆ ดังนี้ 1. ปัญญาพละ(Powerofwisdom)กําลังปัญญาคนที่มีสติปัญญารอบรู้ ย่อมมีความมั่นใจ ไม่หวั่นวิตกต่อสิ่งใดที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิต เพราะมีปัญญาพาตัวรอดได้เสมอ 2. วิริยพละ (Power of energy or diligence) กําลังความเพียร คนที่มีกําลังใจ กล้าแข็ง ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค ย่อมไม่หวั่นวิตกต่อปัญหาใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่หวั่นวิตกต่อ ความเหนื่อยยากลําบาก เพราะมีความเพียรพยายามที่จะฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ไปได้เสมอ 3. อนวัชชพละ (Power of faultlessness, blamelessness or cleanliness) กําลังสุจริต เป็นกําลังการกระทําที่ไม่มีโทษ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์ เช่น มีความประพฤติ และหน้าที่การงานสุจริต ไม่มีข้อบกพร่องเสียหาย พูดจริง มีเหตุผล มุ่งดี ไม่รุกรานให้ร้ายใคร ทําการด้วยเจตนาบริสุทธิ์
  • 42.
    33 4. สังคหพละ (Powerof sympathy or solidarity) กําลังการสงเคราะห์ คือ การยึดเหนี่ยว นํ้าใจคนและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ด้วยการสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ 4 ดังนี้ 4.1 ทาน (Gift; charity; Benefaction) การให้ การแบ่งปัน สิ่งของต่าง ๆ ที่จําเป็นแก่ การดํารงชีวิต ตลอดจนเผื่อแผ่กันด้วยไมตรี การให้ที่ดีที่สุด คือ ธรรมทาน ได้แก่ แนะนํา สั่งสอน ให้ความรู้ความเข้าใจ จนเขารู้จักพึ่งตนเองได้ 4.2 ปิยวาจา (Kindly or salutary speech) พูดจับใจ ปิยวาจา คือ พูดด้วยนํ้าใจหวังดี มุ่งให้เป็นประโยชน์และรู้จักพูดให้เป็นผลดี ทําให้เกิดความเชื่อถือ สนิทสนม และเคารพนับถือกัน การพูดที่เป็นปิยวาจาที่ดีที่สุดคือหมั่นแสดงธรรมคอยช่วยชี้แจงแนะนําหลักความจริงความถูกต้อง ดีงาม แก่ผู้ที่ต้องการคําแนะนํา 4.3 อัตถจริยา (Friendly aid; Doing good; Life of service) บําเพ็ญประโยชน์ คือ ช่วยเหลือรับใช้ทํางานสร้างสรรค์ประพฤติการที่เป็นประโยชน์ การบําเพ็ญประโยชน์ที่ดีที่สุด คือ ช่วยเหลือส่งเสริมคนให้มีความเชื่อถือถูกต้อง (สัทธาสัมปทา) ให้ประพฤติดีงาม (สีลสัมปทา) ให้มีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และให้มีปัญญา (ปัญญาสัมปทา) 4.4 สมานัตตตา (Equality; Impartiality; Participation) มีตนเสมอ คือ เสมอภาค ไม่เอาเปรียบ ไม่ถือสูงตํ่า ร่วมสุข ร่วมทุกข์ด้วย ความเสมอภาคที่ดีที่สุด คือ มีธรรมเสมอกัน มีระดับคุณธรรมทัดเทียมกัน สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สํานึกในหน้าที่แล้วปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้องและรับผิดชอบ ซึ่งมีอยู่ใน จิตใจ สามารถแสดงออกได้ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ นอกจากนี้ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน คือ 1. มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น 2. มีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 3. ไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน 4. มีความยุติธรรม มีเหตุผล วางตัวเป็นกลางอย่างสมํ่าเสมอ 5. มีความรัก และห่วงใยเพื่อนร่วมงาน 6. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 7. ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อผู้อื่น 8. มองโลกในแง่ดี 9. ยึดระบบคุณธรรมในการบริหารงาน
  • 43.
    34 นอกจากนี้ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารไว้ดังนี้ 1. คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพุทธธรรมได้แก่ ธรรมมีอุปการะมากธรรมคุ้มครองโลก เบญจศีลสัปปุริสธรรม ทศพิธราชธรรม ทิฎธัมมิกัตถประโยชน์ พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 ฆราวาสธรรม 4 และอิทธิบาท 4 2. คุณธรรมและจริยธรรมพื้นฐานที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ ธรรมพิเศษสําหรับผู้บริหาร สถานศึกษา ครู อาจารย์จรรยาบรรณครู คุณธรรมและจริยธรรมพื้นฐานของสํานักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพุทธธรรม ธรรมมีอุปการะมาก คือ ธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงสําหรับทุกคน ได้แก่ สติ คือ ความระลึกได้สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว ธรรมคุ้มครองโลก คือ ธรรมที่เป็นโลกบาล 2 อย่าง ได้แก่ หิริ คือ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป เบญจศีลหรือศีล5เป็นจริยธรรมสําหรับมนุษย์ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตน(พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), 2528, หน้า 5) 1. เว้นจากปาณาติบาต ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น 2. เว้นจากอทินนาทาน ละเว้นการลักขโมย 3. เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ละเว้นการประพฤติผิดในกาม 4. เว้นจากมุสาวาท ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง 5. เว้นจากสุราเมรัย ไม่เสพเครื่องดองของเมา สิ่งเสพติด สัปปุริสธรรม 7 เป็นธรรมของสัตบุรุษ คือ ธรรมของคนดี 7 ประการ ดังนี้ 1. ธัมมัญ�ุตา รู้หลักและรู้จักเหตุ 2. อัตถัญ�ุตา รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล 3. อัตตัญ�ุตา รู้จักตน 4. มัตตัญ�ุตา รู้จักพอดี 5. กาลัญ�ุตา รู้จักกาล 6. ปริสัญ�ุตา รู้จักชุมชน 7. ปุคคลัญ�ุตา รู้จักบุคคล ทศพิธราชธรรมหลักธรรมสําหรับพระราชานักบริหารนักปกครองบ้านเมืองและผู้มีหน้าที่ ปกครองดูแลผู้อื่น มี 10 ประการ ได้แก่ 1. ทาน คือ การให้ทรัพย์สิ่งของ การบํารุงเลี้ยงดู 2. ศีล คือ ความประพฤติตนเรียบร้อย
  • 44.
    35 3. บริจาค คือการเสียสละความสุขสบายของตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น 4. อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ซื่อสัตย์จริงใจ 5. มัททวะ คือ ความสุภาพ อ่อนโยน อัธยาศัยดี 6. ตบะ คือ การระงับยับยั้งมิให้กิเลสเข้าครอบงํา 7. อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ 8. อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน 9. ขันติ คือ ความอดทน ความยากลําบากตรากตรํา 10. อวิโรธนะ คือ ความไม่ประพฤติผิดในธรรม ทิฎธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอํานวย ประโยชน์สุขขั้นต้น ประกอบด้วย 1. อุฏฐานสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร 2. อารักขสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยการรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาทรัพย์ 3. กัลยาณมิตตตา คือ การคบคนดีเป็นมิตร 4. สมชีวิตา คือ การมีความเป็นอยู่เหมาะสมด้วยความพอดี พรหมวิหาร 4 เป็นธรรมประจําใจของผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ ผู้เป็นหัวหน้าคนที่ต้องมีไว้ เป็นหลักประจําใจ มี 4 ประการ คือ 1. เมตตา คือ ความรู้สึกอยากให้ผู้อื่นมีความสุข 2. กรุณา คือ ความรู้สึกสงสารคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ 3. มุทิตา คือ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี 4. อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง สังคหวัตถุ 4 ธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนํ้าใจคน มี 4 ประการ คือ 1. ทาน คือ การให้ เอื้อเฟื้อ เสียสละ แบ่งปัน 2. ปิยวาจา คือ วาจาไพเราะอ่อนหวาน 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติ แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ 4. สมานัตตตา คือ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ฆราวาสธรรม 4 ประการ หมายถึง ธรรมสําหรับการครองเรือน หลักการครองชีวิต ของคฤหัสถ์มี 4 ประการ คือ 1. สัจจะ คือ ความจริง ซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือ การฝึกตนในการควบคุมจิตใจ ดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ข้อขัดแย้ง ปรับตัว ปรับใจเข้าหากัน
  • 45.
    36 3. ขันติ คืออดทนมีจิตใจที่เข้มแข็งไม่วู่วามทนต่อความล่วงเกินกันต่อความเหนื่อยยาก ลําบากตรากตรําฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน 4. จาคะ คือ เสียสละมีนํ้าใจสามารถเสียสละความสุขความสําราญ ความพอใจส่วนตน เพื่อคู่ครองได้ อิทธิบาท 4 หรือคุณธรรมที่เป็นสาเหตุให้บรรลุความสําเร็จ 4 ประการ คือ 1. ฉันทะ สร้างสรรค์ความพอใจแก่เรื่องที่จะให้ความสําเร็จ 2. วิริยะ ใช้ความพยายามทําให้สําเร็จไม่เกียจคร้าน 3. จิตตะ มุ่งให้ความสนใจ ฝักใฝ่ จริงใจ กับเรื่องที่จะทํา 4. วิมังสา มุ่งทําด้วยปัญญารอบคอบ คุณธรรมจริยธรรมสําหรับผู้บริหารสถานศึกษา คือ กัลยาณมิตร 7 ประการ ดังนี้ 1. ปิโย คือ น่ารัก เข้าถึงจิตใจของผู้อื่นด้วยความเป็นกันเอง 2. ครุ คือ น่าเคารพ มีความประพฤติ สมควรแก่ฐานะ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ 3. ภาวะนีโย คือ น่าเจริญใจ มีความรู้จริง มีปัญญาน่ายกย่อง ควรเอาเยี่ยงอย่าง 4. วัตตา คือ รู้จักพูดให้ได้เหตุผล ชี้แจง แนะนํา ตักเตือน และเป็นที่ปรึกษาได้ 5. วะจะนักขะโม คือ อดทนต่อถ้อยคําล่วงเกิน วิพากษ์วิจารณ์ อารมณ์ 6. คัมภีรัญจะ กะถังกัตตา คือ ชี้แจงแถลงเรื่องต่าง ๆ ที่ยุ่งยากลึกซึ้งให้เข้าใจได้ 7. โน จัฎฐาเน นิโยชะเย คือ ไม่ชักนําไปในทางที่เสื่อมเสียหรือไม่สมควร จรรยาบรรณครู คุรุสภาได้กําหนดจรรยาบรรณ 9 ประการ คือ 1. ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือส่งเสริมให้กําลังใจแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า 2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝนและทักษะนิสัยที่ถูกต้องดี งามให้แก่ศิษย์ 3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้ง กาย วาจา ใจ 4. ครูต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจอารมณ์ และสังคมของศิษย์ 5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์จากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์ กระทําการใด ๆ อันเป็นการหาประโยชน์แก่ตนโดยมิชอบ 6. ครูย่อมต้องพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อ การพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ 7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร 8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูในทางสร้างสรรค์ 9. ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการอนุรักษ์พัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
  • 46.
    37 วศิน อินทสระ (2541,หน้า 106) กล่าวว่า คุณธรรม หมายถึง อุปนิสัยอันดีงาม ซึ่งสั่งสม อยู่ในดวงจิต อุปนิสัยอันนี้ได้มาจากความพยายามและความประพฤติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ปราณี วิธุรวานิชย์(2542, หน้า 4) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติและ การปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นความประพฤติที่ดีงาม สมควรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติสืบต่อกันไปและถือว่า จริยธรรมเป็นหน้าที่โดยตรงของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ พิภพ วชังเงิน (2545, หน้า 105) ได้กล่าวถึงจริยธรรมของผู้บริหารที่ควรนํามาเป็น หลักในการปฏิบัติงานเพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบอบอุ่นและสงบสุข ดังนี้ 1. รู้จักอุปการะ คือ ทําคุณ ช่วยเหลือ เอื้ออาทร ทําประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่น นึกถึง ประโยชน์ของบุคคลอื่นเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่คนอื่นเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ในความรับผิดชอบของตน 2. นอบน้อมถ่อมตน สงบเสงี่ยม 3. ละอายใจในการทําบาป ชั่ว ผิด ทุจริตทั้งปวง 4. มีความสะดุ้งกลัวหรือเกรงกลัวในการทําความชั่ว ทุจริตต่าง ๆ ต่อตนเองและผู้อื่น 5. มีสติสัมปชัญญะ รับผิดชอบหน้าที่การงานของตนตลอดเวลา ไม่ละเลย หลงลืม 6. อดทน อดกลั้น ต่ออุปสรรค ต่อความยากลําบาก และต่อปัญหาที่คนอื่นก่อ 7. มีพรหมวิหาร ปรารถนาให้คนอื่นมีสุขพ้นทุกข์ปลื้มปีติยินดีกับความสําเร็จก้าวหน้า ของบุคคลอื่น 8. ละเว้นอคติต่อผู้ร่วมงานผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีความลําเอียงเพราะความรักความไม่พอใจ ความเห็นแก่อามิส เขลา ไม่รู้เท่าทัน ความกลัวภัย 9. มีคุณธรรมอันจะทําให้งานสําเร็จโดยทําใจให้พอใจงานนั้นพากเพียรเอาใจฝักใฝ่ในงาน ไม่ทอดทิ้ง หมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผล 10. หมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อความรอบรู้ ให้เป็นบุคคลทันต่อเหตุการณ์ ทันต่อบุคคล ทันต่อปัญหา 11. ไม่ประพฤติตนเบียดเบียนผู้อื่นผู้ร่วมงานมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไป ไม่เป็นคนมีเล่ห์ หน้าเนื้อใจเสือ วาจาปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ 12. ประพฤติตนดีเป็นตัวอย่าง 13. มีคุณธรรมที่เป็นเครื่องผูกนํ้าใจบุคคลอื่นโดยทั่วไป โดยไม่ถือตัว ไม่ถือยศศักดิ์ ทําตนให้เข้าได้กับผู้ร่วมงานทุก ๆ คน ตามความเหมาะสมกับฐานะ หน้าที่ กาลเทศะ ประพฤติตน เป็นผู้ทําประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตามควรแก่ กรณีให้ปันสิ่งของแก่บุคคลอื่นที่เห็นสมควรให้ปัน
  • 47.
    38 วิรุณ ตั้งเจริญ (2548,หน้า 54-55) กล่าวว่า คุณลักษณะด้านคุณธรรมจริยธรรมของ ผู้บริหาร หมายถึง การที่ผู้บริหารมีจิตสํานึกจริยธรรม คือ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเปิดเผย โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม กล้าตัดสินใจเพื่อรักษาความดีงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรมขององค์กรและ บุคคล บริหารด้วยเหตุผลและความชอบธรรม ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ (2546, หน้า 62-66) ได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ผู้บริหารในองค์การ ควรนําไปใช้ในการบริหาร เพื่อก่อให้เกิดความรักใคร่ต่อกัน ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรเห็นคุณค่า ของคน และสามารถจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยากทํางานให้บรรลุเป้าหมายโดยใช้หลักธรรม ในการบริหาร ดังนี้ 1. หลักแห่งทศพิธราชธรรม ที่ผู้บังคับบัญชาควรปฏิบัติ ได้แก่ 1.1 ทานคือการให้สิ่งของที่ควรให้ให้ในสิ่งที่เขาต้องการเป็นการให้เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชา ได้รับความเดือดร้อนและการให้ที่ควรกระทําอีก2ประการคือการให้อภัยและการให้ความยุติธรรม 1.2 ศีล คือ การไม่ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจา ใจ 1.3 ปริจาคะ คือ การเสียสละเพื่อส่วนรวม ด้วยการเสียสละ ความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม 1.4 อาชวะ คือ ความซื่อตรงต่อตนเอง ต่องาน ต่อบุคคลอื่น และต่อประเทศชาติ 1.5 มัททวะ คือ ความสุภาพอ่อนโยนทั้งกิริยาท่าทางและวาจาต่อคนทั่วไป 1.6 ตปะ คือ การมีธรรมะที่สามารถเอาชนะความชั่วได้เป็นการใช้ความพยายาม ที่จะไม่ทําความชั่ว ตั้งใจทํางานรู้หน้าที่ไม่เกียจคร้าน 1.7 อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ ไม่มุ่งร้าย แต่มีความรักเมตตา ปรารถนาดีต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความบริสุทธิ์ใจและสมํ่าเสมอ 1.8 อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ยาก ไม่กลั่นแกล้งรังแก ลูกน้อง ไม่ก่อความทุกข์ยากแก่ผู้อื่น มีเมตตาเป็นที่ตั้ง 1.9 ขันติ คือ ความอดทน อดกลั้น ข่มใจ และหักห้ามใจตนเอง มิให้พ่ายแพ้ต่อกิเลส 1.10 อวิโรธนะ คือ อดทนต่อความโลภ โกรธ หลง ด้วยการประพฤติตนเที่ยงตรง มีความยุติธรรม มีความประพฤติสุจริตทั้งกาย วาจา และใจ 2. หลักเหตุผล คําสอนของพระพุทธเจ้าคือสอนไม่ให้เชื่อคําเล่าลือหรือเชื่อสิ่งใดจาก การบอกเล่าเป็นการสอนให้รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาเรื่องราวต่างๆอย่างรอบคอบโดยการพิจารณา ต้นเหตุแห่งทุกข์แล้วหาทางแก้ปัญหาด้วยการใช้หลักอริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์คือ ปัญหา สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์นิโรธ คือ การหาหนทางดับทุกข์มรรค คือ ทางแห่งการดับทุกข์หรือปัญหา
  • 48.
    39 3. หลักการช่วยเหลือเกื้อกูล ได้แก่การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาควรมีหลักธรรมของ พรหมวิหารสี่ คือ ต้องมีความเมตตากรุณา ประกอบกับการให้ทาน หรือการให้ความสําเร็จ การให้สิ่งของ การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตามหลักของทานธรรมของ สังคหวัตถุธรรม และมีทศพิธราชธรรมและจาคะในหลักธรรมของ ฆราวาส ถ้าผู้บังคับบัญชามีหลักธรรมเหล่านี้จะนําความสุขมาสู่ผู้ร่วมงาน ก่อให้เกิดความรักใคร่ สามัคคีกลมเกลียว อันเป็นหนทางที่จะนําไปสู่การร่วมมือร่วมใจทํางานให้ประสบความสําเร็จ 4. หลักแห่งการมีมธุรสวาจา คือ การมีวาจาสุภาพ ไพเราะอ่อนโยนต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และนอกจากจะหมายถึงการพูดจาสุภาพแล้วยังหมายถึง การไม่พูดเท็จไม่หลอกลวง ไม่ใช้วาจา ก้าวร้าวหรือเบียดเบียนผู้อื่น ดังเช่นในหลักธรรมของสังคหวัตถุธรรมที่กล่าวถึงปิยวาจา ดังนั้น การมีมธุรสวาจาจึงเป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะสามารถจูงใจให้ผู้ร่วมงานมีขวัญหรือกําลังใจใน การทํางานได้ 5. หลักแห่งความอดทน ในการทํางานนั้น ผู้บังคับบัญชาต้องใช้ความอดทน ข่มใจ ไม่แสดงกิริยาวาจาวู่วาม หรือแสดงความโกรธเคืองออกมาให้เห็น เพราะนอกจากจะทําให้เสีย บุคลิกภาพแล้ว ยังทําให้เสียสัมพันธ์ที่มีต่อกันด้วย 6. หลักแห่งการทําความดีไม่ทําชั่ว ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในความดียึดถือ ศีลห้า มีหิริโอตัปปะ คือมีความละอาย ไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ว่าในกรณีใด ๆ เช่น ไม่มีอคติ ไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัลของผู้ใต้บังคับบัญชาบางคน เป็นต้น ถ้าผู้บังคับบัญชาตั้งมั่นอยู่ใน ความดีแล้ว ทุกคนที่อยู่ในองค์การจะมีความสุข ทํางานด้วยความตั้งใจ ทําให้องค์การเจริญก้าวหน้า 7. หลักแห่งความยุติธรรมผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นที่รักและเป็นที่เกรงใจของผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องเป็นผู้มีความยุติธรรมอยู่ในจิตใจไม่มีอคติใดๆทั้ง3ประการคือไม่มีฉันทาคติ (ลําเอียงเพราะรัก) ไม่มีโทสาคติ (ลําเอียงเพราะโกรธหรือไม่ชอบ) และไม่มีภยาคติ (ลําเอียงเพราะกลัว) Stumpf (1977, p. 3) อธิบายความหมายของจริยธรรมในเชิงวิชาปรัชญาว่า จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติปฏิบัติเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกกันว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว พึงประสงค์หรือ ไม่พึงประสงค์มีคุณค่าหรือไร้ค่า นอกจากนี้จริยธรรมยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ หน้าที่ พฤติกรรมที่ยอมรับนับถือต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลอีกด้วย Kohlberg (1984, pp. 383-432) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง ผลจากการคิดไตร่ตรอง ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่นํามาพิจารณา ส่วนหนึ่งเป็นความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้รับใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้รับฟังจากทัศนะของผู้อื่น ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับของตนเอง
  • 49.
    40 สรุปได้ว่า คุณลักษณะของคุณธรรมจริยธรรม หมายถึงการประพฤติปฏิบัติตน ที่เป็นอุปนิสัยที่ดีงาม โดยมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งทางกาย วาจาและจิตใจต่อการปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่ของตนซึ่งเกิดจากการไตร่ตรองและมีจิตสํานึกที่ดีงามอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และมีคุณค่าควรแก่การนําไปดําเนินชีวิตหรือนําไปเป็นหลักในการดําเนินชีวิตอย่างประเสริฐ 3. ด้านความรู้ ความสามารถ ผู้อํานวยการโรงเรียนต้องมีความรู้ในการบริหารสถานศึกษาอย่างเหมาะสมแก่ การปฏิบัติงานในหน้าที่ มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานวิชาการ หลักสูตรและพัฒนา คุณภาพการเรียนการสอน มีความรู้ความเข้าใจงานบริหารสถานศึกษา กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ แบบแผนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ และความสามารถควบคุม แนะนําให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงานดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีความสามารถใน การวิเคราะห์แผนและโครงการกระบวนการกลุ่มและการติดต่อสื่อความหมายตลอดถึงความสามารถ ในการจัดการ มีความรู้ความเข้าใจหลักการบริหารงานบุคคล และสามารถปกครอง บังคับบัญชา สามารถเสริมสร้างความร่วมมือ ร่วมใจ ภายในสถานศึกษาและระหว่างสถานศึกษากับองค์กรอื่น ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี มีความรู้ ความเข้าใจบทบาทภาระหน้าที่ของสถานศึกษา นโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา แผนงาน ของกระทรวงเจ้าสังกัด นอกจากนั้นจะต้องมีความสามารถ ในการตัดสินใจ และการขจัดความขัดแย้งได้ดีมากเป็นพิเศษ มีความรู้ ความเข้าใจ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม นโยบายรัฐบาล และปัญหาการเมืองของประเทศ สุเมธ แสงนิ่มนวล (2540 อ้างถึงใน สมพงษ์ นาคเจือ, 2558, หน้า 33-34) กล่าวถึง ผู้บริหารยุคโลกาภิวัตน์จะต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1. คิดกว้าง หมายถึง รู้จักคิดพิจารณา ตัดสินใจวางแผนงาน มอบหมายงาน ประสานงาน อย่างเป็นระบบ องค์ประกอบของหลักคิดกว้าง ได้แก่ 1.1 จงคิดอย่างเป็นเจ้าของ คือ จะบริหารงานใด ๆ ในโรงเรียนก็ตามให้คิดว่า เราเป็นเจ้าของ ซึ่งถ้าคิดอย่างนี้แล้วจะทําให้งานประสบผลสําเร็จ 1.2 จงคิดใหญ่อย่างคิดเล็ก นั่นคือ การทํางานเราต้องคิดเกินความคาดหวังเอาไว้ เมื่อผลออกมาจะเท่ากับความคาดหวังพอดี หรืออาจเกินไปเล็กน้อยถือว่าเป็นกําไร 1.3 จงคิดให้กว้างไกลและแปลงไปเป็นแผน นั่นคือ การที่จะทําอะไรต้องมี การวางแผนไว้ล่วงหน้า จะทําให้เป็นคนมีระบบ มีระเบียบ รู้ว่าจะทําอะไร ที่ไหน อย่างไร กับใคร เมื่อไร 1.4 จงทําวิกฤตให้เป็นโอกาส ผู้บริหารต้องรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์การทํางาน จากเหตุการณ์เสียเปรียบให้กลายเป็นได้เปรียบ หรือจากการเสียโอกาสให้เป็นได้โอกาส
  • 50.
    41 1.5 จงทําความยากลําบากให้เป็นความสําเร็จ พยายามเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ให้ได้ อย่าท้อถอย 1.6 จงทํางานเกินเงินเดือน นั่นคือ จะต้องทั้งคิดและทําอย่างเต็มที่ ทุ่มเทพลังกาย พลังใจอย่างที่สุด 1.7 จงลงมือทําเดี๋ยวนี้และทําให้สําเร็จอย่าพูดว่าเดี๋ยวก่อนหรือรอไว้ก่อน ผัดวันประกันพรุ่ง 2. มองไกล หมายถึง การเป็นผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ คือการมองไกลไปข้างหน้า คาดหวังล่วงหน้าไว้ซึ่งประกอบด้วย 2.1 ไม่ยึดติดกรอบความเชื่อเก่าๆคือพยายามบริหารตามสถานการณ์ตามสภาพแวดล้อม 2.2 มองไปข้างหน้า คือ ต้องคิดเสมอว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้น 2.3 หมั่นคิดพัฒนาปรับปรุง อย่าหยุดนิ่ง 2.4 ผลักดันตัวเองเข้าไปในสภาพแวดล้อม เอื้ออํานวย คิดใหญ่ มองไกล นั่นคือ เราต้องพยายามนําตัวเองไปอยู่ในหมู่ผู้รู้ 2.5 หาคู่คิดมิตรแท้ช่วยกันคิด ช่วยกันทํา รวมพลัง ยิ่งทํามากยิ่งเห็นจุดดี จุดเสีย แล้วจะเกิดความก้าวหน้าไม่รู้ตัว 3. ใฝ่สูง หมายถึง ผู้บริหารต้องมีพลังแห่งความอยาก หมายความว่า อยากเป็น อยากได้ อยากไป อยากพัฒนา โดยเฉพาะยกระดับความรู้ของตนเอง ซึ่งถ้าไม่คิดแล้ว ความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น คิดริเริ่มไม่เป็นก็จะมาเยือน ทําให้กลายเป็นผู้บริหารแบบยุคเก่า ๆ ไป 4. มุ่งความสําเร็จ หมายถึง การตั้งเป้าหมายแห่งความสําเร็จไว้ก่อน มีการวางแผน ดําเนินการตามแผน ลงมือทําและทําให้สําเร็จ ชาญชัย อาจินสมาจาร (2541, หน้า 76) กล่าวว่า ความสามารถ หมายถึง ทักษะและ สมรรถนะจริง ๆ ที่เอกัตบุคคลมีอยู่และมีความจําเป็นต่อการทํางานให้ได้ประสิทธิผลองค์การ จะต้องประกันว่าเอกัตบุคคลมีความสามารถที่จําเป็นต่อการทํางาน สิ่งดังกล่าวจะเป็นไปได้ ก็โดยการคัดเลือกบุคคลอย่างระมัดระวัง หรือการคัดเลือกและการฝึกอบรมบุคคลพร้อมกันไป ความสามารถของบุคคลต่อการทํากิจกรรมใด ๆ มีองค์ประกอบอยู่ 2 องค์ประกอบ คือ 1. ความถนัดของบุคคลในการทํากิจกรรมนั้น 2. โอกาสในการเรียนรู้เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของเขา ความถนัด หมายถึง สมรรถนะขั้นต้นที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล เพื่อการทํากิจกรรมอย่างมี ประสิทธิผล ยกตัวอย่างเช่น บุคคลจะมีความแตกต่างกันในด้านกีฬา ดนตรี และคณิตศาสตร์ บุคคลที่มีความถนัดทางด้านกีฬาจะสามารถในการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว คนที่มี
  • 51.
    42 ความสามารถทางคณิตศาสตร์ตํ่า จะไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้ดีไม่ว่าเขาจะพยายาม อย่างหนักสักเพียงใดก็ตาม ในขณะเดียวกัน ความถนัดของบุคคลจะไม่เป็นความสามรถที่เป็นจริงก็ได้จนกว่า เขาจะมีโอกาสในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความถนัดนั้น จากภาพความถนัดและโอกาสการพัฒนา ความสามารถซึ่งเป็นผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา โอกาสพัฒนา การฝึกอบรม ประสบการณ์ การเรียนรู้ ภาพที่ 2 ผลจากการรวมกันของความถนัดและโอกาสการพัฒนา นิพนธ์ กินาวงศ์(2543, หน้า 73) กล่าวว่า การนําทักษะไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่า จะใช้ทักษะใดมากทักษะใดน้อยตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตามคุณลักษณะของผู้บริหาร ยุคใหม่จะต้องเป็นนักบริหารมืออาชีพ เสียสละ ทั้งนี้เพราะสังคมในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้นผู้บริหารจะต้องพยายามเรียนรู้หลักการ แนวคิดทฤษฎีทางการบริหารและฝึกฝนให้เกิด ความชํานาญจนมีทักษะทั้ง 3 ด้าน ที่กล่าวมา แต่เพียงเท่านี้คงยังไม่พอ ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติ เพิ่มขึ้นไปอีก ได้แก่ 1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อดทน หนักเอาเบาสู้ รู้สิ่งใดควรไม่ควร 2. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ สามารถเลือกใช้และมอบหมายงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน 3. ปฏิบัติงานโดยยึดระเบียบข้อบังคับมากว่าการปฏิบัติตามความเคยชิน หรือประเพณี ที่เคยทํา 4. ใช้กระบวนการกลุ่มในการทํางาน ติดตามกํากับ ตรวจสอบการทํางานของตนเอง และผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่องสมํ่าเสมอ 5. ใส่ใจความรู้สึก ความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา คอยรับฟังปัญหา ให้คําแนะนํา หาทางช่วยเหลืออย่างเต็มกําลังความสามารถ ความถนัด ความสามารถ
  • 52.
    43 6. สามารถเป็นประธานและดําเนินการประชุมครูได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ บรรลุ จุดประสงค์อีกทั้งควบคุมการประชุมที่มีความขัดแย้งได้ดี 7.ให้คําแนะนํา กําลังใจ เป็นที่ปรึกษาเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดี 8. เข้าใจสภาพแวดล้อม บริบทของหน่วยงาน สามารถดํารงตนและฐานะของครอบครัว รู้จักดําเนินชีวิตตามแนวทางที่ถูกต้องตามคุณธรรมของศาสนา 9. มีวิสัยทัศน์ มองเห็นภาพแห่งอนาคตของหน่วยงานชัดเจน เห็นแนวทางการพัฒนา บนพื้นฐานความเป็นจริง 10. สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนในหน่วยงาน หรือนอกหน่วยงาน และยุตติข้อพิพาทได้ 11. สามารถเป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือตัวแทนที่ดีของหน่วยงานมีทั้งภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิฐาน 12. มีเวลาให้กับหน่วยงานไม่ออกนอกโรงเรียน หรือใช้เวลาราชการทําประโยชน์ ส่วนตัว เข้าร่วมกิจกรรมหรืองานของชุมชนอยู่เสมอ 13. จัดลําดับความสําคัญของงานหรือภารกิจในหน่วยงานได้ถูกต้องเหมาะสม อีกทั้ง ปฏิบัติงานตามแผนและใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงาน จากการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่เกี่ยวกับด้านความรู้ ความสามารถ สรุปได้ว่า ผู้บริหารโรงเรียนจําเป็นจะต้องมีความรอบรู้โดยเฉพาะด้านวิชาการ มีความสามารถในการใช้ ความรู้และเครื่องมือทางการบริหาร ความสามารถในการจูงใจคน ความสามารถในการตัดสินใจ การทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การวางนโยบายและการแผนงาน มีความสามารถในการบูรณาการสิ่งต่าง ๆ เพื่อนําไปใช้กับการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นนักบริหารมืออาชีพ มีความเสียสละ ทันยุคทันเหตุการณ์ มีความสามารถในการพัฒนา ตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ มีภาวะผู้นําสามารถ บริหารจัดการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ด้วยการใช้ทักษะหลายด้าน 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ วิจิตร อาวะกุล (2542, หน้า 26) กล่าวถึง มนุษยสัมพันธ์ ว่าหมายถึง ความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับกลุ่มบุคคล หรือสังคม รวมไปถึงการทํางานอย่างมีความสัมพันธ์เกิดประสิทธิภาพด้วย ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์ (2543, หน้า 191) กล่าวว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรม ที่ผู้บริหารแสดงออกในรูปของการสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจและเกิด
  • 53.
    44 ความร่วมมือร่วมใจในการทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความพอใจและสบายใจในการทํางาน ร่วมกัน อํานวย แสงสว่าง(2544, หน้า 101) กล่าวถึง องค์ประกอบของคุณลักษณะด้าน มนุษยสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ประการ ดังนี้ 1. การเข้าใจตนเอง เป็นลักษณะการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงว่าตนเองเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์แค่ไหนระดับใดมีจุดแข็งคือความเก่งและจุดอ่อนคือความไม่เก่ง ในด้านใดบ้างเรื่องใดบ้าง การเข้าใจตนเองทําให้บุคคลเกิดการรู้สึกยอมรับในคุณค่าแห่งตน นับถือตนเองและรู้จักเข้าใจสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง สิ่งที่สําคัญใน การเข้าใจตนเองจะช่วยให้เรารู้จักปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นได้ดีมาก 2. การเข้าใจบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของคน ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความต้องการของบุคคล แรงจูงใจของบุคคล สภาพสิ่งแวดล้อมทําให้เกิดประโยชน์ ในการนําไปใช้ ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้นานัปการ เมื่อเราต้องการไปติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลใดเราต้องทราบ ก่อนว่าบุคคลนั้นชื่อใดเป็นใคร มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ทางด้านใด อยู่ใน ระดับใด ชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด โปรดปรานในสิ่งใดเป็นพิเศษ มีคุณลักษณะที่เด่นทางด้านใดบ้าง เมื่อเรานําเอาบุคคลอื่นที่เราต้องการติดต่อสัมพันธ์มาพิจารณาดูว่า เรามีความเข้าใจในตัวเขาอย่างไร เรายอมรับในตัวเขาได้แค่ไหนเพื่อจัดระดับคุณค่าและความสําคัญของบุคคลที่เราจะต้องมีการติดต่อ สัมพันธ์ รวมทั้งการที่เรารู้จักปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่นได้ในการติดต่อสัมพันธ์กัน 3. การเข้าใจสิ่งแวดล้อม เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราและ บุคคลอื่นซึ่งมีอิทธิพลต่อการดําเนินชีวิตประจําวัน และมีส่วนสัมพันธ์กับมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่ สภาพการณ์เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ล้วนแต่มีอิทธิพลมาจาก สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันที่เป็นองค์การ สถาบันการศึกษา หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน โรงงาน รัฐบาล ศาสนา องค์การระหว่างประเทศ ความรู้จากการเข้าใจสิ่งแวดล้อม สามารถนํามาปรับใช้กับตัวเราในการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ดีมากขึ้น จันทรานี สงวนนาม (2552, หน้า 219) กล่าวว่า มนุษยสัมพันธ์ในส่วนของผู้บังคับบัญชา ควรปฏิบัติตนต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน มี 11 ประการ ดังนี้ 1. มีความยุติธรรมวางตัวเป็นกลาง 2. มีความจริงใจและเปิดเผย 3. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้น้อย มีนํ้าใจเป็นประชาธิปไตย 4. พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา 5. แม่นยําในระเบียบ กฎเกณฑ์สามารถให้คําแนะนําลูกน้องได้
  • 54.
    45 6. ปรับปรุงบุคลิกภาพให้เป็นที่น่าเคารพนับถือและประทับใจแก่ผู้รู้จักและผู้ที่มี ปฏิสัมพันธ์ด้วย 7. มีจิตใจหนักแน่นไม่หูเบา รู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม ออกจากกัน 8. ติดตามและให้คําแนะนําในการทํางานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามสมควร 9. ไม่แสดงอารมณ์และติเตียนผู้ใต้บังคับบัญชาต่อหน้าบุคคลอื่น 10. ไม่คอยจับผิดผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทับถมเมื่อเห็นว่าทําผิดและรู้จักให้อภัย 11. รู้จักให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา และยกย่องชมเชยตามสมควรในสภาวะที่เหมาะสม อนันท์ งามสะอาด (2547, หน้า 1-2) กล่าวถึง คุณลักษณะด้านมนุษยสัมพันธ์ใน การทํางานไว้ดังนี้ 1. หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น 2. เต็มใจทํางานร่วมกับผู้อื่น 3. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4. มีความเสียสละ 5. เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่น 6. เต็มใจเข้าร่วมกิจกรรมกับคนอื่น 7. เสนอตัวช่วยเหลือการทํางาน 8. ให้คําแนะนําช่วยเหลือ 9. คบหาคนอื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ 10. แสดงนํ้าใจกับเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคุณลักษณะของบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีไว้ดังนี้ 1. มีท่าทางที่ดี (Handsome) 2. มีบุคลิกภาพดี (Personality) 3. มีความเป็นเพื่อน (Friendliness) 4. มีความอ่อนน้อม (Modesty) 5. มีนํ้าใจช่วยเหลือ (Helpful) 6. ให้ความร่วมมือ (Cooperation) 7. มีความกรุณา (Kindness) 8. สร้างประโยชน์ (Contribution) 9. การสร้างสรรค์(Constructive)
  • 55.
    46 10. มีอารมณ์ดี (Goodemotion) 11. มีความกระตือรือร้น (Enthusiasm) 12. มีความรับผิดชอบ (Responsibility) 13. มีความอดทน (Patient) 14. มีความขยัน (Diligent) 15. มีความพยายาม (Attempt) 16. มีปฏิภาณ (Intelligence) ศิริพงษ์ ศรีชัยรมย์รัตน์ (2549, หน้า 52-55) กล่าวถึงองค์ประกอบของคุณลักษณะด้าน มนุษยสัมพันธ์ว่า การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต้องมีเคล็ดลับ 12 ประการ ในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ดังนี้ 1. การบริหารที่ดีต้องเริ่มที่มนุษยสัมพันธ์ 2. แก้ปัญหาคนได้คือยอดนักบริหาร 3. เป็นหัวหน้าคนต้องอดทนและหนักแน่น 4. อย่าปฏิเสธหรือช่วยเหลือโดยไม่ให้เหตุผล 5. การลงโทษทางวินัยมิใช่เครื่องมือปรับปรุงงานเสมอไป 6. คําชมแม้คําเดียว ดีกว่าไม่ได้ชมเสียเลย 7. หยุดนับหนึ่งถึงร้อย 8. อย่าสัญญาในสิ่งที่ท่านทําไม่ได้เป็นอันขาด 9. อย่าซื้อแต่ตัวให้ซื้อหัวใจด้วย 10. อย่าลืมพัฒนาคน 11. อย่าให้ความสําคัญกับลูกน้องบางคนจนเกินงาน 12. งานนี้ไม่มีใครทําแทนท่านได้ รัตติกรณ์ จงวิศาล (2550, หน้า 29) กล่าวว่า คุณลักษณะด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหาร ที่ดีจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหาร ดังนี้ 1. ทําให้เกิดความเข้าใจ รักใคร่ นับถือ และศรัทธาซึ่งกันและกันในหมู่คณะ 2. ทําให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ 3. ทําให้เกิดบรรยากาศ แห่งความเป็นมิตร เป็นกันเอง และมีความอบอุ่นในการทํางาน 4. ทําให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันทํางานอย่างเต็มศักยภาพ 5. ทําให้ทุกคนมีความสุขในการทํางานและทํางานเป็นทีม 6. ทําให้ทุกคนเกิดการเรียนรู้ การพัฒนา และมุ่งมั่นในการทํางาน
  • 56.
    47 7. ทําให้ลดความขัดแย้งในองค์การ 8. ทําให้เกิดพลังกลุ่มผู้ทํางานด้วยกัน สรุปได้ว่าคุณลักษณะของมนุษยสัมพันธ์ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงปฏิบัติตน ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้เข้าใจและเกิดความร่วมมือ ร่วมใจในการทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายของสถานศึกษา มีความพอใจและสบายใจ ในการทํางานร่วมกัน พูดจาสุภาพไพเราะกับทุกคน จิตใจหนักแน่นไม่หูเบา มีนํ้าใจและช่วยเหลือ ผู้อื่น เป็นกันเองกับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ใส่ใจในเรื่องหน้าที่การทํางานของ เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้สร้างความสามัคคีให้เกิดในหน่วยงาน มีการจูงใจ ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถทํางานได้เต็มศักยภาพ มีความอดทนต่อกริยาท่าทางและการกระทํา ที่ไม่เหมาะสมของผู้อื่น ให้ความสําคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่าเทียมกัน และยกย่องให้เกียรติ เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา 5. ด้านความเป็นผู้นํา ในสถาบันทุกสถาบันตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงประเทศย่อมต้องมีผู้นําด้วยกัน ทั้งสิ้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคําว่าผู้นําไว้เช่น อานันท์ ปันยารชุน (2540, หน้า 37) กล่าวว่า ผู้นําคือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม พรนพ พุกกะพันธุ์ (2544, หน้า 17) ให้นิยามผู้นําไว้ว่า ผู้นําคือผู้ที่สามารถดําเนินงาน ให้สําเร็จด้วยความร่วมมือจากผู้อื่น Halpin (1966, pp. 25-30) ได้ให้ความหมายว่า ผู้นํา คือ บุคคลที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ในห้าประการต่อไปนี้ 1. บุคคลที่มีบทบาทหรืออิทธิพลต่อคนในหน่วยงานมากกว่าผู้อื่น 2. บุคคลที่มีบทบาทเหนือคนอื่น ๆ 3. บุคคลที่มีบทบาทสําคัญที่สุดที่ทําให้หน่วยงานดําเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 4. บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้อื่นให้เป็นผู้นํา 5. บุคคลที่ดํารงตําแหน่งผู้นําในหน่วยงานหรือหัวหน้างานจากที่กล่าวมาแล้ว จึงสรุปได้ว่าผู้นําหมายถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มซึ่งอาจได้มาโดยการเลือกตั้ง แต่งตั้ง และได้รับการยอมรับจากกลุ่ม สามารถกระตุ้น ชักจูงหรือชี้นําให้สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกัน ปฏิบัติงานให้สําเร็จตามที่กําหนดเป้าหมายไว้ด้วยความเต็มใจได้ ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นํา ทฤษฎีกับการปฏิบัติจะมีความเกี่ยวข้องกันมากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์ที่เป็นศาสตร์หรือศิลป์ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาทฤษฎีย่อมเป็นประโยชน์ต่อ การนําไปเป็นแนวคิดในการบริหาร สําหรับทฤษฎีเกี่ยวภาวะผู้นําที่น่าสนใจ มีดังนี้
  • 57.
    48 ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงลักษณะ (Trait theories) พิชายรัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2552, หน้า172) ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงลักษณะ คือ ทฤษฎีที่เน้น การหาคุณลักษณะทั่วไปของผู้นํา เพื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่ไม่ใช่ผู้นํา ในการศึกษาภาวะผู้นํา ระยะแรกๆนักวิชาการให้ความสําคัญกับคุณลักษณะส่วนตัว(Personaltraits)ของผู้นําโดยพยายาม แยกแยะว่าคุณลักษณะใดบ้างที่ดํารงอยู่ในตัวผู้นํา ตัวอย่างคุณลักษณะที่มีการระบุกันมากกว่า เป็นตัวชี้วัดความเป็นผู้นําคือความเฉลียวฉลาด(Intelligence)ความซื่อสัตย์(Honesty)และความเชื่อมั่น ในตนเอง(Self-confidence)อย่างไรก็ตามยังมีการพบว่าคุณลักษณะดังกล่าวมีความสําคัญแตกต่างกัน ไปตามสถานการณ์ เช่น ริเริ่มสร้างสรรค์มีส่วนให้ผู้นําประสบความสําเร็จในสถานการณ์หนึ่ง แต่อาจไม่เกี่ยวข้องกับความสําเร็จของผู้นําที่อยู่ในสถานการณ์ซึ่งแตกต่างออกไป โดยศึกษาทฤษฎี คุณลักษณะได้ดังนี้ ประทีป บินชัย(2546,หน้า11)ศึกษาเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําตามแนวภาวะผู้นํา พิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่าทฤษฎีที่เชื่อว่าคนบางคน เกิดมาเพื่อการเป็นผู้นํา โดยเฉพาะผู้นําที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ดูเหมือนว่าพวกเขาแตกต่างจากคนธรรมดา ในหลายด้าน จนทําให้เขาสามารถระบุคุณลักษณะของผู้นําที่ดีว่าขึ้นอยู่กับคุณลักษณะ 6 ประการ คือ 1. คุณลักษณะทางร่างกาย 2. คุณลักษณะภูมิหลังทางสังคม 3. คุณลักษณะทางสติปัญญา และความสามารถ 4. คุณลักษณะบุคลิกภาพ 5. คุณลักษณะที่เกี่ยวกับงาน 6. คุณลักษณะทางสังคม ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงจัดการ (Transactional leadership theory) Bass (1990, p. 11) ได้กล่าวถึงภาวะผู้นําเชิงการจัดการไว้ว่า ผู้นําเชิงการจัดการมีลักษณะ ดังนี้ คือ 1. ผู้นําเชิงจัดการ จะยอมรับวัฒนะธรรมดั้งเดิมขององค์การ ซึ่งประกอบด้วย ค่านิยม ปรัชญา ความเชื่อ อุดมการณ์ ฯลฯ ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ยึดการทํางานในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด ทํางานให้เสร็จทันตามกําหนดเวลา ทํางานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่เสี่ยง 2. การสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัลอย่างมีเงื่อนไข โดยผู้นําจะสั่งงาน และบอกอย่างชัดเจนว่า ถ้าผู้ตามทํางานสําเร็จแล้วได้อะไรเป็นรางวัล
  • 58.
    49 Bass (1990, pp.210-212) ได้สิเคราะห์องค์ประกอบของผู้นําเชิงจัดการ พบว่า มี 2 องค์ประกอบ คือ 1. การให้รางวัลตามสถานการณ์ หมายถึง การที่ผู้นําและผู้ตามตกลงกันว่า ถ้าผู้ตาม ทํางานประสบผลสําเร็จจะได้รางวัลอะไรตอบแทนซึ่งการให้รางวัลมีหลายแบบเช่นการขึ้นเงินเดือน การให้โบนัส การเลื่อนตําแหน่ง หรือการประกาศยกย่องชมเชยเป็นการเสริมแรงทางบวก 2. การจัดการโดยยึดกฎระเบียบ หมายถึง การที่ผู้นําทําโทษผู้ตามเมื่อผู้ตามทํางาน ไม่ประสบผลสําเร็จ ซึ่งการทําโทษมีหลายแบบ เช่น ให้คําแนะนํา ตักเตือน ตําหนิ ลดขั้นเงินเดือน ให้พักงาน หรือไล่ออก เป็นการเสริมแรงทางลบ ทฤษฎีภาวะผู้นําเชิงปฏิรูป (Transformational leadership theory) Bass (1990, p. 14) ได้กล่าวถึง ภาวะผู้นําเชิงปฏิรูปไว้ว่า ผู้นําเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้ตาม มีความต้องการ และมีความพึงพอใจมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่โดยใช้ลําดับขั้นความต้องการของ Maslow ในการกระตุ้นให้ผู้ตามเกิดความต้องการที่สูงขึ้น ด้วยวิธีการ ดังนี้ 1. ทําให้ผู้ตามตระหนักถึงความต้องการ มีความสํานึกในความสําคัญ และคุณค่าของ จุดมุ่งหมาย และวิธีการที่จะทําให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 2. ทําให้ผู้ตามคํานึงถึงผลประโยชน์ขององค์การมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 3. ทําให้ผู้ตามมีความต้องการที่สูงขึ้นตามลําดับขั้นความต้องการของ Maslow นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์องค์ประกอบของภาวะผู้นําเชิงปฏิรูป พบว่า มีองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือ 1. การสร้างบารมี คือ คุณลักษณะพิเศษในตัวผู้นําที่มีอํานาจพิเศษทําให้ผู้ตาม เกิดความพึงพอใจ ศรัทธา เชื่อถือ จงรักภักดี ยอมทําตามโดยดี 2. การกระตุ้นปัญญา คือ การที่ผู้นําใช้ความรู้ความสามารถของตน กระตุ้นให้ผู้ตาม เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ความคิด จินตนาการ ความเชื่อ และค่านิยม ผู้นําเชิงปฏิรูปจะทําให้ ผู้ตามเกิดความคิดอย่างรอบคอบ เกิดความเข้าใจ มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา 3. คํานึงถึงความเป็นเอกัตตะบุคคล คือ การที่ผู้นํามอบหมายงานให้กับผู้ตาม ตามความสามารถของแต่ละคน ใช้การบริหารงานโดยมีส่วนร่วม คอยแนะนํา ส่งเสริม ช่วยเหลือ ให้ผู้ตามมีการพัฒนาตนเอง Likert (1967, pp. 126-127) สามารถอธิบายความเป็นผู้นําได้ว่า ระบบที่ 1 พฤติกรรมผู้นําเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (Exploitative autocratic) ระบบนี้ผู้นํา จะเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่างว่าต้องทําอะไร ใครต้องทํา ต้องทําอย่างไร ทําที่ไหน และจะต้องให้เสร็จ เมื่อไรถ้างานไม่เสร็จจะต้องมีการลงโทษผู้นําไว้ใจผู้ตามน้อยระดับความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ระหว่างผู้นําและผู้ตามจะมีตํ่า
  • 59.
    50 ระบบที่ 2 พฤติกรรมผู้นําแบบเผด็จการอย่างมีเมตตา(Benevolent autocratic) ระบบนี้ ผู้นํายังเป็นคนตัดสินใจอยู่ แต่ให้ผู้ตามมีอิสระบ้าง ผู้นําแบบนี้จะมีเจตคติแบบพ่อปกครองลูก ตราบใดที่ผู้ตามยังปฏิบัติงานตามระเบียบอยู่ ผู้นําจะดูแลผู้ตามเป็นอย่างดี ระดับความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นําและผู้ตามยังคงตํ่าอยู่ ระบบที่ 3 พฤติกรรมผู้นําแบบปรึกษาหารือ (Consultative) ระบบนี้ผู้นําจะปรึกษาหารือ กับผู้ตามก่อนที่จะกําหนดเป้าหมายหรือการตัดสินใจ ผู้ตามมีอิสระมากขึ้นอีก ผู้นําระบบนี้ต้องการ ความคิดเห็นของผู้ตามก่อนตัดสินใจ ผู้นําจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ทํางานดี มากกว่าการลงโทษเมื่อทํางาน ผิดพลาด เป็นแรงจูงใจให้ ผู้ตาม บรรยากาศเป็นกันเอง ระดับความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ ระหว่างผู้นํากับผู้ตามมีสูง ระบบที่ 4 พฤติกรรมผู้นําแบบมีส่วนร่วม (Participative) ระบบนี้ผู้นําเน้นให้ผู้ตาม มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการกําหนดเป้าหมาย และการตัดสินใจ ผู้ตามเป็นอิสระ ถกเถียงกับผู้นําได้ ผู้นําแสดงความสนับสนุนแทนการข่มขู่ ทุกส่วนของผู้ตามมีส่วนร่วมในการบริหารงานทั่วทั้ง องค์กร คุณสมบัติของผู้นําทางการศึกษา ผู้นําทางการศึกษา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารการศึกษา เป็นผู้ที่มีความสําคัญมาก นอกจากจะเป็นผู้กําหนดนโยบายแล้วยังต้องบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การดําเนินงาน ดังนั้น จึงต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่ดี ดังที่นักวิชาการได้เสนอความเห็นไว้ดังนี้ ชาญชัย อาจิณสมาจาร (2541, หน้า 97) กล่าวว่าผู้บริหารที่จะประสบความสําเร็จ ต้องมี คุณสมบัติดังนี้ คือ คุณสมบัติทางกาย คุณสมบัติทางปัญญา คุณสมบัติทางอารมณ์ คุณสมบัติ ส่วนบุคคล คุณสมบัติทางสังคม คุณสมบัติทางศีลธรรม ลักษณะสําคัญของผู้นํา เป็นคุณลักษณะที่มี คุณค่า มีความสําคัญต่อผู้นําในการปฏิบัติหน้าที่ ทําให้ลูกน้องหรือพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เกิดศรัทธา มีความเชื่อมั่นเกิดความยอมรับและเชื่อฟัง ก่อให้เกิดความร่วมมือ นําไปสู่เป้าหมาย ตามภารกิจให้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี การที่บุคคลจะสร้างคุณลักษณะของตนให้เป็นผู้นําที่สมบูรณ์ ต้องคํานึงถึงคุณลักษณะความเป็นผู้นําว่าจะสร้างอะไรให้มีขึ้น อะไรที่ต้องเสริม ต้องเพิ่มเติม ในสิ่งที่ขาดไป ซึ่งมีอยู่ 17 ลักษณะ ดังนี้ 1. มีความพร้อมทั้งร่างกายจิตใจ และสมอง 2. มีเชาว์นและวิจารณญาณในการวิเคราะห์ 3. มีคุณธรรมและจริยธรรม 4. มีความรับผิดชอบ 5. มีจินตนาการ
  • 60.
    51 6. มีอารมณ์มั่นคง 7. มีอารมณ์ขันเสมอ 8.มีวิสัยทัศน์ 9. มีความชํานาญพิเศษ 10. มีอํานาจในตัวเอง 11. มีความรอบรู้ทั้งกว้างไกลและลุ่มลึก 12. แสวงหาศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ดีอยู่เสมอ 13. มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ยุติธรรม 14. รู้จักที่ตํ่าที่สูง 15. พฤติกรรมท่าที 16. มีความเด็ดขาด 17. มีแรงจูงใจและความปรารถนา คุณลักษณะของผู้นําที่พึงประสงค์ การเป็นผู้นํานั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การเป็นผู้นําที่ดีต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายของผู้นํา ภาวะผู้นํา และองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นํา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ เสริมสร้างภาวะผู้นําให้มีคุณลักษณะที่ดีขึ้น และได้มีผู้ทรงคุณวุฒิให้แนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่ดี ของผู้นําไว้ดังนี้ สุริยะ วิริยะสวัสดิ์ (2540, หน้า 75) ให้ทัศนะว่า ผู้บริหารในอนาคตควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. กําหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ยืดหยุ่นแก้ไขได้เมื่อมีสภาการเปลี่ยนแปลง 2. มีวิสัยทัศน์และความรู้ที่ทันสมัย มุ่งความเป็นมนุษย์นิยม 3. สร้างความท้าทายให้เกิดผลงานให้กับตนเอง ยอมรับความขัดแย้งว่าเป็นที่มาของ การเกิดปัญหาและการแก้ไขปัญหา 4. ยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถติดต่อสื่อสาร ได้รวดเร็ว 5. กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและความคิดริเริ่ม มุ่งงาน มุ่งผลงานที่ดีมากกว่าผลงานที่ไม่ดี ถือว่าบางครั้งต้องเสี่ยงเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า 6. มีการสื่อสารในทุกระดับและข้างเคียง ตระหนักถึงคุณภาพขององค์กร ร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรง จิตใจสมบูรณ์
  • 61.
    52 สรุปได้ว่า ผู้บริหารที่ดีต้องมีลักษณะผู้นําที่ดี มีความรอบรู้ในวิชาชีพเป็นอย่างดีรอบรู้ ในงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร เป็นผู้มองการณ์ไกลสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การจะเป็นผู้นําที่ดีได้นั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้นําแต่ละคนที่แตกต่างกันและการสร้าง ภาวะผู้นําต้องฝึกฝนและปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจะเกิดภาวะผู้นําขึ้นโดยสมบูรณ์ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยมีความสนใจจะเลือก ตัวแปรในการวิจัยที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ดังนี้ 1. เพศ เพศ หมายถึง เพศชาย เพศหญิงของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ซึ่งเพศของครูจะเป็นสิ่งที่ทําให้ครูมีความคิดเห็น ความสนใจ ทัศนคติ พฤติกรรมแตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิง มีผลต่อความคิด ความเชื่อ และค่านิยมที่ปลูกฝังมาแตกต่างกันจึงน่าจะมีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของเต็มสิริ ทิพย์จันทา (2553) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาล นครภูเก็ต จําแนกตามเพศ พบว่า ครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ ผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับ สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์ (2556) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จําแนกตามเพศพบว่าครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2. วุฒิการศึกษา วุฒิการศึกษา หมายถึง ระดับการศึกษาสูงสุดของครู ซึ่งวุฒิการศึกษาของครูจะเป็นสิ่งที่ ทําให้ครูมีความคิด ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมแตกต่างกัน เนื่องจากการศึกษาเป็นการพัฒนา ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ ดังนั้นครูที่มีวุฒิการศึกษาแตกต่างกันจึงน่าจะมีความเห็นต่อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของเฉลียว ศุภษร (2545) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามทัศนะของผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์สังกัด สํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ผู้บริหาร ครูและ
  • 62.
    53 ศึกษานิเทศก์ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05และเต็มสิริ ทิพย์จันทา (2553) ได้วิจัยเรื่อง คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาล นครภูเก็ต จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีทัศนะต่อคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3. ประสบการณ์ในการทํางาน ประสบการณ์ในการทํางาน หมายถึง อายุการทํางานของครู ซึ่งประสบการณ์ใน การทํางานของครูจะเป็นสิ่งที่ทําให้ครูมีโอกาสได้เรียนรู้ ทําความเข้าใจมองเห็นปัญหาได้ อย่างถ่องแท้มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ในการทํางานน้อยกว่า ในที่นี้ได้แบ่งประสบการณ์ใน การทํางานเป็น 2 กลุ่ม คือ ประสบการณ์ในการทํางานตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา และประสบการณ์ ในทํางานเท่ากับ 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของณภัทร ชินวงศ์ (2545) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นจริงและพึงประสงค์ในทัศนะของ ครูอาจารย์โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานครจําแนกตาม ประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า ครูอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการทํางานแตกต่างกัน มีทัศนะต่อ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเต็มสิริ ทิพย์จันทา(2553)ได้วิจัยเรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็น ของครูผู้สอน กรณีศึกษา: โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตจําแนกตามประสบการณ์ในการสอน พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น เพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ ในการทํางาน เป็นตัวแปรที่น่าสนใจ และเป็นตัวแปรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จะบ่งชี้คุณลักษณะ ของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้วิจัยจึงนํามาเป็นตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ ได้มีผู้วิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนไว้หลายท่าน ดังนี้ ลักฮั้ว แซ่โค้ว (2551) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของ บุคลากรครูโรงเรียนพระหฤทัย จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ส่วนตัว ของผู้บริหารประกอบด้วย5ด้านคือด้านบุคลิกภาพผู้บริหารควรมีความกระตือรือร้นในการทํางาน ในด้านมนุษยสัมพันธ์ ผู้บริหารควรมีเหตุผลและจริงใจ ส่วนด้านคุณธรรมจริยธรรม ผู้บริหาร
  • 63.
    54 ควรมีความซื่อสัตย์โปร่งใสในการปฏิบัติงาน สําหรับด้านความเป็นผู้นําผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล และด้านคุณสมบัติทั่วไปนั้นผู้บริหารควรมีประสบการณ์ในงานที่รับผิดชอบ ส่วนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ส่วนวิชาชีพของผู้บริหารประกอบด้วย 2 ด้าน คือ ด้านความรู้ เกี่ยวกับงาน ผู้บริหารควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบงาน และขอบข่ายงานในหน้าที่ รับผิดชอบ ในด้านทักษะความสามารถ ผู้บริหารควรมีทักษะความสามารถในการวางแผนและ จัดระบบงาน เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร (2552) ได้ศึกษาเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและ ครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี โดยภาพรวม 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับ ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านทักษะ และด้านการจูงใจ และคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี จําแนกตามเพศ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ตําแหน่งหน้าที่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนเมื่อจําแนกตามประสบการณ์ การทํางาน และขนาดสถานศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน วันชัย สุตรีศาสตร์ (2552) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านความเป็นผู้นํา ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความสามารถในการบริหาร ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามขนาดโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม (2553) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์และความเป็นผู้นําและผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทํางาน และขนาดของ โรงเรียน พบว่า โดยรวมและรายด้าน ทุกด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ธิติมา เอมะ (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารถานศึกษา สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์
  • 64.
    55 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามคะแนนเฉลี่ยจากมาก ไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความสามารถในการบริหารงาน ด้านผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านวิชาการ และผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามประสบการณ์การทํางาน วุฒิการศึกษา และขนาดของ สถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมาก และเมื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามเพศ ประสบการณ์ในการทํางาน และวุฒิการศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ สุนันทา พ่วงทอง (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในทัศนะของครู สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้าน ภาวะผู้นํา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อจําแนกตามประสบการณ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนเมื่อจําแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน สุภาวดี ภาโสม (2555) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตาม ความคิดเห็นของข้าราชการครูในอําเภอสอยดาว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามเพศ ประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และ ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามวุฒิการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านเทคนิค การประชุม และด้านส่วนตัวและครอบครัว แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ สมจิตร จันทร์เปา (2556) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีคะแนนเฉลี่ย อยู่ในระดับมากทั้ง 12 ด้าน โดยเรียงตามลําดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านการแสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา และ
  • 65.
    56 ด้านการเป็นผู้นําและสร้างผู้นํา ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามเพศวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทํางานพบว่าโดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ หยาดพิรุณ แจ่มศรีจันทร์(2556)ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน ตามทัศนคติของข้าราชการครูในอําเภอโป่งนํ้าร้อนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านแล้วเรียงอันดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณธรรม ด้านส่วนตัวและครอบครัวด้านภาวะผู้นําด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านบุคลิกภาพด้านเทคนิคการประชุม และด้านความรู้ความสามารถ ผลการเปรียบเทียบจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ ในการทํางาน โดยรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ สุริยันต์ จันโสด (2557) ได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพและความคาดหวังต่อคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสงครามผลการวิจัยพบว่าสภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากโดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามอันดับแรก ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านบุคลิกภาพและด้านคุณธรรมจริยธรรม ตามลําดับ ส่วนความคาดหวัง ต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยสามอันดับแรกได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ และผลการเปรียบเทียบสภาพความคาดหวังต่อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 อําไพ อุ่นสิริ (2557) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัย พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านบุคลิกภาพ อยู่ในระดับมากที่สุดรองลงมาคือด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านความรู้ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา สมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ด้านบุคลิกภาพ อยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม
  • 66.
    57 ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ ความสามารถและด้านความเป็นผู้นํา และผลการเปรียบเทียบ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จําแนกตามเพศ โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ยกเว้น ด้านคุณธรรม จริยธรรม แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบจําแนกตามวุฒิทางการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ .05 แต่รายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และผลการเปรียบเทียบ จําแนกตามประสบการณ์ในการสอน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ สามารถ ฟองศิริ (2558) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้านเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน และเรียงลําดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ คือ ด้านคุณสมบัติทั่วไป ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านบุคลิกภาพ และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ สุพรรณี สวยกลาง (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะ ของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้แก่ ด้านบุคลิกภาพด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านความเป็นผู้นํา ตามลําดับ งานวิจัยต่างประเทศ มีผลการวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน ดังนี้ Stogdill (1974 อ้างถึงใน เจริญ เพชรดี, 2548) ได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารที่ประสบผลสําเร็จในการปฏิบัติงานซึ่งพอจะเสนอเป็นข้อปฏิบัติ ดังนี้ มีสติปัญญาดี มีความเป็นนักวิชาการ มีความผูกพันกับหน้าที่ความรับผิดชอบ มีส่วนร่วมใน การกระทํากิจกรรมต่าง ๆ และกิจกรรมทางสังคม เป็นผู้มีฐานะทางสังคมและทางเศรษฐกิจ เป็นผู้มีสังคมดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความมานะอดทนไม่ท้อถอยรู้วิธีการที่จะทํางานให้สําเร็จ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความตื่นตัว สายตายาว และรู้สถานการณ์ ให้ความร่วมมือ มีความเด่นดัง เป็นที่นิยมชมชื่น มีความสามารถในการใช้ภาษาพูด Eckhant (1978 อ้างถึงใน จรัล ฟังเร็ว, 2558, หน้า 66) ได้ศึกษาเกณฑ์คัดเลือกครูใหญ่ ในโรงเรียนประถมศึกษาที่มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีเกณฑ์การคัดเลือกครูใหญ่ ในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่แตกต่างกัน และพบว่า มีความต้องการ ครูใหญ่ 10 ลักษณะแรก คือ การรับรู้ในตําแหน่งหน้าที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีทักษะใน
  • 67.
    58 การตัดสินใจ มีทักษะในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์ในบุคลิกภาพมีการปรับตัวโดยรอบคอบ มีลักษณะทางศีลธรรม มีสติปัญญา มีสุขภาพดี มีมนุษยสัมพันธ์ Bandy and Horman (1990, p. 1055-A) ได้ทําการวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้นํา ของอาจารย์ใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย จําแนกตามโรงเรียนระดับประถมศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมผู้นําที่มีประสิทธิภาพที่ต้องการ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการตั้งจุดมุ่งหมายในการทํางาน ด้านการติดต่อ สื่อสาร ด้านการนิเทศและ ประเมินผล ด้านการจัดบรรยากาศของโรงเรียน ด้านการประสานงาน และด้านการพัฒนาบุคลากร พฤติกรรมที่จัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดของอาจารย์ใหญ่โรงเรียนทุกระดับ คือการประสานงาน และในทุกระดับไม่ปรากฏว่าพฤติกรรมใดมีความสําคัญเป็นพิเศษ Rice (1991 อ้างถึงใน สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์, 2556, หน้า 68)ได้ทําการวิจัยเรื่อง พฤติกรรมของอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของอาจารย์ใหญ่และครูโรงเรียน ประถมศึกษาเขตแม่นํ้าชาวานาห์ ตอนกลางรัฐจอร์เจียที่มีต่อพฤติกรรมผู้นําของอาจารย์ใหญ่ในเรื่อง ต่อไปนี้ คือ การเป็นแบบอย่างความสามารถในการประนีประนอม ความอดทนต่อความไม่แน่นอน ความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน การวางแผน ความอดทนต่อการขาดระเบียบวินัย การรู้จัก บทบาทของตนเอง การมีวิจารณญาณ การเน้นผลงาน ความสามารถในการคาดการณ์ได้ถูกต้อง ความสามารถในการบูรณาการมุ่งความเจริญ ก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญระหว่างทัศนะของอาจารย์ใหญ่และครูโรงเรียนประถมศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมผู้นําของ อาจารย์ใหญ่ ในด้านความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน การวิจารณญาณ การเน้นที่ผลงานและ ความสามารถในการบูรณาการ Robert (1996 อ้างถึงใน เจริญ เพชรดี, 2548) ได้ทําการวิจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริหาร พฤติกรรมของผู้นํา(ภาวะผู้นํา)ในโอกาสทองของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพบทบาทหน้าที่ ของผู้บริหารและพฤติกรรมในตัวบุคคลที่ประสบความสําเร็จเฉพาะภาวะผู้นําจากงานวิจัยที่มี ความก้าวหน้า มีอํานาจโน้มน้าวเครือข่ายเพิ่มเงินเดือนวางแผนให้ความสมหวังของผู้นําที่มี ประสิทธิภาพในการประเมินพฤติกรรมเชื่อมกันในการบริหารจัดการภาวะผู้นําฝึกฝนวิธีการให้ เงินเดือน ให้ความสําคัญผู้บริหารจัดการมีไหวพริบเฉียบแหลมระดับประเทศ จากตัวอย่างงานวิจัย ในปี ค.ศ. 1996 ผู้บริหารจัดการบริหารเชี่ยวชาญอัตราความดี พฤติกรรมผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ ผู้ร่วมงานมีเกณฑ์การบริหารเปลี่ยนแปลง Bass (1998) ได้ศึกษา ผลงานวิจัยเกี่ยวกับบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้บริหาร โดยจําแนกออกเป็นกลุ่มตามผลการวิจัยสรุป ได้ดังนี้ 1. บุคลิกภาพและพฤติกรรม จากผลการวิจัยมากกว่า 15 เรื่อง พบว่า ผู้บริหารควรมี บุคลิกภาพและพฤติกรรมเหนือบุคคลอื่น ๆ ในเรื่องต่อไปนี้ คือ มีเชาวน์ปัญญาดี มีนิสัยรัก
  • 68.
    59 การศึกษาค้นคว้า ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ มีความรู้ทันสมัยและกว้างขวาง ชอบกิจกรรม และงานสังคม มีมารยาทสังคมดี มีฐานะทางเศรษฐกิจดี 2. บุคลิกลักษณะของผู้บริหารที่ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยมากกว่า 10 เรื่อง พบว่า ผู้บริหาร จะมีบุคลิกลักษณะ ดังนี้ คือ มีความสามารถในการเข้าสังคม รู้จิตวิทยาในการเจรจา มีมารยาททางสังคมดี มีความคิดริเริ่มทําสิ่งใหม่ ๆเพื่อนําไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ มีความอดทนต่อความยากลําบาก อดทนต่อปัญหารอบด้านโดยไม่เสียกําลังใจ รู้หลักและวิธีทํางาน มีความเชื่อมั่นในตนเอง หมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อเสริมคุณค่าของตนให้เป็นผู้มีความสามารถ มีความเชื่อมั่นที่จะทํางานให้สําเร็จ มีความสามารถในการคาดการณ์ข้างหน้าได้ให้ความร่วมมือกับ หมู่คณะในการทํางานเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและคิดสิ่งใหม่ ๆ เป็นผู้มีความสามารถในการพูดและสามารถเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. คุณสมบัติที่มีความสัมพันธ์สูงกับการเป็นผู้บริหาร คือ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่นิยมของปวงชนมีความสามารถในการเข้าสังคมมีความสามารถในการตัดสินใจมีความปรารถนา ที่จะทําดีที่สุด มีอารมณ์ขัน มีความร่วมมือกับผู้อื่นและมีความสามารถในทางกีฬา Bennis (2000, p. 23) เสนอว่า ผู้ที่จะเป็นผู้นําได้จะต้องมีคุณลักษณะบุคลิกภาพพิเศษกว่า คนทั่วๆ ไป ได้แก่ มีความเฉลียวฉลาด มีความกล้าหาญ มีความกระตือรือร้น มีลักษณะท่าทางดี สง่างามน่าเลื่อมใสมีความยุติธรรมผู้นําที่ดีนั้นจะต้องมีลักษณะอย่างไรบ้างผู้นําไม่ใช่คนที่ต่างไปจาก คนธรรมดาอื่น ๆ อย่างน้อยผู้นําจะต้องมีลักษณะพื้นฐานเช่นเดียวกับมนุษย์เดินดินทั้งหลาย ได้แก่ จะต้องมีความซื่อสัตย์การอุทิศตน ความไม่พยาบาทมาดร้าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ใจกว้าง และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผู้บริหารเป็นผู้ที่มีภาระหน้าที่สําคัญที่สุดในองค์การสังคมทั้งกิจกรรม ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการทั่วไป เวลาราชการและนอกราชการ ด้านสุขภาพร่างกาย จึงต้องมี ความแข็งแรง เพราะถ้าสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว การดําเนินงานก็ต้องบกพร่อง ส่งผลต่อ ความสําเร็จต่องานได้ Fair (2001 อ้างถึงใน สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์, 2556, หน้า 69) ได้ทําการวิจัยเรื่อง พฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาประถมศึกษาที่มีประสิทธิผลตามการรับรู้ของผู้อํานวยการ การศึกษารัฐนิวเจอร์ซี่ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาประถมศึกษาที่ดีมีประสิทธิผล คือ สามารถ ติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศที่ดีในสถานศึกษา สามารถเป็นผู้นําในชุมชน เพื่อสร้างวิชาชีพทางสังคมเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลงบริหารแบบมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งหมด และมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักสูตรและการสอน ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ตามความต้องการของแต่ละบุคคล
  • 69.
    60 Magnuson (2001, p.190) ได้วิจัยเรื่องคุณลักษณะของผู้จัดการโรงเรียนที่ประสบ ความสําเร็จโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจําแนกคุณลักษณะผู้บริหารโรงเรียนเป็น2ลักษณะได้แก่ คุณลักษณะด้านอาชีพและคุณลักษณะ ส่วนตัว พบว่า ในส่วนของคุณลักษณะด้านวิชาชีพนั้น ประกอบด้วย คุณลักษณะที่สําคัญคือ การมี ความสามารถติดต่อและเข้ากับผู้อื่นได้ดี มีความรู้ในสาขาวิชาชีพตนถ่องแท้สามารถมอบหมายงาน ได้เหมาะสม ทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเป็นมิตร น่าเข้าใกล้มีเวลาให้กับผู้ร่วมงาน มีความสนใจผู้อื่น สามารถวางแผนและจัดระบบงาน รับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่นและใช้อํานาจของตนได้อย่างเหมาะสมและในส่วนของคุณลักษณะส่วนตัวนั้น ประกอบด้วยคุณลักษณะที่สําคัญคือการมีเหตุผลมีวิจารณญาณมีความยุติธรรมซื่อสัตย์มีความรอบรู้ เป็นผู้มีความจริงใจ ไม่ใช้อารมณ์ เป็นมิตรอารมณ์ขัน เปิดเผย มีความเสมอต้นเสมอปลาย และมี ความเมตตา
  • 70.
    61 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้กําหนด ขั้นตอนการดําเนินการ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้ศึกษากับประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1. ประชากร ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 ปีการศึกษา 2558 จํานวน 220 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง ของ Krejcie and Morgan (1970, pp. 607-610) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน 140 คน ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จํานวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2558 ครู จํานวนประชากร จํานวนกลุ่มตัวอย่าง เพศชาย 62 35 เพศหญิง 138 105 รวม 220 140
  • 71.
    62 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไป ของครู และแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบคําถาม มีลักษณะเป็นคําถาม แบบสํารวจรายการ (Check list) เกี่ยวกับเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating acale) ซึ่งถามเกี่ยวกับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยแบ่งคุณลักษณะออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา จํานวน 50 ข้อ แบ่งเกณฑ์ออกเป็น 5 ระดับ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านบุคลิกภาพ มี 9 ข้อ 2. ด้านคุณธรรมจริยธรรม มี 9 ข้อ 3. ด้านความรู้ความสามารถ มี 13 ข้อ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ มี 9 ข้อ 5. ด้านความเป็นผู้นํา มี 10 ข้อ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอน ดังนี้ 1. การศึกษาแนวคิดและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน ในด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ความสามรถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา 2. นําข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาสร้างนิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อเป็นแนวทางในการร่าง ข้อคําถามของแบบสอบถาม แล้วสร้างเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด 3. นําแบบสอบถามที่สร้างขึ้นมาไปขอคําแนะนําจากอาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์ ตรวจสอบเพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้อง
  • 72.
    63 4. นําแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเพื่อนํามา หาค่าความเที่ยงตรง (Validity)โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของคําถามกับวัตถุประสงค์ (Index of item-objective congruence: IOC) ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย 4.1 ดร.สมุทร ชํานาญ อาจารย์ประจําภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 4.2 ดร.สุรัตน์ ไชยชมภู อาจารย์ประจําภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 4.3 นายสุทธิพงษ์ โมราวรรณ ผู้อํานวยการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 5. นําแบบสอบถามที่ได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณาโดยเลือกเฉพาะข้อที่มีค่า IOC มากกว่า .50 ขึ้นไป มาดําเนินการต่อไป 6. นําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้(Tryout)กับกลุ่มประชากร ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 30 คน เพื่อหาคุณภาพของแบบสอบถาม โดยการหาค่าอํานาจจําแนก (Discrimination) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) 7. การวิเคราะห์หาค่าอํานาจจําแนกของแบบสอบถามในครั้งนี้ วิจัยใช้วิธีสหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อและคะแนนรวม ทั้งฉบับ (Item-total correlation) ผลการวิเคราะห์ได้ค่าอํานาจจําแนกรายข้อของแบบสอบถาม อยู่ระหว่าง .27 ถึง .75 8. การวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการหา ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha coefficient) ของ Cronbach (1990, pp. 202-204) ได้ค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .94 9. นําเสนอแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่น และมีความสมบูรณ์ไปใช้ เก็บข้อมูลจากลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ดังนี้ 1. นําหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บข้อมูลจากภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงผู้บริหารโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
  • 73.
    64 2. ส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง คือครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จํานวน 140 ฉบับ และให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยรับแบบสอบถามคืนด้วยตัวเอง 3. ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามคืนจํานวน 140 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 4. รวบรวมแบบสอบถามทั้งหมดที่ได้รับมาดําเนินตามขั้นตอนการวิจัยต่อไป การจัดทําข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาดําเนินการ ดังนี้ 1. นําแบบสอบถามที่สมบูรณ์มาลงรหัส ให้คะแนนตามนํ้าหนักคะแนนแต่ละข้อและ บันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปทางสถิติ 2. นําผลการคํานวณมาวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาต่อไป การแปลความหมายของระบบคะแนนผู้วิจัยกําหนดเกณฑ์การวัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 โดยเฉลี่ยคะแนน และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแปลความหมายของ คะแนนเฉลี่ยตามเกณฑ์เป็นแบบประเมินค่า (Rating scale) ตามแนวคิดของ Likert scale 5 ระดับ (Likert, 1967) มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมาก 3 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับระดับน้อย 1 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์ในการแปลความหมายข้อมูลตอนที่ 2 พิจารณาค่าเฉลี่ยจากเกณฑ์ของบุญชม ศรีสะอาด และบุญส่ง นิลแก้ว (2535, หน้า 23-24) ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มาก คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อย คะแนนเฉลี่ย 1.01-1.50 คะแนน หมายถึง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์น้อยที่สุด
  • 74.
    65 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าร้อยละ(Percentage) 1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) 1.3 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 2.1 นําข้อมูลจากแบบสอบถามฉบับทดลองมาวิเคราะห์ค่าอํานาจจําแนกเป็นรายข้อ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Simple correlation) ระหว่างคะแนนรายข้อและคะแนนรวม (Item-total correlation) 2.2 วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha coefficient) ของ Cronbach (1990, pp. 202-204) 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ตามตัวแปรเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ของครูด้วยค่าวิกฤติที (t-test)
  • 75.
    66 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเรื่องคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จํานวนกลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าสถิติการแจกแจงแบบที (t-distribution) p แทน ค่าความน่าจะเป็น (Probability) * แทน มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผู้วิจัยได้แบ่งการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน
  • 76.
    67 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ดังแสดงในตารางที่2 ตารางที่ 2 จํานวนและร้อยละของข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม สถานภาพ กลุ่มตัวอย่าง (คน) ร้อยละ เพศ - ชาย 35 25.00 - หญิง 105 75.00 รวม 140 100 วุฒิการศึกษา - ปริญญาตรี 104 74.30 - สูงกว่าปริญญาตรี 36 25.70 รวม 140 100 ประสบการณ์ในการทํางาน - ตํ่ากว่า 10 ปี 88 62.90 - 10 ปีขึ้นไป 52 37.10 รวม 140 100 จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงจํานวน 105 คน คิดเป็น ร้อยละ 25 และเป็นเพศชาย 35 คน คิดเป็นร้อยละ 75 มีวุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ระดับปริญญาตรี จํานวน 104 คน คิดเป็นร้อยละ 74.30 สูงกว่าปริญญาตรี จํานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 25.70 ส่วนประสบการณ์ในการทํางาน มีประสบการณ์ในการทํางานส่วนใหญ่ตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา จํานวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 62.90 และมีประสบการณ์ในการทํางานเทียบเท่า 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จํานวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 37.10
  • 77.
    68 ตอนที่2 ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต2ดังแสดงในตารางที่ 3-8 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและจําแนกเป็นรายด้าน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.06 4.21 4.19 4.16 4.24 .51 .46 .51 .53 .49 มาก มาก มาก มาก มาก 5 2 3 4 1 รวม 4.17 .47 มาก จากตารางที่ 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ
  • 78.
    69 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้อ ด้านบุคลิกภาพ n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ผู้บริหารแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส 4.23 .67 มาก 3 2. ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 3.77 .83 มาก 9 3. ผู้บริหารมีกริยามารยาทสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน 3.91 .90 มาก 8 4. ผู้บริหารมีความกล้าหาญและกล้าในการตัดสินใจ 3.96 .79 มาก 6 5. ผู้บริหารมีความกระตือรือร้นในการทํางาน 3.95 .79 มาก 7 6. ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน 4.32 .77 มาก 1 7. ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง 4.25 .75 มาก 2 8. ผู้บริหารมีสุขภาพจิตดี 4.12 .69 มาก 4 9. ผู้บริหารใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.05 .63 มาก 5 รวม 4.06 .51 มาก จากตารางที่ 4 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง และผู้บริหาร แต่งกายเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง
  • 79.
    70 ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายข้อ ด้านคุณธรรม จริยธรรม n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน 3.98 .64 มาก 7 2. ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน 4.50 .64 มาก 1 3. ผู้บริหารมีความยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน 4.23 .67 มาก 5 4. ผู้บริหารมีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 3.77 .83 มาก 9 5. ผู้บริหารประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐาน ของชีวิต 3.91 .90 มาก 8 6. ผู้บริหารบริหารงานอย่างมีคุณธรรม 4.22 .73 มาก 6 7. ผู้บริหารรู้จักประหยัดและอดออม 4.47 .62 มาก 2 8. ผู้บริหารละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง 4.43 .65 มาก 3 9. ผู้บริหารมองโลกในแง่ดี 4.40 .68 มาก 4 รวม 4.21 .46 มาก จากตารางที่ 5 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน ผู้บริหารรู้จักประหยัดอดออม ผู้บริหารละเว้นจาก อบายมุขทั้งปวง และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวม
  • 80.
    71 ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายข้อ ด้านความรู้ ความสามารถ n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน 4.43 .62 มาก 1 2. ผู้บริหารมีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ 4.25 .75 มาก 6 3. ผู้บริหารมีความรู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน 4.23 .67 มาก 8 4. ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้ 3.77 .83 มาก 13 5. ผู้บริหารมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคน 3.91 .90 มาก 12 6. ผู้บริหารสามารถจัดบุคลากรทํางานได้อย่างเหมาะสม 4.16 .67 มาก 10 7. ผู้บริหารมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน 4.31 .67 มาก 3 8. ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม 4.07 .69 มาก 11 9. ผู้บริหารมีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน 4.25 .74 มาก 5 10. ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากร ในการจัดการเรียนการสอน 4.42 .63 มาก 2 11. ผู้บริหารสามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ ในการทํางาน 4.25 .73 มาก 4 12. ผู้บริหารสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4.25 .77 มาก 7 13. ผู้บริหารมีศักยภาพในด้านการนิเทศ ติดตามผลงาน ของผู้ร่วมงาน 4.19 .79 มาก 9 รวม 4.19 .51 มาก
  • 81.
    72 จากตารางที่ 6 พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน และผู้บริหารมีความมุ่งหวัง ในผลสําเร็จของงาน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดี ในการทํางานได้ ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายข้อ ด้านมนุษยสัมพันธ์ n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน 4.32 .63 มาก 1 2. ผู้บริหารมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน 4.27 .69 มาก 4 3. ผู้บริหารยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ 4.23 .67 มาก 5 4. ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน 3.77 .83 มาก 9 5. ผู้บริหารใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน 3.91 .90 มาก 8 6. ผู้บริหารรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา 4.29 .68 มาก 3 7. ผู้บริหารพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา 4.20 .71 มาก 6 8. ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน 4.30 .61 มาก 2 9. ผู้บริหารมีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน 4.15 .69 มาก 7 รวม 4.16 .53 มาก จากตารางที่ 7 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวม และรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหาร มีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน และผู้บริหารรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน
  • 82.
    73 ตารางที่ 8 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายข้อ ด้านความเป็นผู้นํา n = 140 ระดับ อันดับ X SD 1. ผู้บริหารสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 4.23 .67 มาก 8 2. ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน 3.77 .83 มาก 10 3. ผู้บริหารสามารถสร้างทีมงานได้ดี 3.91 .90 มาก 9 4. ผู้บริหารเป็นผู้นําของการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร โรงเรียน 4.27 .63 มาก 6 5. ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน 4.43 .65 มาก 2 6. ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ 4.40 .68 มาก 3 7. ผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไข ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ 4.43 .62 มาก 1 8. ผู้บริหารติชมผู้ร่วมงานในโอกาสที่เหมาะสม 4.25 .75 มาก 7 9. ผู้บริหารเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา 4.38 .67 มาก 4 10. ผู้บริหารมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน ชุมชน และองค์กร 4.35 .64 มาก 5 รวม 4.24 .49 มาก จากตารางที่ 8 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวม และรายข้อ อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหาร มีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน
  • 83.
    74 ตอนที่3 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน ดังแสดงในตารางที่ 9-14 ตารางที่ 9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ชาย ระดับ อันดับ หญิง ระดับ อันดับ(n = 35) (n = 105) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.03 4.16 4.07 4.11 4.22 .56 .51 .58 .61 .54 มาก มาก มาก มาก มาก 5 2 4 3 1 4.07 4.23 4.23 4.18 4.25 .50 .44 .48 .51 .47 มาก มาก มาก มาก มาก 5 2 3 4 1 รวม 4.12 .54 มาก 4.19 .45 มาก จากตารางที่ 9 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามเพศ เป็นดังนี้ เพศชาย มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับมากเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านมนุษยสัมพันธ์ เพศหญิง มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับมากเรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ความสามารถ
  • 84.
    75 ตารางที่ 10 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร เพศ t p ชาย หญิง (n = 35) (n = 105) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.03 4.16 4.07 4.11 4.22 .56 .51 .58 .61 .54 4.07 4.23 4.23 4.18 4.25 .50 .44 .48 .51 .47 -.40 -.71 -1.61 -.61 -.27 .683 .477 .110 .541 .782 รวม 4.12 .54 4.19 .45 -.70 .484 จากตารางที่ 10 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ พบว่า มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 85.
    76 ตารางที่ 11 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ปริญญาตรี ระดับ อันดับ สูงกว่าปริญญาตรี ระดับ อันดับ(n = 104) (n = 36) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.03 4.18 4.15 4.14 4.22 .55 .48 .54 .55 .51 มาก มาก มาก มาก มาก 5 2 3 4 1 4.16 4.30 4.30 4.22 4.29 .38 .38 .41 .48 .40 มาก มาก มาก มาก มาก 5 1 2 4 3 รวม 4.14 .50 มาก 4.25 .39 มาก จากตารางที่ 11 พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ความสามารถ ส่วนครูที่มี วุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ และด้านความเป็นผู้นํา
  • 86.
    77 ตารางที่ 12 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม วุฒิการศึกษา คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร วุฒิการศึกษา t p ปริญญาตรี (n = 104) สูงกว่าปริญญาตรี (n = 36) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.03 4.18 4.15 4.14 4.22 .55 .48 .54 .55 .51 4.16 4.30 4.30 4.22 4.29 .38 .38 .41 .48 .40 -1.62 -1.34 -1.72 -.72 -.77 .108 .182 .089 .469 .441 รวม 4.14 .50 4.25 .39 -1.33 .186 จากตารางที่ 12 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 87.
    78 ตารางที่ 13 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับและอันดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ตํ่ากว่า 10 ปี ระดับ อันดับ 10 ปีขึ้นไป ระดับ อันดับ(n = 88) (n = 52) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.05 4.20 4.20 4.16 4.25 .55 .48 .54 .56 .50 มาก มาก มาก มาก มาก 5 2 3 4 1 4.09 4.23 4.18 4.16 4.23 .44 .43 .46 .49 .46 มาก มาก มาก มาก มาก 5 1 3 4 2 รวม 4.17 .50 มาก 4.18 .43 มาก จากตารางที่ 13 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยจําแนกตามประสบการณ์ ในการทํางาน พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานตํ่ากว่า 10 ปี ลงมา มีระดับความคิดเห็นต่อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจาก มากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ความสามารถ ส่วนครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานเทียบเท่า 10 ปี หรือตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย3อันดับแรกได้แก่ ด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านความเป็นผู้นํา และด้านความรู้ ความสามารถ
  • 88.
    79 ตารางที่ 14 เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตาม ประสบการณ์ในการทํางาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร เพศ t p ตํ่ากว่า 10 ปี (n = 88) 10 ปีขึ้นไป (n = 152) X SD X SD 1. ด้านบุคลิกภาพ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3. ด้านความรู้ ความสามารถ 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ 5. ด้านความเป็นผู้นํา 4.05 4.20 4.20 4.16 4.25 .55 .48 .54 .56 .50 4.09 4.23 4.18 4.16 4.23 .44 .43 .46 .49 .46 -.45 -.40 .19 .05 .27 .648 .689 .844 .953 .783 รวม 4.17 .50 4.18 .43 -.06 .949 จากตารางที่ 14 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ ในการทํางาน พบว่า มีระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ
  • 89.
    80 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี ที่ได้จากตารางกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของKrejcieandMorgan(1970,pp.607-610) และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) โดยกําหนดเพศเป็นเกณฑ์แบ่ง จํานวน 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบ Likert’s scale จํานวน 50 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .27-.75 และค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ.94สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย(X )และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test) สรุปผลการวิจัย จากการศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 สรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านบุคลิกภาพ ตามลําดับ เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน สรุปผล ดังนี้ 1.1 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ผู้บริหาร มีความเชื่อมั่นในตนเอง และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา รายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ
  • 90.
    81 ผู้บริหารรู้จักประหยัดอดออม และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือผู้บริหารมีความเสียสละเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวม 1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา รายด้านพบว่าผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์นโยบายเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ของงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัด การเรียนการสอนและคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุดคือผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้ 1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือผู้บริหารยกย่อง ให้เกียรติผู้ร่วมงาน และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของ ผู้ร่วมงาน 1.5 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และคะแนนเฉลี่ยตํ่าที่สุด คือ ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน 2. เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า 2.1 ครูที่มีเพศต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ 2.2 ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ 2.3 ครูที่มีประสบการณ์ในการทํางานต่างกันมีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ อภิปรายผล การอภิปรายผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะกล่าวถึงประเด็นที่ได้ค้นพบจาก การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ตามกรอบแนวคิดและสมมติฐานของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลําดับ ได้ดังนี้ ด้านความเป็นผู้นํา ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์
  • 91.
    82 และด้านบุคลิกภาพ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษาของชาติให้มี มาตรฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติพ. ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 สนับสนุนให้ข้าราชการครู บุคลากร สนับสนุนการศึกษาให้มีความมั่นคงในอาชีพ เปิดโอกาสให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสู่ตําแหน่งผู้บริหารการศึกษา ดังนั้น สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมีนโยบายผ่านทางสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ให้มีการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติด้านการบริหารงานแก่ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน เน้นกระบวนการในการคัดสรรผู้ที่จะมาเป็นผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถใน การปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับการอบรมตามหลักสูตรผู้บริหาร มีกระบวนการเสริมสร้างและพอกพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ และประสบการณ์ ทั้งทางด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านความเป็นผู้นํา เพื่อให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพจากในภาวะปัจจุบันของสังคม ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของยุทธพงษ์ กิ่งวิชิต (2555) ได้ศึกษา คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตาม ความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับ งานวิจัยของสุติมา ไชยบํารุง (2556) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่า คุณลักษณะของ ผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของกรองแก้ว ศิริกุล (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู อําเภอบ่อไร่ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด โดยรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมากเรียงตามคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านคุณธรรมจริยธรรมด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านความเป็นผู้นําและด้านความรู้ความสามารถ เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน อภิปรายผลได้ดังนี้ 1.1 ด้านบุคลิกภาพ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน ระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารเป็นผู้ที่ต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านบุคลิกภาพ
  • 92.
    83 ต้องมีความใส่ใจและมีการพัฒนาโดยการฝึกอบรม ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ใช้ภาษาถูกต้อง เหมาะสมกับกาลเทศะกล้าตัดสินใจในการบริหารงาน แต่งกายสุภาพ อีกทั้งยังต้องมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี ดังแนวคิดของถวิล อรัญเวศ (2544 อ้างถึงใน ธิติมา เอมะ, 2554, หน้า 79) ที่กล่าวว่านักบริหารมืออาชีพในยุคเขตพื้นที่การศึกษาต้องกล้าตัดสินใจต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ มีความสุขุมรอบคอบ จากเหตุผลข้างต้นทําให้สภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัยของสุดาวรรณ เต็มเปี่ยม (2553) ได้ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับ พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554) ได้ศึกษาการศึกษาคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ ของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกันกับงานวิจัยของอําไพ อุ่นศิริ (2557) ได้ศึกษาคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ ของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ด้านบุคลิกภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยของสุริยันต์ จันโสด (2557) ได้ศึกษาสภาพ ความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม พบว่า สภาพความคาดหวังต่อคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับงานวิจัยของสุพรรณี สวยกลาง (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหาร ที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 1.2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะ ของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและ รายข้ออยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  • 93.
    84 มัธยมศึกษา เขต 2มีทัศนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารด้านคุณธรรม จริยธรรม ว่าผู้บริหารควรเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีความเมตตากรุณาต่อ ผู้ร่วมงาน ยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ประพฤติปฏิบัติตน อยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต บริหารงานอย่างมีคุณธรรม รู้จักประหยัดและอดออม ละเว้นจาก อบายมุขทั้งปวง และมองโลกในแง่ดี ดังที่ สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, หน้า 30) ได้เสนอแนวคิดไว้ว่าผู้บริหารโรงเรียนควรมีคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องต่อไปนี้ เป็นพื้นฐาน คือ 1) มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น 2) มีความเสียสละเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 3) ไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน 4) มีความยุติธรรม มีเหตุผล วางตัวเป็นกลางอย่างสมํ่าเสมอ 5) มีความรัก และห่วงใยเพื่อนร่วมงาน 6) ประพฤติตน เป็นแบบอย่างที่ดี 7) ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อผู้อื่น 8) มองโลกในแง่ดี และ 9) ยึดระบบคุณธรรมในการบริหารงาน สอดคล้องกับวราภรณ์ ดํารงวัฒนกุล (2550, หน้า 61-62) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่นเดียวกับศุภมนต์ จรณะเลิศ(2552,หน้า67)ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็น ของครูในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 พบว่า คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของ ข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียน เบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก 1.3 ด้านความรู้ ความสามารถ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน ระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้บริหารสถานศึกษาควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหาร ต่าง ๆ ในสถานศึกษา โดยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ความสามารถในการแสวงหาความรู้ในการบริหารสถานศึกษา และความสามารถ ในการสร้างสรรค์ผลงานตามบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ ให้ครูและคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานได้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์ สอดคล้องกับแนวคิดของรังสรรค์ ประเสริฐศรี (2544,หน้า43)
  • 94.
    85 ที่กล่าวว่า ผู้บริหารที่มีความสามารถทางสติปัญญา จะต้องเป็นคนที่คิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ในการคิด มีความสามารถในการคิด คิดสังเคราะห์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ และมีความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาและคิดได้แตกต่างจากคนอื่นคิดยืดหยุ่นไม่ยึดติดซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม (2553) ได้ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้วเขต2พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ด้านความรู้ความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับเมธา ภูมิเขต (2554) ได้ศึกษา คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวม อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของสุพรรณี สวยกลาง (2558) ได้ศึกษา คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี ด้านความรู้ ความสามารถ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นกัน 1.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์ พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน ระดับมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหารมีมนุษยสัมพันธ์ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมงานและ ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเป็นกันเองและจริงใจต่อผู้ร่วมงาน ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ อีกทั้งยังรู้จัก รับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน ใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา ยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงานและ มีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน เหตุผลเหล่านี้เป็นผลไปสู่ความสําเร็จขององค์กร เป็นไปตาม การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ซึ่งการบริหารจะมีประสิทธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับคณะครู และชุมชนมากที่สุด ผู้บริหาร โรงเรียนมีบทบาทสําคัญมากในการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาสถานศึกษา เพื่อนําไปสู่ความสําเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริหารต้องเผชิญกับการต่อต้านของบุคลากรทางการศึกษาไม่มากก็น้อย ดังนั้น สิ่งสําคัญที่ผู้บริหารจะต้องระลึกไว้เสมอ คือ การใช้ความอดทนในการแก้ปัญหา และสร้าง มนุษย์สัมพันธ์ที่ดีให้เกิดในการทํางาน (ชัยเสฏฐ พรหมศรี, 2550, หน้า 41-48) สอดคล้องกับ งานวิจัยของสมชาย พะโยม (2554) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของ
  • 95.
    86 ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต1 พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอนระดับ ประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครู โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต6พบว่าคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 1.5 ด้านความเป็นผู้นํา พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยรวมและรายข้ออยู่ใน ระดับมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ภาวะผู้นํามีความจําเป็นสําหรับผู้บริหาร ซึ่งสามารถสร้างความเคารพ ความศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชาโดยลักษณะของผู้นําคือรู้จักใช้อํานาจอย่างเหมาะสมมีความสามารถ ในการสร้างทีมงานได้ดี สามารถจูงใจให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติงานจนสําเร็จเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลง จนเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ร่วมงานเกิดความอบอุ่นใจ ดังนั้นผู้บริหารที่มีคุณลักษณะด้านความเป็นผู้นําจึงมีความสําคัญ ต่อการพัฒนาสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของพัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน (2554) ได้ศึกษา การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอ บางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาชลบุรี เขต 3 ด้านความเป็นผู้นํา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับเทวัน ทิพย์กระโทก (2555) ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 พบว่า พฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 1 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก และสอดคล้องกับสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 ด้านความเป็นผู้นํา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นกัน
  • 96.
    87 2. ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทํางาน 2.1 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ พบว่า ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ที่มีเพศต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้บริหารโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่การบริหารโรงเรียนและปฏิบัติต่อบุคลากรโดยเท่าเทียมกัน ไม่ได้เลือกปฏิบัติระหว่างครูเพศชายและครูเพศหญิง จึงส่งผลให้ความคิดเห็นต่อคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามเพศ ไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของพรสวรรค์สุรพรสถิตกุล (2553) ได้ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาระยอง เขต 1 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาระยองเขต1จําแนกตามเพศพบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และสอดคล้อง กับอําไพ อุ่นศิริ (2557) ซึ่งได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ ของครูจังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยเมื่อเปรียบเทียบ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูจังหวัดนครปฐม สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 จําแนกตามเพศ แล้วพบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสําคัญทางสถิติ เช่นกัน 2.2 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ที่มีวุฒิการศึกษา ที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้บริหารให้ความสําคัญ ดูแล เอาใจใส่ ครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีเป็นอย่างดี อีกทั้งยังส่งเสริม สนับสนุนให้ครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และครูที่มีวุฒิสูงกว่าปริญญาตรีได้เข้ารับการพัฒนา และอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับงานวิจัยของปาริชาติ ศิลาแยง (2557) ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี สังกัดองค์การ
  • 97.
    88 บริหารส่วนจังหวัดชลบุรี พบว่า ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล เมืองใหม่ชลบุรีสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จําแนกตามวุฒิการศึกษาโดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับสุติมา ไชยบํารุง (2556 ) ซึ่งได้ศึกษา คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านวุฒิการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของ ผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นเดียวกัน 2.3 การเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จําแนกตามประสบการณ์ ในการทํางาน พบว่าครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ที่มีวุฒิการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โดยรวมและ รายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยในครั้งนี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้บริหารโรงเรียน มีการอบรม สัมมนาเพื่อพัฒนาทักษะในการบริหารงาน มีความสามารถในการตัดสินใจ มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร รวมทั้งการมี ภาวะผู้นํา มีวิธีสร้างแรงจูงใจที่หลากหลาย เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ การบริหารงานเกิดความสําเร็จตามเป้าหมาย จึงทําให้ให้ครูที่มีประสบการณ์ที่ในการทํางาน แตกต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของสุริยันต์ จันโสด (2557) ซึ่งได้ศึกษาสภาพความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขต อําเภอเมืองสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงครามพบว่าผลการเปรียบเทียบ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับสุพรรณี สวยกลาง (2558) ซึ่งศึกษาคุณลักษณะ ของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตาม ทัศนะของครู สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญ ทางสถิติ และสอดคล้องกับสมพงษ์ นาคเจือ (2558) ได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร สถานศึกษา จําแนกตามประสบการณ์ในการทํางาน พบว่า โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เช่นกัน
  • 98.
    89 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้ 1. ด้านบุคลิกภาพ ผู้บริหารควรมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงานมีความเชื่อมั่น ในตนเอง และควรแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารควรมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน รู้จักประหยัด อดออม และละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง 3. ด้านความรู้ ความสามารถ ผู้บริหารควรมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน มีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัดการเรียน การสอน และควรมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน 4. ด้านมนุษยสัมพันธ์ ผู้บริหารควรมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน ยกย่องให้เกียรติ ผู้ร่วมงาน และรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา 5. ด้านความเป็นผู้นํา ผู้บริหารควรมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไขที่เหมาะสม กับสถานการณ์ จะต้องเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีคุณลักษณะ ในการติดตามงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน 2. ควรศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลของโรงเรียน 3. ควรศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในสภาพที่เป็นจริง และสภาพที่คาดหวังของครู ผู้ปกครอง หรือนักเรียน
  • 99.
    90 บรรณานุกรม กรองแก้ว ศิริกุล. (2558).คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของ ครูอําเภอบ่อไร่ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด. งานนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. กัมพล สุภาแพ่ง. (2545). ความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร โรงเรียนสังกัดสํานักงานการประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรี. ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต, สาขาวิชาธุรกิจศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. จันทรานี สงวนนาม. (2552). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บุคพอยท์. คณะกรรมการคุรุสภา. (2549). แนวการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของโรงเรียน ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา. คุณวุฒิ คนฉลาด. (2540). ภาวะผู้นํา. ชลบุรี: ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. จรัล ฟังเร็ว. (2558). คุณลักษณะที่เป็นจริงและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ กลุ่ม 6 ภาคเหนือตอนบน สังกัดสํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองการศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิยาลัย, มหาวิทยาลัยพะเยา. จันทรานี สงวนนาม. (2552). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บุคพอยท์. เจริญ เจษฎาวัลย์. (2543). คู่มือเลขานุการ. กรุงเทพฯ: พอดี. เจริญ เพชรดี. (2548). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานผู้บริหารการศึกษาของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 1. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏ เทพสตรี.
  • 100.
    91 เฉลียว ศุภษร. (2545).คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542ตามทัศนะของผู้บริหารครู และศึกษานิเทศก์ สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี. ชัยเสฏฐ พรหมศรี. (2550). การบริหารความเสี่ยง. กรุงเทพฯ: เอ็กซ์เปอร์เน็ท. ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2541). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี ณภัทร ชินวงศ์. (2545). คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นจริงและพึงประสงค์ในทัศนะของ ครูอาจารย์โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา. ดํารง ประเสริฐกุล. (2542). ความเป็นครู. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม. เต็มสิริ ทิพย์จันทา. (2553). คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครูผู้สอน กรณีศึกษา:โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ต. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยศรีปทุม. เทวัน ทิพย์กระโทก. (2555). พฤติกรรมผู้นําของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครูใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. ทองทิพภา วิริยะพันธุ์. (2546). มนุษยสัมพันธ์กับการบริหาร. กรุงเทพฯ: อินฟอร์มีเดีย บุ๊คส์. ธิติมา เอมะ. (2554). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชา การบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์. (2543). องค์การและการบริหาร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. ธีระ รุญเจริญ. (2545). ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ : ศักยภาพเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง. นิพนธ์ กินาวงศ์. (2543). หลักบริหารการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). พิษณุโลก: ตระกูลไทย. บุญชม ศรีสะอาด และบุญส่ง นิลแก้ว.(2535).การอ้างอิงประชากรเมื่อใช้เครื่องมือแบบมาตราส่วน ประมาณค่ากับกลุ่มตัวอย่าง. วารสารการวัดผลการศึกษา มศว. มหาสารคาม, 3(1), 23-24.
  • 101.
    92 บุณฑริก บุตราช. (2551).คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาจังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. บุศรา เข็มทอง. (2542). คุณลักษณะของผู้บริหารตามความคิดเห็นของพนักงานธนาคารที่ตั้งในเขต อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร องค์การ, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี. ประกอบ กุลเกลี้ยง และสิทธิพร ลิ้มบริบูรณ์. (2545). การบริหารโดยองค์คณะบุคคล. กรุงเทพฯ: สํานักงานปฏิรูปการศึกษา. ประทีป บินชัย. (2546). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําตามแนวภาวะผู้นําพิสัยสมบูรณ์ของผู้บริหาร สถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปราณี วิธุรวานิชย์. (2542). จริยธรรมกับชีวิต. กรุงเทพฯ: ศูนย์การพิมพ์สถาบันราชภัฏ สวนสุนันทา. ปาริชาติ ศิลาแยง. (2557). การศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชา การบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. พรทิวา เพชรชม. (2554). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของ ข้าราชการครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สหวิทยาเขตหนองใหญ่ สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. พรนพ พุกกะพันธุ์. (2544). ภาวะผู้นําและการจูงใจ. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พรสวรรค์ สุรพรสถิตกุล. (2553). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุรุสภา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาระยอง เขต 1. งานนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2540). พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก. พระเมธีธรรมมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตโต). (2541). พระพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา. พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2528). ปรัชญาการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.
  • 102.
    93 พัชราภรณ์ จิ๋วซ่าน. (2554).การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะ ของครูอําเภอบางละมุง กลุ่ม 3 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 3. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต. (2552). องค์การและการจัดการ. กรุงเทพฯ: แมคกรอ-ฮิล. พิภพ วชังเงิน. (2545). จริยธรรมวิชาชีพ Professional ethics. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). เพิ่มศักดิ์ เพิ่มประยูร. (2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. เมธา ภูมิเขต. (2554).คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. ยุทพงษ์ กิ่งวิชิต. (2555). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. รังสรรค์ ประเสริฐศรี. (2544). ภาวะผู้นํา. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ์. รัตติกรณ์ จงวิศาล. (2550). มนุษยสัมพันธ์: พฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊ค. รุ่ง แก้วแดง. (2541). ปฏิวัติการศึกษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. (2557). รายงานประจําปีของสถานศึกษา โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. กรุงเทพฯ: สุรศักดิ์มนตรี. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. (2558). สารสนเทศโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. กรุงเทพฯ: สุรศักดิ์มนตรี. ลักฮั้ว แซ่โค้ว. (2551). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของบุคลากรครูโรงเรียน พระหฤทัย จังหวัดเชียงใหม่. การศึกษาค้นคว้าอิสระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  • 103.
    94 วราภรณ์ ดํารงวัฒนกุล. (2550).คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. วศิน อินทสระ. (2541). พุทธจริยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ทองกวาว. วันชัย สุตรีศาสตร์. (2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา กาฬสินธุ์ เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. วิจิตร อาวะกุล. (2542). เทคนิคมนุษยสัมพันธ์. กรุงเทพฯ: โอ เอส. วิรุณ ตั้งเจริญ. (2548). คุณลักษณะที่ดีของผู้บริหารจากประสบการณ์ของศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ. ใน การบริหารการศึกษา : นักบริหารมืออาชีพ. นนทบุรี: พินธุพันธ์ การพิมพ์. วิโรจน์ สารรัตนะ. (2542). การบริหาร: หลักการ ทฤษฎีและประเด็นทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: ทิพยวิสุทธิ์. วิโรจน์ สารรัตนะ และสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์. (2545). ผู้บริหารใหม่ในโรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: ทิพย์วิสุทธิ์. วีระพงษ์ ศรีจันทร์. (2550). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของรองนายกเทศมนตรีฝ่ายการศึกษา ตามความคาดหวังของพนักงานเทศบาล และพนักงานครูเทศบาลเมืองอรัญประเทศ. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. ศิริพงษ์ ศรีชัยรมย์รัตน์. (2549). กุญแจสู่ความเป็นเลิศทางการบริหารคน. กรุงเทพฯ: จูนพับลิชชิ่ง. ศุภมนต์ จรณะเลิศ.(2552). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครู ในเขตอําเภอโคกสูง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สมจิตร จันทร์เปา. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สมชาย พะโยม. (2554). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอน ระดับประถมศึกษาในอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา.
  • 104.
    95 สมพงษ์ นาคเจือ. (2558).คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามทัศนะของ ข้าราชการครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สมุทร ชํานาญ. (2556). ภาวะผู้นําทางการศึกษา. ระยอง: พี.เอส.การพิมพ์. สาคร สุขศรีวงศ์. (2550). การจัดการ: จากมุมมองนักบริหาร (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: จี.พี.ไซเบอร์พรินท์. สามารถ ฟองศิริ. (2558). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). เอกสารชุดฝึกอบรมผู้บริหาร สถานศึกษาระดับสูง เล่มที่ 8. กรุงเทพฯ: คัมปาย อิมเมจจิ้ง. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2541). แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. สํานักงานปฏิรูปการศึกษา. (2545, พฤษภาคม). การบริหารตามแนวปฏิรูปการศึกษา. วารสารวิชาการ, 5(6), 23-40. สุดใจ ศรีทอง. (2543). คุณลักษณะที่พึงของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะครู สังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัด. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา. สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม. (2553). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนะของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สุติมา ไชยบํารุง. (2556). คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัด สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สุนทร โคตรบรรเทา. (2551). หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: ปัญญาชน. สุนันท์ ศักดิ์ชัยสมบูรณ์. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความ คิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชา การบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
  • 105.
    96 สุนันทา พ่วงทอง. (2554).คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในทัศนะของครู สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. สุพรรณี สวยกลาง. (2558). คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ตามทัศนะของครู สังกัด สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สุพล วังสินธ์.(2545, มิถุนายน).การบริหารโรงเรียนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา. วารสารวิชาการ, 5(6), 23-30. สุภาวดี ภาโสม. (2555). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของ ข้าราชการครูในอําเภอสอยดาว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. สุมณฑา สุขเอียด. (2546). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารตามการรับรู้ของครูอาจารย์ ในเครือโรงเรียนส่องแสงอําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา.สารนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต,สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์,บัณฑิตวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สุรพล พุฒคา.(2547).การบริหารสถานศึกษา.ลพบุรี:คณะศรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. สุริยะ วิริยะสวัสดิ์. (2540). เกร็ดการบริหารจัดการงาน จัดการคน. กรุงเทพฯ: บุคแบ็งค์. สุริยันต์ จันโสด. (2557). สภาพและความคาดหวังต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาในเขตอําเภอเมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษา สมุทรสงคราม. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. หยาดพิรุณ แจ่มศรีจันทร์. (2556). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนตามทัศนคติของ ข้าราชการครูในอําเภอโป่งนํ้าร้อน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จันทบุรี เขต 2. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. อนันท์ งามสะอาด. (2547). มนุษยสัมพันธ์ในการทํางาน. กรุงเทพฯ: ส่งเสริมอาชีวะ. อานันท์ ปันยารชุน. (2540). ภาวะผู้นํา. กรุงเทพฯ: พิมพ์ไทย.
  • 106.
    97 อิศรัตน์ ศรีวัฒนา. (2540).ความคาดหวังของครูที่มีต่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหาร โรงเรียนเอกชน อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต,สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อํานวย แสงสว่าง. (2544). การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: อักษรพิพัฒน์. อําไพ อุ่นศิริ. (2557). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครู จังหวัดนครปฐม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. งานนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา. Bandy, S. J., & Horman, S. (1990).A comparison of leadership behaviors of principals in California Distinquished elementary, middle and secondary school. Dissertation Abstracts International, 12(04), 1055-A. Bass, B. M. (1981). Stogdill’s handbook of leadership: A survey of theory and research. New York: Free Press. Bass, B. M. (1998). Transformational leadership: Indusstial, Military and educational impact. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates. Bass, K. H. (1990). Pre-service teacher’ perceptions of family-school collaboration: A qualitative study. Masters abstracts International, 37(03), 210-212. Bennis, W. G. (2000). Managing the dream: reflections on leadership and change Cambridge. Mass.: Perseus. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York: Harper Collins. Duke, D. L. (1987). School leadership and instructional improvement. New York: Random House. Eckhant, E. E. (1978). Selection criteria practices and procedures of elementary and secondary school principals. Dissertation Abstracts International, 39(2), 562-563. Gorton,R. A. (1983).School administrationandsupervision. Glenview, Illinois: Scott, Foresman. Halpin, E. (1966, June). Effectiveness of alternating full-day kindergarten program, Dissertation Abstracts International, 50(12), 128-A. Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2001). Educational administration: Theory, research, and practice (6th ed.). Boston: McGraw-Hill. Jerry, P. F. (1988). Introduction to personality. Glenview: Scott Foesman.
  • 107.
    98 Kenneth, C. L.,& Jane, P. L. (2000). Management information system (6th ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall. Kohlberg, L. (1984). Development of moral character and moral ideology in moral reasoning: Review of child development research. Hartford: Connecticut Printers. Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. Likert, R. (1967). The human organization: Its management and value. New York: McGraw-Hill. Lipsky, D. R. (1996). The relationship between managerial leadership behavior, effectiveness and success. Dissertation Abstracts International, 57(4), 201-A. Magnuson, W. G. (2001). The characteristics of successful school business managers. Doctoral dissertation, University of Southern California. Marler, H. R. (1973). The high school principals as perceived by a group of students from 13 schools in Utah. Dissertation Abstracts International, 23(7), 194-A. Snyder, H. E. (1987). Soybean utilization. New York: AVI. Stogdill, R. M. (1974). Handbook of leadership: A survey of theory and research. New York: Free Press. Stumpf, S. E. (1977). Philosophy: History and problems. The United States of America: McGraw-Hill. Yukl, G. A. (1998). Leadership in organizations (4th ed.). Upper Saddle River, NJ: Prentice-Hall.
  • 108.
  • 109.
    100 ภาคผนวก ก - สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือในการวิจัย -สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ - สําเนาหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
  • 110.
    101 (สําเนา) ที่ ศธ.6621.8/ ว.0067ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 28 เมษายน 2558 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือในการวิจัย เรียน สิ่งที่ส่งมาด้วย 1. เค้าโครงงานวิจัย 2. เครื่องมือในการวิจัย ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้ ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ เพื่อการวิจัย ภาควิชาการบริหารการศึกษา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง ดังกล่าวเป็นอย่างดียิ่ง จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านในการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ ของนิสิตในครั้งนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก) หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา ภาควิชาการบริหารการศึกษา โทรศัพท์ 0-3810-2052 โทรสาร 0-3874-5811
  • 111.
    102 (สําเนา) ที่ ศธ.6621.8/ ว.0068ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 28 เมษายน 2558 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ เรียน ผู้อํานวยการโรงเรียน ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้ ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ ภาควิชาการบริหารการศึกษา มีความประสงค์จะขอความอนุเคราะห์ จากท่าน เพื่ออํานวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก) หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา ภาควิชาการบริหารการศึกษา โทรศัพท์ 0-3810-2052 โทรสาร 0-3874-5811
  • 112.
    103 (สําเนา) ที่ ศธ.6621.8/ ว.0069ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 28 เมษายน 2558 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย เรียน ผู้อํานวยการโรงเรียน ด้วย นางสาวบุษบา คํานนท์นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา รหัส 57920507 ได้รับความเห็นชอบให้ ทํางานนิพนธ์ เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยอยู่ในควบคุมดูแลของ ดร.สถาพร พฤฑฒิกุล เป็นประธานกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ ภาควิชาการบริหารการศึกษา มีความประสงค์ จะขอความอนุเคราะห์จากท่าน เพื่ออํานวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ จักเป็นพระคุณยิ่ง ขอแสดงความนับถือ (ลงชื่อ) สุเมธ งามกนก (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สุเมธ งามกนก) หัวหน้าภาควิชาการบริหารการศึกษา ภาควิชาการบริหารการศึกษา โทรศัพท์ 0-3810-2052 โทรสาร 0-3874-5811
  • 113.
    104 ภาคผนวก ข แบบสอบถามเพื่อการวิจัยเรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในทัศนะของครู โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
  • 114.
    105 แบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คําชี้แจง 1. แบบสอบถามนี้แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพ เพศ และประสบการณ์ ในการทํางานของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จํานวน 50 ข้อ 2. แบบสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 คําตอบของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนําไปประมวลวิเคราะห์ภาพรวม การตอบ แบบสอบถามนี้จะไม่มีผลเสียต่อท่านแต่อย่างใด บุษบา คํานนท์ นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา
  • 115.
    106 ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม คําชี้แจง:โปรดอ่านข้อความต่อไปนี้อย่างละเอียด แล้วทําเครื่องหมาย  ลงใน ( ) ให้ตรงกับ ความเป็นจริง 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 2. วุฒิทางการศึกษา ( ) ปริญญาตรี ( ) สูงกว่าปริญญาตรี 3. ประสบการณ์ในการทํางาน ( ) ตํ่ากว่า 10 ปี ( ) 10 ปีขึ้นไป ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 คําชี้แจง: โปรดอ่านข้อความแต่ละข้ออย่างละเอียด แล้วทําเครื่องหมาย  ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับความคิดเห็นของท่านเพียงช่องเดียวเท่านั้น โดยกําหนดคะแนนกับระดับความคิดเห็น ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับมาก 3 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับระดับน้อย 1 คะแนน หมายถึง มีพฤติกรรมที่แสดงออกหรือเห็นด้วยในระดับน้อยที่สุด
  • 116.
    107 ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ระดับที่พึงประสงค์ 5 43 2 1 ด้านบุคลิกภาพ 1 ผู้บริหารแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมตามโอกาส 2 ผู้บริหารมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง 3 ผู้บริหารมีกริยามารยาทสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน 4 ผู้บริหารมีความกล้าหาญและกล้าในการตัดสินใจ 5 ผู้บริหารมีความกระตือรือร้นในการทํางาน 6 ผู้บริหารมีความสุขุมรอบคอบในการปฏิบัติงาน 7 ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในตนเอง 8 ผู้บริหารมีสุขภาพจิตดี 9 ผู้บริหารใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม 10 ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน 11 ผู้บริหารมีความเมตตากรุณาต่อผู้ร่วมงาน 12 ผู้บริหารมีความยุติธรรมต่อผู้ร่วมงาน 13 ผู้บริหารมีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 14 ผู้บริหารประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต 15 ผู้บริหารบริหารงานอย่างมีคุณธรรม 16 ผู้บริหารรู้จักประหยัดและอดออม 17 ผู้บริหารละเว้นจากอบายมุขทั้งปวง 18 ผู้บริหารมองโลกในแง่ดี ด้านความรู้ ความสามารถ 19 ผู้บริหารมีความสามารถในการกําหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของงาน 20 ผู้บริหารมีความสามารถในการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ 21 ผู้บริหารมีความรู้เท่าทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน
  • 117.
    108 ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ระดับที่พึงประสงค์ 5 43 2 1 ด้านความรู้ ความสามารถ (ต่อ) 22 ผู้บริหารสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการทํางานได้ 23 ผู้บริหารมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคน 24 ผู้บริหารสามารถจัดบุคลากรทํางานได้อย่างเหมาะสม 25 ผู้บริหารมีความมุ่งหวังในผลสําเร็จของงาน 26 ผู้บริหารสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนตามสถานการณ์ ได้อย่างเหมาะสม 27 ผู้บริหารมีความเป็นประชาธิปไตยในการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน 28 ผู้บริหารมีความสามารถบริหารทรัพยากรในการจัด การเรียนการสอน 29 ผู้บริหารสามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานเกิดความมั่นใจ ในการทํางาน 30 ผู้บริหารสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 31 ผู้บริหารมีศักยภาพในด้านการนิเทศ ติดตามผลงาน ของผู้ร่วมงาน ด้านมนุษยสัมพันธ์ 32 ผู้บริหารมีความเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน 33 ผู้บริหารมีความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน 34 ผู้บริหารยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ 35 ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาของผู้ร่วมงาน 36 ผู้บริหารใส่ใจในเรื่องของหน้าที่การงานของผู้ร่วมงาน 37 ผู้บริหารรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา 38 ผู้บริหารพูดคุย พบปะกับผู้ร่วมงานเป็นประจํา 39 ผู้บริหารยกย่องให้เกียรติผู้ร่วมงาน 40 ผู้บริหารมีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพกับทุกคน
  • 118.
    109 ข้อ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ระดับที่พึงประสงค์ 5 43 2 1 ด้านความเป็นผู้นํา 41 ผู้บริหารสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 42 ผู้บริหารมีความสามารถในการจูงใจผู้ร่วมงาน 43 ผู้บริหารสามารถสร้างทีมงานได้ดี 44 ผู้บริหารเป็นผู้นําของการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร โรงเรียน 45 ผู้บริหารเป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานมีความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน 46 ผู้บริหารมีคุณลักษณะในการติดตามงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ 47 ผู้บริหารมีความสามารถในการควบคุม และแก้ไข ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ 48 ผู้บริหารติชมผู้ร่วมงานในโอกาสที่เหมาะสม 49 ผู้บริหารเป็นที่รักและนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา 50 ผู้บริหารมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ร่วมงาน ชุมชน และองค์กร ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
  • 119.
  • 120.
    111 ตารางที่ 15 ค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบสอบถามเรื่อง คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร ในทัศนะของครูโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ข้อ ค่าอํานาจจําแนก ข้อ ค่าอํานาจจําแนก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 .28 .51 .42 .62 .27 .48 .73 .32 .53 .29 .60 .46 .44 .37 .68 .56 .52 .35 .74 .51 .41 .68 .37 .62 .51 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 .75 .38 .51 .52 .46 .32 .58 .63 .39 .38 .36 .63 .33 .58 .48 .32 .58 .63 .39 .68 .56 .52 .35 .74 .51 หมายเหตุ ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ α = .94
  • 121.
    112 ประวัติย่อของผู้วิจัย ชื่อ-สกุล นางสาวบุษบา คํานนท์ วันเดือน ปีเกิด 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 สถานที่เกิด จังหวัดศรีสะเกษ สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 443/2 หมู่ที่ 9 ตําบลโพธิ์ อําเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ 33000 ตําแหน่งและประวัติการทํางาน พ.ศ. 2553-2555 ครูผู้ช่วย โรงเรียนบ้านคลองนํ้าโจน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์เขต 2 พ.ศ. 2555-2557 ครู คศ.1 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน ครู คศ.1 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2553 ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม พ.ศ. 2559 การศึกษามหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยบูรพา