๑
	 ภาษาไทยได้รับค�ำในภาษาต่างประเทศมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ
ย้อนหลังไปอย่างน้อยก็ถึงสมัยสุโขทัย ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกของ
พ่อขุนรามค�ำแหง ซึ่งใช้ค�ำจากภาษาบาลี-สันสกฤตปนอยู่กับค�ำไทยแท้  
ค�ำชี้แจงหลักการจัดท�ำและวิธีใช้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ [๑] แสดงให้เห็นว่า ภาษาไทยมีค�ำที่รับมาจากภาษาเขมร
จีน ชวา ญวน ญี่ปุ่น ตะเลง (มอญ) เบงกาลี ปาลิ (บาลี) เปอร์เซีย
โปรตุเกส ฝรั่งเศส มลายู ละติน สันสกฤต อังกฤษ อาหรับ และฮินดี  
บรรดาค�ำภาษาไทยที่เรารับจากภาษาต่างประเทศมาใช้ทั้งในการพูดและ
การเขียนนั้น มีชื่อเรียกโดยรวมว่า ค�ำยืม  ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์       
เมื่อวิชาการด้านต่าง ๆ เจริญและขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลไทยได้จัดตั้ง      
คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสร้างค�ำยืมหรือบัญญัติค�ำใหม่ ๆ ขึ้นในภาษา
ไทยส�ำหรับใช้ในวงวิชาการโดยเฉพาะ  ค�ำยืมที่สร้างหรือบัญญัติขึ้นอย่าง
เป็นทางการนี้เรียกว่า ศัพท์บัญญัติ วิธีการยืมค�ำหรือการบัญญัติศัพท์
ประวัติของการยืมค�ำและ
การบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษ
2
ในภาษาไทยมี ๒ วิธี คือ ทับศัพท์ และสร้างค�ำขึ้นใหม่ การทับศัพท์นั้น
ท�ำโดยใช้ตัวอักษรภาษาไทยเขียนแทนค�ำในภาษาต้นทาง ถ้าเขียนโดย
ยึดรูปค�ำภาษาต้นทางเป็นหลัก ก็เรียกว่า ถอดอักษร แต่ถ้าเขียน             
โดยยึดเสียงอ่านของค�ำภาษาต้นทางเป็นหลัก ก็เรียกว่า ถ่ายเสียง ส่วน
การสร้างค�ำขึ้นใหม่จะยึดความหมายของค�ำในภาษาต้นทางเป็นหลัก          
แล้วคิดค�ำในภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกับค�ำต้นทางขึ้นมาใช้
แทน  
	 เนื่องจากศัพท์บัญญัติที่ใช้ในทางวิชาการของไทยมีที่มาจากภาษา
อังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ในบทนี้ผู้เขียนจึงขอน�ำเสนอประวัติโดยย่อของ
การยืมค�ำและการบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษขึ้นใช้ในภาษาไทย          
เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ดังนี้
๑.๑	การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๔
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑)
	 คนไทยเริ่มรับค�ำในภาษาอังกฤษจ�ำนวนมากมาใช้ในภาษาไทย
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลัง
จากที่ไทยได้เปิดประเทศและท�ำสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศ
มหาอ�ำนาจตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ซึ่งท�ำให้มี       
ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อกับคนไทยและเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย
มากขึ้น
    	 การรับภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยในช่วงนี้ ใช้วิธีทับศัพท์       
เป็นส่วนใหญ่ สังเกตได้จากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว [๒] ซึ่งทรงใช้ค�ำว่า เอเชนต์ (agent) กันโบ๊ต
3
(gun boat) และ มินิต (minute) เป็นต้น หรือจากหนังสือ นิราศ
ลอนดอน ของหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา) [๓]  
ซึ่งแต่งในโอกาสที่ท่านเป็นล่ามในคณะราชทูตไทย ไปเข้าเฝ้าพระราชินี
วิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๐๐  ดังค�ำกลอนตอนหนึ่งว่า
	 ตะวันชายบ่ายประมาณสักโมงเศษ	 จ�ำจากเขตกรุงไทยมไหศวรรย์
ฝ่ายอังกฤษตัวดีที่กัปตัน	 ให้ช่วยกันถอนสมอจะจรลี
เอนชะเนียนายจักรก็ศักดิ์สิทธิ์ 	 ใส่ไฟติดน�้ำพลั่งดังฉี่ฉี่
สะกรูหันผันพัดในนัทที 	 เรือก็รี่เร็วคว้างไปกลางชล
(ค�ำที่ขีดเส้นใต้ไว้คือค�ำทับศัพท์)
๑.๒	การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๕
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓)
	 ในรัชกาลที่ ๕ นี้ การรับภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยยังคงใช้
วิธีการทับศัพท์ เช่นเดียวกับในรัชกาลที่ ๔ ดังจะเห็นได้จากพระราช-
กระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่ง  
(จากเอกสารอ้างอิง [๔] หน้า ๗๑) ว่า
	 “ให้มาประชุมที่หอมิวเซียมในวันขึ้น ๑ ค�่ำเดือน
๘ ปฤกษาด้วยเรื่องที่จะจัดการรักษาด่านเมืองตาก
ตรวจข้อบังคับนายด่านซึ่งพระยาสุจริตรักษาท�ำ แล
ตรวจกฎหมายโปลิศซึ่งได้ร่างขึ้นไว้ในที่ประชุมเคาน์ซิล
แต่ครั้งก่อน”
4
     	 อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยนี้การรับค�ำในภาษาอังกฤษมาใช้ใน       
ภาษาไทยได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งคือมีการน�ำค�ำในภาษาบาลี-สันสกฤต
มาใช้แทนค�ำทับศัพท์บางค�ำในภายหลัง วิธีการนี้มีเล่าไว้ในบันทึกของ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ([๔] หน้า ๗๘)
ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า
	 “ค�ำภาษาสังสกฤตที่เอามาใช้เป็นชื่อ เช่น โทรเลข
และไปรษณีย์นั้น เป็นของใหม่ เมื่อแรกมีโทรเลขเรียกชื่อ
ตามภาษาฝรั่งว่าเตเลกราฟ แต่แปรไปเป็นตะแล็บแก๊บ
ไปรษณีย์เมื่อกงสุลอังกฤษยังเป็นเจ้าของเพราะส่งหนังสือ
ไปต่างประเทศทางเมืองสิงคโปร์และฮ่องกงใช้ตั๋วตรา
ของสิงคโปร์มีอักษร B พิมพ์เพิ่มความหมายว่าบางกอก
ใช้กันแต่พวกฝรั่ง ก็เรียกกันตามภาษาอังกฤษว่าโปสต์
เรียกตั๋วตราว่าแสตมป์”
	 ส่วนศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยโดยใช้ค�ำไทยแท้ก็เริ่มมี       
ขึ้นบ้าง เช่น
	 lighthouse = กระโจมไฟ 	 pawnshop = โรงรับจ�ำน�ำ    
	 raincoat = เสื้อฝน    	 shipyard = อู่เรือ
	 (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔)
5
๑.๓	การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๖
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘)
    	 วิธีการรับค�ำจากภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยยังคงเหมือนกับ
ในรัชกาลก่อนหน้านี้ คือ ใช้ค�ำบาลี-สันสกฤตและค�ำไทยแท้เป็นศัพท์       
ในภาษาไทยมากขึ้น แทนที่จะทับศัพท์อย่างเดียว ตัวอย่างของค�ำ       
ภาษาอังกฤษที่บัญญัติเป็นค�ำในภาษาไทยโดยไม่ทับศัพท์ในรัชกาลนี้คือ
	 balloon = ลูกสวรรค์ 	 carbon paper = กระดาษถ่าน        
	 cartoon = ภาพล้อ 	 gum = หมากฝรั่ง	 	
	 typewriter ribbon = ผ้าพิมพ์  
	 (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔)
	 freedom = เสรีภาพ 	
	 United States of America = สหรัฐอเมริกา  
	 (เอกสารอ้างอิง [๖])
	 ในรัชสมัยนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้าง
ค�ำยืมจ�ำนวนมากขึ้นใช้แทนค�ำในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้น พระองค์
ได้พระราชทานค�ำศัพท์ใหม่ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการมหาวิทยาลัย
เช่น ศาสตราจารย์ (professor) ปาฐก (lecturer) ปริญญา (degree)
คณะ (faculty) คณบดี (dean) วิศวกรรม (engineering) สถาปนิก
(architect) (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๑๙๒)
6
๑.๔ การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๗
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๗)
	
	 วิธีการรับค�ำในภาษาอังกฤษเข้ามาใช้ในภาษาไทยในรัชสมัยนี้       
มีทั้งการทับศัพท์และการใช้ค�ำในภาษาไทย เช่นเดียวกับในรัชกาลที่ ๕
และ ๖ ยกตัวอย่างของศัพท์ใหม่ในรัชกาลนี้เช่น
	 bill = บิล	 cigar = ซิการ์		
	 meter = มิเตอร์  	 plug = ปลั๊ก	 	
	 torpedo = ตอร์ปิโด   
	 (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๒-๒๕)
	 bomb = ลูกแตก	 horse-power = แรงม้า	
	 leaflet = ใบปลิว     	 powdered milk = แป้งนม
	 tobacco pipe = กล้องยาเส้น      		 	
	 (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔)
	 หลังการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว
รัฐบาลได้จัดตั้ง ราชบัณฑิตยสถาน ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๗๖ เพื่อให้ท�ำ      
หน้าที่ท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติในส่วนที่เป็นวิชาการ
ควบคู่กับกรมศิลปากรซึ่งท�ำหน้าที่อย่างเดียวกันนี้ในส่วนที่เป็นการ
ปฏิบัติการ [๗] ต่อมารัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานแรกที่กล่าวถึง
คือ ราชบัณฑิตยสถาน ท�ำหน้าที่บัญญัติศัพท์วิชาการเป็นภาษาไทย
ส�ำหรับใช้ในราชการ
7
๑.๕ 	การบัญญัติศัพท์ภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๘ 	
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙)
	
	 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดตั้ง
คณะกรรมการพิจารณาบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้นคณะหนึ่ง และได้       
มอบหมายให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร (ซึ่งต่อมา       
ได้รับสถาปนาเป็น พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์-
ประพันธ์) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้ด�ำเนินการร่วมกับ
ผู้แทนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง [๘]  นับเป็นครั้งแรกใน
ประเทศไทยที่คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยได้รับการจัดตั้งขึ้น
อย่างเป็นกิจจะลักษณะ พ.ศ. ๒๔๘๕ จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ      
การบัญญัติศัพท์ยุคใหม่อย่างเป็นทางการ ผลงานของคณะกรรมการ
คณะนี้ก็คือศัพท์บัญญัติในสาขาวิชาสาขาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์  
แพทยศาสตร์ สถิติ อุตสาหกรรม จิตวิทยา ปรัชญา ฯลฯ ซึ่งภายหลัง     
ได้พิมพ์เผยแพร่ในรูปของหนังสือบัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติ
ศัพท์ [๙]
๑.๖	การบัญญัติศัพท์ภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙
	 (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๘๙-ปัจจุบัน)
	
	 ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ราชบัณฑิตยสถานได้รับช่วงงานบัญญัติศัพท์
ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ มาท�ำแทน แต่ก็ท�ำได้ไม่
เต็มที่เพราะขาดทั้งงบประมาณและก�ำลังคนงานบัญญัติศัพท์ภาษาไทย
จึงด�ำเนินไปอย่างเชื่องช้า เมื่อถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง
8
คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้น ตามที่ราชบัณฑิตยสถาน
เสนอแนะ [๘] คณะกรรมการชุดนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายใน
ราชบัณฑิตยสถานเองและจากหน่วยงานภายนอกร่วมกันเป็นกรรมการ  
และได้ท�ำงานทั้งที่เป็นการแก้ไขศัพท์ที่คณะกรรมการชุดเดิมท�ำไว้        
และการบัญญัติศัพท์ในสาขาวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่ง        
ภายหลังได้พิมพ์เผยแพร่ในรูปของหนังสือ ศัพท์บัญญัติ อังกฤษ-ไทย
ไทย-อังกฤษ [๑๐]
	 ใน พ.ศ. ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้ง คณะกรรมการบัญญัติ
ศัพท์วิทยาศาสตร์ ขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระของคณะกรรมการบัญญัติ
ศัพท์ภาษาไทย โดยรับงานบัญญัติศัพท์ทางด้านวิทยาศาสตร์มาท�ำ      
ต่างหาก [๑๑]
     	 ปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานมีคณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิชาการ
หลายสิบคณะซึ่งล้วนแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี งาน
บัญญัติศัพท์ของสถาบันนี้ครอบคลุมสาขาวิชาการจ�ำนวนมาก ทั้งทาง
ด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งปรากฏออกมา      
ในรูปของพจนานุกรมศัพท์บัญญัติทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องนอกจาก
นี้ ยังมีหน่วยงานราชการหน่วยอื่น ๆ และหน่วยงานเอกชนจ�ำนวนหนึ่ง
ที่เห็นความจ�ำเป็นของการสร้างศัพท์วิชาการใหม่ ๆ ขึ้นใช้ และได้            
จัดตั้งคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาท�ำงานในสาขาวิชาการของตน
รายละเอียดของเอกสารที่เป็นผลงานการบัญญัติศัพท์ของหน่วยงาน     
ต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนจะน�ำเสนอในบทที่ ๖
9
เอกสารอ้างอิง
๑.	 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ :
	 ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๕๖.
๒.	 ด�ำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
	 (บรรณาธิการ). พระราชหัตถเลขาพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้า
	 เจ้าอยู่หัว เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๐๖.
๓. 	 หม่อมราโชทัย. นิราศลอนดอน. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา,
	 พิมพ์ครั้งที่ ๓, ๒๕๓๙ หน้า ๕.
๔.   	โสมทัต เทเวศร์. เกร็ดภาษาหนังสือไทย. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา,
	 ๒๕๑๒ หน้า ๗๑.
๕.	 เกื้อกมล พฤกษประมูล. ศัพท์บัญญัติที่เกิดก่อนการตั้งคณะ
	 กรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถาน,วิทยานิพนธ์
	 ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาไทย บัณฑิต
	 วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ, ๒๕๓๒, หน้า ๒๒-๒๕,
	 ๒๖-๓๔, ๑๙๒.
๖.	 สัมภาษณ์นายกราชบัณฑิตยสถาน. วารสารราชบัณฑิตยสถาน.  
	 กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑, กรกฎาคม-
	 กันยายน ๒๕๑๘, หน้า ๕-๗.
๗.	 เจริญ อินทรเกษตร. มารู้จักกับราชบัณฑิตยสถาน. วารสาร
	 ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๑ ฉบับ
	 ที่ ๑, กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๑๘, หน้า ๑๒-๑๖.
10
๘.	 อดิศักดิ์ ทองบุญ. งานท�ำต�ำรา. วารสารราชบัณฑิตยสถาน.
	 กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,ปีที่๒   ฉบับที่๒,ตุลาคม-ธันวาคม
	 ๒๕๑๙, หน้า ๔๑-๔๓.
๙.	 บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
	 พระจันทร์, ๒๔๙๙.
๑๐. 	ศัพท์บัญญัติ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตย-
	 สถาน, พิมพ์ครั้งที่ ๗, ๒๕๓๒.
๑๑.	สุจิตรากลิ่นเกษร.บัญญัติศัพท์-ศัพท์บัญญัติ.วารสารราชบัณฑิตย-
	 สถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๔, เมษายน-
	 มิถุนายน ๒๕๒๑, หน้า ๓๗.

9789740333487

  • 1.
    ๑ ภาษาไทยได้รับค�ำในภาษาต่างประเทศมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ ย้อนหลังไปอย่างน้อยก็ถึงสมัยสุโขทัย ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกของ พ่อขุนรามค�ำแหงซึ่งใช้ค�ำจากภาษาบาลี-สันสกฤตปนอยู่กับค�ำไทยแท้ ค�ำชี้แจงหลักการจัดท�ำและวิธีใช้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ [๑] แสดงให้เห็นว่า ภาษาไทยมีค�ำที่รับมาจากภาษาเขมร จีน ชวา ญวน ญี่ปุ่น ตะเลง (มอญ) เบงกาลี ปาลิ (บาลี) เปอร์เซีย โปรตุเกส ฝรั่งเศส มลายู ละติน สันสกฤต อังกฤษ อาหรับ และฮินดี บรรดาค�ำภาษาไทยที่เรารับจากภาษาต่างประเทศมาใช้ทั้งในการพูดและ การเขียนนั้น มีชื่อเรียกโดยรวมว่า ค�ำยืม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวิชาการด้านต่าง ๆ เจริญและขยายตัวมากขึ้น รัฐบาลไทยได้จัดตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสร้างค�ำยืมหรือบัญญัติค�ำใหม่ ๆ ขึ้นในภาษา ไทยส�ำหรับใช้ในวงวิชาการโดยเฉพาะ ค�ำยืมที่สร้างหรือบัญญัติขึ้นอย่าง เป็นทางการนี้เรียกว่า ศัพท์บัญญัติ วิธีการยืมค�ำหรือการบัญญัติศัพท์ ประวัติของการยืมค�ำและ การบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษ
  • 2.
    2 ในภาษาไทยมี ๒ วิธีคือ ทับศัพท์ และสร้างค�ำขึ้นใหม่ การทับศัพท์นั้น ท�ำโดยใช้ตัวอักษรภาษาไทยเขียนแทนค�ำในภาษาต้นทาง ถ้าเขียนโดย ยึดรูปค�ำภาษาต้นทางเป็นหลัก ก็เรียกว่า ถอดอักษร แต่ถ้าเขียน โดยยึดเสียงอ่านของค�ำภาษาต้นทางเป็นหลัก ก็เรียกว่า ถ่ายเสียง ส่วน การสร้างค�ำขึ้นใหม่จะยึดความหมายของค�ำในภาษาต้นทางเป็นหลัก แล้วคิดค�ำในภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกับค�ำต้นทางขึ้นมาใช้ แทน เนื่องจากศัพท์บัญญัติที่ใช้ในทางวิชาการของไทยมีที่มาจากภาษา อังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ในบทนี้ผู้เขียนจึงขอน�ำเสนอประวัติโดยย่อของ การยืมค�ำและการบัญญัติศัพท์จากภาษาอังกฤษขึ้นใช้ในภาษาไทย เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ดังนี้ ๑.๑ การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๔ (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) คนไทยเริ่มรับค�ำในภาษาอังกฤษจ�ำนวนมากมาใช้ในภาษาไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ หลัง จากที่ไทยได้เปิดประเทศและท�ำสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศ มหาอ�ำนาจตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ซึ่งท�ำให้มี ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อกับคนไทยและเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย มากขึ้น การรับภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยในช่วงนี้ ใช้วิธีทับศัพท์ เป็นส่วนใหญ่ สังเกตได้จากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว [๒] ซึ่งทรงใช้ค�ำว่า เอเชนต์ (agent) กันโบ๊ต
  • 3.
    3 (gun boat) และมินิต (minute) เป็นต้น หรือจากหนังสือ นิราศ ลอนดอน ของหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา) [๓] ซึ่งแต่งในโอกาสที่ท่านเป็นล่ามในคณะราชทูตไทย ไปเข้าเฝ้าพระราชินี วิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ ดังค�ำกลอนตอนหนึ่งว่า ตะวันชายบ่ายประมาณสักโมงเศษ จ�ำจากเขตกรุงไทยมไหศวรรย์ ฝ่ายอังกฤษตัวดีที่กัปตัน ให้ช่วยกันถอนสมอจะจรลี เอนชะเนียนายจักรก็ศักดิ์สิทธิ์ ใส่ไฟติดน�้ำพลั่งดังฉี่ฉี่ สะกรูหันผันพัดในนัทที เรือก็รี่เร็วคว้างไปกลางชล (ค�ำที่ขีดเส้นใต้ไว้คือค�ำทับศัพท์) ๑.๒ การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๕ (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) ในรัชกาลที่ ๕ นี้ การรับภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยยังคงใช้ วิธีการทับศัพท์ เช่นเดียวกับในรัชกาลที่ ๔ ดังจะเห็นได้จากพระราช- กระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่ง (จากเอกสารอ้างอิง [๔] หน้า ๗๑) ว่า “ให้มาประชุมที่หอมิวเซียมในวันขึ้น ๑ ค�่ำเดือน ๘ ปฤกษาด้วยเรื่องที่จะจัดการรักษาด่านเมืองตาก ตรวจข้อบังคับนายด่านซึ่งพระยาสุจริตรักษาท�ำ แล ตรวจกฎหมายโปลิศซึ่งได้ร่างขึ้นไว้ในที่ประชุมเคาน์ซิล แต่ครั้งก่อน”
  • 4.
    4 อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยนี้การรับค�ำในภาษาอังกฤษมาใช้ใน ภาษาไทยได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งคือมีการน�ำค�ำในภาษาบาลี-สันสกฤต มาใช้แทนค�ำทับศัพท์บางค�ำในภายหลัง วิธีการนี้มีเล่าไว้ในบันทึกของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ([๔] หน้า ๗๘) ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ค�ำภาษาสังสกฤตที่เอามาใช้เป็นชื่อ เช่น โทรเลข และไปรษณีย์นั้น เป็นของใหม่ เมื่อแรกมีโทรเลขเรียกชื่อ ตามภาษาฝรั่งว่าเตเลกราฟ แต่แปรไปเป็นตะแล็บแก๊บ ไปรษณีย์เมื่อกงสุลอังกฤษยังเป็นเจ้าของเพราะส่งหนังสือ ไปต่างประเทศทางเมืองสิงคโปร์และฮ่องกงใช้ตั๋วตรา ของสิงคโปร์มีอักษร B พิมพ์เพิ่มความหมายว่าบางกอก ใช้กันแต่พวกฝรั่ง ก็เรียกกันตามภาษาอังกฤษว่าโปสต์ เรียกตั๋วตราว่าแสตมป์” ส่วนศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยโดยใช้ค�ำไทยแท้ก็เริ่มมี ขึ้นบ้าง เช่น lighthouse = กระโจมไฟ pawnshop = โรงรับจ�ำน�ำ raincoat = เสื้อฝน shipyard = อู่เรือ (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔)
  • 5.
    5 ๑.๓ การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ช่วงครองราชย์พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘) วิธีการรับค�ำจากภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยยังคงเหมือนกับ ในรัชกาลก่อนหน้านี้ คือ ใช้ค�ำบาลี-สันสกฤตและค�ำไทยแท้เป็นศัพท์ ในภาษาไทยมากขึ้น แทนที่จะทับศัพท์อย่างเดียว ตัวอย่างของค�ำ ภาษาอังกฤษที่บัญญัติเป็นค�ำในภาษาไทยโดยไม่ทับศัพท์ในรัชกาลนี้คือ balloon = ลูกสวรรค์ carbon paper = กระดาษถ่าน cartoon = ภาพล้อ gum = หมากฝรั่ง typewriter ribbon = ผ้าพิมพ์ (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔) freedom = เสรีภาพ United States of America = สหรัฐอเมริกา (เอกสารอ้างอิง [๖]) ในรัชสมัยนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้าง ค�ำยืมจ�ำนวนมากขึ้นใช้แทนค�ำในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้น พระองค์ ได้พระราชทานค�ำศัพท์ใหม่ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการมหาวิทยาลัย เช่น ศาสตราจารย์ (professor) ปาฐก (lecturer) ปริญญา (degree) คณะ (faculty) คณบดี (dean) วิศวกรรม (engineering) สถาปนิก (architect) (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๑๙๒)
  • 6.
    6 ๑.๔ การสร้างค�ำยืมในสมัยรัชกาลที่ ๗ (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๗) วิธีการรับค�ำในภาษาอังกฤษเข้ามาใช้ในภาษาไทยในรัชสมัยนี้ มีทั้งการทับศัพท์และการใช้ค�ำในภาษาไทย เช่นเดียวกับในรัชกาลที่ ๕ และ ๖ ยกตัวอย่างของศัพท์ใหม่ในรัชกาลนี้เช่น bill = บิล cigar = ซิการ์ meter = มิเตอร์ plug = ปลั๊ก torpedo = ตอร์ปิโด (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๒-๒๕) bomb = ลูกแตก horse-power = แรงม้า leaflet = ใบปลิว powdered milk = แป้งนม tobacco pipe = กล้องยาเส้น (เอกสารอ้างอิง [๕] หน้า ๒๖-๓๔) หลังการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว รัฐบาลได้จัดตั้ง ราชบัณฑิตยสถาน ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๗๖ เพื่อให้ท�ำ หน้าที่ท�ำนุบ�ำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติในส่วนที่เป็นวิชาการ ควบคู่กับกรมศิลปากรซึ่งท�ำหน้าที่อย่างเดียวกันนี้ในส่วนที่เป็นการ ปฏิบัติการ [๗] ต่อมารัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานแรกที่กล่าวถึง คือ ราชบัณฑิตยสถาน ท�ำหน้าที่บัญญัติศัพท์วิชาการเป็นภาษาไทย ส�ำหรับใช้ในราชการ
  • 7.
    7 ๑.๕ การบัญญัติศัพท์ภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๘ (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙) ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดตั้ง คณะกรรมการพิจารณาบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้นคณะหนึ่ง และได้ มอบหมายให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร (ซึ่งต่อมา ได้รับสถาปนาเป็น พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์- ประพันธ์) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้ด�ำเนินการร่วมกับ ผู้แทนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง [๘] นับเป็นครั้งแรกใน ประเทศไทยที่คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยได้รับการจัดตั้งขึ้น อย่างเป็นกิจจะลักษณะ พ.ศ. ๒๔๘๕ จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ การบัญญัติศัพท์ยุคใหม่อย่างเป็นทางการ ผลงานของคณะกรรมการ คณะนี้ก็คือศัพท์บัญญัติในสาขาวิชาสาขาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ แพทยศาสตร์ สถิติ อุตสาหกรรม จิตวิทยา ปรัชญา ฯลฯ ซึ่งภายหลัง ได้พิมพ์เผยแพร่ในรูปของหนังสือบัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติ ศัพท์ [๙] ๑.๖ การบัญญัติศัพท์ภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙ (ช่วงครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๘๙-ปัจจุบัน) ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ราชบัณฑิตยสถานได้รับช่วงงานบัญญัติศัพท์ ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ มาท�ำแทน แต่ก็ท�ำได้ไม่ เต็มที่เพราะขาดทั้งงบประมาณและก�ำลังคนงานบัญญัติศัพท์ภาษาไทย จึงด�ำเนินไปอย่างเชื่องช้า เมื่อถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง
  • 8.
    8 คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้น ตามที่ราชบัณฑิตยสถาน เสนอแนะ [๘]คณะกรรมการชุดนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายใน ราชบัณฑิตยสถานเองและจากหน่วยงานภายนอกร่วมกันเป็นกรรมการ และได้ท�ำงานทั้งที่เป็นการแก้ไขศัพท์ที่คณะกรรมการชุดเดิมท�ำไว้ และการบัญญัติศัพท์ในสาขาวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่ง ภายหลังได้พิมพ์เผยแพร่ในรูปของหนังสือ ศัพท์บัญญัติ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ [๑๐] ใน พ.ศ. ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้ง คณะกรรมการบัญญัติ ศัพท์วิทยาศาสตร์ ขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระของคณะกรรมการบัญญัติ ศัพท์ภาษาไทย โดยรับงานบัญญัติศัพท์ทางด้านวิทยาศาสตร์มาท�ำ ต่างหาก [๑๑] ปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานมีคณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิชาการ หลายสิบคณะซึ่งล้วนแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี งาน บัญญัติศัพท์ของสถาบันนี้ครอบคลุมสาขาวิชาการจ�ำนวนมาก ทั้งทาง ด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งปรากฏออกมา ในรูปของพจนานุกรมศัพท์บัญญัติทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องนอกจาก นี้ ยังมีหน่วยงานราชการหน่วยอื่น ๆ และหน่วยงานเอกชนจ�ำนวนหนึ่ง ที่เห็นความจ�ำเป็นของการสร้างศัพท์วิชาการใหม่ ๆ ขึ้นใช้ และได้ จัดตั้งคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาท�ำงานในสาขาวิชาการของตน รายละเอียดของเอกสารที่เป็นผลงานการบัญญัติศัพท์ของหน่วยงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนจะน�ำเสนอในบทที่ ๖
  • 9.
    9 เอกสารอ้างอิง ๑. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๕๖. ๒. ด�ำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา (บรรณาธิการ). พระราชหัตถเลขาพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๐๖. ๓. หม่อมราโชทัย. นิราศลอนดอน. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, ๒๕๓๙ หน้า ๕. ๔. โสมทัต เทเวศร์. เกร็ดภาษาหนังสือไทย. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, ๒๕๑๒ หน้า ๗๑. ๕. เกื้อกมล พฤกษประมูล. ศัพท์บัญญัติที่เกิดก่อนการตั้งคณะ กรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถาน,วิทยานิพนธ์ ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาไทย บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ, ๒๕๓๒, หน้า ๒๒-๒๕, ๒๖-๓๔, ๑๙๒. ๖. สัมภาษณ์นายกราชบัณฑิตยสถาน. วารสารราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑, กรกฎาคม- กันยายน ๒๕๑๘, หน้า ๕-๗. ๗. เจริญ อินทรเกษตร. มารู้จักกับราชบัณฑิตยสถาน. วารสาร ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๑ ฉบับ ที่ ๑, กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๑๘, หน้า ๑๒-๑๖.
  • 10.
    10 ๘. อดิศักดิ์ ทองบุญ.งานท�ำต�ำรา. วารสารราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน,ปีที่๒ ฉบับที่๒,ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๑๙, หน้า ๔๑-๔๓. ๙. บัญญัติศัพท์ของคณะกรรมการบัญญัติศัพท์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ พระจันทร์, ๒๔๙๙. ๑๐. ศัพท์บัญญัติ อังกฤษ-ไทย ไทย-อังกฤษ. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตย- สถาน, พิมพ์ครั้งที่ ๗, ๒๕๓๒. ๑๑. สุจิตรากลิ่นเกษร.บัญญัติศัพท์-ศัพท์บัญญัติ.วารสารราชบัณฑิตย- สถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๔, เมษายน- มิถุนายน ๒๕๒๑, หน้า ๓๗.